SCGP

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก
Post Reply
pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 32343
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

SCGP

Posts by pakapong_u » Mon Oct 28, 2019 1:23 pm

SCC เตรียมขายไอพีโอ SCGP ไม่เกิน30%ทุนจดทะเบียน

28 OCTOBER 2019

บริษัทปนูซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC รายงานว่าที่ประชมุคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2562 วมีมติอนุมัติแผนการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไป เป็นครั้งแรก (IPO) ของบริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) (“SCGP”) และอนุมัติการนำหุ้นสามัญของ SCGP เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แหง่ประเทศไทย



กำหนดสัดส่วนจำนวนหุ้นที่จะเสนอขายไม่เกินร้อยละ 30 ของทุนชำระแล้วของ SCGP ภายหลังการเพิ่มทุน โดย SCGP จะนำเงินที่ได้รับจากการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนข้างต้น เพื่อใช้ลงทนุในการขยายธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ และใช้ในการปรับโครงสร้างทางการเงิน รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของ SCGP

ทั้งนี้ SCC จะยังคงเป็นผ้ถูือหุ้นรายใหญ่และผู้มีอำนาจควบคุมของ SCGP และ SCGP จะยังคงมีสถานะเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ เช่นเดิม โดยจะยังคงสัดส่วนการถือหุ้นใน SCGP ในสัดส่วนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 ของทุนชำระแล้วของ SCGP ภายหลังการเพิ่มทุน

คณะกรรมการบริษัท และ/หรือ คณะกรรมการบริษัทของ SCGP จะพิจารณากำหนดรายละเอียด เงื่อนไขและสัดส่วนที่แน่นอนเกี่ยวกับการเสนอขายห้นุตามแผนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ข้างต้นอีกครั้งหนึ่ง


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 32343
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Mon Oct 28, 2019 1:24 pm

*SCC เผยบอร์ดไฟเขียว"เอสซีจี แพคเกจจิ้ง"เสนอขายหุ้น IPO ใช้ขยายธุรกิจ-ปรับโครงสร้างการเงิน-ใช้เป็นทุนหมุนเวียน
Source - IQ สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (Th)

Monday, October 28, 2019 12:56

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 ต.ค. 62)--บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติแผนการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ของ บมจ. เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP) และอนุมัติการนำหุ้นสามัญของ SCGP เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยกำหนดสัดส่วนจำนวนหุ้นที่จะเสนอขาย IPO จำนวนไม่เกิน 30% ของทุนชำระแล้วของ SCGP ภายหลังการเพิ่มทุน

ทั้งนี้ SCGP จะนำเงินที่ได้รับจากการเสนอขายหุ้น IPO เพื่อใช้ลงทุนในการขยายธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ และใช้ในการปรับโครงสร้างทางการเงิน รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของ SCGP

ขณะที่ SCC จะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่และผู้มีอำนาจควบคุมของ SCGP และ SCGP จะยังคงมีสถานะเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ เช่นเดิม โดยบริษัทฯ จะยังคงสัดส่วนการถือหุ้นใน SCGP ในสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 70% ของทุนชำระแล้วของ SCGP ภายหลังการเพิ่มทุน

ณ วันที่ 28 ต.ค.62 SCGP มีทุนจดทะเบียน 1,563,000,000 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 156,300,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท โดยสัดส่วนการถือหุ้นของ SCC ใน SCGP คิดเป็น 99.04%

ผลประกอบการของ SCGP ในช่วงปี 59-61 มีรายได้ 74,542 ล้านบาท 81,455 ล้านบาท และ 87,255 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่มีกำไรสุทธิ 3,851 ล้านบาท 5,374 ล้านบาท และ 6,826 ล้านบาท ตามลำดับ

ขณะที่งวด 6 เดือนแรกของปี 62 มีรายได้ 41,529 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 43,773 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 2,884 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 3,362 ล้านบาท

--อินโฟเควสท์ โดย ศศิธร ซิมาภรณ์ โทร.02-2535000 ต่อ 345 อีเมล์: sasithorn@infoquest.co.th--


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 32343
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Mon Oct 28, 2019 1:26 pm

phpBB [video]


Packaging Business, SCG คู่คิดที่ตอบโจทย์ด้านบรรจุภัณฑ์ครบวงจร

มุ่งสู่การเป็น Total Packaging Solutions Provider ที่สร้างนวัตกรรมและคุณค่าเพื่อตอบสนองความต้องการ ให้แก่ลูกค้า ผู้บริโภค และผู้เกี่ยวข้องอย่างยั่งยืน


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 32343
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Mon Oct 28, 2019 2:48 pm

*(เพิ่มเติม) SCC เผยบอร์ดไฟเขียว"เอสซีจี แพคเกจจิ้ง"เสนอขายหุ้น IPO ใช้ขยายธุรกิจ-ปรับโครงสร้างการเงิน-ใช้เป็นทุนหมุนเวียน
Source - IQ สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (Th)

