ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

เชิญมาพักผ่อน คลายร้อนนั่งเล่น คุยกันเย็นๆ พร้อมเรื่องกีฬา สัพเพเหระ ทัศนะนานา ชีวิตชีวา สุขภาพทั่วไป บันเทิงขำขัน รอบเรื่องเมืองไทย ชวนเที่ยวที่ไหน อยากไปก็นัดมา ...โย่วๆ
amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1694
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Tue Nov 05, 2019 5:20 am

ในตอนที่แล้ว ค้างเรื่อง ถ้าช่วงนี้ถือหุ้นเต็มพอร์ตแล้ว
ตลาดลงจะทำอย่างไร เรามาคุยกันต่อว่ามีทางเลือกอะไรบ้าง
1. หุ้นขึ้นเมื่อวานกว่า30จุด แต่หุ้นของเราในพอร์ตทำไมไม่ขึ้นเลย มาเช็คดูปรากฏว่าหุ้นที่ขึ้น ส่วนใหญ่เป็นหุ้นโรงไฟฟ้า หรือ หุ้นที่โดนทุบเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทางเลือก คือ เราจะเข้าไปถือหุ้นโรงไฟฟ้าดีไหม ก่อนอื่นเราต้องวิเคราะห์ก่อนว่า หุ้นที่จะเข้าไปซื้อนั้น ราคาสมเหตุผลหรือไม่ ซึ่งหุ้นโรงไฟฟ้าส่วนใหญ่ตอนนี้ค่อนข้างแพง ถามว่าจะไปต่อได้ไหม ก็ต้องตอบว่า upside อาจยังไม่มี แต่ downsideมีเยอะกว่า หมายความว่า ความน่าจะเป็นที่จะลงมีมากกว่า ดังนั้น ถ้าตัดสินใจจะไปซื้อ ถามว่าเเล้วเราจะเอาเงินที่ไหนมาซื้อ ก็มีทางเลือก คือ การขายหุ้นในพอร์ตบางตัวออกไป แล้วมาซื้อหุ้นที่ต้องการ หรือ กู้เงินจากโบรกมา โดยเอาหุ้นที่มีอยู่ค้ำไว้. แต่ ณ ขณะนี้ดูจะไม่เหมาะสม เพราะดูเสี่ยงเกินไป ดังนั้น การเปลี่ยนตัว น่าจะเป็นทางเลือกดีที่สุด โดยขายหุ้นที่ดูแล้ว ยังไงก็ไม่ฟื้น เพราะให้โอกาสมาหลายไตรมาสหรือหลายปีแล้ว ดังนั้นการเปลี่ยนตัวอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า แต่หุ้นที่เลือกต้องมีโอกาสขึ้นแรงๆด้วย เหมือนกับที่. อ โจ บอกไว้ว่า หุ้นที่เราขายลงแรงมาก จะมาเข้าหุ้นที่ขึ้นช้าๆ โอกาสจะคืนทุนก็ยาก ก็ต้องหาหุ้นที่ลงแรงๆ แต่ดูแล้วปัจจัยพื้นฐานยังดีอยู่ เข้าไปถือแทน
2. อีกกรณีคือ หุ้นที่ถือขึ้นมาจนเกินเป้าหมายที่เรากำหนดแล้ว ก็อาจเป็นโอกาสในการเปลี่ยนตัวโดย ขายตัวที่เกินเป้าหมายไป และ ไปเข้าตัวที่ปัจจัยพื้นฐานดี แต่ตกหนักในช่วงนี้ ซึ่งมีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงขึ้น
3. ส่วนใครที่ลงทุนแบบจัดพอร์ตอยู่ สมมติว่า จัดพอร์ตหุ้น 70% ตราสารหนี้ 30% ตอนนี้สัดส่วนก็คงเปลี่ยนไป เพราะหุ้นลงไปต่ำกว่า70%ของพอร์ต เราก็สามารถเพิ่มหุ้นได้ โดยโยกตราสารหนี้ไปซื้อหุ้นแทน จนครบ70%ตามที่เรากำหนด ขอย้ำนะครับว่า สัดส่วนการถือหุ้นแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน ตามความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ต้องการ
4. ขอเสริมว่า ช่วงตลาดผันผวนอย่าอยู่บ้านคนเดียว พยายามพูดคุยกับเพื่อน หาหนังสืออ่านหรือเข้าคอร์ตสัมมนา หาความรู้เพิ่มเติมตลอดเวลาด้วยนะครับ
ใครมีกลยุทธ์อะไร สามารถแชร์กันได้นะครับ ในยามที่ตลาดไม่เป็นใจ เราต้องหมั่นศึกษาการลงทุนเพิ่มเติม และ ปรับให้เหมาะสมกับเรา เพื่อพอร์ตจะได้โตในยามที่ตลาดเป็นขาขึ้น
แต่อย่างไรก็ตาม ต้องระวังวิกฤตซึ่งกูรูหลายท่านก็บอกว่า ปีนี้มีโอกาสเจอด้วยนะครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1694
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Wed Feb 05, 2020 9:23 am

หลังตลาดหุ้นไทยลงไปต่ำกว่า 1500 จุด เริ่มจะต้องมองหาตลาดหุ้นประเทศอื่นบ้างแล้ว
พบว่าปีที่แล้ว ตลาดหุ้นจีน โดยเฉพาะตลาดหุัน A-Share สร้างผลตอบแทนสูง
เลยต้องมาศึกษากันครับ เผื่อเป็นทางเลือกในการลงทุน

Riding High in China with the Top China Fund
By Krungsri Prime

ภาพของปีที่แล้วไม่ค่อยจะดี มีแต่ข่าวร้าย
แต่NAV ของ กองทุนที่บลจKrungsri บริหารคือ KFAchina-A ขึ้นมา 51%

ย้อนเหตุการณ์ที่สำคัญที่ทำให้ตลาดผันผวนในปีที่แล้ว

1.ย้อนไป เมื่อ พค 62 สงครามการค้าเดือด และเกิดขึ้นตลอดทั้งปี2019
และสถานการณ์การค้า ทำให้คนกลัวเรื่องRecession เมื่อตอน เดือน สค

2.GDPของจีนใน Q3 ซึ่งประกาศตอน Q4 ประกาศว่าGDPต่ำสุดในรอบ21ปี
ล่าสุด เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ก็ ประกาศ GDPของจีน ใน Q4 จีนต่ำสุดในรอบ21ปี

3.ตราสารหนี้เริ่มมีdefaultในเดือน ธค 2019

แต่NAVของกองทุน กลับปรับขึ้นได้หลังลงหนักมาก่อนหน้า
NAVปรับขึ้นซึ่งมาจากผลประกอบการของบริษัท
หุ้นที่ถืออยู่ในกอง ได้แก่
1. Kweichow Moutai
2. Jiangsu Hengrui medicine
3. Ping An
4. Gree Electric
5. Wuliangye Yibin

ซึ่งบริษัทเหล่านี้ EPS growth มากกว่า 10% ในรอบ 9เดือน

ภาพใหญ่ศก จีน ถึงแม้ GDP โตต่ำสุดในรอบ 21 ปี
ประเทศที่ขนาดสูงสุดในโลก
ที่1 คือ US และ จีนเป็นอันดับสอง 13 ล้านล้าน $
ดังนั้นการเติบโตต่ำแค่6% แต่ขนาดGDPใหญ่มาก ก็ไม่ได้แย่

หนี้อยู่กับจีนมานาน
ปี18 จำนวนการdefaultใหม่ 38 บริษัท
แต่ปี19 ก็มี 35 บริษัทที่เพิ่มใหม่ แต่ไม่กระทบต่อตลาดหุ้น

