หลักทรัพย์ MINT
หัวข้อข่าว คำอธิบายและวิเคราะห์ฐานะการเงินและผลการดำเนินงานไตรมาส 3/50
วันที่/เวลา 12 พ.ย. 2550 18:45:00
บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)
คำอธิบายและการวิเคราะห์ฐานะการเงินและผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ปี 2550
ภาพรวมเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม
ภาวะเศรษฐกิจไทยโดยรวมแสดงสัญญาณการการฟื้นตัวในช่วงปลายของไตรมาส 3 ปี 2550 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอุป
สงค์ภายในประเทศ อันได้แก่ การอุปโภคของภาคเอกชนและการลงทุนของภาคเอกชนมีแนวโน้มของการฟื้นตัว อย่างไรก็ดี
ตัวเลขเศรษฐกิจเชิงมหภาคที่ปรับตัวดีขึ้นดังกล่าวยังไม่อาจสร้างความเชื่อมั่นต่อการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนได้เท่าที่ควร
เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจนทำสถิติสูงสุดใหม่จะเป็นสาเหตุสำคัญที่ฉุดรั้งการกลับมาฟื้นตัวของการอุปโภค
ภาคเอกชนในไตรมาสสุดท้ายของปีต่อเนื่องไปจนปีหน้า การอุปโภคของภาคเอกชนที่ชะลอตัวลงส่งผลกระทบในเชิงลบต่อ
ธุรกิจร้านอาหารโดยทั่วไป ซึ่งธุรกิจอาหารของบริษัทย่อมได้รับผลกระทบเช่นกัน ทำให้บริษัทต้องดำเนินกลยุทธ์การตลาด
ในเชิงรุก ตลอดจนจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นการบริโภคอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงครึ่งปีหลัง อย่างไรก็ดี ปัจจัย
สำคัญอีกปัจจัยหนึ่งที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปข้างหน้าคือ การจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปที่มีจะขึ้นในเดือนธันวาคมนี้
และการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีที่คาดว่าจะเสร็จสิ้นกลางเดือนมกราคมปี 2551 อาจกล่าวได้ว่า ความไม่แน่นอนทางการเมือง
ส่วนหนึ่งมีส่งผลกระทบในเชิงลบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ดังจะเห็นได้รายงานตัวเลขของการท่องเที่ยวแห่ง
ประเทศไทยในไตรมาส 3 มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 2.3 ขณะที่อัตราการเข้าพักโรงแรมโดยเฉลี่ยทั่วประเทศ
อยู่ที่ร้อยละ 58 ซึ่งชะลอตัวลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งมีอัตราการขยายตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวสูง
ถึงร้อยละ 11.8 และอัตราการเข้าพักโรงแรมโดยเฉลี่ยที่ร้อยละ 61 อย่างไรก็ดีการชะลอตัวลงดังกล่าวส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก
ตัวเลขของปี 2549 เป็นฐานที่สูง เนื่องจากเป็นปีหลังจากเหตุการณ์สึนามิ
แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจโดยรวมจะไม่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินธุรกิจ แต่บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)
("MINT") ยังสามารถรักษาการเติบโตทั้งในแง่ของรายได้และกำไรไว้ได้ โดยในด้านธุรกิจอาหารยังคงมีการขยายสาขาอย่าง
ต่อเนื่อง ทำให้ยอดขายรวมของทุกสาขา (Total System Sales) เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ในขณะที่ธุรกิจโรงแรม มีรายได้เฉลี่ยต่อห้อง (RevPar) เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งถึงร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี
ก่อน
สรุปสาระสำคัญของผลการดำเนินงาน
ผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ปี 2550
บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ได้รายงานผลประกอบการในไตรมาส 3 ปี 2550 โดยบริษัทฯ มีรายได้
รวม 3,340 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นร้อยละ 16.4 และมีกำไรสุทธิ 371 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ
55 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ธุรกิจหลักที่สร้างรายได้ให้บริษัท คือ ธุรกิจอาหารคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 46 และธุรกิจ
โรงแรมคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 35 ของรายได้รวม เป็นที่ทราบกันดีว่าการชะลอตัวของการบริโภคภายในประเทศส่งผล
กระทบในทางลบต่อธุรกิจร้านอาหาร แต่บริษัทฯ สามารถรักษาระดับการเติบโตของธุรกิจอาหารได้ดีเมื่อเทียบกับคู่แข่ง
กล่าวคือ รายได้จากธุรกิจอาหารเพิ่มขึ้น ร้อยละ 4 โดยมีการขยายสาขาเพิ่มขึ้น 4 สาขาในไตรมาส 3 ในด้านธุรกิจโรงแรม
แม้ว่าอัตราการเข้าพักเฉลี่ยจะทรงตัวจากเมื่อเทียบปีก่อนที่ร้อยละ 70 แต่อัตราค่าห้องพักเฉลี่ย เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 21 ที่ระดับ 1
4,663 บาทต่อคืน ผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของธุรกิจโรงแรมสาเหตุมาจาก 1) อัตราค่าห้องพักเฉลี่ยที่ดีขึ้นจากการรับรู้
ผลการดำเนินงานเต็มปีของโรงแรมเปิดใหม่ที่ทยอยเปิดดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา 2) โรงแรมที่เปิดใหม่ตั้งอยู่ในแหล่ง
ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงอย่างมัลดีฟส์ และเกาะสมุย ทำให้สามารถกำหนดค่าห้องพักในอัตราที่สูงได้ 3) โรงแรม
โฟร์ ซีซั่น กรุงเทพ สามารถเปิดให้บริการห้องพักเต็มได้เต็มอัตรา เมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่มีการปิดปรับปรุงห้องพักบางส่วน
และ 4) การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในจังหวัดแถบชายทะเลอันดามัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในจังหวัดภูเก็ต
ผลการดำเนินงานใน 9 เดือนแรกของปี 2550
ในช่วง 9 เดือนแรกของปี บริษัทฯ ยังคงมีผลการดำเนินงานที่เติบโตต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ มีรายได้รวม 10,183 ล้านบาท
เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนคิดเป็นร้อยละ 13 โดยธุรกิจหลักที่สร้างรายได้ให้แก่บริษัท ได้แก่ ธุรกิจอาหารคิดเป็น
สัดส่วนร้อยละ 47 และธุรกิจโรงแรมคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 37 และบริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 1,052 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ
19 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เมื่อพิจารณารายธุรกิจแล้ว พบว่า ธุรกิจอาหารมีการเติบโตของรายได้อย่างแข็งแกร่งถึงร้อยละ
8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากมีการเปิดสาขาใหม่สุทธิในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ จำนวน 22 สาขา สำหรับ
ธุรกิจโรงแรม มีผลการดำเนินงานเป็นที่น่าพอใจ โดยมีอัตราการเข้าพักอยู่ที่ร้อยละ 72 เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี
ก่อนที่ร้อยละ 71 ในขณะที่อัตราค่าห้องพักเฉลี่ยอยู่ที่ 5,171 บาทต่อคืน เพิ่มขึ้นร้อยละ 19
รายได้จำแนกตามประเภทธุรกิจ
รายได้ (ล้านบาท)
ไตรมาส 3 ปี 2550 9 เดือนแรก ปี2550
อาหาร 1,535 4,800
โรงแรม 1,171 3,775
อสังหาริมทรัพย์ - 113
สปา 95 282
ศูนย์การค้าและบันเทิง 131 398
บริหารจัดการ 243 287
อื่นๆ 165 528
รวม 3,340 10,183
ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2550 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 20,433 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,646 ล้านบาท เมื่อเทียบกับสินทรัพย์รวม ณ สิ้น
ปี 2549 ทั้งนี้มีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของเงินลงทุนระยะสั้น (ซึ่งเป็นเงินรับจากการออกหุ้นกู้ เพื่อรอไถ่ถอนหุ้นกู้ที่จะ
ครบกำหนดในไตรมาส 4 ปีนี้) การเพิ่มขึ้นของที่ดินและโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย (โครงการสมุย บีช เรสซิ
เด้นซ์) ที่ดินและโครงการระหว่างการพัฒนา (โรงแรมอนันตรา ภูเก็ต และโครงการราชดำริ เรสซิเด้นซ์) และสินทรัพย์ถาวร
