ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

เชิญมาพักผ่อน คลายร้อนนั่งเล่น คุยกันเย็นๆ พร้อมเรื่องกีฬา สัพเพเหระ ทัศนะนานา ชีวิตชีวา สุขภาพทั่วไป บันเทิงขำขัน รอบเรื่องเมืองไทย ชวนเที่ยวที่ไหน อยากไปก็นัดมา ...โย่วๆ
amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1765
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Tue Nov 05, 2019 5:20 am

ในตอนที่แล้ว ค้างเรื่อง ถ้าช่วงนี้ถือหุ้นเต็มพอร์ตแล้ว
ตลาดลงจะทำอย่างไร เรามาคุยกันต่อว่ามีทางเลือกอะไรบ้าง
1. หุ้นขึ้นเมื่อวานกว่า30จุด แต่หุ้นของเราในพอร์ตทำไมไม่ขึ้นเลย มาเช็คดูปรากฏว่าหุ้นที่ขึ้น ส่วนใหญ่เป็นหุ้นโรงไฟฟ้า หรือ หุ้นที่โดนทุบเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทางเลือก คือ เราจะเข้าไปถือหุ้นโรงไฟฟ้าดีไหม ก่อนอื่นเราต้องวิเคราะห์ก่อนว่า หุ้นที่จะเข้าไปซื้อนั้น ราคาสมเหตุผลหรือไม่ ซึ่งหุ้นโรงไฟฟ้าส่วนใหญ่ตอนนี้ค่อนข้างแพง ถามว่าจะไปต่อได้ไหม ก็ต้องตอบว่า upside อาจยังไม่มี แต่ downsideมีเยอะกว่า หมายความว่า ความน่าจะเป็นที่จะลงมีมากกว่า ดังนั้น ถ้าตัดสินใจจะไปซื้อ ถามว่าเเล้วเราจะเอาเงินที่ไหนมาซื้อ ก็มีทางเลือก คือ การขายหุ้นในพอร์ตบางตัวออกไป แล้วมาซื้อหุ้นที่ต้องการ หรือ กู้เงินจากโบรกมา โดยเอาหุ้นที่มีอยู่ค้ำไว้. แต่ ณ ขณะนี้ดูจะไม่เหมาะสม เพราะดูเสี่ยงเกินไป ดังนั้น การเปลี่ยนตัว น่าจะเป็นทางเลือกดีที่สุด โดยขายหุ้นที่ดูแล้ว ยังไงก็ไม่ฟื้น เพราะให้โอกาสมาหลายไตรมาสหรือหลายปีแล้ว ดังนั้นการเปลี่ยนตัวอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า แต่หุ้นที่เลือกต้องมีโอกาสขึ้นแรงๆด้วย เหมือนกับที่. อ โจ บอกไว้ว่า หุ้นที่เราขายลงแรงมาก จะมาเข้าหุ้นที่ขึ้นช้าๆ โอกาสจะคืนทุนก็ยาก ก็ต้องหาหุ้นที่ลงแรงๆ แต่ดูแล้วปัจจัยพื้นฐานยังดีอยู่ เข้าไปถือแทน
2. อีกกรณีคือ หุ้นที่ถือขึ้นมาจนเกินเป้าหมายที่เรากำหนดแล้ว ก็อาจเป็นโอกาสในการเปลี่ยนตัวโดย ขายตัวที่เกินเป้าหมายไป และ ไปเข้าตัวที่ปัจจัยพื้นฐานดี แต่ตกหนักในช่วงนี้ ซึ่งมีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงขึ้น
3. ส่วนใครที่ลงทุนแบบจัดพอร์ตอยู่ สมมติว่า จัดพอร์ตหุ้น 70% ตราสารหนี้ 30% ตอนนี้สัดส่วนก็คงเปลี่ยนไป เพราะหุ้นลงไปต่ำกว่า70%ของพอร์ต เราก็สามารถเพิ่มหุ้นได้ โดยโยกตราสารหนี้ไปซื้อหุ้นแทน จนครบ70%ตามที่เรากำหนด ขอย้ำนะครับว่า สัดส่วนการถือหุ้นแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน ตามความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ต้องการ
4. ขอเสริมว่า ช่วงตลาดผันผวนอย่าอยู่บ้านคนเดียว พยายามพูดคุยกับเพื่อน หาหนังสืออ่านหรือเข้าคอร์ตสัมมนา หาความรู้เพิ่มเติมตลอดเวลาด้วยนะครับ
ใครมีกลยุทธ์อะไร สามารถแชร์กันได้นะครับ ในยามที่ตลาดไม่เป็นใจ เราต้องหมั่นศึกษาการลงทุนเพิ่มเติม และ ปรับให้เหมาะสมกับเรา เพื่อพอร์ตจะได้โตในยามที่ตลาดเป็นขาขึ้น
แต่อย่างไรก็ตาม ต้องระวังวิกฤตซึ่งกูรูหลายท่านก็บอกว่า ปีนี้มีโอกาสเจอด้วยนะครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1765
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Wed Feb 05, 2020 9:23 am

หลังตลาดหุ้นไทยลงไปต่ำกว่า 1500 จุด เริ่มจะต้องมองหาตลาดหุ้นประเทศอื่นบ้างแล้ว
พบว่าปีที่แล้ว ตลาดหุ้นจีน โดยเฉพาะตลาดหุัน A-Share สร้างผลตอบแทนสูง
เลยต้องมาศึกษากันครับ เผื่อเป็นทางเลือกในการลงทุน

Riding High in China with the Top China Fund
By Krungsri Prime

ภาพของปีที่แล้วไม่ค่อยจะดี มีแต่ข่าวร้าย
แต่NAV ของ กองทุนที่บลจKrungsri บริหารคือ KFAchina-A ขึ้นมา 51%

ย้อนเหตุการณ์ที่สำคัญที่ทำให้ตลาดผันผวนในปีที่แล้ว

1.ย้อนไป เมื่อ พค 62 สงครามการค้าเดือด และเกิดขึ้นตลอดทั้งปี2019
และสถานการณ์การค้า ทำให้คนกลัวเรื่องRecession เมื่อตอน เดือน สค

2.GDPของจีนใน Q3 ซึ่งประกาศตอน Q4 ประกาศว่าGDPต่ำสุดในรอบ21ปี
ล่าสุด เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ก็ ประกาศ GDPของจีน ใน Q4 จีนต่ำสุดในรอบ21ปี

3.ตราสารหนี้เริ่มมีdefaultในเดือน ธค 2019

แต่NAVของกองทุน กลับปรับขึ้นได้หลังลงหนักมาก่อนหน้า
NAVปรับขึ้นซึ่งมาจากผลประกอบการของบริษัท
หุ้นที่ถืออยู่ในกอง ได้แก่
1. Kweichow Moutai
2. Jiangsu Hengrui medicine
3. Ping An
4. Gree Electric
5. Wuliangye Yibin

ซึ่งบริษัทเหล่านี้ EPS growth มากกว่า 10% ในรอบ 9เดือน

ภาพใหญ่ศก จีน ถึงแม้ GDP โตต่ำสุดในรอบ 21 ปี
ประเทศที่ขนาดสูงสุดในโลก
ที่1 คือ US และ จีนเป็นอันดับสอง 13 ล้านล้าน $
ดังนั้นการเติบโตต่ำแค่6% แต่ขนาดGDPใหญ่มาก ก็ไม่ได้แย่

หนี้อยู่กับจีนมานาน
ปี18 จำนวนการdefaultใหม่ 38 บริษัท
แต่ปี19 ก็มี 35 บริษัทที่เพิ่มใหม่ แต่ไม่กระทบต่อตลาดหุ้น

สาเหตุหลักที่ผิดนัดชำระหนี้สูงขึ้น มาจากเจตนาของจีนพยายามลดหนี้
พยายามดึงเงินออกจากระบบเศรษฐกิจ
เมื่อก่อนใส่เงินเยอะ บริษัทก็กู้เงินง่าย ทำให้ระบบไม่มีประสิทธิภาพ
ดังนั้น บริษัทเหล่านี้ ขาดสภาพคล่อง ก็เลยทำให้ตราสารหนี้defaultไป

สงครามการค้า
ปีที่แล้วเป็นผู้ร้าย ประทุตั้งแต่ พค และ รุนแรงขึ้น มีการปรับภาษีวงกว้างมากขึ้น
ไม่รู้ว่าจุดพีค และ จบเมื่อไหร่ ในปีที่แล้ว แต่ปีนี้เป็นปัจจัยบวก เพราะผ่านจุดเลวร้ายไปแล้ว
ไม่เชื่อว่าสหรัฐจะขึ้นภาษีแบบนี้อีก แต่ก็อาจไม่แน่ว่าจะกลับมา
Phase II ก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะคืบหน้ามาก ถึงแม้เจรจาไม่ได้ก็ไม่เป็นไร
Phase I ก้อนที่จะขึ้น 15%ก็ไม่ได้ขึ้น และ ก้อนที่ขึ้น15% ก็ลดไปครึ่งนึง
สรุปแล้ว มีแต่ดีขึ้น ไม่ได้แย่ลง

สมมติว่าถ้าขึ้นภาษีอีกรอบ ก็ไม่ได้กระทบโดยตรงกับหุ้นในพอร์ตของกองทุน
เพราะรายได้ 95%มาจากประเทศ แต่อาจกระทบทางอ้อม
ช่องสีแดง Net Export 2%ของGDP จีน แต่ที่เหลือเป็นการบริโภคและการลงทุน
ซึ่งกองนี้เน้นการบริโภคในประเทศ

Invert Yield Curve พูดบ่อยในปีที่แล้ว ถ้าไปถามresearch ระดับโลก
จะพูดว่ามีโอกาสเกิดrecession แต่ก็พูดเบาๆว่าอาจจะเกิด
แต่ปีนี้ พูดเสียงดังฟังชัด ว่า ไม่น่าจะเกิด recession

เราเห็นบริษัทที่ลงทุนเติบโตค่อนข้างดี ล้วนอยู่ใน new economy
บริษัทที่มีสินค้าที่ทันสมัย หรือ premium เป็นที่ต้องการของสังคม
สามารถเติบโตได้ดี
มาดูแต่ละsector ของธุรกิจจีน
SOE รัฐวิสาหกิจในจีน ไม่ค่อยมี ปสภ CAR 5%
Private Old economy เช่น พลังงาน ฟอสซิล CAR 19%
Private new economy CAR 30% เติบโตได้สูงมาก
ปัจจัยทำให้โตสำหรับ new china คือ consumption upgrade , Technology
Consumption upgrade เป็นการขายสินค้าที่แพงขึ้น เช่น จากกินมาม่า ก็มากินหม้อไฟแทน

China see explosive growth of millenaries (Asset > 1 M$)
จีน มีคนได้เป็น dollar millionaires เป็น 4,447,000 คนในปีที่แล้ว จากเดิม 38,000 คน ในปี2010
แสดงว่าคนจีนรวยขึ้น
อัตราการเพิ่มขึ้น มีเร็วและแรงมาก 65sec เกิด millionaires 1 คน
คนที่รวยขึ้น ก็ต้องใช้จ่ายมากขึ้น
ตลาดสินค้า Luxury 2012 สัดส่วนคนจีนไปซื้อ 19%
ผ่านไป 8 ปี ตอนนี้กลายเป็น 35%
และปี 2025 คาดว่า จะเป็น 40%ของ millionaires

เพื่อนเคยเล่า สมัยก่อน คนรวยจะซื้อสินค้ามาอวด เป็นสินค้าbrand name , Logo ใหญ่
ต่อมาเน้นสุขภาพ เช่น เสื้อราคา7000บาท หรือ หมอนสุขภาพราคาหลายหมื่น
คุ้นว่าน่าจะเป็นทีน่าเล่านะ 555

ตลาดเหล้าราคาถูก จะโตติดลบ แต่ตลาดpremiumจะเติบโตดี ราคาขวดละหมื่นยิ่งขายดี
นี่คือภาพของ consumption upgrade

Shopping online: Alibaba
เมื่อก่อนจัดวันที่ 11.11 หรือวันคนโสด จัดทุกปี และ ทำลายสถิติทุกปี
ปีที่แล้ว 11/11/2019 ยอดขายในวันเดียว 1,100,000 ล้านบาท หรือเทียบกับยอดขาย 7-11 ใน4ปี

Technology จีนเป็นผู้นำด้านนี้ไปแข่งกับสหรัฐ สิทธิบัตรก็ปรับตัวสูงขึ้น
สิ่งที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องย้อนมาหลายปีที่ส่งเสริมคนไปเรียนวิทยศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์
ตอนนี้เยอะสุดในโลก และ สมองเริ่มไหลกลับมาจีน เพราะจ่ายเงินได้สูงขึ้น

ไทยมีการประมูล 5Gในปีนี้ และหลายประเทศเริ่มประมูลและวางโครงข่าย
5G อันดับหนึ่งคือจีน

สองเดือนที่แล้ว จีนได้พัฒนา 6G แล้ว แน่นอนว่าอาจใช้เวลา 7-10ปี
แต่ประเทศอื่นพึ่งเริ่มวางโครงข่ายเอง
อยากให้เห็นวิสัยทัศน์ของจีน ทำให้เทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้น

Ping An ทุ่มงบไปใช้ระบบ Block Chain 22,000 M$ ซึ่งเป็นภาพสะท้อน
ให้เห็นว่า Tech กระจายไปอยู่หลายsectorแล้ว

ตัวอย่างการใช้จ่ายผ่าน QR Code ที่จีน ขอทานรับ QR codeแล้ว
ตอนนี้มีบางร้านค้า ใช้สแกนใบหน้าเพื่อจ่ายเงินด้วย

จีนมีหลายตลาดหุ้น เช่น เซี่ยงไฮ้ เซิ่นเจิ้น หรือ US
A-share จะรวม เซี่ยงไฮ้ และ เซิ่นเจิ้น ซึ่งรวมบริษัท new china ค่อนข้างเยอ
ถ้าลงทุนในจีน ก็ควรลงทุนใน A-share ซึ่งสองตลาดนี้ ติดหนึ่งในสิบตลาดที่มีmarket cap
ถ้ารวมสองตลาดจะใหญ่เป็นอันดับสองของโลกแล้ว
ตอนนี้ MSCI EM เพิ่มสัดส่วนในการลงทุนในA share 20%
และ ค่อยๆเพิ่มน้ำหนักขึ้นเรื่อยๆ
แสดงว่า Fund Flow ก็ไหลเข้ามาเรื่อยๆ แต่ตอนนี้คิดเป็น 7% มีupsideไหลเข้าได้อีกเยอะ
นอกจากนี้ยังมีกองทุนทั่วไปที่ไปลงทุนในจีนได้
จีนก็พยายามเปิดประเทศ และ จะออกกฎหมายการเปิดเผยข้อมูลให้มีความโปร่งใส

นี่คือเสน่ห์ของตลาดหุ้น A-share

ตราสารหนี้ตอนนี้อยู่ในระดับสูง และ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คุณภาพมีความหลากหลายก็ต้องเลือก
ปีที่แล้วขึ้นไป 51% แพงไปหรือเปล่า
มาจากตลาดขึ้น 20กว่า% และ มาจากฝีมือผู้จัดการกองทุน 20%กว่า
PE ratio ปีที่แล้วเริ่มจาก 9 เท่ากว่าในต้นปี 2019
พอขึ้นมาเรื่อยๆ PE 12.5 เท่า เมื่อวานลง 8% PE 12 เท่า
ซึ่งยังขึ้นมาน้อยเมื่อเทียบกับ PE ในอดีต

