คุณวิบูลย์ ขอรายชื่อหุ้นที่ผ่านตะแกรงร่อนหน่อยครับ

กระทู้คุณค่า มีประโยชน์ ความรู้ดีดี เป็นประโยชน์เสมอไม่ว่าเวลาจะผ่านมาเนิ่นนาน แค่ไหนก็ตาม
VIB007
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 2035
Joined: Thu Aug 14, 2003 2:09 pm

Posts by VIB007 » Fri Oct 31, 2008 10:00 pm

[quote="noooon010"] พี่วิบูลย์ขอบคุณนะครับ



VIB007
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 2035
Joined: Thu Aug 14, 2003 2:09 pm

Re: ขอความเห็นหน่อยครับ

Posts by VIB007 » Fri Oct 31, 2008 10:08 pm

tatar_2522 wrote:คิดอย่างไรกับหุ้น amata บ้างครับ มือใหม่หัดขับ
ลองดูในห้องร้อยคนร้อยหุ้นครับ

สำหรับผม ผมว่าวิกฤติเศรษฐกิจแฮมเบอร์เกอร์คราวนี้
ธุรกิจส่งออกจะโดนเต็มๆ
เพราะผู้ซื้อไม่มีตังค์
นิคมอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ของไทยจะเป็นการส่งออก
ดังนั้นการขยายการผลิตหรือการตั้งโรงงานใหม่คงน้อยลงมาก
อมตะคงหนีไม่พ้นที่จะโดนหางเลขจากรอบนี้

แต่ราคาหุ้นมันเย้ายวนใจมาก
จากราคา 14 บาทเหลือ 4 บาท
ตอนนี้มาร์เกตแคป 4,000 ล้านบาท
ลองดูซิว่าที่ดินที่เหลือมีมูลค่าเท่าไหร่
มากหรือน้อยกว่า 4,000 ล้าน
ต้องไปคิดเองหละนะเพราะผมไม่มีข้อมูล
ชั่วโมงนี้คงต้องอาศัย Asset Valuation แทนแล้วหละ

โชคดีครับ



User avatar
BABY TERMITE
Verified User
Posts: 368
Joined: Sun Aug 24, 2008 7:38 pm

Re: ขอความเห็นหน่อยครับ

Posts by BABY TERMITE » Sat Nov 01, 2008 4:16 pm

VIB007 wrote: ลองดูในห้องร้อยคนร้อยหุ้นครับ

สำหรับผม ผมว่าวิกฤติเศรษฐกิจแฮมเบอร์เกอร์คราวนี้
ธุรกิจส่งออกจะโดนเต็มๆ
เพราะผู้ซื้อไม่มีตังค์
นิคมอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ของไทยจะเป็นการส่งออก
ดังนั้นการขยายการผลิตหรือการตั้งโรงงานใหม่คงน้อยลงมาก
อมตะคงหนีไม่พ้นที่จะโดนหางเลขจากรอบนี้

แต่ราคาหุ้นมันเย้ายวนใจมาก
จากราคา 14 บาทเหลือ 4 บาท
ตอนนี้มาร์เกตแคป 4,000 ล้านบาท
ลองดูซิว่าที่ดินที่เหลือมีมูลค่าเท่าไหร่
มากหรือน้อยกว่า 4,000 ล้าน
ต้องไปคิดเองหละนะเพราะผมไม่มีข้อมูล
ชั่วโมงนี้คงต้องอาศัย Asset Valuation แทนแล้วหละ

โชคดีครับ
    เห็นด้วยครับ...
       พื้นฐานธุรกิจโดนเต็มๆ
       ราคาก็ลงมาแบบเต็มๆ
       ถ้าจะลงทุน ก็ต้องมีหัวใจแบบเต็มๆ
    เพราะคงต้องอดทนนานพอสมควร คุ้มไม่คุ้มอยู่ที่มุมมองครับ
 โชคดีครับ  :D

ปลวกน้อยคอยวันเติบใหญ่


User avatar
dome@perth
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 4738
Joined: Fri Oct 05, 2007 1:43 am

Posts by dome@perth » Sun Nov 02, 2008 12:18 am

ผมรู้สึก อบอุ่นอย่างไงไม่รู้ครับ ในท่ามกลาง ความเยือกเย็นของตลาด ช่วงนี้เมื่อได้อ่านข้อความของเพื่อนๆชาว VI ต่างก็ให้กำลังใจกันและกัน

ผมคนนึงที่ใฝ่ฝันอยากมี อิสระภาพทางการเงิน มุ่งมั่นเก็บเงิน จากน้ำพักน้ำแรง มาลงทุน หวังไว้ว่า 15% ต่อ ปี อีก 5-10ปี จะได้ไม่ต้องทำงานหนัก เหมือนทุกวันนี้

มาลงทุนปีแรก  ตอนต้นๆปี มาถึงวัน ใจไม่อยู่กะเนื้อกะตัวแล้ว แต่ก็มีกะทู้ดีๆ ในเวปนี้แหละครับ เป็นกำลัง   ติดตามอ่านทุกเช้าเย็น

ขอบคุณ คุณ VIB007 คุณลูกอิสาน คุณนริศ คุณChatchai และท่านอื่นๆที่สระเวลามาโพสต์ข้อความดีๆไว้ให้อ่าน เป็นการแบ่งปันที่ ประเสริฐครับ :bow:

"ไม่มีสุตรสำเร็จ ไม่มีทางลัด ไม่ใช่แค่โชค
หนทางจะได้มาซึ่ง ความมั่งคั่งอย่างถาวร
มันมาจาก ความขยัน ไขว่คว้า หาความรู้
เชื่อและตั้งมั้นในหลักการลงทุนที่ถูกต้อง
"


VIB007
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 2035
Joined: Thu Aug 14, 2003 2:09 pm

Posts by VIB007 » Sun Nov 02, 2008 7:59 pm

[quote="dome@perth"]ผมรู้สึก อบอุ่นอย่างไงไม่รู้ครับ ในท่ามกลาง ความเยือกเย็นของตลาด ช่วงนี้เมื่อได้อ่านข้อความของเพื่อนๆชาว VI ต่างก็ให้กำลังใจกันและกัน

ผมคนนึงที่ใฝ่ฝันอยากมี อิสระภาพทางการเงิน มุ่งมั่นเก็บเงิน จากน้ำพักน้ำแรง มาลงทุน หวังไว้ว่า 15% ต่อ ปี อีก 5-10ปี จะได้ไม่ต้องทำงานหนัก เหมือนทุกวันนี้

มาลงทุนปีแรก



VIB007
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 2035
Joined: Thu Aug 14, 2003 2:09 pm

Posts by VIB007 » Sun Nov 02, 2008 8:02 pm

จดหมายจากวอร์เรน บัฟเฟตต์

Value Way, Oct 27, 08

:วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนเอกของโลกเขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ ฉบับวันที่ 17 ตุลาคม 2551 ที่ผ่านมาเกี่ยวกับกลยุทธ์การลงทุนของเขาในสถานการณ์ปัจจุบัน

โลกการเงินการธนาคารทั้งในอเมริกาและต่างประเทศกำลังประสบหายนะ มันเป็นปัญหาที่กำลังกระจายไปถึงเศรษฐกิจโดยรวม รูรั่วเล็กๆ ที่ตอนนี้กำลังจะกลายเป็นหลุมพรางขนาดใหญ่ ในระยะสั้นอัตราการว่างงานคงเพิ่มขึ้น และกิจกรรมทางธุรกิจคงชะลอตัว พาดหัวข่าวจะยังมีเรื่องน่ากลัวต่อไปเรื่อยๆ

ดังนั้น.....ตอนนี้ผมถึงได้ซื้อหุ้นในตลาดอเมริกา ที่ผมกำลังพูดถึงเป็นบัญชีซื้อขายหุ้นส่วนตัวของผม ที่ก่อนหน้านี้ผมไม่ได้ลงทุนในอะไรเลยนอกจากพันธบัตรรัฐบาล (คำอธิบายนี้ไม่ได้รวมถึงหุ้นของ เบิร์กไชน์ที่ผมถืออยู่ที่ตอนนี้ได้มอบให้เพื่อการกุศลไปแล้ว) ถ้าตราบใดที่ราคาหุ้นยังน่าสนใจ ทรัพย์สินทั้งหมดของผมจะเป็นหุ้นในตลาดอเมริกา 100 เปอร์เซ็นต์ในเร็วๆ นี้

