BANPU

แหล่งรวบรวมข้อมูลของหุ้นต่างๆ All for one, one for all
(ข้อมูลตั้งแต่ก่อตั้งเว็บ จนถึง 30 กันยายน 2555 ห้องนี้อ่านได้อย่างเดียวไม่สามารถ post ได้)
mynameart
Verified User
Posts: 343
Joined: Mon Jul 12, 2010 11:27 pm

Re: BANPU

Posts by mynameart » Wed Apr 11, 2012 10:47 am

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาทางผู้จัดหาถ่านหินรายนี้ได้เข้ามาเจรจากับกฟผ.โดยเจรจาขอเพิ่มราคาถ่านหินเป็นราว 90 เหรียญฯ/ตัน เพื่อให้ cover ต้นทุนและมีกำไรได้บ้าง จากในสัญญาเดิมกำหนดที่ 50 กว่าเหรียญฯ/ตัน ซึ่งราคา 50 เหรียญฯนี้เทียบแล้วต่ำกว่าต้นทุนและต่ำกว่าราคาตลาด ซึ่งเรื่องนี้คงต้องให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)พิจารณาและเสนอไปถึงคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)

อ่านดู ก็เดาได้ว่ายาวแน่ ปกติ คู่สัญญา IPP คือ EGAT แต่ EGAT กับโยนให้เป็นหน้าที่ กกพ กับ กพช ก็ต้องดูว่า supplier จะทนได้นานแค่ไหน คิด worst case ไว้ก่อนดีกว่า


Tarzann
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2011
Joined: Sat May 03, 2008 12:31 pm

Re: BANPU

Posts by Tarzann » Wed Apr 11, 2012 1:30 pm

nut776 wrote:เมื่อเช้าฟัง 96.5
หุ้นพลังงานทั่วโลกโดนเทขาย
พิธีกรตั้งข้อสงสัยความเกี่ยวข้องกับ shell gas
ไม่ทราบว่าใครพอมีข้อมูลอัพเดทไหมคับ
ไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้มีการค้นพบ Shale Gas ในเมกา เป็นจำนวนมาก เลยทำให้ Supply Gas ใน เมกาเพิ่มมาเยอะ เมกาก็เลยทยอยลดการนำเข้า Gas ลงเรื่อยๆ น่าจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่กดดันราคาแก็สได้บ้าง

see more below
http://www.eia.gov/energy_in_brief/about_shale_gas.cfm
Attachments
IMG_29441.jpg
IMG_29441.jpg (549.6 KiB) Viewed 3474 times


nut776
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 3325
Joined: Thu Feb 05, 2004 9:46 pm

Re: BANPU

Posts by nut776 » Wed Apr 11, 2012 5:54 pm

ขอบคุณมากครับ ซาน

show me money.

mynameart
Verified User
Posts: 343
Joined: Mon Jul 12, 2010 11:27 pm

Re: BANPU

Posts by mynameart » Wed Apr 11, 2012 6:18 pm

ข่าวหุ้น-การเงิน สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- พุธที่ 11 เมษายน 2555 17:21:30 น.
นายดิเรก ลาวัลย์ศิริ ประธานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ กกพ.อยู่ระหว่างการพิจารณากรณีที่บริษัท ริโอ ทินโต(Rio Tinto) ผู้จัดหาถ่านหินให้กับโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ซึ่งถือหุ้นโดย บมจ.บ้านปู(BANPU) และ บมจ.ผลิตไฟฟ้า(EGCO) ถือหุ้นฝ่ายละ 50% ได้ทำเรื่องขอขึ้นราคาถ่านหินจากเดิมอยู่ที่ 50 เหรียญสหรัฐต่อตัน เนื่องจากขณะนี้ต้นทุนถ่านหินในตลาดโลกสูงขึ้น โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาเรื่องดังกล่าว คาดว่าภายใน 1-2 เดือนนี้น่าจะมีความชัดเจนออกมา

http://www.ryt9.com/s/iq05/1382255?utm_ ... um=twitter


nismo444
Verified User
Posts: 33
Joined: Wed Aug 18, 2010 5:33 pm

Re: BANPU

Posts by nismo444 » Wed Apr 11, 2012 9:43 pm

mynameart wrote:อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาทางผู้จัดหาถ่านหินรายนี้ได้เข้ามาเจรจากับกฟผ.โดยเจรจาขอเพิ่มราคาถ่านหินเป็นราว 90 เหรียญฯ/ตัน เพื่อให้ cover ต้นทุนและมีกำไรได้บ้าง จากในสัญญาเดิมกำหนดที่ 50 กว่าเหรียญฯ/ตัน ซึ่งราคา 50 เหรียญฯนี้เทียบแล้วต่ำกว่าต้นทุนและต่ำกว่าราคาตลาด ซึ่งเรื่องนี้คงต้องให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)พิจารณาและเสนอไปถึงคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)

อ่านดู ก็เดาได้ว่ายาวแน่ ปกติ คู่สัญญา IPP คือ EGAT แต่ EGAT กับโยนให้เป็นหน้าที่ กกพ กับ กพช ก็ต้องดูว่า supplier จะทนได้นานแค่ไหน คิด worst case ไว้ก่อนดีกว่า
เอาแค่วิธีคิดง่ายๆ โรงไฟฟ้าแต่ละโรงกว่าจะสร้างก็ยาากมากแล้ว โดยเฉพาะถ่านหินเวลานี้ แต่พอสร้างเสร็จกลับจะ
ยอมทิ้งเป็นเศษเหล็ก ไม่น่าจะเป็นไปได้ ถ้าต้นทุนขึ้นจริงก็ต้องมาพิจารณากันเพราะปัจจุบันก็ผลักภาระให้ผู้ใช้อยู่แล้ว
ตอนนี้เราพึ่งพา lng เกินไปหรือเปล่าพอพม่าหยุดจ่ายทีก็มีปัญหาที
เรื่องหยุดเดินเครื่องมีความเป็นไปได้น้อยมาก
เมื่อมีข่าวร้ายสุดๆ ขอให้คุณโลภ เมื่อมีข่าวดีสุดๆ ขอให้คุณกลัว


Tamจัง
Verified User
Posts: 189
Joined: Tue Jan 01, 2008 10:24 pm

Re: BANPU

Posts by Tamจัง » Thu Apr 12, 2012 12:46 am

ถ้าต้องขึ้นราคาจริง ก็หันมาซื้อของ BANPU เองไม่ดีกว่าหรอ
ไม่ต้องไปหาลูกค้าให้ลำบาก กระเป๋าซ้ายเข้ากระเป๋าขวา
แถมแอบล้วงกระเป๋า EGCO อีก
แต่มองว่ากรณีนี้เป็นการเล่นข่าวมากกว่ารึเปล่า
เพราะหาก Rio ไม่ส่งถ่านหินให้ ผิดสัญญา คงไม่ใช่เฉพาะเรื่องสัญญา
แต่มีผลกับความน่าเชื่อถือของบริษัท ใครจะกล้าทำสัญญากับคุณอีก
เป็นการต่อรองปกติที่บริษัทต้องทำอยู่แล้ว เหมือนขอความเห็นใจคู่ค้า
ซึ่งสุดท้ายหากเป็นคู่ค้าที่ดี ก็อาจปรับราคาให้บ้างตามมารยาทเท่านั้นเอง
แต่กรณีนี้ไม่ใช่เอกชน ผลจึงอาจจะต่างกันก็เป็นได้


