สรุป AGM 2569

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า ลงทุนหุ้น VI เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก

โพสต์ โพสต์
amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 2807
ผู้ติดตาม: 394

สรุป AGM 2569

โพสต์ที่ 1

โพสต์

กลับมาถึงช่วงเวลาประชุมผู้ถือหุ้นเช่นเคย ดังนั้นขอเปิดห้องสรุป การประชุมในบริษัทต่างๆที่ได้มีโอกาสไปฟังมา


ใครไปฟังบริษัทไหนก็สามารถมาแชร์ในห้องนี้ได้ครับ

โควท
amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 2807
ผู้ติดตาม: 394

Re: สรุป AGM 2569

โพสต์ที่ 2

โพสต์

สรุป AGM  บริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ จำกัด (มหาชน) 3 Apr 2026 


ส่วนที่ 1: ข้อมูลองค์ประชุมและผู้เข้าร่วมประชุม


การประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีของบริษัทจัดขึ้นโดยมีคณะกรรมการบริษัท คณะผู้บริหาร ผู้สอบบัญชี และที่ปรึกษากฎหมายเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ณ เวลาเปิดการประชุม 14.00 น. มีผู้ถือหุ้นเข้าร่วมประชุมด้วยตนเองจำนวน 20 ราย (นับเป็นจำนวนหุ้น 9,238 หุ้น) และผู้รับมอบฉันทะจำนวน 301 ราย (นับเป็นจำนวนหุ้น 654,553,701 หุ้น) รวมผู้เข้าร่วมประชุมทั้งสิ้น 321 ราย คิดเป็นจำนวนหุ้นรวม 655,474,082 หุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 75.1803 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด ถือว่าครบองค์ประชุมตามกฎหมาย


รายนามคณะกรรมการและผู้บริหารสำคัญที่เข้าร่วมประชุม ได้แก่:


*   คุณอลัน แคม ประธานกรรมการ


*   คุณวิเวก ดาวัล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร (CEO)


*   คุณโทมัส อับราฮัม ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน (CFO)


*   คุณต่อ สันติสิริ ประธานกรรมการพิจารณาค่าตอบแทน


*   คุณมาโนช รองประธานบริหารฝ่ายการเงิน


*   คุณสุจินตนา  เลขานุการบริษัท


---


ส่วนที่ 2: ประธานกรรมการกล่าวเปิดการประชุมและภาพรวมธุรกิจ


คุณอลัน แคม ประธานกรรมการ ได้กล่าวเปิดการประชุมโดยระบุว่า ปีที่ผ่านมาถือเป็นปีที่บริษัทต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างมากจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและปัญหาการค้าระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม เมก้ายังคงเป็นบริษัทที่มีความแข็งแกร่งอย่างมาก มีกระแสเงินสด (Cash Flow) ที่มั่นคง และมีจุดมุ่งหมายทางธุรกิจที่ชัดเจนสำหรับ 5 ถึง 10 ปีข้างหน้า บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องทุกปี (R&D) สินค้าของบริษัทมุ่งเน้นเรื่องคุณภาพในราคาที่ผู้บริโภคทั่วโลกสามารถเข้าถึงได้ แม้เศรษฐกิจโลกโดยรวมจะไม่เอื้ออำนวย แต่ด้วยพนักงานกว่า 5,400 คนที่ทุ่มเททำงาน และวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ (Build Knowledge) และการเรียนรู้ด้านดิจิทัล ทำให้เมก้าสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน (Sustainable Business)


---


ส่วนที่ 3: สรุปผลการดำเนินงานและกลยุทธ์ธุรกิจ "Road to 2030"


คุณวิเวก ดาวัล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร ได้รายงานผลการดำเนินงานและวิสัยทัศน์ในอนาคต โดยเริ่มต้นจากการขอบคุณ คุณมีชัย อดีตประธานกรรมการที่อยู่ร่วมกับบริษัทมาตั้งแต่ช่วงเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) เมื่อปี 2013 


ผลการดำเนินงานย้อนหลังและความยืดหยุ่นของธุรกิจ:


แม้ทั่วโลกจะมีความกังวลเกี่ยวกับวิกฤตความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามในตะวันออกกลางและสถานการณ์ในเมียนมาร์ แต่บริษัทได้รับผลกระทบทางตรงค่อนข้างน้อย เนื่องจากบริษัทใช้พลังงานเชื้อเพลิงในสัดส่วนที่ต่ำ และตลาดหลักกว่า 75-76% ของบริษัทอยู่ในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงแอฟริกา ซึ่งยังสามารถจัดส่งสินค้าและทำยอดขายได้ตามปกติ 


ในด้านการเติบโตของกำไร นับตั้งแต่เข้าตลาดหลักทรัพย์เมื่อกว่า 10 ปีก่อน (ปี 2013) บริษัทมีกำไรเริ่มต้นที่ประมาณ 500 กว่าล้านบาท และสามารถทำกำไรเติบโตเป็น 2 เท่าได้สำเร็จในช่วงปี 2019 (ประมาณ 1,100 ล้านบาท) ล่าสุดบริษัทสามารถทำกำไรเติบโตอีก 1 เท่าตัวเป็นประมาณ 1,900 ล้านบาทในปัจจุบัน ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่เคยวางไว้


กลยุทธ์ Road to 2030:


บริษัทได้ตั้งเป้าหมายเชิงกลยุทธ์สำหรับ 5-10 ปีข้างหน้า โดยมุ่งเน้นการ "ลงลึก" ในตลาดปัจจุบัน 33 ประเทศ มากกว่าการขยายฐานประเทศใหม่ๆ เพื่อสร้างแบรนด์ MEGA We Care ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น บริษัทตั้งเป้าหมายที่จะสร้างการเติบโตของกำไรให้ถึง 3,500 ล้านบาทภายในปี 2030 และขยายยอดขายของแบรนด์จาก 300 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 500 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายใน 5 ปีข้างหน้า ธุรกิจของบริษัทจะขับเคลื่อนผ่าน 2 กลุ่มหลัก ได้แก่:


1. กลุ่มยาตามใบสั่งแพทย์ (Prescription Drugs):


 เน้นจำหน่ายผ่านโรงพยาบาลและคลินิก บริษัทมีแผนนำเข้าและขึ้นทะเบียนยาใหม่ๆ รวมกว่า 120 รายการในหลายประเทศ รวมถึงยารักษาโรคเบาหวานกลุ่ม GLP-1 ที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาด และการพัฒนากลุ่มยารักษาโรคภูมิแพ้และระบบทางเดินหายใจ (Inhaler Strategy) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ผลิตได้ยาก


2. กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพสำหรับผู้บริโภค (Consumer Health Care):


 เน้นผลิตภัณฑ์กลุ่มวิตามิน อาหารเสริม และยาสามัญที่ผู้บริโภคซื้อได้เอง (เช่น ยา Gofen, Fish Oil) ซึ่งบริษัทเป็นผู้นำตลาดในหลายประเทศทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกา โคลอมเบีย ยูเครน และอุซเบกิสถาน


---


ส่วนที่ 4: แผนการลงทุนสร้างโรงงานและขยายกิจการในต่างประเทศ


เพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์การเติบโต บริษัทได้เตรียมความพร้อมด้านการผลิตใน 3 ประเทศยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่:


ประเทศอินโดนีเซีย:


เริ่มดำเนินการผลิตแคปซูลนิ่ม (Soft Gel) และพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นเพื่อรองรับตลาดอินโดนีเซียซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่


ประเทศเวียดนาม:


ตลาดเวียดนามในปัจจุบันมีมูลค่า 4-5 พันล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตเป็น 7-8 พันล้านเหรียญสหรัฐในอนาคตอันใกล้ บริษัทจึงลงทุนสร้างโรงงานแห่งใหม่ในจังหวัดด่งนาย (Dong Nai) ห่างจากนครโฮจิมินห์ประมาณ 30 กิโลเมตร เพื่อรองรับนโยบายภาครัฐที่ส่งเสริมสินค้าที่ผลิตในประเทศ คาดว่าจะใช้เวลาสร้างและขึ้นทะเบียนราว 2 ปีครึ่ง โดยตั้งเป้าเริ่มขายสินค้าจากโรงงานนี้ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2029


ประเทศเมียนมาร์:


 แม้จะมีสถานการณ์ท้าทาย แต่บริษัทดำเนินการในเมียนมาร์มากว่า 30 ปีจนแบรนด์เป็นที่ยอมรับอย่างสูง เพื่อลดความเสี่ยงด้านการนำเข้าและการขอโควต้าเงินตราต่างประเทศ บริษัทจึงได้รับอนุมัติให้ลงทุนสร้างโรงงานผลิตยาในเมียนมาร์สำหรับจำหน่ายในประเทศและเป็นฐานการส่งออก คาดว่าจะเริ่มผลิตได้ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2029 


---


ส่วนที่ 5: การดำเนินงานด้านความยั่งยืน (ESG) และบรรษัทภิบาล


บริษัทให้ความสำคัญกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาลอย่างยิ่ง:


สิ่งแวดล้อม (Environment):


 มีการลงทุนกว่า 2.5 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในโรงงานต่างๆ ทั้งในไทยและออสเตรเลีย ซึ่งสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 1,400 ตันต่อปี 


สังคม (Social):


 ดำเนินโครงการธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ภายใต้ชื่อศูนย์สุขภาพ Wellness We Care (เช่น ที่มวกเหล็ก ศรีลังกา และเปรู) เพื่อให้ความรู้แก่แพทย์ เภสัชกร และประชาชนในการดูแลสุขภาพตนเอง (Good Health by yourself) ป้องกันการเกิดโรคก่อนที่จะต้องพึ่งพายา


บรรษัทภิบาล (Governance):


 บริษัทได้รับประเมินการกำกับดูแลกิจการในระดับดีเลิศ (Excellent CG Scoring) และเป็นสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC) อย่างต่อเนื่อง


---


ส่วนที่ 6: สรุปมติที่สำคัญของวาระการประชุม


วาระที่ 1 และ วาระที่ 2: รับทราบรายงานของประธานกรรมการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผลการดำเนินงานของบริษัทประจำปี 2566


วาระที่ 3: การพิจารณาอนุมัติงบการเงิน


ที่ประชุมมีมติอนุมัติงบแสดงฐานะการเงินและงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ ประจำปีสิ้นสุด 31 ธันวาคม 2566 โดยสรุปสาระสำคัญของงบการเงินรวมดังนี้:


*   สินทรัพย์รวม: 15,759.2 ล้านบาท


*   หนี้สินรวม: 5,544.0 ล้านบาท


*   ส่วนของผู้ถือหุ้น: 10,215.2 ล้านบาท


*   รายได้รวม: 14,278.2 ล้านบาท


*   กำไรสุทธิ: 1,912.0 ล้านบาท (คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 2.19 บาท)


วาระที่ 4: การพิจารณาอนุมัติจ่ายเงินปันผล


ที่ประชุมอนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2566 ในอัตราหุ้นละ 1.60 บาท โดยแบ่งเป็นเงินปันผลระหว่างกาลที่จ่ายไปแล้ว 0.80 บาทต่อหุ้น (เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2566) และเงินปันผลงวดสุดท้ายอีก 0.80 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงินทั้งสิ้นประมาณ 1,394 ล้านบาท โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายในวันที่ 24 เมษายน 2567


วาระที่ 5: การพิจารณาเลือกตั้งกรรมการแทนผู้ที่ออกตามวาระ


ที่ประชุมมีมติอนุมัติแต่งตั้งกรรมการที่ครบวาระกลับเข้าดำรงตำแหน่ง และอนุมัติแต่งตั้ง คุณพลากร หวังหลี เข้าดำรงตำแหน่งกรรมการอิสระ แทนคุณต่อ สันติสิริ ที่ไม่ได้ต่อวาระ


วาระที่ 6: การพิจารณาอนุมัติค่าตอบแทนกรรมการ


ที่ประชุมอนุมัติค่าตอบแทนกรรมการประจำปีในอัตราเท่าเดิมกับปีที่ผ่านมา ดังนี้:


*   ประธานกรรมการ: 1,620,675 บาทต่อปี


*   รองประธานกรรมการ: 449,820 บาทต่อปี


*   กรรมการบริษัท / กรรมการอิสระ: 694,575 บาทต่อปี


*   กรรมการอิสระที่เป็นกรรมการชุดย่อย: ได้รับเพิ่ม 231,525 บาทต่อปี


วาระที่ 7: การพิจารณาแต่งตั้งผู้สอบบัญชี


ที่ประชุมมีมติอนุมัติแต่งตั้งผู้สอบบัญชีจากบริษัท KPMG ภูมิชัย สอบบัญชี จำกัด เป็นผู้สอบบัญชีของบริษัทประจำปี


---


สรุปประเด็นคำถาม-คำตอบ (Q&A Session) :


Q1: แนวโน้มกลุ่มผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น บริษัทมองเป็นโอกาสของธุรกิจอย่างไร และคิดว่าสินค้าประเภทใดสามารถตอบสนองกลุ่มนี้ได้มากที่สุด? 


A:  (โดยคุณวิเวก) ธุรกิจของเมก้าไม่ได้เน้นกลุ่มเด็กอยู่แล้ว แต่เน้นผู้ใหญ่และกลุ่มผู้สูงอายุ ผลิตภัณฑ์จำนวนมากของบริษัทถูกพัฒนาเพื่อรองรับโรคภัยที่มาพร้อมกับอายุที่เพิ่มขึ้น เช่น ยารักษาโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง ยาลดคอเลสเตอรอล ยารักษาโรคเบาหวาน ไปจนถึงกลุ่มยานอนหลับ (เช่น สารสกัดจากรากวาเลอเรียน) รวมถึงกลุ่มโภชนาการสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง นอกจากนี้ บริษัทยังมีการให้ความรู้ผ่านศูนย์สุขภาพเพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถดูแลรักษาสุขภาพตนเองได้อย่างยั่งยืน


Q2: ในรายงาน MD&A ไตรมาส 4 ระบุว่ารายได้ในเมียนมาร์เริ่มฟื้นตัวจากการปรับโมเดลเป็น Dual Currency อยากทราบว่าโมเดลนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการบังคับใช้อัตราแลกเปลี่ยนของรัฐบาลเมียนมาร์อย่างไร และรายได้ที่ฟื้นตัวเป็นการขายจริงหรือแค่ผลทางบัญชี? (จาก คุณคทารัตน์ ตัวแทนสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย)


A:  (โดยคุณสุจินตนา) ผลกระทบจาก Dual Currency เป็นผลต่างระหว่างอัตราแลกเปลี่ยนทางการที่ธนาคารกลางกำหนด กับอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้ทำธุรกรรมในตลาดจริง ในการทำงบการเงินบริษัทใช้อัตราทางการ แต่ในรายงาน MD&A ได้ปรับตัวเลขให้สะท้อนอัตราตลาดเพื่อให้เปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่แท้จริงได้ ซึ่งในความเป็นจริง การใช้กลไกนี้ไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความสามารถในการทำกำไร ส่วนการฟื้นตัวของรายได้ในเมียนมาร์นั้น เป็นการฟื้นตัวของยอดขายและการดำเนินธุรกิจจริงที่เริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกมาตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2566 แล้ว


Q3: หลังจากสิทธิประโยชน์ BOI ของโรงงานในไทยหมดอายุลง บริษัทมีความคืบหน้าในการขอส่งเสริมรอบใหม่หรือไม่ และมีแนวทางบริหารจัดการภาษีที่เพิ่มขึ้นอย่างไร? 


A: (โดยคุณสุจินตนา) สิทธิประโยชน์ BOI เดิมได้หมดอายุลงในเดือนธันวาคม 2567 ส่งผลให้อัตราภาษีที่แท้จริง (Effective Tax rate) ของบริษัทในปัจจุบันปรับมาอยู่ที่ระดับปกติคือประมาณ 21% ซึ่งเป็นอัตรามาตรฐานที่แข่งขันได้เมื่อเทียบกับธุรกิจเดียวกันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแอฟริกา ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาโครงการลงทุนใหม่ๆ ที่เน้นการขยายกำลังการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน หากโครงการใดเข้าเกณฑ์ บริษัทจะทำการยื่นขอรับการส่งเสริมจาก BOI รอบใหม่ต่อไป


Q4: จากเหตุการณ์เรือบรรทุกสินค้าถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ บริษัทได้รับผลกระทบด้านต้นทุนค่าระวางเรือและค่าประกันภัยในการนำเข้าวัตถุดิบจากยุโรปหรือไม่ และมีแผนสำรองอย่างไร? 