ทำไมนะหรือ? กฎง่ายๆ ของผม :จงกลัวเมื่อคนกำลังโลภ และจงโลภเมื่อคนอื่นกำลังกลัว และที่แน่นอนที่สุดตอนนี้ความกลัวกำลังแผ่กระจายออกไป ไปจนถึงแม้กระทั่งนักลงทุนที่มีประสบการณ์ นักลงทุนมีสิทธิที่จะระแวงเมื่อเจอกับกิจการหรือธุรกิจที่มีหนี้สูง หรืออยู่ในตำแหน่งทางการแข่งขันที่อ่อนแอ แต่การที่จะระแวงถึงความรุ่งเรืองในระยะยาวของบริษัทที่แข็งแกร่งไม่เห็นจะเข้าท่าเลย แน่นอนว่ารายได้ของบริษัทต่างๆ ย่อมจะต้องเจอกับความไม่ราบรื่นบ้างเป็นธรรมดาของการทำธุรกิจ แต่บริษัทใหญ่ๆ ส่วนมากจะมีสถิติกำไรสูงสุดใหม่ในอีก 5 ปี 10 ปี และ 20 ปีนับจากนี้ไป

ขอผมชี้แจงเรื่องหนึ่งก่อนคือ ผมไม่สามารถทำนายการขึ้นลงของตลาดหุ้นในระยะสั้นๆ ได้ ผมไม่รู้แม้แต่นิดเดียวว่าหุ้นจะขึ้นหรือลงในระยะ 1 เดือนหรืออีก 1 ปีข้างหน้า แต่ที่น่าจะเป็นไปได้ก็คือตลาดหุ้นจะปรับตัวสูงขึ้นพอสมควรทีเดียวก่อนที่ความรู้สึกว่าเศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้น ถ้าคุณมัวแต่รอฟังเสียงของนกโรบิน นั่นหมายความว่าฤดูใบไม้ผลิได้ผ่านไปแล้ว

พูดถึงประวัติศาสตร์กันสักนิดหน่อย ในระหว่างช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ (The Great Depression 1930) ดัชนีดาวน์โจนส์ ตกต่ำเหลือเพียง 41 จุดในวันที่ 8 กรกฎาคม 1932 สภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ลงเรื่อยๆ จนกระทั่ง แฟรงคลิน ดี รูสเวลล์ (Franklin D. Roosevelt) เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อเดือนมีนาคม 1933 และก่อนหน้านั้นตลาดปรับตัวขึ้นไปแล้ว 30 เปอร์เซ็นต์  หรือคิดย้อนไปสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนที่อะไรก็ไม่ดีไปเสียหมดสำหรับอเมริกา, ยุโรปและแปซิฟิก ตลาดหุ้นตกลงมาต่ำสุดในเดือนเมษายน 1942 นั่นคือก่อนที่ฝ่ายพันธมิตรจะชนะสงคราม อีกครั้งในตอนปี 1980 เวลาช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาที่จะซื้อหุ้น ตอนที่เงินเฟ้อกำลังทะยานและเศรษฐกิจกำลังทรุด กล่าวสั้นๆ ก็คือข่าวร้ายคือเพื่อนที่ดีที่สุดของนักลงทุน มันให้โอกาสคุณได้ซื้ออนาคตของอเมริกาในราคาที่มีส่วนลด

ในระยะยาวแล้วตลาดหุ้นจะมีแต่ข่าวดี ประเทศสหรัฐอเมริกาผ่านสงครามโลกมา 2 ครั้ง และปัญหาความขัดแย้งทางทหารที่อื่นๆ อีกหลายที่ เศรษฐกิจล่มสลายครั้งใหญ่ เศรษฐกิจถดถอยอีกหลายครั้ง เศรษฐกิจตกต่ำเพราะราคาน้ำมัน โรคไข้หวัดนก การลาออกที่น่าอดสูของประธานาธิบดีบางคน ถึงอย่างนั้นดัชนีดาวน์โจนส์ ยังปรับตัวไปจาก 66 ไปถึง 11,497 จุด คุณอาจจะคิดว่ามันไม่น่าจะเป็นไปได้ที่นักลงทุนจะขาดทุนในช่วงทศวรรษที่ตลาดปรับตัวขึ้นอย่างเหลือเชื่อ แต่นักลงทุนบางคนก็ยังขาดทุนในช่วงนั้นเพราะพวกเขาซื้อหุ้นตอนที่รู้สึกดีแล้วก็ขายขาดทุนเมื่อพาดหัวข่าวในหนังสือพิมพ์ทำให้พวกเขากลัว

วันนี้คนที่ถือเงินสดคงรู้สึกสบายใจ ทั้งที่จริงแล้วเขาไม่ควรคิดอย่างนั้นเลย เงินสดเป็นสินทรัพย์ที่แย่มากในระยะยาว มันแทบจะไม่ให้ผลตอบแทนอะไรเลยและมูลค่าก็มีแต่จะลดลงด้วย อันที่จริงนโยบายที่รัฐบาลกำลังดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาตอนนี้จะทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นและบั่นทอนมูลค่าที่แท้จริงของเงินสด หุ้นยังไงก็ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเงินสดในช่วงทศวรรษข้างหน้า อาจจะมากกว่าเยอะด้วย นักลงทุนที่กอดเงินสดไว้กำลังพนันว่าเขาสามารถคาดเวลาเหมาะๆ ที่จะเปลี่ยนเงินสดเป็นทรัพย์สินอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี ในระหว่างที่รอความสบายใจจากข่าวดี พวกเขาได้ละทิ้งคำแนะนำของนักฮอคกี้เวิร์น เกสกี้ (Wayne Gretzky) ที่ว่าผมไถลสเกตไปในที่ๆ ลูกฮอกกี้กำลังจะไป ไม่ใช่ขยับตัวไปที่ที่มันเคยไปมาแล้ว

ผมไม่ชอบให้ความเห็นเกี่ยวกับตลาดหุ้น และขอย้ำอีกครั้งว่าผมไม่รู้ว่าตลาดจะเป็นอย่างไรในระยะสั้น ถึงอย่างไรก็ตามผมเองชอบคำแนะนำของร้านอาหารที่เปิดในตึกของธนาคารที่เงียบเหงาที่โฆษณาว่า พูดอะไรไป ก็กล้าใช้เงินทำอย่างนั้นด้วย  วันนี้ทั้งเงินผมและคำพูดผม ทั้งสองอย่างบอกว่า หุ้น



mousour
Verified User
Posts: 8
Joined: Sun Jul 15, 2007 8:39 pm

ขอถามเรื่องสินค้าcomudity

Posts by mousour » Mon Nov 03, 2008 3:31 pm

อยากถามเรื่องไซเคิลครับ ประมาณว่าลงทุนเหล็กดีกว่าทองไหม เช่นถ้าผมซื้อทองตอนนี้12000อีก3-4ปี ถ้าทองขึ้นไปถึง 18000ผมได้กำไร 50เปอร์เซ็นต์ แล้วถ้าตุนเหล็กล่ะครับ ตอนนี้เศษเหล็ก โลละ3บาท เมื่อต้นปีผมเคยเอาเศษเหล็กไปขายได้โลละ 17 บาท คือคิดว่าคุ้มกว่าซื้อทองปกติรอบของราคาเหล็กกี่ปีถึงจะมาครับแล้วดูสถิติได้จากไหนครับหรือซื้อหุ้นเหล็กดีกว่า

I am a pig from sampran.


jajam
Verified User
Posts: 40
Joined: Sun Sep 16, 2007 10:52 pm

Posts by jajam » Mon Nov 03, 2008 6:27 pm

ได้รับแล้วครับ
ขอบคุณมากๆครับผม



VIB007
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 2035
Joined: Thu Aug 14, 2003 2:09 pm

