กลับมาถึงช่วงเวลาประชุมผู้ถือหุ้นเช่นเคย ดังนั้นขอเปิดห้องสรุป การประชุมในบริษัทต่างๆที่ได้มีโอกาสไปฟังมา
ใครไปฟังบริษัทไหนก็สามารถมาแชร์ในห้องนี้ได้ครับ
สรุป AGM บริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ จำกัด (มหาชน) 3 Apr 2026
ส่วนที่ 1: ข้อมูลองค์ประชุมและผู้เข้าร่วมประชุม
การประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีของบริษัทจัดขึ้นโดยมีคณะกรรมการบริษัท คณะผู้บริหาร ผู้สอบบัญชี และที่ปรึกษากฎหมายเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ณ เวลาเปิดการประชุม 14.00 น. มีผู้ถือหุ้นเข้าร่วมประชุมด้วยตนเองจำนวน 20 ราย (นับเป็นจำนวนหุ้น 9,238 หุ้น) และผู้รับมอบฉันทะจำนวน 301 ราย (นับเป็นจำนวนหุ้น 654,553,701 หุ้น) รวมผู้เข้าร่วมประชุมทั้งสิ้น 321 ราย คิดเป็นจำนวนหุ้นรวม 655,474,082 หุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 75.1803 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด ถือว่าครบองค์ประชุมตามกฎหมาย
รายนามคณะกรรมการและผู้บริหารสำคัญที่เข้าร่วมประชุม ได้แก่:
* คุณอลัน แคม ประธานกรรมการ
* คุณวิเวก ดาวัล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร (CEO)
* คุณโทมัส อับราฮัม ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน (CFO)
* คุณต่อ สันติสิริ ประธานกรรมการพิจารณาค่าตอบแทน
* คุณมาโนช รองประธานบริหารฝ่ายการเงิน
* คุณสุจินตนา เลขานุการบริษัท
---
ส่วนที่ 2: ประธานกรรมการกล่าวเปิดการประชุมและภาพรวมธุรกิจ
คุณอลัน แคม ประธานกรรมการ ได้กล่าวเปิดการประชุมโดยระบุว่า ปีที่ผ่านมาถือเป็นปีที่บริษัทต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างมากจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและปัญหาการค้าระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม เมก้ายังคงเป็นบริษัทที่มีความแข็งแกร่งอย่างมาก มีกระแสเงินสด (Cash Flow) ที่มั่นคง และมีจุดมุ่งหมายทางธุรกิจที่ชัดเจนสำหรับ 5 ถึง 10 ปีข้างหน้า บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องทุกปี (R&D) สินค้าของบริษัทมุ่งเน้นเรื่องคุณภาพในราคาที่ผู้บริโภคทั่วโลกสามารถเข้าถึงได้ แม้เศรษฐกิจโลกโดยรวมจะไม่เอื้ออำนวย แต่ด้วยพนักงานกว่า 5,400 คนที่ทุ่มเททำงาน และวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ (Build Knowledge) และการเรียนรู้ด้านดิจิทัล ทำให้เมก้าสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน (Sustainable Business)
---
ส่วนที่ 3: สรุปผลการดำเนินงานและกลยุทธ์ธุรกิจ "Road to 2030"
คุณวิเวก ดาวัล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร ได้รายงานผลการดำเนินงานและวิสัยทัศน์ในอนาคต โดยเริ่มต้นจากการขอบคุณ คุณมีชัย อดีตประธานกรรมการที่อยู่ร่วมกับบริษัทมาตั้งแต่ช่วงเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) เมื่อปี 2013
ผลการดำเนินงานย้อนหลังและความยืดหยุ่นของธุรกิจ:
แม้ทั่วโลกจะมีความกังวลเกี่ยวกับวิกฤตความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามในตะวันออกกลางและสถานการณ์ในเมียนมาร์ แต่บริษัทได้รับผลกระทบทางตรงค่อนข้างน้อย เนื่องจากบริษัทใช้พลังงานเชื้อเพลิงในสัดส่วนที่ต่ำ และตลาดหลักกว่า 75-76% ของบริษัทอยู่ในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงแอฟริกา ซึ่งยังสามารถจัดส่งสินค้าและทำยอดขายได้ตามปกติ
ในด้านการเติบโตของกำไร นับตั้งแต่เข้าตลาดหลักทรัพย์เมื่อกว่า 10 ปีก่อน (ปี 2013) บริษัทมีกำไรเริ่มต้นที่ประมาณ 500 กว่าล้านบาท และสามารถทำกำไรเติบโตเป็น 2 เท่าได้สำเร็จในช่วงปี 2019 (ประมาณ 1,100 ล้านบาท) ล่าสุดบริษัทสามารถทำกำไรเติบโตอีก 1 เท่าตัวเป็นประมาณ 1,900 ล้านบาทในปัจจุบัน ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่เคยวางไว้
กลยุทธ์ Road to 2030:
บริษัทได้ตั้งเป้าหมายเชิงกลยุทธ์สำหรับ 5-10 ปีข้างหน้า โดยมุ่งเน้นการ "ลงลึก" ในตลาดปัจจุบัน 33 ประเทศ มากกว่าการขยายฐานประเทศใหม่ๆ เพื่อสร้างแบรนด์ MEGA We Care ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น บริษัทตั้งเป้าหมายที่จะสร้างการเติบโตของกำไรให้ถึง 3,500 ล้านบาทภายในปี 2030 และขยายยอดขายของแบรนด์จาก 300 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 500 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายใน 5 ปีข้างหน้า ธุรกิจของบริษัทจะขับเคลื่อนผ่าน 2 กลุ่มหลัก ได้แก่:
1. กลุ่มยาตามใบสั่งแพทย์ (Prescription Drugs):
เน้นจำหน่ายผ่านโรงพยาบาลและคลินิก บริษัทมีแผนนำเข้าและขึ้นทะเบียนยาใหม่ๆ รวมกว่า 120 รายการในหลายประเทศ รวมถึงยารักษาโรคเบาหวานกลุ่ม GLP-1 ที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาด และการพัฒนากลุ่มยารักษาโรคภูมิแพ้และระบบทางเดินหายใจ (Inhaler Strategy) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ผลิตได้ยาก
2. กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพสำหรับผู้บริโภค (Consumer Health Care):
เน้นผลิตภัณฑ์กลุ่มวิตามิน อาหารเสริม และยาสามัญที่ผู้บริโภคซื้อได้เอง (เช่น ยา Gofen, Fish Oil) ซึ่งบริษัทเป็นผู้นำตลาดในหลายประเทศทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกา โคลอมเบีย ยูเครน และอุซเบกิสถาน
---
ส่วนที่ 4: แผนการลงทุนสร้างโรงงานและขยายกิจการในต่างประเทศ
เพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์การเติบโต บริษัทได้เตรียมความพร้อมด้านการผลิตใน 3 ประเทศยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่:
ประเทศอินโดนีเซีย:
เริ่มดำเนินการผลิตแคปซูลนิ่ม (Soft Gel) และพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นเพื่อรองรับตลาดอินโดนีเซียซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่
ประเทศเวียดนาม:
ตลาดเวียดนามในปัจจุบันมีมูลค่า 4-5 พันล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตเป็น 7-8 พันล้านเหรียญสหรัฐในอนาคตอันใกล้ บริษัทจึงลงทุนสร้างโรงงานแห่งใหม่ในจังหวัดด่งนาย (Dong Nai) ห่างจากนครโฮจิมินห์ประมาณ 30 กิโลเมตร เพื่อรองรับนโยบายภาครัฐที่ส่งเสริมสินค้าที่ผลิตในประเทศ คาดว่าจะใช้เวลาสร้างและขึ้นทะเบียนราว 2 ปีครึ่ง โดยตั้งเป้าเริ่มขายสินค้าจากโรงงานนี้ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2029
ประเทศเมียนมาร์:
แม้จะมีสถานการณ์ท้าทาย แต่บริษัทดำเนินการในเมียนมาร์มากว่า 30 ปีจนแบรนด์เป็นที่ยอมรับอย่างสูง เพื่อลดความเสี่ยงด้านการนำเข้าและการขอโควต้าเงินตราต่างประเทศ บริษัทจึงได้รับอนุมัติให้ลงทุนสร้างโรงงานผลิตยาในเมียนมาร์สำหรับจำหน่ายในประเทศและเป็นฐานการส่งออก คาดว่าจะเริ่มผลิตได้ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2029
---
ส่วนที่ 5: การดำเนินงานด้านความยั่งยืน (ESG) และบรรษัทภิบาล
บริษัทให้ความสำคัญกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาลอย่างยิ่ง:
สิ่งแวดล้อม (Environment):
มีการลงทุนกว่า 2.5 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในโรงงานต่างๆ ทั้งในไทยและออสเตรเลีย ซึ่งสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 1,400 ตันต่อปี
สังคม (Social):
ดำเนินโครงการธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ภายใต้ชื่อศูนย์สุขภาพ Wellness We Care (เช่น ที่มวกเหล็ก ศรีลังกา และเปรู) เพื่อให้ความรู้แก่แพทย์ เภสัชกร และประชาชนในการดูแลสุขภาพตนเอง (Good Health by yourself) ป้องกันการเกิดโรคก่อนที่จะต้องพึ่งพายา
บรรษัทภิบาล (Governance):
บริษัทได้รับประเมินการกำกับดูแลกิจการในระดับดีเลิศ (Excellent CG Scoring) และเป็นสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC) อย่างต่อเนื่อง
---
ส่วนที่ 6: สรุปมติที่สำคัญของวาระการประชุม
วาระที่ 1 และ วาระที่ 2: รับทราบรายงานของประธานกรรมการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผลการดำเนินงานของบริษัทประจำปี 2566
วาระที่ 3: การพิจารณาอนุมัติงบการเงิน
ที่ประชุมมีมติอนุมัติงบแสดงฐานะการเงินและงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ ประจำปีสิ้นสุด 31 ธันวาคม 2566 โดยสรุปสาระสำคัญของงบการเงินรวมดังนี้:
* สินทรัพย์รวม: 15,759.2 ล้านบาท
* หนี้สินรวม: 5,544.0 ล้านบาท
* ส่วนของผู้ถือหุ้น: 10,215.2 ล้านบาท
* รายได้รวม: 14,278.2 ล้านบาท
* กำไรสุทธิ: 1,912.0 ล้านบาท (คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 2.19 บาท)
วาระที่ 4: การพิจารณาอนุมัติจ่ายเงินปันผล
ที่ประชุมอนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2566 ในอัตราหุ้นละ 1.60 บาท โดยแบ่งเป็นเงินปันผลระหว่างกาลที่จ่ายไปแล้ว 0.80 บาทต่อหุ้น (เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2566) และเงินปันผลงวดสุดท้ายอีก 0.80 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงินทั้งสิ้นประมาณ 1,394 ล้านบาท โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายในวันที่ 24 เมษายน 2567
วาระที่ 5: การพิจารณาเลือกตั้งกรรมการแทนผู้ที่ออกตามวาระ
ที่ประชุมมีมติอนุมัติแต่งตั้งกรรมการที่ครบวาระกลับเข้าดำรงตำแหน่ง และอนุมัติแต่งตั้ง คุณพลากร หวังหลี เข้าดำรงตำแหน่งกรรมการอิสระ แทนคุณต่อ สันติสิริ ที่ไม่ได้ต่อวาระ
วาระที่ 6: การพิจารณาอนุมัติค่าตอบแทนกรรมการ
ที่ประชุมอนุมัติค่าตอบแทนกรรมการประจำปีในอัตราเท่าเดิมกับปีที่ผ่านมา ดังนี้:
* ประธานกรรมการ: 1,620,675 บาทต่อปี
* รองประธานกรรมการ: 449,820 บาทต่อปี
* กรรมการบริษัท / กรรมการอิสระ: 694,575 บาทต่อปี
* กรรมการอิสระที่เป็นกรรมการชุดย่อย: ได้รับเพิ่ม 231,525 บาทต่อปี
วาระที่ 7: การพิจารณาแต่งตั้งผู้สอบบัญชี
ที่ประชุมมีมติอนุมัติแต่งตั้งผู้สอบบัญชีจากบริษัท KPMG ภูมิชัย สอบบัญชี จำกัด เป็นผู้สอบบัญชีของบริษัทประจำปี
---
สรุปประเด็นคำถาม-คำตอบ (Q&A Session) :
Q1: แนวโน้มกลุ่มผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น บริษัทมองเป็นโอกาสของธุรกิจอย่างไร และคิดว่าสินค้าประเภทใดสามารถตอบสนองกลุ่มนี้ได้มากที่สุด?
A: (โดยคุณวิเวก) ธุรกิจของเมก้าไม่ได้เน้นกลุ่มเด็กอยู่แล้ว แต่เน้นผู้ใหญ่และกลุ่มผู้สูงอายุ ผลิตภัณฑ์จำนวนมากของบริษัทถูกพัฒนาเพื่อรองรับโรคภัยที่มาพร้อมกับอายุที่เพิ่มขึ้น เช่น ยารักษาโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง ยาลดคอเลสเตอรอล ยารักษาโรคเบาหวาน ไปจนถึงกลุ่มยานอนหลับ (เช่น สารสกัดจากรากวาเลอเรียน) รวมถึงกลุ่มโภชนาการสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง นอกจากนี้ บริษัทยังมีการให้ความรู้ผ่านศูนย์สุขภาพเพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถดูแลรักษาสุขภาพตนเองได้อย่างยั่งยืน
Q2: ในรายงาน MD&A ไตรมาส 4 ระบุว่ารายได้ในเมียนมาร์เริ่มฟื้นตัวจากการปรับโมเดลเป็น Dual Currency อยากทราบว่าโมเดลนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการบังคับใช้อัตราแลกเปลี่ยนของรัฐบาลเมียนมาร์อย่างไร และรายได้ที่ฟื้นตัวเป็นการขายจริงหรือแค่ผลทางบัญชี? (จาก คุณคทารัตน์ ตัวแทนสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย)
A: (โดยคุณสุจินตนา) ผลกระทบจาก Dual Currency เป็นผลต่างระหว่างอัตราแลกเปลี่ยนทางการที่ธนาคารกลางกำหนด กับอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้ทำธุรกรรมในตลาดจริง ในการทำงบการเงินบริษัทใช้อัตราทางการ แต่ในรายงาน MD&A ได้ปรับตัวเลขให้สะท้อนอัตราตลาดเพื่อให้เปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่แท้จริงได้ ซึ่งในความเป็นจริง การใช้กลไกนี้ไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความสามารถในการทำกำไร ส่วนการฟื้นตัวของรายได้ในเมียนมาร์นั้น เป็นการฟื้นตัวของยอดขายและการดำเนินธุรกิจจริงที่เริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกมาตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2566 แล้ว
Q3: หลังจากสิทธิประโยชน์ BOI ของโรงงานในไทยหมดอายุลง บริษัทมีความคืบหน้าในการขอส่งเสริมรอบใหม่หรือไม่ และมีแนวทางบริหารจัดการภาษีที่เพิ่มขึ้นอย่างไร?