Monday, October 28, 2019 14:17


สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 ต.ค. 62)--บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติแผนการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ของ บมจ. เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP) และอนุมัติการนำหุ้นสามัญของ SCGP เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยกำหนดสัดส่วนจำนวนหุ้นที่จะเสนอขาย IPO จำนวนไม่เกิน 30% ของทุนชำระแล้วของ SCGP ภายหลังการเพิ่มทุน

ทั้งนี้ SCGP จะนำเงินที่ได้รับจากการเสนอขายหุ้น IPO เพื่อใช้ลงทุนในการขยายธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ และใช้ในการปรับโครงสร้างทางการเงิน รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของ SCGP

ขณะที่ SCC จะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่และผู้มีอำนาจควบคุมของ SCGP และ SCGP จะยังคงมีสถานะเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ เช่นเดิม โดยบริษัทฯ จะยังคงสัดส่วนการถือหุ้นใน SCGP ในสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 70% ของทุนชำระแล้วของ SCGP ภายหลังการเพิ่มทุน

ณ วันที่ 28 ต.ค.62 SCGP มีทุนจดทะเบียน 1,563,000,000 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 156,300,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท โดยสัดส่วนการถือหุ้นของ SCC ใน SCGP คิดเป็น 99.04%

ผลประกอบการของ SCGP ในช่วงปี 59-61 มีรายได้ 74,542 ล้านบาท 81,455 ล้านบาท และ 87,255 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่มีกำไรสุทธิ 3,851 ล้านบาท 5,374 ล้านบาท และ 6,826 ล้านบาท ตามลำดับ

ขณะที่งวด 6 เดือนแรกของปี 62 มีรายได้ 41,529 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 43,773 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 2,884 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 3,362 ล้านบาท

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCC เปิดผยว่า SCC เล็งเห็นว่าธุรกิจแพคเกจจิ้งมีศักยภาพที่โดดเด่น และยังมีแนวโน้มเติบโตต่อไปได้อีกในอนาคต โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนซึ่งมีอัตรากรบริคและกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่งต่อเนื่องมากกว่าภูมิภาคอื่น ๆ โดยเฉพาะบรรจุกัณฑ์สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค ผลิคภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม และสินค้าที่ซื้อขายผ่านช่องทาง E-commerce โดยเฉพาะในประเทศไทย อินโดนีเชีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดที่มีอัตราการเดิบโตที่สูงและมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อย่างมากและต่อเนื่องในอนาคต โดยในปี 61 ตลาดแพคเกจจิ้งในอาเซียนมีมูลค่าประมาณ 50,000 ล้านดอลลาร์

ดังนั้น เพื่อให้สามารถร่งสร้างโอกาสและเพิ่มศักยภาพการเติบโตของธุรกิจแพคเกจจิ้งในภูมิภาค ทั้งในด้านฐานการผลิตและการตลาดให้ตอบสนองกับความต้องการในตลาดได้ดีมากยิ่งขึ้น SCC จึงได้อนุมัติแผนการเสนอขายหุ้น IPO ของ SCGP ไม่เกิน 30% ของทุนชำระแล้วของ SCGP ภายหลังการเพิ่มทุนและนำ SCGP เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

ทั้งนี้ ธุรกิจแพคเกจจิ้งของ SCC จะยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาจุดแข็งและสร้างโอกาส ทั้งในด้านนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่มีวัสดุหลากหลายประภพ (Muแ-aerl) ทั้งกระดาษและพอลิเมอร์ พร้อมการให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร (Integraled packaging solutions provide) การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ ผ่านการเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ชั้นนำระดับโลก และการควบรวมหรือการซื้อกิจการ (Merger & Acquistion; M8A) ในภูมิภาคอาเซียนที่มีศักยภาพการเติบโต โดยในปี 62 ได้มีการเข้าซื้อ PT Fajar Surya Wisesa Tbk. ในอินโดนีเซียและบริษัท วีซี่ แพ็คเกจิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ในไทย

ตลอดจนการมีฐานลูกค้าขนาดใหญ่และความเชี่ยวชาญในตำนต่างๆ ทั้งในไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และอินโดนีเชีย รวมทั้งประเทศอื่น ๆ ทั้งในและนอกภูมิภาคอาเซียนในอนาคด ให้สามารถช่วยเสริมประสิทธิภาพการผลิตที่ธุรกิจแพคเกจจิ้งมีอยู่ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืนด้วยแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อรักษาความเป็นผู้นำตำนบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าชั้นนำระดับสากลได้อย่างครอบคลุมและครบวงจรตั้งแต่ตันน้ำจนถึงปลายน้ำต่อไป


--อินโฟเควสท์ โดย ศศิธร ซิมาภรณ์ โทร.02-2535000 ต่อ 345 อีเมล์: sasithorn@infoquest.co.th--


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 32343
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Mon Oct 28, 2019 6:38 pm