Energy&FoodMan
Verified User
Posts: 373
Joined: Sat Apr 10, 2010 10:59 am

Re: BANPU

Posts by Energy&FoodMan » Thu Apr 12, 2012 8:09 am

Tamจัง wrote:ถ้าต้องขึ้นราคาจริง ก็หันมาซื้อของ BANPU เองไม่ดีกว่าหรอ
ไม่ต้องไปหาลูกค้าให้ลำบาก กระเป๋าซ้ายเข้ากระเป๋าขวา
แถมแอบล้วงกระเป๋า EGCO อีก
แต่มองว่ากรณีนี้เป็นการเล่นข่าวมากกว่ารึเปล่า
เพราะหาก Rio ไม่ส่งถ่านหินให้ ผิดสัญญา คงไม่ใช่เฉพาะเรื่องสัญญา
แต่มีผลกับความน่าเชื่อถือของบริษัท ใครจะกล้าทำสัญญากับคุณอีก
เป็นการต่อรองปกติที่บริษัทต้องทำอยู่แล้ว เหมือนขอความเห็นใจคู่ค้า
ซึ่งสุดท้ายหากเป็นคู่ค้าที่ดี ก็อาจปรับราคาให้บ้างตามมารยาทเท่านั้นเอง
แต่กรณีนี้ไม่ใช่เอกชน ผลจึงอาจจะต่างกันก็เป็นได้
ผมก็ไม่รู้ว่าสัญญาระหว่าง Rio Tinto กับ BLCP เป็นอย่างไรนะครับ แต่ส่วนใหญ่เวลาทำสัญญาระยะยาว สัญญาในส่วนของสูตรหรือราคาซื้อขายมักจะต้องมีประโยคว่าถ้าราคาที่ซื้อขายนั้นทำให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้รับความเสียหายอย่างมากจนไม่สามารถดำเนินการทางธุรกิจได้ ฝ่ายผู้เสียหายสามารถร้องขอให้อีกฝ่ายเจรจาราคาซื้อขายใหม่ได้นะครับ


User avatar
L.
Verified User
Posts: 3645
Joined: Sun Apr 26, 2009 10:01 pm

Re: BANPU

Posts by L. » Thu Apr 12, 2012 9:12 am

BLCPโอกาสหยุดผลิตน้อยมาก
ร้ายสุดกระทบBANPUแค่10%


วันพุธที่ 11 เมษายน 2555 เวลา 10:23:28 น.


บล.เอเซีย พลัสมอง BANPU, EGCO จะกระทบต่อเมื่อ BLCP หยุดผลิตเท่านั้น ซึ่งก็เป็นไปได้ยาก ถือเป็นโอกาสซื้อ BANPU โดยระบุในบทวิเคราะห์ ดังนี้

Supplier ถ่านหินของโรงไฟฟ้า BLCP ขอเจรจาปรับขึ้นราคาถ่านหิน

บริษัท ริโอ ทินโต (Rio Tinto) ผู้จัดหาถ่านหินของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี (BLCP – BANPU ถือหุ้น 50% และEGCO ถือหุ้น 50%) ได้ทำเรื่องถึงการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อขอเพิ่มราคาขายถ่านหินจากประมาณ 50 เหรียญฯต่อตัน เป็นราว 90 เหรียญฯต่อตัน เนื่องจากราคาถ่านหินในตลาดโลกปรับตัวขึ้น ทำให้ Rio Tinto ต้องแบกรับภาระขาดทุนในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา ซึ่งหากเกิดกรณีเลวร้าย Rio Tinto หยุดส่งถ่านหิน ก็จะส่งผลกระทบให้ BLCP ต้องหยุดผลิตกระแสไฟฟ้า และจะส่งผลทางอ้อมต่อผู้ถือหุ้น BLCP ทั้ง BANPU และ EGCO โดยในกรณีนี้อาจเกิดได้ยากเพราะจะเกิดปัญหาทางกฎหมายตามมาเนื่องจากการซื้อขายถ่านหินมีสัญญาข้อผูกพัน รวมถึงหากอ้างอิงจากกรณีของบริษัท Centennial ในออสเตรเลีย (BANPU ถือหุ้น 100%) จะพบว่า Centennial ก็ต้องยอมขายถ่านหินในราคาต่ำเฉลี่ยเพียง 40-50 เหรียญฯต่อตัน ให้กับโรงไฟฟ้าในออสเตรเลียตามสัญญาในช่วงที่ราคาตลาดโลกอยู่ระดับสูงมากจนกว่าสัญญาจะทยอยหมดอายุตั้งแต่ปี 2557 เช่นกัน นอกจากนี้ด้าน EGAT คงไม่ยอมให้ BLCP หยุดผลิต เพราะถือเป็นโรงไฟฟ้าหลักของประเทศคิดเป็น 4.5% ของกำลังการผลิตรวมของประเทศ

แต่หาก BLCP ต้องหยุดผลิตจึงจะกระทบกำไร BANPU 10% และ EGCO 14%

ฝ่ายวิจัยได้ศึกษาถึงผลกระทบต่อผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าจากประเด็นดังกล่าวตามกรณีต่างๆ ดังนี้

ผลกระทบต่อ BLCP : BANPU และ EGCO (ถือหุ้นแห่งละ 50%)

• ผลกระทบเชิงลบ – กรณี Rio Tinto หยุดส่งถ่านหินให้ BLCP ทำให้ BLCP ไม่มีเชื้อเพลิงในการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเพื่อขายให้กับ EGAT ซึ่งจะทำให้ส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้า BLCP ต่อ BANPU และ EGCO หายไป ซึ่งคิดเป็น 10% และ 14% ของกำไรรวมของ BANPU และ EGCO ตามลำดับ

• Neutral – กรณี Rio Tinto ยังส่งถ่านหินให้ BLCP ตามสัญญา ภายใต้ EGAT ยอมปรับเพิ่มราคารับซื้อถ่านหิน หรือไม่ปรับเพิ่มราคารับซื้อ ซึ่งจะทำให้ BLCPยังสามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเพื่อขายให้ EGAT ได้ตามเดิม โดยทาง BLCP จะยังคงได้รับรายได้จากค่าความพร้อมจ่าย (AP) ส่วนต้นทุนค่าถ่านหินหากมีการปรับเพิ่มขึ้นจะส่งผ่านให้ EGAT แบกรับภาระไป ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ที่กำหนดไว้

ผลกระทบต่อ GHECO-One : GLOW และ HEMRAJ (ถือหุ้น 65% และ 35% ตามลำดับ)

• Neutral – คาดเหตุการณ์การขอเจรจาปรับเพิ่มราคาขายถ่านหินจะไม่เกิดกับโรงไฟฟ้า GHECO-One เนื่องจากราคาซื้อขายถ่านหินของ GHECO-One ตามสัญญาอิงไว้กับ Index ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงสะท้อนตามราคาตลาดอยู่แล้ว

ผลกระทบต่อประชาขน :

• ผลกระทบเชิงลบ – กรณี EGAT ยอมปรับขึ้นราคารับซื้อถ่านหิน และส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นดังกล่าวแก่ประชาชนในการปรับขึ้นอัตราค่าไฟฟ้า (Tariff)

• Neutral – กรณี EGAT ยอมปรับเพิ่มราคารับซื้อถ่านหิน แต่ไม่ปรับเพิ่มขึ้นอัตราค่าไฟฟ้า (Tariff) โดย EGAT จะยอมแบกรับภาระต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นไว้เอง

