ทอง VS บิตคอยน์/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

บทความต่างๆ ที่ตีพิมพ์ใน ThaiVI คุณสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม เพื่อการลงทุนแบบเน้นคุณค่า

โพสต์ โพสต์
Thai VI Article
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 2070
ผู้ติดตาม: 472

ทอง VS บิตคอยน์/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โพสต์ที่ 1

โพสต์

ช่วง 2-3 ปีนี้  นักลงทุนไทยโดยเฉพาะที่ยังหนุ่มสาวหันมาลงทุนในทองคำและบิตคอยน์เพิ่มขึ้นมาก  เหตุผลเพราะทองคำในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนประมาณ  59%  5 ปีที่ผ่านมาให้ผลตอบแทน 134% หรือเท่ากับ 18.5% ต่อปีแบบทบต้น และ 20 ปีที่ผ่านมา 739% หรือเท่ากับผลตอบแทนทบต้น 11.2% ต่อปี ในช่วงเวลาที่ยาวนานมาก   ซึ่งถือว่าดีเยี่ยมและไม่เคยเป็นมาในประวัติศาสตร์ของทองคำ  และก็ดีกว่าหุ้นส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นโลก

ในส่วนของบิตคอยน์นั้น  ผลตอบแทน 1 ปีที่ผ่านมาติดลบ 5-6% แต่ผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปีนั้นอยู่ที่ 406% หรือให้ผลตอบแทนทบต้นถึงปีละ 38.3% ซึ่งก็เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสุดยอดที่ไม่สามารถหาได้จากการลงทุนอื่นรวมถึงตลาดหุ้น Nasdaq ที่ว่าเป็นสุดยอดของการลงทุนในช่วงเวลานี้ที่ให้ผลตอบแทน 5 ปี ที่ประมาณ 13.6% ต่อปีแบบทบต้น  และผลตอบแทน 20 ปีที่ปีละประมาณ 9.7% แบบทบต้น

สรุปก็คือ  ในระยะ “กลาง” คือ 5 ปี บิตคอยน์เป็นสุดยอดของการลงทุน  ในระยะยาว 20 ปี  ทองเป็นสุดยอดของการลงทุน  ในขณะที่บิตคอยน์นั้น  เป็นการลงทุนรูปแบบใหม่ที่เพิ่งจะ Active หรือเกิดขึ้นและคนเข้ามาเล่นกันประมาณ 8-9 ปีนี้เอง  และก็เริ่มจะบูมเมื่อประมาณ 5 ปีที่ผ่านมาพร้อม ๆ  กับการลงทุนแบบอื่น ๆ  รวมถึงหุ้นที่วิ่งกันระเบิด

ผมคงไม่พูดถึงหุ้นที่มีการพูดถึงกันมากแล้วและเราก็ลงทุนกันมานาน  ส่วนตัวผมเองก็ลงทุนมายาวนานถึง 30 ปีแล้วโดยที่ไม่เคยสนใจการลงทุนอื่นเลยรวมถึงทองคำที่ผมมีความเชื่อมาตลอดว่าเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนต่ำแค่พอ ๆ  กับเงินเฟ้อคือประมาณ 3% ต่อปี  และบิตคอยน์ที่ผมคิดว่าเป็น “สินทรัพย์ในจินตนาการ” ที่ไม่มีพื้นฐานและประเมินมูลค่าไม่ได้

ใช่แล้ว  ผมกำลังจะเปรียบเทียบระหว่างทองคำกับบิตคอยน์ว่าคุณสมบัติมันเป็นอย่างไร  และถ้าผมจะลงทุน  จะเลือกตัวไหน  แต่ก็ต้องบอกก่อนว่าผมอาจจะเลือกไม่ลงทุนเลยก็ได้ถ้าผมไม่เชื่อว่าผลการลงทุนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานั้น  จะดำเนินต่อไปในอนาคตอีก 5 ปีหรือยาวกว่านั้น