เอสซีจี เร่งเครื่องธุรกิจแพคเกจจิ้ง เตรียมเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน ต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO)

เอสซีจี ประกาศแผนติดปีกธุรกิจแพคเกจจิ้ง โดยได้อนุมัติแผนการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ของ SCGP จำนวนไม่เกินร้อยละ 30 ของทุนชำระแล้วของ SCGP ภายหลังการเพิ่มทุนและนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (“ตลาดหลักทรัพย์ฯ”) เพื่อระดมทุนมาใช้ขยายธุรกิจแพคเกจจิ้ง หวังรุกตลาดทั้งในภูมิภาคอาเซียนและภูมิภาคอื่น ๆ ที่มีอนาคตสดใส และเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่มอย่างครบวงจร ดันธุรกิจแพคเกจจิ้งให้เติบโต

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า “เอสซีจีเล็งเห็นว่าธุรกิจแพคเกจจิ้งมีศักยภาพที่โดดเด่น และยังมีแนวโน้มเติบโตต่อไปได้อีกในอนาคต โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนซึ่งมีอัตราการบริโภคและกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมากกว่าภูมิภาคอื่น ๆ โดยเฉพาะสำหรับบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม และสินค้าที่ซื้อขายผ่านช่องทาง E-commerce โดยเฉพาะในประเทศไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตที่สูงและมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อย่างมากและต่อเนื่องในอนาคต โดยในปี 2561 ตลาดแพคเกจจิ้งในอาเซียนมีมูลค่าประมาณ 50,000 ล้านดอลลาร์

ดังนั้น เพื่อให้เอสซีจีสามารถเร่งสร้างโอกาสและเพิ่มศักยภาพการเติบโตของธุรกิจแพคเกจจิ้งในภูมิภาค ทั้งในด้านฐานการผลิตและการตลาดให้ตอบสนองกับความต้องการในตลาดได้ดีมากยิ่งขึ้น เอสซีจีจึงได้อนุมัติแผนการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ของ SCGP ไม่เกินร้อยละ 30 ของทุนชำระแล้วของ SCGP ภายหลังการเพิ่มทุนและนำ SCGP เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสร่วมลงทุนในธุรกิจที่มีการเติบโตในอนาคต และเพื่อให้ SCGP สามารถระดมทุนมาใช้ในการลงทุนขยายธุรกิจแพคเกจจิ้งของเอสซีจีทั้งในและต่างประเทศให้เติบโตรวมทั้งเพื่อปรับโครงสร้างทางการเงินให้มีความพร้อมในการรองรับการขยายธุรกิจต่อไปในอนาคต อีกทั้ง SCGP ยังจะสามารถระดมทุนจากตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือหาเงินทุนในรูปแบบอื่น ๆ ผ่านช่องทางของตลาดทุนได้ด้วยตัวเอง และสามารถปรับโครงสร้างการบริหารธุรกิจในอนาคตให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น ทำให้การบริหารจัดการ การพัฒนา และการลงทุนเพิ่มเติมในอนาคตของ SCGP มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้นและสอดรับกับความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น โดยที่เอสซีจีจะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และมีอำนาจควบคุม SCGP ในสัดส่วนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 และ SCGP จะยังคงมีสถานะเป็นบริษัทย่อยของเอสซีจีเช่นเดิม ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว นับว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะทำให้เอสซีจีได้รับประโยชน์กลับมาจากผลการดำเนินงานของ SCGP ที่มีโอกาสสร้างมูลค่าการเติบโตในอนาคตได้ดียิ่งขึ้นด้วย

ทั้งนี้ ธุรกิจแพคเกจจิ้งของเอสซีจี จะยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาจุดแข็งและสร้างโอกาส ทั้งในด้านนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่มีวัสดุหลากหลายประเภท (Multi-materials) ทั้งกระดาษและพอลิเมอร์ พร้อมการให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร (Integrated packaging solutions provider) การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ ผ่านการเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ชั้นนำระดับโลก และการควบรวมหรือการซื้อกิจการ (Merger & Acquisition: M&A) ในภูมิภาคอาเซียนที่มีศักยภาพการเติบโตโดยในปี 2562 ได้มีการเข้าซื้อ PT Fajar Surya Wisesa Tbk. ในอินโดนีเซีย และบริษัท วีซี่ แพ็คเกจิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ในไทย ตลอดจนการมีฐานลูกค้าขนาดใหญ่และความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ทั้งในไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย รวมทั้งประเทศอื่น ๆ ทั้งในและนอกภูมิภาคอาเซียนในอนาคต ให้สามารถช่วยเสริมประสิทธิภาพการผลิตที่ธุรกิจแพคเกจจิ้งมีอยู่ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืนด้วยแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อรักษาความเป็นผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าชั้นนำระดับสากลได้อย่างครอบคลุมและครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำต่อไป”

