CPALL

แหล่งรวบรวมข้อมูลของหุ้นต่างๆ All for one, one for all
(ข้อมูลตั้งแต่ก่อตั้งเว็บ จนถึง 30 กันยายน 2555 ห้องนี้อ่านได้อย่างเดียวไม่สามารถ post ได้)
thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Fri Feb 16, 2007 2:44 pm

สำหรับเมืองจีนนั้น ผมยังมองในแง่โอกาสที่จะเกิดขึ้นครับ มาดูข้อมูลกันครับ

เมื่อเศรษฐกิจมังกรยักษ์ กลายเป็น"ม้าพยศ"

2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 00:00:00

พอจีนประกาศว่าอัตราโตผลิตภัณฑ์มวลรวมหรือ GDP ของเขาเมื่อปีที่ผ่านมายืนอยู่ที่ 10.7 เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นอันรู้กันว่าเศรษฐกิจของจีนนั้นมาถึงจุดที่ "ฉุดไม่อยู่" เสียแล้ว

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : เพราะนั่นคืออัตราโตที่สูงที่สุดใน 11 ปี

เท่ากับยืนยันว่าความพยายามของรัฐบาลกลางที่ปักกิ่งให้หามาตรการ "ลดความร้อนแรง" ลงนั้นไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้ความกลัวเรื่อง "ฟองสบู่แตก" ก็หวนกลับมาสู่แวดวงนักวิเคราะห์เศรษฐกิจระหว่างประเทศอีกรอบหนึ่ง

พอเจาะลึกลงไป ก็เห็นว่าปัจจัยที่ทำให้ตัวเลขโตของปี ค.ศ.2006 คืออะไร ก็ได้ความว่าการส่งออกนั่นแหละพุ่งพรวดพราดขึ้นไป

ตามมาด้วยยอดขายปลีกที่สูงขึ้นอย่างแรง แถมการผลิตด้านอุตสาหกรรมก็ขยายตัวอย่างคึกคัก

ไม่ต้องพูดถึงการก่อสร้างถนน สร้างเมือง และตึกรามบ้านช่องในหลายๆ จุด ใครไปปักกิ่งกับเซี่ยงไฮ้ตอนนี้ก็จะเห็นกิจกรรมการก่อสร้างที่เกือบจะมีอยู่ตลอด 24 ชั่วโมงเพราะปีหน้าปักกิ่งเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกและอีกสองปีต่อจากนั้น เซี่ยงไฮ้ก็จะเป็นผู้จัดงาน World Expo ซึ่งถือเป็นงานยักษ์อันดับสามของโลก รองลงมาก็แต่โอลิมปิกและ World Cup เท่านั้น

ที่ออกจะแปลกก็คือว่านี่คือ "ข่าวดีที่ทำให้เกิดข่าวร้าย" เพราะแม้นักเศรษฐศาสตร์จีนหลายคนนั้นพอเห็นตัวเลขเศรษฐกิจทางการสำหรับปีที่ผ่านมาออกมาอย่างนี้ ก็ทำนายเลยว่าสงสัยรัฐบาลกลางจะต้องปวดหัวอีกแล้ว

ทำไมข่าวเศรษฐกิจดีเกินคาดจึงเป็นข่าวร้าย? เพราะกลัว "ร้อนแรงเกินเหตุ" หรือที่รู้จักกันดีในคำว่า overheating ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงก็จะทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่มีผลร้ายทางสังคมและการเมืองสำหรับผู้นำจีนได้

คนจนต้องกระเบียดกระเสียรนั้นเป็นเรื่องของความเคยชิน แต่ชนชั้นกลางที่ได้ลิ้มรสของเงินทองแล้ว อยู่ดีๆ เกิดเจ๊งขึ้นมา ต้องหันกลับไปใช้ชีวิตอย่างคนยากไร้นั้น เป็นเรื่องร้ายแรงทางสังคมเพราะมันสามารถทำให้รัฐบาลสั่นคลอนได้ยิ่งกว่าคนจนด้วยซ้ำ

ตลอดสองสามปีที่ผ่านมา รัฐบาลกลางที่ปักกิ่งได้พยายามเพลาความร้อนแรงของเศรษฐกิจด้วยการสั่งให้สถาบันการเงินเพิ่มดอกเบี้ย และกดดันให้ธนาคารลดการปล่อยกู้ให้กับโครงการที่ทำท่าว่าจะมีผลต่อการผลักดันให้อัตราโตสูงขึ้นเกินกว่าระดับแห่งความเหมาะควร

แต่มาตรการเหล่านั้นกลับไปเป็นผลทางปฏิบัติ เพราะอัตราโตของ GDP เมื่อปี ค.ศ.2002 อยู่ที่ร้อยละ 9.1 และกระโดดไปที่ 10.4 เมื่อปี 2005...พอถึงปี 2006 แทนที่จะหดตัวหรือหยุดนิ่งกลับขยับขึ้นต่อไปอยู่ที่ 10.7 เปอร์เซ็นต์

ย้อนกลับไปดูจะเห็นว่าปีที่ GDP โตกว่านี้คือเมื่อ 1995 ซึ่งแสดงตัวเลขอัตราขยับขึ้นของผลิตภัณฑ์มวลรวมอยู่ที่ 10.9 หมายความว่าปีที่เพิ่งหมดไปนั้นมีความร้อนแรงของเศรษฐกิจสูงสุดใน 11 ปี...ขณะที่หลายๆ ประเทศในโลกทั้งใหญ่ และเล็กต่างบอกว่าหากได้อัตราโตร้อยละ 5 ก็ถือว่าเก่งแล้ว

แน่นอนว่าปักกิ่ง ย่อมอยู่เฉยๆ ไม่ได้กับ "ความซ่าเกินเหตุ" ของเศรษฐกิจ (แม้ว่าลึกๆ แล้วเขาจะภาคภูมิกับ "ศักยภาพ" แห่งการสร้างตนเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในอนาคต) และถ้าอาการของเศรษฐกิจปีนี้ยังทำท่าว่าจะพุ่งต่อ ก็หนีไม่พ้นว่าทางการจีนจะต้องควักเอามาตรการเข้มข้นกว่าที่ผ่านมาออกมาใช้เพื่อจัดการกับมังกรที่เต้นเหมือน "ม้าพยศ" ตัวนี้

อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลจีนก็ถูกกดดันอย่างต่อเนื่องให้เดินหน้าทำให้เงินสกุลหยวนของเขาแข็งมากขึ้นและเร็วขึ้นกว่าเดิม...เป้าหมายหนึ่งก็คือลดตัวเลขได้ดุลการค้ากับสหรัฐที่โวยวายเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว

พอตัวเลขเศรษฐกิจโตอย่างน่ากลัวของจีนออกมา สหรัฐก็จะต้องออกมาชี้นิ้วไปที่ปักกิ่งทันทีว่า "เห็นไหม แสดงว่าคุณยังไม่ได้ทำให้เงินหยวนของคุณแข็งเพียงพอ..."

ทางการจีนก็จะหันมาแย้งว่า "ทำมากแล้วเพื่อนเอ๋ย ก็อัตราแลกเปลี่ยนจาก 8.26 หยวนต่อหนึ่งเหรียญอเมริกันเมื่อปีกว่าๆ มาเป็น 7.77 วันนี้แล้ว ไม่เห็นหรือไง?"

จีนจะอ้างอย่างไร มะกันก็จะยังบอกว่ามันน้อยไป ช้าไปอยู่ดี

แต่เชื่อผมเถอะว่า แม้มะกันจะไม่กดดันจีน ผู้นำจีนเองก็จะไม่ยอมให้อัตราโตของ GDP ปีนี้โตเกินกว่าปีที่แล้วแน่นอน

เพราะยิ่งตัวเลข GDP ดูสวยมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งตอกย้ำว่าช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนของจีนนั้นกว้างขึ้นทุกที

ช่องว่างของปากท้องชาวบ้านยิ่งกว้างเท่าไหร่ ระเบิดเวลาทางการเมืองก็ยิ่งใหญ่และแรงเท่านั้น


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Fri Feb 16, 2007 2:47 pm

และนี่คือโอกาสครับ  

GDP ของจีนที่ผ่านมาโดดเด่นขนาดนี้ และยังโดดเด่นเพิ่มขึ้น ที่สำคัญ GDP ที่โตมากมาจากภาคการส่งออกเสียด้วย สะท้อนศักยภาพการแข่งขันของสินค้าเมืองจีน ตีตลาดไปทั่วโลก ทำให้เงินตราต่างประเทศไหลเข้าประเทศจำนวนมาก

นอกจากนี้ GDP ที่โตจากส่งออกแล้ว ในประเทศก็โตในด้านอุตสาหกรรม และ ค้าปลีกอีกด้วยครับ

และสุดท้ายทำไมต้องเปิดที่เซี่ยงไฮ้ เพราะ ปีหน้า โอลิมปิกเกมส์ที่จีน

อีก 2 ปี World Expo

ทั้งกำลังซื้อในประเทศที่มากแล้ว ปีต่อ ๆ ไป จะมีกำลังซื้อจากต่างชาติทะยอยบุกเมืองจีนเพิ่มขึ้น พร้อมกับความเจริญในเรื่องถนน หนทางที่สะดวก เหมาะกับกับ Shopping ครับ

ลงทุนตัวนี้ ต้องมองยาว ๆ ครับ


User avatar
starynight
Verified User
Posts: 34
Joined: Mon Nov 13, 2006 11:49 pm

Posts by starynight » Fri Feb 16, 2007 6:07 pm

ลองอ่านกระทู้ย้อนหลัง แล้วน่าสนใจครับ ผมขอแสดงความเห็น
1. การที่ CRF ไม่ใช้สิทธิ put ortion ในปีที่ผ่านมา น่าจะบอกได้คร่าวๆว่า
   lotus เซี่ยงไฮ้ยังมีศักยภาพในการทำกำไรในอนาคต (ถ้ากองทุนนี้
   วิเคราะห์ว่า Lotus จะเป็นตัวถลุงเงิน คงใช้สิทธิไปแล้ว) ผมจึงคิดว่า
   มีอีกหลายเรื่องเกี่ยวกับ Lotus ในจีนที่เราไม่รู้
2.ในอดีต เร่งการขยายจำนวนสาขา ซึ่งแต่ละสาขาต้องใช้เวลา 5-8 ปี
  ในการคืนทุน จึงไม่น่าแปลกที่ยิ่งขยายยิ่งขาดทุน
  ตอนนี้มีเพียง 1/3 ที่ทำกำไร  
  แต่เมื่อมีการชะลอการเปิดสาขาเพิ่ม น่าจะทำให้ผลการขาดทุนมีแนวโน้ม
  ชะลอลงด้วย และมีสาขาทีทำกำไรเพิ่มขึ้น
3.การเปลี่ยนแปลงทีมผู้บริหารเมื่อ กลางปีที่ผ่านมาน่าจะเป็นผลบวกต่อ
  Lotus  ต้องรอดูผลงาน
   :la:  มองโลตัสในจีน เลวร้ายเกินไปหรือเปล่าครับ

