ทำไมเราต้องลงทุนหุ้นต่างประเทศ? มาแชร์กันครับ
-
jedi43
- Verified User
- โพสต์: 1
- ผู้ติดตาม: 1
Re: ทำไมเราต้องลงทุนหุ้นต่างประเทศ? มาแชร์กันครับ
โพสต์ที่ 151
ขอแชร์บ้างครับ ผมว่าเศรษฐกิจไทยไม่ค่อยโตเท่าไหร่ หุ้นถูกๆหายาก แต่ไปต่างประเทศก็ไม่ใช่จะง่าย เพราะการแข่งขันสูง ต้องพยายามหาสิ่งที่เรารู้และคนอื่นไม่รู้ให้ได้ครับ
ดูข้อมูลเกี่ยวกับยี่ห้อเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ที่สิบทิศ
- Peter1011
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 464
- ผู้ติดตาม: 217
Re: ทำไมเราต้องลงทุนหุ้นต่างประเทศ? มาแชร์กันครับ
โพสต์ที่ 152
ผลการสำรวจหุ้นญี่ปุ่น (update ใหม่ โพสท์เก่าจะถูกลบออก) ประมาณ 100+ ตัวจาก สองพันกว่าตัว:
1. สังคมสูงอายุ เศรษฐกิจโตต่ำ พวกบริษัทค้าขาย กำไรไม่โต ถ้าโตก็เป็นแค่ชั่วคราว และส่วนมากยังเป็น cyclical รวมถึงไม่มี durable competitive advantage ทำให้ cash flow เข้ามาไม่สม่ำเสมอ
2. เนื่องจากญี่ปุ่นอยู่ในสภาวะดบ.ต่ำมานานกว่าเกือบสามสิบปี หลายบริษัทมี leverage ที่สูง (D/E 2-3) ถถ้าหากดบ.ขึ้น ก็คงจะ...
3. หุ้นชื่อดังทุกตัวตั้งแต่ปู่เข้าไปซื้อ ราคาขึ้นไปหมดจนผลตอบแทนไม่ดี (คิดง่ายๆ แย่กว่า 4-5% perp bond ละกัน) ไม่มี margin of safety ที่สามารถจะ compensate กับความเสี่ยงได้ เช่น ภัยธรรมชาติที่มีผลกระทบที่รุนแรง และ ดบ.ขาขึ้น
4. รายงาน/งบส่วนใหญ่เป็นภาษาท้องถิ่น เวลาที่เสียแรงไปแปลและเอาไปวิเคราะห์ต่อนั้นมันไม่คุ้มกับ return ที่ได้ หุ้น deep value (P/B ต่ำมากๆ หรือมี net cash positions ที่สูง) เป็นกับดักเนื่องจากไร้ความสามารถในการสร้างกำไร โดยมีผู้บริหาร/เจ้าของที่ overly conservative เหมือนหลายบริษัทในไทย ที่ไม่ยอมจะสร้างผลประโยชน์แก่ผู้ถือหุ้นเป็นอันดับแรก ส่วนหุ้นตัวเล็กที่มีงบการเงินที่ดี และยังแข่งขันในระดับโลกได้ ราคาวิ่งไปจนไม่มี margin of safety แล้ว
5. ถ้าปู่เข้าไปซื้อ แล้วราคาไป นั่นหมายความว่ามีคนตามไปและคนกลุ่มนั้นอาจเป็นนักเก็งกำไรหรือพวกกองทุน value (พวกกองทุนที่ชื่อมักจะลงท้ายด้วย "... Capital, Inc.") ต่างๆ รวมถึงรายย่อยที่ลงทุนเป็นอาชีพ ที่ไปดันราคาขึ้นหวังที่จะ unlock value ออกมา ซึ่งนั่นถือเป็น herd behavior ของนักลงทุน ผมเคยเจอแบบนี้ตั้งแต่เข้าตลาดมาใหม่ๆแล้วเข็ดไปจนชั่วชีวิต
จำไว้ว่า สังคมญี่ปุ่น มีวัฒนธรรมต่างกับสังคมตะวันตก พวกเขานิยมสร้าง value เหมือนกัน แต่เป็น value คนละชนิดที่ไม่ใช่ capital value ญี่ปุ่นยังเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีการแจกของชำร่วยให้กับผู้ถือหุ้น (ที่มีที่อยู่ในญี่ปุ่นเท่านั้น) เช่น คูปอง ส่วนลด สินค้าดัวอย่าง ทั้งๆที่ในหลายประเทศรวมถึงไทย ไม่มีการแจกของอย่างนี้ในปัจจุบันอีกแล้ว
สรุปคือ ไม่มีอะไรที่น่าสนใจที่นั่น
หุ้นยุโรปหลายๆตัวยังสามารถให้ผลตอบแทนได้สูงกว่าหุ้นญี่ปุ่นทั้งๆที่เทรดที่ P/E ที่สูงกว่าด้วยซ้ำ
1. สังคมสูงอายุ เศรษฐกิจโตต่ำ พวกบริษัทค้าขาย กำไรไม่โต ถ้าโตก็เป็นแค่ชั่วคราว และส่วนมากยังเป็น cyclical รวมถึงไม่มี durable competitive advantage ทำให้ cash flow เข้ามาไม่สม่ำเสมอ
2. เนื่องจากญี่ปุ่นอยู่ในสภาวะดบ.ต่ำมานานกว่าเกือบสามสิบปี หลายบริษัทมี leverage ที่สูง (D/E 2-3) ถถ้าหากดบ.ขึ้น ก็คงจะ...