การแจกจ่ายเอกสารฉบับนี้ไปยังประเทศหรือเขตอำนาจรัฐอื่น ๆ นอกจากประเทศไทย อาจเป็นการต้องห้ามตามกฎหมาย ผู้ที่ได้รับเอกสารฉบับนี้ควรศึกษาและปฏิบัติตามข้อจำกัดทางกฎหมายนั้น ๆ เอกสารฉบับนี้ไม่ได้ถูกจัดทำเพื่อการเผยแพร่ การตีพิมพ์ หรือการแจกจ่าย ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ในหรือไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา

เอกสารฉบับนี้ถูกจัดทำขึ้นเพื่อแจ้งข้อมูลเท่านั้น และไม่ถือเป็นการเสนอขายหรือการชักชวนให้เข้าซื้อหลักทรัพย์ใด ๆ และไม่มีการเสนอขายหรือซื้อหลักทรัพย์ในประเทศหรือเขตอำนาจรัฐใดที่การเสนอขาย การชักชวนการเสนอซื้อ หรือการขายหลักทรัพย์นั้นขัดต่อกฎหมาย หลักทรัพย์ที่กล่าวถึงในเอกสารฉบับนี้ยังไม่ได้นำไปจดทะเบียนภายใต้กฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์ของประเทศสหรัฐอเมริกา ค.ศ. 1933 รวมทั้งที่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม (“กฎหมายหลักทรัพย์ของประเทศสหรัฐอเมริกา”) หรือกฎหมายของรัฐใด ๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกา และจะไม่มีการเสนอขายหรือการขายหลักทรัพย์ดังกล่าวในประเทศสหรัฐอเมริกา เว้นแต่จะได้มีการจดทะเบียนหรือได้รับยกเว้นการจดทะเบียนภายใต้กฎหมายหลักทรัพย์ของประเทศสหรัฐอเมริกา และกฎหมายของรัฐที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ยังไม่มีความประสงค์ที่จะจดทะเบียนไม่ว่าส่วนหนึ่งส่วนใดหรือว่าทั้งหมดของการเสนอขายหรือหลักทรัพย์ใด ๆ ที่กล่าวถึงในเอกสารฉบับนี้ในประเทศสหรัฐอเมริกา หรือดำเนินการเสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชนในประเทศสหรัฐอเมริกา


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 32343
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Mon Oct 28, 2019 9:23 pm

SCC กำไร Q3 ดิ่ง 35% ธุรกิจปิโตรฯยังกดดัน กูรูจ่อหั่นเป้า

efinanceThai.com
บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) เผย Q3/62 กำไรวูบ 35% เหลือ 6.2 พันลบ. เหตุธุรกิจปิโตรเคมียังกดดัน แถมมีรายการพิเศษ ส่วนงวด 9 เดือน ลดลง 27% รับปีนี้ยอดขายวูบ 8% ตามศก. - เคมีภัณฑ์ชะลอ เตรียมดันบ.ลูก SCGP เข้าตลาดหุ้น ด้านโบรกฯ แนะโยกเล่นตัวอื่น เล็งลดเป้ากำไร-ราคาหุ้น

*** Q3/62 กำไรทรุด 35% ปิโตรฯ-รายการพิเศษกดดัน

ไตรมาสที่ 3 ปี 2562 SCC มีกำไรสำหรับงวดเท่ากับ 6,204 ล้านบาท ลดลง 35% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนใหญ่จากผลการดำเนินงานที่ลดลงของธุรกิจเคมิคอลส์ เนื่องจากมีการกลับรายการสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี (DTA) จำนวน 1,063 ล้านบาท ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมลดลง 983 ล้านบาท ประกอบกับผลจากสงครามการค้า ทำให้ปริมาณความต้องการสินค้า HDPE ลดลง

ในไตรมาสนี้มีขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ จำนวน 762 ล้านบาท จากธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำนวน 640 ล้านบาท ส่วนใหญ่จากธุรกิจเซรามิกในต่างประเทศ เอสซีจีมี EBITDA เท่ากับ 14,842 ล้านบาท ลดลง 25% จากไตรมาสก่อน ขณะที่มีรายได้จากการขายเท่ากับ 110,330 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% จากไตรมาสก่อน

เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กำไรสำหรับงวดลดลง 35% ส่วนใหญ่จากผลการดำเนินงานที่ลดลงของธุรกิจเคมิคอลส์ เนื่องจากส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมลดลง 2,022 ล้านบาท และส่วนต่างราคาสินค้าลดลง โดย EBITDA ลดลง 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้จากการขายลดลง 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากราคาขายสินค้าเคมีภัณฑ์ลดลง

ราคาหุ้น SCC ปิดการซื้อขายวันที่ 28 ต.ค.62 ที่ 359 บาท เพิ่มขึ้น 5 บาท หรือ 1.41% มูลค่าการซื้อขาย 1,953.44 ล้านบาท