ผมคิดว่าช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมานั้น  ผลตอบแทนของสินทรัพย์ต่าง ๆ  อาจจะ “ไม่ปกติ” เพราะมีการเก็งกำไรในตลาดการลงทุนสูงมากจนทำให้ราคาทรัพย์สินเกือบทุกชนิดปรับตัวขึ้นไปสูง  “เกินพื้นฐาน” ทางเศรษฐกิจไปมาก  และถ้าการเก็งกำไรลดลงหรือหมดไป  ราคาก็อาจจะตกลงไปมาก  บางทีอาจจะกลายเป็น  “หายนะ”  ได้

แต่นั่นก็อาจจะเป็นความเห็นที่ผิดได้  โดยเฉพาะกับทองและบิตคอยน์ซึ่งนักลงทุนโดยเฉพาะแนว VI บอกว่าเป็นสินทรัพย์ที่  “ไม่มีพื้นฐาน” เพราะมันไม่ได้สร้างอะไรหรือผลิตอะไรที่เป็นประโยชน์ในการใช้สอยและทำกำไรจ่ายปันผลให้เราได้  ถือเอาไว้มันก็ไม่เคยโต  เหตุผลที่ราคาจะเพิ่มขึ้นก็เพราะ  “มีคนมาซื้อต่อ”  ถ้าคนไม่ซื้อ  มันก็ไม่มีค่า

แต่ผมคิดว่าเรื่องนี้คงต้องมาวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งและละเอียดขึ้น  ทั้งทองและบิตคอยน์   ประการแรกก็คือ  ทอง  ที่ผมคิดว่ามีค่าแน่นอน  เพราะมันถูกทำเป็นเครื่องประดับที่มีคุณค่าสูงในแง่ที่ว่า  คนที่ใช้มันประดับร่างกายจะกลายเป็นคนที่ดูดีและที่สำคัญ  “ดูรวย” ว่าที่จริงผมยังไม่เคยเจอใครที่บอกว่าทองนั้น  “ไม่มีค่า” หรือมีค่าน้อย  ทุกคนบอกว่าทองนั้น  “เลอค่า” คล้าย ๆ  เพชรที่ช่วงหนึ่งเมื่อซักหลาย ๆ ปีก่อนมีการโฆษณาว่า “เลอค่า” และผู้หญิงทุกคนต่างก็อยากใช้เป็นเครื่องประดับในวันแต่งงาน  ว่าที่จริงทองนั้นมีค่าตั้งแต่สมัยอียิปต์รุ่งเรืองเมื่อหลายพันปีมาแล้ว  ไม่มีใครเปลี่ยนความคิดนี้ได้จนถึงปัจจุบัน

บิตคอยน์นั้น  มีน้อยคนมากในโลกที่คิดว่ามันมีค่า  ว่าที่จริงคนส่วนใหญ่ไม่รู้จักมันด้วยซ้ำไป  คนที่คิดว่าบิตคอยน์มีค่าส่วนใหญ่ก็คือคนที่เล่นบิตคอยน์หรือลงทุนบิตคอยน์เพราะเขาคิดว่าราคามันจะปรับตัวขึ้นไปอีกมากในเวลาอันสั้น  พวกเขาเป็น “นักเก็งกำไร” ที่จ้องดูราคาของบิตคอยน์วันต่อวัน

