ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

เชิญมาพักผ่อน คลายร้อนนั่งเล่น คุยกันเย็นๆ พร้อมเรื่องกีฬา สัพเพเหระ ทัศนะนานา ชีวิตชีวา สุขภาพทั่วไป บันเทิงขำขัน รอบเรื่องเมืองไทย ชวนเที่ยวที่ไหน อยากไปก็นัดมา ...โย่วๆ
pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 733
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Wed Dec 11, 2019 8:31 am

โรคอ้วน เบาหวาน มะเร็ง

คอลัมน์ Healthy Aging
โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ


สถิติของสหรัฐอเมริกานั้นสรุปได้ว่า ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญสำหรับคนอเมริกันในการเป็นโรคมะเร็ง คือ อายุ กล่าวคือตั้งแต่เกิดจนตายนั้น คนอเมริกันมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งทุกประเภท ประมาณ 38% แต่โอกาสตายจากโรคมะเร็ง ประมาณ 22%

อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้นอย่างมากหลังจากที่อายุ 60 ปี หรือมากกว่า (ดังปรากฏในภาพ) กล่าวคือในช่วงอายุตั้งแต่เกิดถึงอายุ 44 ปี โอกาสจะเป็นโรคมะเร็งนั้นมีเพียงประมาณ 3% แต่ในช่วงอายุ 44 ปี หรือมากกว่าความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็ง เพิ่มขึ้นเป็น 33% (จากทั้งหมดประมาณ 38%)

แต่ทั้งนี้ โรคมะเร็งแต่ละประเภทก็มีความแตกต่างกัน ที่สำคัญคือ บางประเภทเป็นง่าย แต่ก็รักษาง่าย ในขณะที่มะเร็งบางประเภทเป็นยาก แต่ก็รักษายากเช่นกัน ทั้งนี้ มะเร็งที่ในเชิงเปรียบเทียบแล้วเป็นง่าย แต่ก็มีโอกาสรอดสูง หากรักษาอย่างทันท่วงที ได้แก่ มะเร็งในต่อมลูกหมาก และมะเร็งในเต้านม เป็นต้น

มะเร็งที่เป็นกันมาก และเสี่ยงที่จะเสียชีวิตสูง คือ มะเร็งที่ปอด แต่สามารถลดความเสี่ยงลงได้อย่างมาก จากการงดสูบบุหรี่ สำหรับมะเร็งที่เป็นยาก แต่ก็รอดยาก คือ มะเร็งที่ตับ ไต และตับอ่อน เป็นต้น

นอกจากนั้น สำหรับประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียพบว่า จะมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งที่ตับมากกว่าที่สหรัฐอเมริกา เพราะคนเอเชียเป็นโรคไวรัสลงตับจำนวนมาก โดยเฉพาะโรคไวรัสลงตับประเภท B ในผู้สูงอายุ (องค์การอนามัยโลกประเมินว่า คนเอเชีย 8-20% เป็นพาหะ (carrier) ของโรคไวรัสลงตับประเภท B
เทียบกับคนอเมริกันมีสัดส่วนไม่ถึง (0.5%) เมื่อตับได้รับผลกระทบเกิดอักเสบ(inflammation) นานหลายปี จะเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งที่ตับ ตั้งแต่ปี 1992 ที่มีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัส ประเภท B ช่วยลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคดังกล่าวได้อย่างมาก

แต่เรื่องที่ขอเขียนถึงเพิ่มเติมในวันนี้ คือ งานวิจัยล่าสุดที่โยงโรคมะเร็งกับการมีน้ำหนักเกิน และการเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งมีความสำคัญเพราะผลงานวิจัยดังกล่าวสามารถนำไปปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคมะเร็งได้

กล่าวคือหากคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วน และคุมไม่ให้เป็นโรคเบาหวานได้ ก็จะเป็นผลดีในการลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคมะเร็งได้อีกด้วย (ส่วนการแก่ตัวลงนั้น เราทำอะไรกับมันไม่ได้)

งานชิ้นแรกเป็นงานวิจัยของมหาวิทยาลัย Bergen ที่ประเทศนอร์เวย์ โดยติดตามความเสี่ยงจากการเป็นโรคมะเร็งของคน 220,000 คน โดยตรวจสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ประมาณ 2-3 ปีต่อครั้งยาวนานถึง 18 ปี พบว่า 27,881 คน เป็นโรคมะเร็ง โดย 35% ของยอดผู้เป็นมะเร็งดังกล่าวมีสาเหตุมาจากการเป็นโรคอ้วน (obesity) กล่าวคือมีน้ำหนักตัวมาก ทำให้ดัชนีมวลรวมของร่างกาย (BMI) สูงเกินกว่า 30 แต่ที่สำคัญข้อสรุปว่าหากเริ่มน้ำหนักเกิน (BMI มากกว่า 25) ในช่วงที่อายุยังน้อย (ต่ำกว่า 40 ปี)

ความเสี่ยงโรคมะเร็งจะเพิ่มขึ้น ดังนี้

1.โรคมะเร็งในมดลูกจะเพิ่มขึ้น 70%

2.โรคมะเร็งในไต (ผู้ชาย) เพิ่มขึ้น 58%

3.โรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่ (ผู้ชาย) เพิ่มขึ้น 29%

4.โรคมะเร็งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเป็นโรคอ้วนทั้งชายและหญิงจะเพิ่มขึ้น 15%

กล่าวคือการคุมน้ำหนักนั้น ควรจะต้องเริ่มต้นดูแลเสียแต่เนิ่น ๆ อย่าปล่อยตัวให้เริ่มอ้วนก่อนแก่ตัว ซึ่งผมเองก็ทำไม่ได้ และปล่อยให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นกว่า 10 กิโลกรัม ในช่วงอายุ 40-55 ปี หากมีข้อมูลข้างต้นนี้ให้ทราบในตอนนั้น คงควบคุมน้ำหนักไม่ปล่อยปละละเลยให้น้ำหนักเกินอย่างมาก

หากคำนวณ BMI ไม่สะดวก ก็สามารถใช้การวัดรอบเอวได้ (ซึ่งแม่นยำกว่า BMI ในการควบคุมไม่ให้ไขมันหน้าท้อง ซึ่งเป็นอันตรายต่ออวัยวะสำคัญของร่างกาย)

กล่าวคือ สำหรับผู้ชาย รอบเอวควรไม่เกิน 0.5 ของความสูง เช่น ความสูง 66 นิ้ว (167 เซนติเมตร) เอวควรไม่เกิน 33 นิ้ว ผู้หญิงนั้น รอบเอวควรประมาณ 0.45 เช่น สูง 62 นิ้ว (157 เซนติเมตร) รอบเอวก็ควร 28 นิ้ว เป็นต้น

งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งเป็นของสถาบันวิจัยและบำบัดโรคมะเร็งชื่อ City of Hope ที่ลอสแองเจลีส ที่ได้นำเสนอต่อที่ประชุมประจำปีของ America Chemical Society เมื่อ 26 สิงหาคม 2019 ซึ่งค้นพบกลไกที่ทำให้ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานเสี่ยงจะเป็นโรคมะเร็งบางประเภท (เช่น มะเร็งในมดลูก และไต) มากขึ้น ถึง 2.5 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่เป็นโรคเบาหวาน

กลไกที่ว่านี้คือ การทำให้ดีเอ็นเอของเซลล์ชำรุดเสียหาย นอกจากนั้น ระดับน้ำตาลที่สูงยังไปรบกวนกระบวนการของเซลล์ที่จะซ่อมแซมความเสียหายดังกล่าวอีกด้วย ทั้งนี้ นักวิจัยพบว่ามีโปรตีน 2 ตัว คือ HIF1a และ MTORC1 ซึ่งมีหน้าที่ดูแลซ่อมแซมเซลล์ แต่โปรตีนทั้งสองจะปฏิบัติภารกิจได้ไม่เต็มที่ เมื่อต้องเผชิญกับสภาวะที่มีระดับน้ำตาลสูงในเซลล์ ทั้งนี้ โปรตีนที่สำคัญ คือ MTORC1 ซึ่งเป็นตัวควบคุม HIF1a อีกทีหนึ่ง

นอกจากนั้นพบว่ามียาบางชนิดช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมตัวเองของเซลล์ (ซึ่งจะช่วยลดเสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง) เช่น ยารักษาโรคเบาหวาน คือ Metformin เป็นต้น

งานวิจัยขนาดใหญ่อีกงานหนึ่งได้ตีพิมพ์เมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2018 โดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย New South Wales (ออสเตรเลีย) Oxford (อังกฤษ) และ Johns Hopkins (สหรัฐ) โดยรวบรวมเอางานวิจัยที่ผ่านมา 47 ชิ้นทั่วโลกในหลายประเทศ (เช่น สหรัฐ อังกฤษ จีน ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น) ครอบคลุมคนถึง 20 ล้านคน ทำให้ผู้วิจัยมีข้อสรุปที่หนักแน่นว่า “the link between diabetes and the risk of developing cancer is now firmly established”

ทั้งนี้ ข้อสรุปที่น่าสนใจ คือ

1.ผู้หญิงที่เป็นโรคเบาหวานมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งมากกว่าผู้หญิงที่ไม่เป็นโรคเบาหวาน 27%

2.ผู้ชายที่เป็นโรคเบาหวาน เสี่ยงจะเป็นโรคมะเร็งมากกว่าผู้ชายที่ไม่เป็นโรคเบาหวาน 19%

3.ผู้หญิงที่เป็นโรคเบาหวานมีโอกาสที่จะเป็นโรคมะเร็งมากกว่าผู้ชายที่เป็นโรคเบาหวาน สำหรับมะเร็งประเภทต่าง ๆ ดังนี้ : 11% สำหรับมะเร็งที่ไต 13% มะเร็งที่ปาก 14% มะเร็งที่ท้อง และ 15% มะเร็งที่เม็ดเลือด

4.ผู้ชายที่เป็นโรคเบาหวานมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งที่ตับมากกว่าผู้หญิงที่เป็นโรคเบาหวาน 12%


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 733
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Wed Dec 11, 2019 3:02 pm

FitTalker ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ - สูงวัยอย่างมีคุณภาพ

phpBB [video]


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 733
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Mon Dec 16, 2019 7:18 pm

เราจะสามารถป้องกันไม่ให้เป็นโรคสมองเสื่อมได้อย่างไร (3)

ครั้งที่แล้วผมกล่าวถึงผลการวิจัยของ Framingham Heart Study ซึ่งผูกโยงเรื่องของความดันโลหิตกับการเป็นโรคสมองเสื่อม

กล่าวคือการที่อัตราการเป็นโรคสมองเสื่อม (ในกลุ่มผู้สูงอายุที่นักวิจัยติดตาม) ลดลงไปได้ถึง 44% ในช่วง 1997-1983 กับช่วง 2004-2008 เป็นผลมาจากการดูแลสุขภาพของหัวใจและหลอดเลือด (cardio vascular health) ซึ่งในครั้งนี้ผมจะขอนำเอาข้อมูลของสมาคมอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s Association หรือ AA) ที่แจกแจงโรคสมองเสื่อมประเภทต่างๆ มาเปรียบเทียบให้ดูว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไรบ้าง

AA กล่าวถึงโรคสมองเสื่อม 8 ประเภท ซึ่งโรคสมองเสื่อมที่เป็นกันมากที่สุดคือโรคอัลไซเมอร์ (ประมาณ 60-80% ของโรคสมองเสื่อมทั้งหมด) แต่ก็มีการผสมผสานอาการของโรคสมองเสื่อมประเภทต่างๆ ซึ่งผมมีข้อสังเกตว่าอาการสมองเสื่อมจากหลอดเลือดสมองอุดตัน (vascular dementia) มีบทบาทสำคัญในการนำไปสู่การเป็นโรคอัลไซเมอร์

การเป็นโรคอัลไซเมอร์นั้นเท่าที่ทราบจากงานวิจัยมาจนถึงทุกวันนี้ สรุปว่าเป็นผลมาจากการก่อตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของโปรตีนที่เรียกว่า beta amyloid ที่รอบนอกของเซลล์สมอง (neurons) เสมือนกับการก่อตัวของหินปูน(plaque) และการพันตัว(tangles) ของโปรตีนที่เรียกว่า “เตา” (tau proteins) ภายในเซลล์สมองและขยายไปกับเครือข่ายการสื่อสารของเซลล์สมอง (synapses) จนกระทั่งการทำงานประสานกันของเซลล์สมองเสื่อมสภาพและสูญเสียไปในที่สุด

เปลือกสมอง (cerebral cortex) จะเป็นส่วนที่ได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์ดังกล่าว ซึ่งทำให้เกิดการหดตัวและการสูญเสียของเนื้อสมองด้านนอกของสมอง ซึ่งทำหน้าที่ที่สำคัญเกี่ยวกับการจัดเก็บและการเรียกคืนความทรงจำ ตลอดจนการคำนวณวางแผนและประมวลความคิดที่ซับซ้อน ปัญหาสำคัญคือเมื่อเป็นโรคอัลไซเมอร์ในระยะเบื้องต้นจะไม่มีอาการ เพราะสมองจะมีระบบทดแทนส่วนที่เสียหายไปได้ในระยะหนึ่งเป็นเวลาหลายปี ในบางกรณีกล่าวว่าอาจต้องใช้เวลานานกว่า 20 ปีจึงจะพบอาการอัลไซเมอร์และยาตำรับต่างๆ ที่คิดค้นมาเพื่อรักษาโรคอับไซเมอร์นั้น มักจะมุ่งเน้นการทำลายคราบ (plaque) ของ beta amyloid และการพันตัวของเส้นโปรตีนเตา (Tau) แต่ก็ไม่สามารถรักษาโรคอัลไซเมอร์ได้แม้จะสามารถกำจัดโปรตีนดังกล่าวจากสมอง ทั้งนี้มีการเปรียบเทียบว่ายาดังกล่าวเสมือนกับการไปดับไฟโดยการทำลายตลับไม้ขีดไฟ หลังจากที่ป่าถูกไฟเผาไปหมดสิ้นแล้ว เพราะฉะนั้นป้องกันและดูแลสุขภาพของสมองให้ดีอยู่เสมอ ตลอดจนการตรวจเพื่อให้พบโรคดังกล่าวได้ในโอกาสแรก