Re: ขอถามเรื่องสินค้าcomudity

Posts by VIB007 » Mon Nov 03, 2008 10:46 pm

mousour wrote:อยากถามเรื่องไซเคิลครับ ประมาณว่าลงทุนเหล็กดีกว่าทองไหม เช่นถ้าผมซื้อทองตอนนี้12000อีก3-4ปี ถ้าทองขึ้นไปถึง 18000ผมได้กำไร 50เปอร์เซ็นต์ แล้วถ้าตุนเหล็กล่ะครับ ตอนนี้เศษเหล็ก โลละ3บาท เมื่อต้นปีผมเคยเอาเศษเหล็กไปขายได้โลละ 17 บาท คือคิดว่าคุ้มกว่าซื้อทองปกติรอบของราคาเหล็กกี่ปีถึงจะมาครับแล้วดูสถิติได้จากไหนครับหรือซื้อหุ้นเหล็กดีกว่า
ลองถามท่านประธาน"สามัญชน"ดูดีกว่าครับ
ท่านถนัดหุ้นวัฏจักร
อาจตอบคำถามเรื่องเหล็กได้ดีกว่า



VIB007
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 2035
Joined: Thu Aug 14, 2003 2:09 pm

Posts by VIB007 » Wed Nov 05, 2008 12:55 pm

jajam wrote:ได้รับแล้วครับ
ขอบคุณมากๆครับผม
ขอบคุณผิดคนแล้วครับ
ต้องขอบคุณพี่ครรชิต
คนละกระทู้ครับ
ผมไม่ได้ส่งอะไรให้เลยนะ
เดี๋ยวเข้าใจผิดกัน



ChennyVI
Verified User
Posts: 20
Joined: Wed Dec 26, 2007 4:31 pm

Posts by ChennyVI » Thu Nov 06, 2008 8:00 pm

Marry Buffet คงเขียนถูกต้องใช่ไหมคับเกี่ยวกับ W. Buffet ที่ว่า Buffet ไม่ได้ลงทุนในหุ้นทุกเมื่อเชื่อยาม(หมายถึงลงทุนซื้อหุ้นเพิ่ม)  ในยามที่หุ้นแพงๆ เขาก็จะซื้อพันธบัตรรัฐบาลกอดไว้ แล้ว Buffet จะเคลื่อนไหวจริงจังเมื่อ Mr.Market เสนอหุ้นในราคา sale สุดๆ ให้เขา

อันนี้หมายถึง "ราคาเป็นตัวกำหนดผลกำไร" ใช่ป่ะคับ

ขอถามพี่ๆ หน่อยน่ะคับว่าพอร์ตพี่ๆ มีหุ้นต่างประเทศหรือเปล่าคับ ถ้ามีแล้วตอนพี่ๆ หาข้อมูลต้องทำยังไงคับ

ปล. ติดตาม Value way ของพี่มนตรี พี่วิบูลย์ อยู่น่ะคับ คือผมไม่ค่อยได้อ่านกรุงเทพธุรกิจคับ อยากให้พี่ๆ เมตตารวมเป็นแล่มๆ ออกมาเรื่อยๆ จะเป็นพระคุณยิ่งคับ ^^

- As Albert Einstein said "God always takes the simplest way" -


ChennyVI
Verified User
Posts: 20
Joined: Wed Dec 26, 2007 4:31 pm

Posts by ChennyVI » Fri Nov 07, 2008 12:20 am

สำหรับผมตอนนี้ไม่ค่อยได้เข้าไปดูสีพอร์ตเท่าไหร่ capital loss นี่จะบังคับตัวเองให้ไม่คิดเวลาเข้าไปดูไม่ได้ เพราะงั้นผมนั่งรอผลประกอบการออกเท่านั้นแหละคับ เด๋วจิตตก ^^

cpall , cpn ผมเกือบ(เซงคำว่าเกือบ) เก็บได้ตอนถูกๆ แระ เซงตอนนั้นสลึมสะลือไรก็ไม่รู้ ไม่ค่อยได้เช็คราคาด้วย ตอนนี้เซงจิตข่าว cpall ออกเร็วกว่าคาดซะงั้น พอข่าวมาราคาไปเฉยเลย เด้งเลยจำ % ไม่ได้ ตอนนี้รู้สึกมันแพงๆ ไงชอบกล PBV เกือบ 5 เท่างี้เหมือนไม่มี panic sell ไม่รับรู้วิกฤตไรกับเค้าเลย (หรือว่าหุ้นนี้เนื้อหอม ชาว VI รุมตอนกัน) หรือว่าผมควรปลงกับค่าความนิยมสูงๆ นี่คับ อยากถามประเด็นนี้กับพี่ๆ แหละคับว่าพวกพี่ๆ ใช้หลักการ(หรือว่าใช้ sense ประจำตัวก็ได้คับ)คิดยังไงเกี่ยวกับ"ค่าความนิยมของหุ้นเนื้อหอมคับ"

ปล. คำถามอาจจะงงๆ แต่ผมเป็นคนเขียนอะไรไม่ค่อยรู้เรื่องคับต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยคับ

- As Albert Einstein said "God always takes the simplest way" -


VIB007
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 2035
Joined: Thu Aug 14, 2003 2:09 pm

Posts by VIB007 » Fri Nov 07, 2008 1:09 pm

[quote="ChennyVI"] Marry Buffet คงเขียนถูกต้องใช่ไหมคับเกี่ยวกับ W. Buffet ที่ว่า Buffet ไม่ได้ลงทุนในหุ้นทุกเมื่อเชื่อยาม(หมายถึงลงทุนซื้อหุ้นเพิ่ม)



VIB007
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 2035
Joined: Thu Aug 14, 2003 2:09 pm

Posts by VIB007 » Fri Nov 07, 2008 1:10 pm

ChennyVI wrote:สำหรับผมตอนนี้ไม่ค่อยได้เข้าไปดูสีพอร์ตเท่าไหร่ capital loss นี่จะบังคับตัวเองให้ไม่คิดเวลาเข้าไปดูไม่ได้ เพราะงั้นผมนั่งรอผลประกอบการออกเท่านั้นแหละคับ เด๋วจิตตก ^^

cpall , cpn ผมเกือบ(เซงคำว่าเกือบ) เก็บได้ตอนถูกๆ แระ เซงตอนนั้นสลึมสะลือไรก็ไม่รู้ ไม่ค่อยได้เช็คราคาด้วย ตอนนี้เซงจิตข่าว cpall ออกเร็วกว่าคาดซะงั้น พอข่าวมาราคาไปเฉยเลย เด้งเลยจำ % ไม่ได้ ตอนนี้รู้สึกมันแพงๆ ไงชอบกล PBV เกือบ 5 เท่างี้เหมือนไม่มี panic sell ไม่รับรู้วิกฤตไรกับเค้าเลย (หรือว่าหุ้นนี้เนื้อหอม ชาว VI รุมตอนกัน) หรือว่าผมควรปลงกับค่าความนิยมสูงๆ นี่คับ อยากถามประเด็นนี้กับพี่ๆ แหละคับว่าพวกพี่ๆ ใช้หลักการ(หรือว่าใช้ sense ประจำตัวก็ได้คับ)คิดยังไงเกี่ยวกับ"ค่าความนิยมของหุ้นเนื้อหอมคับ"

ปล. คำถามอาจจะงงๆ แต่ผมเป็นคนเขียนอะไรไม่ค่อยรู้เรื่องคับต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยคับ
เขาว่าดีไม่ไดีก็ต้องไป"คิด"เอาเอง
อย่าซื้อตามเพราะว่ามันแค่"ดี"
ต้องดูให้ออกว่ามัน"ดี"อย่างไร
ซื้อหุ้นที่เราเข้าใจดีที่สุด



ChennyVI
Verified User
Posts: 20
Joined: Wed Dec 26, 2007 4:31 pm

Posts by ChennyVI » Fri Nov 07, 2008 7:32 pm

:D  ขอบคุณคับ

- As Albert Einstein said "God always takes the simplest way" -


User avatar
osama
Verified User
Posts: 59
Joined: Fri Jul 25, 2008 11:45 am

Posts by osama » Sun Nov 09, 2008 6:04 am

ปรับกระบวนยุทธ์ รับมือตลาดหมี


สมพงค์ เบญจเทพานันท์:ในภาวะที่ตลาดหุ้นดำดิ่งทิ้งตัวเป็นตลาดขาลง (Bear Market) จากวิกฤติการเงินครั้งนี้ อาจจะทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ตั้งตัวไม่ทัน ใครที่ลงทุนในหุ้นมาก่อนหรือมีหุ้นติดพอร์ตมาแต่แรกเชื่อว่าส่วนใหญ่คงจะบาดเจ็บจากการลงทุนอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : "ความเสี่ยง" และ "ผลตอบแทน" เป็นสิ่งที่จะมาพร้อมๆ กัน การลงทุนในหุ้นเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงกว่า