ส่วนคนอีกกลุ่มหนึ่งที่อาจจะฉลาดมาก  ซึ่งรวมถึงคนที่สร้างบิตคอยน์ขึ้นจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์  มองดูว่าบิตคอยน์นั้นมีคุณสมบัติที่สามารถแทน “เงินเฟียต” หรือเงินที่แบ้งค์ชาติของแต่ละประเทศพิมพ์ออกมาเป็น “กระดาษ” ที่เราใช้อยู่  และวันหนึ่ง  บิตคอยน์ก็จะถูกใช้แทนเงินเฟียตทั่วโลก  “ก็คงจะคล้าย ๆ  กับอะไรหลาย ๆ  อย่างในโลกที่เอกสารที่เป็นกระดาษถูกแทนด้วยข้อมูลดิจิทัล” พวกเขาอาจจะคิดแบบนั้น  และถ้าเงินกระดาษ “มีค่า”  เงินที่เป็นดิจิทัลแบบบิตคอยน์ก็ต้อง “มีค่า” คนที่ “ทำมาหากิน” ทุกวันก็จะต้องอยากได้และยินดีขายของและรับบิตคอยน์แทนเงินเฟียตที่ใช้อยู่

แต่ข้อเท็จจริงก็คือ  ผมยังไม่เห็นคนค้าขายที่ไหนรับบิตคอยน์เลยทั้ง ๆ  ที่มันเกิดขึ้นมาและโด่งดังมาเกือบ 10 ปีแล้ว  ในขณะที่ข้อมูลคอมพิวเตอร์แบบอื่นนั้น  ได้เข้ามาแทนที่ข้อมูลบนกระดาษอย่างรวดเร็ว  อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็ว ๆ  นี้ เริ่มมีคนที่รับ “เงินบิตคอยน์” มากขึ้นเรื่อย ๆ  เหมือนกัน  ซึ่งคนที่รับหรือคนที่ใช้ก็คือ  คนที่ทำผิดกฎหมายและไม่ต้องการให้ผู้รักษากฎหมายตามเส้นทางการเงินได้  เช่น เจ้าหน้าที่ที่รับเงินสินบน คนโกงและมิจฉาชีพทั้งหลาย หรือโจรสลัดที่จี้เรือและเรียกเงินค่าไถ่  เป็นต้น  ดังนั้น  สำหรับผมแล้ว  บิตคอยน์ในขณะนี้เป็น  “เงินเทา” ของโลกที่ใช้ในหมู่อาชญากร  ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ทำให้มัน “มีค่า” 




เป็นเรื่องยากที่จะบอกว่า  คุณค่าหรือมูลค่าที่เหมาะสมของทองและบิตคอยน์ควรเป็นเท่าไร?  มีใครตอบได้ไหม?  ในทางเศรษฐศาสตร์นั้น   ในระยะยาว  ราคาของสินทรัพย์ทุกชนิดก็จะวิ่งเข้าหามูลค่าที่แท้จริงเป็นส่วนใหญ่ของเวลา

ทองคำนั้น  เนื่องจากมีประวัติของราคายาวนานเป็นร้อย ๆ  ปี  คุณค่าหรือมูลค่าที่แท้จริงของมันที่เกิดจากการเป็นเครื่องประดับและต่อมาเป็น  “ทุนสำรอง”  ของความมั่งคั่งทั้งของบุคคลธรรมดาและรัฐชาติทั่วโลกจึงน่าจะเท่า ๆ  กับราคาของทองในท้องตลาดเป็นส่วนใหญ่ของเวลา  เหตุที่มูลค่ากับราคาไม่เท่ากันตลอดเวลาก็เพราะว่าในบางช่วงมีการ “เก็งกำไร” น้อย  ราคาก็จะต่ำกว่ามูลค่า  และในช่วงที่มีการเก็งกำไรมากอย่างช่วงเร็ว ๆ นี้  ราคาก็อาจจะสูงกว่าคุณค่ามาก

วิธีที่จะดูว่าราคาสูงเวอร์เกินไปหรือเปล่า  ทางหนึ่งก็คือ  ดูว่าเส้นกราฟราคาทองคำในระยะยาวนั้น  ควรที่จะค่อย ๆ  ปรับตัวขึ้นประมาณปีละ 3-4% ตามอัตราเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในระยะยาว แล้วเปรียบเทียบกับราคาทองคำในปัจจุบัน  ถ้าราคาสูงเกินเส้นนี้ไปมากก็ต้องระวังว่าทองอาจจะร้อนเกินไป  อย่าเข้าไปแตะ