สมองของมนุษย์นั้นมีเซลล์สมองทั้งหมดประมาณ 100,000 ล้านเซลล์ แต่ละเซลล์จะมีกิ่งก้าน (branching extensions) ที่ปลายก้านจะมีปม synapses ที่สื่อสารกับเซลล์อื่นๆ เป็นระบบเครือข่าย โดยสมองมี synapses ทั้งสิ้น 100 ล้านล้านปม ดังนั้นโรคสมองเสื่อมคือการที่ระบบสื่อสารของเซลล์สมองเสื่อมถอยหรือเสื่อมสภาพลง ทั้งนี้หินปูน beta amyloid นั้นมีบทบาทในการทำให้เซลล์สมองตายและการพันตัวของโปรตีนเตานั้นปิดกั้นมิให้สารอาหารสามารถเข้าไปเลี้ยงดูเซลล์สมองได้อย่างทั่วถึง นอกจากนั้น beta amyloid และโปรตีนเตายังกระตุ้นระบบภูมอคุ้มกันของสมองเรียกว่า microglia ให้ต้องทำงานหนัก ซึ่งเมื่อ microglia รับภาระไม่ไหวก็จะนำไปสู่การอักเสบเรื้อรังของสมอง (chronic inflammation) และในที่สุดก็จะทำให้เนื้อสมองตายและปริมาณของเนื้อสมองลดลง (atrophy) ซึ่งจะทำให้สมองไม่สามารถนำเอากลูโคส (หรือน้ำตาล) มาเผาผลาญเพื่อใช้เป็นสารอาหารเลี้ยงสมองได้ในปริมาณที่เพียงพอ ซึ่งทำให้เห็นภาพว่าโรคสมองเสื่อมก็คือการอดตายอย่างช้าๆ ของสมองนั่นเอง

มาถึงตรงนี้ก็อาจสรุปได้ว่าปัจจัยพื้นฐานในการดูแลสมองก็คือการให้มีสารอาหารและออกซิเจนในเลือดแดงที่เพียงพอต่อความต้องการของสมอง ซึ่งเว็บ honestdoc กล่าวสรุปเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า

“สมองก็เหมือนกับอวัยวะอื่นๆ ในร่างกายที่จำเป็นต้องได้รับออกซิเจนและสารอาหารอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาเพื่อให้ทำงานได้อย่างเหมาะสม ถ้าเลือดที่ไปเลี้ยงสมองถูกจำกัดหรือขาดเลือดเนื่องจากเส้นเลือดอุดตัน จะทำให้เซลล์สมองตายและทำให้เกิดความเสียหายกับสมอง ถ้าเส้นเลือดในสมองแคบลงและแข็งขึ้น จะทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงสมองค่อยๆ ลดปริมาณลง เส้นเลือดในสมองจะแคบลงและแข็งตัวมากขึ้นอันเนื่องมาจากการสะสมของไขมันที่ผนังของเส้นเลือด ทำให้เส้นเลือดแคบลงและเลือดไหลเวียนได้จำกัด โดยภาษาทางการแพทย์จะเรียกว่า โรคหลอดเลือดแดงแข็ง (atherosclerosis) โดยจะพบมากในผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยเบาหวานและผู้ที่สูบบุหรี่”

แปลว่าหากรักสมองก็จะต้องไม่สูบบุหรี่และควบคุมไม่ให้เป็นโรคความดันและโรคเบาหวาน ซึ่งในส่วนของโรคเบาหวานนั้น อาจมีข้อสงสัยว่าเมื่อบอกว่าสมองต้องใช้พลังงานมากคือต้องใช้กลูโคสหรือน้ำตาลมาก แล้วทำไมจึงไม่ควรกินน้ำตาลให้มากเพียงพอที่จะไปเลี้ยงสมอง? คำตอบคือเมื่อกินน้ำตาลมาก โดยเฉพาะน้ำตาลที่เข้าไปสู่เส้นเลือดโดยรวดเร็ว เช่น น้ำหวาน ก็จะทำให้ตับอ่อนต้องทำงานหนักโดยการฉีดอินซูลินออกมาเป็นจำนวนมากเพื่อเป็น “กุญแจ” เปิดประตูของผนังเซลล์ให้นำเอาน้ำตาลออกจากเลือดเข้าไปสู่เซลล์เพื่อลดปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือด แต่หากกินน้ำตาลมากอย่างพร่ำเพรื่อก็จะเสี่ยงกับการทำให้ตับอ่อนผลิตอินซูลินชำรุด ไม่สามารถผลิตอินซูลินให้เพียงพอหรือเซลล์ดื้ออินซูลิน กล่าวคืออินซูลินไขกุญแจแล้ว ประตูของเซลล์ไม่เปิด ทำให้น้ำตาลค้างอยู่ในเส้นเลือด ส่งผลให้เส้นเลือดแข็งและเส้นเลือดตาย กล่าวคือเป็นโรคเบาหวานนั่นเอง


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 733
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Mon Dec 23, 2019 8:07 am

เราจะสามารถป้องกันไม่ให้เป็นโรคสมองเสื่อมได้อย่างไร (4)

ครั้งที่แล้วผมได้นำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์ ว่าเป็นโรคสมองเสื่อมที่เป็นกันมากที่สุด (60-80% ของโรคสมองเสื่อมทั้งหมด)

และพัฒนาการของอัลไซเมอร์นั้นเกิดจากการสะสมของโปรตีน 2 ประเภทคือ beta amyloid และเตา (Tau) จนกระทั่งมีจำนวนมากพอที่จะทำให้เกิดความเสียหายกับเซลล์สมองและระบบการสื่อสารของเซลล์สมองผ่าน synapses จนกระทั่งเปลือกสมองเกิดการหดตัวและสูญเสียเนื้อสมอง ส่งผลต่อการทำงานของสมองในที่สุด

นอกจากนั้นก็ยังพบว่า 50% ของคนที่เป็นโรคอัลไซเมอร์นั้นก็ยังเป็นโรคสมองเสื่อม เพราะมีเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ (vascular dementia) อีกด้วย

ทำไมระบบไหลเวียนของเลือดที่ดีจึงจะมีความสำคัญในการลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคสมองเสื่อม? ผมได้กลับไปศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับระบบไหลเวียนของเลือดของมนุษย์ ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้

หัวใจเต้นวันละอย่างน้อย 1.1 แสนครั้งในมนุษย์เพื่อสูบฉีดเลือดประมาณ 7,500 ลิตรต่อวัน จากจำนวนเลือดในร่างกายที่มีอยู่ประมาณ 5-7 ลิตรในร่างกายของผู้ใหญ่

หัวใจหนักประมาณ 1% ของน้ำหนักตัว (ส่วนใหญ่หนักไม่ถึง 1 กิโลกรัม) แต่ใช้พลังงานเท่ากับ 10% ของพลังงานของร่างกายทั้งหมด

สมองหนักประมาณ 2% ของน้ำหนักตัว (ไม่ถึง 2 กิโลกรัม) แต่ใช้พลังงานเท่ากับ 20% ของพลังงานของร่างกายทั้งหมด

หลอดเลือดและเส้นเลือดฝอยของมนุษย์ยาวรวมทั้งสิ้นประมาณ 1 แสนกิโลเมตร (รอบโลกเท่ากับ 4 หมื่นกิโลเมตร)

จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่า อวัยวะที่ทำงานหนักมากที่สุดในร่างกายของมนุษย์คือสมองและหัวใจ เพราะมีขนาดเท่ากับ 1% และ 2% ตามลำดับ แต่ใช้พลังงาน 10 เท่าตัวของขนาดของอวัยวะ คือ 10% และ 20% ตามลำดับ ข้อสังเกตที่สองคือความสำคัญของเลือด เส้นเลือดและระบบไหลเวียนของเลือด ตัวอย่างเช่นร่างกายมนุษย์มีเลือดเพียง 5-7 ลิตร แต่หัวใจต้องสูบฉีดและปอดต้องฟอกเลือดวันละ 7,500 ลิตร (ประมาณ 7,500 ลิตรนี้เปรียบเทียบได้กับการเติมน้ำมันรถยนต์ประมาณ 5 ปี หากใช้น้ำมันประมาณ 125 ลิตรต่อเดือน)

จะเห็นได้ว่าหากเส้นเลือดไม่แข็งแรงและระบบสูบฉีดเลือดบกพร่อง อวัยวะที่จะมีปัญหานั้นไม่ใช่จะเป็นเฉพาะหัวใจเท่านั้น แต่น่าจะกระทบไปถึงสมองอีกด้วย ดังนั้นโรคสมองเสื่อมที่เกิดจากการขาดเลือด (vascular dementia) จึงมาเป็นที่ 2 รองลงมาจากโรคอัลไซเมอร์ และโรคทั้งสองจึงเกิดขึ้นได้พร้อมกันและอาจมีส่วนในการส่งเสริมซึ่งกันและกันได้อีกด้วย

ทั้งนี้สมาคมอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s Association) กล่าวว่า โรคสมองเสื่อมที่เกิดจากการขาดเลือดไปเลี้ยงสมอง (vascular dementia) นั้นเป็น “mixed pathology หรือเป็นโรคร่วมกับโรคอัลไซเมอร์และมักจะเกิดขึ้นพร้อมกัน (commonly coexist)

ดังนั้นเวลากินอะไรหรือไม่ยอมออกกำลังกายซึ่งไม่ดีกับระบบไหลเวียนของเลือด ก็ขอให้ “เกรงใจ” ทั้งหัวใจและทั้งสมองของท่านด้วยครับ

ครั้งต่อไป ผมจะขอเขียนถึงเรื่องยีน APOE ซึ่งมีอยู่ 3 ประเภทคือ 2, 3 และ 4 ซึ่งมีความสำคัญมากในการกำหนดความเสี่ยงของการเป็นโรคอัลไซเมอร์ โดยข่าวร้ายคือการที่มียีน APOE ประเภท APOE E4 นั้นจะเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคอัลไซเมอร์มากถึง 3 ถึง 12 เท่า (คนที่มี APOE E4 ทั้งคู่จากพ่อ-แม่จะมีความเสี่ยงจากการเป็นโรคอัลไซเมอร์มากที่สุด)

แต่ข่าวดีคือนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย MIT อาศัยเทคโนโลยีล่าสุดในการสร้าง stem cell ขึ้นมาใหม่จากกระบวนการที่เรียกว่า induced pluripotent stem cells (iPSCs) และทำการทดลองให้ทราบว่า APOE E4 นั้นทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ได้อย่างไร ขั้นต่อไปจึงได้ใช้วิธีการตัดต่อพันธุกรรม (gene editing) ที่เรียกว่า crispr-cas 9 ตัดเอา APOE E4 ออกแล้วเอายีน APOE E3 ไปใส่แทน

โดยแนวทางดังกล่าวเป็นเรื่องใหม่และมีความสลับซับซ้อนค่อนข้างมาก ดังนั้นบางท่านอาจลองหาข้อมูลเกี่ยวกับ crispr-cas 9 และ iPSCs ไปพลางๆ ก่อนก็ได้ครับ


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 733
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Tue Dec 24, 2019 12:37 pm

คุยเรื่องสุขภาพกับ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

รายการ CEO VISION #CEOVISION ทุกวัน 09.00-10.00 น.

phpBB [video]


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 733
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Tue Dec 24, 2019 12:44 pm

เตรียมพบกับ Healthy Aging | เกิด แก่ (ไม่) เจ็บ ตาย สูงวัยอย่างมีคุณภาพ หนังสือที่รวบรวมงานวิจัยที่ดีและทันสมัยที่สุดด้านการดูแลสุขภาพ เพื่อทำให้ปีที่กำลังจะเดินทางมาถึงเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงตนเองอย่างแท้จริง

book.jpg
book.jpg (40.74 KiB) Viewed 1460 times

"ความรู้ที่รวบรวมมาทำให้ผมมีความมั่นใจสูงขึ้นว่า
การแก่ตัวโดยปราศจากโรคภัยทั้งปวงนั้นเป็นไปได้"
— ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