ราคาหุ้นที่อ่อนตัวลงมาถือเป็นโอกาสดีในการทยอยเข้าลงทุน

ฝ่ายวิจัยยังคงกำหนดมูลค่าพื้นฐาน ณ สิ้นปี 2555 (DCF) ของ BANPU และ EGCO เท่ากับ 935 และ101 บาทต่อหุ้น ตามลำดับ โดยยังคงคำแนะนำซื้อ สำหรับ BANPU และ ถือ สำหรับ EGCO โดยราคาหุ้นที่อ่อนตัวลงจากปัจจัยดังกล่าวน่าจะถือเป็นโอกาสดีทยอยเข้าสะสมหุ้นเพื่อการลงทุน

http://www.kaohoon.com/online/34788/BLC ... Uแค่10.htm
******************************************************
เช้านี้ ภูมิภาคเริ่มคลายความวิตกกังวล.. ดาวน์ผ่อนคลาย.. หุ้นขึ้นเพราะคลายความวิตกกังวล หุ้นลงเพราะความวิตกกังวล .. วันนี้บาทแข็งขึ้นเล็กน้อย


mynameart
Verified User
Posts: 343
Joined: Mon Jul 12, 2010 11:27 pm

Re: BANPU

Posts by mynameart » Thu Apr 12, 2012 10:20 am

$50 to $90 Qty 3.6 Million Ton per year = 4300 Million Baht
ไม่รู้ว่าความน่าเชื่อถือกับ เงิน 4300 ล้าน rio จะเลือกอันไหนนะ ?

ส่วนเรื่องเป็นเศษเหล็กคงไม่ EGAT คงน่าจะเข้ามายึดเพราะ BLCP ไม่สามารถทำตามสัญญาได้ ?


jingvet60
Verified User
Posts: 46
Joined: Thu Jul 15, 2010 10:00 am

Re: BANPU

Posts by jingvet60 » Thu Apr 12, 2012 10:59 pm

ข่าวลบเยอะจิงนะครับช่วงนี้

12.00 น.แนะรัฐบาลอินโดฯ จำกัดส่งออกถ่านหิน

Posted on Thursday, April 12, 2012
มีข่าวที่อาจเป็นปัจจัยลบสำหรับบริษัทที่เข้าไปทำธุรกิจเหมืองถ่านหินในประเทศอินโดนีเซีย เมื่อกรรมการของหน่วยงานทางด้านพลังงานออกมาแนะนำว่าประเทศควรจำกัดการส่งออกถ่านหิน เพื่อเสถียรภาพของแหล่งพลังงานในระยะยาว

กรรมการของสำนักงานพลังงานแห่งอินโดนีเซีย หรือ DEN นายเฮอร์แมน ดาร์เนล อิบราฮิม ให้สัมภาษณ์กับสื่อในประเทศว่า ถ่านหินควรที่จะเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญสำหรับการผลิตไฟฟ้าของอินโดนีเซีย ในช่วงที่ประเทศพยายามค่อยๆ ลดการพึ่งพิงเชื้อเพลิงประเภท “ฟอสซิล”

นายเฮอร์แมน บอกว่า ทั้งถ่านหินและก๊าซธรรมชาติจะยังเป็นแหล่งพลังงานชั่วคราวสำหรับโรงไฟฟ้า จนกว่ารัฐบาลจะสามารถพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานที่สามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่ โดยใช้ประโยชน์จากพลังงานชีวมวลและพลังงานความร้อนแทน

ในอินโดนีเซีย ถ่านหินถูกมองว่าเป็นพลังงานที่มีต้นทุนราคาถูกกว่าพลังงานประเภทอื่นๆ มาก และเป็นแหล่งพลังงานที่มีความมั่นคงทางด้านซัพพลาย ซึ่งในเรื่องนี้ กรรมการสำนักงานพลังงานแห่งอินโดนีเซีย จึงเสนอว่า รัฐบาลควรจะต้องจำกัดการส่งออกถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ เพื่อให้การใช้พลังงานในประเทศเปลี่ยนจากไฟฟ้าที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง ให้หันมาใช้เชื้อเพลิงอื่นที่มีราคาถูกกว่าแทน

ปัจจุบัน อินโดนีเซียยังคงส่งออกถ่านหินและก๊าซคิดเป็นสัดส่วนที่สูงของที่ผลิตได้ในประเทศ แม้ในความเป็นจริงคือ บริษัทผลิตไฟฟ้าที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ อย่าง PLN ยังมีความจำเป็นต้องใช้เชื้อเพลิงประเภทดังกล่าวอยู่อีกมาก โดยในตอนนี้ PLN ใช้พลังงานที่รัฐบาลอุดหนุนเป็นเชื้อเพลิงหลักสำหรับโรงไฟฟ้าของตน ท่ามกลางราคาน้ำมันตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้น

มีบริษัทจดทะเบียนของไทยหลายแห่งที่เข้าไปลงทุนทำธุรกิจเหมืองถ่านหินในอินโดนีเซีย เช่น BANPU, EARTH, AGE และ LANNA ซึ่งนอกจากข่าวดังกล่าวอาจกระทบต่อแผนการดำเนินธุรกิจแล้ว ก่อนหน้านี้ ยังมีข่าวรัฐบาลอินโดนีเซียกำลังแก้ไขกฎหมายเพื่อจำกัดการให้ผู้ถือหุ้นต่างชาติถือหุ้นในธุรกิจเหมืองถ่านหินด้วย


patongpa
Verified User
Posts: 1904
Joined: Mon Nov 02, 2009 8:27 am

Re: BANPU

Posts by patongpa » Fri Apr 13, 2012 6:59 am

ยิ่งใช้ถ่านหินมากโลกก็ยิ่งร้อนเร็วขึ้น. ไฟฟ้าที่เราได้มันคุ้มหรือเปล่ากับภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป


nismo444
Verified User
Posts: 33
Joined: Wed Aug 18, 2010 5:33 pm

Re: BANPU

Posts by nismo444 » Fri Apr 13, 2012 7:32 pm

patongpa wrote:ยิ่งใช้ถ่านหินมากโลกก็ยิ่งร้อนเร็วขึ้น. ไฟฟ้าที่เราได้มันคุ้มหรือเปล่ากับภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป
แล้วเราจะเอาอะไรดีล่ะ หรือกลับไปใช้ตะเกียงกันดี
พัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิมไม่ได้หรือ


User avatar
L.
Verified User
Posts: 3645
Joined: Sun Apr 26, 2009 10:01 pm

Re: BANPU

Posts by L. » Sat Apr 14, 2012 3:56 pm

บ้านปู จำกัด (มหาชน) บมจ.(BANPU) ชนินท์ ว่องกุศลกิจ ผู้จัดทำ หุ้นสามัญ 12/04/2555 10/04/2555 20,000 582.00 ซื้อ
บ้านปู จำกัด (มหาชน) บมจ.(BANPU) ชนินท์ ว่องกุศลกิจ ผู้จัดทำ หุ้นสามัญ 12/04/2555 11/04/2555 20,000 576.00 ซื้อ
บ้านปู จำกัด (มหาชน) บมจ.(BANPU) องอาจ เอื้ออภิญญกุล ผู้จัดทำ หุ้นสามัญ 12/04/2555 11/04/2555 25,000 574.00 ซื้อ
****************************
ได้เหมือนกัน 82 & 72 ..


