CRC

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก
pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 33528
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: CRC

Posts by pakapong_u » Tue Jan 07, 2020 8:51 pm

CRC : บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
ประเภทธุรกิจ
ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ซึ่งประกอบธุรกิจค้าปลีกสินค้าหลากหลายประเภทผ่านรูปแบบและช่องทางที่หลากหลาย (Multi-format and Multi-category) ในประเทศไทยและในต่างประเทศ ธุรกิจของกลุ่มบริษัทฯ สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
(1) กลุ่มแฟชั่น ซึ่งมุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับ
(2) กลุ่มฮาร์ดไลน์ ซึ่งมุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าตกแต่งและปรับปรุงบ้าน และ
(3) กลุ่มฟู้ด ซึ่งมุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าที่มักพบได้ทั่วไปในร้านสะดวกซื้อ
ตลาดรอง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
กลุ่มอุตสาหกรรม / หมวดธุรกิจ บริการ / พาณิชย์
สถานะ Approved
จำนวนหุ้นที่ IPO
จำนวนไม่เกิน 1,691,000,000 หุ้น ประกอบด้วย
(1) หุ้นสามัญเพิ่มทุน จำนวนไม่เกิน 1,331,000,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 22.1 ของหุ้นทั้งหมดหลัง IPO (ไม่รวม over-allotment) แบ่งเป็น
1.1) หุ้นที่จะเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นของ ROBINS ที่ตอบรับคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของ ROBINS
1.2) หุ้นเพื่อเสนอขายและจัดสรรให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก
(2) หุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดย Hawthorn Resources Limited (ผู้ถือหุ้นเดิม) จำนวนไม่เกิน 360,000,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 6 ของหุ้นทั้งหมดหลัง IPO (ไม่รวม over-allotment ให้แก่ประชาชนทั่วไป)
ระยะเวลาเสนอขายหุ้น
29 – 31 มกราคม 2563 และ 3 กุมภาพันธ์ 2563
ราคา IPO
n/a
ราคา PAR
1.00 บาท
วันที่เริ่มซื้อขาย n/a
ที่ปรึกษาทางการเงิน
บริษัท หลักทรัพย์ภัทร จำกัด (มหาชน) และ บริษัท หลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน)

ข้อมูล Filing
www.centralretail.com


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 33528
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: CRC

Posts by pakapong_u » Thu Jan 09, 2020 9:04 pm

ลือ! เซ็นทรัล สนใจซื้อ “เทสโก้ โลตัส” ส่วน CP มอง “แพงไป” ปตท. ยืนยันอีกรอบ ไม่สนใจซื้อ
09/01/2020

อัพเดตสถานการณ์ล่าสุดของกลุ่มทุนไทยที่สนใจในการเข้าซื้อกิจการของ Tesco ในไทยและมาเลเซีย ซึ่งล่าสุดนั้นกลุ่มเซ็นทรัลสนใจในการซื้อกิจการเพื่อต่อยอดธุรกิจ

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ ได้รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวในกลุ่มเซ็นทรัล โดยรายงานว่า กลุ่มเซ็นทรัลสนใจที่จะซื้อกิจการของ Tesco ในประเทศไทยและมาเลเซีย เพราะมองว่ากิจการของ Tesco ใน 2 ประเทศที่ได้ประกาศให้ผู้สนใจประมูลนั้นจะสามารถต่อยอดธุรกิจของกลุ่มได้ โดยคาดว่ามูลค่าของกิจการทั้งในไทยและมาเลเซียน่าจะมีมูลค่าสูงถึง 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐ


ขณะเดียวกันทาง ชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ปตท. (PTT) ได้ออกมาปฏิเสธข่าวกลุ่มปตท. สนใจเข้าร่วมประมูลกิจการของ Tesco ทั้งในไทยและมาเลเซีย โดยได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่าเป็น “ข่าวปลอม”

โดยเมื่อวานนี้ (8 มกราคม) สำนักข่าวรอยเตอร์ส ได้รายงานข่าวจากการอ้างอิงแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องว่า บริษัทลูกของ ปตท. คือ PTTOR สนใจที่จะเข้าร่วมประมูลกิจการ

นอกจากนี้สำนักข่าวรอยเตอร์ส ยังได้รายงานว่า ถ้าหาก PTTOR เป็นผู้ชนะการประมูลนั้นมีโอกาสที่จะผ่านจากหน่วยงานกำกับดูแลมากกว่าคู่แข่งรายอื่นๆ เนื่องจากดีลนี้ถูกจับตามองเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. ต้องออกมาปฏิเสธข่าว รอบที่ 2 ในวันนี้

เดือนธันวาคมที่ผ่านมา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ของ ปตท. ก็ได้ออกมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า กลุ่ม ปตท.ไม่สนใจที่จะเข้าร่วมประมูลซื้อกิจการ Tesco Lotus หากจะมีการขายกิจการจริงตามที่เป็นข่าว เนื่องจากเป็นธุรกิจค้าปลีกที่มีขนาดใหญ่ และ ปตท.ไม่มีความถนัดที่จะเข้าไปบริหารจัดการ

สำหรับทางด้านกลุ่ม CP นั้นทางอินโฟเควสท์ได้รายงานข่าวซึ่งอ้างอิงแหล่งข่าวจากในกลุ่ม CP โดยแหล่งข่าวได้กล่าวว่าราคาของกิจการ Tesco ทั้งในไทยและมาเลเซีย คาดว่าจะมีราคาประมูลแพงมาก และไม่น่าจะเข้ายื่นร่วมประมูลแต่อย่างใด


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 33528
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: CRC

Posts by pakapong_u » Fri Jan 10, 2020 10:34 am

แหล่งข่าวเผย"กลุ่มเซ็นทรัล"สนใจเสนอซื้อกิจการ"เทสโก้
--อินโฟเควสท์ โดย จีรายุทธ จันทรงสกุล/ศศิธร โทร.02-2535000 ต่อ 345 อีเมล์: sasithorn@infoquest.co.th--
ข่าวหุ้น-การเงิน 9 มกราคม พ.ศ. 2563 14:55 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

แหล่งข่าวจากกลุ่มเซ็นทรัล เปิดเผยกับ "อินโฟเควสท์"ว่า กลุ่มเซ็นทรัลสนใจเข้าร่วมประมูลซื้อธุรกิจของเทสโก้ โลตัส ในประเทศไทยและมาเลเซีย ตามที่เทสโก้กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทแม่ในธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ในประเทศอังกฤษออกแถลงการณ์ว่าต้องการขายกิจการในสองประเทศดังกล่าว โดยเป็นที่คาดการณ์ว่าดีลครั้งนี้น่าจะมีมูลค่าสูงถึงราว 9 พันล้านเหรียญสหรัฐ

แหล่งข่าว เปิดเผยว่า เซ็นทรัล กรุ๊ป จะเป็นบริษัทที่เข้าร่วมประมูล เพราะมองว่ากิจการของเทสโก้ โลตัส ในไทยและมาเลเซียสามารถต่อยอดธุรกิจของกลุ่มได้

นอกจากนั้น ที่ผ่านมาทาง บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ได้มีการร่วมทุนกับบริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการ เทสโก้ โลตัส ในประเทศไทย ซึ่ง CPN และเอก-ชัยฯ ร่วมกันจัดตั้งบริษัท ซินเนอร์จิสติก พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด เพื่อรองรับการขยายธุรกิจของทั้งสองบริษัท

อีกทั้ง CPN เองก็มีสาขาห้างสรรพสินค้าในประเทศมาเลเซียที่เปิดให้บริการแล้ว ดังนั้น หากมีกิจการของเทสโก้ โลตัส เข้ามาเสริมก็จะสามารถต่อยอดธุรกิจในกลุ่มเซ็นทรัลได้ แต่การตัดสินใจดีลดังกล่าวขึ้นกับการพิจารณาของกลุ่มเซ็นทรัล กรุ๊ป จะจะมีความคุ้มค่าหรือไม่ อย่างไร

ขณะที่แหล่งข่าวจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ให้วามเห็นว่า กลุ่มซีพีไม่น่าจะเข้ายื่นข้อเสนอซื้อกิจการเทสโก้ โลตัส ในประเทศไทยและมาเลเซีย เพราะดีลดังกล่าวมีราคาแพงมาก แต่อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามไปยัง บมจ.ซีพีออลล์ (CPALL) ซึ่งเป็นธุรกิจค้าปลีกในเครือซีพี ยังไม่ได้รับคำตอบว่าจะแสดงความสนใจหรือไม่


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 33528
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: CRC

Posts by pakapong_u » Sat Jan 11, 2020 6:23 am

เตรียมพบโอกาสเติบโตไปกับเรา ผู้นำค้าปลีกไทยที่ประสบความสำเร็จในระดับโลก บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ‘CRC’ ขอเชิญนักลงทุนร่วมงาน Central Retail IPO 2020 เพื่อร่วมฟังการบรรยายข้อมูลเกี่ยวกับการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ลงทะเบียนเพื่อสำรองที่นั่ง >> www.centralretail.com/ipo2020
.
วันศุกร์ 17 มกราคม 2563 เวลา 14.00-16.00 น. ณ ห้องบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์
.
ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
.
#CentralRetail #CRC #NewCentralNewRetail #IPO2020
www.centralretail.com
Attachments
95F857F5-5FFA-4EFE-A701-F062B9BD5286.jpeg
95F857F5-5FFA-4EFE-A701-F062B9BD5286.jpeg (244.11 KiB) Viewed 546 times


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 33528
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: CRC

Posts by pakapong_u » Sat Jan 11, 2020 10:20 pm

เซ็นทรัล รีเทล ชี้ 3 Consumer​ Trends 2020 ดันกลุ่มค้าปลีกโต แม้ปัจจัยลบยังท่วม
January 9, 2020


ให้เวลาเฉลิมฉลองกับการก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่กันไม่กี่อึดใจ ก็หมดเวลา Honey Moon Period กันอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะภาคธุรกิจ ที่แค่ในวีคแรกของการกลับมาทำงาน ก็มองเห็นปัจจัยลบ ความเสี่ยง ความท้าทาย ทั้งในระดับประเทศและระดับโลกตั้งแถวเข้าคิวมาต้อนรับปีใหม่กันอย่างพร้อมเพรียง

ทำธุรกิจเลี่ยงปัจจัยลบไม่ได้

ขณะความรู้สึกของผู้นำกลุ่มธุรกิจค้าปลีกของประเทศอย่างเซ็นทรัล รีเทล ไม่ได้รู้สึกเป็นกังวลต่อสถานการณ์ที่กำลังจะต้องเผชิญในปีนี้ เพราะปัจจัยลบกับการทำธุรกิจเป็นของคู่กัน ทุกๆ ปีที่ผ่านมาก็มีหลากหลายปัจจัยลบให้ต้องเผชิญอยู่แล้ว ส่วนความน่ากังวลในปีนี้ก็ไม่ได้มองว่าเป็นระดับที่รุนแรงมากกว่าปีก่อนๆ หน้า ซึ่งหน้าที่ของคนทำธุรกิจคือ การเตรียมความพร้อมกับปัจจัยทั้งที่ควบคุมได้และไม่ได้ที่ธุรกิจต้องเผชิญ ที่สำคัญไม่ได้มีแค่เพียงปัจจัยลบ แต่ยังมองเห็นปัจจัยบวก และโอกาสที่ดีที่จะเข้ามาผลักดันให้ธุรกิจยังสามารถเติบโตได้ต่อในปีนี้เช่นเดียวกัน

คุณภัทรพร เพ็ญประพัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายการตลาด-ประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล หนึ่งในกลุ่มธุรกิจของเซ็นทรัล รีเทล ขยายความถึงโอกาสที่ดีที่เชื่อว่าจะผลักดันให้ธุรกิจของเซ็นทรัล รีเทล น่าจะยังสามารถเติบโตต่อเนื่องได้ในปีนี้ โดยเฉพาะจุดแข็งของกลุ่มเซ็นทรัล รีเทล จากรูปแบบธุรกิจที่เป็น Multi- Category, Multi-Format และ Multi-Market ทำให้​สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้คอบคลุมทุกกลุ่ม ทุกไลฟ์สไตล์ รวมทั้งในหลายตลาดไม่ใช่เพียงแค่ในประเทศไทย

“เซ็นทรัล รีเทล มีแบรนด์ในแต่ละ BU ที่เข้าถึงทุกกลุ่มทาร์เก็ต และสามารถเข้าถึงได้แบบ Omni-Channel จากทุกช่องทางทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ รวมทั้งความสามารถในการเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าทั้งในไทย เวียดนาม และตลาดยุโรป โดยเฉพาะการต่อยอดจากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ถึง 28.8 ล้านฐานข้อมูล จากทุกๆ ตลาดรวมกัน ทำให้สามารถเข้าใจและนำเสนอออฟเฟอร์ที่ตรงใจลูกค้าได้แบบรายบุคคล ประกอบกับการศึกษาข้อมูลการจับจ่ายของลูกค้าที่มีอยู่ พบว่ายังมีการจับจ่ายอย่างต่อเนื่อง และเติบโตขึ้นในหลายๆ กลุ่มสินค้า ดังนั้น หากยังคงสามารถนำเสนอสิ่งที่ลูกค้าต้องการได้อย่างถูกต้อง ก็เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าจับจ่ายได้เพิ่มมากขึ้น”

3 Mega Consumer Trends 2020

ที่สำคัญจุดแข็งที่กลุ่มเซ็นทรัลมี ยังสอดคล้องกับทิศทางเมกะเทรนด์ของผู้บริโภคในปี 2020​ จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน โดย คุณณัฐธีรา จิราธิวัฒน์​ บุญศรี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด บริษัทย่อยของเซ็นทรัล รีเทล กล่าวถึง 3 Consumers Trend 2020 ที่น่าจับตามอง ประกอบไปด้วย

1. Personalisation is a new premium หมายถึง ความคาดหวังของผู้บริโภค ที่จะได้รับสินค้า บริการ และคุณค่าจากการช้อปปิ้ง ที่ตอบโจทย์ความต้องการในระดับรายบุคคลได้เพิ่มมากขึ้น

2. Pay for experience หมายถึง การที่ผู้บริโภคยินดีจับจ่าย เพื่อแลกกับประสบการณ์ที่แตกต่าง และคุณค่าในแบบที่คาดหวังจากการช้อปปิ้งในทุกๆ ช่องทางที่หลากหลาย

3. Ambience is a new exclusive หมายถึง การตกแต่งบรรยากาศภายในร้าน เพื่อให้เกิดความรู้สึกพิเศษและเอ็กซ์คลูซีฟ รวมทั้งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการที่อยู่ภายในได้



ดังนั้น เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความคาดหวังของลูกค้า ธุรกิจค้าปลีกจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปเหล่านี้ให้ได้

นอกจาก 3 เมกะเทรนด์นี้แล้ว ในฐานะผู้นำแพลตฟอร์มค้าปลีกแบบ Omnichannel ที่สามารถผสานจุดเด่นที่ดีที่สุดจากทั้งแพลตฟอร์มออนไลน์​และออฟไลน์เข้าไว้ด้วยกันได้อย่างไร้รอยต่อ ทำให้กลุ่มธุรกิจค้าปลีกของเครือเซ็นทรัลยังมีจุดแข็งที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในปัจจุบันได้ครบถ้วนทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็น

– Convenience ที่สามารถช้อปปิ้งได้จากทุกที่และทุกเวลาจากทั่วโลก

– Quality of Choice การมีตัวเลือกที่หลากหลาย และสามารถมั่นใจในเรื่องของคุณภาพและความน่าเชื่อถือของสินค้า

