NRF

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก
Post Reply
pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36630
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

NRF

Posts by pakapong_u » Tue Feb 04, 2020 3:48 pm

NRF ยื่นไฟลิ่ง เสนอขาย IPO 340 ล้านหุ้น ตั้ง SCB ที่ปรึกษาก่อนเข้าตลาด
04/02/2020NRF
HoonSmart.com>>เอ็นอาร์ อินสแตนท์โปรดิวซ์ ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (แบบไฟลิ่ง) ต่อ สำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อออกและเสนอขายหุ้น IPO และนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ชูจุดแข็งเป็นผู้นำอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องปรุงรสชั้นนำของอาเซียน พร้อมแต่งตั้งธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

นายแดน ปฐมวาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์โปรดิวซ์ (NRF) เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในธุรกิจผลิตอาหารมามากกว่า 20 ปี โดยปัจจุบันเป็นผู้ผลิต จัดหา และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปรุงรสอาหาร อาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงสำหรับประกอบอาหาร อาหารมังสวิรัติที่ไม่มีส่วนผสมของไข่และนม อาหารโปรตีนทางเลือก และเครื่องดื่มสำเร็จรูปชนิดผงและน้ำ ซึ่งมีเป้าหมายสร้างการเติบโตผ่านการนำเสนอนวัตกรรมความหลากหลายของผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพสูงและบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการจัดการ Sustainable Supply Chain ตั้งแต่กระบวนการจัดซื้อ ผลิต จัดเก็บ ขนส่งและจัดจำหน่าย ตลอดจนสนับสนุนอาชีพให้กับเกษตรกรท้องถิ่นโดยเข้าไปพัฒนาให้มีการทำฟาร์มที่ทันสมัยและได้ผลผลิตที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับจากผู้บริโภคทั่วโลก สามารถส่งออกสินค้าผ่านพันธมิตรทางธุรกิจไปยังกว่า 25 ประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศสหรัฐฯ และในทวีปยุโรปที่เข้มงวด
ทั้งนี้ บริษัทฯ มีผลิตภัณฑ์มากกว่า 500 สูตรอาหาร รวมทั้งสิ้นมากกว่า 2,000 SKU โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ได้แก่

1. กลุ่มผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสินค้าของบริษัทฯ จำนวน 6 แบรนด์ ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงต้มยำและเครื่องปรุงแกง อาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงรสอาหารและซุปกึ่งสำเร็จรูป เครื่องดื่มสำเร็จรูปชนิดผงและน้ำ และ พริกในรูปแบบขนมขบเคี้ยว

2. กลุ่มผลิตภัณฑ์รับจ้างผลิต (OEM และ Private Brand) ได้แก่ เครื่องปรุงรสอาหาร อาหารสำเร็จรูปพร้อมปรุง (Ready-to-cook) อาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน (Ready-to-eat) อาหารมังสวิรัติและเครื่องดื่มสำเร็จรูปชนิดผงและน้ำ

3.กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนจากพืช (Plant-Based Food) โดยนำโปรตีนจากพืชมาผลิตอาหารเพื่อสุขภาพและอาหารมังสวิรัติ ให้มีรสชาติ รสสัมผัส กลิ่น ใกล้เคียงเนื้อสัตว์ รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณประโยชน์และอาหารที่ดีต่อสุขภาพ

“เราตั้งเป้าหมายในการเป็นบริษัทที่ขับเคลื่อนองค์กรและแบรนด์ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน โดยมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในการผลิตสินค้าให้กับบริษัทอาหาร (สำเร็จรูป) ชั้นนำระดับโลก และมุ่งเน้นที่จะสร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดด รวมทั้งการใช้จุดเด่นในการเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเพื่อการเปลี่ยนแปลงโลกในทางที่ดีขึ้น เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคในยุค Millennial สร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยวางกลยุทธ์มุ่งเน้นเจาะตลาดอาหารกลุ่มที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งกำลังเป็นกระแสนิยมไปทั่วโลกและมีอัตราการเติบโตค่อนข้างสูง อาหารโปรตีนจากพืช และผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน ” นายแดน กล่าว

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NRF กล่าวว่า จากเป้าหมายดังกล่าว บริษัทฯ จึงขยายธุรกิจด้านผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนจากพืช (Plant-Based Food) ที่มีจุดเด่นจากการนำโปรตีนจากพืชมาใช้ทดแทนเนื้อสัตว์เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืชที่มีการเติบโตสูง โดย NRF เข้าทำสัญญาร่วมลงทุนกับ THE BRECKS COMPANY LIMITED หรือ “เบรคส์” หนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมผลิตอาหารโปรตีนจากพืชในทวีปยุโรปมายาวนานกว่า 27 ปี และมีกำลังการผลิตขนาดใหญ่ในประเทศอังกฤษ ซึ่งการร่วมทุนครั้งนี้ ทำให้ NRF ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้รับจ้างผลิตอาหารรายใหญ่ระดับโลกในการผลิตผลิตภัณฑ์ประเภทดังกล่าวในอนาคต

นอกจากนั้น NRF ยังได้มีการเข้าลงทุนและร่วมมือกับบริษัทหลายแห่ง เพื่อที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตอาหารกลุ่ม Specialty Food ชั้นนำของโลก ได้แก่

1) เข้าลงทุนใน The Meatless Farm Limited หรือ Meatless Farm ในประเทศอังกฤษ เพื่อเป็นฐานการผลิตและส่งออกสินค้าในทวีปยุโรป อเมริกาและเอเชีย

2) เข้าลงทุนใน Big Idea Venture LLC หรือ Big Idea Venture ซึ่งป็น Venture Capital Fund (กองทุนร่วมลงทุน) เพื่อนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในธุรกิจอาหารมาต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย โดยตั้งเป้าลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพ 100 บริษัท ภายใน 2-3 ปี และ

3) ลงทุนกับบริษัท ซิตี้ฟู้ด จำกัด ในจังหวัดนครปฐมและราชบุรี ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารพร้อมปรุงและอาหารสำเร็จรูป เพื่อเป็นฐานการผลิตแก่บริษัทฯ

“Specialty Food Association ของประเทศสหรัฐอเมริกาคาดการณ์ว่าเทรนด์ตลาด Specialty Food ของโลก กำลังเติบโตอย่างมาก โดยอาหาร Specialty Food เป็นอาหารที่มีความพิเศษเฉพาะตัว เช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีเกรดสูงและคุณภาพดีเยี่ยมและมีรูปลักษณ์เป็นเลิศกว่าผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอาหารทั่วไป ในปี 2561 ที่ผ่านมามีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 4.5 ล้านล้านบาท เติบโตจากมูลค่า 4.0 ล้านล้านบาทในปี 2560 เป็นอัตราร้อยละ 12.5 และคาดว่าจะมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่องในอัตราร้อยละ 5 – 6 ต่อปี จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เลือกซื้ออาหารเพื่อสุขภาพและอาหารแช่แข็งคุณภาพสูง ขณะที่ภาพรวมตลาดผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนจากพืช ซึ่งเป็นเซกเมนต์ที่ NRF กำลังขยายธุรกิจและเป็น World mega trend กำลังเติบโตอย่างมาก โดยเฉพาะในสหรัฐฯ อังกฤษและทวีปยุโรปตามเทรนด์รักสุขภาพ นอกจากนั้น Specialty Food Association คาดว่าในปี 2568 ในทวีปยุโรปและทวีปอเมริกาเหนือ จะมีมูลค่าตลาดโปรตีนจากพืช 2,400 ล้านยูโร และ 1,800 ล้านยูโรตามลำดับ” นายแดน กล่าว

นางสาววีณา เลิศนิมิตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Investment Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 บมจ. เอ็นอาร์ อินสแตนท์โปรดิวซ์ ได้ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (แบบไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) เพื่อออกและเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO)

ปัจจุบัน NRF มีทุนจดทะเบียน 1,355,780,300 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 1,355,780,300 หุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1 บาท โดยเป็นทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว 1,065,780,300 ล้านบาท คิดเป็นจำนวน 1,065,780,300 หุ้น โดยในการเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ในครั้งนี้จะเป็นการเสนอขายหุ้นสามัญจำนวนไม่เกิน 340,000,000 หุ้น หรือคิดเป็นไม่เกินร้อยละ 25.08 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายในครั้งนี้ โดยจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปใช้ในการลงทุนโครงการในอนาคต ชำระเงินกู้ยืม และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในบริษัท


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36630
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: NRF

Posts by pakapong_u » Tue Feb 04, 2020 3:55 pm

`เอ็นอาร์ อินสแตนท์โปรดิวซ์ (NRF)` ยื่นไฟลิ่งขายไอพีโอ 340 ล้านหุ้น
  "เอ็นอาร์ อินสแตนท์โปรดิวซ์ (NRF) ยื่นไฟลิ่งขายหุ้นไอพีโอ 340 ล้านหุ้น ระดมเงินขยายการลงทุน และชำระหนี้เงินกู้ ชูจุดแข็งเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องปรุงรสชั้นนำของอาเซียน ก่อนต่อยอดสู่การผลิตอาหารโปรตีนจากพืชและบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

  นางสาววีณา เลิศนิมิตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Investment Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ NRF กล่าวว่า เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 NRF ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (แบบไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เพื่อออกและเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 340,000,000 หุ้น หรือคิดเป็นไม่เกินร้อยละ 25.08 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายในครั้งนี้ โดยจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปใช้ในการลงทุนโครงการในอนาคต ชำระเงินกู้ยืม และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในบริษัท

  ปัจจุบัน NRF มีทุนจดทะเบียน 1,355,780,300 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 1,355,780,300 หุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1 บาท โดยเป็นทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว 1,065,780,300 ล้านบาท คิดเป็นจำนวน 1,065,780,300 หุ้น

  นายแดน ปฐมวาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ NRF เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในธุรกิจผลิตอาหารมามากกว่า 20 ปี โดยปัจจุบันเป็นผู้ผลิต จัดหา และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปรุงรสอาหาร อาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงสำหรับประกอบอาหาร อาหารมังสวิรัติที่ไม่มีส่วนผสมของไข่และนม อาหารโปรตีนทางเลือก และเครื่องดื่มสำเร็จรูปชนิดผงและน้ำ ซึ่งมีเป้าหมายสร้างการเติบโตผ่านการนำเสนอนวัตกรรมความหลากหลายของผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพสูงและบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

  ทั้งนี้ บริษัทฯ มีผลิตภัณฑ์มากกว่า 500 สูตรอาหาร รวมทั้งสิ้นมากกว่า 2,000 SKU โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ได้แก่

  1. กลุ่มผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสินค้าของบริษัทฯ จำนวน 6 แบรนด์ ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงต้มยำและเครื่องปรุงแกง ภายใต้แบรนด์ ‘พ่อขวัญ’ เครื่องปรุงอาหารที่เน้นรสชาติแบบเอเชียแบรนด์ ‘Lee Brand’ อาหารสำเร็จรูปแบรนด์ ‘Thai Delight’ เครื่องปรุงรสอาหารและซุปกึ่งสำเร็จรูป แบรนด์ ‘Shanggie’ เครื่องดื่มสำเร็จรูปชนิดผงและน้ำ แบรนด์ ‘DeDe’ และ พริกในรูปแบบขนมขบเคี้ยวแบรนด์ ‘Sabzu’

  2. กลุ่มผลิตภัณฑ์รับจ้างผลิต (OEM และ Private Brand) ได้แก่ เครื่องปรุงรสอาหาร อาหารสำเร็จรูปพร้อมปรุง (Ready-to-cook) อาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน (Ready-to-eat) อาหารมังสวิรัติและเครื่องดื่มสำเร็จรูปชนิดผงและน้ำ โดยมีทีมวิจัยและพัฒนาที่สั่งสมประสบการณ์ในการพัฒนารสชาติและบรรจุภัณฑ์ใหม่ตามความต้องการของลูกค้าแต่ละรายภายในระยะเวลาที่รวดเร็ว

  3.กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนจากพืช (Plant-Based Food) โดยนำโปรตีนจากพืชมาผลิตอาหารเพื่อสุขภาพและอาหารมังสวิรัติ ให้มีรสชาติ รสสัมผัส กลิ่น ใกล้เคียงเนื้อสัตว์ รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณประโยชน์และอาหารที่ดีต่อสุขภาพ

  “เราตั้งเป้าหมายในการเป็น The Purpose-Led Company หรือบริษัทที่ขับเคลื่อนองค์กรและแบรนด์ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน โดยมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนเพื่อทำให้บริษัทเป็นตัวเลือกรายแรกๆ ในการผลิตสินค้าให้กับบริษัทอาหาร (สำเร็จรูป) ชั้นนำระดับโลก และมุ่งเน้นที่จะสร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดด พร้อมวางกลยุทธ์มุ่งเน้นเจาะตลาดอาหารกลุ่ม Specialty Food หรืออาหารที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งกำลังเป็นกระแสนิยมไปทั่วโลกและมีอัตราการเติบโตค่อนข้างสูง เช่น อาหารไทยและอาหารท้องถิ่นในเอเชีย (Ethnic Oriental Food) อาหารโปรตีนจากพืช และผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน (Functional Food)” นายแดน กล่าว

  จากเป้าหมายดังกล่าว บริษัทฯ จึงขยายธุรกิจด้านผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนจากพืช (Plant-Based Food) ที่มีจุดเด่นจากการนำโปรตีนจากพืชมาใช้ทดแทนเนื้อสัตว์เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืชที่มีการเติบโตสูง โดย NRF เข้าทำสัญญาร่วมลงทุนกับ THE BRECKS COMPANY LIMITED หรือ “เบรคส์” หนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมผลิตอาหารโปรตีนจากพืชในทวีปยุโรปมายาวนานกว่า 27 ปี และมีกำลังการผลิตขนาดใหญ่ในประเทศอังกฤษ ซึ่งการร่วมทุนครั้งนี้ ทำให้ NRF ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้รับจ้างผลิตอาหารรายใหญ่ระดับโลกในการผลิตผลิตภัณฑ์ประเภทดังกล่าวในอนาคต

  นอกจากนั้น NRF ยังได้มีการเข้าลงทุนและร่วมมือกับบริษัทหลายแห่ง เพื่อส่งเสริมจุดมุ่งหมายที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตอาหารกลุ่ม Specialty Food ชั้นนำของโลก ได้แก่ 1) เข้าลงทุนใน The Meatless Farm Limited หรือ Meatless Farm ในประเทศอังกฤษ เพื่อเป็นฐานการผลิตและส่งออกสินค้าในทวีปยุโรป อเมริกาและเอเชีย 2) เข้าลงทุนใน Big Idea Venture LLC หรือ Big Idea Venture ซึ่งป็น Venture Capital Fund (กองทุนร่วมลงทุน) เพื่อนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในธุรกิจอาหารมาต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย โดยตั้งเป้าลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพ 100 บริษัท ภายใน 2-3 ปี และ 3) ลงทุนกับบริษัท ซิตี้ฟู้ด จำกัด ในจังหวัดนครปฐมและราชบุรี ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารพร้อมปรุงและอาหารสำเร็จรูป เพื่อเป็นฐานการผลิตแก่บริษัทฯ


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36630
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: NRF

Posts by pakapong_u » Thu Feb 06, 2020 7:38 pm

NRF : บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน)
ประเภทธุรกิจ
ประกอบธุรกิจเป็นผู้ผลิต จำหน่ายผลิตภัณฑ์ปรุงรสอาหาร อาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงสำหรับประกอบอาหาร อาหารมังสวิรัติ อาหารโปรตีนจากพืช น้ำสลัดและผลไม้อบแห้ง และเครื่องดื่มสำเร็จรูป
ตลาดรอง ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai)
กลุ่มอุตสาหกรรม
เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร
สถานะ
Filing
จำนวนหุ้นที่ IPO
ไม่เกิน 340,000,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 25.08 ของหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วของบริษัทฯ ประกอบด้วย
1) หุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายโดยบริษัทฯ ไม่เกิน 290,000,000 หุ้น
2) หุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดยกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิม ได้แก่ DPA Fund S Limited ไม่เกิน 50,000,000 หุ้น
ระยะเวลาเสนอขายหุ้น n/a
ราคา IPO n/a
ราคา PAR 1.00 บาท
วันที่เริ่มซื้อขาย n/a
ที่ปรึกษาทางการเงิน
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
ข้อมูล Filing
nrinstantproduce.net


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36630
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: NRF

Posts by pakapong_u » Thu Feb 06, 2020 7:39 pm

https://market.sec.or.th/public/ipos/IP ... sID=288065

หนังสือชี้ชวนตราสารทุน
รายละเอียดตราสาร
ผู้ออกหลักทรัพย์ : บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน)
ผู้เสนอขายหลักทรัพย์ : กลุ่มผู้ถือหุ้นเดิม / บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน)
วันที่ยื่น Filing version แรก : 03/02/2563
วันที่แก้ไข Filing ครั้งล่าสุด (วันที่นับ 1 Filing) : -
วันที่ Filing มีผลบังคับใช้ : -
วันที่เริ่มต้นการเสนอขาย : -
วันที่สิ้นสุดการเสนอขาย : -
ประเภทหลักทรัพย์ : หุ้นสามัญ
ประเภทการเสนอขาย : การเสนอขายหลักทรัพย์ครั้งแรกต่อประชาชน
ที่ปรึกษาทางการเงิน/ผู้ควบคุม : ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) / นาง ดาริน กาญจนะ


User avatar
theerasak24
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 602
Joined: Tue Jun 09, 2009 1:46 pm

Re: NRF

Posts by theerasak24 » Sun Aug 30, 2020 2:53 pm

phpBB [video]

"เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะยังคงทำสิ่งต่างๆ ต่อไปตราบใดที่มันยังให้ความรื่นรมย์และคุณก็ทำมันได้ดี"

pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36630
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: NRF

Posts by pakapong_u » Wed Sep 09, 2020 1:49 pm

NRF เตรียมระดมทุนใน SET เสริมแกร่งการเงิน-ขยายธุรกิจ เพื่อมุ่งสู่ผู้นำ Plant Based Food

นายแดน ปฐมวาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ NRF ผู้ผลิต จัดหา และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปรุงรสอาหาร อาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงสำหรับประกอบอาหาร อาหารมังสวิรัติที่ไม่มีส่วนผสมของไข่และนม อาหารโปรตีนจากพืช อาหารสำเร็จรูปพร้อมปรุงและพร้อมรับประทาน และเครื่องดื่มสำเร็จรูปชนิดผงและน้ำ รวมถึงผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคที่ไม่ใช่อาหารในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม (V-shape) เปิดเผยว่า บริษัทฯ เตรียมความพร้อมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งด้านฐานะการเงินและขีดความสามารถขยายธุรกิจ รองรับการก้าวสู่ผู้นำในอุตสาหกรรมผลิตอาหารในระดับสากล และเป็นบริษัทฯที่มีรูปแบบพร้อมรองรับผลิตภัณฑ์อาหารที่มีการเติบโตสูงในอนาคต (Platform for Future Food)

ทั้งนี้ บริษัทฯ มีเป้าหมายระยะยาวก้าวขึ้นเป็นบริษัทผู้ผลิตอาหารแห่งอนาคต ที่มุ่งเน้นนวัตกรรมอาหารเพื่อสร้างความยั่งยืนให้ระบบนิเวศอุตสาหกรรมอาหารทั้งระบบ ด้วยนโยบายการเป็น The Purpose – Led Company เพื่อสร้างการเติบโตของบริษัทฯ อย่างก้าวกระโดด ให้มียอดขายเพิ่มขึ้นให้ได้ประมาณ 3,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2567 ภายใต้กลยุทธ์การเจาะตลาดอาหารกลุ่ม Specialty Food ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกและมีอัตราการเติบโตสูง โดย NRF จะให้ความสำคัญในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารไทยและอาหารท้องถิ่น (Ethnic Food) ผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนจากพืช (Plant-based Food) และ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน (Functional Products)

สำหรับแผนดำเนินงานระยะสั้นและระยะกลางของ NRF ประกอบด้วย 1.) ขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น โดยลงทุนซื้อโรงงานผลิตอาหารที่ได้รับการรับรองมาตรฐานในระดับเดียวกับบริษัทฯ 2.) ขยายตลาดผลิตภัณฑ์ในบรรจุภัณฑ์ V-Shape ทั้งในผลิตภัณฑ์ประเภทอาหารและไม่ใช่อาหาร ส่งไปจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ โดยจากสถานการณ์ COVID-19 NRF ได้เริ่มผลิตเจลล้างมือแบบพกพาในบรรจุภัณฑ์ V-Shapes และมีแผนขยายต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ ได้เข้าทำสัญญากับ Fluid Energy Group LTD ซึ่งเป็นผู้นำนวัตกรรมเคมีภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อให้บริการเครื่องจักร V-shape สำหรับผลิตผลิตภัณฑ์ Sanitization เพื่อการจำหน่ายในแคนาดา สหรัฐอเมริกา และหลายประเทศในตะวันออกลาง

3.) เพิ่มกำลังการผลิตเส้นบุก รองรับความต้องการของตลาดอาหารสุขภาพที่เติบโต หลังจากผลิตภัณฑ์เส้นบุกในรูปแบบเส้นเปล่าและแบบพร้อมรับประทานของบริษัทฯ ได้แก่ บุกรสผัดไทย บุกรสแกงเขียวหวาน บุกรสต้มยำ บุกรสเจแปนนีส หรือบุกรสมารินาร่า ได้รับความนิยมจากผู้บริโภค

อีกทั้ง จากสถานการณ์ COVID-19 ส่งผลให้ความต้องการผลิตภัณฑ์เส้นบุกที่ผลิตในประเทศจีนลดลง และมองหาแหล่งผู้ผลิตเส้นบุกจากประเทศอื่น ดังนั้น ลูกค้ารายใหญ่ของบริษัทฯ รายหนึ่งซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำของสินค้าประเภทเส้นบุกได้ลงนามใน บันทึกตกลงความเข้าใจในการรับจ้างผลิตระยะเวลาประมาณ 3 ปี เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์จากบุกประมาณ 15 ล้านหน่วย

และ 4.) เร่งกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการผลิตอาหารโปรตีนจากพืชผ่านการร่วมทุนกับ THE BRECKS COMPANY LIMITED หรือ ‘เบรคส์’ ที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 27 ปี ในธุรกิจผลิตอาหารโปรตีนจากพืช โดยร่วมกันจัดตั้งบริษัทใหม่ภายใต้ชื่อ Plant and Bean Ltd. ที่ประเทศอังกฤษ รับจ้างผลิตอาหารโปรตีนจากพืชให้กับบริษัทอาหารชั้นนำของโลก ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเพิ่มกำลังการผลิต จากปัจจุบันประมาณ 3,000 ตัน ให้เป็น 36,000 ตัน ภายในปี 2564 รองรับการเติบโตของความต้องการของลูกค้า และมีแผนการขยายการผลิตไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาในอนาคต รวมถึงยังเป็นพันธมิตรกับ Meatless Farm ในประเทศอังกฤษ ผู้ผลิตอาหารจำพวกแฮมเบอร์เกอร์เนื้อเทียม โปรตีนจาก ข้าวและถั่ว รวมถึงหัวไชเท้า ที่ทดแทนรสชาติ การสัมผัสเหมือนกินเนื้อสัตว์จริง โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าหมายว่าจะเป็น ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ให้กับ Meatless Farm ในประเทศไทยภูมิภาคเอเชียในอนาคต

นอกจากนี้ ยังเข้าร่วมลงทุนใน Big Idea Venture และกองทุนนิวโปรตีนขนาดกองทุน 1,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นกองทุนแบบ Accelerator ที่ให้เงินทุนสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพเกี่ยวกับอาหารโปรตีนจากพืชพร้อมทั้งคำปรึกษาในการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งมีเป้าหมายการลงทุนประมาณ 100 สตาร์ทอัพ ภายใน 3 ปี โดยปัจจุบันลงทุนแล้วประมาณ 27 สตาร์ทอัพ มากกว่าครึ่งหนึ่งของสตาร์ทอัพเหล่านั้นมียอดขายแล้ว ทั้งนี้เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีทางธุรกิจกับสตาร์ทอัพด้านอาหาร (Food Tech Startups) และเป็นการสร้างโอกาสให้กับบริษัทฯ ได้เป็นผู้ผลิตให้กับธุรกิจเหล่านี้ในอนาคตระยะยาว

โดยบริษัทฯ ได้รับสิทธิในการเป็น Preferred Co-packer ให้กับสตาร์ทอัพเหล่านี้อักด้วย การเข้าลงทุนดังกล่าวยังทำให้มีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับบริษัทได้ในภายภาคหน้าเพื่อการเพิ่มผลผลิตและประสิทธิภาพในการผลิตของบริษัทให้ดียิ่งขึ้น

ล่าสุด NRF ได้เข้าลงทุนใน Phuture Food Limited (“Phuture”) หนึ่งในสตาร์ทอัพด้าน Food Tech ในทวีปเอเชียที่ได้รับความสนใจจากบริษัทลงทุนระดับโลก มุ่งเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์หมูสับเทียมที่ผลิตจากโปรตีนจากถั่วเหลืองเป็นหลัก โดยลงทุนเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจและโอกาสในการเป็นผู้ผลิตสินค้าให้กับ Phuture หลังผลิตภัณฑ์พร้อมออกวางจำหน่าย ทั้งนี้ เพื่อรองรับการผลิตให้กับสตาร์ทอัพและลูกค้า Plant-based food นอกเหนือจากการร่วมลงทุนในโรงงานผลิต plant-based food ที่ประเทศอังกฤษแล้ว บริษัทฯ มีแผนสร้างโรงงานผลิตอาหารโปรตีนจากพืชแห่งใหม่ในประเทศไทย (Plant-based dedicated manufacturing facilities) โดยตั้งเป้าหมายที่จะมีรายได้จากผลิตภัณฑ์ Plant-based ประมาณร้อยละ 30-40 ในปี 2567

นอกจากนี้มีแผนการลงทุนสร้าง NRF Global E-commerce Platform ร่วมกับ Boosted ECommerce Inc. (Boosted) เพื่อร่วมกันเข้าลงทุนในธุรกิจ branded e-commerce (Consumer Package Brands: CPG) ของ Third-party Seller ที่มียอดขายบน Amazon E-commerce marketplace และมีผลกำไรแล้ว รวมถึงมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมสูง (Third-party seller หมายถึง ผู้ขายสินค้าบน Amazon.com ที่ไม่ใช่บริษัท Amazon.com Inc.)

