CPALL

แหล่งรวบรวมข้อมูลของหุ้นต่างๆ All for one, one for all
(ข้อมูลตั้งแต่ก่อตั้งเว็บ จนถึง 30 กันยายน 2555 ห้องนี้อ่านได้อย่างเดียวไม่สามารถ post ได้)
TLSS
Verified User
Posts: 616
Joined: Wed Jul 11, 2012 12:01 pm

Re: CPALL

Posts by TLSS » Wed Sep 26, 2012 6:23 pm

"สะดวกซื้อ" แข่งเสิร์ฟ ข้าวกล่อง 25 บาทเจาะแมส
updated: 26 ก.ย. 2555 เวลา 11:00:10 น. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแบบคนเมืองที่เร่งรีบและมีข้อจำกัดด้านเวลา "อาหารพร้อมรับประทาน" หรือ "เรดดี้ทูอีต" มีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น เนื่องจากตอบโจทย์เรื่องความสะดวกสบาย ด้วยราคาที่ไม่สูงจนเกินไป บวกกับความหลากหลายของเมนูต่าง ๆ ที่มีเพิ่มขึ้นมาต่อเนื่อง

วันนี้เห็นได้ชัดว่าทั้งผู้ผลิตอาหารแช่แข็ง และบรรดาค้าปลีก ต่างหันมาให้น้ำหนักกับสินค้าในกลุ่มนี้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม "ข้าวกล่อง" ในช่องทาง "ร้านสะดวกซื้อ" ที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยเฉพาะเซเว่นอีเลฟเว่นซึ่งมีแนวรบที่ชัดเจนในการรุกตลาดนี้

ล่าสุดได้มีการทดลอง "อาหารแช่เย็นบรรจุถุง" เป็นครั้งแรก ภายใต้แบรนด์อีซี่โก ขนาด 170 กรัม ในราคา 25 บาท ถือเป็นราคาที่ "ต่ำที่สุด" ในปัจจุบันก็ว่าได้
เทียบกับราคาข้าวกล่องอีซี่โก ในรูปแบบโฟรเซ่นจะมีราคาต่ำสุดที่ 29 บาท
ถือเป็นการเปิดเกมรบครั้งสำคัญของยักษ์ใหญ่รายนี้

"นริศ ธรรมเกื้อกูล" รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เฉลยว่า ทดลองทำตลาดอาหารแช่เย็นบรรจุถุงอะเซฟติกเป็นครั้งแรกเมื่อ 1 เดือนที่ผ่านมา นำร่อง 2 เมนูคือ ข้าวผัดหมู และข้าวผัดไก่ เบื้องต้นวางขาย 200 สาขา ในเขตกรุงเทพฯ คาดว่าภายในสิ้นปีจะกระจายทั่วทุกสาขา ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นจะเพิ่มเป็น 6,800 สาขา

สาเหตุสำคัญเพราะมองเห็น "ช่องว่าง" ตลาด เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่มีความกังวลในเรื่องค่าใช้จ่ายและราคาสินค้า และถือเป็นการเตรียมการสำหรับปีหน้าที่คาดว่าเศรษฐกิจจะซบเซา ซึ่งในอนาคตก็จะมีแผนพัฒนาเมนูอื่น ๆ ทยอยออกมา รวมทั้งสนใจเพิ่มเมนูข้าวสวยในราคา 10 บาทอีกด้วย

ยอดขายอาหารกล่องในเซเว่นฯ ทั้งในรูปแบบอาหารแช่แข็ง และแช่เย็น ปัจจุบันรวมกันอยู่ที่ 1.4 ล้านกล่อง เติบโตมากกว่า 10% ต่อปี สินค้าที่ขายดีส่วนใหญ่เป็นเมนูเบสิกคือ กะเพราหมู, กะเพราไก่, เกี๊ยวกุ้ง, ข้าวผัดปู ปัจจัยสำคัญมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่อาศัยอยู่คอนโดฯและไม่มีเวลาทำกับข้าว

นโยบายในอนาคตคือการขยายกลุ่มอาหารแช่เย็นไปยังต่างจังหวัดมากขึ้น จากปัจจุบันมีเฉพาะเขตกรุงเทพฯเท่านั้น ขณะที่อาหารแช่แข็งภายใต้แบรนด์อีซี่โก มีวางขายในเซเว่นฯทั่วประเทศแล้ว

ไม่เพียงเซเว่นฯเท่านั้นที่เห็นโอกาสของสินค้ากลุ่มนี้ คู่แข่งรายอื่น ๆ อย่าง "แม็กซ์แวลู" ปีนี้ก็หันมาเน้นพัฒนาอาหารพร้อมรับประทานร่วมกับซัพพลายเออร์ โดยหวังเพิ่มสัดส่วนกลุ่มอาหารพร้อมรับประทานเป็น 20% จากปัจจุบันอยู่ที่ 15% ของสินค้าทั้งหมด

"เคนอิจิ ฮิราโอะ" กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิออน (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้บริหารร้านแม็กซ์แวลูระบุว่า เป็นส่วนหนึ่งของแผนที่จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัท ด้วยการสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าที่จะมีความหลากหลายและรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นความสะดวกสบาย

เช่นเดียวกับทาง "แฟมิลี่มาร์ท" และ "108 ช็อป" ที่ต้องการเพิ่มกลุ่มอาหารแช่แข็ง และกลุ่มอาหารแช่เย็น เพื่อตอบโจทย์เรื่องความสะดวกให้แก่ผู้บริโภคเช่นกัน

"อนุรัตน์ โค้วคาสัย" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาดและฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท พรานทะเล มาร์เก็ตติ้ง จำกัด กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ปัจจุบันอาหารพร้อมรับประทาน หรือกลุ่มข้าวกล่องของพรานทะเลวางอยู่ในร้านสะดวกซื้อต่าง ๆ เกือบทั้งหมด เพราะเป็นเทรนด์ของผู้บริโภค ทั้งแฟมิลี่มาร์ท, ท็อป เดลี่, มินิ บิ๊กซี, 108 ช็อป รวมถึงเซเว่นฯ ซึ่งยอดขายเติบโตขึ้นตลอด

ราคาจะมีหลายระดับตั้งแต่ 29 บาท, 32 บาท สูงสุดอยู่ที่ 49 บาท แต่ราคาเฉลี่ยที่ขายในร้านสะดวกซื้อจะต่ำกว่าที่ขายในซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งจะเริ่มที่ประมาณ 35 บาทขึ้นไป เพราะกลุ่มผู้บริโภคที่เข้ามาใช้บริการในร้านสะดวกซื้อจะค่อนข้างแมส และมีกำลังซื้อต่ำกว่า

"ไม่แปลกที่เซเว่นฯจะลงตลาดเมนู 25 บาท เพราะเป็นช่องว่างตลาดกับกลุ่มทำงาน นิสิต นักศึกษา ที่กำลังซื้อไม่มากนัก อีกด้านหนึ่งก็ถือเป็นราคาทางจิตวิทยาในการดึงลูกค้าเข้าร้าน หากเทียบกับราคาอาหารข้างทางที่เฉลี่ยประมาณ 30 บาท ถือเป็นราคาที่จูงใจพอสมควร"

"อนุรัตน์" ชี้ว่า ปัจจุบันแนวโน้มผู้บริโภคหันมาซื้อข้าวกล่อง หรืออาหารพร้อมรับประทาน ผ่านร้านสะดวกซื้อมากขึ้น จากเดิมจะเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นหลัก เพราะสาขาที่มากขึ้นทำให้ลูกค้าสะดวกมากขึ้น

สำหรับพรานทะเลมีการพัฒนาเมนูต่อเนื่อง จากโอกาสอีกมหาศาลที่เปิดออก สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน
ถือเป็นโอกาสสำคัญของทั้ง "ร้านสะดวกซื้อ" และผู้ผลิต "อาหารพร้อมรับประทาน" ทุกค่าย ณ ชั่วโมงนี้


User avatar
RS
Verified User
Posts: 438
Joined: Wed Nov 08, 2006 11:51 pm

Re: CPALL

Posts by RS » Wed Sep 26, 2012 8:48 pm

ได้ยินคนพูดถึง 7-11 วันนี้ว่า แสตมป์ที่ทำให้ 7-11 ขายดีมากๆๆๆๆๆ ตอนนี้ จัดเป็น societal marketing อย่างหนึ่งครับ

ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งกล่อง


TLSS
Verified User
Posts: 616
Joined: Wed Jul 11, 2012 12:01 pm

Re: CPALL

Posts by TLSS » Thu Sep 27, 2012 8:41 am

คอนวีเนียสโตว์ปี56ใหญ่ฟัดใหญ่
วันพุธที่ 26 กันยายน 2012 เวลา 09:54 น. กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ

ยักษ์ค้าปลีกฟันธง "คอนวีเนียนสโตร์" ปี 56 แข่งดุ หลังเซ็นทรัลทุ่มกว่า 3 พันล้านฮุบแฟมิลี่ มาร์ท พร้อมเดินหน้าขยายเพิ่ม 3 พันแห่งในปี 64 "เซเว่น" มั่นใจกระตุ้นตลาดโตแบบก้าวกระโดด ด้าน "บิ๊กซี" เร่งรับมือทุ่มเฉียดพันล้านผุด 120 แห่ง ขณะที่สมาคมผู้ค้าปลีกเผยครึ่งปีแรกโตแล้ว 17.7%

ตามที่ "ฐานเศรษฐกิจ" ฉบับวันที่ 30 สิงหาคม - 1 กันยายน 2555 ได้นำเสนอข่าว "เซ็นทรัลคว้าแฟมิลี่ มาร์ท เขี่ยเบอร์ลี่ฯคุมไลเซนส์ โหมธุรกิจร้านสะดวกซื้อ" ล่าสุดช่วงค่ำวันที่ 24 กันยายน ที่ผ่านมา "แฟมิลี่ มาร์ท" ประเทศญี่ปุ่น เจ้าของลิขสิทธิ์ร้านสะดวกซื้อแฟมิลี่ มาร์ท ประกาศขายหุ้นของบริษัท สยามแฟมิลี่มาร์ท จำกัด จำนวน 50.29% หรือคิดเป็นมูลค่า 7.8 พันล้านเยน หรือประมาณ 3.094 พันล้านบาท ให้กับบริษัทเซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือซีอาร์ซี บริษัทในกลุ่มเซ็นทรัล ซึ่งเป็นผู้ค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมวางแผนที่จะเพิ่มจำนวนร้านสะดวกซื้อในไทย 2 เท่าตัว หรือ 1.5 พันร้าน ภายใน 5 ปีนับจากนี้ ซึ่งจะส่งผลให้มีร้านแฟมิลี่มาร์ท 3 พันแห่งภายในปี 2564 ถือเป็นการประกาศสงครามร้านสะดวกซื้อหรือคอนวีเนียน สโตร์ในเมืองไทย โดยมีทัพขุนพลของเซ็นทรัล กรุ๊ป เป็นผู้ขับเคลื่อน

++ ดึงแฟมิลี่ มาร์ทเพิ่มอำนาจต่อรอง
แหล่งข่าวระดับสูงในวงการค้าปลีก กล่าวว่า การที่กลุ่มเซ็นทรัลเข้าถือหุ้นในร้านแฟมิลี่ มาร์ท ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของร้านแฟมิลี่ มาร์ท และรวมถึงธุรกิจร้านสะดวกซื้อในเมืองไทย ซึ่งแน่นอนว่าการที่เซ็นทรัลยอมทุ่มเงินกว่า 3 พันล้านบาทเข้าถือหุ้นแฟมิลี่ มาร์ทเพราะมองเห็นถึงศักยภาพของร้านแฟมิลี่ มาร์ท และโอกาสในการเติบโตของธุรกิจร้านสะดวกซื้อซึ่งเป็นโมเดลค้าปลีกที่มีการเติบโตสูงเป็นตัวเลข 2 หลักอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แตกต่างจากร้านค้าปลีกประเภทอื่นๆ

จุดได้เปรียบที่เซ็นทรัลจะใช้ขับเคลื่อนในธุรกิจร้านสะดวกซื้อ คือ จำนวนสาขาที่แฟมิลี่ มาร์ท ครอบครอง ซึ่งมีอยู่กว่า 700 แห่งทั่วประเทศ และล้วนอยู่ในทำเลที่ดี เพราะสาขาส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในแหล่งชุมชน รวมทั้งการมีสาขาที่เพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่าตัวเมื่อนับรวมกับร้านท็อปส์ เดลี่ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 119 แห่ง (ท็อปส์ เดลี่ เป็นร้านสะดวกซื้อภายใต้การดูแลของบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัลเช่นกัน) จะทำให้กลุ่มเซ็นทรัล มีอำนาจในการต่อรองเรื่องของสินค้าและราคามากขึ้น