-----------------------

บทส่งท้าย
โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ
.
.
บทนี้เขียนขึ้นมาเพราะคุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า “มันจบแบบห้วนๆ ไปหน่อยครับ” และแนะนำให้ผมเขียนเพิ่มเติมในสิ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์ เช่น การทบทวนตัวเองหลังความเปลี่ยนแปลงในการใช้ชีวิตครั้งใหม่ ผมจึงต้องรวบรวมความคิดและความรู้สึกของตัวเองในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยคาดหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านหลายๆ ท่านที่ยังอายุน้อยกว่าผม ที่อาจจะนำข้อมูลนี้ไปเป็นส่วนหนึ่งในการเลือกรูปแบบการดำเนินชีวิตของท่าน
.
.
เมื่อผมเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ก็มุ่งมั่นที่จะเรียนหนังสือให้ดีและสะสมความรู้ที่เป็นประโยชน์เพื่อประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพ และต่อมาก็ให้ความสำคัญกับการสร้างฐานะและการเลี้ยงบุตรให้ดีที่สุด ซึ่งถือว่าเป็นภารกิจหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อได้เปลี่ยนงานจากการรับราชการที่กระทรวงการต่างประเทศ มาทำงานที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ภัทรธนกิจ เมื่อปี 1994 และต่อมาประเทศไทยก็เข้าสู่วิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้สถาบันการเงินของไทยและภัทรฯ เองก็ต้องเผชิญกับวิกฤติเป็นเวลาหลายปี ซึ่งเป็นช่วงที่ท้าทายผมและเพื่อนร่วมงานอย่างมาก ทั้งในทางส่วนตัว (มีโอกาสสูงมากที่จะตกงาน) และในทางวิชาการเศรษฐศาสตร์ เพราะวิกฤติ ‘ต้มยำกุ้ง’ นั้น คล้ายคลึงกับดาวหางแฮลลีย์ (Halley’s Comet) ซึ่งจะมาเยือนโลกหนึ่งครั้งในรอบ 75 ปี
.
.
แปลว่าการดูแลสุขภาพของตัวเองในช่วงอายุ 40–55 ปีนั้นมีความสำคัญในลำดับท้ายๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายโอกาสอย่างมาก เพราะจากการค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานั้น ผมได้ข้อสรุปว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวางแผนดูแลสุขภาพอย่างครบถ้วนและจริงจังตั้งแต่อายุ 40 ปีเป็นอย่างช้า
.
.
หลายท่านคงจะรู้ตัวจากประสบการณ์ว่าเมื่ออายุถึง 40 ปี ร่างกายจะแก่ตัวลงอย่างชัดเจนและรู้สึกได้เมื่อเปรียบเทียบกับตอนอายุ 30 ปี แต่สำหรับผมนั้นขีดเส้นที่อายุ 40 ปี เพราะงานวิจัยพบว่า แอมีลอยด์บีตาในสมอง ที่จะนำไปสู่การเป็นโรคอัลไซเมอร์ จะเริ่มสะสมตัวเมื่อประมาณอายุ 40 ปีเป็นต้นไป แต่จะไม่มีอาการจนกระทั่งอายุ 65 ปีหรือมากกว่านั้น โรคอื่นๆ ผมพอจะรับได้ แต่โรคอัลไซเมอร์นั้นทำให้จิตวิญญาณของเราสาบสูญไปก่อนที่ร่างกายจะสิ้นชีวิตลงเสียอีก
.
.
ดังนั้นจึงสรุปว่า ผมเริ่มดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองอย่างเป็นระบบช้าไปอย่างน้อย 15 ปี จึงหวังอย่างยิ่งว่า ท่านผู้อ่านจะหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดของผม
.
.
ในช่วงที่ผมทำงานอย่างมุ่งมั่นเพื่อสร้างอนาคตและเพื่อมีส่วนในการช่วยฟื้นฟูบริษัทภัทรฯ นั้น เวลาที่เหนื่อยกลับถึงบ้านก็มักจะคิดให้ ‘รางวัล’ กับตัวเอง ซึ่งจะเป็นการกินอาหาร ‘ดีๆ’ เพื่อ ‘เติมพลัง’ อย่างครบครัน (แปลว่ากินเยอะๆ จนอิ่มพุงอืดแล้วเข้านอนเลย) ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะให้รางวัลตัวเองโดยการไปออกกำลังกาย แต่ปัจจุบันผมพบว่า การออกกำลังกายหลังจากการทำงานนั้น เมื่ออยู่ตัวแล้วทำให้ร่างกายเบิกบานสดชื่น (ส่วนหนึ่งเพราะเอ็นดอร์ฟินถูกฉีดออกมา) ไม่เหนื่อย และยังช่วยลดรายจ่ายอีกด้วย
.
.
การวางแผนสุขภาพนั้น น่าจะมีทางเลือกหลักๆ อยู่ 2 ทางเลือก ทางเลือกที่หนึ่ง ซึ่งผมขอเรียกว่า ‘30 บาทรักษาทุกโรค’ มีแรงสนับสนุนอย่างกว้างขวางในประเทศไทย แต่หากพิจารณาอย่างลึกซึ้งก็จะพบว่าสมมุติฐานของแนวทางนี้คือ เราจะมีความเสี่ยงเป็นได้ทุกโรคอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก จึงจะต้องทุ่มเททรัพยากรให้ประเทศมีศักยภาพเพียงพอที่จะรองรับการรักษาทุกโรค แนวทางข้างเคียงที่สำคัญที่กำลังถกเถียงกันอยู่ในขณะนี้คือ การควบคุมราคายาและค่ารักษาพยาบาลเพื่อให้ทุกคนมีสิทธิเข้าถึงยาและการรักษาทั้งหมดที่มีอยู่ในโลกนี้ แนวทางนี้จะต้องให้ความสำคัญกับการผลิตหมอ พยาบาล ยา และการสร้างโรงพยาบาลให้เพียงพอกับความต้องการของคนสูงอายุของไทยที่จะเพิ่มจากปัจจุบันซึ่งมีอยู่ประมาณ 12 ล้านคน มาเป็น 21 ล้านคนในปี 2040
.
.
ผมเองก็เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้สูงอายุดังกล่าว ดังนั้นในทางส่วนตัวจึงพยายามซื้อประกันสุขภาพให้กับตัวเองอย่างเพียงพอที่จะดูแลรักษาเมื่อโรคร้ายเกิดขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากความรู้ด้านสุขภาพของผมตอนอายุ 55 ปี เกือบจะไม่ได้เพิ่มพูนขึ้นเลยจากเมื่ออายุ 15 ปี เพราะมัวแต่ไขว่คว้าหาความรู้เรื่องเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย ทั้งๆ ที่ในช่วง 40–50 ปีที่ผ่านมานั้น ความรู้เรื่องสุขภาพพัฒนาไปก้าวไกลอย่างมาก
.
.
เมื่อมีความรู้เกี่ยวกับสุขภาพที่ทันสมัยขึ้นแล้ว ความคิดของผมก็เปลี่ยนไป ผมไม่ต้องการ ‘30 บาทรักษาทุกโรค’ เพราะผมต้องการ ทางเลือกที่สอง คือ ‘ไม่ต้องการเป็นสักโรค’ ความรู้ที่รวบรวมมาทำให้ผมมีความมั่นใจสูงขึ้นว่า การแก่ตัวโดยปราศจากโรคภัยทั้งปวงนั้นเป็นไปได้ พฤติกรรมและความคิดจึงเปลี่ยนแปลงไป เช่น เดิมทีอยากมีบ้านอยู่ใกล้โรงพยาบาลและเตรียมห้องนอนอยู่ชั้นล่าง เพราะกลัวว่าตอนแก่จะเดินขึ้นบันไดไม่ได้ แต่ปัจจุบันเมื่อมีข้อมูลว่า หากออกกำลังกายโดยการวิ่งสม่ำเสมอ ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะสามารถเดินได้จนวันสุดท้ายของชีวิต (มีผู้สูงอายุหลายคนยังวิ่งและปั่นจักรยานได้ตอนอายุเกือบ 100 ปี)
.
.
ตอนนี้ผมไม่คิดแล้วว่าจะต้องมีบ้านอยู่ใกล้โรงพยาบาล เพราะจะทุ่มเทหาความรู้และดูแลสุขภาพตัวเอง ทำให้ไม่ต้องเข้าใกล้โรงพยาบาล (เว้นแต่การตรวจร่างกายประจำปี) ไม่ต้องการไปหาหมอ ไม่ต้องกินยา ซึ่งจะช่วยให้สามารถนำทรัพยากรดังกล่าวไปใช้กับผู้อื่นที่จำเป็นต้องใช้มากกว่า อันที่จริงแล้ว หากเรามาร่วมมือร่วมใจกันดูแลสุขภาพของเราให้ดีอย่างจริงจัง เราน่าจะพบว่า นอกจากเราจะมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว ก็จะยังมีส่วนลดความแออัดของโรงพยาบาล
.
.
ความปรารถนาของผมคือ พวกเราสุขภาพดีกันถ้วนหน้าจนกระทั่งทำให้โรงพยาบาลว่างเปล่า เวลาต้องไปเข้าโรงพยาบาลจะพบว่าหาที่จอดรถได้โดยง่าย และหมอมารอเรา ไม่ใช่เราต้องไปรอหมอเป็นชั่วโมง
.
.
ขอให้ทุกท่าน จงสุขภาพดี มีความสุข
จนวันสุดท้ายของชีวิตมาถึงครับ
.
.
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 733
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Mon Dec 30, 2019 11:06 am

โรคอัลไซเมอร์กับยีน APOE e4

ผมได้กล่าวในบทความก่อนหน้าว่าการมียีน APOE ประเภท 4 หรือ APOE4 นั้นจะเพิ่มความเสี่ยงให้มีโอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้อีก 7% ในภาพรวม

ซึ่งในครั้งนี้ผมขอขยายความเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้เห็นความเสี่ยงอย่างชัดเจนยิ่งขึ้นครับ

มนุษย์ทุกคนต้องมียีน APOE เพราะยีนนี้นักวิทยาศาสตร์พบว่ามีหน้าที่ลำเลียงคอเลสเตอรอลในร่างกาย ตลอดจนการช่วยกำจัดโปรตีน beta amyloid (ซึ่งการพอกพูนของโปรตีนนี้เป็นต้นเหตุสำคัญของโรคอัลไซเมอร์) แต่ APOE มีอยู่ 3 ประเภทคือ APOE2 APOE3 และ APOE4 ซึ่งงานวิจัยในสหรัฐสรุปว่าสัดส่วนของการมียีน APOE ประเภทต่างๆ ในประชากรนั้นมีดังนี้

APOE คู่หมายความว่า ยีนนั้นเราจะได้รับข้างหนึ่งจากบิดาและอีกข้างหนึ่งมาจากมารดา ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าคนส่วนใหญ่จะมียีน e3 ไม่ว่าจะเป็น e3/e3 หรือ e3/e2 หรือ e3/e4 ที่ควรสังเกตคือคนส่วนใหญ่จะไม่มียีน e4 กล่าวคือ e2/e2+e2/e3+e3/e3=72.5%

แต่สมาคมอัลไซเมอร์ในรายงานเรื่องอัลไซเมอร์ประจำปี 2560 อ้างงานวิจัยที่รวบรวมงานวิจัย 20 ชิ้น (meta-analysis) พบว่าคนที่เป็นโรคอัลไซเมอร์นั้นมีสัดส่วนมากถึง 56% ที่มียีน APOE4 หนึ่งข้าง ในขณะที่ประชากรทั่วไปนั้นมีคนที่มี APOE4 หนึ่งข้างเพียง 25% สำหรับคนที่เป็นโรคอัลไซเมอร์และมียีน APOE4หนึ่งคู่ นั้นมีสัดส่วนสูงถึง 11% แต่สำหรับประชากรโดยรวมนั้นคนที่มี APOE4 หนึ่งคู่มีอยู่เพียง 2%

สมาคมอัลไซเมอร์ที่อังกฤษ (Alzheimers.org.uk) ประเมินคล้ายกันว่า

ประมาณ 25% ของประชากรทั้งหมดจะมียีน APOE4 หนึ่งข้าง ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคอัลไซเมอร์ตอนสูงอายุ เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ไม่มี APOE4 ประมาณ 2 เท่าตัว และจะเริ่มเป็นอัลไซเมอร์ก่อนคนที่ไม่มี APOE4

ประมาณ 2% ของประชากรทั้งหมดจะมี APOE4 หนึ่งคู่ ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคอัลไซเมอร์ 3-5 เท่า แต่ก็ไม่ได้แปลว่าทุกคนที่มี APOE 4 หนึ่งคู่เป็นจะเป็นโรคอัลไซเมอร์ (แต่มีการประเมินว่าประมาณ 50-60% ของคนกลุ่มนี้จะเป็นโรคอัลไซเมอร์)

ประมาณ 60% ของประชากรจะมี APOE3 หนึ่งคู่ แต่กลุ่มนี้ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเป็นอัลไซเมอร์ประมาณ 25% เมื่ออายุใกล้ 90 ปี

คนที่มี APOE2 หนึ่งคู่จะมีโอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์น้อยที่สุด แต่คนในกลุ่มนี้มีจำนวนน้อยมาก
157718873383.jpg
157718873383.jpg (32.57 KiB) Viewed 1377 times

ที่น่าสนใจคือผลงานวิจัยของทีมนักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Harvard เมื่อเดือน พ.ย.2562 ซึ่งติดตามดูอาการของครอบครัวชาวโคลอมเบียกลุ่มหนึ่งจำนวนกว่า 1,000 คนที่มียีนกลายพันธุ์ที่ทำให้คนกลุ่มนี้ทั้งหมดเป็นโรคอัลไซเมอร์ตั้งแต่อายุ 44 ปี เว้นแต่มีผู้หญิงคนหนึ่งในกลุ่มนี้อายุกว่า 70 ปีแล้ว แต่เพิ่งเริ่มมีอาการของอัลไซเมอร์

นักวิจัย Harvard พบว่าผู้หญิงคนนี้มียีน APOE3 รุ่นพิเศษที่แตกต่างจาก APOE อื่นๆ ซึ่งพบครั้งแรกที่เมือง Christchurch (ประเทศนิวซีแลนด์) จึงมีชื่อว่า APOE3ch ผู้หญิงคนนี้มี APOE3ch หนึ่งคู่คือรับกรรมพันธุ์นี้มาจากทั้งพ่อและแม่