*** 9 เดือนยังไม่ฟื้น กำไรหด 27%

ด้านผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 SCC มีกำไรสำหรับงวด 24,910 ล้านบาท ลดลง 9,371 ล้านบาท หรือ 27% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ รายการสำคัญในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 ประกอบด้วย ไตรมาสที่ 2 มีรายการปรับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน จำนวน 2,035 ล้านบาท ไตรมาสที่ 3 มีการกลับรายการสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี (DTA) จานวน 1,063 ล้านบาท และขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ จำนวน 762 ล้านบาท ส่วนใหญ่จากธุรกิจเซรามิกในต่างประเทศ

ประกอบกับความกังวลจากสงครามการค้า ส่งผลกระทบต่อส่วนต่างราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ของทั้งบริษัทย่อยและบริษัทร่วม เอสซีจีมี EBITDA เท่ากับ 54,202 ล้านบาท ลดลง 19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้จากการขายเท่ากับ 331,803 ล้านบาท ลดลง 8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากราคาขายสินค้าเคมีภัณฑ์ลดลง

*** รับยอดขายปีนี้วูบ 8% ศก.ซบ -ราคาเคมีภัณฑ์ทรุด

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ยอมรับว่า ยอดขายปีนี้จะลดลงราว 8% จากปีก่อนที่ทำได้ 5.05 แสนล้านบาท เนื่องจากได้รับผลกระทบภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และราคาสินค้าธุรกิจเคมีภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้ปริมาณการขายจะยังอยู่ในระดับเดิม

ทั้งนี้ธุรกิจเคมีภัณฑ์มีสัดส่วนยอดขายและรายได้มากกว่า 50% ของธุรกิจทั้งหมด ซึ่งมองว่าขณะนี้อุตสาหกรรมเข้าสู่ช่วงวัฏจักรขาลง และยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ เนื่องจากกำลังการผลิตยังล้นตลาด และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากกลุ่มผู้ผลิตรายใหม่ ส่งผลกระทบต่อราคาขาย

อย่างไรก็ตามแม้อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์จะเป็นขาลง แต่บริษัทยังไม่มีแผนชะลอลงทุนในกลุ่มธุรกิจนี้ เพราะมองว่ายังมีศักยภาพสูงในระยะยาว โดยโครงการปิโตรคอมเพล็กซ์ที่เวียดนามยังดำเนินการก่อสร้างไปกว่า 24% แล้ว คาดแล้วเสร็จปลายปี 65 ตามแผน

*** หั่นเป้าความต้องการปูนปีนี้เหลือ 1-2%

ด้านธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง บริษัทจะเน้นกลยุทธ์ด้านธุรกิจค้าปลีกและจัดจำหน่ายให้ลูกค้าเข้าถึงนวัตกรรมสินค้าและบริการในช่องทางที่หลากหลาย ตลอดจนพัฒนา Construction Solution เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและแก้ปัญหาการก่อสร้างให้กับลูกค้า ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวมีมาร์จิ้นดีกว่าการขายสินค้าในรูปแบบเดิม


ทั้งนี้ปรับลดดีมานด์การใช้ปูนซีเมนต์ปีนี้เหลือเติบโต 1-2% จาก 3-4% เนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศยังชะลอตัว และมีปัญหาน้ำท่วมเข้ามาสร้างผลกระทบในช่วงปลายปี นอกจากนี้บริษัทเตรียมปรับกลยุทธ์ เน้นวิจัยและพัฒนาสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (HVA) ให้มากขึ้น เพื่อสร้างเสถียรภาพการทำกำไร เนื่องจากมีมาร์จิ้นสูง

นอกจากนี้เตรียมขยายธุรกิจแพคเกจจิ้ง เนื่องจากมีอัตราการเติบโตสูง ตามดีมานด์ของตลาดโลก โดยเตรียมนำบริษัทย่อย "เอสซีจี แพคเกจจิ้ง" เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อระดมทุนขยายธุรกิจให้ครบวงจร โดยอยู่ระหว่างการเตรียมยื่นไฟลิ่ง และยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้


ส่วนล่าสุดที่สหรัฐฯ ตัดสิทธิ GSP สินค้าจากไทย ไม่ส่งผลกระทบ เพราะมีสัดส่วนการส่งสินค้าไปประเทศดังกล่าวไม่ถึง 5% ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการปี 2563 ยังไม่ได้ประเมิน โดยจะทบทวนอีกครั้งหลังจากสิ้นสุดไตรมาส 4/2562 ออกมา

*** พร้อมดันบ.ลูก SCGP เข้าตลาดหุ้น


ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทของ SCC ได้มีมติอนุมัติแผนการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไป เป็นครั้งแรก (IPO) ของบริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) (SCGP) และอนุมัติการนำหุ้นสามัญของ SCGP เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

โดยกำหนดสัดส่วนจานวนหุ้นที่จะเสนอขายข้างต้นเป็นจำนวนไม่เกินร้อยละ 30 ของทุนชำระแล้วของ SCGP ภายหลังการเพิ่มทุน โดย SCGP จะนำเงินที่ได้รับจากการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนข้างต้นเพื่อใช้ลงทุนในการขยายธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ และใช้ในการปรับโครงสร้างทางการเงิน รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของ SCGP