โดยภายหลังจากการลงทุนบริษัทฯ จะร่วมกับ Boosted ในการพัฒนาต่อยอดธุรกิจที่เข้าลงทุนให้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น การปรับปรุง Supply Chain, การขยายขนาดธุรกิจ Scalability เป็นต้น เพื่อขยายธุรกิจออนไลน์ และเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าให้กระจายเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคทั่วโลก ซึ่งบริษัทฯ เชื่อว่ามีโอกาสในการเติบโตมาก โดยข้อมูลจาก Statista ระบุว่าในไตรมาส 2 ปี 2563 Third-party seller มียอดขายคิดเป็นสัดส่วนถึงประมาณร้อยละ 53 ของยอดขายของ Amazon ทั้งหมด (เม.ย.-มิ.ย. 2563 Amazon มีรายได้ 88.91 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2.7 ล้านล้านบาท)

Boosted เป็นสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จในการระดมทุนไปแล้วประมาณ 20 ล้านเหรียญสหรัฐ มีแผนที่จะลงทุนในธุรกิจและแบรนด์ ecommerce ที่หลากหลาย (Diversified) ประมาณ 100 แบรนด์ เพื่อสร้างบริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของโลกในอนาคต (The Modern Procter & Gamble) ภายในระยะเวลา 4 ปี และมีแผนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต ปัจจุบัน Boosted มีการเริ่มลงทุนไปแล้วประมาณ 6 แบรนด์และอยู่ระหว่างการพิจารณาลงทุนในแบรนด์อื่น ๆ เพิ่มเติม ในหลากหลายธุรกิจ โดยบริษัทฯ ร่วมลงทุนใน Boosted 2 รูปแบบคือ การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับ Boosted สำหรับลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวกับอาหารโดยเฉพาะโดยบริษัทฯ เป็นผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ และการร่วมลงทุนใน Boosted Ecommerce Inc ซึ่งลงทุนในธุรกิจ Ecommerce ประเภทอื่น ๆ

นายธีระพงษ์ ลอรัชวี กรรมการและกรรมการผู้จัดการ NRF กล่าวว่า บริษัทฯ ถือเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมผลิตและส่งออกอาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงรสชั้นนำ และอาหารโปรตีนจากพืช โดยมีผลิตภัณฑ์มากกว่า 2,000 SKU และกว่า 500 สูตรอาหาร ใน 3 กลุ่มธุรกิจ คือ 1.) กลุ่ม Ethnic Food (OEM / Private Label และ NRF Brands) แบ่งเป็น 1.1 ผลิตภัณฑ์รับจ้างผลิต (OEM / Private Label) ประกอบด้วย เครื่องประกอบอาหารและเครื่องปรุงรสอาหาร อาหารสำเร็จรูปพร้อมปรุง (Ready-to-cook) อาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน (Ready-to-eat) และเครื่องดื่มชนิดผงพร้อมชงและพร้อมดื่ม รวมถึงอาหารอุ่นไมโครเวฟ เช่น ข้าวหรืออาหารประเภทเส้นพร้อมแกงหรือซอสในรูปแบบต่าง ๆ ในบรรจุภัณฑ์ที่เข้าไมโครเวฟได้ทันที และ 1.2 ผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสินค้าของบริษัทฯ จำนวน 6 แบรนด์ ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงต้มยำและเครื่องปรุงแกง ภายใต้แบรนด์ พ่อขวัญ เครื่องปรุงอาหารที่เน้นรสชาติแบบเอเชีย แบรนด์ Lee Brand อาหารสำเร็จรูป ในบรรจุภัณฑ์ที่พร้อมนำเข้าเตาไมโครเวฟและรับประทานได้ทันที เช่น ข้าวราดแกง ผัดไท แบรนด์ Thai Delight เครื่องปรุงรสอาหารและซุปกึ่งสำเร็จรูป แบรนด์ Shanggie เครื่องดื่มสำเร็จรูปชนิดผงและน้ำ แบรนด์ DeDe และเครื่องปรุงรสอาหารและพริกในรูปแบบขนมขบเคี้ยว แบรนด์ Sabzu

2.) กลุ่ม Plant-Based Food ผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนจากพืช โดยนำโปรตีนจากพืชมาผลิตอาหารเพื่อสุขภาพและอาหารมังสวิรัติ ปรุงแต่งให้มีรสชาติ รสสัมผัส กลิ่น ใกล้เคียงเนื้อสัตว์ ซึ่งใช้วัตถุดิบเกรดพรีเมี่ยม คัดสรรคุณภาพดี และใส่ใจต่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภค เช่น เนื้อเทียมจากขนุนและมะเขือม่วง เส้นชิราตากิ หรือ เส้นบุกในรสชาติต่าง ๆ ปัจจุบัน บริษัทฯ มีเงินลงทุนในธุรกิจ Plant-based food แล้วประมาณ 250 ล้านบาท และวางแผนลงทุนเพิ่มอีกประมาณ 400 ล้านบาท เพื่อลงทุนในฐานการผลิตในและนอกประเทศ รวมถึงการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีการผลิต plant-based food เพื่อสร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต และ 3.) กลุ่ม Functional Products ธุรกิจผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคที่ไม่ใช่อาหารในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม (V-shapes) อาทิเช่น ผลิตภัณฑ์เจลแอลกอฮอล์ในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้งานง่าย มอบความสะดวกสบาย และคุณภาพสูงสุดแก่ผู้ใช้งาน ในอนาคตบริษัทฯ อยู่ระหว่างการขยายไปยังผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น อาหาร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัยส่วนบุคคล

ปัจจุบัน บริษัทฯ มีฐานการผลิตจำนวน 2 โรงงาน ตั้งอยู่ในจังหวัดสมุทรสาคร ได้แก่ โรงงานสำหรับผลิตเส้น และโรงงานสำหรับการผลิตซอสและเครื่องปรุง นอกจากนี้ ได้เข้าลงทุนหุ้นสามัญของบริษัท ซิตี้ฟูด จำกัด ในสัดส่วนร้อยละ 15 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดนครปฐม และจังหวัดราชบุรี เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตกลุ่ม Ethnic Food และ Plant-Based Food และยังมีแผนเข้าซื้อหุ้นอีกร้อยละ 85 ภายในปี 2563 เพื่อขยายกำลังการผลิตเพิ่มเติมรองรับการเติบโตในระยะสั้นต่อไป นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตในมาตรฐานสากล ได้แก่ IFS BRC GMP HACCP สะท้อนถึงความปลอดภัย และมอบความพึงพอใจแก่ผู้บริโภค

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ริเริ่มโครงการ Carbon Footprint เมื่อเดือนตุลาคม 2562 โดยมุ่งหวังที่จะเป็นองค์กร Zero Carbon และปัจจุบันบริษัทฯ ได้รับประกาศนียบัตรจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เพื่อแสดงว่า บริษัทฯ เป็นองค์กรปราศจากคาร์บอน หรือที่เรียกว่า Carbon Neutral ซึ่งถือเป็นโรงงานผลิตอาหารภาคเอกชนรายแรกในประเทศไทยที่ได้รับประกาศนียบัตร

นางสาวเพ็ญอุไร ไชยชัชวาล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายบัญชีและการเงิน NRF กล่าวว่า สำหรับผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 2563 บริษัทฯ มีรายได้รวม 603.7 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 41.1 ล้านบาท เติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 517.4 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 16.3 ล้านบาท ผลจากการลงทุนขยายฐานการผลิตเพื่อรองรับการเติบโตของผลิตภัณฑ์มากขึ้น อีกทั้งเติบโตจากปัจจัยการส่งออกที่เพิ่มขึ้นในทุกตลาด ทั้งอเมริกา ยุโรป โอเชียเนีย และเอเชีย รวมถึงบริหารต้นทุนการผลิตและการดำเนินการที่ดีขึ้น ประกอบกับเริ่มรับรู้รายได้จากกลุ่มธุรกิจใหม่ คือ ธุรกิจผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคที่ไม่ใช่อาหารในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม (V-shape) โดยภายหลังจากการเสนอขายหุ้นสามัญแก่ประชาชนทั่วไป บริษัทฯ มีแผนจะนำเงินส่วนหนึ่งไปชำระเงินกู้ยืมระยะยาวทั้งหมดซึ่งจะทำให้บริษัทฯ สามารถลดภาระดอกเบี้ยและเพิ่มสภาพคล่องให้กับบริษัทฯ สามารถนำกระแสเงินสดจากการดำเนินงานไปใช้ในการลงทุนขยายกิจการตามโครงการในอนาคตที่บริษัทฯ วางระยะยาวไว้ถึงปี 2565 อีกด้วย (ในงวด 6 เดือนแรกของปี 2563 บริษัทฯ มีค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจปกติซึ่งเกิดจากการซื้อกิจการและ/หรือจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ค่าตัดจำหน่ายที่เกิดจากการเข้าซื้อกิจการ และดอกเบี้ยเงินกู้จากการเข้าซื้อกิจการ 63.6 ล้านบาท)

นางสาววีณา เลิศนิมิตร กรรมการ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Investment Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า ปัจจุบันสำนักงาน ก.ล.ต. ได้อนุมัติแบบไฟลิ่งของ บมจ.เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ เป็นที่เรียบร้อย โดย NRF ถือเป็นบริษัทฯ ที่มีศักยภาพการเติบโตสูงจากการได้เปรียบทางการแข่งขันที่เป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตรายแรกของไทยที่เตรียมความพร้อมด้านการผลิต เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ในด้านอาหารเพื่อก้าวเข้าสู่ตลาดผลิตภัณฑ์อาหารแห่งอนาคต รวมทั้งมีทีมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีประสบการณ์มากว่า 30 ปี เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายจากโรงงานทั้งในและต่างประเทศที่มีมาตรฐานในกระบวนการผลิตเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยกระจายเข้าสู่ช่องทางการจัดจำหน่ายกว่า 25 ประเทศทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ ญี่ปุ่น มาเลเซีย เป็นต้น และยังมีแผนขยายธุรกิจ branded ecommerce ซึ่งเป็นช่องทางในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่สำคัญอีกช่องทางหนึ่งซึ่งถูกผลักดันด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป เน้นการสั่งซื้อของผ่านออนไลน์ รวมถึงการที่บริษัทฯ สามารถเข้าถึงข้อมูลความต้องการของผู้บริโภคเองโดยตรง ซึ่งเป็นครั้งแรกที่บริษัทฯ เข้าถึงข้อมูลของผู้บริโภคปลายทางอย่างแท้จริง โดยสามารถนำมาใช้สำหรับการวิเคราะห์เชิงการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อไป

ทั้งนี้ NRF มีทุนจดทะเบียน 1,421,040,400 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 1,421,040,400 หุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1 บาท โดยเป็นทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว 1,065,780,300 ล้านบาท คิดเป็นจำนวน 1,065,780,300 หุ้น โดยจะเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 340 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นไม่เกินร้อยละ 25.08 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทฯ โดยแบ่งเป็นการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน จำนวนไม่เกิน 290 ล้านหุ้น และเสนอขายหุ้นสามัญโดยผู้ถือหุ้นเดิม คือ บริษัท ดีพีเอ ฟันด์ เอส จำกัด จำนวนไม่เกิน 50 ล้านหุ้น ซึ่งภายหลังเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งนี้ จะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปชำระเงินกู้ยืม ลงทุนโครงการในอนาคต และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งคาดว่าจะนำ NRF จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายในปี 2563 นี้


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36630
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: NRF

Posts by pakapong_u » Thu Sep 10, 2020 6:04 am

3 ไอพีโอตบเท้าเข้าตลาดหุ้น ระดมเงินคืนหนี้-ขยายธุรกิจ

efinanceThai.com
"เวล เกรด เอ็นจิเนียริ่ง (WGE) เดินหน้าขายหุ้นไอพีโอ 160 ล้านหุ้น คาดเคาะราคาขายในเดือน ก.ย.นี้ และคาดเข้าเทรด SET ในเดือน ต.ค.63 ระดมเงินลุยประมูลงานใหม่ ด้าน "เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ (NRF)" เตรียมขายไอพีโอ 340 ล้านหุ้น เข้าเทรด SET ในปีนี้ ส่วน " ศิรกร (SK)" ลุยขายไอพีโอ 115.35 ล้านหุ้น เข้าเทรด mai ระดมเงินขยายธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง

*** WGE ขายไอพีโอ ก.ย. จ่อเทรด ต.ค.นี้

นายสัมฤทธิ์ชัย ตั้งหะรัฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัทคันทรี่ กรุ๊ป แอ๊ดไวเซอรี่ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินในการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไป (IPO)? ของบริษัทเวล เกรด เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ WGE เปิดเผยว่า WGE จะกำหนดราคาขายหุ้นไอพีโอในเดือนก.ย.นี้ และคาดจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในเดือนต.ค.นี้

โดย WGE มีแผนจะเสนอขายหุ้นไอพีโอ จำนวน 160 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 26.67% ของหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมด สำหรับวัตถุประสงค์การเข้าระดมทุนในครั้งนี้ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเติบโต และรองรับแผนการเข้ารับงานใหม่ในอนาคต โดยบริษัทจะขยายคลังสินค้า ซื้อเครื่องจักร อุปกรณ์สำหรับใช้ในงานก่อสร้าง และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ

WGE ดำเนินธุรกิจให้บริการรับเหมาก่อสร้างอาคาร และสิ่งปลูกสร้าง ที่มีแหล่งที่มาของรายได้ทั้งภาครัฐ และเอกชน เช่น คอนโดมิเนียมแนวสูง และแนวราบ โรงพยาบาล อาคารสำนักงาน ซึ่งครอบคลุมถึงงานวิศวกรรมโยธา งานระบบ วิศวกรรมประกอบอาคาร และงานภูมิสถาปัตย์ รวมถึงงานก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคตามที่ลูกค้ากำหนด ซึ่งกลุ่มลูกค้ากระจายทั่วประเทศ

*** ระดมเงินลุยประมูลโครงการใหญ่

นายเกรียงศักดิ์ บัวนุ่ม ประธานกรรมการบริหาร WGE เปิดเผยว่า การระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ครั้งนี้ จะทำให้บริษัทมีความสามารถในการเข้าร่วมประมูลงานโครงการขนาดใหญ่มากขึ้น จากเดิมที่เข้ารับงานได้สูงสุด 800 ล้านบาท ซึ่งหลังจากที่เพิ่มทุนในครั้งนี้จะทำให้มีโอกาสรับงานมากกว่า 1,000 ล้านบาท

ปัจจุบันบริษัทมีมูลค่างานในมือ จำนวน 1,575 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ในช่วงที่เหลือของปีนี้ประมาณ 60-65% ขณะเดียวกันบริษัทมีความพร้อมที่จะเข้ารับงานเพิ่มเติมอีกในอนาคตหลังจากที่งานโครงการภาครัฐยังมีอยู่ต่อเนื่อง รวมถึงจะเข้ารับงานจากกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม ประเภทโรงงาน หลังจากที่กลุ่มลูกค้าดังกล่าวมีอัตรากำไรในระดับสูง โดยบริษัทมีนโยบายจะรักษาอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยไว้ที่ 10-15%

*** NRF เข้าเทรด SET ปีนี้

นางสาววีณา เลิศนิมิตร กรรมการ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Investment Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ NRF เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต. )ได้อนุมัติแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) การเสนอขายหุ้นไอพีโอของ NRF แล้ว และคาดว่าจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายในปีนี้

NRF มีทุนจดทะเบียน 1,421.04 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 1,421.04 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1 บาท โดยเป็นทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว 1,065.78 ล้านบาท คิดเป็นจำนวน 1,065.78 ล้านหุ้น โดยจะเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 340 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นไม่เกิน 25.08% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทฯ โดยแบ่งเป็นการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน จำนวนไม่เกิน 290 ล้านหุ้น และเสนอขายหุ้นสามัญโดยผู้ถือหุ้นเดิม คือ บริษัท ดีพีเอ ฟันด์ เอส จำกัด จำนวนไม่เกิน 50 ล้านหุ้น

*** ระดมเงินชำระหนี้-ขยายธุรกิจ

นางสาวเพ็ญอุไร ไชยชัชวาล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายบัญชีและการเงิน NRF เปิดเผยว่า หลังจากเสนอขายหุ้นสามัญแก่ประชาชนทั่วไป บริษัทมีแผนจะนำเงินส่วนหนึ่งไปชำระเงินกู้ยืมระยะยาวทั้งหมดที่มีอยู่ประมาณ 900 ล้านบาท สามารถลดภาระดอกเบี้ยได้ปีละ 60 ล้านบาท รวมถึงลด D/E ลงต่ำกว่า 1 เท่า จากสิ้นมิ.ย.63 อยู่ที่ 1.3 เท่า

ด้านนายแดน ปฐมวาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NRF เปิดเผยว่า แผนดำเนินงานระยะสั้นและระยะกลาง ได้แก่ 1.) ลงทุนซื้อโรงงานผลิตอาหารเพื่อขยายกำลังการผลิตรองรับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น 2.) ขยายตลาดผลิตภัณฑ์ในบรรจุภัณฑ์ V-Shape ทั้งในผลิตภัณฑ์ประเภทอาหารและไม่ใช่อาหาร 3.) เพิ่มกำลังการผลิตเส้นบุก รองรับความต้องการของตลาดอาหารสุขภาพที่เติบโต 4.) เร่งกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการผลิตอาหารโปรตีนจากพืชผ่านการร่วมทุนกับ THE BRECKS COMPANY LIMITED (เบรคส์) โดยร่วมกันจัดตั้งบริษัทใหม่ภายใต้ชื่อ Plant and Bean Ltd. ที่ประเทศอังกฤษ รับจ้างผลิตอาหารโปรตีนจากพืชให้กับบริษัทอาหารชั้นนำของโลก

บริษัทมีเป้าหมายระยะยาวเพิ่มยอดขายให้ได้ 3,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปีข้างหน้า (ปี67) ภายใต้กลยุทธ์การเจาะตลาดอาหารกลุ่ม Specialty Food ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกและมีอัตราการเติบโตสูง

นอกจากนี้ ยังเข้าร่วมลงทุนใน Big Idea Venture และกองทุนนิวโปรตีนขนาดกองทุน 1,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นกองทุนแบบ Accelerator ที่ให้เงินทุนสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพเกี่ยวกับอาหารโปรตีนจากพืชพร้อมทั้งคำปรึกษาในการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งมีเป้าหมายการลงทุนประมาณ 100 สตาร์ทอัพ ภายใน 3 ปี โดยปัจจุบันลงทุนแล้วประมาณ 27 สตาร์ทอัพ

*** SK ขายไอพีโอ-เทรด mai เร็วๆนี้

นายเอกจักร บัวหภักดี กรรมการผู้จัดการสายงานวาณิชธนกิจ บริษัท แคปปิตอล วัน พาร์ทเนอร์ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัท บริษัท ศิรกร จำกัด (มหาชน) หรือ SK เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้นับหนึ่งแบบไฟลิ่งของ SK เรียบร้อยแล้ว เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญให้แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 115.35 ล้านหุ้น และเข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ได้ในเร็วๆนี้

SK มีทุนจดทะเบียนจำนวน 230 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญที่เสนอขายจำนวน 115.35 ล้านหุ้น และมีทุนที่เรียกชำระแล้ว 172.33 ล้านบาท ภายหลังจากการเสนอขายหุ้น IPO บริษัทฯจะมีทุนชำระแล้ว เพิ่มขึ้นเป็น 230 ล้านบาท

โดยผลดำเนินงานไตรมาส 2/63 บริษัทฯ มีรายได้รวม 274.58 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 9.29 ล้านบาท และบริษัทยังมีงานรับเหมาก่อสร้างที่รอการส่งมอบอีกกว่า 10 โครงการ คิดเป็นมูลค่างานในมือ (Back log) อีกกว่า 157.22 ล้านบาท คาดว่าจะทยอยรับรู้เกือบทั้งหมดภายในปีนี้

*** ระดมเงินขยายธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง

นายอาณัติ ปิ่นรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการ SK กล่าวว่า บริษัทฯมีประสบการณ์ยาวนานกว่า 30 ปี ในการเป็นผู้ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีตอัดแรง และให้บริการรับเหมาก่อสร้างสายส่งและสายจำหน่ายไฟฟ้าและงานรับเหมาก่อสร้างโยธา โดยมีโรงงานผลิตและจัดจำหน่ายคอนกรีตอัดแรง 6 แห่ง อาทิ จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดชลบุรี จังหวัดชัยนาท จังหวัดลำปาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดสงขลา ซึ่งถือเป็นจุดแข็งที่ได้เปรียบเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจประเภทเดียวกัน แสดงให้เห็นเห็นถึงศักยภาพในการผลิตและจัดจำหน่ายที่ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ

ส่วนธุรกิจให้บริการรับเหมาก่อสร้างสายส่งและสายจำหน่ายไฟฟ้านั้น บริษัทฯสามารถเข้าร่วมประมูลงานสายส่ง สูงสุดขนาด 115 KV ของ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

วัตถุประสงค์การเข้ามาระดมทุน เพื่อรองรับแผนการขยายธุรกิจรับเหมาก่อสร้า โดยมีแผนจะเข้าประมูลงานรับเหมาก่อสร้างสายส่งและสายจำหน่ายไฟฟ้าและงานรับเหมาก่อสร้างโยธาทั้งในส่วนของภาครัฐ และเอกชน เพิ่มขึ้น ซึ่งหลังจากโครงการ Consortium งานสายส่งไฟฟ้าขนาด 230 KV ปัจจุบันเสร็จสิ้น บริษัทฯจะสามารถรับงานโครงการก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าขนาด 230 KV ให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ด้วยตนเอง

นอกจากนี้บริษัทฯ ยังมีแผนที่จะลงทุนเครื่องจักร อุปกรณ์ และรถขนส่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อรองรับโอกาสในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นในอนาคต และเพื่อเพิ่มศักยภาพของธุรกิจจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีต และยังมองหาโอกาสในการขยายช่องทางการลงทุน เพื่อเพิ่มศักยภาพและต่อยอดความแข็งแกร่งทางธุรกิจในอนาคต


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36630
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: NRF

Posts by pakapong_u » Mon Sep 14, 2020 10:47 pm

NRF ตีมูลค่าหุ้นสาย"Food Tech"ระดับโลก

--อินโฟเควสท์ โดย จีรายุทธ จันทรงสกุล/ศศิธร โทร.02-2535000 ต่อ 345 อีเมล์: sasithorn@infoquest.co.th--

ข่าวหุ้น-การเงิน Monday September 14, 2020 16:12 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

บมจ.เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ (NRF) เดินหน้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในช่วงไตรมาส 4/63 หวังระดมทุนจากการเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ไม่เกิน 340 ล้านหุ้น เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งด้านฐานะการเงิน และขีดความสามารถขยายธุรกิจ รองรับการก้าวสู่ผู้นำในอุตสาหกรรมผลิตอาหารในระดับสากล เป็นบริษัทที่มีรูปแบบพร้อมรองรับผลิตภัณฑ์อาหารที่มีการเติบโตสูงในอนาคต (Platform for Future Food)

นายแดน ปฐมวาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า บริษัทมีเป้าหมายระยะยาวก้าวขึ้นเป็นบริษัทผู้ผลิตอาหารแห่งอนาคตที่มุ่งเน้นนวัตกรรมอาหารเพื่อสร้างความยั่งยืนให้ระบบนิเวศอุตสาหกรรมอาหารทั้งระบบ ด้วยนโยบายการเป็น The Purpose – Led Company เพื่อสร้างการเติบโตของบริษัทอย่างก้าวกระโดด ผลักดันยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 3,000 ล้านบาทภายใน 5 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 67 ภายใต้กลยุทธ์การเจาะตลาดอาหารกลุ่ม Specialty Food ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกและมีอัตราการเติบโตสูง

ทั้งนี้ NRF จะให้ความสำคัญในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารไทยและอาหารท้องถิ่น (Ethnic Food) ผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนจากพืช (Plant-Based Food) และ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน (Functional Products)

แผนดำเนินงานระยะสั้นและระยะกลางของ NRF ประกอบด้วย 1.ขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น โดยลงทุนซื้อโรงงานผลิตอาหารที่ได้รับการรับรองมาตรฐานในระดับเดียวกับบริษัท 2.ขยายตลาดผลิตภัณฑ์ในบรรจุภัณฑ์ V-Shape ทั้งในผลิตภัณฑ์ประเภทอาหารและไม่ใช่อาหาร ส่งไปจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ

3.เพิ่มกำลังการผลิตเส้นบุก รองรับความต้องการของตลาดอาหารสุขภาพที่เติบโต อีกทั้งจากสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้ความต้องการผลิตภัณฑ์เส้นบุกที่ผลิตในประเทศจีนลดลง และมองหาแหล่งผู้ผลิตเส้นบุกจากประเทศอื่น ดังนั้น ลูกค้ารายใหญ่ของบริษัทรายหนึ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำของสินค้าประเภทเส้นบุกได้ลงนามใน บันทึกตกลงความเข้าใจในการรับจ้างผลิตระยะเวลาประมาณ 3 ปี เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์จากบุกประมาณ 15 ล้านหน่วย

4. เร่งกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการผลิตอาหารโปรตีนจากพืชผ่านการร่วมทุนกับ THE BRECKS COMPANY LIMITED หรือ ‘เบรคส์’ ที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 27 ปี ในธุรกิจผลิตอาหารโปรตีนจากพืช โดยร่วมกันจัดตั้งบริษัทใหม่ภายใต้ชื่อ Plant and Bean Ltd. ที่ประเทศอังกฤษ รับจ้างผลิตอาหารโปรตีนจากพืชให้กับบริษัทอาหารชั้นนำของโลก และมีแผนการขยายการผลิตไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาในอนาคต รวมถึงยังเป็นพันธมิตรกับ Meatless Farm ในประเทศอังกฤษ ผู้ผลิตอาหารจำพวกแฮมเบอร์เกอร์เนื้อเทียม โปรตีนจาก ข้าวและถั่ว รวมถึงหัวไชเท้า ที่ทดแทนรสชาติ การสัมผัสเหมือนกินเนื้อสัตว์จริง โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าหมายว่าจะเป็น ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ให้กับ Meatless Farm ในประเทศไทยภูมิภาคเอเชียในอนาคต นอกจากนี้ ยังเข้าร่วมลงทุนใน Big Idea Venture และกองทุนนิวโปรตีนขนาด 1,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นกองทุนแบบ Accelerator ที่ให้เงินทุนสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพเกี่ยวกับอาหารโปรตีนจากพืชพร้อมทั้งคำปรึกษาในการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งมีเป้าหมายการลงทุนประมาณ 100 สตาร์ทอัพ ภายใน 3 ปี โดยปัจจุบันลงทุนแล้วประมาณ 27 สตาร์ทอัพ มากกว่าครึ่งหนึ่งของสตาร์ทอัพเหล่านั้นมียอดขายแล้ว

ล่าสุด NRF ได้เข้าลงทุนใน Phuture Food Limited (Phuture) หนึ่งในสตาร์ทอัพด้าน Food Tech ในทวีปเอเชียที่ได้รับความสนใจจากบริษัทลงทุนระดับโลก มุ่งเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์หมูสับเทียมที่ผลิตจากโปรตีนจากถั่วเหลืองเป็นหลัก โดยลงทุนเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจและโอกาสในการเป็นผู้ผลิตสินค้าให้กับ Phuture หลังผลิตภัณฑ์พร้อมออกวางจำหน่าย ทั้งนี้ เพื่อรองรับการผลิตให้กับสตาร์ทอัพและลูกค้า Plant-Based Food นอกเหนือจากการร่วมลงทุนในโรงงานผลิต Plant-Based Food ที่ประเทศอังกฤษแล้ว บริษัทมีแผนสร้างโรงงานผลิตอาหารโปรตีนจากพืชแห่งใหม่ในประเทศไทย (Plant-based dedicated manufacturing facilities) โดยตั้งเป้าหมายที่จะมีรายได้จากผลิตภัณฑ์ Plant-based ประมาณ 30-40% ในปี 67

นอกจากนี้มีแผนการลงทุนสร้าง NRF Global E-commerce Platform ร่วมกับ Boosted ECommerce Inc. (Boosted) เพื่อร่วมกันเข้าลงทุนในธุรกิจ branded e-commerce (Consumer Package Brands: CPG) ของ Third-party Seller ที่มียอดขายบน Amazon E-commerce marketplace และมีผลกำไรแล้ว รวมถึงมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมสูง

นายแดน กล่าวอีกว่า บริษัทยังคงมีการเจรจากับลูกค้าที่เข้ามาสั่งซื้อสินค้าของบริษัทอย่างต่อเนื่อง ทั้งสินค้าประเภท Ethnic และ Plant-Base Food ซึ่งเริ่มมีลูกค้าให้การตอบรับและสั่งซื้อเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ที่ล่าสุดบริษัทได้เพิ่มมาอีก 7-8 ราย และอยู่ระหว่างการเจรจาอีกไม่ต่ำกว่า 10 ราย โดยที่บริษัทมีออเดอร์เข้ามาจากลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ต่อเนื่องไปจนถึงปี 64 แล้ว ซึ่งเห็นการตอบรับของเทรนด์ตลาดที่ดี ทำให้มั่นใจว่าบริษัทจะมีศักยภาพการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

นางสาวเพ็ญอุไร ไชยชัชวาล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายบัญชีและการเงิน NRF กล่าวว่า สำหรับผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 63 บริษัทมีรายได้รวม 603.7 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 41.1 ล้านบาท เติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 517.4 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 16.3 ล้านบาท

ภายหลังจากการเสนอขายหุ้น IPO แล้วบริษัทมีแผนจะนำเงินส่วนหนึ่งไปชำระเงินกู้ยืมระยะยาวทั้งหมด 900 ล้านบาท ลดภาระค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลดลงไปได้ 60 ล้านบาท/ปี และทำให้ความสามารถในการทำกำไรเพิ่มขึ้นในปีต่อไป ขณะเดียวกันก็จะทำให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ลดลงต่ำกว่า 1 เท่า จากครึ่งแรกของปี 63 อยู่ที่ 1.3 เท่า รวมถึงสามารถนำกระแสเงินสดจากการดำเนินงานไปใช้ในการลงทุนขยายกิจการตามโครงการในอนาคตที่บริษัทวางระยะยาวไว้ถึงปี 65 อีกด้วย

นอกจากนี้เงินที่ได้จากการเสนอขาย IPO บริษัทจะนำไปเพิ่มสัดส่วนการลงทุนใน City Food ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องแกง ซอส และน้ำเต้าหู้ จากเดิมที่ถือหุ้นในสัดส่วน 15% จะเพิ่มเป็น 100% ซึ่งเป็นธุรกิจที่บริษัทเล็งเห็นถึงโอกาสในการลงทุน และต่อยอดการลงทุนให้กับบริษัทรองรับการเติบโตขึ้นในอนาคต ซึ่ง City Food มีโรงงานผลิตอยู่ 2 แห่ง ได้แก่ โรงงานในนครปฐม ผลิตเครื่องแกง กำลังการผลิต 3,000 ตัน/ปี ปัจจุบันใช้กำลังการผลิต 40-50% และกำลังการผลิตซอส 3,000 ตัน/ปี ปัจจุบันใช้กำลังการผลิต 80% และโรงงานในราชบุรี ผลิตน้ำเต้าหู้ กำลังการผลิต 8 ล้านลิตร/ปี ปัจจุบันใช้กำลังการผลิตไปแล้ว 30%


phpBB [video]


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36630
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: NRF

Posts by pakapong_u » Mon Sep 14, 2020 11:26 pm

NRF : เราขอเป็น Foxconn แห่งตลาด Plant-based Food กางแผนขยายโรงงานทั่วโลก
เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ หรือ NRF เตรียมเปิด IPO เร็วๆ นี้ จากพื้นฐานเดิมเป็นผู้ผลิตเครื่องปรุงรสและอาหาร-เครื่องดื่มสำเร็จรูปเพื่อส่งออก อนาคตจะรุกหนักตลาดเนื้อทำจากพืช (Plant-based Food) หวังเป็นเครือข่ายโรงงานผู้ผลิตเบื้องหลังแบรนด์ระดับโลกเหมือน Foxconn ที่เป็นผู้ผลิตให้กับ Apple เชื่อตลาดนี้มีโอกาสโตสูงมากหลังราคาลดลงมาใกล้เคียงเนื้อสัตว์ปกติ และผู้บริโภครุ่นใหม่ใส่ใจสุขภาพ-สิ่งแวดล้อม

PattaratSeptember 9, 2020

เนื้อทำจากพืช (Plant-based Food) เป็นกระแสวัตถุดิบอาหารที่มาแรงมากช่วง 2-3 ปีนี้ แม้แต่ในประเทศไทยเองก็เริ่มมีเชนร้านอาหารนำเนื้อทำจากพืชมาปรุงเป็นเมนูหลัก เช่น Sizzler ในเครือไมเนอร์ หรือร้านฌานาในเครือฟู้ดแพสชัน รวมถึงมีนำเข้าจากต่างประเทศมาวางจำหน่ายตามซูเปอร์มาร์เก็ตบางแห่งด้วย

“แดน ปฐมวาณิชย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ NRF กล่าวว่า ตลาดเนื้อทำจากพืชปัจจุบันมีมูลค่ารวมทั่วโลก 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีแนวโน้มเติบโตขึ้นไปเป็น 80,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายใน 5 ปี เนื่องจากผู้บริโภคเห็นข้อดีของวัตถุดิบอาหารรูปแบบนี้มากขึ้น

ข้อดีของ Plant-based Food คือ หนึ่ง ดีต่อสุขภาพ มากกว่าการรับประทานเนื้อแดงจากสัตว์ สอง ช่วยในแง่สิ่งแวดล้อม เพราะการปศุสัตว์มีส่วนปล่อยคาร์บอนสู่สิ่งแวดล้อมถึง 40% และ สาม ในบางประเทศถือว่าเนื้อชนิดนี้ที่สามารถเพาะเลี้ยงในแล็บได้คือความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

ในขณะที่ราคาของเนื้อทำจากพืชลดลงทุกปีจากการผลิตที่มากขึ้น แดนกล่าวว่า ปัจจุบันราคาจำหน่ายของเนื้อหมูทำจากพืชแบรนด์ Phuture ซึ่งเป็นพันธมิตรของบริษัท อยู่ที่ 280-300 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่เนื้อหมูเกรดพรีเมียมที่จำหน่ายในไทยอยู่ที่ 200-300 บาทต่อกิโลกรัม และแนวโน้มราคาที่น่าจะลดลงต่อเนื่อง ลงไปใกล้เคียงกับเนื้อหมูเกรดพรีเมียม น่าจะทำให้เข้าถึงผู้บริโภคระดับแมสได้ดีขึ้นอีกในอนาคต

สำหรับบริษัท NRF ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2534 เริ่มต้นจากการผลิตซอสปรุงรส อาหารปรุงสำเร็จรูป เครื่องดื่ม เพื่อส่งออกต่างประเทศ ทั้งรูปแบบ OEM และผลิตภายใต้แบรนด์ของตนเอง เช่น Sabzu, พ่อขวัญ, Thai Delight ปัจจุบันมีจำหน่ายใน 25 ประเทศทั่วโลก เมื่อเห็นเทรนด์ที่มาแรง บริษัทจึงเริ่มหันมาลงทุนในเนื้อทำจากพืชตั้งแต่ 2-3 ปีก่อน และจะขยายอย่างต่อเนื่องเพื่อชิงความเป็นผู้นำในตลาดใหม่ โดยจะมีการระดมทุนผ่านการเปิดขายหุ้น IPO ตอบสนองจุดประสงค์นี้ด้วย

จับช่องว่างตลาดที่ยังขาดคนผลิต

แดนกล่าวต่อว่า ช่องว่างของตลาด Plant-based Food ปัจจุบันคือ “โรงงานผลิต” ยังไม่มีผู้เล่นในตลาดที่สามารถผลิตเพื่อส่งออกทั่วโลกในราคามาตรฐาน พร้อมกับเป็นโรงงานผลิตเนื้อทำจากพืช 100% ไม่มีไลน์ผลิตปะปนกับเนื้อสัตว์ปกติ

“ตอนนี้การผลิตยังต้องใช้ไลน์ในโรงงานที่ทำเนื้อสัตว์ปกติด้วย” แดนกล่าว “และถ้ามีโรงงานแค่จุดเดียวในประเทศเดียว เมื่อส่งออกจะเจอกำแพงภาษีทำให้ราคาแพง ดังนั้นเราต้องการจะวางเครือข่ายโรงงาน Plant-based Food ไปทั่วโลก โดยเป็นโรงงานที่ผลิตเฉพาะเนื้อทำจากพืชเท่านั้น”
ทีมงาน NRF : (จากซ้าย) “ธีระพงษ์ ลอรัชวี” กรรมการและกรรมการผู้จัดการ, “แดน ปฐมวาณิชย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ “เพ็ญอุไร ไชยชัชวาล” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายบัญชีและการเงิน


“ธีระพงษ์ ลอรัชวี” กรรมการและกรรมการผู้จัดการ NRF เสริมว่า เหตุที่ต้องมีไลน์ผลิตที่ไม่ปะปน เพราะอนาคตผู้บริโภคจะใส่ใจประเด็นนี้มากขึ้น คือโรงงานต้องการันตีได้ว่าไม่มีการปนเปื้อนเนื้อสัตว์ปกติแน่นอน แม้ว่ายังไม่มีหน่วยงานใดออกกฎกำกับควบคุม แต่บริษัทมองยาวล่วงหน้าไปก่อนแล้ว

ปัจจุบันบริษัทมีการร่วมลงทุนลักษณะจอยต์เวนเจอร์กับ The Brecks Company Limited ตั้งบริษัทใหม่ในชื่อ
Plant and Bean เปิดโรงงานรับจ้างผลิตเนื้อจากพืชที่ประเทศอังกฤษ ถือเป็น “เฟสแรก” ของการเปิดเครือข่ายโรงงานในเครือ NRF โรงงานนี้มีกำลังผลิต 3,000 ตัน และจะขยายเป็น 36,000 ตันภายในปี 2564

เพื่อแก้โจทย์เรื่องกำแพงภาษี บริษัทตั้งใจจะขยายโรงงานไปทั่วโลกใน 5 ประเทศ โดยธีระพงษ์กล่าวว่า เฟสสองคือการตั้งโรงงานที่สหรัฐอเมริกาภายในปี 2564 และต่อด้วยเฟสสาม จะตั้งโรงงานที่ประเทศไทยช่วงปลายปี 2564 ส่วนอนาคตต่อจากนั้นมองว่าจะปักหมุดโรงงานที่ประเทศจีนและละตินอเมริกา แต่ขณะนี้ยังไม่มีแผนที่แน่ชัดว่าจะเป็นเมื่อไหร่

วิธีลงทุนโรงงานของ NRF ในแต่ละจุดจะดูตามความเหมาะสมของการลงทุน อย่างที่อังกฤษเป็นการ JV 51:49 ขณะที่ประเทศไทย บริษัทจะเป็นเจ้าของทั้งหมดโดยจัดซื้อที่ดินรอไว้แล้ว

“เราต้องการเป็น Foxconn แห่งโลก Plant-based Food” แดนกล่าว “ยกตัวอย่างบริษัท Apple ไม่ได้มีโรงงานเอง แต่เป็นผู้คิดค้นเทคโนโลยี ออกแบบ สร้างแบรนด์ ทำการตลาด แต่ต้องมี Foxconn เป็นคนผลิตให้ เราจะมองแบบ Foxconn คือเป็นผู้ผลิตให้กับทุกคนตั้งแต่สตาร์ทอัพรายเล็กไปจนถึงบริษัทยักษ์ใหญ่”

ลงทุนในสตาร์ทอัพ ทางลัด R&D

อย่างไรก็ตาม NRF ไม่ได้ลงทุนโรงงานแล้วรอรับจ้างผลิตอย่างเดียว เพราะบริษัทมีการลงทุนในสตาร์ทอัพที่เกี่ยวข้องกับเนื้อทำจากพืชด้วย โดยร่วมทุนใน Big Idea Venture และกองทุนนิวโปรตีน กองทุนเหล่านี้เป็นกองทุน VC แบบ Accelerator ให้เงินทุนสร้างการเติบโตกับสตาร์ทอัพด้านเนื้อทำจากพืช เป้าหมายกองทุนต้องการสนับสนุนสตาร์ทอัพให้ได้ 100 รายภายใน 3 ปี ปัจจุบันลงทุนไปแล้ว 27 ราย

นอกจากนี้บริษัทยังไปลงทุนกับ Phuture Food Limited เป็นสตาร์ทอัพเอเชียที่ผลิตหมูสับเทียมผลิตจาากโปรตีนถั่วเหลือง รวมแล้วเม็ดเงินลงทุนทั้งที่ลงในสตาร์ทอัพและโรงงาน NRF ลงทุนไปแล้ว 250 ล้านบาท และจากการระดมทุนจะนำมาลงทุนเพิ่มอีก 400 ล้านบาท

การลงทุนกับสตาร์ทอัพนั้น ธีระพงษ์กล่าวว่าบริษัทไม่ได้มองตนเองในฐานะนักลงทุนที่ต้องการทำกำไรซื้อมาขายไป แต่ต้องการ “ทางลัด” ในการวิจัยและพัฒนา (R&D) ได้องค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีเร็วกว่าวิจัยขึ้นมาเองทั้งหมด และสตาร์ทอัพเหล่านั้นมีโอกาสมาเป็นลูกค้าจ้างบริษัทผลิตต่อไปด้วย

Plant-based Food เป็นดาวดวงใหม่ของบริษัท

“เพ็ญอุไร ไชยชัชวาล” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายบัญชีและการเงิน NRF กล่าวว่า รายได้บริษัทเมื่อปี 2562 ทำรายได้ที่ 1,111 ล้านบาท ขณะที่ครึ่งปีแรก 2563 มีรายได้แล้ว 603.7 ล้านบาท กำไรสุทธิ 41.1 ล้านบาท

ยักษ์เกษตรโลก “Cargill” ลงแข่งขันธุรกิจ plant-based food ประเดิมด้วยเนื้อบดทำจากถั่ว
โดยคาดว่าจนถึงสิ้นปีนี้ สัดส่วนรายได้จะมาจากกลุ่ม Ethnic Food คือกลุ่มอาหารดั้งเดิม เช่น เครื่องปรุงรส อาหารสำเร็จรูปประมาณ 89% มาจากกลุ่มเนื้อทำจากพืช 7% และผลิตภัณฑ์ที่ทำหน้าที่เฉพาะด้าน เช่น เจลแอลกอฮอล์ 4%

บริษัทวางเป้าปี 2567 สัดส่วนเหล่านี้จะเปลี่ยนไป โดยคาดการณ์รายได้ไปแตะที่ 3,000 ล้านบาท มีกลุ่ม Ethnic Food และผลิตภัณฑ์เฉพาะด้านสัดส่วน 60-70% ส่วนกลุ่มเนื้อทำจากพืชจะมีสัดส่วนขึ้นมาเป็น 30-40% กลายเป็นสินค้าหลักอย่างหนึ่งของบริษัท
การคาดการณ์สัดส่วนรายได้ของ NRF ในอีก 5 ปีข้างหน้า

ตลาดกำลังเป็นที่จับตามอง

ธีระพงษ์กล่าวว่า บริษัทมีจุดแข็งเรื่องการเป็น ‘First Mover’ เริ่มลงทุนก่อนตั้งแต่ 2-3 ปีก่อน ทำให้มีคอนเนกชันกับกลุ่มนักวิจัยและพัฒนาก่อนรายอื่น รวมถึงพื้นฐานการส่งออกสินค้าอาหารทำให้รู้จักผู้จัดจำหน่ายในหลายประเทศ

แต่ก็ไม่ใช่ NRF รายเดียวที่กำลังเล็งตลาดนี้ เพราะบริษัทยักษ์ด้านอาหารของไทยอย่าง “เครือซีพี” และ “ไทยยูเนี่ยน” ก็กำลังมองความเป็นไปได้ในตลาด Plant-base Food เช่นกัน

จากรายงานประจำปี 2562 ของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF บริษัทแจ้งผู้ถือหุ้นถึงการพัฒนานวัตกรรมในรอบปี โดยมีการวิจัยและพัฒนากลุ่มเนื้อทำจากพืชเป็นหนึ่งในนั้น บริษัทกล่าวว่าได้เลือกวิจัยแหล่งโปรตีนทดแทนอย่าง ถั่วเหลือง ถั่วลันเตา ข้าวสาลี ฯลฯ เพื่อเป็นทางเลือกให้ลูกค้า

CPF ยังทดลองตลาดนำผลิตภัณฑ์เนื้อทำจากพืชแบรนด์ Veg It Up! วางขายในประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวีย ขณะที่สตาร์ทอัพ More Meat ผู้วิจัยเนื้อทำจากพืชของไทยยังแจ้งว่าบริษัทได้ร่วมโครงการ True Incube ซึ่งทำให้บริษัทมีคอนเนกชันกับเครือซีพีด้วย

ขณะที่ บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป ก็ประกาศตั้งกองทุน Venture Fund เริ่มต้นเม็ดเงินลงทุน 30 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อลงทุนในสตาร์ทอัพ 3 ด้านคือ โปรตีนทางเลือก อาหารฟังก์ชัน และเทคโนโลยีห่วงโซ่คุณค่า สำหรับโปรตีนทางเลือก ไทยยูเนี่ยนประกาศว่ามีการลงทุนกับบริษัท ฟลายอิ้ง สปาร์ค สตาร์ทอัพวิจัยการทำโปรตีนจากตัวอ่อนแมลงไปเรียบร้อยแล้ว

แม้ทั้งสองยักษ์ใหญ่จะยังไม่มีการลงทุนสร้างโรงงานผลิต แต่ก็ต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวให้ดี เพราะตลาดที่กำลังหอมหวานอาจจะมีคู่แข่งเข้ามาได้ทุกเมื่อ


https://positioningmag.com/1296149


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36630
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: NRF

Posts by pakapong_u » Mon Sep 14, 2020 11:30 pm

NRF ธุรกิจอาหารกำลังจะเข้าตลาดหุ้น ลุยขายไอพีโอ 340 ล้านหุ้น เทรด SET ปีนี้


ธุรกิจอาหารถือเป็นปัจจัยสี่ของการดำรงชีวิต ที่เราไม่สามารถขาดได้ ยิ่งช่วง COVID-19 ระบาด ทำให้ความต้องการเพิ่มสูงขึ้น และล่าสุดในตลาดหุ้นบ้านเราก็จะมีอีกหนึ่งบริษัทที่ประกอบธุรกิจอาหารเข้าซื้อขายใน SET โดยนางสาววีณา เลิศนิมิตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Investment Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินของบริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ NRF เปิดเผยว่า ปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้อนุมัติแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (ไฟลิ่ง) ของ NRF แล้ว


ทั้งนี้คาดว่าจะสามารถเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้ภายในปี 2563 โดยจะเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 340 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นไม่เกิน 25.08% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัท

โดยระดมทุนไปขยายธุรกิจ เพื่อรองรับการเติบโต ซึ่งปัจจุบัน NRF มีทุนจดทะเบียน 1,355,780,300 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 1,355,780,300 หุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1 บาท โดยเป็นทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว 1,065,780,300 ล้านบาท คิดเป็นจำนวน 1,065,780,300 หุ้น

NRF ทำธุรกิจอะไรบ้าง?

