CPALL

แหล่งรวบรวมข้อมูลของหุ้นต่างๆ All for one, one for all
(ข้อมูลตั้งแต่ก่อตั้งเว็บ จนถึง 30 กันยายน 2555 ห้องนี้อ่านได้อย่างเดียวไม่สามารถ post ได้)
pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 35966
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: CPALL

Posts by pakapong_u » Thu Sep 13, 2012 5:50 am

ซีพี ออลล์จับมือสถาบันฝรั่งเศส ผลิตมืออาชีพป้อนตลาดลักชัวรี
Source - ฐานเศรษฐกิจ (Th)

Wednesday, September 12, 2012 05:02
42498 XTHAI XECON XCORP XSALES DAS V%PAPERL P%TSK

ซีพีออลล์ เปิดศูนย์ Luxellence Center รับเทรนด์สินค้าหรูมาแรง จับมือIFA สถาบันดังจากฝรั่งเศสร่วมพัฒนาหลักสูตรผลิตมืออาชีพป้อนตลาดลักชัวรีแห่งแรกชูจุดเด่นฝึกงานทั้งจีน-ฝรั่งเศส-ไทยเล็งต่อยอดหลักสูตรใหม่ป้อนแฟชั่น ไลฟ์สไตล์บูม
ดร.ฐิติพร สงวนปิยะพันธ์ ผู้อำนวยการศูนย์ Luxellence Center เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า จากแนวโน้มธุรกิจสินค้าฟุ่มเฟือยหรือสินค้าLuxuryในเมืองไทยและแถบเอเชียที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากการที่แบรนด์สินค้าชั้นนำในยุโรปเข้ามาทำตลาดในเอเชียและไทยเพิ่มขึ้น ผ่านงานดีไซน์ในสไตล์เอเชีย ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์พรีเมียมไฮสตรีตชั้นแนวหน้าอย่าง เอช แอนด์ เอ็ม (H&M) , ซาร่า(ZARA) , หลุยส์ วิตตอง(Louis Vuitton)ฯลฯ รวมไปถึงแบรนด์นาฬิกา และจิวเวลรี แต่ขณะเดียวกันพบว่าตลาดสินค้าลักชัวรีในเมืองไทยทั้งกลุ่มแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ กลับขาดแคลนบุคลา-กรที่มีความชำนาญเฉพาะทางในการช่วยขับเคลื่อนให้ธุรกิจเติบโต การต่อยอดการบริหารจัดการ และการสร้างสรรค์แบรนด์
"ตลาดสินค้าลักชัวรีในเอเชียบูมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากวิกฤติเศรษฐกิจในฝั่งยุโรป ส่งผลให้จีนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งในตลาดโลกรวมถึงไทยที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้แบรนด์ระดับโลกหันมาผลิตสินค้าที่ตรงกับไลฟ์สไตล์และตอบสนองความต้องการของคนฝั่งเอเชียมากขึ้น นี่จึงเป็นโอกาสสำคัญของไทยที่จะก้าวขึ้นมาพัฒนาฝีมือและบุคลากรให้ทัดเทียมต่างชาติ"
ซีพีออลล์จึงมีนโยบายจัดตั้งศูนย์Luxellence Center พร้อมกับเปิดหลักสูตรMBA ด้านLuxury Brand Management แห่งแรกในเมืองไทยขึ้นที่สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) โดยร่วมมือกับสถาบัน International Fashion Academy Paris (IFA) ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศฝรั่งเศส เน้นการบริหารผ่านรูปแบบเครือข่ายพันธมิตรที่ดีในการสร้างบุคลากรผู้บริหารในระดับกลางรวมถึงผู้ประกอบการที่จะสามารถสร้างแบรนด์ค้าปลีกที่แข็งแกร่งออกสู่ตลาดเพื่อให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ
จุดแข็งของหลักสูตรLuxury Brand Management คือ การร่วมมือกับIFA ซึ่งเป็นสถาบันชั้นนำระดับโลกและหลักสูตรการเรียนการสอนแบบ Work-Based Learning ที่ให้นักเรียนได้เรียนรู้งานจริงจากลักชัวรี แบรนด์ระดับโลก และองค์กรชั้นนำอื่นๆอีกมากมาย รวมถึงการสร้างมืออาชีพด้วยมืออาชีพ เรียนรู้ประสบการณ์ตรงจากผู้เชี่ยวชาญในตลาดลักชัวรี ในการให้นักศึกษาได้สัมผัสประสบการณ์จริงในการทำงาน ผ่านการร่วมฝึกงานใน3 ประเทศ ในระยะเวลา 1 ปีโดยเริ่มต้นที่ประเทศจีน ฝรั่งเศส และจบที่ประเทศไทย ซึ่งการสอนในรูปแบบดังกล่าว จะทำให้นักศึกษาของเรามีคอนเนกชันที่ดีเพื่อต่อยอดการทำงานในอนาคต
นอกจากนี้ในอนาคตสถาบันยังมีแผนเปิดหลักสูตรการเรียนการสอนใหม่ๆเพื่อผลิตบุคลากรออกสู่ตลาดLuxury เพิ่มขึ้น ทั้งด้านแฟชั่น,ไลฟ์สไลต์ และงานด้านดีไซน์ด้วย--จบ--

ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 13 - 15 ก.ย. 2555--


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 35966
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: CPALL

Posts by pakapong_u » Thu Sep 13, 2012 6:04 am

'เซเว่น'ลั่นไม่กลัวน้ำ มั่นใจรับมือได้ไม่กระทบธุรกิจ-ผู้บริโภค
หน้าหลัก » เศรษฐกิจ

เซเว่นไม่หวั่นน้ำท่วมใหญ่อีกรอบ มั่นใจรับมือได้ไม่กระทบธุรกิจในภาพรวมและกระทบต่อผู้บริโภค ตั้งเป้าปีนี้ขยายสาขาไม่ต่ำกว่า 500 แห่ง เชื่อเออีซีไม่เป็นปัญหาเปิดสาขาแต่จะดันให้ธุรกิจโต...

เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2555 นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทไม่กังวลว่าน้ำจะท่วมใหญ่ในปีนี้อีกหรือไม่ เพราะได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับน้ำท่วมมาหลายสถานการณ์แล้ว ทั้งกรณีน้ำท่วมปีที่แล้ว น้ำท่วมหาดใหญ่ และโคราช ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะรับมือได้ ไม่กระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท โดยปีที่แล้วสาขาของบริษัทเจอปัญหาน้ำท่วมประมาณ 800 แห่ง แต่บริษัทยังยึดมั่นว่าแม้น้ำท่วม จะปิดสาขาให้ช้าที่สุด และหากจำเป็นต้องปิดให้บริการในสาขาเหล่านั้น จะเปิดให้ได้เร็วที่สุด เมื่อสถานการณ์คลี่คลายเพื่อไม่ให้กระทบกับผู้บริโภค

สำหรับปีนี้บริษัทยังตั้งเป้าขยายสาขาไม่ต่ำกว่า 500 แห่ง ส่วนการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน AEC นั้น แม้ว่าบริษัท จะไม่ได้ใบอนุญาตการเปิดเซเว่น อีเลฟเว่น ในกลุ่มประเทศอาเซียน ทำให้ไม่สามารถขยายสาขาได้ แต่เชื่อว่าตลาดในไทยยังเติบโตได้ดี และเมื่อถึงเวลาการเปิด AEC จะช่วยสนับสนุนให้ธุรกิจเติบโตได้อีกมาก บริษัทจึงยังคงมุ่งเดินหน้าขยายสาขาในประเทศ รวมทั้งสร้างคลังสินค้า และวางแผนระบบขนส่งสินค้าให้มากขึ้นเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต.

โดย: ทีมข่าวเศรษฐกิจ

13 กันยายน 2555, 03:10 น.


akindle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 157
Joined: Sun Dec 05, 2010 2:24 pm

Re: CPALL

Posts by akindle » Fri Sep 14, 2012 10:36 pm

pakapong_u wrote:CPALL ขยายแนวรบ “หมากล้อม”
Source - ข่าวหุ้น (Th)

Thursday, September 13, 2012 04:07
26543 XTHAI XECON XFINSEC ZSTOCK CPALL V%PAPERL P%KHD