นักวิจัยพบว่าแม้ผู้หญิงคนนี้จะมีโปรตีน beta amyloid เป็นจำนวนมากในสมอง (ซึ่งควรจะทำให้มีอาการอัลไซเมอร์อย่างรุนแรง) แต่ปรากฏว่ามีจำนวนโปรตีนเตา (Tau) น้อยมาก ซึ่งปกติแล้วเมื่อมี beta amyloid มาก ก็จะมีโปรตีนเตาเป็นจำนวนมากพร้อมกันไปด้วย ทำให้นักวิจัยเชื่อว่า APOE3ch นั้นช่วยลดการสร้างโปรตีนเตา ซึ่งมีผลไม่ให้เป็นโรคอัลไซเมอร์ ดังนั้นจึงเป็นความรู้ใหม่ที่จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการคิดค้นตำรับยาที่จะทำหน้าที่ควบคุมโปรตีนเตาเหมือนกับ APOE3ch ซึ่งจะช่วยป้องกันการเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้

ในอีกด้านหนึ่ง Broad Institute ซึ่งเป็นสำนักวิจัยร่วมกันของมหาวิทยาลัย Harvard และ MIT ได้ใช้เครื่องมือตัดแต่งพันธุกรรมที่ดัดแปลงมาจาก Crispr Cas9 มาเป็น Crispr Cas13 (วันหลังผมจะเล่าให้ฟังเกี่ยวกับ Crispr Cas9 ซึ่งผมเชื่อว่าจะทำให้มนุษย์สามารถตัดแต่งพันธุกรรมเพื่อปฏิเสธความแก่ของร่างกายได้ในอนาคต) ซึ่ง Crispr Cas13 นี้ คือการตัดแต่งพันธุกรรมของ APOE4 ให้กลายเป็น APOE2 ซึ่งเป็นยีนที่ลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์ให้ต่ำที่สุด

ทั้งนี้เพราะนักวิจัยบอกว่า APOE4 กับ APOE2 นั้นมีความแตกต่างกันน้อยมาก กล่าวคือดีเอ็นเอของยีนซึ่งมีโครงสร้างเหมือนบันไดเกลียวคู่และมีบันได 4 ขั้น (A,T,C,G) นั้น มี “บันได” ที่แตกต่างกันเพียง 2 ขั้นเท่านั้น ดังนั้นการใช้ Crispr Cas13 เข้าไปตัดบันไดเพียง 2 ขั้น ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย ก็น่าจะลดความเสี่ยงที่การตัดต่อพันธุกรรมดังกล่าวจะทำให้เกิดผลกระทบข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ขึ้น

ดังนั้นแม้บางคนจะมียีน APOE4 แต่ก็ยังสามารถดำเนินชีวิตเพื่อลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคอัลไซเมอร์ 9 ข้อที่ผมได้เคยกล่าวถึงเพื่อรอให้วิทยาศาสตร์สามารถหาแนวทางในการรักษาโรคอัลไซเมอร์ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในเวลาที่ไม่นานเกินรอครับ


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 733
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Mon Dec 30, 2019 11:08 am

คุยเรื่องสุขภาพกับ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

phpBB [video]


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 733
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Mon Jan 06, 2020 1:26 pm

งานวิจัยล่าสุดที่อาจนำไปสู่ยารักษาโรคอัลไซเมอร์

มนุษย์รู้จักโรคอัลไซเมอร์มาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถค้นพบยาที่จะรักษาโรคนี้ได้

ล่าสุดยาอีก 2 ตำหรับที่ทำการทดลองกับมนุษย์ต้องยกเลิกไป เพราะไม่ได้ผลในการรักษาโรคนี้ดังที่คาดหวังเอาไว้ นิตยสาร Scientific America เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2019 รายงานว่าปัจจุบันมียาประมาณ 96 ชนิดที่อยู่ในระหว่างการทดลองใช้ (clinical trial) สะท้อนว่ามีความมุ่งมั่นอย่างมากที่จะค้นคว้าหายารักษาโรคนี้ให้ได้

ปัจจุบันนั้นแนวคิดหรือทฤษฏีที่ใช้อธิบายอาการของโรคอัลไซเมอร์คือ การสะสมตัวของโปรตีนที่เรียกว่า Amyloid Beta เป็นจำนวนมากเป็นเวลาหลายปี จนกระทั่งเป็นแผงหรือหินปูน (plaque) ที่ทำลายเซลล์สมองโดยเฉพาะเปลือกสมอง (cerebral cortex) ทำลายเนื้อสมองและทำให้สมองหดตัวและกระทบต่อการประมวลผลความคิดและการทำงานที่ซับซ้อนของสมอง รวมถึงความทรงจำ การคำนวณ การสะกดคำ ฯลฯแนวทางการค้นคว้าหายารักษาโรคอัลไซเมอร์ส่วนมากจึงทุ่มเทไปในทิศทางที่จะกำจัดโปรตีน Amyloid Beta ดังกล่าว

ผมก็เคยเขียนถึงระบบชำระ “ล้างสมอง” ที่เรียกว่า glympathic system ซึ่งเป็นระบบที่อาศัยของเหลวที่หลั่งออกจากกระดูกสันหลัง (cerebral spinal fluid) มาฉีดล้างเศษ Amyloid Beta ที่คั่งค้างอยู่ระหว่างเซลล์ของสมอง (neurons) ในช่วงที่เรานอนหลับลึก (deep sleep) โดยนักวิจัยพบว่าช่วงที่เราหลับลึกนั้นเซลล์สมองจะหดตัวให้ขนาดลดลง 60% ทำให้น้ำที่หลั่งออกมาสามารถฉีด-ล้าง Amyloid Beta ที่คั่งค้างได้อย่างหมดจดทุกคืน

แต่โรคอัลไซเมอร์นั้นมีอีกอาการหนึ่ง ที่น่าจะมีบทบาทสำคัญคือ การก่อตัวขึ้นของโปรตีนเตา (Tau Protein) ซึ่งก่อตัวขึ้นภายในโครงสร้างของเซลล์สมอง (ไม่ใช่ช่องว่างระหว่างเซลล์สมอง) โดยเฉพาะภายในกิ่งก้านของเซลล์สมองที่เรียกว่า Axon ซึ่งมี “ท่อส่งบำรุง” ที่เรียกว่า microtubules ซึ่งงานวิจัยพบว่าการก่อตัวของเศษของโปรตีนเตานั้นเมื่อเวลาผ่านไปหลายปี ก็จะรวมตัวกันเป็นเส้นๆ (Tau tangles) ซึ่งทำลายระบบลำเลียงสารอาหารและระบบติดต่อกันของเซลล์สมอง (synapses) อาการนี้เกิดขึ้นภายหลังการสะสมและรวมตัวของโปรตีน Amyloid Beta ดังนั้นแนวคิดส่วนใหญ่จะเชื่อว่า Amyloid Beta เป็นสาเหตุหลัก แนวทางในการค้นคว้าหายารักษาจึงมักจะมุ่งเน้นการทำลาย Amyloid Beta มากกว่า

อย่างไรก็ดีก็ยังมีแนวคิดอื่นๆ ด้วย เช่นในปี 2018 มีงานวิจัยของ Center for Cognitive Health ของโรงพยาบาล Mount Sinai พบว่าไวรัสบางประเภทที่ทำให้เป็นโรคเริม (herpes simplex virus) นั้นมีปริมาณสูงมากในคนที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ งานวิจัยนี้สะท้อนว่าโรคอัลไซเมอร์น่าจะมีสาเหตุมาจากการอักเสบเรื้อรัง (chronic inflammation) ซึ่งเกิดขึ้นเพราะคนบางคนอาจมีเชื้อของโรคเริมอยู่ในร่างกายเป็นเวลาหลายสิบปี

งานวิจัยล่าสุดที่ผมอ่านพบคืองานวิจัยที่พิมพ์ในวารสาร Nature เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2019 ชื่อ “NLRP3 inflammasome activation drivers tau pathology” โดยทีมวิจัยของ University of Bonn ที่สรุปว่า “inflammatory processes triggered by the brain’s immune system are a driving force” ในการทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ ทั้งนี้โปรตีนที่เป็นสาเหตุหลักคือ NLRP3 inflammasome ซึ่งทำหน้าที่ปล่อยสารเคมีที่เป็นภูมิคุ้มกันออกมา แต่หากออกมาเป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง ก็กระตุ้นให้เกิด hyperphosphorylation คือการส่งผลกระทบต่อโปรตีนเตา ทำให้หลุดออกมาจากโครงสร้างภายในของเซลล์สมองและชิ้นส่วนที่หลุดออกมาจะค่อยๆ รวมตัวกันเป็นเส้นๆ (tangles) ที่ทำลายเซลล์สมองจากภายในเซลล์สมองดังกล่าวข้างต้น

ก่อนหน้านี้นักวิจัยของ University of Bonn ค้นพบว่าการทำงานของ NLRP3 inflammasome นี้ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้มีการสะสมของ Amyloid Beta เช่นกันทำให้นักวิจัยสรุปว่างานวิจัยชิ้นนี้สนับสนุนทฤษฎีเกี่ยวกับอัลไซเมอร์ที่เรียกว่า “amyloid cascade hypothesis” กล่าวคือการสะสมของ Amyloid Beta ส่งผลกระจายออกมากระตุ้นให้ปริมาณโปรตีนเตาเพิ่มขึ้นและก็สะสมตัว ซึ่งนักวิจัยเชื่อว่า NLRP3inflammasome นั้นเป็นต้นตอหรือตัวกลางที่เชื่อมต่ออาการทั้งสอง (the missing link) ซึ่งนำไปสู่การเป็นโรคอัลไซเมอร์

ความรู้ใหม่นี้ย่อมเป็นโอกาสให้นักวิจัยมีแนวทางอีกทางหนึ่งในการแสวงหายารักษาโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งผมพขอเอาใจช่วยให้สามารถหายารักษาโรคนี้ได้ในอนาคตอันใกล้ เพราะกระทรวงสาธารณสุขของไทยได้คาดการณ์แล้วว่าสังคมสูงวัยของไทยนั้นมีความเสี่ยงที่จะมีผู้สูงอายุชาวไทยที่เป็นโรคอัลไซเมอร์กว่า 1 ล้านคนภายใน 10 ปีข้างหน้าจากปัจจุบันที่มีผู้ป่วยกว่า 600,000 คนครับ


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 733
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Mon Jan 27, 2020 9:24 am

กินยา 3 ชนิดเป็นเวลา 1 ปี ทำให้อายุลดลง 2.5 ปี
เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2019 ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย UCLA และ มหาวิทยาลัย Stanford นำโดย Dr. Gregory Fahy รายงานในวารสาร Aging Cell ว่า


จากการทดลองให้ชาย 9 คนกินยา 3 ชนิดเป็นเวลา 1 ปี พบว่าชายกลุ่มดังกล่าวอายุลดลง 2.5 ปีโดยเฉลี่ยในช่วงเวลาดังกล่าว ภาวะที่อายุลดลงนั้นยังเห็นผลต่อเนื่องไปอีก 6 เดือนหลังจากงานทดลองเสร็จสิ้นลง ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ การทดลองดังกล่าวนั้นวัตถุประสงค์หลักไม่ใช่การทำให้อายุของผู้ถูกทดลองลดลง แต่เป็นความต้องการของ Stanford Medical Center ที่เมือง Palo Alto ที่จะกระตุ้นการฟื้นตัวของต่อมไทมัส(Thymus Gland) ซึ่งเป็นต่อมไร้ท่อที่มีหน้าที่หลักในการทำให้เม็ดเลือดขาวชนิด T-cell (ที่มีความสำคัญอย่างมากในระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์) ทั้งนี้ต่อมไทมัสจะค่อยๆ ฝ่อลงจนเป็นเพียงเนื้อเยื่อไขมันเมื่ออายุมากขึ้น งานวิจัยนี้ได้รับอนุมัติจากสำนักงานอาหารและยาของสหรัฐภายใต้โครงการ Thymus Regeneration Immunorestoration and Insulin Mitigation (TRIIM)

ผมขอย้ำอีกครั้งว่า ผลของงานวิจัยที่ทำให้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Aging Cell คือ การที่งานทดลองดังกล่าวเป็นงานชิ้นแรกที่พิสูจน์ว่าสามารถทำให้อายุของเซลล์ลดลงได้ด้วยการวัดอายุของเซลล์ด้วยวิธีการทางชีวภาพที่เรียกว่า epigenetic clock โดยผู้ที่คิดค้นวิธีวัดอายุของเซลล์ในลักษณะนี้คือ Dr. Steve Horvath แห่งมหาวิทยาลัย UCLA จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า Horvath clock ซึ่งท่านผู้อ่านสามารถ google ดูรายละเอียดได้หรือท่านที่เป็นลูกค้าของธนาคารเกียรตินาคินภัทรสามารถมาคุยกับผมเกี่ยวกับเรื่องนี้และเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพด้านอื่นๆ ได้ในงานพบลูกค้าและนักลงทุนวันที่ 6 ก.พ.นี้ครับ สำหรับคำอธิบายเกี่ยวกับ epigenetic clock แบบฉบับย่อคือการวัดอายุทางชีวภาพ (Biological Age) ซึ่งเป็นที่ยอมรับในเชิงวิชาการว่าแม่นยำกว่าการวัดจากอายุ (Chronological Age) โดยอาศัยรอยขีดเชิงเคมีที่ดีเอ็นเอ (Chemical marks that tag onto the genetic sequence) ซึ่งเรียกว่า DNA Methylation และเมื่อนำเอารอยขีดเชิงเคมีดังกล่าวมาประเมินโดย algorithm แล้ว ก็จะสามารถทำต้นแบบขึ้นมาเพื่อประเมินอายุของเซลล์ได้อย่างแม่นยำ