KriangL
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1467
Joined: Sat Mar 14, 2009 8:46 pm

Re: BANPU

Posts by KriangL » Sat Apr 14, 2012 4:16 pm

patongpa wrote:ยิ่งใช้ถ่านหินมากโลกก็ยิ่งร้อนเร็วขึ้น. ไฟฟ้าที่เราได้มันคุ้มหรือเปล่ากับภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป
แล้วรู้หรือเปล่าครับว่า ถ้าเปลี่ยนพลังงานปัจจุบันในเมืองไทยไปเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งหมด จะใช้พื้นที่ขนาดเท่าไหร่ของประเทศไทย :?:


gongphop
Verified User
Posts: 1009
Joined: Thu Aug 27, 2009 9:18 am

Re: BANPU

Posts by gongphop » Sat Apr 14, 2012 8:53 pm

patongpa wrote:ยิ่งใช้ถ่านหินมากโลกก็ยิ่งร้อนเร็วขึ้น. ไฟฟ้าที่เราได้มันคุ้มหรือเปล่ากับภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป
[/quote]
ถ้าคุยเรื่องโลกร้อนสงสัยยาวครับ ผมว่ายังไงมันก็ร้อน ถ่านหินก็ขุดมาขายกันเพิ่ม บ้านปูไม่ขุดบริษัทอื่นก็ขุด ถึงไม่ใช้ถ่านหินก็ใช้อย่างอื่น โลกมันก็ร้อนอยู่ดี ใช้อย่างอื่นมันก็ร้อน เพราะใช้กันมาก .....เรามาดูกันว่า จะลงทุนในบริษัทที่ขายของที่ทำให้โลกร้อนนี่ดีไหม จะยอมจ่ายตังแลกกันการเป็นหุ้นส่วนไหมครับ เพราะยังไงปีนี้ก็ขุดมาขายมากกว่าปีที่แล้ว และปีหน้าก็น่าจะขุดมาขายได้มากกว่าปีนี้ คุณจะร่วมขุดด้วยกันไหม หรือว่าจะดูคนอื่นเขารวมทุนกันขุดมาขายเท่านั้นครับ :)


คนเดินดิน
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 564
Joined: Sat Mar 13, 2010 11:34 pm

Re: BANPU

Posts by คนเดินดิน » Sat Apr 14, 2012 11:37 pm

เรื่องโลกร้อนก็ไม่รู้จะทำยังไงนะครับ ท่านลองคิดดูง่ายๆแล้วกันว่าราคาเชื้อเพลิงน้ำมันที่ท่านๆเติมลิตรละ 40 บาทท่านว่าแพง แล้วถ้าอยากจะให้เปลี่ยนเป็นใช้พลังงานอย่างอื่นที่ต้นทุนแพงกว่าน้ำมันและถ่านหิน ก็เหมือนคล้ายๆกับร้านนึงขายหมากฝรั่งสิบบาท อีกร้านขายยี่สิบ ทั้งๆที่เป็นหมากฝรั่งยี่ห้อเดียวกัน ท่านจะซื้อร้านไหนครับ? ส่วนตัวก็ไม่อยากให้โลกร้อนเหมือนกันแต่เราๆท่านๆรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมานั้นไหวไหม?


nut776
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 3325
Joined: Thu Feb 05, 2004 9:46 pm

Re: BANPU

Posts by nut776 » Sun Apr 15, 2012 1:27 am

เด๋วรถไฟฟ้ามา ภาวะเรือนกระจกลด โลกก็ไม่ร้อนแล้ว
แต่คงมีประเด็นใหม่มาอีก

เรื่องที่น่าห่วงกันจริงๆคือ shale gas ถ้าตาม chart

อเมริกาผลิต shale gas ได้มากจริง
เปลี่ยนจาดฐานะ ผู้บรโภค มาเปนผู้ผลิต
โครงสร้างราคา กับ demand vs supply เปลี่ยนแน่
ตรงนี้ผมว่าน่ากลัวกว่าเยอะ

show me money.

nismo444
Verified User
Posts: 33
Joined: Wed Aug 18, 2010 5:33 pm

Re: BANPU

Posts by nismo444 » Sun Apr 15, 2012 2:59 pm

หลังแผ่นดินไหวฟุกุชิมะ และวิกฤติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของเท็ปโก้ในญี่ปุ่นเมื่อเดือนที่ผ่านมา ทั่วโลกเริ่มตระหนักแล้วว่ามีสองเรื่องที่จนถึงทุกวันนี้มนุษย์ก็ยังหาคำตอบที่แน่นอนไม่ได้
เรื่องแรก ก็คือ ไม่มีใครตอบได้ว่าแผ่นดินไหวจะเกิดเมื่อไหร่ และจะรุนแรงแค่ไหน ซ้ำร้ายจะเกิดสึนามิตามมาด้วยหรือไม่ และรุนแรงแค่ไหน
เรื่องที่สอง ก็คือ ไม่มีใครตอบได้ว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ปลอดภัยแค่ไหน หากเกิดปัญหาทางโครงสร้าง เช่น แผ่นดินไหว สึนามิเข้า (หรือแม้กระทั่งการก่อการร้าย) จะเกิดการ Meltdown หรือไม่ และจะเกิดการ “รั่วไหล” ของสารกัมมันตรังสีหรือไม่ รุนแรงแค่ไหน
ด้วยเหตุนี้ ในวงการพลังงานจึงเริ่มเกิดการเคลื่อนไหว ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางเพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหา เพราะตั้งแต่เริ่มกรณี “MENA” (เริ่มจากตูนิเซีย จนปัจจุบันลิเบียก็ยังไม่จบ) จนถึงกรณี “มีนา” วิปโยค (ในญี่ปุ่น) ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น โดยยังไม่มีทีท่าที่จะลดลงสู่อัตราปรกติเหมือนครั้งก่อนหน้า (เช่นวิกฤติปี 2008) ได้ง่ายๆ
ทางออกหนึ่งก็คือ “Shale Gas” ซึ่งถ้าจะพยายามแปลเป็นไทยสไตล์ชาวบ้านก็คงจะใกล้ๆ กับคำว่า “ก๊าซธรรมชาติจากหินดินดาน” (?)
“ก๊าซธรรมชาติจากหินดินดาน” (Shale Gas) คืออะไร?
คำนิยามของ “ก๊าซธรรมชาติจากหินดินดาน” (Shale Gas) ที่ง่ายและตรงที่สุดก็คือ ก๊าซธรรมชาติที่เกิดจากการหมักหมมของซากพืชและสัตว์ที่ตายทับถมกันมาเป็นเวลาล้านๆ ปี และถูกกักอยู่ภายในชั้นหินดินดาน หรือถ้าคัดจากคำนิยามภาษาประกิตก็คือ natural gas from shale formations โดยไอ้เจ้าหินดินดานจะทำหน้าที่เป็นทั้งแหล่งกำเนิดของก๊าซ และเป็นแหล่งเก็บของมันโดยธรรมชาติด้วย
ล่าสุด ตัวเลขของสำนักงานข่าวสารพลังงานสหรัฐ (US EIA) ระบุว่า ทั่วโลกเท่าที่ค้นพบ ณ ขณะนี้น่าจะมีแหล่งก๊าซธรรมชาติจากหินดินดานรวมทั้งสิ้นประมาณ 48 แห่ง (เรียกว่า shale basins) ครอบคลุม 32 ประเทศทั่วโลก คิดเป็นปริมาณก๊าซธรรมชาติในเบื้องต้นประมาณ 170 tcm หรือ 170 ล้านล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นตัวเลขกว่า 40% ของแหล่งสำรองก๊าซธรรมชาติในปัจจุบัน
และนี่เป็นเพียงการค้นพบเบื้องต้นเท่านั้น ในอนาคตเชื่อว่าน่าจะพบได้มากกว่านี้อีกหลายเท่า
แน่นอนว่า ตัวเลขดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดการไหวกระเพื่อมในวงการอย่างรุนแรง และที่รุนแรงที่สุดก็คงหนีไม่พ้น “สหรัฐอเมริกา” เพราะเป็นประเทศที่ใช้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติมากที่สุดในโลก และเมื่อต้นปีก็เพิ่งเจอวิกฤติแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเลระเบิดมีคนตายไปสิบกว่าคน และสร้างปัญหามลภาวะแก่อ่าวเม็กซิโกอย่างยาก จะประเมินความเสียหายได้ ส่วนจะหวนกลับไปบุกสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ก็ดันมาเจอปัญหาวิกฤติฟุกุชิมะในประเทศญี่ปุ่นอีก “ก๊าซธรรมชาติจากหินดินดาน” จึงดูเป็นคำตอบที่น่าสนใจที่สุด ณ ขณะนี้
ใครมีแหล่งสำรองก๊าซธรรมชาติจากหินดินดานมากที่สุด และใครมีเทคโนโลยี?
คำตอบก็คือ จากผลสำรวจปัจจุบัน ประเทศจีนมีแหล่งสำรองก๊าซธรรมชาติจากหินดินดานมากที่สุดคือประมาณ 36 tcm หรือประมาณ 21% ส่วนสหรัฐอเมริกามีอยู่ประมาณ 20+tcm หรือประมาณ 12% สหภาพยุโรป (โดยเฉพาะที่ประเทศโปแลนด์) มีอยู่ไล่เลี่ยกันคือประมาณ 10% พูดง่ายๆ ก็คือ สามเจ้านี้รวมกันครอบครองแหล่งก๊าซชนิดนี้ไปประมาณครึ่งหนึ่งของทั้งโลกนั่นเอง

