BIIB - Biogen Inc.

Post Reply
arm10182
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 523
Joined: Tue Oct 02, 2018 1:25 pm

BIIB - Biogen Inc.

Posts by arm10182 » Fri May 29, 2020 8:31 pm

เป็นหุ้นกลุ่ม Biotech ที่ผลิตยาด้านระบบประสาทที่ปู่บัฟเฟตต์พึ่งซื้อไปเมื่อตอนต้นปี

เห็นเพจนี้รีวิวได้ละเอียดดีเลยขอเอามาแชร์นะครับ

รีวิว(ละเอียด) หุ้นBiogen หนึ่งในผู้ร่วมทำวัคซีน COVID-19
| หุ้นต้ารีวิวให้

Biogen เป็นหนึ่งในหุ้นบริษัทยาที่มีการเคลื่อนไหวในเรื่องการคิดค้นยารักษาโรค COVID-19
ในขณะที่เกิด COVID-19 นี้ Biogen ได้มีการสร้างและแบ่ง COVID-19 biobank กับทาง MIT, Harvard และพาร์ทเนอร์อื่นๆ Biobank เป็นที่เก็บรวบรวมเชื้อโควิดเพื่อศึกษาและหาทางคิดค้นวิธีการรักษาต่อไป
นอกจากนี้ยังมีการร่วมมือกับ Vir Biotechnology หนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ด้าน Biotech ของอเมริกาเพื่อทำการคิดค้นและผลิต antibodies เพื่อฆ่าเชื้อ SARS-CoV-2 ซึ่งคิดว่าเป็นต้นตอของ COVID-19
ที่ผ่านมา Biogen ได้ก่อตั้งมูลนิธิเพื่อสนับสนุนหน่วยงานต่างๆทั่วโลกเพื่อต่อกรกับ COVID-19นี้เป็นจำนวนเงินประมาณ 300 ล้านบาท

โชคร้ายอยู่เหมือนกันที่ในต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมามีรายงานว่าผู้บริหารของบริษัทมีเชื้อ COVID-19 ขณะที่จับมือพนักงานบริษัทจำนวนมากในงาน annual meeting ทำให้มีผู้ติดเชื้อในบริษัท
……………………………………………………………………….

กลับมาเจาะกันที่ตัวธุรกิจของบริษัท
Biogen เป็นหนึ่งในบริษัท Biotech ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ก่อตั้งเมื่อปี 1978 โดยกลุ่มนักวิทยาศาตร์ และ venture capital ที่กรุงเจนีวาประเทศสวิสเซอร์แลนด์ และในปี 1980 Walter Gilber, PhD หนึ่งในผู้ก่อตั้งได้รับรางวัลโนเบลเรื่อง DNA sequencing
ต่อมาบริษัทได้จดทะเบียนในตลาดหุ้นอเมริกา Nasdaq: BIIB เมื่อปี1983 เกือบ40ปีแล้ว
Biogen เป็นบริษัทยาที่เชี่ยวชาญด้านโรคทางระบบประสาทต้นๆของโลก โดยเป็นผู้นำเรื่องการรักษาโรคปลอกประสาทอักเสบ และโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง นอกจากนั้นยังกำลังพัฒนายาเพื่อการรักษาโรค Alzheimer และ Parkinson's
โดยตลาดยาที่ Biogen อยู่นั้นเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับประสาทซึ่งเป็นโรคหลักเลยที่ทำให้เกิดความพิการ และเป็นสาเหตุของการตายอันดับสองของโลก จึงยังมีโอกาสพอสมควรเลยสำหรับ Biogen

รายได้และกำไรย้อนหลัง
ปี 2019 - $14,378 ล้าน กำไร $5,889 ล้าน
ปี 2018 - $13,453 ล้าน กำไร $4,431 ล้าน
ปี 2017 - $12,274 ล้าน กำไร $2,539 ล้าน
Biogen ขายยาประมาณ 60% ที่อเมริกา และที่เหลือกระจายทั่วโลก แต่แนวโน้มปีหลังๆ ยอดขายมีการกระจายไปทั่วโลกมากขึ้น