กรุงเทพฯ--13 ก.ย.--ข่าวหุ้น

การประกาศจับมือระหว่างผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ซึ่งถนัดอาคารสูง บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN กับบริษัทบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP ALL เจ้าของเครือข่ายร้านค้าปลีกแบบคอนวีเนียน สโตร์รายใหญ่สุดของไทย 7-Eleven แม้จะไม่ได้ทำให้ตัวเลขจำนวนสาขา หรือยอดขายของ CPALL หรือ LPN เพิ่มมากขึ้นวูบวาบ แต่ในเชิงการตลาดแล้ว ถือเป็นกลยุทธ์สร้างจุดขายที่โดดเด่นอย่างยิ่งทีเดียว
ที่สำคัญ สามารถสนองตอบโจทย์ของการสร้างความพึงพอใจให้ผู้บริโภคด้วยบริการ “สะดวกซื้อ” แนวทางใหม่ในลักษณะ วิน-วินได้อย่างทันควัน
สำหรับ LPN ความร่วมมือดังกล่าว สะท้อนวิสัยทัศน์ของการสร้างแบรนด์ “ลุมพินี” บริษัทตั้งใจส่งมอบคุณค่าทั้งทางด้านผลิตภัณฑ์ด้วยการพัฒนาห้องชุดที่สามารถตอบทุกความต้องการใช้งาน ในขณะเดียวกัน ก็ให้ความสำคัญกับสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ภายในโครงการ ซึ่งถือว่าเป็นมากกว่าแค่พัฒนาที่อยู่อาศัย แต่เป็นการสร้างชุมชนในเรื่องของคุณภาพชีวิต ที่มั่นคงและยั่งยืน ด้วยการมีส่วนให้กับลูกค้าและชุมชนข้างเคียง ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ร้านอาหาร ร้านซักรีด ร้านเสริมสวย ร้านสะดวกซื้อ
เหตุผลของ LPN ว่า ร้านอิ่มสะดวก 7-Eleven ที่จะกระจายไปอยู่ในทุกโครงการของบริษัท ถือเป็นการลดภาระในการเดินทาง และสร้างความสมบูรณ์แบบในการใช้ชีวิตภายในโครงการให้ได้มากที่สุดโดยเริ่มจากโครงการลุมพินี พาร์ค ริเวอร์ไซด์-พระราม 3 เป็นโครงการนำร่อง จึงถือเป็นการนำจุดแข็งของทั้งสององค์กรมาใช้ประโยชน์
ในมุมกลับกันของการให้บริการ คุณค่าเพิ่มในด้านผู้อยู่อาศัยที่จะได้รับประโยชน์จากสินค้าและบริการคุณภาพ นอกเหนือจากสินค้าบริโภคแล้ว ยังมีในส่วนของเคาน์เตอร์เซอร์วิส หนังสือและสิ่งพิมพ์ สินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม (เอ็กซ์ตร้า) รวมถึงเครื่องดื่ม กาแฟ และเบเกอรี่ (Kudsan Bakery) ซึ่งตอบโจทย์ในเรื่องของ Total Solutions ในการอำนวยความสะดวกให้กับผู้พักอาศัยในโครงการ “ลุมพินี”
การเปิดสาขาใน LPN เป็นแผนธุรกิจที่ดีของ CPALL สำหรับการขยายสาขาและเป็นการตัดสินใจในเชิงรุกแสดงถึงความพร้อมที่จะแข่งขันในอุตสาหกรรม โดย LPN เป็นผู้พัฒนาคอนโดฯรายใหญ่ของประเทศไทย โดยบางโครงการมีขนาด 1,000 ห้อง สำหรับครอบครัวขนาด 2 คน โดย LPN มีคอนโดฯมากกว่า 60 โครงการในกรุงเทพฯ โดยมีประชากรทั้งสิ้นมากกว่า 50,000 ครอบครัว และบริษัทยังมีตั้งเป้าขยายโครงการใหม่ประมาณ 10 โครงการต่อปี
เท่ากับว่า ร้านอิ่มสะดวก 7-Eleven จะมีจำนวนมากกว่า 60 สาขาในทันที และเติบโตต่อไปปีละประมาณ 10 สาขา ยึดครองพื้นที่ภายใต้โครงการของ LPN ยาวนาน โดยที่ LPN จะได้รับผลตอบแทนในรูปค่าเช่าพื้นที่แน่นอนเป็นรายได้เสริมเสมือนน้ำซึมบ่อทราย
ส่วนทางด้าน CPALL เจ้าของเครือข่าย ร้านอิ่มสะดวก 7-Eleven ก็ไม่มีอะไรจะเสียหายสำหรับพันธมิตรครั้งนี้ ดังที่นายปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุล กรรมการผู้จัดการ CP ALL ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น ยืนยันว่า กลุ่มลูกค้าผู้พักอาศัยในคอนโดมิเนียม ถือว่ามีไลฟ์สไตล์ในแบบฉบับของคนที่ต้องการความสะดวกและรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค และการบริการชำระค่าสินค้าและบริการต่างๆ และยังมีลูกค้าอื่นในเขตชุมชนรอบๆ เป็นผลพวงอีกด้วยตลอด 24 ชั่วโมง
การสร้างพันธมิตรเช่นนี้ สะท้อนยุทธศาสตร์ “หมากล้อม”ของ CPALL ที่นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ยืนยันมาโดยตลอดอีกครั้งหนึ่ง
กลยุทธ์หมากล้อมในเชิงธุรกิจ ต่างจากหมากล้อมซึ่งใช้ในทางทหาร เพราะหมากล้อมจะเล่นมาถึงสุดทางแล้วเริ่มกระดานใหม่ แต่ในธุรกิจที่มีโอกาสใหม่ๆ ท้าทายตลอด จะเน้นหลักการ วางตำแหน่งกลุ่มหมากขยายสาขา แล้วพัฒนาทำให้แต่ละสาขาสร้างความแตกต่าง เพิ่มยอดขายขึ้นเพื่อแสดงพลังและปิดจุดอ่อนในการแข่งขันให้มากที่สุดผ่านกระบวนการศึกษาตัวเองตลอดเวลา โดยไม่กลัวการแข่งขัน ไม่เคยลดราคาตัดคู่แข่ง ไม่ต้องทำลายคู่แข่ง แต่ให้เกียรติเสมอกับซัพพลายเออร์ เหมือนการวางหมากล้อมหนึ่งเม็ด ต้องให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ผลกำไรธุรกิจจะสูงขึ้นตามมา เป็นการทิ้งช่วงห่างให้คู่ต่อสู้ต้องไล่ตาม
เกมรุกเข้าสู่คอนโดมิเนียมของ CPALL ที่ทำร่วมกับ LPN (และอาจจะตามมาด้วยผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ในภายหลัง) เห็นได้ชัดว่าเป็นยุทธศาสตร์ของการรุกเข้าสู่เวทีซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ยึดครองของบรรดาร้านโชห่วยรายย่อยซึ่งแฝงตัวในห้องเช่าและคอนโดมิเนียมกระจายทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑลจำนวนหลายพันแห่ง
โมเดลนี้ บรรดาร้านคอนวีเนียนสโตร์ในต่างประเทศเคยประสบความสำเร็จในการรุกไล่กลุ่มร้านเครือข่ายโชห่วยรุ่นเก่ามาแล้ว ดังตัวอย่างที่ลือลั่นในสิงคโปร์จากกรณีศึกษาเครือข่ายร้าน “มาม่า ช็อป”
เครือข่ายร้านมามา ช็อฟของสิงคโปร์นั้น เริ่มต้นจากชุมชนเชื้อสายอินเดียที่เรียกว่า liitle India แล้วกระจายตัวไปยังอพาร์ตเมนต์ และอาคารที่อยู่อาศัยทั่วสิงคโปร์ เน้นขายของราคาถูกด้วยสงครามราคาเป็นหลัก แต่เมื่อร้านสะดวกซื้อทันสมัยรุ่นใหม่ย่างกรายเข้ามาไม่ว่าจะเป็น 7 Eleven หรือ Cheers หรือ Maggi Mee หรือ Slurpee รวมทั้งบริการทางการเงินอื่นที่พ่วงตามมาด้วย เช่น บัตรเครดิต อินเตอร์เน็ต การจ่ายเงินด้วยอีเล็กทรอนิกส์ และเคาน์เตอร์เซอร์วิส โดยไม่ได้เน้นราคาถูก แต่เน้นความสะดวกรวดเร็วร้านค้าให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นปัจจุบัน เครือข่ายของมาม่าช็อป ก็ลดความสำคัญลง แม้จะยังหลงเหลืออยู่ แต่ก็ไม่ได้สร้างตำนานอะไรใหม่ได้อีกต่อไป
ย่างก้าว “หมากล้อม”ของ CPALL อันสอดคล้องกับยุคสมัยในตลาดไทย จึงมีความหมายอย่างลึกซึ้งและส่งสัญญาณเตือนร้านโชห่วยรุ่นเก่าตามอพาร์ตเมนต์หรือคอนโดมิเนียมทั้งหลาย ให้รู้ถึงการเปลี่ยนแปลงอันใหญ่หลวงที่จะตามมาจากกลยุทธ์ที่เริ่มต้นขึ้นแล้ว และหยุดยั้งได้ยาก
นอกเหนือไปจากตัวเลขสาขาของ 7-Eleven ที่จะเพิ่มขึ้นในอัตราเร่งตามสูตรกลยุทธ์หมากล้อม
แล้วก็คงไม่แปลกที่สำนักวิเคราะห์หลายแห่ง จะประเมินในทางบวกว่า การเปิดสาขาใน LPN เป็นแผนธุรกิจที่ดีของ CPALL สำหรับการขยายสาขาและเป็นการตัดสินใจในเชิงรุกแสดงถึงความพร้อมที่จะแข่งขันในอุตสาหกรรม และโดยมีมูลค่าที่เหมาะสมประมาณ 40 บาท--จบ--
ยอดเยี่ยม ครับ

Pour your heart into it

c_man
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 144
Joined: Sat Nov 21, 2009 8:47 pm

Re: CPALL

Posts by c_man » Sun Sep 16, 2012 9:33 am

ได้แวะไป ม. ขอนแก่น ด้านข้างย่านที่พักนักศึกษา เห็น โลตัสเอ็กเพรสอยู่ แต่มี 7 11 ขนาบอยู่ซ้าย ขวา รั้วเกือบจะติดกัน ดักกินทั้ง 2 ด้าน ตรงกลางให้ Lotus เอาไป


nut776
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 3335
Joined: Thu Feb 05, 2004 9:46 pm

Re: CPALL

Posts by nut776 » Sun Sep 16, 2012 10:15 am

ดูจาก โฆษณาล่าสุด ที่ launch
ผมว่า มันบอกจุดยืนชัดเจนละว่า
7-11 จะฉีกหนี ไปเป็นร้านสะดวกกินละ
คงต้องดูอีกทีว่า
ที่เค้าเดากันว่า คนจะทำกับข้าวน้อยลง
กินแบบสะดวก มากขึ้น
จะจริงไหม และ 7-11
จะพิสูจน์ วิสัยทัศน์ผู้นำ อีกที
ที่เห็นมุมมองตรงนี้ก่อน

show me money.

iruma
Verified User
Posts: 60
Joined: Mon Aug 22, 2011 10:15 am

Re: CPALL

Posts by iruma » Sun Sep 16, 2012 6:59 pm

วันนี้ (16.09.2012) CPALL: CP All (ซีพีออลล์, เซเว่นอีเลฟเว่น), เกรียงชัย บุญโพธิ์อภิชาติ ออก MoneyTalk Weekly 4 ทุ่มทาง Money Channel


User avatar
marcus147
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 615
Joined: Mon Jun 13, 2011 12:13 pm

Re: CPALL

Posts by marcus147 » Sun Sep 16, 2012 8:53 pm

iruma wrote:วันนี้ (16.09.2012) CPALL: CP All (ซีพีออลล์, เซเว่นอีเลฟเว่น), เกรียงชัย บุญโพธิ์อภิชาติ ออก MoneyTalk Weekly 4 ทุ่มทาง Money Channel
ตั้งตารอดูครับ

การลงทุนในตลาดหุ้น ไม่มีทางลัด อยากเก่ง ต้องหมั่นศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม
My Blog : http://marcus147.wordpress.com/

TLSS
Verified User
Posts: 616
Joined: Wed Jul 11, 2012 12:01 pm

Re: CPALL

Posts by TLSS » Tue Sep 18, 2012 1:45 pm

สำรวจ 7-11 บริเวณพื้นที่ที่เคยน้ำท่วมใหญ่ปีที่แล้วนะครับ

หมู่บ้านผมอยู่ ถ.345 อ.เมือง ปทุมธานี ในรัศมี 3 กม. พบว่า ปัจจุบัน มี 7-11 8 แห่ง (เปิดใหม่ 5, renovate 3), CP Fresh Mart 2 แห่้ง, 108 shop 1 แห่ง บริเวณแถวนี้ พวก Lotus Big C ยังไม่เข้ามาครับ