โดยเปรียบเทียบกับการลงทุนในตราสารหนี้ และเงินฝาก จึงทำให้มีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นโดยเปรียบเทียบเช่นเดียวกัน การลงทุนในหุ้นจึงเหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงหรือมีเงินที่เย็นที่สามารถจะลงทุนระยะยาวในหุ้นได้ เพราะระยะเวลาการลงทุนในหุ้นยิ่งยาวจะช่วยลดความผันผวนจากการลงทุนให้กับคุณได้เช่นเดียวกัน  

วันนี้เราจะนำความผิดพลาดมาเป็นครูและเรียนรู้วิธีการแก้ไขจากผู้มีประสบการณ์ในตลาดหุ้นกัน

@ คิดผิด-ทำผิด

สมพงค์ เบญจเทพานันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ไอร่า บอกว่า การลงทุนหุ้นในไทยมีความเชื่อผิดๆ กันมาก เช่น กรณีของการลงทุนระยะยาวเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่ให้กำไรสูงสุด ซึ่งไม่จริงไม่ว่าจะตลาดหุ้นที่ไหนก็ตามและนั่นคือเหตุผลหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้นักลงทุนไทยต้องบาดเจ็บในปัจจุบัน

ตัวอย่างหุ้น AIG ในอดีตราคา 90 ดอลลาร์ อยู่ๆ ลงมาเหลือ 3 ดอลลาร์ ตลาดหุ้นไทยผ่านมาแล้วประมาณ 10 กว่าปี ยังกลับไปไม่ถึงจุดสูงสุดเดิมที่ 1,700 จุดเลย มาได้ครึ่งทางก็ต้องเจอวิกฤติการเงินปรับตัวลดลงอีกครั้ง  

หลักตรงนี้เหมือนกับการบริหารบริษัทยามใดที่บริษัทเจริญเติบโตดี ผลประกอบการออกมาแข็งแกร่ง มีโกรทดี ราคาก็ทะยานขึ้นเรื่อยๆ ผู้บริหารก็จะสบาย แต่ถ้าเจอภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ หรือสินค้าเปลี่ยนแนวโน้ม (Trend) ธุรกิจเริ่มชะลอตัวลง ถ้าเราเป็นเจ้าของกิจการในการบริหารสินทรัพย์แบบเดิมของบรรดาเถ้าแก่เขาต้องสู้ ถึงแม้จะกำไรน้อยลงหรือขาดทุนเพื่อรักษาธุรกิจ พนักงานลูกน้องเอาไว้ต้องต่อสู้ยันไปจนกว่าธุรกิจจะฟื้น

  แต่ในแง่ของการลงทุนในหลักทรัพย์เมื่อเห็นว่า เขาเริ่มชะลอเราไม่จำเป็นต้องไปอยู่กับเขา เราสามารถที่ขายออกแล้วไปหากิจการใหม่ที่กำลังโต มันจะสลับกัน ถ้าเราเป็นนักลงทุนที่ชาญฉลาดเรามองเห็นแบบนี้เราก็ต้องออกมาก่อนแล้ว จริงๆ มันไม่ยากแต่ปฏิบัติจริงยากมาก อย่ามองซับซ้อน ราคาหุ้นขึ้นถึงจุดหนึ่งราคาก็จะเริ่มลง โลกสมัยใหม่ ธุรกิจสมัยใหม่ วงจรชีวิต (Cycle) มันเร็ว ราคาหุ้นจะเร็วตามจะขึ้นๆ ลงๆ ตามไซเคิลนั้น นี่คือความจริงจะขัดกับความเชื่อที่ว่าถือยาวแล้วไม่เป็นไร  

สมพงค์ ยังบอกอีกว่า กลยุทธ์ถือยาวใช้ไม่ได้แล้วกับวัฏจักรของโลกที่มันหมุนเร็วขึ้น วัฏจักรของธุรกิจหมุนเร็วขึ้น ถือยาวไม่เป็นไร ไม่ขายไม่ขาดทุน จะมาคู่กัน จากประสบการณ์ที่เจอมาตลอดนัดลงทุนส่วนใหญ่จะจำกัดกำไร (Limit Profit) ไว้ ซื้อหุ้นกำไร 5% ออกแล้ว วันไหนซื้อหุ้นกำไร 10% คุยได้ 3 วัน อย่างมากเต็มที่ 10-15%

นี่คือเราลิมิตโพรฟิตไว้ แต่นักลงทุนกลับไม่จำกัดผลขาดทุน (Unlimit Loss) ของตัวเอง ทุกคนที่เล่นหุ้นจะเข้าใจ นี่คือปัญหาของคนส่วนใหญ่ หุ้นที่ขึ้นแล้วเราขายส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นที่ดี ซื้อแล้วมันขึ้น ตัวที่ถืออยู่ส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นที่ซื้อแล้วมันลง เพราะเป็นหุ้นค่อนข้างเน่า เพราะฉะนั้นในพอร์ตส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นที่ไม่ค่อยดี พื้นฐานไม่ดีถึงแย่  

หุ้นดีแต่ไม่วิ่งก็ไม่ได้ นั่นคือเราหลอกตัวเอง มีปันผล หุ้นพื้นฐานดี ช่วงตลาดไม่ดีเอาปันผลไปก่อน ไว้หุ้นดีแล้วก็จะได้อัพไซด์กลับมา นั่นไม่ใช่การลงทุนระยะยาวแต่เป็นการลงทุนที่ผิดพลาด เป็นพอร์ตการลงทุนที่ผิดพลาด เพราะเราเจอหุ้นดีก็จะขายออกเหลือแต่หุ้นที่มันไม่วิ่ง ขึ้นก็ไม่ขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นหัวใจหลักของการลงทุนสมัยใหม่คือวินัยการลงทุน  

ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นของนักลงทุนส่วนใหญ่เกิดจากเราไม่มีวินัยการลงทุน เพราะเราไป Limit Profit ไว้ แต่กลับ Unlimit Loss สมมติเราได้กำไร 3-4 ครั้ง 30% เราก็ดีใจแล้ว เพอร์ฟอร์มแมนซ์ดี แต่เจอหุ้นขาลงครั้งเดียวหมดเลย แถมยังขาดทุนอีกต่างหาก พอถือยาวไม่เป็นไร นักลงทุนก็จะมาติดกับแบรนด์ ตัวอย่างหุ้นปตท.ขายทำไม ปตท.มันเจ๋งมาก สุดยอดที่สุดในเมืองไทยตอนนี้ จะขายทำไม ปันผลตั้งเยอะ 10% แต่ราคาหุ้นลงมา 50% ไม่ได้ ต้องทำการบ้านและ Active กับการลงทุนของตัวเอง แต่ไม่ถึงกับต้องทำทุกวัน  

 @ Cut Loss

 สมพงค์ ยังแนะนำว่า การลงทุนในหุ้นควรจะเล่นเป็นรอบ ขาขึ้นไปกับเขาด้วย แต่พอเป็นขาลง ต้องตัดขาดทุนให้ไว ทุกอย่างเป็นธรรมชาติ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ธุรกิจจะเป็นแบบนี้ การลงทุนสมัยใหม่ที่สำคัญคือต้องมีวินัยการลงทุน ซื้อเป็นซื้อ ขายเป็นขาย เมื่อธุรกิจมันเปลี่ยน ขายก็ต้องขาย ปรับความเชื่อใหม่ว่า หุ้นดีๆ ถูกๆ ไม่มี

ยกตัวอย่างหุ้นปตท.ขึ้นจาก 200 บาท ไป 300 บาท ไม่มีใครกล้าซื้อ ขึ้นจาก 300 บาท ไป 400 บาท ไม่มีใครกล้าซื้อ พอขึ้นไป 440 บาท ทุกคนมองว่าอย่าลงมานะ จะซื้อ คนส่วนใหญ่เวลาหุ้นขึ้นราคาจะกระชากแรง ทุกคนจะยืนมองด้วยความกลัวว่าจะติดหุ้น แต่สิ่งหนึ่งก็คือราคาหุ้นปตท.ขึ้นไป 440 บาท ลงมาเหลือ 300 บาท เข้าซื้อกันใหญ่ ปตท.ซื้อหนาแน่เลยช่วง 300-320 บาท ราคาลงแต่ติดหุ้น แล้วติดเป็นทางเลย คนที่อยากซื้อๆ ได้ทุกคน แต่ราคาไม่ขึ้นแล้ว