– Superior Omnichannel Service หรือการมอบบริการที่หลากหลาย และสามารถเชื่อมโยงกันทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ไม่ว่าจะเป็น Click & Collect, Click & Delivery, Chat & Shop, e-Ordering, Reserve & Collect หรือบริการรับจองสินค้าทางออนไลน์ และสามารถเข้ามาดูสินค้าจากหน้าร้านได้ในเวลาอันสั้น โดยสามารถรับหรือสั่งให้ส่งสินค้าไปยังปลายทางที่ต้องการ และ Express Delivery บริการส่งของด่วน ภายใน 1-2 ชั่วโมง พร้อมด้วยบริการหลังการขายแบบไร้กังวล

ความเชื่อมั่นในจุดแข็งและศักยภาพในกลุ่มธุรกิจค้าปลีกเครือเซ็นทรัล สะท้อนผ่านภาพรวมการเติบโตในไตรมาสที่ 3 ของปี 2019 ที่ผ่านมา จากการเติบโตในหลายๆ กลุ่มสินค้าจาก Omnichannel Platform ​ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสินค้าแฟชั่นที่เติบโตได้ถึง 95% กลุ่มสินค้าฮาร์ดไลน์เติบโต 70% และกลุ่มอาหารที่เติบโต 45% ​รวมทั้งการจัดบิ๊กแคมเปญอย่าง 11.11 และ 12.12 ที่สามารถสร้างการเติบโตได้เพิ่มมากขึ้นและเติบโตได้มากกว่าช่วงปกติ​หลายเท่าตัว

เชื่อตรุษจีนจับจ่ายสะพัด เสริมกำลังใจ

ขณะที่เปิดต้นปีใหม่นี้มากลุ่มเซ็นทรัลได้ผนึก 9 BU ในกลุ่มค้าปลีก เพื่อจัดแคมเปญกระตุ้นกำลังซื้อช่วงต้นปีกับช่วงเทศกาลตรุษจีน ภายใต้งบ 50 ล้านบาท กับแคมเปญ​ “Happy Chinese New Year 2020 ต้อนรับปีหนูทอง ฉลองแด่นักช็อป” โดยเริ่มแคมเปญตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2563 เพื่อมอบประสบการณ์การจับจ่ายสินค้าที่เหนือกว่าเดิมในรูปแบบ Omnichannel เชื่อมโยงทั้งออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน โดยเฉพาะการเตรียมสินค้าในกลุ่มสินค้าที่ขายดีในช่วงเทศกาลให้เพียงพอต่อความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าในกลุ่มของไหว้ การเดินทาง เสื้อผ้า แอคเซสซอรี่ และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ



ส่วนความมั่นใจต่อกำลังซื้อในช่วงเทศกาลตรุษจีนในปีนี้ แม้จะทิ้งระยะจากช่วงเฉลิมฉลองปีใหม่ไม่นานนัก แต่เชื่อว่าผู้บริโภคจะยังคงจับจ่ายใช้สอยในเทศกาลเป็นอย่างดี เพราะเป็นประเพณี ความเชื่อ เพื่อความโชคดีและความเป็นสิริมงคล ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นค่าใช้จ่ายที่มีการสำรองไว้อยู่แล้ว โดยในแต่ละปีจะมีการจับจ่ายในช่วงเทศกาลตรุษจีนโดยรวมทั้งประเทศราว 1.3 หมื่นล้านบาท ประกอบกับเทศกาลตรุษจีนในปีนี้ ตรงกับปีหนูทอง ซึ่งในรอบ 60 ปี จะมีเพียงครั้งเดียว จึงเชื่อว่า หลายๆ คนไม่น่าจะพลาดกับโอกาสพิเศษนี้เข่นกัน

รวมทั้งทางเครือเซ็นทรัลได้จัดโปรโมชันกระตุ้นการจับจ่ายในช่วงเทศกาลจากทั้ง 9 ธุรกิจในอาณาจักรค้าปลีกเซ็นทรัล รีเทล และกลุ่มเซ็นทรัลประกอบด้วย ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล, ท็อปส์, แฟมิลี่มาร์ท, มัทสึโมโตะ คิโยชิ, ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน, เพาเวอร์บาย, ซูเปอร์สปอร์ต, ซีเอ็มจี และบีทูเอส ทั้งการมอบส่วนลดพิเศษ รวมทั้งไฮไลท์ชิงโชคไอโฟนสีทอง ซึ่งเป็นสีมงคลในปีนี้ ซึ่งทางเซ็นทรัล รีเทล เชื่อมั่นว่าจะช่วยกระตุ้นให้ยอดขายเติบโตเพิ่มขึ้นได้ราว 12-15% ​โดยกลุ่มสินค้าที่ขายดีในช่วงตรุษจีนปีที่ผ่านมา อาทิ เครื่องสำอาง กลุ่มแฟชั่น กระเป๋า เสื้อผ้า กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า และสปอร์ตแวร์


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 33528
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: CRC

Posts by pakapong_u » Thu Jan 16, 2020 10:39 am

ผู้ร่วมประมูล “เทสโก้ โลตัส” ได้ไป เอาไปทำอะไร? /โดย ลงทุนแมน

มีข่าวว่า ในช่วงนี้จะมีการยื่นซองประมูลซื้อกิจการ เทสโก้ โลตัส กันแล้ว
ซึ่งคาดการณ์กันว่า การซื้อกิจการครั้งนี้จะเป็นดีลที่มีมูลค่ามากสุดในประวัติศาสตร์ไทย
คำถามต่อไปที่น่าสนใจก็คือ
ผู้เข้าร่วมประมูลแต่ละราย ถ้าได้กิจการ เทสโก้ โลตัส ไป
อะไรจะเกิดขึ้น

เทสโก้ โลตัส จะเหมือนเดิม
หรือจะถูกทำให้เปลี่ยนไปอย่างไร
ลงทุนแมนจะวิเคราะห์ให้ฟัง

บริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศไทยที่ถูกคาดการณ์ว่าจะเข้าร่วมประมูลซื้อกิจการ เทสโก้ โลตัส ก็คือ
1. เครือซีพี ของตระกูลเจียรวนนท์
2. เครือทีซีซี ของตระกูลสิริวัฒนภักดี
3. เครือเซ็นทรัล ของตระกูลจิราธิวัฒน์

ถ้าถามว่าใครได้ไปแล้วได้ประโยชน์แบบทันที?
คำตอบก็คือ “เครือทีซีซี” ของเสี่ยเจริญ
เพราะเครือทีซีซี เจ้าของบิ๊กซี ถือเป็นคู่แข่งที่ฟาดฟันกับเทสโก้ โลตัสมาโดยตลอด

บิ๊กซี กับ เทสโก้ สู้กันอย่างไร?
บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ สู้กับ เทสโก้ โลตัส
บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า สู้กับ เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์ตร้า
มินิ บิ๊กซี สู้กับ เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส
บิ๊กซี มาร์เก็ต สู้กับ เทสโก้ โลตัส ตลาด

แต่ถ้าทีซีซีซื้อกิจการได้ ทีซีซีจะเป็นเจ้าของไฮเปอร์มาร์เก็ตทั้ง 2 แบรนด์ ซึ่งมีหลายสาขาที่อยู่ใกล้กันมากห่างกัน 50 เมตร และทุกคนคิดว่ามันคงไม่เข้าท่า..

แต่สิ่งนี้แหละคือสิ่งที่วิเศษสุดสำหรับคนซื้อกิจการ
เพราะแต่เดิมจากที่ต้องแย่งลูกค้ากัน ลดราคาแข่งกัน
มาวันนี้การแข่งขันด้านราคาของตลาดไฮเปอร์มาร์เก็ตจะผ่อนคลายลง


ดังนั้นก็มีโอกาสที่กำไรของทั้งบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ กับ เทสโก้ โลตัส จะเพิ่มขึ้นในทันที
ในขณะที่อีกมุมหนึ่งก็คือ “การเปลี่ยนแปลง” โครงสร้างธุรกิจกลุ่มไฮเปอร์มาร์เก็ต
ไม่แน่ว่า เราอาจได้เห็น ไม่แบรนด์ใดก็แบรนด์หนึ่งระหว่างบิ๊กซี หรือ เทสโก้ โลตัส ต้องเปลี่ยนไปเป็น ธุรกิจค้าส่ง..

เคสนี้ก็อาจเกิดขึ้นได้ เพราะเครือทีซีซี เป็นเจ้าของกิจการค้าส่งในเวียดนามชื่อ METRO ซึ่งมีลักษณะคล้ายแม็คโครของประเทศไทย
และเรื่องนี้เป็นสัญญาณบอก “แม็คโคร” ว่า “นายกำลังจะมีคู่แข่งแล้วนะ”

ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง มันก็อาจส่งผลต่อมูลค่าบริษัทแม็คโครที่แต่เดิมแทบไม่มีคู่แข่ง ไม่มากก็น้อย..
ส่วนฟอร์แมตขนาดเล็กของเทสโก้ โลตัส และบิ๊กซี ก็น่าจะมีการรวมร่างกัน

เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส รวมเข้ากับ มินิ บิ๊กซี
เทสโก้ โลตัส ตลาด รวมเข้ากับ บิ๊กซี มาร์เก็ต
หากเป็นแบบนี้ บิ๊กซีก็จะเพิ่มขีดความสามารถในการเข้าถึงลูกค้า แถมยังสามารถแย่งส่วนแบ่งการตลาดกับเซเว่น อีเลฟเว่นของซีพีได้อีกด้วย

สำหรับเครือเซ็นทรัล
ถ้าเซ็นทรัลได้เทสโก้ โลตัส เซ็นทรัลจะมีช่องทางการจัดจำหน่ายเพิ่มเติมในกลุ่มไฮเปอร์มาร์เก็ตที่เซ็นทรัลไม่มี

ในขณะเดียวกัน ท็อปส์ สามารถรวมเข้ากับ เทสโก้ โลตัส ตลาด เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งในตลาดซูเปอร์มาร์เก็ตได้

ส่วนในตลาดร้านสะดวกซื้อ แฟมิลี่มาร์ท สามารถรวมเข้ากับ เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส ได้
ซึ่งก็น่าสนใจว่า การเข้าร่วมประมูลครั้งนี้ก็อาจเป็นสัญญาณบอกเราว่าธุรกิจค้าปลีกที่เซ็นทรัลเป็นคนบุกเบิกในประเทศไทย เซ็นทรัลกำลังจะมาทวงคืนความเป็นผู้นำ..

สำหรับเครือซีพี
หากซีพี ได้ เทสโก้ โลตัสไป ก็เหมือนได้ลูกรักที่ขายให้กับทุนต่างชาติคืนมา

ซีพีจะกลายเป็นเจ้าของทั้งร้านสะดวกซื้อ (เซเว่น อีเลฟเว่น), ไฮเปอร์มาร์เก็ต (เทสโก้ โลตัส), ค้าส่ง (แม็คโคร) ที่ครอบครองรายได้ต่อปีกว่า 7 แสนล้านบาท ซึ่งจะนำหน้าผู้เล่นรายอื่นเป็นเท่าตัว


เมื่อรวมกับสินค้าในเครือซีพี ที่จะมีช่องทางการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น

ซีพี ก็จะกลายเป็นผู้ครอบครองตลาดค้าปลีกประเทศไทยแบบเบ็ดเสร็จ

เรามาดูรายได้ของบริษัทค้าปลีกและค้าส่งของประเทศไทยในตอนนี้กัน
1. ซีพีออลล์ เจ้าของเซเว่น อีเลฟเว่น (เครือซีพี)
รายได้ 335,533 ล้านบาท กำไร 19,944 ล้านบาท

2. เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม (เทสโก้ โลตัส)
รายได้ 198,316 ล้านบาท กำไร 9,628 ล้านบาท

3. สยามแม็คโคร (เครือซีพี)
รายได้ 192,930 ล้านบาท กำไร 5,942 ล้านบาท

4. เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (เครือเซ็นทรัล)
รายได้ 139,280 ล้านบาท (เฉพาะกิจการในประเทศไทย)

5. บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (เครือทีซีซี)
รายได้ 126,408 ล้านบาท กำไร 6,375 ล้านบาท

จะเห็นได้ว่า เทสโก้ โลตัส มีรายได้มากเป็นอันดับ 2 ในวงการค้าปลีกและค้าส่งในประเทศไทย ซึ่งใครได้มาก็จะทำให้เกมเปลี่ยนในทันที

สรุปแล้ว
ถ้าเครือทีซีซีซื้อกิจการได้ น่าจะส่งผลดีต่อผู้ซื้อกิจการเร็วที่สุดในบรรดาทุกคน เพราะเครือทีซีซีจะครอบครองตลาดไฮเปอร์มาร์เก็ต การแข่งขันในตลาดหลักที่บิ๊กซีเจออยู่จะน้อยลงในทันที ต่อไปเราอาจเห็น เทสโก้ โลตัส เปลี่ยนเป็นชื่อ บิ๊กซี-โลตัส และในอนาคตทีซีซีอาจเปลี่ยนฟอร์แมตของแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งเป็นโมเดลอื่น เช่น ค้าส่ง เพื่อขยายรายได้

ถ้าเครือเซ็นทรัลได้ ก็น่าจะทำให้เซ็นทรัลกลับมามีบทบาทในตลาดไฮเปอร์มาร์เก็ตอีกครั้ง หลายคนอาจไม่รู้ว่า เซ็นทรัลเคยเป็นผู้บุกเบิก และถือหุ้นส่วนหนึ่งในบิ๊กซีมาก่อน ไม่ต่างอะไรกับซีพีที่เคยบุกเบิกโลตัส ก่อนที่คาสิโนกรุ๊ปผู้ถือหุ้นใหญ่ในบิ๊กซีจะขายให้เครือทีซีซี แล้วเซ็นทรัลจึงขายหุ้นบิ๊กซีในเวลาต่อมา

ส่วนเครือซีพี ถ้าได้เทสโก้ โลตัส ก็เหมือนได้ลูกรักกลับคืนมา เพราะชื่อเดิมของห้างนี้คือ “โลตัส” พอเทสโก้ มาซื้อกิจการ จึงเปลี่ยนชื่อเป็น เทสโก้ โลตัส

แม้แต่ในเมืองจีน ซีพีก็ไปเปิดไฮเปอร์มาร์เก็ต ชื่อ โลตัส เช่นกัน ซึ่งโลโก้จะเป็นสีแดง ไม่ใช่สีขาวเขียวแบบในประเทศไทย

ถ้าซีพีได้กิจการเทสโก้ โลตัส กลับคืนมา ก็จะทำให้ซีพีได้ครองตลาดค้าปลีกและค้าส่งทุกแพลตฟอร์มแบบเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่ ร้านสะดวกซื้อ ไฮเปอร์มาร์เก็ต จนถึงค้าส่ง

แต่ไม่ว่าใครจะได้กิจการเทสโก้ โลตัสไป
สิ่งที่ต้องระวังก็คือ ทุกคนยังไม่มีแพลตฟอร์มออนไลน์ที่แข็งแกร่งพอ

ต้องยอมรับว่า
ทุกวันนี้เจ้าที่แย่งชิงเบอร์ 1 ของออนไลน์ในประเทศไทยก็คือ Shopee และ Lazada
Shopee เป็นของบริษัทสิงคโปร์ชื่อ Sea
Lazada เป็นของบริษัทจีนชื่อ Alibaba
และถ้าถามว่าวันนี้คนไทยซื้อของผ่าน Shopee Lazada หรือ เทสโก้ โลตัส มากกว่ากัน
คำตอบที่ได้ของบางคน อาจทำให้เราประหลาดใจ..
----------------------


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 33528
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: CRC

Posts by pakapong_u » Thu Jan 16, 2020 12:55 pm

ตระกูล ‘สิริวัฒนภักดี’ ประกาศยื่นซองประมูลชิง ‘เทสโก้ โลตัส’
วันที่ 16 มกราคม 2563 - 11:26 น.