ในกรณีของบิตคอยน์นั้น  การดูประวัติของราคาแค่ 8-9 ปี คงบอกไม่ได้ว่าคุณค่าของมันคือเท่าไร?  นับถึงวันนี้ที่ชัดเจนก็คือ  มันมีค่าเพราะมันเป็นที่ต้องการของคนที่ต้องการปกปิดความมั่งคั่งของตนเองเป็นหลัก  แต่หลายคน  รวมถึงคนระดับผู้นำโลกอย่างอเมริกาหรือผู้นำทางด้านเทคโนโลยีอย่างอีลอน มัสก์ ก็เชื่อว่าอนาคตคนจะยอมรับบิตคอยน์มากขึ้น  เช่น  อาจจะนำเอาบิตคอยน์มาเป็น “ทุนสำรอง” ของความมั่งคั่งแบบเดียวกับทองคำหรือเงินดอลลาร์หรือเงินของประเทศชั้นนำอื่น ๆ  ซึ่งนั่นก็จะทำให้ราคาบิตคอยน์เพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็วและมากขนาดเป็นหลายสิบหรือร้อยเท่าจากปัจจุบัน

แต่อะไรก็ตามที่เป็นเรื่อง “คาดเดา” และ “ยังไม่เกิดขึ้นเลย” หรือเกิดและเจ๊งไปแล้วอย่างประเทศ เอลซันวาดอร์ ที่ประกาศรับบิตคอยน์เป็นเงินในปี 2022 ก็ไม่น่าจะมีผลต่อมูลค่าที่ควรจะเป็นของบิตคอยน์ในแง่ที่ว่ามันจะมาแทนที่เงินตราที่ประเทศทั้งโลกใช้อยู่  และดังนั้น  ราคาบิตคอยน์ที่ขึ้นลงหวือหวาก็คือเรื่องของการ “เก็งกำไร” อย่างสูง  และคนที่เข้าไปเล่นก็น่าจะมีโอกาสทั้งกำไร 10 เด้งและขาดทุน 90% ได้พอ ๆ  กัน

และนั่นนำมาถึงประเด็นเรื่อง  “ความเสี่ยง” ซึ่งสำคัญพอ ๆ  กับ  “ผลตอบแทน” ของทองและบิตคอยน์   มาดูประวัติการ “ขาดทุนมากที่สุด” หรือ  “Maximum Drawdown”  ของทองคำกับบิตคอยน์ในช่วงเวลาหนึ่งกันว่าเป็นอย่างไร



ทองคำในช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมานั้นต้องถือว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำเมื่อเทียบกับหุ้นหรือหลักทรัพย์ยอดนิยมอื่น ๆ  เพราะมีเพียง 3 ช่วงเวลาที่ทองคำตกลงมาหนักเกิน 20% ขึ้นไป  

ช่วงที่ 1 ในปี 2008 ที่เป็นช่วงซับไพร์มตกลงมา 7-8 เดือนและลดลงสูงสุดประมาณ 30% 

ช่วงที่ 2 เกิดในปี 2011 ตกลงไปยาวประมาณ 4 ปี 3 เดือน และลดลงมากที่สุดถึง 45.5% และนี่ก็คือช่วงที่ทองคำเหงาหงอยยาวนานแต่ก็ไม่ใช่ตกแรงทีเดียวจบ  

และช่วงที่ 3 คือปี 2020 ในช่วงโควิด 19 ที่ตกลงมา 2 ปี 3 เดือน และตกลงมามากที่สุด 21%  

บิตคอยน์นั้นตรงกันข้ามกับทอง  เพราะในช่วงเวลา 9 ปีที่ผ่านมานั้น  แทบจะเกือบทุกปี บิตคอยน์จะตกลงมาแรงมากขนาดที่ 20% นั้น  กลายเป็นการ “ตกเล็กน้อย” 