สำหรับความพยายามที่เปี่ยมวินัยทุกอย่าง
มีรางวัลทับทวีรออยู่

User avatar
starynight
Verified User
Posts: 34
Joined: Mon Nov 13, 2006 11:49 pm

Posts by starynight » Fri Feb 16, 2007 6:31 pm

นายสุวิทย์ กล่าวถึงบัตร VALUE CARD ของร้านเซเว่น อีเลฟเว่นว่า ปัจจุบันมียอดสมาชิกอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านใบ และคาดว่าสิ้นปี 50 น่าจะเพิ่มเป็น 2 ล้านใบได้ไม่ยาก
        ส่วนยอดผู้ใช้บริการเคาน์เตอร์ เซอร์วิส ปัจจุบันมีประมาณมากกว่า 5 ล้านบิล/เดือน ขณะที่พันธมิตรคู่ค้ามากกว่า 100 ราย จำนวน 280 รายการที่ให้บริการ ซึ่งปีนี้กำลังเจรจาพันธมิตรคู่ค้าเพิ่ม
       ตรงจุดนี้ก็น่าสนใจครับ เพราะว่า ส่วนที่ใช้เงินลงทุนสูงคือการติดตั้งระบบและปรับปรุงใหญ่ได้ทำไปแล้ว  ทุกๆคู่ค้าที่เพิ่มขึ้นเกือบจะเป็นกำไรทั้งหมดนะครับ[/quote]

สำหรับความพยายามที่เปี่ยมวินัยทุกอย่าง
มีรางวัลทับทวีรออยู่

thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Fri Feb 16, 2007 6:44 pm

เดือน กุมภาพันธ์ 2549 ของ Biz News มีประเด็นlสัมภาษณ์ที่น่าสนใจครับ  

ประสิทธิ์ ฉกาจธรรม" รองผู้จัดการทั่วไป ประจำสำนัก CEO บุคคลใกล้ชิดกับ "ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซี.พี.เซเว่นอีเลฟเว่น ให้ความเห็นกับ "กรุงเทพธุรกิจ BizWeek" ว่า บริษัทจะยังไม่ขาย โลตัส เซียงไฮ้ ออกไปอย่างแน่นอน

"เท่าที่ฟังนโยบายล่าสุด เมื่อ 2 เดือนก่อน ผมไม่ได้ยินนโยบายจากเครือมาเลย ส่วนท่านประธานเครือซี.พี. ธนินท์ เจียรวนนท์ ก็ยังคงให้ความสำคัญที่จะมีฐานค้าปลีกอยู่ในประเทศจีน"

ส่วนในกรณีที่ CP7-11 จะขายหุ้นที่ลงทุนใน Lotus ประเทศจีนนั้น ก็จะเป็นในลักษณะการแบ่งขายให้กับพันธมิตร เพื่อเสริมศักยภาพความเข้มแข็งเท่านั้น ไม่ใช่การขายหุ้นทิ้งหมด

อย่างไรก็ตามแนวโน้มของ โลตัส เซียงไฮ้ ถือว่ามีโอกาสที่จะดีขึ้นตามการเติบโตของเศรษฐกิจจีน ขณะเดียวกันทาง CP7-11 ก็ได้ปรับให้สาขามีบทบาทมากขึ้น จากเดิมส่วนกลางจะเข้าไปมีบทบาท ส่วนการขาดทุนนั้น ถือว่า เป็นเรื่องปกติของการลงทุน เพราะการสร้างสาขานั้นจะต้องลงทุนมหาศาล

"แม้โลตัส เซียงไฮ้ จะขาดทุน แต่ประเทศจีน ก็ถือว่าเป็น กลุ่มประเทศดาวรุ่ง จำเป็นต้องยึดพื้นที่ หากช้าพื้นที่ก็ถูกจองหมด นี่คือ เหตุผลที่เราตัดสินใจขายหุ้นโลตัสในไทยช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ และ รักษาโลตัสที่จีนไว้

วัดกันง่ายๆ ที่บอกว่า โลตัสที่จีนขาดทุน แต่ "ทรู คอร์ปอเรชั่น" (ธุรกิจโทรศัพท์ในเครือซี.พี.) ไม่ขาดทุนเยอะกว่าหรือ ทำไมเราไม่เลือกขายตัวที่ขาดทุนเยอะ เพราะเรามองเป็นกลยุทธ์อะไรอีกหลายอย่างในอนาคต

อย่าง ตัวของธุรกิจค้าปลีกเซเว่นฯ เองก็เหมือนกัน เราขาดทุนอยู่หลายร้อยล้านกว่าจะทำกำไรขึ้นมามากขนาดนี้ ที่จริงตอนขาดทุนทุกคนบอกให้ขายทิ้ง แต่ท่านประธานไม่ยอม"

(หุ้นตัวนี้กองทุนต่างประเทศถืออยู่มาก และถืออยู่ ณ ต้นทุนที่ใกล้เคียงกับต้นทุนปัจจุบันอีกด้วยครับ โดยซื้อในราคา 5.7 - 6 บาทต่อหุ้น)

เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้ "เซเว่นฯ" จะยังมีปัญหาคาราคาซังด้านนี้ก็ตาม แต่กองทุนต่างประเทศกลับให้ความสนใจเก็บหุ้น CP7-11 เพิ่มขึ้นอย่างมากในปีที่ผ่านมา โดย กองทุนรัฐบาลสิงค์โปร์ (GIC) เข้าเก็บหุ้น CP7-11 อีก 3.48% ในราคาสูงสุด 5.7 บาทต่อหุ้น ปัจจุบันมีสัดส่วน 6.26%

ส่วน T.Rowe Price Associates Inc&its affiliates เข้าเก็บหุ้นในปีที่ผ่านมา 1.70% ในราคาสูงสุด 6 บาทต่อหุ้น ปัจจุบันถือหุ้นในสัดส่วน 5.06%

"ประสิทธิ์" บอกว่า นี่คือบทสะท้อนการเติบโตของบริษัท ซึ่งมีอัตราการเติบโตในปี 2548 เป็นตัวเลขถึง 2 หลัก โดยคาดว่าจะมียอดขายประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรสุทธิของบริษัทปกติจะอยู่ประมาณ 2% อย่างไรก็ตามสำหรับตัวเลขที่แท้จริงนั้นจะประกาศหลังจากประชุมคณะกรรมการวันที่ 27 ก.พ.นี้

(เป้าหมายที่ผ่านมา ทำได้มาโดยตลอด  เมื่อปี 48 ตัวเลขอยู่ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ปีนี้ก็เติบโตขึ้นอีกเป็นเลข 2 หลักอีกเช่นกัน แถมรายได้รวมปีนี้คาดว่าจะแตะ 1 แสนล้านบาทเป็นปีแรกอีกด้วยครับ)

ด้าน "ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์" เปิดเผยว่า ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า บริษัทตั้งเป้าจะเปิดสาขาเซเว่นฯ ในประเทศให้ครบ 5,000 สาขา จากปัจจุบันที่ มีสาขาทั้งสิ้น 3,300 สาขา โดยจะวางเกมรุกเปิดสาขาอย่างหนักในปี 2549 ถึง 450 สาขา หรือคิดเป็นอัตราการเปิดสาขา 4 สาขา ใน 3 วัน คาดว่าจะใช้เงินสาขาละประมาณ 2 ล้านบาท โดยบริษัทจะใช้กระแสเงินสดของบริษัทปูพรหมเปิดเอง ไม่มีการกู้เด็ดขาด ก่อนที่จะนำสาขาที่เปิดมาขายต่อให้เป็นแฟรนไชส์อีกที

(Key Success ดูตรงนี้ คือ สาขาที่เปิดไปแล้วมีอัตราการปิดน้อยมาก และที่ผมเคยบอกไว้ว่า คุณก่อศักดิ์ ได้ตั้งเป้าหมายการขยายสาขาเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าตัวจากปัจจุบันครับ ซึ่งที่ผ่านมาความสำเร็จนั้น เป็นขั้นเป็นตอนมาโดยตลอดครับ และที่สำคัญปัจจุบันการเปิดสาขาใช้เงินลงทุนสาขาละ 2 ล้านบาท  ดังน้น การที่จะมีคู่แข่งขันที่มี Networking และจะลงมาแข่งในสนามนี้แข่งกับ Cp หากจะต้องลงทุนเท่ากับ cp7-11 ก็ต้องใช้เงินลงทุนขั้นต่ำเป็น หมืน ๆ ล้านขึ้นไปครับ  ซึ่งไม่ง่ายที่จะเข้ามาแข่งกันโดยตรง ดังนั้นจึงมีเฉพาะคู่แข่งขันทางอ้อมมากกว่า และ Cp7-11 จะใช้กลยุทธ์เป็น Partner ในการทำธุรกิจร่วมกันมากกว่า เช่น การหาผู้ร่วมลงทุนในท้องถิ่นเข้ามาเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้การเติบโตเป็นไปตามเป้าหมายได้ง่าย ลดการต่อต้านครับ)

"450 สาขาที่ตั้งไว้เราจะเป็นผู้หาทำเลเปิดเองทั้งหมด ก่อนคัดเลือกคนขายให้เป็นแฟรนไชส์ทีหลัง เพราะที่ผ่านมาหากคนมาขอแฟรนไชส์ 90% จะไม่ประสบความสำเร็จ ส่วนอัตราการปิดสาขาของบริษัทต่ำมากเพียง 5% เท่านั้น"

(ประสิทธิภาพการดำเนินงานวัดกันตรงนี้ ยิ่งหมุนเวียนสินค้าได้มากรอบเท่าไร ยอดขายก็ยิ่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น เพราะแสดงให้เห็นถึงฝีมือในการคัดเลือกสินค้าเข้าร้าน ทำให้มีการเก็บ Stock ค้างที่ร้านน้อย สินค้าจึงมีการหมุนเวียนสูง และเป็นสินค้าที่สดใหม่ ไม่ค้างสต้อก)

ขณะเดียวกันในปีนี้บริษัทมีนโยบายการเพิ่ม อัตราการหมุนเวียนสินค้าในร้านค้ามากขึ้น โดยได้กำหนดเกณฑ์ไว้ 1 เดือนจะต้องมีสินค้า 200-300 เอสเคยูใหม่เข้ามา จากเดิมอยู่ในหลักที่ไม่เกิน 100 เอสเคยู

(การเปิดร้านสาขามากขึ้น นอกจากจะมีรายได้จากการขายสินค้ามากขึ้นแล้ว ยังได้รายได้จากค่าธรรมเนียมแรกเข้าของสินค้าประเภทใหม่ ๆ ที่ Cp7-11จะต้องทำการตลาด ณ จุดขายให้กับสินค้าใหม่ ๆ ทำให้สินค้าในร้านมีความแปลกใหม่อยู่ตลอดเวลา)