จากรูป Equity Market : PE Ratio
A-share PE ต่ำกว่าตลาดหุ้นอื่น แค่ขึ้นเป็น 16-17 เท่า ก็พอแล้ว จากอดีตเคยขึ้นถึง 22 เท่า

ตลาดหุ้นถูกแพง ดูที่ PE Ratio
เพราะตลาดหุ้น กำไรเพิ่มขึ้น ราคาหุ้นก็สามารถเพิ่มขึ้นได้เหมือนกัน ซึ่งPE Ratio ก็จะเท่าเดิม
แต่ถ้ากำไรของตลาดหุ้นทำกำไรได้ 5% แต่ราคาหุ้น ขึ้น 10% แสดงว่า PE จะขยับเพิ่มขึ้น
ปีที่แล้ว หุ้นส่วนใหญ่ของ A-Share กำไรของบริษัทเติบโตทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1765
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Fri Feb 07, 2020 8:00 pm

Investment Themes & Outlook for 2020
Win Phromphaet ,Principle Asset Management

คุณวินมาพูดถึงThemes ในการลงทุนปี 2020 ไว้ว่ามีทั้งหมด 4 หัวข้อ ได้แก่
1.Risk Velocity
2.Technology
3.ESG
4.Asia Rising

ซึ่งวิทยากรจากต่างประเทศมาพูดถึงเนื้อหาของแต่ละหัวข้อ

1.Risk Velocity
คุณ Seema Shah Chief Strategist ของ Principal พูดถึง ภาวะที่ราคาสินทรัพย์กับทิศทางเศรษฐกิจไม่ไปด้วยกัน
ทำให้ตลาดหุ้นผันผวนมากขึ้น และ ผันผวนด้วยอัตราเร่งที่สูงขึ้น นอกจากนี้ Fund Flow จาก ETFs มีส่วนทำให้ตลาดหุ้นผันผวนมากขึ้น
เช่น ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ตอนปี2018 ตลาดหุ้นไม่ดี แต่กำไรเติบโต แต่พอปีที่แล้ว ตลาดหุ้นดี แต่กำไรบริษัทจดทะเบียนเริ่มไม่ดี และต่อเนื่องถึงปีนี้

2.Technology
คุณ Sunita VP จาก BlackRock ได้พูดถึงโอกาสในการลงทุนว่า
เนื่องจากปี 2018เป็นปีแรกที่คนใช้internetมากกว่า50%ของประชากรโลก
และ 75% fastmove เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่หน้าจอมือถือ
พร้อมกับ อุปกรณ์ที่ต่อกับinternet ก็พร้อมมากขึ้น และ
ส่วนของHealth care service คนแก่เยอะขึ้นและสุขภาพไม่ดี
ทำให้ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น

3.ESG นักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และ ธรรมาภิบาลมากขึ้น

สถาบันเริ่มให้ความสำคัญกีบเรื่องนี้มากขึ้น และเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้มากขึ้น

4.Asia Rising
ทวีปเอเชีย โดยเฉพาะจีนและอินเดีย เคยเป็นผู้นำก่อน ปี 1980 และต่อมาเกิดปฏิวัติอุตสาหกรรม
ความเป็นผู้นำย้ายมาที่ฝั่งตะวันตก พอปี2000 จีนและอินเดียเริ่มมีบทบาทมากขึ้น กำลังทวงคืนความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก
ประธานาธิบดี สีเจี้ยนผิง ประกาศในวันรับตำแหน่งว่า จีนจะเป็นประเทศพัฒนาแล้วในปี 2049 และเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะ Robots,AI

นี่เป็นช่วงเปิดตัวThemesของทาง Principle เดี่ยวคราวหน้าจะมาเจาะลึกมากขึ้นว่ากองทุนไหนของPrincipleจะตอบโจทย์ในแต่ละThemeกันครับ

ขอขอบคุณ คุณวิน ที่ให้โอกาสมารับฟังข้อมูลที่เป็นประโยขน์ต่อการลงทุนนะครับ
Attachments
12CF05A6-881E-418D-A3DE-6FCC1D7DA542.jpeg
12CF05A6-881E-418D-A3DE-6FCC1D7DA542.jpeg (1.2 MiB) Viewed 1111 times
54BDD675-68D1-4F62-81FC-93E8FEDE7A78.jpeg
54BDD675-68D1-4F62-81FC-93E8FEDE7A78.jpeg (1.34 MiB) Viewed 1111 times


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1765
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Fri Feb 07, 2020 8:06 pm

Portfolio Management มีส่วนช่วยในเรื่องผลตอบแทนอย่างไร
By Seminar Knowledge

ท่านทราบไหมว่า ปัจจัยอะไรส่งผลต่อความสำเร็จในการลงทุนของคนธรรมดาทั่วๆไป
เทคนิค จับจังหวะการลงทุน หรือ การเลือกหุ้นที่ดี ใช่ไหม
ถ้าเลือกปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง ก็อาจจะประสบความสำเร็จได้ถ้าเป็นนักลงทุนที่เก่งมากๆ
แต่ถ้าเป็นนักลงทุนธรรมดา ปัจจัยทั้งสองอันมีผลน้อยมาก
การจัดสัดส่วนสินทรัพย์ในportfolio ให้เหมาะสมกับการลงทุนแต่ละท่านต่างหาก
ที่ทำให้ประสบความสำเร็จในการลงทุน มีส่วนในอัตรา91.5%เลยทีเดียว

Theme การลงทุนแบบ Risk Velocity ซึ่งคุณPanitiจากPrinciple มาพูดถึง
ผลตอบแทนและความเสี่ยงของสินทรัพย์ของAssetแต่ละอัน
เริ่มจาก Money Market ผลตอบแทนและความเสี่ยงต่ำสุด จนถึง
ทองคำ ผลตอบแทนและความเสี่ยงสูงสุด

การจัดสินทรัพย์เป็นเรื่องสำคัญ
ตัวอย่างเช่น กบข ซึ่งทำหน้าที่บริหารเงินให้พนักงานรัฐวิสาหกิจ
พนักงานตอนอายุน้อย ก็สามรถเลือกแผนที่มีสัดส่วนหุ้นได้เยอะ
เพราะรับความเสี่ยงได้สูง ผลตอบแทนก็สูงตามไปด้วย

แต่ถ้าอายุมากขึ้น ก็มีแผนที่สามรถปรับเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุนในหุ้นได้โดยอัตโนมัติ
โดยสมาชิกแค่เลือกตั้งแต่แรก ทาง กบข จะดำเนินปรับเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุนโดยอัตโนมัติให้
เพราะได้ประสบการณ์จากตอนช่วงวิกฤต เดือน กย แต่คนที่เกษียณในเดือน ตค เงินหายไปเยอะ
เพราะเมื่อก่อน มีแผนการลงทุนแผนเดียว ถือหุ้นในสัดส่วนเกือบ10% ก็เลยถอนไม่ทันตอนเกษียณ

ทางPrincipleก็มีการปรับเปลี่ยนแนวทางการจัดสินทรัพย์ของกองทุนibalance
เมื่อก่อน จะมีแต่ลงทุนในหุ้น และตราสารหนี้
เป็นnew strategy เน้นลงทุนmulti asset โดยเพิ่ม หุ้นต่างประเทศ Reits ทองคำ เข้าไป
ทำให้ รักษาผลตอบแทนได้ดี แต่ความเสี่ยงลดลง
แต่ละสินทรัพย์ก็มีคุณสมบัติต่างกันดังรูป บางครั้งหุ้นตก ทองขึ้น บางครั้งหุ้นขึ้น ทองลง reitsขึ้น
ส่วนตราสารหนี้ความผันผวนก็น้อย ถ้าจัดสัดส่วนดีๆ ก็จะบดความผันผวนของกองได้

อีกกอง Target Date Fund ก็ให้ผลตอบแทนที่ดี โดยที่ความเสี่ยงและความผันผวนต่ำกว่า
กองทุนผสม

คราวหน้าจะมาเรียนรู้ในThemeถัดไป เพื่อจะได้นำมาใส่ในportได้อย่าวเหมาะสมครับ
Attachments
C61BE6DD-CAAF-4814-B811-1F4F1B88847D.png
C61BE6DD-CAAF-4814-B811-1F4F1B88847D.png (390.41 KiB) Viewed 1109 times
330F46A1-5D0F-4E81-9FD3-A50680A8BCFB.png
330F46A1-5D0F-4E81-9FD3-A50680A8BCFB.png (335.26 KiB) Viewed 1109 times
4AC87109-C076-4518-8068-56B2CA965145.png
4AC87109-C076-4518-8068-56B2CA965145.png (285.57 KiB) Viewed 1109 times
5920A6C8-7059-49F9-BCBC-78B528C4A161.png
5920A6C8-7059-49F9-BCBC-78B528C4A161.png (159.5 KiB) Viewed 1109 times
3A42BF79-FAFD-43A7-8503-5B7F6A1F1F17.png
3A42BF79-FAFD-43A7-8503-5B7F6A1F1F17.png (219.03 KiB) Viewed 1109 times
5999B9A7-CEF1-4E11-A09D-929B4BA184D9.png
5999B9A7-CEF1-4E11-A09D-929B4BA184D9.png (193.35 KiB) Viewed 1109 times


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1765
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Sun Feb 09, 2020 11:33 am

ONEAM Investment Forum 2020
“Investing in a Disrupted World”
งานนี้ต้องขอขอบคุณ คุณ Surasak Dhammo ที่เชิญมาฟังoutlookและข้อมูลที่น่าสนใจนะครับ
งานนี้อาหารว่างก่อนเข้าสัมมนา อร่อยมากครับ ดูแล้วน่าจะเป็นอาหารกลางวันมากกว่า
เพราะมีหลายอย่างให้เลือกทานครับ

เอาละมาเข้าเนื้อหากันครับ
คุณ พจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ONEAM
มาพูดในหัวข้อ Market Outlook 2020 investing in a Disrupted World

คุณ พจน์ เกริ่นนำ ว่า สองต่ำ เปราะบาง ต้องกระตุ้น
สองต่ำ หมายถึง เศรษฐกิจโลกเติบโตต่ำ ปกติเฉลี่ย 4%ต่อปี คาดการณ์ปีนี้ 3.3%
ดอกเบี้ยต่ำ คงจะอยู่กับเราไปอีกนาน เพราะ ตอนนี้ต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้QE
การเงินโลกอยู่ในภาวะผ่อนคลายและมีสภาพคล่องสูง มีส่วนสนับสนุน ศก ให้เริ่มฟื้นตัวขึ้น

เดือน มกราคม เหตุกาณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นมายา ไม่ว่าจะเป็น การใช้โดรนไปถล่มอิหร่าน
หรือ ไวรัสโคโรนาที่ระบาดอย่างรวดเร็ว
ลองตรวจสอบดูเหตุการณ์ที่ผ่านมา
ระเบิดราชประสงค์ ดัชนีฟื้นกลับมาใน 1-2 เดือน
น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ดัชนีก็ฟื้นใน 6 เดือน
ดังนั้นให้ไปสนใจปัจจัยที่กระทบต่อเศรษฐกิจจริงๆ เช่น สงครามการค้า ซึ่งกระทบต่อการส่งออกของประเทศ

Global Macro View
ครึ่งปีแรก ศก ชะลอตัวลงจากการระบาดไวรัสโครนา โดยจีนมีขนาดศกใหญ่ประมาณ 16%ของโลก
ส่งผลกระทบต่อการเติบโตชอง ศก โลกแต่ก็คาดการณ์ว่าเป็นผลกระทบชั่วคราว
ปัจจัยบวก คือ นโยบายการเงินทั่วโลกอยู่ในทิศทางผ่อนคลายและกระตุ้น ศก ช่วยลดผลกระทบเชิงลบ
จากการระบาดได้ระดับหนึ่ง
ตั้งแต่ พค 2019 การผลิตทั่วโลกชะลอ แต่ยอดขายไม่ได้ลดมาก แต่stockสินค้าลด และ การขัดแย้ง
ระหว่างจีนกับสหรัฐลดลง ทำให้ผู้ผลิตกลับมาผลิต ระยะสั้น6เดือน ศก โลกฟื้นตัว
จะ เห็นPMI ของ ภาคการผลิตและบริการเริ่มผงกหัวขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปี
โดยที่ PMI ภาคการผลิต ที่ยังต่ำกว่า50 คือ ประเทศพัฒนาแล้ว

การจัดพอร์ตการลงทุน
สำหรับหุ้น
Overweight ในสินทรัพย์ เช่น Global , USD Mid cap , EU , EM asia ex india,asean และ
แต่ USA Large Cap , DM asia , India , Asean มองว่าเป็นกลาง
Underweight – Other EM
ส่วน Fix income ที่น่าสนใจลงทุน – Global& Local investment Grade
Alternative : ที่น่าลงทุนได้แก่ Gold,Local PF&REITs ,Multi-asset,Life settlement(private fund)
ซึ่งดูรายละเอียดว่าแต่ละasset มีกองไหนบ้างจากสไลด์

ONEAM มีการแนะนำพอร์ตการลงทุนสำหรับ นักลงทุนที่รับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน
1.Conservative
Fix income , Mixed Find 60%
Thai Equity Fund : 5%
Foreign investment Fund : 15%
Alternative Investment : 20%

2.Aggressive :
Fix income , Mixed Find 25%
Thai Equity Fund : 10%
Foreign investment Fund : 45%
Alternative Investment : 20%

คุณพจน์จะเน้นในตัว Life Settlement Fund ซึ่งผมจะเขียนสรุปในภายหลังนะครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1765
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Mon Feb 10, 2020 11:33 am

สถานการณ์ตลาดหุ้น ในเดือนมกราคม ผันผวน เนื่องจากมีเหตุการณ์พิเศษหลายเหตุการณ์
เข้ามาตั้งแต่ต้นปี เลยมาตามฟัง ดร นิเวศน์ เหมวชิรวรากร พูดว่าช่วงนี้ต้องทำอย่างไร
ในรายการ รู้ใช้เข้าใจเงิน วันนี้กันครับ

ก่อนอื่นขอแสดงว่าความเสียใจผู้เสียหายกับเหตุการณ์ที่จังหวัดนครราชสีมนะครับ
หวังว่าครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย และ ทางรัฐบาลสามารถป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกครับ

อาจารย์ให้ความเห็นกับเหตุการณ์นี้ว่า จะไม่ค่อยกระทบต่อตลาดหุ้นมากนัก
แต่เหตุการณ์ โคโลนาไวรัส มีผลมากกว่า ซึ่งส่งผลกับธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว
ห้างใหญ่ตอนนี้ คนไปเดินลดลงมาก แต่อาจมีผลกระทบน้อยกับร้านสะดวกซื้อ
เพราะอยู่ใกล้บ้านของประชาชน ซึ่งจำเป็นต้องมาจับจ่ายใช้สอย ก็ไม่ไปห้างแต่มาร้านสะดวกซื้อ
ดีกว่า แต่ร้านสดวกซื้อจะโดนกระทบเรื่องไม่ได้แจกถุงพลาสติกมากกว่า

การลดดอกเบี้ย 0.25% เหลือ 1.00% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ดอกเบี้ยไทย
คงส่งผลต่อตลาดหุ้นบ้าง แต่ไม่มากนัก เพราะดอกเบี้ยบ้านเราอยู่ระดับต่ำมานาน