A: (โดยคุณสุจินตนา) สิทธิประโยชน์ BOI เดิมได้หมดอายุลงในเดือนธันวาคม 2567 ส่งผลให้อัตราภาษีที่แท้จริง (Effective Tax rate) ของบริษัทในปัจจุบันปรับมาอยู่ที่ระดับปกติคือประมาณ 21% ซึ่งเป็นอัตรามาตรฐานที่แข่งขันได้เมื่อเทียบกับธุรกิจเดียวกันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแอฟริกา ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาโครงการลงทุนใหม่ๆ ที่เน้นการขยายกำลังการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน หากโครงการใดเข้าเกณฑ์ บริษัทจะทำการยื่นขอรับการส่งเสริมจาก BOI รอบใหม่ต่อไป
Q4: จากเหตุการณ์เรือบรรทุกสินค้าถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ บริษัทได้รับผลกระทบด้านต้นทุนค่าระวางเรือและค่าประกันภัยในการนำเข้าวัตถุดิบจากยุโรปหรือไม่ และมีแผนสำรองอย่างไร?
A: (โดยคุณวิเวก) เหตุการณ์เรือของกลุ่มธุรกิจอื่นถูกโจมตีไม่ได้มีผลกระทบกับบริษัท เนื่องจากเมก้าเป็นบริษัทที่ดำเนินงานเป็นอิสระ นอกจากนี้ บริษัทนำเข้าวัตถุดิบจากหลายแหล่งทั้งยุโรป จีน และอินเดีย ซึ่งยังคงดำเนินไปตามปกติ ในส่วนของการส่งออก ตลาดกว่า 60-80% อยู่ในเอเชีย และเส้นทางส่งสินค้าไปยังแอฟริกายังคงสามารถจัดส่งทางเรือได้ตามปกติโดยไม่มีผลกระทบที่รุนแรง
Q5: ในงบการเงินเฉพาะกิจการ มีการตั้งค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิต (Impairment Loss) สำหรับเงินกู้ยืมและดอกเบี้ยค้างรับจากบริษัทย่อย 100% เป็นจำนวนราว 315 ล้านบาท สาเหตุเกิดจากอะไร และจะมีการตั้งสำรองเช่นนี้ในปีถัดๆ ไปอีกหรือไม่?
A
โดยคุณสุจินตนา) รายการดังกล่าวเป็นเงินให้กู้ยืมแก่บริษัทในเครือ 2 แห่งที่มีผลการดำเนินงานขาดทุน บริษัทจึงพิจารณาตั้งค่าเผื่อการด้อยค่าแบบเต็มจำนวน 100% ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ซึ่งรายการนี้จะปรากฏเฉพาะในงบการเงินเฉพาะกิจการเท่านั้น (ในงบการเงินรวมได้ถูกตัดรายการระหว่างกันออกไปแล้ว) และขอยืนยันว่าได้ตั้งสำรองครบ 100% แล้ว จะไม่มีการตั้งสำรองในส่วนนี้เพิ่มเติมในปีต่อๆ ไปอีก
Q6: หนี้สินที่อาจเกิดขึ้นกับสถาบันการเงินเพื่อค้ำประกันวงเงินกู้ยืมของบริษัทย่อยหลายแห่งเป็นจำนวนเงินรวมกันค่อนข้างสูง (หลักพันล้านบาท) มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นหนี้จริงในอนาคตหรือไม่?
A: (โดยคุณสุจินตนา) ตัวเลขหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นที่แสดงในหมายเหตุประกอบงบการเงินนั้น เป็นเพียงตัวเลขกรอบวงเงินสินเชื่อรวม (Credit Line Limit) ของบริษัทในกลุ่มที่ทำไว้กับธนาคาร ซึ่งบริษัทเบิกใช้จริงเพียงบางส่วนเท่านั้น (ส่วนที่ใช้จริงจะแสดงอยู่ในหมวดหนี้สินหมุนเวียนในงบดุล) ดังนั้นจึงไม่ได้มีความเสี่ยงที่จะต้องไปชำระหนี้ในส่วนที่ไม่ได้เบิกใช้
Q7: รายการผลขาดทุนจากการด้อยค่าเงินให้กู้ยืม 315.9 ล้านบาท สามารถนำมาใช้เป็นสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้หรือไม่?
A: (โดยคุณสุจินตนา) ค่าใช้จ่ายจากการด้อยค่านี้ ไม่สามารถนำมาใช้เป็นรายจ่ายเพื่อขอสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ อย่างไรก็ตาม ในทางบัญชีสำหรับงบเฉพาะกิจการ (Stand-alone) ของบริษัทย่อย สามารถยกยอดขาดทุนสะสมนี้ไปใช้เป็นประโยชน์ทางภาษีได้ในระยะเวลา 5 ปี
Q8: หากต้นทุนการผลิตสูงขึ้นตามเทรนด์ตลาด 30-50% บริษัทมีนโยบายในการปรับราคาสินค้าเพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงอย่างไร โดยไม่กระทบต่อยอดขายและส่วนแบ่งการตลาด?
A: (โดยคุณวิเวก) ราคาวัตถุดิบมีความผันผวนทั้งขึ้นและลง บางอย่างที่เคยแพงก็อาจมีราคาลดลงได้ บริษัทบริหารความเสี่ยงโดยมีการทำสัญญาซื้อล่วงหน้า (Contract) ราว 6 เดือน และบริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ในระดับที่แข็งแกร่งถึง 63-64% โดยต้นทุนวัตถุดิบคิดเป็นสัดส่วนเพียงประมาณ 15-20% ของยอดขายเท่านั้น หากต้นทุนเชื้อเพลิงแพงขึ้นก็อาจกระทบเพียง 1-2% บริษัทจึงยังไม่มีนโยบายผลีผลามปรับขึ้นราคาสินค้าในทันที แต่จะประเมินสถานการณ์ตลาด คู่แข่ง และใช้กลยุทธ์การบริหารจัดการมาร์จิ้นในรูปแบบอื่นควบคู่ไปด้วย
Q9: ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ (Packaging) คิดเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ของต้นทุนทั้งหมด และหากราคาปรับขึ้นจะมีแผนรองรับอย่างไร?
A : (โดยคุณวิเวก) ต้นทุนบรรจุภัณฑ์คิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 2-3 ของต้นทุนขายทั้งหมด (COGS) เท่านั้น ดังนั้นต่อให้ราคาบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้น 10% ผลกระทบต่อต้นทุนรวมก็จะน้อยกว่า 1% นอกจากนี้ บริษัทมีการวางแผนสั่งซื้อและบริหารสต๊อกบรรจุภัณฑ์ล่วงหน้าอย่างน้อย 3-4 เดือน ทำให้มีระยะเวลาเตรียมตัวและได้รับผลกระทบน้อยมาก
Q10: จากสถานการณ์ต้นทุนพลังงานและค่าก่อสร้างที่อาจเพิ่มขึ้น บริษัทมีการปรับเปลี่ยนงบลงทุนสำหรับการสร้างโรงงานในต่างประเทศ (เวียดนาม เมียนมาร์) หรือไม่?
A: โดยคุณวิเวก) บริษัทไม่มีการเปลี่ยนแปลงแผนหรืองบการลงทุน ธุรกิจยาเป็นธุรกิจที่ต้องมองในระยะยาว (Long-term Strategy) การสร้างโรงงานในเวียดนามและเมียนมาร์ถือเป็นความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์เพื่อตอบรับนโยบายท้องถิ่นที่ส่งเสริมการใช้ยาที่ผลิตในประเทศ และเพื่อแก้ไขปัญหาความยุ่งยากในการนำเข้าสินค้า แม้จะมีปัจจัยกดดันด้านต้นทุน แต่ตลาดในประเทศเหล่านี้มีแนวโน้มการเติบโตที่สูงมากในระยะยาว บริษัทจึงเดินหน้าแผนการก่อสร้างต่อไปตามเดิมอย่างแน่นอน
สรุปการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2569 บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน) 3 Apr 2026 14.00
องค์ประชุม: มีผู้ถือหุ้นและผู้รับมอบฉันทะเข้าร่วมประชุม 36 ราย นับจำนวนหุ้นรวม 468,857,761 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 76.98 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด ซึ่งถือว่าครบองค์ประชุมตามระเบียบข้อบังคับ
รูปแบบการประชุม:
ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-AGM) ถ่ายทอดสัญญาณจากอาคารสำนักงานของบริษัท
สรุปวาระการประชุมที่สำคัญ
วาระที่ 1: รับทราบผลการดำเนินงานในรอบปี 2568:
การดำเนินธุรกิจและขยายสาขา:
ณ สิ้นปี 2568 บริษัทมีสาขาเปิดดำเนินการรวม 77 สาขา (โอ้กะจู๋ 45 สาขา, โอ้จูซ 26 สาขา, Jo's Wings 5 สาขา และ Wrap & Roll 1 สาขา)
มีการเปิดตัวแบรนด์ใหม่และออกเมนูทางเลือกที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค รวมถึงจับมือพันธมิตรอย่างการบินไทยเพื่อเสิร์ฟอาหารบนเครื่องบิน
นอกจากนี้ในไตรมาส 4 ได้ดำเนินการ ก่อสร้างครัวกลางแห่งใหม่แล้วเสร็จ
*ผลประกอบการทางการเงิน:
*รายได้จากการขาย: 2,726.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.6% เทียบกับปีก่อน จากการขยายสาขาใหม่
*กำไรขั้นต้น: 1,179 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.4% แต่อัตรากำไรขั้นต้นลดลงเล็กน้อยอยู่ที่ 43.2% เนื่องจากมีการจัดโปรโมชั่นฉลองครบรอบแบรนด์
*กำไรสุทธิ: 70.4 ล้านบาท ลดลง 65.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน สาเหตุหลักมาจากยอดขายสาขาเดิม (Same-Store Sales) ที่ลดลงตามกำลังซื้อผู้บริโภค และ มีค่าใช้จ่ายพิเศษที่เกิดขึ้นครั้งเดียว (One-time expenses) เช่น ค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์ส่วนปรับปรุงอาคาร, ค่าย้ายครัวกลาง, ค่ารื้อถอน และการตัดจำหน่ายเครื่องจักรที่เสียหาย (หากไม่รวมรายการพิเศษนี้ กำไรสุทธิจะอยู่ที่ 87.4 ล้านบาท)
วาระที่ 2: พิจารณาอนุมัติงบการเงินประจำปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568
* บริษัทมีสินทรัพย์รวม 2,447 ล้านบาท หนี้สินรวม 735 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้น 1,711 ล้านบาท ที่ประชุมมีมติอนุมัติงบการเงินด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 100%
วาระที่ 3: พิจารณาการจัดสรรเงินกำไรสุทธิเป็นทุนสำรองตามกฎหมาย และการจ่ายเงินปันผล
* บริษัทได้จัดสรรทุนสำรองตามกฎหมายครบ 10% ของทุนจดทะเบียนแล้ว จึงไม่มีการจัดสรรเพิ่มเติม
* ที่ประชุมมีมติอนุมัติ จ่ายเงินปันผลในอัตรา 0.07 บาทต่อหุ้น (คิดเป็นร้อยละ 60.55 ของกำไรสุทธิ) รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 42.63 ล้านบาท กำหนดจ่ายในวันที่ 29 เมษายน 2569
วาระที่ 4: พิจารณาเลือกตั้งกรรมการแทนกรรมการที่ครบกำหนดออกตามวาระ
* กรรมการที่ครบวาระ 3 ท่าน ได้แก่ คุณอุดมศักดิ์ โรจน์วิบูลย์ชัย, คุณไกรพิชญ์ เปรมมณี และ คุณวรเดช สุชัยบุญศิริ ที่ประชุมมีมติอนุมัติให้กลับเข้าดำรงตำแหน่งอีกวาระหนึ่งด้วยคะแนนเสียงข้างมาก
---
สรุปช่วงถาม-ตอบ (Q&A)
Q1: สาเหตุที่ยอดขายสาขาเดิม (SSG) ติดลบ 21% ในปี 2568 และแนวทางแก้ไข
A : สาเหตุ: เกิดจากการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดร้านอาหาร, ร้านอาหารแบรนด์ใหม่ๆ ที่เข้ามา, ภาวะเศรษฐกิจที่ทำให้กำลังซื้อลดลง รวมถึงผลกระทบจากโครงการคนละครึ่งของรัฐบาลในช่วงไตรมาส 4 ซึ่งครอบคลุมเฉพาะร้านค้ารายย่อย
*แนวทางแก้ไข: ปรับกลยุทธ์ให้ตอบสนองผู้บริโภคได้รวดเร็วขึ้น เช่น การออกเมนู Single Balance ในราคาที่เข้าถึงง่าย ซึ่งช่วยให้มียอดสั่งซื้อและจำนวนลูกค้าเข้าร้านเพิ่มขึ้น คาดว่ายอดขายสาขาเดิมจะ **กลับมาเป็นบวกได้ภายในไตรมาส 3 ของปี 2569
Q2: ปัจจัยที่กดดันกำไรสุทธิให้ลดลงแรง เป็นเรื่องชั่วคราวหรือโครงสร้างธุรกิจ?
A2: ผู้บริหารชี้แจงว่า ปัจจัยหลักเกิดจาก
ค่าใช้จ่ายพิเศษที่เกิดขึ้นครั้งเดียว (การย้ายครัวกลางและการตัดจำหน่ายเครื่องจักรที่ชำรุด) ซึ่งดำเนินการเสร็จสมบูรณ์ 100% แล้ว และจะไม่เกิดขึ้นซ้ำในปี 2569
* ในส่วนของโครงสร้างธุรกิจ ครัวกลางแห่งใหม่ที่สร้างเสร็จแล้วจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตสินค้ารองรับลูกค้า B2B (เช่น คาเฟ่อเมซอน, การบินไทย) รวมถึงไลน์เบเกอรี่ใหม่ๆ ซึ่งจะสร้างยอดขายและทำให้อัตรากำไรดีขึ้นตามลำดับ
Q3: ผลตอบแทนจากการลงทุนครัวกลางแห่งใหม่ (ROI)?
A3: บริษัทตั้งเป้าหมายว่าจะสามารถ คืนทุนได้ภายใน 3 ปี ตัวชี้วัดคือยอดขายในส่วนของเบเกอรี่และ Trading ต้องเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1.5 เท่า ซึ่งกำไรขั้นต้นจากส่วนนี้จะเพียงพอครอบคลุมค่าเสื่อมราคาของครัวกลาง นอกจากนี้ facility ใหม่นี้ยังเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ๆ อีกด้วย
Q4: การลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแบรนด์หลักมากเกินไป?
A4: บริษัทขยายแบรนด์ใหม่ในรูปแบบ QSR (Quick Service Restaurant) เช่น Jo's Wings และ Wrap & Roll ซึ่งโมเดลนี้ใช้พื้นที่น้อย ขยายตัวได้รวดเร็ว และเจาะกลุ่มเป้าหมายในอาคารสำนักงานและโรงพยาบาลได้คล่องตัวกว่าร้านโอ้กะจู๋แบบ Full Service
Q5: กลยุทธ์การขยายสาขาปี 2569 และการรับมือความเบื่อหน่ายของแบรนด์?