ซึ่งจะทำให้บริษัทมีรายได้ค่าแรกเข้าสินค้ามากขึ้น แต่ทั้งนี้หลักการไม่ใช่เพราะบริษัทต้องการค่าแรกเข้า แต่เพราะอยากให้ลูกค้าพบความแปลกใหม่ในสินค้ามากกว่า พร้อมกันนี้ยังเน้นนโยบาย สินค้าอาหาร ให้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีมาร์จิ้นสูง

(นอกจากการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปแล้ว ตอนนี้กำลังเพิ่มกลยุทธ์ใหม่ ๆ เพื่อเติมให้เต็มกับความต้องการของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นร้านขายหนังสือรวมถึงหนังสือพิมพ์ ร้าน Discount Store ซึ่งได้ทะยอยเปิดเพิ่มตามลำดับ)

นอกจากนี้ในปีนี้บริษัทจะนำกลยุทธ์ใหม่ด้วยการเปิดร้านคูหาที่ 3 เพิ่มเติมจากร้าน 7-11 เดิม เพื่อกำหนด 2 แนวทางคือ 1) ร้านบุ๊คสไมล์ จะเปิด 150 สาขา และ 2) ร้านคัดสรร ขายสินค้าภายในบ้าน ราคาต่ำ ภายใต้ เฮ้าส์แบรนด์ จะเปิด 20 แห่ง จะช่วยให้มีส่วนแบ่งตลาด 50% ของร้านค้าสะดวกซื้อทั้งหมด

(หาเงินสดจากลูกค้าล่วงหน้ามาลงทุนได้โดยไม่ต้องไปกู้เงินเพิ่ม โดยส่งเสริมให้ลูกค้าหันมาถือบัตรเงินสด ทำให้ได้เงินสดมาหมุนเวียนฟรี ๆ และยังทำให้ลูกค้ามีความจงรักภักดีกับการซื้อสินค้าที่ร้านมากขึ้น และยังนำบัตรเงินสดไปเติมการให้บริการอื่น ๆ เพื่อเพิ่มความพึงพอใจให้กับลูกค้า และทำให้ C07-11 มีพันธมิตรเพิ่มากขึ้นในเครือข่ายการใช้บัตร)

ไม่เพียงเท่านั้น บริษัท ไทยสมาร์ทคาร์ด ผู้ผลิตบัตรเงินสด สมาร์ทเพิร์ส ซึ่ง CP7-11 ถือหุ้น 32.24% จะมีการลงทุนในระบบซอฟต์แวร์ต่างๆ กับพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่ออีก 400 ล้านบาท จากเดิมที่ลงทุนไปแล้ว 400 ล้านบาท เพื่อขยายให้บริการรับชำระเงินผ่านบัตร แทนเงินสด

(การเก็บฐานข้อมูลพฤติกรรมการซื้อลูกค้า จะนำไปวิเคราะห์เพื่อหาทางเพิ่มมูลค่าธุรกิจในอนาคต ซึ่งฐานข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้า เป็นสิ่งที่นักการตลาดต้องการมากที่สุด เพราะจะเจาะข้อมูลการซื้อของลูกค้าได้ตรงเป้าหมายที่สุด เพิ่มประสิทธิภาพการขายไม่พลาดเป้า)

ก่อศักดิ์ บอกว่าในส่วนของบัตรสมาร์ทเพิร์สนั้น ไม่ได้หวังกำไร แต่จะหาประโยชน์จากการเก็บข้อมูลลูกค้าเพื่อนำไปประมวลผล วิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า ขณะเดียวกันก็จะมีการจูงใจด้วยคะแนนสะสมอีกทาง

เอาข้อมูลนี้มาช่วยกันติดตามผลงานกันนะครับ เพราะร้าน Cp7-11 อยู่ใกล้ที่บ้านและที่ทำงานของทุกคน สามารถติดตามความคืบหน้าได้ง่ายครับ สมกับเป็นเจ้าพ่อหมากล้อมจริง ๆ ขยายเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศอย่างครบวงจร และยังหาทางเพิ่มมูลค่าเพิ่มการขายสินค้าสารพัด รวมถึงการให้บริการ Counter Service แข่งกับธนาคาร การโอนเงิน การขายสินค้าCatalog การขายกาแฟทั้งร้อนทั้งเย็น และอาหารสำเร็จรูป เบเกอรี่ ร้านหนังสือ ร้าน Vedio เทปเพลง หนังสือพิมพ์ นิตยสาร พ้อคเก้ตบุค ร้าน Discount Store ก็ทำ บัตรเงินสดก็ทำ

เอ้อ อ่านกลยุทธ์เสร็จแล้ว พ่อคุณจะทำอะไรอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้ นี่ก็ยังจะขยายสาขาเพิ่มอีกเกือบเท่าตัว บอกว่า Gap ของประเทศพัฒนาคือญ๊ปุ่น 2000 คนต่อร้าน แต่ของเรายังอยู่ต่ำกว่าคือ 7000 คนต่อร้าน ยังขยายได้อีกมาก

ข้อความในวงเล็บคือความเห็นของผมนะครับ

ด้วยความเชื่อที่ว่า

จินตนาการณ์ในการทำธุรกิจ Model ใหม่ ๆ นั้น เป็นเรื่องสำคัญ เราต้องมองให้ออกว่า เป็นสิ่งที่สร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาวให้กับผู้ลงทุนหรือไม่ มากกว่า การมองแต่ Model ธุรกิจระยะสั้น ทำกำไรระยะสั้น ๆ ซึ่งอาจไม่ตอบโจทย์การเพิ่มมูลค่าเพิ่มระยะยาวให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ยิ่งถ้าหากเราต้องการถือหุ้นตัวใดเป็นหุ้นที่ฝากไว้ให้ลูกหลาน หรือต้องการเป็นสินทรัพย์เพื่อเก็บเกี่ยวผลตอบแทนระยะยาวแล้ว โจทย์เรื่องการเติบโตระยะยาวและความยั่งยืนของกิจการ เป็นสิ่งที่เราต้องใช้ความรู้การวิเคราะห์  และจินตนาการณ์คาดหวังไกล ๆ เพื่อให้แน่ใจว่า หุ้นที่เราถือนั้นจะเป็นสินทรัพย์ที่สร้างรายได้ให้กับเราอย่างต่อเนื่องหลังเกษียณอายุครับ

ผมมองธุรกิจ Cp7-11 เป็นธุรกิจที่ผมสามารถสำรวจข้อมูลได้ง่าย ไปที่ไหนก็ตาม ผมรู้สึกมีส่วนเป็นเจ้าของจริง ๆ ผมซื้อของใช้ประจำวัน ซื้อหนังสือพิมพ์ ซื้ออาหารสำเร็จรูป เวลามีโอกาสผ่านไปโรงเรียนต่าง ๆ ช่วง เช้าและเย็น ผมเห็นเด็ก ๆ เข้าไปซื้อของในร้านนี้ เห็นคนขับแท๊กซี่เข้าไปซื้ออาหารสำเร็จรูปทานตอนกลางคืนในตอนเติมน้ำมัน

จนมีความรู้สึกว่าเป็นธุรกิจที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันของผู้คนไปแล้ว แม้แต่ไปต่างจังหวัด ผมก็ได้ยินคนเล่าให้ฟัง เมื่อก่อนไม่มี Cp7-11 เมืองบางจังหวัดจะเงียบมาก แต่พอมี Cp7-11 มาเปิด ก็เห็นคนแถวนั้นออกมาซื้อของตอนกลางคืนด้วยครับ อันนี้เป็นประสบการณ์ที่ผมมีโอกาสตรวจสอบผลการดำเนินงานตลอดเวลา ก็มาเล่าสู่กันฟังครับ

ก็อยากให้ราคา Cp7-11 ถูกลงกว่านี้หน่อยครับ อิ อิ เราจะได้ซื้อถือยาวได้นาน ๆ ต่อไปครับ เพราะในอดีตเห็นคนบ่นว่า ราคาค่อนข้างสูง PE สูงเหลือเกินครับ ตอนนี้ราคาเริ่มลดลงมาบ้าง ทำให้  PE ก็เริ่มทะยอยลดต่ำลงนอกจากราคาที่ลดลง และกำไรที่เพิ่มขึ้นครับ ก็คงทำให้มีความน่าสนใจมากขึ้นครับ


User avatar
naris
Verified User
Posts: 6726
Joined: Mon May 09, 2005 11:01 pm

Posts by naris » Fri Feb 16, 2007 7:17 pm

ในฐานะที่ผมทำซุปเปอร์มาร์เก็ตมานาน เลยค่อนข้างจะมองโครงสร้างกลุ่มค้าปลีกนี้ออกด้วยสัญชาติญาณว่า  7-11จะเป็นอย่างไรในอนาคต(แต่มองออกไม่ใช่ว่าจะทำได้อย่างเขานะครับ)
จุดแข็งหรือองค์ประกอบของการเติบโตอย่างยั่งยืนในการทำค้าปลีกมีอยู่ไม่กี่อย่างดังนี้
1สามารถยึดทำเลที่ดีเหมาะสมสำหรับกลุ่มเป้าหมาย
2กำหนดpositionที่ชัดเจนและเลือกสินค้ามาให้เหมาะสำหรับกลุ่มเป้าหมาย
3ระบบการจัดการที่ดีพอ
4บุคคลากรที่พร้อมจะรับนโยบาย
5logisticที่ดีและรวดเร็วพอที่จะปิดจุดอ่อน(ยิ่งเฉพาะสินค้าที่ต้องการความสดใหม่)

ผมมองว่าขีดจำกัดในเมืองไทยของ7-11ไม่ได้อยู่แค่ร้านสะดวกซื้อ แต่ยังสามารถทำร้านอะไรก็ได้ที่มีกำลังซื้อสูงและมาร์จิ้นที่ดี ผมเลยมองไว้ว่าร้านเทป ซีดี หนังสือ เครื่องเขียน ร้านยา แบรนด์เฮาส์ และงานบริการอิเล็กโทรนิค สามารถเกิดกับ7-11ได้ ถ้าเขาต้องการจะทำ

ปล.แปลกใจไหมว่าทำไม7-11ขายของแพง แต่เรายังยินดีที่จะซื้อ ทั้งๆที่จุดตายของวงการค้าปลีกทั่วๆไปคือ"ขายของแพงกว่า"

ราคาระยะสั้นตามข่าว--ราคาระยะยาวตามผลกำไร

User avatar
โอ@
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 4244
Joined: Sun Mar 21, 2004 4:25 pm

Posts by โอ@ » Fri Feb 16, 2007 7:36 pm

ถ้าผมจำไม่ผิด 7-11 พยายามหนีจากการขายของใช้ต่างๆ ไปเป็นร้านขายอาหารให้มากขึ้นหนิครับ พวกไส้กรอก ขนมจีบ ซาลาเปา อาหารอุ่น ฯลฯ Margin เยอะกว่ากันโขเลย