ส่วนหุ้นกลุ่มธนาคาร ที่ลงมาเยอะในช่วงที่ผ่านมา แต่คุณภาพของธนาคารยังใช้ได้ ตอนนี้
กลัวอย่างเดียวคือเรื่อง NPLเพิ่มขึ้น แต่คิดว่าธนาคารก็จัดการได้ โดยเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่
เมื่อผ่านตรงนี้ไป ธนาคารขนาดใหญ่ก็OK และ PB ratio ต่ำกว่า 1 ปันผล 3-4% ดีกว่าฝากธนาคาร

การลงทุนในช่วงนี้ ดุว่าราคาของหุ้นกลุ่มธนาคารไม่ได้ปรับเพิ่มมา 2-3 ปี ปันผลค่อยๆดีขึ้น เราลงทุนต้องเปรียบเทียบ
กับที่ลงทุนอยู่ตอนนี้ เช่น ฝากธนาคารได้ดอกเบี้ย 1% อย่างนี้การลงทุนในหุ้นธนาคารอาจจะดีกว่า
ได้ปันผล 2-3% ถ้าตลาดหุ้นไม่ไปไหน ก็ยังได้ปันผล แต่ถ้าตลาดหุ้นดี ก็ถือว่าได้ในส่วน capital gainด้วย
ทุกครั้งที่ราคาหุ้นลงมา ถือเป็นโอกาสในการลงทุน
ส่วนการลงทุนในต่างประเทศไม่ง่าย เพราะมีเรื่องความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
ซึ่งตลาดหุ้นทั้งในและต่างประเทศมีความผันผวน ปีที่แล้ว ตลาดต่างประเทศเช่น จีน สหรัฐ อียู ขึ้นแรงมาก
แต่ตลาดหุ้นไทยไม่ไปไหน ถ้าเราใช้market timing ก็จะย้ายไปลงทุนในต่างประเทศ ก็อาจเจอว่า
ตลาดหุ้นปีนี้ที่ต่างประเทศตกพอดี
ดังนั้นนักการเงินแนะนำว่า การลงทุนควรถัวเฉลี่ย ทั้งในและต่างประเทศ
อย่าคาดจับจังหวะในการลงทุน ควรกระจายความเสี่ยงลงในแต่ละตลาด
ถือเป็นแนวทางการลงทุนอีกแบบ
สมมติว่าเรามีเงินพอสมควร ลงในตลาดใด้ 3-4 ตลาดได้
แต่ต้องปรับน้ำหนักตลอดเวลา (Rebalancing)
เช่น ลงทุนในตลาด ไทย สหรัฐ และเวียดนาม ปีที่แล้วตลาดหุ้นสหรัฐดีมาก
เราก็แนะให้ขายส่วนเกินในสหรัฐออกมาลงทุนในไทยแทน ซึ่งปีที่แล้วไม่ค่อยดี
เพราะการทำนายตลาด ไม่ค่อยประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่

Q: บ้านเราดอกเบี้ยต่ำสุดในประวัติศาสตร์ มีโอกาสไหมที่ถึง0%เหมือนญี่ปุ่น
A: โครงสร้างไทยเหมือนญี่ปุ่น สุดท้ายอาจคล้ายกัน เพราะดอกเบี้ยมีโอกาสต่ำลงได้อีก
แต่คงไม่ถึงกับต้องจ่ายดอกเบี้ยให้กับธนาคาร
ถ้าเราเป็นนักลงทุนระยะยาว มั่นใจในปันผลของบริษัท ถึงแม้ราคาลงมา ก็ต้องทำใจถือหุ้นให้ผ่านไปให้ได้
นักลงทุนระยะยาว ลงทุนยากกว่าระยะสั้นที่พอไม่สบายใจ ก็ขายหุ้นออกได้เลย
ธุรกิจที่ดีในระยะยาว กำไรก็เพิ่มขึ้น ปันผลก็เพิ่มขึ้น อย่าไปห่วงสถานการณ์ตอนนี้

Q: หุ้น Mid-Small cap ยังน่าสนใจไหม
A: ยังน่าสนใจเฉพาะหุ้นบางตัว มีไม่เยอะ การเลือกหุ้นพวกนี้ ต้องเลือกอย่างระมัดระวัง
วิเคราะห์ตรวจสอบให้ดี ดูศักยภาพของบริษัทนั้น ถ้าแน่ใจก็ซื้อและโตไปกับบริษัทด้วยกัน
การลงทุนมีความเสี่ยง ดังนั้น ถ้าเลือกถูกตัว ก็รวย แต่ถ้าเลือกผิดตัว ก็มีโอกาสขาดทุนได้
นักลงทุนต้องเก่งจริง วิเคราะห์ธุรกิจไปข้างหน้า 5-10ปี ว่าศักยภาพของบริษัทดีหรือไม่

สุดท้ายขอขอบคุณ ดร นิเวศน์ และ น้องบิวมากๆครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1765
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Thu Feb 13, 2020 7:42 pm

The Conversation EP.10 แม้เศรษฐกิจไทยแย่ แต่เป็นจังหวะเข้าลงทุน
คุณ วิน พรหมแพทย์


จากภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวอย่างชัดเจน จากความไม่แน่นอนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ การเมืองโลกอย่างเทรดวอร์ก็ยังไม่สิ้นสุด แถมล่าสุดยังมีความกังวลเรื่อง “ฝุ่น PM2.5” และ “โคโรนาไวรัส” ที่ไม่แน่ใจว่าจะอยู่กับเราอีกนานแค่ไหน The Conversation ตอนนี้เลยอยากมาย้ำความมั่นใจเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจและการจัดพอร์ตการลงทุนกันอีกครั้ง กับคุณวิน พรหมแพทย์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน พรินซิเพิล จำกัด ว่าทิศทางของเศรษฐกิจไทยภายใต้ความท้าทาย จะไปทางไหน จัดพอร์ตอย่างไรภายใต้ความผันผวน



Q : ภาวะเศรษฐกิจในตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง มีประเด็นไหนที่พรินซิเพิลมองว่าต้องจับตาเป็นพิเศษ

A : ตัวเลขเศรษฐกิจไม่ดีหลายตัว ไม่ว่าจะเป็นการส่งออก การบริโภคในประเทศ การใช้จ่ายภาครัฐก็ล่าช้ามาตั้งแต่ปีที่แล้ว ยิ่งมาเจอกับปัญหาการเสียบบัตรแทนกันของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ก็ล่าช้าไปอีก ขณะเดียวกันภาคการบริโภคก็ยังชะลอ เนื่องจากคนเป็นหนี้เยอะ ซื้อของชิ้นใหญ่ไม่ไหว ส่วนปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างการส่งออกก็ไม่ฟื้น ทั้งนี้ในตอนแรกเราหวังเรื่องท่องเที่ยวว่าจะช่วยได้ กลับมาเจอไวรัสไปอีก ความหวังหายไป ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมไม่ดี อย่างไรก็ตามถ้าประเมินในภาพรวมเราอาจจะมีความหวังว่าที่บอกว่าเศรษฐกิจไม่ดีนั้น มันจะประคองตัวไปได้ เพราะปีที่แล้วตัวเลขจีดีพีปิดไม่ค่อยสวย หวังไว้แค่นั้น

“สิ่งที่ท้าท้ายมากของรัฐบาลคือ เราเจอกับปัญหาภายนอก และกระเทือนเรา ภาคท่องเที่ยวเป็นเรื่องค่อนข้างใหญ่ จะทำอย่างไรถึงจะประคับประคองเศรษฐกิจไทยไปได้ มองไปข้างหน้าเราคงโตช้าไปอีกระยะหนึ่ง ถ้าจะมีความหวังต้องจัดการเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษ (อีอีซี) และการยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้มากขึ้น เพราะตัวหนึ่งที่หลายคนมองข้ามไป นั่นก็คือตัวบวกของเราในเรื่อง Infrastructure รถไฟฟ้าหลายสายทยอยเปิดใช้บริการต่อเนื่อง เมื่อโครงสร้างพื้นฐานดี ก็เกิดการกระตุ้นความต้องการด้านที่อยู่อาศัย ทั้งบ้านและคอนโดมิเนียม รวมถึงเศรษฐกิจในพื้นที่นั้นๆ ก็เริ่มดีขึ้นได้ ส่วนในระยะต่อไปต้องลุ้นการพัฒนา EEC และโครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อม 3 สนามบิน ที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจได้ แต่ในเบื้องต้น ระยะสั้นนั้นอาจจะยาก” นายวินกล่าว



Q : แล้วภัยแล้ง จะกำลังซื้อของเกษตรกรมากน้อยแค่ไหน เพราะปีนี้น่าจะแล้งหนักกว่าเดิม

A : ภัยแล้งเป็นปัญหาหลักของปีนี้นะครับ โดยเรื่องที่กังวลคือ กำลังซื้อของฝั่งเกษตรกรไม่ค่อยดี และอีกสักพักปัญหาเรื่องกำลังซื้อคนวัยทำงาน ก็จะเริ่มมีปัญหาขึ้น คนเป็นหนี้กันเยอะขึ้น ทำให้เกิดหนี้ครัวเรือน มันจึงพัวพันทั้งกำลังซื้อภาคเกษตรกร และกำลังซื้อคนวัยทำงาน ที่มีปัญหาทั้ง 2 ฝั่ง ทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้โตช้า ซึ่งถ้าจะให้ดีกว่านี้ ต้องแก้ที่โครงสร้าง ซึ่งต้องใช้เวลานาน เพราะเป็นการแก้ระยะยาว คนจะรอไหวมั้ย?



Q : ในปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้น ปัญหาไหนที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด

A: ในระยะสั้นคือท่องเที่ยวและส่งออก เพราะเรากระทบจากภายนอก ส่วนระยะยาวคือปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจ การยกระดับอุตสาหกรรม การเพิ่มมูลค่าการผลิต ปัญหาเรื่องกำลังซื้อผู้บริโภคและหนี้ครัวเรือน



Q : เมื่อภาพเศรษฐกิจเป็นแบบนี้ ธนาคารซีไอเอ็มบี และบลจ.พรินซิเพิล ประเมินจีดีพีอย่างไร

A : พาร์ทเนอร์ซีไอเอ็มบีแบงก์ ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ประเมินจีดีพีไว้ที่ประมาณ 2.7-2.8% สอดคล้องกับที่หลาย ๆ สำนักประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะโตที่ระดับ 3% อย่างกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ก็ประเมินไว้ที่ 2.8% เพราะตัวไวรัสกระทบการท่องเที่ยวซึ่งเป็นตัวใหญ่ของเศรษฐกิจ ประเมินว่าทางพาร์ทเนอร์เราน่าจะต้องปรับลดประมาณการลงอีก จากที่คาดไว้ต้นปี*



Q : เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวเช่นนี้ จะส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นลดลงด้วยไหม เพราะฉะนั้นในสภาวะแบบนี้ พรินซิเพิลจะให้คำแนะนำด้านการลงทุนอย่างไร ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

A : เรามองว่าจริงๆ เศรษฐกิจอาจจะไม่ไปกับตลาดหุ้นเสียทีเดียว อย่างปีที่แล้วเศรษฐกิจไม่ดี แต่ตลาดหุ้น ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (รีทส์) และตราสารหนี้ทั่วโลก ผลตอบแทนดีมาก ยกเว้นผลตอบแทนตลาดหุ้นไทยที่ติดตอนต้นปีที่แล้ว เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจอาจจะไม่ใช่ตัวฟันธงว่าหุ้นจะดีไม่ดี มันก็มีส่วนแหละ แต่ไม่ได้เป็นคำตอบเดียวในการลงทุนในหุ้น

“และถ้ามองภาวะตลาดหุ้นไทย ข้อดีคือเราเปิดต้นปีด้วยฐานที่ต่ำ และตอนนี้ก็ลงมาที่ระดับ 1,500 จุด การลงทุนดีขึ้นด้วยซ้ำ เพราะเราได้ซื้อของถูกลง และข้อดีอีกข้อหนึ่งคือหลายคนมองว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนจะเติบโตได้ เพราะติดลบมา 2 ปี ปีนี้น่าจะกลับมาเป็นบวกได้” นายวินกล่าว

แต่ข้อเสียคือเรามีระดับ Valuation ที่ค่อนข้างแพง เมื่อเทียบกับตัวเองในอดีตและเทียบกับเพื่อนบ้าน เป็นตัวฉุดรั้งให้นักลงทุนไม่อยากลงทุนมากเท่าที่ควรจะเป็น พอแพงก็ไม่ค่อยกล้าที่จะซื้อเท่าไหร่ และข้อเสียคือปัจจัยภายนอกเต็มเลย รวมถึงการเมืองไทยด้วย เพราฉะนั้นก็แนะนำว่าต้องจัดพอร์ตแบบกระจายไว้ก่อน คือต้องมีหุ้นไทย อสังหาริมทรัพย์ และหุ้นโลก

โดยหุ้นไทย มองว่าราคาที่ลงมาขนาดนี้สามารถเก็บเพิ่มได้ แต่ก็ไม่ถึงกับฟันธงว่าราคาหุ้นจะลงต่อ อย่างไรก็ตามการเข้าซื้อที่ดัชนีระดับ 1,500 จุด เท่ากับว่าซื้อของถูกกว่าเดิมตั้งเยอะ เมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่ขึ้นไป 1,700 จุดกว่าๆ และการที่ตลาดหุ้นปรับฐานมาแรงๆ ช่วงที่จีนโดนกระหน่ำหนักต้นปี 2563 ช่วงนี้ต้องหาจังหวะเพิ่มหุ้น แต่รอจังหวะที่เหมาะสม และกระจายการลงทุนในพอร์ต

สำหรับหุ้นไทย แนะนำกลุ่มยากมาก ด้วยความที่ตลาดหมุนเร็ว เดิมเชื่อว่าเป็นหุ้นในประเทศที่น่าลงทุน แต่ตอนนี้ไม่น่าจะได้แล้ว เพราะตลาดหมุนเปลี่ยนกลุ่มหุ้นเร็วมาก ขณะที่กำลังซื้อภาคการบริโภคก็น่าห่วง เราจึงแนะนำว่านักลงทุนควรจัดพอร์ตแบบกระจายกลุ่ม แล้วไปเลือกหุ้นเด่นของแต่ละกลุ่มจะดีกว่า ถามว่าแล้วจะเลือกยังไง? ให้หุ้นที่เป็น Winner หรือหุ้นที่เป็นผู้นำธุรกิจ หรือได้รับผลกระทบน้อย มากกว่าที่จะเลือกเป็นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ควรเลือกรายตัว

ส่วนการลงทุนในหุ้นโลกแนะนำหุ้นกลุ่มปลอดภัย (Defensive) เพราะราคาหุ้นโลกขึ้นมาพอสมควร ในหุ้นกลุ่มอุปโภคบริโภค หุ้นโครงสร้างพื้นฐานและหุ้นปันผลสูง โดยให้น้ำหนักฝั่งเอเชีย-แปซิฟิกมากหน่อย เนื่องจากหุ้นส่วนที่เหลือปรับขึ้นไปมากแล้วในปีที่ผ่านมา สวนทางกับสถานการณ์เทรดวอร์ที่ฉุดเศรษฐกิจ และหากนักลงทุนอยากลงทุนในสินทรัพย์ที่มั่นคง รีทส์คือคำตอบ แม้ว่าผลตอบแทนอาจจะไม่ดีเท่าปีที่แล้วที่ปรับขึ้น 20% ก็ตาม

*ล่าสุดกรุงเทพธุรกิจรายงานว่าธนาคารซีไอเอ็มบี ประกาศปรับลดจีดีพี จาก 2.7% เหลือ 2.3% จากผลกระทบไวรัสโคโรนา