ของบริษัท (โรงแรมโฟร์ซีซั่น เกาะสมุย และ การเปิดสาขาใหม่ของธุรกิจอาหาร) บริษัทฯ มีหนี้สินรวม 11,415 ล้านบาท
เพิ่มขึ้นจาก ณ สิ้นปีที่แล้ว 1,752 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทฯ มีการออกหุ้นกู้ระยะยาว เพื่อคืนเงินกู้ระยะสั้น และนำไปใช้ใน
การก่อสร้างโครงการระหว่างการพัฒนาและสินทรัพย์ถาวร ในขณะที่บริษัทฯ มีส่วนของผู้ถือหุ้น 9,018 ล้านบาท เพิ่มขึ้น
894 ล้านบาท เนื่องจากกำไรสะสมที่เพิ่มขึ้นจากผลการดำเนินงาน และการออกหุ้นเพิ่มทุนจากการแปลงสภาพใบสำคัญ
แสดงสิทธิซื้อหุ้นสามัญ
ใน 9 เดือนแรกของ ปี 2550 บริษัทฯและบริษัทย่อย มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน 1,231 ล้านบาท ลดลง 332 ล้านบาท
เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากเงินสดจ่ายค่าที่ดินและโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย
(โครงการสมุย บีช เรสซิเด้นซ์) บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีกระแสเงินสดจ่ายจากการลงทุนจำนวน 3,079 ล้านบาท โดยเป็น
การลงทุนเพิ่มใน 1) เงินลงทุนระยะสั้นและระยะยาว จำนวน 1,149 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นเงินฝากระยะสั้นที่สถาบัน
การเงินเพื่อรอไถ่ถอนหุ้นกู้ที่ครบกำหนดในไตรมาส 4 2) เงินลงทุนในบริษัทย่อยจำนวน 241 ล้านบาท ซึ่งเป็นการลงทุน
เพิ่มใน บริษัทโคโค่ ปาล์ม และ บริษัท โรงแรม ราชดำริ 3)โครงการระหว่างการพัฒนาและสินทรัพย์ถาวร จำนวน 1,182
ล้านบาท และ 4) เงินให้กู้ยืมแก่บริษัทร่วมและบริษัทอื่น จำนวน 541 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการให้เงินกู้แก่ บริษัท ยูโทเปีย
โฮลดิ้ง และ บริษัท ภูเก็ต แลนด์ โอนเนอร์ จำกัด สำหรับกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินมีการเปลี่ยนแปลงอันมีสาเหตุ
หลักมาจากเงินสดรับจากการออกหุ้นกู้ระยะยาวจำนวน 3,900 ล้านบาท การชำระคืนเงินกู้ระยะสั้นและระยะยาวสุทธิ
จำนวน 2,069 ล้านบาทการเพิ่มทุนจากการแปลงสภาพใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นสามัญของนักลงทุนและพนักงาน จำนวน
208 ล้านบาท และการจ่ายเงินปันผล จำนวน 436 ล้านบาท ดังนั้นใน 9 เดือนแรกของ ปี 2550 บริษัทฯ จึงมีกระแสเงินสด
ลดลงสุทธิ 245 ล้านบาท
ผลกระทบจากนโยบายบัญชีการบันทึกเงินลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วม
ตามประกาศสภาวิชาชีพบัญชีฉบับที่ 26/2549 เรื่องการปฏิบัติวิธีการบัญชีตามมาตรฐานฉบับที่ 44 เรื่องงบการเงินรวมและ
การบัญชีสำหรับเงินลงทุนในบริษัทย่อย กำหนดให้บริษัทเปลี่ยนแปลงวิธีการบันทึกบัญชีเงินลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัท
ร่วมในงบการเงินเฉพาะของบริษัทจากวิธีส่วนได้เสียเป็นวิธีราคาทุน ซึ่งอาจมีผลทำให้กำไรและกำไรสะสมในงบการเงิน
เฉพาะกิจการและงบการเงินรวมแตกต่างกัน ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงนโยบายบัญชีเท่านั้น
มิได้ทำให้ปัจจัยพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจ (เช่น โครงสร้างองค์กร โครงสร้างการจัดการ แหล่งที่มาของรายได้ นโยบาย
และกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ เป็นต้น) ของบริษัทเปลี่ยนแปลงไป
เงินลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วม ตามงบการเงินเฉพาะ
ภายใต้เงื่อนไขของข้อปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นกู้ บริษัทมีข้อจำกัดเกี่ยวกับการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัท ซึ่งหากบริษัท
ใช้ราคาทุนเดิมของเงินลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วม เป็นราคาเริ่มต้น บริษัทจะขัดแย้งกับเงื่อนไขต่อผู้ถือหุ้นกู้ ณ วันที่
30 กันยายน พ.ศ. 2550 เงินลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วมจึงบันทึกโดยใช้ carrying value เป็นราคาทุนเริ่มต้น ตามงบ