ทั้งนี้ บริษัทฯ จะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่และผู้มีอำนาจควบคุมของ SCGP และ SCGP จะยังคงมีสถานะเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ เช่นเดิม โดยบริษัทฯ จะยังคงสัดส่วนการถือหุ้นใน SCGP ในสัดส่วนไม่ต่ากว่าร้อยละ 70 ของทุนชำระแล้วของ SCGP ภายหลังการเพิ่มทุน


*** โบรกฯ เริ่มแนะให้โยกไป SCCC - จ่อหั่นเป้า


บล.เอเซียพลัส เปิดเผยว่า ธุรกิจหลักปิโตรเคมีของ SCC ได้รับปัจจัยลบหลายเรื่อง ทั้ง Demand ที่ชะลอตัวจากปัญหาสงครามการค้า, เงินบาทที่แข็งค่ากระทบรายได้ส่งออก, Spread HDPE-Naphtha ที่ร่วงลงต่ำสุดในรอบ 7 ปี เหลือเพียง 456 เหรียญฯ/ตัน รวมไปถึงการหยุดซ่อมบำรุงของบริษัทร่วมในอินโดนีเซีย

ขณะที่ธุรกิจซีเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ได้รับผลจากปัญหาน้ำท่วมหลายพื้นที่และความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างในภาค Residential ที่ลดลง มีเพียงธุรกิจ Packaging ที่คาดกำไรยังเติบโตได้ จากการทำงบการเงินรวมกับ Fajar ซึ่ง SCC ซื้อหุ้น 55% ในเดือน มิ.ย. 62 ทำให้หลังการประกาศงบ มีความเป็นไปได้สูงมากที่ฝ่ายวิจัยจะปรับลดประมาณการกำไรปี 2562-63 ลงราว 10-15%

เบื้องต้นราคาเป้าหมายมีโอกาสลดลงจาก 460 บาท ลงมาเหลือ 400-420 บาท ขณะที่เงินปันผลน่าจะลดลงเหลือเพียง 13-15 บาท/ปี ซึ่งคิดเป็น Yield ประมาณ 3.6% เท่านั้น ทำให้ความน่าสนใจของ SCC ทั้งในเชิง Capital Gain และ Dividend Yield ลดลงจึงแนะนำ Switch ไป SCCC (FV@B 269) ที่มีแนวโน้มธุรกิจดีกว่า

บล.เมย์แบงก์กิมเอ็ง เปิดเผยว่า SCC กำไรปกติดีกว่าคาด 6% แต่พอรวมรายการพิเศษจากภาษีรอตัดบัญชี -1.06 พัน ลบ. และ ด้อยค่าสินทรัพย์ -762 ลบ. กำไรสุทธิ จะต่ำกว่าคาด 18% โดยประเมินแนวโน้ม spread ปิโตรฯ ยังแย่ต่อ ทำให้กำไรปกติ Q4/62 คาดจะยังไม่ดี แนะเพียง "ถือ" รอ spread ปิโตรฯฟื้นตัว


บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส เปิดเผยว่า มีแนวโน้มจะปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2562 และปี 2563 รวมถึงราคาเป้าหมายลงจากเดิมที่เคยประเมินไว้ 493 บาท/หุ้น


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 32343
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Tue Oct 29, 2019 1:33 am

SCG เตรียมนำ ‘ธุรกิจแพ็กเกจจิ้ง’ เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้านผลงาน 9 เดือนรายได้ลด 8%
โดย ถนัดกิจ จันกิเสน
28.10.2019




การที่ ‘ธุรกิจแพ็กเกจจิ้ง’ ทำผลงานที่โดดเด่น โดยผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี 2562 มีรายได้จากการขาย 65,974 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสำหรับงวด 4,245 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 12 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ส่งผลให้ SCG อนุมัติแผนการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ของบริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) (SCGP) ไม่เกินร้อยละ 30 ของทุนชำระแล้วของ SCGP ภายหลังการเพิ่มทุน และนำ SCGP เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

เพื่อให้ SCGP สามารถระดมทุนมาใช้ในการลงทุนขยายธุรกิจแพ็กเกจจิ้งของ SCG ทั้งในและต่างประเทศให้เติบโต รวมทั้งเพื่อปรับโครงสร้างทางการเงินให้มีความพร้อมในการรองรับการขยายธุรกิจต่อไปในอนาคต รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCG ระบุว่า SCG จะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และมีอำนาจควบคุม SCGP ในสัดส่วนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 และ SCGP จะยังคงมีสถานะเป็นบริษัทย่อยของ SCG เช่นเดิม

“การดำเนินการดังกล่าว นับว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะทำให้ SCG ได้รับประโยชน์กลับมาจากผลการดำเนินงานของ SCGP ที่มีโอกาสสร้างมูลค่าการเติบโตในอนาคตได้ดียิ่งขึ้นด้วย”