A5: การขยายสาขา:
รูปแบบ Grab & Go คืนทุนเร็วกว่าและมีต้นทุนค่าเช่าต่ำกว่า ในปีนี้บริษัทจะ ไม่เน้นขยายร้านโอ้กะจู๋สาขาใหญ่ (Full Service) มากนัก แต่จะมุ่งไปเปิดในต่างจังหวัดที่มีศักยภาพแทน เช่น อุดรธานี และภูเก็ต (ภาคใต้ยังเป็นตลาดที่บริษัทยังไม่มีสาขา)
*การรับมือการแข่งขันและความเบื่อหน่าย:
มุ่งเน้นไปที่การคิดค้นเมนูใหม่ๆ (NPD) ควบคู่กับการจัดโปรโมชั่น และสร้าง Customer Engagement
Q6: อัปเดตแผนการเปิดตัวร้านค้าแบรนด์ใหม่?
A6: แบรนด์ใหม่จะยังคงอยู่ภายใต้แนวคิด Healthy, Tasty, Variety แต่จะ เจาะกลุ่ม Mass มากขึ้น เข้าถึงง่ายขึ้น เพื่อเสริมพอร์ตโฟลิโอให้มีความหลากหลายทั้งด้านราคาและรูปแบบการบริโภค
บริษัทจะใช้กลยุทธ์ Test and Scale คือเริ่มทดลองในขนาดที่เหมาะสมก่อน เพื่อดูความลงตัวของตลาด (Market Fit) และความคุ้มค่าระดับหน่วย (Unit Economics) ก่อนตัดสินใจขยายสาขาเต็มรูปแบบเช่นเดียวกับที่ทำในแบรนด์ Oh! Juice และ Jo's Wings
สรุปการประชุมผู้ถือหุ้นบริษัท สหการประมูล จำกัด (มหาชน) (AUCT)
1. ภาพรวมการดำเนินงานและเป้าหมายธุรกิจ :
การต่อต้านคอร์รัปชัน (CAC):
บริษัทได้เข้าร่วมและได้รับการรับรองเป็นสมาชิก CAC อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา โดยประเมินแล้วว่าการเข้าร่วมนี้ไม่ส่งผลกระทบหรือขัดต่อการดำเนินธุรกิจปกติ
แผนธุรกิจปี 2569:
บริษัทยังคงมุ่งเน้นที่ธุรกิจหลัก (Core Business) คือการประมูลรถยนต์และจักรยานยนต์ และขยายธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง (Non-core Business) เช่น บริการก่อนและหลังการประมูล (ประกันภัย, สินเชื่อ, จำนำจอด, การขนย้าย และอู่ซ่อม)
โดยตั้งเป้าการเติบโตในกลุ่มธุรกิจเสริมนี้ที่ 10% เพื่อให้บริการครบวงจรแก่ลูกค้าทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย
2. ผลประกอบการและสถานะทางการเงิน ประจำปี 2568
รายได้และกำไร:
รายได้รวมอยู่ที่ 1,027.71 ล้านบาท (ลดลงประมาณ 20% จากปีก่อนหน้า) กำไรขั้นต้น 438.77 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 200.93 ล้านบาท
สาเหตุหลักที่รายได้และกำไรลดลงมาจากปริมาณรถยึดที่เข้าสู่ลานประมูลน้อยลง ซึ่งเป็นผลกระทบจากมาตรการพักชำระหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย ประกอบกับต้นทุนส่วนใหญ่ของบริษัทเป็นต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) จึงทำให้อัตรากำไรลดลงตามไปด้วย
สถานะการเงิน:
สินทรัพย์รวมอยู่ที่ 1,809 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) อยู่ที่ 2.61 เท่า แต่หากไม่นับรวมหนี้สินตามสัญญาเช่าพื้นที่ดำเนินการ อัตราส่วน D/E จะต่ำเพียง 0.62 เท่า ซึ่งถือว่าสถานะทางการเงินยังแข็งแกร่งมาก
การจ่ายปันผล:
ที่ประชุมอนุมัติจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.365 บาท (คิดเป็น 99.91% ของกำไรสุทธิ) โดยได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้ว 0.16 บาท เมื่อเดือนกันยายน 2568
3. สรุปประเด็นสำคัญจากช่วงถาม-ตอบ (Q&A)
Q : แผนการตรวจสภาพรถ EV ในธุรกิจ ตรอ.
A: ปัจจุบันกรมการขนส่งทางบกยังไม่มีเกณฑ์มาตรฐานสำหรับ ตรอ. ในการตรวจรถ EV เนื่องจากรถ EV เพิ่งเข้ามาในตลาดได้เพียง 2-3 ปี (ตรอ. ปกติตรวจรถอายุ 7 ปีขึ้นไป) แต่บริษัทกำลังติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดเพื่อเตรียมความพร้อม
Q: แผนธุรกิจ 5 ปี และทิศทางในอนาคต?
A: ผู้บริหารมองว่าปริมาณรถยึดจากสถาบันการเงินอาจถึงจุดอิ่มตัว บริษัทจึงจะมุ่งเจาะกลุ่มลูกค้ารายย่อยมากขึ้น และขยายบริการรอบข้าง (เช่น ประกันภัย การขนย้าย) ให้รวดเร็วที่สุด นอกจากนี้ในอนาคตอาจขยายไปสู่การประมูลทรัพย์สินประเภทอื่นๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์
Q: สอบถามรายได้จากธุรกิจ ตรอ?
A: ปัจจุบันเปิดให้บริการแล้ว แต่มองว่าเป็นบริการเสริมเพื่อเติมเต็มระบบนิเวศของบริษัทมากกว่า โดยคาดว่ารายได้หลักจากส่วนนี้ในอนาคตจะมาจากการขาย "ประกันภัย" ไม่ใช่ค่าบริการตรวจสภาพรถ
Q: สถานการณ์ตลาดรถยนต์มือสอง (เต็นท์รถปิดตัว)?
A: แม้จะมีเต็นท์รถบางแห่งปิดตัวลง แต่ผู้บริหารมองว่าเป็นเรื่องปกติของวัฏจักรธุรกิจ ลูกค้าบางรายยังคงซื้อมารถเข้าเต็นท์เพิ่มขึ้น ขณะนี้ปัญหาหลักคือซัพพลาย (รถเข้าลานประมูล) มีน้อย ทำให้ราคารถในลานประมูลยังค่อนข้างสูง
Q: แนวโน้มรถยึดจากสภาวะเศรษฐกิจ?
A: จากปัจจัยเรื่องสงคราม น้ำมันแพง การปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น และการสิ้นสุดมาตรการพักชำระหนี้ ผู้บริหารคาดว่าจะมีโอกาสที่ปริมาณรถยนต์จะไหลเข้าสู่ลานประมูลเพิ่มมากขึ้นในระยะต่อไป
Q: สอบถามส่วนแบ่งการตลาด (Market Share)?
A: ปัจจุบัน AUCT ยังคงครองตำแหน่ง อันดับ 1 ในตลาดประมูลรถยนต์มือสอง โดยมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ประมาณกว่า 40%
สรุปการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (AGM) ของบริษัท บิซิเนส ออนไลน์ จำกัด (มหาชน) หรือ BOL
1. สรุปผลการดำเนินงานทางการเงินและสถานะของบริษัท
ผลประกอบการรวม:
บริษัทมีรายได้รวม 814.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% จากปีก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 291 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.5%
งบการเงินเฉพาะกิจการ:
มีรายได้รวม 767.6 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 22.7%) และกำไรสุทธิ 295.6 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 20.7%) สาเหตุที่งบเฉพาะกิจการมีกำไรสูงกว่างบรวม เนื่องจากมีการรับรู้รายได้จากเงินปันผลของบริษัทย่อย (ซึ่งรายการนี้จะถูกหักลบออกไปในงบการเงินรวม)
โครงสร้างรายได้:
แบ่งเป็นรายได้จากผลิตภัณฑ์หลัก (Organic Product) ประมาณ 60% และรายได้จากงานโครงการ (Project) ประมาณ 40%
โดยในปีนี้รายได้จากงานโครงการเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ลดลงมาอยู่ที่ 60.7% เนื่องจากงานโครงการมีต้นทุนที่สูงกว่า แต่ในภาพรวมบริษัทยังคงมีกำไรสุทธิที่เติบโต
สถานะทางการเงิน:
สินทรัพย์รวมเติบโต 10.2% มาอยู่ที่ 1,550 ล้านบาท หนี้สินรวมอยู่ที่ 453.3 ล้านบาท (ส่วนใหญ่มาจากเงินกู้ยืมระยะสั้นเพื่อใช้หมุนเวียนและรายได้รัยล่วงหน้า) และส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น qq1,096.7 ล้านบาท สะท้อนถึงโครงสร้างเงินทุนที่แข็งแกร่งด้วยอัตราส่วนสภาพคล่องสูงถึง 2.21 เท่า
การกำกับดูแลกิจการ
บริษัทมีนโยบายต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชัน รวมถึงมีช่องทางรับข้อร้องเรียน (Whistleblower) อย่างชัดเจน โดยในปีที่ผ่านมาไม่มีการแจ้งเรื่องร้องเรียนใดๆ เกิดขึ้น
---
2. สรุปช่วงถาม-ตอบ (Q&A)
ประเด็นที่ 1: ทิศทางของเทคโนโลยี AI และผลกระทบต่อบริษัท
AI ส่งผลกระทบอย่างไรต่อ BOL:
ผู้บริหาร(ลูกสาวคุณแจ็ค) มองว่าเป็น "ผลบวก" อย่างมาก เนื่องจาก AI ต้องการ "ข้อมูล (Big Data)" ที่ถูกต้องและครอบคลุมเป็นรากฐาน ซึ่ง BOL มีจุดแข็งด้านข้อมูลที่สมบูรณ์และอัปเดตที่สุด การเติบโตของ AI จึงทำให้ความต้องการใช้ข้อมูลสูงขึ้นตามไปด้วย
กลยุทธ์ด้าน AI:
บริษัทไม่ได้สร้าง AI เพื่อไปแข่งขันกับบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก (เช่น จีน หรือ สหรัฐฯ) แต่บริษัทกำลังลงทุนสร้าง AI Labs และพัฒนาทีมวิศวกรของตนเอง เพื่อสร้างแอปพลิเคชัน AI ที่เจาะจงสำหรับ "ภาคอุตสาหกรรม (Industry-specific)" เช่น ภาคการเงิน หรือประกันภัย เพื่อช่วยองค์กรวิเคราะห์โอกาสและบริหารความเสี่ยง
ผลกระทบต่อพนักงาน:
CEO คุณชัยพรยืนยันว่าจะ ไม่มีการใช้ AI เพื่อลดจำนวนพนักงาน แต่จะนำ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และยกระดับขีดความสามารถของบุคลากร เพื่อรองรับการสร้างรายได้ใหม่ๆ ในอนาคต
ประเด็นที่ 2: การดำเนินงานในต่างประเทศ (เวียดนามและกลุ่ม CLMV)
คำถามจากสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทยถาม
การถอนตัวจากเวียดนาม:
ปัจจุบันบริษัทได้ดำเนินการปิดกิจการในประเทศเวียดนามแล้ว และอยู่ระหว่างการชำระบัญชี สาเหตุหลักมาจากโครงสร้างการแข่งขันที่ต่างจากไทย มีผู้เล่นรายย่อยจำนวนมาก และเกิดการแข่งขันด้านราคา (Price War) อย่างรุนแรง ทำให้บริษัทตัดสินใจถอยออกมา และปัจจุบันยังไม่มีแผนที่จะขยายตลาดไปยังประเทศอื่นในกลุ่ม CLMV
ประเด็นที่ 3: กระแสเงินสด รายได้ และการลงทุน
กระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ลดลง:
แม้กำไรจะสูงขึ้นแต่กระแสเงินสดลดลง เกิดจาก 2 ปัจจัย ได้แก่
1) ลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะลูกค้ากลุ่มสถาบันการเงินและภาครัฐที่มีขั้นตอนการอนุมัติจ่ายเงินค่อนข้างนาน (แต่ได้รับชำระครบถ้วนแล้วหลังปิดงวด)
2) มีการจ่ายเงินลงทุนล่วงหน้าสำหรับโครงการภาครัฐขนาดใหญ่ระดับ 400 ล้านบาท ก่อนที่จะทยอยรับรู้รายได้
การบริหารเงินสดในมือ:
บริษัทมีสภาพคล่องสูงจากการเก็บค่าบริการล่วงหน้า เงินสดเหล่านี้ถูกเตรียมไว้เพื่อเป็นทุนสำรองสำหรับรองรับโครงการใหม่ๆ ขนาดใหญ่ และการลงทุนพัฒนาระบบ AI โดยบริษัทสามารถใช้เงินสดที่มีหมุนเวียนควบคู่ไปกับวงเงินธนาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การรับรู้รายได้:
หากเป็นค่าบริการข้อมูล (Organic Product) จะรับรู้รายได้แบบหารเฉลี่ยเท่าๆ กันตลอดอายุสัญญา (เช่น 12 เดือน) แต่หากเป็นงานโครงการ (Project) จะรับรู้รายได้ตามสัดส่วนความก้าวหน้าของงาน (Percentage of Completion)
ประเด็นที่ 4: ความท้าทาย ปัจจัยเสี่ยง และเศรษฐกิจมหภาค
ปัญหาต้นทุน Hardware/Memory ที่พุ่งสูงขึ้น:
จากความต้องการสร้าง AI Data Center ทั่วโลกทำให้ชิ้นส่วนแพงขึ้น บริษัทแก้ปัญหานี้โดยการทำงานร่วมกับทั้งซัพพลายเออร์และลูกค้าแบบใกล้ชิด (Side-by-side) เพื่อประเมินต้นทุนและตกลงล็อกราคากันล่วงหน้าก่อนรับงาน เพื่อรักษาอัตรากำไรของโครงการไม่ให้ต่ำกว่าเกณฑ์
การเข้ามาของ Data Center ระดับโลกในไทย:
คุณแจ็คยืนยันว่าไม่ได้รับผลกระทบทางลบ เนื่องจาก Data Center ของต่างชาติเข้ามาเพื่อใช้ไฟฟ้าราคาถูกในการคำนวณและเทรน AI ของตนเอง ไม่ได้มารับลูกค้าในไทย ในขณะที่ Data Center ของ BOL ทำหน้าที่โฮสต์แอปพลิเคชันและเก็บข้อมูลสำคัญระดับชาติ (เช่น ข้อมูลสถาบันการเงิน) ซึ่งมีความปลอดภัยขั้นสูงสุด (Mission Critical) และข้อมูลไม่สามารถนำไปเก็บใน Public Cloud ของต่างชาติได้
ผลกระทบจสงคราม(อิสราเอล-อิหร่าน):
ไม่มีผลกระทบทางตรงต่อธุรกิจ เพราะบริษัทไม่ได้พึ่งพาน้ำมัน หรือการนำเข้าส่งออกสินค้า แต่มีผลกระทบทางอ้อมคือ ลูกค้าบางรายอาจชะลอการตัดสินใจลงทุนเพื่อดูสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่ได้กังวลมากนักและยังคงมุ่งเป้าไปที่การพัฒนาโปรดักส์ AI ใหม่ๆ และเดินหน้าประมูลงานจากภาครัฐที่มีงบประมาณรองรับอยู่แล้วอย่างต่อเนื่อง
สรุปการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (AGM) ของบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ประจำปี 2568
วาระที่ 1: ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ
ไม่มีเรื่องแจ้งเพิ่มเติมให้ที่ประชุมทราบ