การเงินเฉพาะซึ่งมีมูลค่าตามบัญชี เท่ากับ 8,886 ล้านบาท ลดลง 118 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.32 เมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่า
ตามบัญชี ณ สิ้นปี พ.ศ. 2549 ซึ่งเป็นผลจากการคืนทุนของบริษัทย่อย จำนวน 33 ล้านบาท (ส่วนใหญ่มาจากกองทุนรวม
บริหารสินทรัพย์ไทยและกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ทรัพย์ทวี) และการจ่ายเงินปันผลจากกำไรสุทธิก่อนปี พ.ศ. 2550 ของ
บริษัทย่อยและบริษัทร่วมจำนวน 190 ล้านบาท ในขณะที่มีการลงทุนเพิ่มในบริษัทย่อยจำนวน 110 ล้านบาท
3
กำไรสุทธิ
บริษัทฯและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิสำหรับงวดเก้าเดือน สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2550 จำนวน 1,052 ล้านบาท คิดเป็น
กำไรต่อหุ้นปรับลดจำนวน 0.3532 บาท ขณะที่งบการเงินเฉพาะกิจการของบริษัทฯ มีกำไรสุทธิสำหรับงวดเก้าเดือน สิ้นสุด
วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2550 จำนวน 242 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้นปรับลดจำนวน 0.0812 บาท ผลแตกต่างของกำไรสุทธิ
จากงบการเงินทั้งสองดังกล่าวมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงวิธีการบันทึกบัญชีเงินลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วมใน
งบการเงินเฉพาะกิจการ โดยที่กำไรสุทธิในงบการเงินรวมได้รวมผลการดำเนินงานของบริษัทย่อยและบริษัทร่วมตาม
สัดส่วนการถือหุ้น ส่วนกำไรสุทธิในงบการเงินเฉพาะกิจการจะรับรู้เฉพาะผลการดำเนินงานของบริษัทใหญ่และจะรับรู้
รายได้จากการลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วมก็ต่อเมื่อได้รับเงินปันผลจากบริษัทย่อยและบริษัทร่วมเท่านั้น
พัฒนาการที่สำคัญในไตรมาส 3 ปี 2550
ธุรกิจโรงแรม
ในเดือนตุลาคม ปี 2550 บริษัท และบริษัทในเครือ ("MINT") และ แมริออท เวเคชั่น คลับ และบริษัทในเครือ ("MVCI") ได้
ลงนามในสัญญาเพื่อร่วมมือกันพัฒนาโครงการพักผ่อนแบบปันส่วนเวลา (timeshare) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย ภายใต้ความตกลงใหม่ในครั้งนี้ MINT จะมีบทบาทในการเป็นผู้ให้คำปรึกษาในการ
ก่อสร้างโครงการ การตลาด ตลอดจนการเป็นที่ปรึกษาให้กับ MVCI ในการขยายธุรกิจ timeshare ในภูมิภาคเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย ในมุมมองของบริษัทเชื่อว่า การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็น
ก้าวที่สำคัญในการนำกลยุทธ์ Asset Light มาใช้อย่างเป็นรูปธรรมในการที่จะเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจโรงแรมและ
สันทนาการที่มีฐานรายได้จากค่าธรรมการบริหารจัดการ แทนการพึ่งพิ่งรายได้ที่มาจากการใช้เงินลงทุนของบริษัทเอง
และในเดือนเดียวกันนี้ บริษัทได้ลงนามในสัญญาเช่าระยะยาวกับ Maldives Tourism Development Corporation (MTDC)
ในการเช่าเกาะคีฮาวา ฮูราฮู ขนาดพื้นที่ประมาณ 85,000 ตารางเมตร ซึ่งตั้งอยู่ที่ บา อะโทล ประเทศมัลดีฟส์ เป็นเวลา 23 ปี
ภายใต้ข้อตกลงในสัญญา MINT ได้จ่ายค่าเช่าล่วงหน้า จำนวน 11.12 ล้านเหรียญสหรัฐ หมู่เกาะมัลดีฟส์ยังคงเป็นตลาด
ท่องเที่ยวที่น่าสนใจลงทุนในสายตาของ MINT บริษัทเชื่อว่าการขยายธุรกิจโรงแรมในครั้งนี้จะนำไปสู่การสร้างความ
แข็งแกร่งเพื่อความเป็นผู้นำในธุรกิจโรงแรมในหมู่เกาะมัลดีฟส์ในอนาคต โดยการลงทุนในโรงแรมครั้งนี้ บริษัทวางแผนที่
จะเปิดตัวโรงแรมอนันตราแห่งที่สอง ซึ่งเป็นแบรนด์ของ MINT เอง โดยโรงแรมอนันตราที่เกาะคีฮาวา ฮูราฮูนี้ จะเป็น
รูปแบบห้องชุด พูลวิลล่า จำนวน 55 ห้อง คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2552 โดย MINT จะเป็นผู้ลงทุน 100 เปอร์เซ็นต์
และจัดการบริหารด้วยตนเอง
ธุรกิจอาหาร
ในไตรมาส 3 ปี 2550 บริษัทฯ มีสาขาร้านอาหารทั้งสิ้น 653 สาขา โดยมีการเปิดใหม่สุทธิทั้งสิ้น 4 สาขา แบ่งเป็นสาขาที่