สาเหตุหลักที่ผิดนัดชำระหนี้สูงขึ้น มาจากเจตนาของจีนพยายามลดหนี้
พยายามดึงเงินออกจากระบบเศรษฐกิจ
เมื่อก่อนใส่เงินเยอะ บริษัทก็กู้เงินง่าย ทำให้ระบบไม่มีประสิทธิภาพ
ดังนั้น บริษัทเหล่านี้ ขาดสภาพคล่อง ก็เลยทำให้ตราสารหนี้defaultไป

สงครามการค้า
ปีที่แล้วเป็นผู้ร้าย ประทุตั้งแต่ พค และ รุนแรงขึ้น มีการปรับภาษีวงกว้างมากขึ้น
ไม่รู้ว่าจุดพีค และ จบเมื่อไหร่ ในปีที่แล้ว แต่ปีนี้เป็นปัจจัยบวก เพราะผ่านจุดเลวร้ายไปแล้ว
ไม่เชื่อว่าสหรัฐจะขึ้นภาษีแบบนี้อีก แต่ก็อาจไม่แน่ว่าจะกลับมา
Phase II ก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะคืบหน้ามาก ถึงแม้เจรจาไม่ได้ก็ไม่เป็นไร
Phase I ก้อนที่จะขึ้น 15%ก็ไม่ได้ขึ้น และ ก้อนที่ขึ้น15% ก็ลดไปครึ่งนึง
สรุปแล้ว มีแต่ดีขึ้น ไม่ได้แย่ลง

สมมติว่าถ้าขึ้นภาษีอีกรอบ ก็ไม่ได้กระทบโดยตรงกับหุ้นในพอร์ตของกองทุน
เพราะรายได้ 95%มาจากประเทศ แต่อาจกระทบทางอ้อม
ช่องสีแดง Net Export 2%ของGDP จีน แต่ที่เหลือเป็นการบริโภคและการลงทุน
ซึ่งกองนี้เน้นการบริโภคในประเทศ

Invert Yield Curve พูดบ่อยในปีที่แล้ว ถ้าไปถามresearch ระดับโลก
จะพูดว่ามีโอกาสเกิดrecession แต่ก็พูดเบาๆว่าอาจจะเกิด
แต่ปีนี้ พูดเสียงดังฟังชัด ว่า ไม่น่าจะเกิด recession

เราเห็นบริษัทที่ลงทุนเติบโตค่อนข้างดี ล้วนอยู่ใน new economy
บริษัทที่มีสินค้าที่ทันสมัย หรือ premium เป็นที่ต้องการของสังคม
สามารถเติบโตได้ดี
มาดูแต่ละsector ของธุรกิจจีน
SOE รัฐวิสาหกิจในจีน ไม่ค่อยมี ปสภ CAR 5%
Private Old economy เช่น พลังงาน ฟอสซิล CAR 19%
Private new economy CAR 30% เติบโตได้สูงมาก
ปัจจัยทำให้โตสำหรับ new china คือ consumption upgrade , Technology
Consumption upgrade เป็นการขายสินค้าที่แพงขึ้น เช่น จากกินมาม่า ก็มากินหม้อไฟแทน

China see explosive growth of millenaries (Asset > 1 M$)
จีน มีคนได้เป็น dollar millionaires เป็น 4,447,000 คนในปีที่แล้ว จากเดิม 38,000 คน ในปี2010
แสดงว่าคนจีนรวยขึ้น
อัตราการเพิ่มขึ้น มีเร็วและแรงมาก 65sec เกิด millionaires 1 คน
คนที่รวยขึ้น ก็ต้องใช้จ่ายมากขึ้น
ตลาดสินค้า Luxury 2012 สัดส่วนคนจีนไปซื้อ 19%
ผ่านไป 8 ปี ตอนนี้กลายเป็น 35%
และปี 2025 คาดว่า จะเป็น 40%ของ millionaires

เพื่อนเคยเล่า สมัยก่อน คนรวยจะซื้อสินค้ามาอวด เป็นสินค้าbrand name , Logo ใหญ่
ต่อมาเน้นสุขภาพ เช่น เสื้อราคา7000บาท หรือ หมอนสุขภาพราคาหลายหมื่น
คุ้นว่าน่าจะเป็นทีน่าเล่านะ 555

ตลาดเหล้าราคาถูก จะโตติดลบ แต่ตลาดpremiumจะเติบโตดี ราคาขวดละหมื่นยิ่งขายดี
นี่คือภาพของ consumption upgrade

Shopping online: Alibaba
เมื่อก่อนจัดวันที่ 11.11 หรือวันคนโสด จัดทุกปี และ ทำลายสถิติทุกปี
ปีที่แล้ว 11/11/2019 ยอดขายในวันเดียว 1,100,000 ล้านบาท หรือเทียบกับยอดขาย 7-11 ใน4ปี

Technology จีนเป็นผู้นำด้านนี้ไปแข่งกับสหรัฐ สิทธิบัตรก็ปรับตัวสูงขึ้น
สิ่งที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องย้อนมาหลายปีที่ส่งเสริมคนไปเรียนวิทยศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์
ตอนนี้เยอะสุดในโลก และ สมองเริ่มไหลกลับมาจีน เพราะจ่ายเงินได้สูงขึ้น

ไทยมีการประมูล 5Gในปีนี้ และหลายประเทศเริ่มประมูลและวางโครงข่าย
5G อันดับหนึ่งคือจีน

สองเดือนที่แล้ว จีนได้พัฒนา 6G แล้ว แน่นอนว่าอาจใช้เวลา 7-10ปี
แต่ประเทศอื่นพึ่งเริ่มวางโครงข่ายเอง
อยากให้เห็นวิสัยทัศน์ของจีน ทำให้เทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้น

Ping An ทุ่มงบไปใช้ระบบ Block Chain 22,000 M$ ซึ่งเป็นภาพสะท้อน
ให้เห็นว่า Tech กระจายไปอยู่หลายsectorแล้ว

ตัวอย่างการใช้จ่ายผ่าน QR Code ที่จีน ขอทานรับ QR codeแล้ว
ตอนนี้มีบางร้านค้า ใช้สแกนใบหน้าเพื่อจ่ายเงินด้วย

จีนมีหลายตลาดหุ้น เช่น เซี่ยงไฮ้ เซิ่นเจิ้น หรือ US
A-share จะรวม เซี่ยงไฮ้ และ เซิ่นเจิ้น ซึ่งรวมบริษัท new china ค่อนข้างเยอ
ถ้าลงทุนในจีน ก็ควรลงทุนใน A-share ซึ่งสองตลาดนี้ ติดหนึ่งในสิบตลาดที่มีmarket cap
ถ้ารวมสองตลาดจะใหญ่เป็นอันดับสองของโลกแล้ว
ตอนนี้ MSCI EM เพิ่มสัดส่วนในการลงทุนในA share 20%
และ ค่อยๆเพิ่มน้ำหนักขึ้นเรื่อยๆ
แสดงว่า Fund Flow ก็ไหลเข้ามาเรื่อยๆ แต่ตอนนี้คิดเป็น 7% มีupsideไหลเข้าได้อีกเยอะ
นอกจากนี้ยังมีกองทุนทั่วไปที่ไปลงทุนในจีนได้
จีนก็พยายามเปิดประเทศ และ จะออกกฎหมายการเปิดเผยข้อมูลให้มีความโปร่งใส