กลุ่มเจ้าสัวเจริญ ‘BJC’ รับสนใจซื้อ ‘เทสโก้’ เติมอาณาจักรค้าปลีก

นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) และประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า บริษัทมีความสนใจที่จะซื้อกิจการของ เทสโก้ โลตัส ในประเทศไทย เพื่อนำมาต่อยอดกิจการในกลุ่มค้าปลีกของบริษัทในเครือให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยได้ยื่นความจำนงค์เพื่อเข้าประมูลกิจการกิจการดังกล่าวแล้ว

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยในการซื้อกิจการครั้งนี้ ขึ้นอยู่กับราคา การแข่งขัน และข้อกฏหมายต่างๆ


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 33528
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: CRC

Posts by pakapong_u » Fri Jan 17, 2020 9:55 am

141A9D6E-6BDE-482C-9F0F-F914A4245F87.jpeg
141A9D6E-6BDE-482C-9F0F-F914A4245F87.jpeg (195.65 KiB) Viewed 402 times


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 33528
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: CRC

Posts by pakapong_u » Fri Jan 17, 2020 9:56 am

`เซ็นทรัล รีเทลฯ(CRC)`กำหนดช่วงราคา IPO ใหม่ที่ 40-43 บ. จาก 40-48 บ.



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -17 ม.ค. 63 9:21: น.
  ROBINS เผย ได้กำหนดราคา IPO หุ้นเซ็นทรัล รีเทลฯ (CRC) อยู่ที่ 40-43 บ./หุ้น จาก 40-48 บ./หุ้น ปรับอัตราแลกหุ้นใหม่มาอยู่ที่ 1: 1.55 -1.66 จากเดิม 1: 1.39-1.66

  นายเอกชัย นิทัศนจารุกุล Chief Financial Officer บริษัท โรบินสัน จำกัด (มหาชน) หรือ ROBINS เปิดเผยว่า ตามที่บริษัทเซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ดำเนินการระดมทุนและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของผู้ทำคำเสนอซื้อต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) และนำหุ้นสามัญของผู้ทำคำเสนอซื้อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

  พร้อมทั้งทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์เพื่อเพิกถอนหุ้นของบริษัท โรบินสัน จำกัด (มหาชน) (ROBINS) ออกจากการเป็นหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งผู้ทำคำเสนอซื้อได้ดำเนินการยื่นคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ของบริษัทฯ (แบบ 247-4) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับ
หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) ตลาดหลักทรัพย์ฯ คณะกรรมการบริษัทและผู้ถือหลักทรัพย์ของบริษัทฯ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2562

  โดยกำหนดราคาเสนอซื้อหุ้นสามัญของบริษัทฯ หุ้นละ 66.50 บาท(หกสิบหกบาทห้าสิบสตางค์) และชำระค่าตอบแทนด้วยหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทฯ โดยไม่มีการชำระค่าตอบแทนในรูปแบบของตัวเงิน (No cash alternative) ซึ่งราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของผู้ทำคำเสนอซื้อในการทำ IPO เป็นช่วงราคาที่มีราคาเสนอขายสูงสุดที่ 48.00 บาท และราคาเสนอขายต่ำสุดที่ 40.00 บาท ดังนั้น อัตราแลกหุ้นจึงอยู่ในช่วงระหว่างหุ้นสามัญของบริษัทฯ จำนวน 1 หุ้น (มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 3.55 บาท) ต่อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของผู้ทำคำเสนอซื้อจำนวน 1.39 – 1.66 หุ้น (มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท)

  ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้รับแจ้งจากผู้ทำคำเสนอซื้อว่าผู้ทำคำเสนอซื้อได้กำหนดช่วงราคา Bookbuilding ที่ 40.00 –43.00 บาทต่อหุ้น ดังนั้น อัตราแลกหุ้นที่เปลี่ยนแปลงตามช่วงราคา Bookbuilding จะเท่ากับหุ้นสามัญของบริษัทฯ จำนวน1 หุ้น (มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 3.55 บาท) ต่อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของผู้ทำคำเสนอซื้อประมาณ 1.55 – 1.66 หุ้น (มูลค่าที่ตราไว้ หุ้นละ 1 บาท)

  ทั้งนี้ รายละเอียดของข้อมูลที่ได้ปรับปรุงดังกล่าว ปรากฏตามหนังสือชี้ชวนฉบับสมบูรณ์ที่ได้ปรับปรุงข้อมูลที่ผู้ทำคำเสนอซื้อได้ยื่นต่อสำนักงาน ก.ล.ต. บน website ของสำนักงาน ก.ล.ต. ดังนี้


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 33528
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: CRC

Posts by pakapong_u » Fri Jan 17, 2020 11:02 am

โบรกฯสแกน CPALL-BJC-เซ็นทรัล ใครได้ประโยชน์มากสุด ดีลซื้อเทสโก้ โลตัส
  โบรกฯ มองดีลซื้อเทสโก้ โลตัส คาดกลุ่มซีพีได้ประโยชน์มากสุด ช่วยหนุนธุรกิจค้าปลีกครบวงจร แม้จะยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องนี้ ส่วน BJC เป็นรายเดียวที่ประกาศยื่นความจำนงซื้อกิจการ แต่ ดีลนี้อาจทำให้ต้องเพิ่มทุน

  บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์ว่า BJC CPALL ผันผวน จนกว่าดีลเทสโก้จะชัด แต่มองโอกาสสะสมสำหรับลงทุนยาว โดยราคาหุ้น BJC วานนี้ (16 ม.ค.63) ปรับตัวลง หลังประกาศยื่นความจำนงเข้าประมูลซื้อกิจการเทสโก้ ในไทย (สาขาขนาดใหญ่ราว 400 แห่ง, ขนาดเล็กราว 1.6 พันแห่ง) และมาเลเซีย (ราว 74 แห่ง) ซึ่งอาจมีราคาสูงในระดับ 2 - 3 แสนล้านบาท ทำให้เกิดความกังวลทางการเงินต่อ BJC ที่มีความจำเป็นต้องเพิ่มทุน โดย

  ปัจจุบันอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนของกลุ่ม BJC อยู่ที่ 1.3 เท่า แต่หากกำหนดให้มีการกู้ยืมเงินทั้งจำนวน (เงินกู้ระยะยาว+หุ้นกู้) จะทำให้อัตราส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 3.1 – 3.9 เท่า สูงกว่าเงื่อนไขตามสัญญาการกู้ (Bond Covenant) ที่2 เท่า

  อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผู้ที่มีรายชื่อให้ความสนใจช่วงก่อนหน้านี้อย่างกลุ่ม CP และกลุ่มเซ็นทรัลยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนออกมา

  ขณะที่ภาพรวมหากพิจารณาในด้านการต่อยอดธุรกิจ + Synergy กับธุรกิจเดิม ประเมินจะเห็นประโยชน์ที่ต่างกัน กล่าวคือ

  1. กลุ่มซีพี ประเมินเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์มากสุด โดยการที่ได้กิจการเทสโก้ ซึ่งเป็นผู้นำตลาด Hypermarket มารวมกับฐานธุรกิจเดิมร้านสะดวกซื้อ 7-11 (ราว 1.2 หมื่นแห่ง) และร้านค้าส่งMAKRO (ราว 130 แห่ง ในไทย) ซึ่ง เป็นผู้นำตลาดอยู่แล้ว จะช่วยเพิ่มฐานธุรกิจให้มีความหลากหลาย, Synergy ของธุรกิจค้าปลีกที่ครบวงจร และอำนาจต่อรองกับคู่ค้าและลูกค้าที่สูงขึ้น

  2. รองมา คือ กลุ่มเซ็นทรัล ได้ประโยชน์จากการเปิดตลาดใหม่ Hypermarket ระดับกลาง-ล่าง จากเดิมที่มีเพียง Tops (รวม 224 แห่ง) ที่จับตลาดกลาง-บน รวมถึงการได้สาขากว่า 2 พันแห่ง เข้ามาน่าจะช่วยเสริมกลยุทธ์ Omni-channel ของธุรกิจให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น

  3. กลุ่ม BJC จากฐานธุรกิจเดิม Big C (สาขาใหญ่ 200 แห่ง, Mini Big C ราว 1 พันแห่ง) การได้กลุ่มเทสโก้เข้ามา จะหนุนให้ขึ้น มาเป็นผู้นำตลาด Hypermarket รวมถึงขึ้น มาเป็นอันดับ 2 ในตลาดร้านสะดวกซื้อ แต่ภาพรวมจากรูปแบบธุรกิจที่เหมือนกัน จึงไม่ได้ประโยชน์ในแง่ความหลากหลายทางธุรกิจ แต่จะได้อำนาจต่อรองกับคู่ค้าและลูกค้าที่สูงขึ้น

  เนื่องจากประเด็นดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอน เชื่อว่าราคาหุ้นบริษัทที่เกี่ยวข้องอาจจะยังมีความผันผวนสูง จึงยังต้องติดตามความชัดเจนของดีลอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ในทางพื้นฐาน ฝ่ายวิจัยยังคงชื่นชอบธุรกิจมั่นคง อย่าง CPALL (FV@B100), BJC (FV@B65) โดยภายใต้ความผันผวนราคาหุ้นดังกล่าว จังหวะเข้าลงทุนจึงควรเน้นอยู่ในลักษณะทยอยสะสมเมื่อราคาอ่อนตัว

  บล.ยูโอบี เคย์เฮียน ระบุ ตลาดยังคงติดตามผู้เข้าประมูล Tesco Lotus โดยล่าสุดมีเพียงกลุ่มช้าง โดย BJC เท่านั้นที่แสดงความจำนงค์เข้าประมูล ขณะที่ตลาดคาดว่ากลุ่มซีพีและกลุ่มเซ็นทรัล ยังไม่ได้ออกมายืนยันการเข้าประมูล

  ทั้งนี้ผลการดำเนินงานของหุ้นค้าปลีกที่คาด ยอดขายสาขาเดิม (same store sales growth - SSSG) ส่วนใหญ่จะติดลบในช่วงไตรมาส 4/62 ประกอบกับภาระทางการเงินจากการเข้าประมูลอาจกดดันต่อแนวโน้มการดำเนินงาน ทำให้เรามองกลุ่มค้าปลีกอาจฟื้นตัวได้จำกัด โดยมีเพียง MAKRO เท่านั้นที่ SSSG ไตรมาส 4/62 เป็นบวก


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 33528
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: CRC

Posts by pakapong_u » Fri Jan 17, 2020 11:24 am

"เซ็นทรัล รีเทลฯ" กำหนดช่วงราคา IPO ใหม่ที่ 40-43 บ./หุ้น จากเดิม 40-48 บ./หุ้น
--อินโฟเควสท์ โดย วิลาวัลย์ พงษ์พิทักษ์/เสาวลักษณ์ โทร.02-2535000 ต่อ 353 อีเมล์: saowalak@infoquest.co.th--
ข่าวหุ้น-การเงิน 17 มกราคม พ.ศ. 2563 08:46 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

บมจ.เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) กำหนดช่วงราคาเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ใหม่ที่ 40-43 บาท/หุ้น ซึ่งเป็นช่วงราคาที่ใช้ในการสำรวจความต้องการซื้อหลักทรัพย์ (Bookbuilding) ซึ่งเป็นช่วงราคาที่ได้มีการปรับให้แคบลงจากช่วงราคาเสนอขายเบื้องต้นเดิมที่กำหนดไว้ที่ 40-48 บาท/หุ้น โดยคาดว่าจะมีมูลค่าระดมทุนครั้งนี้ราว 67,640 - 72,713 ล้านบาท (ไม่รวมจำนวนหุ้นส่วนเกิน)

ทั้งนี้ บริษัทจะเปิดให้จองซื้อหุ้น แบ่งเป็น สำหรับผู้ถือหุ้นของ บมจ.โรบินสัน (ROBINS) ที่ตอบรับคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ วันที่ 27 ธ.ค.62-3 ก.พ.63 , สำหรับบุคคลตามดุลยพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ กรรมการ ผู้บริหาร และ/หรือพนักงาน บุคคลที่มีความสัมพันธ์ ผู้มีอุปการคุณของบริษัท และบริษัทย่อย วันที่ 29-31 ม.ค.63 และ 3 ก.พ.63 ส่วนผู้ลงทุนสถาบันและผู้ซื้อหุ้นเบื้องต้นในต่างประเทศ วันที่ 6-7 ก.พ.63 และ 11 ก.พ.63

CRC เป็นผู้นำธุรกิจรีเทลในประเทศไทย เป็นผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเวียดนาม และเป็นผู้ประกอบธุรกิจห้างสรรพสินค้าระดับไฮเอนด์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอิตาลี จะเสนอขายหุ้น IPO ไม่เกิน 1,691 ล้านหุ้น (รวมถึงหุ้นที่เหลือจากผู้ที่ไม่ตอบรับคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของ ROBINS) มีผู้จองซื้อหุ้นเป็นจำนวนมากกว่าหุ้นทั้งหมดที่เสนอขายดังกล่าว แบ่งเป็น หุ้นสามัญเพิ่มทุนไม่เกิน 1,331 หุ้น และผู้ถือหุ้นเดิมเสนอขายหุ้นไม่เกิน 360 ล้านหุ้น ขณะที่จะให้สิทธิผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินซื้อหุ้นภายหลังการเสนอขายหุ้นที่จัดจำหน่าย เพื่อให้ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินสามารถจัดสรรหุ้นส่วนเกินเป็นจำนวนไม่เกิน 169.1 ล้านหุ้น


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 33528
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: CRC

Posts by pakapong_u » Fri Jan 17, 2020 11:28 am

ROBINS เผยอัตราแลกหุ้นเป็นหุ้นเซ็นทรัล รีเทลฯ อยู่ที่ 1: 1.55 -1.66 จากเดิม 1:
--อินโฟเควสท์ โดย เสาวลักษณ์ อวยพร/วิลาวัลย์ โทร.02-2535000 อีเมล์: wilawan@infoquest.co.th--
ข่าวหุ้น-การเงิน 17 มกราคม พ.ศ. 2563 08:55 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

บมจ.โรบินสัน (ROBINS) แจ้งว่าบริษัทได้รับแจ้งจาก บมจ.เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (ผู้ทำคำเสนอซื้อ) ว่า ผู้ทำคำเสนอซื้อได้กำหนดช่วงราคาเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ใหม่ที่ 40-43 บาท/หุ้น ซึ่งเป็นช่วงราคาที่ใช้ในการสำรวจความต้องการซื้อหลักทรัพย์ (Bookbuilding) ดังนั้น อัตราแลกหุ้นที่เปลี่ยนแปลงตามช่วงราคา Bookbuilding จะเท่ากับหุ้นสามัญของบริษัท จำนวน 1 หุ้น (มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 3.55 บาท) ต่อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของผู้ทำคำเสนอซื้อประมาณ 1.55-1.66 หุ้น (มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท)