_________

User avatar
naris
Verified User
Posts: 6726
Joined: Mon May 09, 2005 11:01 pm

Posts by naris » Fri Feb 16, 2007 8:00 pm

โอ@ wrote:ถ้าผมจำไม่ผิด 7-11 พยายามหนีจากการขายของใช้ต่างๆ ไปเป็นร้านขายอาหารให้มากขึ้นหนิครับ พวกไส้กรอก ขนมจีบ ซาลาเปา อาหารอุ่น ฯลฯ Margin เยอะกว่ากันโขเลย
ที่ผ่านมา7-11พยายามหลีกหนีจุดอ่อนที่คนอื่นตีได้ง่ายๆ เช่นของใช้ทั่วไปเพราะมีมาร์จิ้นที่ต่ำทำให้ไม่สามารถพัฒนาการตลาดรูปแบบใหม่ๆได้ และช่องว่างการตลาดและจุดแข็งของเครือซีพีคืออาหาร แต่อนาคตถ้าจุดเดิมแข็งแกร่งอยู่แล้วก็สามารถเปิดคูหาที่3ขยายhouse brand ให้ซัพพลายเออร์ผลิตส่งยี่ห้อ7-11 ไม่ต้องมีค่าโฆษณา(ที่มีต้นทุนเป็นสิบ%ของสินค้า)มาถึงจุดนี้นโยบายคูหาที่สามจุดแข็งก็คือ ของดีราคาถูก

ปล.แต่ผมก็หวาดเสียวจากNPMเหลือเกิน แม้นว่าGPMจะสูง เพราะมันเหลือแค่เปอร์เซนต์กว่าๆแค่นั้นเอง :lol:  แต่ถ้าคิดในแง่ดี ถ้ามีการบวกกำไรเข้าสินค้าทุกตัวอีก1%กำไรก็ดับเบิ้ลเลยครับ

ราคาระยะสั้นตามข่าว--ราคาระยะยาวตามผลกำไร

thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Fri Feb 16, 2007 9:06 pm

การขยายงานช่วงแรกที่มี NPM ที่ไม่สูงนัก เป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย

NPM ข้อดีคือ ถ้าระบบการบริหารจัดการมีประสิทธิภาพดีจริง ๆ และมี NPM ที่ต่ำ อาศัย Volumn ที่มาก แบบนี้ คุ่แข่งรายใหม่จะเข้ามาต้องคิดหนัก ๆ เพราะไม่คุ้มที่จะทำ สู้ไปทำธุรกิจอื่นที่ได้ NPM ที่สูงดีกว่า

ข้อเสียก็คือ การบริหาร NPM ที่ต่ำ ทำให้ต้องมีระบบการบริหารที่ดี ป้องกันการรั่วไหล ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายสินค้าที่ต้องมีความแม่นยำ สินค้าที่หมดอายุที่ต้องมีระบบในการดูแลให้ดี เพราะการมี NPM ที่ต่ำจึงต้องพยายามบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพด้วยครับ

แต่ผมมองในแง่ดีที่ว่า ช่วงการขยายงานอาจจะยอมให้มี NPM ที่ต่ำไปก่อน พอขยายไปถึงจุดหนึ่ง ค่อยหาทางเพิ่ม Margin ของสินค้าที่มี Margin ที่สูงขึ้นครับ แบบนี้ระยะยาวจะทำให้การเติบโตของกำไรสูงขึ้นมาก เหมือนเช่นในอดีตที่ Cp7-11 บุกตลาดของใช้ส่วนตัวที่ Margin ต่ำมาก ๆ แต่ปัจจุบัน เริ่มเอาสินค้า Margin สูงเข้ามาเติมเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงขนมจีบ ซาลาเปา ด้วยครับ สำเร็จรูป VDO VCD หนังสือ ต่าง ๆ Counter Service ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ หรือการขายสินค้าผ่านแค็ตตาล็อค การโอนเงิน เป็นต้น ซึ่งถ้าคิดเป็นเวลาต่อกำไรใน 24 ชม. กลุ่มนี้จะสร้าง Margin ที่ดีกว่าครับ ในอนาคต ถ้าหาก 7-11 เกิดบุกในเรื่อง Delivery เรื่องอาหารสำเร็จรูปด้วย จะยิ่งน่ากลัวมาก เพราะจะมีต้นทุน Logistics Cost ที่ต่ำเนื่องจากอยู่ใกล้ทำเลของลูกค้าทั่วทุกมุมเมือง อาหารสำเร็จรูปก็แค่กดใส่ Microwave ก็สามารถส่งได้แล้วครับ มีทั้งของคราว ของหวาน แต่ประเด็นคือ จะใช้เวลาในการอุ่นอาหารจำนวนมาก ๆ เพื่อส่งให้ทันเวลาความต้องการของลูกค้าได้อย่างไรครับ เป็นโจทย์ที่ต้องคิดต่อไปครับ

นอกจากนี้ผมเห็นด้วยนะครับ ในอนาคต Cp7-11 เมื่อมีสาขาจำนวนมาก ก็อาจใช้วิธีทำตราของสินค้าตัวเองขึ้นมาขายเหมือน Modern Trade อื่น ๆ ตรงนี้ก็ทำให้สามารถเพิ่ม Margin สินค้าได้ดี ไม่ต้องเสียค่าส่งเสริมการขายเหมือนสินค้าอื่น ๆ เพราะ Cp7-11 จะใช้การส่งเสริมการขายแบบ POS หรือ Point of Sale ได้ผลกว่าด้วย เพราะลูกค้าเข้ามาในร้านแล้ว ให้พนักงานขายกระตุ้น ณ จุดซื้อไปเลย

นอกจากนี้ ในธุรกิจอาหาร เนื่องจากกลุ่ม Cp มีธุรกิจเกี่ยวเนื่องเรื่องอาหารด้วย ตรงนี้ ทำให้ในแง่ของ Synergy กับกลุ่ม น่าจะทำให้มีต้นทุนที่ต่ำครับ

ด้วยระบบฐานข้อมูลที่ดี ค่อนข้างแม่นยำ (บัตรเงินสดที่รู้ว่าลูกค้าซื้อสินค้าอะไรเป็นประจำ เป็นต้น) ทำเลที่ตั้งที่ดี ระบบการบริหารจัดการที่เป็นระบบที่เป็นมาตรฐานทุกสาขา การเตรียมคนโดยมีโรงเรียนสอนเพื่อเตรียมคนไปทั่วประเทศ ระบบ Logistics ที่ดี การส่งสินค้าที่รวดเร็ว ในปริมาณที่เหมาะสม มีการสูญเสียสินค้าที่น้อยที่สุด ทั้งจากการขายและการเก็บรักษา เป็นต้น ยิ่งเป็นการขายสินค้าที่ต้องกินต้องใช้ ประเภทอาหารที่มีวันหมดอายด้วย เป็นต้น อันนี้จึงเป็นความท้าทายของบริษัทในการที่จะรักษามาตรฐานที่ดี การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าและชุมชน การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับ Partner ที่เกี่ยวข้อง ตรงนี้คือ Logistics ทั้งหมดครับ ถ้าบริหารได้ดี จะเป็นข้อได้เปรียบในเชิงการแข่งขันมากเลยครับ


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Fri Feb 16, 2007 9:26 pm

ก้าวย่างที่กำลังรุกไปสู่ธุรกิจอาหารแช่แข็งให้มากขึ้นครับ

ที่       AFF 025/2006
       
        วันที่       14 พฤศจิกายน 2549
       
        เรื่อง      แจ้งมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 5/2549
              บริษัท ซี.พี. เซเว่นอีเลฟเว่น จำกัด (มหาชน)
       
        เรียน       กรรมการและผู้จัดการ
        ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
       
              บริษัท ซี.พี. เซเว่นอีเลฟเว่น จำกัด (มหาชน) (บริษัท) ขอเรียนให้ทราบว่า ที่
        ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 5/2549 เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2549 เวลา
        14.00-17.00 น.  ณ ห้องประชุมบอร์ดรูม ชั้น 34 อาคารทรูทาวเวอร์ เลขที่ 18 ถนน
        รัชดาภิเษก เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร ได้มีมติที่สำคัญ ดังนี้
       
        1.      มีมติอนุมัติงบการเงินระหว่างกาล สำหรับไตรมาส สิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน
        2549
       
        2.      มีมติอนุมัติเพิ่มทุนจดทะเบียนในบริษัท ซี.พี.ค้าปลีกและการตลาด จำกัด  ซึ่ง
        บริษัทถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 99.99 จาก 350 ล้านบาท เป็น 600 ล้านบาท เพื่อลงทุน
        ก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้าแช่เยือกแข็งและสายการผลิตอาหารแช่เย็นพร้อมคลังห้องเย็นและ
        ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน และอนุมัติให้บริษัท ซี.พี. เซเว่นอีเลฟเว่น จำกัด (มหาชน) เป็น
        ผู้ลงทุนเพิ่มในบริษัท ซี.พี. ค้าปลีกและการตลาด จำกัด จำนวนดังกล่าวทั้งหมด
       
        จึงเรียนมาเพื่อทราบ
       
       
        ขอแสดงความนับถือ
       
       
         (นายเกรียงชัย บุญโพธิ์อภิชาติ)
        ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ- การเงินและลงทุนสัมพันธ์
        ผู้มีอำนาจรายงานสารสนเทศ


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Fri Feb 16, 2007 9:38 pm

ผมไปเจอบทความซึ่งอาจสะท้อนให้เห็นปรัชญาในการบริหารงานของ Cp7-11 ครับ ดูว่า ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ มีแนวความคิดที่จะสร้าง Cp7-11 ให้เติบโตอย่างไรในอนาคต ดูอดีตก่อนเติบโต ปัจจุบัน และอนาคตข้างหน้าครับ

ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ กุนซือ CP7-11 กับหลักการบริหารแบบหมากล้อม
--------------------------------------------------------------------------------
Posted on Thursday, August 31, 2006
กุนซือ CP7-11 กับหลักการบริหารแบบหมากล้อม ร้านค้าสะดวกซื้อในประเทศไทย เป็นธุรกิจที่เติบโตเร็ว กระจายอยู่ทั่วทุกหัวมุมถนน วันนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก ร้านสะดวกซื้อ 24 ชั่วโมง 7-ELEVEN และเจ้าของก็ไม่ใช่ใครที่ไหน บริษัท ซี.พี. เซเว่น อีเลฟเว่น จำกัด (มหาชน) (หรือชื่อย่อ CP7-11) ที่บริหารงานโดย นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่ บริหาร ผู้ที่ทำให้กิจการสะดวกซื้อ กลายเป็นร้านค้าที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของคนไทยมากที่สุด