ข้อสังเกตผม คือ
1. 7-11 ที่เปิดใหม่หลังน้ำท่วม (เปิดช่วง 1-2 เดือนนี้) จะเป็น size ใหญ่ แบบ 3 คูหามากเป็นพิเศษ
2. ไฟที่ใช้ในร้านสว่างมาก ดึงดูดลูกค้าดี
3. การจัดชั้นวางของ เป็นหมวดหมู่ เป็นระเบียบ มีทางเดินสะดวก บางแห่งจะมีมุมเบเกอรี่คัดสรรแล้ว
4. ลักษณะร้าน 7-11 ใหม่ที่เปิด จะเปิดริมถนนเส้นหลัก เช่น ถ.ราชพฤกษ์ ชัยพฤกษ์ 345 บางแห่งอาจจะอยู่ปากซอย บางแห่ง stand Aone.. แต่เหมือน 7-11 จะเปิดก่อนความเจริญ แต่คาดว่า ความเจริญของชุมชนจะค่อยๆ ตามมา

ผมว่ารูปแบบ 7-11 แบบ 3 คูหานี้ น่าสนใจมากครับ น่าเข้ากว่าทุกร้านไม่ว่าจะเป็น Lotus BigC Top Family Mart 108 shop

มีรูปแนบครับ
Attachments
cpall1.jpg
cpall1.jpg (42.9 KiB) Viewed 3967 times


วายุอัสนี
Verified User
Posts: 1
Joined: Thu Sep 30, 2010 3:50 pm

Re: CPALL

Posts by วายุอัสนี » Tue Sep 18, 2012 3:32 pm

yak wrote:เป็นสมาชิกมาสักพัก เพิ่งจะลงทุนจริงจังก้อตั้งแต่ต้นปี

มี CPALL อยู่เล็กน้อยครับ เพราะยังไงก้อเป็นธุรกิจของครอบครัวมา 8 ปี

ถ้ามีข้อมูลที่น่าสนใจ ทั้งด้านบวก และ ลบ จะเอามาแชร์ครับ แต่สวนใหญ่จะเป็นปัฤญหาหน้างานมากกว่านะครับ

ข่าวล่าสุดที่ผมได้รับฟังมาตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา และเริ่มหนาหูมากขึ้น คือ การเข้ามาเช่าพื้นที่ของ Lotus express ในรูปแบบที่ดุดันมากขึ้น

นั้นคือเดี๋ยวนี้หนึ่งในเป้าหมายการเปิดสาขาใหม่ของ Lotus express คือเปิดแทนที่เซเว่นเลย โดย Lotus จะติดต่อเจ้าของตึกที่เซเว่นเช่าอยู่และแน่นอนเสนอราคาค่าเช่าที่สูงกว่า แม้อายุสัญญาการเช่ากัยเซเว่นจะยังไม่หมดก้อตาม

ถามว่า นี่คือสิ่งที่ location ของเซเว่น รู้มั้ย ?

รู้แน่นอนครับ แต่ รู้ช้าหรือเร็ว รู้แล้วทำยังไง ต้องบอกว่า มีทั้งที่สามารถกันได้ และไม่ได้ครับ

ถ้าป้องกันได้ นั้นคือชนะด้วยการแข่งขันเรื่องค่าเช่า

ถ้าไม่ได้ เสียทำเล

สิ่งที่ผมอยากบอกคือ เดี๋ยวนี้คู่แข่งไม่ได้มองแค่เปิดใกล้ๆเซเว่นเท่านั้น เค้ากะไล่ที่เราเลยทีเดียว
ปัญหานี้แก้ไม่ยาก อย่างนี้ต้องเกลือจิ้มเกลือ เขามาขอเช่าที่แทนเรา เราก็ไปขอเช่าที่แทนเขาบ้าง อย่างนี้มันจะรู้ตัวหรือเปล่า ต่างคนต่างหากินน่ะดีแล้ว


prichar s.
Verified User
Posts: 1427
Joined: Sun Mar 22, 2009 5:36 pm

Re: CPALL

Posts by prichar s. » Tue Sep 18, 2012 8:00 pm

ค้่าปลีกน่าสนใจลดลง ROBINS ยังสดใส ไตรมาส 3 CPALL โตสุด


วันอังคารที่ 18 กันยายน 2555 เวลา 17:20:38 น.
ผู้เข้าชม : 451 คน ข่าวหุ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้นบริษัท ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน จำกัด (มหาชน) หรือ ROBINS ปิดตลาดที่ 63.00 บาท ลดลง 0.75 บาท หรือ 1.18% มูลค่าการซื้อขาย 39.50 ล้านบาท ทั้งนี้ ราคาหุ้น ROBINS ปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 หลังจากขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 65.75 บาท ขณะที่ข้อมูลจาก http://www.settrade.com ระบุว่า บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) จำนวน 3 แห่ง แนะนำ “ซื้อ” ROBINS ราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ 73.67 บาท ขณะที่บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL ปิดที่ 34.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ CPALL ปรับตัวลงต่อเนื่องจากระดับราคา 44.75 บาท เมื่อเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา

บล.ไทยพาณิชย์ระบุในบทวิเคราะห์ ดังนี้ คาดการณ์กำไรไตรมาส 3/55 การทำประมาณการกำไรไตรมาส 3 ปี 2555 ในเบื้องต้นทำให้เราพบว่ากำไรของ CPALL จะเติบโตสูงที่สุดในกลุ่มค้าปลีกที่ระดับ 36% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนสู่ 2.89 พันล้านบาทรองลงมาคือ MAKRO ที่ 32% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน รายได้ของสองบริษัทนี้จะเติบโตสูงโดยได้รับปัจจัยหนุนจากยอดขายสาขาเดิมที่เติบโตสูงอย่างต่อเนื่องที่ระดับ 8% และการเปิดสาขาใหม่ รวมถึงอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวดีขึ้นมาก เราคาดว่า HMPRO และ BIGC จะรายงานกำไรเติบโต 30% และ 28% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่มองว่าอัตราเติบโตยอดขายและอัตรากำไรมีความเสี่ยงขาลงเนื่องจากการแข่งขันสูงขึ้น เราคาดว่า ROBINS จะรายงานกำไรเติบโต 22% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากโดยปกติแล้วไตรมาสที่ 3 มักจะเป็นไตรมาสที่ห้างสรรพสินค้าและ hypermarket มียอดขายต่ำสุด

ความหวังอยู่ที่ผลประกอบการไตรมาส 4/55 ที่คาดว่าจะออกมาดีมาก เราเชื่อว่าประมาณการกำไรที่เราทำไว้สำหรับบริษัทค้าปลีกในปีนี้ (ซึ่งใกล้เคียงกับประมาณการของตลาด) เป็นตัวเลขด้านสูงเรียบร้อยแล้ว เพราะสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทค้าปลีกทุกรายในการวิเคราะห์ของเราจะรายงานกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในไตรมาส 4 ปี 2555 เราคาดว่ากำไรไตรมาส 4 ปี 2555 ของ BIGC และ HMPRO จะคิดเป็นสัดส่วน 38% และ 35% ของประมาณการกำไรทั้งปี 2555 ของเรา ส่วน ROBINS และ MAKRO จะคิดเป็นสัดส่วน 34% และ 30% ตามลำดับ ในขณะที่ CPALL จะอยู่ที่ 28% กำไรไตรมาส 4 ปี 2555 จะปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเกิดจากฐานต่ำของปีก่อนที่มีสาเหตุมาจากน้ำท่วม (CPALL HMPRO และ ROBINS ได้รับผลกระทบมากที่สุด)

เรามองว่ามีความเป็นไปได้น้อยที่บริษัทค้าปลีกจะรายงานผลประกอบการในอีก 2 ไตรมาสที่เหลือของปีนี้ดีกว่าตลาดคาด เนื่องจากไม่ใช่แค่เครื่องชี้เศรษฐกิจที่ไม่ได้ส่งสัญญาณว่าความเชื่อมั่นในด้านการใช้จ่ายดีมาก แต่ประมาณการกำไรปีนี้และปีหน้าที่ทั้ง SCBS และนักวิเคราะห์ในตลาดคาดการณ์ไว้ยังเป็นตัวเลขด้านสูงแล้วด้วย การที่ SET Commerce ปรับตัวขึ้นมาแล้วถึง +43% ตั้งแต่ต้นปี 2555 จนถึงปัจจุบัน (เทียบกับ SET +25%) ทำให้ valuation ดูน่าสนใจน้อยลง เราแนะนำ “ซื้อ” แค่ CPALL (ผลการดำเนินงานแข็งแกร่งสุด และยอดขายสาขาเดิมจะยังคงเติบโตสูงในงวดครึ่งหลังปี 2555) กับ ROBINS (แผนขยายธุรกิจมีแนวโน้มสดใสที่สุด เนื่องจากสาขาห้างสรรพสินค้ายังมีน้อยในต่างจังหวัด)


kumchai
Verified User
Posts: 180
Joined: Tue Feb 16, 2010 3:18 pm

Re: CPALL

Posts by kumchai » Tue Sep 18, 2012 8:32 pm

TLSS wrote:สำรวจ 7-11 บริเวณพื้นที่ที่เคยน้ำท่วมใหญ่ปีที่แล้วนะครับ

หมู่บ้านผมอยู่ ถ.345 อ.เมือง ปทุมธานี ในรัศมี 3 กม. พบว่า ปัจจุบัน มี 7-11 8 แห่ง (เปิดใหม่ 5, renovate 3), CP Fresh Mart 2 แห่้ง, 108 shop 1 แห่ง บริเวณแถวนี้ พวก Lotus Big C ยังไม่เข้ามาครับ

ข้อสังเกตผม คือ
1. 7-11 ที่เปิดใหม่หลังน้ำท่วม (เปิดช่วง 1-2 เดือนนี้) จะเป็น size ใหญ่ แบบ 3 คูหามากเป็นพิเศษ
2. ไฟที่ใช้ในร้านสว่างมาก ดึงดูดลูกค้าดี
3. การจัดชั้นวางของ เป็นหมวดหมู่ เป็นระเบียบ มีทางเดินสะดวก บางแห่งจะมีมุมเบเกอรี่คัดสรรแล้ว
4. ลักษณะร้าน 7-11 ใหม่ที่เปิด จะเปิดริมถนนเส้นหลัก เช่น ถ.ราชพฤกษ์ ชัยพฤกษ์ 345 บางแห่งอาจจะอยู่ปากซอย บางแห่ง stand Aone.. แต่เหมือน 7-11 จะเปิดก่อนความเจริญ แต่คาดว่า ความเจริญของชุมชนจะค่อยๆ ตามมา