นายแดน ปฐมวาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NRF เปิดเผยว่า บริษัทเป็นผู้ผลิต จัดหา และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปรุงรสอาหาร อาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงสำหรับประกอบอาหาร อาหารมังสวิรัติที่ไม่มีส่วนผสมของไข่และนม อาหารโปรตีนจากพืช และเครื่องดื่มสำเร็จรูปชนิดผงและน้ำ รวมถึงผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคที่ไม่ใช่อาหารในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม (V-shape)

ขณะที่บริษัทมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในธุรกิจผลิตอาหารเกือบ 30 ปี และเห็นโอกาสเติบโตของกลุ่มอาหารแห่งอนาคต ปัจจุบัน NRF เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมผลิตและส่งออกอาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงรสชั้นนำ และอาหารโปรตีนจากพืชโดยมีผลิตภัณฑ์มากกว่า 500 สูตรอาหาร และกว่า 2,000 SKU แบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ

1.ผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสินค้าของบริษัทฯ จำนวน 6 แบรนด์ ได้แก่ แบรนด์พ่อขวัญ แบรนด์ Lee Brand แบรนด์ Thai Delight แบรนด์ Shanggie แบรนด์ DeDe และ แบรนด์ Sabzu

2.กลุ่มผลิตภัณฑ์รับจ้างผลิต (OEM และ Private Brand)

3.กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนจากพืช (Plant-Based Food)

และ 4.กลุ่มผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคที่ไม่ใช่อาหารในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม (V-shape) เช่น เจลแอลกอฮอล์ล้างมือในบรรจุภัณฑ์ V-shape

นอกจากนี้บริษัทมีแผนที่จะขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ในบรรจุภัณฑ์ V-Shapes มากยิ่งขึ้น เช่น ซอสปรุงรส เครื่องปรุง เครื่องดื่มชูกำลัง เป็นต้น ในหลายรูปแบบ อาทิ การผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ของบริษัทฯ การร่วมลงทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นต้น

บริษัทมีจุดแข็งด้านวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มความหลากหลายสินค้า รวมถึงมุ่งสร้างตราสินค้าและสร้างชื่อเสียงของบริษัทฯ เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ผ่านการออกงานแสดงสินค้าเกี่ยวกับอาหารและเครื่องดื่มทั้งในและต่างประเทศ พร้อมขยายตลาดส่งออกใหม่ๆ เพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกันบริษัทได้วางกลยุทธ์ในการเจาะตลาดอาหารในกลุ่ม Specialty Food ซึ่งกำลังเป็นกระแสนิยมไปทั่วโลกและมีอัตราการเติบโตที่ค่อนข้างสูงในช่วงที่ผ่านมา ด้วยลักษณะอาหารที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่มีคุณภาพ ตั้งแต่กระบวนการคัดสรรวัตถุดิบ ให้ความสำคัญกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์เป็นหลัก โดยผลิตภัณฑ์อาหาร Specialty Food ที่บริษัทให้ความสำคัญเป็นพิเศษมี 3 กลุ่ม ได้แก่

1.กลุ่มอาหาร Ethnic Food หรือเทรนด์การหันมานิยมบริโภคอาหารต่างชาติโดยดัดแปลงผสมผสานกับอาหารท้องถิ่น จากแนวโน้มการรักษาสุขภาพ การทดลองอาหารที่มีรสชาติจัดจ้านมากขึ้นของกลุ่มคนรุ่นใหม่ รวมถึงการย้ายถิ่นฐานที่มากขึ้นทั่วโลก ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตแบบถัวเฉลี่ยเกินกว่า 10% ไปจนไปในหลายปีข้างหน้า

2. กลุ่มอาหาร Plant-Based Food หรือ อาหารโปรตีนจากพืช ผลิตจากพืชตระกูลถั่ว เห็ด และสาหร่าย ทดแทนเนื้อสัตว์ ซึ่งได้รับความนิยมในการบริโภคเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตามกระแสผู้บริโภคที่ใส่ใจการรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการเพื่อดูแลสุขภาพและให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของอาหาร โดยเฉพาะในช่วงที่มีโรคระบาดในปัจจุบัน ผู้บริโภคหันมาบริโภคอาหารโปรตีนจากพืชมากขึ้น โดยยังคงได้รับรสชาติและผิวสัมผัสเหมือนเนื้อแต่ได้รับสารอาหารจากพืช ทำให้มีผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนจากพืชหลากหลายรูปแบบถูกพัฒนาและนำออกมาจำหน่ายในตลาดเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดและเป็นอนาคตของธุรกิจอาหาร

และ 3. ผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคที่ไม่ใช่อาหารในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม (V-shape) นอกจากผลิตภัณฑ์ด้านอาหารที่หลากหลายและมีคุณภาพระดับสากลแล้ว บริษัทยังมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ให้ความสะดวกสบายแก่ผู้บริโภค (Functional product) V-shape ซึ่งเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ให้ความสะดวกสบายเหมาะกับผู้บริโภคทุกวัย รวมถึงผู้ป่วยและผู้พิการ กับผู้ให้บริการด้านเครื่องจักรและนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ V-shape สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องสำอาง ยา เวชภัณฑ์ และเคมีภัณฑ์ ในตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ลุยลงทุนไม่หยุด

นายแดนกล่าวอีกว่า บริษัทได้เข้าลงทุนใน Big Idea Venture LLC หรือ Big Idea Venture และ New Protien Fund I ซึ่งเน้นลงทุนและสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพเกี่ยวกับอาหารโปรตีนจากพืช เพื่อเข้าถึงและเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมอาหารระดับโลก นำประสบการณ์มาต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย

โดยบริษัทได้เข้าร่วมลงทุนในกองทุน Big Idea Venture ในช่วงไตรมาส 3/62 ที่ผานมา มีมูลค่ากองประมาณ 50 ล้านเหรียญสหรัฐ มีอายุกองประมาณ 4 ปี ซึ่งถือเป็นกองทุนที่เน้นการลงทุนและสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพเกี่ยวกับอาหารโปรตีนจากพืชจากหลายๆ ประเทศ ซึ่งบริษัทได้มีการใส่เงินลงทุนไป จำนวน 1 ล้านเหรียญสหรัฐ และนับตั้งแต่มีการลงทุนจนถึงปัจจุบันได้ใช้เงินในการลงทุนบริษัทสตาร์ทอัพ (ตามสัดส่วนที่บริษัทลงทุน) ไปแล้วประมาณ 20% หรือประมาณ 2 แสนเหรียญสหรัฐ

ดังนั้นบริษัทยังมีโอกาสได้ลูกค้าหรือพันธมิตรรายใหม่จาก Plant-based Startup-ecosystem โดยมีเป้าหมายลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพ 100 บริษัททั่วโลก ภายในระยะเวลา 2-3 ปี ซึ่งบริษัทได้รับสิทธิเป็น Preferred Co-Packer ให้กับสตาร์ทอัพต่าง ๆ ของกองทุน เบื้องต้นคาดว่าในปี 63 บริษัทจะมีการลงทุนสตาร์ทอัพเพิ่มประมาณ 40 บริษัท โดย 6 เดือนแรกของปี 63 ได้ลงทุนไปแล้ว 12 บริษัท และปี 62 มีการลงทุนไปแล้วราว 15 - 19 บริษัท

นอกจากนี้ NRF ได้เข้าร่วมลงทุนกับ THE BRECKS COMPANY LIMITED หรือ ‘เบรคส์’ หนึ่งในผู้นำของอุตสาหกรรมผลิตอาหารโปรตีนจากพืชในทวีปยุโรปที่มีประสบการณ์และความชำนาญมานานกว่า 27 ปี โดยเบรคส์มีฐานการผลิตในประเทศอังกฤษ รับจ้างผลิตสินค้าโปรตีนจากพืชให้กับตราสินค้าต่าง ๆ เช่น Quorn The Vegetarian Butcher และ Cauldron Foods และมีแผนลงทุนเพิ่มเติมในอนาคต เพื่อขยายสู่ตลาดผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืชในอเมริกาและยุโรป ทำให้ NRF เป็นบริษัทที่มีรูปแบบพร้อมรองรับผลิตภัณฑ์อาหารแห่งอนาคต

รวมทั้งได้เข้าลงทุนใน The Meatless Farm Limited หรือ Meatless Farm ในประเทศอังกฤษ เพื่อเป็นฐานการผลิตและส่งออกสินค้าในทวีปยุโรป อเมริกาและเอเชีย โดยผลิตอาหารจำพวกแฮมเบอร์เกอร์เนื้อเทียม โปรตีนจากข้าวและถั่ว รวมถึงหัวไชเท้า ที่สามารถให้รสชาติและรสสัมผัสเหมือนกับเป็นผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์จริง

ล่าสุดเข้าลงทุนใน Phuture Limited (“Phuture”) หนึ่งในสตาร์ทอัพด้าน Food Tech ในทวีปเอเชียที่ได้รับความสนใจจากบริษัทลงทุนระดับโลก มุ่งเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์หมูสับเทียมที่ผลิตจากโปรตีนจากถั่วเหลืองเป็นหลัก โดย NRF ลงทุนเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจและโอกาสในการเป็นผู้ผลิตสินค้าให้กับ Phuture หลังผลิตภัณฑ์พร้อมออกวางจำหน่าย

ประกอบกับ ได้เข้าลงทุนในบริษัท ซิตี้ฟู้ด จำกัด ในจังหวัดนครปฐมและราชบุรี ซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกอาหารพร้อมปรุงและอาหารสำเร็จรูปรวมถึงผลิตและจำหน่ายน้ำเต้าหู้สำเร็จรูปตรา Shinpo เพื่อเป็นฐานการผลิต ซึ่งจะผลักดัน NRF ก้าวเป็นผู้ผลิตอาหารชั้นนำของโลก

“เราได้นำประสบการณ์ทำธุรกิจเกือบ 30 ปี ในการส่งออกสินค้าสู่ 25 ประเทศทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ ญี่ปุ่น จีนและมาเลเซีย เป็นต้น โดยลูกค้าปลายทางของบริษัทประกอบด้วย บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ทั่วโลกที่มีความสัมพันธ์กับบริษัทมายาวนานมากกว่า 10 ปี บริษัทนำประสบการณ์ที่ได้รับมาต่อยอดการผลิตอาหารเพื่ออนาคต รองรับเมกะเทรนด์อาหารของโลกที่เกิดขึ้น และผลักดัน NRF สู่ The Purpose-Led Company หรือ บริษัทที่ขับเคลื่อนองค์กรและแบรนด์ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน โดยมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนเพื่อให้บริษัทเป็นตัวเลือกรายแรกๆ ในการผลิตสินค้าแก่บริษัทอาหาร (สำเร็จรูป) ชั้นนำระดับโลก” นายแดนกล่าว


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36630
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: NRF

Posts by pakapong_u » Mon Sep 14, 2020 11:39 pm

ไขคำตอบทำไม ‘NRF’ ถึงพร้อมก้าวขึ้นสู่ผู้นำอาหารระดับโลก
NRF ทำความรู้จักกับผู้ผลิต Specialty Food รายใหญ่ที่พร้อมขึ้นแท่นเป็นผู้นำระดับโลก

ในยุคที่เทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพกำลังฮอตและขึ้นแท่นเป็นเมกะเทรนด์ไปทั่วโลก ทำให้ชื่อของ NRF หรือ บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) จัดอยู่ในระดับชั้นแนวหน้าในเวทีระดับนานาชาติ โดยเฉพาะเรื่องการผลิต และจำหน่ายอาหารประเภท ‘Specialty Food’

NRF ก้าวเข้าสู่ปีที่ 30 แห่งการเป็นผู้ผลิต จัดหา และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปรุงอาหาร อาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงสำหรับประกอบอาหาร รวมถึงอาหารมังสวิรัติที่ไม่มีส่วนผสมของไข่และนม อาหารโปรตีนจากพืช และเครื่องดื่มชนิดผงและน้ำ ส่งออกไปกว่า 25 ประเทศทั่วโลก อาทิ อเมริกา ยุโรป เอเชีย ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ ญี่ปุ่น และมาเลเซีย เป็นต้น และในปี 2020 บริษัทฯ ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคที่ไม่ใช่อาหารในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม (V-shape) เป็นครั้งแรก

ลักษณะการประกอบธุรกิจแบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก คือ

1.ผลิตภัณฑ์รับจ้างผลิต เช่น อาหารสำเร็จรูปพร้อมปรุง อาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน อาหารมังสวิรัติและเครื่องดื่มสำเร็จรูปชนิดผงและน้ำ กว่า 2,000 SKU และมากกว่า 500 สูตรอาหาร ด้วยฝ่ายวิจัยและพัฒนาของบริษัทฯ ที่มีประสบการณ์กว่า 20 ปีสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงสายการผลิตของบริษัทฯ ที่มีความยืดหยุ่นในการผลิตทั้งแบบขนาดเล็กและใหญ่ที่ได้รับการรองรับคุณภาพการผลิตจากหลายองค์กรในต่างประเทศ เช่น The British Retail Consortium (BRC) ลูกค้าของบริษัทฯ ส่วนใหญ่นั้นเป็นบริษัทอาหารและเครื่องปรุงรสระดับโลกและระดับภูมิภาค รวมถึงห้างค้าปลีก หรือซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีสาขาหลายประเทศทั่วโลกซึ่งบริษัทฯ มีความสัมพันธ์มายาวนาน รวมถึงลูกค้าใหม่ ๆ ที่เลือกบริษัทฯ เป็นผู้ผลิตจากความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างรวดเร็ว และการมีวัฒนธรรมองค์กรที่คำนึงถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืนซึ่งตรงกับ core value ของลูกค้าของบริษัทฯ

2.ผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสินค้าของบริษัทฯ ซึ่งได้รับการยอมรับในคุณภาพและรสชาติมากกว่า 20 ปีในแถบอเมริกาและยุโรป เช่น เครื่องปรุงต้มยำ เครื่องปรุงแกง มันปูมันกุ้งตราพ่อขวัญ ผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องปรุงรสอาหารท้องถิ่นในแถบภูมิภาคเอเชีย น้ำซุปและผงซุปสำเร็จรูป ตรา Lee Brand รวมถึงอาหารพร้อมรับประทาน ตรา Delight ซึ่งเป็นอาหารอยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่พร้อมนำเข้าเตาไมโครเวฟและรับประทานได้ทันที เช่น บะหมี่ฮกเกี้ยนผัดสำเร็จ ผัดไท ข้าวราดแกง จำหน่ายในทวีปอเมริกา

3.ผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนจากพืช เช่น เนื้อเทียม เส้นชิราตากิ เนื้อปลาทูน่าหรือปลาไหลที่ทำจากมะเขือ หรือ เส้นบุกในรสชาติต่าง ๆ

4.ธุรกิจผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคที่ไม่ใช่อาหารในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม (V-shape) อาทิ ผลิตภัณฑ์เจลแอลกอฮอล์ในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สะดวกใช้แค่ปลายนิ้วสัมผัส สำหรับทุกวัย รวมถึงผู้ป่วยและผู้พิการ ซึ่งบริษัทฯ สามารถผลิตและให้บริการด้านบรรจุภัณฑ์ V-shapes สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องสำอาง ยา เวชภัณฑ์ และเคมีภัณฑ์ ภายใต้แบรนด์ของบริษัทฯ หรือของลูกค้า

บริษัทฯ มีรายได้ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มการเติบโตอย่างน่าสนใจ ในอาหารประเภท ‘Specialty Food’ หรืออาหารที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเพิ่มมากขึ้น ซึ่งได้แก่ กลุ่มอาหารประเภทอาหารไทยและอาหารท้องถิ่นในเอเชีย (Ethnic Oriental Food) และ อาหารโปรตีนจากพืช (Plant-Based Food) เป็นต้น

โดยปัจจุบันบริษัทฯ มีรายได้จากการขายจากการรับจ้างผลิตมากที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มธุรกิจประเภทอื่น โดย 3 เดือนแรกของปี 2563 มีรายได้อยู่ที่ 170.3 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 62.2 โดยบริษัทฯ มีเป้าหมายที่จะเป็นตัวเลือกอันดับแรก ๆ ในการผลิตสินค้าให้กับบริษัทอาหาร (สำเร็จรูป) ชั้นนำระดับโลกที่นอกเหนือจากความต้องการผู้ผลิตที่มีความสามารถในการตอบสนองในด้าน R&D ที่รวดเร็วและมีคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานระดับโลก ยังต้องการผู้ผลิตอาหารอย่างยั่งยืน (Sustainability) เพื่อตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่และเพื่อโลกที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ บริษัทฯ มีเป้าหมายที่จะมียอดขายเพิ่มขึ้นจากผลิตภัณฑ์ ภายใต้ตราสินค้าของบริษัทฯ มากขึ้นจากการเพิ่มจำนวนลูกค้าที่นำเข้าผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพและรสชาติของบริษัทฯ มากว่า 20 ปี ไปกระจายให้มากขึ้น ในแต่ละประเทศ

ปัจจุบันบริษัทฯ ยังมีโอกาสการเติบโตสูงในอีกหลายประเทศที่บริษัทฯ ยังไม่มีตัวแทนนำเข้า รวมถึงในประเทศสหรัฐอเมริกาเองที่บริษัทฯ ยังสามารถกระจายสินค้าไปยังอีกหลายรัฐที่มีความนิยมในอาหาร Ethnic ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวทำให้บริษัทฯ มีการเติบโตของรายได้จากผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสินค้าของบริษัทฯ สูงขึ้นร้อยละ 32 ในไตรมาสที่ 1 ปี 2563 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

จาก Mega Trend แนวโน้มการบริโภคอาหารของโลกที่มีอัตราการเติบโตของการบริโภคอาหารมากกว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากร ทำให้มีการพัฒนาโปรตีนจากพืชเพื่อให้ประชากรโลกมีโปรตีนบริโภคอย่างเพียงพอในอนาคต รวมถึงกระแสนิยมในการบริโภคโปรตีนจากพืชในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอังกฤษที่เติบโตอย่างมากจากการใส่ใจสุขภาพเพื่อการมีชีวิตอยู่อย่างยั่งยืน

บริษัทฯ จึงได้เพิ่มขีดความสามารถและขยายฐานการผลิตอาหารโปรตีนจากพืช โดยการร่วมลงทุนกับพันธมิตรที่ดีในการทำธุรกิจอย่าง THE BRECKS COMPANY LIMITED (เบรคส์) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำของอุตสาหกรรมผลิตอาหารโปรตีนจากพืชในทวีปยุโรปที่มีประสบการณ์และความชำนาญมานานกว่า 27 ปี

โดยเบรคส์มีฐานการผลิตในประเทศอังกฤษ รับจ้างผลิตสินค้าโปรตีนจากพืชให้กับตราสินค้าต่าง ๆ เช่น Quorn และ The Vegetarian Butcher ทำให้บริษัทฯ เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งใน First Mover ของเอเชีย ที่มีฐานการผลิตผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืชในขั้นเชิงพาณิชย์ (Commercial Stage) ป้อนเข้าสู่ตลาดโลก และกำลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยบริษัทฯ มีความมุ่งมั่นที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำของอุตสาหกรรมผลิตและรับจ้างผลิตอาหารโปรตีนจากพืชในประเทศไทยและในภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก (The Foxconn of Plant-based food)

นอกจากนี้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืชใหม่ ๆ และเพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับลูกค้ารายใหม่ ๆ บริษัทฯ ได้เข้าลงทุนในกองทุน Big Idea Venture และ New Protein Fund ที่ให้เงินทุนสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพเกี่ยวกับอาหารโปรตีนจากพืช (เป้าหมายลงทุน 100 สตาร์ทอัพ) พร้อมทั้งให้คำปรึกษาในการดำเนินธุรกิจ ให้ประสบความสำเร็จ

โดยนอกเหนือจากการที่บริษัทฯ ได้รับความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ และแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจเป็นรายแรก ๆ (First-hand information) ของหนึ่งใน Plant-based ecosystem ที่ใหญ่ที่สุดแล้ว บริษัทฯ ยังได้รับสิทธิในการเป็น preferred Co-packer ให้กับสตาร์ทอัพเหล่านั้นด้วย

ทั้งนี้ ในปัจจุบันมีหลายสตาร์ทอัพที่มีการขายผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนจากพืชในร้านอาหารแล้ว อาทิ Phuture Food limited ซึ่งผลิตเนื้อหมูเทียมที่สามารถนำไปทำอาหารประเภทติ่มซำ และอาหารประเภทอื่น ๆ
มีการคาดการณ์ว่าการบริโภคอาหาร Ethnic Food นั้นจะเติบโตอย่างต่อเนื่องมากกว่าร้อยละ 10 ต่อปีไปจนถึงปี 2023-2024 จากแนวโน้มของการย้ายถิ่นที่อยู่มากขึ้นของประชากรโลก รวมถึงความนิยมในการบริโภคอาหารที่มีรสชาติของผู้บริโภคกลุ่ม Millennial ดังนั้น เพื่อตอบสนองการเติบโตของความนิยม Ethnic food ที่ส่งผลให้ยอดขายของบริษัทฯ ในกลุ่ม Ethnic Food มีการเติบโตกว่าร้อยละ 20 ในไตรมาส 1 ปี 2020 บริษัทฯ ได้เข้าลงทุนในบริษัท ซิตี้ฟู้ด จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารเครื่องปรุงรสส่งออกไปประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นส่วนใหญ่ เพื่อขยายฐานการผลิต

ทั้งนี้ ซิตี้ฟู้ดเป็นเจ้าของแบรนด์น้ำเต้าหู้ชินโป และมีโรงงานผลิตน้ำเต้าหู้ของตนเองทำให้บริษัทฯ สามารถใช้เป็นฐานการผลิตผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืชได้อีกด้วย นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้รับสิทธิในการจัดจำหน่ายแบรนด์น้ำเต้าหู้ชินโปแต่เพียงผู้เดียว โดยบริษัทฯ มุ่งหวังว่าจะกระจายผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ในประเทศไปพร้อมกับการจัดจำหน่ายน้ำเต้าหู้ชินโปซึ่งจะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการดำเนินงานมากขึ้น

สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัทฯ ซึ่งเป็น Functional product จากบรรจุภัณฑ์ V-shapes นั้น ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตให้กับบริษัทฯ และเพิ่มโอกาสในการพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ให้กระจายไปยังผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ประเภทยา หรือสินค้าอุปโภคอื่น ๆ ที่บริษัทฯ สามารถพัฒนาร่วมกับลูกค้าหรือคู่ค้าของบริษัทฯ ได้อีกด้วย ให้มีความทันสมัย และเหมาะกับผู้บริโภคที่ต้องการบรรจุภัณฑ์ที่มีความสะดวกสบาย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

การก้าวสู่ผู้นำในอุตสาหกรรมการผลิตอาหาร Specialty Food ในระดับสากล ของ NRF ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายแต่อย่างใด

เพราะผลิตภัณฑ์ของ NRF ถือเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในตลาดต่างประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพ ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อาหาร ‘Specialty Food’ ประเภท Ethnic และ plant-based รวมถึงผลิตภัณฑ์ Functional ที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคอย่าง V-shape ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่อย่างไม่หยุดนิ่งเสมอมา…

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.nrinstant.com/[attachment=1]C44E067B-57AF-4F02-ADFD-0343989F5C37.jpeg[/attachme


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36630
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: NRF

Posts by pakapong_u » Tue Sep 15, 2020 12:14 am

NRF ผู้ผลิตอาหารชั้นนำของโลก กับการผลักดันผลิตภัณฑ์สู่ระดับนานาชาติ
ทำความรู้จัก NRF ผู้ผลิตอาหารระดับชั้นนำของโลก ที่มีผลิตภัณฑ์อาหารที่หลากหลายกว่า 2,000 SKUs โดยมุ่งส่งเสริมอาหารที่เป็นโปรตีนทำมาจากพืช เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคในยุค Millennial ที่ใส่ใจความยั่งยืน และการเลือกซื้ออาหารที่ดีต่อร่างกาย
.
วันนี้ NRF ยังคงพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี กับก้าวต่อไปที่สำคัญในการดำเนินงานระดับมืออาชีพ ที่สามารถติดตามรับฟังได้ผ่านทางคลิปนี้

phpBB [video]


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36630
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: NRF

Posts by pakapong_u » Tue Sep 15, 2020 12:15 am

เข้าใจตลาด Plant-Based Food ผ่านมุมมอง NRF หนึ่งในผู้ผลิต และส่งออกอาหารชั้นนำของไทย
By Tangsiri - 10/09/2020

ตอนนี้กระแสรักสุขภาพยังเติบโตต่อเนื่อง และหนึ่งในกลุ่มสินค้าที่ได้อานิสงส์คือ Plant-Based Food หรืออาหารโปรตีนจากพืช แต่กลุ่มสินค้านี้จะมีโอกาสเติบโตขนาดไหน ลองมาทำความเข้าใจผ่านมุมมองของ NRF กัน

Plant-Base Food ที่โตแบบเงียบๆ

ในตลาดโลก Plant-Based Food เติบโตอย่างชัดเจน สังเกตจากเป้ายอดขายปี 2563 ของ Beyond Meat หนึ่งในผู้นำของตลาดตั้งไว้ที่ 490-510 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ก่อนเกิดวิกฤต COVID-19 ระบาด) และยอดขายในไตรมาส 4 ของปี 2562 นั้นเติบโตถึง 3 เท่าตัว หรือ 98.5 ล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตามในประเทศไทย Plant-Based Food ยังเติบโตแบบเงียบๆ เพราะด้วยราคาที่ยังสูงกว่าเนื้อสัตว์ค่อนข้างมาก เช่นราคาเนื้อหมูในวันที่ 10 ก.ย. ราคาราว 145-155 บาท/กก. (อ้างอิงกระทรวงพาณิชย์) ส่วน Plant-Based Food แบรนด์ More Meat ราคาเนื้อหมูโปรตีนจากพืช 200 กรัม อยู่ที่ 89 บาท



ดังนั้นกลุ่มคนที่เลือกซื้อ หรือรับประทาน Plant-Based Food จะเป็นกลุ่มที่รักสุขภาพจริงๆ, เป็นมังสวิรัติ หรือค่อนข้างมีกำลังซื้อ และอยากทดลองอะไรใหม่ๆ นอกจากนี้ร้านอาหารต่างๆ เริ่มทำเมนูที่มีวัตถุดิบเป็น Plant-Base Food แล้วเช่นเดียวกัน แต่ราคายังคงสูงอยู่เช่นเดิม

มากกว่าโปรตีนเกษตรที่เคยกินกัน

แดน ปฐมวาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ หรือ NRF เล่าให้ฟังว่า Plant-Based Food อาจคล้ายกับเนื้อเทียมที่มีขายในเมนูต่างๆ ของช่วงเทศกาลกินเจ แต่ตัวรสชาติ และรสสัมผัสของ Plant-Based Food นั้นแตกต่างอย่างชัดเจน เพราะมีความใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์มาก

“บริษัททำตลาด Specialty Food มาระยะหนึ่งแล้ว และ Plant-Based Food คือหนึ่งในนั้น ทำให้เราเห็นการเติบโตของตลาดนี้อยู่ตลอด และเชื่อว่าสินค้านี้จะมีการเติบโตในประเทศไทยในอนาคต ผ่านกระแสรักสุขภาพในไทยที่เติบโตจนต้นทุนของสินค้าต่ำลง และใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์ปกติ”

สำหรับ NRF ปัจจุบันเน้นจำหน่ายสินค้า Ethnic Food โดยเฉพาะวัตถุดิบเครื่องปรุงสำเร็จรูปที่มีต้นกำเนิดจากประเทศไทย คิดเป็นสัดส่วน 89% รองลงมาเป็นกลุ่ม Plant-Based Food 7% และ Functional Product 4% ซึ่งโอกาสการเติบโตของ Plant-Based Food หลังจากนี้จะมีสัดส่วนมากขึ้นอย่างแน่นอน


เน้นจับมือ Startup-กระจายการผลิต

ทั้งนี้ Plant-Based Food ยังเป็นเรื่องที่พัฒนาตลอดเวลา ทำให้ NRF ต้องร่วมมือกับ Startup ทั้งการเข้าไปลงทุน และการมีส่วนร่วมกับกองทุนที่สนับสนุนธุรกิจ Plant-Based Food โดยเฉพาะ เพื่อช่วยกันพัฒนาให้ Plant-Based Food สามารถทดแทนเนื้อสัตว์ทั้งรสชาติ และรสสัมผัส รวมถึงมีต้นทุนที่ถูกลงได้

“การเข้าไปร่วมลงทุนจะช่วยให้ NRF และตลาด Plant-Based Food เติบโตได้เร็วขึ้น ดังนั้นการติดสินใจไปช่วยกันพัฒนา แทนที่จะลงทุนพัฒนาด้วยตัวบริษัทเอง น่าจะเป็นคำตอบที่ถูกต้อง ซึ่งบริษัทคาดว่าสัดส่วนของรายได้จาก Plant-Base Food จะขึ้นเป็น 40% ของบริษัทภายในปี 2567″

ในทางกลับกัน NRF มีแผนกระจายการผลิตผ่านการจ้างโรงงานที่เชี่ยวชาญเรื่อง Plant-Based Food นอกจากสร้างโรงงานเพื่อผลิตสินค้านี้โดยเฉพาะ เนื่องจากการระบาดของ COVID-19 ทำให้การมีโรงงานเองอาจเป็นผลเสีย ดังนั้นการกระจายการผลิตออกไป และหาพาร์ทเนอร์ที่ไว้ใจในธุรกิจน่าจะช่วยให้บริษัทเติบโตอย่างยั่งยืน

สรุป

การทำตลาด Plant-Based Food ตอนนี้อาจเร็วเกินไปในประเทศไทย รวมถึงพื้นที่อื่นๆ ทั่วโลก เพราะต้นทุนสินค้ายังสูง เข้าถึงผู้บริโภคได้แค่บางกลุ่ม แต่หากแบรนด์ใดเข้ามาชิงตลาดนี้ได้ก่อน โอกาสที่แบรนด์นั้นจะขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของตลาดก็มีสูง และ NRF คงอย่างเป็นแบรนด์นั้น

https://brandinside.asia/nrf-plant-based-food/


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36630
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: NRF

Posts by pakapong_u » Tue Sep 15, 2020 12:17 am

NRF เปิดแผนลุยแพลนต์เบสฟูด ผุดฐานผลิต ตปท.