จะมีใครรู้ บ้างหลักการแบบตะวันออก รวมไปถึงการเล่นโกะหรือหมากล้อมที่ก่อศักดิ์หลงใหล และนำมาใช้ในการบริหารกิจการให้เติบโตได้ก่อศักดิ์เล่าให้ฟังว่า การเล่นหมากล้อมเป็นหมากกระดานที่เก่าแก่ที่สุดในโลก มีนานกว่า 3,000 ปีแล้ว กีฬานี้มีเสน่ห์และลึกล้ำมาก มีจุดให้เล่น 371 จุด เทียบเท่ากับ เล่นหมากรุกพร้อมกัน 6 กระดาน ถ้ามองว่าหมากรุก 1 กระดานเป็น 1 สนามรบ หมากล้อมจึงมีสนามรบเกิดขึ้นพร้อมกัน 6 แห่ง เป็นเกมที่ใหญ่ไม่ต่างจากสงคราม

ในการทำงาน วิธีการคิดที่ใช้ในการเล่นมีส่วนสำคัญใน การบริหารงาน ก่อศักดิ์บอกว่าการดูแลสนามรบ หลายๆ สนามพร้อมกันก็เปรียบเหมือนการดูแลหน่วยงานมากมาย ในองค์กรให้สามารถทำงานไปพร้อม ๆ กันได้ เพราะหมากล้อมเป็นกีฬาที่มีการแพ้ชนะ แต่ซับซ้อนและยอกย้อนกว่า หลักการคือ ไม่ต้องการให้เอาชนะคนอื่น แต่ไม่ต้องการให้เป็นผู้แพ้ โดยการควบคุมจิตใจต่อการยั่วยุของฝ่ายตรงข้าม ชัยชนะจึงมาจากการรักษาตัวเองไม่ให้แพ้กิเลสของตน หลักการแบบนี้สามารถนำมาประยุกต์ในการทำธุรกิจได้ "มันเป็นศาสตร์แบบตะวันออก" ก่อศักดิ์บอก

ร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-ELEVEN หลายคนย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าสหรัฐอเมริกาเป็นต้นแบบของธุรกิจนี้ แต่
ก่อศักดิ์ในฐานะที่เป็นผู้ก่อตั้ง 7-ELEVEN เขากลับไม่มีแนวคิดแบบตะวันตก แต่กลับชื่นชมปรัชญาแบบตะวันออก

เขาเล่าให้ฟังถึงการนำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาประยุกต์ใช้ในงานว่า ธุรกิจค้าความสะดวก แม้ว่ารูปแบบจะมาจากตะวันตก แต่การทำให้ประสบความสำเร็จ ต้องทำงานด้วย ทีมงานท้องถิ่น นำมาผสมผสานกันด้วยรูปแบบการทำธุรกิจแบบตะวันตกกับวัฒนธรรมองค์กรแบบตะวันออก

"เราให้บริการคนไทย ถ้าฝรั่งมาบริหาร อำนาจอยู่ในมือเขา เขาก็จะทำธุรกิจแบบตะวันตก แล้วคนไทยเกือบ 99% จะรับได้หรือ รูปแบบเราเรียนรู้ได้ แต่วัฒนธรรมในองค์กรต้องเป็นแบบของเราเอง"

จากจุดเริ่มต้นที่นำ 7-ELEVEN เข้ามาเปิดในไทย แน่นอนว่าอะไรที่เป็นสิ่งใหม่ คนไทยคงต้องใช้เวลาในการ เรียนรู้และทำความรู้จัก การขยายสาขาจึงทำได้ช้า ทำให้บริษัทประสบภาวะขาดทุนสะสมอยู่นาน

ก่อศักดิ์เล่าให้ฟังว่า ผู้บริหารในยุคแรกใช้นโยบายการ ซื้อร้าน ซึ่งขณะนั้นอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 18% การไปซื้อร้านแบบถูกที่สุด 2 คูหา 20 ล้านบาท จะต้องเสียดอกเบี้ยถึง 300,000 บาทต่อเดือน แต่ถ้าเราเช่าพื้นที่ 2 คูหาต้องจ่ายเพียง 100,000 บาทต่อเดือน นี่คือเส้นผมบังภูเขา ทีมงานของผมจึงขอเปลี่ยนแปลงนโยบายเสียใหม่การจะขายร้านสำหรับคนไทย ถือเป็นเรื่องที่ต้องคิดหนัก และยินดีที่จะให้เช่ามากกว่า เนื่องจากยังคงเป็นทรัพย์สินของครอบครัวอยู่ 7-ELEVEN ของเราจึงสามารถขยายร้านได้เร็วขึ้น จากเดือนละ 4-5 สาขา ซึ่งปัจจุบันเราเปิดสาขาใหม่ได้เดือนละ 40 สาขา

การขยายสาขาอย่างรวดเร็วจากในช่วงแรก ทำให้บริษัทเติบโตอย่างรวดเร็ว ระบบควบคุมถือเป็นสิ่งสำคัญ ก่อศักดิ์บอกว่า "ระบบเทคโนโลยีต่างๆ เป็นเรื่องต้องพัฒนาตามการเติบโต แต่กุญแจสำคัญที่สุดคือทีมงาน พนักงานที่ต้องอยู่ประจำร้าน เป็นตัวแทนของบริษัท ถ้าให้ บริการดี ก็จะได้รับการตอบรับจากลูกค้า วันนี้เรามีลูกค้าเข้าร้านวันละ 4 ล้านคน ทำอย่างไรจึงจะทำให้พนักงานเหล่านี้ให้บริการลูกค้าอย่างดีที่สุด"

หลักการง่าย ๆ ที่จะช่วยตอบโจทย์นี้ เขาบอกว่าใช้หลักการแบบตะวันออก คนไทยเวลาทำนา ทำสวน แม้ว่างานจะหนัก แต่ทุกคนก็พูดคุยเล่น เย้าแหย่กันไป ร้องเพลง กันไป 7-ELEVEN ก็ใช้หลักแบบนี้ แม้ว่างานจะหนัก แต่ทุกคนก็ทำงานไปคุยเล่นกันไปได้ ไม่เครียดและอยากจะมาทำงาน

ก่อศักดิ์บอกว่า ความสุขจึงไม่ได้มาจากเงินหรือผลตอบแทนสูงๆ การให้เงินตอบแทนสูงแต่พูดจาไม่ดีกับพนักงาน ใส่อารมณ์กับผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชา พวกเขาทน ได้ไม่นานก็ต้องไป ความสุขในการทำงานจึงมาจากหลายๆ อย่าง เงินก็ให้พอสมควร แต่ที่สำคัญคือให้ความรู้สึกที่ดีต่อกัน ทำให้เป็นมาตรฐานและทำให้ได้ในทุกระดับ

นอกจากนี้ CEO ซี.พี. เซเว่นอีเลฟเว่น กล่าวทิ้งท้ายถึง หลักการที่สำคัญอีกประการที่ต้องมีในการบริหารบริษัท คือ ความโปร่งใส ต้องไม่มีเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง และผู้บริหารก็จะต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้พนักงาน เมื่อประมวลหลักการต่างๆ ข้างต้นมารวมกัน เชื่อว่าทุกคน คงจะรู้แล้วว่าอะไรที่ทำให้ บมจ.ซี.พี. เซเว่นอีเลฟเว่น เติบโตอย่างมั่นคงมาได้จนถึงทุกวันนี้




Posted on Thursday, August 31, 2006 (Archive on Saturday, September 30, 2006


User avatar
NinjaTurtle
Verified User
Posts: 506
Joined: Wed Aug 17, 2005 3:35 pm

Posts by NinjaTurtle » Fri Feb 16, 2007 9:54 pm

ขณะเดียวกันในปีนี้บริษัทมีนโยบายการเพิ่ม อัตราการหมุนเวียนสินค้าในร้านค้ามากขึ้น โดยได้กำหนดเกณฑ์ไว้ 1 เดือนจะต้องมีสินค้า 200-300 เอสเคยูใหม่เข้ามา จากเดิมอยู่ในหลักที่ไม่เกิน 100 เอสเคยู
เพื่อนที่เคยวางของขายบอกมาว่า 7 คิดค่าค่าธรรมเนียมแรกเข้าของสินค้าอยู่ที่ SKUละแสนครับ :shock: 20,000,0000-30,000,000 มาเปล่าๆ


User avatar
starynight
Verified User
Posts: 34
Joined: Mon Nov 13, 2006 11:49 pm

Posts by starynight » Fri Feb 16, 2007 10:38 pm

SKU คือ อะไรครับ
สมมติว่าเพิ่มขึ้นจริง  200-300 SKU  
จะเป็นรายได้ 20,000,000-30,000,000 ต่อเดือนหรือเปล่าครับ? :?:  :?  :?:

สำหรับความพยายามที่เปี่ยมวินัยทุกอย่าง
มีรางวัลทับทวีรออยู่

User avatar
Kitcat
Verified User
Posts: 74
Joined: Wed May 17, 2006 12:33 am

Posts by Kitcat » Sat Feb 17, 2007 12:05 am

SKU = Stock Keeping Unit ซึ่งอาจอธิบายง่ายๆคือ 1 ชนิดสินค้านั่นเอง แต่สินค้าบางอย่างถ้าบรรจุไม่เท่ากันก็จะเป็นอีก SKU หนึ่ง  ตัวอย่างเช่น ม่าม่า ถ้าขายเป็นซองก็เป็น 1 SKU แต่ถ้าเอามารวมกันเป็นห่อที่มีหลายซอง ก็จะเพิ่มเป็นอีก SKU หนึ่ง


User avatar
naris
Verified User
Posts: 6726
Joined: Mon May 09, 2005 11:01 pm

Posts by naris » Sat Feb 17, 2007 2:15 am

ก่อนอื่นต้องขอโทษ ผู้ที่ซื้อ7-11ตามผมเพราะคาดว่าไม่ต้องรับรู้ผลขาดทุนจากโลตัสในปี50นะครับ  :bow: และขอบคุณคุณyoyoที่ช่วยหาข้อมูลและตั้งข้อสังเกตุเกี่ยวกับ การถือครองโลตัสกับ7-11ทำให้ผมกลับมาดูอีกครั้ง

ยังไงพลาดมาแล้วก็ขออธิบายงบการเงินให้ฟังเป็นการไถ่โทษแล้วกันนะครับ โดยจะยกตัวอย่างบริษัทเป็น2บริษัท โดยใช้ชื่อย่อAและ Bนะครับ

บริษัทAมีบริษัทย่อยและร่วมอยู่2บริษัท
ชื่อบ.ย่อยpและบ.ร่วมwโดยถือหุ้นอยู่ในบ.ย่อยp99.99% และบ.ร่วมw30%  
โดยใช้เงินลงทุนไปบริษัทละ1ล้านบาท
ถ้าเกิดสมมุติบ.ย่อยpและบ.ร่วมwขาดทุนครบ1ล้านบาทแล้ว  จะไม่ต้องรับรู้ในส่วนที่ขาดทุนเกินทุนที่ลงไป จะรับรู้ตามวิธีส่วนได้เสีย และในงบของบ.Aจะไม่มีการบันทึกรายได้และค่าใช้จ่าย แต่จะลงบันทึกในช่องของส่วนแบ่งกำไร(ขาดทุน)จากเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสีย

ซึ่งตอนแรกเข้าใจว่า7-11จะบันทึกตามวิธีเช่นบ.Aเพราะ7-11ถือหุ้นของโลตัสในสัดส่วนเพียง29.7%  แต่มันไม่ใช่ จะไปเข้าข่ายบริษัทBที่กำลังจะกล่าวต่อไปนี้

บริษัทBมีบริษัทย่อยและร่วมอยู่2บริษัท
ชื่อบ.ย่อยdและบ.ร่วมf โดยถือหุ้นอยู่ในบ.ย่อยd100% และบ.ร่วมf30%
โดยใช้เงินลงทุนไปบริษัทละ1ล้านบาท
ถ้าสมมุติบ.ย่อยdและบ.ร่วมfขาดทุนครบ1ล้านบาทแล้ว บ.ย่อยdยังต้องรับรู้ผลขาดทุนในส่วนที่เกินทุน แต่บ.ย่อยfไม่ต้องรับรู้ (โดยรายได้และค่าใช้จ่ายของบริษัทย่อยdจะต้องมารวมอยู่ในงบของบริษัทBทุกประการ)

แล้ว7-11ถืออยู่ในโลตัส ซุปเปอร์เซนเตอร์เพียง29.7%แล้วทำไมเข้าข่ายบ.ย่อยd ก็เพราะว่า

7-11ลงทุนในบริษัท lotus distribution invesment (LDI) 100% และ LDIไปลงทุนในyangtze supermarket invesment(YSI)54% และYSIไปลงทุนใน โลตัสซุปเปอร์เซนเตอร์ 54% เช่นกัน
และ7-11ยังถือหุ้นโดยตรงอีก1%ของYSI

ทำให้การรับรู้รายได้จากบ.ย่อยจาก lotus dristribution investment limited(LDI) ที่โชว์ในงบ7-11นั้นต้องรับรู้ผลการขาดทุนของโลตัสซุปเปอร์เซนเตอร์ได้เกินส่วนทุนของLDIที่โชว์เหลืออยู่เพียง49.8ล้านบาท และยังต้องรวมรายได้ ค่าใช้จ่ายของโลตัสซุปเปอร์เซนเตอร์อยู่ในงบของ7-11 และนำมาหักออกในส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อยเหมือนเดิม


ยังไงก็ต้องขอโทษอีกรอบในความหวังจะได้หุ้น7-11perต่ำ10นะครับ ผมก็เสียดายเหมือนกัน :cry:

ปล.แต่ผมยังไม่ขายหรอกครับ สภาพคล่องสูงมาก รอให้ใกล้ประกาศปันผลอาจมีขึ้นอีกรอบ แต่ท่านอื่นก็ตามสะดวกนะครับ

ราคาระยะสั้นตามข่าว--ราคาระยะยาวตามผลกำไร

miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18079
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Posts by miracle » Sat Feb 17, 2007 7:45 am

ผมก็ต้องขอบคุณพี่นริสที่ช่วยแกะตัวCP7-11ให้น่าครับ
เพราะตอนนี้ผมไม่ว่างจะแกะแคะเกามันจริงๆๆน่าเนี่ย

ประเด็นของCp7-11นี้ซับซ้อนมากเกินไปที่คนเดียวสามารถมองได้ทะลุหมดเนื่องจากโครงสร้างหลายๆอย่างเราไม่รู้ รวมไปถึงวิธีการภายในที่คิดจากงบการเงินเองในเรื่องที่พี่นริสชี้รวมอยู่ด้วย

ตัวธุรกิจของCp7-11 เป็นร้านสะดวกซื้อที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทย เป็นผู้ฆ่าโชห่วยอย่างแท้จริง จุดนี้ละเป็นจุดแข็งแรงของมัน

แต่ทุกธุรกิจที่เปิดกิจการต้องมีผู้ท้าทายผู้เป็นของตลาดเสมอ ณ ตอนนี้ ศัตรูของCp7-11คือโลตัส เอ็กส์เพลส
นั้นคืออะไร ดิสเคา สโตสขนาดย่อยเล็กแบบเปิดสามคูหาติดกันนั้นเอง (CP7-11เปิดคูหาเดียวก็ทำได้ หรือครึ่งคูหาก็เปิดได้แล้ว)

มาดูการเปิดสาขาCp7-11 เมื่อเปิดสาขาแถวไหนก็ตาม ทางCp7-11จะทำการตรวจสอบยอดขายอยู่เสมอ ถ้าหากยอดขายเกินจุดๆหนึ่งแล้วล่ะก็ ทางCp7-11บังคับผู้ซื้อลิขสิทธิ์การเปิดร้านหรือตัวCP7-11ก็จะเปิดร้านใกล้เคียงกันขึ้นเพื่อแบ่งยอดจากร้านแรกที่เกิด เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆๆ นั้นคือเติบโต จุดอ่อนคือยอดขายจะโดนเฉลี่ยกันไปตามแต่ละสาขาจุดมีจุดจำกัดของการขยายสาขาแถวนั้นเอง

ทำไมต้องทำแบบนี้ เคยเห็นถังขยะที่ตั้งทุกเสาไฟฟ้าไหมครับ คนทิ้งของง่ายๆมากๆๆ เดินไม่กี่ก้าวก็เจอ นั้นคือการสร้างความเคยชินแก่คนทิ้งขยะ สร้างโดนที่เขาไม่รู้ตัว

ต่อมาคือเรื่องลิขสิทธิ์ ผู้ที่เป็นเจ้าของร้าน7-11ไม่เพียงจ่ายค่าลิขสิทธิ์ต่อปีเท่านั้น ต้องทำยอดกำไรจากร้านมาแบ่งให้ทาง7-11ด้วย และถ้าจะซื้ออะไรต้องซื้อจาก7-11 เท่านั้น เอากับมันซิ

ไม่พอแค่นั้น ถ้าหากมีการขโมยของใน7-11 พนักงานที่เข้าเวร ณ ตอนนั้นเป็นผู้รับผิดชอบของที่หายในร้านอีกด้วย(อันนี้คนใกล้ตัวไปทำแล้วมีการขโมยเหล้าไปขวด ค่าแรงวันนั้นเกือบไม่ได้เลย)

เอามาเล่ากันแค่นี้ก็พอ ถ้ามีอันนั้นผิดโปรดแก้ไขให้ด้วยน่าครับ
เล่าครั้งนี้คงจะไม่เบื่อกันซักก่อน

:)

nanchan
Verified User
Posts: 2938
Joined: Thu Aug 14, 2003 5:50 pm

Posts by nanchan » Sat Feb 17, 2007 8:58 am

แล้วยอดขายในประเทศจะลดลงเพราะ Lotus express รึเปล่าครับ

เห็นตรงข้ามบ้าน มีคนเข้าLotus เยอะขึ้น

เฝ้าดูไป โดยใจที่เป็นกลาง

User avatar
naris
Verified User
Posts: 6726
Joined: Mon May 09, 2005 11:01 pm

Posts by naris » Sat Feb 17, 2007 12:04 pm

[quote="คัดท้าย"]ขำไรกันตรู จริงๆมันอารมณ์นี้

ราคาระยะสั้นตามข่าว--ราคาระยะยาวตามผลกำไร

007-s
Verified User
Posts: 2496
Joined: Sat Feb 04, 2006 11:38 am

Posts by 007-s » Sat Feb 17, 2007 2:12 pm

ดิฉันไม่มีตัวนี้อยู่ แต่ขอแวะเข้ามาชื่นชมน้ำใจคุณนริศค่ะ

ไม่ใช่แค่เพียงมีความสามารถ แต่ยังเป็นบุคคลผู้มีความรับผิดชอบสูงมากค่ะ

:cool:  :cool:  :cool:


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Sat Feb 17, 2007 2:32 pm

ขอบคุณคุณนริศมากครับ

ทำให้ได้ความรู้ทางบัญชีเพิ่มขึ้นครับ

แต่ยังงง ๆ อยู่นะครับ

เพราะตามที่ผมเข้าใจนะครับ

ในแง่ของกม.นั้น ความรับผิดชอบของผู้ถือหุ้น รับผิดชอบไม่เกินกว่ามูลค่าของหุ้นที่ลงทุน

ก็เลยสงสัยว่า ถ้าบริษัทขาดทุนเกินกว่าส่วนของผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นในส่วนของผู้ถือหุ้นยังต้องรับผิดชอบด้วยหรือครับ  

ถ้ามีกรณีตัวอย่างที่เป็นจริงเป็นตัวเลขประกอบด้วยก็จะยิ่งดี จะทำให้เราอ่านข้อมูลได้ชัดเจนขึ้นครับ หรือยกเป็น Case มาว่ากันไปเลยก็ดีครับ ขอบคุณน้ำใจคุณนริศมาก ๆ ครับ


User avatar
คัดท้าย
Verified User
Posts: 2917
Joined: Sat Nov 08, 2003 7:26 pm

Posts by คัดท้าย » Sat Feb 17, 2007 3:08 pm

[quote="naris"][quote="คัดท้าย"]ขำไรกันตรู จริงๆมันอารมณ์นี้

The crowd, the world, and sometimes even the grave, step aside for the man who knows where he's going, but pushes the aimless drifter aside. -- Ancient Roman Saying

User avatar
house
Verified User
Posts: 683
Joined: Thu Jan 08, 2004 7:55 pm

Posts by house » Sat Feb 17, 2007 3:13 pm

ผมเข้าใจอย่างนี้ครับ

29% นั่นหมดไปแล้ว ไม่เกี่ยว
แต่ว่า LDI ยังมีหุ้น lotus อยู่อีก ซึ่งส่วนนี้ยังต้องรับรู้ต่อไป

ทำให้เต็มที่ เพื่อจะไม่เสียใจภายหลัง

thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Sat Feb 17, 2007 6:19 pm

ในที่สุดผมก็ไปค้นเจอคำตอบเรื่องนี้ชัดเจนแล้วครับ

http://www.sec.or.th/th/infocenter/acco ... งินลงทุนใน   บริษัทย่อย และ บริษัทร่วม

ประเด็นในเรื่องนี้มี 3 ประเด็นก็คือ รายละเอียดอยู่ที่หน้า 40 ของ Slide ครับ อธิบายได้อย่างชัดเจนทีเดียว พร้อมการคำนวณให้ด้วยครับ

1.  บริษัทใหญ่ที่เป็นบริษัทแม่มีสัญญาหรือข้อตกลงที่เป็นภาระผูกพันธ์ใในการค้ำประกันบริษัทย่อย

ถ้าหากมีสัญญาการค้ำประกันดังกล่าวชัดเจน จะต้องรับรู้ผลการขาดทุนในส่วนที่เกินทุนนั้นด้วยครับ และให้บันทึกส่วนต่างของส่วนที่เกินทุนเป็นหนี้สินส่วนต่างดังกล่าวไว้ครับ

2.  บริษัทใหญ่ที่เป็นบริษัทแม่ไม่มีสัญญาใด ๆ หรือข้อตกลงใดๆ ในการค้ำประกันบริษัทย่อย ที่จะค้ำประกันบริษัทลูก