โดยเฉพาะการสั่งซื้อสินค้าในปริมาณมาก จากผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ ทำให้สามารถทำราคาได้ต่ำสุด และมีมาร์จินสูงสุด ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในธุรกิจร้านสะดวกซื้อเพราะปัจจุบันจะพบว่าร้านสะดวกซื้อมีการแข่งขันที่รุนแรง ทำให้ต้องหันมามุ่งเน้นการบริการและจำหน่ายสินค้าในราคาถูก ส่งผลให้มาร์จินต่อหน่วยต่ำมาก การที่ผู้ประกอบการจะได้กำไรจึงต้องมีระบบการบริหารจัดการเพื่อให้มีต้นทุนต่ำสุด
++ เซ็น MOU 27 กย.นี้

ทั้งนี้การที่เซ็นทรัลเข้าถือหุ้นในร้านแฟมิลี่ มาร์ทนั้น เชื่อว่ากลุ่มเซ็นทรัล จะต้องทำการปรับโครงสร้างการบริหารในกลุ่มค้าปลีกใหม่ ซึ่งทั้งหมดอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของนายทศ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่เตรียมจัดแถลงข่าว พร้อมเซ็นสัญญาลงนาม (MOU) ร่วมกับผู้บริหารของบริษัท แฟมิลี่ มาร์ท ประเทศญี่ปุ่น ขึ้นในวันที่ 27 กันยายน 2555 ที่โรงแรม เดอะ เซนต์รีจิส กรุงเทพฯด้วย

โดยเบื้องต้นกลุ่มเซ็นทรัล และบริษัท แฟมิลี่ มาร์ท ประเทศญี่ปุ่น ได้บรรลุข้อตกลงในการถือหุ้นบริษัท สยามแฟมิลี่ มาร์ท จำกัด โดยซีอาร์ซี จะถือหุ้นในสัดส่วน 50.29% และแฟมิลี่ มาร์ท ญี่ปุ่น จะเพิ่มหุ้นในสยามแฟมิลี่ มาร์ท ให้ได้ 48.20% ด้วยการซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ จากปัจจุบันที่บริษัทถือหุ้นทั้งหมด 90.41% ในสยามแฟมิลี่ มาร์ท ประเทศไทย

ขณะที่แฟมิลี่ มาร์ท ประเทศญี่ปุ่น มีแผนขยายธุรกิจสู่ประเทศใหญ่ๆ ในแถบอาเซียน โดยตั้งเป้าที่จะเพิ่มจำนวนร้านค้าให้ถึง 4 หมื่นแห่งทั่วโลกภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 จากปัจจุบันที่มีสาขา 9 พันแห่งในประเทศญี่ปุ่น และอีก 1.2 หมื่นแห่งในต่างประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2555)

++ เซเว่นฟันธงโตก้าวกระโดด
ขณะที่นายสุวิทย์ กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านเซเว่นอีเลฟเว่น กล่าวว่า การที่กลุ่มเซ็นทรัลเข้าถือหุ้นร้านแฟมิลี่มาร์ท จะส่งผลให้ธุรกิจร้านสะดวกซื้อหรือคอนวีเนียน สโตร์มีการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น และส่งผลให้ภาพรวมธุรกิจค้าปลีกในรูปแบบคอนวีเนียน สโตร์มีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดด เนื่องจากมีผู้ประกอบการรายใหญ่และมีศักยภาพในธุรกิจค้าปลีกเข้ามาดำเนินธุรกิจ

สำหรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจร้านแฟมิลี่ มาร์ทของกลุ่มเซ็นทรัลนั้น คาดว่าจะเป็นการเข้ามาบริหารร้านภายใต้แบรนด์แฟมิลี่ มาร์ทตามเดิม เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจเดิมที่มีอยู่ โดยบริหารร้านแฟมิลี่ มาร์ท ควบคู่ไปกับร้านท็อปส์ เดลี่ เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายของลูกค้าระหว่างแฟมิลี่ มาร์ท และท็อปส์เดลี่มีความแตกต่างกัน โดยในส่วนของท็อปส์ เดลี่มองว่าคู่แข่งในตลาดน่าจะเป็นโลตัส เอ็กซ์เพรส และมินิบิ๊กซีมากกว่า

อย่างไรก็ดี หากกลุ่มเซ็นทรัลได้สิทธิ์ในการเข้ามาบริหารร้านแฟมิลี่ มาร์ทจริงยอมรับว่าน่ากลัวพอสมควร แม้ว่าปัจจุบันร้านแฟมิลี่ มาร์ทจะมีจำนวนสาขาที่เปิดให้บริการกว่า 700 สาขาเท่านั้น แต่เนื่องจากกลุ่มเซ็นทรัลมีความแข็งแกร่งด้านธุรกิจค้าปลีก จึงน่าจะทำให้ธุรกิจคอนวีเนียน สโตร์มีความคึกคักมากขึ้น เนื่องจากร้านสะดวกซื้อขยายสาขาได้ง่ายเมื่อเทียบกับห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ที่มีกฎหมายควบคุม

++ บิ๊กซีย้ำไซซ์เล็กแข่งเดือด
นายกุฎาธาร นาควิโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ และร้านมินิบิ๊กซี กล่าวว่า คาดว่าธุรกิจร้านสะดวกซื้อในปีหน้า จะมีการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น ทั้งจากการที่เซ็นทรัลเข้าถือหุ้นในแฟมิลี่ มาร์ท ซึ่งจะทำให้มีการเข้ามาทำตลาดและขยายสาขาเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันผู้ประกอบการรายอื่นๆ ต่างหันมาขยายสาขาที่มีขนาดเล็กเป็นหลัก เพราะใช้เงินลงทุนน้อยกว่า สามารถเจาะเข้าถึงชุมชนได้มากกว่า และยังสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมใช้บริการร้านขนาดเล็ก เพราะสะดวก รวดเร็ว ทำให้ร้านสะดวกซื้อมีศักยภาพและสามารถเติบโตได้อีกมาก

"การที่ผู้บริโภคนิยมเลือกซื้อสินค้าในร้านค้าขนาดเล็กเพราะสะดวก ไม่ต้องเดินทางไกล และมีสินค้าตอบสนองความต้องการได้ทั้งสินค้า บริการ และบรรยากาศ อีกทั้งทุกวันนี้มีทั้งการจัดโปรโมชัน และอาหารสดเพิ่มเข้ามาทำให้หลากหลายมากขึ้น"

ทั้งนี้จุดเด่นของมินิบิ๊กซี ที่จะใช้แข่งขันในธุรกิจร้านสะดวกซื้อ คือการมีสินค้าที่หลากหลาย โดยปัจจุบันมินิบิ๊กซี ถือเป็นร้านสะดวกซื้อที่มีจำนวนสินค้ามากที่สุดคือกว่า 4.3 พันรายการต่อสาขา

อย่างไรก็ดีปัจจุบันมีมินิบิ๊กซี เปิดให้บริการรวม 90 แห่ง และจะเพิ่มเป็น 125 แห่งในสิ้นปีนี้ และบริษัทมีเป้าหมายที่จะขยายสาขาเพิ่มเป็น 950 แห่งภายในปี 2559 ด้วย

++ ท็อปส์ เดลี่เร่งสปีดเพิ่ม 120 สาขา
นายอลิสเตอร์ เทย์เลอร์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ผู้บริหารร้านท็อปส์ ซูเปอร์ ,ท็อปส์ มาร์เก็ต ,ท็อปส์เดลี่ และเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ กล่าวว่า ในปีหน้าบริษัทยังคงเดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทเตรียมงบประมาณกว่า 1 พันล้านบาท ในการขยายสาขาใหม่เพิ่มขึ้นอีก 150 แห่ง โดยกว่า 80% หรือราว 120 แห่ง เป็นร้านท็อปส์ เดลี่ ซึ่งเป็นร้านค้าปลีกขนาดเล็ก สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ดีกว่าสาขาขนาดใหญ่ ส่งผลให้ในปีหน้าบริษัทจะมีร้านท็อปส์ เดลี่รวมทั้งสิ้น 239 แห่ง จากปัจจุบันที่มีอยู่ 119 แห่ง มียอดใช้จ่ายเฉลี่ย 250 บาทต่อบิล

++ ร้านสะดวกซื้อทะยานต่อเนื่อง
จากข้อมูลของสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ระบุว่า อุตสาหกรรมค้าปลีก-ค้าส่งในปี 2554 มียอดขายรวม 1.35 ล้านล้านบาท เติบโต 2.3% ขณะที่ในปี 2555 คาดว่าจะเติบโต 5.4% โดยในปี 2552-2553 พบว่าค้าปลีกประเภทร้านสะดวกซื้อ มีการเติบโตสูงสุดคือ 19.9% และ 19.3% ตามลำดับ รองลงมาได้แก่ ซูเปอร์เซ็นเตอร์ และสเปเชียลตี สโตร์ ในปี 2554 ประเภทค้าปลีกที่มีการเติบโตสูงสุดได้แก่ ร้านสเปเชียลตี สโตร์ มีการเติบโต 12% รองลงมาได้แก่ ซูเปอร์มาร์เก็ต และดีพาร์ตเมนต์ สโตร์ โดยร้านสะดวกซื้อมีการเติบโตเพียง 6.1% เนื่องจากเกิดวิกฤติน้ำท่วมในช่วงปลายปี ทำให้ร้านสะดวกซื้อซึ่งมีสาขารวมกว่า 1 หมื่นแห่งทั่วประเทศ ได้รับผลกระทบต้องปิดดำเนินการจำนวนมาก ขณะที่ผู้บริโภคแห่ใช้บริการร้านสเปเชียลตี สโตร์ โดยเฉพาะในกลุ่มซ่อมแซมบ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้าทำให้มีอัตราการเติบโตสูงขึ้นอย่างมาก

ขณะที่ในครึ่งปีแรกของปี 2555 พบว่า ค้าปลีกประเภทสเปเชียลตี สโตร์ ยังคงเติบโตต่อเนื่องในสัดส่วน 18.6% เนื่องจากอยู่ในช่วงการซ่อมแซมบ้านหลังน้ำท่วม ส่วนร้านสะดวกซื้อกลับสู่ภาวะปกติ มีการเติบโต 17.7% ทำให้เชื่อว่าในปีนี้ร้านสะดวกซื้อจะกลับมาเติบโตสูงสุดเช่นเดิม เช่นเดียวกับในปีหน้าที่คาดว่าจะเติบโตแบบก้าวกระโดดหลังจากการกลับมารุกตลาดของแฟมิลี่ มาร์ท และการที่ผู้ประกอบการต่างหันมาขยายการลงทุนในร้านค้าปลีกไซซ์เล็กมากขึ้น


TLSS
Verified User
Posts: 616
Joined: Wed Jul 11, 2012 12:01 pm

Re: CPALL

Posts by TLSS » Thu Sep 27, 2012 8:45 am

เซเว่นฯปั้นสินค้าเฮาส์แบรนด์
วันอังคารที่ 25 กันยายน 2012 เวลา 09:23 น. กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ

เซเว่น เตรียมปูพรม 2 สินค้าเฮาส์แบรนด์ "เซเว่นเฟรซ - เซเว่นซีเล็ค" และ โอนลี่ แอท เซเว่นอีเลฟเว่น กระจายผ่านร้านเซเว่นทั้ง 6.8 พันแห่ง พร้อมขยายไลน์สินค้าให้ได้ 500 รายการ เล็งขยายช่องทางจำหน่ายผ่าน www.shopat7.com เอาใจนักช็อปไฮเทค

นายปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหาร เซเว่นอีเลฟเว่น เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า กลยุทธ์การทำตลาดในปี 2556 บริษัทเน้นการทำตลาดผลิตภัณฑ์สินค้าเฮาส์แบรนด์ ภายใต้ชื่อ เซเว่นเฟรซ (7Fresh) ในหมวดอาหารพร้อมทาน หรือเรดดี้ ทู โก และ เซเว่น ซีเล็ค (7 Select) สำหรับหมวดสินค้าเครื่องใช้ทั่วไป โดยจะเริ่มจำหน่ายแบรนด์ เซเว่นซีเล็คก่อน ขณะเดียวกันยังมีแผนร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ หรือการทำตลาดแบบโคแบรนด์ เพื่อวางจำหน่ายสินค้าโอนลี่ แอท เซเว่นอีเลฟเว่น (Only at 7-11) ซึ่งที่ผ่านมาเซเว่นมีสินค้าโคแบรนด์ร่วมกับคู่ค้าหลายเจ้า อาทิ บิ๊ก โคล่า (สินค้าเฉพาะไซต์) ขนมขบเคี้ยงแบรนด์ดังต่างๆ ซึ่งได้รับเสียงตอบรับจากกลุ่มผู้บริโภคเป็นอย่างดี โดยในปีแรกจะทยอยเปิดตัวสินค้าดังกล่าวให้ครบ 500 รายการ จากปัจจุบันที่มีอยู่แล้ว 300 รายการ โดยสินค้าดังกล่าวจะวางจำหน่ายผ่านทางร้านเซเว่นกว่า 6.8 พันสาขาทั่วประเทศ