3. หุ้นชื่อดังทุกตัวตั้งแต่ปู่เข้าไปซื้อ ราคาขึ้นไปหมดจนผลตอบแทนไม่ดี (คิดง่ายๆ แย่กว่า 4-5% perp bond ละกัน) ไม่มี margin of safety ที่สามารถจะ compensate กับความเสี่ยงได้ เช่น ภัยธรรมชาติที่มีผลกระทบที่รุนแรง และ ดบ.ขาขึ้น
4. รายงาน/งบส่วนใหญ่เป็นภาษาท้องถิ่น เวลาที่เสียแรงไปแปลและเอาไปวิเคราะห์ต่อนั้นมันไม่คุ้มกับ return ที่ได้ หุ้น deep value (P/B ต่ำมากๆ หรือมี net cash positions ที่สูง) เป็นกับดักเนื่องจากไร้ความสามารถในการสร้างกำไร โดยมีผู้บริหาร/เจ้าของที่ overly conservative เหมือนหลายบริษัทในไทย ที่ไม่ยอมจะสร้างผลประโยชน์แก่ผู้ถือหุ้นเป็นอันดับแรก ส่วนหุ้นตัวเล็กที่มีงบการเงินที่ดี และยังแข่งขันในระดับโลกได้ ราคาวิ่งไปจนไม่มี margin of safety แล้ว
5. ถ้าปู่เข้าไปซื้อ แล้วราคาไป นั่นหมายความว่ามีคนตามไปและคนกลุ่มนั้นอาจเป็นนักเก็งกำไรหรือพวกกองทุน value (พวกกองทุนที่ชื่อมักจะลงท้ายด้วย "... Capital, Inc.") ต่างๆ รวมถึงรายย่อยที่ลงทุนเป็นอาชีพ ที่ไปดันราคาขึ้นหวังที่จะ unlock value ออกมา ซึ่งนั่นถือเป็น herd behavior ของนักลงทุน ผมเคยเจอแบบนี้ตั้งแต่เข้าตลาดมาใหม่ๆแล้วเข็ดไปจนชั่วชีวิต
จำไว้ว่า สังคมญี่ปุ่น มีวัฒนธรรมต่างกับสังคมตะวันตก พวกเขานิยมสร้าง value เหมือนกัน แต่เป็น value คนละชนิดที่ไม่ใช่ capital value ญี่ปุ่นยังเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีการแจกของชำร่วยให้กับผู้ถือหุ้น (ที่มีที่อยู่ในญี่ปุ่นเท่านั้น) เช่น คูปอง ส่วนลด สินค้าดัวอย่าง ทั้งๆที่ในหลายประเทศรวมถึงไทย ไม่มีการแจกของอย่างนี้ในปัจจุบันอีกแล้ว
สรุปคือ ไม่มีอะไรที่น่าสนใจที่นั่น
หุ้นยุโรปหลายๆตัวยังสามารถให้ผลตอบแทนได้สูงกว่าหุ้นญี่ปุ่นทั้งๆที่เทรดที่ P/E ที่สูงกว่าด้วยซ้ำ
"SI QUELQU'UN VOUS DIT QUE VOUS POUVEZ VOUS ENRICHIR AUTREMENT QUE PAR LE TRAVAIL ET L'ÉCONOMIE NE L'ÉCOUTEZ PAS C'EST UN EMPOISONNEUR"
- Linzhi
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 1526
- ผู้ติดตาม: 296
Re: ทำไมเราต้องลงทุนหุ้นต่างประเทศ? มาแชร์กันครับ
โพสต์ที่ 153
เรื่องภาษีหุ้นต่างประเทศ
.