สำหรับสหรัฐ จุดเด่นก็คือเป็นเจ้าของเทคโนโลยีในการขุดเจาะที่เรียกกันในขณะนี้ว่า Hydraulic Fracturing และ Horizontal Drilling และในระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา สหรัฐก็ได้ทำการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติจากหินดินดานมาหลายรูปหลายแบบด้วยเทคโนโลยีหลากหลาย แต่ยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าใด เพราะนอกจากจะแพงที่ต้นทุนแล้ว กรรมวิธียังก่อให้เกิดมลภาวะค่อนข้างสูงด้วย จนกระทั่งเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา บรรดา Wildcatters ของสหรัฐก็ได้เฮ เมื่อกรรมวิธีที่เรียกว่า Hydraulic Fracturing ดูเหมือนจะประสบผลสำเร็จ เมื่อผนวกเข้ากับวิธีขุดเจาะตามแนวนอนที่เรียกว่า Horizontal Drilling


แม้สหรัฐจะเริ่มฝันหวานถึงอนาคตที่โชติช่วงชัชวาลไปด้วย Shale Gas แต่ต้นทุนการขุดเจาะก็ยังสูงอยู่ และที่สำคัญ “ต้นทุนทางสังคม” (Social Costs) กำลังเริ่มถูกนำมาตีแผ่มากขึ้นทุกที ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำเสียที่แทรกซึมเข้าไปในแหล่งน้ำใต้ดิน ปัญหาก๊าซมีเทน และการระเบิด หรือประเด็นความเชื่อมโยงระหว่างแผ่นดินไหวกับการขุดเจาะแบบพิสดารแบบใหม่นี้ ฯลฯ ซึ่งในสัปดาห์หน้าผมจะนำประเด็นเหล่านี้มานำเสนออย่างครบถ้วน (โปรดอ่านตอนจบสัปดาห์หน้า)
วีระ มานะคงตรีชีพ
11 เมษายน 2554


nismo444
Verified User
Posts: 33
Joined: Wed Aug 18, 2010 5:33 pm

Re: BANPU

Posts by nismo444 » Sun Apr 15, 2012 3:00 pm

nismo444 wrote:หลังแผ่นดินไหวฟุกุชิมะ และวิกฤติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของเท็ปโก้ในญี่ปุ่นเมื่อเดือนที่ผ่านมา ทั่วโลกเริ่มตระหนักแล้วว่ามีสองเรื่องที่จนถึงทุกวันนี้มนุษย์ก็ยังหาคำตอบที่แน่นอนไม่ได้
เรื่องแรก ก็คือ ไม่มีใครตอบได้ว่าแผ่นดินไหวจะเกิดเมื่อไหร่ และจะรุนแรงแค่ไหน ซ้ำร้ายจะเกิดสึนามิตามมาด้วยหรือไม่ และรุนแรงแค่ไหน
เรื่องที่สอง ก็คือ ไม่มีใครตอบได้ว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ปลอดภัยแค่ไหน หากเกิดปัญหาทางโครงสร้าง เช่น แผ่นดินไหว สึนามิเข้า (หรือแม้กระทั่งการก่อการร้าย) จะเกิดการ Meltdown หรือไม่ และจะเกิดการ “รั่วไหล” ของสารกัมมันตรังสีหรือไม่ รุนแรงแค่ไหน
ด้วยเหตุนี้ ในวงการพลังงานจึงเริ่มเกิดการเคลื่อนไหว ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางเพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหา เพราะตั้งแต่เริ่มกรณี “MENA” (เริ่มจากตูนิเซีย จนปัจจุบันลิเบียก็ยังไม่จบ) จนถึงกรณี “มีนา” วิปโยค (ในญี่ปุ่น) ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น โดยยังไม่มีทีท่าที่จะลดลงสู่อัตราปรกติเหมือนครั้งก่อนหน้า (เช่นวิกฤติปี 2008) ได้ง่ายๆ
ทางออกหนึ่งก็คือ “Shale Gas” ซึ่งถ้าจะพยายามแปลเป็นไทยสไตล์ชาวบ้านก็คงจะใกล้ๆ กับคำว่า “ก๊าซธรรมชาติจากหินดินดาน” (?)
“ก๊าซธรรมชาติจากหินดินดาน” (Shale Gas) คืออะไร?
คำนิยามของ “ก๊าซธรรมชาติจากหินดินดาน” (Shale Gas) ที่ง่ายและตรงที่สุดก็คือ ก๊าซธรรมชาติที่เกิดจากการหมักหมมของซากพืชและสัตว์ที่ตายทับถมกันมาเป็นเวลาล้านๆ ปี และถูกกักอยู่ภายในชั้นหินดินดาน หรือถ้าคัดจากคำนิยามภาษาประกิตก็คือ natural gas from shale formations โดยไอ้เจ้าหินดินดานจะทำหน้าที่เป็นทั้งแหล่งกำเนิดของก๊าซ และเป็นแหล่งเก็บของมันโดยธรรมชาติด้วย
ล่าสุด ตัวเลขของสำนักงานข่าวสารพลังงานสหรัฐ (US EIA) ระบุว่า ทั่วโลกเท่าที่ค้นพบ ณ ขณะนี้น่าจะมีแหล่งก๊าซธรรมชาติจากหินดินดานรวมทั้งสิ้นประมาณ 48 แห่ง (เรียกว่า shale basins) ครอบคลุม 32 ประเทศทั่วโลก คิดเป็นปริมาณก๊าซธรรมชาติในเบื้องต้นประมาณ 170 tcm หรือ 170 ล้านล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นตัวเลขกว่า 40% ของแหล่งสำรองก๊าซธรรมชาติในปัจจุบัน
และนี่เป็นเพียงการค้นพบเบื้องต้นเท่านั้น ในอนาคตเชื่อว่าน่าจะพบได้มากกว่านี้อีกหลายเท่า
แน่นอนว่า ตัวเลขดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดการไหวกระเพื่อมในวงการอย่างรุนแรง และที่รุนแรงที่สุดก็คงหนีไม่พ้น “สหรัฐอเมริกา” เพราะเป็นประเทศที่ใช้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติมากที่สุดในโลก และเมื่อต้นปีก็เพิ่งเจอวิกฤติแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเลระเบิดมีคนตายไปสิบกว่าคน และสร้างปัญหามลภาวะแก่อ่าวเม็กซิโกอย่างยาก จะประเมินความเสียหายได้ ส่วนจะหวนกลับไปบุกสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ก็ดันมาเจอปัญหาวิกฤติฟุกุชิมะในประเทศญี่ปุ่นอีก “ก๊าซธรรมชาติจากหินดินดาน” จึงดูเป็นคำตอบที่น่าสนใจที่สุด ณ ขณะนี้
ใครมีแหล่งสำรองก๊าซธรรมชาติจากหินดินดานมากที่สุด และใครมีเทคโนโลยี?
คำตอบก็คือ จากผลสำรวจปัจจุบัน ประเทศจีนมีแหล่งสำรองก๊าซธรรมชาติจากหินดินดานมากที่สุดคือประมาณ 36 tcm หรือประมาณ 21% ส่วนสหรัฐอเมริกามีอยู่ประมาณ 20+tcm หรือประมาณ 12% สหภาพยุโรป (โดยเฉพาะที่ประเทศโปแลนด์) มีอยู่ไล่เลี่ยกันคือประมาณ 10% พูดง่ายๆ ก็คือ สามเจ้านี้รวมกันครอบครองแหล่งก๊าซชนิดนี้ไปประมาณครึ่งหนึ่งของทั้งโลกนั่นเอง