วาระที่ 2: รับทราบผลการดำเนินงานของบริษัท
กลุ่มธุรกิจหลัก (ดาวเทียมสื่อสาร):
บริษัทยังคงเดินหน้าขยายฐานลูกค้าทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มงานด้านความมั่นคงในไทย (อินเทอร์เน็ตชายแดน) และภาคอุตสาหกรรมในอินเดีย นอกจากนี้ยังรับงานวิศวกรรมระบบดาวเทียมให้แก่ NT (ไทยคม 4 และ 6) และ GISTDA
กลุ่มธุรกิจใหม่ (Geospatial Intelligence - GI):
ให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ เช่น แพลตฟอร์มตรวจจับร่องรอยการเผาป่าเพื่อแก้ปัญหา PM 2.5 และ แพลตฟอร์ม Carbon Watch ประเมินคาร์บอนเครดิต
ความคืบหน้าดาวเทียมดวงใหม่:
ไทยคม 9: เตรียมส่งขึ้นสู่วงโคจรที่ 119.5 องศาตะวันออก เพื่อรองรับการใช้งานในประเทศอินเดีย
ไทยคม 10: เป็นดาวเทียมรุ่นใหม่ที่มีช่องสัญญาณเพิ่มขึ้น 10 เท่า ปิดการขายล่วงหน้า (Pre-sale) ไปแล้ว 50% ให้กับบริษัทจากฝรั่งเศส และบริษัทได้รับการอนุมัติสินเชื่อ 184 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากสถาบันการเงินต่างประเทศเพื่อใช้ในโครงการนี้
ผลประกอบการทางการเงิน:
บริษัทพลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 40 ล้านบาท และมีรายได้รวม 2,737 ล้านบาท
วาระที่ 3: พิจารณาอนุมัติงบการเงิน
สินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้น 2,164 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากการก่อสร้างดาวเทียมไทยคม 9 และ 10
หนี้สินรวมเพิ่มขึ้นจากการกู้ยืมธนาคารมาใช้สร้างดาวเทียม
วาระที่ 4: พิจารณาอนุมัติงดจ่ายเงินปันผล
ที่ประชุมอนุมัติงดจ่ายเงินปันผล เนื่องจากบริษัทมีความจำเป็นต้องสำรองกระแสเงินสดไว้เพื่อเป็นงบลงทุนในการสร้างดาวเทียมดวงใหม่ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ทั้งนี้ บริษัทได้จัดสรรกำไรเป็นทุนสำรองตามกฎหมายครบถ้วน 10% ตามที่กำหนดแล้ว
วาระที่ 5: พิจารณาแต่งตั้งผู้สอบบัญชี
อนุมัติแต่งตั้งบริษัท KPMG ภูมิชัย สอบบัญชี จำกัด เป็นผู้สอบบัญชีประจำปี โดยมีค่าสอบบัญชีรวม 1,780,000 บาท
วิสัยทัศน์และมุมมองจากประธานกรรมการ (ช่วงท้ายการประชุม)
ทิศทางของดาวเทียมกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคทีวีดาวเทียมไปสู่บริการบรอดแบนด์ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ (Defense & Security) โดยนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น AI เข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อการพยากรณ์และป้องกันภัยพิบัติต่างๆ
---
สรุปช่วงถาม-ตอบ (Q&A) :
หมวดกลยุทธ์ การลงทุน และดาวเทียมดวงใหม่ :
1. งบลงทุนดาวเทียม:
การสร้างดาวเทียม 1 ดวง ใช้งบลงทุนประมาณ 5,000 - 10,000 ล้านบาท
2.จุดคุ้มทุน (Breakeven):
ดาวเทียมจะถึงจุดคุ้มทุนเมื่อมีการใช้งาน (Utilization) ประมาณ 60-70% ของความจุทั้งดวง
3. อายุการใช้งานดาวเทียม:
อายุใช้งานประมาณ 15 ปี (ขึ้นอยู่กับปริมาณเชื้อเพลิง) และมีการตัดค่าเสื่อมราคาแบบเส้นตรง 15 ปี
4. การขายล่วงหน้า (Pre-sale) ของดาวเทียมดวงใหม่:
ไทยคม 10 เซ็นสัญญาขายล่วงหน้าไปแล้ว 50% ตลอดอายุการใช้งาน ส่วนที่เหลืออีก 2 ปีคาดว่าจะเซ็นสัญญากับอินเดียและประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มอีก 20-30% ก่อนยิงดาวเทียม ส่วนไทยคม 9 คาดว่าจะย้ายลูกค้าจากไทยคม 4 มาประมาณ 20% และหาเพิ่มอีก 10-20% ก่อนเปิดให้บริการ
5. แผนรับมือหากดาวเทียมล่าช้า:
บริษัทมีแผนสำรองโดยการเช่าช่องสัญญาณจากดาวเทียมต่างประเทศ เพื่อให้ลูกค้าใช้งานได้อย่างต่อเนื่องและไม่เสียรายได้
6. ความเสี่ยงด้าน Technology Disruption:
บริษัทไม่กังวล เพราะดาวเทียมใหม่ใช้เทคโนโลยี Software Defined Satellite ที่สามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่และซอฟต์แวร์การใช้งานได้ตลอดอายุการใช้งาน จึงมีความยืดหยุ่นสูงและไม่ล้าสมัย
7. ผลกระทบจาก Quantum Computing:
มองว่าเป็นผลดีที่จะเข้ามาช่วยเสริมศักยภาพการประมวลผล AI ของธุรกิจการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ (GI) ของบริษัท
8.การจัดการดาวเทียมหมดอายุ:
บริษัทจะดำเนินการผลักดาวเทียมออกสู่วงโคจรทิ้งช่วง (Graveyard Orbit) เพื่อคืนพื้นที่วงโคจรให้ว่างและเกิดความปลอดภัย
หมวดการแข่งขัน และลูกค้า :
9. การแข่งขันในอินเดียและรับมือ Starlink:
Starlink ยังไม่ได้รับใบอนุญาตในอินเดีย ในขณะที่ไทยคมให้บริการรัฐบาลอินเดียมาถึง 20 ปี มีความน่าเชื่อถือสูงด้านความมั่นคง และครองส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มดาวเทียมบรอดแบนด์ต่างชาติถึง 70% โดยตั้งเป้าเติบโตในอินเดีย 20-30% ต่อปีในอีก 5 ปีข้างหน้า
10.ปัจจัยที่ลูกค้าเลือกใช้ไทยคม:
ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นระดับรัฐบาลและองค์กรขนาดใหญ่ ปัจจัยหลักคือ "ความไว้วางใจและประสบการณ์" ที่ไทยคมสามารถส่งมอบมอบบริการได้ตรงตามสัญญาและมีความมั่นคงสูง
11. โครงการ USO เฟส 3:
กสทช. ได้ยกเลิกการประมูลเดิมไปแล้ว และคาดว่าจะเปิดประมูลใหม่ใน 1-2 เดือนนี้ โครงการมีมูลค่าประมาณ 5,400 ล้านบาท (ผูกพัน 5 ปี) ซึ่งบริษัทคาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้บางส่วนในปีนี้
12. การผสานพลัง (Synergy) กับบริษัทแม่และบริษัทในเครือ:
มีการร่วมมือกับ AIS ในการทำโซลูชันด้านเครือข่ายร่วมกัน (เช่น ภารกิจกู้ภัยน้ำท่วม) และได้รับการสนับสนุนด้านคำปรึกษาและเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินจาก GULF
หมวดงบการเงินและเงินปันผล :
13. เป้าหมายการเติบโต:
ปีนี้บริษัทตั้งเป้ารายได้รวม (Top Line) เติบโตอย่างน้อย 3-5%
14. รายการกำไรจากการตัดจำหน่ายเจ้าหนี้ 235 ล้านบาท:
เกิดจากการกลับรายการทางบัญชี เนื่องจากสัญญาสัมปทานสิ้นสุดลง ทำให้เงื่อนไขที่ต้องชำระหนี้ส่วนนี้ถูกยกเลิกไป บริษัทจึงบันทึกกลับมาเป็นรายได้
15.สัดส่วนรายได้ต่างประเทศที่ลดลง:
เกิดจากเป็นช่วงรอยต่อที่ดาวเทียมไทยคม 4 ใกล้หมดอายุ ปัจจุบันรายได้มาจากในประเทศ 70% และต่างประเทศ 30% แต่หากดาวเทียมดวงใหม่เริ่มทำงาน สัดส่วนจะพลิกกลับเป็นรายได้จากต่างประเทศ 70%
16. การตั้งค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิต (ECL):
บริษัทครอบคลุมลูกหนี้ทุกประเภท รวมถึงลูกหนี้การค้าและกลุ่มกิจการที่เกี่ยวข้องกัน ตามมาตรฐานบัญชี TFRS 9 แล้วอย่างครบถ้วน
17. การพิจารณาเรื่องเงินปันผลในอนาคต:
บริษัทยืนยันว่าตั้งใจจะกลับมาจ่ายเงินปันผลในอนาคต เมื่อนำกระแสเงินสดไปลงทุนในดาวเทียมดวงใหม่จนสร้างผลตอบแทนระยะยาวได้อย่างเต็มที่แล้ว
สรุปการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี (AGM) ของบริษัท ไอทีซิตี้ จำกัด(มหาชน)
วาระที่ 1: รับทราบผลการดำเนินงานของบริษัทประจำปี 2568
ผลประกอบการ:
บริษัทมีรายได้รวม 9,855 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 820 ล้านบาท (เติบโต 9%) และมีกำไรสุทธิ 172 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20 ล้านบาท (เติบโต 15%)
ความสามารถในการทำกำไร:
อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) เพิ่มขึ้นจาก 11.3% เป็น 17.6% และอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) เพิ่มขึ้น 3% ปัจจัยหลักมาจากการขายสินค้าที่มีอัตรากำไรสูงได้มากขึ้น เช่น สมาร์ทโฟนและสินค้าประเภท IoT
กลยุทธ์และการจัดการสาขา:
ณ สิ้นปี 2568 บริษัทมีสาขารวมทั้งสิ้น 337 สาขา (ประกอบด้วย IT City 170 สาขา, CSC 80 สาขา, Apple 9 สาขา, B Shop และ RER Shop 78 สาขา)
บริษัทมุ่งเน้นการทบทวนและปรับเปลี่ยนทำเลที่ตั้งสาขาอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน แม้ค่าเช่าในบางพื้นที่อาจสูงขึ้น แต่ก็คุ้มค่ากับขีดความสามารถในการทำกำไรที่เพิ่มขึ้น
การบริหารบุคลากร:
ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งมาจากการลงทุนพัฒนาศักยภาพบุคลากรและปรับโครงสร้างผลตอบแทน ซึ่งช่วยลดปัญหาสมองไหลและเพิ่มประสิทธิภาพในการขายอย่างยั่งยืน
การกำกับดูแลกิจการ:
บริษัทอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมเพื่อยื่นขอการรับรองแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของเอกชนไทย (CAC)
วาระที่ 2: พิจารณาอนุมัติงบการเงินสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568
งบเฉพาะกิจการ:
มีสินทรัพย์รวม 3,878 ล้านบาท, หนี้สินรวม 2,721 ล้านบาท, ส่วนของผู้ถือหุ้น 1,157 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 152 ล้านบาท
งบการเงินรวม:
มีสินทรัพย์รวม 3,925 ล้านบาท, หนี้สินรวม 2,624 ล้านบาท, ส่วนของผู้ถือหุ้น 1,302 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 172 ล้านบาท
มติที่ประชุม: อนุมัติด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 100%
วาระที่ 3: พิจารณาและอนุมัติการจ่ายเงินปันผล
การจ่ายเงินปันผล:
ที่ประชุมอนุมัติจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.29 บาท รวมเป็นเงินกว่า 106.25 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 69.76% ของกำไรสุทธิ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของบริษัทที่ต้องจ่ายไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิ
รายละเอียดการจ่าย:
บริษัทได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้ว 0.08 บาทต่อหุ้น เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 จึงเหลือส่วนที่ต้องจ่ายเพิ่มเติมอีก 0.21 บาทต่อหุ้น โดยกำหนดจ่ายในวันที่ 5 May 2569
ทุนสำรองตามกฎหมาย:
บริษัทไม่ต้องจัดสรรกำไรเป็นทุนสำรองเพิ่มเติม เนื่องจากการตั้งทุนสำรองปัจจุบันครบตามกฎหมายกำหนด (ร้อยละ 10 ของทุนจดทะเบียน) เรียบร้อยแล้ว
มติที่ประชุม: อนุมัติด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 100%
วาระที่ 4: การแต่งตั้งกรรมการแทนกรรมการที่ออกตามวาระ
มีกรรมการที่ต้องพ้นจากตำแหน่งตามวาระจำนวน 4 ท่านเพื่อความโปร่งใสตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ได้แก่ คุณวิชิต ชาญอมร, คุณสรศักดิ์ พันตสุวรรณ, ดร.สาธิต ปิติวรา และคุณพิชัย โกมลวิชญ์
มติที่ประชุม: อนุมัติด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 100%
---
สรุปคำถาม-คำตอบ (Q&A) :
1. คำถามเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าเช่าและค่าบริการ
ผู้ถือหุ้นสอบถามถึงสาเหตุที่รายได้จากค่าเช่าและค่าบริการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด (จากหลัก 2 ล้านบาท เป็นกว่า 44-45 ล้านบาท) ?
คำตอบ: การเติบโตส่วนนี้มาจากโครงการพิเศษที่บริษัทได้รับจากภาครัฐ ในการให้เช่าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ประเภทแท็บเล็ต แม้ว่าโครงการลักษณะนี้จะไม่ได้เกิดขึ้นทุกปีและถือเป็นรายได้แบบครั้งคราว แต่บริษัทมีความพร้อมที่จะเข้าร่วมให้บริการในโครงการอื่นๆ ต่อไปหากมีโอกาส
2. คำถามเกี่ยวกับแผนการใช้เงินลงทุนและการเตรียมเงินสำรองในปีนี้
ผู้ถือหุ้นสอบถามว่าบริษัทมีแผนจะนำเงินไปลงทุนขยายกิจการทำธุรกิจใหม่ๆ หรือมีการสำรองเงินไว้เผื่อสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจหรือไม่?