ผมว่ารูปแบบ 7-11 แบบ 3 คูหานี้ น่าสนใจมากครับ น่าเข้ากว่าทุกร้านไม่ว่าจะเป็น Lotus BigC Top Family Mart 108 shop

มีรูปแนบครับ


jmb2511
Verified User
Posts: 239
Joined: Thu Feb 19, 2009 11:51 pm

Re: CPALL

Posts by jmb2511 » Fri Sep 21, 2012 4:35 am

jmb2511 wrote:อยากทราบว่าcpallใช้ขนมปังจากที่ไหนครับในการทำขนมปังและเบอร์เกอร์รี่ต่างๆตลอดจนพวกขนมปังที่ใช้ทำแฮมเบอร์เกอร์ต่างๆด้วยครับ ต้องขอโทษไว้ล่วงหน้านะครับถ้ามีโพสต์ไว้แล้วผมไม่ได้ย้อนไปอ่านหน้าเก่าๆขี้เกียจจริงๆครับผมทำงานหนักมากสมองผมและร่างกายไม่เอื้ออำนวยจริงๆครับกลับบ้านก็ดึกแล้วเหนื่อยและเพลียมากแต่อยากรู้จริง ขอถามท่านที่รู้แล้วกันนะ ขอบคุณไว้ล่วงหน้าเลยครับ วันนี้ผมได้ลองกินบะหมี่แห้งไก่เทอริยากิอร่อยครับ ผมไม่ค่อยมีความรู้อะไรมากมายแต่ผมขอตอบแทนท่านที่ตอบคำถามผมโดยการที่จะพยายามชิมอาหารทุกอย่างที่cpallนำมาขายเรือ่งกินและชิมผมว่าผมไม่เป็นรองใคร ขนมปังใช้ขงpbใช่ไหมครับ?
ไก่เทอริยากิอร่อยลองกินคู่กับไก่ทอดข้้าวเหนียวเข้ากันได้ดี มักกะโรนีไก่ผ่านฝีมือเขาไม่เบา ข้าวเหนียวหมูย่างรสชาดสู้หมูปิ้งร้านหน้าหมู่บ้านได้สบายสงสารพวกเขาจะขายไม่ดีเพราะว่าคนมากินที่7-11กันหมด พวกข้าวผัดไม่ค่อยwork สปาเก็ตตี้ผ่านไม่ขี้เร่ หลังๆนี้ผมอุดหนุนกิจการของผมเองประจำแล้วพวกคุณละ?

ราชาแห่งWALL STREET นั้นไม่ใส่เสื้อผ้า

User avatar
Ryotaro
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 318
Joined: Fri May 07, 2010 6:11 pm

Re: CPALL

Posts by Ryotaro » Fri Sep 21, 2012 9:00 pm

เซเว่นเปิด 3 กลยุทธ์รับมือตลาดค้าปลีกเปลี่ยน ปั้นไพรเวทแบรนด์ ขยายอีคอมเมิร์ซสู้ศึกปี56

Image

updated: 21 ก.ย. 2555 เวลา 18:24:48 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

นายปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านสะดวกซื้อภายใต้แบรนด์ เซเว่น อีเลฟเว่น กล่าวว่า ด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนและคู่แข่งขันที่ขยายตัวมากขึ้น โดยไม่จำกัดอยู่แค่คอนวีเนียนสโตร์อีกต่อไป แต่หมายความถึงดิสเคาน์สโตร์และไฮเปอร์มาร์เก็ต ดังนั้นแนวทางการดำเนินธุรกิจปี 2556 นั้น จึงเดินหน้าด้วย 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ 1. การพัฒนาสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ หรือไพรเวทแบรนด์ เพื่อรองรับการปรับตัวของไฮเปอร์มาร์เก็ตที่รุกขยายสาขาขนาดเล็กในพื้นที่ต่างจังหวัดมากขึ้น ขณะเดียวกันสินค้ากลุ่มเฮ้าส์แบรนด์ของไฮเปอร์มาร์เก็ตก็โตขึ้นต่อเนื่อง

ดังนั้นปีหน้าเซเว่นฯเตรียมพัฒนาสินค้าไพรเวทแบรนด์ร่วมกับซัพพลายเออร์ รวม 500 รายการ จากปัจจุบันใช้ชื่อว่า โอลี่แอทเซเว่น ที่มีสินค้าอยู่ที่ 300 รายการ โดยจะเปลี่ยนเป็น 2 แบรนด์หลัก ได้แก่ เซเว่น เฟรช แบรนด์สำหรับอาหารสด และเซเว่น ซีเล็ค แบรนด์สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค

สำหรับกลยุทธ์ที่สอง คือ การปรับตัวสู่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เพราะเทคโนโลยีและอินเตอร์เน็ตเข้ามาบทบาทต่อชีวิตประจำวันของผู้บริโภค บวกกับแนวโน้มของ 3G ที่กำลังเกิดขึ้น และผู้บริโภคไทยมีโทรศัพท์มือถือถึง 44 ล้านคน ทำให้เซเว่นต้องมีการปรับตัวสู่อีคอมเมิร์ซมากขึ้น ดังนั้นมีแผนจะนำสินค้าที่ขายดีในร้านเซเว่น หรือสินค้าแตกต่าง และสินค้าที่มีนวัตกรรมใหม่เข้าไปจำนวนใน Shop At 7.com เพิ่มเติมขึ้นจากช่องทางขายของเซเว่น แคตตาล็อก

“ด้วยจำนวนสาขาปัจจุบันกว่า 6,000 สาขาและจะเพิ่มเป็น 1 หมื่นสาขาในปี 2561 บวกกับระบบการขนส่งและชำระเงินที่ได้มาตรฐาน ทำให้มั่นใจว่าบริการซื้อขายสินค้าผ่านออนไลน์ดังกล่าวจะประสบความสำเร็จ”

กลยุทธ์ที่สาม คือ การปรับรูปแบบของร้านและระบบการจัดการสินค้า ตามพฤติกรรมผู้บริโภคและโลเกชั่นของร้าน ในส่วนของรูปแบบร้าน ด้วยโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป จำนวนการแต่งงานลดลง คนโสดเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้บริโภคต้องการสินค้าขนาดเล็ก และความสะดวกสบายมากขึ้น ทำให้ที่อยู่อาศัยแนวดิ่งหรือคอนโดโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายของบริษัท ดังนั้นได้ร่วมมือกับแอลพีเอ็น เปิดร้านเซเว่นในโครงการแอลพีเอ็น และบริหารจัดการสินค้าให้เหมาะกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย นอกจากนี้ยังเตรียมขยายร้านขนาด 3-4 คูหาเพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจค้าปลีก

ด้านการจัดการและบริหารสินค้านั้น เซเว่นจะเน้นการนำเสนอความแตกต่างของสินค้า บริหารสต็อก พัฒนานวัตกรรมต่างๆ บริหารโอกาสทางการขายในแต่ละช่วง เช่น ฤดูร้อน ฤดูหนาวและฤดูฝน ควรจะขายสินค้าประเภทใด

ปิยะวัฒน์ กล่าวต่อว่า ทิศทางค้าปลีกปีหน้า คาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องตามจีดีพี (GDP) หรือ ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ รวมถึงปัจจัยภายนอกเรื่องของไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป คนแต่งงานและย้ายถิ่นฐานน้อยลง ขณะที่ดิสเคาน์สโตร์เริ่มกลายเป็นคู่แข่งทางอ้อมมากขึ้น จากการปรับตัวสู่สาขาไซส์เล็ก ทำให้การแข่งขันสูงขึ้น

ส่วนการขยายสาขาของบริษัทยังวางเป้าจะเพิ่มอีก 540 สาขาในปีหน้า จากปัจจุบันที่มีสาขาอยู่ 6,479 สาขา คาดการณ์ว่าปี2556 เซเว่นอีเลฟเว่นจะมีอัตราการเติบโตประมาณ 5-10% เหมือนทุกปีที่ผ่านมา

Believe in Yourself & Do Your Best.

HcTeP
Verified User
Posts: 10
Joined: Sat Oct 17, 2009 4:40 pm

Re: CPALL

Posts by HcTeP » Sat Sep 22, 2012 6:55 pm

ผมคิดว่าธุรกิจอีคอมเมิร์ซเป็นโจทย์ที่น่าสนใจมากครับ


ckh
Verified User
Posts: 9
Joined: Sun Jun 12, 2011 9:09 pm

Re: CPALL

Posts by ckh » Sat Sep 22, 2012 10:59 pm

สำหรับกลยุทธ์ที่สอง คือ การปรับตัวสู่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

ขอความเห็นด้วยครับ


Khunchat
Verified User
Posts: 295
Joined: Fri Aug 10, 2007 8:43 pm

อีคอมเมิร์ช

Posts by Khunchat » Sun Sep 23, 2012 8:02 am

ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ประกอบด้วยส่วนไหนบ้างเช่น
1.ปัจจุบันก็มี 7-แคตตาล็อกจะขยายมากๆด้อย่างไร
2. การชำระเงินค่าน้ำ ไฟ โทรศัพท์ อื่นๆก็มี Bank ต่างๆเข้ามากินมาเก็ตแชร์มากขึ้น จะรักษาหรือเพิ่มปริมาณบริการให้สะดวก หนีคู่แข่งอย่างไรบ้าง


User avatar
Linzhi
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1387
Joined: Sun Jul 10, 2005 9:21 pm

Re: CPALL

Posts by Linzhi » Sun Sep 23, 2012 10:43 am

ผมว่าแผน CPALL จะเข้าจีน คงต้องชะลอไป เพราะร้านสะดวกซื้อแบรนด์ญี่ปุ่นในจีน น่าจะไปลำบากเหมือนกันครับ

http://uk.reuters.com/article/2012/09/1 ... 1K20120917

ส่วน e-commerce อันนี้ ต้องรีบทำก่อน เพราะถ้าทำทีหลังเสียเปรียบ และไม่รู้ว่าเทรนนี้จะมาชัด ๆ เมื่อไหร่

ก้าวช้า ๆ และเชื่อในปาฎิหารย์ของหุ้นเปลี่ยนชีวิต
There is no secret ingredient. It's just you.

schwartz_IR
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 673
Joined: Sun Mar 08, 2009 8:47 am

Re: CPALL

Posts by schwartz_IR » Sun Sep 23, 2012 3:50 pm

คิดว่า ถ้าขอ license ช่วงนี้ไว้ จะเปนโอกาสในวิกฤตได้มั้ย
เดี๋ยวก็เลิกตีกัน ในที่สุด

growth mindset

thept898
Verified User
Posts: 27
Joined: Thu Jul 28, 2011 1:49 pm

Re: CPALL

Posts by thept898 » Mon Sep 24, 2012 11:28 am

กระเป๋าเที่ยวไทย_เป้ ใช้ได้เลยครับ ผมจองแล้วหนึ่งใบ เห็นสินค้าและทดลองใช้จากเพื่อนบ้าน คุณภาพดีเลยนะ
แสตมป์7-11กระตุ้นยอดขายได้เยี่ยมจริงๆ