ด้านภาพรวมผลประกอบการ 9 เดือน SCG มีรายได้จากการขาย 331,803 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 8 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลง โดยมีกำไรสำหรับงวด 24,910 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 27 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้รายการสำคัญในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 ประกอบด้วย ไตรมาสที่ 2 มีรายการปรับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน จำนวน 2,035 ล้านบาท ไตรมาสที่ 3 มีการกลับรายการสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี จำนวน 1,063 ล้านบาท และการปรับลดมูลค่าสินทรัพย์ทางบัญชีจำนวน 762 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากธุรกิจเซรามิกในต่างประเทศ ประกอบกับความกังวลจากสงครามการค้าที่ส่งผลกระทบต่อส่วนต่างราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ของทั้งบริษัทย่อยและบริษัทร่วม

สินทรัพย์รวมของ SCG ณ วันที่ 30 กันยายน 2562 มีมูลค่า 611,503 ล้านบาท โดยร้อยละ 35 เป็นสินทรัพย์ในอาเซียน

นอกเหนือจาก ‘ธุรกิจแพ็กเกจจิ้ง’ ผลประกอบการ 9 เดือนของธุรกิจอื่นๆ ได้แก่ ธุรกิจเคมิคอลส์ มีรายได้จากการขาย 136,283 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 19 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาสินค้าที่ปรับตัวลดลง โดยมีกำไรสำหรับงวด 13,295 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 44 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากส่วนต่างราคาสินค้าที่ลดลง

ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างมีรายได้จากการขาย 139,555 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามการขยายตัวของธุรกิจค้าปลีกและการจัดจำหน่าย โดยมีกำไรสำหรับงวด 4,801 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

รุ่งโรจน์กล่าวว่า แม้ผลประกอบการของ SCG ในช่วงไตรมาส 3 และ 9 เดือนแรกปี 2562 จะได้รับผลกระทบหลักจากธุรกิจเคมิคอลส์ที่มีกำไรลดลงตามวัฏจักรปิโตรเคมี เนื่องจากส่วนต่างราคาสินค้าปรับตัวลดลงและส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงใหญ่ของบริษัทร่วม แต่ธุรกิจเคมิคอลส์ยังมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกแบบผลิตภัณฑ์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลก

ขณะที่ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างยังสามารถสร้างรายได้ให้ SCG อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าตลาดจะค่อนข้างอ่อนตัวลงโดยเฉพาะตลาดเซรามิกในต่างประเทศ แต่ SCG ยังคงมุ่งเน้นการรุกธุรกิจค้าปลีกและจัดจำหน่ายให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงนวัตกรรมสินค้าและบริการต่างๆ ในทุกช่องทางได้อย่างสะดวกสบาย หลากหลายโซลูชัน ตลอดจนการพัฒนา Construction Solution ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและแก้ปัญหาการก่อสร้างอย่างครบวงจร พร้อมยกระดับวงการก่อสร้างไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 32343
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SCGP

Posts by pakapong_u » Wed Oct 30, 2019 11:29 pm

ทำไมเอสซีจีถึงได้เลือกธุรกิจแพคเกจจิ้งเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ


จากธุรกิจที่น่า “เป็นห่วง” ที่สุดของ “เอสซีจี” กลายเป็น “ธุรกิจดาวรุ่ง พุ่งแรง” ที่สุดในวันนี้

Case study ที่น่าสนใจของการเปลี่ยนแปลงตัวเองและไม่ยอมหยุดนิ่งอยู่กับที่ขององค์กรใหญ่กว่า 100 ปี

ปัจจุบันเอสซีจีมีธุรกิจหลักที่ทำรายได้รวมในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 5 แสนล้านบาท กำไร 4.4 หมื่นล้านบาท จาก 3 กลุ่มธุรกิจหลักคือ 1. ธุรกิจเคมิคอลส์ 2. ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง และ 3. ธุรกิจแพคเกจจิ้ง

ธุรกิจที่ทำรายได้สูงที่สุดในรอบ 9 เดือนปี 2562 คือเคมิคอลส์ รายได้ 136,283 ล้านบาท กำไร 13,295 ล้านบาท

รองลงมาคือซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง รายได้ 139,555 ล้านบาท มีกำไร 4,801 ล้านบาท

ส่วนแพคเกจจิ้งมีรายได้ 65,974 ล้านบาท กำไร 4,245 ล้านบาท

ทั้งรายได้และกำไรของแพคเกจจิ้งถึงจะมียังมีสัดส่วนที่น้อยกว่ากลุ่มธุรกิจอื่นๆ (รายได้เพียง 21% กำไร 17% เมื่อเทียบกับทั้งกลุ่ม) แต่เป็นรายได้และกำไรที่แต่ละปีมีอัตราการเติบโตสูงที่สุดกว่ากลุ่มอื่นๆ
3AE5FFBF-3162-4B8E-97C5-15FDD97B67E1.jpeg
3AE5FFBF-3162-4B8E-97C5-15FDD97B67E1.jpeg (160.78 KiB) Viewed 213 times
เหตุผลสำคัญในการส่ง เอสซีจี แพคเกจจิ้ง เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นเพราะ