สำหรับสหรัฐ จุดเด่นก็คือเป็นเจ้าของเทคโนโลยีในการขุดเจาะที่เรียกกันในขณะนี้ว่า Hydraulic Fracturing และ Horizontal Drilling และในระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา สหรัฐก็ได้ทำการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติจากหินดินดานมาหลายรูปหลายแบบด้วยเทคโนโลยีหลากหลาย แต่ยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าใด เพราะนอกจากจะแพงที่ต้นทุนแล้ว กรรมวิธียังก่อให้เกิดมลภาวะค่อนข้างสูงด้วย จนกระทั่งเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา บรรดา Wildcatters ของสหรัฐก็ได้เฮ เมื่อกรรมวิธีที่เรียกว่า Hydraulic Fracturing ดูเหมือนจะประสบผลสำเร็จ เมื่อผนวกเข้ากับวิธีขุดเจาะตามแนวนอนที่เรียกว่า Horizontal Drilling


แม้สหรัฐจะเริ่มฝันหวานถึงอนาคตที่โชติช่วงชัชวาลไปด้วย Shale Gas แต่ต้นทุนการขุดเจาะก็ยังสูงอยู่ และที่สำคัญ “ต้นทุนทางสังคม” (Social Costs) กำลังเริ่มถูกนำมาตีแผ่มากขึ้นทุกที ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำเสียที่แทรกซึมเข้าไปในแหล่งน้ำใต้ดิน ปัญหาก๊าซมีเทน และการระเบิด หรือประเด็นความเชื่อมโยงระหว่างแผ่นดินไหวกับการขุดเจาะแบบพิสดารแบบใหม่นี้ ฯลฯ ซึ่งในสัปดาห์หน้าผมจะนำประเด็นเหล่านี้มานำเสนออย่างครบถ้วน (โปรดอ่านตอนจบสัปดาห์หน้า)
วีระ มานะคงตรีชีพ
11 เมษายน 2554
สัปดาห์ที่แล้ว ผมจบตอนแรกที่ปัญหา “ต้นทุนทางสังคม” ของการขุดเจาะ “ก๊าซธรรมชาติจากหินดินดาน” หรือที่เรียกกันในขณะนี้ว่า Shale Gas ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำเสียที่แทรกซึมเข้าไปในแหล่งน้ำใต้ดิน ปัญหาก๊าซมีเทน และการระเบิด หรือประเด็นความเชื่อมโยงระหว่างแผ่นดินไหวกับการขุดเจาะแบบพิสดารแบบใหม่นี้ ฯลฯ
สัปดาห์นี้ ผมจะขอเริ่มที่ขั้นตอนและกระบวนการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติจากหินดินดาน ซึ่งเทคโนโลยีที่ใช้ในปัจจุบันก็คือ Hydraulic Fracturing หรือที่เรียกกันสั้นๆ ในวงการว่า Fracking ซึ่งจะใช้ควบคู่กับเทคนิคการขุดเจาะแบบใหม่ที่เรียกว่า Horizontal Drilling
เจาะหินให้ร้าว ยากาวให้พอดี เพื่อดึงก๊าซออกมาใช้ : เทคนิควิธีการที่อันตรายมาก!!
เมื่อไม่ถึงสิบปีมานี้เอง ที่วงการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติจากหินดินดานได้ค้นพบเทคนิคที่เรียกว่า Hydraulic Fracturing ซึ่งช่วยลดต้นทุนการขุดเจาะลงได้มหาศาลจากเดิมมากกว่า $10 ต่อหนึ่งล้านบีทียู มาเหลือเพียง $3-5 ต่อหนึ่งล้านบีทียู ซึ่งเริ่มใกล้เคียงกับต้นทุนการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติจากแหล่งปรกติแล้ว
เทคนิคดังกล่าวอาศัยหลักที่ว่า แรงดันน้ำสามารถทะลุทะลวงทุกสรรพสิ่งในจักรวาล ฉะนั้นหากต้องการจะขุดเจาะเอาก๊าซออกมาจากหินดินดานที่อยู่ลึกจากผิวโลกเป็นระยะทางหลายพันเมตร วิธีที่ง่ายและถูกที่สุดคือ “ใช้น้ำ” แต่จะทำให้หินที่แข็งขนาดนั้น “ร้าว” (Fractured) ก็ต้องรวมศูนย์และกำหนดทิศทางของน้ำได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะทำได้ก็ต้องอาศัย “สารเคมี” หลายชนิด และต้องอาศัย “ทราย”
ประการแรก สารเคมีที่ใช้ในการ “สร้างรอยร้าว” ในชั้นหินนั้น มีมากมายหลายชนิด ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีกฎหมายบังคับให้ผู้ขุดเจาะต้องแจงรายละเอียด จึงยังไม่อาจระบุได้ชัดถ้อยชัดคำว่ามี “สารพิษ” ปะปนด้วยหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ในบริเวณที่มีการขุดเจาะแล้วในสหรัฐ ปรากฏว่าทั้งน้ำใต้ดินและน้ำในบ่อมีสารเคมีที่เป็นพิษต่อร่างกายปะปนอยู่ด้วยในปริมาณที่ค่อนข้างสูง
ประการที่สอง กระบวนการสร้างรอยร้าวเพื่อชักนำก๊าซออกมาจากชั้นหินนั้นก่อให้เกิดการรั่วซึมของก๊าซมีเทนออกมาด้วย ซึ่งอย่างที่ทราบกันดี “ก๊าซมีเทน” เป็นก๊าซพิษ หากสูดดมเข้าไปในปริมาณมากก็มีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ และหากควบคุมไม่ได้ก็อาจเกิดการระเบิดได้อีกด้วย
นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำ และนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมประเมินว่ามลภาวะ (Greenhouse Gas Footprint) ที่เกิดจากกระบวนการขุดเจาะก๊าซจากหินดินดาน (Shale Gas) น่าจะมากกว่าถ่านหินถึง 20% เป็นอย่างน้อย และยิ่งนานวันก็ยิ่งมากขึ้น เพราะแหล่งน้ำที่ถูกมลภาวะจะแพร่กระจายเข้าสู่ตาน้ำ และดำรงอยู่อีกหลายสิบปี ส่วนก๊าซมีเทนนั้นก็มีปริมาณมาก ถึงขนาดที่ในบริเวณที่มีการขุดเจาะก๊าซชนิดนี้ในสหรัฐอเมริกา ชาวนาสามารถจุดไฟบนน้ำจากบ่อในฟาร์มของตนเองได้ จนในสหรัฐอเมริกากลุ่มอนุรักษ์ได้จัดทำสารคดีขึ้นชุดหนึ่งเป็นหนังสั้นชื่อว่า GasLand เพื่อเปิดโปงความเลวร้ายของกระบวนการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติแบบใหม่นี้
อนาคตของก๊าซธรรมชาติจากหินดินดาน (Shale Gas) : อันตรายเพียงใดก็จะทำ (อยู่ดี)
แม้ Shale Gas จะถูกโจมตีอย่างหนักจากนักอนุรักษ์ในระยะหลัง แต่เมื่อพิจารณาปัจจัยต่างๆ ทั้งในทางการเมืองและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปัจจัยความปั่นป่วนวุ่นวายในตะวันออกกลาง ความเสี่ยงจากภาวะ Meldown ของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ และปัจจัยการเมืองระหว่างอภิมหาอำนาจรัสเซีย สหรัฐอเมริกาและจีน แนวโน้มของการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติชนิดนี้คงจะมากขึ้น และทวีความรวดเร็วขึ้น ด้วยเหตุผลที่สำคัญสามประการ
ประการแรก ก๊าซชนิดนี้เป็นแหล่งพลังงานที่สหรัฐอเมริกา จีน และยุโรป มีอยู่มากในอาณาเขตของตน ซึ่งถ้าใช้แสลงอเมริกันก็คือ In the Backyard แปลไทย ๆ ก็คืออยู่หลังบ้านนั่นเอง พูดง่ายๆ ก็คือ หากขุดก๊าซพวกนี้ขึ้นมาใช้ได้ ทั้งสามพี่เบิ้มก็ไม่ต้องพึ่งใครอีกแล้ว โดยเฉพาะรัสเซียกับตะวันออกกลาง
ประการที่สอง ในเชิงเศรษฐศาสตร์ แนวโน้มที่ต้นทุนการขุดเจาะก๊าซชนิดนี้จะลดลงต่ำกว่าก๊าซธรรมชาติเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ซึ่งเมื่อถึงวันนั้น ในทางการเมืองจะมีนักการเมืองคนไหนไม่สนับสนุนการขุดเจาะก๊าซชนิดนี้
ประการที่สาม ยิ่งเมื่อพิจารณาว่าน้ำมันก็คงจะเหลือน้อยเต็มที่และแพงขึ้นเรื่อย ก๊าซธรรมชาติจากแหล่ง Conventional ก็กำลังร่อยหรอลงไปทุกวัน หากไม่เตรียมการขุดเจาะและกักตุนก๊าซจากหินดินดานไว้ก็คงเป็นเรื่องที่ผิดปรกติอย่างมากสำหรับรัฐบาลชาติที่มีแหล่งก๊าซชนิดนี้มาก อย่างเช่น สหรัฐอเมริกาและจีน
แล้วผลกระทบจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะต่อประเทศไทย
ผลในทางบวก เท่าที่พิเคราะห์ดูในขณะนี้ ยังไม่พบ (ประเทศไทยมีแหล่ง Shale Gas เล็กๆ สองแหล่งคือที่แม่สอด จังหวัดตาก กับที่ลี้ จังหวัดลำพูน) แต่ในทางลบอันดับแรกก็คือเราก็คงจะต้อง “นำเข้า” ก๊าซธรรมชาติ (ไม่ว่าจะเป็นก๊าซธรรมชาติชนิดไหน) อยู่ต่อไป และในเมื่อก๊าซยังไม่หมดจากโลกในระยะเวลาอันใกล้ รัฐบาลไทยก็คงให้ความสนับสนุน “พลังงานทางเลือก” แบบกะปริบกะปรอยเหมือนเดิมต่อไป
วีระ มานะคงตรีชีพ
18 เมษายน 255