A:  (โดยคุณวิเวก) เหตุการณ์เรือของกลุ่มธุรกิจอื่นถูกโจมตีไม่ได้มีผลกระทบกับบริษัท เนื่องจากเมก้าเป็นบริษัทที่ดำเนินงานเป็นอิสระ นอกจากนี้ บริษัทนำเข้าวัตถุดิบจากหลายแหล่งทั้งยุโรป จีน และอินเดีย ซึ่งยังคงดำเนินไปตามปกติ ในส่วนของการส่งออก ตลาดกว่า 60-80% อยู่ในเอเชีย และเส้นทางส่งสินค้าไปยังแอฟริกายังคงสามารถจัดส่งทางเรือได้ตามปกติโดยไม่มีผลกระทบที่รุนแรง


Q5: ในงบการเงินเฉพาะกิจการ มีการตั้งค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิต (Impairment Loss) สำหรับเงินกู้ยืมและดอกเบี้ยค้างรับจากบริษัทย่อย 100% เป็นจำนวนราว 315 ล้านบาท สาเหตุเกิดจากอะไร และจะมีการตั้งสำรองเช่นนี้ในปีถัดๆ ไปอีกหรือไม่? 


Aรูปภาพโดยคุณสุจินตนา) รายการดังกล่าวเป็นเงินให้กู้ยืมแก่บริษัทในเครือ 2 แห่งที่มีผลการดำเนินงานขาดทุน บริษัทจึงพิจารณาตั้งค่าเผื่อการด้อยค่าแบบเต็มจำนวน 100% ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ซึ่งรายการนี้จะปรากฏเฉพาะในงบการเงินเฉพาะกิจการเท่านั้น (ในงบการเงินรวมได้ถูกตัดรายการระหว่างกันออกไปแล้ว) และขอยืนยันว่าได้ตั้งสำรองครบ 100% แล้ว จะไม่มีการตั้งสำรองในส่วนนี้เพิ่มเติมในปีต่อๆ ไปอีก


Q6: หนี้สินที่อาจเกิดขึ้นกับสถาบันการเงินเพื่อค้ำประกันวงเงินกู้ยืมของบริษัทย่อยหลายแห่งเป็นจำนวนเงินรวมกันค่อนข้างสูง (หลักพันล้านบาท) มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นหนี้จริงในอนาคตหรือไม่? 


A:  (โดยคุณสุจินตนา) ตัวเลขหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นที่แสดงในหมายเหตุประกอบงบการเงินนั้น เป็นเพียงตัวเลขกรอบวงเงินสินเชื่อรวม (Credit Line Limit) ของบริษัทในกลุ่มที่ทำไว้กับธนาคาร ซึ่งบริษัทเบิกใช้จริงเพียงบางส่วนเท่านั้น (ส่วนที่ใช้จริงจะแสดงอยู่ในหมวดหนี้สินหมุนเวียนในงบดุล) ดังนั้นจึงไม่ได้มีความเสี่ยงที่จะต้องไปชำระหนี้ในส่วนที่ไม่ได้เบิกใช้


Q7: รายการผลขาดทุนจากการด้อยค่าเงินให้กู้ยืม 315.9 ล้านบาท สามารถนำมาใช้เป็นสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้หรือไม่?


A: (โดยคุณสุจินตนา) ค่าใช้จ่ายจากการด้อยค่านี้ ไม่สามารถนำมาใช้เป็นรายจ่ายเพื่อขอสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ อย่างไรก็ตาม ในทางบัญชีสำหรับงบเฉพาะกิจการ (Stand-alone) ของบริษัทย่อย สามารถยกยอดขาดทุนสะสมนี้ไปใช้เป็นประโยชน์ทางภาษีได้ในระยะเวลา 5 ปี


Q8: หากต้นทุนการผลิตสูงขึ้นตามเทรนด์ตลาด 30-50% บริษัทมีนโยบายในการปรับราคาสินค้าเพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงอย่างไร โดยไม่กระทบต่อยอดขายและส่วนแบ่งการตลาด? 


A: (โดยคุณวิเวก) ราคาวัตถุดิบมีความผันผวนทั้งขึ้นและลง บางอย่างที่เคยแพงก็อาจมีราคาลดลงได้ บริษัทบริหารความเสี่ยงโดยมีการทำสัญญาซื้อล่วงหน้า (Contract) ราว 6 เดือน และบริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ในระดับที่แข็งแกร่งถึง 63-64% โดยต้นทุนวัตถุดิบคิดเป็นสัดส่วนเพียงประมาณ 15-20% ของยอดขายเท่านั้น หากต้นทุนเชื้อเพลิงแพงขึ้นก็อาจกระทบเพียง 1-2% บริษัทจึงยังไม่มีนโยบายผลีผลามปรับขึ้นราคาสินค้าในทันที แต่จะประเมินสถานการณ์ตลาด คู่แข่ง และใช้กลยุทธ์การบริหารจัดการมาร์จิ้นในรูปแบบอื่นควบคู่ไปด้วย


Q9: ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ (Packaging) คิดเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ของต้นทุนทั้งหมด และหากราคาปรับขึ้นจะมีแผนรองรับอย่างไร? 


A : (โดยคุณวิเวก) ต้นทุนบรรจุภัณฑ์คิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 2-3 ของต้นทุนขายทั้งหมด (COGS) เท่านั้น ดังนั้นต่อให้ราคาบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้น 10% ผลกระทบต่อต้นทุนรวมก็จะน้อยกว่า 1% นอกจากนี้ บริษัทมีการวางแผนสั่งซื้อและบริหารสต๊อกบรรจุภัณฑ์ล่วงหน้าอย่างน้อย 3-4 เดือน ทำให้มีระยะเวลาเตรียมตัวและได้รับผลกระทบน้อยมาก


Q10: จากสถานการณ์ต้นทุนพลังงานและค่าก่อสร้างที่อาจเพิ่มขึ้น บริษัทมีการปรับเปลี่ยนงบลงทุนสำหรับการสร้างโรงงานในต่างประเทศ (เวียดนาม เมียนมาร์) หรือไม่? 


A: โดยคุณวิเวก) บริษัทไม่มีการเปลี่ยนแปลงแผนหรืองบการลงทุน ธุรกิจยาเป็นธุรกิจที่ต้องมองในระยะยาว (Long-term Strategy) การสร้างโรงงานในเวียดนามและเมียนมาร์ถือเป็นความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์เพื่อตอบรับนโยบายท้องถิ่นที่ส่งเสริมการใช้ยาที่ผลิตในประเทศ และเพื่อแก้ไขปัญหาความยุ่งยากในการนำเข้าสินค้า แม้จะมีปัจจัยกดดันด้านต้นทุน แต่ตลาดในประเทศเหล่านี้มีแนวโน้มการเติบโตที่สูงมากในระยะยาว บริษัทจึงเดินหน้าแผนการก่อสร้างต่อไปตามเดิมอย่างแน่นอน

โควท
amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 2807
ผู้ติดตาม: 394

Re: สรุป AGM 2569

โพสต์ที่ 3

โพสต์

สรุปการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2569 บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน)  3 Apr 2026 14.00


องค์ประชุม:  มีผู้ถือหุ้นและผู้รับมอบฉันทะเข้าร่วมประชุม 36 ราย นับจำนวนหุ้นรวม 468,857,761 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 76.98 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด ซึ่งถือว่าครบองค์ประชุมตามระเบียบข้อบังคับ


รูปแบบการประชุม:


ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-AGM) ถ่ายทอดสัญญาณจากอาคารสำนักงานของบริษัท 


สรุปวาระการประชุมที่สำคัญ


วาระที่ 1: รับทราบผลการดำเนินงานในรอบปี 2568:


การดำเนินธุรกิจและขยายสาขา:


ณ สิ้นปี 2568 บริษัทมีสาขาเปิดดำเนินการรวม 77 สาขา (โอ้กะจู๋ 45 สาขา, โอ้จูซ 26 สาขา, Jo's Wings 5 สาขา และ Wrap & Roll 1 สาขา) 