ขณะเดียวกันในปีนี้เซเว่นยังเตรียมผลักดันรูปแบบการใช้บริการออนไลน์ www.shopat7.com อย่างจริงจัง เพื่อเข้ามารองรับกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เข้ามามากขึ้น ตอบรับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่มีการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และเลือกรับซื้อสินค้ามากขึ้น เบื้องต้นจากการทดลองตลาดในช่วงปีที่ผ่านมา มียอดขายเฉลี่ยหลักแสนต่อเดือน และปัจจุบันอยู่ที่หลักล้านต่อเดือน โดยในอนาคตข้างหน้าคาดว่ารูปแบบออนไลน์ช็อปจะเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับบริษัท

ยุทธศาสตร์ดังกล่าวเป็นการปรับแผนเพื่อเข้าแข่งขันในสนามธุรกิจค้าปลีกปี 2556 ที่มีผู้เล่นมากขึ้น โดยคู่แข่งในตลาดส่วนใหญ่ยังคงแข่งขันกันที่สินค้าเฉพาะเฮาส์ แบรนด์ ราคาถูกเป็นหลัก ซึ่งสินค้าเฮาส์ แบรนด์ของทางเซเว่นจะเกิดขึ้นภายใต้การร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ ผู้ขายสินค้าแต่ละรายในการรับหน้าที่ผลิต ภายใต้เงื่อนไขที่เน้นความเป็นสินค้าคุณภาพ มาตรฐานสินค้าหลักตามท้องตลาด ตั้งเป้าจากการเปิดยุทธศาสตร์สินค้าเฮาส์ แบรนด์นี้ ในอีก 3 ปีข้างหน้าจะสามารถทำรายได้ให้กับเซเว่นเพิ่มขึ้น 10-15% จากรายได้รวมทั้งหมดในปัจจุบัน

"เรามองว่าสินค้าเฮาส์ แบรนด์ของคู่แข่งในตลาดขณะนี้มีราคาถูกจนเกินไป ทำให้คุณภาพ และราคาที่ออกมาค่อนข้างห่างจากสินค้าเนชั่นแนลแบรนด์ที่ผู้บริโภคให้ความสนใจ ฉะนั้นการจะทำสินค้าเฮาส์ แบรนด์ให้เป็นที่ยอมรับขึ้นมาได้ คุณภาพคือส่วนสำคัญ ซึ่งสินค้าของเราอาจจะแพงกว่าตลาดก็จริง แต่ไม่สูงจนเกินที่ผู้บริโภคจะรับได้แน่นอน"

นายปิยะวัฒน์ มองว่าสำหรับธุรกิจค้าปลีกในปีหน้า ยังคงมีการเติบโตได้ดีตามจีดีพีของประเทศ ที่คาดว่าน่าจะขยายตัว 5.8% อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 3.5% เพิ่มขึ้นจากปีนี้ที่จีดีพีของประเทศมีการขยายตัว 5.5% อัตราเงินเฟ้อ 3% ซึ่งทางเซเว่นมีเป้าการเติบโตทั้งสิ้นราว 13-15% แบ่งเป็นการเติบโตจากร้านค้าเดิม 5% และร้านค้าที่เปิดใหม่ 10%

อย่างไรก็ดี เซเว่นยังมีแผนที่จะเปิดคลังสินค้าขึ้นอีก 2 แห่งคือ คลังสินค้าอุปโภค (DC) และคลังสินค้าอาหารสด (CDC) โดยจะเริ่มดำเนินการในปี 2556 ในจังหวัดภูเก็ต และสมุทรสาคร ผ่านงบประมาณแห่งละ 500 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตการแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกที่สูงขึ้น คาดใช้ระยะเวลาในการก่อสร้าง 3 ปี จึงจะสามารถดำเนินการกระจายสินค้าดังกล่าวได้


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36014
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: CPALL

Posts by pakapong_u » Thu Sep 27, 2012 11:10 am

รายละเอียดการขยายสาขาของกลุ่มเซ็นทรัลหลังจากเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในเเฟมิล่ีมาร์ท


เซ็นทรัลรีเทลเล็งลงทุน 2 พันลบ.ใน 2ปีขยายแฟมิลีมาร์ทหลังเทคฯ50.29%


ข่าวหุ้น-การเงิน สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- พฤหัสบดีที่ 27 กันยายน 2555 10:13:20 น.
นายทศ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด(CRC) เปิดเผยว่า บริษัทลงนามในสัญญาการร่วมทุนกับบริษัท แฟมิลี่มาร์ท ประเทศญี่ปุ่น โดยการเข้าซื้อหุ้นบริษัท สยามแฟมิลี่ มาร์ท จำกัด เพื่อถือหุ้น 50.29% ส่งผลให้ CRC เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสยามแฟมิลี่ มาร์ท โดยบริษัทมีความสนใจในตลาดร้านสะดวกซื้อในประเทศไทย และเห็นถึงการเติบโตที่มีอย่างต่อเนื่อง



สำหรับการตัดสินใจร่วมเป็นพันธมิตรในครั้งนี้ เนื่องจากสยามแฟมิลี่ มาร์ท มีเครือข่ายสาขา 746 แห่งทั่วประเทศ ยอดขายรวม 10,000 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้ธุรกิจค้าปลีกด้านอาหารของ CRC เติบโตขึ้นทันทีเกือบ 50% อีกทั้งแบรนด์แฟมิลี่ มาร์ท เป็นที่รู้จักในไทยนานกว่า 20 ปีมีชื่อเสียงระดับนานาชาติ และมีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการร้านสะดวกซื้อที่สามารถนำมาพัฒนาในประเทศไทยได้

ทั้งนี้ บริษัทมีแผนจะขยายสาขาเพิ่มเป็น 1,500 สาขาภายใน 5 ปี และขยายเป็น 3,000 สาขาภายใน 10 ปี ซึ่งประมาณการว่าอีก 2 ปีข้างหน้า บริษัทต้องใช้เงินลงทุนราว 2,000 ล้านบาทเพื่อใช้สำหรับการเปิดสาขาใหม่และปรับปรุงสาขาเดิม รวมทั้งขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีและระบบโลจิสติกท์ด้วย

นายทศ กล่าวถึง กลยุทธ์การบริหารสยามแฟมิลี่ มาร์ท ในระยะต่อไปว่า จะเน้นการสร้างแบรนด์ให้มีความแข็งแกร่ง เพื่อเป็นอีกทางเลือกของผู้บริโภคและซัพพลายเออร์ เพิ่มผลิตภัณฑ์สินค้าและนำเสนอบริการรูปแบบใหม่เพื่อความหลากหลายให้ลูกค้า โดยเฉพาะสินค้าอาหารพร้อมรับประทานที่จะเป็นสินค้าหลักในการดึงลูกค้าเข้าร้าน

"เซ็นทรัลรีเทล ยังคงมุ่งขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งการขยายสาขาธุรกิจปัจจุบัน และมุ่งเน้นการหาพันธมิตรทั้งในและนอกประเทศ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจโดยรวม" นายทศ กล่าว

--อินโฟเควสท์ โดย จารุวรรณ ไหมทอง/กษมาพร/ศศิธร โทร.02-2535000 ต่อ 345 อีเมล์: sasithorn@infoquest.co.th--


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36014
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: CPALL

Posts by pakapong_u » Thu Sep 27, 2012 3:13 pm

รายละเอียดข่าวของทางกลุ่มเซ็นทรัลซื้อแฟมิล่ีมาร์ท(เพ่ิมเติมควับ)


(เพิ่มเติม) เซ็นทรัลรีเทลเล็งลงทุน 2 พันลบ.ใน 2ปีขยายแฟมิลีมาร์ทหลังเทคฯ50.29%


ข่าวหุ้น-การเงิน สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- พฤหัสบดีที่ 27 กันยายน 2555 14:13:01 น.
นายทศ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด(CRC) เปิดเผยว่า บริษัทลงนามในสัญญาการร่วมทุนกับบริษัท แฟมิลี่มาร์ท ประเทศญี่ปุ่น โดยการเข้าซื้อหุ้นบริษัท สยามแฟมิลี่ มาร์ท จำกัด เพื่อถือหุ้น 50.29% ส่งผลให้ CRC เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสยามแฟมิลี่ มาร์ท โดยบริษัทมีความสนใจในตลาดร้านสะดวกซื้อในประเทศไทย และเห็นถึงการเติบโตที่มีอย่างต่อเนื่อง



สำหรับการตัดสินใจร่วมเป็นพันธมิตรในครั้งนี้ เนื่องจากสยามแฟมิลี่ มาร์ท มีเครือข่ายสาขา 746 แห่งทั่วประเทศ ยอดขายรวม 10,000 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้ธุรกิจค้าปลีกด้านอาหารของ CRC เติบโตขึ้นทันทีเกือบ 50% อีกทั้งแบรนด์แฟมิลี่ มาร์ท เป็นที่รู้จักในไทยนานกว่า 20 ปีมีชื่อเสียงระดับนานาชาติ และมีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการร้านสะดวกซื้อที่สามารถนำมาพัฒนาในประเทศไทยได้

ทั้งนี้ บริษัทมีแผนจะขยายสาขาเพิ่มเป็น 1,500 สาขาภายใน 5 ปี และขยายเป็น 3,000 สาขาภายใน 10 ปี ซึ่งประมาณการว่าอีก 2 ปีข้างหน้า บริษัทต้องใช้เงินลงทุนราว 2,000 ล้านบาทเพื่อใช้สำหรับการเปิดสาขาใหม่และปรับปรุงสาขาเดิม รวมทั้งขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีและระบบโลจิสติกท์ด้วย

นายทศ กล่าวถึง กลยุทธ์การบริหารสยามแฟมิลี่ มาร์ท ในระยะต่อไปว่า จะเน้นการสร้างแบรนด์ให้มีความแข็งแกร่ง เพื่อเป็นอีกทางเลือกของผู้บริโภคและซัพพลายเออร์ เพิ่มผลิตภัณฑ์สินค้าและนำเสนอบริการรูปแบบใหม่เพื่อความหลากหลายให้ลูกค้า โดยเฉพาะสินค้าอาหารพร้อมรับประทานที่จะเป็นสินค้าหลักในการดึงลูกค้าเข้าร้าน

"เซ็นทรัลรีเทล ยังคงมุ่งขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งการขยายสาขาธุรกิจปัจจุบัน และมุ่งเน้นการหาพันธมิตรทั้งในและนอกประเทศ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจโดยรวม" นายทศ กล่าว

นายทศ กล่าวอีกว่า บริษัทได้ใช้เงินลงทุนราว 3.1 พันล้านบาท หรือประมาณ 7.8 พันล้านเยน ในการเข้าซื้อหุ้นสยามแฟมิลี่มาร์ทครั้งนี้  โดยใน 5 ปี มีแผนขยายสาขา 1 พันสาขา ใช้เงินลงทุนราว 2-3 พันล้านบาท และ 10 ปี ขยายสาขาเป็น 3 พันสาขา ซึ่งการเพิ่มสาขาจะทำให้ยอดขายเติบโตปีละ 20-30%  ดังนั้นใน 10 ปีข้างหน้า แฟมิลี่มาร์ทจะมียอดขายถึง 4 หมื่นล้านบาท จากปัจจุบันที่มียอดขาย 1 หมื่นล้านบาท

"ขณะนี้อยู่ระหว่างการ work หาทำเลขยายสาขา ซึ่งยังมีช่องทางอีกมากโดยเฉพาะในอนาคตที่จะมีการขายแฟรนไชส์ จะเป็นโอกาส เมื่อประเทศพัฒนาขึ้น คนมีรายได้มากขึ้น trend การขายแฟรนไชส์จะดีขึ้นเรื่อยๆ" นายทศ กล่าว


นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะปรับร้านสะดวกซื้อ Top daily ซึ่งมีอยู่ 115 สาขา เปลี่ยนเป็นร้านแฟมิลี่ มาร์ททั้งหมด ซึ่งในช่วง 2 เดือนนี้จะได้หารือกับพันธมิตรญี่ปุ่นว่าต้องการให้มีการปรับเปลี่ยนหมดหรือไม่

สำหรับจุดขายของแฟมิลี่ มาร์ท ยอมรับว่าไม่สามารถสู้ความเป็นเบอร์หนึ่งของผู้นำตลาดร้านค้าสะดวกซื้อในปัจจุบันได้ ซึ่งมีเครือข่ายสาขาอยู่จำนวนมาก แต่บริษัทมีวิธีเลือกความแตกต่างของสินค้า โดยเชื่อว่าซัพพลายเออร์ในไทยสามารถผลิตสินค้ารองรับความต้องการได้ ดังนั้นแม้แฟมิลี่ มาร์ทไม่สามารถเป็นเบอร์ 1 ในแง่ของสาขาและยอดขายได้ แต่ขอเป็นเบอร์ 1 ในด้านชื่อเสียงให้เป็นที่ยอมรับ

และจากการซื้อแฟมิลี่ มาร์ท ที่มียอดขายปีนี้ 1 หมื่นล้านบาท ทำให้ยอดขายของกลุ่มเซ็นทรัลรีเทลปีนี้ เพิ่มขึ้นจาก 1.4 แสนล้านบาท เป็น 1.5 แสนล้านบาททันที โดยธุรกิจอาหาร จะมียอดขายเพิ่มขึ้นจาก 2.6 หมื่นล้านบาท หรือ 21% ของยอดขายรวม เป็น 3.6 หมื่นล้านบาท สัดส่วนเพิ่มเป็น 25%  และปี 56 จะมีอยดขายเป็น 4 หมื่นล้านบาท

สำหรับธุรกิจร้านสะดวกซื้อในประเทศมองว่ามีการขยายตัวมากสุดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และมองเป็น segment ใหญ่ที่ยังสามารถเติบโตได้อีกในระยะ 10 ปีข้างหน้า จึงเป็นเหตุผลที่บริษัทเข้าซื้อหุ้นแฟมิลี่มาร์ท ส่วนการแข่งขันยอมรับว่ามีความรุนแรง เพราะมีผู้เล่นในตลาดมาก มีผู้นำตลาดที่แข็งแกร่ง และใหญ่กว่า ดังนั้นการที่บริษัทเข้ามาดำเนินธุรกิจร้านสะดวกซื้อจะเป็นการเข้ามาสร้างสีสันในตลาด และสามารถนำความโดดเด่น และสร้างความแตกต่างเพื่อเป็นเอกลักษณ์ได้

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า บริษัทยังมุ่งพัฒนาธุรกิจค้าปลีกทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งเป็นโนบายที่จะมุ่งหาพันธมิตรทางธุรกิจที่จะทำ join venture โดยระยะยาวการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ จะต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพันธมิตรด้วย  แต่ทั้งนี้ขอปฏิเสธว่าบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อซื้อกิจการห้างสรรพสินค้าในประเทศอินโดนีเซียตามที่มีกระแสข่าว แต่ยอมรับว่ามีความสนใจเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศ หากการเสนอมา

"ยังไม่เคยได้คุยกันเลย แต่ยอมรับว่าสนใจซื้อกิจการ หากบริษัทที่ปรึกษาเสนออะไรมา เราก็สนใจหมด" นายทศ กล่าว

ด้านนายอุเอะดะ จิจิ ประธานกรรมการ บริษัท แฟมิลี่ มาร์ท (ประเทศญี่ปุ่น) กล่าวว่า การเจรจาซื้อขายหุ้นสยามแฟมิลี่มาร์ท ใช้เวลาในการเจรจานานกว่า 1 ปี ซึ่ง CRC ไม่ได้เป็นผู้เสนอราคาสูงสุด แต่บริษัทได้มีการศึกษาเกี่ยวกับ CRC อย่างลึกซึ้งทำให้รู้ถึงความยอดเยี่ยมของบริษัท

สำหรับแผนการขยายธุรกิจของแฟมิลี่มาร์ท ในภูมิภาคอาเซียนนั้น ในอีก 1 เดือน มีแผนจะเปิดสาขาแรกในอินโดนีเซียน และภายในปีนี้ จะเปิดสาขาแรกในฟิลิปปินส์  ส่วนพม่า และอินเดีย มีแผนที่จะเปิดสาขา แต่ต้องรอให้เปิดสาขาแรกในฟิลิปปินส์ก่อน  ทั้งนี้เป้าหมายของบริษัทในปี 58 จะมีสาขาแฟมิลี่ มาร์ทที่ 2.5 หมื่นสาขาทั่วโลก จากปัจจุบันมี 2.12 หมื่นสาขา และในปี 60 จะขยายสาขาทั่วโลกเป็น 4 หมื่นสาขา

อนึ่ง หลัง CRC เข้าซื้อหุ้นสยามแฟมิลี่มาร์ท ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นปัจจุบันอยู่ที่ 50.29% แฟมิลี่มาร์ท ญี่ปุ่น ถือหุ้น 48.20% ที่เหลือ 1.51% ถือหุ้นโดย บริษัทอิโตชู และโรบินสัน

--อินโฟเควสท์ โดย จารุวรรณ ไหมทอง/กษมาพร/รัชดา โทร.02-2535000 ต่อ 317 อีเมล์: rachada@infoquest.co.th--


taovi
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 59
Joined: Thu Dec 02, 2010 9:29 am

Re: CPALL

Posts by taovi » Thu Sep 27, 2012 3:59 pm

ไปรษณีย์ส่งให้ด้วย

Ref: chrome://newtabhttp//www.facebook.com/photo.php?fbid=3071526 ... e=1&ref=nf


Windy
Verified User
Posts: 544
Joined: Fri Apr 30, 2004 11:27 pm

Re: CPALL

Posts by Windy » Thu Sep 27, 2012 6:03 pm

taovi wrote:ไปรษณีย์ส่งให้ด้วย
แล้วแกะออกเอาไปใช้ต่อที่ 7-11 ได้รึป่าวเนี่ย :D


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36014
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: CPALL

Posts by pakapong_u » Thu Sep 27, 2012 6:40 pm

บล.เกียรตินาคิน : CPALL แนะนำซื้อ มูลค่าเหมาะสม 43 บาท

CPALL ผู้เล่นรายใหม่เพิ่มการแข่งขัน “ร้านสะดวกซื้อ” แต่เชื่อว่า CAPLL รับมือได้
มูลค่าเหมาะสม 43.00 บาท
คำแนะนำ ซื้อ

ประเด็นสำคัญ
ข่าวกรุงเทพธุรกิจระบุ วันนี้ (27 ก.ย.) จะมีการลงนาม 'ร่วมทุน' ระหว่างแฟมิลี่มาร์ท
กรุ๊ป ประเทศญี่ปุ่น และบริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (CRC) หลังจากบรรลุข้อตกลง
ทุนร่วมทุนในบริษัท สยามแฟมิลี่มาร์ท จำกัด ซึ่งบริหารร้านแฟมิลี่มาร์ทในไทย โดย CRC จะ
เข้าถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 50.29% พร้อมเตรียมขยายเครือข่ายสาขาจากปัจจุบันที่มีกว่า 700
แห่ง เป็น 1,500 แห่ง ภายใน 5 ปีข้างหน้า และขยับเพิ่มเป็น 3,000 สาขา ทั่วประเทศภายใน
ปี 2564

ความเห็นนักวิเคราะห์
ผู้เล่นรายใหม่จะทำให้การแข่งขันรุนแรงขึ้น เรามองว่าการเข้าสู่ธุรกิจค้าปลีกขนาด
เล็กเต็มตัวของกลุ่มเซ็นทรัลด้วยการเข้าบริหารแฟมิลี่มาร์ท จะทำให้การแข่งขันของธุรกิจ
Convenience store รุนแรงขึ้นแน่นอน และมองว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่กดดันราคาหุ้น CPALL
เนื่องจากย่อมมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการเดิม อย่างไรก็ดีเรามองว่าร้านค้าปลีกขนาดเล็ก
ประเภทโชว์ห่วยมีความเสี่ยงต่อการถูกแย่งส่วนแบ่งตลาดมากกว่า และต้องติดตามการปรับโครง
สร้างธุรกิจกลุ่มอาหารของเครือเซ็นทรัลอีกครั้ง โดยเฉพาะร้านค้าปลีกขนาดเล็กในเครือ
เซ็นทรัลฯ ที่มีทั้ง “มินิบิ๊กซี”, “Top daily” และ “แฟมิลี่มาร์ท” จะสร้างความแตกต่างอย่างไร
เพื่อไม่เกิดผลกระทบกินส่วนแบ่งตลาดกันเอง (Cannibalization)
เชื่อว่า CPALL จะรับมือกับการแข่งขันได้ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาการเติบโตของ
ยอดขายสาขาร้านเซเว่นฯ (Same store sales growth) มีอัตราการเติบโตระหว่าง 5-10%
สูงกว่า GDP ขณะเดียวกันหากย้อนกลับไปตอน Tesco lotus เปิดตัว lotus express ซึ่งเป็น
format ร้านขนาดเล็กเมื่อปี 2544 หรือบิ๊กซี เปิดตัว “มินิบิ๊กซี” เมื่อปี 2552 แต่เรากลับไม่เห็น
ผลกระทบต่อ Same store sales growth และการเติบโตของยอดขายร้านเซเว่นฯ จึงเชื่อว่า
ร้านเซเว่นฯ ยังรักษาส่วนแบ่งตลาด C-Store อันดับ 1 ไว้ได้
คาดกำไรครึ่งปีหลัง 55 จะดีกว่าครึ่งปีแรก และน่าสนใจลงทุนจาก PE ปี 56 ถูกลง
เราคาดว่าผลประกอบการครึ่งปีหลัง 55 จะมีกำไรดีกว่าครึ่งปีแรก ซึ่งต่างจากในอดีต เบื้องต้น
คาดว่าจะมีกำไรสุทธิ 3Q/55 ที่ 2,852 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% y-o-y และ 10% q-o-q โดย
ปี 55 คาดว่าจะมีกำไรสุทธิ 10,949 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากปี 54 รวมทั้งมีการเติบโตของ
กำไรปี 55-56 เฉลี่ยต่อปี 25% เราประเมินมูลค่าเหมาะสมที่ 43 บาท (DCF WACC @ 9%)
มองว่าราคาหุ้น CPALL ปัจจุบันกลับมาซื้อขาย PE ปี 56 ที่ 24.6 เท่า ถูกลงเมื่อเทียบกับอดีตที่
ซื้อขาย PE เกิน 30 เท่า เป็นโอกาสลงทุน แนะนำ “ซื้อ”


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36014
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: CPALL

Posts by pakapong_u » Thu Sep 27, 2012 11:17 pm

“แฟมิลี่ฯ” จ่อกลืน “ท็อปส์เดลี่” เซเว่นฯ ไม่หวั่นเซ็นทรัลร่วมศึก
Source - ASTV ผู้จัดการออนไลน์ (Th)