ธุรกิจของ Biogen สามารถแบ่งได้ตามประเภทของยาเป็น 2 ประเภทหลัก
1. ประเภทยาแรก Multiple Sclerosis (MS) หรือ
ซึ่งเป็นโรคระบบประสาทที่ส่งผลให้เกิดความผิดปกติด้านการมองเห็น การเคลื่อนไหวร่างกายและการรับความรู้สึกต่างๆ
ในส่วนนี้ หุ้นต้าคิดว่ามีความยากของเจ้าใหม่ที่จะมาทำ biosimilar มาแข่งแม้ว่าในอนาคตอายุสิทธิบัตรจะหมดไป เพราะ MS ส่วนมากเป็นยาที่ทำจากโปรตีนซึ่งโครงสร้างสลับซับซ้อนมาก ต้องผ่านขั้นตอนการผลิตที่ซับซ้อนตั้งแต่การตัดแต่งพันธุกรรม, รักษาสภาวะแวดล้อมที่ละเอียดอ่อน เยอะแยะเลย นอกจากคู่แข่งใหม่เข้ามาไม่ง่ายแล้ว ตัวยายังไม่ได้แข่งกันเรื่องราคามากนัก

โดยยาประเภทนี้ ที่ทำรายได้หลักให้กับ Biogen มีสามตัวคือ
TECFIDERA – ประมาณ 40% ของรายได้รวมบริษัท มากสุดละ โดยถือเป็นตัวยาที่มีความน่าเชื่อถือเรื่องความปลอดภัยสูง
TYSABRI – ประมาณ 17% ของรายได้รวมบริษัท มีความพิเศษคือ ไม่ค่อยมีใครอยากทำ biosimilar มาแข่งด้วยเนื่องจาก มีความเสี่ยงเรื่องผลข้างเคียงจากตัวยาสูง
AVONEX - ประมาณ 15% ของรายได้รวมบริษัท เคยมีบริษัทอยากทำ biosimilar มาแข่งอยู่แต่ตกไปเพราะประสิทธิภาพสู้ไม่ได้ ตัวยานี้ ถือเป็นผู้นำในตลาดเลยเนื่องจากมี safety record ที่ยาวนานมาก และความถี่น้อยในการกินเทียบกับยาคู่แข่ง

2. ประเภทยาที่สอง Spinal Muscular Atrophy (SMA) หรือยารักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง
SPINRAZA - ประมาณ 16% ของรายได้รวมบริษัท โดยตัวนี้อาจจะกำลังโดนการรักษาแบบ gene therapy แย่งตลาด นอกจากนี้ยังมีคู่แข่งที่ทำยาในประเภท SMA เยอะอยู่เช่น Roche บริษัทใหญ่ในอเมริกา

นอกจากยา2 ประเภทนี้แล้ว Biogen ยังมีการทำตัวยาอื่นๆด้วยแต่คิดเป็นสัดส่วนรายได้น้อยมากในแต่ละตัวจึงขอไม่พูดถึง เนื่องจากตัวยา4 ตัวข้างบนคิดเป็น 90% ของรายได้รวมโดยประมาณแล้ว

มาดูความสามารถในการแข่งขันของบริษัท ขึ้นอยู่กับการพัฒนายาตลอดเวลาให้ดีขึ้น และการจดลิขสิทธิ์ยาตัวใหม่ๆ ซึ่งเป็นความเสี่ยงพอควร แต่ในอีกมุมหนึ่งถ้ายาตัวไหนได้จดลิขสิทธิ์ก็ถือว่ากันคู่แข่งไปได้เลยเป็นเวลาพอสมควรประมาณ 20 ปีตามกฎ U.S. patent
ในอุตสาหกรรมยานั้น first mover ถือเป็นความได้เปรียบที่สำคัญเรื่องจากต้องใช้เวลาสร้างความน่าเชื่อถือของยา จึงทำให้ทุกอย่างต้องรีบ ตลอด ต้องคิดค้นให้เร็ว ให้มีประสิทธิภาพ ผ่านการ approve ให้ไว
นอกจากนั้นบริษัทประเภทนี้ต้องการนักวิทยาศาตร์เก่งๆมาร่วมงานด้วย คน จึงสำคัญมากๆ บริษัทไม่ได้มีอำนาจต่อรองค่าจ้างมากนัก
อ้อ ลืมบอก ยาของ Biogen นั้นส่วนมากสามารถส่งถึงบ้านได้ ดังนั้นอาจไม่โดนผลกระทบจากโควิดมากนัก
………………………………………………………………………