ทั้งนี้ บมจ.เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จะเสนอขายหุ้น IPO และนำหุ้นสามัญของผู้ทำคำเสนอซื้อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พร้อมทั้งทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์เพื่อเพิกถอนหุ้นของ ROBINS ออกจากการเป็นหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งผู้ทำคำเสนอซื้อได้ดำเนินการยื่นคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ของบริษัทฯ (แบบ 247-4) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตลาดหลักทรัพย์ฯ คณะกรรมการบริษัทและผู้ถือหลักทรัพย์ของบริษัทฯ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2562

โดยกำหนดราคาเสนอซื้อหุ้นสามัญของบริษัท ที่หุ้นละ 66.50 บาท และชำระค่าตอบแทนด้วยหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัท โดยไม่มีการชำระค่าตอบแทนในรูปแบบของตัวเงิน (No cash alternative) ซึ่งราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของผู้ทำคำเสนอซื้อในการทำ IPO เป็นช่วงราคาที่มีราคาเสนอขายสูงสุดที่ 48.00 บาท และราคาเสนอขายต่ำสุดที่ 40.00 บาท ดังนั้น อัตราแลกหุ้นจึงอยู่ในช่วงระหว่าง หุ้นสามัญของบริษัท จำนวน 1 หุ้น (มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 3.55 บาท) ต่อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของผู้ทำคำเสนอซื้อจำนวน 1.39-1.66 หุ้น (มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท) แต่ต่อมาเมื่อเซ็นทรัล รีเทลฯ ได้กำหนดช่วงราคาเสนอขายหุ้น IPO ใหม่ ทำให้ต้องมีการปรับอัตราแลกหุ้นของบริษัทเป็นหุ้นเซ็นทรัล รีเทลฯใหม่ดังกล่าว


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 33528
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: CRC

Posts by pakapong_u » Fri Jan 17, 2020 11:49 am

CRC จ่อ 'ไอพีโอ' มั่นใจเป็นหุ้นใหญ่สุดในประวัติการณ์
“เซ็นทรัล รีเทล” เตรียมขายไอพีโอ 1,860 ล้านหุ้น เคาะช่วงราคา 40-43 บาทต่อหุ้น คาดระดมทุนได้ราว 7.4-7.9 หมื่นล้านบาท มั่นใจเป็นหุ้นไอพีโอที่มีมูลค่าเสนอขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์

บมจ. เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น หรือ “เซ็นทรัล รีเทล” หรือ “CRC” ก้าวสู่ศักราชใหม่แห่งทศวรรษ 2020 อย่างแข็งแกร่ง เดินหน้าแผนการเสนอขายหุ้นให้ประชาชนทั่วไปครั้งแรก(IPO) จำนวนรวมไม่เกิน 1,860.1 ล้านหุ้น เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนได้ร่วมเป็นเจ้าของและเติบโตไปกับ “เซ็นทรัล รีเทล” ในฐานะผู้นำอันดับ 1 ธุรกิจรีเทลในประเทศไทย ผู้ประกอบการอันดับ 1 ธุรกิจค้าปลีกข้ามชาติในประเทศเวียดนาม และผู้ประกอบการอันดับ 1 ธุรกิจห้างสรรพสินค้าระดับไฮเอนด์ในประเทศอิตาลี

พร้อมกำหนดช่วงราคาเสนอขายที่ 40 - 43 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่าเสนอขายรวม ประมาณไม่เกิน 74,404 - 79,984 ล้านบาท นับเป็น IPO ที่มีมูลค่าเสนอขายสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดทุนไทย โดยมีกระแสตอบรับที่ดีจากนักลงทุนสถาบันชั้นนำทั่วโลก และมีนักลงทุนสถาบันที่มีชื่อเสียงทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ จำนวนรวม 11 ราย ลงนามในสัญญาลงทุนในหุ้นกับ CRC เพื่อเป็น Cornerstone Investors คิดเป็นจำนวนหุ้นรวม 560.6 ล้านหุ้น หรือกว่าร้อยละ 60 ของจำนวนหุ้นที่จะเสนอขายต่อประชาชนในครั้งนี้ (ไม่รวมจำนวนหุ้นเพื่อเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นของ ROBINS ที่ตอบรับคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ และจำนวนหุ้นที่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินอาจใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน หากมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) พร้อมเปิดให้นักลงทุนจองซื้อหุ้น CRC ได้ในระหว่างวันที่ 29 – 31 มกราคม และ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 นี้ และคาดว่าจะเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นวันแรกภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้

นายทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ. เซ็นทรัล รีเทล (CRC) กล่าวถึงความคืบหน้าของแผนงานในการนำเซ็นทรัล รีเทล เข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในครั้งนี้ว่า “ผมและทีมผู้บริหารมีความมั่นใจว่าเวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะสมและพร้อมที่สุดสำหรับเซ็นทรัล รีเทล ที่จะเดินหน้าสู่ความสำเร็จขั้นต่อไปในการเสนอขายหุ้นและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จากปัจจัยสนับสนุนทางเศรษฐกิจ จุดแข็งและ

กลยุทธ์การเติบโตของเซ็นทรัล รีเทล ที่จะมุ่งไปข้างหน้าสู่ New Central New Retail เพื่อสร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ในตลาดค้าปลีกระดับโลก รวมทั้งผลตอบรับที่น่าพอใจอย่างมากจากนักลงทุนสถาบันชั้นนำระดับโลก”

“นอกจากนี้ นับเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและยินดีที่การเสนอขายหุ้นสามัญของเซ็นทรัล รีเทล ในครั้งนี้จะมีขนาดใหญ่ที่สุดของตลาดทุนไทย นับเป็นการเพิ่มสินค้าที่มีคุณภาพให้แก่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมถึงการที่นักลงทุนสถาบันชั้นนำทั้งในประเทศและระดับโลกให้ความสนใจในการลงทุนก่อนในจำนวนสูงขนาดนี้ เกิดจากความมั่นใจในความแข็งแกร่งและศักยภาพของเรา ผมหวังว่า IPO ของเซ็นทรัล รีเทล จะช่วยกระตุ้นบรรยากาศและความสนใจในการลงทุนของนักลงทุนทั้งในประเทศและในต่างประเทศให้มีความคึกคักยิ่งขึ้น” นายทศ กล่าว


นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เซ็นทรัล รีเทล (CRC) กล่าวเสริมว่า “หุ้น CRC ถือว่าได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากนักลงทุนเป็นอย่างมาก มีนักลงทุนสถาบันชั้นนำทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศรวม 11 ราย สนใจมาลงทุนเป็น Cornerstone Investors ของ CRC โดยมีมูลค่ารวมกว่า 24,000 ล้านบาทที่ราคาเสนอขายสูงสุด หรือกว่า 60% ของจำนวนหุ้น IPO ในครั้งนี้ และถือว่าเป็นหุ้น IPO ที่มีมูลค่าตกลงจองซื้อก่อนโดย Cornerstone Investors สูงที่สุดในตลาดทุนไทยเท่าที่เคยมีมา”

ทั้งนี้ Cornerstone Investors ของ CRC ประกอบด้วยสถาบันการเงินที่มีชื่อเสียงระดับสากล เช่น Capital Research Management Company, GIC Private Limited และ Avanda Investment Management เป็นต้น รวมถึงนักลงทุนสถาบันชั้นนำในประเทศไทย ได้แก่ บลจ.กสิกรไทย บลจ.บัวหลวง บลจ.ไทยพาณิชย์ บลจ. อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด (ประเทศไทย) บลจ.ทิสโก้ และ บลจ.ธนชาติ

“นอกจากมูลค่าเสนอขายหุ้น IPO ของ CRC จะมีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแล้ว ยังนับได้ว่าเป็นการเสนอขายหุ้น IPO ในกลุ่มธุรกิจค้าปลีกที่มีมูลค่าสูงที่สุดทั่วโลกนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของเซ็นทรัล รีเทล ในฐานะบริษัทค้าปลีกไทยที่สามารถสร้างสถิติการระดมทุนได้ในระดับโลก และเมื่อนับมูลค่าตลาดรวมหรือมาร์เก็ตแคปของหุ้น CRC ที่ช่วงราคาเสนอขายดังกล่าว หุ้น CRC มีโอกาสที่จะได้จัดอยู่ในหุ้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุด 15 ลำดับแรกของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นจุดเสริมในการพิจารณาลงทุนสำหรับนักลงทุน นอกเหนือจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งและความสามารถในการสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนของเซ็นทรัล รีเทล พร้อมทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าตลาดรวมของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่นอกจากจะช่วยกระตุ้นบรรยากาศการลงทุนให้คึกคักยิ่งขึ้น ยังจะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศจากแผนการนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปลงทุนเพิ่มเติมอีกด้วย” นายญนน์ เปิดเผยเพิ่มเติม

การเสนอขายหุ้นและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากการบริหารงานตลอด 72 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากในตอนนี้ เซ็นทรัล รีเทล มีความพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับการเติบโตอย่างไร้ขีดจำกัดด้วยรูปแบบธุรกิจที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอันโดดเด่นที่รวบรวมแบรนด์ค้าปลีกชั้นนำหลากหลายประเภท (Multi-category) ใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มแฟชั่น กลุ่มฮาร์ดไลน์ และกลุ่มฟู้ด ในหลากหลายรูปแบบและช่องทาง (Multi-format) ที่ครอบคลุมทั้งในและต่างประเทศ (Multi-market) โดยมีแบรนด์ค้าปลีกชั้นนำมากมาย อาทิ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ซูเปอร์สปอร์ต เซ็นทรัลมาร์เก็ตติ้งกรุ๊ป เพาเวอร์บาย ไทวัสดุ ท็อปส์ แฟมิลี่มาร์ท โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ เซ็นเตอร์ ในประเทศไทย รวมไปถึงบิ๊กซี/GO! เหงียนคิม ลานชีมาร์ท ในประเทศเวียดนาม และ รีนาเชนเต ห้างสรรพสินค้าระดับไฮเอนด์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศอิตาลี นอกจากความแข็งแกร่งของ เซ็นทรัล รีเทล จากการเป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกหลากหลายรูปแบบและช่องทางในหลายประเทศแล้ว เรายังเป็นผู้นำในการให้บริการผ่าน Customer-Centric Omni-channel แพลตฟอร์มที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสามารถใช้ประสิทธิภาพจากเครือข่ายร้านค้าที่ครอบคลุมควบคู่ไปกับช่องทางออนไลน์ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อมอบประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อและแตกต่างสำหรับลูกค้า พร้อมมุ่งสู่ทศวรรษแห่งการต่อยอดการเติบโตของเซ็นทรัล รีเทล”

ด้านกลยุทธ์การดำเนินงาน CRC อาศัย 6 กลยุทธ์หลักในการเพิ่มขีดความสามารถและขยายธุรกิจของกลุ่ม CRCประกอบด้วย (1) การต่อยอดความเป็นผู้นำผ่านการเติบโตด้วยตนเอง (Organic Growth) และการควบรวมกิจการหรือ เข้าซื้อกิจการ (Inorganic Growth) ในประเทศไทย (2) การใช้ประโยชน์จากธุรกิจบิ๊กซีเพื่อเร่งการเติบโตทางธุรกิจของกลุ่ม CRC ในประเทศเวียดนาม พร้อมด้วยการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem) ที่แตกต่างและไม่เหมือนใคร ซึ่งสามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าทั้งในเขตเมืองและพื้นที่ชนบท (3) การใช้ประโยชน์จากรีนาเชนเตเพื่อผนึกกำลังทางธุรกิจและแสวงหาโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจในประเทศอิตาลีและในทวีปยุโรป (4) การใช้แพลตฟอร์ม Omni-channel ซึ่งผสมผสานระหว่างจุดแข็งของการค้าปลีกผ่านทางออนไลน์และการค้าปลีกที่มีร้านค้าเป็นหลักเพื่อมุ่งตอบสนองความต้องการ มอบความสะดวกสบายให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงแบรนด์ค้าปลีกของเซ็นทรัล รีเทลได้จากทุกสถานที่ทุกเวลา และสร้างประสบการณ์ในการเลือกซื้อสินค้าอย่างไร้รอยต่อให้แก่ลูกค้า (5) การใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์ข้อมูลของลูกค้าเพื่อสร้างความภักดีของลูกค้าและเพิ่มยอดขาย และ (6) การแสวงหาโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจในอนาคตทั้งในภูมิภาคเอเชียและทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ กลยุทธ์เพื่อต่อยอดการเติบโตดังกล่าวจะดำเนินการโดยทีมงานที่พร้อมด้วยความสามารถและประสบการณ์ของผู้บริหารมืออาชีพและครอบครัวจิราธิวัฒน์อย่างลงตัว พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาลที่ดี ควบคู่ไปกับการเติบโตอย่างยั่งยืน

นายปิยะ งุ่ยอัครมหาวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงิน บมจ. เซ็นทรัล รีเทล (CRC) กล่าวว่า “วัตถุประสงค์ของการระดมทุนในครั้งนี้ เพื่อใช้เป็นเงินทุนในการขยายสาขาทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมถึงการปรับปรุงสาขาต่าง ๆ อาทิ 1. การขยายสาขาใหม่ของห้างสรรพสินค้าโรบินสัน และ โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ เซ็นเตอร์

2. การขยายสาขาของไทวัสดุ 3. การขยายสาขาของบิ๊กซี/GO! ในประเทศเวียดนาม 4. การปรับปรุงสาขาต่าง ๆ ของแต่ละกลุ่มธุรกิจ และการชำระคืนหนี้เงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน เพื่อโอกาสในการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมุ่งขยายความสำเร็จในระดับโลกอย่างมั่นคงในระยะยาว”

ในส่วนของผลการดำเนินงานในปี 2561 CRC มีรายได้รวม 206,575 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ร้อยละ 8.3 (พ.ศ. 2559 – พ.ศ. 2561) และมีกำไรสุทธิ 10,033 ล้านบาท นอกจากนี้ ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 CRC มีรายได้รวม 159,506 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้น 6,298 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตที่ร้อยละ 4.1 จากรายได้รวมในช่วงระยะเวลาเดียวกันในปีก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 5,860 ล้านบาท