Thursday, September 27, 2012 20:30
453 XTHAI XECON XCORP V%WIREL P%ASMO

กรุงเทพฯ--27 ก.ย.--ASTVผู้จัดการออนไลน์

เซ็นทรัลเตรียมปรับธุรกิจท็อปส์เดลี่ หลังฮุบหุ้นใหญ่แฟมิลี่มาร์ทสำเร็จ หวั่นซ้ำซ้อนกัน จ่อโละทิ้งเปลี่ยนเป็นแฟมิลี่มาร์ททั้งหมด คาดสรุปเร็วๆ นี้ เก็บบแบนรนด์ท็อปส์เดลี่ไว้สวมโมเดลใหม่ต่อไป เซเว่นฯ มองเซ็นทรัลรีเทลฮุบแฟมิลี่มาร์ทส่งผลดีต่อตลาด
นายทศ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือซีอาร์ซี เปิดเผยว่า บริษัทฯ เตรียมเปิดเจรจากับแฟมิลี่มาร์ทญี่ปุ่นถึงการจะร่วมมือกันสร้างความแข็งแกร่งให้แก่แฟมิลี่มาร์ทในประเทศไทย หลังจากที่กลุ่มเซ็นทรัลได้เข้าร่วมทุนและเป็นผู้บริหารร้านแฟมิลี่มาร์ทในประเทศไทยแล้ว โดยเฉพาะประเด็นร้านท็อปส์เดลี่ที่เป็นคอนวีเนียนสโตร์เหมือนแฟมิลี่มาร์ท ที่กลุ่มเซ็นทรัลเพิ่งสร้างแบรนด์นี้มา 3 ปีเศษ และมีความซ้ำซ้อนกัน ซึ่งทางเซ็นทรัลก็มีการเสนอกับทางแฟมิลี่มาร์ทแล้วเช่นกันว่า ถ้าหากจะสร้างแฟมิลี่มาร์ทให้แข็งแกร่งก็อาจจะเปลี่ยนแบรนด์ท็อปส์เดลี่เพื่อแปลงมาเป็นร้านแฟมิลี่มาร์ทก็ได้ ซึ่งคาดว่าจะสรุปได้ภายใน 1-2 เดือนจากนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเด็นนี้อาจจะเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ทำให้ทางแฟมิลี่มาร์ทญี่ปุ่นตัดสินใจเมื่อเดือนที่แล้วนี้เองในการเลือกกลุ่มเซ็นทรัลเข้ามาเป็นพันธมิตรถือหุ้นด้วย นอกจากการเสนอราคาที่ว่ากันว่าอยู่ในอันดับที่สอง จากผู้เข้าร่วมแข่งขันซื้อแฟมิลี่มาร์ทไม่น้อยกว่า 3-4 รายในไทย ด้วยราคาประมาณ 3,000 ล้านบาท หรือประมาณ 7,800 ล้านเยน
อย่างไรก็ตาม นายทศยืนยันว่า บริษัทฯ ไม่ได้ทิ้งแบรนด์ท็อปส์เดลี่ แต่จะเก็บไว้หากในอนาคตมีการพัฒนารูปแบบค้าปลีกโมเดลใหม่ขึ้นมาและมีความเหมาะสมก็จะนำแบรนด์นี้กลับมาใช้ใหม่ ปัจจุบันท็อปส์เดลี่มีประมาณ 100 กว่าสาขา และล่าสุดเพิ่งเป็นพันธมิตรกับปั๊มน้ำมันคาลเท็กซ์ที่จะนำท็อปส์เดลี่ไปเปิดในปั๊มคาลเท็กซ์ ซึ่งอาจจะนำเอาร้านแฟมิลี่มาร์ทไปเปิดแทนก็ได้
บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้ซื้อหุ้นและเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท สยามแฟมิลี่มาร์ท จำกัด จำนวน 50.29% ที่เหลือเป็นของบริษัท แฟมิลี่มาร์ท ญี่ปุ่น 48.20% และบริษัท อิโตชู และโรบินสัน ถือหุ้นรวมกัน 1.51% โดยแถลงข่าวเมื่อวานนี้ และเตรียมที่จะส่งทีมบริหารเข้าไปดูแลต้นเดือนหน้า โดยมีนายณัฐ วงศ์พานิช ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่
นายทศกล่าวว่า วางแผนลงทุนแฟมิลี่มาร์ทช่วง 5 ปีจากนี้ด้วยงบประมาณกว่า 2,000-3,000 ล้านบาท เปิดใหม่และการรีโนเวต ตั้งเป้าขยายครบ 1,500 สาขาภายใน 5 ปีนับจากนี้ และเพิ่มเป็น 3,000 สาขาในอีก 10 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันมีจำนวน 746 สาขา เน้นทั้งลงทุนเองกับขายแฟรนไชส์ แต่ละสาขาลงทุนประมาณ 3 ล้านบาท พื้นที่ราว 100-150 ตร.ม.
“ถึงแม้เราจะเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในธุรกิจค้าปลีกโดยเฉพาะไซส์ใหญ่แล้ว แต่ในส่วนของคอนวีเนียนสโตร์เราก็ไม่ได้คิดไปแข่งกับใคร เพราะผู้นำอันดับหนึ่งทิ้งห่างไปมากทั้งเรื่องจำนวนสาขาและรายได้ แต่เราก็จะเป็นผู้นำได้ในแง่ของชื่อเสียงและแบรนด์ ส่วนเราสนใจจะขอสิทธิ์ทำแฟมิลี่มาร์ทในต่างประเทศหรือไม่นั้น ตอนนี้ยังไม่ได้เจรจากัน แต่เราก็สนใจทุกอย่าง”
บริษัทคาดว่า สิ้นปีนี้ายได้ซีอาร์ซีจะมีประมาณ 150,000 ล้านบาท จากเดิม 140,000 ล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่มธุรกิจอาหารประมาณ 20,000 ล้านบาท ซึ่งจะเพิ่มเป็น 36,000 ล้านบาท หลังจากได้ธุรกิจแบรนด์แฟมิลี่มาร์ท เข้ามาเสริมซึ่งแฟมิลี่มาร์ทมีรายได้รวมเมื่อปีที่แล้วประมาณ 10,598 ล้านบาท และคาดว่าในปี 2555 นี้แฟมิลี่มาร์ทจะมีรายได้รวม 12,000 ล้านบาท เติบโต 20%
นายอุเอะเดะ จุนจิ ประธานกรรมการบริษัท บริษัท แฟมิลี่มาร์ท(ประเทศญี่ปุ่น) กล่าวว่า ใช้เวลา 1 ปีในการเจรจากับทางกลุ่มเซ็นทรัล โดยดูที่มูลค่าการซื้อขาย และประวัติของกลุ่มนี้จึงมั่นใจในศักยภาพดเซ็นทรัล อีกทั้งตลาดคอนวีเนียนสโตร์ไทยยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก เมื่อเทียบกับอัตราส่วนของจำนวนประชากรเมื่อเทียบกับต่างประเทศ โดยญี่ปุ่นมีประชากรประมาณ 2,800 คนต่อ 1 ร้าน ไต้หวันประมาณ 2,500 คนต่อ 1 ร้าน เกาหลีใกล้เคียงกับไต้หวัน ส่วนไทยมีประมาณ 6,800 คนต่อ 1 ร้าน เท่ากับว่ายังมีโอกาสเปิดได้อีกมาก
โดยแฟมิลี่มาร์ทญี่ปุ่นตั้งเป้าหมายจะมีสาขาครบ 20,000 สาขา ในปี 2554 ซึ่งบรรลุไปแล้วเพราะปัจจุบันมีถึง 21,222 สาขาทั่วโลก เป็นเบอร์สองของโลก เป้าหมายต่อไปในปี 2558 จะมีสาขาครบ 25,000 สาขาทั่วโลก และเพิ่มเป็น 40,000 สาขาในปี 2563 ซึ่งในเดือนหน้าก็จะเปิดสาขาแรกที่อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์สาขาแรกในปลายปีนี้ ส่วนตลาดพม่าและอินเดียจะขยายต่อไป
“กว่า 20 ปีที่แฟมิลี่มาร์ทเข้ามาในไทย ประสบกับความยากลำบากมามาก เช่น วิกฤตเศรษฐกิจปี 2541 และวิกฤตต่างๆ ในไทยเรื่อยมา รวมทั้งวิกฤตโลกด้วย ช่วง 5 ปีที่ผ่านมาบริษัทแม่ส่งทีมบริหารคนญี่ปุ่นเข้ามาเพื่อกระตุ้นธุรกิจ ซึ่งทำให้ขณะนี้เริ่มมีผลกำไรแล้ว และมีสาขา 746 แห่ง ขั้นที่สองจากนี้คือการหาพันธมิตรที่มีศักยภาพซึ่งเราก็ได้แล้วคือ กลุ่มเซ็นทรัล”
เซเว่นฯไม่หวั่นเซ็นทรัลฮุบแฟมืลี่มาร์ท
นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านเซเว่นอีเลฟเว่น เปิดเผยว่า จากกรณีที่ทางเซ็นทรัลรีเทลเข้าถือหุ้นในแฟมิลี่มาร์ทอย่างเป็นทางการ มองว่าจะส่งผลดีต่อตลาดคอนวีเนียนสโตร์ที่จะช่วยเพิ่มอำนาจสร้างความสะดวกแก่ผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น
สำหรับร้านเซเว่นฯ เองไม่ได้มองว่าต้องแข่งขันมากขึ้น เพราะหลังจากที่ปรับโพซิชั่นนิ่งจากร้านสะดวกซื้อมาเป็น อิ่มสะดวกในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ทำให้เรามุ่งเน้นแข่งขันกับตัวเองเป็นหลัก ส่วนตลาดก็ยังมีช่องว่างในการเปิดร้านคอนวีเนียนสโตร์ตามสภาพความต้องการของสังคมเมืองที่เติบโตขึ้น และไลฟ์สไตล์ครอบครัวที่มีขนาดเล็กลง ที่จะนิยมซื้อสินค้าไซซ์เล็ก
อย่างไรก็ตาม เซเว่นฯ ยังเดินหน้าดำเนินตามกลยุทธ์ 7 มื้อ คือ เช้า สาย เที่ยง บ่าย เย็น ก่อนนอน และสำหรับลูกค้าที่ทำงานกะดึก ตามโพซิชันนิงของการเป็นร้านอิ่มสะดวก ล่าสุดทุ่มงบประมาณกว่า 20 ล้านบาท นำเสนอสินค้าสำหรับเทศกาลอาหารเจกว่า 300 เมนู เพิ่มขึ้นจากปีก่อนราว 20 เมนู มั่นใจว่า 1. จะช่วยเพิ่มจำนวนลูกค้าให้เข้าร้านถี่ขึ้นจาก 2-3ครั้ง เป็น 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ 2. ตอกย้ำภาพลักษณ์ร้านอิ่มสะดวก และ 3. สร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง เริ่มตั้งแต่วันที่ 14-23 ต.ค.นี้ รวม 10 วัน เชื่อว่าจะมียอดขายจากกลุ่มอาหารเจกว่า 400 ล้านบาท เติบโตขึ้น 30% จากปีก่อนโตราว 20% คิดเป็นสัดส่วนรายได้เพียง 1% เทียบกับตลาดรวมอาหารเจมูลค่า 40,000 ล้านบาท ที่เติบโตขึ้นปีละ 5%
สำหรับสินค้ากลุ่มอาหารเจ ประกอบด้วย อาหารแช่แข็ง, อาหารกล่องแช่เย็น, ซาลาเปา, น้ำผลไม้, ขนมปังเจ, อาหารสำเร็จรูป, นมถั่วเหลืองยูเอชที, อาหารแห้ง/กระป๋อง และขนม เชื่อว่าในกลุ่มอาหารแช่แข็งและแช่เย็น จะมียอดขายรวมที่ 4.4 ล้านกล่อง ส่วนซาลาเปาและเบเกอรี่ ขนมปัง คาดว่าจะขายได้ 14 ล้านชิ้น ขณะนี้เมนูอาหารเจที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ ข้าวกระเพราทรงเครื่องเจ
โดยปีนี้เพิ่มเมนูพิเศษขึ้นมาอีกหลายรายการ เช่น ข้างแกงเผ็ดเป็ดย่างเจ, ข้าวลาบเจ, เกี๊ยวซ่าไส้ผักเจ, ข้าวเหนียวลาบเจ ที่ยังคงวางราคาจำหน่ายเฉลี่ยที่ 29-35 บาท นอกจากนี้ยังมี บิ๊กเปาวุ้นเส้นสี่สหาย, เปาถั่วแดงงาดำ เพิ่มเข้ามาอีก เป็นต้น--จบ--


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36014
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: CPALL

Posts by pakapong_u » Thu Sep 27, 2012 11:24 pm

คอนวีเนียสโตว์ปี56ใหญ่ฟัดใหญ่
Source - เว็บไซต์ฐานเศรษฐกิจ (Th)