บริษัทฯ ลงทุนเอง จำนวน 1 สาขา ได้แก่ เปิดเดอะ พิซซ่าในประเทศจีน 2 สาขา แดรี่ควีน 4 สาขา ปิดซิซซ์เลอร์ 1 สาขา ปิด
ซิซซ์เลอร์ในประเทศจีน 1 สาขาและปิดเลอแจ๊ส 3 สาขา สำหรับสาขาแฟรนไชส์ จำนวน 3 สาขาได้แก่ สเวนเซ่นต์ใน
ประเทศไทย 1 สาขา สเวนเซ่นต์ในประเทศซาอุดิอาระเบีย 1 สาขา และสเวนเซ่นต์ในประเทศกัมพูชา 1 สาขา
ในเดือนตุลาคม ปี 2550 บริษัท ประกาศแผนการเข้าซื้อเงินลงทุนใน คอฟฟี่ คลับ โฮลดิ้ง (The Coffee Club) ในสัดส่วนร้อย
ละ 50 คิดเป็นมูลค่าการลงทุนในเบื้องต้นจำนวน 23 ล้านเหรียญออสเตรเลีย และอาจจะมีการจ่ายเงินลงทุนเพิ่มเติมตามผล
การดำเนินงานของ The Coffee Club ในช่วงสองปีข้างหน้า ปัจจุบัน The Coffee Club เป็นบริษัทผู้นำในธุรกิจอาหารและ
ธุรกิจแฟรนไชส์ร้านอาหารและกาแฟที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและเติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศออสเตรเลีย โดยมียอดขาย
รวม 145 ล้านเหรียญออสเตรเลีย และมีสาขาร้านอาหารภายใต้แบรนด์ The Coffee Club ซึ่งเป็นแบรนด์ของตนเองใน
ประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์มากกว่า 180 สาขา การลงทุนใน The Coffee Club ครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นก้าวหนึ่งของ
MINT ในการได้มาซึ่งแบรนด์ที่มีการบริหารจัดการที่ดี โดยเป็นการเข้าลงทุนในแบรนด์มีขนาดใหญ่เพียงพอ อยู่ในตลาดที่มี
การเติบโตสูง และมีศักยภาพในการขยายธุรกิจออกไปในระดับสากลผ่านโมเดลธุรกิจแฟรนไชส์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการ
ดำเนินการภายใต้กลยุทธ์ Asset Light ของ MINT ซึ่งในแต่ละปี The Coffee Club มีการขยายสาขากว่า 25 สาขาต่อปี
อย่างไรก็ดี MINT ได้วางแผนที่จะขยายแบรนด์ The Coffee Club ออกไปในระดับสากล ภายใต้ระบบและโครงข่าย
ร้านอาหารในประเทศต่าง ๆ ของบริษัทที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน
ธุรกิจสปา
ณ ปัจจุบัน บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจสปา โดยใช้แบรนด์หลักของบริษัทฯ ได้แก่ อนันตรา สปา และมันดารา สปา ในการ
ให้บริการสปาในโรงแรมที่เป็นของบริษัทและบริษัทย่อย และรับบริหารให้กับสปาในโรงแรมต่างๆ ทั้งในประเทศและ
ต่างประเทศอีกด้วย โดยสิ้นไตรมาส 3 ปี 2550 บริษัทฯ มีจำนวนสปาทั้งสิ้น 23 แห่งในประเทศไทย จีน มัลดีฟส์ แทนซาเนีย
จอร์แดน และสหรัฐอาหรับเอมิเรต
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
จากการที่บริษัทได้ขยายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในปัจจุบันบริษัทมีโครงการอสังหาริมทรัพย์ ที่ เกาะสมุย (โครงการสมุย บีช
เรสซิเด้นท์ และ ที่กรุงเทพฯ (โครงการเซ็นต์ รี จิส เรสสิเด้นส์) โดยโครงการที่สมุย เป็นบ้านตากอากาศระดับหรู ซึ่งอยู่ติด
กับโรงแรมโฟร์ซีซั่น สมุย จำนวน 14 หลัง และ ได้ขายไปแล้ว 2 หลัง และคาดว่าจะขายได้อีก 2 -3 หลัง ในไตรมาส 4 นี้
ส่วนโครงการ เซ็นต์ รี จิส เรสสิเด้นส์ เป็นโครงการ คอนโดมิเนียมระดับหรู จำนวน 71 ห้อง คาดว่าจะแล้วเสร็จ ในต้นปี
2010 โดยจะเริ่มเปิดขายโครงการได้ในปลายปี 2550
ผลการดำเนินงานจำแนกรายธุรกิจ
แม้ว่าธุรกิจอาหารจะสร้างรายได้ให้กับบริษัทเป็นสัดส่วนร้อยละ 46 ของของรายได้รวม แต่เมื่อพิจารณาในแง่ของ
ความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA) ธุรกิจโรงแรมและสันทนาการสามารถสร้างอัตรากำไรที่สูงกว่า
ดังจะเห็นได้จากผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ปี 2550 ซึ่งบริษัทฯ มีกำไรจากการดำเนินงานที่มาจากธุรกิจอาหารคิดเป็น
สัดส่วนร้อยละ 26 ในขณะที่อีกร้อยละ 74 มาจากธุรกิจโรงแรมและสันทนา และธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
กำไรจากการดำเนินงานจำแนกตามประเภทธุรกิจ
EBITDA (ล้านบาท)
ไตรมาส 3 ปี 2550 9 เดือนแรก ปี 2550
อาหาร 222 710
โรงแรมและสันทนาการ 627 1,836
อสังหาริมทรัพย์ - 46