นี่คือเสน่ห์ของตลาดหุ้น A-share

ตราสารหนี้ตอนนี้อยู่ในระดับสูง และ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คุณภาพมีความหลากหลายก็ต้องเลือก
ปีที่แล้วขึ้นไป 51% แพงไปหรือเปล่า
มาจากตลาดขึ้น 20กว่า% และ มาจากฝีมือผู้จัดการกองทุน 20%กว่า
PE ratio ปีที่แล้วเริ่มจาก 9 เท่ากว่าในต้นปี 2019
พอขึ้นมาเรื่อยๆ PE 12.5 เท่า เมื่อวานลง 8% PE 12 เท่า
ซึ่งยังขึ้นมาน้อยเมื่อเทียบกับ PE ในอดีต

จากรูป Equity Market : PE Ratio
A-share PE ต่ำกว่าตลาดหุ้นอื่น แค่ขึ้นเป็น 16-17 เท่า ก็พอแล้ว จากอดีตเคยขึ้นถึง 22 เท่า

ตลาดหุ้นถูกแพง ดูที่ PE Ratio
เพราะตลาดหุ้น กำไรเพิ่มขึ้น ราคาหุ้นก็สามารถเพิ่มขึ้นได้เหมือนกัน ซึ่งPE Ratio ก็จะเท่าเดิม
แต่ถ้ากำไรของตลาดหุ้นทำกำไรได้ 5% แต่ราคาหุ้น ขึ้น 10% แสดงว่า PE จะขยับเพิ่มขึ้น
ปีที่แล้ว หุ้นส่วนใหญ่ของ A-Share กำไรของบริษัทเติบโตทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1694
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Fri Feb 07, 2020 8:00 pm

Investment Themes & Outlook for 2020
Win Phromphaet ,Principle Asset Management

คุณวินมาพูดถึงThemes ในการลงทุนปี 2020 ไว้ว่ามีทั้งหมด 4 หัวข้อ ได้แก่
1.Risk Velocity
2.Technology
3.ESG
4.Asia Rising

ซึ่งวิทยากรจากต่างประเทศมาพูดถึงเนื้อหาของแต่ละหัวข้อ

1.Risk Velocity
คุณ Seema Shah Chief Strategist ของ Principal พูดถึง ภาวะที่ราคาสินทรัพย์กับทิศทางเศรษฐกิจไม่ไปด้วยกัน
ทำให้ตลาดหุ้นผันผวนมากขึ้น และ ผันผวนด้วยอัตราเร่งที่สูงขึ้น นอกจากนี้ Fund Flow จาก ETFs มีส่วนทำให้ตลาดหุ้นผันผวนมากขึ้น
เช่น ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ตอนปี2018 ตลาดหุ้นไม่ดี แต่กำไรเติบโต แต่พอปีที่แล้ว ตลาดหุ้นดี แต่กำไรบริษัทจดทะเบียนเริ่มไม่ดี และต่อเนื่องถึงปีนี้

2.Technology
คุณ Sunita VP จาก BlackRock ได้พูดถึงโอกาสในการลงทุนว่า
เนื่องจากปี 2018เป็นปีแรกที่คนใช้internetมากกว่า50%ของประชากรโลก
และ 75% fastmove เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่หน้าจอมือถือ
พร้อมกับ อุปกรณ์ที่ต่อกับinternet ก็พร้อมมากขึ้น และ
ส่วนของHealth care service คนแก่เยอะขึ้นและสุขภาพไม่ดี
ทำให้ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น

3.ESG นักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และ ธรรมาภิบาลมากขึ้น

สถาบันเริ่มให้ความสำคัญกีบเรื่องนี้มากขึ้น และเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้มากขึ้น

4.Asia Rising
ทวีปเอเชีย โดยเฉพาะจีนและอินเดีย เคยเป็นผู้นำก่อน ปี 1980 และต่อมาเกิดปฏิวัติอุตสาหกรรม
ความเป็นผู้นำย้ายมาที่ฝั่งตะวันตก พอปี2000 จีนและอินเดียเริ่มมีบทบาทมากขึ้น กำลังทวงคืนความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก
ประธานาธิบดี สีเจี้ยนผิง ประกาศในวันรับตำแหน่งว่า จีนจะเป็นประเทศพัฒนาแล้วในปี 2049 และเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะ Robots,AI

นี่เป็นช่วงเปิดตัวThemesของทาง Principle เดี่ยวคราวหน้าจะมาเจาะลึกมากขึ้นว่ากองทุนไหนของPrincipleจะตอบโจทย์ในแต่ละThemeกันครับ

ขอขอบคุณ คุณวิน ที่ให้โอกาสมารับฟังข้อมูลที่เป็นประโยขน์ต่อการลงทุนนะครับ
Attachments
12CF05A6-881E-418D-A3DE-6FCC1D7DA542.jpeg
12CF05A6-881E-418D-A3DE-6FCC1D7DA542.jpeg (1.2 MiB) Viewed 347 times
54BDD675-68D1-4F62-81FC-93E8FEDE7A78.jpeg
54BDD675-68D1-4F62-81FC-93E8FEDE7A78.jpeg (1.34 MiB) Viewed 347 times


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1694
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Fri Feb 07, 2020 8:06 pm

Portfolio Management มีส่วนช่วยในเรื่องผลตอบแทนอย่างไร
By Seminar Knowledge

ท่านทราบไหมว่า ปัจจัยอะไรส่งผลต่อความสำเร็จในการลงทุนของคนธรรมดาทั่วๆไป
เทคนิค จับจังหวะการลงทุน หรือ การเลือกหุ้นที่ดี ใช่ไหม
ถ้าเลือกปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง ก็อาจจะประสบความสำเร็จได้ถ้าเป็นนักลงทุนที่เก่งมากๆ
แต่ถ้าเป็นนักลงทุนธรรมดา ปัจจัยทั้งสองอันมีผลน้อยมาก
การจัดสัดส่วนสินทรัพย์ในportfolio ให้เหมาะสมกับการลงทุนแต่ละท่านต่างหาก
ที่ทำให้ประสบความสำเร็จในการลงทุน มีส่วนในอัตรา91.5%เลยทีเดียว

Theme การลงทุนแบบ Risk Velocity ซึ่งคุณPanitiจากPrinciple มาพูดถึง
ผลตอบแทนและความเสี่ยงของสินทรัพย์ของAssetแต่ละอัน
เริ่มจาก Money Market ผลตอบแทนและความเสี่ยงต่ำสุด จนถึง
ทองคำ ผลตอบแทนและความเสี่ยงสูงสุด

การจัดสินทรัพย์เป็นเรื่องสำคัญ
ตัวอย่างเช่น กบข ซึ่งทำหน้าที่บริหารเงินให้พนักงานรัฐวิสาหกิจ
พนักงานตอนอายุน้อย ก็สามรถเลือกแผนที่มีสัดส่วนหุ้นได้เยอะ
เพราะรับความเสี่ยงได้สูง ผลตอบแทนก็สูงตามไปด้วย

แต่ถ้าอายุมากขึ้น ก็มีแผนที่สามรถปรับเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุนในหุ้นได้โดยอัตโนมัติ
โดยสมาชิกแค่เลือกตั้งแต่แรก ทาง กบข จะดำเนินปรับเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุนโดยอัตโนมัติให้
เพราะได้ประสบการณ์จากตอนช่วงวิกฤต เดือน กย แต่คนที่เกษียณในเดือน ตค เงินหายไปเยอะ
เพราะเมื่อก่อน มีแผนการลงทุนแผนเดียว ถือหุ้นในสัดส่วนเกือบ10% ก็เลยถอนไม่ทันตอนเกษียณ