Thursday, September 27, 2012 08:19
65192 XTHAI XGEN V%NETNEWS P%WTSK

ยักษ์ค้าปลีกฟันธง "คอนวีเนียนสโตร์" ปี 56 แข่งดุ หลังเซ็นทรัลทุ่มกว่า 3 พันล้านฮุบแฟมิลี่ มาร์ท พร้อมเดินหน้าขยายเพิ่ม 3 พันแห่งในปี 64 "เซเว่น" มั่นใจกระตุ้นตลาดโตแบบก้าวกระโดด
ด้าน "บิ๊กซี" เร่งรับมือทุ่มเฉียดพันล้านผุด 120 แห่ง ขณะที่สมาคมผู้ค้าปลีกเผยครึ่งปีแรกโตแล้ว 17.7%
ตามที่ "ฐานเศรษฐกิจ" ฉบับวันที่ 30 สิงหาคม - 1 กันยายน 2555 ได้นำเสนอข่าว "เซ็นทรัลคว้าแฟมิลี่ มาร์ท เขี่ยเบอร์ลี่ฯคุมไลเซนส์ โหมธุรกิจร้านสะดวกซื้อ" ล่าสุดช่วงค่ำวันที่ 24 กันยายน ที่ผ่านมา "แฟมิลี่ มาร์ท" ประเทศญี่ปุ่น เจ้าของลิขสิทธิ์ร้านสะดวกซื้อแฟมิลี่ มาร์ท ประกาศขายหุ้นของบริษัท สยามแฟมิลี่มาร์ท จำกัด จำนวน 50.29% หรือคิดเป็นมูลค่า 7.8 พันล้านเยน หรือประมาณ 3.094 พันล้านบาท ให้กับบริษัทเซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือซีอาร์ซี บริษัทในกลุ่มเซ็นทรัล ซึ่งเป็นผู้ค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมวางแผนที่จะเพิ่มจำนวนร้านสะดวกซื้อในไทย 2 เท่าตัว หรือ 1.5 พันร้าน ภายใน 5 ปีนับจากนี้ ซึ่งจะส่งผลให้มีร้านแฟมิลี่มาร์ท 3 พันแห่งภายในปี 2564 ถือเป็นการประกาศสงครามร้านสะดวกซื้อหรือคอนวีเนียน สโตร์ในเมืองไทย โดยมีทัพขุนพลของเซ็นทรัล กรุ๊ป เป็นผู้ขับเคลื่อน
++ ดึงแฟมิลี่ มาร์ทเพิ่มอำนาจต่อรอง
แหล่งข่าวระดับสูงในวงการค้าปลีก กล่าวว่า การที่กลุ่มเซ็นทรัลเข้าถือหุ้นในร้านแฟมิลี่ มาร์ท ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของร้านแฟมิลี่ มาร์ท และรวมถึงธุรกิจร้านสะดวกซื้อในเมืองไทย ซึ่งแน่นอนว่าการที่เซ็นทรัลยอมทุ่มเงินกว่า 3 พันล้านบาทเข้าถือหุ้นแฟมิลี่ มาร์ทเพราะมองเห็นถึงศักยภาพของร้านแฟมิลี่ มาร์ท และโอกาสในการเติบโตของธุรกิจร้านสะดวกซื้อซึ่งเป็นโมเดลค้าปลีกที่มีการเติบโตสูงเป็นตัวเลข 2 หลักอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แตกต่างจากร้านค้าปลีกประเภทอื่นๆ
จุดได้เปรียบที่เซ็นทรัลจะใช้ขับเคลื่อนในธุรกิจร้านสะดวกซื้อ คือ จำนวนสาขาที่แฟมิลี่ มาร์ท ครอบครอง ซึ่งมีอยู่กว่า 700 แห่งทั่วประเทศ และล้วนอยู่ในทำเลที่ดี เพราะสาขาส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในแหล่งชุมชน รวมทั้งการมีสาขาที่เพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่าตัวเมื่อนับรวมกับร้านท็อปส์ เดลี่ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 119 แห่ง (ท็อปส์ เดลี่ เป็นร้านสะดวกซื้อภายใต้การดูแลของบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัลเช่นกัน) จะทำให้กลุ่มเซ็นทรัล มีอำนาจในการต่อรองเรื่องของสินค้าและราคามากขึ้น
โดยเฉพาะการสั่งซื้อสินค้าในปริมาณมาก จากผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ ทำให้สามารถทำราคาได้ต่ำสุด และมีมาร์จินสูงสุด ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในธุรกิจร้านสะดวกซื้อเพราะปัจจุบันจะพบว่าร้านสะดวกซื้อมีการแข่งขันที่รุนแรง ทำให้ต้องหันมามุ่งเน้นการบริการและจำหน่ายสินค้าในราคาถูก ส่งผลให้มาร์จินต่อหน่วยต่ำมาก การที่ผู้ประกอบการจะได้กำไรจึงต้องมีระบบการบริหารจัดการเพื่อให้มีต้นทุนต่ำสุด
++ เซ็น MOU 27 กย.นี้
ทั้งนี้การที่เซ็นทรัลเข้าถือหุ้นในร้านแฟมิลี่ มาร์ทนั้น เชื่อว่ากลุ่มเซ็นทรัล จะต้องทำการปรับโครงสร้างการบริหารในกลุ่มค้าปลีกใหม่ ซึ่งทั้งหมดอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของนายทศ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่เตรียมจัดแถลงข่าว พร้อมเซ็นสัญญาลงนาม (MOU) ร่วมกับผู้บริหารของบริษัท แฟมิลี่ มาร์ท ประเทศญี่ปุ่น ขึ้นในวันที่ 27 กันยายน 2555 ที่โรงแรม เดอะ เซนต์รีจิส กรุงเทพฯด้วย
โดยเบื้องต้นกลุ่มเซ็นทรัล และบริษัท แฟมิลี่ มาร์ท ประเทศญี่ปุ่น ได้บรรลุข้อตกลงในการถือหุ้นบริษัท สยามแฟมิลี่ มาร์ท จำกัด โดยซีอาร์ซี จะถือหุ้นในสัดส่วน 50.29% และแฟมิลี่ มาร์ท ญี่ปุ่น จะเพิ่มหุ้นในสยามแฟมิลี่ มาร์ท ให้ได้ 48.20% ด้วยการซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ จากปัจจุบันที่บริษัทถือหุ้นทั้งหมด 90.41% ในสยามแฟมิลี่ มาร์ท ประเทศไทย
ขณะที่แฟมิลี่ มาร์ท ประเทศญี่ปุ่น มีแผนขยายธุรกิจสู่ประเทศใหญ่ๆ ในแถบอาเซียน โดยตั้งเป้าที่จะเพิ่มจำนวนร้านค้าให้ถึง 4 หมื่นแห่งทั่วโลกภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 จากปัจจุบันที่มีสาขา 9 พันแห่งในประเทศญี่ปุ่น และอีก 1.2 หมื่นแห่งในต่างประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2555)
++ เซเว่นฟันธงโตก้าวกระโดด
ขณะที่นายสุวิทย์ กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านเซเว่นอีเลฟเว่น กล่าวว่า การที่กลุ่มเซ็นทรัลเข้าถือหุ้นร้านแฟมิลี่มาร์ท จะส่งผลให้ธุรกิจร้านสะดวกซื้อหรือคอนวีเนียน สโตร์มีการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น และส่งผลให้ภาพรวมธุรกิจค้าปลีกในรูปแบบคอนวีเนียน สโตร์มีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดด เนื่องจากมีผู้ประกอบการรายใหญ่และมีศักยภาพในธุรกิจค้าปลีกเข้ามาดำเนินธุรกิจ
สำหรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจร้านแฟมิลี่ มาร์ทของกลุ่มเซ็นทรัลนั้น คาดว่าจะเป็นการเข้ามาบริหารร้านภายใต้แบรนด์แฟมิลี่ มาร์ทตามเดิม เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจเดิมที่มีอยู่ โดยบริหารร้านแฟมิลี่ มาร์ท ควบคู่ไปกับร้านท็อปส์ เดลี่ เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายของลูกค้าระหว่างแฟมิลี่ มาร์ท และท็อปส์เดลี่มีความแตกต่างกัน โดยในส่วนของท็อปส์ เดลี่มองว่าคู่แข่งในตลาดน่าจะเป็นโลตัส เอ็กซ์เพรส และมินิบิ๊กซีมากกว่า
อย่างไรก็ดี หากกลุ่มเซ็นทรัลได้สิทธิ์ในการเข้ามาบริหารร้านแฟมิลี่ มาร์ทจริงยอมรับว่าน่ากลัวพอสมควร แม้ว่าปัจจุบันร้านแฟมิลี่ มาร์ทจะมีจำนวนสาขาที่เปิดให้บริการกว่า 700 สาขาเท่านั้น แต่เนื่องจากกลุ่มเซ็นทรัลมีความแข็งแกร่งด้านธุรกิจค้าปลีก จึงน่าจะทำให้ธุรกิจคอนวีเนียน สโตร์มีความคึกคักมากขึ้น เนื่องจากร้านสะดวกซื้อขยายสาขาได้ง่ายเมื่อเทียบกับห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ที่มีกฎหมายควบคุม
++ บิ๊กซีย้ำไซซ์เล็กแข่งเดือด
นายกุฎาธาร นาควิโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ และร้านมินิบิ๊กซี กล่าวว่า คาดว่าธุรกิจร้านสะดวกซื้อในปีหน้า จะมีการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น ทั้งจากการที่เซ็นทรัลเข้าถือหุ้นในแฟมิลี่ มาร์ท ซึ่งจะทำให้มีการเข้ามาทำตลาดและขยายสาขาเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันผู้ประกอบการรายอื่นๆ ต่างหันมาขยายสาขาที่มีขนาดเล็กเป็นหลัก เพราะใช้เงินลงทุนน้อยกว่า สามารถเจาะเข้าถึงชุมชนได้มากกว่า และยังสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมใช้บริการร้านขนาดเล็ก เพราะสะดวก รวดเร็ว ทำให้ร้านสะดวกซื้อมีศักยภาพและสามารถเติบโตได้อีกมาก
"การที่ผู้บริโภคนิยมเลือกซื้อสินค้าในร้านค้าขนาดเล็กเพราะสะดวก ไม่ต้องเดินทางไกล และมีสินค้าตอบสนองความต้องการได้ทั้งสินค้า บริการ และบรรยากาศ อีกทั้งทุกวันนี้มีทั้งการจัดโปรโมชัน และอาหารสดเพิ่มเข้ามาทำให้หลากหลายมากขึ้น"
ทั้งนี้จุดเด่นของมินิบิ๊กซี ที่จะใช้แข่งขันในธุรกิจร้านสะดวกซื้อ คือการมีสินค้าที่หลากหลาย โดยปัจจุบันมินิบิ๊กซี ถือเป็นร้านสะดวกซื้อที่มีจำนวนสินค้ามากที่สุดคือกว่า 4.3 พันรายการต่อสาขา
อย่างไรก็ดีปัจจุบันมีมินิบิ๊กซี เปิดให้บริการรวม 90 แห่ง และจะเพิ่มเป็น 125 แห่งในสิ้นปีนี้ และบริษัทมีเป้าหมายที่จะขยายสาขาเพิ่มเป็น 950 แห่งภายในปี 2559 ด้วย
++ ท็อปส์ เดลี่เร่งสปีดเพิ่ม 120 สาขา
นายอลิสเตอร์ เทย์เลอร์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ผู้บริหารร้านท็อปส์ ซูเปอร์ ,ท็อปส์ มาร์เก็ต ,ท็อปส์เดลี่ และเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ กล่าวว่า ในปีหน้าบริษัทยังคงเดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทเตรียมงบประมาณกว่า 1 พันล้านบาท ในการขยายสาขาใหม่เพิ่มขึ้นอีก 150 แห่ง โดยกว่า 80% หรือราว 120 แห่ง เป็นร้านท็อปส์ เดลี่ ซึ่งเป็นร้านค้าปลีกขนาดเล็ก สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ดีกว่าสาขาขนาดใหญ่ ส่งผลให้ในปีหน้าบริษัทจะมีร้านท็อปส์ เดลี่รวมทั้งสิ้น 239 แห่ง จากปัจจุบันที่มีอยู่ 119 แห่ง มียอดใช้จ่ายเฉลี่ย 250 บาทต่อบิล
++ ร้านสะดวกซื้อทะยานต่อเนื่อง
จากข้อมูลของสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ระบุว่า อุตสาหกรรมค้าปลีก-ค้าส่งในปี 2554 มียอดขายรวม 1.35 ล้านล้านบาท เติบโต 2.3% ขณะที่ในปี 2555 คาดว่าจะเติบโต 5.4% โดยในปี 2552-2553 พบว่าค้าปลีกประเภทร้านสะดวกซื้อ มีการเติบโตสูงสุดคือ 19.9% และ 19.3% ตามลำดับ รองลงมาได้แก่ ซูเปอร์เซ็นเตอร์ และสเปเชียลตี สโตร์ ในปี 2554 ประเภทค้าปลีกที่มีการเติบโตสูงสุดได้แก่ ร้านสเปเชียลตี สโตร์ มีการเติบโต 12% รองลงมาได้แก่ ซูเปอร์มาร์เก็ต และดีพาร์ตเมนต์ สโตร์ โดยร้านสะดวกซื้อมีการเติบโตเพียง 6.1% เนื่องจากเกิดวิกฤติน้ำท่วมในช่วงปลายปี ทำให้ร้านสะดวกซื้อซึ่งมีสาขารวมกว่า 1 หมื่นแห่งทั่วประเทศ ได้รับผลกระทบต้องปิดดำเนินการจำนวนมาก ขณะที่ผู้บริโภคแห่ใช้บริการร้านสเปเชียลตี สโตร์ โดยเฉพาะในกลุ่มซ่อมแซมบ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้าทำให้มีอัตราการเติบโตสูงขึ้นอย่างมาก
ขณะที่ในครึ่งปีแรกของปี 2555 พบว่า ค้าปลีกประเภทสเปเชียลตี สโตร์ ยังคงเติบโตต่อเนื่องในสัดส่วน 18.6% เนื่องจากอยู่ในช่วงการซ่อมแซมบ้านหลังน้ำท่วม ส่วนร้านสะดวกซื้อกลับสู่ภาวะปกติ มีการเติบโต 17.7% ทำให้เชื่อว่าในปีนี้ร้านสะดวกซื้อจะกลับมาเติบโตสูงสุดเช่นเดิม เช่นเดียวกับในปีหน้าที่คาดว่าจะเติบโตแบบก้าวกระโดดหลังจากการกลับมารุกตลาดของแฟมิลี่ มาร์ท และการที่ผู้ประกอบการต่างหันมาขยายการลงทุนในร้านค้าปลีกไซซ์เล็กมากขึ้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,778 27-29 กันยายน พ.ศ. 2555