แบบนี้ จะรับรู้ผลการขาดทุนเฉพาะส่วนของทุนที่ไม่เกินทุนเท่านั้น และในหมายเหตุประกอบงบการเงิน จะต้องมีการเปิดเผยไว้ว่า นโยบายของกิจการรับรู้ผลขาดทุนของบริษัทย่อยโดยวิธีส่วนได้เสียไม่เกินมูลค่าเงินลงทุน แม้บริษัทย่อยจะมีผลขาดทุนเกินกว่าทุน เนื่องจากไม่มีภาระค้ำประกัน หรือภาระผูกพันธ์ใด ๆ ในการสนับสนุนบริษัทย่อย

3.  บริษัทใหญ่ไม่มีสัญญาใด ๆ หรือข้อตกลงใด ๆ ในการค้ำประกันบริษัทย่อย แต่ได้แสดงเจตจำนงค์ไว้ว่า หากบริษัทย่อยมีปํญหา บริษัทใหญ่จะเข้าไปมีส่วนในการฟื้นฟูบริษัทย่อย

แบบนี้ ก็จะรับรู้ผลการขาดทุนเฉพาะส่วนของทุนที่ไม่เกินทุนเหมือนกันครับ แต่บริษัทจะต้องมีการบันทึกส่วนต่างที่เกินทุน ไว้ในส่วนของทุน ว่า สำรองเผื่อไว้สำหรับการฟื้นฟูกิจการบริษัทย่อยไว้ด้วย และบันทึกไว้ที่ส่วนของหนี้สินว่า ผลขาดทุนเกินกว่าส่วนของเงินลงทุน

ดังนั้น ในกรณีของ cp7-11 นั้น จะเข้ากรณีที่ 3 ครับ คือบริษัทแม่ ไม่ได้มีสัญญาการค้ำประกันใด ๆ แต่ได้แสดงเจตจำนงค์ในการให้การช่วยเหลือหรือฟื้นฟูให้กับบริษัทย่อยหากเกิดปัญหา ที่เราเรียกว่า letter of intent (Loi) ที่ให้ไว้กับเจ้าหนี้ครับ

ดังนั้น ที่คุณนริศ Post มาครั้งแรก ผมคิดว่าถูกต้องแล้วครับ เพียงแต่ในรายการทางบัญชีนั้น จะต้องเพิ่มรายการทางบัญชีในส่วนของหนี้สิน และปรับรายการในส่วนของผุ้ถือหุ้น แต่บัญชีกำไรขาดทุน กระทบเฉพาะส่วนของทุนที่ยังเหลืออยู่ครับ ส่วนเกินไม่กระทบ ทำให้กำไรเป็นไปตามที่คุณนริศเข้าใจในตอนแรกถูกต้องแล้วนะครับ

โดยสรุปก็คือ ผลกระทบครั้งนี้ บริษัทจะได้รับผลกระทบการขาดทุนเท่ากับส่วนของทุนที่เหลืออยู่เท่านั้น แต่จะกระทบ Balance Sheet ในส่วนที่ทำให้ BV ปรับลดลงครับ(เพราะต้องเอาส่วนต่างไปหักส่วนของทุน)  และมีหนี้สินเพิ่มขึ้นจากส่วนต่างของส่วนเกินทุนบริษัทย่อยตามวิธีส่วนได้เสีย

ใครสงสัยอย่างไร หรือใครเป็นนักบัญชี ก็ขอความเห็นเพิ่มเติมด้วยนะครับ


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Sat Feb 17, 2007 6:31 pm

และข้อมูลนี้เป็นการยืนยันนะครับ คือคุณเกรียงชัย บุญโพธิ์อภิชาติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการด้านการเงินและลงทุนสัมพันธ์ ให้สัมภาษณ์กับ Money Channel ไว้ดังนี้นะครับ

คำถาม สำหรับความเสี่ยงที่บริษัท CP7-11  ไปทำ LOi  ให้กับบริษัทย่อย ซึ่งเป็นประเด็นต่อเนื่องจากเรื่องเมืองจีน ให้อธิบายนิดหนึ่งว่า LOi  ตรงนี้จะเป็นภาระผูกพันให้กับเรามากแค่ไหน และความเสี่ยงที่บางโบรกเกอร์ประเมินว่าถ้าผลขาดทุนยังคงมากขึ้นเรื่อย ๆ เราก็ต้องใช้คืนหนี้อยู่ดี เรื่องนี้จะเป็นโอกาสไหม ที่จะทำให้ได้รับผลกระทบในทางลบกับผลประกอบการในอนาคตได้


เกรียงชัย ต้องเรียนก่อนว่าในวาระการประชุมของคณะกรรมการในคราวนั้น มี 2 เรื่อง เรื่องแรก คือการรับทราบของการไม่ใช้สิทธิ์ของผู้ร่วมทุนของเราคือ CRF ที่ตัดสินใจไม่ใช้สิทธิ์ในการขายหุ้นคืน ซึ่งถ้าเขาสิทธิขายหุ้นคือผู้รับภาระคือ CP7-11 มีภาระผูกพันที่จะต้องซื้อ ซึ่งตรงนี้นักวิเคราะห์หลายท่านก็มองว่าเป็นข่าวดี และมองว่าน่าจะเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะแม้กระทั่งผู้ร่วมทุนเห็นบริษัทขาดทุนในช่วงที่ผ่านมาก็ยังมั่นใจในอนาคตและยังร่วมเป็นผู้ถือหุ้นต่อ

ในส่วนที่ 2 นี้ ในคราวเดียวกันในการประชุมนี้ คณะกรรมการได้มีการอนุมัติให้ความช่วยเหลือทางการเงิน ซึ่งจริง ๆ แล้ว เป็นภาพลักษณะเดียวกันกับเมื่อปลายปีที่แล้ว

ในเดือนพฤศจิกายนในปีที่แล้วซึ่งคณะกรรมการก็ได้อนุมัติไปแล้ว 1 รอบในการช่วยเหลือทางการเงินซึ่งเป็นภาพใหญ่ คราวที่แล้วให้ความช่วยเหลือทางการเงินในวงเงิน 21 ล้านเหรียญสหรัฐ ในครั้งนี้อนุมัติให้ความช่วยเหลือทางการเงินเพิ่มอีก 30 ล้านเหรียญสหรัฐโดยประมาณ ซึ่งตรงนี้เป็นไปตามสัดส่วนที่เราถือหุ้น คือ CP7-11 ถือหุ้นอยู่ประมาณ 30% วงเงิน 100 ล้านเหรียญสหรัฐ บริษัทก็ให้ความช่วยเหลือทางการเงินไปประมาณ 30 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นไปตามสัดส่วน ซึ่งตรงนี้ก็มีความเสี่ยง

อย่างไรก็ตามในความช่วยเหลือทางการเงินในระดับปัจจุบัน คือในระดับที่ต่ำที่สุด เพราะความช่วยเหลือทางการเงินอาจจะหมายถึงการปล่อยกู้ คือให้กู้จากบริษัทแม่ หรือแม้กระทั่งการเพิ่มทุนเลยด้วยซ้ำ

ซึ่งในขณะนี้ความช่วยเหลือทาการเงินที่ทางบริษัทได้ให้ไปเพียงออกจดหมายเพื่อให้ความมั่นใจกับธนาคารที่ปล่อยกู้ให้กับบริษัทในจีน ว่าถ้าหากมีปัญหาใดในอนาคต บริษัทคงไม่ทิ้งและยังเป็นบริษัทที่ยังเชื่อมั่นจะสนับสนุนต่อไป

เพราะฉะนั้นจริง ๆ ตรงนี้ไม่ได้แม้กระทั่งเป็น Bank Guarantee แต่ว่าเป็นระดับความช่วยเหลือทางการเงินเพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ ในขณะเดียวกันเราก็เชื่อมั่นในธุรกิจ เราก็เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้ปล่อยกู้หรือเจ้าหนี้ของธุรกิจที่นั่นว่าเราไม่ทอดทิ้งแน่ เป็นภาพอย่างนั้นมากกว่า


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Sat Feb 17, 2007 6:58 pm

คุณนริศ
ก่อนอื่นต้องขอโทษ ผู้ที่ซื้อ7-11ตามผมเพราะคาดว่าไม่ต้องรับรู้ผลขาดทุนจากโลตัสในปี50นะครับ  
ดังนั้นที่คุณนริศ ขอโทษนั้น คงไม่ต้องขอโทษแล้วครับ เพราะเข้าใจถูกแล้วนะครับ อิ อิ

เพียงแต่ต้องเติมข้อมูลให้สมบูรณ์ขึ้น คือ แม้ว่า Income Statement หรือ งบกำไรขาดทุนจะไม่กระทบ แต่

ใน งบดุลนั้น กระทบครับ คือ กระทบในส่วนหนี้สินส่วนต่างที่เพิ่มขึ้น (ถ้ามี) และกระทบส่วนของผู้ถือหุ้น (ที่ต้องไปปรับลดลง) ครับ

คนไม่เข้าใจการลงบัญชีอาจจะยุ่งนิดหน่อยนะครับ แต่คงไม่เกินความสามารถของทุกคนในการทำความเข้าใจนะครับ

งวดนี้ผมเลยได้ความรู้เรื่องบริษัทย่อยอีกเยอะเลยครับ ขอบคุณคุณนริศอีกครั้งนะครับ อิ อิ  :lol:


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Sat Feb 17, 2007 7:51 pm

และไหน ๆ จะทำความเข้าใจเรื่องบริษัทบริวารนั้น ในหนังสือ แกะเงื่อนงบการเงิน ของ ดร.ภาพร เอกวรรถพร จัดพิมพ์โดย Se-ed อีกแล้วครับ ดูที่หน้า 29 นะครับ ได้พูดถึงเรื่องหลักการลงบัญชีเบื้องต้น โดยการจำแนกบริษัทย่อยหรือบริษัทเกี่ยวข้องไว้ 4 ประเภทครับ

1.  บริษัทที่มีอำนาจ "ควบคุม" อีกบริษัทหนึ่ง บริษัทที่มีอำนาจเราเรียกว่า บริษัทใหญ่ และบริษัทที่ถูกควบคุม คือ บริษัทย่อย  โดย ควบคุม หมายถึง การที่บริษัทหนึ่งสามารถสั่งการให้อีกบริษัทหนึ่งได้ โดยผ่านหุ้นที่ถืออยู่ หรือผ่านเงื่อนไขในการบริหารบริษัท ถ้ามีความสัมพันธ์ในลักษณะนี้ กฏบัญชี บังคับให้ บริษัทใหญ่ต้องนำงบการเงินของบริษัทย่อยมาผนวกรวมเพื่อแสดงเป็นงบการเงินเดี่ยว ที่เราเรียกว่า "งบการเงินรวม"