ทางPrincipleก็มีการปรับเปลี่ยนแนวทางการจัดสินทรัพย์ของกองทุนibalance
เมื่อก่อน จะมีแต่ลงทุนในหุ้น และตราสารหนี้
เป็นnew strategy เน้นลงทุนmulti asset โดยเพิ่ม หุ้นต่างประเทศ Reits ทองคำ เข้าไป
ทำให้ รักษาผลตอบแทนได้ดี แต่ความเสี่ยงลดลง
แต่ละสินทรัพย์ก็มีคุณสมบัติต่างกันดังรูป บางครั้งหุ้นตก ทองขึ้น บางครั้งหุ้นขึ้น ทองลง reitsขึ้น
ส่วนตราสารหนี้ความผันผวนก็น้อย ถ้าจัดสัดส่วนดีๆ ก็จะบดความผันผวนของกองได้

อีกกอง Target Date Fund ก็ให้ผลตอบแทนที่ดี โดยที่ความเสี่ยงและความผันผวนต่ำกว่า
กองทุนผสม

คราวหน้าจะมาเรียนรู้ในThemeถัดไป เพื่อจะได้นำมาใส่ในportได้อย่าวเหมาะสมครับ
Attachments
C61BE6DD-CAAF-4814-B811-1F4F1B88847D.png
C61BE6DD-CAAF-4814-B811-1F4F1B88847D.png (390.41 KiB) Viewed 345 times
330F46A1-5D0F-4E81-9FD3-A50680A8BCFB.png
330F46A1-5D0F-4E81-9FD3-A50680A8BCFB.png (335.26 KiB) Viewed 345 times
4AC87109-C076-4518-8068-56B2CA965145.png
4AC87109-C076-4518-8068-56B2CA965145.png (285.57 KiB) Viewed 345 times
5920A6C8-7059-49F9-BCBC-78B528C4A161.png
5920A6C8-7059-49F9-BCBC-78B528C4A161.png (159.5 KiB) Viewed 345 times
3A42BF79-FAFD-43A7-8503-5B7F6A1F1F17.png
3A42BF79-FAFD-43A7-8503-5B7F6A1F1F17.png (219.03 KiB) Viewed 345 times
5999B9A7-CEF1-4E11-A09D-929B4BA184D9.png
5999B9A7-CEF1-4E11-A09D-929B4BA184D9.png (193.35 KiB) Viewed 345 times


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1694
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Sun Feb 09, 2020 11:33 am

ONEAM Investment Forum 2020
“Investing in a Disrupted World”
งานนี้ต้องขอขอบคุณ คุณ Surasak Dhammo ที่เชิญมาฟังoutlookและข้อมูลที่น่าสนใจนะครับ
งานนี้อาหารว่างก่อนเข้าสัมมนา อร่อยมากครับ ดูแล้วน่าจะเป็นอาหารกลางวันมากกว่า
เพราะมีหลายอย่างให้เลือกทานครับ

เอาละมาเข้าเนื้อหากันครับ
คุณ พจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ONEAM
มาพูดในหัวข้อ Market Outlook 2020 investing in a Disrupted World

คุณ พจน์ เกริ่นนำ ว่า สองต่ำ เปราะบาง ต้องกระตุ้น
สองต่ำ หมายถึง เศรษฐกิจโลกเติบโตต่ำ ปกติเฉลี่ย 4%ต่อปี คาดการณ์ปีนี้ 3.3%
ดอกเบี้ยต่ำ คงจะอยู่กับเราไปอีกนาน เพราะ ตอนนี้ต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้QE
การเงินโลกอยู่ในภาวะผ่อนคลายและมีสภาพคล่องสูง มีส่วนสนับสนุน ศก ให้เริ่มฟื้นตัวขึ้น

เดือน มกราคม เหตุกาณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นมายา ไม่ว่าจะเป็น การใช้โดรนไปถล่มอิหร่าน
หรือ ไวรัสโคโรนาที่ระบาดอย่างรวดเร็ว
ลองตรวจสอบดูเหตุการณ์ที่ผ่านมา
ระเบิดราชประสงค์ ดัชนีฟื้นกลับมาใน 1-2 เดือน
น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ดัชนีก็ฟื้นใน 6 เดือน
ดังนั้นให้ไปสนใจปัจจัยที่กระทบต่อเศรษฐกิจจริงๆ เช่น สงครามการค้า ซึ่งกระทบต่อการส่งออกของประเทศ

Global Macro View
ครึ่งปีแรก ศก ชะลอตัวลงจากการระบาดไวรัสโครนา โดยจีนมีขนาดศกใหญ่ประมาณ 16%ของโลก
ส่งผลกระทบต่อการเติบโตชอง ศก โลกแต่ก็คาดการณ์ว่าเป็นผลกระทบชั่วคราว
ปัจจัยบวก คือ นโยบายการเงินทั่วโลกอยู่ในทิศทางผ่อนคลายและกระตุ้น ศก ช่วยลดผลกระทบเชิงลบ
จากการระบาดได้ระดับหนึ่ง
ตั้งแต่ พค 2019 การผลิตทั่วโลกชะลอ แต่ยอดขายไม่ได้ลดมาก แต่stockสินค้าลด และ การขัดแย้ง
ระหว่างจีนกับสหรัฐลดลง ทำให้ผู้ผลิตกลับมาผลิต ระยะสั้น6เดือน ศก โลกฟื้นตัว
จะ เห็นPMI ของ ภาคการผลิตและบริการเริ่มผงกหัวขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปี
โดยที่ PMI ภาคการผลิต ที่ยังต่ำกว่า50 คือ ประเทศพัฒนาแล้ว

การจัดพอร์ตการลงทุน
สำหรับหุ้น
Overweight ในสินทรัพย์ เช่น Global , USD Mid cap , EU , EM asia ex india,asean และ
แต่ USA Large Cap , DM asia , India , Asean มองว่าเป็นกลาง
Underweight – Other EM
ส่วน Fix income ที่น่าสนใจลงทุน – Global& Local investment Grade
Alternative : ที่น่าลงทุนได้แก่ Gold,Local PF&REITs ,Multi-asset,Life settlement(private fund)
ซึ่งดูรายละเอียดว่าแต่ละasset มีกองไหนบ้างจากสไลด์

ONEAM มีการแนะนำพอร์ตการลงทุนสำหรับ นักลงทุนที่รับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน
1.Conservative
Fix income , Mixed Find 60%
Thai Equity Fund : 5%
Foreign investment Fund : 15%
Alternative Investment : 20%

2.Aggressive :
Fix income , Mixed Find 25%
Thai Equity Fund : 10%
Foreign investment Fund : 45%
Alternative Investment : 20%

คุณพจน์จะเน้นในตัว Life Settlement Fund ซึ่งผมจะเขียนสรุปในภายหลังนะครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1694
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Mon Feb 10, 2020 11:33 am

สถานการณ์ตลาดหุ้น ในเดือนมกราคม ผันผวน เนื่องจากมีเหตุการณ์พิเศษหลายเหตุการณ์
เข้ามาตั้งแต่ต้นปี เลยมาตามฟัง ดร นิเวศน์ เหมวชิรวรากร พูดว่าช่วงนี้ต้องทำอย่างไร
ในรายการ รู้ใช้เข้าใจเงิน วันนี้กันครับ

ก่อนอื่นขอแสดงว่าความเสียใจผู้เสียหายกับเหตุการณ์ที่จังหวัดนครราชสีมนะครับ
หวังว่าครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย และ ทางรัฐบาลสามารถป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกครับ

อาจารย์ให้ความเห็นกับเหตุการณ์นี้ว่า จะไม่ค่อยกระทบต่อตลาดหุ้นมากนัก
แต่เหตุการณ์ โคโลนาไวรัส มีผลมากกว่า ซึ่งส่งผลกับธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว
ห้างใหญ่ตอนนี้ คนไปเดินลดลงมาก แต่อาจมีผลกระทบน้อยกับร้านสะดวกซื้อ
เพราะอยู่ใกล้บ้านของประชาชน ซึ่งจำเป็นต้องมาจับจ่ายใช้สอย ก็ไม่ไปห้างแต่มาร้านสะดวกซื้อ
ดีกว่า แต่ร้านสดวกซื้อจะโดนกระทบเรื่องไม่ได้แจกถุงพลาสติกมากกว่า