มีการเปิดตัวแบรนด์ใหม่และออกเมนูทางเลือกที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค รวมถึงจับมือพันธมิตรอย่างการบินไทยเพื่อเสิร์ฟอาหารบนเครื่องบิน 


นอกจากนี้ในไตรมาส 4 ได้ดำเนินการ ก่อสร้างครัวกลางแห่งใหม่แล้วเสร็จ


 


*ผลประกอบการทางการเงิน:


    *รายได้จากการขาย: 2,726.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.6% เทียบกับปีก่อน จากการขยายสาขาใหม่


    *กำไรขั้นต้น:  1,179 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.4% แต่อัตรากำไรขั้นต้นลดลงเล็กน้อยอยู่ที่ 43.2% เนื่องจากมีการจัดโปรโมชั่นฉลองครบรอบแบรนด์


    *กำไรสุทธิ:  70.4 ล้านบาท ลดลง 65.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน สาเหตุหลักมาจากยอดขายสาขาเดิม (Same-Store Sales) ที่ลดลงตามกำลังซื้อผู้บริโภค และ มีค่าใช้จ่ายพิเศษที่เกิดขึ้นครั้งเดียว (One-time expenses) เช่น ค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์ส่วนปรับปรุงอาคาร, ค่าย้ายครัวกลาง, ค่ารื้อถอน และการตัดจำหน่ายเครื่องจักรที่เสียหาย (หากไม่รวมรายการพิเศษนี้ กำไรสุทธิจะอยู่ที่ 87.4 ล้านบาท)


วาระที่ 2: พิจารณาอนุมัติงบการเงินประจำปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568


*   บริษัทมีสินทรัพย์รวม 2,447 ล้านบาท หนี้สินรวม 735 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้น 1,711 ล้านบาท ที่ประชุมมีมติอนุมัติงบการเงินด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 100%


วาระที่ 3: พิจารณาการจัดสรรเงินกำไรสุทธิเป็นทุนสำรองตามกฎหมาย และการจ่ายเงินปันผล


*   บริษัทได้จัดสรรทุนสำรองตามกฎหมายครบ 10% ของทุนจดทะเบียนแล้ว จึงไม่มีการจัดสรรเพิ่มเติม 


*   ที่ประชุมมีมติอนุมัติ จ่ายเงินปันผลในอัตรา 0.07 บาทต่อหุ้น (คิดเป็นร้อยละ 60.55 ของกำไรสุทธิ) รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 42.63 ล้านบาท กำหนดจ่ายในวันที่ 29 เมษายน 2569


วาระที่ 4: พิจารณาเลือกตั้งกรรมการแทนกรรมการที่ครบกำหนดออกตามวาระ


*   กรรมการที่ครบวาระ 3 ท่าน ได้แก่ คุณอุดมศักดิ์ โรจน์วิบูลย์ชัย, คุณไกรพิชญ์ เปรมมณี และ คุณวรเดช สุชัยบุญศิริ ที่ประชุมมีมติอนุมัติให้กลับเข้าดำรงตำแหน่งอีกวาระหนึ่งด้วยคะแนนเสียงข้างมาก


---


สรุปช่วงถาม-ตอบ (Q&A) 


Q1: สาเหตุที่ยอดขายสาขาเดิม (SSG) ติดลบ 21% ในปี 2568 และแนวทางแก้ไข


A : สาเหตุ: เกิดจากการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดร้านอาหาร, ร้านอาหารแบรนด์ใหม่ๆ ที่เข้ามา, ภาวะเศรษฐกิจที่ทำให้กำลังซื้อลดลง รวมถึงผลกระทบจากโครงการคนละครึ่งของรัฐบาลในช่วงไตรมาส 4 ซึ่งครอบคลุมเฉพาะร้านค้ารายย่อย


*แนวทางแก้ไข: ปรับกลยุทธ์ให้ตอบสนองผู้บริโภคได้รวดเร็วขึ้น เช่น การออกเมนู Single Balance ในราคาที่เข้าถึงง่าย ซึ่งช่วยให้มียอดสั่งซื้อและจำนวนลูกค้าเข้าร้านเพิ่มขึ้น คาดว่ายอดขายสาขาเดิมจะ **กลับมาเป็นบวกได้ภายในไตรมาส 3 ของปี 2569


Q2: ปัจจัยที่กดดันกำไรสุทธิให้ลดลงแรง เป็นเรื่องชั่วคราวหรือโครงสร้างธุรกิจ?


A2:  ผู้บริหารชี้แจงว่า ปัจจัยหลักเกิดจาก 


ค่าใช้จ่ายพิเศษที่เกิดขึ้นครั้งเดียว (การย้ายครัวกลางและการตัดจำหน่ายเครื่องจักรที่ชำรุด) ซึ่งดำเนินการเสร็จสมบูรณ์ 100% แล้ว และจะไม่เกิดขึ้นซ้ำในปี 2569


*   ในส่วนของโครงสร้างธุรกิจ ครัวกลางแห่งใหม่ที่สร้างเสร็จแล้วจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตสินค้ารองรับลูกค้า B2B (เช่น คาเฟ่อเมซอน, การบินไทย) รวมถึงไลน์เบเกอรี่ใหม่ๆ ซึ่งจะสร้างยอดขายและทำให้อัตรากำไรดีขึ้นตามลำดับ


Q3:  ผลตอบแทนจากการลงทุนครัวกลางแห่งใหม่ (ROI)?


A3:  บริษัทตั้งเป้าหมายว่าจะสามารถ คืนทุนได้ภายใน 3 ปี ตัวชี้วัดคือยอดขายในส่วนของเบเกอรี่และ Trading ต้องเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1.5 เท่า ซึ่งกำไรขั้นต้นจากส่วนนี้จะเพียงพอครอบคลุมค่าเสื่อมราคาของครัวกลาง นอกจากนี้ facility ใหม่นี้ยังเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ๆ อีกด้วย


Q4:  การลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแบรนด์หลักมากเกินไป?


A4:   บริษัทขยายแบรนด์ใหม่ในรูปแบบ QSR (Quick Service Restaurant) เช่น Jo's Wings และ Wrap & Roll ซึ่งโมเดลนี้ใช้พื้นที่น้อย ขยายตัวได้รวดเร็ว และเจาะกลุ่มเป้าหมายในอาคารสำนักงานและโรงพยาบาลได้คล่องตัวกว่าร้านโอ้กะจู๋แบบ Full Service


Q5:  กลยุทธ์การขยายสาขาปี 2569 และการรับมือความเบื่อหน่ายของแบรนด์?


A5: การขยายสาขา:


รูปแบบ Grab & Go คืนทุนเร็วกว่าและมีต้นทุนค่าเช่าต่ำกว่า ในปีนี้บริษัทจะ ไม่เน้นขยายร้านโอ้กะจู๋สาขาใหญ่ (Full Service) มากนัก  แต่จะมุ่งไปเปิดในต่างจังหวัดที่มีศักยภาพแทน เช่น อุดรธานี และภูเก็ต (ภาคใต้ยังเป็นตลาดที่บริษัทยังไม่มีสาขา) 


*การรับมือการแข่งขันและความเบื่อหน่าย:


 มุ่งเน้นไปที่การคิดค้นเมนูใหม่ๆ (NPD) ควบคู่กับการจัดโปรโมชั่น และสร้าง Customer Engagement


Q6:  อัปเดตแผนการเปิดตัวร้านค้าแบรนด์ใหม่?