ในส่วนของการเติบโตนั้น รายได้โดยรวมมีการเติบโตย้อนหลัง 4-6% ต่อปีโดยโตทุกปีมาเป็น 10 ปีแล้ว โดยถ้าแบ่งตามยาเลยจะได้ว่า
1. TECFIDERA – โดยรวมโตอยู่แต่ไม่มาก เพราะตลาด US ทรงๆแม้ขายได้เยอะขึ้นนอก US โดยเฉพาะยุโรปกับญี่ปุ่น
2. TYSABRI - รายได้แกว่งๆ แต่ปีล่าสุดโตขึ้นนิดนึง เนื่องจากในตลาด US ขายได้น้อยลงเนื่องจากมีคู่แข่งใหม่ OCREVUS แต่ตลาดต่างประเทศโตดีอยู่
3. AVONEX – รายได้ลดลงมาสามปีแล้วเนื่องจากคู่แข่งเพิ่ม และมีการใช้กลยุทธ์ลดราคาโดยเฉพาะในยุโรป
4. SPINRAZA – รายได้โตดีสุดละแต่ให้ระวังว่ามันเป็นยาที่ต้องกินถี่ช่วงแรก หลังๆกินถี่น้อยลงดังนั้นถ้าลูกค้าใหม่ไม่มี รายได้อาจโตน้อยลงได้

เอาล่ะ เรามาพุดถึงตัวที่เป็นข่าวกันในปีที่แล้วคือ ยารักษาโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มียารักษาได้จริงๆจังๆเลย
โดยบริษัทได้คิดค้นยาชื่อว่า Aducanumab ซึ่งคาดหวังว่าจะยื่นขอ approve กับ FDA หรือ U.S. Food and Drug Administration ในไตรมาสที่สามปีนี้ โดยถ้าเรามาดูตลาดของโรคอัลไซเมอร์กันจะพบว่าประมาณ 5.8 ล้านคนในเฉพาะอเมริกาและคาดหวังว่าตลาดจะโตเป็นมูลค่าถึง $12,400 ล้านใน 2026

โดยสรุปเรื่องการเติบโตของ Biogen ดูเหมือนว่าตัวยาหลักจะทำรายได้ให้บริษัทน้อยลงแม้ขายต่างประเทศเพิ่ม เนื่องจากคู่แข่งในประเทศเพิ่มง ยกเว้น SPINRAZA ที่ยังเติบโตดีอยู่แต่ก็คิดเป็นแค่ 16% ของรายได้รวม หรือบริษัทอาจต้องหวังพึ่งยารักษาอัลไซเมอร์ที่กำลังรอยื่น approve อยู่ ?
นอกจากนั้น Biogen ยังมียากอีก 25 ตัวที่อยู่ในช่วงพัฒนา

อีกเทรนสนับสนุนการเติบโต อย่างที่หลายคนทราบดีคือ aging population ซึ่งทำให้เกิดผู้ป่วยจำนวนมาก โดย มีการคำนวณว่า ประชากรอายุเกิน 60 จะถึง 1.5 พันล้านคนในปี 2030 ซึ่งตอนนี้เรามีประชากรประมาณ 7 พันกว่าล้านคนทั่วโลก
………………………………………………………………………