ท่านที่อยากอ่านต้นฉบับของเรื่องนี้สามารถ google Horvath clock หรือ epigenetic clock ก็ได้ สำหรับผลการทดลองของทีมของ Dr. Gregory Fahyนั้นสามารถดูได้ที่ Aging Cell (5 September 2019) ภายใต้ชื่อ “Reversal of epigenetic aging and immunosenescent trends in humans” และบทสรุปผลการทดลองดังกล่าวในวารสาร Nature วันที่ 5 ก.ย. 2019 ภายใต้ชื่อ “First hint that body’s biological age’ can be reversed”

ดังที่กล่าวข้างต้น งานวิจัยนี้ได้รับการอนุมัติเพื่อค้นคว้าหาวิธีฟื้นฟูต่อมไทมัส มีหน้าที่หลักคือการช่วยการส่งเสริมการเจริญเติบโตของ T-cell หรือเซลล์ที่ทำหน้าที่เป็นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย (immune system) และต่อมไทมัสยังมีหน้าที่ในการป้องกันไม่ให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายกลับมาทำลายตัวเอง (autoimmunity) อีกด้วย แต่ต่อมไทมัสนั้นจะฝ่อลงเมื่อเราอายุมากขึ้นจนกลายเป็นเนื้อเยื่อไขมันที่ไม่มีประโยชน์อะไรตอนประมาณอายุ 65-75 ปี (ทำให้หลังจากนั้นผู้สูงอายุจึงเป็นโรคต่างๆได้โดยง่าย) Dr. Gregory Fahy ตั้งใจจะใช้ Growth hormone เพื่อฟื้นฟูต่อมไทมัส โดยให้ชายผิวขาว 9 คน อายุ 51 ถึง 65 ปี) กิน Growth hormone ดังกล่าวเป็นเวลา 1 ปี แต่เกรงว่าการให้กิน Growth hormone ในปริมาณมากอย่างต่อเนื่องจะทำให้เกิดปัญหาข้างเคียงที่เป็นอันตรายคือการเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด

ดังนั้นทีมนักทดลองจึงได้ให้ชาย 9 คนดังกล่าวกินยาลดน้ำตาลในเลือด 2 ชนิด ได้แก่ DHEAและ Metformin โดยทำการตรวจสอบต่อมไทมัสและตรวจเลือดของชาย 9 คนเป็นประจำอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ปี ทำให้สามารถมีข้อมูลที่นำไปตรวจดีเอนเอเพื่อคำนวณอายุทางชีวภาพได้ด้วยโดย Dr. Fahyได้ติดต่อ Dr. Horvathให้มาทำการวัดอายุทางชีวภาพด้วยตัวเอง ซึ่ง Dr. Horvath ก็รู้สึกแปลกใจกับผลการตรวจอย่างมาก จึงได้ทำการวัดด้วยนาฬิกาทางชีวภาพถึง 4 แบบ (4 different epigenetic clocks)ซึ่งก็ให้ผลเหมือนกันคือชาย 9 คน อายุชีวภาพลดลง 2.5 ปีในช่วงเวลา 1 ปีที่ทำการทดลอง แปลว่าชาย 9 คนดังกล่าว “กำไรอายุสุทธิ” เฉลี่ย 1.5 ปีในช่วง 1 ปีของงานทดลองที่สำคัญคือหลังจากการกินยา 3 ขนานครบ 9 เดือน การหมุนเวลากลับของเซลล์ (ที่ทำให้อายุลดลง) นั้น กลับเร่งตัวเร็วขึ้น (de-aging effect seemed to accelerate) นอกจากนั้นเมื่อวัดอายุชีวภาพของเซลล์หลังการทดลองจบลงไปแล้ว 6 เดือน เซลล์ก็ยังอายุลดลงเช่นเดิม ทำให้สรุปว่าผลของการกินยา 3 ขนานดังกล่าวมีผลยาวนานอย่างน้อย 6 เดือน

มาถึงตรงนี้คงจะไม่ต้องกล่าวเตือนนะครับว่าเราอย่าเพิ่งเอาตัวเองไปเป็นหนูทดลองโดยการเอายา 3 ชนิดดังกล่าวมากิน เพราะเราจะไม่รู้ว่าจะต้องใช้ยาดังกล่าวปริมาณมากน้อยเพียงใดและการทำงานวิจัยที่ใช้คนเพียง 9 คน (ที่เป็นชาวผิวขาวทั้งหมด) ย่อมทำให้มีข้อสรุปได้ว่ายาดังกล่าวจะให้ผลเช่นเดียวกันกับคนทั่วไป ที่สำคัญอย่างยิ่งคือการทำให้เซลล์อายุลดลงนั้นอาจหมุนเวลาถอยหลังมากเกินไป ทำให้เซลล์สูญเสียเอกลักษณ์ของตัวเอง (lose cell identity) ซึ่งจะเสี่ยงต่อการที่เซลล์จะแปลงตัวเป็นเซลล์มะเร็งก็ได้ แต่นักวิจัยยืนยันว่าในการตรวจสอบดีเอนเอนั้นไม่พบหลักฐานว่ามีความเสี่ยงดังกล่าวในงานวิจัยนี้แต่อย่างใด

ซึ่งแน่นอนว่าผลของงานวิจัยชิ้นนี้ทำให้ Dr. Fahyและ Stanford Medical Center วางแผนที่จะทำการทดลองที่มีขนาดใหญ่ขึ้น มีผู้เข้าร่วมที่มีความหลากหลายมากขึ้น (โดยรวมถึงผู้หญิงและคนผิวสีอื่นๆ) ดังนั้นเราจึงควรดูแลสุขภาพของเราให้ดีเพื่อรอผลงานวิจัยนี้และงานวิจัยอื่นๆ ในระดับเซลล์ที่อาจจะทำให้เกิดความพลิกผันในการดูแลสุขภาพในอนาคตอันใกล้นี้ครับ


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 733
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Sat Feb 01, 2020 12:08 pm

อยากกินไส้กรอก แต่กลัวเป็นโรคมะเร็ง
คอลัมน์ Healthy aging


โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

ผมเป็นคนชอบกินไส้กรอกและอาหารประเภทคล้ายคลึงกับไส้กรอกที่เป็นเนื้อสัตว์ที่ใช้สารถนอมอาหารและทำให้เนื้อสีแดง ได้แก่ sodium nitrite ที่ใช้ในการทำหมูแฮมและเบคอน เป็นต้น

ดังนั้นเมื่อองค์การอนามัยโลก (World Health Organization หรือ WHO) ประกาศเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2015 ขึ้นบัญชีเนื้อสัตว์แปรรูป (processed meat) เข้าไปอยู่ที่กลุ่ม 1 (group 1) ที่มีคำนิยามว่า เป็นสารที่ “carcinogenic to humans” หรือก่อมะเร็งให้กับมนุษย์ โดยแถลงว่ามี “sufficient evidence” หรือหลักฐานทางวิชาการเพียงพอที่นำไปสู่การขึ้นทะเบียนดังกล่าว ก็ทำให้ต้อง “ขอถอย” จากการกินไส้กรอก แฮม และเบคอน ไปตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา ทั้ง ๆ ที่ยังอยากกินอาหารดังกล่าวอย่างมาก

ในขณะเดียวกัน WHO ก็ยังนำเอาเนื้อแดง (red meat) ขึ้นบัญชีกลุ่ม 2A (group 2A) ซึ่งให้คำนิยามว่า “probably carcinogenic to humans” หรือมีความเป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็งให้กับมนุษย์ แปลว่าก็ยังดีกว่าการกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์แปรรูป นอกจากนั้นในแถลงการณ์ยังระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างการกินเนื้อสัตว์แปรรูปกับเนื้อแดงนั้น ปรากฏกับการเป็นโรคมะเร็งในสำไส้ใหญ่เป็นหลัก แต่มีความเกี่ยวเนื่องกับมะเร็งที่ส่วนอื่น ๆ ของร่างกายด้วย ได้แก่ ตับอ่อน และต่อมลูกหมาก

สำหรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นนั้นยังมีการระบุเพิ่มเติมว่า ผู้เชี่ยวชาญของ WHO สรุปว่า การกินเนื้อสัตว์ปรุงแต่งเพิ่มขึ้นทุก 50 กรัม (ครึ่งขีด) ต่อวัน (ไส้กรอก 2 ชิ้น) จะเพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่ 18%

การที่เนื้อสัตว์ปรุงแต่งถูกนำเข้าไปขึ้นบัญชีในกลุ่ม 1 นั้น ดูแล้วจะรู้สึกว่าให้โทษอย่างมาก เพราะอยู่ในกลุ่มเดียวกับบุหรี่กับ asbestos นอกจากนั้นแล้วในการออกเอกสารชื่อว่า “Q&A on the carcinogenicity of the con-sumption of red meat and processed meat” ยังขยายความอีกว่า “there is convincing evidence that the agent causes cancer” แต่ WHO ก็ระบุว่า แม้เนื้อปรุงแต่งจะอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับบุหรี่ (กล่าวคือทำให้เป็นโรคมะเร็ง) แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเนื้อสัตว์แปรรูปอันตรายเท่ากับบุหรี่

อย่างไรก็ดี เมื่ออ่านถึงตรงนี้แล้ว ความอยากกินไส้กรอกก็ลดลงอย่างมากอยู่ดี โดยเฉพาะเมื่อระบุต่อไปว่ามีคนเสียชีวิตปีละประมาณ 34,000 คน จากโรคมะเร็งที่ประเมินว่า เป็นเหตุมาจาก (attributable to) การกินเนื้อสัตว์ปรุงแต่งในปริมาณที่สูง (หน้า 2 ของ Q&A) และในตอนท้ายนั้นกล่าวว่า คณะทำงานของฝ่ายวิจัยโรคมะเร็งของ WHO (IARC) มีผู้เชี่ยวชาญถึง 22 คน ที่ไปตรวจสอบข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยอ่านงานวิจัยถึง 800 ชิ้น ทำให้รู้สึกว่าไม่เชื่อก็ต้องเชื่อข้อสรุปและคำแนะนำของ WHO เกี่ยวกับการ (อย่า) กินเนื้อสัตว์ปรุงแต่ง

แต่เมื่อความอยากกินมีมากจึงต้องขอกลับไปอ่านข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกครั้ง ข้อสรุปก็คือว่าควรหลีกเลี่ยงการกินเนื้อสัตว์ปรุงแต่ง และควรลดการกินเนื้อสัตว์แดงให้น้อยที่สุด แต่ข้อเท็จจริงนั้นดูแล้วจะมีความสลับซับซ้อนมากกว่าข้อสรุปของ WHO ข้างต้น ทำให้พอจะกล้าสรุปได้ว่า การกินไส้กรอก หรือแฮม หรือเบคอน เป็นครั้งคราว (เดือนละ 1-2 ครั้ง) ในจำนวนไม่มากนักนั้น จะไม่เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งอย่างมีนัยสำคัญ หากกินให้ถูกวิธี

จุดตั้งต้นคือการที่ WHO มีหลักฐานชัดเจนมากว่า การกินเนื้อสัตว์ปรุงแต่งนั้นเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่เป็นหลัก แต่บทความจากสำนักข่าวบีบีซี (“The truth about the Nitrates in your food” BBC Future 13 March 2019) ตั้งข้อสังเกตว่า คนอังกฤษนั้นตามสถิติเป็นโรคมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่เพียง 6% และเมื่อผมไปค้นสถิติที่อเมริกา ซึ่งมีข้อมูลจาก “Colorectal Cancer Alliance” ก็พบว่า คนอเมริกันนั้นมีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่เพียง 4.5% เท่านั้นสำหรับชายและหญิง (life time risk of colon cancer) ดังนั้นจึงสามารถตั้งต้นได้ว่า ความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่นั้นไม่สูงมาก คือ 5-6% เท่านั้น

ต่อมาคือสถิติจากแหล่งเดียวกันว่า หากหมั่นตรวจร่างกายให้พบมะเร็งดังกล่าวในขั้นแรก (ที่เรียกว่า local stage) แล้ว ทำการรักษา โอกาสอยู่รอดในช่วง 5 ปีต่อมา (5 years survival rate) จะสูงถึง90% และแม้ว่าขยายตัวออกไปบ้างขั้นที่ 2 (regional rate) โอกาสอยู่รอดก็ยังค่อนข้างสูงถึง 71% แต่ก็ยังคงไม่ค่อยมีใครจะอยากตรวจลำไส้ใหญ่ของตัวเองบ่อย ๆ อย่างแน่นอน

แต่หากดูตัวเลขอีกครั้งจะเห็นว่า WHO ระบุว่าการกินเนื้อสัตว์แปรรูปปรุงแต่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่เท่ากับ 18% นั้น แปลว่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 18 ของ 5-6% หรือเพิ่มขึ้นอีกเพียง 1% เท่านั้น กล่าวคือจาก 5-6% เป็น 6-7% ตลอดชีวิต ซึ่งผมเชื่อว่าเราหลายคนทำอะไรอย่างอื่นที่อันตรายต่อชีวิตมากกว่าการกินไส้กรอกอย่างแน่นอน

แต่ “ข่าวดี” ยังมีมากกว่านี้อีก เพราะดังที่ผมกล่าวตอนต้น เรากลัวการกิน sodium nitrite ที่ใช้ถนอมอาหารและทำให้เนื้อแดง โดย nitrite นั้นคือไนโตรเจนที่มีออกซิเจนพ่วงอยู่ 2 ตัว นอกจากนั้นยังมีสารที่คล้ายคลึงกัน (และอาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็งได้เช่นกัน) คือ nitrate ซึ่งเป็นไนโตรเจนที่มีออกซิเจนพ่วงอยู่ 3 ตัว