หุ้นสามัญของ CRC ที่จะเสนอขายในครั้งนี้ มีจำนวนไม่เกิน 1,691,000,000 หุ้น โดยแบ่งออกเป็น (1) หุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 1,331,000,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 22.1 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดหลัง IPO (ไม่รวมจำนวนหุ้นที่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินอาจใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน หากมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) ซึ่งหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนดังกล่าว ประกอบด้วยหุ้นสามัญเพิ่มทุนเพื่อเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัท โรบินสัน จำกัด (มหาชน) หรือ ‘ROBINS’ ที่ตอบรับคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ ผ่านการแลกหุ้น (Share Swap) และหุ้นสามัญเพิ่มทุนเพื่อเสนอขายและจัดสรรให้กับประชาชนเป็นครั้งแรก และ (2) หุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดย Hawthorn Resources Limited (ผู้ถือหุ้นเดิม) จำนวนไม่เกิน 360,000,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 6.0 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดหลัง IPO (ไม่รวมจำนวนหุ้นที่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินอาจใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน หากมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) และอาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Overallotment Option หรือ Greenshoe) จำนวนไม่เกิน 169,100,000 หุ้น หรือคิดเป็นไม่เกินร้อยละ 10 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดที่เสนอขายในครั้งนี้ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินไปใช้ในการรักษาระดับราคาหุ้น (Stabilization) เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนเกี่ยวกับเสถียรภาพของราคาหุ้นในช่วง 30 วันแรกหลังหุ้นของ CRC เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ทั้งนี้ การออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรกของ CRC จะดำเนินการควบคู่ไปกับการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของ ROBINS เพื่อเพิกถอนหลักทรัพย์ของ ROBINS ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนตามแผนการปรับโครงสร้างธุรกิจของ CRC ในการนี้ CRC จึงจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ CRC ส่วนหนึ่งให้เป็นค่าตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นของ ROBINS ที่ตอบรับคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ โดยการนำหุ้นสามัญของ ROBINS มาขายในการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมด ซึ่งผู้ถือหุ้น ROBINS จะได้รับค่าตอบแทนเป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ CRC แทนการชำระด้วยเงินสด (Share Swap) โดยคำนวณจากอัตราแลกหุ้นที่ราคาเสนอซื้อเท่ากับ 66.50 บาทต่อหุ้น ROBINS 1 หุ้นกับราคาหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ CRC ที่ช่วงราคาเสนอขาย [40] - [43] บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นช่วงอัตราแลกหุ้นที่ประมาณ [1.55] ถึง [1.66] หุ้นสามัญเพิ่มทุนใหม่ของ CRC ต่อ 1 หุ้นสามัญเดิมของ ROBINS โดยกรณีที่มีเศษ จะปัดเศษทั้งหมด

ในการเสนอขายหุ้นสามัญของ CRC ในครั้งนี้ มีบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) จะทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินและดำเนินการรักษาเสถียรภาพของราคาหุ้น (Overallotment and Stabilizing Agent)


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 33528
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: CRC

Posts by pakapong_u » Fri Jan 17, 2020 12:38 pm

ถ่ายทอดสด...ขายหุ้น IPO ครั้งประวัติศาสตร์ "เซ็นทรัลรีเทล" เฉียด8หมื่นล้านบาท

phpBB [video]



การเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชน โดย บมจ. เซ็นทรัลฯ Ep.2

phpBB [video]


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 33528
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: CRC

Posts by pakapong_u » Fri Jan 17, 2020 3:32 pm

CRC จะเป็น IPO ที่ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดทุนไทย

เมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา CRC เปิดกำหนดการ IPO อย่างเป็นทางการ โดยขณะนี้ CRC มีกิจการอยู่ใน ไทย อิตาลี และเวียดนาม ทั้งในหมวดห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และกลุ่มฮาร์ดไลน์

การเข้าตลาดหลักทรัพย์ของบริษัท CRC จะเป็น IPO ที่ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดทุนไทย และใหญ่สุดในกลุ่ม Retail ของโลกตั้งแต่ปี 2006

เมื่อ CRC เข้าตลาดหลักทรัพย์แล้วจะใหญ่เป็นอันดับที่ 16 ของประเทศไทย และจะอยู่ในดัชนี SET50 ทันที

กำหนดการเบื้องต้นของการ IPO ของ CRC เป็นดังนี้

29 ม.ค. - 3 ก.พ. ช่วงจองซื้อหุ้น CRC
(กำหนดช่วงราคา 40-43 บาทต่อหุ้น)

5 ก.พ. ประกาศราคาเสนอขายสุดท้าย

หุ้น CRC จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ภายในเดือน ก.พ.

ทั้งนี้มีคำถามว่า CRC จะมีโอกาสซื้อกิจการ เทสโก้ โลตัส หรือไม่ คุณญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CRC แจ้งว่ายังไม่มีคำตอบในเรื่องนี้

อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อกิจการ เทสโก้ โลตัส
CRC ก็จะเติบโตได้ตามแผนที่วางไว้แน่นอน..


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 33528
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: CRC

Posts by pakapong_u » Fri Jan 17, 2020 4:07 pm

(แก้ไข) "เซ็นทรัลรีเทล"พร้อมขาย IPO กวาดทุน 7.44-7.99 หมื่นลบ.หลังปรับช่วงราคาแคบลงเป็น
--อินโฟเควสท์ โดย เสาวลักษณ์ อวยพร/ศศิธร/รัชดา โทร.02-2535000 ต่อ 317 อีเมล์: rachada@infoquest.co.th--
ข่าวหุ้น-การเงิน 17 มกราคม พ.ศ. 2563 12:09 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

(แก้ไข)
บมจ.เซ็นทรัลรีเทลคอร์ปอเรชั่น (CRC) เตรียมเดินหน้าเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 1,860.1 ล้านหุ้น หลังจากปรับช่วงราคาเสนอขายแคบลงมาที่หุ้นละ 40-43 บาท คิดเป็นมูลค่าเสนอขายรวมไม่เกิน 74,404-79,984 ล้านบาท สูงสุดในประวัติศาสตร์ตลาดทุนไทย โดยได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากนักลงทุนสถาบันที่มีชื่อเสียงทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ 11 รายทำสัญญาลงทุนในหุ้นกับ CRC เพื่อเป็น Cornerstone Investors จำนวนหุ้นรวม 560.6 ล้านหุ้น หรือกว่า 60% ของจำนวนหุ้น IPO ซึ่งจะเปิดให้นักลงทุนจองซื้อหุ้น CRC ได้ในระหว่างวันที่ 29-31 ม.ค.และ 3 ก.พ.63 คาดว่าจะเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นวันแรกภายในเดือน ก.พ.63 นี้

ทั้งนี้ Cornerstone Investors ของ CRC ประกอบด้วยสถาบันการงินที่มีชื่อเสียงระดับสากล เช่น Capital Research Management Company, GIC Private Limited และ Avanda Investment Management เป็นต้น รวมถึงนักลงทุนสถาบันชั้นนำในประเทศไทย ได้แก่ บลจ.กสิกรไทย บลจ.บัวหลวง บลจ.ไทยพาณิชย์ บลจ. อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด(ประเทศไทย) บลจ.ทิสโก้ และ บลจ.ธนชาต


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 33528
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: CRC

Posts by pakapong_u » Fri Jan 17, 2020 6:21 pm

“เซ็นทรัล รีเทล” เดินหน้าแผน IPO ราคาเสนอขาย 40-43 บ.
17/01/2020CRC, Exclusive News, ROBINS
HoonSmart.com>> เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น เดินหน้าแผนการเสนอขายหุ้น IPO จำนวนรวมไม่เกิน 1,860.1 ล้านหุ้น พร้อมกำหนดช่วงราคาเสนอขายที่ 40 – 43 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่าไม่เกิน 74,404 -79,984 ล้านบาท นับเป็น IPO ที่มีมูลค่าเสนอขายสูงที่สุด นักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ จำนวนรวม 11 ราย ลงนามในสัญญาลงทุนในหุ้นกับ CRC เพื่อเป็น Cornerstone Investors จำนวนหุ้นรวม 560.6 ล้านหุ้น หรือกว่า 60% ที่จะเสนอขายต่อประชาชน พร้อมเปิดให้นักลงทุนจองซื้อได้ในระหว่างวันที่ 29 – 31 ม.ค. และ 3 ก.พ. 2563 นี้ และคาดว่าจะเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายในเดือนก.พ. นี้



นายทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร เซ็นทรัล รีเทล (CRC) กล่าวถึงความคืบหน้าของแผนงานในครั้งนี้ว่า “ผมและทีมผู้บริหารมีความมั่นใจว่าเวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะสมและพร้อมที่สุดสำหรับเซ็นทรัล รีเทล ที่จะเดินหน้าสู่ความสำเร็จขั้นต่อไปในการเสนอขายหุ้นและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จากปัจจัยสนับสนุนทางเศรษฐกิจ จุดแข็งและ
กลยุทธ์การเติบโตของเซ็นทรัล รีเทล ที่จะมุ่งไปข้างหน้าสู่ New Central New Retail เพื่อสร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ในตลาดค้าปลีกระดับโลก รวมทั้งผลตอบรับที่น่าพอใจอย่างมากจากนักลงทุนสถาบันชั้นนำระดับโลก”

“นอกจากนี้การเสนอขายหุ้นสามัญของเซ็นทรัล รีเทล ในครั้งนี้จะมีขนาดใหญ่ที่สุดของตลาดทุนไทย นับเป็นการเพิ่มสินค้าที่มีคุณภาพให้แก่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมถึงการที่นักลงทุนสถาบันชั้นนำทั้งในประเทศและระดับโลกให้ความสนใจในการลงทุนก่อนในจำนวนสูงขนาดนี้ เกิดจากความมั่นใจในความแข็งแกร่งและศักยภาพของเรา ผมหวังว่า IPO ของเซ็นทรัล รีเทล จะช่วยกระตุ้นบรรยากาศและความสนใจในการลงทุนของนักลงทุนทั้งในประเทศและในต่างประเทศให้มีความคึกคักยิ่งขึ้น” นายทศ กล่าว



นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CRC กล่าวเสริมว่า “หุ้น CRC ถือว่าได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากนักลงทุนเป็นอย่างมาก มีนักลงทุนสถาบันชั้นนำทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศรวม 11 ราย สนใจมาลงทุนเป็น Cornerstone Investors ของ CRC โดยมีมูลค่ารวมกว่า 24,000 ล้านบาทที่ราคาเสนอขายสูงสุด หรือกว่า 60% ของจำนวนหุ้น IPO ในครั้งนี้ และถือว่าเป็นหุ้น IPO ที่มีมูลค่าตกลงจองซื้อก่อนโดย Cornerstone Investors สูงที่สุดในตลาดทุนไทยเท่าที่เคยมีมา”

ทั้งนี้ Cornerstone Investors ของ CRC ประกอบด้วยสถาบันการเงินที่มีชื่อเสียงระดับสากล เช่น Capital Research Management Company, GIC Private Limited และ Avanda Investment Management เป็นต้น รวมถึงนักลงทุนสถาบันชั้นนำในประเทศไทย ได้แก่ บลจ.กสิกรไทย บลจ.บัวหลวง บลจ.ไทยพาณิชย์ บลจ. อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด (ประเทศไทย) บลจ.ทิสโก้ และ บลจ.ธนชาติ

“นอกจากมูลค่าเสนอขายหุ้น IPO ของ CRC จะมีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแล้ว ยังนับได้ว่าเป็นการเสนอขายหุ้น IPO ในกลุ่มธุรกิจค้าปลีกที่มีมูลค่าสูงที่สุดทั่วโลกนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 และเมื่อนับมูลค่าตลาดรวมหรือมาร์เก็ตแคปของหุ้น CRC ที่ช่วงราคาเสนอขายดังกล่าว หุ้น CRC มีโอกาสที่จะได้จัดอยู่ในหุ้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุด 15 ลำดับแรกของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นอกจากจะช่วยกระตุ้นบรรยากาศการลงทุนให้คึกคักยิ่งขึ้น ยังจะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศจากแผนการนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปลงทุนเพิ่มเติมอีกด้วย” นายญนน์ เปิดเผยเพิ่มเติม

การเสนอขายหุ้นและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากการบริหารงานตลอด 72 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากในตอนนี้ เซ็นทรัล รีเทล มีความพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับการเติบโตอย่างไร้ขีดจำกัดด้วยรูปแบบธุรกิจที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอันโดดเด่นที่รวบรวมแบรนด์ค้าปลีกชั้นนำหลากหลายประเภท (Multi-category) ใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มแฟชั่น กลุ่มฮาร์ดไลน์ และกลุ่มฟู้ด ในหลากหลายรูปแบบและช่องทาง (Multi-format) รวมไปถึงบิ๊กซี/GO! เหงียนคิม ลานชีมาร์ท ในประเทศเวียดนาม และ รีนาเชนเต ห้างสรรพสินค้าระดับไฮเอนด์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศอิตาลี และยังเป็นผู้นำในการให้บริการผ่าน Customer-Centric Omni-channel แพลตฟอร์มที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสามารถใช้ประสิทธิภาพจากเครือข่ายร้านค้าที่ครอบคลุมควบคู่ไปกับช่องทางออนไลน์

ด้านกลยุทธ์การดำเนินงาน CRC อาศัย 6 กลยุทธ์หลักในการเพิ่มขีดความสามารถและขยายธุรกิจของกลุ่ม CRCประกอบด้วย (1) การต่อยอดความเป็นผู้นำผ่านการเติบโตด้วยตนเอง (Organic Growth) และการควบรวมกิจการหรือ เข้าซื้อกิจการ (Inorganic Growth) ในประเทศไทย (2) การใช้ประโยชน์จากธุรกิจบิ๊กซีเพื่อเร่งการเติบโตทางธุรกิจของกลุ่ม CRC ในประเทศเวียดนาม พร้อมด้วยการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem) ที่แตกต่างและไม่เหมือนใคร ซึ่งสามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าทั้งในเขตเมืองและพื้นที่ชนบท (3) การใช้ประโยชน์จากรีนาเชนเตเพื่อผนึกกำลังทางธุรกิจและแสวงหาโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจในประเทศอิตาลีและในทวีปยุโรป

(4) การใช้แพลตฟอร์ม Omni-channel ซึ่งผสมผสานระหว่างจุดแข็งของการค้าปลีกผ่านทางออนไลน์และการค้าปลีกที่มีร้านค้าเป็นหลักเพื่อมุ่งตอบสนองความต้องการ มอบความสะดวกสบายให้ลูกค้า (5) การใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์ข้อมูลของลูกค้าเพื่อสร้างความภักดีของลูกค้าและเพิ่มยอดขาย และ (6) การแสวงหาโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจในอนาคตทั้งในภูมิภาคเอเชียและทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ กลยุทธ์เพื่อต่อยอดการเติบโตดังกล่าวจะดำเนินการโดยทีมงานที่พร้อมด้วยความสามารถและประสบการณ์ของผู้บริหารมืออาชีพและครอบครัวจิราธิวัฒน์อย่างลงตัว พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาลที่ดี ควบคู่ไปกับการเติบโตอย่างยั่งยืน

นายปิยะ งุ่ยอัครมหาวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงิน CRC กล่าวว่า “วัตถุประสงค์ของการระดมทุนในครั้งนี้ เพื่อใช้เป็นเงินทุนในการขยายสาขาทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมถึงการปรับปรุงสาขาต่าง ๆ อาทิ

1. การขยายสาขาใหม่ของห้างสรรพสินค้าโรบินสัน และ โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ เซ็นเตอร์
2. การขยายสาขาของไทวัสดุ
3. การขยายสาขาของบิ๊กซี/GO! ในประเทศเวียดนาม
4. การปรับปรุงสาขาต่าง ๆ ของแต่ละกลุ่มธุรกิจ และการชำระคืนหนี้เงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน เพื่อโอกาสในการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมุ่งขยายความสำเร็จในระดับโลกอย่างมั่นคงในระยะยาว”

ในส่วนของผลการดำเนินงานในปี 2561 CRC มีรายได้รวม 206,575 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ร้อยละ 8.3 (พ.ศ. 2559 – พ.ศ. 2561) และมีกำไรสุทธิ 10,033 ล้านบาท นอกจากนี้ ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 CRC มีรายได้รวม 159,506 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้น 6,298 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตที่ 4.1% จากรายได้รวมในช่วงระยะเวลาเดียวกันในปีก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 5,860 ล้านบาท