ถัดมาเรื่องความเสี่ยงของ Biogen ชัดเจนเลยคือเป็นบริษัทลงทุนงบวิจัยเพื่อพัฒนายาใหม่ๆ ตลอดเวลาซึ่งไม่ได้การันตีความสำเร็จโดย
ถ้าเรามาดูเรื่องค่าใช้จ่ายหลักของบริษัทจะเห็นได้ว่า R&D คิดเป็นประมาณ 1/3 เลยทีเดียว นอกจากนั้น
ความเสี่ยงเรื่องการหมดอายุของลิขสิทธิ์ยาต่างๆเป็นประเด็นสำคัญมากเช่น TECFIDERA ซึ่งจะหมดใน 2028 โดยถ้าหมดอายุแล้ว บริษัทต่างๆก็สามารถผลิตยาเลียนแบบได้เรียกว่า “ยาสามัญ” หรือ generic drug ซึ่งจะมีราคาถูกกว่ายาต้นแบบมากเพราะไม่ได้ทำการวิจัยศึกษาเอง
แม้ว่าจะมีลิขสิทธ์ก็สามารถถูกคู่แข่งคุกคามได้จากตัวอย่างเมื่อปีก่อนหน้าที่ Mylan บริษัทยาในตลาดหุ้นอเมริกาได้พยายามทำยามาแข่งกับ TECFIDERA ซึ่งทำให้ราคาหุ้น Biogen ตกไปอย่างเยอะเพราะยานี้ทำรายได้ถึง 40% ให้กับบริษัท แต่ผลสุดท้าย Mylan ก็พ่ายแพ้ไป
ความเสี่ยงเรื่องการรักษาวิธีอื่น เช่น SPINRAZA ซึ่งเป็นยากแบบฉีดเข้าตัว กำลังถูก gene therapy คุกคามซึ่งได้รับการ approve แล้วด้วยจาก FDA นอกจากนั้นยังมียาแบบกินอีกด้วยที่อาจเป็นความเสี่ยงต่อ SPINRAZA
ความเสี่ยงเรื่องรายได้จาก COVID-19 ครั้งนี้ เนื่องจากยกเว้น AVONEX กับ TECFIDERA ยาตัวอื่นต้องได้รับการรักษาจากหมอโดยตรง คือต้องไป โรงพยาบาลเท่านั้น
ความเสี่ยงจากการกดราคาจากร้านขายยา เนื่องจากปัจจุบันมียาคู่แข่งจำนวนมากทำให้ร้านขายยาสามารถเลือกนำยาที่ถูกกว่ามาขายได้ (Biogen ในอดีตมีอำนาจต่อรองราคากับร้านขายยาสูงมากเนื่องจากคู่แข่งสมัยก่อนน้อย)
ยกตัวอย่างเช่น CVS หรือร้านขายยาเจ้ายักษ์ใหญ่ในอเมริกาได้ตัดสินใจไม่ขาย AVONEX แล้วตั้งแต่ประมาณ3ปีที่แล้ว

หุ้นตัวนี้แม้จะมีข่าวคิดค้นยาสำเร็จบ้าง fail บ้างเช่นหุ้นตกหนักมากปีที่แล้วเนื่องจากข่าวเรื่องยาอัลไซเมอร์ไม่สำเร็จ แต่โดยรวมงบค่อนข้างสวยเลย ในขณะนี้ P/E อยู่ที่ประมาณ 9 เท่าได้ อ้อลืมบอก BERKSHIRE HATHAWAY ที่บริหารโดย Warren Buffet ก็มีเข้าไปเก็บเลกๆด้วยซึ่งจริงๆก็คิดเป็นแค่ 0.08% ของพอร์ต (ตอนซื้อ) แต่ข่าวนี่ใหญ่เลยทีเดียวตอนซื้อ

จะรีวิวหุ้นต่างประเทศเรื่อยๆ และทยอยอัพเดตผลประกอบการบริษัทต่างประเทศให้ต่อไป

เพจ “หุ้นตาแมน” เพื่อเปิดโลกการลงทุนทั่วโลกกก

#หุ้นต้ารีวิวให้ #หุ้นอเมริกา #Biogen

https://www.facebook.com/hoontaman/phot ... =3&theater


Post Reply