แต่รายงานของบีบีซีอ้างว่าการรับสารทั้งสองประเภทจากการบริโภคอาหารของคนยุโรปนั้น ได้รับจากเนื้อสัตว์ปรุงแต่งเพียง 5% และอีกมากกว่า 80% ได้รับจากการกินผักและผลไม้ โดย nitrate นั้นมีอยู่สูงมากในผัก spinach และ rocket ตลอดจน carrot ที่เรามักเข้าใจกันว่าเป็นผักที่มีประโยชน์สูงสุดสำหรับร่างกาย เพราะ nitrate นั้นซึ่งอยู่ในผักดังกล่าวที่ได้มาจากปุ๋ยในดิน คือไนโตรเจนนั่นเอง

ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าการกินผักดังกล่าวจะทำให้เกิดอันตรายใด ๆ เลยนะครับ เพียงแต่ว่าเรื่องที่ทำให้มีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งนั้นมีความสลับซับซ้อนกว่าที่ผมเคยเข้าใจ กล่าวคือ nitrate นั้นมีความเฉื่อย (inert) หรือแปลว่าเสถียรมาก จึงจะแปลงตัวเป็นอย่างอื่นหรือทำปฏิกิริยาอะไรในร่างกายเหมือนกับ nitrite (ที่มีออกซิเจน 2 ตัว) แต่เมื่อน้ำลายของเราผสมลงไปกับ nitrate ก็จะมีแบคทีเรียมาทำปฏิกิริยาแปลง nitrate ที่กินเข้าไปให้เปลี่ยนเป็น nitrite เข้าสู่กระเพาะอาหารของเรา ซึ่งหากใครอยากให้การแปลง nitrate เป็น nitrite ลดลง ก็สามารถที่จะกำจัดแบคทีเรียดังกล่าวได้โดยการใช้ยาบ้วนปากฆ่าแบคทีเรียดังกล่าวครับ

แต่กลับกลายเป็นว่า nitrite นี้เมื่อเข้าไปสู่กระเพาะอาหารของเราแล้ว จะแปลงเป็น “พระเอก” ที่มีประโยชน์อย่างมาก ได้แก่ NO (nitric oxide) หรือเป็น “ผู้ร้าย” คือ nitrosamine ก็ได้ ซึ่ง nitrosamine คือ สารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง (carcinogen) ที่เป็นต้นตอทำให้ WHO ขึ้นบัญชีเนื้อสัตว์ปรุงแต่งในกลุ่ม 1 นั่นเอง ตรงกันข้าม NO นั้นเป็นแก๊สสำคัญที่ซึมเข้าไปในเส้นเลือดของร่างกายและเป็นโมเลกุลส่งสัญญาณ (signaling molecule) ให้เส้นเลือดต่าง ๆผ่อนคลายและขยายตัว ทำให้ความดันโลหิตลดลง และลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจและการขาดเลือดในสมอง ผู้ที่ค้นพบบทบาทสำคัญของ NO และเซลล์เคลือบภายในเส้นเลือด ที่เรียกว่า endothelial cell ได้รางวัลโนเบลเมื่อปี 1998

สิ่งที่ทำให้ nitrite ในเนื้อสัตว์ปรุงแต่งแปลงตัวไปเป็น “ผู้ร้าย” คือ nitrosamine ก็คือ การที่สารดังกล่าวอยู่รวมกับ amino acid (คือโปรตีนในเนื้อสัตว์) และถูกความร้อนสูงไปพร้อม ๆ กัน ดังนั้นการกินผักจึงปลอดภัยเพราะเราไม่ได้นำไปเผาหรือปิ้งนาน ๆ และมักจะกินเปล่า ๆไม่ได้นำไปปิ้งย่างรวมกันกับเนื้อสัตว์ (ดังนั้นจึงไม่ควรกินผักที่นำไปพร้อมกันกับการกินโปรตีน) นอกจากนั้นยังค้นพบด้วยว่าการเพิ่มการกินวิตามินซีก็จะลดการก่อตัวของ nitrosamine อีกด้วย และหากดื่มเครื่องดื่ม เช่น ชาเขียว ที่มี polyphenol ที่เชื่อว่าเป็นสารต้านมะเร็ง ก็น่าจะช่วยลดความเสี่ยงไปอีกทางหนึ่งด้วย

ดังนั้น ผมจึงกล้ากลับมากินไส้กรอกต้มเดือนละ 1-2 ครั้ง พร้อมกับวิตามินซีและชาเขียวครับ


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 733
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Mon Feb 03, 2020 11:45 am

อายุชีวภาพหรือ Epigenetic Clock

ครั้งที่แล้วผมเขียนถึงการทดลองของ Dr.Gregory Fahy ซึ่งพบว่าความพยายามฟื้นฟูต่อมไทมัส(Thymus Gland) มีผลข้างเคียง

คือทำให้อายุชีวภาพ (biological age) ของชายสูงอายุที่เข้าร่วมการทดลอง 9 คนลดลง เฉลี่ย 2.5 ปี

ทั้งนี้โดยการวัดอายุของเซลล์ที่เรียกว่า Epigenetic Clock หรือ Horvath Clock (เรียกตามผู้คิดค้นเรื่องนี้คนแรกคือ Dr. Steve Horvath แห่ง University of California ที่ San Francisco

ครั้งนี้ผมขอขยายความเกี่ยวกับเรื่องนี้เพราะผมเชื่อว่าจะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมากในการวัดผลการดูแลสุขภาพของตัวเราในอนาคต ปัจจุบันเราจะประสบเห็นบ่อยครั้งว่าบางคนอายุมากแต่สุขภาพแข็งแรง ในขณะที่บางคนอายุน้อยแต่สุขภาพอ่อนแอ ซึ่งแปลว่าอายุโดยการนับจำนวนปีจากวันเกิด (Chronological age) นั้น ในหลายกรณีไม่สามารถวัด “อายุ” ที่แท้จริงของร่างกายอย่างแม่นยำบรรทัดฐานใหม่นี้สามารถนำมาใช้วัดได้ว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเรา เช่น การออกกำลังกายมากขึ้น การลดน้ำหนักหรือการเพิ่มจำนวนชั่วโมงที่นอนหลับต่อ 1 คืนนั้นได้ผลในการชะลอการแก่ตัวของร่างกายมากน้อยเพียงใดและจะสามารถใช้พิสูจน์ได้ว่ายาเสริมหรือมาตรการฟื้นฟูร่างกายประเภทใดได้ผลตามที่กล่าวอ้างหรือไม่

แต่แนวคิดเกี่ยวกับ epigenetic clock นี้ยังเป็นเรื่องที่ใหม่มาก (Dr. Horvath นำเสนอผลงานวิจัยเรื่องนี้ประมาณปี 2013) และยังมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับความแม่นยำของวิธีการนี้ นอกจากนั้นยังเป็นเรื่องที่มีความสลับซับซ้อนอยู่ในระดับค่อนข้างสูง จึงขอนำแนวคิดนี้มาถ่ายทอดให้กับท่านผู้อ่านทราบในหลักกว้างๆ ดังต่อไปนี้

ร่างกายมนุษย์เรานั้นมีเซลล์ทั้งหมด 37.2 ล้านล้านเซลล์ ทั้งนี้จุดเริ่มต้นเป็นเซลล์ที่เกิดจากการผสมพันธ์กันระหว่างสเปริมของบิดาและไข่ของมารดาและเซลล์แบ่งตัวในระยะเริ่มต้นนั้นเรียกว่า Totipotent stem cell คือเป็นเซลล์ที่จะเป็นเซลล์ประเภทใดก็ได้และต่อมาก็จะแบ่งตัวเป็นเซลล์เฉพาะทางประเภทต่างๆ รวมทั้งสิ้น 200 ประเภท(เช่น เซลล์ผิวหนัง เซลล์สมอง เซลล์หัวใจ ฯลฯ)

จุดสำคัญคือจะต้องเข้าใจเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างจีโนม(genome) หรือพันธุกรรมกับเอพิจิโนม(epigenome) หรือสิ่งที่อยู่เหนือพันธุกรรม คือเซลล์ของเราจะถูก “กำหนดชาติเกิด” ให้เป็นเซลล์สมองหรือเซลล์ผิวหนังหรือเซลล์หัวใจและจะต้องรู้จักเอกลักษณ์ (cell identity) ของตัวเองตลอดไป แต่ไม่ว่าจะเป็นเซลล์ประเภทใดก็ตาม เซลล์ทุกเซลล์จะมีจีโนมหรือดีเอ็นเอบรรจุอยู่ใน nucleus ของทุกเซลล์เหมือนกันหมด โดยเส้นดีเอ็นเอนั้นหากนำออกมายืดดูก็จะเห็นว่ายาวถึง 2 เมตรในแต่ละเซลล์และจะบรรจุข้อมูลของยีนส์ทุกยีนส์ (รวมทั้งสิ้น 23,000 ยีนส์)

จีโนม (พันธุกรรม) หรือข้อมูลที่บรรจุอยู่ในดีเอ็นเอของเรานั้นมีความคงทนอย่างมาก จึงมีการสร้างภาพยนตร์เรื่อง Jurassic Parkที่กล่าวอ้างว่าสามารถเพาะไดโนเสาร์จากดีเอ็นเอในอดีตหลายล้านปีได้และในภาพยนตร์โทรทัศน์เรื่อง CSI นั้น ทีม CSI จึงสามารถตรวจดีเอ็นเอมาเป็นหลักฐานผูกมัดผู้ร้ายได้แม้เพียงจากคราบเลือดที่เก่าแก่นานหลายสิบปี

อย่างไรก็ดีเซลล์แต่ละประเภทจะทำหน้าที่ต่างกันเพราะถูกกำหนดให้ “อ่านเฉพาะบางส่วน” ของตำราใหญ่ทั้งเล่มคือจีโนม ผมสมมติว่าจีโนมคือตำราทำกับข้าวและของหวานเล่มใหญ่มากและมีพ่อครัวหลายคนในหลายแผนก (ประเภทของเซลล์) แต่ละแผนกจะถูกกำหนดมาว่าจะต้องทำอาหารเฉพาะอย่างในตำราเท่านั้น ดังนั้นเซลล์ผิวหนังก็จะอ่านเฉพาะบทที่เกี่ยวกับการทำเซลล์ผิวหนัง หรือเปรียบเทียบได้ว่าพ่อครัวที่ถูกสั่งให้ทำขนมครกก็จะต้องอ่านเฉพาะตำราการทำขนมครก เป็นต้น ส่วนอื่นๆของตำรา เช่นตำราให้ทำแพนเค้กนั้นไม่ต้องอ่าน เพราะเป็นหน้าที่ของพ่อครัวคนอื่น นักวิชาการอธิบายว่านี่คือ epigenome หรือการที่เซลล์จะต้องอ่านยีนส์ให้ถูกต้องและอ่านเฉพาะที่ต้องอ่าน (เรียกว่ายีนส์ถูก “เปิด” (expressed ให้ทำงาน) และตำราอาหารอื่นๆ ที่เหลือจะต้องอย่าไปอ่าน (เรียกว่ายีนส์ที่เหลือจะต้องถูก “ปิด (silenced) ให้ไม่ต้องทำงาน)

เวลาคนเราแก่ตัวนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นคือ epigenome เริ่มรวน อ่านผิดๆ ถูกๆ ส่วนของยีนส์ที่ควรอ่านก็ไม่อ่านให้ครบ ส่วนของยีนส์ที่ไม่ควรอ่านกลับไปอ่านมาผสมโรง (ดังนั้นจึงเสมือนกับพ่อครัวทำขนมครกเอาตำราทำแพนเค้กมาผสมด้วย) เพราะยีนส์ที่ควรถูกมัดให้แน่นด้วยโปรตีนฮิสโตน (Histone) คลายตัว ทำให้ยีนส์ถูกเปิดทั้งๆที่ไม่ควรเปิด เป็นต้น และอีกกรณีหนึ่งที่สำคัญคือการเกิดดีเอ็นเอเมทิเลชั่น(DNA Methylation) หรือกระบวนการเติมหมู่เมทิลเข้าไปในสายดีเอ็นเอซึ่งมิได้ทำให้ดีเอ็นเอ (ยีนส์และจีโนม) เปลี่ยนแปลง แต่เป็นเสมือนกับการ “เติมเข้า” หรือ “นำออก” (ผมเปรียบเทียบว่าเสมือนกับการทำให้ดีเอ็นเอมีตำหนิ) ทำให้ยีนส์ที่ไม่ควรทำงานก็มาทำงานและยีนส์ที่ควรทำงานก็ถูกทำให้หยุดทำงาน ซึ่งประเด็นสำคัญคือเมื่อแก่ตัวลง DNA Methylation จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นและนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าการเพิ่มขึ้นของตำหนิในดีเอ็นเอนี้เป็นสาเหตุหลักของการทำให้ร่างกายแก่ชราและเป็นโรคร้ายต่างๆ

ดังนั้นจึงมีการสำรวจดู DNA Methylation ในเซลล์ของประชากรจำนวนมากและหลากหลาย ทำให้สามารถรวบรวมข้อมูลได้ว่ากลุ่มคนในแต่ละอายุนั้นควรจะมี DNA Methylation ที่ใดและมากน้อยเพียงใดและในเซลล์ประเภทใด จากนั้นก็สามารถอาศัยกลไกทางสถิติและ Algorithm เพื่อทำแบบจำลอง (model) เพื่อคาดการณ์อายุของเซลล์ได้ โดยอาศัยข้อมูลของประชากรดังกล่าวเป็นบรรทัดฐานและเมื่อมีบรรทัดฐานดังกล่าวก็จะสามารถนำมาวัดกับคนแต่ละคนในแต่ละช่วงเวลาได้ว่าชีวภาพของคนแต่ละคนนั้นแก่มากหรือน้อยกว่ามาตรฐานทั่วไปเพียงใด และกำลังแก่ตัวเร็วขึ้นหรือแก่ตัวช้าลงเมื่อเวลาผ่านไปเมื่อเทียบกับมาตรฐานทั่วไปครับ