การลดดอกเบี้ย 0.25% เหลือ 1.00% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ดอกเบี้ยไทย
คงส่งผลต่อตลาดหุ้นบ้าง แต่ไม่มากนัก เพราะดอกเบี้ยบ้านเราอยู่ระดับต่ำมานาน

ส่วนหุ้นกลุ่มธนาคาร ที่ลงมาเยอะในช่วงที่ผ่านมา แต่คุณภาพของธนาคารยังใช้ได้ ตอนนี้
กลัวอย่างเดียวคือเรื่อง NPLเพิ่มขึ้น แต่คิดว่าธนาคารก็จัดการได้ โดยเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่
เมื่อผ่านตรงนี้ไป ธนาคารขนาดใหญ่ก็OK และ PB ratio ต่ำกว่า 1 ปันผล 3-4% ดีกว่าฝากธนาคาร

การลงทุนในช่วงนี้ ดุว่าราคาของหุ้นกลุ่มธนาคารไม่ได้ปรับเพิ่มมา 2-3 ปี ปันผลค่อยๆดีขึ้น เราลงทุนต้องเปรียบเทียบ
กับที่ลงทุนอยู่ตอนนี้ เช่น ฝากธนาคารได้ดอกเบี้ย 1% อย่างนี้การลงทุนในหุ้นธนาคารอาจจะดีกว่า
ได้ปันผล 2-3% ถ้าตลาดหุ้นไม่ไปไหน ก็ยังได้ปันผล แต่ถ้าตลาดหุ้นดี ก็ถือว่าได้ในส่วน capital gainด้วย
ทุกครั้งที่ราคาหุ้นลงมา ถือเป็นโอกาสในการลงทุน
ส่วนการลงทุนในต่างประเทศไม่ง่าย เพราะมีเรื่องความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
ซึ่งตลาดหุ้นทั้งในและต่างประเทศมีความผันผวน ปีที่แล้ว ตลาดต่างประเทศเช่น จีน สหรัฐ อียู ขึ้นแรงมาก
แต่ตลาดหุ้นไทยไม่ไปไหน ถ้าเราใช้market timing ก็จะย้ายไปลงทุนในต่างประเทศ ก็อาจเจอว่า
ตลาดหุ้นปีนี้ที่ต่างประเทศตกพอดี
ดังนั้นนักการเงินแนะนำว่า การลงทุนควรถัวเฉลี่ย ทั้งในและต่างประเทศ
อย่าคาดจับจังหวะในการลงทุน ควรกระจายความเสี่ยงลงในแต่ละตลาด
ถือเป็นแนวทางการลงทุนอีกแบบ
สมมติว่าเรามีเงินพอสมควร ลงในตลาดใด้ 3-4 ตลาดได้
แต่ต้องปรับน้ำหนักตลอดเวลา (Rebalancing)
เช่น ลงทุนในตลาด ไทย สหรัฐ และเวียดนาม ปีที่แล้วตลาดหุ้นสหรัฐดีมาก
เราก็แนะให้ขายส่วนเกินในสหรัฐออกมาลงทุนในไทยแทน ซึ่งปีที่แล้วไม่ค่อยดี
เพราะการทำนายตลาด ไม่ค่อยประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่

Q: บ้านเราดอกเบี้ยต่ำสุดในประวัติศาสตร์ มีโอกาสไหมที่ถึง0%เหมือนญี่ปุ่น
A: โครงสร้างไทยเหมือนญี่ปุ่น สุดท้ายอาจคล้ายกัน เพราะดอกเบี้ยมีโอกาสต่ำลงได้อีก
แต่คงไม่ถึงกับต้องจ่ายดอกเบี้ยให้กับธนาคาร
ถ้าเราเป็นนักลงทุนระยะยาว มั่นใจในปันผลของบริษัท ถึงแม้ราคาลงมา ก็ต้องทำใจถือหุ้นให้ผ่านไปให้ได้
นักลงทุนระยะยาว ลงทุนยากกว่าระยะสั้นที่พอไม่สบายใจ ก็ขายหุ้นออกได้เลย
ธุรกิจที่ดีในระยะยาว กำไรก็เพิ่มขึ้น ปันผลก็เพิ่มขึ้น อย่าไปห่วงสถานการณ์ตอนนี้

Q: หุ้น Mid-Small cap ยังน่าสนใจไหม
A: ยังน่าสนใจเฉพาะหุ้นบางตัว มีไม่เยอะ การเลือกหุ้นพวกนี้ ต้องเลือกอย่างระมัดระวัง
วิเคราะห์ตรวจสอบให้ดี ดูศักยภาพของบริษัทนั้น ถ้าแน่ใจก็ซื้อและโตไปกับบริษัทด้วยกัน
การลงทุนมีความเสี่ยง ดังนั้น ถ้าเลือกถูกตัว ก็รวย แต่ถ้าเลือกผิดตัว ก็มีโอกาสขาดทุนได้
นักลงทุนต้องเก่งจริง วิเคราะห์ธุรกิจไปข้างหน้า 5-10ปี ว่าศักยภาพของบริษัทดีหรือไม่

สุดท้ายขอขอบคุณ ดร นิเวศน์ และ น้องบิวมากๆครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1694
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Thu Feb 13, 2020 7:42 pm

The Conversation EP.10 แม้เศรษฐกิจไทยแย่ แต่เป็นจังหวะเข้าลงทุน
คุณ วิน พรหมแพทย์


จากภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวอย่างชัดเจน จากความไม่แน่นอนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ การเมืองโลกอย่างเทรดวอร์ก็ยังไม่สิ้นสุด แถมล่าสุดยังมีความกังวลเรื่อง “ฝุ่น PM2.5” และ “โคโรนาไวรัส” ที่ไม่แน่ใจว่าจะอยู่กับเราอีกนานแค่ไหน The Conversation ตอนนี้เลยอยากมาย้ำความมั่นใจเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจและการจัดพอร์ตการลงทุนกันอีกครั้ง กับคุณวิน พรหมแพทย์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน พรินซิเพิล จำกัด ว่าทิศทางของเศรษฐกิจไทยภายใต้ความท้าทาย จะไปทางไหน จัดพอร์ตอย่างไรภายใต้ความผันผวน



Q : ภาวะเศรษฐกิจในตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง มีประเด็นไหนที่พรินซิเพิลมองว่าต้องจับตาเป็นพิเศษ

A : ตัวเลขเศรษฐกิจไม่ดีหลายตัว ไม่ว่าจะเป็นการส่งออก การบริโภคในประเทศ การใช้จ่ายภาครัฐก็ล่าช้ามาตั้งแต่ปีที่แล้ว ยิ่งมาเจอกับปัญหาการเสียบบัตรแทนกันของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ก็ล่าช้าไปอีก ขณะเดียวกันภาคการบริโภคก็ยังชะลอ เนื่องจากคนเป็นหนี้เยอะ ซื้อของชิ้นใหญ่ไม่ไหว ส่วนปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างการส่งออกก็ไม่ฟื้น ทั้งนี้ในตอนแรกเราหวังเรื่องท่องเที่ยวว่าจะช่วยได้ กลับมาเจอไวรัสไปอีก ความหวังหายไป ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมไม่ดี อย่างไรก็ตามถ้าประเมินในภาพรวมเราอาจจะมีความหวังว่าที่บอกว่าเศรษฐกิจไม่ดีนั้น มันจะประคองตัวไปได้ เพราะปีที่แล้วตัวเลขจีดีพีปิดไม่ค่อยสวย หวังไว้แค่นั้น