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 35966
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: CPALL

Posts by pakapong_u » Mon Sep 24, 2012 11:48 am

*CPALL ร่วมซัพพลายเออร์ออกสินค้าPrivate Brand,ตั้งงบ 5 พันลบ.ลงทุนปี 56
Source - IQ Biz (Th)

Monday, September 24, 2012 10:41
34878 XTHAI XECON XFINSEC ZSTOCK CPALL HOTN COMM SERVICE V%WIREL P%IQ

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 ก.ย. 55)--นายปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุล กรรมการผู้จัดการ บมจ.ซีพีออล์ (CPALL) เปิดเผยว่า บริษัทจะร่วมกับซัพพลายเออร์พัฒนาสินค้า Private Brand หรือ House Brand เพื่อวางจำหน่ายในร้าน 7-11 โดยจะเน้นจุดขายคือราคาต่ำกว่าแบรนด์ดัง แต่คุณภาพดีใกล้เคียงกัน หรืออาจร่วมกันพัฒนาสินค้า Co-Brand โดยประกาศให้ซัพพลายเออร์ของร้าน 7-11 รับทราบทั่วกันในงานสัมมนา"ทิศทางค้าปลีก 56 และนโยบายด้านการบริหารสินค้า"เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา(21 ก.ย.)
ทั้งนี้ บริษัทจะออก Private Brand 2 แบรนด์ ได้แก่ แบรนด์ 7-Fresh ที่จะใช้กับสินค้าอาหารประเภท Ready to Eat และแบรนด์ 7-Select ใช้กับสินค้าไม่ใช่อาหาร ทั้งสองแบรนด์จะออกสินค้าในปี 56 จำนวนกว่า 200 รายการ เมื่อรวมกับสินค้า only@ ที่มีอยู่ 300 รายการ จะทำให้สินค้าที่จะมีขายเฉพาะในร้าน 7-11 เพิ่มเป็นจำนวนกว่า 500 รายการ ซึ่งจะสร้างความแตกต่างและความหลากหลายของสินค้าในร้าน
นายปิยะวัฒน์ กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทได้มีการพูดคุยกับซัพพลายเออร์หลายรายที่สนใจเข้ามาร่วมทำ Private Brand ที่เป็นการสร้างแบรนด์ดัวเอง และไม่มีค่าการตลาด อีกทั้งเป็นการแข่งขันในตลาดที่คู่แข่งร้านค้าปลีกพยายามเข้ามาทำร้านเล็กเหมือน 7-11 และมีสินค้าเป็นแบรนด์ตัวเอง(House Brand) ได้แก่ โลตัส เอ็กซเพรส , มินิบิ๊กซี, ท้อปเดลี่ เป็นต้น ซึ่ง CPALL คาดว่าภายใน 3 ปีสินค้า private brand จะมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 5-10% ของรายได้รวม
“CPALL จะร่วมกับซัพพลายเออร์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดและเราต้องสร้างความแตกต่าง คู่แข่งหันมาทำสินค้าคุณภาพต่ำราคาถูก แต่ 7-11 จะทำสินค้าราคาถูกคุณภาพดี"นายปิยะวัฒน์ กล่าว
พร้อมกันนั้น บริษัทจะผลักดันการสินค้าซื้อขายผ่านเว็บไซด์ 7.com ให้มากขึ้น เพื่อตอบสนองกระแสการซื้อขายสินค้าผ่านอินเตอร์เน็ตที่มีเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน โดยในเดือน ก.ย.55 บริษัทมียอดลูกค้าที่ซื้อสินค้า 3 แสนราย ปีนี้คาดว่าจะมียอดขายประมาณ 1 ล้านบาทต่อเดือน หรือทั้งปี 55 อยู่ที่ 12 ล้านบาท และคาดว่ายอดขายปีหน้าจะเติบโต 30-35% เป็น 20 ล้านบาท ซึ่งบริษัทได้เชิญชวนซัพพลายเออร์เข้ามาร่วมขายสินค้าผ่าน 7.com ด้วย
นายปิยะวัฒน์ กล่าวว่า บริษัทตั้งงบลงทุน 5 พันล้านบาทในปี 56 โดยจะนำไปขยายสาขาใหม่อีก 540 แห่ง ซึ่งจะเน้นร้านค้าที่มีพื้นที่ใหญ่ขึ้นเป็น 3-4 คูหา จากเดิม 2 คูหา เพื่อรองรับจำนวนสินค้าวางจำแหน่ายเพิ่มขึ้น รวมถึงการปรับปรุงสาขาเดิม ลงทุนระบบไอที รวมทั้งสร้างศูนย์กระจายสินค้าใหม่อีก 2 แห่ง ที่ จ.สมุทรสาคร และ จ.ภูเก็ต ใช้เงินลงทุนแห่งละ 500 ล้านบาท
ทั้งนี้ ณ สิ้น ส.ค. 55 CPALL มีจำนวนสาขาร้าน 7-11 ที่ 6,734 สาขา มีส่วนแบ่งการตลาด 15% ของตลาดค้าปลีกรวม ในปี 56 ทะลุถึงจำนวน 7 พันสาขา และในปี 61 ตั้งเป้าจะมี 1 หมื่นสาขา
ร้าน 7-11 ปัจจุบันมีคนเข้าร้าน 1,250 คน/วัน/สาขา รวมทั้งหมดจะมีคนเข้าร้าน 8 ล้านคน/วัน และมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 60 บาท/คน/วัน
ด้านรายได้รวมในปี 56 คาดว่าจะเติบโตประมาณ 13-15% ต่อเนื่องจากปีนี้ที่รายได้เติบโตทั้งจากสาขาเดิมและสาขาใหม่ ทั้งนี้ จากการคาดการณ์ว่าภาพรวมเศรษฐกิจของไทยในปีหน้าจะเติบโต 5.8% อัตราเงินเฟ้อ 3.5% เทียบกับปี 55 ที่เศรษฐกิจเติบโต 5.5-6% อัตราเงินเฟ้อที่ 3% โดยมองว่าปีหน้าร้านค้าปลีกขนาดเล็กมีโอกาสเติบโตมากและเข้าสู่ชุมชนมากขึ้น เนื่องมาจากครอบครัวที่เล็กลงและมีรายได้ดีขึ้น
นอกจากนี้ ในปีหน้าบริษัทจะเน้นเพิ่มสัดส่วนสินค้าอาหารในร้าน 7-11 เพิ่มเป็น 21-22% จากปัจจุบัน 20% ที่บริษัทเน้นร้าน 7-11 เป็นร้านอิ่มสะดวก จากร้านสะดวกซื้อ เพราะพฤติกรรมผู้บริโภครับประทานอาหาร 5-7 มื้อต่อวัน

--อินโฟเควสท์ โดย เสาวลักษณ์ อวยพร/ศศิธร โทร.02-2535000 ต่อ 345 อีเมล์: sasithorn@infoquest.co.th--


akindle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 157
Joined: Sun Dec 05, 2010 2:24 pm

Re: CPALL

Posts by akindle » Mon Sep 24, 2012 11:51 am

Linzhi wrote:ผมว่าแผน CPALL จะเข้าจีน คงต้องชะลอไป เพราะร้านสะดวกซื้อแบรนด์ญี่ปุ่นในจีน น่าจะไปลำบากเหมือนกันครับ

http://uk.reuters.com/article/2012/09/1 ... 1K20120917

ส่วน e-commerce อันนี้ ต้องรีบทำก่อน เพราะถ้าทำทีหลังเสียเปรียบ และไม่รู้ว่าเทรนนี้จะมาชัด ๆ เมื่อไหร่


ผมว่า SEVEN - JAPAN น่าจะให้ เซเว่นไทย(cpall) เข้าไปทำที่จีน น่าจะเหมาะสมกว่าที่จะทำเองไหมครับ เพราะเกิดกรณีพิพาท เกาะ คงยากที่จะเยี่ยวยา

Pour your heart into it

kumchai
Verified User
Posts: 180
Joined: Tue Feb 16, 2010 3:18 pm

Re: CPALL

Posts by kumchai » Mon Sep 24, 2012 4:36 pm

ณ สิ้นสิงหาคม 2555 จำนวน 6,734 สาขาแล้ว เดินหน้า 7,000 สาขา เร็ว ๆ นี้


User avatar
คนดอย
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 746
Joined: Sun Sep 14, 2008 9:47 pm

Re: CPALL

Posts by คนดอย » Mon Sep 24, 2012 9:02 pm

ถ้าผมเป็น Cpall และคิดว่าตัวเองพร้อมลุย ตปท.แล้วแต่ติดปัญหาสัญญายุ่งยาก ชักช้า ต่อรองกันไม่จบผมจะใช้ชื่อ twenty four seven ไปเปิดตาม AEC และจีนซะเลย แต่ใช้เลขเจ็ดตัวใหญ่เหมือนเดิม ให้คนเรียกสั้นๆว่าเซเว่นได้เหมือนกัน (แบบ mercedes Benz น่ะ :oops: )

ไม่เห็นต้องกลัวอะไรเลย cpram ก็มี cpf ก็ช่วยหนับหนุนกันได้ตลอด

แล้วพอถึงคิวในไทยก็โฆษณาเปลี่ยนแบรนด์ไปเลย เช่นยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมาเรา.............(อารัมภบทกันไป) หิวเมื่อไรก็แวะมา ทเวนตี้โฟ เซเว่น

ขำๆนะครับ :D


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 35966
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: CPALL

Posts by pakapong_u » Tue Sep 25, 2012 5:17 am

และแล้วในที่สุด เบอร์ 2 FAMILY MART ถูกกลุ่มเซ็นทรัลซื้อไปครอบครองแล้ว

เซ็นทรัลฮุบแฟมิลี่มาร์ทขึ้นเบอร์2'ร้านสะดวกซื้อ'
Source - เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (Th)