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 733
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Mon Feb 10, 2020 10:25 am

สรุปหนังสือ Lifespan : Why We Age and Why We Don’t Have To (ตอนที่ 1)

โดย : Prof. David A. Sinclair
Matthew D LaPlante

มาแล้วตามสัญญา สรุปหนังสือดีเล่มนี้ ตอนที่ 1/4 ในตอนนี้ น้องๆจะได้ทราบว่า

1. สิ่งมีชีวิตกำเนิดขึ้นมาอย่างไร เมื่อ 4 พันล้านปีที่แล้ว

2. บรรพบุรุษของสิ่งมีชีวิตทั้งปวงบนโลกใบนี้คือใคร

3. พันธุกรรมสำคัญยิ่งยวดใด ที่บรรพบุรุษเมื่อ 4 พันล้านปีที่แล้ว มีวิวัฒนาการและส่งต่อมายังสิ่งมีชีวิต ณ ปัจจุบัน ซึ่งเป็นรหัสลับที่สำคัญยิ่ง ถ้านักวิทยาศาสตร์สามารถถอดรหัสได้ ความเป็นอมตะ อาจจะอยู่แค่เอื้อม

วิดีโอตอนที่ 1 ความยาวประมาณ 15 นาทีนะคะ พี่อ่านด้วยความตื่นเต้นตลอดเวลา เป็นหนังสือที่ไม่ควรอ่านก่อนนอน เพราะจะไม่สามารถหยุดอ่านได้เลย ยิ่งอ่านพี่ก็ยิ่งอุทานในใจเป็นระยะๆว่า ว้าว....ว้าว....ว้าว

เชิญชมได้เลยค่ะ
FB Fat Out กุญแจไขความรู้ใหม่สู่การขจัดไขมัน

phpBB [video]


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 733
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Mon Feb 10, 2020 10:26 am

สรุปหนังสือ Lifespan : Why We Age and Why We Don’t Have To (ตอนที่ 2)

ตอนที่ 2/4 มาแล้วค่ะ


ในตอนนี้พวกเราจะได้เข้าใจกันถึง

1. ทฤษฎีความแก่ชรา 9 ประการ (9 Hallmarks of Aging
2. ทฤษฎีที่ 10 ซึ่ง Prof. David Sinclair นำเสนออย่างอาจหาญมากคือ ความแก่ชราเป็นเรื่องของการสูญเสียการอ่านข้อมูลบน DNA “The Information Theory of Aging”

ในระหว่างที่อ่านหนังสือเล่มนี้อย่างวางไม่ลงนั้น พี่ก็สัมผัสกับความมหัศจรรย์ จริงๆคำว่ามหัศจรรย์ยังน้อยไป แต่ไม่สามารถจะหาคำใดที่ใกล้เคียงกับ “การรังสรรค์” ของพลังที่ยิ่งใหญ่ในจักรวาล ที่สร้างสรรพสิ่งได้อย่างมี Grand Design มากค่ะ

เชิญชมวิดีโอได้เลยค่ะ

phpBB [video]


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 733
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Mon Feb 10, 2020 10:28 am

สรุปหนังสือ Lifespan : Why We Age and Why We Don’t Have To (ตอนที่ 3)

มาต่อกันในตอนที่ 3/4 นะคะ ในตอนนี้ เข้มข้นมาก เรียกว่าเป็นหัวใจของหนังสือเลย พี่จะสรุปว่า

1. Hallmarks of Aging ทฤษฎีที่ 10 ซึ่ง Prof. David A. Sinclair นำเสนออย่างหาญกล้า คืออะไร และทำไมท่านถึงเชื่อว่า ทฤษฎีนี้เป็น Singular Theory หนึ่งเดียว ที่สามารถอธิบาย 9 Hallmarks of Aging ได้ทั้งหมด

2. Vitality Gene Pathways ในร่างกายมนุษย์ มีอะไรบ้าง ที่สำคัญคือ Sirtuins ทำหน้าที่สำคัญยิ่งยวดอะไร ซึ่งเมื่อทำงานผิดเพี้ยน นำไปสู่การเกิดความชราในสิ่งมีชีวิตได้อย่างไร

เชิญติดตามได้เลยค่ะ

phpBB [video]


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 733
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Wed Feb 12, 2020 8:12 am

สรุปหนังสือ Lifespan : Why We Age and Why We Don’t Have To (ตอนที่ 4/4)

โดย : Prof. David A. Sinclair
Matthew D LaPlante


มาแล้วค่ะ สรุปหนังสือ Lifespan ตอนที่ 4 ซึ่งเป็นตอนจบของการสรุปหนังสือเล่มนี้ เพื่อไม่ให้เยิ่นเย้อจนเกินไป

ยังมีข้อมูลที่เป็นความรู้สำคัญอีกจำนวนหนึ่งจากหนังสือ เกี่ยวกับความเสื่อมของการอ่านข้อมูลบน DNA ที่สำคัญคือ Horvath Clock ที่สามารถทำนายอายุเซลล์ได้อย่างแม่นยำ จากการวัดปฏิกิริยาเติม Methyl group บน DNA

Methyl group ที่เกาะบน DNA เป็นเหมือนสิ่งสกปรกที่ทำให้การอ่านชุดคำสั่ง เพื่อคัดลอกสำเนาบน DNA ผิดเพี้ยนไป ส่งผลให้การทำงานของเซลล์เสื่อมลง นำไปสู่ความชราก่อนวัยอันควร พี่เพิ่งได้งานวิจัยมาหลายฉบับที่ดีมาก ซึ่งก็จะมาเขียนเป็นโพสต์เฉพาะต่อในภายหลัง

แต่สิ่งที่น้องๆจะได้เรียนรู้จากตอนที่ 4 นี้ เป็น highlight ของหนังสือ ก็คือวิธีที่จะขจัด Methyl group ออกจาก DNA เพื่อทำให้ Epigenome ที่เป็นเหมือนหัวอ่านข้อมูล อ่านชุดคำสั่งบน DNA ได้สมบูรณ์แบบเหมือนตอนหนุ่มสาว ซึ่งน้องๆจะได้ประโยชน์ต่อการนำมาประยุกต์ใช้เพื่อสุขภาพมากกว่า ในตอนนี้มีรายละเอียดคือ

1. 4 เส้นทาง (Longevity pathways) ปกป้องเซลล์ จากการความเสียหาย ขจัด methyl group ออกจาก DNA เพื่อการชะลอความเสื่อมของเซลล์

2. 7 วิถีดำเนินชีวิต เพื่อกระตุ้น 4 เส้นทาง Longevity Pathways ส่งผลให้มีชีวิตที่ยืนยาวพร้อมความมีสุขภาพดี

พี่รู้สึกดีใจพร้อมกับได้รับความตื่นเต้นตลอดเวลาขณะที่อ่านหนังสือเล่มนี้ และขอบคุณน้องๆทุกคน ที่เป็นแรงบันดาลใจให้พี่มีสมาธิจดจ่อกับการอ่าน การทำคลิปวิดีโอ 4 ตอน เพื่อสรุปเนื้อหาสำคัญนี้ค่ะ

หวังว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อการช่วยสร้างความมีสุขภาพดี อย่างที่ทุกคนต้องการ

ขอความมีสุขภาพกายใจที่ดี จงสถิตอยู่กับทุกคนค่ะ

แก้คำผิดในสไลด์ : Resveratol เป็น Resveratrol ค่ะ

phpBB [video]


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 733
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Fri Feb 14, 2020 8:53 am

“ศุภวุฒิ สายเชื้อ” ชี้การใช้ชีวิตยุค Population Disruption ต้องแก่แบบสุขภาพดี เพราะบริการของรัฐ “เอาไม่อยู่”
ThaiPublica >


เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2563 สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้าจัดงาน Thaipublica Forum 2020 เวทีเสวนาปัญญาสาธารณะ ครั้งที่ 1 ในหัวข้อ “เปิดมุมมองการใช้ชีวิตยุค Population Disruption” โดยมี ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม, อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด มหาชน และที่ปรึกษาสถาบันกำเนิดวิทย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษ พร้อมการบรรยายจาก ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษา สถาบันวิจัยภัทร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร นางอริญญา เถลิงศรี กรรมการผู้จัดการ SEAC (South East Asia Center) ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน และ ดร.ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท Siametrics Consulting จำกัด

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษา สถาบันวิจัยภัทร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร
ต่อจากตอนที่แล้ว

“อริญญา เถลิงศรี” เปิดโลกยุค Population Disruption ต้อง “เร็วและเรียนรู้ตลอดชีวิต”

ในยุค population disruption ที่ความเร็วมาแทนความรู้ การเปิดโอกาสให้เรียนรู้สิ่งใหม่ เรียนรู้เทคโนโลยี ตามโลกที่ใช้ความเร็วได้ทัน แต่การที่จะทำสิ่งเหล่านี้ให้ได้ต้องมีสุขภาพดี แก่ ไม่เจ็บ ป่วย ในมุมมองของ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษา สถาบันวิจัยภัทร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร

ดร.ศุภวุฒิกล่าวว่า วันนี้จะมาคุยทั้งในเรื่องการดูแลสุขภาพ (เพียงเล็กน้อย) แต่อยากจะพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจและนโยบายเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ…

ข้อดีสำหรับคนอายุมากคืออะไร จากการวิเคราะห์ของนักเศรษฐศาสตร์ อังกฤษ และ National Bureau of Economic Business ของสหรัฐฯ บอกว่า คนที่แก่ มีความสุขดีแล้ว แต่คนที่มีความสุขน้อยที่สุด คือคนที่มีอายุ 40 ปีกว่า

ข้อมูลจากหลายประเทศ ระบุว่าส่วนใหญ่คนเรามีความรู้สึกเครียดที่สุด ที่อายุ 30 กว่า แต่พออายุ 60 ปีแล้วรู้สึกดี พอใจในตัวเอง ทำอะไรก็ได้ รู้สึกว่าได้ทำในสิ่งที่ตัวเองทำแล้ว ไม่ต้องดิ้นรน ลูกก็โตแล้ว รู้สึกสบายๆ จึงทำให้คนแก่ช้าลง แต่ช้าลงแล้วมีความสุข

ที่สำคัญกว่า คือมีความสุขทางใจ แต่มีภาระทางกาย ตัวเลขแสดงให้เห็นชัดเจนมากว่า เมื่ออายุมากแล้ว ความเสี่ยงที่จะเป็นโรคต่างๆ มาพร้อมกันหมด

“ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุดที่จะเป็นทุกโรค ที่เป็นโรคไม่ติดต่อ อาทิ โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคเส้นเลือดในสมองตีบตัน โรคสมองเสื่อม เกิดขึ้นเมื่อตอนอายุมากทั้งสิ้น ที่จริงแล้วเป็นโรคความแก่” ดร.ศุภวุฒิกล่าว

“ฉะนั้นที่บอกว่ามีความสุขทางใจ ใจต้องดูแลร่างกายให้ดีด้วย ไม่งั้นจบ ตรงกันข้าม… ผมขอถ้าถามหน่อยว่าที่เราบอกว่าเป็นห่วงสังคมสูงวัย ลองคิดดูว่าถ้าทุกคนที่สูงวัยสุขภาพดี 100% จนวันตาย เราจะมาคุยเรื่องนี้กันในวันนี้ไหม”

ลองนึกภาพ ถ้าเราตายตอนอายุ 80 ปี แต่สุขภาพดีจนอายุ 79 ปี 11 เดือน 29 วัน วันรุ่งขึ้นตายไปเลย นั่นไม่เป็นปัญหา…

เพราะฉะนั้นปัญหาไม่ใช่ปัญหาความแก่ แต่ปัญหาคือความเจ็บป่วยตอนแก่ มีข้อมูลที่ระบุว่าในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่สุขภาพไม่ดี ตัวเลขมันเพิ่มขึ้น ที่อังกฤษตัวเลขช่วงที่สุขภาพไม่ดีสูงมาก แต่คนเหล่านี้ยังมีชีวิตอยู่ ยังไม่ตาย ต้องอยู่นานถึง 20 ปี ฉะนั้นโจทย์สำคัญจึงกลายเป็นเรื่องของสุขภาพมากกว่าความแก่

“ถ้าสุขภาพดี สมองปกติ ผมก็คงทำ new learning ได้ สามารถพยายามตามความเร็วของคนยุคใหม่ได้ แต่ถ้าไม่มีสิ่งนี้(สุขภาพที่ดี) ก็จบ” ดร.ศุภวุฒิกล่าว

อีกปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้คนมีปัญหาเรื่องสุขภาพ คือ ความอ้วน ถ้าอ้วนจะเป็นทุกโรค พร้อมย้ำว่า…เป็นทุกโรคถ้าเป็นโรคอ้วน และถ้าเป็นโรคอ้วน มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอีก 10 โรค มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็ง มีความเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อม มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ มากกว่าคนอื่น 2.5 เท่า และอื่นๆ อีกเยอะแยะ

ประเทศไทยคนที่เป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้นมาอย่างน่ากลัว มีจำนวน 6 ล้านคน ที่เป็นโรคอ้วนซึ่งไม่ใช่น้ำหนักเกิน ส่วนคนที่มีน้ำหนักเกินในประเทศไทยมีสัดส่วน 1 ใน 3 ของประชากร