  การลงทุนเราต้องตามแนวโน้มขาขึ้น (Follow Trend) หุ้นขึ้นก็ร่วมไปกับเขา พอลงเราต้องเลิกไง แต่นักลงทุนไทยส่วนใหญ่จะทำตรงกันข้าม หุ้นขึ้นกลัวไม่กล้าซื้อ พอหุ้นลงรีบเข้าไปซื้อกันใหญ่ แล้วก็ต้องติดหุ้น ถ้าหุ้นไม่ดีต้องตัดขาดทุน (Cut Loss) ขาดทุนก็ต้องทำ  

 @ Short Against Port

  แต่ถ้าเป็นหุ้นที่ดีนักลงทุนอาจจะใช้กลยุทธ์ Short Against Port ในลักษณะของ Cost Management เพื่อบริหารต้นทุนการลงทุนในหุ้นให้ถูกลง โดยเฉพาะช่วงที่ตลาดหุ้นมีทิศทางขาลงอย่างชัดเจนเราจะเห็นประโยชน์ของกลยุทธ์นี้มากขึ้น

สมมติว่านักลงทุนมีต้นทุนหุ้นอยู่ 240 บาท ถ้าเราไวพอ อยู่ในตลาดพอ เมื่อราคาหุ้นปรับตัวลงมาที่ 200 บาท เราก็ขาย หุ้นไปที่ 200 บาท แล้วไปซื้อคืนตอนราคาหุ้นอยู่ที่ 180 บาท ส่วนต่าง 20 บาท เราก็ไปลดทุน 240 บาท ลงมา ทุนก็เหลือ 220 บาท เดี๋ยวราคาหุ้นขึ้นมาใหม่เราก็ขาย แล้วค่อยไปซื้อกลับเมื่อราคาปรับตัวลง ต้นทุนเราจะลดลงไปเรื่อยๆ  

การลงทุนในหุ้นห้ามให้ขาตาย ต้องฟุทเวิร์คตลอด ห้ามนิ่ง จึงจะสนุก ผิดแล้วไม่เป็นไร ผิดแล้วต้องแก้ไข จะแก้ยังไงเท่านั้นเอง แล้วให้ Short Against Port ในหุ้นตัวเดิมถ้าเรามั่นใจว่าเป็นหุ้นที่ดีจริง อย่าสลับตัวเล่น สุดท้ายจะหายไปทั้งคู่ แก้ไขในตัวที่ลงทุนเท่านั้น การบริหารต้นทุน ช่วงนี้ใช้เยอะ เพราะราคาหุ้นลงให้เราเห็นๆ จะได้รู้ว่าเขาเล่นหุ้นในตลาดขาลงกันยังไง ไม่ใช่ต้องมานั่งดูหุ้นลงโดยไม่ทำอะไรเลย รู้ว่ามันลงเราก็มาบริหารต้นทุนได้ เราสามารถที่จะเปลี่ยนแผนไปมาได้ พลาดไม่เป็นไร ขอให้แก้ไขได้เป็นพอ  

 @ ใช้ Futures ช่วย  

 สมพงค์ ยังบอกอีกว่า นักลงทุนไทยส่วนใหญ่จะมีลักษณะการลงทุนแบบขาเดียว คือ เราซื้ออย่างเดียว ซึ่งมีสิ่งเดียวคือเราต้องภาวนาให้หุ้นขึ้นเราถึงจะกำไร นั่นคือ ปัญหาของนักลงทุนไทยที่มีเพียงกลยุทธ์การลงทุนเดียว คือ ขา ซื้อ หรือ Long Position เท่านั้น แต่ในโลกการเงินมันมี การลงทุนทั้ง 2 ขา คือ ขา ขาย หรือ Short Position ด้วย ถ้าหุ้นลงเราก็ได้กำไร ในพอร์ตการลงทุนสมัยใหม่ (Modern Portfolio) ในอนาคตจะต้องมีการผสมตรงนี้เข้าไปเพื่อป้องกันความเสี่ยง (Hedging) ให้กับพอร์ตการลงทุนของตัวเอง

ยกตัวอย่าง ลูกค้าที่มีหุ้นปตท.อยู่ ถ้าเราแนะนำให้ลูกค้าขายหุ้นปตท.ทิ้ง เพราะหุ้นกำลังลง ลูกค้าจะด่าว่าหุ้นดีๆ จะขายทำไม จะเอาปันผล คือทุกคนรู้ว่าหุ้นจะลง แต่ลูกค้าบอกไม่เป็นไร มีปันผลเขาถือได้ ลูกค้าก็รู้ว่าจะลง ปัจจัยในประเทศก็ไม่ดี ปัจจัยต่างประเทศก็ไม่ดี แต่กลับมาหลักเดิมถือยาวไม่เป็นไร ไม่ขายไม่ขาดทุน

  สมมติเรามีหุ้นปตท.อยู่ 500,000 หุ้น พอเห็นหุ้นจะลง เราไม่ต้องขายหุ้นแล้วก็ได้ปันผลด้วย แต่ลูกค้าจะไม่มีความเสี่ยงด้วยการ Short Futures ไปในมูลค่าใกล้เคียงกัน ลูกค้าจะไม่มีความเสี่ยงแล้ว ถ้าหุ้นลง ขาดทุนตัวหุ้นปตท.แต่จะได้กำไรในตัว Futures มาชดเชยกัน ด้วยวิธีการนี้หุ้นยังเป็นกรรมสิทธิ์ของตัวเอง ปันผลได้ด้วย เป็นสุดยอดความปรารถนาของลูกค้าเลย ยังไปโหวตได้ตามสิทธิ เป็นการใช้ Futures เข้ามาช่วยโดยไม่เอากำไร

สิ่งที่เรากำลังเรียนรู้และทำตรงนี้เพื่อคลายความเครียดของนักลงทุน การเล่นหุ้นบางทีก็สนุก แต่ถ้าซื้อแล้วถืออย่างเดียว เวลาหุ้นลงมันก็เครียดนะ การเล่นหุ้นต้องบริหารจิตใจตัวเองด้วย เราก็ต้องมาบริหารความเสี่ยงให้เขา เมื่อรู้ว่าหุ้นจะลงเราไม่ขายหุ้นก็ได้ ก็ไปใช้เครื่องมืออีกอันมาช่วย ทุกคนก็จะมีความสุขกับการลงทุนได้


คัดลอกมาจาก  bangkokbiznews  ครับ



VIB007
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 2035
Joined: Thu Aug 14, 2003 2:09 pm

Posts by VIB007 » Mon Nov 10, 2008 9:42 am

เอาอีกฟากนึงบ้างนะ

"กูรูนิเวศน์แนะอดทน..ทยอยเก็บหุ้นเพิ่ม"

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร:
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนในหุ้นแบบเน้นคุณค่า (Value Investor) ยอมรับว่า การที่ตลาดหุ้นปรับตัวลงทั่วโลกรวมทั้งไทยอย่างรุนแรงและรวดเร็วทำให้ความมั่งคั่งของพอร์ตการลงทุนในหุ้นของนักลงทุนหายไปมากพอสมควร

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ :  อย่างไรก็ตาม ด้วยสไตล์การลงทุนแบบเน้นคุณค่าเรามองคุณค่าของตัวธุรกิจในระยะยาวเป็นกุญแจสำคัญในการลงทุน ไม่ได้ไปเก็งภาวะตลาดว่าจะขึ้นหรือลงเพราะภาวะตลาดที่มีความผันผวนเป็นปกติธรรมดาไม่มีใครรู้ว่าจุดต่ำสุดหรือสูงสุดอยู่ตรงไหน

"เราจะไม่ไปปรับเปลี่ยนการลงทุนตามภาวะตลาดภาพใหญ่ที่เปลี่ยนไปแต่จะเน้นมองคุณค่าของหุ้นที่เข้าไปลงทุนเป็นสำคัญ"

การลงทุนแบบเน้นคุณค่าจะไม่พยายามไปเก็งหรือคาดการณ์ในสิ่งที่คาดการณ์ได้ยาก เช่น ตลาดหุ้นจะฟื้นเมื่อไร จะลงไปต่ำสุดที่ไหน ตลาดจะขึ้นหรือลง เพราะมีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่รู้