หุ้นสามัญของ CRC ที่จะเสนอขายในครั้งนี้ มีจำนวนไม่เกิน 1,691,000,000 หุ้น โดยแบ่งออกเป็น (1) หุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 1,331,000,000 หุ้น คิดเป็น 22.1% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดหลัง IPO (ไม่รวมจำนวนหุ้นที่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินอาจใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน หากมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) ซึ่งหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนดังกล่าว ประกอบด้วยหุ้นสามัญเพิ่มทุนเพื่อเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัท โรบินสัน หรือ ‘ROBINS’ ที่ตอบรับคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ ผ่านการแลกหุ้น (Share Swap) และหุ้นสามัญเพิ่มทุนเพื่อเสนอขายและจัดสรรให้กับประชาชนเป็นครั้งแรก และ (2) หุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดย Hawthorn Resources Limited (ผู้ถือหุ้นเดิม) จำนวนไม่เกิน 360,000,000 หุ้น คิดเป็น 6.0% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดหลัง IPO (ไม่รวมจำนวนหุ้นที่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินอาจใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน หากมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) และอาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Overallotment Option หรือ Greenshoe) จำนวนไม่เกิน 169,100,000 หุ้น หรือคิดเป็นไม่เกิน 10% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดที่เสนอขายในครั้งนี้ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินไปใช้ในการรักษาระดับราคาหุ้น (Stabilization) เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนเกี่ยวกับเสถียรภาพของราคาหุ้นในช่วง 30 วันแรกหลังหุ้นของ CRC เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ทั้งนี้ การออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรกของ CRC จะดำเนินการควบคู่ไปกับการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของ ROBINS เพื่อเพิกถอนหลักทรัพย์ของ ROBINS ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนตามแผนการปรับโครงสร้างธุรกิจของ CRC ในการนี้ CRC จึงจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ CRC ส่วนหนึ่งให้เป็นค่าตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นของ ROBINS ที่ตอบรับคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ โดยการนำหุ้นสามัญของ ROBINS มาขายในการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมด

ซึ่งผู้ถือหุ้น ROBINS จะได้รับค่าตอบแทนเป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ CRC แทนการชำระด้วยเงินสด (Share Swap) โดยคำนวณจากอัตราแลกหุ้นที่ราคาเสนอซื้อเท่ากับ 66.50 บาทต่อหุ้น ROBINS 1 หุ้นกับราคาหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ CRC ที่ช่วงราคาเสนอขาย [40] – [43] บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นช่วงอัตราแลกหุ้นที่ประมาณ [1.55] ถึง [1.66] หุ้นสามัญเพิ่มทุนใหม่ของ CRC ต่อ 1 หุ้นสามัญเดิมของ ROBINS โดยกรณีที่มีเศษ จะปัดเศษทั้งหมด

ในการเสนอขายหุ้นสามัญของ CRC ในครั้งนี้ มีบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร และบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย ืเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จะทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินและดำเนินการรักษาเสถียรภาพของราคาหุ้น (Overallotment and Stabilizing Agent)


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 33528
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: CRC

Posts by pakapong_u » Fri Jan 17, 2020 6:23 pm

CRC หั่นช่วงราคาไอพีโอเหลือ 40-43 บ. เปิดจอง 29 ม.ค.-3 ก.พ.นี้
efinanceThai.com
"เซ็นทรัล รีเทลฯ (CRC)" ปรับช่วงราคาไอพีโอเหลือ 40-43 บ./หุ้น เปิดจองซื้อ 29 ม.ค.-3 ก.พ.นี้ คาดเทรดภายในเดือนหน้า พร้อมกระโดดเข้า SET50 ทันที อวดมูลค่า IPO สูงเป็นประวัติศาสตร์ ตลท. เฉียด 8 หมื่นลบ. แต่ยังอุบซื้อ "เทสโก้" ลั่นโตได้ด้วยตัวเอง

*** CRC ปรับช่วงไอพีโอเป็น 40-43 บ./หุ้น เปิดจอง 29 ม.ค.-3 ก.พ.นี้

นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC เปิดเผยว่าความคืบหน้าของแผนงานบริษัทเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปัจจุบันได้ปรับช่วงราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน (ไอพีโอ) จำนวนรวมไม่เกิน 1,860.1 ล้านหุ้น เป็น 40 - 43 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่าเสนอขายรวมราว 7.44 - 7.99 หมื่นล้านบาท เปิดให้นักลงทุนจองซื้อหุ้น ระหว่างวันที่ 29 – 31 มกราคม และ 3 กุมภาพันธ์ 63 คาดว่าจะเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ฯ (SET) ภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้

“หุ้น CRC ถือว่าได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากนักลงทุนเป็นอย่างมาก มีนักลงทุนสถาบันชั้นนำทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศรวม 11 ราย สนใจมาลงทุนเป็น Cornerstone Investors ของ CRC โดยมีมูลค่ารวมกว่า 24,000 ล้านบาทที่ราคาเสนอขายสูงสุด หรือกว่า 60% ของจำนวนหุ้น IPO ในครั้งนี้ และถือว่าเป็นหุ้น IPO ที่มีมูลค่าตกลงจองซื้อก่อนโดย Cornerstone Investors สูงที่สุดในตลาดทุนไทยเท่าที่เคยมีมา”

*** ฟาสต์แทร็กเข้า SET50 ทันที

หลังจากเข้าซื้อขายในตลาดฯ บริษัทจะได้ fast track เข้ากระดาน SET 50 ทันที เนื่องจาก หุ้น CRC จัดอยู่ในหุ้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดใน 15 ลำดับแรกของตลาดหลักทรัพย์ฯ และมูลค่าเสนอขายหุ้นไอพีโอยังมีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ และเป็นการเสนอขายหุ้นไอพีโอกลุ่มธุรกิจค้าปลีกที่มีมูลค่าสูงที่สุดทั่วโลกนับตั้งแต่ปี 50

*** ยังอุบซื้อ TESCO หรือไม่

ทั้งนี้นายญนน์ ปฎิเสธตอบเรื่องสนใจจะเข้าซื้อกิจการเทสโก้ โลตัส หรือไม่ โดยบอกเพียงว่า ไม่ขอให้คำตอบใดๆทั้งสิ้นในขณะนี้ โดยเชื่อว่าต่อให้ดีลดังกล่าวเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม บริษัทยังสามารถดำเนินธุรกิจต่อได้ ตามกลยุทธ์การดำเนินงาน 6 กลยุทธ์หลักในการเพิ่มขีดความสามารถและขยายธุรกิจของกลุ่ม ประกอบด้วย

การต่อยอดความเป็นผู้นำผ่านการเติบโตด้วยตนเอง (Organic Growth) และการควบรวมกิจการหรือเข้าซื้อกิจการ (Inorganic Growth) ในประเทศไทย,การใช้ประโยชน์จากธุรกิจบิ๊กซีเพื่อเร่งการเติบโตทางธุรกิจของกลุ่ม CRC ในประเทศเวียดนาม,การใช้ประโยชน์จากรีนาเชนเตเพื่อผนึกกำลังทางธุรกิจและแสวงหาโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจในประเทศอิตาลีและในทวีปยุโรป,

นอกจากนี้ยังรวมถึงการใช้แพลตฟอร์ม Omni-channel ซึ่งผสมผสานระหว่างจุดแข็งของการค้าปลีกผ่านทางออนไลน์และการค้าปลีกที่มีร้านค้าเป็นหลักเพื่อมุ่งตอบสนองความต้องการ มอบความสะดวกสบายให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงแบรนด์ค้าปลีกของเซ็นทรัล รีเทล,การใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์ข้อมูลของลูกค้าเพื่อสร้างความภักดีของลูกค้าและเพิ่มยอดขาย และการแสวงหาโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจในอนาคตทั้งในภูมิภาคเอเชียและทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

*** ลั่นระดมทุนลุยสาขาทั้งไทย - ตปท.

นายปิยะ งุ่ยอัครมหาวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงิน CRC กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการระดมทุนในครั้งนี้ เพื่อใช้เป็นเงินทุนในการขยายสาขาทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมถึงการปรับปรุงสาขาต่าง ๆ อาทิ 1. การขยายสาขาใหม่ของห้างสรรพสินค้าโรบินสัน และ โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ เซ็นเตอร์ 2. การขยายสาขาของไทวัสดุ 3. การขยายสาขาของบิ๊กซี/GO! ในประเทศเวียดนาม 4. การปรับปรุงสาขาต่าง ๆ ของแต่ละกลุ่มธุรกิจ และการชำระคืนหนี้เงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน เพื่อโอกาสในการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมุ่งขยายความสำเร็จในระดับโลกอย่างมั่นคงในระยะยาว

ทั้งนี้ การออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรกของ CRC จะดำเนินการควบคู่ไปกับการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของ ROBINS เพื่อเพิกถอนหลักทรัพย์ของ ROBINS ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนตามแผนการปรับโครงสร้างธุรกิจของ CRC ในการนี้ CRC จึงจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ CRC ส่วนหนึ่งให้เป็นค่าตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นของ ROBINS ที่ตอบรับคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ โดยการนำหุ้นสามัญของ ROBINS มาขายในการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมด

ซึ่งผู้ถือหุ้น ROBINS จะได้รับค่าตอบแทนเป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ CRC แทนการชำระด้วยเงินสด (Share Swap) โดยคำนวณจากอัตราแลกหุ้นที่ราคาเสนอซื้อเท่ากับ 66.50 บาทต่อหุ้น ROBINS 1 หุ้นกับราคาหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ CRC ที่ช่วงราคาเสนอขาย 40-43 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นช่วงอัตราแลกหุ้นที่ประมาณ 1.55-1.66 หุ้นสามัญเพิ่มทุนใหม่ของ CRC ต่อ 1 หุ้นสามัญเดิมของ ROBINS โดยกรณีที่มีเศษ จะปัดเศษทั้งหมด

*** ชี้ ลดช่วง IPO เป็นไปตามเทคนิค สวอปหุ้น ROBINS

ด้านนายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองกรรมการผู้จัดการ หัวน้าสายงานวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน CRC เปิดเผยว่า การปรับลดช่วงราคาไอพีโอลงเหลือ 40-43 บาทต่อหุ้น จากเดิม 40-48 บาทต่อหุ้นนั้น เป็นไปตามเทคนิคการสวอปหุ้น ROBINS ที่จะต้องกำหนดราคาขายไอพีโอก่อน จึงมีความจำเป็นที่จะกำหนดกรอบราคาให้กว้างไว้ก่อน

การตั้งราคาขายหุ้นไอพีโอที่ระดับ 40-43 บาทต่อหุ้น คิดเป็นค่าพีอี (P/E) ของหุ้นอยู่ที่ระดับ 28-30 เท่า เทียบกับระดับ P/E ของอุตสาหกรรมที่อยู่ระดับ 34.9 เท่า ซึ่งมีส่วนลดประมาณ 10-20% ถือว่าเป็นระดับราคาที่ค่อนข้างเหมาะสมอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับดีมานด์และซัพพลาย ซึ่งช่วงที่ผ่านมาได้รับการตอบรับจากนักลงทุนค่อนข้างแรงมาก โดยมีนักลงทุนสถาบันทั้งในและในต่างประเทศจำนวนรวม 11 ราย ที่สนใจลงนามในสัญญาลงทุนในหุ้นกับ CRC เพื่อเป็น Cornerstone Investors

ซึ่งหากเทียบกับรายอื่นๆที่ผ่านมาเพียง 7-8 ราย และขนาดยังมีไม่การเปิดจองซื้อให้นักลงทุนทั่วไปก็มียอดจองซื้อแล้วกว่า 60% ของจำนวนหุ้นที่จะเสนอขายต่อประชาชนในครั้งนี้ ซึ่งหากเทียบกับตัวอื่นที่ว่าสูงๆยังไม่ถึงระดับ 42%

***เปิดหุ้นเสี่ยงโดน CRC เบียดหลุด SET50 - SET100

บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า การมาของ CRC จะคล้ายกับกรณีราคาหุ้น KKP ที่ได้รับผลกระทบทางลบมากตอน AWC เข้ามาในตลาดฯ แบบ Fast Track โดยอัตโนมัติ แต่ CRC ที่จะแลกหุ้นกับ ROBINS ส่วนหนึ่ง และ IPO อีกส่วนหนึ่งจะมีกระบวนการที่เร็วกว่าการ Filing ของ PTTOR คาดว่าจะทัน 1Q63 ขณะที่ PTTOR จะมีกำหนดการกว้างๆ เป็นภายในปี 63

คาดว่า Market Cap ของทั้ง CRC จะมากกว่าระดับ 1 แสนล้านบาท ขณะที่ 5 ลำดับสุดท้ายของ SET 50 ต่ำสุดจะอยู่ที่ประมาณ 5 หมื่นล้านบาทขึ้นไป 7 ลำดับสุดท้ายจากน้อยสุดคือ 1) BPP 2) WHA 3) BANPU 4) TCAP 5) GLOBAL 6) DELTA 7) TU

ขณะที่บล.เคทีบี ประเมินว่า BPP - TCAP - WHA เป็น 3 หุ้นที่มีโอกาสหลุด SET50 มากที่สุด เนื่องจากมีมาร์เก็ตแคปรั้งท้าย 3 อันดับ


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 33528
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: CRC

Posts by pakapong_u » Fri Jan 17, 2020 6:26 pm

“เซ็นทรัล รีเทล” กำหนดช่วงราคาการเสนอขายหุ้นที่ 40 - 43 บาทต่อหุ้น เดินหน้าโรดโชว์ IPO ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดทุนไทยตอกย้ำความเป็นผู้นำค้าปลีกไทยในระดับโลก
กรุงเทพฯ--17 ม.ค.--โอกิลวี่ กรุ๊ป
ข่าวเศรษฐกิจ 17 มกราคม พ.ศ. 2563 14:45 น. —ThaiPR.net

“เซ็นทรัล รีเทล” กำหนดช่วงราคาการเสนอขายหุ้นที่ 40 - 43 บาทต่อหุ้น เดินหน้าโรดโชว์ IPO ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดทุนไทยตอกย้ำความเป็นผู้นำค้าปลีกไทยในระดับโลก
บมจ. เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น หรือ "เซ็นทรัล รีเทล" หรือ "CRC" ก้าวสู่ศักราชใหม่แห่งทศวรรษ 2020 อย่างแข็งแกร่ง เดินหน้าแผนการเสนอขายหุ้น IPO จำนวนรวมไม่เกิน 1,860.1 ล้านหุ้น เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนได้ร่วมเป็นเจ้าของและเติบโตไปกับ "เซ็นทรัล รีเทล" ในฐานะผู้นำอันดับ 1 ธุรกิจรีเทลในประเทศไทย ผู้ประกอบการอันดับ 1 ธุรกิจค้าปลีกข้ามชาติในประเทศเวียดนาม และผู้ประกอบการอันดับ 1 ธุรกิจห้างสรรพสินค้าระดับไฮเอนด์ในประเทศอิตาลี พร้อมกำหนดช่วงราคาเสนอขายที่ 40 - 43 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่าเสนอขายรวม ประมาณไม่เกิน 74,404 - 79,984 ล้านบาท นับเป็น IPO ที่มีมูลค่าเสนอขายสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดทุนไทย พร้อมกระแสตอบรับที่ดีจากนักลงทุนสถาบันชั้นนำทั่วโลก โดยมีนักลงทุนสถาบันที่มีชื่อเสียงทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ จำนวนรวม 11 ราย ลงนามในสัญญาลงทุนในหุ้นกับ CRC เพื่อเป็น Cornerstone Investors คิดเป็นจำนวนหุ้นรวม 560.6 ล้านหุ้น หรือกว่าร้อยละ 60 ของจำนวนหุ้นที่จะเสนอขายต่อประชาชนในครั้งนี้ (ไม่รวมจำนวนหุ้นเพื่อเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นของ ROBINS ที่ตอบรับคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ และจำนวนหุ้นที่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินอาจใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน หากมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) พร้อมเปิดให้นักลงทุนจองซื้อหุ้น CRC ได้ในระหว่างวันที่ 29 – 31 มกราคม และ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 นี้ และคาดว่าจะเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นวันแรกภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้