รวม 849 2,592
ผลการดำเนินงานของธุรกิจอาหารจำแนกตามแบรนด์
อัตราการเติบโตของยอดขายรวม (%)
แบรนด์ ไตรมาส 3 ปี 2550 9 เดือน 2550
เดอะ พิซซ่า 12.8 17.3
สเวนเซ่นส์ 3.0 9.1
ซิซซ์เลอร์ -11.6 -5.8
แดรี่ควีน -4.0 6.9
เบอร์เกอร์คิง 28.0 23.8
เลอแจ๊ส -17.8 -1.7
เฉลี่ย 4.7 10.1
หมายเหตุ: ร้านอาหารเลอแจ๊สเริ่มเปิดดำเนินการตั้งแต่มกราคม 2549 ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท ไมเนอร์ ฟู้ดกรุ๊ป
ธุรกิจอาหารของบริษัทมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น กล่าวคือ ในไตรมาส 3 ปี 2550 บริษัทฯ มีอัตราการเติบโตของยอดขายรวม
ทุกสาขา เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการการขยายสาขา และการใช้กลยุทธ์
ทางการตลาดซึ่งรวมถึงการส่งเสริมการขายในเชิงรุกของเดอะ พิซซ่า สเวนเซ่นส์ และเบอร์เกอร์คิง เป็นต้น และใน 9 เดือน
แรกของปี 2550 มีอัตราการเติบโตของยอดขายรวม ทุกสาขาเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 10.1 เมื่อเทียบช่วงเดียวกันในปีก่อน เนื่องจาก
การเปิดสาขาใหม่สุทธิ 22 สาขาจากสิ้นปี 2549
6
ผลการดำเนินงานของธุรกิจโรงแรมจำแนกตามกลุ่มโรงแรม
กลุ่มโรงแรม อัตราการเข้าพัก (%) อัตราค่าห้องเฉลี่ย (บาท/คืน)
ไตรมาส 3 ปี 2550 9 เดือนแรก ปี 2550 ไตรมาส 3 ปี 2550 9 เดือนแรก ปี 2550
อนันตรา 62.5 65.8 5,223 6,180
แมริออท 78.0 80.7 3,416 3,993
โฟร์ซีซั่นส์ 61.0 58.9 7,989 8,339
อื่นๆ 53.3 62.2 4,207 3,998
เฉลี่ย 69.5 71.5 4,663 5,171
หมายเหตุ: ข้อมูลจากโรงแรม 15 แห่ง ซึ่งรวมโรงแรมที่เปิดใหม่ ได่แก่ โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ ที่เกาะสมุย และโรงแรมนาลาดู ที่มัลดีฟท์
ในไตรมาส 3 ปี 2550 บริษัทฯ มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ ร้อยละ 69.5 ขณะที่อัตราค่าห้องพักโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 4,663
บาทต่อคืน เพิ่มขึ้นร้อยละ 21 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากโรงแรมทั้งหมด 15 แห่ง โดยโรงแรมกลุ่มแมริออทมีผลงานที่
โดดเด่น ซึ่งมีอัตราการเข้าพักสูงถึง ร้อยละ 78 และสามารถรักษาการเพิ่มขึ้นของอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยต่อคืนสูงขึ้นในอัตรา
ร้อยละ 6 สำหรับกลุ่มโรงแรมอนันตรา แม้ว่าจะมีอัตราการเข้าพักจะสูงขึ้นจากปีที่แล้วเพียงเล็กน้อย แต่อัตราค่าห้องพัก
เฉลี่ยต่อคืนกลับสูงขึ้นอย่างเป็นสาระสำคัญในอัตราร้อยละ 27 ที่ 5,223 บาทต่อคืน โรงแรม โฟร์ซีซั่นส์ ก็มีผลงานที่น่า
ประทับใจเนื่องจากกลุ่มนี้มีอัตราการเข้าพักสูงขึ้นร้อยละ 14 โดยมีอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 16 ที่ 7,989 บาท
ต่อคืน เนื่องจากผลงานที่โดดเด่นของ โรงแรมโฟร์ซีซั่น กรุงเทพฯ และ โฟร์ซีซั่น สมุย ในขณะที่ ในไตรมาส 3 ปี 2550
ธุรกิจโรงแรมมีรายได้ทั้งสิ้น 1,171 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาในอัตราร้อยละ 18 อนึ่ง บริษัทฯ ไม่ได้นำรายได้ของ
โรงแรมที่บริษัทร่วมลงทุนมารวมในรายได้จากธุรกิจโรงแรมของบริษัท ซึ่งประกอบด้วยโรงแรม 3 แห่งที่มัลดีฟส์และ 1
แห่งที่เวียดนาม
ธุรกิจสปา
ในไตรมาส 3 ปี 2550 MINT มีรายได้จากธุรกิจสปา 95 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ถึงแม้ว่า
ธุรกิจสปาในปัจจุบันจะมีการแข่งขันสูงขึ้นเรื่อย ๆในประเทศไทย แต่บริษัทก็สามารถรักษาระดับรายได้ที่แข็งแกร่งโดยการ
ที่บริษัทได้กระจายสถานที่ประกอบการที่หลากหลาย และการมีรายได้จากการบริหารงาน
ธุรกิจศูนย์การค้าและธุรกิจบันเทิง
ในไตรมาส 3 ปี 2550 รายได้จากธุรกิจศูนย์การค้าและธุรกิจบันเทิงมีจำนวนทั้งสิ้น 131 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากช่วง
เดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 124 ล้านบาท เนื่องจากศูนย์การค้ามีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น โดยเฉพาะ Food Wave ซึ่งเป็น