gongphop
Verified User
Posts: 1009
Joined: Thu Aug 27, 2009 9:18 am

Re: BANPU

Posts by gongphop » Mon Apr 16, 2012 3:15 am

nut776 wrote:เด๋วรถไฟฟ้ามา ภาวะเรือนกระจกลด โลกก็ไม่ร้อนแล้ว
รถไฟฟ้าต่างประเทศ ทั้งอเมริกา ยุโรป เอเชียที่พัฒนาแล้ว นั้นมีมานานแล้ว ชาติเหล่านี้ก็ยังมีส่วนทำให้โลกร้อนโดยตลอดครับ ต่อให้ประเทศที่พึ่งพัฒนาใหม่มีรถไฟฟ้าใหม่มากขึ้น โลกก็จะร้อนมากขึ้นไปเรื่อยๆ ครับ ไม่ต้องห่วงครับ(เพราะห่วงไปก็เท่านั้น) มันแย่แน่ๆ รับรอง :(


nut776
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 3325
Joined: Thu Feb 05, 2004 9:46 pm

Re: BANPU

Posts by nut776 » Mon Apr 16, 2012 12:16 pm

gongphop wrote:
nut776 wrote:เด๋วรถไฟฟ้ามา ภาวะเรือนกระจกลด โลกก็ไม่ร้อนแล้ว
รถไฟฟ้าต่างประเทศ ทั้งอเมริกา ยุโรป เอเชียที่พัฒนาแล้ว นั้นมีมานานแล้ว ชาติเหล่านี้ก็ยังมีส่วนทำให้โลกร้อนโดยตลอดครับ ต่อให้ประเทศที่พึ่งพัฒนาใหม่มีรถไฟฟ้าใหม่มากขึ้น โลกก็จะร้อนมากขึ้นไปเรื่อยๆ ครับ ไม่ต้องห่วงครับ(เพราะห่วงไปก็เท่านั้น) มันแย่แน่ๆ รับรอง :(
เอ๋ เพิ่งจะขายเป็น comercial ไม่ถึง 2 ปีนี่คับ ทำไมถึงมีมานานคับ (รถยนต์ส่วนบุคคลขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า)
ส่วนเรื่องเกี่ยวกับโลกร้อนเอาจริงๆ
ผมว่ามนุษย์ก็คือไวรัสสำหรับโลกอะคับ
ยังไงก็ต้องเสื่อมโทรมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
แต่โลกที่ร้อนไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าจากอะไร อาจจะเป็นวัฏจักร
เหมือนก่อนเข้ายุค ice age ก็ได้
เพราะก่อนหน้านี้ ก็ร้อนสลับเย็นมาหลายรอบแล้ว

show me money.

gongphop
Verified User
Posts: 1009
Joined: Thu Aug 27, 2009 9:18 am

Re: BANPU

Posts by gongphop » Tue Apr 17, 2012 9:58 am

อ๋อหมายถึง รถยนต์ไฟฟ้าเหรอครับ ผมคิดว่า รถไฟฟ้าที่วิ่งบนราง


Tarzann
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2011
Joined: Sat May 03, 2008 12:31 pm

Re: BANPU

Posts by Tarzann » Tue Apr 17, 2012 11:17 am

Summary BANPU recent bad news .
1) ออสเตรเลีย ประกาศปรับโครงสร้างภาษีถ่านหินใหม่
2) อินโดนีเชีย มีแผนปรับขึ้นภาษีถ่านหินและจำกัดการถือหุ้นของคนต่างชาติ
3) ล่าสุด เศรษฐกิจจีนชะลอตัว ทำให้นักลงทุนกังวลความต้องการใช้ถ่านหินลดลง ส่งผลต่อเนื่องที่จะทำให้ราคาถ่านหินลดลง
4)BLCP


Wind Mill
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 104
Joined: Sun Aug 22, 2010 12:01 am

Re: BANPU

Posts by Wind Mill » Tue Apr 17, 2012 12:42 pm

Tarzann wrote:Summary BANPU recent bad news .
1) ออสเตรเลีย ประกาศปรับโครงสร้างภาษีถ่านหินใหม่
2) อินโดนีเชีย มีแผนปรับขึ้นภาษีถ่านหินและจำกัดการถือหุ้นของคนต่างชาติ
3) ล่าสุด เศรษฐกิจจีนชะลอตัว ทำให้นักลงทุนกังวลความต้องการใช้ถ่านหินลดลง ส่งผลต่อเนื่องที่จะทำให้ราคาถ่านหินลดลง
4)BLCP


:D :D ข่าวร้าย ....