“เซ็นทรัล รีเทล” กำหนดช่วงราคาการเสนอขายหุ้นที่ 40 - 43 บาทต่อหุ้น เดินหน้าโรดโชว์ IPO ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดทุนไทยตอกย้ำความเป็นผู้นำค้าปลีกไทยในระดับโลก
นายทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ. เซ็นทรัล รีเทล (CRC) กล่าวถึงความคืบหน้าของแผนงานในการนำเซ็นทรัล รีเทล เข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในครั้งนี้ว่า "ผมและทีมผู้บริหารมีความมั่นใจว่าเวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะสมและพร้อมที่สุดสำหรับเซ็นทรัล รีเทล ที่จะเดินหน้าสู่ความสำเร็จขั้นต่อไปในการเสนอขายหุ้นและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จากปัจจัยสนับสนุนทางเศรษฐกิจ จุดแข็งและกลยุทธ์การเติบโตของเซ็นทรัล รีเทล ที่จะมุ่งไปข้างหน้าสู่ New Central New Retail เพื่อสร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ในตลาดค้าปลีกระดับโลก รวมทั้งผลตอบรับที่น่าพอใจอย่างมากจากนักลงทุนสถาบันชั้นนำระดับโลก"

“เซ็นทรัล รีเทล” กำหนดช่วงราคาการเสนอขายหุ้นที่ 40 - 43 บาทต่อหุ้น เดินหน้าโรดโชว์ IPO ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดทุนไทยตอกย้ำความเป็นผู้นำค้าปลีกไทยในระดับโลก
"นอกจากนี้ นับเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและยินดีที่การเสนอขายหุ้นสามัญของเซ็นทรัล รีเทล ในครั้งนี้จะมีขนาดใหญ่ที่สุดของตลาดทุนไทย นับเป็นการเพิ่มสินค้าที่มีคุณภาพให้แก่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมถึงการที่นักลงทุนสถาบันชั้นนำทั้งในประเทศและระดับโลกให้ความสนใจในการลงทุนก่อนในจำนวนสูงขนาดนี้ เกิดจากความมั่นใจในความแข็งแกร่งและศักยภาพของเรา ผมหวังว่า IPO ของเซ็นทรัล รีเทล จะช่วยกระตุ้นบรรยากาศและความสนใจในการลงทุนของนักลงทุนทั้งในประเทศและในต่างประเทศให้มีความคึกคักยิ่งขึ้น" นายทศ กล่าว
“เซ็นทรัล รีเทล” กำหนดช่วงราคาการเสนอขายหุ้นที่ 40 - 43 บาทต่อหุ้น เดินหน้าโรดโชว์ IPO ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดทุนไทยตอกย้ำความเป็นผู้นำค้าปลีกไทยในระดับโลก
นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เซ็นทรัล รีเทล (CRC) กล่าวเสริมว่า "หุ้น CRC ถือว่าได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากนักลงทุนเป็นอย่างมาก มีนักลงทุนสถาบันชั้นนำทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศรวม 11 ราย สนใจมาลงทุนเป็น Cornerstone Investors ของ CRC โดยมีมูลค่ารวมกว่า 24,000 ล้านบาทที่ราคาเสนอขายสูงสุด หรือกว่า 60% ของจำนวนหุ้น IPO ในครั้งนี้ และถือว่าเป็นหุ้น IPO ที่มีมูลค่าตกลงจองซื้อก่อนโดย Cornerstone Investors สูงที่สุดในตลาดทุนไทยเท่าที่เคยมีมา"

ทั้งนี้ Cornerstone Investors ของ CRC ประกอบด้วยสถาบันการเงินที่มีชื่อเสียงระดับสากล เช่น Capital Research Management Company, GIC Private Limited และ Avanda Investment Management เป็นต้น รวมถึงนักลงทุนสถาบันชั้นนำในประเทศไทย ได้แก่ บลจ.กสิกรไทย บลจ.บัวหลวง บลจ.ไทยพาณิชย์ บลจ. อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด (ประเทศไทย) บลจ.ทิสโก้ และ บลจ.ธนชาติ

"นอกจากมูลค่าเสนอขายหุ้น IPO ของ CRC จะมีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแล้ว ยังนับได้ว่าเป็นการเสนอขายหุ้น IPO ในกลุ่มธุรกิจค้าปลีกที่มีมูลค่าสูงที่สุดทั่วโลกนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของเซ็นทรัล รีเทล ในฐานะบริษัทค้าปลีกไทยที่สามารถสร้างสถิติการระดมทุนได้ในระดับโลก และเมื่อนับมูลค่าตลาดรวมหรือมาร์เก็ตแคปของหุ้น CRC ที่ช่วงราคาเสนอขายดังกล่าว หุ้น CRC มีโอกาสที่จะได้จัดอยู่ในหุ้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุด 15 ลำดับแรกของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นจุดเสริมในการพิจารณาลงทุนสำหรับนักลงทุน นอกเหนือจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งและความสามารถในการสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนของเซ็นทรัล รีเทล พร้อมทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าตลาดรวมของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่นอกจากจะช่วยกระตุ้นบรรยากาศการลงทุนให้คึกคักยิ่งขึ้น ยังจะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศจากแผนการนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปลงทุนเพิ่มเติมอีกด้วย" นายญนน์ เปิดเผยเพิ่มเติม

การเสนอขายหุ้นและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากการบริหารงานตลอด 72 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากในตอนนี้ เซ็นทรัล รีเทล มีความพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับการเติบโตอย่างไร้ขีดจำกัดด้วยรูปแบบธุรกิจที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอันโดดเด่นที่รวบรวมแบรนด์ค้าปลีกชั้นนำหลากหลายประเภท (Multi-category) ใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มแฟชั่น กลุ่มฮาร์ดไลน์ และกลุ่มฟู้ด ในหลากหลายรูปแบบและช่องทาง (Multi-format) ที่ครอบคลุมทั้งในและต่างประเทศ (Multi-market) โดยมีแบรนด์ค้าปลีกชั้นนำมากมาย อาทิ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ซูเปอร์สปอร์ต เซ็นทรัลมาร์เก็ตติ้งกรุ๊ป เพาเวอร์บาย ไทวัสดุ ท็อปส์ แฟมิลี่มาร์ท โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ เซ็นเตอร์ ในประเทศไทย รวมไปถึงบิ๊กซี/GO! เหงียนคิม ลานชีมาร์ท ในประเทศเวียดนาม และ รีนาเชนเต ห้างสรรพสินค้าระดับไฮเอนด์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศอิตาลี นอกจากความแข็งแกร่งของ เซ็นทรัล รีเทล จากการเป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกหลากหลายรูปแบบและช่องทางในหลายประเทศแล้ว เรายังเป็นผู้นำในการให้บริการผ่าน Customer-Centric Omni-channel แพลตฟอร์มที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสามารถใช้ประสิทธิภาพจากเครือข่ายร้านค้าที่ครอบคลุมควบคู่ไปกับช่องทางออนไลน์ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อมอบประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อและแตกต่างสำหรับลูกค้า พร้อมมุ่งสู่ทศวรรษแห่งการต่อยอดการเติบโตของเซ็นทรัล รีเทล"

ด้านกลยุทธ์การดำเนินงาน CRC อาศัย 6 กลยุทธ์หลักในการเพิ่มขีดความสามารถและขยายธุรกิจของกลุ่ม CRCประกอบด้วย (1) การต่อยอดความเป็นผู้นำผ่านการเติบโตด้วยตนเอง (Organic Growth) และการควบรวมกิจการหรือ เข้าซื้อกิจการ (Inorganic Growth) ในประเทศไทย (2) การใช้ประโยชน์จากธุรกิจบิ๊กซีเพื่อเร่งการเติบโตทางธุรกิจของกลุ่ม CRC ในประเทศเวียดนาม พร้อมด้วยการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem) ที่แตกต่างและไม่เหมือนใคร ซึ่งสามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าทั้งในเขตเมืองและพื้นที่ชนบท (3) การใช้ประโยชน์จากรีนาเชนเตเพื่อผนึกกำลังทางธุรกิจและแสวงหาโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจในประเทศอิตาลีและในทวีปยุโรป (4) การใช้แพลตฟอร์ม Omni-channel ซึ่งผสมผสานระหว่างจุดแข็งของการค้าปลีกผ่านทางออนไลน์และการค้าปลีกที่มีร้านค้าเป็นหลักเพื่อมุ่งตอบสนองความต้องการ มอบความสะดวกสบายให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงแบรนด์ค้าปลีกของเซ็นทรัล รีเทลได้จากทุกสถานที่ทุกเวลา และสร้างประสบการณ์ในการเลือกซื้อสินค้าอย่างไร้รอยต่อให้แก่ลูกค้า (5) การใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์ข้อมูลของลูกค้าเพื่อสร้างความภักดีของลูกค้าและเพิ่มยอดขาย และ (6) การแสวงหาโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจในอนาคตทั้งในภูมิภาคเอเชียและทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ กลยุทธ์เพื่อต่อยอดการเติบโตดังกล่าวจะดำเนินการโดยทีมงานที่พร้อมด้วยความสามารถและประสบการณ์ของผู้บริหารมืออาชีพและครอบครัวจิราธิวัฒน์อย่างลงตัว พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาลที่ดี ควบคู่ไปกับการเติบโตอย่างยั่งยืน

นายปิยะ งุ่ยอัครมหาวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงิน บมจ. เซ็นทรัล รีเทล (CRC) กล่าวว่า "วัตถุประสงค์ของการระดมทุนในครั้งนี้ เพื่อใช้เป็นเงินทุนในการขยายสาขาทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมถึงการปรับปรุงสาขาต่าง ๆ อาทิ 1. การขยายสาขาใหม่ของห้างสรรพสินค้าโรบินสัน และ โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ เซ็นเตอร์ 2. การขยายสาขาของไทวัสดุ 3. การขยายสาขาของบิ๊กซี/GO! ในประเทศเวียดนาม 4. การปรับปรุงสาขาต่าง ๆ ของแต่ละกลุ่มธุรกิจ และการชำระคืนหนี้เงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน เพื่อโอกาสในการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมุ่งขยายความสำเร็จในระดับโลกอย่างมั่นคงในระยะยาว"

ในส่วนของผลการดำเนินงานในปี 2561 CRC มีรายได้รวม 206,575 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ร้อยละ 8.3 (พ.ศ. 2559 – พ.ศ. 2561) และมีกำไรสุทธิ 10,033 ล้านบาท นอกจากนี้ ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 CRC มีรายได้รวม 159,506 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้น 6,298 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตที่ร้อยละ 4.1 จากรายได้รวมในช่วงระยะเวลาเดียวกันในปีก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 5,860 ล้านบาท

หุ้นสามัญของ CRC ที่จะเสนอขายในครั้งนี้ มีจำนวนไม่เกิน 1,691,000,000 หุ้น โดยแบ่งออกเป็น (1) หุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 1,331,000,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 22.1 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดหลัง IPO (ไม่รวมจำนวนหุ้นที่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินอาจใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน หากมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) ซึ่งหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนดังกล่าว ประกอบด้วยหุ้นสามัญเพิ่มทุนเพื่อเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัท โรบินสัน จำกัด (มหาชน) หรือ 'ROBINS' ที่ตอบรับคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ ผ่านการแลกหุ้น (Share Swap) และหุ้นสามัญเพิ่มทุนเพื่อเสนอขายและจัดสรรให้กับประชาชนเป็นครั้งแรก และ (2) หุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดย Hawthorn Resources Limited (ผู้ถือหุ้นเดิม) จำนวนไม่เกิน 360,000,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 6.0 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดหลัง IPO (ไม่รวมจำนวนหุ้นที่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินอาจใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน หากมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) และอาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Overallotment Option หรือ Greenshoe) จำนวนไม่เกิน 169,100,000 หุ้น หรือคิดเป็นไม่เกินร้อยละ 10 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดที่เสนอขายในครั้งนี้ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินไปใช้ในการรักษาระดับราคาหุ้น (Stabilization) เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนเกี่ยวกับเสถียรภาพของราคาหุ้นในช่วง 30 วันแรกหลังหุ้นของ CRC เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ทั้งนี้ การออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรกของ CRC จะดำเนินการควบคู่ไปกับการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของ ROBINS เพื่อเพิกถอนหลักทรัพย์ของ ROBINS ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนตามแผนการปรับโครงสร้างธุรกิจของ CRC ในการนี้ CRC จึงจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ CRC ส่วนหนึ่งให้เป็นค่าตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นของ ROBINS ที่ตอบรับคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ โดยการนำหุ้นสามัญของ ROBINS มาขายในการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมด ซึ่งผู้ถือหุ้น ROBINS จะได้รับค่าตอบแทนเป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ CRC แทนการชำระด้วยเงินสด (Share Swap) โดยคำนวณจากอัตราแลกหุ้นที่ราคาเสนอซื้อเท่ากับ 66.50 บาทต่อหุ้น ROBINS 1 หุ้นกับราคาหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ CRC ที่ช่วงราคาเสนอขาย [40] - [43] บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นช่วงอัตราแลกหุ้นที่ประมาณ [1.55] ถึง [1.66] หุ้นสามัญเพิ่มทุนใหม่ของ CRC ต่อ 1 หุ้นสามัญเดิมของ ROBINS โดยกรณีที่มีเศษ จะปัดเศษทั้งหมด

ในการเสนอขายหุ้นสามัญของ CRC ในครั้งนี้ มีบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) จะทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินและดำเนินการรักษาเสถียรภาพของราคาหุ้น (Overallotment and Stabilizing Agent)

ผู้สนใจลงทุนสามารถศึกษาข้อมูลจากแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และหนังสือชี้ชวนของ CRC ที่ได้รับการอนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต.ได้ที่เว็บไซต์ของสำนักงาน ก.ล.ต. www.sec.or.th และสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของ CRC ได้ที่ https://www.centralretail.com/


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 33528
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: CRC

Posts by pakapong_u » Fri Jan 17, 2020 6:33 pm

C6C77D08-C5DA-4FE6-8547-5C4D598E5B44.jpeg
C6C77D08-C5DA-4FE6-8547-5C4D598E5B44.jpeg (144.13 KiB) Viewed 309 times


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 33528
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: CRC

Posts by pakapong_u » Fri Jan 17, 2020 6:41 pm

phpBB [video]


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 33528
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: CRC

Posts by pakapong_u » Fri Jan 17, 2020 7:50 pm

สขค. เกาะติดบิ๊กค้าปลีกไทย จ่อประมูลซื้อ เทสโก้ฯ ป้องผูกขาด

สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (สขค.) ตั้งคณะทำงานพิเศษ ติดตามการรวมธุรกิจ กรณีห้างเทสโก้โลตัส อย่างใกล้ชิด ห่วงเข้าข่ายเกิดการรวมธุรกิจ สร้างอำนาจเหนือตลาด ผูกขาดค้าปลีกไทย