ศูนย์อาหารในศูนย์การค้าที่พัทยา รวมถึงรายได้ค่าเช่าจากร้านค้าในศูนย์การค้าที่ดำเนินธุรกิจอาหาร
การวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน
30 กันยายน 2550 30 กันยายน 2549
ความสามารถในการทำกำไร (ใน 9 เดือนแรก)
อัตรากำไรขั้นต้น (%) 64.87% 64.75%
อัตรากำไรสุทธิ (%) 10.33% 9.81%
อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (%) 12.27% 12.97%
ความมีประสิทธิภาพ
อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (%)(ใน 9 เดือนแรก) 5.51% 5.55%
ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ย (วัน) (ไตรมาส 3) 15 15
นโยบายทางการเงิน
อัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (เท่า) (ใน 9 เดือนแรก) 6.42 8.37
30 กันยายน 2550 31 ธันวาคม 2549
ความสามารถในการดำรงสภาพคล่อง
สินทรัพย์หมุนเวียนต่อหนี้สินหมุนเวียน (เท่า) 1.37 0.63
ภาระหนี้สินต่อทุน
อัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (เท่า) 1.27 1.19
อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (เท่า) 0.94 0.87
อัตราส่วนทางการเงินในไตรมาส 3 ปี 2550 บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน ขณะที่อัตรากำไรสุทธิ
เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 9.8 เป็นร้อยละ 10.3 แสดงให้เห็นว่าบริษัทมีความสามารถในการควบคุมและบริหารค่าใช้จ่ายได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ และกำไรที่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจที่เน้นการใช้สินทรัพย์ทางปัญญา หรือ Asset-Light สำหรับอัตราผลตอบแทนผู้
ถือหุ้นร้อยละ 12.2 เท่า ลดลงเมื่อเทียบกับสิ้นปีที่แล้วที่ร้อยละ 12.9 เนื่องจากจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้นจากการเพิ่มทุนตั้งแต่ปี
2549 เป็นต้นมา
สำหรับอัตราส่วนที่แสดงถึงความมีประสิทธิภาพนั้น พบว่า อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน
และระยะเวลาในการเก็บหนี้เฉลี่ยยังคงระดับเดิมที่ 15 วัน อัตราส่วนสินทรัพย์หมุนเวียนต่อหนี้สินหมุนเวียนเพิ่มขึ้นจาก
0.63 เท่าเป็น 1.37 เท่า เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของเงินลงทุนระยะสั้น ในขณะที่อัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ยใน
9 เดือนแรกของปี 2550 ลดลง เป็น 6.42 จาก 8.37 ในปีที่ผ่านมาเนื่องมาจากการลดลงของกระแสเงินสดรับจากการ
ดำเนินงานอันเนื่องมาจากการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายของโครงการสมุยบีชเรสสิเด้นท์ที่เริ่มเปิดการขายในปลายปีที่
ผ่านมา
จะเห็นได้ว่าการทำกำไรของบริษัทดีมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่อัตราส่วนหนี้สินเพิ่มขึ้นเพียง
เล็กน้อยเนื่องจากการออกหุ้นกู้ระยะยาวในเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยบริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่
ที่ 1.27 เท่าเทียบกับ 1.19 เท่า ณ สิ้นปีที่ผ่านมา และอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ระดับ
0.94 เท่า สูงขึ้นเล็กน้อยจาก 0.87 เท่า ณ. สิ้นปีที่ผ่านมา
แม้ว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจเริ่มจะมีแนวโน้มฟื้นตัวนับตั้งแต่ปลายไตรมาส 3 แต่บริษัทเชื่อว่าภาวะการเติบโตของเศรษฐกิจ
ยังคงไม่แข็งแกร่งเท่าที่ควร เนื่องจากราคาน้ำมันและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจะเป็นปัจจัยฉุด
รั้งการกลับมาฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ อย่างไรก็ดี บริษัทได้ตระหนักถึงสถานการณ์ดังกล่าวข้างต้นและได้
เตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และจากการที่บริษัทฯ มีการกระจายแหล่งที่มาของรายได้ที่