ข้อสรุปสั้น ๆ ผมยังคิดว่า การลงทุนต่างประเทศ ก็ยังจำเป็นอยู่ดี ไม่ว่าสุดท้ายจะเสียภาษีหรือไม่อย่างไร โดยเฉพาะกับนักลงทุนที่มุ่งหวังผลตอบแทนระยะยาว สำหรับการเกษียณ กลยุทธ์การลงทุนหุ้นต่างประเทศบาง playbook ก็ยังตอบโจทย์ได้ค่อนข้างดี ในแง่มุมของผลตอบแทนความเสี่ยง และ weight ด้วยความสามารถหรือความพยายามของนักลงทุน
.
แต่การเสียภาษีนั้นย่อมทำให้แรงจูงใจน้อยลงมากเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะนักลงทุนที่หวังปั้นพอร์ตและเลือกหุ้นรายตัว และทำให้เหตุผลที่จะลงทุนหุ้นต่างประเทศในสัดส่วนมาก ๆ น้อยลงด้วย ข้อสรุปผมส่วนตัวอาจจะเป็นดังนี้
.
1. ไม่ว่าอย่างไร ผมยังคงไม่เห็นด้วยกับการลงทุนหุ้นต่างประเทศในสัดส่วนสูงเกินไป (โดยเฉพาะสูงเกินประสบการณ์และความสามารถ) เหตุผลคือหุ้นไทยเรายังได้เปรียบนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากนักลงทุนต่างประเทศยังมีข้อจำกัดในเรื่องภาษาไทย นี่คือ edge ของนักลงทุนไทย ทำให้เราใช้เวลาติดตามน้อยกว่ามาก เป็นแหล่งฝึกปรือฝีมือที่ดีมาก ๆ สำหรับนักลงทุนรุ่นใหม่ เพราะปัจจุบันเรามีนักลงทุนหุ้นไทยที่เก่งจำนวนมากสะสมมาเป็นสิบ ๆ ปี
.
2. แต่ผมยังคิดว่าการลงทุนหุ้นต่างประเทศยังจำเป็นมาก ๆ อยู่ดี การศึกษาหุ้นต่างประเทศต้องเป็นวัตรปฏิบัติสำหรับนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จในอนาคตอย่างแน่นอน เพราะเราได้ประโยชน์หลากหลาย ใครอยากรู้เดี๋ยวไปฟังงานลงทุนแมน ผมจะเล่าข้อคิดเกร็ดจากประวัติศาสตร์บางอย่างให้ฟัง (ลงทุนแมนไม่ได้เล่า ผมเล่าเอง 55555)
.
3. ผมยังไม่เห็นด้วยกับการย้ายพอร์ตเข้า ๆ ออก ๆ ประเทศ สิ่งที่ดีกว่าคือ พอร์ตที่อยู่ต่างประเทศนั้น กลับมาเมื่อยามจำเป็น หรือยามเกษียณอายุเท่านั้น ดังนั้น การวางสัดส่วนหุ้นไทยและหุ้นนอกที่ถูกต้องตั้งแต่แรกจำเป็นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามี friction เรื่องภาษีมาเกี่ยวข้อง
.
4. เรื่องภาษีผมไม่มีความเห็น มันขึ้นกับผลประโยชน์ ใครเสียผลประโยชน์ก็จะรู้สึกแย่ ใครไม่เสียหรือได้ผลประโยชน์ก็จะมักจะเห็นด้วย แต่ภาพกว้าง ๆ คือภาษีเป็นสิ่งที่เลี่ยงได้ยาก สิ่งที่จำเป็นคือ รัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ ไม่เช่นนั้น เรื่องภาษีจะต้องมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต ไม่ว่าคุณจะทำอะไรที่ไหน หรืออย่างไร
.