นายสมศักดิ์ เกียรติชัยลักษณ์ เลขาธิการคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เปิดเผยว่า ตามที่มีกระแสข่าวห้างค้าปลีกรายใหญ่หลายรายของไทย มีความสนใจที่จะเข้าร่วมประมูลซื้อกิจการของห้างเทสโก้โลตัส ในประเทศไทย ซึ่งเป็นการรวมธุรกิจที่อาจก่อให้เกิดการผูกขาดหรือการเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งมีอำนาจเหนือตลาดตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560

คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า จึงได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าแต่งตั้งคณะทำงานพิเศษติดตามการรวมธุรกิจ กรณีห้างเทสโก้โลตัส ในประเทศไทย อย่างใกล้ชิด เพื่อศึกษาและจัดเตรียมข้อมูลโครงสร้างธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทย รวมทั้งศึกษาผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการควบรวมกิจการดังกล่าว

สำหรับ ขั้นตอนการรวมธุรกิจ ซึ่งอาจก่อให้เกิดการผูกขาดหรือการเป็นผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอำนาจเหนือตลาด จะต้องขออนุญาตการรวมธุรกิจตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 กรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจรวมธุรกิจโดยไม่ขออนุญาต ต้องชำระค่าปรับทางปกครองในอัตราไม่เกินร้อยละ 0.5 ของมูลค่าธุรกรรมในการรวมธุรกิจ ในการพิจารณาอนุญาตการรวมธุรกิจ คณะกรรมการฯ จะพิจารณาอนุญาตภายใน 90 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขออนุญาตรวมธุรกิจ

พร้อมข้อมูลและเอกสารหลักฐานครบถ้วน และในกรณีมีความจำเป็นให้ขยายเวลาออกไปได้อีกไม่เกิน 15 วัน โดยคำนึงถึงความจำเป็นตามควรทางธุรกิจ ประโยชน์ต่อการส่งเสริมการประกอบธุรกิจ การไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อธุรกิจอย่างร้ายแรง และการไม่กระทบต่อประโยชน์สำคัญอันควรมีควรได้ของผู้บริโภคส่วนรวม

ในกรณีที่มีคำสั่งอนุญาต คณะกรรมการฯ อาจกำหนดระยะเวลาหรือเงื่อนไขใดๆ ให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาตปฏิบัติได้ และผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาตให้รวมธุรกิจ ต้องดำเนินการตามระยะเวลาและเงื่อนไขที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการฯ

นายสมศักดิ์ กล่าวว่าผู้ประกอบธุรกิจ ที่ประสงค์จะรวมธุรกิจต้องปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขออนุญาตและการอนุญาตการรวมธุรกิจ พ.ศ. 2561 ซึ่งในการขออนุญาตรวมธุรกิจต้องให้ข้อมูลและขออนุญาตตามแบบที่เลขาธิการฯ กำหนด พร้อมเอกสารหลักฐานการประกอบการขออนุญาตรวมธุรกิจ ประกอบด้วย แผนการรวมธุรกิจและระยะเวลาดำเนินการ

รายละเอียดเกี่ยวกับผู้ประสงค์รวมธุรกิจและผู้ถูกรวมธุรกิจ ผลการศึกษาและการวิเคราะห์การรวมธุรกิจ ได้แก่ การวิเคราะห์โครงสร้างตลาดก่อนและหลังรวมธุรกิจ การกำหนดขอบเขตตลาด ส่วนแบ่งตลาด และยอดเงินขายทั้งก่อนและหลังรวมธุรกิจ การประเมินผลกระทบต่อการแข่งขันภายหลังการรวมธุรกิจ และผลการศึกษาและวิเคราะห์ปัจจัยตามมาตรา 52 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560

โดยสำนักงานฯ จะได้ตรวจแบบคำขออนุญาตรวมธุรกิจ พร้อมข้อมูลและเอกสารหลักฐานที่ครบถ้วนแล้ว นำเสนอคณะกรรมการฯ พิจารณาการขออนุญาตรวมธุรกิจต่อไป


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 33528
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: CRC

Posts by pakapong_u » Fri Jan 17, 2020 7:51 pm

"CRC" เปิดขายหุ้น IPO 40 - 43 บาท ทุบสถิติหุ้นค้าปลีกใหญ่สุดในโลก รอบ 10 ปี

เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น เดินหน้าแผนการเสนอขายหุ้น IPO จำนวนรวมไม่เกิน 1,860.1 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่าเสนอขายรวมไม่เกิน 7.9 หมื่นล้านบาท แต่ไร้ความชัดเจนร่วมประมูลซื้อเทสโก้

นายทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ. เซ็นทรัล รีเทล (CRC) กล่าวถึงความคืบหน้าของแผนงานในการนำเซ็นทรัล รีเทล เข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมและบริษัทมีความพร้อมที่สุดสำหรับ การนำ CRC เสนอขายหุ้นและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จากปัจจัยสนับสนุนทางเศรษฐกิจ จุดแข็งและกลยุทธ์การเติบโตของ CRC ที่จะมุ่งไปข้างหน้าสู่ New Central New Retail

นอกจากนี้การเสนอขายหุ้นสามัญของเซ็นทรัล รีเทล ในครั้งนี้ ยังถือว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดของตลาดทุนไทย ซึ่งเป็นการเพิ่มสินค้าที่มีคุณภาพให้แก่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมถึงการที่นักลงทุนสถาบันชั้นนำทั้งในประเทศและระดับโลกให้ความสนใจในการลงทุนก่อนในจำนวนสูงขนาดนี้ "ผมหวังว่า IPO ของเซ็นทรัล รีเทล จะช่วยกระตุ้นบรรยากาศและความสนใจในการลงทุนของนักลงทุนทั้งในประเทศและในต่างประเทศให้มีความคึกคักยิ่งขึ้น" นายทศ กล่าวนายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เซ็นทรัล รีเทล (CRC) กล่าวว่าหุ้น CRC ได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากนักลงทุนเป็นอย่างมาก มีนักลงทุนสถาบันชั้นนำทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศรวม 11 ราย สนใจมาลงทุนเป็น Cornerstone Investors ของ CRC โดยมีมูลค่ารวมกว่า 24,000 ล้านบาทที่ราคาเสนอขายสูงสุด หรือกว่า 60% ของจำนวนหุ้น IPO ในครั้งนี้ และถือว่าเป็นหุ้น IPO ที่มีมูลค่าตกลงจองซื้อก่อนโดย Cornerstone Investors สูงที่สุดในตลาดทุนไทยเท่าที่เคยมีมา

ทั้งนี้ Cornerstone Investors ของ CRC ประกอบด้วยสถาบันการเงินที่มีชื่อเสียงระดับสากล เช่น Capital Research Management Company, GIC Private Limited และ Avanda Investment Management เป็นต้น รวมถึงนักลงทุนสถาบันชั้นนำในประเทศไทย ได้แก่ บลจ.กสิกรไทย บลจ.บัวหลวง บลจ.ไทยพาณิชย์ บลจ. อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด (ประเทศไทย) บลจ.ทิสโก้ และ บลจ.ธนชาติ

นอกจากมูลค่าเสนอขายหุ้น IPO ของ CRC จะมีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแล้ว ยังนับได้ว่าเป็นการเสนอขายหุ้น IPO ในกลุ่มธุรกิจค้าปลีกที่มีมูลค่าสูงที่สุดทั่วโลกนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 โดย เซ็นทรัล รีเทล ถือเป็นบริษัทค้าปลีกไทยที่สามารถสร้างสถิติการระดมทุนได้ในระดับโลก

และเมื่อนับมูลค่าตลาดรวมหรือมาร์เก็ตแคปของหุ้น CRC ที่ช่วงราคาเสนอขายดังกล่าว หุ้น CRC มีโอกาสที่จะได้จัดอยู่ในหุ้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุด 15 ลำดับแรกของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นจุดเสริมในการพิจารณาลงทุนสำหรับนักลงทุน

นายญนน์ กล่าวเสริมว่า การเสนอขายหุ้นและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากการบริหารงานตลอด 72 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากในตอนนี้ เซ็นทรัล รีเทล มีความพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับการเติบโตอย่างไร้ขีดจำกัดด้วยรูปแบบธุรกิจที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอันโดดเด่นที่รวบรวมแบรนด์ค้าปลีกชั้นนำหลากหลายประเภท (Multi-category) ใน 3 กลุ่มหลัก

ได้แก่ กลุ่มแฟชั่น กลุ่มฮาร์ดไลน์ และกลุ่มฟู้ด ในหลากหลายรูปแบบและช่องทาง (Multi-format) ที่ครอบคลุมทั้งในและต่างประเทศ (Multi-market) โดยมีแบรนด์ค้าปลีกต่างๆ อาทิ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ซูเปอร์สปอร์ต เซ็นทรัลมาร์เก็ตติ้งกรุ๊ป เพาเวอร์บาย ไทวัสดุ ท็อปส์ แฟมิลี่มาร์ท โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ เซ็นเตอร์ ในประเทศไทย รวมไปถึงบิ๊กซี/GO! เหงียนคิม ลานชีมาร์ท ในประเทศเวียดนาม และ รีนาเชนเต ห้างสรรพสินค้าระดับไฮเอนด์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศอิตาลี

นอกจากนี้ เซ็นทรัล รีเทล ยังเป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกหลากหลายรูปแบบและช่องทางในหลายประเทศรวมถึงการเป็นผู้ให้บริการผ่าน Customer-Centric Omni-channel แพลตฟอร์มที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสามารถใช้ประสิทธิภาพจากเครือข่ายร้านค้าที่ครอบคลุมควบคู่ไปกับช่องทางออนไลน์

โดยการดำเนินงาน CRC ดำเนินการ 6 กลยุทธ์หลัก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและขยายธุรกิจประกอบด้วย 1.การต่อยอดความเป็นผู้นำผ่านการเติบโตด้วยตนเอง (Organic Growth) และการควบรวมกิจการหรือเข้าซื้อกิจการ (Inorganic Growth) ในประเทศไทย 2.การใช้ประโยชน์จากธุรกิจบิ๊กซีเพื่อเร่งการเติบโตทางธุรกิจของกลุ่ม CRC ในประเทศเวียดนาม พร้อมสร้างความแข็งแกร่งของระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem)

3. การใช้ประโยชน์จากรีนาเชนเต เพื่อผนึกกำลังทางธุรกิจและแสวงหาโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจในประเทศอิตาลีและในทวีปยุโรป 4. การใช้แพลตฟอร์ม Omni-channel ผสมผสานระหว่างจุดแข็งของการค้าปลีกผ่านทางออนไลน์และการค้าปลีกที่มีร้านค้าเป็นหลักเพื่อมุ่งตอบสนองความต้องการ 5.การใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์ข้อมูลของลูกค้าเพื่อสร้างความภักดีของลูกค้าและเพิ่มยอดขาย และ 6. การแสวงหาโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจในอนาคตทั้งในภูมิภาคเอเชียและทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

โดย วัตถุประสงค์ของการระดมทุนในครั้งนี้ เพื่อใช้เป็นเงินทุนในการขยายสาขาทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมถึงการปรับปรุงสาขาต่าง ๆ อาทิ 1. การขยายสาขาใหม่ของห้างสรรพสินค้าโรบินสัน และ โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ เซ็นเตอร์

2. การขยายสาขาของไทวัสดุ 3. การขยายสาขาของบิ๊กซี/GO! ในประเทศเวียดนาม 4. การปรับปรุงสาขาต่าง ๆ ของแต่ละกลุ่มธุรกิจ และการชำระคืนหนี้เงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน เพื่อโอกาสในการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมุ่งขยายความสำเร็จในระดับโลกอย่างมั่นคงในระยะยาว

ด้านผลการดำเนินงานในปี 2561 CRC มีรายได้รวม 206,575 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ร้อยละ 8.3 (พ.ศ. 2559 – พ.ศ. 2561) มีกำไรสุทธิ 10,033 ล้านบาท โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 CRC มีรายได้รวม 159,506 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้น 6,298 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตที่ร้อยละ 4.1 จากรายได้รวมในช่วงระยะเวลาเดียวกันในปีก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 5,860 ล้านบาท

สำหรับ หุ้นสามัญของ CRC ที่จะเสนอขายในครั้งนี้ มีจำนวนไม่เกิน 1,691,000,000 หุ้น โดยแบ่งออกเป็น 1. หุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 1,331,000,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 22.1 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดหลัง IPO (ไม่รวมจำนวนหุ้นที่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินอาจใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน หากมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) ซึ่งหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนดังกล่าว

ประกอบด้วยหุ้นสามัญเพิ่มทุนเพื่อเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัท โรบินสัน จำกัด (มหาชน) หรือ ‘ROBINS’ ที่ตอบรับคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ ผ่านการแลกหุ้น (Share Swap) และหุ้นสามัญเพิ่มทุนเพื่อเสนอขายและจัดสรรให้กับประชาชนเป็นครั้งแรก และ 2. หุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดย Hawthorn Resources Limited (ผู้ถือหุ้นเดิม) จำนวนไม่เกิน 360,000,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 6.0 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดหลัง IPO (ไม่รวมจำนวนหุ้นที่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินอาจใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน หากมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) และอาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Overallotment Option หรือ Greenshoe) จำนวนไม่เกิน 169,100,000 หุ้น หรือคิดเป็นไม่เกินร้อยละ 10 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดที่เสนอขายในครั้งนี้

มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินไปใช้ในการรักษาระดับราคาหุ้น (Stabilization) เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนเกี่ยวกับเสถียรภาพของราคาหุ้นในช่วง 30 วันแรกหลังหุ้นของ CRC เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ทั้งนี้ การออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรกของ CRC จะดำเนินการควบคู่ไปกับการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของ ROBINS เพื่อเพิกถอนหลักทรัพย์ของ ROBINS ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนตามแผนการปรับโครงสร้างธุรกิจของ CRC ในการนี้ CRC จึงจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ CRC ส่วนหนึ่งให้เป็นค่าตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นของ ROBINS ที่ตอบรับคำเสนอซื้อหลักทรัพย์

โดยการนำหุ้นสามัญของ ROBINS มาขายในการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมด ซึ่งผู้ถือหุ้น ROBINS จะได้รับค่าตอบแทนเป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ CRC แทนการชำระด้วยเงินสด (Share Swap) โดยคำนวณจากอัตราแลกหุ้นที่ราคาเสนอซื้อเท่ากับ 66.50 บาทต่อหุ้น ROBINS 1 หุ้นกับราคาหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ CRC ที่ช่วงราคาเสนอขาย [40] - [43] บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นช่วงอัตราแลกหุ้นที่ประมาณ [1.55] ถึง [1.66] หุ้นสามัญเพิ่มทุนใหม่ของ CRC ต่อ 1 หุ้นสามัญเดิมของ ROBINS โดยกรณีที่มีเศษ จะปัดเศษทั้งหมด

ในการเสนอขายหุ้นสามัญของ CRC ในครั้งนี้ มีบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) จะทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินและดำเนินการรักษาเสถียรภาพของราคาหุ้น (Overallotment and Stabilizing Agent)

อย่างไรก็ตาม ต่อคำถามว่า CRC จะมีโอกาสเข้าซื้อกิจการห้างค้าปลีก เทสโก้ โลตัส ตามที่บริษัทแม่ สหราชอาณาจักรเตรียมเปิดประมูลขายกิจการให้กับผู้สนใจนั้น นายญนน์ ไม่ได้แสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ แต่อย่างใด


Post Reply