Cr:Wealthy


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1765
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Tue Feb 18, 2020 9:18 am

กลิ่นบางๆ ฟองสบู่ของประเทศไทยมาแล้วค่ะ
เก็บเงินไว้ก่อน อย่าลงทุนซื้ออะไรหนักๆในระหว่างนี้
นี่คือการทำเพื่อให้บริษัทอยู่รอดของกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ

0.เชฟโรเลตปิดฉาก ขายโรงงาน เลิกจำหน่าย ผลิตรถในไทย

1. Honda เพิ่มวันหยุดยาว ในเดือนเมษายน พฤษภาคม กรกฎาคม สิงหาคม มีวันหยุด ติดต่อกัน 10 วัน และหยุดทุกวันเสาร์- อาทิตย์

2. Toyota เริ่มทยอยปลดพนักงาน Supervisor ไป 1 lot แล้ว เนื่องจากเเบกรับภาระขาดทุน ค่าแรงงานที่สูงไม่ไหว รถที่ผลิตออกมาจอดเต็ม Stock ขายไม่ได้

3. GM ปลดพนักงาน Sup ออกหมดเเล้ว เเละแบรนด์เนมที่เป็นของ Isuzu ให้นำกลับไป ประกอบที่สำโรงเเล้วเพื่อลด Cost ส่วน บ. แม่ GM ที่อเมริกา ทางรัฐบาลของสหรัฐ อุ้มไว้เเล้ว หากไม่อุ้มอีก 3 เดือนข้างหน้า GM จะล้มละลาย บริษัท​ GM จะเลิกขายผลิตภัณฑ์เชฟโรเลต​ ภายในสิ้นปีนี้2563 และจะปิดตัวถาวร

4. Nissan ลดการผลิตลง 50% เเละกำลังลดพนักงานออกชุดเเรก เดือนหน้า

5. Misubishi ยังมียอดขายที่ต่างประเทศอยู่บ้าง จะกระทบจริงเดือน มค. ปีหน้า

6. AAT กำลังทำกิจกรรมลดต้นทุนอย่างหนัก ทั้งไม่ให้มี OT ทำกิจกรรรม Balance งานใหม่ทั้งระบบเพื่อลดค่าใช้จ่าย เเละยังไม่ปลดคน…ปีหน้าไม่เเน่

7. Fujisu เอาออกไปแล้ว 300 คน

8.Sieko Instrument เอาออกไปแล้ว 400 คน

9. Statschippac ตั้งแต่เดือนหน้า หยุดทำงานทุกๆวันจันทร์

10.TOT เท9พันล้านโละพนักงานอีกกว่า 3,500คน ลดภาระเงินเดือนที่จ่ายปีละ 1.4หมื่นล้าน

11. Sumsung – LG ย้ายฐานการผลิตบางส่วนไปเวียดนาม และยกเลิกสายการผลิตtvในไทย เนื่องจากแบกรับต้นทุนค่าแรง วันละ 300 บ.ไม่ไหว

12. อินโด ปิดน่านน้ำ ส่งผลให้ แรงงานประมงกว่า 3,000 อัตรา จ่อตกงาน ธุรกิจประมงขาดทุนยับ!!

12.การบินไทย ปรับลงพนักงานอีกกว่า 5,000 อัตรา หลังขาดทุนต่อเนื่อง!!

13.เครือ EU ยกเลิกการนำเข้าสินค้าประมงไทย สิ้นเดือนนี้!
หากไทยยังไม่สามารถแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ / ประชาธิปไตยได้

14.ธุรกิจท่องเที่ยวชั้น เฟริสคราส จ่อเจ๊งยับ!!
15. โรงแรมใหญ่ๆ ในประเทศไทย ทะยอยปิดตัว หลังนักท่องเที่ยวหดหาย แบกรับภาระขาดทุนไม่ไหว ยกตัวอย่าง รร. เก่าแก่ อย่าง อิมพีเรียล ควีนปาร์ค ที่ ปิดตัวลงเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา

16. Nikon, TOYOTA ย้ายฐานการผลิตจากไทยแต่เริ่มไปเปิดฐานการลงทุนใหม่ ที่ประเทศลาว โดยเริ่มบุกตลาดด้านการแปรรูปสินค้าเกษตร และ พลังงาน

17.หลายบริษัทยักษ์ใหญ่ – ขนาดกลาง เริ่มปรับลดโอที หลังประสบปัญหาขาดทุน/ยอดสั่งซื้อลดลงต่อเนื่อง

18.กลุ่มธนาคาร เครือข่ายค่ายมือถือ ที่ใช้ระบบออนไลน์ทำธุรกรรมมากขึ้น ปรับลดจำนวนพนักงานลง และยังไม่รวมภาคอุสาหกรรมและการเกษตรที่ราคาตกต่ำแต่ขายปลีกแพง

ทุกคนต้องระวังนะ อย่าใช้เงินเกินตัว
เหตุการณ์นี้อาจอยู่ยาว 2 ปี หรือมากกว่า

Cr. ดร.ปัณนรัตน์ รังสีเสาวภาคย์


yoko
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 4222
Joined: Sat Jan 27, 2007 4:49 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by yoko » Tue Feb 25, 2020 8:36 am

ผมเริ่มลงเเรงหาหุ้นดีๆเก็บเข้าพอร์ทแล้วครับ :B


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1765
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Tue Feb 25, 2020 5:46 pm

amornkowa wrote:
Tue Feb 18, 2020 9:18 am
กลิ่นบางๆ ฟองสบู่ของประเทศไทยมาแล้วค่ะ
เก็บเงินไว้ก่อน อย่าลงทุนซื้ออะไรหนักๆในระหว่างนี้
นี่คือการทำเพื่อให้บริษัทอยู่รอดของกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ

0.เชฟโรเลตปิดฉาก ขายโรงงาน เลิกจำหน่าย ผลิตรถในไทย

1. Honda เพิ่มวันหยุดยาว ในเดือนเมษายน พฤษภาคม กรกฎาคม สิงหาคม มีวันหยุด ติดต่อกัน 10 วัน และหยุดทุกวันเสาร์- อาทิตย์

2. Toyota เริ่มทยอยปลดพนักงาน Supervisor ไป 1 lot แล้ว เนื่องจากเเบกรับภาระขาดทุน ค่าแรงงานที่สูงไม่ไหว รถที่ผลิตออกมาจอดเต็ม Stock ขายไม่ได้

3. GM ปลดพนักงาน Sup ออกหมดเเล้ว เเละแบรนด์เนมที่เป็นของ Isuzu ให้นำกลับไป ประกอบที่สำโรงเเล้วเพื่อลด Cost ส่วน บ. แม่ GM ที่อเมริกา ทางรัฐบาลของสหรัฐ อุ้มไว้เเล้ว หากไม่อุ้มอีก 3 เดือนข้างหน้า GM จะล้มละลาย บริษัท​ GM จะเลิกขายผลิตภัณฑ์เชฟโรเลต​ ภายในสิ้นปีนี้2563 และจะปิดตัวถาวร

4. Nissan ลดการผลิตลง 50% เเละกำลังลดพนักงานออกชุดเเรก เดือนหน้า

5. Misubishi ยังมียอดขายที่ต่างประเทศอยู่บ้าง จะกระทบจริงเดือน มค. ปีหน้า

6. AAT กำลังทำกิจกรรมลดต้นทุนอย่างหนัก ทั้งไม่ให้มี OT ทำกิจกรรรม Balance งานใหม่ทั้งระบบเพื่อลดค่าใช้จ่าย เเละยังไม่ปลดคน…ปีหน้าไม่เเน่

7. Fujisu เอาออกไปแล้ว 300 คน

8.Sieko Instrument เอาออกไปแล้ว 400 คน

9. Statschippac ตั้งแต่เดือนหน้า หยุดทำงานทุกๆวันจันทร์

10.TOT เท9พันล้านโละพนักงานอีกกว่า 3,500คน ลดภาระเงินเดือนที่จ่ายปีละ 1.4หมื่นล้าน

11. Sumsung – LG ย้ายฐานการผลิตบางส่วนไปเวียดนาม และยกเลิกสายการผลิตtvในไทย เนื่องจากแบกรับต้นทุนค่าแรง วันละ 300 บ.ไม่ไหว

12. อินโด ปิดน่านน้ำ ส่งผลให้ แรงงานประมงกว่า 3,000 อัตรา จ่อตกงาน ธุรกิจประมงขาดทุนยับ!!

12.การบินไทย ปรับลงพนักงานอีกกว่า 5,000 อัตรา หลังขาดทุนต่อเนื่อง!!

13.เครือ EU ยกเลิกการนำเข้าสินค้าประมงไทย สิ้นเดือนนี้!
หากไทยยังไม่สามารถแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ / ประชาธิปไตยได้

14.ธุรกิจท่องเที่ยวชั้น เฟริสคราส จ่อเจ๊งยับ!!
15. โรงแรมใหญ่ๆ ในประเทศไทย ทะยอยปิดตัว หลังนักท่องเที่ยวหดหาย แบกรับภาระขาดทุนไม่ไหว ยกตัวอย่าง รร. เก่าแก่ อย่าง อิมพีเรียล ควีนปาร์ค ที่ ปิดตัวลงเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา

16. Nikon, TOYOTA ย้ายฐานการผลิตจากไทยแต่เริ่มไปเปิดฐานการลงทุนใหม่ ที่ประเทศลาว โดยเริ่มบุกตลาดด้านการแปรรูปสินค้าเกษตร และ พลังงาน

17.หลายบริษัทยักษ์ใหญ่ – ขนาดกลาง เริ่มปรับลดโอที หลังประสบปัญหาขาดทุน/ยอดสั่งซื้อลดลงต่อเนื่อง

18.กลุ่มธนาคาร เครือข่ายค่ายมือถือ ที่ใช้ระบบออนไลน์ทำธุรกรรมมากขึ้น ปรับลดจำนวนพนักงานลง และยังไม่รวมภาคอุสาหกรรมและการเกษตรที่ราคาตกต่ำแต่ขายปลีกแพง

ทุกคนต้องระวังนะ อย่าใช้เงินเกินตัว
เหตุการณ์นี้อาจอยู่ยาว 2 ปี หรือมากกว่า

Cr. ดร.ปัณนรัตน์ รังสีเสาวภาคย์
ข้อมูลเก่า แบะมีการนำเชฟโรเลตมาเพิ่ม
โปรดข้ามบทความนี้ไปครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1765
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Fri Feb 28, 2020 9:36 am

ดร นิเวศน์ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ รู้ไว้ เข้าใจเงินกับ น้องบิว Chittima Tawaret

อาจารย์ได้ให้ความเห็นว่า นาทีนี้มีหุ้นปลอดภัยน่าลงทุน เลือกซื้อได้หลายตัว
แตอย่าคาดหวังผลตอบแทนสูงมากนะ
แต่ก็ยังมีหุ้นจำนวนมากที่ยังแพงอยู่ ต้อง selective buy
ดังนั้น ยังสรุปไมได้ว่าลงทุนช่วงนี้แล้วได้ผลตอบแทนดี
โดยยังมีหุ้นบางตัวที่ยังแพงอยู่ และตลาดหุ้นก็ไม่อยู่ในโซนที่ถูก
โอกาสที่ดัชนีลงต่อ ก็ยังมีอยู่. ตอนนี้ลงมา10กว่า%แล้ว
(ถ้าลงมาอีกเหมือนเมื่อวาน ก็ถือว่าเป็นช่วงวิกฤตแล้ว)

อาจารย์บอกว่าต้องเผื่อไว้บ้าง เพราะถ้ามีการกระจายของผู้ติดเชื้อกว้างขวางขึ้น
ความเสี่ยงก็ค่อนข้างสูง. ดังนั้นหุ้นที่ลงทุนต้องเป็นหุ้นที่defensiveพอสมควร

หุ้นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ต้องdiscountมากกว่านี้อีก
แต่หุ้นที่ไม่ถูกกระทบทางตรง. ก็พอลงทุนได้
ต้องดูว่าไวรัสอยู่อีกนานไหม กระทบต่อเศรษฐกิจเยอะไหม
ตอนนี้กลุ่มท่องเที่ยว การบิน ราคายังไม่น่าสนใจ

ตลาดหุ้นตอนนี้ยังไม่เรียกว่าวิกฤต แต่ก็มีโอกาสถึง
เผลอๆถ้ามีcorrection หนักๆอีกสัก10% ก็ถือว่าวิกฤต (ตลาดหุ้นลงเกิน20%ถือเป็นภาวะวิกฤติ
แต่ถ้าปรับตัวน้อยกว่าทเรียกว่าปรับฐาน)
ลงทุนตอนนี้ต้องเผื่อด้วย เราต้องหลีกเลี่ยงหุ้นเหล่านี้
ไปลงทุนหุ้นdefensive และมีปันผล. บริษัทมีอนาคต
และไม่เกี่ยวข้องกับ Covid-19 และถือหุ้นข้ามปีไป ก็มีโอกาสฟื้น
เราหวังแค่เป็นเจ้าของธุรกิจที่ให้ปันผล5% ก็พอใจแล้ว

ตอนวิกฤต แฮมเบอร์เกอร์ มั่นใจ100%ว่าตลาดต้องกลับมา
เพราะเป็นเรื่องของสหรัฐ กระทบเราไม่มาก
แต่ตอนนี้ไม่รู้จบเมื่อไหร่ อาจระบาดเกินปี ถือเป็นปัญหาใหญ่
บ้านเรา ศก ชะลอมาหลายปี บริษัทจดทะเบียนไม่มีgrowth
ไม่เหมือนสมัยต้มยำกุ้ง ที่มีบริษัทส่งออกมาช่วย
คงต้องติดตามดูต่อไป

ขอบคุณ ดร นิเวศน์ สำหรับความคิดเห็นกับตลาดช่วงนี้ครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1765
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Fri Apr 03, 2020 9:16 pm

AGM KBANK 2 APR 2020 14.00
มีผู้เข้าร่วมประชุม 2,869 คน คิดเป็น 1,272,269,872 หุ้น = 53.6979%

วาระที่ 1-8 มีมติอนุมัติ
วาระที่ 9 อื่นๆ

ผู้บริหารได้พูดถึงโครงการซื้อหุ้นคืนในตลาดหลักทรัพย์ สิ้นสุดเมื่อ 27 กพ ได้หุ้น 23,932,600 หุ้น คิดเป็น 1%ของหุ้นที่จำหน่าย และ ธนาคารมีเงินกองทุนเพียงพอ และ มีสินทรัพย์สภาพคล่อง ROE,EPS ก็สูงขึ้นจากการซื้อหุ้นคืน
อนาคตอาจขายคืนในตลาดหลักทรัพย์หรือขายให้ประชาชนทั่วไป จะแจ้งให้ผู้ถือหุ้นรับทราบ ซึ่งกำหนดการหลังจาก
ซื้อหุ้นคืนเสร็จ 6เดือนถึง 3 ปี
วาระที่2
คุณขัตติยา กรรมการผู้จัดการได้แจ้งถึงผลการดำเนินงาน

1.ผลการดำเนินงานในจีนดีขึ้น เป็นไปตามเป้าหมาย ปีที่แล้ว สินเชื่อดีขึ้น และ สินทรัพย์มีคุณภาพดี

2.ผลการดำเนินงานใน ลาว กัมพูชา และ เวียดนาม
ที่กัมพูชา เป็นบริษัทร่วมทุน กับเมืองไทยประกันชีวิตซึ่งถือ 49% เบี้ยปีแรกสูงขึ้น
ส่วนที่ลาว เมืองไทยประกันชีวิตถือหุ้น 22.5%ในบริษัทร่วม
ส่วนที่เวียดนาม เมืองไทยประกันชีวิต ก็ดำเนินงานได้เป้าหมายที่วางไว้ เบี้ยปีแรกสูงขึ้น