ข้อสรุปสั้น ๆ ผมยังคิดว่า การลงทุนต่างประเทศ ก็ยังจำเป็นอยู่ดี ไม่ว่าสุดท้ายจะเสียภาษีหรือไม่อย่างไร โดยเฉพาะกับนักลงทุนที่มุ่งหวังผลตอบแทนระยะยาว สำหรับการเกษียณ กลยุทธ์การลงทุนหุ้นต่างประเทศบาง playbook ก็ยังตอบโจทย์ได้ค่อนข้างดี ในแง่มุมของผลตอบแทนความเสี่ยง และ weight ด้วยความสามารถหรือความพยายามของนักลงทุน
.
แต่การเสียภาษีนั้นย่อมทำให้แรงจูงใจน้อยลงมากเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะนักลงทุนที่หวังปั้นพอร์ตและเลือกหุ้นรายตัว และทำให้เหตุผลที่จะลงทุนหุ้นต่างประเทศในสัดส่วนมาก ๆ น้อยลงด้วย ข้อสรุปผมส่วนตัวอาจจะเป็นดังนี้
.
1. ไม่ว่าอย่างไร ผมยังคงไม่เห็นด้วยกับการลงทุนหุ้นต่างประเทศในสัดส่วนสูงเกินไป (โดยเฉพาะสูงเกินประสบการณ์และความสามารถ) เหตุผลคือหุ้นไทยเรายังได้เปรียบนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากนักลงทุนต่างประเทศยังมีข้อจำกัดในเรื่องภาษาไทย นี่คือ edge ของนักลงทุนไทย ทำให้เราใช้เวลาติดตามน้อยกว่ามาก เป็นแหล่งฝึกปรือฝีมือที่ดีมาก ๆ สำหรับนักลงทุนรุ่นใหม่ เพราะปัจจุบันเรามีนักลงทุนหุ้นไทยที่เก่งจำนวนมากสะสมมาเป็นสิบ ๆ ปี
.
2. แต่ผมยังคิดว่าการลงทุนหุ้นต่างประเทศยังจำเป็นมาก ๆ อยู่ดี การศึกษาหุ้นต่างประเทศต้องเป็นวัตรปฏิบัติสำหรับนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จในอนาคตอย่างแน่นอน เพราะเราได้ประโยชน์หลากหลาย ใครอยากรู้เดี๋ยวไปฟังงานลงทุนแมน ผมจะเล่าข้อคิดเกร็ดจากประวัติศาสตร์บางอย่างให้ฟัง (ลงทุนแมนไม่ได้เล่า ผมเล่าเอง 55555)
.
3. ผมยังไม่เห็นด้วยกับการย้ายพอร์ตเข้า ๆ ออก ๆ ประเทศ สิ่งที่ดีกว่าคือ พอร์ตที่อยู่ต่างประเทศนั้น กลับมาเมื่อยามจำเป็น หรือยามเกษียณอายุเท่านั้น ดังนั้น การวางสัดส่วนหุ้นไทยและหุ้นนอกที่ถูกต้องตั้งแต่แรกจำเป็นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามี friction เรื่องภาษีมาเกี่ยวข้อง
.
4. เรื่องภาษีผมไม่มีความเห็น มันขึ้นกับผลประโยชน์ ใครเสียผลประโยชน์ก็จะรู้สึกแย่ ใครไม่เสียหรือได้ผลประโยชน์ก็จะมักจะเห็นด้วย แต่ภาพกว้าง ๆ คือภาษีเป็นสิ่งที่เลี่ยงได้ยาก สิ่งที่จำเป็นคือ รัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ ไม่เช่นนั้น เรื่องภาษีจะต้องมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต ไม่ว่าคุณจะทำอะไรที่ไหน หรืออย่างไร
ก้าวช้า ๆ และเชื่อในปาฎิหารย์ของหุ้นเปลี่ยนชีวิต
There is no secret ingredient. It's just you.
There is no secret ingredient. It's just you.