  ถ้าเราพยายามไปคาดการณ์หรือกำหนดหรือเก็งในอะไรที่เราไม่มีความสามารถจะไปคาดการณ์ ไม่มีความรู้จริง ก็อย่าไปทำ จะทำให้การลงทุนเพี้ยนไปหมด แต่เราจะมองว่ากิจการที่เราลงทุนอยู่นั้นยังดีอยู่หรือเปล่า ซึ่งหุ้นในพอร์ตที่ตัวเองลงทุนอยู่เดิมแม้จะได้รับความเสียหายจากราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลง

แต่โดยพื้นฐานของหุ้นแล้วไม่ได้เปลี่ยนไป จึงไม่ได้ขายหุ้นออกแต่ประการใด เมื่อมีเม็ดเงินใหม่ก็จะทยอยซื้อลงทุนเพิ่มเพื่อเฉลี่ยต้นทุนไปในตัวด้วย เพราะพื้นฐานของหุ้นแม้จะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวไปบ้าง แต่ราคากลับปรับตัวลงมามากกว่าพื้นฐานของหุ้นที่เปลี่ยนแปลงไป จึงถือเป็นโอกาสที่ดีในการทยอยเข้าสะสมหุ้นเพิ่ม

ดร.นิเวศน์ ยังบอกอีกว่า ด้วยสไตล์การลงทุนแบบเน้นคุณค่าทำให้พอร์ตการลงทุนได้รับความเสียหายไปบ้างพอสมควร เพราะเรามองการลงทุนระยะยาวซึ่งในที่สุดราคาหุ้นต้องกลับมาสะท้อนพื้นฐานที่แท้จริงของหุ้น แต่ราคาที่ปรับตัวลงนี้เป็นเพียงผลกระทบในระยะสั้นเท่านั้น จากการที่ต่างชาติเทขายหุ้นโดยไม่ได้คำนึงถึงพื้นฐานของหุ้นเลย หลายคนมองว่าราคาหุ้นถูกแล้วยังมีที่ถูกกว่าอีกเกิดขึ้นเสมอ

อย่างไรก็ตาม การที่ราคาปรับตัวลงมาต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานเช่นนี้ก็ไม่ใช่เวลาหรือจังหวะในการขายหุ้นแล้ว ด้วยสไตล์การลงทุนแบบเน้นคุณค่ายิ่งราคาปรับตัวลงมาต่ำกว่าพื้นฐานที่ควรจะเป็นของหุ้นมาก ยิ่งเป็นโอกาสและจังหวะในการเข้าไปซื้อหุ้นเพิ่มมากกว่า เพราะมีส่วนต่างหรือโอกาสในการทำกำไรที่กว้างมากขึ้น ถ้าไปขายหุ้นตอนนี้ก็จะดูขัดกับสไตล์การลงทุนแบบเน้นคุณค่าของตัวเองไป

ในขณะที่นักลงทุนบางคนอาจจะมองว่าราคาหุ้นจะปรับตัวลงไปอีก ขายตอนนี้ แล้วค่อยไปซื้อกลับใหม่ที่ต่ำกว่าแบบนั้นถ้าทำได้ก็เป็นสิ่งที่ดี ไม่ใช่วิธีการลงทุนที่ผิดอะไร แต่ส่วนตัวเน้นการลงทุนแบบเน้นคุณค่าการที่มองว่าราคาหุ้นต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานก็ไม่ควรขายแล้ว

ถ้ามองว่าราคาจะลงต่อ แล้วค่อยไปซื้อกลับก็เหมือนกับการเข้าไปเก็งตลาดซึ่งจะผิดหลักการของการลงทุนแบบเน้นคุณค่าไป เพราะเราต้องดูที่คุณค่าของกิจการในระยะยาวเป็นสำคัญ ไม่ได้ไปเก็งกำไรกระแสเงินทุนไหลเข้าออกของนักลงทุนต่างชาติ เราไม่ได้ลงทุนในหุ้นแบบเก็งกำไรแต่เน้นการลงทุนระยะยาวจริงๆ

 ดร.นิเวศน์ กล่าวเสริมว่า การลงทุนแบบเน้นคุณค่าเป็นสไตล์การลงทุนระยะยาวในตัวกิจการของบริษัทที่เข้าไปลงทุนจริงๆ ดังนั้นถ้าพื้นฐานธุรกิจยังดีอยู่ก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปขายหุ้นทิ้ง และราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงก็จะเป็นเพียงผลกระทบในระยะสั้นเท่านั้น ถ้าเราสามารถที่จะทนดูราคาหุ้นที่เราลงทุนมีราคาตกต่ำได้บ้าง ความจำเป็นในการที่จะต้องไปใช้ Futures เพื่อป้องกันความเสี่ยงก็จะน้อยลงไปด้วย

เพราะการเข้าไปใช้ Futures ก็เป็นการเก็งภาวะตลาดเช่นเดียวกัน เก็งว่าจะขึ้นหรือลง ซึ่งไม่ใช่แนวทางการลงทุนแบบเน้นคุณค่าอีกทั้งยังมีต้นทุนของการเข้าไปใช้อีกด้วย

หากเรามองการลงทุนในระยะยาวซึ่งมุมมองการลงทุนจะเปลี่ยนแปลงไปกับสิ่งที่เราวิเคราะห์ตัวกิจการที่เข้าไปลงทุนมากกว่าซึ่งเป็นผลกระทบในระยะยาว

  ราคาหุ้นที่ปรับตัวลงมามาก ทำให้ราคาต่ำกว่าพื้นฐาน มาร์จินยิ่งมาก ราคาหุ้นยิ่งถูกลง ถ้ามีเงินใหม่ก็จะนำเข้าไปซื้อลงทุนเพิ่ม ดังนั้นการเป็นนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าเรื่องของจิตใจเป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าวิธีการลงทุนเลย

ในภาวะที่ตลาดหุ้นยังอยู่ในแนวโน้มขาลงเช่นนี้ เชื่อว่ากลยุทธ์เหล่านี้จะเป็นประโยชน์กับผู้ลงทุนอยู่บ้างไม่มากก็น้อย"

http://www.bangkokbiznews.com/2008/11/0 ... 308891.php
[/b]



noooon010
Verified User
Posts: 2712
Joined: Sat Jun 09, 2007 5:08 pm

Posts by noooon010 » Mon Nov 10, 2008 2:07 pm

จะอย่างไรผมยังเชื่อว่า การลงทุน โดยดูที่ตัวบริษัท จะทำให้เราประสบความสำเร็จในการลงทุนได้ มากกว่าการให้น้ำหนักกับ Mr.Market มากเกินไปครับ

เรือที่ดี จะฝ่ากระแสน้ำที่ผันผวนได้ อย่างที่พี่สุมาอี้เคยบอกไว้ครับ

ขอบคุณพี่วิบูลย์มากๆนะครับ :D

อย่าลืมให้เวลากับครอบครัว และสังคมรอบๆข้างของคุณนะครับ

มีสติ และมีความสุขกับการลงทุนนะครับผม


นักลงทุนที่เก่งที่สุดมิใช่คนที่ซื้อขายไวที่สุด
แต่คือคนที่นำสติกลับมาได้เร็วที่สุด
หลายครั้งส่งคำสั่งซื้อทางไปรษณีย์ได้ผลตอบแทนมากกว่าซื้อผ่านnetหากเราขาดสติ


VIB007
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 2035
Joined: Thu Aug 14, 2003 2:09 pm

Posts by VIB007 » Mon Nov 10, 2008 3:10 pm

noooon010 wrote:จะอย่างไรผมยังเชื่อว่า การลงทุน โดยดูที่ตัวบริษัท จะทำให้เราประสบความสำเร็จในการลงทุนได้ มากกว่าการให้น้ำหนักกับ Mr.Market มากเกินไปครับ

เรือที่ดี จะฝ่ากระแสน้ำที่ผันผวนได้ อย่างที่พี่สุมาอี้เคยบอกไว้ครับ

ขอบคุณพี่วิบูลย์มากๆนะครับ :D
ไม่เป็นไรครับ

เมื่อวานมีเพื่อนถามผมว่า
จะมีวิธีไหนในตลาดหุ้นที่จะผ่านวิกฤตได้
ผมบอกว่ามีอยู่สองแบบ

แบบแรกคือการลงทุนแบบเน้นคุณค่า
ที่มองการลงทุนเหมือนซื้อธุรกิจ
ราคาที่ลดลงถือเป็นโอกาสในการลงทุน
ในธุรกิจที่ดีเยี่ยมในอนาคต