เริ่มตั้งแต่ปลายปี 2017 บิตคอยน์ตกลงมาแบบ “วิกฤติ” จนถึงปลายปี 2018 ที่ตกลงมาต่ำสุดถึง 83-84% ในเวลา 12 เดือน  ก่อนที่จะฟื้นในปี 2019 ได้เพียงปีเดียว

“วิกฤติ” ครั้งที่ 2 ก็เริ่มขึ้นอีกในช่วงต้นปี 2020 ที่บิตคอยน์ตกลงมาถึง 60-65% ในเวลาเพียง 1 เดือนและปรับตัวขึ้นได้แต่ก็อยู่ได้เพียงปีเดียวก่อนที่จะเกิด

“วิกฤติ” ครั้งที่ 3 ในช่วงต้นปี 2021 ที่ราคาบิตคอยน์ตกลงมา 50-55% ในเวลา  2-3 เดือน  ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นจนถึงปลายปีหรือเป็น “ช่วงที่ดี” ของการลงทุนเพียงประมาณ 5-6 เดือนก่อนที่จะเกิดการถล่มครั้งใหม่ที่เป็น

“วิกฤติ” ครั้งที่ 4 ในช่วงปลายปี 2021 ต่อเนื่องถึงปลายปี 2022 เป็นเวลา 12 เดือน ที่บิตคอยน์ตกลงไปเรื่อย ๆ จนขาดทุนถึง 75-78% ก่อนที่จะปรับตัวขึ้นมาเรื่อย ๆ  ค่อนข้าง “ยาวนาน” ถึงเกือบ 3 ปี จนทำให้ 1 บิตคอยน์มีราคากว่า120,000 ดอลลาร์ หรือเกือบ 4 ล้านบาท ในเดือนตุลคม 2025 ที่ผ่านมาก่อนที่จะปรับตัวลงแรงประมาณ 25-28% อีกครั้งในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ที่ถือเป็นครั้งที่ 5 ที่ยังไม่รู้ว่าจะกลายเป็น “วิกฤติ” อีกหรือเปล่า

และทั้งหมดนั้นก็คือข้อมูลเกี่ยวกับโปรไฟล์ของทองกับบิตคอยน์ที่คนคิดลงทุนจะต้องตระหนักและควรจะท่องจำไว้ว่า  “ราคาทองนั้น 20 ปี อาจจะวิกฤติครั้งหนึ่ง  หุ้นเกิดวิกฤตทุก 10 ปี   แต่บิตคอยน์นั้น  เกิดวิกฤติทุกปี” เพื่อที่จะเตือนตัวเองเสมอไม่ให้กล้าหรือโลภเกินไป  และแน่นอนว่า  ไม่ว่าจะเล่นอะไรก็ตาม  อย่าจำนองบ้านมาลงทุน
โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
nasesus
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1282
ผู้ติดตาม: 6

Re: ทอง VS บิตคอยน์/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โพสต์ที่ 2