A6: แบรนด์ใหม่จะยังคงอยู่ภายใต้แนวคิด Healthy, Tasty, Variety แต่จะ เจาะกลุ่ม Mass มากขึ้น  เข้าถึงง่ายขึ้น เพื่อเสริมพอร์ตโฟลิโอให้มีความหลากหลายทั้งด้านราคาและรูปแบบการบริโภค


บริษัทจะใช้กลยุทธ์ Test and Scale คือเริ่มทดลองในขนาดที่เหมาะสมก่อน เพื่อดูความลงตัวของตลาด (Market Fit) และความคุ้มค่าระดับหน่วย (Unit Economics) ก่อนตัดสินใจขยายสาขาเต็มรูปแบบเช่นเดียวกับที่ทำในแบรนด์ Oh! Juice และ Jo's Wings

โควท
amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 2807
ผู้ติดตาม: 394

Re: สรุป AGM 2569

โพสต์ที่ 4

โพสต์

สรุปการประชุมผู้ถือหุ้นบริษัท สหการประมูล จำกัด (มหาชน) (AUCT) 


1. ภาพรวมการดำเนินงานและเป้าหมายธุรกิจ :


การต่อต้านคอร์รัปชัน (CAC):


บริษัทได้เข้าร่วมและได้รับการรับรองเป็นสมาชิก CAC อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา โดยประเมินแล้วว่าการเข้าร่วมนี้ไม่ส่งผลกระทบหรือขัดต่อการดำเนินธุรกิจปกติ


แผนธุรกิจปี 2569:


 บริษัทยังคงมุ่งเน้นที่ธุรกิจหลัก (Core Business) คือการประมูลรถยนต์และจักรยานยนต์ และขยายธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง (Non-core Business) เช่น บริการก่อนและหลังการประมูล (ประกันภัย, สินเชื่อ, จำนำจอด, การขนย้าย และอู่ซ่อม) 


โดยตั้งเป้าการเติบโตในกลุ่มธุรกิจเสริมนี้ที่ 10% เพื่อให้บริการครบวงจรแก่ลูกค้าทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย


2. ผลประกอบการและสถานะทางการเงิน ประจำปี 2568


รายได้และกำไร:


รายได้รวมอยู่ที่ 1,027.71 ล้านบาท (ลดลงประมาณ 20% จากปีก่อนหน้า) กำไรขั้นต้น 438.77 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 200.93 ล้านบาท 


สาเหตุหลักที่รายได้และกำไรลดลงมาจากปริมาณรถยึดที่เข้าสู่ลานประมูลน้อยลง ซึ่งเป็นผลกระทบจากมาตรการพักชำระหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย ประกอบกับต้นทุนส่วนใหญ่ของบริษัทเป็นต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) จึงทำให้อัตรากำไรลดลงตามไปด้วย


สถานะการเงิน:


 สินทรัพย์รวมอยู่ที่ 1,809 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) อยู่ที่ 2.61 เท่า แต่หากไม่นับรวมหนี้สินตามสัญญาเช่าพื้นที่ดำเนินการ อัตราส่วน D/E จะต่ำเพียง 0.62 เท่า ซึ่งถือว่าสถานะทางการเงินยังแข็งแกร่งมาก


การจ่ายปันผล:


ที่ประชุมอนุมัติจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.365 บาท (คิดเป็น 99.91% ของกำไรสุทธิ) โดยได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้ว 0.16 บาท เมื่อเดือนกันยายน 2568


3. สรุปประเด็นสำคัญจากช่วงถาม-ตอบ (Q&A)


Q : แผนการตรวจสภาพรถ EV ในธุรกิจ ตรอ.


A:  ปัจจุบันกรมการขนส่งทางบกยังไม่มีเกณฑ์มาตรฐานสำหรับ ตรอ. ในการตรวจรถ EV เนื่องจากรถ EV เพิ่งเข้ามาในตลาดได้เพียง 2-3 ปี (ตรอ. ปกติตรวจรถอายุ 7 ปีขึ้นไป) แต่บริษัทกำลังติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดเพื่อเตรียมความพร้อม


Q: แผนธุรกิจ 5 ปี และทิศทางในอนาคต?


A: ผู้บริหารมองว่าปริมาณรถยึดจากสถาบันการเงินอาจถึงจุดอิ่มตัว บริษัทจึงจะมุ่งเจาะกลุ่มลูกค้ารายย่อยมากขึ้น และขยายบริการรอบข้าง (เช่น ประกันภัย การขนย้าย) ให้รวดเร็วที่สุด นอกจากนี้ในอนาคตอาจขยายไปสู่การประมูลทรัพย์สินประเภทอื่นๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์


Q: สอบถามรายได้จากธุรกิจ ตรอ?


A: ปัจจุบันเปิดให้บริการแล้ว แต่มองว่าเป็นบริการเสริมเพื่อเติมเต็มระบบนิเวศของบริษัทมากกว่า โดยคาดว่ารายได้หลักจากส่วนนี้ในอนาคตจะมาจากการขาย "ประกันภัย" ไม่ใช่ค่าบริการตรวจสภาพรถ


Q: สถานการณ์ตลาดรถยนต์มือสอง (เต็นท์รถปิดตัว)?


A: แม้จะมีเต็นท์รถบางแห่งปิดตัวลง แต่ผู้บริหารมองว่าเป็นเรื่องปกติของวัฏจักรธุรกิจ ลูกค้าบางรายยังคงซื้อมารถเข้าเต็นท์เพิ่มขึ้น ขณะนี้ปัญหาหลักคือซัพพลาย (รถเข้าลานประมูล) มีน้อย ทำให้ราคารถในลานประมูลยังค่อนข้างสูง


Q: แนวโน้มรถยึดจากสภาวะเศรษฐกิจ?


A: จากปัจจัยเรื่องสงคราม น้ำมันแพง การปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น และการสิ้นสุดมาตรการพักชำระหนี้ ผู้บริหารคาดว่าจะมีโอกาสที่ปริมาณรถยนต์จะไหลเข้าสู่ลานประมูลเพิ่มมากขึ้นในระยะต่อไป


Q: สอบถามส่วนแบ่งการตลาด (Market Share)?


A: ปัจจุบัน AUCT ยังคงครองตำแหน่ง อันดับ 1 ในตลาดประมูลรถยนต์มือสอง โดยมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ประมาณกว่า 40%

โควท
amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 2807
ผู้ติดตาม: 394

Re: สรุป AGM 2569

โพสต์ที่ 5

โพสต์

สรุปการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (AGM) ของบริษัท บิซิเนส ออนไลน์ จำกัด (มหาชน) หรือ BOL


1. สรุปผลการดำเนินงานทางการเงินและสถานะของบริษัท


ผลประกอบการรวม:


บริษัทมีรายได้รวม 814.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% จากปีก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 291 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.5% 


งบการเงินเฉพาะกิจการ:


มีรายได้รวม 767.6 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 22.7%) และกำไรสุทธิ 295.6 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 20.7%) สาเหตุที่งบเฉพาะกิจการมีกำไรสูงกว่างบรวม เนื่องจากมีการรับรู้รายได้จากเงินปันผลของบริษัทย่อย (ซึ่งรายการนี้จะถูกหักลบออกไปในงบการเงินรวม)


โครงสร้างรายได้:


 แบ่งเป็นรายได้จากผลิตภัณฑ์หลัก (Organic Product) ประมาณ 60% และรายได้จากงานโครงการ (Project) ประมาณ 40% 


โดยในปีนี้รายได้จากงานโครงการเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ลดลงมาอยู่ที่ 60.7% เนื่องจากงานโครงการมีต้นทุนที่สูงกว่า แต่ในภาพรวมบริษัทยังคงมีกำไรสุทธิที่เติบโต


สถานะทางการเงิน:


สินทรัพย์รวมเติบโต 10.2% มาอยู่ที่ 1,550 ล้านบาท หนี้สินรวมอยู่ที่ 453.3 ล้านบาท (ส่วนใหญ่มาจากเงินกู้ยืมระยะสั้นเพื่อใช้หมุนเวียนและรายได้รัยล่วงหน้า) และส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น qq1,096.7 ล้านบาท สะท้อนถึงโครงสร้างเงินทุนที่แข็งแกร่งด้วยอัตราส่วนสภาพคล่องสูงถึง 2.21 เท่า


การกำกับดูแลกิจการ


 บริษัทมีนโยบายต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชัน รวมถึงมีช่องทางรับข้อร้องเรียน (Whistleblower) อย่างชัดเจน โดยในปีที่ผ่านมาไม่มีการแจ้งเรื่องร้องเรียนใดๆ เกิดขึ้น


---


2. สรุปช่วงถาม-ตอบ (Q&A) 


ประเด็นที่ 1: ทิศทางของเทคโนโลยี AI และผลกระทบต่อบริษัท


AI ส่งผลกระทบอย่างไรต่อ BOL:


ผู้บริหาร(ลูกสาวคุณแจ็ค) มองว่าเป็น "ผลบวก" อย่างมาก เนื่องจาก AI ต้องการ "ข้อมูล (Big Data)" ที่ถูกต้องและครอบคลุมเป็นรากฐาน ซึ่ง BOL มีจุดแข็งด้านข้อมูลที่สมบูรณ์และอัปเดตที่สุด การเติบโตของ AI จึงทำให้ความต้องการใช้ข้อมูลสูงขึ้นตามไปด้วย