คำตอบ: ผู้บริหารชี้แจงว่าเงินสดหมุนเวียนที่มีอยู่ในปัจจุบันเพียงพอสำหรับการดำเนินธุรกิจตามปกติและการจ่ายเงินปันผลทั้งหมดแล้ว และในระยะนี้บริษัทตลาดยังไม่มีแผนขยายการลงทุนขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เม็ดเงินจำนวนมาก จึงไม่มีความจำเป็นต้องกันเงินสำรองเพิ่มเติม
3. คำถามเกี่ยวกับแนวทางการรับมือต้นทุนชิ้นส่วนไอทีที่สูงขึ้น และแผนการเติบโตของกำไร
ผู้ถือหุ้นแสดงความกังวลเรื่องราคาต้นทุนสินค้ากลุ่มไอที (เช่น ฮาร์ดดิสก์, หน่วยความจำ, สินค้าโน้ตบุ๊ก) ที่กำลังปรับพุ่งสูงขึ้น โดยสังเกตว่าปีที่ผ่านมารายได้เติบโตเกือบ 10% แต่กำไรกลับโตขึ้นเพียงเล็กน้อย บริษัทมีแผนรับมือการขึ้นราคาและจะบริหารจัดการให้กำไรเติบโตได้อย่างไร?
คำตอบ: ผู้บริหารชี้แจงกลยุทธ์รับมือ 4 ประการ ดังนี้
1. การแก้ปัญหาสมองไหล: ปีที่ผ่านมาบริษัทลงทุนปรับเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านผลตอบแทนพนักงานเพื่อให้แข่งขันได้ในตลาด ส่งผลให้อัตราพนักงานลาออก (Turnover) ลดลงจาก 10% ต่อเดือนเหลือเพียง 1% กว่า ซึ่งถือเป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งในระยะยาว
2. การปรับพื้นที่และทำเลอย่างคุ้มค่า:บริษัทยอมรับภาระค่าเช่าที่อาจสูงขึ้นในพื้นที่ศักยภาพใหม่ เพื่อแลกกับการขยายขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
3. ความจำเป็นของสินค้าและอำนาจการต่อรอง: แม้ผู้ผลิตจะปรับขึ้นราคาสินค้า แต่ด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคนี้ถือว่าสินค้าไอทีมีความจำเป็นในชีวิตประจำวันอย่างมาก ลูกค้าจึงยังคงจำเป็นต้องซื้อ นอกจากนี้ บริษัทยังมีศักยภาพและอำนาจการต่อรอง (Bargaining Power) เหนือกว่าคู่แข่งในการบริหารสต็อกและเจรจาล็อกราคาสินค้าล่วงหน้า
4. ปัจจัยบวกที่กำลังจะส่งผล: ในปีที่ผ่านมามีปัจจัยสนับสนุน 3 ประการที่เข้ามาล่าช้ากว่าที่คาดไว้ แต่ปัจจัยเหล่านี้กำลังจะทยอยส่งผลและสะท้อนกลับมาเป็นกำไรที่ชัดเจนขึ้นในผลประกอบการไตรมาสที่ 1 (Q1) นี้
4. คำถามเกี่ยวกับการวางจำหน่ายสินค้ากลุ่ม Apple
ถือหุ้นสอบถามว่าบริษัทมีแผนที่จะนำสินค้า Apple อย่าง MacBook ซึ่งรุ่นใหม่มีราคาดึงดูดใจสำหรับกลุ่มนักศึกษาเข้ามาจัดจำหน่ายหรือไม่?
คำตอบ: ปัจจุบันบริษัทมีการจัดจำหน่ายสินค้าประเภท iPad อยู่แล้ว และกำลังดำเนินการเจรจาเพื่อนำกลุ่มสินค้า MacBook รวมถึงสินค้าอื่นๆ เข้ามาจำหน่ายด้วยในเร็วๆ นี้ ซึ่งคาดว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยผลักดันยอดขายได้เป็นอย่างดี
AGM GPI 1 APR 69
วาระที่ 2 รับทราบผลการดำเนินงานของบริษัทสำหรับปี2568
ประธานฯ ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า บริษัทได้สรุปผลการดำเนินงานและการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของบริษัท ปี 2568 คำอธิบายและการวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ (MD&A) ซึ่งปรากฏในแบบ 56-1 One Reportทั้งนี้ ประธานฯ ได้มอบหมายให้ นายพีระพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เป็นผู้รายงานผลการดำเนินงานโดยสรุปได้ดังนี้
บริษัทมีรายได้รวมจำนวน 829.34 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 10.64 ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาแนวโน้มรายได้
ในช่วงที่ผ่านมา พบว่าบริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยในปี 2566 เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ประมาณร้อยละ 8
ในปี 2567 เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ประมาณร้อยละ 19 สะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นตัวและการเติบโตของธุรกิจภายหลังสถานการณ์โควิด-19คลี่คลาย ประกอบกับความสำเร็จของการจัดงาน Bangkok International Motor Show ซึ่งมีผู้ประกอบการยานยนต์จากประเทศจีนเข้าร่วมเพิ่มขึ้น ส่งผลให้รายได้ของบริษัทเติบโตในระดับที่สูงขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทได้เริ่มขยายธุรกิจไปสู่การจัดกิจกรรม
ด้านกีฬาและเอ็นเตอร์เทนเมนต์เพิ่มเติม ส่งผลให้ในช่วงปี 2565 - 2568 บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปี
สำหรับกำไรเบ็ดเสร็จในปี 2568 บริษัทมีกำไรจำนวน 81.83 ล้านบาท ลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 22.51 โดยปกติบริษัทมีแนวโน้มการเติบโตของกำไรเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 กำไรปรับลดลง สาเหตุหลักมาจากการรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัท ทรูเอ็นเนอร์จี จำกัด 16.51 ล้านบาท รวมถึงการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญจากลูกหนี้บริษัท เนต้า
ออโต้ (ไทยแลนด์) 7.6 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายเพื่อการกุศล โดยบริษัทได้บริจาคโดยเสด็จพระราชกุศลเนื่องในโอกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา 72 พรรษา และในโอกาสครบรอบ 55 ปีของบริษัท เป็นจ านวน 5.5 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับคดีความและการด าเนินการต่าง ๆ เช่น ค่าที่ปรึกษากฎหมาย และค่าที่ปรึกษา
ทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับกรณีของบริษัท ทรูเอ็นเนอร์จี จ ากัด รวมเป็น 6 ล้านบาท โดยค่าใช้จ่ายดังกล่าวข้างต้น รวมอยู่ในรายการค่าใช้จ่ายพิเศษ (One-time expenses) ซึ่งมีมูลค่ารวมประมาณ 30–40 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา
ปัจจุบัน บริษัทคาดว่าจะไม่มีค่าใช้จ่ายลักษณะดังกล่าว เนื่องจากกรณีของบริษัท ทรูเอ็นเนอร์จี จ ากัด ได้ยุติการดำเนินกิจการแล้ว
รายละเอียดรายได้จากการขายและการให้บริการ รวมถึงกำไรขั้นต้นในแต่ละธุรกิจ ปี 2568 มีรายละเอียด ดังนี้
ธุรกิจจัดงานแสดงสินค้าและส่งเสริมทางการตลาด
(หน่วย : ล้านบาท) 2565/ 2566 / 2567 / 2568
รายได้จากการขายและบริการ 511.99 / 566.65 /689.98 /761.05
กำไรขั้นต้น 242.29/ 285.25 / 350.48 / 367.53
ธุรกิจจัดงานแสดงสินค้าและส่งเสริมการตลาดในปี 2568
มีรายได้จำนวน 761.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.30 จากปี 2567 และมีกำไรขั้นต้น 367.53 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากการจัดงาน Bangkok International Motor Show
ซึ่งมีผู้เข้าร่วมออกงานเพิ่มขึ้น และมีการขยายพื้นที่จัดงานเพิ่มอีก 1 ฮอลล์ รวมถึงการรับรู้รายได้จากการจัดงาน Amazing
Thailand–Pattaya BWF World Senior Championship และงาน Fan Meeting
ทั้งนี้ ในช่วงปี 2565–2568 บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยประมาณร้อยละ 50 โดยในปี 2568 อัตรากำไรขั้นต้นปรับลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 48 เนื่องจากบริษัทมีการดำเนินธุรกิจและจัดงานรูปแบบใหม่เพิ่มเติม ซึ่งยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและมีอัตรากำไรต่ำกว่างานหลักเดิมของบริษัท จึงต้องใช้ระยะเวลาใน
การพัฒนาเพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกำไร ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงเล็กน้อย
ธุรกิจสิ่งพิมพ์และสื่อดิจิทัล
(หน่วย : ล้านบาท) 2565 / 2566 / 2567 / 2568
รายได้จากการขายและบริการ 34.88 / 31.00 / 25.61 / 24.87
กำไรขั้นต้น -1.53 /5.08 /3.35/ 0.22
ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อดิจิทัลในปี 2568 มีรายได้ 24.87 ล้านบาท ลดลงจากปี 2567 ซึ่งมีรายได้ 25.61 ล้านบาท คิดเป็นการลดลงร้อยละ 2.89 ทั้งนี้ ธุรกิจดังกล่าวเป็นธุรกิจที่บริษัทยังคงดำเนินการต่อเนื่อง โดยในปี 2569 บริษัทมีแผนปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยเฉพาะการควบคุมและลดค่าใช้จ่าย เพื่อให้สอดคล้องกับระดับรายได้ที่ลดลง นอกจากนี้
สื่อของบริษัทมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการสื่อสารทางการตลาดกิจกรรมต่าง ๆ ของบริษัท รวมถึงการจัดงาน
Bangkok International Motor Show โดยบริษัทมีแนวทางในการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างเหมาะสม เพื่อรักษาระดับผลการ
ดำเนินงานและหลีกเลี่ยงการขาดทุนในธุรกิจดังกล่าว
ธุรกิจรับจ้างพิมพ์ (หน่วย : ล้านบาท) 2565 2566 2567 2568
รายได้จากการขายและบริการ 18.29 /28.43/ 32.76 /43.42
กำไรขั้นต้น -7.51 /-0.88/ -4.24 /-2.55
ธุรกิจรับจ้างพิมพ์เป็นธุรกิจที่มีรายได้ไม่สูงมากเมื่อเทียบกับธุรกิจหลักของบริษัท อย่างไรก็ตาม บริษัทมีรายได้จากธุรกิจ
ดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในแต่ละปี โดยในปี 2568 บริษัทมีรายได้ 43.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 32.48 จากปีก่อนหน้า เนื่องจากบริษัทมีการรับจ้างพิมพ์งานเพิ่มขึ้น รวมถึงการขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มลูกค้าใหม่ และการให้บริการงานพิมพ์ใน 6 รูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งนี้ บริษัทประเมินว่า หากสามารถดำเนินการขยายฐานลูกค้าและรักษาแนวโน้มการเติบโตดังกล่าวได้อย่างต่อเนื่อง ธุรกิจรับจ้างพิมพ์มีแนวโน้มที่จะถึงจุดคุ้มทุน (Break-even) ได้ในระยะเวลาอันใกล้
ธุรกิจอื่นๆ (หน่วย : ล้านบาท) 2565 / 2566 / 2567 /2568
รายได้จากการขายและบริการ 11.29 /1.60 /1.20 / 0.00
กำไรขั้นต้น 1.76 /-0.63/ -2.93 /-1.53
ธุรกิจอื่นๆ ของบริษัท เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายอุปกรณ์และของตกแต่งรถแข่ง โดยในปัจจุบันบริษัทได้ชะลอการพัฒนา
โครงการ เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจ ส่งผลให้ยังไม่มีรายได้เพิ่มเติมจากการ
ดำเนินงานในส่วนดังกล่าว อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงดำเนินการจัดกิจกรรมการแข่งขันรถยนต์และงานอีเว้นท์ที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง
สำหรับอัตราส่วนทางการเงินในปี 2568 บริษัทมีอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) ลดลงจากร้อยละ 14.60 ในปี 2567 เป็นร้อยละ 11.06
และอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA) ลดลงจากร้อยละ 15.42 เป็นร้อยละ 12.57
สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการบริหารและค่าใช้จ่ายในการขาย ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายพิเศษ (One-time expenses) ตามที่ได้ชี้แจงไปแล้ว และคาดว่าจะไม่เกิดขึ้นในปีปัจจุบัน สำหรับอัตรากำไสุทธิอยู่ที่ร้อยละ 9.70 ลดลงร้อยละ 4.46 จากปีก่อนหน้า เนื่องจากปัจจัยเดียวกัน ในส่วนของอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Debt to Equity Ratio) ของบริษัทยังคงอยู่ในระดับต่ำและเหมาะสม โดยอยู่ในช่วงประมาณ 0.18–0.19 เท่า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้สินหมุนเวียนในรูปของเจ้าหนี้การค้า และไม่มีภาระหนี้สินระยะยาวที่มีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ได้มีการสรุปภาพรวมการดำเนินงานด้านกิจกรรมอีเว้นท์ ซึ่งเป็นธุรกิจหลักที่บริษัทให้ความสำคัญ โดยในปีที่ผ่านมา บริษัทได้ดำเนกิจกรรมในหลายรูปแบบ และมีแผนพัฒนาต่อยอดอย่างต่อเนื่องในอนาคต
สำหรับกิจกรรมด้านเอ็นเตอร์เทนเมนต์ บริษัทได้จัดงานแฟนมีตติ้งภายใต้รูปแบบ Fan Experience Event โดยในปีที่
ผ่านมาได้จัดรวมทั้งสิ้น 5 กิจกรรม ซึ่งเป็นงานขนาดเล็กถึงขนาดกลาง โดยมีจำนวนแฟนคลับรวมประมาณ 6,000 คน ทั้งนี้ ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงเริ่มต้นในการพัฒนาและสร้างความชัดเจนของรูปแบบกิจกรรมดังกล่าว โดยบริษัทมีเป้าหมายในการขยายฐานแฟนคลับจากระดับ 1,000–2,000 คน ไปสู่ระดับหลักหมื่นคนในอนาคต ในปี 2569 บริษัทมีแผนปรับกลยุทธ์โดยคัดเลือกจัดเฉพาะกิจกรรมที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้และลดความเสี่ยงจากการขาดทุน โดยมีแผนจัดงานแฟนมีตติ้งสำหรับศิลปินขนาดเล็ก