Tuesday, September 25, 2012 05:16
21356 XTHAI XFRONT XECON DAS V%NETNEWS P%WKT

"เซ็นทรัลรีเทล" ฮุบหุ้นใหญ่ 50.29% สยามแฟมิลี่มาร์ท อุดจุดอ่อนการตลาดเข้าถึงพฤติกรรมลูกค้า เดินหน้าขยายเครือข่ายทะลุ 3,000 แห่งภายใน 9 ปี มุ่งเจาะภาคเหนือของไทยโอกาสตลาดเปิดกว้าง เสริมแกร่งกลุ่มอาหาร เพิ่มอำนาจต่อรองซัพพลายเออร์หนุนโครงสร้างราคาต่ำ พร้อมขึ้นแท่นเบอร์ 2 ค้าปลีกสะดวกซื้อในไทย
ทุนค้าปลีกไทยยักษ์ใหญ่ "เซ็นทรัล" คว้ากิจการร้านสะดวกซื้อ "แฟมิลี่มาร์ท"จากญี่ปุ่นในประเทศไทย เข้ามาอยู่ในพอร์ตธุรกิจอาหารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเข้าถือครองหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 50.29% เตรียมแผนขยายธุรกิจเชิงรุกนับจากนี้
รายงานข่าวจาก บริษัท แฟมิลี่มาร์ท ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ได้เตรียมขยายกิจการ "แฟมิลี่มาร์ท" ในประเทศไทยเพิ่มขึ้น 2 เท่าตัว จากที่มีสาขาให้บริการกว่า 700 สาขาในปัจจุบัน เป็น 1,500 สาขาภายใน 5 ปี และเพิ่มขึ้นเป็น 3,000 สาขา ภายในปี 2564 โดยเน้นเปิดร้านในเขตภาคเหนือของประเทศ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการดำเนินกิจการในพื้นที่ดังกล่าว นับเป็นช่องว่างและโอกาสทางการตลาด
การรุกครั้งใหญ่นี้อยู่ภายใต้ความร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดของประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเข้าเป็น "ผู้ถือหุ้นใหญ่" ในบริษัท สยามแฟมิลี่มาร์ท จำกัด โดยบริษัท แฟมิลี่มาร์ท ของญี่ปุ่น จะขายหุ้นจำนวน 50.29% ในสยามแฟมิลี่มาร์ท คิดเป็น เม็ดเงิน 7.8 พันล้านเยน หรือประมาณ 3.094 พันล้านบาท ด้วยเป้าหมายในการพึ่งพาเครือข่ายธุรกิจที่กว้างขวางของหุ้นส่วนชาวไทยผลักดันแบรนด์ "แฟมิลี่มาร์ท" เติบโตอย่างก้าวกระโดดในตลาดเมืองไทยนับจากนี้
"แผนพัฒนานี้มีขึ้นเพื่อส่งเสริมจำนวนสาขาแฟมิลี่มาร์ทให้ขยายออกไป 3,000 สาขา ภายในปี 2564 ด้วยการเปิดร้านในภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีการดำเนินกิจการในพื้นที่ดังกล่าว"
หลังจากนั้น บริษัทแม่แฟมิลี่มาร์ท จะเพิ่มหุ้นในสยาม แฟมิลี่มาร์ท ไปที่ 48.20% ด้วยการซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นรายอื่น โดยขณะนี้บริษัทถือหุ้นทั้งหมด 90.41% ในสยามแฟมิลี่มาร์ท ในประเทศไทย
สำหรับ แฟมิลี่มาร์ท เป็นผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ในประเทศญี่ปุ่น มีเครือข่ายสาขากว่า 9,000 แห่ง และมีสาขากว่า 12,000 แห่ง ในต่างประเทศ ณ วันที่ 31 ส.ค. บริษัทกำลังขยายเครือข่ายธุรกิจออกสู่ประเทศใหญ่ๆ ในแถบอาเซียนที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อ ด้วยเป้าหมายเพิ่มจำนวนร้านค้าให้ถึง 40,000 แห่งทั่วโลกภายในเดือน ก.พ. 2564
ในวันที่ 27 ก.ย. นี้ นายทศ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้เตรียมแถลงข่าว คาดว่าน่าจะเป็นเรื่อง ดังกล่าวนี้ หลังจากได้เจรจาซื้อขายมาสักระยะหนึ่งแล้ว
หวังขึ้นเบอร์ 2 ร้านสะดวกซื้อ
นายทศ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ซีอาร์ซี กล่าวว่า ใน 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ประกอบด้วย ดีพาร์ทเมนท์สโตร์ สเปเชียลตี้สโตร์ และ ฟู้ด ในกลุ่มหลังนี้ยังค่อนข้างเล็ก มีคู่แข่งในตลาดมาก และเซ็นทรัลยังไม่เป็น "ผู้นำ" ในตลาดนี้ ซึ่งการ ปิดดีล "แฟมิลี่มาร์ท" ได้จะทำให้เซ็นทรัลก้าวสู่ผู้นำอันดับ 2 ในกลุ่มร้านค้าปลีกขนาดเล็กประเภทสะดวกซื้อทันที จากสาขาของท็อปส์ เดลี่ กว่า 200 แห่ง และแฟมิลี่มาร์ท อีกกว่า 700 แห่งในเบื้องต้นนี้
เป็นไปตามยุทธศาสตร์การเติบโตของกลุ่มเซ็นทรัลมุ่งใช้วิธีการซื้อและควบรวมกิจการเป็นหลัก ซึ่งในปัจจุบันต้องยอมรับว่า "ทำเล" สำหรับการเปิดร้านค้าปลีกทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่หาไม่ได้ง่าย ผู้ประกอบการรายเก่ามีการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งมีกลุ่มทุนรายใหม่เข้าสู่ตลาดค้าปลีกจำนวนมากเช่นกัน
อย่างไรก็ดี การลงทุนในกลุ่มร้านค้าปลีกขนาดเล็กจำเป็นต้องสร้างเครือข่ายจำนวนมากให้ได้ Economies of Scale เพื่อสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการเพิ่มแฟมิลี่มาร์ทเข้ามาในพอร์ตกลุ่มธุรกิจอาหารของในครั้งนี้ ส่งผลดีต่อกลุ่มเซ็นทรัลอย่างมากต่อการเพิ่มอำนาจต่อรองการจัดซื้อกับผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อให้ได้โครงสร้างราคาขายที่ต่ำสุด รองรับการแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจค้าปลีก
หากย้อนถึงธุรกิจ "แฟมิลี่มาร์ท" ในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา มีจุดอ่อนหลายด้านทำให้ไม่สามารถขยายกิจการได้อย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับ "เซเว่นอีเลฟเว่น" เบอร์ 1 ในตลาดที่มีเครือข่ายสาขาถึงกว่า 6,600 แห่งทั่วประเทศ ขณะที่ แฟมิลี่มาร์ทเปิดบริการได้เพียงกว่า 700 แห่งเท่านั้น แม้จะมีระบบเทคโนโลยี การบริหารจัดการร้านสะดวกซื้อที่ดี แต่ไม่อาจขับเคลื่อนธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากนัก
ก่อนหน้านี้แฟมิลี่มาร์ทมีกระแสขายกิจการเป็นระยะ และมีผู้สนใจหลายราย โดยเฉพาะกลุ่มไทยเบฟของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี เจรจาเชิงลึกหลายรอบ แม้กระทั่งในครั้งล่าสุดนี้หากแต่เป้าหมายของแฟมิลี่มาร์ท แห่งญี่ปุ่น ยังต้องการดำเนินธุรกิจระยะยาวในประเทศไทยที่มองว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพเติบโตสูง จึงต้องการหาพันธมิตรผู้ร่วมทุนที่จะสามารถอุปสรรคทางธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้ได้มากกว่า
ในช่วงปี 2546 แฟมิลี่มาร์ทได้ปรับโครงสร้างการบริหารงานครั้งใหญ่มาแล้ว โดยแต่งตั้งนาย กนก วงษ์ตระหง่าน ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร เป็นครั้งแรกที่เปิดทางให้ผู้บริหารคนไทยนั่งตำแหน่งบริหารสูงสุด เพื่อเร่งอัตราการเติบโตทางธุรกิจเช่นเดียวกับแฟมิลี่มาร์ทในเกาหลีและไต้หวันที่ใช้คนท้องถิ่นเป็นผู้บริหารสูงสุด
ยุค นายกนก มีการเพิ่มทุนจาก 150 ล้านบาท เป็น 800 ล้านบาท ในเดือน พ.ค. 2547 และปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหม่ จากเดิมบริษัท สยาม แฟมิลี่มาร์ท โฮลดิ้ง ถือสัดส่วนหุ้น 31% เพิ่มเป็น 47% แฟมิลี่มาร์ท ประเทศญี่ปุ่น จาก 43% เหลือ 42% อิโตชู จาก 6% เป็น 7% ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน จาก 13% เหลือ 3% สหพัฒน์ และ ไอ.ซี.ซี.จาก 7% เหลือ 1% และจะขายหุ้นที่เหลือให้กับสยาม แฟมิลี่มาร์ท โฮลดิ้ง ด้วย
ช่วงนั้นแฟมิลี่มาร์ทได้เริ่มรุกขยายสาขา อีกครั้งจากปริมาณเครือข่าย 246 แห่ง ในปี 2545 เพิ่มเป็น 500 แห่ง ภายในปี 2547 หรือขยายสาขาเฉลี่ย 200 แห่งต่อปีเป็นอย่างน้อย ที่ผ่านมา แฟมิลี่ มาร์ท มีทั้งเปิดสาขาใหม่และปิดสาขาเก่าพร้อมๆ กับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้น โดยกลุ่มคนไทยทยอยลดสัดส่วนลงอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะได้พันธมิตร "เซ็นทรัลรีเทล" เข้ามาขับเคลื่อนธุรกิจนับจากนี้

บรรยายใต้ภาพ
ทศ จิราธิวัฒน์--จบ--

ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ


TLSS
Verified User
Posts: 616
Joined: Wed Jul 11, 2012 12:01 pm

Re: CPALL

Posts by TLSS » Tue Sep 25, 2012 8:29 am

หลอมคนธุรกิจ เพื่อธุรกิจ" ตำรับ ซีพี ออลล์
กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 24 กันยายน 2555

การให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนเป็นความตั้งใจของ ซีพี ออลล์ มาตั้งแต่แรกๆ ของการก่อตั้ง ภายใต้การนำของ ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)

เพียงแต่ความตั้งใจเริ่มแปรผลเป็นรูปร่างอย่างเด่นชัดในช่วง 5 ปีมานี้ผ่านโมเดล "สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์" และ "วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์"

"วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์" มองที่การเป็นผู้สนับสนุนหลักให้เยาวชนมีโอกาสเรียนต่อ และมีงานทำ แน่นอนว่า ผลผลิตส่วนใหญ่ตีตั๋วเข้าทำงานในร้านสะดวกซื้อเซเว่น-อีเลฟเว่น

"สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์" หรือ PIM ขยับขึ้นมาอีกสเต็ปของการสร้างคนจากระดับปฏิบัติการสู่นักบริหารมากขึ้น โดยเน้นการเชื่อมโยงกับธุรกิจที่อยู่ในกระแสของการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ อาทิ คณะบริหารธุรกิจ สาขาวิชาการจัดการธุรกิจค้าปลีก สาขาการจัดการธุรกิจอาหาร และสาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มีสาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ สาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการ และสาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะวิทยาการจัดการ อาทิ สาขาวิชาการจัดการทรัพยากรมนุษย์ และสาขาวิชาการจัดการอาคาร

ทว่าที่ผ่านมาหากเอ่ยชื่อทั้งสองสถาบันฯ ดังกล่าวส่วนใหญ่จะรับรู้และเข้าใจว่าเน้นที่การผลิตคนเพื่อป้อนให้กับวงการค้าปลีก ซึ่งก็หมายถึง ผลิตคนเพื่อธุรกิจเครือซีพี นั่นเอง

"บริษัทเห็นความสำคัญกับการพัฒนาคน โดยให้การสนับสนุนส่งเสริมด้านการศึกษาแก่เยาวชนมาโดยตลอด รวมถึงการตั้ง สถาบันการจัดการ PIM ถือเป็นการสร้างและพัฒนาบุคลากรโดยการให้การศึกษาระดับอุดมศึกษาอย่างเป็นระบบและเต็มรูปแบบ และเราไม่ได้ต้องการผลิตคนเพื่อใช้เองในกลุ่มเท่านั้น แต่ผลิตคนเพื่อป้อนให้กับธุรกิจต่างๆ ด้วย" ก่อศักดิ์ ตอกย้ำในความตั้งใจนี้ พร้อมกับเริ่มสร้างความชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ผ่านหลักสูตรที่หลากหลาย ครอบคลุมธุรกิจในหลายแขนางมากขึ้นแทนการโฟกัสที่หลักสูตรด้านค้าปลีกเพียงอย่างเดียว

หลักสูตร MBA ด้าน Luxury Brand Management ที่ ก่อศักดิ์ ย้ำว่าเป็นการเรียนการสอนครั้งแรกในไทย จะเป็นอีกหนึ่งก้าวที่ของซีพี ออลล์ กับการพัฒนาคนเพื่อธุรกิจ และครั้งนี้เป็นคิวของธุรกิจสินค้าแบรนด์หรู

หลังมองว่าการบริหารสินค้าแบรนด์ยังไม่มีใครเปิดสอนอย่างจริงจังในไทย ขณะที่กระแสการขับเคลื่อนของตลาดอาเซียนที่จะรวมตัวกันเป็นหนึ่งในอนาคตอันใกล้ ก่อศักดิ์ บอก จากนี้ประเทศใหญ่ๆ จะค้าขายกับเออีซี และประเทศไทยจะมีคนเข้ามาท่องเที่ยวและชอปปิ้งมากขึ้นกว่าเดิม

ที่สำคัญ บ้านเรามีการบริหารจัดการสินค้าแบรนด์หรูกันแล้วหรือยัง และคนที่เข้ามาทำงานตรงนี้มีความรู้เกี่ยวกับสินค้าแบรนด์เนม และเข้าใจลูกค้ากระเป๋าหนัก รสนิยมสูง มากแค่ไหน

การจัดตั้ง Luxellence Center เป็นสิ่งที่ ก่อศักดิ์ เชื่อว่าเป็นการตอบโจทย์ได้ครบสำหรับทิศทางที่กำลังจะเกิดขึ้น กับการเร่งผลิตคนเพื่อธุรกิจแบรนด์หรู และมองถึงความเป็นไปได้ในการต่อยอดสู่การพัฒนาคนป้อนธุรกิจแฟชั่นในอนาคต

"มองว่า เออีซี จะทำให้ตลาดอาเซียนติดต่อค้าขายกับประเทศใหญ่ๆ มากขึ้น บ้านเราจะมีคนอีกมากเข้ามาชอปปิ้ง ในขณะที่เมืองไทยยังไม่เคยผลิตนักศึกษาปริญญาตรี หรือ โท ที่ว่าด้วยความรู้เกี่ยวกับสินค้าแบรนด์เนม และลักชัวรี่ การจะพูดหรือขายสินค้ากับคนที่มีรสนิยมสูง กระเป๋าหนัก ต้องเข้าใจความคิด รสนิยมของคนกลุ่มนี้ให้ได้ เราต้องผลิตนักศึกษาจบด้านนี้มารองรับ ไม่ใช่แค่พนักงานขายของหน้าร้าน แต่ทำงานส่วนของการวางแผน และบริหารแบรนด์ นี่คือเป้าหมายของการจัดตั้งหลักสูตรตรี โท ว่าด้วยลัวชัวรี่ โปรดักท์"

โมเดลการทำงานของซีพี ออลล์ มองที่การต่อยอดและใช้ความเชี่ยวชาญของพันธมิตรมาเสริมทัพ โดย ซีพี ออลล์ ในนามของ Luxellence Center ทำหน้าที่ดูแลและบริหารจัดการ ขณะที่พันธมิตรอย่าง IFA (International Fashion Academy Paris) สถาบันการศึกษาที่เปิดสอนด้านบริหาร Luxury Brand Management มากว่าสิบปี เป็นผู้พัฒนาหลักสูตร

ระยะเวลาการเรียน 1 ปี ประกอบด้วยการเรียนการสอน 36 สัปดาห์ นักศึกษาจะได้รับโอกาสในการสร้างเครือข่ายในธุรกิจลักชั่วรี่ แบรนด์ กับ 3 ประเทศสำคัญๆ โดย 12 สัปดาห์ จะเรียนและสัมผัสประสบการตรงที่ ประเทศจีน 12 สัปดาห์ ที่ปารีส ฝรั่งเศส และ 12 สัปดาห์ ในกรุงเทพฯ แม้ค่าใช้จ่ายในการเรียนจะมากถึง 5 แสนกว่า แต่ ก่อศักดิ์ บอก ประสบการณ์และความรู้จริงที่จะได้รับไม่ค่อยมีให้เห็นนักสำหรับหลักสูตร MBA ในไทย

"จากที่ได้พูดคุยกับผู้นำเข้าแบรนด์หรูต่างๆ ก็พบว่า ทุกคนต้องการบุคลากรเข้าไปทำงาน แต่หาได้ไม่ง่ายนัก ที่สำคัญ คนที่รับเข้ามาก็ไม่ได้จบในสาขาด้านบริหารลักชัวรี่ แบรนด์โดยตรง เมื่อรู้ว่าเราจะเปิดหลักสูตร ทุกคนตอบรับทันที และพร้อมจะรับคนเข้าไปทำงาน เพียงแต่เบื้องต้นผลิตคนได้ 20 กว่าคนต่อรุ่นเท่านั้น"

ด้าน ดร.ฐิติพร สงวนปิยะพันธ์ ผู้อำนวยการศูนย์ Luxellence กล่าวว่า หลักสูตรนี้ออกแบบมาเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้ที่สนใจเข้ามาทำในธุรกิจแฟชั่น และบริหารแบรนด์หรู ทั้งที่เป็นผู้จัดการแบรนด์ ผู้นำเข้าแบรนด์ เจ้าของธุรกิจ คนที่ทำงานด้านสื่อสารการตลาด เป็นต้น ได้มาพัฒนาทักษะความเป็นมืออาชีพในการวางกลยุทธ์ โดยเน้นการเรียนการสอนที่เป็น Work-Based Learning กับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจนี้โดยตรง


TLSS
Verified User
Posts: 616
Joined: Wed Jul 11, 2012 12:01 pm

Re: CPALL

Posts by TLSS » Tue Sep 25, 2012 8:47 am

กรมอุทยานแห่งชาติ ผุดไอเดียขายตั๋วผ่านเซเว่น เริ่ม พ.ย.นี้
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

กรมอุทยานแห่งชาติ เตรียมเซ็นสัญญากับร้าน 7-11 เพื่อขายตั๋วเข้าชมอุทยานแห่งชาติ ทั้ง 148 แห่ง เพื่อป้องกันการทุจริตค่าตั๋วเข้าชมอุทยานฯ คาดเริ่มดำเนินการได้ในเดือนพฤศจิกายนนี้

เมื่อวันที่ 23 กันยายน ที่ผ่านมา นายวิทยา หงส์เวียงจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ในวันที่ 27 กันยายนนี้ กรมอุทยานฯ จะลงนามความร่วมมือ และเซ็นสัญญากับร้านสะดวกซื้อ 7-11 เพื่อขายตั๋วเข้าอุทยานฯ ทั้ง 148 แห่ง ผ่านร้านสะดวกซื้อ 7-11 ทุกสาขาทั่วประเทศ

นายวิทยา กล่าวต่อว่า การลงนามความร่วมมือดังกล่าว เพื่อป้องกันการทุจริตค่าตั๋วเข้าอุทยานฯ โดยเจ้าหน้าที่จะไม่ได้แตะตัวเงิน หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจำหน่ายตั๋ว ซึ่งวิธีการดังกล่าวราชการจะไม่เสียผลประโยชน์แต่อย่างใด สำหรับราคาค่าตั๋วเข้าอุทยานฯ นั้น จะคิดค่าบริการเท่ากับราคาตั๋วที่ซื้อตามหน้าอุทยานฯ ทั่วไป

อย่างไรก็ตาม ในระยะแรกนักท่องเที่ยวยังคงสามารถซื้อตั๋วหน้าประตูที่ทำการอุทยานฯ ได้ทุกแห่ง จนกว่าทางกรมอุทยานฯ จะปรับให้มีการซื้อขายตั๋วผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการได้ในช่วงเปิดฤดูกาลท่องเที่ยว หรือประมาณเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้


multipleceilings
Verified User
Posts: 2141
Joined: Sat Feb 26, 2011 1:42 pm

Re: CPALL

Posts by multipleceilings » Tue Sep 25, 2012 10:27 am

"แฟมิลี่ มาร์ท" เล็งเพิ่ม 1,500 สาขาภายใน 5 ปี

วันเผยแพร่ วันอังคาร, 25 กันยายน 2555 10:13

"แฟมิลี่ มาร์ท" เล็งเพิ่มสาขา จำนวน 1,500 สาขาภายใน 5 ปี

บริษัท แฟมิลี่มาร์ท เปิดเผยว่า บริษัทวางแผนที่จะเพิ่มจำนวนร้านสะดวกซื้อในประเทศไทยขึ้นเป็น 2 เท่าตัว ถึง 1,500 ร้าน ภายใน 5 ปีข้างหน้าด้วยการร่วมมือกับบริษัท เซ็นทรัล รีเทล ซึ่งเป็นผู้ค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดของประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แผนพัฒนานี้มีขึ้นเพื่อส่งเสริมจำนวนสาขาแฟมิลี่มาร์ทให้ขยายออกไป 3,000 สาขา ภายในปี 2564 ด้วยการเปิดร้านในภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีการดำเนินกิจการในพื้นที่ดังกล่าว