กลยุทธ์ด้าน AI:


บริษัทไม่ได้สร้าง AI เพื่อไปแข่งขันกับบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก (เช่น จีน หรือ สหรัฐฯ) แต่บริษัทกำลังลงทุนสร้าง AI Labs และพัฒนาทีมวิศวกรของตนเอง เพื่อสร้างแอปพลิเคชัน AI ที่เจาะจงสำหรับ "ภาคอุตสาหกรรม (Industry-specific)" เช่น ภาคการเงิน หรือประกันภัย เพื่อช่วยองค์กรวิเคราะห์โอกาสและบริหารความเสี่ยง 


ผลกระทบต่อพนักงาน:


CEO คุณชัยพรยืนยันว่าจะ ไม่มีการใช้ AI เพื่อลดจำนวนพนักงาน แต่จะนำ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และยกระดับขีดความสามารถของบุคลากร เพื่อรองรับการสร้างรายได้ใหม่ๆ ในอนาคต


ประเด็นที่ 2: การดำเนินงานในต่างประเทศ (เวียดนามและกลุ่ม CLMV)


คำถามจากสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทยถาม


การถอนตัวจากเวียดนาม:


ปัจจุบันบริษัทได้ดำเนินการปิดกิจการในประเทศเวียดนามแล้ว และอยู่ระหว่างการชำระบัญชี สาเหตุหลักมาจากโครงสร้างการแข่งขันที่ต่างจากไทย มีผู้เล่นรายย่อยจำนวนมาก และเกิดการแข่งขันด้านราคา (Price War) อย่างรุนแรง ทำให้บริษัทตัดสินใจถอยออกมา และปัจจุบันยังไม่มีแผนที่จะขยายตลาดไปยังประเทศอื่นในกลุ่ม CLMV 


ประเด็นที่ 3: กระแสเงินสด รายได้ และการลงทุน


กระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ลดลง:


แม้กำไรจะสูงขึ้นแต่กระแสเงินสดลดลง เกิดจาก 2 ปัจจัย ได้แก่


1) ลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะลูกค้ากลุ่มสถาบันการเงินและภาครัฐที่มีขั้นตอนการอนุมัติจ่ายเงินค่อนข้างนาน (แต่ได้รับชำระครบถ้วนแล้วหลังปิดงวด) 


2) มีการจ่ายเงินลงทุนล่วงหน้าสำหรับโครงการภาครัฐขนาดใหญ่ระดับ 400 ล้านบาท ก่อนที่จะทยอยรับรู้รายได้


การบริหารเงินสดในมือ:


บริษัทมีสภาพคล่องสูงจากการเก็บค่าบริการล่วงหน้า เงินสดเหล่านี้ถูกเตรียมไว้เพื่อเป็นทุนสำรองสำหรับรองรับโครงการใหม่ๆ ขนาดใหญ่ และการลงทุนพัฒนาระบบ AI โดยบริษัทสามารถใช้เงินสดที่มีหมุนเวียนควบคู่ไปกับวงเงินธนาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพ


การรับรู้รายได้:


หากเป็นค่าบริการข้อมูล (Organic Product) จะรับรู้รายได้แบบหารเฉลี่ยเท่าๆ กันตลอดอายุสัญญา (เช่น 12 เดือน) แต่หากเป็นงานโครงการ (Project) จะรับรู้รายได้ตามสัดส่วนความก้าวหน้าของงาน (Percentage of Completion)


ประเด็นที่ 4: ความท้าทาย ปัจจัยเสี่ยง และเศรษฐกิจมหภาค


ปัญหาต้นทุน Hardware/Memory ที่พุ่งสูงขึ้น:


จากความต้องการสร้าง AI Data Center ทั่วโลกทำให้ชิ้นส่วนแพงขึ้น บริษัทแก้ปัญหานี้โดยการทำงานร่วมกับทั้งซัพพลายเออร์และลูกค้าแบบใกล้ชิด (Side-by-side) เพื่อประเมินต้นทุนและตกลงล็อกราคากันล่วงหน้าก่อนรับงาน เพื่อรักษาอัตรากำไรของโครงการไม่ให้ต่ำกว่าเกณฑ์


การเข้ามาของ Data Center ระดับโลกในไทย:


คุณแจ็คยืนยันว่าไม่ได้รับผลกระทบทางลบ เนื่องจาก Data Center ของต่างชาติเข้ามาเพื่อใช้ไฟฟ้าราคาถูกในการคำนวณและเทรน AI ของตนเอง ไม่ได้มารับลูกค้าในไทย ในขณะที่ Data Center ของ BOL ทำหน้าที่โฮสต์แอปพลิเคชันและเก็บข้อมูลสำคัญระดับชาติ (เช่น ข้อมูลสถาบันการเงิน) ซึ่งมีความปลอดภัยขั้นสูงสุด (Mission Critical) และข้อมูลไม่สามารถนำไปเก็บใน Public Cloud ของต่างชาติได้ 


ผลกระทบจสงคราม(อิสราเอล-อิหร่าน):


 ไม่มีผลกระทบทางตรงต่อธุรกิจ เพราะบริษัทไม่ได้พึ่งพาน้ำมัน หรือการนำเข้าส่งออกสินค้า แต่มีผลกระทบทางอ้อมคือ ลูกค้าบางรายอาจชะลอการตัดสินใจลงทุนเพื่อดูสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่ได้กังวลมากนักและยังคงมุ่งเป้าไปที่การพัฒนาโปรดักส์ AI ใหม่ๆ และเดินหน้าประมูลงานจากภาครัฐที่มีงบประมาณรองรับอยู่แล้วอย่างต่อเนื่อง

โควท
amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 2807
ผู้ติดตาม: 394

Re: สรุป AGM 2569

โพสต์ที่ 6

โพสต์

สรุปการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (AGM) ของบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ประจำปี 2568


 


วาระที่ 1: ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ


 ไม่มีเรื่องแจ้งเพิ่มเติมให้ที่ประชุมทราบ


 


วาระที่ 2: รับทราบผลการดำเนินงานของบริษัท


 


กลุ่มธุรกิจหลัก (ดาวเทียมสื่อสาร):


บริษัทยังคงเดินหน้าขยายฐานลูกค้าทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มงานด้านความมั่นคงในไทย (อินเทอร์เน็ตชายแดน) และภาคอุตสาหกรรมในอินเดีย นอกจากนี้ยังรับงานวิศวกรรมระบบดาวเทียมให้แก่ NT (ไทยคม 4 และ 6) และ GISTDA


 


กลุ่มธุรกิจใหม่ (Geospatial Intelligence - GI):


ให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ เช่น แพลตฟอร์มตรวจจับร่องรอยการเผาป่าเพื่อแก้ปัญหา PM 2.5 และ แพลตฟอร์ม Carbon Watch ประเมินคาร์บอนเครดิต


 


ความคืบหน้าดาวเทียมดวงใหม่:


    ไทยคม 9:  เตรียมส่งขึ้นสู่วงโคจรที่ 119.5 องศาตะวันออก เพื่อรองรับการใช้งานในประเทศอินเดีย


    ไทยคม 10:  เป็นดาวเทียมรุ่นใหม่ที่มีช่องสัญญาณเพิ่มขึ้น 10 เท่า ปิดการขายล่วงหน้า (Pre-sale) ไปแล้ว 50% ให้กับบริษัทจากฝรั่งเศส และบริษัทได้รับการอนุมัติสินเชื่อ 184 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากสถาบันการเงินต่างประเทศเพื่อใช้ในโครงการนี้


 


ผลประกอบการทางการเงิน:


บริษัทพลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 40 ล้านบาท และมีรายได้รวม 2,737 ล้านบาท


 


วาระที่ 3: พิจารณาอนุมัติงบการเงิน


สินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้น 2,164 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากการก่อสร้างดาวเทียมไทยคม 9 และ 10


หนี้สินรวมเพิ่มขึ้นจากการกู้ยืมธนาคารมาใช้สร้างดาวเทียม


 


วาระที่ 4: พิจารณาอนุมัติงดจ่ายเงินปันผล


 