จำนวน 1 ราย และศิลปินที่มีฐานแฟนคลับขนาดใหญ่จ านวน 2 ราย ได้แก่ ศิลปินชาวเกาหลีใต้ คิมซอนโฮ ซึ่งมีฐานแฟนคลับ
ประมาณ 5,000 คน และการจัดคอนเสิร์ตศิลปินเกาหลีที่มีชื่อเสียง โดยมีขนาดการจัดงานประมาณ 5,000 ที่นั่งต่อรอบ จ านวน 2 รอบ รวม 10,000 ที่นั่ง ซึ่งเป็นการจัดงานในระดับขนาดใหญ่ ณ ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าการขยายขนาดกิจกรรมดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างประสบการณ์ในการจัดงาน เพิ่มฐานแฟนคลับ และสร้างรายได้ในอนาคต อันจะนำไปสู่การพัฒนาไปสู่งานในระดับที่ใหญ่ขึ้นต่อไป
สำหรับกิจกรรม บริษัทได้จัดงาน Thailand Diecast Expo ซึ่งเป็นงานด้านไลฟ์สไตล์และงานอดิเรก (Hobby)
เกี่ยวกับรถโมเดลจำลอง โดยในปีที่ผ่านมา มีผู้แสดงสินค้า (Exhibitor) เข้าร่วมจำนวน 44 ราย และมีผู้เข้าชมงานประมาณ 16,000
คน บนพื้นที่จัดงานประมาณ 2,500 ตารางเมตร โดยได้รับการตอบรับที่ดี แม้ว่ายังไม่สามารถสร้างก าไรได้ในปีแรก
อย่างไรก็ตาม ในปีปัจจุบัน บริษัทได้ขยายพื้นที่จัดงานเป็นประมาณ 3,700 ตารางเมตร เพิ่มระยะเวลาการจัดงานอีก 1 วัน และตั้งเป้าหมายเพิ่ม จำนวนผู้เข้าชมงาน ทั้งนี้ บริษัทมองว่ากิจกรรมดังกล่าวมีศักยภาพในการต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมงานอดิเรกประเภทอื่น ซึ่งเป็นตลาดที่มีความสนใจสูงและมีกำลังซื้อ โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาให้เป็นงานระดับชั้นน าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สำหรับกิจกรรมด้านกีฬา ในปีที่ผ่านมา บริษัทได้จัดกิจกรรม Grand Prix Runbike Championship ซึ่งเป็นการแข่งขันจักรยาน Balance Bike
สำหรับเด็กอายุประมาณ 2–10 ปี โดยมีผู้เข้าร่วมแข่งขันมากกว่า 2,000 คน และมีผู้เข้าชมงานมากกว่า 10,000 คน โดยในปีนี้บริษัทมีแผนดำเนินการจัดงานต่อเนื่อง พร้อมทั้งตั้งเป้าเพิ่มจำนวนผู้เข้าร่วมแข่งขันประมาณร้อยละ
9 และจำนวนผู้เข้าชมประมาณร้อยละ 10 นอกจากนี้ บริษัทได้เป็นผู้จัดงานแข่งขันแบดมินตันระดับนานาชาติ BWF World
Senior Championship ซึ่งเป็นการแข่งขันสำหรับนักกีฬารุ่นอายุ 35–80 ปี โดยมีนักกีฬาจากต่างประเทศเข้าร่วมกว่า 1,700 คน
จาก 54 ประเทศ และมีผู้เข้าชมงานกว่า 7,000 คน ทั้งนี้ แม้งานดังกล่าวจะไม่ได้จัดขึ้นเป็นประจ าทุกปี เนื่องจากมีการหมุนเวียน
ประเทศเจ้าภาพ แต่การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนถึงศักยภาพของบริษัทในการจัดงานระดับนานาชาติ และช่วยเสริมสร้างความ
เชื่อมั่นในการขยายไปสู่การจัดกิจกรรมกีฬาประเภทอื่นในอนาคต
สำหรับแผนการดำเนินงานในอนาคต ล่าสุดบริษัทได้จัดตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และบริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จ ากัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดงานอีเว้นท์ขนาดใหญ่ ระดับประเทศและระดับนานาชาติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและสร้างสรรค์กิจกรรมอีเว้นท์รูปแบบใหม่ที่เป็นทรัพย์สินทาง
ปัญญาของบริษัท เพื่อสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีโอกาสในการขยายสิทธิ์การจัดงานไปยังต่างประเทศ ทั้งนี้ โครงการเริ่มต้นที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ได้แก่ งาน Hungry Highway ซึ่งเป็นงานในลักษณะเทศกาลอาหารที่ผสานแนวคิดด้านยานยนต์และการเดินทาง โดยมีแผนจัดในช่วงปลายปี 2569 และงาน Motion Expo ซึ่งเป็นงานแสดงเทคโนโลยีด้านการเดินทางและโมบิลิตี้สมัยใหม่ โดยมีแผนจัดในช่วงเดือนพฤษภาคม 2570 นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างการพิจารณาโอกาสทางธุรกิจอื่นๆ เช่น การ
พัฒนากิจกรรมในรูปแบบแหล่งท่องเที่ยว (Tourist Attraction) หรือกิจกรรมชั่วคราว (Pop-up Event) ที่เกี่ยวข้องกับ
อุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน และเสริมสร้างรายได้ในอนาคต
นอกจากนี้ บริษัทให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี และมุ่งมั่นในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทได้รับการรับรองเป็นสมาชิกโครงการแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทยตั้งแต่ปี 2560 และในปีนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการต่ออายุการรับรองเป็นครั้งที่ 2 ในการด าเนินงานตามนโยบายต่อต้านการทุจริต
คอร์รัปชันสำหรับปี 2568 บริษัทได้มีการทบทวนนโยบายการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น รวมถึงคู่มือและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง
เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน พร้อมทั้งสื่อสารให้พนักงานและผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มรับทราบและยึดถือเป็นแนวทางใน
การปฏิบัติงาน นอกจากนี้ บริษัทยังได้จัดให้มีช่องทางรับเรื่องร้องเรียนและการแจ้งเบาะแส เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย
สามารถแจ้งข้อมูลได้อย่างสะดวกและปลอดภัย อันเป็นการส่งเสริมความโปร่งใสในการด าเนินงาน ในด้านการบริหารความเสี่ยง
บริษัทได้กำหนดให้ทุกหน่วยงาน ประเมินความเสี่ยงด้านการทุจริตคอร์รัปชันครอบคลุมทั้งภายในองค์กรและการด าเนินงานที่
เกี่ยวข้องกับหน่วยงานภาครัฐ พร้อมทั้งน าผลการประเมินมาใช้ในการ
กำหนดมาตรการป้องกัน และปรับปรุงการดำเนินงานให้มี
ประสิทธิภาพยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกไตรมาส
วาระที่3 พิจารณาอนุมัติงบการเงิน
นายเฉลิมเกียรติ พิรุณจินดา ผู้รับมอบฉันทะจากสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย: สอบถามความเห็นของผู้สอบบัญชีของบริษัทต่องบการเงินปี 2568
นายอภิพงศ์ เหลืองนาคทองดี ตัวแทนผู้สอบบัญชีจากบริษัท สอบบัญชี ดี ไอ เอ จำกัด: ชี้แจงว่า ผู้สอบบัญชีได้แสดงความเห็นต่องบการเงินของบริษัทประจำปี 2568 แบบมีเงื่อนไข โดยประเด็นสำคัญเกี่ยวข้องกับมูลค่าเงินลงทุนในบริษัท ทรูเอ็นเนอร์จี จำกัด เนื่องจากความไม่แน่นอนในการใช้สิทธิ Put Option ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการไกล่เกลี่ยในชั้นศาล
นอกจากนี้ บริษัทร่วมดังกล่าวมีข้อพิพาททางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และผู้สอบบัญชีไม่สามารถเข้าตรวจสอบข้อมูลได้อย่างเพียงพอ
เนื่องจากไม่ได้รับความร่วมมือจากบริษัทร่วมเท่าที่ควร โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับความคืบหน้าของคดีความ อีกทั้งบริษัทร่วมได้หยุดดำเนินการตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2568 ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนด้านสภาพคล่อง จากข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลและความไม่แน่นอนในประเด็นดังกล่าว ผู้สอบบัญชีจึงไม่สามารถแสดงความเห็นต่องบการเงินโดยไม่มีเงื่อนไขได้ และขอให้บริษัทชี้แจงแผนการดำเนินงานหรือความคืบหน้าของบริษัทร่วมเพิ่มเติม
ดร.ธรรศ อุดมธรรมภักดีกรรมการอิสระ: ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ความเห็นแบบมีเงื่อนไขดังกล่าวเป็นความเห็นโดยอิสระของผู้สอบบัญชี ซึ่งมีสาเหตุหลักจากสถานการณ์ของบริษัท ทรูเอ็นเนอร์จี จ ากัด โดยผู้ถือหุ้นฝ่าย ก. ซึ่งเป็นคู่สัญญาร่วมลงทุน ไม่ยอมรับการใช้สิทธิ Put Option ตามข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น บริษัทได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาครบถ้วน และภายหลังครบกำหนด 3 ปีตามสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น จึงได้ยื่นฟ้องเพื่อใช้สิทธิ Put Option เมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยมีกำหนดการสืบพยานครั้งแรกในเดือนถัดไป และคาดว่าศาลจะมีคำพิพากษาภายในสิ้นปีนี้ เว้นแต่จะมีการอุทธรณ์จากฝ่ายจ าเลย ในส่วนของคดีฟ้องร้องเงินกู้ยืม ซึ่งมีหลักประกันเป็นที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโรงงานทรูเอ็นเนอร์จี รวม 3 คดี ได้แก่ คดีมูลค่า 20 ล้านบาท และ 30 ล้านบาท ซึ่งศาลมีคำพิพากษาให้บริษัทเป็นฝ่ายชนะ อยู่ระหว่างกระบวนการบังคับคดีและการขายทอดตลาด และอีกคดีหนึ่งมูลค่า 20 ล้านบาท อยู่ระหว่างการสืบพยาน โดยบริษัทคาดว่าจะได้รับผลเป็นที่น่าพอใจ รวมมูลหนี้ประมาณ 70 ล้านบาท และดอกเบี้ยอีกกว่า 10 ล้านบาท นอกจากนี้ ในประเด็นการด้อยค่า ซึ่งมีผู้ถือหุ้นบางส่วนได้สอบถามล่วงหน้า บริษัทได้พิจารณาแล้วเห็นว่า มูลค่าหลักประกันสูงกว่ามูลหนี้ จึงยังไม่มีการตั้งค่าเผื่อการด้อยค่า ส าหรับคดีอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่บริษัทจะเข้าร่วมลงทุน ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทร่วมได้ยอมรับภาระความรับผิดชอบ โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการด าเนินการของบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชยการ และยังไม่มีความคืบหน้าอย่างมีนัยส าคัญ ปัจจุบันผู้ถือหุ้นฝ่าย ก. ยังไม่ยอมรับการใช้สิทธิ Put Option เนื่องจากหากยอมรับจะทำให้เกิดภาระหนี้ที่มีต่อบริษัท โดยบริษัทได้ลงทุนเป็นเงินทั้งสิ้น 256 ล้านบาท และได้ดำเนินการฟ้องร้องเป็นมูลค่า 417 ล้านบาท โดยมูลค่าทรัพย์สินของโครงการ (ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง) ประเมินอยู่ที่ประมาณ 800–900 ล้านบาท และมีหนี้สินต่อซัพพลายเออร์ประมาณ 100 กว่าล้านบาท ซึ่งเมื่อหักภาระหนี้ดังกล่าวแล้ว คาดว่าจะยังคงมีมูลค่าคงเหลือในระดับที่เพียงพอ โดยภาพรวม หากกระบวนการทางกฎหมายสามารถดำเนินการได้ตามแผน บริษัทคาดว่าจะได้รับเงินคืนพร้อม ค่าเสียหาย อย่างไรก็ตาม หากกระบวนการล่าช้า บริษัทอาจไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ทั้งหมด ซึ่งในฐานะที่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการติดตามและรับผิดชอบเรื่องดังกล่าว ยังคงเห็นว่าเงินลงทุนดังกล่าวไม่น่าจะสูญเสียทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถประเมินผลก าไรได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้บริษัทขอยืนยันว่าได้ติดตามเรื่องดังกล่าวอย่างเต็มที่ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเป็นสำคัญ นอกจากนี้ก่อนหน้ามีการเจรจาผ่านตัวแทนเพื่อขอซื้อหุ้นคืน โดยไม่มีการวางหลักประกัน โดยเสนอช าระเงินจากผลประกอบการในอนาคต ซึ่งบริษัทไม่สามารถยอมรับข้อเสนอดังกล่าวได้ เนื่องจากอาจก่อให้เกิดความรับผิดตามกฎหมายต่อคณะกรรมการบริษัท
มติที่ประชุม ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติงบการเงินของบริษัทสำหรับปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ด้วย
วาระที่ 8 เรื่องอื่นๆ (ถ้ามี)
Q1 ขอให้บริษัทอธิบายรายการค่าใช้จ่ายพิเศษทั้งหมดที่เกิดขึ้นในปี 2568 ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิของบริษัท และขอทราบแนวทางในการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายดังกล่าวในปีนี้
นายพีระพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร: ชี้แจงว่า ค่าใช้จ่ายพิเศษที่เกิดขึ้นในปี 2568 เป็นรายการค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว (One-time Expenses) ตามที่ได้ชี้แจงไว้ในวาระที่ 2 โดยในปีปัจจุบัน บริษัทไม่มีแผนที่จะมีค่าใช้จ่ายลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นอีก ทั้งนี้ บริษัทได้ก าหนดแนวทางในการบริหารจัดการค่าใช้จ่าย โดยมุ่งเน้นการควบคุมและพิจารณาการขยายธุรกิจหรือการลงทุนต่าง ๆ อย่างรอบคอบ และให้เป็นไปตามมาตรการที่บริษัทกำหนดไว้อยู่
นายเฉลิมเกียรติ พิรุณจินดา ผู้รับมอบฉันทะจากสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย: คำถามที่ 2 สอบถามว่า หากบริษัทร่วมยังไม่สามารถส่งงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบได้ บริษัทมีแผนตั้งค่าเผื่อการด้อยค่าหรือทบทวนมูลค่าเงินลงทุนเมื่อใด ?