2.  บริษัทที่สามารถครอบงำการตัดสินใจเชิงนโยบายของอีกบริษัทหนึ่งได้ (เรียกว่า "การมีอิทธิพลอย่างเป็นสาระสำคัญ") ความสัมพันธ์ของบริษัทจะเปลี่ยนเป็น บริษัทใหญ่ และบริษัทที่สามารถถูกครอบงำการตัดสินใจเชิงนโยบายได้ เราเรียกว่า "บริษัทร่วม" กฏบัญชี บังคับให้บริษัทใหญ่ต้องนำส่วนแบ่งกำไร (ขาดทุน) ของบริษัทร่วมมาบันทึกรวมในรายการบัญชีที่ชื่อว่า "เงินลงทุนซึ่งบันทึกโดยวิธีส่วนได้เสีย" ซึ่งแสดงเป็นสินทรัพย์ในงบดุล

3.  บริษัทที่ลงทุนซื้อหุ้นในอีกบริษัทหนึ่งในจำนวนที่ไม่มากนัก ซึ่งเรามักจะใช้สัดส่วนการถือหุ้นไม่เกิน 20% ซึ่งการลงทุนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ชัดเจนที่ต้องการเงินปันผลและส่วนต่างกำไรของบริษัทที่ลงทุน กรณีนี้แยกเป็น 2 ลักษณะคือ ถ้าเป็นบริษัทจดทะเบียน เงินลงทุนในบริษัทดังกล่าว จะถูกเรียกตามภาษาบัญชีว่า "เงินลงทุนเผื่อขาย" แต่ถ้าเป็นบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เราเรียกตามภาษาบัญชีว่า " เงินลงทุนทั่วไป"

4.  บริษัทที่มีความสัมพันธ์ในลักษณะที่ ผุ้บริหารของทั้ง 2 บริษัท เป็นผู้บริหารกลุ่มเดียวกัน เช่น ผู้บริหารบริษัท ก เป็นกรรมการของบริษัท ข แบบนี้ บริษัท ก และ บริษัท ข จะถูกเรียกว่า เป็น"บริษัทที่เกี่ยวข้องกัน" ซึ่งกฏบัญชี บังคับให้บริษัททั้งสองจะต้องมีการเปิดเผยรายการบัญชีระหว่างกันของบริษัททั้งสอง โดยต้องนำมาเปิดเผยเป็นข้อมูลพิเศษ

ยังมีรายละเอียดอื่น ๆ อีกด้วยครับ เอาแค่ตรงนี้ก่อนนะครับ เวลาอ่านงบการเงินจะได้ทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้นครับ

แต่อยากได้รายละเอียด ก็อย่าลืมไปอุดหนุนที่ร้าน Se-ed ได้ครับ เพราะ Se-ed เป็นผู้จัดพิมพ์และจำหน่าย ใครมีบัตรลดก็นำไปใช้ได้ครับ ลด 10% ครับ ตอนนี้ Se-ed Promotion จะดีกว่า B2S ที่เป็นคู่แข่งด้วยครับ เพราะ B2S เป็นบัตรสะสมแต้ม แล้วค่อยไปแลกเป็นคูปอง แต่ Se-ed ใครมีบัตรลด ก็ลดราคาได้เลยครับ ไม่ต้องสะสมครับ ก็มาเล่าสู่กันฟังครับ เป็นความรู้ และวิธีการใช้เงินเพื่อแสวงหาความรู้ราคาประหยัดครับ


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Sat Feb 17, 2007 8:11 pm

ตอนนี้นะครับ เรื่องการลงบัญชีคงต้องมีการติดตามดูผลกระทบจากมาตรฐานบัญชีฉบับใหม่ด้วยนะครับ ซึ่งมาตรฐานบัญชีฉบับใหม่มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการลงบัญชีในบริษัทย่อยและบริษัทร่วม โดยเปลี่ยนวิธีการลงบัญชีแบบวิธีการส่วนได้เสีย (equity method) เป็นวิธีราคาทุน (Cost Method)

การเปลี่ยนแปลงตรงนี้ จะส่งผลกระทบต่อกำไร(ขาดทุน) อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น และการจ่ายเงินปันผลที่แท้จริงของบริษัทตั้งแต่ปี 50 เป็นต้นไปครับ

โดย อาจารย์วีรศักดิ์ ทุมนานนท์ ได้ลองวิเคราะห์ผลกระทบดังกล่าว กับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ คาดว่าจะกระทบเป็นจำนวนมากที่เดียวครับ โดยอาจารย์ได้ใช้งบการเงิน ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 49 มาลองวิเคราะห์ดูครับ

สำหรับ Cp7-11 อาจารย์ได้วิเคราะห์ไว้ดังนี้

บริษัทร่วมและบริษัทย่อยมีเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสียเท่ากับ 2811 ล้านบาท โดยเป็นราคาทุนเท่ากับ 2482 ล้านบาท จึงมีผลกระทบทำให้กำไรสะสมเพิ่มขึ้น329 ล้านบาท

ซึ่งกำไรสะสมจากเดิมที่มีอยู่ 2135 ล้านบาท จะขยับขึ้นไปเป็น 2464 ล้านบาท หรือจะปรับเพิ่มขึ้น 15%

ส่วนของผู้ถือหุ้นเดิมอยู่ที่ 8624 ล้านบาท จะปรับเพิ่มเป็น 8953 ล้านบาท

D/E จากเดิมอยู่ที่ 1.59 เท่า จะเหลือ 1.53 เท่าครับ

ดังนั้น มาตรฐานบัญชีใหม่ในเรื่องนี้ ต้องถือว่าน่าจะเป็นผลดีกับบริษัท Cp7-11 มากขึ้นครับ ก็เลยเอามาเล่าสู่กันฟังด้วยครับ

แต่บางบริษัทอาจกระทบในเชิง Negative จนอาจส่งผลกระทบต่อกำไรสะสมติดลบ จนอาจมีข้อจำกัดในการจ่ายปันผลได้ด้วยนะครับ ต้องติดตามเรื่องมาตรฐานบัญชีนี้ให้ดีกันด้วยนะครับ


thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Sat Feb 17, 2007 8:16 pm

ขอโทษครับ ขอแก้ไขข้อความสลับกันครับ
บริษัทร่วมและบริษัทย่อยมีเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสียเท่ากับ 2811 ล้านบาท โดยเป็นราคาทุนเท่ากับ 2482 ล้านบาท จึงมีผลกระทบทำให้กำไรสะสมเพิ่มขึ้น329 ล้านบาท
ขอแก้ไขเป็นดังนี้ครับ

บริษัทร่วมและบริษัทย่อยมีเงินลงทุนตามวิธีราคาทุนเท่ากับ 2811 ล้านบาท  แต่ถ้าคิดตามวิธีส่วนได้เสียจะเท่ากับ 2482 ล้านบาท จึงมีผลกระทบทำให้กำไรสะสมเพิ่มขึ้น329 ล้านบาท (2811 -2482 ล้านบาท)


User avatar
naris
Verified User
Posts: 6726
Joined: Mon May 09, 2005 11:01 pm

Posts by naris » Sat Feb 17, 2007 9:35 pm

ขอบคุณคุณthawatttมากๆนะครับ ที่เอื้อเฟื้อข้อมูล

เคยมีคนพูดไหมครับว่าคุณthawatttเป็นคนค้นหาข้อมูลได้เยี่ยมมาก ผมขอซูฮกจริงๆ  :cool: และที่มีคนแซวคุณthawattว่าวิเคราะห์เหมือนจะทำthesisนั้นผมว่าจริงครับ แต่ผมว่ามันเป็นข้อดีมากๆ เพราะการทำthesisเป็นการวิเคราะห์ด้วยข้อมูล ไม่ใช่ด้วยอารมณ์ ซึ่งVIต้องการมากๆ

แต่ผมยังไม่เคลียร์กับการลงบันทึกบัญชี เพราะงบรวมนั้น จะรวมมาตั้งแต่ยอดขาย ค่าใช้จ่าย ของบริษัท โลตัส ดิสตริบิวชั่น อินเวสเมนต์ จำกัด ตอนนี้ยังนึกภาพการลงในงบกำไรขาดทุนไม่ออก ยังไงขอดูงบไตรมาท4แล้วเดี๋ยวมาคุยกันอีกทีนะครับ :D

ราคาระยะสั้นตามข่าว--ราคาระยะยาวตามผลกำไร

thawattt
Verified User
Posts: 1141
Joined: Wed Jan 25, 2006 6:06 pm

Posts by thawattt » Sun Feb 18, 2007 4:47 am

คุณ 3 dogs นะครับ ผมถูกพาดพิงครับ เลยต้องมาตอบหน่อย เดี๋ยวอาจารย์จะต่อว่าลูกศิษย์ครับ อาจารย์อย่าคิดมากครับ ขอบคุณสำหรับคำแซวครับ มาแซวใหม่ได้ตลอดครับ เพราะอย่างที่คุณนริศว่า VI ต้องไม่ใช้อารมณ์การตัดสินใจ แต่ต้องใช้ ข้อมูล และจินตนาการ ผสมผสานกับประสบการณ์การเรียนรู้ที่ผ่านมา เพื่อสร้างฐานข้อมูลความรู้เพื่อใช้ในการบริหารและตัดสินใจให้รอบคอบครับ

คุณโอครับ ช่วยมาตั้งข้อสังเกตดีแล้วครับ อย่าไปคิดมากครับ เพราะทำให้พวกเราในห้องต้องไปทำการบ้าน ช่วยกันเจาะข้อมูลเพื่อหาคำตอบนะครับ ไม่มีคุณโอตั้งประเด็น ผมอาจละเลยจุดนี้ ไม่พยายามไปหาคำตอบมานะครับ  ช่วย ๆ กันตั้งข้อสังเกตกันให้มาก ๆ นะครับ จะได้ช่วยกันไปหาคำตอบมา share กันครับ

จริง ๆ แล้วผมยังติดใจหุ้นนี้อยู่ในบางประเด็นนะครับ เกี่ยวกับที่บางคนตั้งข้อสังเกตบางเรื่องในการบริหารงานของแฟรนไชส์อยู่ กำลังหาคำตอบอยู่เหมือนกันครับว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เพราะหากเป็นแบบที่คนทำแฟรนไชส์ตั้งประเด็นนั้นจริง ทำไมยอดตัวเลขแฟรนไชส์ของคนที่ร่วมทุนยังคงมีสัดส่วนที่สูงอยู่ และใน Web site ของบริษัท ก็ยังได้นำข้อมูลของคนทีร่วมทุนทำแฟรนไชส์ที่ทำธูรกิจประสบความสำเร็จกับบริษัทหลายรายมา PR ผมจึงคิดว่าต้องไปหาคำตอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ต่อไปครับ อะไรไม่แน่ใจผมคงไม่อยากแสดงความเห็นมากครับ


บางครั้งการตั้งกระทู้ในบางเรื่อง เราต้องหาข้อมูล ข้อเท็จจริง มาสนับสนุนครับ และเมื่อได้ข้อมูล ข้อเท็จจริงแล้ว การตัดสินใจของเราก็จะทำได้ถูกต้องมากขึ้น ไม่ได้ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจครับ


Post Reply