โพสต์

ผมมองว่าไม่ใช่ทุกคนที่ชอบลงทุน หรือมีความสามารถในการเลือกลงทุน แต่ที่เราเข้ามาข้องเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นเพราะเราไม่อยากเก็บเงินไว้เป็นเงินบาท เรากลัวเงินเฟ้อกลัวการด้อยค่าของเงิน เราจึงพยายามนำเงินออมที่เราหามาได้จากน้ำพักน้ำแรงของเราแบ่งเหลือแบ่งเก็บในแต่ละเดือน นำมาลงทุนในหุ้น ลงทุนในกองทุน ทั้งๆที่หลายคนไม่ได้มีความเข้าใจในสินทรัพย์ที่ไปลงทุน หลายปีมานี้ผมว่าผู้คนที่นำเงินมาลงทุนในหุ้นไทยเพื่อหวังจะเติบโตหนีเงินเฟ้อ ต้องเสียเงินกันไปมากกว่าการกัดกินของเงินเฟ้อเมื่อเก็บเป็นเงินบาทเฉยๆด้วยซ้ำ เมื่อมีเหตุจำเป็นต้องขายต้องใช้จ่ายก็ต้องเจ็บปวดจากการขาดทุนจริงๆ ถ้าเงินบาทมันทำหน้าที่ของมันได้ ผมว่าคนส่วนนึงก็เลือกที่จะเก็บเป็นเงินบาท แค่ทำงานอาชีพของตนให้ดีที่สุดพัฒนาสกิลให้เป็นที่ต้องการ เงินเหลือแต่ละเดือนแค่ออมเฉยๆเก็บไว้ใช้ยามที่เราไม่สามารถเอาแรงกายไปแลกมาได้แล้ว แต่ปริมาณของเงินบาทหรือเงินในโลกนี้นับวันมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราควบคุมไม่ได้ คุณค่าในแบงค์ร้อย แบงค์พัน  แม้เราจะเห็นตัวเลขหน้าแบงค์มันไม่เปลี่ยนแปลง แต่คุณค่าของมันถูกลดทอนไปเรื่อยๆตามเวลาเหมือนน้ำหวานที่ถูกเติมน้ำเปล่าเข้าไปในขวดเรื่อยๆจนรสชาติมันจืดลง ถ้ามันมีแหล่งเก็บออมที่มันมีปริมาณที่แน่นอน คุณค่าที่ถูกเก็บในนั้นเป็นของเราเท่าไหร่ก็เป็นของเราเท่านั้นก็คงดี บิทคอยน์เกิดมาด้วยไอเดียแบบนี้ มีจำนวนจำกัด พิมพ์เพิ่มไม่ได้ ปิดกั้นไม่ได้ มีคำกล่าวว่าเราอยากเข้าใจอะไรให้เราเปิดใจและเอาตัวเราเข้าไป
คลุกคลีกับสิ่งนั้น ผมอยากแนะนำหนังสือสักสองเล่มให้ลองอ่าน เงินเฟ้อคือคดีอาญาของพี่วิชิต และ the bitcoin standard หากอ่านแล้วเกิดความเอ๊ะเราอาจแบ่งเงินสัก 5-10% ของพอร์ตเก็บออมเป็นบิทคอยน์ก็ได้ ถ้ามันจะเติบใหญ่เป็นสิ่งที่ชนะเงินเฟียตแบบเดิมจริงๆแม้แค่ 5% ของพอร์ตมันก็จะโตเป็นสัดส่วน 99% ของพอร์ตเราได้เอง ถ้ามันพลาดก็เป็นเงินเพียง 5-10% ของพอร์ต หรือถ้ามีเวลาผมว่าหลายๆคลิปของอาจารย์พิริยะ ก็เปิดมุมมองได้ดี ผมจะทิ้งลิงค์ไว้ให้ครับ
https://www.youtube.com/watch?v=2znKcW4ojIM
https://www.youtube.com/watch?v=LgkxzMdVRl8
https://www.youtube.com/watch?v=zGt6Bw5OwfU
https://www.youtube.com/watch?v=1sFX_VsHHvY
โควท
ทางที่ไม่มีไฟ ใช่ว่าไม่มีทาง เพียงแค่การก้าวไปข้างหน้าต้องใช้มากกว่าการหวังพึ่งแค่ดวงตา
A445838

Re: ทอง VS บิตคอยน์/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โพสต์ที่ 3

โพสต์

phpBB [video]
โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
nasesus
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1282
ผู้ติดตาม: 6

Re: ทอง VS บิตคอยน์/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โพสต์ที่ 4

โพสต์

phpBB [video]
โควท
ทางที่ไม่มีไฟ ใช่ว่าไม่มีทาง เพียงแค่การก้าวไปข้างหน้าต้องใช้มากกว่าการหวังพึ่งแค่ดวงตา
โพสต์โพสต์