ดร.ธรรศ อุดมธรรมภักดีกรรมการอิสระ: ชี้แจงว่า เนื่องจากบริษัทเป็นผู้ถือหุ้นที่ไม่มีอำนาจควบคุม จึงไม่สามารถบังคับให้บริษัทร่วมจัดส่งงบการเงินได้ อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยมีประเด็นข้อบกพร่องบางประการของผู้ถือหุ้นฝ่าย ก. ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อให้ศาลพิจารณาข้อเท็จจริงดังกล่าว ในขณะเดียวกัน ผู้สอบบัญชีได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับประเด็นการควบคุมภายใน ซึ่งบริษัทร่วมไม่ได้ปฏิบัติตาม โดยบริษัทได้พยายามเจรจาและเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการดำเนินงานอย่างโปร่งใส เนื่องจากบริษัทเป็นบริษัทจดทะเบียนและต้องปฏิบัติตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ทั้งนี้ บริษัทได้
ดำเนินการผ่านที่ปรึกษากฎหมายเพื่อยื่นคำร้องต่อศาลตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอให้มีอำนาจเข้าดำเนินการชั่วคราว อันจะช่วยให้สามารถแก้ไขปัญหาและจัดท างบการเงินให้แล้วเสร็จได้ โดยบริษัทมีความตั้งใจที่จะเร่งแก้ไขประเด็นดังกล่าว เนื่องจากการที่งบการเงินมีความเห็นแบบมีเงื่อนไขอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน
นายยุทธ วรฉัตรธาร ประธานกรรมการ: ชี้แจงเพิ่มเติมว่า บริษัทจะพิจารณาการตั้งค่าเผื่อการด้อยค่าตามมาตรฐานบัญชีและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม โดยยืนยันว่าไม่มีการปกปิดข้อมูลในประเด็นดังกล่าว ทั้งนี้ หากมีความคืบหน้าที่มีนัยสำคัญ บริษัทจะแจ้งให้ผู้ถือหุ้นทราบต่อไป โดยบริษัทให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและการรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเป็นสำคัญ
นายเฉลิมเกียรติ พิรุณจินดา ผู้รับมอบฉันทะจากสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย: คำถามที่ 3 สอบถามเกี่ยวกับการตั้งค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ของลูกหนี้ ที่เพิ่มขึ้นจาก 1.78 ล้านบาท เป็น 10.45 ล้านบาท ว่าเกิดจากลูกค้ากลุ่มใด และมีแนวโน้มจะกลายเป็นหนี้สูญหรือไม่
นายพีระพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร: ชี้แจงว่า รายการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับลูกค้ากลุ่มค่ายรถยนต์Neta ซึ่งบริษัทได้ชี้แจงรายละเอียดไว้แล้วก่อนหน้านี้ โดยในส่วนของคดีความที่เกี่ยวข้อง บริษัทเป็นฝ่ายชนะคดี อย่างไรก็ตาม ในทางบัญชีมีความจ าเป็นต้องดำนการตัดจำหน่าย (Write-off) ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
นายเฉลิมเกียรติ พิรุณจินดา ผู้รับมอบฉันทะจากสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย: คำถามที่ 4 สอบถามว่าเหตุใดบริษัทจึงยังไม่ตั้งค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) สำหรับเงินให้กู้ยืมจำนวน 70 ล้านบาท และบริษัทจะใช้ปัจจัยใดเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาตั้งสำรองดังกล่าว
นายยุทธ วรฉัตรธาร ประธานกรรมการ: ชี้แจงว่าประเด็นดังกล่าวได้มีการชี้แจงแล้วก่อนหน้านี้ โดยเงินให้กู้ยืมดังกล่าว
หลักประกันเป็นที่ดิน ซึ่งมูลค่าทรัพย์สินจากการประเมินอยู่ในระดับประมาณ 900 ล้านบาท
เมื่อไม่มีคำถามล่วงหน้าจากผู้ถือหุ้น ประธานฯ ได้เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นและผู้เข้าร่วมประชุมซักถามและแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม โดยมีผู้ซักถาม ดังนี้
นายชัยพล ประเสริฐกมลชัย ผู้ถือหุ้นมาด้วยตัวเอง: สอบถามเกี่ยวกับผลการดำนินงานของบริษัทในปีที่ผ่านมา โดยระบุว่าบริษัทมีกิจกรรมเพิ่มขึ้นหลายประเภท จึงประสงค์ทราบว่ากิจกรรมใดที่ฝ่ายบริหารเห็นว่าสามารถสร้างรายได้และผลการดำเนินงานที่ดีให้แก่บริษัท กิจกรรมใดมีแนวโน้มเติบโตและบริษัทจะให้ความส าคัญเพิ่มขึ้นในอนาคต รวมถึงในปีปัจจุบัน บริษัทมีแผนที่จะพัฒนาหรือขยายไปสู่กิจกรรมหรือธุรกิจใหม่เพิ่มเติมหรือไม่?
นายพีระพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร: ชี้แจงว่า ตามที่ได้เรียนให้ทราบก่อนหน้านี้ บริษัทมีหลายกิจกรรมที่มีศักยภาพในการเติบโต อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันธุรกิจด้านสปอร์ตและเอ็นเตอร์เทนเมนต์เป็นกลุ่มธุรกิจที่คาดว่าจะ
สามารถสร้างรายได้และการเติบโตได้อย่างชัดเจนในอนาคต เนื่องจากบริษัทสามารถขยายขนาดของการจัดงานให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เช่น การจัดคอนเสิร์ตระดับประมาณ 5,000 ที่นั่ง ซึ่งหากสามารถจำหน่ายบัตรได้ครบถ้วน จะมีรายได้ประมาณ 20 ล้านบาทขึ้นไปต่อกิจกรรม เมื่อเปรียบเทียบกับการจัดงานขนาดเล็กหรือกิจกรรมการแข่งขันขนาดเล็กที่มีมูลค่าประมาณ 3–5 ล้านบาทต่อกิจกรรม จะเห็นได้ว่าการจัดงานเอ็นเตอร์เทนเมนต์ขนาดใหญ่สามารถสร้างรายได้ให้แก่บริษัทได้อย่างมีนัยส าคัญ นอกจากนี้ ใน
อนาคตเมื่อบริษัทมีฐานข้อมูลและฐานลูกค้าเพิ่มขึ้น จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนจ านวนที่นั่ง การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และการจำหน่ายบัตรให้เป็นไปตามเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงการจัดหาผู้สนับสนุนเพื่อเสริมรายได้ โดยบริษัทจะพิจารณาคัดเลือกศิลปินโดยอาศัยข้อมูลและฐานแฟนคลับที่มีอยู่ เพื่อให้มั่นใจในระดับหนึ่งว่าสามารถจำหน่ายบัตรได้ตามเป้าหมาย
สำหรับธุรกิจด้านกีฬา บริษัทพิจารณาว่าจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมและค่าใช้จ่ายต่อคน ซึ่งอยู่ในช่วงประมาณ 2,000–10,000 บาทต่อคน ขึ้นอยู่
กับประเภทของกิจกรรมกีฬา เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สามารถสร้างรายได้ในอนาคตได้อย่างต่อเนื่อง ในส่วนของกิจกรรมอื่น บริษัทมองเห็นโอกาสในการจัดงานประเภทเทศกาล (Festival) ซึ่งอาจต้องอาศัยความถี่ในการจัดงานมากกว่าปีละหนึ่งครั้ง โดยปัจจุบันยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา ทั้งนี้ บริษัทได้ร่วมด าเนินการกับ Index เพื่อพัฒนาโครงการดังกล่าว
นอกจากนี้ บริษัทมีแนวทางต่อยอดจากภาพลักษณ์และประสบการณ์ในการจัดกิจกรรม โดยขยายจากการจัดงานในกรุงเทพมหานครไปสู่จังหวัดอื่น เช่น ภูเก็ต และเชียงใหม่ รวมถึงมีแผนขยายไปยังต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม แผนการขยายไปต่างประเทศ โดยเฉพาะในบางประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางและประเทศเพื่อนบ้าน อาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในบางพื้นที่ บริษัทจึงพิจารณาเริ่มต้นจากการพัฒนาในประเทศก่อน และค่อย ๆ ขยายในระยะถัดไป ทั้งนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการแสวงหาโอกาสและรูปแบบกิจกรรมใหม่ ๆ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจหลัก โดยเฉพาะงานมอเตอร์โชว์ ซึ่งที่ผ่านมาแม้จะเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เช่น แนวคิดเมตาเวิร์ส หรือพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป บริษัทได้ทดลองและประเมินแล้วเห็นว่าการจัดงานในรูปแบบออฟไลน์ยังคงมีความส าคัญ เนื่องจากผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการยานยนต์ ยังคงได้รับผลตอบแทนในรูปแบบยอดจองจากการเข้าร่วมงาน ซึ่งสะท้อนถึงความคุ้มค่าในการลงทุน นอกจากนี้ การ เปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมยานยนต์ เช่น การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และการเข้าสู่ตลาดของผู้เล่นรายใหม่ ส่งผลให้เกิดการแข่งขันที่สูงขึ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีของบริษัทในการขยายฐานลูกค้าและพัฒนากิจกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง
นายยุทธ วรฉัตรธาร ประธานกรรมการ: ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้พยายามขยายธุรกิจและพัฒนากิจกรรมใหม่อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสภาพแวดล้อมทางธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้แผนงานบางส่วนต้องมีการปรับเปลี่ยนก่อนที่จะสามารถด าเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ บริษัทเรียนว่าปัจจุบันยังไม่มีโครงการใหม่ที่สามารถสะท้อนความยั่งยืนได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ยังมีบางโครงการที่บริษัทเห็นว่ามีศักยภาพและควรดำเนินการต่อไป เพื่อสร้างฐานสำหรับการเติบโตในอนาคต เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีความรวดเร็วและส่งผลกระทบค่อนข้างมาก บริษัทจึงด าเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังอย่างรอบคอบในการตัดสินใจลงทุนและขยายงานในระยะนี้
สรุปการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี (AGM) ของบริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด จำกัด (มหาชน) (XO) 20 Apr 69 14.00
ส่วนที่ 1: สรุปวาระการประชุมหลัก
วาระที่ 2 และ 3: รับทราบรายงานผลการดำเนินงาน และพิจารณาอนุมัติงบการเงิน
ผลประกอบการโดยรวม:
ยอดขายของบริษัทลดลง 13.2% จาก 2,478.9 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา เหลือ 2,152.1 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรขั้นต้นลดลง 19.3% และกำไรสุทธิลดลง 35.9% จาก 790.8 ล้านบาท เหลือ 506.6 ล้านบาท
สาเหตุหลักที่ยอดขายลดลง:
เกิดจากการปรับฐานสินค้าคงคลัง (Inventory Adjustment) ของลูกค้าฝั่งทวีปอเมริกาเหนือ ซึ่งในปี 2023 มีการสั่งซื้อสินค้าจำนวนมหาศาล (เติบโตกว่า 500 ล้านบาท) แต่เมื่อลูกค้ามีของในสต็อกมากเกินไป จึงชะลอการสั่งซื้อลงในปีต่อมาเพื่อให้สอดคล้องกับแผนโปรโมชั่นของตนเอง อย่างไรก็ตาม หากตัดยอดขายจากอเมริกาเหนือออก ตลาดอื่นๆ ทั่วโลกยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ทิศทางในอนาคต (Guidance):
ผู้บริหารคาดการณ์ว่ายอดขายในช่วงครึ่งปีแรกของปีปัจจุบันจะใกล้เคียงกับช่วงครึ่งปีหลังของปีที่ผ่านมา (ในแง่ของรายได้) และบริษัทมั่นใจว่าในระยะยาว ยอดขายจะกลับมาฟื้นตัวและทำสถิติใหม่ได้ เนื่องจากบริษัทเคยทำยอดขายสูงสุดถึง 800 ล้านบาทต่อไตรมาสมาแล้ว ซึ่งจะเป็นฐาน (Base) ใหม่ของบริษัท ไม่ใช่จุดสูงสุด (Upper Limit)
มติที่ประชุม:อนุมัติงบการเงินตามที่เสนอ
วาระที่4 งดจ่ายเงินปันผลในงวดสิ้นปี แต่มีการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลคิดเป็น 56%ของกำไรทั้งหมด
วาระที่ 5, 6 และ 7: การเพิ่มทุนจดทะเบียนและจัดสรรหุ้นเพื่อรองรับ ESOP
รายละเอียด: บริษัทขออนุมัติเพิ่มทุนจดทะเบียนอีก 1,750,000 บาท (จาก 214,132,188.50 บาท เป็น 215,882,188.50 บาท) โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 3,500,000 หุ้น (พาร์ 0.50 บาท) เพื่อรองรับการใช้สิทธิใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrants) ที่จะจัดสรรให้แก่พนักงานของบริษัท (ESOP)
เหตุผลและความจำเป็น: โครงการนี้จัดทำขึ้นเป็นรอบที่ 3 แล้ว เพื่อเป็นแรงจูงใจและรักษาระดับพนักงานที่เป็นมืออาชีพให้อยู่กับบริษัทในระยะยาว โดยสร้างความรู้สึกถึงการมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของบริษัท ทั้งนี้ ผู้บริหารระดับสูงและผู้ถือหุ้นใหญ่จะไม่ได้รับการจัดสรรหุ้นในส่วนนี้เลย
การจ่ายปันผล: ผู้บริหารยืนยันว่าการออก ESOP ไม่กระทบต่อนโยบายการจ่ายเงินปันผล บริษัทยังคงรักษานโยบายการจ่ายปันผลไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิ และยังคงจ่าย 2 รอบต่อปีเช่นเดิม (จ่ายครั้งแรกหลังงบ Q4 ออก)