ที่มา: http://www.thanonline.com


User avatar
RS
Verified User
Posts: 438
Joined: Wed Nov 08, 2006 11:51 pm

Re: CPALL

Posts by RS » Fri Sep 28, 2012 12:10 am

จำได้ว่า ปีที่แล้ว อาหารเจ ในร้าน 7-11 ขายดีมาก บางร้านของหมด หวังว่าปีนี้คงปรับปรุงดีขึ้น


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 36014
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: CPALL

Posts by pakapong_u » Fri Sep 28, 2012 4:45 am

CPALLกำไรพุ่ง2.8พันล้าน
Source - ข่าวหุ้น (Th)

Friday, September 28, 2012 04:05
38269 XTHAI XECON XFINSEC ZSTOCK CPALL V%PAPERL P%KHD

กรุงเทพฯ--28 ก.ย.--ข่าวหุ้น

แสตมป์ดันยอดขายโต15%
ซีพีออลล์ลุ้น Q3 กำไรโต 31% แตะ 2,852 ล้านบาท ดันทั้งปี 10,949 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากปีก่อน “ปิยะวัฒน์” เชื่อแคมเปญสะสมแสตมป์ดันงบ Q3 มั่นใจปีนี้ยอดขายโต 15% โบรกฯเป็นโอกาสลงทุน PE ถูกลง “ซื้อ” เป้าหมาย 43 บาท
นายปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL กล่าวว่า แนวโน้มไตรมาส 3/55 น่าจะเป็นไปตามเป้าหมาย จากแคมเปญสะสมแสตมป์ น่าจะทำให้ยอดขายของสาขาเติบโตขึ้นจากปกติ 2-3% โดยอาจจะทำให้ยอดขายขึ้นมาเติบโตที่ระดับ 19-20% ต่อสาขา จากช่วงปกติที่ไม่มีแคมเปญสะสมแสตมป์จะอยู่ที่ 17-18% ทั้งนี้เนื่องจากซัพพลายเออร์ได้มีการโฆษณาสินค้าที่มีการแจกแสตมป์ทำให้สินค้าขายดี ก็ส่งผลดีต่อยอดขายในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น (7-11) ด้วย จากการสะสมแสตมป์เพื่อแลกสินค้า รวมถึงสะสมให้ครบ 77 จังหวัด เพื่อเก็บเป็นที่ระลึก
ดังนั้น จากการเติบโตในช่วงครึ่งปีแรก และแนวโน้มในไตรมาส 3/55 นี้ น่าจะส่งผลให้ภาพรวมยอดขายทั้งปีเป็นไปตามเป้าหมายว่าจะเติบโต 15% จากปีก่อน ซึ่งจะเป็นการเติบโตจากสาขาใหม่ 10% และจากสาขาเดิม 5% ส่วนกำไรก็น่าจะมีการเติบโตเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับยอดขาย
ส่วนกรณีที่บริษัท แฟมิลี่มาร์ท ประเทศญี่ปุ่น ผู้บริหารร้าน “แฟมิลี่มาร์ท” จะขายหุ้นให้แก่บริษัท เซ็นทรัลรีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด คาดว่าทางผู้บริหารเดิมของแฟมิลี่มาร์ทกับเซ็นทรัลฯ จะก็ต้องใช้เวลาในการปรับตัว ส่วนกรณีที่เครือสหพัฒน์อยู่ระหว่างการเจรจา เพื่อร่วมทุนกับบริษัท ลอว์สัน อิงค์ ประเทศญี่ปุ่น ผู้บริหารร้าน “ลอว์สัน” (Lawson) ร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ของญี่ปุ่น เพื่อนำแบรนด์ดังกล่าวเข้ามาเปิดสาขาในไทย ทางเครือสหพัฒน์ก็ได้ออกมาปฏิเสธแล้วว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด
ทั้งนี้ จะเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องปกติของธุรกิจค้าปลีกที่จะมีผู้ค้ารายใหม่เข้ามาตลอดเวลา ซึ่งบริษัทก็เน้นการปรับตัวเองตั้งแต่ภายใน โดยในช่วง 12 ปีที่ผ่านมายอดขายของร้านเดิมมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 8-10% ซึ่งจากจำนวน 1,000 สาขา มียอดขาย 33,000 ล้านบาท ปัจจุบันมีสาขากว่า 6,000 สาขา มียอดขาย 70,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6-7 เท่า
“ปกติธุรกิจค้าปลีกจะมีผู้ค้ารายใหม่เข้ามาตลอดเวลา บริษัทก็จะเน้นปรับตัวให้ทันกับการแข่งขัน อย่างการปรับตัวไปสู่ธุรกิจอาหาร, เบเกอรี่, อาหารเสริมสุขภาพ และอาหารแช่แข็ง โดยจากการปรับตัวส่งผลให้ปีนี้บริษัทมีแผนที่จะมีสาขากว่า 6,800 สาขา ปีหน้าก็จะขยายเพิ่มอีกกว่า 500 สาขา ก็จะส่งผลให้มีสาขาเพิ่มเป็นกว่า 7,300 สาขา และอีก 6 ปี ก็จะมีสาขาครบ 10,000 สาขา ได้ตามเป้าหมาย เนื่องจากอัตราการเติบโตของสาขาเดิมก็ยังเป็นตามเป้า จึงยังไม่เห็นว่าจะมีเหตุการณ์ใดมาส่งผลกระทบให้ไม่สามารถเป็นไปตามเป้าหมายได้”
บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคิน จำกัด ระบุว่า CPALL น่าจะมีกำไรสุทธิในไตรมาส 3/55 ที่ 2,852 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% จากปีก่อน และ 10% จากไตรมาสก่อน ขณะที่ทั้งปี 2555 คาดว่าจะมีกำไรสุทธิ 10,949 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากปี 2554 รวมทั้งมีการเติบโตของกำไรปี 2555-2556 เฉลี่ยต่อปี 25% จึงประเมินมูลค่าเหมาะสมที่ 43 บาท และมองว่าราคาหุ้น CPALL ปัจจุบันกลับมาซื้อขายอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิ (PE) ปี 2556 ที่ 24.6 เท่า ถูกลงเมื่อเทียบกับอดีตที่ซื้อขาย PE เกิน 30 เท่า จึงเป็นโอกาสลงทุน โดยแนะนำ “ซื้อ”
สำหรับผู้เล่นรายใหม่จะทำให้การแข่งขันรุนแรงขึ้น จึงมองว่าการเข้าสู่ธุรกิจค้าปลีกขนาดเล็กเต็มตัวของกลุ่มเซ็นทรัลด้วยการเข้าบริหารแฟมิลี่มาร์ท จะทำให้การแข่งขันของธุรกิจคอนวีเนียนสโตร์ (Convenience store) รุนแรงขึ้นแน่นอน และมองว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่กดดันราคาหุ้น CPALL เนื่องจากย่อมมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการเดิม อย่างไรก็ดีมองว่าร้านค้าปลีกขนาดเล็กประเภทโชห่วยมีความเสี่ยงต่อการถูกแย่งส่วนแบ่งตลาดมากกว่า และต้องติดตามการปรับโครงสร้างธุรกิจกลุ่มอาหารของเครือเซ็นทรัลอีกครั้ง โดยเฉพาะร้านค้าปลีกขนาดเล็กในเครือเซ็นทรัลฯ ที่มีทั้ง “มินิบิ๊กซี”, “Top daily” และ “แฟมิลี่มาร์ท” จะสร้างความแตกต่างอย่างไร เพื่อไม่เกิดผลกระทบกินส่วนแบ่งตลาดกันเอง (Cannibalization)
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า CPALL จะรับมือกับการแข่งขันได้ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาการเติบโตของยอดขายสาขาร้านเซเว่นฯ (Same store sales growth) มีอัตราการเติบโตระหว่าง 5-10% สูงกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขณะเดียวกันหากย้อนกลับไปตอนเทสโก้ โลตัส (Tesco lotus) เปิดตัวโลตัส เอ็กเพรส (lotus express) ซึ่งเป็นรูปแบบร้านขนาดเล็กเมื่อปี 2544 หรือบิ๊กซี เปิดตัว “มินิบิ๊กซี” เมื่อปี 2552 แต่กลับไม่เห็นผลกระทบต่ออัตราการเติบโตของสาขาเดิม (Same store sales growth) และการเติบโตของยอดขายร้านเซเว่นฯ จึงเชื่อว่าร้านเซเว่นฯ ยังรักษาส่วนแบ่งตลาด C-Store อันดับ 1 ไว้ได้--จบ--


TLSS
Verified User
Posts: 616
Joined: Wed Jul 11, 2012 12:01 pm

Re: CPALL

Posts by TLSS » Fri Sep 28, 2012 12:29 pm

โบรกฯ แนะ "ซื้อ" CPALL ชี้ยังคงเป็นผู้นำร้านสะดวกซื้อ
money channel วันเผยแพร่ วันศุกร์, 28 กันยายน 2555 09:46

โบรกฯ แนะ "ซื้อ" CPALL ชี้ยังคงเป็นผู้นำร้านสะดวกซื้อต่อไป ราคาเป้าหมาย 48 บาท

บล.เคจีไอ ระบุในบทวิเคราะห์ว่า CPALL ประเมินแนวโน้มรายได้ปี 2555 จะขยายตัว 15% YoY โดยทิศทางของธุรกิจร้านสะดวกซื้อที่ยังขยายตัว คาดจะทำให้บริษัทสามารถบรรลุเป้าหมายในการขยายสาขาอีก 500 สาขาในปีนี้ นอกจากนี้ การออกแคมเปญสะสมแสตมป์ ในช่วงไตรมาสที่ 3/55 น่าจะทำให้ยอดขายของสาขาเติบโตขึ้นจากปกติ อีก 2-3% เป็น 19-20% ต่อสาขา และจะหนุนให้รายได้ทั้งปียังเติบโต15.8% YoY

นอกจากนี้ อัตรากำไรที่มีแนวโน้มขยับขึ้น 39 bps เป็น 25.2% เนื่องจากการเพิ่มสัดส่วนของสินค้าประเภทอาหารที่มีอัตรากำไรดี และผลประโยชน์จากการเสียภาษีที่ลดลงจาก 30% เป็น 23% จะผลักดันให้กำไรปี 2555 ขยายตัว 29.0% YoY เป็น 10.3 หมื่นล้านบาท สำหรับ
การแข่งขันในธุรกิจร้านสะดวกซื้อที่อาจมีความรุนแรงมากขึ้นภายหลังการที่ เซ็นทรัล รีเทลฯ เข้าซื้อกิจการร้านแฟมิรีมาร์ท คาดจะมีผลในเชิงจิตวิทยาในระยะสั้นต่อหุ้น CPALL

อย่างไรก็ตาม เราประเมิน ด้วยเครือข่ายที่มีอยู่ทั่วประเทศและความแข็งแกร่งของ Brand 7-11 คาดจะทำให้บริษัทยังคงความเป็นผู้นำในร้านสะดวกซื้อต่อไป ดังนั้น เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 48 บาท


User avatar
Ryotaro
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 319
Joined: Fri May 07, 2010 6:11 pm