“สิ่งที่ท้าท้ายมากของรัฐบาลคือ เราเจอกับปัญหาภายนอก และกระเทือนเรา ภาคท่องเที่ยวเป็นเรื่องค่อนข้างใหญ่ จะทำอย่างไรถึงจะประคับประคองเศรษฐกิจไทยไปได้ มองไปข้างหน้าเราคงโตช้าไปอีกระยะหนึ่ง ถ้าจะมีความหวังต้องจัดการเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษ (อีอีซี) และการยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้มากขึ้น เพราะตัวหนึ่งที่หลายคนมองข้ามไป นั่นก็คือตัวบวกของเราในเรื่อง Infrastructure รถไฟฟ้าหลายสายทยอยเปิดใช้บริการต่อเนื่อง เมื่อโครงสร้างพื้นฐานดี ก็เกิดการกระตุ้นความต้องการด้านที่อยู่อาศัย ทั้งบ้านและคอนโดมิเนียม รวมถึงเศรษฐกิจในพื้นที่นั้นๆ ก็เริ่มดีขึ้นได้ ส่วนในระยะต่อไปต้องลุ้นการพัฒนา EEC และโครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อม 3 สนามบิน ที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจได้ แต่ในเบื้องต้น ระยะสั้นนั้นอาจจะยาก” นายวินกล่าว



Q : แล้วภัยแล้ง จะกำลังซื้อของเกษตรกรมากน้อยแค่ไหน เพราะปีนี้น่าจะแล้งหนักกว่าเดิม

A : ภัยแล้งเป็นปัญหาหลักของปีนี้นะครับ โดยเรื่องที่กังวลคือ กำลังซื้อของฝั่งเกษตรกรไม่ค่อยดี และอีกสักพักปัญหาเรื่องกำลังซื้อคนวัยทำงาน ก็จะเริ่มมีปัญหาขึ้น คนเป็นหนี้กันเยอะขึ้น ทำให้เกิดหนี้ครัวเรือน มันจึงพัวพันทั้งกำลังซื้อภาคเกษตรกร และกำลังซื้อคนวัยทำงาน ที่มีปัญหาทั้ง 2 ฝั่ง ทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้โตช้า ซึ่งถ้าจะให้ดีกว่านี้ ต้องแก้ที่โครงสร้าง ซึ่งต้องใช้เวลานาน เพราะเป็นการแก้ระยะยาว คนจะรอไหวมั้ย?



Q : ในปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้น ปัญหาไหนที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด

A: ในระยะสั้นคือท่องเที่ยวและส่งออก เพราะเรากระทบจากภายนอก ส่วนระยะยาวคือปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจ การยกระดับอุตสาหกรรม การเพิ่มมูลค่าการผลิต ปัญหาเรื่องกำลังซื้อผู้บริโภคและหนี้ครัวเรือน



Q : เมื่อภาพเศรษฐกิจเป็นแบบนี้ ธนาคารซีไอเอ็มบี และบลจ.พรินซิเพิล ประเมินจีดีพีอย่างไร

A : พาร์ทเนอร์ซีไอเอ็มบีแบงก์ ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ประเมินจีดีพีไว้ที่ประมาณ 2.7-2.8% สอดคล้องกับที่หลาย ๆ สำนักประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะโตที่ระดับ 3% อย่างกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ก็ประเมินไว้ที่ 2.8% เพราะตัวไวรัสกระทบการท่องเที่ยวซึ่งเป็นตัวใหญ่ของเศรษฐกิจ ประเมินว่าทางพาร์ทเนอร์เราน่าจะต้องปรับลดประมาณการลงอีก จากที่คาดไว้ต้นปี*



Q : เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวเช่นนี้ จะส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นลดลงด้วยไหม เพราะฉะนั้นในสภาวะแบบนี้ พรินซิเพิลจะให้คำแนะนำด้านการลงทุนอย่างไร ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

A : เรามองว่าจริงๆ เศรษฐกิจอาจจะไม่ไปกับตลาดหุ้นเสียทีเดียว อย่างปีที่แล้วเศรษฐกิจไม่ดี แต่ตลาดหุ้น ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (รีทส์) และตราสารหนี้ทั่วโลก ผลตอบแทนดีมาก ยกเว้นผลตอบแทนตลาดหุ้นไทยที่ติดตอนต้นปีที่แล้ว เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจอาจจะไม่ใช่ตัวฟันธงว่าหุ้นจะดีไม่ดี มันก็มีส่วนแหละ แต่ไม่ได้เป็นคำตอบเดียวในการลงทุนในหุ้น

“และถ้ามองภาวะตลาดหุ้นไทย ข้อดีคือเราเปิดต้นปีด้วยฐานที่ต่ำ และตอนนี้ก็ลงมาที่ระดับ 1,500 จุด การลงทุนดีขึ้นด้วยซ้ำ เพราะเราได้ซื้อของถูกลง และข้อดีอีกข้อหนึ่งคือหลายคนมองว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนจะเติบโตได้ เพราะติดลบมา 2 ปี ปีนี้น่าจะกลับมาเป็นบวกได้” นายวินกล่าว

แต่ข้อเสียคือเรามีระดับ Valuation ที่ค่อนข้างแพง เมื่อเทียบกับตัวเองในอดีตและเทียบกับเพื่อนบ้าน เป็นตัวฉุดรั้งให้นักลงทุนไม่อยากลงทุนมากเท่าที่ควรจะเป็น พอแพงก็ไม่ค่อยกล้าที่จะซื้อเท่าไหร่ และข้อเสียคือปัจจัยภายนอกเต็มเลย รวมถึงการเมืองไทยด้วย เพราฉะนั้นก็แนะนำว่าต้องจัดพอร์ตแบบกระจายไว้ก่อน คือต้องมีหุ้นไทย อสังหาริมทรัพย์ และหุ้นโลก

โดยหุ้นไทย มองว่าราคาที่ลงมาขนาดนี้สามารถเก็บเพิ่มได้ แต่ก็ไม่ถึงกับฟันธงว่าราคาหุ้นจะลงต่อ อย่างไรก็ตามการเข้าซื้อที่ดัชนีระดับ 1,500 จุด เท่ากับว่าซื้อของถูกกว่าเดิมตั้งเยอะ เมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่ขึ้นไป 1,700 จุดกว่าๆ และการที่ตลาดหุ้นปรับฐานมาแรงๆ ช่วงที่จีนโดนกระหน่ำหนักต้นปี 2563 ช่วงนี้ต้องหาจังหวะเพิ่มหุ้น แต่รอจังหวะที่เหมาะสม และกระจายการลงทุนในพอร์ต

สำหรับหุ้นไทย แนะนำกลุ่มยากมาก ด้วยความที่ตลาดหมุนเร็ว เดิมเชื่อว่าเป็นหุ้นในประเทศที่น่าลงทุน แต่ตอนนี้ไม่น่าจะได้แล้ว เพราะตลาดหมุนเปลี่ยนกลุ่มหุ้นเร็วมาก ขณะที่กำลังซื้อภาคการบริโภคก็น่าห่วง เราจึงแนะนำว่านักลงทุนควรจัดพอร์ตแบบกระจายกลุ่ม แล้วไปเลือกหุ้นเด่นของแต่ละกลุ่มจะดีกว่า ถามว่าแล้วจะเลือกยังไง? ให้หุ้นที่เป็น Winner หรือหุ้นที่เป็นผู้นำธุรกิจ หรือได้รับผลกระทบน้อย มากกว่าที่จะเลือกเป็นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ควรเลือกรายตัว