หลากหลาย จึงเป็นเครื่องช่วยบรรเทาผลกระทบ อีกทั้งยังสามารถรักษาระดับการเติบโตของรายได้และกำไรได้อย่างต่อเนื่อง
และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมโดยรวม
สำหรับธุรกิจอาหารของบริษัทจะมีการเพิ่มสัดส่วนการรายได้ธุรกิจอาหารจากการต่างประเทศมากขึ้น โดยการขยาย
ร้านอาหารทั้งในส่วนที่บริษัทลงทุนเองและร้านสาขาแฟรนไชส์ในต่างประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับแผนขยายธุรกิจออกไปใน
ระดับสากลและโมเดลการดำเนินธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ Asset Light เช่นเดียวกันกับธุรกิจโรงแรมของบริษัทที่จะมีการขยาย
การดำเนินธุรกิจออกไปยังต่างประเทศมากขึ้นผ่านการรับบริหารจัดการโรงแรม ในขณะที่รายได้ของธุรกิจโรงแรมใน
ปัจจุบันพึ่งพิงรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ การกระจายแหล่งที่ตั้งของโรงแรมไปยังแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่
หลากหลาย มีส่วนทำให้ธุรกิจกิจโรงแรมของบริษัทมีการเติบโตอย่างเห็นได้ชัดเจน นอกเหนือจากธุรกิจหลักทั้งสองที่กล่าว
มาข้างต้นแล้ว ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก็เป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่จะมีส่วนผลักดันให้บริษัทสามารถบรรลุเป้าหมายของการ
ได้มาซึ่งผลตอบแทนจากเงินลงทุนสูงสุด ตลอดจนมีรายได้และกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง และเพื่อป้องกันความผันผวน
ของอัตราแลกเปลี่ยนที่จะมีผลกระทบกับราคาค่าห้อง บริษัทได้เปลี่ยนแปลงการตั้งราคาค่าห้องในรูปเงินบาทแทนการพึ่ง
สกุลดอลลาร์สหรัฐ
การเติบโตของบริษัทไม่เพียงแต่เป็นการเติบโตจากการดำเนินธุรกิจตามปกติเพียงอย่างเดียว แต่ยังเติบโตจากการขยายธุรกิจ
จากการลงทุนในธุรกิจอาหารแบรนด์ใหม่และการริเริ่มธุรกิจใหม่ด้านโรงแรม โดยในเดือนตุลาคม บริษัทได้ลงนามเพื่อเป็น
พันธมิตรทางธุรกิจกับ แมริออท เวเคชั่น คลับ ("MVCI") ในการเป็นผู้ให้คำปรึกษาในการก่อสร้างโครงการ การตลาด
ตลอดจนการเป็นที่ปรึกษาให้กับ MVCI ในการขยายธุรกิจ timeshare ซึ่งการลงนามความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มสัดส่วน
รายได้จากค่าธรรมการบริหารจัดการจากธุรกิจโรงแรมให้แก่บริษัท นอกจากนี้ พัฒนาการที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในธุรกิจ
โรงแรมของบริษัท คือ การได้สิทธิการเช่าที่ดินระยาวเป็นระยะเวลา 23 ที่ประเทศมัลดีฟส์ เพื่อก่อสร้างโรงแรมอนันตราแห่ง
ที่ 2 ซึ่งจะมีห้องพักจำนวน 55 ห้อง คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2552 นอกจากนี้ ทางด้านธุรกิจอาหาร บริษัทได้ประกาศ
9
แผนการเข้าซื้อเงินลงทุนสัดส่วนร้อยละ 50 ใน คอฟฟี่ คลับ โฮลดิ้ง (The Coffee Club) ซึ่งมีสาขามากกว่า 180 สาขา ใน
ประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ การลงทุนในครั้งนี้ จะทำให้บริษัทได้สิทธิที่จะขยายแบรนด์ The Coffee Club ออกไป
ยังประเทศต่างๆ และได้รับผลตอบแทนจากผลการดำเนินงานของธุรกิจทีมีอยู่แล้วในทวีปออสเตรเลีย
กล่าวโดยสรุปได้ว่า ผู้บริหารของบริษัทยังคงเชื่อมั่นว่า บริษัทยังคงมีความแข็งแกร่งทั้งในการดำเนินธุรกิจ การขยายธุรกิจ
ตลอดจนผลการดำเนินงาน โดยบริษัทเชื่อว่าปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันการเติบโตของบริษัทต่อไปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จะ
ไม่ได้มาจากสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งเป็นการเฉพาะหรือมาจากผลประกอบการที่ดีเยี่ยมเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการริเริ่ม
โครงการและธุรกิจใหม่ๆ จากการใช้แบรนด์หลักของตนเองในการขยายธุรกิจ รวมไปถึงการเติบโตที่เกิดจากวัฒนธรรมการ
บริหารองค์กรที่การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา
ลงชื่อ_________________________
ปรารถนา มโนมัยพิบูลย์
กรรมการ