Re: CPALL

Posts by Ryotaro » Fri Sep 28, 2012 5:25 pm

ค้าปลีกโหมเฮาส์แบรนด์รับศก.ซบ เซเว่นฯส่ง500รายการบุก-ผู้ผลิตสินค้าดิ้นแก้เกม

Image

updated: 28 ก.ย. 2555 เวลา 17:12:54 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ค้าปลีกจัดหนัก "เฮาส์แบรนด์" สบช่องผู้บริโภคสำลักค่าครองชีพพุ่งไม่หยุด เพิ่มดีกรีโปรโมตหวังปลุกกำลังซื้อ เซเว่นฯประกาศแผนปีหน้า ผนึกซัพพลายเออร์พัฒนาเฮาส์แบรนด์ 500 รายการ ชูคุณภาพเข้าแข่ง หลังตัวเลขตลาดรวมพุ่งทะลุหมื่นล้าน ขณะที่บิ๊กซี-โลตัส-ท็อปส์ ยังเดินหน้าเพิ่มสินค้าไม่หยุด ด้านยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตสินค้า "พีแอนด์จี-ยูนิลีเวอร์" เร่งปรับตัว โปรโมตสินค้านวัตกรรมสู้

ปัญหาค่าครองชีพซึ่งส่งสัญญาณมีปัญหา เปิดโอกาสให้สินค้า "เฮาส์แบรนด์" มีบทบาทอย่างเห็นได้ชัด เห็นได้จากค้าปลีกต่าง ๆ ได้เพิ่มดีกรีโปรโมตสินค้ากลุ่มนี้เป็นพิเศษ วันนี้จุดขายสินค้ากลุ่มนี้ไม่ได้อยู่ที่ "ราคา" เท่านั้น แต่พัฒนาไปสู่การสร้างแบรนด์สินค้า, คุณภาพ และความหลากหลาย เพื่อสร้างความต่างจากคู่แข่ง และเป็นแม่เหล็กดึงผู้บริโภคให้มาจับจ่ายมากขึ้น

ผู้สื่อข่าวสำรวจความเคลื่อนไหวของบิ๊กซี และเทสโก้ โลตัส พบว่า ได้พัฒนาสินค้าเฮาส์แบรนด์ครอบคลุมเกือบทุกแคทิกอรี่ ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ความงาม จากช่วงแรกที่จะเน้นที่สินค้าอุปโภค โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องใช้ในครัวเรือน อาทิ ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน ฯลฯ เนื่องจากผู้บริโภคไม่ติดแบรนด์ สามารถทดแทนกันได้ บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นต่อเฮาส์แบรนด์ที่เพิ่มมากขึ้น

เร็ว ๆ นี้ เทสโก้ฯได้โปรโมตสินค้าเฮาส์แบรนด์ผ่านสื่อโฆษณาต่าง ๆ ทั้งมันฝรั่งทอดกรอบ, กลุ่มน้ำยาบ้วนปาก ฯลฯ ขณะเดียวกันได้เพิ่มพื้นที่วางสินค้ากลุ่มนี้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งมักอยู่ในตำแหน่งที่เห็นได้ชัด และใกล้กับแบรนด์ที่เป็นผู้นำตลาด อีกความเคลื่อนไหวหนึ่งที่น่าสนใจคือ การเปิดเกมของเซเว่น อีเลฟเว่นในสินค้ากลุ่มนี้

เซเว่นฯลุยเฮาส์แบรนด์

นายปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลฟเว่น กล่าวว่า พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และคู่แข่งขันมากขึ้น โดยเฉพาะไฮเปอร์มาร์เก็ตและดิสเคานต์สโตร์ปรับตัวต่อเนื่อง มีสาขาขนาดเล็ก เจาะพื้นที่ต่างจังหวัด รวมถึงสินค้าเฮาส์แบรนด์ หรือไพรเวตแบรนด์ จำหน่ายราคาถูก ซึ่งได้รับความนิยมค่อนข้างสูง ทำให้เซเว่นอีเลฟเว่นหันมาให้ความสนใจ และมีแนวคิดทำไพรเวตแบรนด์ของตัวเอง เพื่อลดความแตกต่างด้านราคา

"แรก ๆ เซเว่นฯไม่สนใจ แต่ปรากฏว่าสินค้ากลุ่มนี้มียอดเติบโตขึ้น สำหรับไพรเวตแบรนด์เซเว่นฯเน้นคุณภาพ คุ้มค่า ราคาอาจจะสูงกว่าหรือต่ำกว่าเนชั่นนอลแบรนด์ เพราะไม่มีงบฯการทำตลาด"

แนวทางของเซเว่นอีเลฟเว่นจะเลือกพัฒนากลุ่มสินค้าขายดีร่วมกับซัพพลายเออร์ผู้ผลิต ด้วยการนำมาสร้างอีกแบรนด์หนึ่งที่มีคุณภาพเหมือนกัน แต่เปลี่ยนรสชาติ ขนาด บรรจุภัณฑ์ ให้มีความแตกต่าง วิธีนี้จะเป็นผลต่อดีต่อซัพพลายเออร์ เพราะมีรายได้เพิ่มขึ้นทั้งจากแบรนด์ตัวเอง และเฮาส์แบรนด์ที่ผลิตให้เซเว่นฯ ขณะเดียวกันเสมือนการสร้างไฟติ้งแบรนด์ เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดของตัวเองเอาไว้ ความร่วมมือระหว่างเซเว่นอีเลฟเว่น กับซัพพลายเออร์ จะแบ่งเป็น 4 รูปแบบ ได้แก่ 1.โคแบรนด์ ในกรณีที่ซัพพลายเออร์มีแบรนด์ที่แข็งแรง และต้องการทำโคแบรนด์ร่วมกับเซเว่นฯ 2.ร่วมกันพัฒนาสินค้าใหม่ขึ้นมาออกมาทดลองวางตลาดในเซเว่นฯ ก่อนวางจำหน่ายให้ครบทุกสาขาต่อไป 3.พัฒนาเฮาส์แบรนด์ หรือนวัตกรรมใหม่ ๆ ร่วมกัน และ 4.ค้นคิดและทำวิจัยร่วมกัน เพื่อให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพ

"คู่แข่งขันจำหน่ายสินค้าเฮาส์แบรนด์ในราคาต่ำ ทำให้มากินส่วนแบ่งตลาดของเรา ดังนั้นเราต้องสร้างเฮาส์แบรนด์ที่มีคุณภาพดี ราคาสูงกว่า รองรับกำลังซื้อคนชั้นกลางที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก"

แยกแบรนด์ของกิน-ของใช้

นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปีหน้าเซเว่นฯจะทยอยเปิดตัวเฮาส์แบรนด์ คาดจะมีสินค้ารวม 500 รายการ แบ่งเป็นสินค้า only@7-11 ที่มีอยู่ 300 รายการ และสินค้าใหม่ที่เป็นเฮาส์แบรนด์เซเว่นฯ 200 รายการ แบ่งเป็น 2 แบรนด์คือ เซเว่น เฟรช สำหรับอาหารสด และเซเว่น ซีเล็ค สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค

ที่ผ่านมาภาพลักษณ์เฮาส์แบรนด์ของเซเว่นฯไม่ชัดเจน แต่สิ่งที่ทำคือการร่วมมือกับซัพพลายเออร์ทุกกลุ่มสินค้า สร้างความแตกต่าง เช่น รสชาติ ขนาด สินค้าใหม่ที่วางจำหน่ายในเซเว่นฯ โดยเฉพาะภายใต้แบรนด์ only@7-11 นอกจากนี้ยังมีแปรงสีฟัน ใบมีดโกน ภายใต้แบรนด์เวนเจอร์ที่เป็นสินค้าเฮาส์แบรนด์ของบริษัท

เข้าล็อกผู้บริโภคลดค่าใช้จ่าย

นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า อารมณ์จับจ่ายของผู้บริโภคปีนี้ค่อนข้างมีปัญหา ตั้งแต่ช่วงกลางปีที่สินค้าและราคาอาหารต่าง ๆ ปรับตัวขึ้นจากค่าแรงที่สูงขึ้น ทำให้ปีนี้เฮาส์แบรนด์ค่อนข้างมีบทบาท ยิ่งช่วงไตรมาส 4 ที่มีปัจจัยเรื่องน้ำท่วมเข้ามา ทำให้ผู้บริโภคยิ่งมีความกังวลมากขึ้น

"ตอนนี้ไปที่ห้างจะเห็นว่าเฮาส์แบรนด์ต่าง ๆ เริ่มเต็มไปหมด โดยเฉพาะกลุ่มน้ำดื่มที่ค้าปลีกต่าง ๆ ส่งออกมามากมายเพื่อรับมือกับพฤติกรรมกักตุนสินค้าในภาวะน้ำท่วม รวมถึงผู้ผลิตยังมีกลยุทธ์ต่าง ๆ ออกมา อาทิ สินค้าราคาถูก, โปรโมชั่น ฯลฯ เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์กำลังซื้อที่คาดว่าค่อนข้างซบเซาในไตรมาสที่ 4"

สำหรับสหพัฒน์ไม่ได้เตรียมการเป็นพิเศษ เพราะสินค้าราคาถูกอยู่แล้ว แต่ก็ต้องมีการกระตุ้นยอดขาย จัดโปรโมชั่น อาทิ มาม่า ที่กำลังมีโปรโมชั่น

โลตัส-บิ๊กซี-ท็อปส์ เพิ่มดีกรี

นางสาวสลิลลา สีหพันธุ์ รองประธานกรรมการฝ่ายกิจการ เทสโก้ โลตัส เปิดเผยว่า ด้วยสาขากว่า 1,000 แห่ง มีลูกค้าใช้บริการรวม 11 ล้านคนแต่ละสัปดาห์ ปัจจุบันเทสโก้ฯมีเฮาส์แบรนด์ครอบคลุมเกือบทุกหมวดหมู่ และยังเดินหน้าเพิ่มประเภทสินค้าต่อเนื่อง โดยมีศูนย์วิจัยและพัฒนาเพื่อนำเสนอได้ตรงกับความต้องการ อาทิ ดีไซน์ทันสมัย รสชาติใหม่ ๆ รวมถึงจัดโปรโมชั่นแคมเปญเป็นประจำตามสื่อสิ่งพิมพ์ แผ่นพับ กระตุ้นให้เกิดการทดลอง และเป็นทางเลือกในราคาที่ถูกกว่า เนื่องจากส่วนหนึ่งไม่ยึดติดแบรนด์

เช่นเดียวกับบิ๊กซีที่เดินหน้ารุกหนัก เพิ่มความหลากหลายของสินค้าและคุณภาพให้เทียบเท่าแบรนด์ทั่วไปในท้องตลาด โดยตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งเป็น 20% จากมูลค่าตลาดกลุ่มเฮาส์แบรนด์กว่า 10,000 ล้านบาท ปัจจุบันบิ๊กซีมีส่วนแบ่ง 15-17% ขณะที่ท็อปส์ช่วงที่ผ่านมาทำโปรโมชั่นสินค้าเฮาส์แบรนด์มากขึ้น อาทิ ลดราคากาแฟสำเร็จรูปแบรนด์ถูกใจ จาก 129 บาท เหลือ 89 บาท ปีนี้ท็อปส์ตั้งเป้าเพิ่มสินค้าเฮาส์แบรนด์จาก 1,800 รายการ เป็น 2,200-2,500 รายการ

ซัพพลายเออร์ดิ้นแก้เกม

แหล่งข่าวระดับสูงจากบริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด หรือพีแอนด์จี ยอมรับว่า ผู้บริโภคนิยมสินค้าเฮาส์แบรนด์มากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าทั่ว ๆ ไป เช่น น้ำยาล้างจาน ทิสชู น้ำยาถูบ้าน ฯลฯ ขณะที่พรอคเตอร์ฯคือแบรนด์สินค้าสุขภาพและความงาม ซึ่งกลุ่มนี้เฮาส์แบรนด์ยังทำไม่ได้ ผู้บริโภคยังไม่ยอมรับ

อย่างไรก็ตามจากการรุกคืบของเฮาส์แบรนด์ ทำให้ผู้ประกอบการเจ้าของสินค้าต้องยกระดับตัวเองหนี โดยที่ผ่านมายูนิลีเวอร์พยายามปรับสินค้ากลุ่มเครื่องใช้ในครัวเรือนซึ่งได้รับผลกระทบมากที่สุด ด้วยการเปิดตัวนวัตกรรมสร้างความแตกต่าง อาทิ การโปรโมตบรีส สูตรน้ำ หรือโปรแมกซ์ น้ำยาล้างห้องน้ำสูตรเข้มข้น

Believe in Yourself & Do Your Best.

Post Reply