ส่วนการลงทุนในหุ้นโลกแนะนำหุ้นกลุ่มปลอดภัย (Defensive) เพราะราคาหุ้นโลกขึ้นมาพอสมควร ในหุ้นกลุ่มอุปโภคบริโภค หุ้นโครงสร้างพื้นฐานและหุ้นปันผลสูง โดยให้น้ำหนักฝั่งเอเชีย-แปซิฟิกมากหน่อย เนื่องจากหุ้นส่วนที่เหลือปรับขึ้นไปมากแล้วในปีที่ผ่านมา สวนทางกับสถานการณ์เทรดวอร์ที่ฉุดเศรษฐกิจ และหากนักลงทุนอยากลงทุนในสินทรัพย์ที่มั่นคง รีทส์คือคำตอบ แม้ว่าผลตอบแทนอาจจะไม่ดีเท่าปีที่แล้วที่ปรับขึ้น 20% ก็ตาม

*ล่าสุดกรุงเทพธุรกิจรายงานว่าธนาคารซีไอเอ็มบี ประกาศปรับลดจีดีพี จาก 2.7% เหลือ 2.3% จากผลกระทบไวรัสโคโรนา

Cr:Wealthy


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1694
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Tue Feb 18, 2020 9:18 am

กลิ่นบางๆ ฟองสบู่ของประเทศไทยมาแล้วค่ะ
เก็บเงินไว้ก่อน อย่าลงทุนซื้ออะไรหนักๆในระหว่างนี้
นี่คือการทำเพื่อให้บริษัทอยู่รอดของกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ

0.เชฟโรเลตปิดฉาก ขายโรงงาน เลิกจำหน่าย ผลิตรถในไทย

1. Honda เพิ่มวันหยุดยาว ในเดือนเมษายน พฤษภาคม กรกฎาคม สิงหาคม มีวันหยุด ติดต่อกัน 10 วัน และหยุดทุกวันเสาร์- อาทิตย์

2. Toyota เริ่มทยอยปลดพนักงาน Supervisor ไป 1 lot แล้ว เนื่องจากเเบกรับภาระขาดทุน ค่าแรงงานที่สูงไม่ไหว รถที่ผลิตออกมาจอดเต็ม Stock ขายไม่ได้

3. GM ปลดพนักงาน Sup ออกหมดเเล้ว เเละแบรนด์เนมที่เป็นของ Isuzu ให้นำกลับไป ประกอบที่สำโรงเเล้วเพื่อลด Cost ส่วน บ. แม่ GM ที่อเมริกา ทางรัฐบาลของสหรัฐ อุ้มไว้เเล้ว หากไม่อุ้มอีก 3 เดือนข้างหน้า GM จะล้มละลาย บริษัท​ GM จะเลิกขายผลิตภัณฑ์เชฟโรเลต​ ภายในสิ้นปีนี้2563 และจะปิดตัวถาวร

4. Nissan ลดการผลิตลง 50% เเละกำลังลดพนักงานออกชุดเเรก เดือนหน้า

5. Misubishi ยังมียอดขายที่ต่างประเทศอยู่บ้าง จะกระทบจริงเดือน มค. ปีหน้า

6. AAT กำลังทำกิจกรรมลดต้นทุนอย่างหนัก ทั้งไม่ให้มี OT ทำกิจกรรรม Balance งานใหม่ทั้งระบบเพื่อลดค่าใช้จ่าย เเละยังไม่ปลดคน…ปีหน้าไม่เเน่

7. Fujisu เอาออกไปแล้ว 300 คน

8.Sieko Instrument เอาออกไปแล้ว 400 คน

9. Statschippac ตั้งแต่เดือนหน้า หยุดทำงานทุกๆวันจันทร์

10.TOT เท9พันล้านโละพนักงานอีกกว่า 3,500คน ลดภาระเงินเดือนที่จ่ายปีละ 1.4หมื่นล้าน

11. Sumsung – LG ย้ายฐานการผลิตบางส่วนไปเวียดนาม และยกเลิกสายการผลิตtvในไทย เนื่องจากแบกรับต้นทุนค่าแรง วันละ 300 บ.ไม่ไหว

12. อินโด ปิดน่านน้ำ ส่งผลให้ แรงงานประมงกว่า 3,000 อัตรา จ่อตกงาน ธุรกิจประมงขาดทุนยับ!!

12.การบินไทย ปรับลงพนักงานอีกกว่า 5,000 อัตรา หลังขาดทุนต่อเนื่อง!!

13.เครือ EU ยกเลิกการนำเข้าสินค้าประมงไทย สิ้นเดือนนี้!
หากไทยยังไม่สามารถแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ / ประชาธิปไตยได้

14.ธุรกิจท่องเที่ยวชั้น เฟริสคราส จ่อเจ๊งยับ!!
15. โรงแรมใหญ่ๆ ในประเทศไทย ทะยอยปิดตัว หลังนักท่องเที่ยวหดหาย แบกรับภาระขาดทุนไม่ไหว ยกตัวอย่าง รร. เก่าแก่ อย่าง อิมพีเรียล ควีนปาร์ค ที่ ปิดตัวลงเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา

16. Nikon, TOYOTA ย้ายฐานการผลิตจากไทยแต่เริ่มไปเปิดฐานการลงทุนใหม่ ที่ประเทศลาว โดยเริ่มบุกตลาดด้านการแปรรูปสินค้าเกษตร และ พลังงาน

17.หลายบริษัทยักษ์ใหญ่ – ขนาดกลาง เริ่มปรับลดโอที หลังประสบปัญหาขาดทุน/ยอดสั่งซื้อลดลงต่อเนื่อง

18.กลุ่มธนาคาร เครือข่ายค่ายมือถือ ที่ใช้ระบบออนไลน์ทำธุรกรรมมากขึ้น ปรับลดจำนวนพนักงานลง และยังไม่รวมภาคอุสาหกรรมและการเกษตรที่ราคาตกต่ำแต่ขายปลีกแพง

ทุกคนต้องระวังนะ อย่าใช้เงินเกินตัว
เหตุการณ์นี้อาจอยู่ยาว 2 ปี หรือมากกว่า

Cr. ดร.ปัณนรัตน์ รังสีเสาวภาคย์


yoko
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 4185
Joined: Sat Jan 27, 2007 4:49 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by yoko » Tue Feb 25, 2020 8:36 am

ผมเริ่มลงเเรงหาหุ้นดีๆเก็บเข้าพอร์ทแล้วครับ :B


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1694
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Tue Feb 25, 2020 5:46 pm

amornkowa wrote:
Tue Feb 18, 2020 9:18 am
กลิ่นบางๆ ฟองสบู่ของประเทศไทยมาแล้วค่ะ
เก็บเงินไว้ก่อน อย่าลงทุนซื้ออะไรหนักๆในระหว่างนี้
นี่คือการทำเพื่อให้บริษัทอยู่รอดของกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ

0.เชฟโรเลตปิดฉาก ขายโรงงาน เลิกจำหน่าย ผลิตรถในไทย

1. Honda เพิ่มวันหยุดยาว ในเดือนเมษายน พฤษภาคม กรกฎาคม สิงหาคม มีวันหยุด ติดต่อกัน 10 วัน และหยุดทุกวันเสาร์- อาทิตย์

2. Toyota เริ่มทยอยปลดพนักงาน Supervisor ไป 1 lot แล้ว เนื่องจากเเบกรับภาระขาดทุน ค่าแรงงานที่สูงไม่ไหว รถที่ผลิตออกมาจอดเต็ม Stock ขายไม่ได้