แบบที่สองคือ
การเก็งกำไร
ที่ต้องมีวินัยในการตัดขาดทุน
และไม่ถือหุ้นในตอนตลาดขาลง

ส่วนวิธีอื่นยังมองไม่เห็นว่า
จะรอดจากวิกฤตในระยะยาวได้อย่างไร



VIB007
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 2035
Joined: Thu Aug 14, 2003 2:09 pm

Posts by VIB007 » Mon Nov 10, 2008 3:12 pm

Value Way ฉบับวันที่ 10 พฤศจิกายน 2551

"นินทาบัฟเฟต"

สถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นได้มีโอกาสสัมภาษณ์อลิซ ชโรเดอร์ (Alice Schroeder) ผู้ใช้เวลาถึง 5 ปีในการติดตามวอร์เรน บัฟเฟตเพื่อเขียนหนังสือเรื่องสโนว์บอล (Snow Ball) ซึ่งเป็นอัตชีวประวัติของบัฟเฟตอย่างเป็นทางการเล่มแรก การแต่งหนังสือเล่มนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากตัวบัฟเฟตเอง อลิซสามารถเปิดดูแฟ้มประวัติของเบิร์คไชน์ได้ทุกเล่ม รวมถึงการสัมภาษณ์คนในครอบครัวบัฟเฟตและเพื่อนๆของเขากว่า 250 คน ถือว่าอลิซมีความคุ้นเคยและเข้าใจบัฟเฟตมากกว่านักเขียนคนใดที่เขียนเรื่องเกี่ยวกับตัวเขา บทสัมภาษณ์นี้มีขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2551 ที่ผ่านมา

ถาม: ทำไมผู้คนถึงสนใจในวอร์เรน บัฟเฟต
อลิซ: ฉันคิดว่าเขากลายมาเป็นบุคคลสาธารณะระดับชาติเพราะผู้คนเชื่อในตัวเขา เขาเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคงและจัดการกับความเสี่ยงได้ดี รวมทั้งสามารถหลีกเลี่ยงความเสียหายอย่างใหญ่หลวงได้

ถาม: คุณคิดว่าเขาจะรับตำแหน่งในรัฐบาลหรือเปล่า
อลิซ: ฉันคิดว่าไม่นะ ฉันว่าเขาชอบทำงานของเขาที่เบิร์คไชน์มากกว่า และคิดว่าเขาคงไม่อยากจะไปทำงานอื่น และที่สำคัญเขาคงไม่ชอบให้ใครมาเจ้ากี้เจ้าการกับชีวิตของเขาโดยเฉพาะเรื่องของการนัดให้เขาเข้าประชุมอยู่ตลอดเวลา

ถาม: ดูเหมือนว่าตลาดหุ้นกำลังกลับไปสู่ยุคตกต่ำ
อลิซ: บัฟเฟตมักพูดเสมอว่านิสัยมนุษย์ไม่เคยเปลี่ยน ความโลภและความกลัวเป็นสองสิ่งที่ขับดันตลาด มีผู้คนมากมายที่ฟังเขาเวลาเขาพูด แต่สุดท้ายแล้วตลาดก็เต็มไปด้วยความโลภและความกลัวเช่นเดิม

ถาม: คุณได้คุยกับเขาไหมเกี่ยวกับสถานการณ์วิกฤตการเงินในปัจจุบัน
อลิซ: ครั้งสุดท้ายที่เราคุยกันคือเมื่อเดือนก่อนหน้านี้ ตอนที่แบร์สเติร์นถูกซื้อโดยเจพีมอร์แกน เขาบอกว่ามันจะเป็นล้มเป็นโดมิโน ถ้ามันเกิดขึ้นรัฐบาลต้องดำเนินการอะไรบางอย่างที่ไม่น่าพิศมัยนัก ในปี 2002 บัฟเฟตได้บอกไว้เกี่ยวกับเรื่องของตราสารอนุพันธ์ว่ามันเป็นระเบิดเวลาดีๆนี่เอง
เขาบอกเสมอว่าอย่าขายตอนตกใจ (Dont sell in Panic) อย่าให้ความกลัวมาทำให้คุณรู้สึกเปลี่ยนไป ถ้าคุณถือหุ้นในบริษัทที่ดีหรือคุณลงทุนในกองทุนดัชนี และคุณเห็นมันมีราคาถูกลง คุณควรจะดีใจไม่ใช่กลัว หลักการคือซื้อถูกขายแพง ไม่ใช่ซื้อแพงขายถูก

เขาเข้าใจในปัจจัยที่ทำให้เกิดวิกฤตคราวนี้ ไม่ว่าจะเป็นการขาดดุลงบประมาณ หรือการเพิ่มขึ้นของหนี้สินส่วนบุคคล แต่เขาก็ยังเชื่อมั่นในศักยภาพระยะยาวของประเทศที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ แม้แต่ในตอนปี 1970 ที่ดูเหมือนว่าอเมริกาจะไปไม่รอด สุดท้ายเราก็แก้ปัญหาจนสำเร็จได้

ถาม: บัฟเฟตเล่นพนันหรือเปล่า
อลิซ: ไม่เลย เขาเข้าใจในความเสี่ยง นักพนันคือคนที่พนันโดยไม่เข้าใจความเสี่ยง วอร์เรนเชื่อในเรื่องของส่วนต่างเพื่อความปลอดภัย (Margin of Safety) เขาจะไม่ลงทุนถ้าเขาไม่มีโอกาสถูกมากกว่าผิด เมื่อเขาไปลาสเวกัส เขาไม่ได้ไปเล่นพนันแต่ไปดูโชว์มากกว่า

ถาม: เขามีข้อผิดพลาดอะไรบ้าง
อลิซ: เขาค่อนข้างเคี่ยวถ้าเป็นเรื่องของธุรกิจและไม่ค่อยใส่ใจผู้คนรอบข้างสักเท่าไหร่ ถึงแม้จะเป็นเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวเขามักเจรจาต่อรองเหมือนกับทำธุรกิจ

ถาม: เขามีคำแนะนำอย่างไรในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเช่นนี้
อลิซ: เขาบอกว่าเราควรมองไกลๆและตัดสินใจระะยาวในเรื่องส่วนตัว รวมทั้งเตรียมพร้อมให้ดีที่สุด คิดว่าจะมีอะไรเลวร้ายเกิดขึ้นบ้าง อย่าคิดว่าทุกอย่างจะดีไปทั้งหมด ถ้าคุณมีหนี้ ให้คุณคิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะปลดหนี้นั้นได้ หรือเจรจากับเจ้าหนี้ถ้าคุณคิดว่ามีปัญหาจริงๆ ให้คุณเข้าใจถึงสิ่งที่คุณจ่ายเพราะการมีเงินสำรองนั้นช่วยให้คุณหลับสนิทได้และมีค่ากว่าโทรทัศน์จอแบนรุ่นใหม่



VIB007
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 2035
Joined: Thu Aug 14, 2003 2:09 pm

Posts by VIB007 » Mon Nov 10, 2008 6:46 pm

VIB007 wrote:  
ส่วนวิธีอื่นยังมองไม่เห็นว่า
จะรอดจากวิกฤตในระยะยาวได้อย่างไร
เพิ่งนึกออกมีอีกสองวิธี

หนึ่ง Short Future
สอง  Short หุ้น



Jeng
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 14783
Joined: Wed Apr 09, 2003 1:43 am

Posts by Jeng » Fri Nov 14, 2008 6:52 am

มาถาม VIB007 ราคาแก๊ซ LPG ขึ้น 6 บาท ขึ้น 3 เดือนๆละ 2 บาท

และราคา NGV จะขึ้นในปีหน้านั้น

มีผลอย่างไรบ้างต่อ pttep ครับ

ขอบคุณครับ

อิอิ ไม่เคยมาถามเลยเนอะ อ่านมานาน ขอสัก 1 คำถามครับ VIB007



VIB007
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 2035
Joined: Thu Aug 14, 2003 2:09 pm