มติที่ประชุม: ผ่านการอนุมัติด้วยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ 100% รวมทั้งอนุมัติการแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิเพื่อให้สอดคล้องกับการเพิ่มทุนดังกล่าว
วาระที่ 8: การพิจารณาอนุมัติการลงทุนก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ แหลมฉบัง (Mega Project)
ทำเลที่ตั้งและขนาด: พื้นที่ 40 ไร่ ในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ แหลมฉบัง เป็นจุดกึ่งกลางระหว่างโรงงานที่อมตะซิตี้และท่าเรือแหลมฉบัง การคมนาคมสะดวก อยู่บนถนนมอเตอร์เวย์
สาเหตุของการสร้างโรงงานใหม่: พื้นที่โรงงานเดิมที่แหลมฉบังมีขนาดเพียง 6 ไร่ มีความแออัด ไม่คุ้มค่าที่จะซ่อมแซมหรือขยาย และสัญญาเช่าที่ดินกับการนิคมฯ จะหมดอายุในอีกเกือบ 4 ปีข้างหน้า บริษัทจึงเตรียมสร้างโรงงานใหม่บนที่ดินของตนเองเพื่อทดแทนโรงงานเดิม
งบประมาณการลงทุน: รวมประมาณ 1,299 ล้านบาท (ไม่รวมค่าที่ดิน 230 ล้านบาทที่จ่ายหมดแล้ว) แบ่งเป็น:
* อาคารโรงงานและระบบสาธารณูปโภค (Factory Building & Utility): ประมาณ 400 กว่า ล้านบาท
* เครื่องจักร (Production Line): ประมาณ 600 กว่า ล้านบาท
* อาคารสำนักงานและห้องแล็บ (R&D / Lab มาตรฐาน ISO 17025): ประมาณ 80 ล้านบาท
* ระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ (Automated Warehouse - ASRS): ประมาณ 50 ล้านบาท
แผนการดำเนินงาน (Timeline): จะเริ่มเปิด PO สั่งเครื่องจักรและผู้รับเหมาในเดือนหน้า เริ่มก่อสร้างเดือนตุลาคม ติดตั้งเครื่องจักรช่วง Q3 ของปีถัดไป เริ่ม Test Run Q4 และตั้งเป้าส่งออกสินค้าได้ในช่วง Q1 หรือ Q2 ของปี 2028
ประโยชน์และกำลังการผลิต:
อาคารมีขนาด 18,000 ตารางเมตร กว้างขวางกว่าโรงงานแรกเกือบเท่าตัว มีการนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้ เช่น คลังสินค้าอัตโนมัติสูง 20 กว่าเมตร ระบบสายการผลิตแนวดิ่งจากชั้น 3 ลงมาห้อง Clean Room ชั้นล่างเพื่อลดการปนเปื้อน รวมถึงรวมสายการผลิตซอสศรีราชาและมาโยไว้ที่เดียวกันเพื่อลดปัญหาคอขวด (Bottleneck) เมื่อสร้างเสร็จ กำลังการผลิตรวมหากทำงาน 2 กะ จะรองรับยอดขายได้สูงถึง 8,000 ล้านบาท
ผลตอบแทนทางการเงิน: ระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) ประเมินไว้ที่ 8 ปี 7 เดือน โครงการมี IRR อยู่ที่ 20.97%
ผมสอบถามเรื่องแหล่งเงินทุนและการตัดค่าเสื่อม ซึ่งได้ข้อมูลตามด้านล่าง
แหล่งเงินทุน: จะใช้เงินกู้จากธนาคารประมาณ 1,000 ล้านบาท (ผ่อน 10 ปี ตกปีละประมาณ 100 ล้านบาทรวมดอกเบี้ย) และใช้กระแสเงินสดภายในบริษัทประมาณ 300 กว่าล้านบาท ซึ่งด้วยกำไรของบริษัทหลายร้อยล้านบาทต่อปี ทำให้ยังสามารถจ่ายปันผลได้ตามปกติและอาจโปะหนี้ได้เร็วกว่า 10 ปี
ค่าเสื่อมราคา: อาคารตัดค่าเสื่อม 40 ปี, เครื่องจักรต่างประเทศ 20 ปี, เครื่องจักรในประเทศ 10 ปี และระบบ Warehouse 20 ปี คาดว่าจะมีค่าเสื่อมเพิ่มขึ้นประมาณ 75 ล้านบาทต่อปี
มติที่ประชุม:ผ่านการอนุมัติด้วยคะแนนเสียง 93.51%
วาระที่ 9: การเลือกตั้งกรรมการแทนที่ออกตามวาระ**
กรรมการ 3 ท่านที่พ้นจากตำแหน่งและถูกเสนอชื่อกลับเข้าดำรงตำแหน่ง ได้แก่ 1. นายวัฒนา 2. นางสร้อยเพชร
3. นายประกิจ
มติที่ประชุม:อนุมัติแต่งตั้งนายวัฒนาและนางสร้อยเพชรด้วยคะแนนเสียงเอกฉันท์ 100% และนายประกิจด้วยคะแนนเสียง 93.50%
วาระที่ 10: การกำหนดค่าตอบแทนกรรมการ
รายเดือน:ประธานกรรมการบริษัท 60,000 บาท/เดือน, กรรมการ 20,000 บาท/เดือน, ประธานกรรมการตรวจสอบฯ 30,000 บาท/เดือน, กรรมการตรวจสอบฯ 20,000 บาท/เดือน, กรรมการสรรหาฯ 10,000 บาท/เดือน (อัตราเท่ากับปีก่อนหน้า)
ค่าตอบแทนอื่นๆ:เพิ่มเป็น 500,000 บาทต่อปี
โบนัสพิเศษ: เสนอไว้ที่ 1,350,000 บาทต่อปี
มติที่ประชุม: ผ่านการอนุมัติด้วยคะแนนเสียงเอกฉันท์ 100%
วาระที่ 11: การแต่งตั้งผู้สอบบัญชี
* แต่งตั้งผู้สอบบัญชีจาก บริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย สอบบัญชี จำกัด (KPMG)
* กำหนดค่าตอบแทนผู้สอบบัญชีเท่ากับ 1,675,000 บาท (เท่ากับปีที่แล้ว)
* มติที่ประชุม:** ผ่านการอนุมัติด้วยคะแนนเสียง 99.99%
---
ส่วนที่ 2: สรุปช่วงถาม-ตอบ (Q&A)
ในช่วงถาม-ตอบ มีผู้ถือหุ้นให้ความสนใจซักถามผู้บริหารในหลายประเด็น ทั้งกลยุทธ์การขาย ความเสี่ยงระดับโลก และการบริหารต้นทุน ซึ่งสามารถสรุปได้เป็นหมวดหมู่ดังนี้:
1. ประเด็นด้านการตลาด ยอดขาย และการเจาะตลาดสหรัฐอเมริกา
ความผันผวนของยอดขาย:
ผู้บริหารชี้แจงว่ายอดขายของบริษัทเป็นวัฏจักรธุรกิจที่จับต้องได้จริง มีขึ้นมีลงตามโปรโมชั่นและการบริหารสต็อกของลูกค้า โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมาที่อเมริกาชะลอการสั่งซื้อ แต่จุดเด่นคือ "ทุกครั้งที่ยอดขายตกลงมา เมื่อกลับขึ้นไปใหม่ จะสามารถทำจุดสูงสุดที่สูงกว่าเดิมได้เสมอ"
ความคืบหน้าการนำสินค้าเข้าห้าง Costco สหรัฐฯ:
บริษัทได้ส่งสินค้าซอสศรีราชาเข้าไปขายใน Costco สาขาฝั่งตะวันตก (West Coast) เช่น ซานฟรานซิสโก ได้ประมาณ 1-2 เดือนแล้ว โดยส่งสินค้าเข้าไป 2 ตู้คอนเทนเนอร์ ธรรมชาติของธุรกิจนี้ต้องให้เวลาพิสูจน์ผลงานประมาณ 6 เดือน หากขายดี ห้างจะขยายพื้นที่หรือเพิ่มสาขาให้ แต่หากสินค้าไม่เคลื่อนไหวก็จะถูกนำออกจากชั้นวาง ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของธุรกิจค้าปลีก
การตั้งเป้าหมายเติบโต 5%:
ผู้ถือหุ้นสงสัยว่าเหตุใดตั้งเป้าเติบโตเพียง 5% ทั้งที่กำลังสร้างโรงงานระดับพันล้าน ผู้บริหารตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า การให้เป้า 5% ต่อสาธารณะเป็นการลดความคาดหวังเพื่อความปลอดภัย แต่เป้าหมายภายในใจของผู้บริหารต้องการทำได้สูงกว่านั้นมาก หากไม่เห็นอนาคตการเติบโตระดับก้าวกระโดด บริษัทคงไม่ลงทุนระดับพันล้านเพื่อขยายความจุแน่นอน
2. ประเด็นด้านการแข่งขัน และการกระจุกตัวของลูกค้า
คู่แข่งจากจีน เวียดนาม และแบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก:
ปัจจุบันมีแบรนด์ระดับโลกอย่าง Heinz และ Tabasco หันมาทำซอสศรีราชา รวมถึงมีซอสจากจีนและเวียดนามที่ราคาถูกกว่า 50-70% ผู้บริหารมองว่านี่คือ "ข้อดี" เพราะเป็นการช่วยตอกย้ำให้ตลาดรู้ว่า "ซอสศรีราชา" คือสินค้าระดับโลก (Mega Category) ในส่วนของคู่แข่งเรื่องราคา จีนและเวียดนามทำซอสขายมา 20-30 ปีแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เหตุผลที่ XO ยังครองแชมป์ได้ เพราะบริษัทเป็นเจ้าแรกๆ ที่ยอมลงทุนมหาศาลด้านมาร์เก็ตติ้งในต่างประเทศ จนแบรนด์มีความแข็งแกร่ง ลูกค้าลองแล้วติดใจ แม้จะมีแบรนด์ราคาถูกมาวางขายคู่กัน แต่ยอดขายแบรนด์อันดับสองรวมถึงอันดับสุดท้ายรวมกัน ก็ยังไม่เท่ากับแบรนด์ของบริษัท
ความเสี่ยงเรื่องลูกค้ากระจุกตัวในยุโรป (โดยเฉพาะเยอรมนี):
บริษัทมีลูกค้ารายใหญ่มากที่ครองสัดส่วนยอดขายสูง ผู้บริหารมองกลับมุมว่า นี่ไม่ใช่ความเสี่ยง แต่คือ "จุดแข็ง" สินค้าของบริษัทเปรียบเสมือนของที่วางเฉยๆ ก็ขายได้ หากดิสทริบิวเตอร์รายนี้ทิ้งแบรนด์ คู่แข่งของเขาก็พร้อมจะคว้าไปทำกำไรแทนทันที ดังนั้นลูกค้ารายใหญ่จึงไม่มีทางทิ้งแบรนด์ของบริษัทแน่นอน การหาลูกค้ารายใหม่ให้ใหญ่เท่ารายเดิมเป็นเรื่องยาก แต่บริษัทใช้วิธีหาลูกค้ารายใหม่หลายๆ ราย เพื่อปั้นให้เติบโตขึ้นมาระดับร้อยล้านแทน
3. ประเด็นด้านผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์และสงคราม (อิหร่าน - ทะเลแดง)
คุณKitตอบเรื่อง ผลกระทบต่อการขนส่ง (Logistics):
ผู้บริหารระบุว่าได้รับผลกระทบน้อยมาก วิกฤตการณ์โจรลัดในทะเลแดงทำให้เรือต้องอ้อมแอฟริกา ซึ่งเพิ่มระยะเวลาขนส่งไปยังยุโรปจาก 3-4 สัปดาห์ เป็น 5-6 สัปดาห์ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมาสักพักแล้วและลูกค้าได้บวกเวลา (Factor In) ระยะเวลาที่นานขึ้นลงไปในแผนการสั่งซื้อแล้ว มีเพียงการส่งสินค้าไปตะวันออกกลางบางตู้ที่ต้องเปลี่ยนท่าเรือ (Port) ทำให้รายได้ขยับจาก Q1 ไป Q2 เล็กน้อย
การบริหารจัดการวิกฤต (Crisis Management):
บริษัทใช้โมเดลเดียวกับช่วงโควิด คือมีการประชุมประเมินสถานการณ์ทุกสัปดาห์ ปัจจุบันสายการเดินเรือกลับมาเปิดให้จองพื้นที่ได้ตามปกติแล้ว ไม่มีปัญหาการขาดแคลน
4. ประเด็นด้านต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่าย
ราคาพริก:
ราคาพริกมีการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าไปแล้วตั้งแต่ปีที่ผ่านมา โดยราคาผันผวนไม่เกิน 5% ถือว่าควบคุมได้และไม่ได้ผลกระทบจากสงคราม
ราคาน้ำตาล:
ปีที่แล้วน้ำตาลมีราคาแพง บริษัทจึงใช้กลยุทธ์ซื้อทีละสั้นๆ (3-6 เดือน) เพื่อไม่ให้มีของแพงติดสต็อก ปีนี้ได้ทำสัญญาของ Q1 และ Q2 ไปแล้วในราคาที่ดีกว่าปีที่แล้ว แม้ช่วงสงครามอิหร่านราคาน้ำตาลโลกจะดีดขึ้นไปถึง 16 บาท แต่บริษัทตัดสินใจรอดูสถานการณ์ตามคำแนะนำของเครือข่ายวงใน สุดท้ายราคาก็ปรับฐานลงมาเหลือ 15 บาท ซึ่งบริษัทประหยัดต้นทุนไปได้มาก
ราคาบรรจุภัณฑ์ (ขวด PET):
คิดเป็นต้นทุนประมาณ 9.7% - 10% ของราคาทุนขาย อาจมีการปรับราคาขึ้นประมาณ 5-10% จากผลกระทบของสงครามและราคาน้ำมัน ซึ่งขณะนี้บริษัทกำลังอยู่ในขั้นตอนการต่อรองราคา
เหตุผลที่ต้นทุนการบริหารและค่าใช้จ่ายการขายเพิ่มขึ้นในขณะที่ยอดขายลด:
1. เกิดจากการสูญเสีย Economy of Scale เมื่อยอดผลิตน้อยลง ต้นทุนต่อหน่วยจึงสูงขึ้น
2. มีการเปิดสายการผลิตใหม่ ทำให้มีต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) เพิ่มขึ้น
3. มีการลงทุนพัฒนาระบบ IT ภายในบริษัทอย่างต่อเนื่อง
4. บริษัทอัดงบโฆษณาและการตลาดเพิ่มขึ้นเพื่อสร้างแบรนด์ให้ติดตลาดในระยะยาว (Brand Loyalty) ถือเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต
กำไรขั้นต้น (GP) ลดลงใน Q4:
เกิดจากการทำโปรโมชั่นขายตู้พิเศษสำหรับ "น้ำจิ้มไก่" เพื่อขยายตลาด ซึ่งเป็นสินค้าที่มีมาร์จิ้นต่ำกว่าซอสศรีราชา ทำให้ดึงภาพรวมของ GP ลดลงชั่วคราว เป็นเพียงเหตุการณ์ One-Time
สินค้าคงเหลือระหว่างผลิต (WIP) ที่เพิ่มสูงขึ้น:
เกิดจากการที่บริษัทเปลี่ยนกลยุทธ์มา "ดองพริกเอง" เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบ ซึ่งพริกที่ดองเองทางบัญชีจะถูกบันทึกเป็นสินค้ากึ่งสำเร็จรูป (WIP) ต่างจากอดีตที่ซื้อพริกที่ดองมาแล้วซึ่งจะถูกบันทึกเป็นวัตถุดิบ พริกที่ดองเองนี้สามารถเก็บรักษาคุณภาพได้นานถึง 2 ปี
5. ประเด็นกลยุทธ์อื่นๆ
การบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging):
ปัจจุบันรายได้ของบริษัทกว่า 70% เป็นเงินสกุลบาท (THB) เนื่องจากมีการเจรจากับลูกค้ารายใหญ่ให้จ่ายเป็นเงินบาท ส่วนที่เหลือเป็น USD 25% และ EUR 5% บริษัทจึงไม่มีนโยบายการทำ Hedging อย่างหนักหน่วงเหมือนในอดีต เพราะรายได้ส่วนใหญ่ถูกคุ้มครองความเสี่ยงด้วยการรับเป็นเงินบาทแล้ว
ทำไมไม่ขายในประเทศไทยเพื่อใช้ประโยชน์จากนักท่องเที่ยว 30 ล้านคน:
ผู้บริหารอธิบายว่า โรงงานของบริษัทตั้งอยู่ในเขตปลอดอากร (EPZ - Export Processing Zone) การนำสินค้ากลับเข้ามาขายในประเทศจะทำให้กระบวนการทางภาษี การบันทึกบัญชี และการขอคืน VAT มีความซับซ้อนอย่างมาก ซึ่งอาจทำให้บริษัทเสียความรวดเร็วและสิทธิประโยชน์บางประการในการส่งออกไปได้ บริษัทจึงตัดสินใจโฟกัสทรัพยากรทั้งหมดไปที่การส่งออกซึ่งมีอัตรากำไรและความคล่องตัวสูงกว่ามาก
การขยาย SKU สินค้าอื่น:
ปัจจุบันหมวดหมู่ Dipping Source (ซอสจิ้ม) ทำยอดขายให้บริษัทถึง 89% และมีกำไรขั้นต้น (GP) สูงมาก บริษัทจะมุ่งเน้นต่อยอดในกลุ่มนี้ เพราะสามารถรักษาระดับมาร์จิ้นและควบคุมต้นทุนได้ดี การไปทำสินค้าข้ามหมวดอาจเสี่ยงต่อการเสียมาร์จิ้นโดยใช่เหตุ