ดังนั้นสองปัจจัยเสี่ยงของสุขภาพที่ดี คือ แก่กับอ้วน

ดร.ศุภวุฒิให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันสหรัฐอเมริกามีรายจ่ายที่ใช้ในการดูแลเรื่องสุขภาพ 17.5% ของ GDP และคาดว่าจะเป็น 19.6% ในปี 2024 เป็นแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นตลอด โดยเฉลี่ยคนอเมริกัน ปี 2010 ค่าใช้จ่ายของคนอายุมากมีจำนวน 18,424 ดอลลาร์ เมื่อคูณด้วยจำนวนคนก็จะเห็นว่ามีจำนวนเยอะมาก

ระบบดูแลสุขภาพของอเมริกาเป็นระบบแบ่งกันจ่าย รัฐบาลจ่าย 43% บริษัทประกันของเอกชนจ่าย 33% คนอเมริกันใช้เงินตัวเองอีก 11%

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ภาวะผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุปัจจุบันมีจำนวน 12 ล้าน อีก 20 ปีข้างหน้าจะเพิ่มเป็น 21 ล้านคน

แต่ของประเทศไทยรัฐบาลรับภาระหมดเลย

ประเทศไทยประชากรสูงอายุมีทั้งหมด 12 ล้านคน ระบบประกันสุขภาพ 9.3 ล้านคน ดังนั้นระบบการดูแลสุขภาพของไทยที่มีอยู่ ยังไงก็เอาไม่อยู่

“ดังนั้นถ้าจะช่วยตัวเองก็ต้องดูแลสุขภาพตัวเองให้ดี เพราะระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ผมคิดว่าชื่อผิด ชื่อเดิม 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งประเด็นหลัก คือ รักษาทุกโรค ไม่ใช่ 30 บาท ระบบปัจจุบันคือ “รอรักษาโรค คุณต้องเป็นก่อนถึงจะหาหมอ”

แต่สิ่งที่เราอยากทำ คือ ดูแลสุขภาพตัวเองให้ไกลหมอ ให้ไกลโรงพยาบาล ให้ไปโรงพยาบาลปีละครั้ง เพื่อไปตรวจสุขภาพ แล้วเราจะได้คุณภาพชีวิตที่ดี แล้วจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เรียนรู้เร็วขึ้น

ตรงกันข้ามถ้าต้องไปนั่งรอหมอที่โรงพยาบาล ถ้าใช้ระบบของรัฐ ไม่มีเวลาทำอะไร เพราะจากการสอบถาม…ถ้าคนไข้ใช้ระบบของรัฐในการรักษา ไปหาหมอ 7 โมงเช้า ได้เจอหมอตอนเที่ยง ไม่มีเวลาทำอย่างอื่น… ถ้าสุขภาพไม่ดี

ปัจจุบันระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า รัฐบาลเพิ่งได้อนุมัติงบประมาณ 191,000 ล้านบาท จัดงบให้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อดูแลสุขภาพ 4,000 ล้านบาท มันเป็นการจัดทรัพยากรผิดขา…

ผมยืนยันว่ามันน่าจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่คาดการณ์ได้ ว่าคนที่เป็นโรคที่ไม่ติดต่อในประเทศไทย เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ มีแต่จะเพิ่มขึ้น เพราะเป็นระบบ reactive ประชาชนแก่ตัวมากขึ้น คนอ้วนเพิ่มขึ้น ยังไงคาดการณ์นี้ ก็ไม่ผิด ง่ายกว่าคาดการณ์ GDP ปีนี้…(หัวเราะ)

ถ้าดูตัวเลข ประเทศไทยมีคนอายุมาก 12 ล้านคน และจะเพิ่มเป็น 20 ล้านคน ใน 20 ปีข้างหน้า ส่วนคนอ้วนปัจจุบันมีจำนวนประมาณ 6 ล้านคน รวมกันแล้วเป็นฐานของคนที่ต้องดูแล

หากคำนวณค่าใช้จ่าย โดยกำหนดให้ครึ่งหนึ่งหรือ 16 ล้านคนของคนแก่ทั้งหมด เป็นคนแก่ที่ต้องดูแลอย่างมาก และถ้าให้ต้นทุนในการดูแลแค่ 1 ใน 3 ของสหรัฐฯ จะประมาณ 2.99 ล้านล้านบาท และในอีก 20 ปีข้างหน้า เงินจำนวน 2.99 ล้านล้านบาทคิดเป็นสัดส่วน 50% ของงบประมาณ ซึ่งรัฐบาลไม่มีทางมีเงินเพียงพอ อาจจะมีให้เงินได้เพียงครึ่งเดียวประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท

ดังนั้นทุกคนต้องดูแลสุขภาพตัวเองให้ดี แล้วจะได้ไปเรียนรู้สิ่งใหม่ๆเพิ่มขึ้น

ประเด็นสุดท้าย การระบาดของโรคไวรัสโรนา จากสถิติคนที่เสียชีวิต ส่วนใหญ่คือคนอายุ 65-80 ปี คนแก่ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ เสื่อมไปแล้ว แต่มีกรณีแปลกมีรายหนึ่งเป็นผู้ชายเสียชีวิตในอายุ 36 ปี และก่อนหน้านี้มีผู้หญิงอายุน้อยสุดที่เสียชีวิตจากไวรัสโคโรนา คือ 48 ปี เพราะเป็นโรคเบาหวาน เป็นโรคหัวใจ

ฉะนั้นถ้าคุณเป็นโรคหัวใจ โรคความดัน โรคเบาหวาน เป็นปัจจัยที่ทำเสียชีวิตง่ายถ้าเป็นโรคโคโรนาไวรัส

พร้อมกล่าวต่อว่า…แค่โรคไม่ติดต่อต่างๆที่เป็น มันยังรุมเร้าเลย ดังนั้นต้องดูแลสุขภาพตัวเอง เพื่อเป็นคนแก่ที่มีสุขภาพดี

https://thaipublica.org/2020/02/thaipub ... bT2Bo9w2y8


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 733
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Mon Feb 17, 2020 11:15 am

ช่วยคิดช่วยทำ 17 กุมภาพันธ์ 2563 คุยกับ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

phpBB [video]


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 733
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว /ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

Posts by pookii » Mon Feb 24, 2020 11:56 am

อายุ 1 ปีที่มีสุขภาพสมบูรณ์ของท่านมีค่าเท่าไหร่.?

เมื่อวันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทรฯ ได้จัดงานสัมมนาต้นปีขึ้นเพื่อนำเสนอการประเมินทิศทางเศรษฐกิจ

และคำแนะนำการลงทุนให้กับลูกค้าบุคคล ซึ่งมีการจัดการบรรยายเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพด้วย ผมจึงได้ขอให้ทั้งลูกค้าของเกียรตินาคินภัทรฯ และพนักงานภัทรฯ ตอบคำถาม 2 ข้อคือ

หากท่านต้องเลือกระหว่างการได้เงิน 9 ล้านบาทกับการมีอายุยืน (และสุขภาพดี) มากขึ้นอีก 3 ปี ท่านจะเลือกเงินหรือสุขภาพ
หากท่านทำงานหาเงินได้เพิ่มอีก 50 ล้านบาท แต่อายุจะสั้นลงไป 5 ปี ท่านจะเลือกเงินหรือสุขภาพ?

dr1.jpg
dr1.jpg (74.28 KiB) Viewed 58 times
dr2.jpg
dr2.jpg (77.7 KiB) Viewed 58 times

ดังที่เห็นคำตอบที่สรุปผลในตาราง 1 และตาราง 2 จะเห็นได้ว่า

1.เป็นไปตามคาดคือคนที่อายุมากจะเลือกอายุยืนมากกว่าเลือกเงิน

2.คนส่วนใหญ่เลือกอายุยืน ซึ่งในกรณีแรกนั้นอายุ 1 ปีมีมูลค่า ปีละ 3 ล้านบาท เสียงส่วนใหญ่เลือกอายุ แต่ในกรณีที่ 2 ซึ่งคำนวณมูลค่าของอายุมากถึง 10 ล้านบาทต่อ 1 ปี เสียงส่วนใหญ่ก็ยังหนักแน่นว่าต้องการอายุยืน ยกเว้นกรณีพนักงานที่อายุน้อยของภัทรฯ ที่ 53.3% ยอมอายุสั้นลง 5 ปีเพื่อทำงานให้ได้เงินรายได้เพิ่มขึ้น 50 ล้านบาท (แต่ลูกค้าของภัทรฯ 61.5% ไม่ยอมอายุสั้นลงเพื่อแลกกับเงิน)

3.มนุษย์เรานั้นกลัวเสียสิ่งที่มีอยู่แล้ว(อายุสั้นลง 5 ปี) มากกว่าอยากได้เพิ่ม(อายุยืนขึ้นอีก 3 ปี) จะเห็นได้ว่าใน 2 กรณีดังกล่าวตีมูลค่าอายุ 1 ปีต่างกันมาก จาก 3 ล้านบาทต่อปีเป็น 10 ล้านบาทต่อปี แต่ผลที่ออกมากลับไม่แตกต่างกันเลยสำหรับผู้ที่อายุ 31 ปีหรือมากกว่า ดังนั้นจากข้อมูลของคนไทยที่ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 230 คนนั้น น่าจะตีมูลค่าชีวิต 1 ปีของตัวเองเกินกว่า 3 ล้านบาทอย่างค่อนข้างแน่นอน (และมากกว่านั้นมากในกรณีของผู้ที่อายุกลางคนขึ้นไป)

เรื่องนี้น่าสนใจเพราะผมอ่านงานวิจัยของประเทศพัฒนาแล้วเกี่ยวกับการแพทย์และการประกันสุขภาพพบว่า รัฐบาลประเทศพัฒนาแล้วเช่นสหรัฐ สหภาพยุโรปและออสเตรเลียมีการกำหนดมาตรฐาน (แต่มักจะไม่พยายามเปิดเผยให้แพร่หลาย) ว่าหากรัฐบาลจะต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นในด้านการแพทย์และการรักษาโรคเพื่อให้ประชาชนอายุยืนขึ้นอีก 1 ปี (โดยมีสุขภาพสมบูรณ์) รัฐบาลจะยอมอนุมัติการรักษาดังกล่าวหากค่าใช้จ่ายไม่เกิน 50,000 เหรียญต่อคน (ประมาณ 1.5 ล้านบาท) ซึ่งต้องยอมรับว่าต่ำกว่าที่เราประเมินมูลค่าชีวิต 1 ปีของตัวเองอย่างมาก

ทำให้ผมลองกลับไปคิดต่ออีกว่าในกรณีของประเทศไทยนั้นตัวเลขน่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งไม่น่าจะสูงเท่ากับประเทศพัฒนาแล้วเพราะเศรษฐกิจของไทยมีขนาดเล็กกว่ามาก ตรงนี้ผมขอเรียนว่าเป็นการคิดจากตัวเลขทางเศรษฐกิจ ไม่ได้มีเจตนาที่จะคำนวณมูลค่าของชีวิตแต่อย่างใด เพราะทุกคนก็รักชีวิตของตัวเองและอยากมีชีวิตอยู่นานๆตราบใดที่ยังสุขภาพดีและแข็งแรง

ประเทศไทยนั้นประชาชนมีรายได้ต่อหัวประมาณ 250,000 บาทต่อปี แปลว่าในมุมมองของรัฐบาลนั้น คนไทยผลิตสินค้าและบริการซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประเทศเท่ากับ 250,000 ในแต่ละปี และรัฐบาลก็เก็บภาษีและมีกำไรจากรัฐวิสาหกิจรวมกันประมาณ 20% ของจีดีพี ซึ่งหมายความว่าประชาชนแบ่งผลผลิตต่อคนให้กับรัฐบาลประมาณปีละ 50,000 บาท แปลว่ารัฐบาลไทยนั้นหากจะทุ่มเทงบประมาณทั้งหมดให้กับประชาชนในด้านของการแพทย์และสุขภาพ (โดยไม่จ่ายเงินให้กับกระทรวงหรือหน่วยงานอื่นใดเลย) ก็จะมีเงินให้ประชาชนทุกคนเพียง 50,000 ต่อคนเท่านั้น (ดังนั้นการตีมูลค่าชีวิต 1 ปีของตัวเราเองที่ 3-10 ล้านบาทนั้น ไกลกับความเป็นจริงในเชิงของการคลังของรัฐบาลอย่างมาก)

ข้อมูลล่าสุดในปี 2017 ระบุว่าผู้ป่วยที่เข้ารับบริการของรัฐภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (เดิมทีเรียกว่า 30 บาทรักษาทุกโรค) นั้น มีจำนวนทั้งสิ้น 19.71 ล้านคน โดนอัตราผู้ป่วยเพิ่มขึ้น (จากตัวเลขที่มีอยู่ตั้งแต่ปี 2013) ประมาณ 2% ต่อปี ซึ่งผมขอใช้ตัวเลขกลมๆว่าปัจจุบันมีผู้มาใช้บริการประมาณ 20 ล้านคน (โดยจากข้อมูลอีกแหล่งหนึ่งประเมินว่าประมาณกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยดังกล่าวเป็นผู้ที่มีอายุ 60 ปีหรือมากกว่า) ซึ่งงบประมาณที่รัฐบาลอนุมัติให้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วยหน้านั้นเท่ากับ 190,000 ล้านบาท ซึ่งเท่ากับว่าใช้งบประมาณต่อจำนวนผู้ป่วยที่มารับบริการไม่ถึง 10,000 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่สมเหตุสมผล เพราะรัฐบาลเก็บภาษีจากประชาชนได้เฉลี่ยเพียง 50,000 ต่อคนต่อปี

ข้อสรุปคือหากผมรักชีวิตตัวเองเท่ากับ 3-10 ล้านบาทต่อปีหรือมากกว่านั้นจริง ก็จะต้องดูแลตัวเองให้ดีเป็นหลักครับ

โดย...

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ


Post Reply