Posts by VIB007 » Fri Nov 14, 2008 9:19 am

Jeng wrote:มาถาม VIB007 ราคาแก๊ซ LPG ขึ้น 6 บาท ขึ้น 3 เดือนๆละ 2 บาท

และราคา NGV จะขึ้นในปีหน้านั้น

มีผลอย่างไรบ้างต่อ pttep ครับ

ขอบคุณครับ

อิอิ ไม่เคยมาถามเลยเนอะ อ่านมานาน ขอสัก 1 คำถามครับ VIB007
สวัสดีครับพี่ Jeng
ตื่นเช้าจัง
ไม่ได้เจอกันนานเลย
สบายดีหรือเปล่าครับ
กิจการเป็นอย่างไรบ้าง
หวังว่าคงไปได้ดีเหมือนเดิม

เรื่องราคา LPG และ NGV ที่จะขึ้นราคานั้น
คงไม่มีผลกับ PTTEP แต่อย่างไร
แต่มีผลกับ PTT อย่างมาก

เพราะ PTTEP ผลิตแก๊สธรรมชาติขายให้ปตท.มีราคาตายตัว
ปตท.จะเอาไปขายเท่าไหร่ก็เรื่องของเฮียปอ
พี่เทพไม่เกี่ยว
ถ้าขึ้นราคา NGV ได้ เฮียปอก็ขาดทุนน้อยลง
เพราะราคาขายตอนนี้ขาดทุนทุกลิตร

ส่วน LPG ผลิตจากการกลั่นนำ้มันดิบ
จึงไม่เกี่ยวกับพี่เทพแต่อย่างไร
เพราะการผลิตนำ้มันดิบก็ขายในราคาตลาดโลกอยู่แล้ว
และยอดผลิตในประเทศไม่มาก
ขายให้ปั๊มเท่าไหร่เป็นเรื่องของปตท
ตอนนี้ผลิตในประเทศไม่พอ
ต้องนำเข้า
ปตทแบกภาระอ่วมเพราะต้องจ่ายไปก่อน
ขึ้นราคามาเพื่อนำเงินมาคืนปตท นั่นเอง

เรื่องมันจึงเป็นเช่นนี้หละครับ



classy
Verified User
Posts: 251
Joined: Thu May 08, 2008 3:22 pm

Posts by classy » Fri Nov 14, 2008 12:48 pm

ผมว่า ถ้า LPG ขึ้นเนี่ย น่าจะ โดนเต็มๆกับ TOP นะครับ  :lol:

Life is a lot like Jazz, it's best when you improvise


VIB007
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 2035
Joined: Thu Aug 14, 2003 2:09 pm

Posts by VIB007 » Fri Nov 14, 2008 1:32 pm

[quote="classy"]ผมว่า ถ้า LPG ขึ้นเนี่ย น่าจะ โดนเต็มๆกับ TOP นะครับ



classy
Verified User
Posts: 251
Joined: Thu May 08, 2008 3:22 pm

Posts by classy » Fri Nov 14, 2008 2:20 pm

โดนแบบ happy นะครับ

คิดว่า ถ้า LPG ขึ้นเนี่ย direct exposure นะจะอยู่ที่ TOP เพราะเป็น refinery นะครับ ผมว่า น่าจะขึ้นมาตั้งนานแล้วนะครับ LPG

Life is a lot like Jazz, it's best when you improvise


VIB007
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 2035
Joined: Thu Aug 14, 2003 2:09 pm

Posts by VIB007 » Fri Nov 14, 2008 2:40 pm

classy wrote:โดนแบบ happy นะครับ

คิดว่า ถ้า LPG ขึ้นเนี่ย direct exposure นะจะอยู่ที่ TOP เพราะเป็น refinery นะครับ ผมว่า น่าจะขึ้นมาตั้งนานแล้วนะครับ LPG
งั้นก็เข้าใจตรงกัน
งานนี้อู่รับติดตั้งแอลพีจีเตรียมปิดกิจการได้เลย
เพราะราคาแกสเท่าน้ำมันแล้ว
ส่วนอู่ติดตั้งเอ็นจีวีงานเข้าแน่
เพราะแท๊กซี่คงแห่ไปเปลี่ยนเป็นเอ็นจีวีกันหมด
ส่วนผู้ใช้รถส่วนบุคคลที่ไปใช้เอ็นจีวี
อาจเปลี่ยนใจกลับมาใช้นำ้มัน
เพราะตอนนี้รอเติมก็เกือบชั่วโมง
ต่อไปคงรอเติมแก๊สกันทีสองชั่วโมง
เป็นบ้าไปเลย



User avatar
osama
Verified User
Posts: 59
Joined: Fri Jul 25, 2008 11:45 am

Posts by osama » Sat Nov 15, 2008 2:04 am

มาเรียนถาม คุณ VIB007 ซัก 4 ข้อครับ เพราะคุณ  VIB007  รู้เรื่องตัวนี้ดีที่สุดแล้ว

1.  ผมเข้าใจว่ารายได้ของ pttep ส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ถ้าน้ำมันดิบในตลาดโลกแพงกำไรก็มากขึ้น ถ้าน้ำมันดิบถูกกำไรก็ลดลงถูกหรือเปล่าครับ

2.  ถ้าสมมุติว่าข้อ 1 น้นถูกต้อง ราคาน้ำมันดิบ นั้นต้องเป็นอย่างน้อยเท่าไหร่กิจการในปัจจุบันถึงจะอยู่ได้โดยไม่ขาดทุนครับ (กำไร - ค่าใช้จ่าย - ดอกเบี้ยกู้ยืม = 0)

3.  ถ้าสมมุติว่าราคาน้ำมันดิบเฉลื่ยแล้วคงที่ไปอีก 2 ปีที่  55 ดอลลาร์/บาร์เรล กำไรต่อหุ้นต่อปีจะเป็นเท่าไหร่ครับ

4. ถ้าเราเปลื่ยนตัวเลขในข้อ 3 เป็น  60 ดอลลาร์/บาร์เรล และ 65 ดอลลาร์/บาร์เรล  กำไรต่อหุ้นต่อปีจะเป็นเท่าไหร่ครับ


ขอบคุณครับ



Jeng
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 14783
Joined: Wed Apr 09, 2003 1:43 am

Posts by Jeng » Sat Nov 15, 2008 9:07 am

VIB007 wrote: สวัสดีครับพี่ Jeng
ตื่นเช้าจัง
ไม่ได้เจอกันนานเลย
สบายดีหรือเปล่าครับ
กิจการเป็นอย่างไรบ้าง
หวังว่าคงไปได้ดีเหมือนเดิม

เรื่องราคา LPG และ NGV ที่จะขึ้นราคานั้น
คงไม่มีผลกับ PTTEP แต่อย่างไร
แต่มีผลกับ PTT อย่างมาก

เพราะ PTTEP ผลิตแก๊สธรรมชาติขายให้ปตท.มีราคาตายตัว
ปตท.จะเอาไปขายเท่าไหร่ก็เรื่องของเฮียปอ
พี่เทพไม่เกี่ยว
ถ้าขึ้นราคา NGV ได้ เฮียปอก็ขาดทุนน้อยลง
เพราะราคาขายตอนนี้ขาดทุนทุกลิตร

ส่วน LPG ผลิตจากการกลั่นนำ้มันดิบ
จึงไม่เกี่ยวกับพี่เทพแต่อย่างไร
เพราะการผลิตนำ้มันดิบก็ขายในราคาตลาดโลกอยู่แล้ว
และยอดผลิตในประเทศไม่มาก
ขายให้ปั๊มเท่าไหร่เป็นเรื่องของปตท
ตอนนี้ผลิตในประเทศไม่พอ
ต้องนำเข้า
ปตทแบกภาระอ่วมเพราะต้องจ่ายไปก่อน
ขึ้นราคามาเพื่อนำเงินมาคืนปตท นั่นเอง

เรื่องมันจึงเป็นเช่นนี้หละครับ
แจ่ม ขอบคุณมากครับ พี่สบายดี เรื่อยๆ เที่ยวตลอดครับ เกาะช้าง เสม็ด นี่กำลังจะไปเกาหลี วันที่ 20 นี้ครับ เห็นว่า -5 องศา

ลูกๆน่าโตแล้วเนอะ หายเหนื่อยไปเยอะ ตอนเด็กๆจะเหนื่อยหน่อย ไม่ได้นอน อิอิ



Jeng
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 14783
Joined: Wed Apr 09, 2003 1:43 am

Posts by Jeng » Sat Nov 15, 2008 9:33 am

[quote="osama"]มาเรียนถาม คุณ VIB007 ซัก 4 ข้อครับ เพราะคุณ



Post Reply