ที่ประชุมอนุมัติงดจ่ายเงินปันผล เนื่องจากบริษัทมีความจำเป็นต้องสำรองกระแสเงินสดไว้เพื่อเป็นงบลงทุนในการสร้างดาวเทียมดวงใหม่ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ทั้งนี้ บริษัทได้จัดสรรกำไรเป็นทุนสำรองตามกฎหมายครบถ้วน 10% ตามที่กำหนดแล้ว


 


วาระที่ 5: พิจารณาแต่งตั้งผู้สอบบัญชี


 


อนุมัติแต่งตั้งบริษัท KPMG ภูมิชัย สอบบัญชี จำกัด เป็นผู้สอบบัญชีประจำปี โดยมีค่าสอบบัญชีรวม 1,780,000 บาท


 


วิสัยทัศน์และมุมมองจากประธานกรรมการ (ช่วงท้ายการประชุม)


 


ทิศทางของดาวเทียมกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคทีวีดาวเทียมไปสู่บริการบรอดแบนด์ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ (Defense & Security) โดยนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น AI เข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อการพยากรณ์และป้องกันภัยพิบัติต่างๆ


 


---


สรุปช่วงถาม-ตอบ (Q&A)  :


 


หมวดกลยุทธ์ การลงทุน และดาวเทียมดวงใหม่ :


 


1. งบลงทุนดาวเทียม:


การสร้างดาวเทียม 1 ดวง ใช้งบลงทุนประมาณ 5,000 - 10,000 ล้านบาท


 


2.จุดคุ้มทุน (Breakeven):


 ดาวเทียมจะถึงจุดคุ้มทุนเมื่อมีการใช้งาน (Utilization) ประมาณ 60-70% ของความจุทั้งดวง


 


3. อายุการใช้งานดาวเทียม:


อายุใช้งานประมาณ 15 ปี (ขึ้นอยู่กับปริมาณเชื้อเพลิง) และมีการตัดค่าเสื่อมราคาแบบเส้นตรง 15 ปี


 


4. การขายล่วงหน้า (Pre-sale) ของดาวเทียมดวงใหม่:


 ไทยคม 10 เซ็นสัญญาขายล่วงหน้าไปแล้ว 50% ตลอดอายุการใช้งาน ส่วนที่เหลืออีก 2 ปีคาดว่าจะเซ็นสัญญากับอินเดียและประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มอีก 20-30% ก่อนยิงดาวเทียม ส่วนไทยคม 9 คาดว่าจะย้ายลูกค้าจากไทยคม 4 มาประมาณ 20% และหาเพิ่มอีก 10-20% ก่อนเปิดให้บริการ


 


5. แผนรับมือหากดาวเทียมล่าช้า:


 บริษัทมีแผนสำรองโดยการเช่าช่องสัญญาณจากดาวเทียมต่างประเทศ เพื่อให้ลูกค้าใช้งานได้อย่างต่อเนื่องและไม่เสียรายได้


 


6. ความเสี่ยงด้าน Technology Disruption:


บริษัทไม่กังวล เพราะดาวเทียมใหม่ใช้เทคโนโลยี Software Defined Satellite ที่สามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่และซอฟต์แวร์การใช้งานได้ตลอดอายุการใช้งาน จึงมีความยืดหยุ่นสูงและไม่ล้าสมัย


 


7. ผลกระทบจาก Quantum Computing:


 มองว่าเป็นผลดีที่จะเข้ามาช่วยเสริมศักยภาพการประมวลผล AI ของธุรกิจการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ (GI) ของบริษัท


 


8.การจัดการดาวเทียมหมดอายุ:


 บริษัทจะดำเนินการผลักดาวเทียมออกสู่วงโคจรทิ้งช่วง (Graveyard Orbit) เพื่อคืนพื้นที่วงโคจรให้ว่างและเกิดความปลอดภัย


 


หมวดการแข่งขัน และลูกค้า :


 


9. การแข่งขันในอินเดียและรับมือ Starlink:


Starlink ยังไม่ได้รับใบอนุญาตในอินเดีย ในขณะที่ไทยคมให้บริการรัฐบาลอินเดียมาถึง 20 ปี มีความน่าเชื่อถือสูงด้านความมั่นคง และครองส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มดาวเทียมบรอดแบนด์ต่างชาติถึง 70% โดยตั้งเป้าเติบโตในอินเดีย 20-30% ต่อปีในอีก 5 ปีข้างหน้า


 


10.ปัจจัยที่ลูกค้าเลือกใช้ไทยคม:


ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นระดับรัฐบาลและองค์กรขนาดใหญ่ ปัจจัยหลักคือ "ความไว้วางใจและประสบการณ์" ที่ไทยคมสามารถส่งมอบมอบบริการได้ตรงตามสัญญาและมีความมั่นคงสูง


 


11. โครงการ USO เฟส 3:


กสทช. ได้ยกเลิกการประมูลเดิมไปแล้ว และคาดว่าจะเปิดประมูลใหม่ใน 1-2 เดือนนี้ โครงการมีมูลค่าประมาณ 5,400 ล้านบาท (ผูกพัน 5 ปี) ซึ่งบริษัทคาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้บางส่วนในปีนี้


 


12. การผสานพลัง (Synergy) กับบริษัทแม่และบริษัทในเครือ:


มีการร่วมมือกับ AIS ในการทำโซลูชันด้านเครือข่ายร่วมกัน (เช่น ภารกิจกู้ภัยน้ำท่วม) และได้รับการสนับสนุนด้านคำปรึกษาและเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินจาก GULF


 


หมวดงบการเงินและเงินปันผล :


 


13. เป้าหมายการเติบโต:


ปีนี้บริษัทตั้งเป้ารายได้รวม (Top Line) เติบโตอย่างน้อย 3-5%


 


14. รายการกำไรจากการตัดจำหน่ายเจ้าหนี้ 235 ล้านบาท:


 เกิดจากการกลับรายการทางบัญชี เนื่องจากสัญญาสัมปทานสิ้นสุดลง ทำให้เงื่อนไขที่ต้องชำระหนี้ส่วนนี้ถูกยกเลิกไป บริษัทจึงบันทึกกลับมาเป็นรายได้


 


15.สัดส่วนรายได้ต่างประเทศที่ลดลง:


 เกิดจากเป็นช่วงรอยต่อที่ดาวเทียมไทยคม 4 ใกล้หมดอายุ ปัจจุบันรายได้มาจากในประเทศ 70% และต่างประเทศ 30% แต่หากดาวเทียมดวงใหม่เริ่มทำงาน สัดส่วนจะพลิกกลับเป็นรายได้จากต่างประเทศ 70%


 


16. การตั้งค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิต (ECL):


บริษัทครอบคลุมลูกหนี้ทุกประเภท รวมถึงลูกหนี้การค้าและกลุ่มกิจการที่เกี่ยวข้องกัน ตามมาตรฐานบัญชี TFRS 9 แล้วอย่างครบถ้วน


 


17. การพิจารณาเรื่องเงินปันผลในอนาคต:


บริษัทยืนยันว่าตั้งใจจะกลับมาจ่ายเงินปันผลในอนาคต เมื่อนำกระแสเงินสดไปลงทุนในดาวเทียมดวงใหม่จนสร้างผลตอบแทนระยะยาวได้อย่างเต็มที่แล้ว

โควท
amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 2807
ผู้ติดตาม: 394

Re: สรุป AGM 2569

โพสต์ที่ 7

โพสต์

สรุปการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี (AGM) ของบริษัท ไอทีซิตี้  จำกัด(มหาชน)


วาระที่ 1: รับทราบผลการดำเนินงานของบริษัทประจำปี 2568


ผลประกอบการ:


บริษัทมีรายได้รวม 9,855 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 820 ล้านบาท (เติบโต 9%) และมีกำไรสุทธิ 172 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20 ล้านบาท (เติบโต 15%)


ความสามารถในการทำกำไร:


อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) เพิ่มขึ้นจาก 11.3% เป็น 17.6% และอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) เพิ่มขึ้น 3% ปัจจัยหลักมาจากการขายสินค้าที่มีอัตรากำไรสูงได้มากขึ้น เช่น สมาร์ทโฟนและสินค้าประเภท IoT


กลยุทธ์และการจัดการสาขา:


ณ สิ้นปี 2568 บริษัทมีสาขารวมทั้งสิ้น 337 สาขา (ประกอบด้วย IT City 170 สาขา, CSC 80 สาขา, Apple 9 สาขา, B Shop และ RER Shop 78 สาขา)


บริษัทมุ่งเน้นการทบทวนและปรับเปลี่ยนทำเลที่ตั้งสาขาอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน แม้ค่าเช่าในบางพื้นที่อาจสูงขึ้น แต่ก็คุ้มค่ากับขีดความสามารถในการทำกำไรที่เพิ่มขึ้น


การบริหารบุคลากร:


ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งมาจากการลงทุนพัฒนาศักยภาพบุคลากรและปรับโครงสร้างผลตอบแทน ซึ่งช่วยลดปัญหาสมองไหลและเพิ่มประสิทธิภาพในการขายอย่างยั่งยืน


การกำกับดูแลกิจการ:


บริษัทอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมเพื่อยื่นขอการรับรองแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของเอกชนไทย (CAC)


วาระที่ 2: พิจารณาอนุมัติงบการเงินสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568


งบเฉพาะกิจการ:


มีสินทรัพย์รวม 3,878 ล้านบาท, หนี้สินรวม 2,721 ล้านบาท, ส่วนของผู้ถือหุ้น 1,157 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 152 ล้านบาท


งบการเงินรวม:


มีสินทรัพย์รวม 3,925 ล้านบาท, หนี้สินรวม 2,624 ล้านบาท, ส่วนของผู้ถือหุ้น 1,302 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 172 ล้านบาท


มติที่ประชุม:   อนุมัติด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 100%


วาระที่ 3: พิจารณาและอนุมัติการจ่ายเงินปันผล


การจ่ายเงินปันผล:


ที่ประชุมอนุมัติจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.29 บาท รวมเป็นเงินกว่า 106.25 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 69.76% ของกำไรสุทธิ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของบริษัทที่ต้องจ่ายไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิ


รายละเอียดการจ่าย:


บริษัทได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้ว 0.08 บาทต่อหุ้น เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 จึงเหลือส่วนที่ต้องจ่ายเพิ่มเติมอีก 0.21 บาทต่อหุ้น โดยกำหนดจ่ายในวันที่ 5 May 2569


ทุนสำรองตามกฎหมาย:


บริษัทไม่ต้องจัดสรรกำไรเป็นทุนสำรองเพิ่มเติม เนื่องจากการตั้งทุนสำรองปัจจุบันครบตามกฎหมายกำหนด (ร้อยละ 10 ของทุนจดทะเบียน) เรียบร้อยแล้ว


มติที่ประชุม:  อนุมัติด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 100%


วาระที่ 4: การแต่งตั้งกรรมการแทนกรรมการที่ออกตามวาระ


มีกรรมการที่ต้องพ้นจากตำแหน่งตามวาระจำนวน 4 ท่านเพื่อความโปร่งใสตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ได้แก่ คุณวิชิต ชาญอมร, คุณสรศักดิ์ พันตสุวรรณ, ดร.สาธิต ปิติวรา และคุณพิชัย โกมลวิชญ์


มติที่ประชุม:  อนุมัติด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 100%


---


สรุปคำถาม-คำตอบ (Q&A) :


1. คำถามเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าเช่าและค่าบริการ


ผู้ถือหุ้นสอบถามถึงสาเหตุที่รายได้จากค่าเช่าและค่าบริการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด (จากหลัก 2 ล้านบาท เป็นกว่า 44-45 ล้านบาท) ?


คำตอบ: การเติบโตส่วนนี้มาจากโครงการพิเศษที่บริษัทได้รับจากภาครัฐ ในการให้เช่าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ประเภทแท็บเล็ต แม้ว่าโครงการลักษณะนี้จะไม่ได้เกิดขึ้นทุกปีและถือเป็นรายได้แบบครั้งคราว แต่บริษัทมีความพร้อมที่จะเข้าร่วมให้บริการในโครงการอื่นๆ ต่อไปหากมีโอกาส


2. คำถามเกี่ยวกับแผนการใช้เงินลงทุนและการเตรียมเงินสำรองในปีนี้


ผู้ถือหุ้นสอบถามว่าบริษัทมีแผนจะนำเงินไปลงทุนขยายกิจการทำธุรกิจใหม่ๆ หรือมีการสำรองเงินไว้เผื่อสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจหรือไม่?


คำตอบ: ผู้บริหารชี้แจงว่าเงินสดหมุนเวียนที่มีอยู่ในปัจจุบันเพียงพอสำหรับการดำเนินธุรกิจตามปกติและการจ่ายเงินปันผลทั้งหมดแล้ว และในระยะนี้บริษัทตลาดยังไม่มีแผนขยายการลงทุนขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เม็ดเงินจำนวนมาก จึงไม่มีความจำเป็นต้องกันเงินสำรองเพิ่มเติม


3. คำถามเกี่ยวกับแนวทางการรับมือต้นทุนชิ้นส่วนไอทีที่สูงขึ้น และแผนการเติบโตของกำไร


ผู้ถือหุ้นแสดงความกังวลเรื่องราคาต้นทุนสินค้ากลุ่มไอที (เช่น ฮาร์ดดิสก์, หน่วยความจำ, สินค้าโน้ตบุ๊ก) ที่กำลังปรับพุ่งสูงขึ้น โดยสังเกตว่าปีที่ผ่านมารายได้เติบโตเกือบ 10% แต่กำไรกลับโตขึ้นเพียงเล็กน้อย บริษัทมีแผนรับมือการขึ้นราคาและจะบริหารจัดการให้กำไรเติบโตได้อย่างไร?


คำตอบ: ผู้บริหารชี้แจงกลยุทธ์รับมือ 4 ประการ ดังนี้


   1. การแก้ปัญหาสมองไหล: ปีที่ผ่านมาบริษัทลงทุนปรับเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านผลตอบแทนพนักงานเพื่อให้แข่งขันได้ในตลาด ส่งผลให้อัตราพนักงานลาออก (Turnover) ลดลงจาก 10% ต่อเดือนเหลือเพียง 1% กว่า ซึ่งถือเป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งในระยะยาว


   2. การปรับพื้นที่และทำเลอย่างคุ้มค่า:บริษัทยอมรับภาระค่าเช่าที่อาจสูงขึ้นในพื้นที่ศักยภาพใหม่ เพื่อแลกกับการขยายขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว


   3. ความจำเป็นของสินค้าและอำนาจการต่อรอง:  แม้ผู้ผลิตจะปรับขึ้นราคาสินค้า แต่ด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคนี้ถือว่าสินค้าไอทีมีความจำเป็นในชีวิตประจำวันอย่างมาก ลูกค้าจึงยังคงจำเป็นต้องซื้อ นอกจากนี้ บริษัทยังมีศักยภาพและอำนาจการต่อรอง (Bargaining Power) เหนือกว่าคู่แข่งในการบริหารสต็อกและเจรจาล็อกราคาสินค้าล่วงหน้า


   4. ปัจจัยบวกที่กำลังจะส่งผล: ในปีที่ผ่านมามีปัจจัยสนับสนุน 3 ประการที่เข้ามาล่าช้ากว่าที่คาดไว้ แต่ปัจจัยเหล่านี้กำลังจะทยอยส่งผลและสะท้อนกลับมาเป็นกำไรที่ชัดเจนขึ้นในผลประกอบการไตรมาสที่ 1 (Q1) นี้


4. คำถามเกี่ยวกับการวางจำหน่ายสินค้ากลุ่ม Apple


ถือหุ้นสอบถามว่าบริษัทมีแผนที่จะนำสินค้า Apple อย่าง MacBook ซึ่งรุ่นใหม่มีราคาดึงดูดใจสำหรับกลุ่มนักศึกษาเข้ามาจัดจำหน่ายหรือไม่?


คำตอบ: ปัจจุบันบริษัทมีการจัดจำหน่ายสินค้าประเภท iPad อยู่แล้ว และกำลังดำเนินการเจรจาเพื่อนำกลุ่มสินค้า MacBook รวมถึงสินค้าอื่นๆ เข้ามาจำหน่ายด้วยในเร็วๆ นี้ ซึ่งคาดว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยผลักดันยอดขายได้เป็นอย่างดี

โควท
โพสต์โพสต์