3.แนวทางในการหารายได้อื่นๆ ที่ไม่ถูกจำกัดจาก ธปท โดยการเอาเทคโนโลยีมาสร้างรายได้ใหม่ของธนาคาร

Q; ถ้าวิกฤต ธนาคารมีมาตรการอย่างไร
A: ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่มีเงินกองทุนสูง มีสภาพคล่องทางการเงินสูง ไม่น่าจะเกิดผลรุนแรงดังกล่าว

Q: กำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุน เกิดจากอะไร
A:เกิดจาการขายหุ้นที่ธนาคารถืออยู่ และ การถือตราสารหนี้เพิ่มขึ้น เนื่องจากผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น

Q: หนี้เสียที่เพิ่มขึ้น มีการตั้งสำรองที่เพียงพอไหม รับมือกับวิกฤตอย่างไร
A: กำลังทบทวน และ จะแจ้งให้ทราบภายหลัง

Q: สอบถามเรื่องอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องเป็นอย่างไร
A: LCR Q4 2562 = 189% สูงกว่าเกณฑ์ที่ ธปท กำหนดคือ 90%

Q: สอบถามว่า กำไรที่อยู่ในส่วนที่เสียภาษี30% ยังเหลืออีกเท่าไหร่ หลังจากปันผลครั้งนี้
A: เหลือ 4,000 ลบ เพียงพอกับปันผลระหว่างกาลในปีนี้

Q: ค่าตอบแทนกรรมการสูงขึ้นสวนทางกับกำไรที่ลดลง อยากให้อธิบาย
A: เราพิจารณาตามความเหมาะสมกับงานที่ได้รับ และ เปรียบเทียบกับกรรมการในอุตสาหกรรมเดียวกัน
ปี61ค่าตอบแทนกรรมการค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรม เลยเสนอเพิ่มค่าตอบแทน
ปี63 เสนอค่าตอบแทนเท่ากับปี 62
การจ่ายปันผลจะคำนึงผลตอบแทนในระยะยาว มีกองทุนที่แข็งแกร่ง
ปี62 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น เลยจ่ายปันผลคิดเป็น 34%ของกำไรสุทธิ คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้น 5.03%

Q: ค่าตรวจสอบบัญชี ทำไมเพิ่มขึ้น 2 ล้านบาทโดยรวม
A: มาจากงานตรวจสอบที่เพิ่มขึ้น จาก IFRS7,9

จบการประชุม


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18044
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by miracle » Sun Apr 05, 2020 2:58 pm

หุ้นตอนนี้ถูกเพียบเลย แต่ตอนนี้มาตรการที่ออกมาคือ หยุดเลือดไหลเท่านั้น ไม่ให้เศรษฐกินยุบตัวมากกว่านี้
มาตรการออกมาชุด1,2 ส่วนชุดสาม น่าจะใหญ่ที่สุด เริ่มเดือนนี้ (เมษายน 2563) นั้น
มีคนคาดการณ์ว่า 4-6 แสนล้านบาทจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย และ รัฐบาลอีกประมาณ 1-3 แสนล้านบาท
สำหรับช่วงฟื้นฟู น่าจะมีกระสุนอีกประมาณ 10% ของ GDP ของไทย อีก 2 ล้านล้านบาท แต่ทว่าใช้เป็นระลอกไป
ต้องจับตาว่า 2 ล้านล้านบาท นั้น ออกมาเป็นอะไรบาง แต่น่าจะลอกมาจาก New Deal ของ US ที่ออกมาหลังจากการเกิด The Great Depression โดยเป็นชุดของมาตรการทางการคลัง ที่ให้รัฐสร้างโครงการขนาดใหญ่ ในการกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ก่อนที่เข้าสู่ สงครามโลกครั้งที่ 2 ในเวลาต่อมา

ตอนนี้สิ่งที่ทำส่วนใหญ่เป็นภาคการเงิน คือ ปั้มเงินออกมา /ให้กู้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft loan) /อุดช่องโหว่งในระบบทางการเงินไล่ตั้งแต่ ตลาดพันธบัตรรัฐบาล,ตลาดตราสารหนี้,สถานบันคุ้มครองเงินฝาก /เสริมสภาพคล่องให้แก่ภาคธุรกิจ ไม่ปลดพนักงานออก หรือยังคงสามารถดำเนินการกิจการได้ /ลดภาษี/ขยายเวลาในการยื่นภาษี/คืนภาษีเร็วขึ้น

ส่วนทางการคลัง อันนี้คาดเดาได้ว่า โครงการใหญ่ๆ เกิดขึ้น น่าจับตา คือ เส้นทางรถไฟสายไหม ของจีน ,คลองคอขอดกะ ของไทย,ยกระดับสาธารณสุขของไทย ในด้านต่างๆ เช่นห้องความดันลบ (negative pressure) ,เครื่องช่วยหายใจ พวกนี้ ที่เดินหน้าแล้วได้เห็นผล

ปล ต้องดูว่า ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเช่นไร เมื่ออัดมาตรการทางเงินออกมาใช้ เพราะว่า ปั้มเงินเข้าระบบ เพิ่ม Money supply เข้าสู่ระบบตรงๆ ไม่ผ่านตัวกลางเลย เหมือนให้เลือดเข้าร่างกายผ่านเส้นเลือดดำเลย
ตอนนี้คือ พักชำระหนี้ 3 เดือน /ชำระแต่ดอกเบี้ย /หยุดทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย เพื่อให้หายจากภาวะคนจมน้ำก่อน
ส่วนภาคการคลังนั้นรอดูอีกซักหน่อยแต่เดาไว้ก่อนว่าอะไร

:)

amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1765
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Wed Apr 08, 2020 10:47 pm

แชร์ List 10 หุ้นพื้นฐานดี จาก เพจ ซั่มหุ้น ตอนที่ 2

"ที่สามารถ ผ่านวิกฤตเศรษฐกิจในรอบนี้ไปได้"

โดยที่ ROE สูง D/E ต่ำ งบการเงินแข็งแกร่ง ในหลายอุตสาหกรรม
.
วันพุธที่ 8 เมษายน 2563 เวลา 20.30 น.

หุ้นที่เลือกนอกจากเก่งยังไม่พอ ต้องมีความแข็งแกร่งทางด้านการเงินด้วย
แต่เรื่องมูลค่าหุ้น ให้แต่ละคนไปทำการบ้านต่อ
บางหุ้นยังไม่ถูก ก็ต้องรอเวลา
หุ้นเกรดA ปกติราคาอยู่ในช่วงpremiumมาก เวลาถือเป็นช่วงที่ดี
เป็นเหตุการณ์ใหญ่ที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย โอกาสที่นานๆมาหนึ่งครั้ง
ลงแรงทั้งตลาด กลายเป็นโอกาสเก็บหุ้นคุณค่า
หุ้นเหล่านี้ไม่เหมาะในการtrading ตอนนี้น่าจะเป็นช่วงถือหุ้นข้ามไปเลย
อาจทยอยซื้อได้ในช่วงเวลาลงแรงๆ และถือข้ามไปให้ได้
ราคานี้สะท้อนอะไรหลายอย่างในอนาคต
บางตัวถูกมาก บางตัวถูกกลางๆ
ราคาหุ้นบางตัวสะท้อนในอนาคตไปแล้ว แต่มีโจทย์หนึ่งที่ต้องตอบตัวเอง
เหตุที่ทำให้หุ้นลงแรง เกิดแล้วจบไหม ถ้าโรคระบาดควบคุมได้
ตลาดหุ้นจะฟื้นไหม ถ้าทุกอย่างเกิดมาดีขึ้น ทุกคนเริ่มมีวัคซีนในอีก1-2ปี
การท่องเที่ยวเริ่มกลับมา เราเริ่มออกมาข้างนอก ราคาหุ้นตอนนี้จะไม่ได้เห็นอีก
ดังนั้นถ้าจะซื้อก็ต้องซื้อในช่วงนี้ ถือเป็นมุมมองของเพจ ซั่มหุ้น

เงื่อนไขในการเลือกหุ้น
1.ความแข็งแกร่งในงบการเงิน เพื่ออยู่รอดได้
2. roe สูง สะท้อนถึงความเก่ง และทำให้ผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นสูงด้วย
เป็นหุ้นที่กลุ่มสถาบันลงทุน ยิ่งลงระยะยาวยิ่งได้returnสูง
ปกติหุ้นพื้นฐานดี จะถือกันยาว
ไล่จาก ROE สูง ไป ต่ำ
ตอนนี้เป็นตอนที่2 แล้ว คราวที่แล้ว พูดถึง อันดับที่ 6-10 คราวนี้จะเป็นอันดับ 1-5

1. NETbay
สท 600 ลบ หนี้สิน147 ลบ
รายได้ 422 ลบ เติบโตต่อเนื่อง
ROE 36% บนหนี้ที่น้อย สมัยก่อนจะมีหุ้นเครื่องสำอาง
PE 30 เท่ายังไม่ถูก
Digital Disruption / Transformation
WFH ทำให้เกิด disruption อาจไม่จำเป็นต้องทำที่ทำงาน conference จากบ้านหรือที่ไหนก็ได้
บางบริษัทอาจปลดlock ทำที่บ้านได้
การสั่งอาหาร ตอนนี้สั่งจากหลายร้านมากินที่บ้าน เช่น S&P
วันนึงที่ Covid จบลง อาจไปซื้อ S&P ต่อได้ ไม่ย้อนกลับไปที่ห้างแล้ว อาจมีโอกาสเพิ่มขึ้น

NETbay เกี่ยวข้องอย่างไร
ทุกคนเริ่มonlineมากขึ้น
NETbay เค้าไปdisrupt ช่วยหลายอุตสาหกรรมให้ง่ายขึ้น ลดเรื่องกระดาษลง ทำบนplatform online
ประหยัดเวลา ค่าใช้จ่ายถูกลง การแลกเปลี่ยนเอกสารขึ้นเป็น online หมด
กิจการที่เคยใช้บริการ ก็ไม่กลับไปใช้บนกระดาษอีกแล้ว

โครงสร้างรายได้
1.Digital disrupt 98% ถือเป็นรายได้หลัก

งบการเงิน
สท 600 ลบ หนี้สิน 150 ลบ
เงินสด เงินลงทุน 300 ลบ เรารู้ว่า เป็นกิจการ Net cash company
ลูกหนี้การค้า 65 ลบ
สินค้าคงเหลือ 209,000 บาท
สท ไม่หมุนเวียน ก้อนใหญ่ คือเงินลงทุนระยะยาว 198 ลบ คิดเป็น 30.6%
ที่ดิน อาคาร 31 ลบ
ไม่มีการค้างstock ถ้าปิดกิจการ

หนี้สินมีน้อย
หนี้สินระยะสั้น ไม่มีเงินกู้ยืมระยะสั้น และ ระยะยาว
ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย 51 ลบ และ รายได้รับล่วงหน้า 46 ลบ

งบการเงินแข็งแกร่งมาก
ส่วนผู้ถือหุ้นเติบโตขึ้น ทส และ หนี้สิน ก็เติบโต
รายได้กิจการ และ ยอดขาย ใกล้เคียงกัน แสดงว่าไม่มีกำไรพิเศษ
ยอดขายโตตลอด ประมาณ 15%
Trade war ทำให้นำเข้า ส่งออกลดลง แต่ Q3 , Q4 โต 15% บ่งบอกว่า
Scale transform ยังโตอยู่ และโดนกระทบนิดหน่อย 3%

GP 80% ปกติเป็นหุ้นเครื่องสำอาง ที่ได้เยอะ เพราะทำเป็น platform
SG&A โตขึ้น 12.9% แต่รายได้โตกว่า ประมาณ 15%
ทำให้ SG&A to Sale ลดลง จาก 44.5% ลงมาที่ 38.9%
กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจากปี 2016 32% ถึง 2019 40%

ราคาหุ้น แข็งแกร่งกว่าตลาด ลงมานิดหน่อยและเด้งขึ้น

มุมมองส่วนตัว
Trend Digital Transformation , Business Model เอื้อต่อการเติบโต , งบการเงินแข็งแกร่ง Net cash company
แต่ราคาแพงไป อยากให้ราคาลงมา





2. Makro
สาขา 141 สาขา ในไทย 134 สาขา ซึ่งมีหลายสเกล เช่น Food service, Eco plus , Food shop,Siam Fozen
รายได้อาจไม่ลง และ ขึ้นด้วยซ้ำ
DE 2 เท่า สูง แต่ค่อนข้างใกล้เคียง 7-11

สท 62,000 ลบ หนี้สิน 40,000 ลบ เป็นหนี้ที่ดี
Margin บางหน่อย ขาย scale ใหญ่ PE 27 เท่า เพราะกิจการดี ถือว่าเป็นหุ้นที่ไม่ลงเลย
เป็นหุ้นที่มีฟรีโพสตน้อย

สท เงินสด 4800 ลบ
สท ไม่หมุนเวียน เป็น อาคาร 50%
หนี้สิน เงินกู้ระยะสั้น 800 ลบ เจ้าหนี้การค้าอื่น 24,493 ลบ คล้ายกับ 7-11
สรุปหนี้สินจริง 8,000 ลบ

หนี้ระยะยาว ก็ไม่มีประเด็นอะไร

วงจรเงินสด
เงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน 10,269 ลบ
เงินสดสุทธิจากกิจกรรมลงทุน -3130 ลบ
เงินสดสุทธิจากกิจกรรมจัดหาเงิน -7,402ลบ
เงินสดสุทธิ -262 ลบ

หนี้สินที่มีดอกเบี้ยต่อทุน 0.8 เท่า

รายได้ โต 5-9% จากการโตของการเปิดสาขา และ SSS ของสาขาเดิม
SG&A 8% ดีกว่า CPALL 19.5% เพราะกระจายสาขา ค่าใช้จ่ายสูงกว่าแมคโคร
NP 3% เทียบกับ CPALL 3.9%
งบระเบิดจาก NP ขยับเพิ่มขึ้น

ระยะเวลาเก็บหนี้ 1.6 วัน
ระยะเวลาขาย 27 วัน
คืนเงิน supplier 47 วัน modelใกล้กับ Cpall 63.9 วัน

ราคาหุ้น ลงแล้วเด้งในรอบล่าสุด

มุมมอง
1.หุ้นคุณค่า
2.วงจรเงินสดติดลบ
3.กระแสเงินสดจากการดำเนินงานสูง
4.Interest Coverage Ratio สูง
5.สามารถเติบโตในต่างประเทศ



3. CPALL
สัดส่วนรายได้ 7-11 59% , Makro 34%
สาขา 7-11 117,00 สาขาตอนสิ้นปี62
DE 2.8 เท่า และมีการ take Lotus และ ซื้อหุ้นคืนอีก
DE ขนาดนี้จะกู้ไหวหรือเปล่า เรามาเช็คกัน
รายได้ 7-11 ปีนี้ลดลงแต่ไม่มาก แต่ดีการตลาดหุ้นรวม
สท 370,000 ลบ หนี้สิน 260,000 ลบ
รายได้ 570,000 ลบ SSS ดีจากการเพิ่มสาขา
กำไร โต 10%
ROE 25% แต่มีหนี้พอสมควร
แต่ไม่น่าจะสูงจากการใช้หนี้ ต้องไปดูรายละเอียด
PE 25 เท่า ไม่แพงแล้ว
ปันผล 2%