...... ให้ทยอยซื้อออออ .... :D :B


nut776
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 3325
Joined: Thu Feb 05, 2004 9:46 pm

Re: BANPU

Posts by nut776 » Tue Apr 17, 2012 1:21 pm

Wind Mill wrote:
Tarzann wrote:Summary BANPU recent bad news .
1) ออสเตรเลีย ประกาศปรับโครงสร้างภาษีถ่านหินใหม่
2) อินโดนีเชีย มีแผนปรับขึ้นภาษีถ่านหินและจำกัดการถือหุ้นของคนต่างชาติ
3) ล่าสุด เศรษฐกิจจีนชะลอตัว ทำให้นักลงทุนกังวลความต้องการใช้ถ่านหินลดลง ส่งผลต่อเนื่องที่จะทำให้ราคาถ่านหินลดลง
4)BLCP


:D :D ข่าวร้าย ....

...... ให้ทยอยซื้อออออ .... :D :B
หรือรอให้เห็น bottomก่อนดีคับ
เพราะแต่ละไม้นี่เงินเยอะอยู่นะคับ
555

show me money.

Wind Mill
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 104
Joined: Sun Aug 22, 2010 12:01 am

Re: BANPU

Posts by Wind Mill » Tue Apr 17, 2012 5:01 pm

nut776 wrote:
Wind Mill wrote:
Tarzann wrote:Summary BANPU recent bad news .
1) ออสเตรเลีย ประกาศปรับโครงสร้างภาษีถ่านหินใหม่
2) อินโดนีเชีย มีแผนปรับขึ้นภาษีถ่านหินและจำกัดการถือหุ้นของคนต่างชาติ
3) ล่าสุด เศรษฐกิจจีนชะลอตัว ทำให้นักลงทุนกังวลความต้องการใช้ถ่านหินลดลง ส่งผลต่อเนื่องที่จะทำให้ราคาถ่านหินลดลง
4)BLCP


:D :D ข่าวร้าย ....

...... ให้ทยอยซื้อออออ .... :D :B
หรือรอให้เห็น bottomก่อนดีคับ
เพราะแต่ละไม้นี่เงินเยอะอยู่นะคับ
555

มะ มะ มะ ไม่ ทัน แล้ว ค๊าฟฟฟฟ !!!

และที่สำคัญผมพอใจราคานี้ครับ... ทนไม่ไหวครับ (ลงมาหลายวันแระ)
แต่ก็ยังมีอีกสองไม้ ... ถ้าลงคงเก็บเพิ่มครับ

:D :D


mynameart
Verified User
Posts: 343
Joined: Mon Jul 12, 2010 11:27 pm

Re: BANPU

Posts by mynameart » Tue Apr 17, 2012 10:55 pm

Tarzann wrote:Summary BANPU recent bad news .
1) ออสเตรเลีย ประกาศปรับโครงสร้างภาษีถ่านหินใหม่
2) อินโดนีเชีย มีแผนปรับขึ้นภาษีถ่านหินและจำกัดการถือหุ้นของคนต่างชาติ
3) ล่าสุด เศรษฐกิจจีนชะลอตัว ทำให้นักลงทุนกังวลความต้องการใช้ถ่านหินลดลง ส่งผลต่อเนื่องที่จะทำให้ราคาถ่านหินลดลง
4)BLCP
นี่ก็รายได้ทั้งหมดแล้วนี่คับ
ตอนนี้บ้านปูมีรายได้จาก เหมืองอินโด เหมืองออสเตรเลีย BLCP ลูกค้าหลักก็คงเป็นจีน
อื่นๆเช่นเหมืองในจีนเด๋วก็ divest ไป, เหมืองใน mongo ก็ยังเพิ่งเริ่ม,hongsa ก็ยังก่อสร้าง


User avatar
Luty97
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1518
Joined: Tue Jun 20, 2006 2:59 pm

Re: BANPU

Posts by Luty97 » Tue Apr 17, 2012 11:14 pm

ถ้าเจอข่าวร้าย 4 ข้อนี้จริงๆ

รับมีดไม่ไหวนะครับ :x

ขอผ่าน

หลักของความสมดุล

Energy&FoodMan
Verified User
Posts: 373
Joined: Sat Apr 10, 2010 10:59 am

Re: BANPU

Posts by Energy&FoodMan » Wed Apr 18, 2012 10:04 am

ผมว่าทั้ง 4 ข้อเป็นอาจจะไม่ใช่ข้อที่ทำให้ราคาปรับตัวก็ได้นะครับ เพราะทุกข้อนักวิเคราะห์ก็ได้ประเมินความเป็นไปได้และผลกระทบที่ทางบริษัทจะได้รับแล้วนะครับ ส่วนตัวผมอยากให้มองภาพใหญ่ที่อาจจะมีผลกระทบต่อพื้นฐานราคาถ่านหินเพิ่มขึ้นคือ ปริมาณการส่งออกถ่านหินของ US ซึ่งไม่ค่อยเกิดขึ้น...เนื่องจากราคา Natural Gas ที่ถูกมากเมื่อเทียบกับราคาถ่านหิน


mynameart
Verified User
Posts: 343
Joined: Mon Jul 12, 2010 11:27 pm

Re: BANPU

Posts by mynameart » Wed Apr 18, 2012 12:53 pm

Energy&FoodMan wrote:ผมว่าทั้ง 4 ข้อเป็นอาจจะไม่ใช่ข้อที่ทำให้ราคาปรับตัวก็ได้นะครับ เพราะทุกข้อนักวิเคราะห์ก็ได้ประเมินความเป็นไปได้และผลกระทบที่ทางบริษัทจะได้รับแล้วนะครับ ส่วนตัวผมอยากให้มองภาพใหญ่ที่อาจจะมีผลกระทบต่อพื้นฐานราคาถ่านหินเพิ่มขึ้นคือ ปริมาณการส่งออกถ่านหินของ US ซึ่งไม่ค่อยเกิดขึ้น...เนื่องจากราคา Natural Gas ที่ถูกมากเมื่อเทียบกับราคาถ่านหิน
Natural Gas ใน USA ถูกกว่าถ่านหิน ? เอาข้อมูลจากไหน?
ถ้าหมายถึง shale gas ผมว่ายังไม่ commercial feasibility ?
ผมเข้าใจว่า ปกติถ่าน usa ไม่น่ามาตีตลาด asian ได้เพราะค่าขนส่งแพงมาก ระยะเวลาก็นานเป็นเดือนๆกว่าจะมาถึง


Post Reply