บริษัทของญี่ปุ่นจะขายหุ้นจำนวน 50.29% ในสยาม แฟมิลี่มาร์ท (Siam FamilyMart Co.) เป็นเงิน 7.8 พันล้านเยน ด้วยเป้าหมายในการพึ่งพาเครือข่ายธุรกิจที่กว้างขวางของหุ้นส่วนชาวไทย

แฟมิลี่มาร์ท จะเพิ่มหุ้นในสยาม แฟมิลี่มาร์ท ไปที่ 48.20% ในภายหลัง ด้วยการซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นรายอื่น ตอนนี้บริษัทถือหุ้นทั้งหมด 90.41% ในบริษัทในประเทศไทย

แฟมิลี่มาร์ท ซึ่งเปิดกิจการประมาณ 9,000 สาขาในญี่ปุ่น มีกิจการ 12,000 ร้านค้าในต่างประเทศ ณ วันที่ 31 สิงหาคม บริษัทกำลังขยายธุรกิจสู่ประเทศใหญ่ ๆ ในแถบอาเซียน ด้วยเป้าหมายเพื่อเพิ่มจำนวนร้านค้าให้ถึง 40,000 ร้านค้าทั่วโลกภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2564

M aterial catalyst
A ttitude & Perception
D isclipine

User avatar
boypeter
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 296
Joined: Tue Jul 17, 2012 3:57 pm

Re: CPALL

Posts by boypeter » Tue Sep 25, 2012 2:00 pm

'CPALL'ผุดแบรนด์ใหม่ลุยตลาดทุ่มงบ5พันล้านบ.ปั๊มกำไร-รายได้
CPALL จัดทัพรุกธุรกิจ เตรียมเจรจาซัพพลายเออร์ออกสินค้า "private Brand" ขายใน 7-11
หนุนรายได้และกำไร ตั้งเป้า 3 ปี มีรายได้ประมาณ 5-10% ของรายได้รวม ชูความหลากหลายของสินค้า
พร้อมทุ่มงบราว 5,000 ล้านบาท ขยายสาขาใหม่อีก 540 แห่งเน้นร้านค้าที่มีพื้นที่ใหญ่

25/09/2012
สรุปข่าว หนังสือพิมพ์ทันหุ้น


TLSS
Verified User
Posts: 616
Joined: Wed Jul 11, 2012 12:01 pm

Re: CPALL

Posts by TLSS » Wed Sep 26, 2012 8:30 am

"เทสโก้ โลตัส" วางหมาก น้ำท่วมก็ขายได้
updated: 25 ก.ย. 2555 เวลา 10:15:27 น. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

นายปิยะพงษ์ ธัญญศรีสังข์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารระบบงานธุรกิจค้าปลีก บริษัทเอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น จำกัด ผู้บริหาร "เทสโก้ โลตัส" เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทได้เตรียมตัวรองรับสถานการณ์น้ำท่วม ด้วยการจัดตั้งทีมในการวางแผนที่จะให้มีสินค้าอุปโภค บริโภค วางจำหน่ายได้ตามปกติ โดยเฉพาะสินค้าที่จำเป็นต่อการใช้ในชีวิตประจำวัน 500 รายการ ซึ่งได้เช่าคลังสินค้าเพิ่ม 4 แห่ง ที่จ.เชียงใหม่ ลำพูน ขอนแก่น และสุราษฎร์ธานี เป็นการกระจายความเสี่ยงในด้านโลจิสติกส์ พร้อมกันนี้ได้ทำงานร่วมกับผู้ผลิตสินค้า เพื่อให้เชื่อมโยงสินค้าถึงกันได้เมื่อมีพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วม ซึ่งจะทำให้ลูกค้าสามารถซื้อสินค้ากับเทสโก้โลตัสได้ สำหรับภาพรวมตลาดค้าปลีก

จากนี้ไปมองว่าลูกค้าจะซื้อสินค้าลดลงจากความไม่เชื่อมั่นทั้งเศรษฐกิจโลกรวมถึงสถานการณ์น้ำท่วม ทำให้บริษัทต้องเพิ่มความถี่ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ล่าสุดได้เปิดตัวโครงการ สดจริง เทสโก้ โลตัส เรารับประกัน ด้วยงบประมาณ 1,000 ล้านบาท สร้างความเชื่อมั่นในการซื้อสินค้าอาหาร ผัก ผลไม้ ที่จะได้ของสดใหม่


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 35966
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: CPALL

Posts by pakapong_u » Wed Sep 26, 2012 4:51 pm

CPALL เดินหน้าใช้นโยบายขยายสาขาเชิงรุก พร้อมพัฒนาสินค้า Private Brand


วันพุธที่ 26 กันยายน 2555 เวลา 16:35:44 น.
จำนวนผู้อ่าน : 108 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานราคาหุ้น บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL ณ เวลา 16.29 น. ไม่เปลี่ยนแปลง อยู่ที่ 34 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ 570.67 ล้านบาท ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยโดยรวมลบ 0.99% ทั้งนี้ ราคาหุ้น CPALL อ่อนตัวลงต่อเนื่องจากระดับราคา 35.25 บาท ในวันที่ 12 ก.ย. มาแตะที่ระดับราคา 34 บาท จากข้อมูล www.settrade.com ระบุว่า บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) 2 แห่ง แนะนำ “ซื้อ” หุ้น CPALL โดยให้ราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ 44 บาท

บล.ไอร่า ระบุในบทวิเคราะห์ว่า แนะนำ “ซื้อ” หุ้น CPALL โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 45 บาท รายงานข่าวจาก บริษัท แฟมิลี่มาร์ท ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ได้เตรียมจะขายหุ้นสัดส่วนราว 50.29% จากปัจจุบันที่ถืออยู่ 90.41% ในสยามแฟมิลี่มาร์ทในมูลค่า 7.8 พันล้านเยน หรือคิดประมาณ 3.094 พันล้านบาท ให้แก่บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชัน่ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดของประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะเดียวกันได้เปิดเผยหลังจากนั้น บริษัทแม่แฟมิลี่มาร์ท จะซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นรายอื่นให้ถือเป็น 48.2% ในที่สุด พร้อมเปิดแผนขยายกิจการ "แฟมิลี่มาร์ท" ในประเทศไทยเพิ่มขึ้น 2 เท่าตัว จากที่มีสาขาให้บริการกว่า 700 สาขาในปัจจุบัน เป็น 1,500 สาขาภายใน 5 ปี และเพิ่มขึ้นเป็น 3,000 สาขา ภายในปี 2564 โดยเน้นเปิดร้านในเขตภาคเหนือของประเทศ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการดำเนินกิจการในพื้นที่ดังกล่าว นับเป็นช่องว่างและโอกาสทางการตลาด

แม้แนวโน้มการแข่งขันในธุรกิจร้านค้าปลีกในอนาคตจะรุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาพบว่า การดำเนินธุรกิจของกิจการ "แฟมิลี่มาร์ท" ในประเทศไทยก็ยังไม่ประสบความสำเร็จมากนัก เมื่อเทียบกับกิจการ "7-11" ของไทยที่มีเครือข่ายสาขาถึงกว่า 6,600 แห่งทั่วประเทศ  ซึ่งมีความโดดเด่นด้านการสร้าง Value Chain ตั้งแต่การสร้างคนผ่านการจัดตั้งโรงเรียนปัญญาภิวัฒน์ โดยนอกจากช่วยจะลดภาระการฝึกฝนพนักงานแล้ว ยังช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในระยะยาวด้วย , สร้างสินค้าและบริการผ่านเครือบริษัท เช่น CPRAM และบริษัท เคาน์เตอร์ เซอร์วิส เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความโดดเด่นในการมุ่งตอบสนองกลยุทธ์การเป็นร้านอิ่มสะดวกผ่านการผลักดันยอดขายสินค้าในกลุ่มอาหารประเภทพร้อมรับประทาน (Food service) อย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ผู้บริหารตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนยอดขายกลุ่มสินค้าดังกล่าวเป็น 21-22% ในปี 56 จากปัจจุบัน 20% ของยอดขายรวม นอกจากนั้น ยังเปิดเผยกลยุทธ์ที่เน้นสร้างความแตกต่างโดยการเตรียมร่วมกับผู้ผลิตสินค้าพัฒนาสินค้ากลุ่ม Private Brand เพื่อวางจำหน่ายในร้าน 7-11 ด้วย โดยจะเน้นจุดขายคือราคาต่ำ แต่คุณภาพดี

ดังนั้น เราจึงประเมินเป็นจุดแข็งที่สำคัญในการผลักดันการเติบโตของยอดขายและกำไร CPALL ทั้งในช่วงที่ผ่านมาและอนาคตประกอบกับนโยบายการขยายสาขาเชิงรุกนับตั้งแต่ปี 53 ที่ตั้งเป้าขยายสาขาเพิ่มเป็น 500 สาขาต่อปี และการมีศูนย์กระจายสินค้าที่ครอบคลุมทั่วทุกภาค ก็ทำให้เรามองเป็นความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจที่สำคัญ จึงประเมินผลกระทบจากประเด็นการเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นในกิจการร้านแฟมิลี่มาร์ทในไทยยังมีจำกัด โดยให้น้ำหนักหลักสินค้าที่จะมีการแข่งขันรุนแรงอยู่ในกลุ่มสินค้าอุปโภคและอาหารเพียงบางส่วนเท่านั้น

ด้าน บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า แนะนำ “ซื้อ” หุ้น CPALL เนื่องจากเราเห็นว่า ราคาหุ้น CPALL เคลื่อนไหวแบบ sideways มาเป็นเวลากว่า 4 เดือน หลังการจ่ายหุ้นปันผลสำหรับปี 54 ขณะที่มุมมองต่อผลการดำเนินงานรวมในปี 55 ยังคงเติบโตดีต่อเนื่อง ส่วนระยะสั้น เราคาดว่ากำไรสุทธิงวดไตรมาส 3/55 ยังคงแข็งแกร่ง เนื่องจากการออกโปรโมชั่นแสตมป์ ขณะที่การบริโภคในประเทศยังแข็งแรง ดังนั้นในช่วงนี้จะเป็นโอกาสในการสะสมหุ้น CPALLL ที่ดี เรายังคงราคาเป้าหมายปี 55 ไว้ที่ 46 บาท


Post Reply