งบการเงิน

เงินสด 30,000 ลบ จาก สท 370,000 ลบ หนี้สิน 260,000 ลบ
ลูกหนี้การค้า 1,700 ลบ ลูกหนี้หมุนเวียนอื่น 7,700 ลบ
สินค้าคงเหลือ 31,537 ลบ
ที่ดินอาคาร 116,000 ลบ ค่าความนิยม 128,000 ลบ จากการtake over กิจกรรม
สินทรัพย์ไม่มีตัวตนอื่นๆ 51,383 ลบ

หนี้สินระยะสั้น 3,000 ลบ
เจ้าหนี้การค้า 78,000 ลบ ถือว่าเยอะมาก เทียบกับ หนี้ระยะสั้น แต่เจ้าหนี้การค้ายิ่งเยอะถือเป็นข้อดี
บ่งบอก ถึงประสิทธิภาพของกิจการ เอาของมาก่อน แล้วจ่ายทีหลัง ถือเป็นหนี้ดี
แต่เวลาเก็บเงินลูกค้า เป็นเงินสด เจ้าหนี้ติดไว้ก่อน ถือเป็นสภาพคล่องของกิจการ
กลายเป็นว่า เจ้าหนี้การค้า ยิ่งมีเยอะ
หุ้นกู้ชำระภายใน 1 ปี 12,289 ลบ ซึ่งกองทุนไหนก็อยากซื้อ

หนี้สินไม่หมุนเวียน
หุ้นกู้ 120,000 ลบ ไม่มีประเด็น เป็นหุ้นกู้ที่ออกมาล๊อกดอกเบี้ยไว้
เงินกู้ยืมระยะยาว 8,599 ลบ

กระแสเงินสด จะดูเฉพาะกิจการที่ค้าขายได้ช่วงนี้เท่านั้น แต่หลายบริษัทดูไม่ได้ เพราะปิดกิจการ
เงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน 40,476 ลบ เทียบกับกำไร 22,343 ลบ เพราะมีค่าเสื่อมที่บวกกลับเข้ามา
เงินสดสุทธิจากกิจกรรมลงทุน -16,583 ลบ
เงินสดสุทธิจากกิจกรรมจัดหาเงิน -27,938 ลบ
เงินสดสุทธิ -4,045 ลบ

ดังนั้น DE 2.8 เท่า ไม่มีปัญหา ถ้า รายได้หายไป 30% PE ก็ยังไม่แพง
กำไรสุทธิหายไป 30% เหลือ = 15,400 ลบ ดังนั้น PE 36 เท่า
เริ่มแพงบนปีที่ไม่ปกติ แต่ไม่แย่ตลอดเวลา
ปีที่ 3,4,5 กำไรก็กลับมา PE จะตกลงมา เพราะกำไรเพิ่มขึ้น

สรุป
1. มีความแข็งแกร่งเชิง การบริหารจัดการสู.
2. วงจรเงินสดติดลบ
3. กระแสเงินสดดำเนินงาน กว่า 2 เท่าของกำไรสุทธิ
4. หุ้นคุณค่าเป็นผู้นำ Sector ค้าปลีก
5. ดีลซื้อ Tesco ไม่เพิ่มทุน อาจกระทบกำไรใน 1-2 ปีแรก
6. ซื้อหุ้นคืน 1.3 หมื่นล้านบาท หรือ 2% ของหุ้น





4. SPA ที่น่าสนใจ รายได้อิงกับนักท่องเที่ยวพอสมควร
ตอนนี้ไม่ได้ดำเนินงาน โดนกระทบเต็มๆ
งบ Q1,2,3 ก็แย่ แต่มีบางอย่างน่าสนใจ
ตัวเลขนักท่องเที่ยว หายไปแทบเหลือ 0 ตอนนี้ปิดสนามบิน
สิ่งที่เกิดขึ้น รายได้dropไปพอสมควร และฟื้นตัวเมื่อเปิดเมือง
รายได้ฟื้นตัว แต่ไม่เร็วมาก กำไรจากการลงทุนอีก 9-12 เดือน เป็นการทำการบ้าน
คาดหวังการเติบโตในอนาคต

งบการเงิน
ดูROE , ROA ไม่มีประโยชน์เพราะร้านปิด
ดูสินทรัพย์ 1500 ลบ หนี้สิน 380 ลบ
DE ratio 0.3 เท่า ถือว่าหนี้น้อย

ดูรายละเอียดหนี้
เงินสด และ เงินลงทุนชั่วคราว 120 ลบ
สินค้าคงเหลือค่อนข้างน้อย
สินทรัพย์ระยะยาว คือ ที่ดินและอาคาร 1,082 ลบ เป็นถึง 70% ของสท

หนี้สินระยะสั้น 240 ลบมาจาก เงินเบิก กู้ยืม 4ลบ
เจ้าหนี้การค้า 90 ลบ เงินกู้ยืมระยะยาวใน1 ปี คือ 80 ลบ
สภาพคล่องดี เงินสด 120 ลบ คิดว่า DE ต่ำ ไม่น่ากังวล
หนี้ระยะยาว เงินกู้ 80 ลบ

ร้านปิดถึงสิ้นเดือน เมษายน ส่วนค่าเช่าไม่ต้องรับภาระ เช่น CPN ช่วยเหลือ รวมถึงค่าใช้จ่ายพนักงานไม่ได้จ่ายรายได้
พนักงาน เรียกร้องจาก ประกันสังคมแทน
สรุป รายได้ และ ค่าใช้จ่าย ไม่มี ต่อให้ปิดยาวๆ ก็กลับมาได้

ราคาหุ้นลงจาก 16 บาท เหลือ 8 บาท ยิ่งถ้าเทียบจากราคาสูงสุด
PE 18 เท่า
ถือเป็นหุ้นเติบโต โครงสร้างประชากร คนเริ่มสูงอายุ รายได้เติบโตจากการเปิดสาขาเพิ่มขึ้น
เทรนเรื่องสุขภาพ เรื่องปวดเมื่อยของคนสูงอายุ หรือคนอายุ30ปีขึ้นไปก็มาใช้บริการ

เราทำการบ้านรอไว้ ถ้าการท่องเที่ยวกลับมา จะมาช่วงท้ายๆหลังเปิดเมือง คนเริ่มเชื่อมั่นว่าหายแล้ว คนออกมาใช้ชีวิต
ถ้าตอนกลับมา ราคาหุ้นยังไม่ขึ้น

5. BDMS ตอนแรกเลือก SVH แต่ดูข้อมูลพบว่า BDMS ถือ SVH หนี้สินกับทุนใกล้เคียงกัน เลยเลือกตัวนี้แทน
รพ ในเครือ เช่น รพ กรุงเทพดุสิต สมิติเวช BNH รพ ประสิทธิพัฒนา (PYT) เปาโล เป็นหลัก 5 รพ
การบริหารแบบกระจายศูนย์ ซึ่งต่างจาก BH ซึ่งรวมศูนย์
งบการเงิน
สท 130,000 ลบ หนี้สิน 46,000 ลบ ผู้ถือหุ้น 83,000 ลบ
รายได้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ ปีที่แล้ว Q1 2019 มีขายเงินลงทุนของ รพ รามคำแหง ขึ้นมา
ROE 20% จากเมื่อก่อน 13-15% PE 20 เท่า เหมือนจะถูก แต่มีกำไรพิเศษเข้ามา
จริงๆไม่ได้ถูกขนาดนี้ ต้องถอดกำไรพิเศษออกมา

สท หมุนเวียน 16,325 ลบ เงินสด 4,600 ลบ (3%)
ลูกหนี้การค้า 8,850 ลบ แต่ไม่น่ากลัว เช่น ประกันสังคม
สินค้าคงเหลือ 1,843 ลบ ไม่ล้าสมัย

สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน
เงินลงทุนในบริษัทร่วม 17,000 ( 10% )
ที่ดิน อาคาร 78,439 ลบ ถือเป็นส่วนใหญ่ เหมือน BH

หนี้สิน ระยะสั้น ใช้ใน1ปี เช่น
เจ้าหนี้การค้า 5,900 (4%)
เงินกู้ธนาคาร 20 ลบเอง ถือว่าน้อยมาก
หุ้นกู้ 4,900 ลบ ถามว่า น่ากลัวไหม ต้องไปดู DE Ratio ปกติที่น่ากลัว คือบริษัทที่มีหนี้เยอะ
DE ต่ำมาก ประมาณ 0.55 เท่า (BH DE 0.30 เท่า )
Quick ration คือ ความสามารถในการจ่ายหนี้ โดยเอา กำไรก่อนหักภาษีมาเทียบดอกเบี้ยจ่าย ยิ่งสูงยิ่งดี
BDMS = 20 เท่า ก็ถือว่าดี ตัดความกังวลได้ (BH 30 เท่า)

หนี้ระยะยาว จากสถาบันการเงิน 4,500 ลบ หุ้นกู้ 14,000 ลบ
ซึ่งดูแล้วไม่มีประเด็น พอใกล้ครบกำหนด ก็จะทำ Roll over


ROA 12% (BH 15%)
ROE 22% (BH 20%) BDMS ปกติ 15% ปีที่แล้วมีกำไรพิเศษ

ยอดขาย เติบโตขึ้นทั้งคู่
การเติบโตของรายได้

BDMS เติบโต 10กว่า% (BH 1-2%)
อัตรากำไรขั้นต้น BH ดีกว่า
ทำให้เราได้ข้อมูลว่า BH การบริหารจัดการดีกว่า BDMS

BH GP 40% ดีกว่า BDMS 30% เพราะบริหาร แบบศูนย์กลาง

สุขภาพการเงิน BH แข็งแกร่งกว่า เพราะหนี้น้อยกว่า

BDMS มีส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุน 5,464 ลบ
ถ้าหักออกจาก 15,892 ลบ แล้ว กำไรปกติ 10,000 ลบ
10,000/15,892 = 0.63 คูณกับราคา20.2บาท ถ้าคิด PE จะเท่ากับ 31 เท่า
ถามว่าแพงไหม ไม่แพง แต่ยังไม่ถูก ก็ต้องรอให้ราคาลงมากกว่านี้ มากกว่าไปไล่ราคา
ถ้า PE 20ต้นๆถึงกลาง ก็น่าสนใจเลย
:twisted:


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1765
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Mon Apr 20, 2020 11:50 am

มองวิกฤตในมุมVI
เราต้องรอด กับ คุณฮง สถาพร งามเรืองพงศ์

สรุปจากความเข้าใจของ เพจ Seminar Knowledge

คุณฮง ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการลงทุนในภาวะวิกฤต Covid-19 ว่า
ปกติ ธรรมชาติของตลาดหุ้น ยกตัวอย่าง
ตลาดหุ้นสหรัฐ ตอนที่อยู่วิกฤตซึ่งเกิดจากภาค Financial sector ตลาดหุ้นจะลงอย่างรวดเร็ว
ถ้าเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ซึ่งใช้เวลานาน กว่าการจ้างงานจะกลับมา ดัชนีของตลาดหุ้นจะขึ้นไปแล้ว30%
ดังนั้นควรลงทุนตอนช่วงอยู่ในวิกฤต เพราะตลาดหุ้นจะสะท้อนในอนาคต(6-12เดือน)
ตัวอย่างเช่น วิกฤตเศรษฐกิจช่วงปี 1973 ที่สหรัฐ เศรษฐกิจซึ่งอยู่ในช่วง Stagflation
วอร์เรน บัฟเฟตต์ ก็ได้ลงทุนในวอชิงตัน โพสต์ 10ล้าน$ และมูลค่าหุ้นเพิ่มเป็น 1500 ล้านเหรียญในอีก 30 ปีต่อมา
ดังนั้น การลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนเร็วๆ ก็ไม่เหมาะกับการลงทุนในหุ้น เพราะตอบไม่ได้ว่า
อีก 3-6 เดือนจะกำไรไหม แต่ถ้าถือลงทุนในระยะยาว มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูง
คุณฮง ถือหุ้นเต็มพอร์ตตั้งแต่ช่วงก่อนหุ้นลง ดังนั้นได้ผลกระทบพอสมควร
แต่ก็ไม่ท้อถอย หมั่นทำการบ้าน ศึกษาหุ้นอย่างน้อยวันละ 4ชม ซึ่งถ้าเทียบกับตอนช่วงไฟแรงๆ
วันละศึกษาหุ้นไม่ต่ำกว่า 8-9 ชม แต่เนื่องจาก ประสบการณ์การลงทุนเพิ่มขึ้น
หุ้นบางตัว พอเห็นข้อมูลบางอย่างก็สามารถตัดสินใจเลิกศึกษาต่อได้
และช่วงนี้ก็หมั่นทบทวนงบการเงินปัจจุบันเทียบกับในอดีตว่าแตกต่างกันอย่างไร

คุณฮงบอกว่า ช่วงก่อนวิกฤต หลายๆคนก็ตั้งเป้าว่า จะทำกำไรมากๆ ในช่วงวิกฤต
ให้เหมือน กูรูที่ประสบความสำเร็จ เช่น ดร นิเวศน์ หรือ คุณ โจ ลูกอีสาน
แต่พออยู่ในวิกฤต โดนกระทบจากหุ้นลดลงมามากๆ หลายๆคนก็ท้อ และหยุดลงทุน
เปรียบเหมือน เราผลัดกันชกกับเพื่อน ซึ่งเราถูกชกมารอบแรก พอถึงรอบที่เราจะชกกลับ
ปรากฏว่าเราถอดใจ และเลิกชกกลับเพื่อนไป

ภาวะหุ้นในปัจจุบัน ถึงแม้จะไม่ถูกมาก แต่ด้วยDividend Yield 4%กว่า ซึ่งไม่เห็นมาหลายปีแล้ว
ก็ยังดูน่าสนใจ แต่ไม่ได้บอกว่ากลุ่มไหนน่าสนใจ แนะนำให้ศึกษาหุ้นเป็นรายตัวดีกว่า เพราะ
ในแต่ละอุตสาหกรรมถึงแม้อยู่ในอุตสาหกรรมที่ดี ก็จะมีบริษัทที่แข็งแกร่ง ผ่านประสบการณ์วิกฤตมาแล้ว
และ บริษัทที่ไม่เคยเจอวิกฤต มีหนี้เยอะ ไม่เผื่อถ้าเกิดพลาดเลย ดังนั้น การศึกษาหุ้นเป็นรายตัวจะเหมาะสมกว่า
เช่น กลุ่มสายการบินและโรงแรม ที่โดนกระทบโดยตรง บางบริษัทอาจถูกกระทบจนเกือบล้มละลาย
แต่บางบริษัทยังมีโอกาสรอด เราอาจดูจากหนี้สินต่อทุน ดูจากปีที่แล้วและมาเทียบกับปีนี้
กำไรก่อนจ่ายดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) ว่าพอจ่ายดอกเบี้ยหรือเปล่า ถ้าไม่พออาจมีการเพิ่มทุน
ซึ่งกระทบกับผู้ถือหุ้น
คุณฮงศึกษาหุ้นที่โดนกระทบจากวิกฤตที่ผ่านมา และมีความแข็งแกร่ง หลังวิกฤตก็ฟื้นตัวมาหลายเท่า
ในช่วงแค่3-4ปี แต่หุ้นบางตัวขึ้นมาเท่าเดียว และกลับลงไปใหม่
ดังนั้นอย่าพึ่งไปเหมากลุ่มไหนดี ให้เจาะเป็นรายตัวดีกว่าว่า สร้างกำไรได้เท่าไหร่จะได้ประเมินราคาได้ถูก