1. จากการเติบโตของธุรกิจ E-commerce ในยุคดิจิทัลนี้ทำให้บรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มในประเทศไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม เป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตที่สูงและมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อย่างมากและต่อเนื่องในอนาคต

2. ในปี 2561 ตลาดแพคเกจจิ้งในอาเซียนมีมูลค่าประมาณ 50,000 ล้านดอลลาร์

3. วันนี้ เอสซีจี แพคเกจจิ้ง คือบริษัทผู้นำตลาดทางด้านบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในภูมิภาคอาเซียนอยู่แล้ว

4. เป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งเพื่อให้เอสซีจี แพคเกจจิ้ง มีความได้เปรียบคู่แข่งในเรื่องของการเงิน

จากเหตุผลดังกล่าวกลายเป็นที่มาของการประกาศว่า เอสซีจี เตรียมเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ของบริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) (“SCGP”) และนำ SCGP เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อระดมทุนเสริมศักยภาพธุรกิจดาวรุ่ง รับโอกาสตลาดเติบโต

โดยที่เอสซีจีจะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และมีอำนาจควบคุม SCGP ในสัดส่วนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 และ SCGP จะยังคงมีสถานะเป็นบริษัทย่อยของเอสซีจีเช่นเดิม

หลังเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ SCGP สามารถระดมทุนจากตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือหาเงินทุนในรูปแบบอื่นๆ ผ่านช่องทางของตลาดทุนได้ด้วยตัวเอง และสามารถปรับโครงสร้างการบริหารธุรกิจในอนาคตให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น ทำให้การบริหารจัดการ การพัฒนา และการลงทุนเพิ่มเติมในอนาคตของ SCGP มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้นและสอดรับกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น



จากธุรกิจ “ดาวโรย“ กลายเป็น “ดาวรุ่ง” ได้อย่างไร

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 5-10 ปีก่อน กลุ่มธุรกิจของเอสซีจีที่โดนดิสรัปชั่นอย่างเห็นได้ชัดคือ เอสซีจี เปเปอร์ ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์กระดาษที่ครบวงจรรายใหญ่ของอาเซียน เมื่อความต้องการใช้กระดาษพิมพ์เขียนในโลกดิจิทัลลดลงอย่างรวดเร็ว

ผู้บริหารของเอสซีจีเองก็ออกมายอมรับในช่วงนั้นว่าเป็นกลุ่มธุรกิจที่น่าเป็นห่วงที่สุด

จนกระทั่งในปี 2558 มีกลยุทธ์การพลิกแบรนด์ครั้งสำคัญจาก “เอสซีจี เปเปอร์” กลายเป็น “เอสซีจี แพคเกจจิ้ง“ เพราะถึงแม้การใช้กระดาษพิมพ์เขียนจะลดลงแต่ อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยวัตถุดิบที่เป็นเยื่อกระดาษยังมีความสำคัญ

ครั้งนั้นไม่แค่เพียงเปลี่ยนชื่อ แต่เป็นการปรับเปลี่ยนบิสสิเนสโมเดลใหม่หมด กลายเป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ที่ครบวงจร ที่ไม่ใช่มีเพียงกระดาษเท่านั้น แต่ยังขยายไปยังวัสดุอื่นๆ ที่ไม่ใช่กระดาษด้วย อย่างเช่นบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนตัว (Flexible Packaging) ที่ทำจากพลาสติก กระดาษ ฟอยล์



พร้อมๆ กับการขยายฐานการลงทุนในประเทศเวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ในปี 2562 นี้ยังได้มีการเข้าซื้อ PT Fajar Surya Wisesa Tbk. ในอินโดนีเซีย และบริษัท วีซี่ แพ็คเกจจิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ในไทย

ผลประกอบการและกำไรที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องของแพคเกจจิ้ง และปัจจัยบวกที่มีความแข็งแกร่งของฐานลูกค้าในอาเซียน รวมทั้งความมุ่งมั่นในเรื่อง R&D เพื่อนวัตกรรมใหม่ๆ ในการผลิตแพคเกจจิ้งที่ตอบโจทย์ลูกค้า และนำหน้าคู่แข่ง

กลายป็นความหวังใหม่ของเอสซีจีที่จะสามารถมีรายได้ที่มั่นคงจากกลุ่มธุรกิจนี้ นอกจากธุรกิจเคมิคอลส์ที่มีกำไรลดลงต่อเนื่องตามวัฏจักรปิโตรเคมี หรือธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง ที่ต้องพึ่งในเรื่องภาวะเศรษฐกิจเป็นหลักอีกด้วย



Post Reply