3. GM ปลดพนักงาน Sup ออกหมดเเล้ว เเละแบรนด์เนมที่เป็นของ Isuzu ให้นำกลับไป ประกอบที่สำโรงเเล้วเพื่อลด Cost ส่วน บ. แม่ GM ที่อเมริกา ทางรัฐบาลของสหรัฐ อุ้มไว้เเล้ว หากไม่อุ้มอีก 3 เดือนข้างหน้า GM จะล้มละลาย บริษัท​ GM จะเลิกขายผลิตภัณฑ์เชฟโรเลต​ ภายในสิ้นปีนี้2563 และจะปิดตัวถาวร

4. Nissan ลดการผลิตลง 50% เเละกำลังลดพนักงานออกชุดเเรก เดือนหน้า

5. Misubishi ยังมียอดขายที่ต่างประเทศอยู่บ้าง จะกระทบจริงเดือน มค. ปีหน้า

6. AAT กำลังทำกิจกรรมลดต้นทุนอย่างหนัก ทั้งไม่ให้มี OT ทำกิจกรรรม Balance งานใหม่ทั้งระบบเพื่อลดค่าใช้จ่าย เเละยังไม่ปลดคน…ปีหน้าไม่เเน่

7. Fujisu เอาออกไปแล้ว 300 คน

8.Sieko Instrument เอาออกไปแล้ว 400 คน

9. Statschippac ตั้งแต่เดือนหน้า หยุดทำงานทุกๆวันจันทร์

10.TOT เท9พันล้านโละพนักงานอีกกว่า 3,500คน ลดภาระเงินเดือนที่จ่ายปีละ 1.4หมื่นล้าน

11. Sumsung – LG ย้ายฐานการผลิตบางส่วนไปเวียดนาม และยกเลิกสายการผลิตtvในไทย เนื่องจากแบกรับต้นทุนค่าแรง วันละ 300 บ.ไม่ไหว

12. อินโด ปิดน่านน้ำ ส่งผลให้ แรงงานประมงกว่า 3,000 อัตรา จ่อตกงาน ธุรกิจประมงขาดทุนยับ!!

12.การบินไทย ปรับลงพนักงานอีกกว่า 5,000 อัตรา หลังขาดทุนต่อเนื่อง!!

13.เครือ EU ยกเลิกการนำเข้าสินค้าประมงไทย สิ้นเดือนนี้!
หากไทยยังไม่สามารถแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ / ประชาธิปไตยได้

14.ธุรกิจท่องเที่ยวชั้น เฟริสคราส จ่อเจ๊งยับ!!
15. โรงแรมใหญ่ๆ ในประเทศไทย ทะยอยปิดตัว หลังนักท่องเที่ยวหดหาย แบกรับภาระขาดทุนไม่ไหว ยกตัวอย่าง รร. เก่าแก่ อย่าง อิมพีเรียล ควีนปาร์ค ที่ ปิดตัวลงเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา

16. Nikon, TOYOTA ย้ายฐานการผลิตจากไทยแต่เริ่มไปเปิดฐานการลงทุนใหม่ ที่ประเทศลาว โดยเริ่มบุกตลาดด้านการแปรรูปสินค้าเกษตร และ พลังงาน

17.หลายบริษัทยักษ์ใหญ่ – ขนาดกลาง เริ่มปรับลดโอที หลังประสบปัญหาขาดทุน/ยอดสั่งซื้อลดลงต่อเนื่อง

18.กลุ่มธนาคาร เครือข่ายค่ายมือถือ ที่ใช้ระบบออนไลน์ทำธุรกรรมมากขึ้น ปรับลดจำนวนพนักงานลง และยังไม่รวมภาคอุสาหกรรมและการเกษตรที่ราคาตกต่ำแต่ขายปลีกแพง

ทุกคนต้องระวังนะ อย่าใช้เงินเกินตัว
เหตุการณ์นี้อาจอยู่ยาว 2 ปี หรือมากกว่า

Cr. ดร.ปัณนรัตน์ รังสีเสาวภาคย์
ข้อมูลเก่า แบะมีการนำเชฟโรเลตมาเพิ่ม
โปรดข้ามบทความนี้ไปครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1694
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: ดัชนีต่ำกว่า1,500จุด เราควรทำ อย่างไร

Posts by amornkowa » Fri Feb 28, 2020 9:36 am

ดร นิเวศน์ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ รู้ไว้ เข้าใจเงินกับ น้องบิว Chittima Tawaret

อาจารย์ได้ให้ความเห็นว่า นาทีนี้มีหุ้นปลอดภัยน่าลงทุน เลือกซื้อได้หลายตัว
แตอย่าคาดหวังผลตอบแทนสูงมากนะ
แต่ก็ยังมีหุ้นจำนวนมากที่ยังแพงอยู่ ต้อง selective buy
ดังนั้น ยังสรุปไมได้ว่าลงทุนช่วงนี้แล้วได้ผลตอบแทนดี
โดยยังมีหุ้นบางตัวที่ยังแพงอยู่ และตลาดหุ้นก็ไม่อยู่ในโซนที่ถูก
โอกาสที่ดัชนีลงต่อ ก็ยังมีอยู่. ตอนนี้ลงมา10กว่า%แล้ว
(ถ้าลงมาอีกเหมือนเมื่อวาน ก็ถือว่าเป็นช่วงวิกฤตแล้ว)

อาจารย์บอกว่าต้องเผื่อไว้บ้าง เพราะถ้ามีการกระจายของผู้ติดเชื้อกว้างขวางขึ้น
ความเสี่ยงก็ค่อนข้างสูง. ดังนั้นหุ้นที่ลงทุนต้องเป็นหุ้นที่defensiveพอสมควร

หุ้นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ต้องdiscountมากกว่านี้อีก
แต่หุ้นที่ไม่ถูกกระทบทางตรง. ก็พอลงทุนได้
ต้องดูว่าไวรัสอยู่อีกนานไหม กระทบต่อเศรษฐกิจเยอะไหม
ตอนนี้กลุ่มท่องเที่ยว การบิน ราคายังไม่น่าสนใจ

ตลาดหุ้นตอนนี้ยังไม่เรียกว่าวิกฤต แต่ก็มีโอกาสถึง
เผลอๆถ้ามีcorrection หนักๆอีกสัก10% ก็ถือว่าวิกฤต (ตลาดหุ้นลงเกิน20%ถือเป็นภาวะวิกฤติ
แต่ถ้าปรับตัวน้อยกว่าทเรียกว่าปรับฐาน)
ลงทุนตอนนี้ต้องเผื่อด้วย เราต้องหลีกเลี่ยงหุ้นเหล่านี้
ไปลงทุนหุ้นdefensive และมีปันผล. บริษัทมีอนาคต
และไม่เกี่ยวข้องกับ Covid-19 และถือหุ้นข้ามปีไป ก็มีโอกาสฟื้น
เราหวังแค่เป็นเจ้าของธุรกิจที่ให้ปันผล5% ก็พอใจแล้ว

ตอนวิกฤต แฮมเบอร์เกอร์ มั่นใจ100%ว่าตลาดต้องกลับมา
เพราะเป็นเรื่องของสหรัฐ กระทบเราไม่มาก
แต่ตอนนี้ไม่รู้จบเมื่อไหร่ อาจระบาดเกินปี ถือเป็นปัญหาใหญ่
บ้านเรา ศก ชะลอมาหลายปี บริษัทจดทะเบียนไม่มีgrowth
ไม่เหมือนสมัยต้มยำกุ้ง ที่มีบริษัทส่งออกมาช่วย
คงต้องติดตามดูต่อไป

ขอบคุณ ดร นิเวศน์ สำหรับความคิดเห็นกับตลาดช่วงนี้ครับ


Post Reply