หลักการเลือกหุ้นในภาวะวิกฤต
เลือกหุ้นที่เก่งกว่าหุ้นตัวอื่นในกลุ่ม โดย
ดูหุ้นที่มี ROE สูงๆเมื่อเทียบกับหุ้นในกลุ่ม เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา
หุ้นที่ฟื้นตัวเร็วในภาวะวิกฤตจะมีROEสูง
ราคาหุ้นก็ดูว่าฟื้นตัวไปมากหรือยัง แต่ก็ตอบยาก และขึ้นกับการมองสั้นหรือมองยาว
บางตัวก็ฟื้นเร็วเกินไป ถ้าเทียบกับกำไรที่ประมาณการได้ในปีนี้ ตลาดอาจมองไปถึงปี 64-65 หรือไป
บางตัวกำไรลดลงบ้าง แต่กำไรมีประสิทธิภาพ ราคายังไม่ฟื้นตัว
ดังนั้นเราต้องดูเรื่องหุ้นที่น่าสนใจ นำมาศึกษาเป็นอันแรกก่อน

คุณฮง แนะนำว่า เลือกหุ้นต้องมองระยะยาวแบบว่า เกษียณได้ในอีก10ปีข้างหน้า
การนั่งทำสมาธิ สวดมนต์ เดินจงกลม ทำให้เรามีสติ ควบคุมอารมณ์ได้ดีมาก
เปรียบกับ การรัดเข็มขัดตอนขับรถ จะใช้ตอนเกิดอุบัติเหตุ
พอร์ตตอนช่วงจุดต่ำสุด ลงเกือบ40%จากจุดสูงสุด แต่เคยเจอรอบหนักกว่านี้โดนไป 50%
ช่วงนั้นมีความตึงเครียดมาก และไปอยู่สถานปฏิบัติธรรม 7วัน
แต่รอบนี้ เริ่มชิน เพราะโดนไปหลายรอบแล้ว
เคยฟัง หลวงพ่อไพศาล เล่าเรื่องเด็กโดนมิจฉาชีพมาหลอกครั้งแรกกลัว แต่โดนอีกครั้งเริ่ม
ชินแล้ว ผมก็เลยเชื่อว่าเราน่าจะทำได้ดีกว่าเด็ก
วิกฤตรอบนี้ เราก็เรียนรู้มาแล้ว
หุ้นตกแรงๆก็ไม่ใช่รอบแรก และ รอบสุดท้าย
อยู่กับมันเหมือนเป็นส่วนนึงในชีวิตการลงทุน

แนะนำคนที่เคยผ่านครั้งแรก อย่าซีเรียส วันนึงก็ผ่านไป และ กลับมาใหม่
หลังที่คุณเจอ กลับไปnew highได้ อย่ากู้ลงทุนเยอะเกินไป

คุณ เฟิร์นได้สรุปหลังสัมภาษณ์ให้เราฟังว่า
1. ตลาดหุ้นนำเศรษฐกิจ ดังนั้นไม่มีประโยชน์ที่จะคาดการณ์เศรษฐกิจ
2. ให้ระวัง ว่าถอดใจผิดจังหวะ หุ้นอาจต่ำสุดไปแล้วถ้าไม่มีอะไรมากระทบ
3. ความรู้ ทำให้ มั่นใจลงทุน ถ้าลงทุนได้นานสิบปี ก็สามารถรวยได้
4. หลักการเลือกหุ้น ดูหุ้นคุณภาพ ROE สูงสม่ำเสมอ และ ราคาเหมาะสม
5. ความผันผวน กับ การลงทุน คู่กันเสมอ การทำสมาธิใช้กับตลาดช่วงนี้ได้

ขอบคุณ คุณ ฮง และ น้องเฟิร์น ศิรัถยา มากๆครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1765
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Wed Apr 22, 2020 10:28 am

CSI Seminar กับ คุณจิตรา รองกรรมการผู้จัดการ บล ฟินันเซีย
สรุปจากความเข้าใจของเพจ Seminar Knowledge
เมื่อวานได้มีโอกาสฟังคุณจิตรา นักวิเคราะห์ที่มาออกในรายการของ CSI ผ่าน Zoom
พอดีออกกำลังกายตอนเย็น เลยเข้าฟังช้าไปหน่อย แต่ก็ได้สาระมาฝากเพื่อนในเพจครับ
คุณจิตรา พูดถึงประมาณกำไรของตลาดSETปีนี้ว่าจะอยู่ที่ 75บาท ดังนั้นคิดจากPE 16 เท่า
ดัชนีควรอยู่ที่ 800 จุด แต่ที่ดัชนีลงไม่ถึงและขึ้นมาที่ 1250 จุด ได้เพราะ มีliquidity จากสถาบัน
เช่น กองทุนรวม ช่วงนี้มีกอง SSFextra ซึ่งสามารถซื้อได้สูงสุด 200,000 บาทเพิ่มเข้ามา
ทำให้ดัชนีไม่ลงไปที่ 800 จุด
แต่ต้องระวังเรื่องผลประกอบการในไตรมาสหนึ่งที่จะประกาศในช่วงนี้
บวกกับ guidance ที่บริษัทแต่ละที่จะบอกออกมา ซึ่งจะกำหนดราคาหุ้นของแต่ละกลุ่มและ แต่ละตัว

ผลประกอบการของกลุ่มธนาคารที่ประกาศออกมา overstated เนื่องจากมาตราของรัฐ ที่ยังไม่ต้อง
ลงNPL สำหรับหนี้ที่ค้างชำระ รวมถึงมาตรการอื่นที่ช่วยให้SME และบริษัทในตลาดหลักทรัพย์เรื่องตราสารหนี้
ทำให้ชะลอการการเพิ่มขึ้นของNPL
ผลประกอบการที่แท้จริงของกลุ่มนี้ จะออกมาจริงในQ2-Q3

กลุ่มโรงกลั่นผลประกอบการไม่ดี ถึงแม้ราคาน้ำมันที่นำมากลั่นจะถูก แต่demandน้ำมันลดลงด้วย
เนื่องจาก กิจกรรมธุรกิจหยุดไป คนอยู่บ้าน สายการบินก็หยุด และ ค่าการกลั่นยังไม่ฟื้นตั้งแต่ Q4 2019

ธุรกิจปลายน้ำของกลุ่มนี้ดี เช่น IVL เพราะซื้อน้ำมันถูกแต่เอามาผลิตพลาสติกทางการแพทย์สำหรับทำหน้ากากอนามัย
และชุด PPE
หุ้นอื่น เช่น TASCO วัตถุที่นำมาผลิต คือน้ำมัน ต้นทุนถูก แต่เสียดายที่ลูกค้าหลักอยู่ที่จีน ปิดทำธุรกรรมไป
ส่วนธุรกิจที่เป็นห้างสรรพสินค้า คุณจิตราได้สัมภาษณ์และพบว่า ช่วงแรกที่ห้างเริ่มกลับมาเปิดกิจการก็ลดค่าเช่า50%
ไปสามเดือน ช่วงต่อมาก็จะลดส่วนลดลงจนถึงปลายปีนี้ จึงมองว่าธุรกิจฟื้น ซึ่งจะกระทบกับ REITsที่เกี่ยวข้องกับห้าง
เช่น CPNREIT รวมถึง officeด้วย แต่ถ้าเป็น Infrastructure fund ที่ขายไฟฟ้าอาจโดนกระทบไม่มาก กองที่กระทบ
ก็จะเป็นกองที่มีลูกค้าที่เป็นธุรกิจเยอะ แต่บางกองขายไฟให้การไฟฟ้าก็ไม่ได้ผลกระทบ
ซึ่งกลุ่มนี้ราคาขึ้นมาพอสมควรแล้ว

ดังนั้นกลุ่มที่จะฟื้นตัวช้าสุด ได้แก่ กลุ่มโรงแรม ท่องเที่ยว และ กลุ่มธนาคร

ส่วนเงินที่ลงทุนจากต่างประเทศ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยขึ้นกับส่งออกและการท่องเที่ยว
ตอนนี้ทั้งสองส่วนโดนกระทบ ที่ยังดี ก็มีส่งออกอาหาร ดังนั้น เงินที่ไหลมาที่ Emerging Market
จะไหลไปที่ เกาหลีและไต้หวัน ยิ่งถ้าเงินบาทยิ่งอ่อน เงินต่างชาติจะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน เงินจะไหลเข้ายาก
ต้องให้เงินบาทแข็ง จึงมีโอกาสที่เงินต่างชาติไหลเข้า ซึ่งปีที่แล้ว เงินบาทแข็ง จะเห็นว่าเงินไหลเข้ามาเยอะช่วงกลางปี
คุณจิตรามองว่า เงินบาทปีนี้น่าจะอยู่ในช่วง 33-34 บาท

คำถาม กลุ่มFood เช่น TU น่าสนใจมั้ย
ตอบ เนื่องจาก รายได้ของTU ประกอบด้วยสองกลุ่ม คือ อาหารกระป๋อง เช่น ทูน่า และ กลุ่มอาหารแช่แข็งที่ขาย ที่ภัตตาคารและ ร้านอาหาร Reb Lobster
กลุ่มแรก ขายดี รายได้เพิ่มขึ้น แต่รายได้ในส่วนร้านอาหาร ภัตตาคาร และ สายการบินจะหายไป เนื่องจากปิดตัวในช่วงCovid-19 ทำให้รายได้โตไม่มากใน Q1 (จากบทวิเคราะห์โบรคอื่นหลายที่ บอกว่า รายได้ลดลง)

คำถาม Deal ที่กลุ่มCP Take Lotus เป็นอย่างไร
ตอบ เนื่องจากกลุ่ม CP ประกอบด้วยสามบริษัท ที่เข้าไปลงทุน ทำให้ CPALL , CPF ไม่น่าจะเพิ่มทุน
แต่รายได้จาก Makro ที่ขายจากช่วงก่อนหน้าที่มีการซื้ออาหารไปเยอะ ถ้าเปิดให้คนออกมา ก็จะมีการซื้อของน้อยลง
เพราะได้ซื้อไปล่วงหน้าแล้ว
ช่วงที่ก่อนประกาศ Work from Home และ ปิดห้าง COM7 ขายสินค้า Notebook,Monitor ดีมาก
ในวันก่อนปิดห้าง และ มีการเสนอให้เช่าอุปกรณ์คอมเพื่อทำงานที่บ้านด้วย แต่ถ้าเปิดห้างใหม่
รายได้อาจไม่โต เพราะมีการซื้อไปล่วงหน้าแล้ว

คำถาม กลุ่ม Electronic น่าสนใจไหม
ตอบ 2บริษัทที่น่าสนใจคือ Hana , Delta
Hana ผลิตชิ้นส่วนในเครื่องคอมและมือถือ ส่วน Delta ผลิต Power supply ในคอมและอุปกรณ์การแพทย์
ตอนนี้เริ่มมีorderจากทางจีนแล้ว

ขอขอบคุณ คุณจิตรา และ ทางCSI มากๆนะครับที่จัดสัมมนาให้ครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1765
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Fri Apr 24, 2020 9:51 am

นายตลาด & อารมณ์ และ การลงทุนที่ดีขึ้น
โดย เพจซั่มหุ้น

อารมณ์ของตลาดหุ้นเดือนที่แล้ว และ เดือนนี้แตกต่างกันสิ้นเชิง
(เดือนมีค ดัชนีลดลงอย่างรุนแรง ต่ำสุด969จุด และ reboundมาสูงสุดในเดือนเมษายนประมาณ1,270จุด )

การลงทุนที่ดีขึ้น

1.การเข้าใจตลาดจะนำมาสู่ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น

ตัวแปร มีทั้งควบคุมได้และควบคุมไม่ได้

นายตลาดเป็นตัวแทนของมวลชน และ ความคาดหวังของทั้ง4กลุ่ม
(ได้แก่ ต่างชาติ ,prop trade,สถาบัน และ รายย่อย)
ซึ่งเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ซึ่งทำให้เกิดปัญหาขึ้น

พอตลาดมีการแปรเปลี่ยนไปทุกขณะ เดือนที่แล้วเป็นขาลงแรงที่สุดในรอบ10ปี
เดือนนี้reboundของหุ้นแต่ละตัวตั้งแต่20%-70%

2.ผัสสะ (กระทบ)
พอตลาดมีการเปลี่ยนแปลง จะกระทบกับผัสสะ เป็นปัจจัยระหว่างภายนอกและภายใน

3.ตัวเรา ( ยึดมั่น ถือมั่น )
ทำให้กลายเป็นเรื่องยึดติด เป็นของตัวเรา ยึดมั่น ถือมั่น
และเป็นตัวขวางให้เราไม่ประสบความสำเร็จ และไม่สามารถสร้างพอร์ตให้ประสบความสำเร็จได้เลย
เราไม่สามารถอยู่กับสภาวะนี้ได้ยาว และ ไม่สามารถใช้วิกฤตแปรเป็นโอกาสได้

เหมือนคุณสถาพร(ฮง)ให้สัมภาษณ์ว่า การศึกษาคนที่ประสบความสำเร็จในการลงทุน
หลังวิกฤต แล้วพอร์ตโตขึ้นเยอะ
แต่หลายคนบอกว่าไม่เก่งหรอก ถ้าเขาได้รับโอกาสแบบนี้ ก็จะรวยบ้าง

แต่ตลาดหุ้น ก็มีกฎว่า มีแค่ 10-20% เท่านั้นที่รวยได้
เราสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้เพื่อทำให้พอร์ตโตได้ไหม
ปัจจุบัน มีบทวิเคราะห์มากมาย แต่เราอาจได้กำไรแค่2-3%ก็ขายไปแล้ว

ดังนั้น ตลาดแปรเปลี่ยน เกิดการกระทบ และ ตัวเราก็ยึดมั่น ถือมั่น
แต่ก็มีคนส่วนน้อยที่ได้กำไร.