เผยแพร่: 10 ก.ย. 2563 12:25 โดย: ผู้จัดการออนไลน์

10 ก.ย. 2563 12:25



‘บมจ.เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์’ หรือ NRF ผู้ผลิตและส่งออกอาหารและเครื่องปรุงรสชั้นนำ เตรียมขาย IPO จำนวนไม่เกิน 340 ล้านหุ้น เดินหน้าเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ด้านผู้บริหารโชว์วิสัยทัศน์ก้าวเป็นผู้ผลิตอาหารระดับชั้นนำของโลกและเป็นบริษัทแรกของไทยที่มุ่งสู่การเป็นผู้นำ Plant-Based Food ด้วยนโยบายการเป็น The Purpose-Led Company หรือบริษัทที่ขับเคลื่อนองค์กรและแบรนด์ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน โดยมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนเพื่อเป็นตัวเลือกรายแรกๆ ในการผลิตสินค้าแก่บริษัทอาหาร (สำเร็จรูป) ในระดับสากล

นายแดน ปฐมวาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ NRF ผู้ผลิต จัดหา และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปรุงรสอาหาร อาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงสำหรับประกอบอาหาร อาหารมังสวิรัติที่ไม่มีส่วนผสมของไข่และนม อาหารโปรตีนจากพืช อาหารสำเร็จรูปพร้อมปรุงและพร้อมรับประทาน และเครื่องดื่มสำเร็จรูปชนิดผงและน้ำ รวมถึงผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคที่ไม่ใช่อาหารในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม (V-shape) เปิดเผยว่า บริษัทฯ เตรียมความพร้อมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งด้านฐานะการเงินและขีดความสามารถขยายธุรกิจ รองรับการก้าวสู่ผู้นำในอุตสาหกรรมผลิตอาหารในระดับสากล และเป็นบริษัทที่มีรูปแบบพร้อมรองรับผลิตภัณฑ์อาหารที่มีการเติบโตสูงในอนาคต (Platform for Future Food)

ทั้งนี้ บริษัทฯ มีเป้าหมายระยะยาวก้าวขึ้นเป็นบริษัทผู้ผลิตอาหารแห่งอนาคต ที่มุ่งเน้นนวัตกรรมอาหารเพื่อสร้างความยั่งยืนให้ระบบนิเวศอุตสาหกรรมอาหารทั้งระบบ ด้วยนโยบายการเป็น The Purpose - Led Company เพื่อสร้างการเติบโตของบริษัทฯ อย่างก้าวกระโดด ให้มียอดขายเพิ่มขึ้นให้ได้ประมาณ 3,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2567 ภายใต้กลยุทธ์การเจาะตลาดอาหารกลุ่ม Specialty Food ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกและมีอัตราการเติบโตสูง โดย NRF จะให้ความสำคัญในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารไทยและอาหารท้องถิ่น (Ethnic Food) ผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนจากพืช (Plant-based Food) และผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน (Functional Products)




นายแดน ปฐมวาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ NRF กล่าวว่า แผนดำเนินงานระยะสั้นและระยะกลางของ NRF ประกอบด้วย 1.) ขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น โดยลงทุนซื้อโรงงานผลิตอาหารที่ได้รับการรับรองมาตรฐานในระดับเดียวกับบริษัทฯ 2.) ขยายตลาดผลิตภัณฑ์ในบรรจุภัณฑ์ V-Shape ทั้งในผลิตภัณฑ์ประเภทอาหารและไม่ใช่อาหาร ส่งไปจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ โดยจากสถานการณ์ COVID-19 NRF ได้เริ่มผลิตเจลล้างมือแบบพกพาในบรรจุภัณฑ์ V-Shapes และมีแผนขยายต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ ได้เข้าทำสัญญากับ Fluid Energy Group LTD ซึ่งเป็นผู้นำนวัตกรรมเคมีภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อให้บริการเครื่องจักร V-shape สำหรับผลิตผลิตภัณฑ์ Sanitization เพื่อการจำหน่ายในแคนาดา สหรัฐอเมริกา และหลายประเทศในตะวันออกกลาง

3.) เพิ่มกำลังการผลิตเส้นบุก รองรับความต้องการของตลาดอาหารสุขภาพที่เติบโต หลังจากผลิตภัณฑ์เส้นบุกในรูปแบบเส้นเปล่าและแบบพร้อมรับประทานของบริษัทฯ ได้แก่ บุกรสผัดไทย บุกรสแกงเขียวหวาน บุกรสต้มยำ บุกรสเจแปนนีส หรือบุกรสมารินารา ได้รับความนิยมจากผู้บริโภค อีกทั้งจากสถานการณ์ COVID-19 ส่งผลให้ความต้องการผลิตภัณฑ์เส้นบุกที่ผลิตในประเทศจีนลดลง และมองหาแหล่งผู้ผลิตเส้นบุกจากประเทศอื่น ดังนั้น ลูกค้ารายใหญ่ของบริษัทฯ รายหนึ่งซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำของสินค้าประเภทเส้นบุกได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความเข้าใจในการรับจ้างผลิตระยะเวลาประมาณ 3 ปี เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์จากบุกประมาณ 15 ล้านหน่วย

และ 4.) เร่งกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการผลิตอาหารโปรตีนจากพืชผ่านการร่วมทุนกับ THE BRECKS COMPANY LIMITED หรือ ‘เบรคส์’ ที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 27 ปีในธุรกิจผลิตอาหารโปรตีนจากพืช โดยร่วมกันจัดตั้งบริษัทใหม่ภายใต้ชื่อ Plant and Bean Ltd. ที่ประเทศอังกฤษ รับจ้างผลิตอาหารโปรตีนจากพืชให้กับบริษัทอาหารชั้นนำของโลก ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเพิ่มกำลังการผลิต จากปัจจุบันประมาณ 3,000 ตัน ให้เป็น 36,000 ตัน ภายในปี 2564 รองรับการเติบโตของความต้องการของลูกค้า และมีแผนการขยายการผลิตไปยังสหรัฐอเมริกาในอนาคต รวมถึงยังเป็นพันธมิตรกับ Meatless Farm ในประเทศอังกฤษ ผู้ผลิตอาหารจำพวกแฮมเบอร์เกอร์เนื้อเทียม โปรตีนจากข้าวและถั่ว รวมถึงหัวไช้เท้า ที่ทดแทนรสชาติ การสัมผัสเหมือนกินเนื้อสัตว์จริง โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ให้กับ Meatless Farm ในประเทศไทยภูมิภาคเอเชียในอนาคต



นอกจากนี้ ยังเข้าร่วมลงทุนใน Big Idea Venture และกองทุนนิวโปรตีนขนาดกองทุน 1,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นกองทุนแบบ Accelerator ที่ให้เงินทุนสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพเกี่ยวกับอาหารโปรตีนจากพืชพร้อมทั้งคำปรึกษาในการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งมีเป้าหมายการลงทุนประมาณ 100 สตาร์ทอัพ ภายใน 3 ปี โดยปัจจุบันลงทุนแล้วประมาณ 27 สตาร์ทอัพ มากกว่าครึ่งหนึ่งของสตาร์ทอัพเหล่านั้นมียอดขายแล้ว ทั้งนี้เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีทางธุรกิจกับสตาร์ทอัพด้านอาหาร (Food Tech Startups) และเป็นการสร้างโอกาสให้กับบริษัทฯ ได้เป็นผู้ผลิตให้กับธุรกิจเหล่านี้ในอนาคตระยะยาว โดยบริษัทฯ ได้รับสิทธิในการเป็น Preferred Co-packer ให้กับสตาร์ทอัพเหล่านี้อีกด้วย การเข้าลงทุนดังกล่าวยังทำให้มีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับบริษัทได้ในภายภาคหน้าเพื่อการเพิ่มผลผลิตและประสิทธิภาพในการผลิตของบริษัทให้ดียิ่งขึ้น

ล่าสุด NRF ได้เข้าลงทุนใน Phuture Food Limited (“Phuture”) หนึ่งในสตาร์ทอัพด้าน Food Tech ในทวีปเอเชียที่ได้รับความสนใจจากบริษัทลงทุนระดับโลก มุ่งเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์หมูสับเทียมที่ผลิตจากโปรตีนจากถั่วเหลืองเป็นหลัก โดยลงทุนเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจและโอกาสในการเป็นผู้ผลิตสินค้าให้กับ Phuture หลังผลิตภัณฑ์พร้อมออกวางจำหน่าย ทั้งนี้ เพื่อรองรับการผลิตให้กับสตาร์ทอัพและลูกค้า Plant-based food นอกเหนือจากการร่วมลงทุนในโรงงานผลิต plant-based food ที่ประเทศอังกฤษแล้ว บริษัทฯ มีแผนสร้างโรงงานผลิตอาหารโปรตีนจากพืชแห่งใหม่ในประเทศไทย (Plant-based dedicated manufacturing facilities) โดยตั้งเป้าหมายที่จะมีรายได้จากผลิตภัณฑ์ Plant-based ประมาณร้อยละ 30-40 ในปี 2567



นอกจากนี้มีแผนการลงทุนสร้าง NRF Global E-commerce Platform ร่วมกับ Boosted ECommerce Inc. (Boosted) เพื่อร่วมกันเข้าลงทุนในธุรกิจ branded e-commerce (Consumer Package Brands: CPG) ของ Third-party Seller ที่มียอดขายบน Amazon E-commerce marketplace และมีผลกำไรแล้ว รวมถึงมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมสูง (Third-party seller หมายถึง ผู้ขายสินค้าบน Amazon.com ที่ไม่ใช่บริษัท Amazon.com Inc.) โดยภายหลังจากการลงทุนบริษัทฯ จะร่วมกับ Boosted ในการพัฒนาต่อยอดธุรกิจที่เข้าลงทุนให้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เช่น การปรับปรุง Supply Chain, การขยายขนาดธุรกิจ Scalability เป็นต้น เพื่อขยายธุรกิจออนไลน์ และเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าให้กระจายเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคทั่วโลก ซึ่งบริษัทฯ เชื่อว่ามีโอกาสในการเติบโตมาก โดยข้อมูลจาก Statista ระบุว่า ในไตรมาส 2 ปี 2563 Third-party seller มียอดขายคิดเป็นสัดส่วนถึงประมาณร้อยละ 53 ของยอดขายของ Amazon ทั้งหมด (เม.ย.-มิ.ย. 2563 Amazon มีรายได้ 88.91 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2.7 ล้านล้านบาท)

Boosted เป็นสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จในการระดมทุนไปแล้วประมาณ 20 ล้านเหรียญสหรัฐ มีแผนที่จะลงทุนในธุรกิจและแบรนด์ e-commerce ที่หลากหลาย (Diversified) ประมาณ 100 แบรนด์ เพื่อสร้างบริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของโลกในอนาคต (The Modern Procter & Gamble) ภายในระยะเวลา 4 ปี และมีแผนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต ปัจจุบัน Boosted มีการเริ่มลงทุนไปแล้วประมาณ 6 แบรนด์และอยู่ระหว่างการพิจารณาลงทุนในแบรนด์อื่นๆ เพิ่มเติมในหลากหลายธุรกิจ โดยบริษัทฯ ร่วมลงทุนใน Boosted 2 รูปแบบ คือ การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับ Boosted สำหรับลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวกับอาหารโดยเฉพาะโดยบริษัทฯ เป็นผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ และการร่วมลงทุนใน Boosted Ecommerce Inc ซึ่งลงทุนในธุรกิจ E-commerce ประเภทอื่นๆ




นายธีระพงษ์ ลอรัชวี กรรมการและกรรมการผู้จัดการ NRF กล่าวว่า บริษัทฯ ถือเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมผลิตและส่งออกอาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงรสชั้นนำ และอาหารโปรตีนจากพืช โดยมีผลิตภัณฑ์มากกว่า 2,000 SKU และกว่า 500 สูตรอาหาร ใน 3 กลุ่มธุรกิจ คือ 1.) กลุ่ม Ethnic Food (OEM / Private Label และ NRF Brands) แบ่งเป็น 1.1 ผลิตภัณฑ์รับจ้างผลิต (OEM / Private Label) ประกอบด้วย เครื่องประกอบอาหารและเครื่องปรุงรสอาหาร อาหารสำเร็จรูปพร้อมปรุง (Ready-to-cook) อาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน (Ready-to-eat) และเครื่องดื่มชนิดผงพร้อมชงและพร้อมดื่ม รวมถึงอาหารอุ่นไมโครเวฟ เช่น ข้าวหรืออาหารประเภทเส้นพร้อมแกงหรือซอสในรูปแบบต่างๆ ในบรรจุภัณฑ์ที่เข้าไมโครเวฟได้ทันที และ 1.2 ผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสินค้าของบริษัทฯ จำนวน 6 แบรนด์ ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงต้มยำและเครื่องปรุงแกง ภายใต้แบรนด์ พ่อขวัญ เครื่องปรุงอาหารที่เน้นรสชาติแบบเอเชีย แบรนด์ Lee Brand อาหารสำเร็จรูป ในบรรจุภัณฑ์ที่พร้อมนำเข้าเตาไมโครเวฟและรับประทานได้ทันที เช่น ข้าวราดแกง ผัดไทย แบรนด์ Thai Delight เครื่องปรุงรสอาหารและซุปกึ่งสำเร็จรูป แบรนด์ Shanggie เครื่องดื่มสำเร็จรูปชนิดผงและน้ำ แบรนด์ DeDe และเครื่องปรุงรสอาหารและพริกในรูปแบบขนมขบเคี้ยว แบรนด์ Sabzu

2.) กลุ่ม Plant-Based Food ผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนจากพืช โดยนำโปรตีนจากพืชมาผลิตอาหารเพื่อสุขภาพและอาหารมังสวิรัติ ปรุงแต่งให้มีรสชาติ รสสัมผัส กลิ่น ใกล้เคียงเนื้อสัตว์ ซึ่งใช้วัตถุดิบเกรดพรีเมียม คัดสรรคุณภาพดี และใส่ใจต่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภค เช่น เนื้อเทียมจากขนุนและมะเขือม่วง เส้นชิราตากิ หรือเส้นบุกในรสชาติต่างๆ ปัจจุบันบริษัทฯ มีเงินลงทุนในธุรกิจ Plant-based food แล้วประมาณ 250 ล้านบาท และวางแผนลงทุนเพิ่มอีกประมาณ 400 ล้านบาทเพื่อลงทุนในฐานการผลิตในและนอกประเทศ รวมถึงการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีการผลิต plant-based food เพื่อสร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต และ 3.) กลุ่ม Functional Products ธุรกิจผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคที่ไม่ใช่อาหารในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม (V-shapes) เช่น ผลิตภัณฑ์เจลแอลกอฮอล์ในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้งานง่าย มอบความสะดวกสบาย และคุณภาพสูงสุดแก่ผู้ใช้งาน ในอนาคตบริษัทฯ อยู่ระหว่างการขยายไปยังผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น อาหาร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัยส่วนบุคคล



ปัจจุบันบริษัทฯ มีฐานการผลิตจำนวน 2 โรงงาน ตั้งอยู่ในจังหวัดสมุทรสาคร ได้แก่ โรงงานสำหรับผลิตเส้น และโรงงานสำหรับการผลิตซอสและเครื่องปรุง นอกจากนี้ ได้เข้าลงทุนหุ้นสามัญของบริษัท ซิตี้ฟูด จำกัด ในสัดส่วนร้อยละ 15 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดนครปฐม และจังหวัดราชบุรี เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตกลุ่ม Ethnic Food และ Plant-Based Food และยังมีแผนเข้าซื้อหุ้นอีกร้อยละ 85 ภายในปี 2563 เพื่อขยายกำลังการผลิตเพิ่มเติมรองรับการเติบโตในระยะสั้นต่อไป นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตในมาตรฐานสากล ได้แก่ IFS BRC GMP HACCP สะท้อนถึงความปลอดภัย และมอบความพึงพอใจแก่ผู้บริโภค


นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ริเริ่มโครงการ Carbon Footprint เมื่อเดือนตุลาคม 2562 โดยมุ่งหวังที่จะเป็นองค์กร Zero Carbon และปัจจุบันบริษัทฯ ได้รับประกาศนียบัตรจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เพื่อแสดงว่าบริษัทฯ เป็นองค์กรปราศจากคาร์บอน หรือที่เรียกว่า Carbon Neutral ซึ่งถือเป็นโรงงานผลิตอาหารภาคเอกชนรายแรกในประเทศไทยที่ได้รับประกาศนียบัตร



นางสาวเพ็ญอุไร ไชยชัชวาล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายบัญชีและการเงิน NRF กล่าวว่า สำหรับผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 2563 บริษัทฯ มีรายได้รวม 603.7 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 41.1 ล้านบาท เติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 517.4 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 16.3 ล้านบาท ผลจากการลงทุนขยายฐานการผลิตเพื่อรองรับการเติบโตของผลิตภัณฑ์มากขึ้น อีกทั้งเติบโตจากปัจจัยการส่งออกที่เพิ่มขึ้นในทุกตลาด ทั้งอเมริกา ยุโรป โอเชียเนีย และเอเชีย รวมถึงบริหารต้นทุนการผลิตและการดำเนินการที่ดีขึ้น ประกอบกับเริ่มรับรู้รายได้จากกลุ่มธุรกิจใหม่ คือ ธุรกิจผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคที่ไม่ใช่อาหารในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม (V-shape)

ภายหลังจากการเสนอขายหุ้นสามัญแก่ประชาชนทั่วไป บริษัทฯ มีแผนจะนำเงินส่วนหนึ่งไปชำระเงินกู้ยืมระยะยาวทั้งหมด ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ สามารถลดภาระดอกเบี้ยและเพิ่มสภาพคล่องให้กับบริษัทฯ สามารถนำกระแสเงินสดจากการดำเนินงานไปใช้ในการลงทุนขยายกิจการตามโครงการในอนาคตที่บริษัทฯ วางระยะยาวไว้ถึงปี 2565 อีกด้วย (ในงวด 6 เดือนแรกของปี 2563 บริษัทฯ มีค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจปกติซึ่งเกิดจากการซื้อกิจการและ/หรือจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ค่าตัดจำหน่ายที่เกิดจากการเข้าซื้อกิจการ และดอกเบี้ยเงินกู้จากการเข้าซื้อกิจการ 63.6 ล้านบาท)



นางสาววีณา เลิศนิมิตร กรรมการ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Investment Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า ปัจจุบันสำนักงาน ก.ล.ต.ได้อนุมัติแบบไฟลิ่งของ บมจ.เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ เป็นที่เรียบร้อย โดย NRF ถือเป็นบริษัทที่มีศักยภาพการเติบโตสูงจากการได้เปรียบทางการแข่งขันที่เป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตรายแรกของไทยที่เตรียมความพร้อมด้านการผลิต เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ในด้านอาหารเพื่อก้าวเข้าสู่ตลาดผลิตภัณฑ์อาหารแห่งอนาคต รวมทั้งมีทีมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีประสบการณ์มากว่า 30 ปี เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายจากโรงงานทั้งในและต่างประเทศที่มีมาตรฐานในกระบวนการผลิตเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยกระจายเข้าสู่ช่องทางการจัดจำหน่ายกว่า 25 ประเทศทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ ญี่ปุ่น มาเลเซีย เป็นต้น และยังมีแผนขยายธุรกิจ branded e-commerce ซึ่งเป็นช่องทางในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่สำคัญอีกช่องทางหนึ่งซึ่งถูกผลักดันด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป เน้นการสั่งซื้อของผ่านออนไลน์ รวมถึงการที่บริษัทฯ สามารถเข้าถึงข้อมูลความต้องการของผู้บริโภคเองโดยตรง ซึ่งเป็นครั้งแรกที่บริษัทฯ เข้าถึงข้อมูลของผู้บริโภคปลายทางอย่างแท้จริง โดยสามารถนำมาใช้สำหรับการวิเคราะห์เชิงการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อไป

ทั้งนี้ NRF มีทุนจดทะเบียน 1,421,040,400 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 1,421,040,400 หุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1 บาท โดยเป็นทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว 1,065,780,300 ล้านบาท คิดเป็นจำนวน 1,065,780,300 หุ้น โดยจะเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 340 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นไม่เกินร้อยละ 25.08 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทฯ โดยแบ่งเป็นการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 290 ล้านหุ้น และเสนอขายหุ้นสามัญโดยผู้ถือหุ้นเดิม คือ บริษัท ดีพีเอ ฟันด์ เอส จำกัด จำนวนไม่เกิน 50 ล้านหุ้น ซึ่งภายหลังเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งนี้จะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปชำระเงินกู้ยืม ลงทุนโครงการในอนาคต และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งคาดว่าจะนำ NRF เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายในปี 2563 นี้


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36630
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: NRF

Posts by pakapong_u » Tue Sep 15, 2020 12:20 am

`เอ็นอาร์ อินสแตนท์โปรดิวซ์(NRF)`เล็งขายไอพีโอ 340 ล้านหุ้น ในปีนี้



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -9 ก.ย. 63 13:36 น.
  "เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์(NRF)"เล็งขายไอพีโอ 340 ล้านหุ้น ในปีนี้ นำเงินระดมทุนชำระเงินกู้ยืมระยะยาว 900 ลบ.ช่วยลดภาระดอกเบี้ยปีละ 60 ลบ.หวังกด D/E ต่ำกว่า 1 เท่า

  นางสาววีณา เลิศนิมิตร กรรมการ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Investment Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน เปิดเผยในงานแถลงข่าวเตรียมเสนอขายหุ้น IPO ว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต. )ได้อนุมัติแบบไฟลิ่งของ บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ NRF แล้ว ซึ่งคาดว่าจะนำ NRF จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายในปีนี้

  NRF มีทุนจดทะเบียน 1,421,040,400 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 1,421,040,400 หุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1 บาท โดยเป็นทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว 1,065,780,300 ล้านบาท คิดเป็นจำนวน 1,065,780,300 หุ้น โดยจะเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 340 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นไม่เกินร้อยละ 25.08 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทฯ โดยแบ่งเป็นการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน จำนวนไม่เกิน 290 ล้านหุ้น และเสนอขายหุ้นสามัญโดยผู้ถือหุ้นเดิม คือ บริษัท ดีพีเอ ฟันด์ เอส จำกัด จำนวนไม่เกิน 50 ล้านหุ้น

  นางสาวเพ็ญอุไร ไชยชัชวาล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายบัญชีและการเงิน บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ NRF เปิดเผยว่า หลังจากเสนอขายหุ้นสามัญแก่ประชาชนทั่วไป บริษัทมีแผนจะนำเงินส่วนหนึ่งไปชำระเงินกู้ยืมระยะยาวทั้งหมดที่มีอยู่ประมาณ 900 ล้านบาท สามารถลดภาระดอกเบี้ยได้ปีละ 60 ล้านบาท รวมถึงลด D/E ลงต่ำกว่า 1 เท่า จากสิ้นมิ.ย.63 อยู่ที่ 1.3 เท่า

  ผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 63 มีรายได้รวม 603.7 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 41.1 ล้านบาท เติบโตเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มีรายได้ 517.4 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 16.3 ล้านบาท ผลจากการลงทุนขยายฐานการผลิตเพื่อรองรับการเติบโต และการส่งออกที่เพิ่มขึ้นในทุกตลาด ทั้งอเมริกา ยุโรป โอเชียเนีย และเอเชีย รวมถึงบริหารต้นทุนการผลิตและการดำเนินการที่ดีขึ้น ประกอบกับเริ่มรับรู้รายได้จากกลุ่มธุรกิจใหม่ คือ ธุรกิจผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคที่ไม่ใช่อาหารในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม (V-shape)

  ด้านนายแดน ปฐมวาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ NRF เปิดเผยว่า บริษัทมีจุดมุ่งหมายเป็นผู้นำอาหารที่ทำจากโปรตีนทางเลือก (Plant Based Food) โดยจะรองรับผลิตภัณฑ์อาหารที่มีการเติบโตสูงในอนาคต (Platform for Future Food)

  สำหรับแผนดำเนินงานระยะสั้นและระยะกลางของ NRF ได้แก่ 1.) ลงทุนซื้อโรงงานผลิตอาหารเพื่อขยายกำลังการผลิตรองรับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น 2.) ขยายตลาดผลิตภัณฑ์ในบรรจุภัณฑ์ V-Shape ทั้งในผลิตภัณฑ์ประเภทอาหารและไม่ใช่อาหาร เช่นได้เริ่มผลิตเจลล้างมือแบบพกพา โดยบริษัทได้เข้าทำสัญญากับ Fluid Energy Group LTD ซึ่งเป็นผู้นำนวัตกรรมเคมีภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อให้บริการเครื่องจักร V-shape สำหรับผลิตผลิตภัณฑ์ Sanitization เพื่อการจำหน่ายในแคนาดา สหรัฐอเมริกา และหลายประเทศในตะวันออกลาง

  3.) เพิ่มกำลังการผลิตเส้นบุก รองรับความต้องการของตลาดอาหารสุขภาพที่เติบโต และจากโควิด-19 ทำให้ความต้องการผลิตภัณฑ์เส้นบุกที่ผลิตในประเทศจีนลดลง และมองหาแหล่งผู้ผลิตเส้นบุกจากประเทศอื่น ซึ่งลูกค้าเส้นบุกรายใหญ่ของบริษัทฯ ได้ลงนามรับจ้างผลิตระยะเวลาประมาณ 3 ปี เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์จากบุกประมาณ 15 ล้านหน่วย

  4.) เร่งกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการผลิตอาหารโปรตีนจากพืชผ่านการร่วมทุนกับ THE BRECKS COMPANY LIMITED หรือ ‘เบรคส์’ โดยร่วมกันจัดตั้งบริษัทใหม่ภายใต้ชื่อ Plant and Bean Ltd. ที่ประเทศอังกฤษ รับจ้างผลิตอาหารโปรตีนจากพืชให้กับบริษัทอาหารชั้นนำของโลก โดยเพิ่มกำลังการผลิต จากปัจจุบันประมาณ 3,000 ตัน ให้เป็น 36,000 ตัน ภายในปี 64 และมีแผนขยายการผลิตไปสหรัฐฯ ในอนาคต รวมถึงยังเป็นพันธมิตรกับ Meatless Farm ในประเทศอังกฤษ ผู้ผลิตอาหารจำพวกแฮมเบอร์เกอร์เนื้อเทียม โปรตีนจาก ข้าวและถั่ว รวมถึงหัวไชเท้า ที่ทดแทนรสชาติ การสัมผัสเหมือนกินเนื้อสัตว์จริง โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าหมายว่าจะเป็น ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ให้กับ Meatless Farm ในประเทศไทยภูมิภาคเอเชียในอนาคต

  บริษัทมีเป้าหมายระยะยาวเพิ่มยอดขายให้ได้ 3,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปีข้างหน้า (ปี67) ภายใต้กลยุทธ์การเจาะตลาดอาหารกลุ่ม Specialty Food ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกและมีอัตราการเติบโตสูง

  นอกจากนี้ ยังเข้าร่วมลงทุนใน Big Idea Venture และกองทุนนิวโปรตีนขนาดกองทุน 1,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นกองทุนแบบ Accelerator ที่ให้เงินทุนสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพเกี่ยวกับอาหารโปรตีนจากพืชพร้อมทั้งคำปรึกษาในการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งมีเป้าหมายการลงทุนประมาณ 100 สตาร์ทอัพ ภายใน 3 ปี โดยปัจจุบันลงทุนแล้วประมาณ 27 สตาร์ทอัพ

  ทั้งนี้บริษัทฯ ได้รับสิทธิในการเป็น Preferred Co-packer ให้กับสตาร์ทอัพเหล่านี้ด้วย ซึ่งการเข้าลงทุนดังกล่าวทำให้มีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับบริษัทได้ในอนาคต เพื่อการเพิ่มผลผลิตและประสิทธิภาพในการผลิตของบริษัทให้ดียิ่งขึ้น

  ล่าสุด NRF ได้เข้าลงทุนใน Phuture Food Limited (“Phuture”) หนึ่งในสตาร์ทอัพด้าน Food Tech ในทวีปเอเชียที่ได้รับความสนใจจากบริษัทลงทุนระดับโลก มุ่งเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์หมูสับเทียมที่ผลิตจากโปรตีนจากถั่วเหลืองเป็นหลัก โดยลงทุนเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจและโอกาสในการเป็นผู้ผลิตสินค้าให้กับ Phuture นอกจากนี้บริษัทฯ มีแผนสร้างโรงงานผลิตอาหารโปรตีนจากพืชแห่งใหม่ในประเทศไทย (Plant-based dedicated manufacturing facilities) โดยตั้งเป้าหมายที่จะมีรายได้จากผลิตภัณฑ์ Plant-based ประมาณร้อยละ 30-40 ในปี 67

  นอกจากนี้มีแผนการลงทุนสร้าง NRF Global E-commerce Platform ร่วมกับ Boosted ECommerce Inc. (Boosted) เพื่อร่วมกันเข้าลงทุนในธุรกิจ branded e-commerce (Consumer Package Brands: CPG) ของ Third-party Seller ที่มียอดขายบน Amazon E-commerce marketplace และมีผลกำไรแล้ว รวมถึงมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมสูง (Third-party seller โดยภายหลังจากการลงทุนบริษัทฯ จะร่วมกับ Boosted ในการพัฒนาต่อยอดธุรกิจที่เข้าลงทุนให้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

  NRF เป็นผู้ผลิต จัดหา และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปรุงรสอาหาร อาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงสำหรับประกอบอาหาร อาหารมังสวิรัติที่ไม่มีส่วนผสมของไข่และนม อาหารโปรตีนจากพืช อาหารสำเร็จรูปพร้อมปรุงและพร้อมรับประทาน และเครื่องดื่มสำเร็จรูปชนิดผงและน้ำ รวมถึงผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคที่ไม่ใช่อาหารในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม (V-shape) ซึ่งในปีนี้มีลูกค้าใหม่รายใหญ่ 7-8 รายเข้ามาแล้ว และยังอยู่ระกว่างการพูดคุยลูกค้ารายใหม่อื่นๆ มากกว่า 10 ราย


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36630
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: NRF

Posts by pakapong_u » Tue Sep 15, 2020 12:21 am

‘เอ็นอาร์เอฟ’จ่อไอพีโอ ระดมทุนเพิ่มกำลังผลิต

“เอ็นอาร์เอฟ” หวังเป็นผู้นำธุรกิจผลิตอาหาร “แพลนท์เบส” จ่อขายหุ้นไอพีโอ หวังระดมทุนขยายกำลังการผลิต วางเป้ารายได้เพิ่มอีก 3 พันล้าน ภายในปี 67

‘เอ็นอาร์เอฟ’จ่อไอพีโอ ระดมทุนเพิ่มกำลังผลิต
นายแดน ปฐมวาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ NRF เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมพร้อมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) โดยมีเป้าหมายระยะยาวที่จะก้าวขึ้นเป็นบริษัทผู้ผลิตอาหารที่มุ่งเน้นนวัตกรรมอาหารเพื่อความยั่งยืนให้ระบบนิเวศอุตสาหกรรมอาหารทั้งระบบ ปัจจุบันโครงสร้างรายได้ของบริษัทมาจาก 3 ส่วนหลัก คือ กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารไทยและอาหารท้องถิ่น (Ethnic food) 89% ผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนจากพืช (Plant-based food) 7% และผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่อาหาร (Functional products) 4% โดยรายได้ราว 83% เป็นรายได้จากการส่งออก

ทั้งนี้เป้าหมายการเติบโตต่อจากนี้ วางเป้ายอดขายเพิ่มอีก 3,000 ล้านบาท ในอีก 5 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2567 ซึ่งเป็นผลจากผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของบริษัทที่ใช้เวลาพัฒนาในช่วงก่อนหน้านี้จะเริ่มออกสู่ตลาด ในขณะเดียวกันการเติบโตของอุตสาหกรรม Ethnic food ที่เพิ่มขึ้นปีละประมาณ 12-13% ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทสามารถสร้างการเติบโตได้ปีละประมาณ 15% เช่นเดียวกับ Plant-based food ซึ่งจะเห็นการเติบโตในลักษณะเดียวกัน ทำให้สัดส่วนรายได้ของบริษัทในปี 2567 จะมาจาก Plant-based food 30-40% ส่วน Ethnic food จะอยู่ที่ 60-70%

สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้จะใช้ขยายกำลังการผลิตรวม 270 ล้านบาท โดยเข้าซื้อหุ้นของ บจก.ซิตี้ฟูด อีก 85% จากเดิมที่ถืออยู่แล้ว 15% รวมทั้งปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ถัดมาคือใช้สร้างโรงงานผลิตอาหาร Plant-based ไม่เกิน 200 ล้านบาท รวมทั้งซื้อหุ้นโรงงาน Plant-based ในอังกฤษเพิ่มอีก 25% รวมถือ 50% ใช้เงินลงทุนราว 158 ล้านบาท และอีก 110 ล้านบาท จะใช้สำหรับขยายเครื่องจักร นอกจากนี้ยังมีแผนร่วมลงทุนในสตาร์ทอัพเกี่ยวกับอาหารโปรตีนจากพืช 30 ล้านบาท รวมถึงขยายธุรกิจออนไลน์ราว 31 ล้านบาท

“ช่วงปี 2560-2561 เป็นช่วงที่บริษัทปรับโครงสร้างภายใน ส่วนปี 2562 คือการปรับธุรกิจภายนอก เช่นการเพิ่มฐานลูกค้า รวมถึงการเพิ่มฐานผลิต โดยการหาพันธมิตรทางธุรกิจเพิ่ม ทำให้บริษัทไม่จำเป็นต้องมีโรงงานของตัวเอง ซึ่งในปี 2563 จะเริ่มเห็นออเดอร์เข้ามามากขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะช่วงครึ่งปีหลังนี้”

นางสาวเพ็ญอุไร ไชยชัชวาล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายบัญชีและการเงิน NRF เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรกของปี 2563 บริษัทมีรายได้รวม 603.7 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 41.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 517.4 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 16.3 ล้านบาท เป็นผลจากการขยายฐานการผลิตมากขึ้น โดยภายหลังจากการระดมทุนในครั้งนี้ บริษัทจะนำเงินบางส่วนไปชำระคืนหนี้ระยะยาว ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยไปได้ราว 50-60 ล้านบาทต่อปี

ขณะเดียวกันบริษัทมีแผนที่จะเพิ่มลูกค้าใหม่อย่างน้อย 10 ราย ในปีนี้ ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าเพิ่มเข้ามาแล้ว 7-8 ราย และยังมีลูกค้าใหม่ที่อยู่ระหว่างการเจรจาเพิ่มเติมอีก


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36630
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: NRF

Posts by pakapong_u » Mon Sep 21, 2020 3:10 pm

NRF เตรียมโรดโชว์นักลงทุนบนแพลตฟอร์มออนไลน์ 25 ก.ย.นี้




ข่าวหุ้น-การเงิน Monday September 21, 2020 14:46 —ThaiPR.net
กรุงเทพฯ--21 ก.ย.--เอ็ม ที มัลติมีเดีย

เป็นหุ้น IPO น้องใหม่ที่นักลงทุนจับตามองเป็นอย่างมาก สำหรับ บมจ. เอ็นอาร์ อินสแตนท์โปรดิวซ์ หรือ NRF ซึ่งกำลังเตรียมตัวเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ เร็วๆ นี้ ด้วยศักยภาพที่เป็นผู้นำธุรกิจ Ethnic Food และ Plant Based Food และถือเป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตรายแรกของไทยที่มีความพร้อมด้านการผลิต เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ในด้านอาหาร (Food Tech) เพื่อก้าวเข้าสู่ตลาดผลิตภัณฑ์อาหารแห่งอนาคต (Future Food) ล่าสุดผู้บริหาร NRF 'แดน ปฐมวาณิชย์’ พร้อมด้วย SCB ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและSCBS ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายเตรียมโรดโชว์แนะนำธุรกิจ กลยุทธ์การเติบโต และแผนขยายการลงทุนแก่นักลงทุน ในวันที่ 25 ก.ย. นี้ ตั้งแต่ 14.00 น. เป็นต้นไป ใครที่สนใจหุ้น IPO ไม่ควรพลาด ลงทะเบียนเพื่อเข้าฟังทางระบบออนไลน์ได้ที่ https://forms.gle/cLRk8Afz5E7FiAXP8 ผ่านช่องทาง Facebook Page Wealthy Thai และ NRF งานนี้เชื่อว่าจะเป็นหุ้น IPO ที่ช่วยเสริมสร้างบรรยากาศการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้คึกคักยิ่งขึ้น


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36630
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: NRF

Posts by pakapong_u » Tue Sep 22, 2020 11:36 pm

สัมภาษณ์พิเศษ: 'เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์' หรือ NRF ผู้ผลิตและส่งออกอาหาร-เครื่องปรุงรสระดับโลก
Source - ข่าวหุ้น
Tuesday, September 22, 2020 05:02

ในวันนี้ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” จะพามาทำความรู้จักไอพีโอน้องใหม่ “บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ NRF ผู้ผลิตและส่งออกอาหารและเครื่องปรุงรสชั้นนำระดับโลก ที่เตรียมจะเสนอขายหุ้นสามัญแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 340 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 25.08% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดหลังเสนอขาย IPO เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งด้านการเงินและขีดความสามารถในการขยายธุรกิจ โดยรอคิวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายในปี 2563

NRF เป็นผู้ดำเนินธุรกิจผู้ผลิต จัดหา และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปรุงรสอาหาร อาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงสำหรับประกอบอาหาร อาหารมังสวิรัติที่ไม่มีส่วนผสมของไข่และนม อาหารโปรตีนจากพืช อาหารสำเร็จรูปพร้อมปรุงและพร้อมรับประทาน เครื่องดื่มสำเร็จรูปชนิดผงและน้ำ รวมถึงผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคที่ไม่ใช่อาหารในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม (V-shape)

*มุ่งสู่ผู้นำผู้ผลิตอาหารแห่งอนาคต

“แดน ปฐมวาณิชย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NRF เปิดเผยกับ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ว่า บริษัทมีเป้าหมายที่จะเป็นหนึ่งในผู้นำระดับโลกในการเป็นผู้ผลิตอาหารแห่งอนาคต (Food for the Future) ด้วยการลงทุนในเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหาร (The Next Evolution of Food) การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต วัตถุดิบ และส่วนประกอบของอาหาร (Processing, Productivity, Raw Material, Ingredients) เพื่อผลิตอาหารที่มีอัตราการเติบโตสูงอย่างยั่งยืน และมีรสชาติที่ถูกปาก เพื่อสร้างความสุขและส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้กับผู้บริโภคทั่วโลก

โดยการต่อยอดนวัตกรรมอาหารอย่างต่อเนื่อง เพื่อการปรับปรุงด้านรสชาติ ช่วยทำให้โลก และชีวิตของผู้บริโภคดีขึ้น ตอกย้ำนโยบายการเป็น The Purpose-Led Company ที่มุ่งการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน และเป็นตัวเลือกรายแรก ๆ ในการเป็นผู้ผลิตสินค้าให้กับบริษัทที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนจากพืช (Plant-based Food) แบบสำเร็จรูปชั้นนำของโลก

“เมื่อนึกถึง NRF อยากให้ทุกคนเห็นว่าเรา คือ ผู้นำในธุรกิจ Food for the Future ซึ่งจะมี 4 Future ประกอบด้วย 1. Future ของเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เข้ามาช่วยในการดำเนินธุรกิจ 2. Future ของเทรนด์ความต้องการของผู้บริโภค 3. Future ทางด้านนโยบายของรัฐบาลที่จะเข้ามาสนับสนุน และ 4. Future ของ E-Commerce ที่จะขายของอย่างไรให้เข้าถึงผู้บริโภค นี่คือเหตุผลที่ NRF เข้าระดมทุนในตลาดทุน เพื่อจะเพิ่มความสามารถในการต่อจิ๊กซอว์ที่เหลือ และขับเคลื่อนให้บริษัทเติบโตไปตามเป้าหมายที่วางไว้”

*ระดมทุนขายไอพีโอ 340 ล้านหุ้น

NRF จะเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 340 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นไม่เกิน 25.08% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมด โดยแบ่งเป็นการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน จำนวนไม่เกิน 290 ล้านหุ้น และเสนอขายหุ้นสามัญเดิมที่ถือโดยบริษัท ดีพีเอ ฟันด์ เอส จำกัด จำนวนไม่เกิน 50 ล้านหุ้น ซึ่งจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปใช้เพิ่มความสามารถในการขยายธุรกิจภายใต้วิสัยทัศน์ “จะสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อมอบประสบการณ์ที่มีความสุขให้แก่ผู้บริโภคอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคนบนโลก” ด้วยเงื่อนไขที่ดีขึ้นกว่าเดิม

นอกจากนี้จะนำเงินไปชำระเงินกู้ยืมระยะยาวต่อสถาบันการเงินที่มีทั้งหมดประมาณ 900 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้บริษัทลดภาระค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยได้ประมาณ 60 ล้านบาทต่อปี ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทเพิ่มขึ้น และทำให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ของบริษัทลดลงอยู่ในระดับต่ำกว่า 1 เท่า จาก ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2563 อยู่ที่ระดับ 1.3 เท่า

ทั้งนี้ หลังจากชำระเงินกู้ยืมระยะยาวต่อสถาบันการเงินตามแผนแล้ว บริษัทจะขยายการลงทุนใน 3 ส่วน ได้แก่ 1. การลงทุนในบริษัท ซิตี้ฟูด จำกัด โดยในปี 2563 จะเข้าซื้อหุ้นสามัญที่เหลืออีก 85% จากปัจจุบันที่ถือหุ้นอยู่ 15% พร้อมกับขยายกำลังการผลิตเพิ่มเติมและฐานการผลิตในประเทศไทยสำหรับ Ethnic Food ทั้งนี้ ซิตี้ฟู้ด เป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกเครื่องปรุงรสภายใต้ตราสินค้า "คลาสสิคไทย" และน้ำนมถั่วเหลืองตรา "ชินโป" รวมถึงการรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์อาหารชนิดต่าง ๆ ให้กับแบรนด์อาหารระดับโลก

2. บริษัทมีแผนลงทุนโรงงานผลิตอาหารโปรตีนจากพืชในประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ผ่านการลงทุนใน Plant and Bean Ltd. ด้วยการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มอีก 25% จากปัจจุบันที่ถือหุ้นอยู่ 25% และจะเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 36,000 ตันภายในปี 2564 จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 3,400 ตัน เพื่อรองรับการเติบโตของความต้องการที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง และ 3. บริษัทมีแผนเข้าลงทุนใน Boosted Ecommerce Inc. เพื่อขยายธุรกิจออนไลน์ ซึ่งถือเป็นโอกาสในการเพิ่มยอดขายและเป็นที่รู้จักมากขึ้น ส่วนเงินขายไอพีโอที่เหลือจะใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ

*เป้า 5 ปียอดขายพุ่ง 3 พันล้าน

NRF ตั้งเป้าหมายภายใน 5 ปีข้างหน้า (ปี 2563-2567) จะมียอดขายเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 3,000 ล้านบาท ภายใต้กลยุทธ์การเจาะตลาดอาหารกลุ่ม Specialty Food ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ขณะที่บริษัทมีนโยบายมีอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 30-32% ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นจากผลิตภัณฑ์รับจ้างผลิต (OEM) ที่ระดับประมาณ 31-32% (คิดสัดส่วนรายได้อยู่ที่ประมาณ 70% ของรายได้รวม) และมีอัตรากำไรขั้นต้นจากผลิตภัณฑ์ที่เป็นแบรนด์ของบริษัทเองอยู่ที่ระดับประมาณ 34-35% (คิดเป็นสัดส่วนรายได้อยู่ที่ประมาณ 30% ของรายได้รวม)

สำหรับโครงสร้างรายได้ NRF ในปัจจุบันมาจาก 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย 1. กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารไทยและอาหารท้องถิ่น (Ethnic Food) อยู่ที่ 89%, 2. กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนจากพืช (Plant-based Food) อยู่ที่ 7% ซึ่งในอนาคตจะเพิ่มเป็น 40% จากการขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง และ 3. กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน (Functional Products) อยู่ที่ 4% ผลิตภัณฑ์ของ NRF ทั้งหมดจะถูกส่งออกไปต่างประเทศ รวมถึงลูกค้าในประเทศที่จะนำสินค้าส่งออกไปต่างประเทศอีกทอดหนึ่ง สัดส่วนรายได้จึงมาจากการส่งออก 100% (รายได้เงินบาทประมาณ 30%) แม้ในปี 2563 จะเริ่มมีการจำหน่ายสินค้าภายในประเทศไทย แต่อีก 2-3 ปีข้างหน้า (ปี 2564-2566) คาดจะมีสัดส่วนรายได้จากการขายภายในประเทศไทยจะเพิ่มเป็นประมาณ 5-10% ของรายได้รวม

โดยปัจจุบัน NRF มีการส่งออกไป 25 ประเทศทั่วโลก และในอนาคตจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะแยกประเภทการทำตลาดของสินค้าแต่ละกลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม Ethnic Food จะเน้นขยายตลาดยุโรป ประเทศจีน และในประเทศอาเซียน ผ่านตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่เป็นหลัก จากเดิมที่ไม่มีตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่ ขณะที่กลุ่ม Plant-based Food จะเน้นขยายใน 4 ตลาดใหญ่ ได้แก่ ทวีปยุโรป สหรัฐอเมริกา ประเทศจีน และกลุ่มประเทศอาเซียน ส่วนกลุ่ม Functional Products จะเน้นขยายในสหรัฐอเมริกา ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง และประเทศไทย เป็นหลัก

*เดินหน้าขยายธุรกิจในปี 64-65

สำหรับในช่วงระหว่างปี 2564-2565 บริษัทมีแผนขยายการลงทุนดังนี้ 1. ขยายกำลังการผลิตและปรับปรุงกระบวนการผลิตของบริษัทและบริษัท ซิตี้ฟูด จำกัด โดยนำเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยและการบริหารจัดการข้อมูล (Smart production) เข้ามาใช้ 2. สร้างโรงงานผลิตอาหารโปรตีนจากพืชแห่งใหม่ในประเทศไทย (Plant-based dedicated manufacturing facilities) 3. ลงทุนเพิ่มใน Big ldea Venture และ New Protein Fund I เพื่อให้ได้รับโอกาสในการเพิ่มลูกค้าโดยการเป็น Preferred Co-packer ให้กับสตาร์ตอัพเหล่านั้น ขณะเดียวกันยังได้รับความรู้และเทคโนโลยีล่าสุดของอุตสาหกรรม

4. การลงทุนในเครื่องจักรที่ใช้ผลิตเส้นบุกเครื่องที่สอง 5. การลงทุนในเครื่องจักร V-shapes เพิ่มเติมอีก 5 เครื่อง ตามสัญญาการร่วมทุนกับ Fluid Energy Group และ 6. การร่วมทุนกับ Boosted ลงทุนใน Consumer Package Goods (สินค้าอุปโภคบริโภค) ในอุตสาหกรรมอาหาร รวมถึง Pet food (อาหารสัตว์เลี้ยง) เพื่อขยายธุรกิจออนไลน์เพิ่มเติม

“เรายังมีโอกาสในการเติบโตจาก 1. เราสามารถเติบโตตาม Flavors (รสชาติ) ที่เป็นเทรนด์ได้อย่างต่อเนื่อง 2. เราสามารถเติบโตในกลุ่ม Health Nutrition (อาหารเพื่อสุขภาพ) ได้อีกมาก เพราะปัจจุบันยังมีช่องว่างให้เราเติบโต 3. สินค้าของเราอยู่ในกลุ่มที่ช่วยเรื่องโลกร้อน ซึ่งดีต่อผู้บริโภคและโลก ซึ่งกำลังเป็นที่นิยม 4. การมีสูตรจำนวนมาก สามารถเอามาดัดแปลงและต่อยอดเป็นสินค้าอื่น ๆ ได้อีกมากมาย และ 5. การขยายช่องทางออนไลน์จะทำให้สินค้าของเราเป็นที่รู้จักมากขึ้น”

ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น ฉบับวันที่ 22 ก.ย. 2563


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36630
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: NRF

Posts by pakapong_u » Fri Sep 25, 2020 12:28 pm

NRF Retail Investors Roadshow ร่วมรับฟังการนำเสนอข้อมูลสำหรับนักลงทุนรายย่อยของ บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ NRF บริษัทผู้ผลิตอาหารแห่งอนาคตชั้นนำของโลก
.
ในวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2563
เวลา 14.00 - 16.00 น.
.
พบกับผู้รู้คลุกวงในธุรกิจผู้ผลิตอาหารและที่ปรึกษาทางการเงินของ NRF ร่วมให้ข้อมูล
• คุณแดน ปฐมวาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NRF
• คุณธีระพงษ์ ลอรัชวี กรรมการและกรรมการผู้จัดการ NRF
• คุณเพ็ญอุไร ไชยชัชวาล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายบัญชีและการเงิน NRF
• คุณวีณา เลิศนิมิตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Investment Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย
.
รับชมออนไลน์พร้อมกันที่ทางเว็บไซต์ Facebook Page : NRF และ Wealthy Thai


tongparkin
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 20
Joined: Fri Nov 22, 2019 4:45 pm

Re: NRF

Posts by tongparkin » Fri Sep 25, 2020 3:12 pm

NRF เปิดช่วงราคาขายหุ้น IPO ที่ 4.00-4.60 บาท/หุ้น จองซื้อ 28-30 ก.ย. นี้

ทันหุ้น –สู้โควิด –NRF เปิดช่วงราคาเสนอขายหุ้น IPO ที่ 4.00-4.60 บาทต่อหุ้น เตรียมเปิดจองซื้อวันที่ 28-30 ก.ย. 63 พร้อมสำรวจความต้องการจองซื้อของนักลงทุนสถาบัน (Book Building) เพื่อกำหนดราคาเสนอขายสุดท้าย (Final Price) ส่วนนักลงทุนสถาบันจองซื้อวันที่ 1-2 และ 5 ต.ค. 63 ด้านผู้บริหารวางเป้าหมายเป็นบริษัทแรกของไทยที่มุ่งสู่ Plant-Based Food เพื่อเป็นผู้นำอุตสาหกรรมผลิตอาหารระดับสากล



บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ NRF ได้แต่งตั้งธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย พร้อมแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์อีก 4 ราย เป็นผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้น IPO ของ NRF ประกอบด้วย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย ซีมิโก้ จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)



นางสาววีณา เลิศนิมิตร กรรมการ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Investment Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย เปิดเผยว่า บมจ.เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ NRF เตรียมเสนอขายหุ้นสามัญแก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 340 ล้านหุ้น โดยกำหนดช่วงราคาเสนอขาย (Price Range) หุ้น IPO ที่ 4.00-4.60 บาทต่อหุ้น และเปิดให้นักลงทุนรายย่อยจองซื้อในวันที่ 28-30 กันยายน 2563 ที่ราคา 4.60 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นราคาสูงสุดของช่วงราคาเสนอขายเบื้องต้น พร้อมกับทำการสำรวจความต้องการจองซื้อของนักลงทุนสถาบัน (Book Building) เพื่อกำหนดราคาเสนอขายสุดท้าย (Final Price) ซึ่งคาดว่าจะประกาศให้ทราบได้ในวันที่ 30 กันยายนนี้ อย่างไรตามหากราคาเสนอขายสุดท้าย ต่ำกว่าราคาจองซื้อ จะดำเนินการคืนเงินจองซื้อแก่นักลงทุนรายย่อยต่อไป ส่วนนักลงทุนสถาบันจองซื้อในวันที่ 1-2 และ 5 ตุลาคม 2563 ที่ราคาเสนอขายสุดท้าย และคาดว่าจะนำหุ้น NRF เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายในกลางเดือนตุลาคมนี้



ทั้งนี้ NRF มีทุนจดทะเบียน 1,421,040,400 บาท โดยเป็นทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว 1,065,780,300 ล้านบาท มูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1 บาท คิดเป็นจำนวน 1,065,780,300 หุ้น โดยจะเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 340 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นไม่เกินร้อยละ 25.08 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทฯ แบ่งเป็นการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 290 ล้านหุ้น และเสนอขายหุ้นสามัญโดยผู้ถือหุ้นเดิมคือ บริษัท ดีพีเอ ฟันด์ เอส จำกัด จำนวนไม่เกิน 50 ล้านหุ้น



นายแดน ปฐมวาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ NRF ผู้ผลิต จัดหา และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปรุงรสอาหาร อาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงสำหรับประกอบอาหาร อาหารมังสวิรัติที่ไม่มีส่วนผสมของไข่และนม อาหารโปรตีนจากพืช อาหารสำเร็จรูปพร้อมปรุงและพร้อมรับประทาน และเครื่องดื่มสำเร็จรูปชนิดผงและน้ำ รวมถึงผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคที่ไม่ใช่อาหารในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม (V-shape) กล่าวว่า บริษัทฯ เป็นผู้ผลิตรายแรกของไทยที่เตรียมความพร้อมด้านการผลิต เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ในด้านอาหารเพื่อรองรับการก้าวสู่ผู้นำในอุตสาหกรรมผลิตอาหารในระดับสากล และเป็นบริษัทฯ ที่มีรูปแบบพร้อมรองรับผลิตภัณฑ์อาหารที่มีการเติบโตสูงในอนาคต (Platform for Future Food) โดยมีทีมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีประสบการณ์มากว่า 30 ปี เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายจากโรงงานทั้งในและต่างประเทศที่มีมาตรฐานในกระบวนการผลิตเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยกระจายเข้าสู่ช่องทางการจัดจำหน่ายกว่า 25 ประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมัน แอฟริกาใต้ ญี่ปุ่น



ปัจจุบัน บริษัทฯ เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมผลิตและส่งออกอาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงรสชั้นนำ และอาหารโปรตีนจากพืช โดยมีผลิตภัณฑ์มากกว่า 2,000 SKUs และกว่า 500 สูตรอาหาร ใน 3 กลุ่มธุรกิจ คือ 1) กลุ่ม Ethnic Food (OEM / Private Label และ NRF Brands) แบ่งเป็น 1.1 ผลิตภัณฑ์รับจ้างผลิต (OEM / Private Label) ประกอบด้วย เครื่องประกอบอาหารและเครื่องปรุงรสอาหาร อาหารสำเร็จรูปพร้อมปรุง (Ready-to-cook) อาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน (Ready-to-eat) และเครื่องดื่มชนิดผงพร้อมชงและพร้อมดื่ม รวมถึงอาหารอุ่นไมโครเวฟ และ 1.2 ผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสินค้าของบริษัทฯ จำนวน 6 แบรนด์ ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงต้มยำและเครื่องปรุงแกง ภายใต้แบรนด์ พ่อขวัญ เครื่องปรุงอาหารที่เน้นรสชาติแบบเอเชีย แบรนด์ Lee Brand อาหารสำเร็จรูป ในบรรจุภัณฑ์ที่พร้อมนำเข้าเตาไมโครเวฟและรับประทานได้ทันที เช่น ข้าวราดแกง ผัดไท แบรนด์ Thai Delight เครื่องปรุงรสอาหารและซุปกึ่งสำเร็จรูป แบรนด์ Shanggie เครื่องดื่มสำเร็จรูปชนิดผงและน้ำ แบรนด์ DeDe และเครื่องปรุงรสอาหารและพริกในรูปแบบขนมขบเคี้ยว แบรนด์ Sabzu

2) กลุ่ม Plant-Based Food ผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนจากพืช โดยนำโปรตีนจากพืชมาผลิตอาหารเพื่อสุขภาพและมังสวิรัติ ปรุงแต่งรสชาติ รสสัมผัส กลิ่น ใกล้เคียงเนื้อสัตว์ ซึ่งใช้วัตถุดิบเกรดพรีเมียม คัดสรรคุณภาพดี และใส่ใจต่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภค เช่น เนื้อเทียมจากขนุนและมะเขือม่วง เส้นชิราตากิหรือเส้นบุกในรสชาติต่าง ๆ และ 3.) กลุ่ม Functional Products ธุรกิจผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคที่ไม่ใช่อาหารในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม (V-shapes) เช่น ผลิตภัณฑ์เจลแอลกอฮอล์ในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้งานง่าย และในอนาคตบริษัทฯ อยู่ระหว่างขยายผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น อาหาร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัย



ทั้งนี้ บริษัทฯ จะนำเงินจากการระดมทุนส่วนหนึ่งไปชำระเงินกู้ยืมระยะยาวทั้งหมด ช่วยลดภาระดอกเบี้ย เสริมสภาพคล่องทางการเงิน และรองรับการลงทุนโครงการในอนาคต ประกอบด้วย 1.) ลงทุนใน บริษัท ซิตี้ฟูด จำกัด โดยมีแผนเข้าซื้อหุ้นที่เหลืออีกร้อยละ 85 ภายในปี 2563 จากที่ผ่านมาได้เข้าลงทุนในหุ้นสามัญสัดส่วนร้อยละ 15 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว เพื่อขยายกำลังการผลิตและฐานการผลิตในประเทศเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตกลุ่ม Ethnic Food ทั้งนี้ ซิตี้ฟู้ด เป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออก เครื่องปรุงรสภายใต้ตราสินค้า "คลาสสิคไทย" และน้ำนมถั่วเหลืองตรา "ชินโป" รวมถึงการรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์อาหารชนิดต่าง ๆ ให้กับแบรนด์อาหารระดับโลก 2.) เข้าซื้อโรงงานผลิตอาหารโปรตีนจากพืชในประเทศอังกฤษและอเมริกา ผ่านการร่วมทุนกับ THE BRECKS COMPANY LIMITED หรือ ‘เบรคส์’ ที่ร่วมกันจัดตั้งบริษัทใหม่ภายใต้ชื่อ Plant and Bean Ltd เพื่อรับผลิตอาหารโปรตีนจากพืชให้กับบริษัทอาหารชั้นนำของโลก โดยมีแผนเพิ่มกำลังการผลิต จากปัจจุบันประมาณ 3,400 ตัน เป็น 36,000 ตัน ภายในปี 2564 รองรับความต้องการของลูกค้าในอนาคต



และ 3.) แผนการลงทุนสร้าง NRF Global E-commerce Platform ร่วมกับ Boosted ECommerce Inc. (Boosted) เพื่อร่วมกันลงทุนในธุรกิจ branded e-commerce พัฒนาต่อยอดธุรกิจที่เข้าลงทุนให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง เช่น การปรับปรุง Supply Chain, การขยายขนาดธุรกิจ Scalability เป็นต้น เพื่อขยายธุรกิจออนไลน์ และเพิ่มช่องทางจำหน่ายเพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคทั่วโลก โดย NRF จะร่วมลงทุนใน Boosted 2 รูปแบบคือ การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับ Boosted เพื่อลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวกับอาหารโดยเฉพาะ ซึ่งบริษัทฯ จะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และร่วมลงทุนใน Boosted Ecommerce Inc ซึ่งลงทุนในธุรกิจ Ecommerce ประเภทอื่น ๆ และที่เหลือจะใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ



ขณะที่ผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 2563 บริษัทฯ มีรายได้รวม 603.7 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 41.1 ล้านบาท เติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 517.4 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 16.3 ล้านบาท จากการลงทุนขยายฐานการผลิตเพื่อรองรับการเติบโตของผลิตภัณฑ์มากขึ้น และการส่งออกที่เพิ่มขึ้นทุกตลาด ทั้งอเมริกา ยุโรป โอเชียเนีย และเอเชีย รวมถึงบริหารต้นทุนการผลิตและการดำเนินการที่ดีขึ้น ประกอบกับเริ่มรับรู้รายได้จากกลุ่มธุรกิจใหม่ คือ ธุรกิจผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคที่ไม่ใช่อาหารในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม (V-shape)

Credit ทันหุ้น


mezzo
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1303
Joined: Tue Aug 02, 2011 9:33 am

Re: NRF

Posts by mezzo » Fri Sep 25, 2020 3:36 pm

NRF Roadshow จากช่องทาง facebook live

หรือเข้าไปที่facebook wealthy thai ค่ะ

https://m.facebook.com/story.php?story_ ... 3252179104


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36630
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: NRF

Posts by pakapong_u » Fri Sep 25, 2020 4:12 pm

NRF ลุยตั้งอันเดอร์ไรท์ เคาะ IPO ที่ 4.60 บ. เปิดจอง 28-30 ก.ย.นี้ จ่อเทรด SET ต.ค.นี้

นางสาววีณา เลิศนิมิตร กรรมการ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Investment Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินของ บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ NRF เปิดเผยว่า NRF เตรียมเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 340 ล้านหุ้น กำหนดช่วงราคาเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ที่ 4.00-4.60 บาทต่อหุ้น

โดยบริษัทจะเปิดให้นักลงทุนรายย่อยจองซื้อวันที่ 28-30 ก.ย.63 ที่ราคา 4.60 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นราคาสูงสุดของช่วงราคาเสนอขายเบื้องต้น พร้อมกับทำการสำรวจความต้องการจองซื้อของนักลงทุนสถาบัน (Book Building) เพื่อกำหนดราคาเสนอขายสุดท้าย (Final Price) ซึ่งคาดว่าจะประกาศในวันที่ 30 ก.ย. โดยจะเปิดให้นักลงทุนสถาบันจองซื้อในวันที่ 1-2 และ 5 ต.ค.63 ที่ราคาเสนอขายสุดท้าย และคาดว่าจะนำหุ้น NRF เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายในกลางเดือน ต.ค.นี้

พร้อมทั้งแต่งตั้ง บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBS) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้น IPO และมีบริษัทหลักทรัพย์อีก 4 ราย เป็นผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้น IPO ประกอบด้วย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย ซีมิโก้ จำกัด, บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) หรือ FSS, บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MBKET และ บริษัท หลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

ทั้งนี้ NRF มีทุนจดทะเบียน 1,421,040,400 บาท โดยเป็นทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว 1,065,780,300 ล้านบาท มูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1 บาท คิดเป็นจำนวน 1,065,780,300 หุ้น โดยจะเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 340 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นไม่เกินร้อยละ 25.08 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทฯ แบ่งเป็นการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 290 ล้านหุ้น และเสนอขายหุ้นสามัญโดยผู้ถือหุ้นเดิมคือ บริษัท ดีพีเอ ฟันด์ เอส จำกัด จำนวนไม่เกิน 50 ล้านหุ้น

ด้าน นายแดน ปฐมวาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NRF เปิดเผยว่า บริษัทเป็นผู้ผลิต จัดหา และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปรุงรสอาหาร อาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงสำหรับประกอบอาหาร อาหารมังสวิรัติที่ไม่มีส่วนผสมของไข่และนม อาหารโปรตีนจากพืช อาหารสำเร็จรูปพร้อมปรุงและพร้อมรับประทาน และเครื่องดื่มสำเร็จรูปชนิดผงและน้ำ รวมถึงผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคที่ไม่ใช่อาหารในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม (V-shape)

โดยบริษัทฯเป็นผู้ผลิตรายแรกของไทยที่เตรียมความพร้อมด้านการผลิต เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ในด้านอาหารเพื่อรองรับการก้าวสู่ผู้นำในอุตสาหกรรมผลิตอาหารในระดับสากล และเป็นบริษัทฯ ที่มีรูปแบบพร้อมรองรับผลิตภัณฑ์อาหารที่มีการเติบโตสูงในอนาคต (Platform for Future Food) โดยมีทีมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีประสบการณ์มากว่า 30 ปี เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายจากโรงงานทั้งในและต่างประเทศที่มีมาตรฐานในกระบวนการผลิตเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยกระจายเข้าสู่ช่องทางการจัดจำหน่ายกว่า 25 ประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมัน แอฟริกาใต้ ญี่ปุ่น

อีกทั้งปัจจุบัน บริษัทเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมผลิตและส่งออกอาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงรสชั้นนำ และอาหารโปรตีนจากพืช โดยมีผลิตภัณฑ์มากกว่า 2,000 SKUs และกว่า 500 สูตรอาหาร ใน 3 กลุ่มธุรกิจ คือ 1) กลุ่ม Ethnic Food (OEM / Private Label และ NRF Brands) แบ่งเป็น

1.1 ผลิตภัณฑ์รับจ้างผลิต (OEM / Private Label) ประกอบด้วย เครื่องประกอบอาหารและเครื่องปรุงรสอาหาร อาหารสำเร็จรูปพร้อมปรุง (Ready-to-cook) อาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน (Ready-to-eat) และเครื่องดื่มชนิดผงพร้อมชงและพร้อมดื่ม รวมถึงอาหารอุ่นไมโครเวฟ

1.2 ผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสินค้าของบริษัทฯ จำนวน 6 แบรนด์ ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงต้มยำและเครื่องปรุงแกง ภายใต้แบรนด์ พ่อขวัญ เครื่องปรุงอาหารที่เน้นรสชาติแบบเอเชีย แบรนด์ Lee Brand อาหารสำเร็จรูป ในบรรจุภัณฑ์ที่พร้อมนำเข้าเตาไมโครเวฟและรับประทานได้ทันที เช่น ข้าวราดแกง ผัดไท แบรนด์ Thai Delight เครื่องปรุงรสอาหารและซุปกึ่งสำเร็จรูป แบรนด์ Shanggie เครื่องดื่มสำเร็จรูปชนิดผงและน้ำ แบรนด์ DeDe และเครื่องปรุงรสอาหารและพริกในรูปแบบขนมขบเคี้ยว แบรนด์ Sabzu

2) กลุ่ม Plant-Based Food ผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนจากพืช โดยนำโปรตีนจากพืชมาผลิตอาหารเพื่อสุขภาพและมังสวิรัติ ปรุงแต่งรสชาติ รสสัมผัส กลิ่น ใกล้เคียงเนื้อสัตว์ ซึ่งใช้วัตถุดิบเกรดพรีเมียม คัดสรรคุณภาพดี และใส่ใจต่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภค เช่น เนื้อเทียมจากขนุนและมะเขือม่วง เส้นชิราตากิหรือเส้นบุกในรสชาติต่าง ๆ และ 3.) กลุ่ม Functional Products ธุรกิจผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคที่ไม่ใช่อาหารในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม (V-shapes) เช่น ผลิตภัณฑ์เจลแอลกอฮอล์ในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้งานง่าย และในอนาคตบริษัทฯ อยู่ระหว่างขยายผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น อาหาร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัย

ทั้งนี้ บริษัทฯ จะนำเงินจากการระดมทุนส่วนหนึ่งไปชำระเงินกู้ยืมระยะยาวทั้งหมด ช่วยลดภาระดอกเบี้ย เสริมสภาพคล่องทางการเงิน และรองรับการลงทุนโครงการในอนาคต ประกอบด้วย การลงทุนใน บริษัท ซิตี้ฟูด จำกัด โดยมีแผนเข้าซื้อหุ้นที่เหลืออีก 85% ภายในปี 63 จากที่ผ่านมาได้เข้าลงทุน 15% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว เพื่อขยายกำลังการผลิตและฐานการผลิตในประเทศเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตกลุ่ม Ethnic Food

อนึ่ง ซิตี้ฟู้ด เป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออก เครื่องปรุงรสภายใต้ตราสินค้า “คลาสสิคไทย” และน้ำนมถั่วเหลืองตรา “ชินโป” รวมถึงการรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์อาหารชนิดต่าง ๆ ให้กับแบรนด์อาหารระดับโลก และบริษัทจะเข้าซื้อโรงงานผลิตอาหารโปรตีนจากพืชในประเทศอังกฤษและอเมริกา ผ่านการร่วมทุนกับ THE BRECKS COMPANY LIMITED หรือ ‘เบรคส์’ ที่ร่วมกันจัดตั้งบริษัทใหม่ภายใต้ชื่อ Plant and Bean Ltd เพื่อรับผลิตอาหารโปรตีนจากพืชให้กับบริษัทอาหารชั้นนำของโลก โดยมีแผนเพิ่มกำลังการผลิต จากปัจจุบันประมาณ 3,400 ตัน เป็น 36,000 ตัน ภายในปี 2564 รองรับความต้องการของลูกค้าในอนาคต

นอกจากนั้น ยังจะนำไปใช้ลงทุนสร้าง NRF Global E-commerce Platform ร่วมกับ Boosted ECommerce Inc. (Boosted) เพื่อร่วมกันลงทุนในธุรกิจ branded e-commerce พัฒนาต่อยอดธุรกิจที่เข้าลงทุนให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง เช่น การปรับปรุง Supply Chain, การขยายขนาดธุรกิจ Scalability เป็นต้น เพื่อขยายธุรกิจออนไลน์ และเพิ่มช่องทางจำหน่ายเพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคทั่วโลก โดย NRF จะร่วมลงทุนใน Boosted 2 รูปแบบคือ การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับ Boosted เพื่อลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวกับอาหารโดยเฉพาะ ซึ่งบริษัทฯ จะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และร่วมลงทุนใน Boosted Ecommerce Inc ซึ่งลงทุนในธุรกิจ Ecommerce ประเภทอื่น ๆ และที่เหลือจะใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ

สำหรับผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 63 บริษัทมีรายได้รวม 603.7 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 41.1 ล้านบาท เติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 517.4 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 16.3 ล้านบาท จากการลงทุนขยายฐานการผลิตเพื่อรองรับการเติบโตของผลิตภัณฑ์มากขึ้น และการส่งออกที่เพิ่มขึ้นทุกตลาด ทั้งอเมริกา ยุโรป โอเชียเนีย และเอเชีย รวมถึงบริหารต้นทุนการผลิตและการดำเนินการที่ดีขึ้น ประกอบกับเริ่มรับรู้รายได้จากกลุ่มธุรกิจใหม่ คือ ธุรกิจผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคที่ไม่ใช่อาหารในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม (V-shape)


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36630
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: NRF

Posts by pakapong_u » Fri Sep 25, 2020 4:14 pm

เตรียมพบกับ การนำเสนอข้อมูลสำหรับนักลงทุนรายย่อย ของบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Food For Future) และทิศทางการเข้าร่วมลงทุนในการผลิตอาหารจากโปรตีนพืช (Plant-based Food) พร้อมสร้างความเชื่อมั่นในการก้าวเข้าสู่ตลาดหลักทรัยพ์แห่งประเทศไทย

https://www.facebook.com/wealthythai/vi ... 262702656/

https://www.facebook.com/nrfthailand/vi ... 404648488/


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36630
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: NRF

Posts by pakapong_u » Fri Sep 25, 2020 5:16 pm

NRF กำหนดช่วงราคา IPO 4.00-4.60 บาท ขาย 28-30 ก.ย.นี้

25/09/2020 15:35NRF

“เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์”ผู้ผลิตและส่งออกอาหารและเครื่องปรุงรสชั้นนำ เปิดช่วงราคาเสนอขายหุ้น IPO ที่ 4.00-4.60 บาทต่อหุ้น เตรียมเปิดให้นักลงทุนรายย่อยจองซื้อวันที่ 28-30 ก.ย. 63 พร้อมสำรวจความต้องการนักลงทุนสถาบันพร้อมเปิดจอง 1-2 และ 5 ต.ค. 63 ผู้บริหารวางเป้าหมายเป็นบริษัทแรกของไทยที่มุ่งสู่ Plant-Based Food ผู้นำอุตสาหกรรมผลิตอาหารระดับสากล


บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ (NRF) แต่งตั้งธนาคารไทยพาณิชย์เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย พร้อมแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) อีก 4 ราย เป็นผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้น IPO ประกอบด้วย บล.กรุงไทย ซีมิโก้,บล.ฟินันเซีย ไซรัส,บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) และบล.เคทีบี (ประเทศไทย)
นางสาววีณา เลิศนิมิตร กรรมการ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Investment Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย เปิดเผยว่า บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ (NRF) เตรียมเสนอขายหุ้นสามัญแก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 340 ล้านหุ้น โดยกำหนดช่วงราคาเสนอขาย (Price Range) หุ้น IPO ที่ 4.00-4.60 บาทต่อหุ้น และเปิดให้นักลงทุนรายย่อยจองซื้อในวันที่ 28-30 กันยายน 2563 ที่ราคา 4.60 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นราคาสูงสุดของช่วงราคาเสนอขายเบื้องต้น พร้อมกับทำการสำรวจความต้องการจองซื้อของนักลงทุนสถาบัน (Book Building) เพื่อกำหนดราคาเสนอขายสุดท้าย (Final Price) ซึ่งคาดว่าจะประกาศให้ทราบได้ในวันที่ 30 กันยายนนี้ อย่างไรตามหากราคาเสนอขายสุดท้าย ต่ำกว่าราคาจองซื้อ จะดำเนินการคืนเงินจองซื้อแก่นักลงทุนรายย่อยต่อไป ส่วนนักลงทุนสถาบันจองซื้อในวันที่ 1-2 และ 5 ตุลาคม 2563 ที่ราคาเสนอขายสุดท้าย และคาดว่าจะนำหุ้น NRF เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายในกลางเดือนตุลาคมนี้

ทั้งนี้ NRF มีทุนจดทะเบียน 1,421,040,400 บาท โดยเป็นทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว 1,065,780,300 ล้านบาท มูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1 บาท คิดเป็นจำนวน 1,065,780,300 หุ้น โดยจะเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 340 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นไม่เกินร้อยละ 25.08 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทฯ แบ่งเป็นการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 290 ล้านหุ้น และเสนอขายหุ้นสามัญโดยผู้ถือหุ้นเดิมคือ บริษัท ดีพีเอ ฟันด์ เอส จำกัด จำนวนไม่เกิน 50 ล้านหุ้น

นายแดน ปฐมวาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ (NRF) ผู้ผลิต จัดหา และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปรุงรสอาหาร อาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงสำหรับประกอบอาหาร อาหารมังสวิรัติที่ไม่มีส่วนผสมของไข่และนม อาหารโปรตีนจากพืช อาหารสำเร็จรูปพร้อมปรุงและพร้อมรับประทาน และเครื่องดื่มสำเร็จรูปชนิดผงและน้ำ รวมถึงผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคที่ไม่ใช่อาหารในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม (V-shape) กล่าวว่า บริษัทฯ เป็นผู้ผลิตรายแรกของไทยที่เตรียมความพร้อมด้านการผลิต เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ในด้านอาหารเพื่อรองรับการก้าวสู่ผู้นำในอุตสาหกรรมผลิตอาหารในระดับสากล และเป็นบริษัทฯ ที่มีรูปแบบพร้อมรองรับผลิตภัณฑ์อาหารที่มีการเติบโตสูงในอนาคต (Platform for Future Food) โดยมีทีมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีประสบการณ์มากว่า 30 ปี เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายจากโรงงานทั้งในและต่างประเทศที่มีมาตรฐานในกระบวนการผลิตเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยกระจายเข้าสู่ช่องทางการจัดจำหน่ายกว่า 25 ประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมัน แอฟริกาใต้ ญี่ปุ่น

ปัจจุบัน บริษัทฯ เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมผลิตและส่งออกอาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงรสชั้นนำ และอาหารโปรตีนจากพืช โดยมีผลิตภัณฑ์มากกว่า 2,000 SKUs และกว่า 500 สูตรอาหาร ใน 3 กลุ่มธุรกิจ คือ 1) กลุ่ม Ethnic Food (OEM / Private Label และ NRF Brands) แบ่งเป็น 1.1 ผลิตภัณฑ์รับจ้างผลิต (OEM / Private Label) ประกอบด้วย เครื่องประกอบอาหารและเครื่องปรุงรสอาหาร อาหารสำเร็จรูปพร้อมปรุง (Ready-to-cook) อาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน (Ready-to-eat) และเครื่องดื่มชนิดผงพร้อมชงและพร้อมดื่ม รวมถึงอาหารอุ่นไมโครเวฟ และ 1.2 ผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสินค้าของบริษัทฯ จำนวน 6 แบรนด์ ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงต้มยำและเครื่องปรุงแกง ภายใต้แบรนด์ พ่อขวัญ เครื่องปรุงอาหารที่เน้นรสชาติแบบเอเชีย แบรนด์ Lee Brand อาหารสำเร็จรูป ในบรรจุภัณฑ์ที่พร้อมนำเข้าเตาไมโครเวฟและรับประทานได้ทันที เช่น ข้าวราดแกง ผัดไท แบรนด์ Thai Delight เครื่องปรุงรสอาหารและซุปกึ่งสำเร็จรูป แบรนด์ Shanggie เครื่องดื่มสำเร็จรูปชนิดผงและน้ำ แบรนด์ DeDe และเครื่องปรุงรสอาหารและพริกในรูปแบบขนมขบเคี้ยว แบรนด์ Sabzu

2) กลุ่ม Plant-Based Food ผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนจากพืช โดยนำโปรตีนจากพืชมาผลิตอาหารเพื่อสุขภาพและมังสวิรัติ ปรุงแต่งรสชาติ รสสัมผัส กลิ่น ใกล้เคียงเนื้อสัตว์ ซึ่งใช้วัตถุดิบเกรดพรีเมียม คัดสรรคุณภาพดี และใส่ใจต่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภค เช่น เนื้อเทียมจากขนุนและมะเขือม่วง เส้นชิราตากิหรือเส้นบุกในรสชาติต่าง ๆ และ 3.) กลุ่ม Functional Products ธุรกิจผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคที่ไม่ใช่อาหารในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม (V-shapes) เช่น ผลิตภัณฑ์เจลแอลกอฮอล์ในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้งานง่าย และในอนาคตบริษัทฯ อยู่ระหว่างขยายผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น อาหาร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัย

ทั้งนี้ บริษัทฯ จะนำเงินจากการระดมทุนส่วนหนึ่งไปชำระเงินกู้ยืมระยะยาวทั้งหมด ช่วยลดภาระดอกเบี้ย เสริมสภาพคล่องทางการเงิน และรองรับการลงทุนโครงการในอนาคต ประกอบด้วย 1.) ลงทุนใน บริษัท ซิตี้ฟูด จำกัด โดยมีแผนเข้าซื้อหุ้นที่เหลืออีกร้อยละ 85 ภายในปี 2563 จากที่ผ่านมาได้เข้าลงทุนในหุ้นสามัญสัดส่วนร้อยละ 15 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว เพื่อขยายกำลังการผลิตและฐานการผลิตในประเทศเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตกลุ่ม Ethnic Food ทั้งนี้ ซิตี้ฟู้ด เป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออก เครื่องปรุงรสภายใต้ตราสินค้า “คลาสสิคไทย” และน้ำนมถั่วเหลืองตรา “ชินโป” รวมถึงการรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์อาหารชนิดต่าง ๆ ให้กับแบรนด์อาหารระดับโลก 2.) เข้าซื้อโรงงานผลิตอาหารโปรตีนจากพืชในประเทศอังกฤษและอเมริกา ผ่านการร่วมทุนกับ THE BRECKS COMPANY LIMITED หรือ ‘เบรคส์’ ที่ร่วมกันจัดตั้งบริษัทใหม่ภายใต้ชื่อ Plant and Bean Ltd เพื่อรับผลิตอาหารโปรตีนจากพืชให้กับบริษัทอาหารชั้นนำของโลก โดยมีแผนเพิ่มกำลังการผลิต จากปัจจุบันประมาณ 3,400 ตัน เป็น 36,000 ตัน ภายในปี 2564 รองรับความต้องการของลูกค้าในอนาคต

3.) แผนการลงทุนสร้าง NRF Global E-commerce Platform ร่วมกับ Boosted ECommerce Inc. (Boosted) เพื่อร่วมกันลงทุนในธุรกิจ branded e-commerce พัฒนาต่อยอดธุรกิจที่เข้าลงทุนให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง เช่น การปรับปรุง Supply Chain, การขยายขนาดธุรกิจ Scalability เป็นต้น เพื่อขยายธุรกิจออนไลน์ และเพิ่มช่องทางจำหน่ายเพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคทั่วโลก โดย NRF จะร่วมลงทุนใน Boosted 2 รูปแบบคือ การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับ Boosted เพื่อลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวกับอาหารโดยเฉพาะ ซึ่งบริษัทฯ จะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และร่วมลงทุนใน Boosted Ecommerce Inc ซึ่งลงทุนในธุรกิจ Ecommerce ประเภทอื่น ๆ และที่เหลือจะใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ

ขณะที่ผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 2563 บริษัทฯ มีรายได้รวม 603.7 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 41.1 ล้านบาท เติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 517.4 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 16.3 ล้านบาท จากการลงทุนขยายฐานการผลิตเพื่อรองรับการเติบโตของผลิตภัณฑ์มากขึ้น และการส่งออกที่เพิ่มขึ้นทุกตลาด ทั้งอเมริกา ยุโรป โอเชียเนีย และเอเชีย รวมถึงบริหารต้นทุนการผลิตและการดำเนินการที่ดีขึ้น ประกอบกับเริ่มรับรู้รายได้จากกลุ่มธุรกิจใหม่ คือ ธุรกิจผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคที่ไม่ใช่อาหารในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม (V-shape)


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36630
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: NRF

Posts by pakapong_u » Fri Sep 25, 2020 6:59 pm

NRF ร่วมก.เกษตรฯ เดินหน้าโรดแมปปั้นไทยสู่ศูนย์กลางผลิตอาหารแห่งอนาคต

24/09/2020 13:59NRF

“เอ็นอาร์ อินสแตนท์โปรดิวซ์” ร่วมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สานต่อโรดแมปอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำช่วยเหลือชาวเกษตรกร ผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารแห่งอนาคต หรือ ซิลิคอน วัลเลย์อาหารแห่งอนาคต (Silicon Valley of Future Food) พร้อมเดินหน้าโครงการ จัดตั้งศูนย์นวัตกรรม เพื่อผลิตและส่งออกอาหารโปรตีนจากพืชไปทั่วโลก รองรับเมกะเทรนด์โลก



นายแดน ปฐมวาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์โปรดิวซ์ (NRF) ผู้ผลิต จัดหา และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปรุงรสอาหาร อาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงสำหรับประกอบอาหาร อาหารมังสวิรัติที่ไม่มีส่วนผสมของไข่และนม อาหารโปรตีนจากพืช อาหารสำเร็จรูปพร้อมปรุงและพร้อมรับประทาน และเครื่องดื่มสำเร็จรูปชนิดผงและน้ำ รวมถึงผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคที่ไม่ใช่อาหารในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม (V-shape) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กลุ่มคลัสเตอร์เกษตรอาหาร (กรกอ.) สศก. สวก.และศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม หรือ ศูนย์ AIC (Agritech and Innovation Center) สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม หอการค้าไทยและกระทรวงพาณิชย์ และกลุ่มบริษัทเอกชนผู้ผลิตอาหารภายใต้โมเดลเนื้อจากพืช (Plant Based Meat) ร่วมดำเนินการตามโรดแมปตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารแห่งอนาคต หรือศูนย์กลางเจฮับของโลก และเรียกได้ว่าเป็น ซิลิคอน วัลเลย์อาหารแห่งอนาคต (Silicon Valley of Future Food)

บริษัทฯ จะร่วมสานต่อนโยบายที่รัฐบาลได้กำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (First S-Curve New S-Curve) เพื่อสร้างโอกาสและศักยภาพใหม่ให้กับประเทศ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) รับผิดชอบโครงการพืชแห่งอนาคต (Future Crop) เพื่อตอบสนองการผลิตอาหารแห่งอนาคต (Future Food) รองรับความต้องการของตลาดที่เติบโตขึ้น และถือเป็นเมกะเทรนด์โลก ซึ่งเป็นอาหารที่ใช้โปรตีนจากพืช หรือ เนื้อจากพืช (Plant Based Meat)

สำหรับมูลค่าตลาดอาหารโปรตีนจากพืช (Plant-based Food) ในปัจจุบันมีมูลค่ารวมกันทั่วโลก 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีแนวโน้มเติบโตขึ้นไปแตะ 80,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในระยะเวลาไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า เนื่องจากผู้บริโภคเห็นข้อดีของวัตถุดิบอาหารจากพืชและใส่ใจการรับประทานอาหารเพื่อดูแลสุขภาพ ซึ่งหลายบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก ต่างเดินหน้าขยายผลิตภัณฑ์ โดยใช้วัตถุดิบจากพืชมาผลิต เช่น ขนุน ถั่วเหลือง ถั่วลันเตา มะเขือยาว เห็ด สาหร่าย เป็นต้น เพื่อผลิตเป็นอาหารเมนูต่างๆ อาทิ ซูชิ แฮมเบอร์เกอร์ ไส้กรอก ลูกชิ้นปลา เฝอ อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่าหลังจากนี้จะมีการสร้างนวัตกรรมทำให้รสชาติ เนื้อสัมผัส และกลิ่นเหมือนของจริงมากที่สุด ในราคาเท่ากับเนื้อสัตว์และอาจพัฒนาต่อไปให้ถูกกว่าเนื้อสัตว์ เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น

ทั้งนี้ ไทย ถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพเป็นฮับการผลิตอาหารโปรตีนจากพืช ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อรองรับเทรนด์การรับประทานอาหารแนวใหม่ในยุค New Normal ของผู้บริโภคทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น อาเซียน สหรัฐฯ และยุโรป ซึ่งมีประชากรกว่า 4 พันล้านคน ที่พบว่ามีความต้องการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพเพิ่มขึ้น




ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NRF กล่าวว่า บริษัทฯ พร้อมสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเข้าไปสู่ตลาดอาหารแห่งอนาคต ที่อาศัยความเชี่ยวชาญในการดำเนินงานของ NRF ที่เป็นฐานการผลิตอาหารโปรตีนจากพืช (Plant-Based Food) ตั้งแต่ ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ จากการซื้อผลผลิต และสนับสนุนสินค้าเกษตรกร ช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ รวมถึงสนับสนุนธุรกิจการเกษตรใหม่ๆ และกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ทำให้ผลิตสินค้าที่มีความหลากหลาย ผลักดันความต้องการอาหารโปรตีนจากพืชให้เติบโต โดย NRF จะลงทุนก่อสร้างโรงงาน เพื่อเป็นฐานการผลิตทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมจัดตั้งศูนย์นวัตกรรม เพื่อผลิตและส่งออกอาหารโปรตีนจากพืชไปทั่วโลก
“เราเชื่อว่าสิ่งที่เรากำลังทำคือพลิกโฉมตลาดอาหารของโลกในอนาคตอันใกล้ โดยจะเป็นผู้สร้างดีมานด์และมีฐานการผลิตอาหารโปรตีนจากพืชที่ได้มาตรฐาน ที่ปราศจากยาปฏิชีวนะ คลอเรสเตอรอล ซึ่งการผลิตอาหารที่ NRF ทำจะช่วยโลกให้ยั่งยืน บริษัทฯ จึงมุ่งมั่นและให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียตั้งแต่ต้นน้ำ จนถึงปลายน้ำ ช่วยซัพพอร์ตเกษตรกร สร้างโอกาส และสร้างอาชีพ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระบบมากขึ้น” นายแดน กล่าว


mezzo
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1303
Joined: Tue Aug 02, 2011 9:33 am

Re: NRF

Posts by mezzo » Sun Sep 27, 2020 10:17 pm

แผนการลงทุนและการใช้เงิน IPO


User avatar
noonnsn
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 231
Joined: Mon Apr 26, 2010 4:27 pm

Re: NRF

Posts by noonnsn » Mon Sep 28, 2020 5:55 pm

How Impossible Foods Turned A Plant-Based Burger Into A $4 Billion Brand

https://youtu.be/2tXErqhPHfw


User avatar
noonnsn
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 231
Joined: Mon Apr 26, 2010 4:27 pm

Re: NRF

Posts by noonnsn » Mon Sep 28, 2020 5:59 pm

NRF บริษัทไทยที่ลงทุนใน Plant-based Food 500 ล้าน กำลังจะเข้าตลาดหุ้น | The Secret Sauce EP.281

https://youtu.be/3Q6OOfn377o


mezzo
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1303
Joined: Tue Aug 02, 2011 9:33 am

Re: NRF

Posts by mezzo » Mon Sep 28, 2020 8:44 pm

“บริษัทมีความต้องการที่จะเพิ่มช่องทางการขายผลิตภัณฑ์ของบริษัท ผ่าน E-commerce จากก่อนหน้านี้ไม่มีช่องทางการขายผ่านออนไลน์ เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 เพื่อเร่งการเติบโตของยอดขายในช่องทางออนไลน์ของบริษัท”



สำหรับ IPO น้องใหม่ ป้ายแดงที่เตรียมตัวจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และคงต้องสร้างความตื่นเต้นให้แก่ตลาดหุ้นไทยและอุตสาหกรรมอาหารอยู่ไม่น้อย นั่นคือ บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ NRF ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายเครื่องปรุงรสอาหาร อาหารสำเร็จรูปพร้อมปรุง อาหาร และเครื่องดื่มสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน อาหารโปรตีนจากพืช โดยผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีมากกว่า 2,000 SKU และมากกว่า 500 สูตรอาหาร มีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไปกว่า 25 ประเทศทั่วโลก ภายใต้วิสัยทัศน์



“เราจะสร้างผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อมอบประสบการณ์ที่มีความสุขให้แก่ผู้บริโภคอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคน”



เปิดธุรกิจ NRF

นายแดน ปฐมวาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NRF เป็นผู้ที่มีความรู้ในการพัฒนาธุรกิจอาหารอย่างยั่งยืนได้รับการยอมรับจากหลายองค์กร จะเล่าถึงแนวคิดในการทำธุรกิจให้ฟัง โดยธุรกิจของ NRF จะแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1. กลุ่ม Ethnic Food ซึ่งประกอบด้วยธุรกิจผลิตภัณฑ์รับจ้างผลิต (OEM และ Private Brand) และธุรกิจผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสินค้าของบริษัท (NRF Brand Ethnic Foods) 2.กลุ่ม Plant-Based Food ได้แก่ธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนจากพืช และ 3. กลุ่ม Functional Product ได้แก่ธุรกิจผลิตภัณฑ์ที่ทำหน้าที่เฉพาะด้าน รวมถึงสินค้าอุปโภคที่ไม่ใช่อาหารในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม (V-Shapes)



ซึ่งบริษัทมีเป้าหมายที่จะเป็นหนึ่งในผู้นำระดับโลกในการเป็นผู้ผลิตอาหารแห่งอนาคต “Future Food” จะเน้นการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหาร Specialty Food อย่างยั่งยืนและมีรสชาติที่ถูกปากเพื่อสร้างความสุขและส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้บริโภค โดยหนึ่งในกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจที่สำคัญคือ การเพิ่มสัดส่วนรายได้ในกลุ่ม Plant-Based Food ผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนจากพืชมีการเติบโตอย่างมากจากกระแสนิยมการรักษาสุขภาพ และต้องการเห็นโลกที่ดีขึ้น ซึ่งในปัจจุบัน ผู้บริโภคมองหาผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่ตอบโจทย์เรื่องคุณประโยชน์และดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดในสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และประเทศในทวีปยุโรป



เติบโต

ทั้งนี้เมื่อมองมูลค่าตลาด Plant-Based Food ทั่วโลก เฉพาะกลุ่มเนื้อ (ไม่รวมนมถั่วเหลือง) คือ Plant-Based Meat หรือเนื้อจากพืช อยู่ที่ประมาณ 5,000ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคาดว่าภายใน 10 ปีข้างหน้า จะเติบโตไปที่ 85,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นการเติบโตอย่างมาก ภายในระยะเวลาเพียง 10 ปี ขณะที่ปัจจุบัน ยังไม่มีโรงงานผลิตปราศจากเนื้อสัตว์ (Dedicated Plant-Based Facilities) ที่รับทำ OEM ระดับโลกในเรื่องของ Plant-Based Food ซึ่งบริษัทถือเป็นบริษัทแรกๆที่ดำเนินการ สำหรับในประเทศไทยบริษัทได้เริ่มมีการทดลองโดยนำเข้าผลิตภัณฑ์ของ Meatless Farm ช่วงเทศกาลกินเจในปีที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่าคนไทยนิยมผลิตภัณฑ์เนื้อเทียมประเภทใด ลักษณะอย่างไร อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีตัวเลขด้านมูลค่าการตลาดเกี่ยวกับ Plant-Based Food ที่ชัดเจน แต่ปีที่ผ่านมายอดขาย Plant-Based Food ของบริษัทอยู่ที่ 20 ล้านบาท และมีโอกาสที่จะเติบโตเป็นตัวเลข 3 หลัก ซึ่งการเติบโตจะมาจากความน่าสนใจในตัวผลิตภัณฑ์ และจะมีการนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้มากขึ้น ทำให้มูลค่าตลาดก็จะเพิ่มขึ้นในอนาคต



แผนอนาคต

สำหรับการลงทุนของกลุ่ม Plant-Based Food ในช่วงที่ผ่านมา บริษัทได้เข้าไปร่วมลงทุนกับ THE BRECKS COMPANY LIMITED หรือ ‘เบรคส์’ ที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 27 ปี ในธุรกิจผลิตอาหารโปรตีนจากพืช โดยร่วมกันจัดตั้งบริษัทใหม่ภายใต้ชื่อ Plant and Bean Ltd. ที่ประเทศอังกฤษ รับจ้างผลิตอาหารโปรตีนจากพืช ให้กับบริษัทอาหารชั้นนำของโลก ในประเทศอังกฤษและยังมีแผนที่จะขยายโรงงานเพิ่มในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากมีมูลค่าตลาดขนาดใหญ่ หรือคิดเป็นราว 70% ทั่วโลก รวมไปถึงในอนาคตมีแผนที่จะตั้งโรงงานในประเทศจีน เพื่อรองรับความต้องการของประชากรในจีน ขณะที่โรงงานในไทยบริษัทจะดำเนินการก่อสร้าง เพื่อรองรับลูกค้าในเอเชียแปซิฟิคทั้งหมด พร้อมทั้งมีเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนรายได้ของกลุ่ม Plant-Based Food ในปี 2567 ให้ถึงประมาณ 40% จากรายได้รวมทั้งหมด



ผู้นำผลิตอุตสาหกรรมอาหาร

บริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำของอุตสาหกรรมผลิตอาหารโปรตีนจากพืชในประเทศไทยและเป็นผู้ผลิตของอุตสาหกรรมนี้ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และยังมีนโยบายร่วมทุนกับบริษัท ชั้นนำระดับโลกเพื่อเป็นการเพิ่มพูนความรู้และความชำนาญในการผลิตอาหารโปรตีนจากพืชในระดับมาตรฐานสากล ให้ก้าวทันเทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ โดยมีหลักเกณฑ์ในการร่วมลงทุน หรือซื้อกิจการ เพื่อส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจ ทั้งด้านการเงินและการดำเนินงาน



ขณะที่กลุ่มธุรกิจกลุ่ม Ethnic Food (OEM / Private Label และ NRF Brands) แบ่งเป็น ผลิตภัณฑ์รับจ้างผลิต (OEM / Private Label) และ ผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสินค้าของบริษัทฯ จำนวน 6 แบรนด์ ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงต้มยำและเครื่องปรุงแกง ภายใต้แบรนด์ พ่อขวัญ เครื่องปรุงอาหารที่เน้นรสชาติแบบเอเชีย แบรนด์ Lee Brand อาหารสำเร็จรูป ในบรรจุภัณฑ์ที่พร้อมนำเข้าเตาไมโครเวฟและรับประทานได้ทันที เช่น ข้าวราดแกง ผัดไท แบรนด์ Thai Delight เครื่องปรุงรสอาหารและซุปกึ่งสำเร็จรูป แบรนด์ Shanggie เครื่องดื่มสำเร็จรูปชนิดผงและน้ำ แบรนด์ DeDe และเครื่องปรุงรสอาหารและพริกในรูปแบบขนมขบเคี้ยว แบรนด์ Sabzu ซึ่งพร้อมเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และขยายตลาด โดยผสมผสานการใช้วัตถุดิบหลักจากโครงการที่บริษัทร่วมมือกับเกษตรกร และผู้จัดหาวัตถุดิบที่หลากหลายจากแหล่งผลิตหลักในประเทศไทย



ส่วนธุรกิจกลุ่ม Functional Product หรือ ธุรกิจผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคที่ไม่ใช่อาหารในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม (V-shapes) อาทิ ผลิตภัณฑ์เจลแอลกอฮอล์ในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาการขยายไปยังผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ในอนาคต เช่น อาหาร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัยส่วนบุคคล เป็นต้น



ฐานแกร่ง-เข้าตลท.

ขณะเดียวกันบริษัทมีความต้องการที่จะเพิ่มช่องทางการขายผลิตภัณฑ์ของบริษัท ผ่าน E-commerce จากก่อนหน้านี้ไม่มีช่องทางการขายผ่านออนไลน์ เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 อีกทั้ง เห็นโอกาสในการขยายผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ของบริษัทฯ ผ่านการลงทุนในธุรกิจที่มีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคในระบบออนไลน์ เพื่อเร่งการเติบโตของยอดขายในช่องทางออนไลน์ของบริษัท ซึ่งจากแผนงานเบื้องต้น และโอกาสธุรกิจใหม่ๆ บริษัท คาดว่ายอดขายเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 3,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้น3 เท่าตัว



สำหรับความคืบหน้าในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (SET) ขณะนี้อยู่ระหว่างการให้ข้อมูลแก่นักลงทุนสถาบัน โดยบริษัทจะเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 340 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นไม่เกินร้อยละ 25.08 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัท โดยแบ่งเป็นการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน จำนวนไม่เกิน 290ล้านหุ้น และเสนอขายหุ้นสามัญโดยผู้ถือหุ้นเดิม คือ บริษัท ดีพีเอ ฟันด์ เอส จำกัด จำนวนไม่เกิน 50 ล้านหุ้น คาดว่าจะนำ NRF จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายในปี 2563 ซึ่งภายหลังเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งนี้ จะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน ลงทุนโครงการในอนาคต และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนภายในกิจการ



สำหรับผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 2563 บริษัท มีรายได้รวม 603.7 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 41.1 ล้านบาท เติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 517.4 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 16.3 ล้านบาท ส่วนปี 2562 บริษัทมีรายได้ 1,119 ล้านบาท และมีกำไรจากการดำเนินงาน 111 ล้านบาท


mezzo
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1303
Joined: Tue Aug 02, 2011 9:33 am

Re: NRF

Posts by mezzo » Mon Sep 28, 2020 9:36 pm



Post Reply