ถ้าเราactionเหมือนตลาด เราก็คือคนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้กำไรมาก เราไปเล่นตามสิ่งเร้า
อารมณ์ถูกโน้มเอียงไปตามสิ่งเร้า

เข้าใจตลาด

นายตลาดมีการแปรเปลี่ยนตามปัจจัยในระยะสั้นที่มากระทบ

1.หุ้นขึ้น เพราะอะไร

บางคนบอกว่า มีคนไปไล่ราคา แต่จริงๆคนมองว่า กำไรในอนาคตจะดีขึ้นมากกว่าปัจจุบัน
ดังนั้นปัจจุบัน กำไรอาจแย่ แต่อนาคตกำไรดี ก็ทำให้ราคาหุ้นขึ้นได้

หุ้นส่วนใหญ่ที่มีพื้นฐาน กำไรไม่ขึ้นกับcommodity ทำให้ต้นทุนบางตัวติดตามได้
เราก็สามารถคาดการณ์ต้นทุน และ กำไรได้
ดังนั้นพอเห็นปัจจัยดังกล่าว ก็จะไปซื้อทันที

แต่คนปกติจะไปซื้อเมื่อกำไรดีแล้ว
ซึ่งกลุ่มแรกที่เข้าไปซื้อก่อน ก็ขายให้

2.หุ้นลง เพราะ กำไรในอนาคตแย่ลง

3.หุ้นไม่ขึ้น ไม่ลงเพราะ กำไรไม่เปลี่ยนแปลงกว่าปัจจุบัน กำลังรอปัจจัยในอนาคต


เหตุที่ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของราคา และเกิดผลลัพธ์ขึ้น

เหตุ มาจาก Fundamental (VI)
ศึกษาเหตุจาก กิจการที่ดี ความเสี่ยงต่ำ ในราคาตลาด
ทำให้ ไม่ถูกเอาเปรียบ

ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของราคา

ผลลัพธ์ Technical Analysis
ศึกษารูปแบบของผลลัพธ์ ให้เกิดความได้เปรียบในการเข้าลงทุน

ส่วนที่อยู่ตรงกลางระหว่างFundamental & Technical คือ
Hybrid Investing 70/30
และTrend Following 30/70

เมื่อเข้าใจนายตลาดแล้ว
ในทางพุทธศาสนา ผัสสะ ปัจจัยภายนอกและภายในมาเจอกัน + เกิดความไม่รู้
ทำให้เกิดการยึดมั่น ถือมั่น


ทำให้เกิดโทษ ได้แก่
1.การเปลี่ยนแปลงของราคา ทำให้เกิดความทุกข์ จาก กำไร (ขายหมู) หรือ ขาดทุน
ทำให้เกิดอารมณ์ไม่อยากมีความทุกข์

เป็นความกลัว ไม่อยากทุกข์
ขาดทุน เท่ากับ ทุกข์
กำไร (ขายหมู) เท่ากับทุกข์
กำไร (หายไป). เท่ากับทุกข์ หมายถึง เคยกำไรมาก แล้วดัชนีลดลง ทำให้กำไรเริ่มหายไป

คุณออฟ ก็มีความทุกข์ จาก การขายหมู มากกว่า ขาดทุน
ปีที่แล้ว ได้ตามหุ้นตัวนึง ทำการบ้านมาอย่างดี แต่ปรากฏว่าซื้อไม่ทัน เลยไม่ซื้อ และหุ้นขึ้นไป 30-40%
มีความทุกข์มาก แต่ถ้าเราคิดว่า เราไม่ได้ลงทุนอะไร และ ได้ความรู้เพื่อนำไปซื้อหุ้นตัวต่อไปได้

เกิดโทษอย่างที่สอง
2.ทำให้ไม่สามารถลงทุนได้เป็นปกติ
2.1 ไม่ทำตามแผน เวลาหุ้นผ่านแนวต้าน คราวที่แล้วหุ้นไม่ไป เลยไม่ซื้อตามแผนรอบนี้ ปรากฏว่าหุ้นขึ้นต่อ
2.2 ซื้อในจุดที่ไม่ควรซื้อ / ขายในจุดที่ไม่ควรขาย /รอไม่เป็น

ตอนนี้เราอยู่ในวิกฤต ดังนั้นหุ้นไม่แพง ถ้าวิกฤตจบลง หุ้นก็ไม่สามารถอยู่ที่ราคานี้ได้
ถ้าเราไม่กล้าซื้อ ราคาขึ้นตอนเหตุยังไม่จบ ถ้าเราไม่กล้าซื้อ ก็จะซื้อไม่ทัน


หุ้นขึ้น. กลัวตกรถ ไล่ราคา
ไล่ราคา. ก็คือซื้อราคาสูง
ซื้อสูง. ขายเอากำไรสั้นๆ ก่อนดีกว่า
ขาย. หุ้นลง / หุ้นไปต่อ



สาระสำคัญของการลงทุน

นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ จะไม่เดาตลาด เพราะไม่รู้ตลาดหุ้นเป็นอย่างไร
แต่จะรู้ในสิ่งที่เขาลงทุนเป็นอย่างดี ระหว่างทางขึ้นกับสภาวะจิตใจ
ไม่ใช่ความบังเอิญ เช่น ช่วงSubprime ขึ้นจาก 400 ไป 800จุด และ ขึ้นสูงสุดที่ 1850 จุดในปี2018
ดังนั้นการขึ้นมาแค่30% ยังสามารถขึ้นได้อีก
เรายืนอยู่บนวิกฤต ดังนั้นควรได้รับผลตอบแทนที่สูงหลังผ่านวิกฤต

ซึ่งเปรียบเทียบกับรายย่อย ซึ่งอยากรู้ว่า แนวรับ แนวต้าน อยู่ที่ไหน ซื้อแนวรับ ขายแนวต้าน
และลงทุนระยะสั้น คาดเดาตลอดเวลา เวลาตลาดเป็นขาขึ้น เราจะพลาด
เพราะเราไม่เข้าใจตลาดหุ้น

การลงทุนที่ปราศจาก Bias
1. นักลงทุนจะไม่เดาหรือคาดการณ์ตลาด แต่ทำการบ้านให้มาก
2. ถ้าเราทำเหมือนตลาด แสดงว่าเราคือคนส่วนใหญ่ของตลาด
3. ไม่เอาอารมณ์ มาแย่งความสามารถในการตัดสินใจไปจากเรา
4. ความหวัง ไม่จำเป็นในการเล่นหุ้น ถ้าเราทำเหตุที่ดี หวัง หรือ ไม่หวัง ผลลัพธ์ที่ดีจะเกิดขึ้น

สุดท้ายขอบคุณน้องAof เพจซั่มหุ้น ที่มาให้ความรู้นะครับ
Attachments
972D1957-366D-41EE-A1B9-B5F633A582FE.jpeg
972D1957-366D-41EE-A1B9-B5F633A582FE.jpeg (55.34 KiB) Viewed 314 times
5E049BA5-831C-4933-B28D-1ACA8C30D168.jpeg
5E049BA5-831C-4933-B28D-1ACA8C30D168.jpeg (36.24 KiB) Viewed 314 times
F10C5348-E96C-42E6-B8FE-1ED6DDB146A0.jpeg
F10C5348-E96C-42E6-B8FE-1ED6DDB146A0.jpeg (59.19 KiB) Viewed 314 times
A7719815-EFFE-4247-B8D0-951F3012D228.jpeg
A7719815-EFFE-4247-B8D0-951F3012D228.jpeg (46.48 KiB) Viewed 314 times
2EFDC2B9-220E-48C6-8E17-259874027969.jpeg
2EFDC2B9-220E-48C6-8E17-259874027969.jpeg (42.6 KiB) Viewed 314 times
08BE922B-3C39-4FFE-8681-BAD2AE318720.jpeg
08BE922B-3C39-4FFE-8681-BAD2AE318720.jpeg (35.85 KiB) Viewed 314 times
D769110A-FA54-466F-97F3-0358C7152430.jpeg
D769110A-FA54-466F-97F3-0358C7152430.jpeg (45.69 KiB) Viewed 314 times


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1765
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Sat May 30, 2020 9:57 pm

MoneyTalk Special หุ้นไทย จะรุ่งหรือร่วง 21พค 2020 กับ ดร ก้องเกียรติ โอภาสวงการ
ผู้ดำเนินรายการ ดร ไพบูลย์ และ ดร นิเวศน์

ดร นิเวศน์ สอบถาม ว่าวิกฤตCovid-19 เทียบกับ วิกฤตที่ผ่านมา เป็นอย่างไร
ดร ก้องเกียรติ ตอบว่า วิกฤตคราวนี้หนักกว่า ครั้งก่อนๆมาก เช่น
ตอนต้มยำกุ้ง โรงแรมยังมีรายได้ดี เพราะรับรายได้เป็นเงิน$ซึ่งตอนนั้น 50กว่าบาทต่อ$
แต่ตอนนี้ รร ขาดรายได้ เพราะนักท่องเที่ยวหายไปหมด
ไทย ศก โตช้า ปีที่แล้วก็เติบโตแค่ 2%กว่า ก่อนหน้าก็ 4%
ไทยไม่มีอุตสาหกรรมใหม่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ไม่เหมือนกับ US ที่มีกลุ่มเทคโนโลยีใหม่
ไทย ไม่มี บริษัทที่ขนาดรายได้ขนาด Unicorn ( 1,000 ล้าน US )
ดัชนีNasdaq(หุ้นIT) เพิ่มขึ้น 7% ตั้งแต่ต้นปี ซึ่งตลาดหุ้นทั่วโลกยังติดลบอยู่รวมทั้งไทยด้วย

ดร ก้องเกียรติ แนะนำว่าตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนไม่ถึง 0.5%ของโลก และ เติบโตต่ำ
อัตราการเติบโตเริ่มชะลอตัว ไม่มีธุรกิจไอทีที่ทำให้เติบโตต่อ ถ้าเราไปลงในหุ้นไอที
โดยให้แบ่งเงินส่วนนึงลงทุนในบริษัทไอทีในต่างประเทศ
ลงทุนทางตรง หรือ ลงทุนผ่านกองทุนรวมก็ได้ การกระจายมากน้อยขึ้นกับแต่ละคน
การลงทุนตรง จะต้องระวังเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน หรือ ค่าเงิน
แต่ถ้าลงผ่านกองทุนรวม เขาจะดูแลเรื่องค่าเงินให้
คนไทยต้องกระจายความเสี่ยง ธุรกิจไทยก็ลงในต่างประเทศเยอะ
บางบริษัทเป็นอันดับหนึ่งของโลก
การลงทุนส่วนบุคคล ก็มีลงในต่างประเทศ แต่ยังไม่ใช่ก้อนใหญ่
ฐานลูกค้าของบริษัทมีความสนใจ ลงมา10ปีแล้ว
การติดตามข่าวสารตอนนี้ง่ายกว่าเมื่อก่อนเยอะ

ส่วนตลาดหุ้นไทยหลังCovid-19 มองเห็นภาพอย่างไร
ดร ก้องเกียรติตอบว่า ที่ตอนนี้อยู่ที่ 1,3xx จุด ความท้าทายรอบต่อไป
อยู่ที่งบไตรมาสสอง ซึ่งไม่น่าจะดี แย่กว่าไตรมาสหนึ่ง
หลังจากนั้น สถาบันไทย ก็ยังประคองตัว และลงทุนในหุ้นไทย ซื้อและขาย
หุ้นขนาดใหญ่ที่ผลประกอบการดี ยังไปได้ ก็ยังพอพยุงกันอยู่ ส่วนหุ้นที่ผลประกอบการไม่ดี ก็ไม่มีคนลงทุน
ส่วนธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น พลังงาน สื่อสาร ตอนนี้เริ่มตีบตันแล้ว
ธุรกิจก็มีระยะวงจรสั้นลงเยอะ ยกตัวอย่าง ธุรกิจเสริมสวย ความงาม ที่มีLife Cycleสั้น ซึ่งก่อนหน้านี้ดี
พอขาลง ทุกคนก็เลยหนีหมดเลย
เชื่อว่า ตลาดหุ้นปีนี้คงประคองตัวผ่านไปได้ สิ่งที่กระตุ้นได้มีสองอย่างคือ
1.ธุรกิจขนาดใหญ่จะช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็ก หรือ ชาวไร่ ชาวนา ได้อย่างไร
2.ขึ้นกับรัฐบาล นอกจากการอัดฉีด ซึ่งใช้หมดไม่นาน เช่น โครงการต่างๆที่ค้างคา
และมีโครงการอนุมัติไปเยอะ แต่อยากให้เพิ่มสาธาณูโภคมากขึ้น

ณ วันนี้ ยังไว้ใจ ศก ไม่ได้ ยังตามบริษัทยาอยู่ว่า จะได้อนุมัติวัคซีนเมื่อไหร่
ศก โลก ถ้าไม่ดี ไทยก็ไปยาก เพราะรายได้ส่วนใหญ่จากท่องเที่ยว รพ หรือ รถยนต์
ส่วน อุตสาหกรรม มือถือ อิเลคทรอนิคส์ ที่ย้ายฐานจากจีน ไทยก็ไม่ได้ประโยชน์สักเท่าไหร่
เพราะส่วนใหญ่ก็ย้ายไปอินเดีย และ เวียดนาม
ดังนั้น ดร เป็นห่วงเรื่อง Soft skill มากกว่า
Us ยังมีโรคระบาดอยู่เยอะ คนก็ไม่มาเที่ยวไทย

ดร ไพบูลย์ ถามว่า เรายังต้องระมัดระวังมาก แต่เปรียบเทียบกับ ต้มยำกุ้ง
ลงจาก 1700 มาถึง 200 จะลงมา400-500 จุดไหม

ดร ก้องเกียรติ บอกว่า ธุรกิจในตลาดหุ้นตอนนี้ต่างกับตอนต้มยำกุ้งเยอะ
ธุรกิจยังใช้ได้ และ กระจายไปเยอะ แต่ดัชนียังไม่พ้นจุดสูงสุด เหมือนกับญี่ปุ่น
เราไม่แย่เท่าญี่ปุ่น แต่ขนาดน้องๆ ซึ่งไม่ค่อยดี

ดร ไพบูลย์ถามต่อว่า กลุ่มที่โดนกระทบ ต้องระมัดระวัง และ กลุ่มไหนที่ดี
ดร ก้องเกียรติ ตอบว่า กลุ่มที่จับจ่ายใช้สอย เช่น ค้าปลีก ยังไปได้ ต้องดูเป็นรายตัว
ธุรกิจธนาคารไม่ค่อยดี แต่ธุรกิจเก็บหนี้ ยังดีในขาลง
ธุรกิจ โรงแรม อาจยังน่าสนใจ หลังลงสุดๆ ถ้า รร ไหน ไม่มีท่าทีล้ม แข็งแรงมาก
มีสถาบันการเงินขนาดใหญ่ช่วยเหลือ อาจรอดได้
บริษัทน้ำมันที่ราคาหุ้นตกลงมาเยอะๆ ก็น่าสนใจ
เมืองนอก โบอิ้งก็น่าสนใจ รวมถึง บริษัทเดินเรือที่ตกหนัก ก็น่าสนใจ
ซึ่งในเมืองไทยไม่เห็นในลักษณะนี้

ตอนต้มยำกุ้ง บริษัทอสังหา ถูกมาก แต่ตอนนี้ หุ้นรอบนี้ตกหนัก แต่เด้งเร็วมาก ไม่ถูกเหมือนตอนต้มยำกุ้ง

ดร นิเวศน์ ถามว่า ธนาคารของไทยราคาตกมาเยอะ เมืองนอกเป็นอย่างไร
ดร ก้องเกียรติ ตอบว่า ธนาคาร เช่น Citi, JP Morgan ก็ตกเยอะ แต่ถ้าเทียบกับวิกฤตคราวก่อน ยังไม่เยอะ แค่ 30-40%
ไม่ต่างจากไทย แต่ ดร ก้องเกียรติ ขายออกไปแล้ว
สถาบัน ต่างประเทศ เช่น ซาอุ ก็เริ่มซื้อ โบอิ้ง Citi หรือ เรือสำราญ เข้าPort
เวลาหุ้นขึ้นเป็น V shape แต่กำไรของบริษัท จะฟื้นช้าๆ เป็นรูป U shape

ดร นิเวศน์ สอบถามว่า การท่องเที่ยว ที่มีหนี้เยอะ เช่น โรงแรม จะเป็นอย่างไร
ดร ก้องเกียรติ ตอบว่า ส่วนใหญ่ ก็มีการแก้ไขคือ
1. ถ้าได้ปรับโครงสร้างหนี้ได้ ก็ไม่กระทบ
2.ขายกิจการบางประเภท เพื่อลดหนี้
3 ถ้าโอกาสเปิด ก็ออกหุ้นกู้
4.การเพิ่มทุน
ถ้าทำทุกอย่างแล้ว ไม่พอ ก็ต้องยอม หรือ ขายกิจการให้คนที่มีเงิน
บริษัทอสังหา บางบริษัท ขายทรัพย์สินบางอย่างทิ้ง บางบริษัทขายช้า ก็ขายราคาถูก ก็ต้องยอม

สุดท้ายขอขอบคุณ ดร ก้องเกียรติ ดร ไพบูลย์ และ ดร นิเวศน์ มากๆครับ


Post Reply