- Linzhi
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 1526
- ผู้ติดตาม: 296
Re: ทำไมเราต้องลงทุนหุ้นต่างประเทศ? มาแชร์กันครับ
โพสต์ที่ 154
หลังจากที่มีข่าวเรื่องภาษีหุ้น ผมยังรอความชัดเจนอีกนิดนึง อาจจะปลายปีนี้
แต่ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามข่าว กลยุทธ์การลงทุนต่างประเทศของส่วนตัวผมจะ shift ใหญ่อีกรอบนึงครับ
และคิดว่าสำหรับนักลงทุนทั่วไป จะต้องลง detail เยอะมาก สำหรับการกำหนดกลยุทธ์
พอร์ตใหญ่ พอร์ตเล็ก
ลงทุนเพื่อเปลี่ยนชีวิต ลงทุนเพื่อเกษียณ
ลงทุนไปทำงานไป ลงทุนเป็นอาชีพ
ลงทุนระยะยาว ระยะกลาง ระยะสั้น
ผลสรุปสุดท้ายออกมาผมจะมาแชร์ไอเดียให้ฟัง ใครไปงานลงทุนนอก ไปเจอกันได้ครับ
แต่ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามข่าว กลยุทธ์การลงทุนต่างประเทศของส่วนตัวผมจะ shift ใหญ่อีกรอบนึงครับ
และคิดว่าสำหรับนักลงทุนทั่วไป จะต้องลง detail เยอะมาก สำหรับการกำหนดกลยุทธ์
พอร์ตใหญ่ พอร์ตเล็ก
ลงทุนเพื่อเปลี่ยนชีวิต ลงทุนเพื่อเกษียณ
ลงทุนไปทำงานไป ลงทุนเป็นอาชีพ
ลงทุนระยะยาว ระยะกลาง ระยะสั้น
ผลสรุปสุดท้ายออกมาผมจะมาแชร์ไอเดียให้ฟัง ใครไปงานลงทุนนอก ไปเจอกันได้ครับ
ก้าวช้า ๆ และเชื่อในปาฎิหารย์ของหุ้นเปลี่ยนชีวิต
There is no secret ingredient. It's just you.
There is no secret ingredient. It's just you.
- Linzhi
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 1526
- ผู้ติดตาม: 296
Re: ทำไมเราต้องลงทุนหุ้นต่างประเทศ? มาแชร์กันครับ
โพสต์ที่ 155
ผมมาอัพเดทครับ
ถ้าไปฟังในงาน ผมก็จะมีกลยุทธ์อยู่สามอย่าง คือ
Trapping คือ การดักรอหาจังหวะ "หุ้นถูก ๆ" ซึ่งการวาง Trap ที่ดี คือต้องรู้ให้กว้าง แต่ไม่ลึก
อาจจะต้องวาง Trap นาน หรือ แป๊ปเดียว ก็ขึ้นกับโชคพอสมควร แต่เราต้องวางในตำแหน่งที่คิดว่าถูกมากแล้ว
เช่นหุ้นเวียดนามรอบนี้ ผมก็ดักจังหวะ ซื้อและขาย ได้กำไรมาระดับนึง
และผมจะลงแบบ ETF หรือ DR เป็นหลัก เพราะผมต้องการเข้าและออกเมื่อมูลค่าเริ่มเหมาะสม
นักลงทุนหุ้นต่างประเทศที่เป็น VI เก่ง ๆ ผมคิดว่าเค้าชอบเล่นท่านี้ เพื่อชดเชยความเสียเปรียบจากนักลงทุนในพื้นที่
Hunting คือ การล่าของที่คนชอบกัน ปัจจัยในการล่าที่ดีคือ "ความเร็ว" การเล่นตามกระแส ในไทยก็คือเล่น Story
ผมคิดว่าอันนี้เราเสียเปรียบมาก ๆ ถ้าเราผิดทาง มีโอกาสโดนทำโทษค่อนข้างสูง แต่ผลตอบแทนมักจะสูงมากในระยะเวลาสั้น ๆ
ช่วงที่หุ้นเทคขึ้นเยอะ ๆ ผมเข้าไปเกม Hunt แต่กลับอยู่ Farm ต่อ ทำให้ขาดทุนเสียหายหนัก
หุ้น Hunting ผมคิดว่าผมจะเลิก หุ้นแพง ๆ ที่มีกระแสเยอะ ๆ ไม่ว่าจะขึ้นเร็วแค่ไหน จะไม่ลงทุนเพราะเราเสียเปรียบด้านความเร็ว
แต่ Hedge fund manager เก่ง ๆ ผมคิดว่าเค้าชอบเล่นท่านี้ เป็น thematic play / country play / fund flow / macroeconomic play
ผมเพิ่งได้พูดคุย fund manager ของ fund ที่ใหญ่ต้น ๆ ของโลก แกน่าจะเป็นยิว ดูฉลาดมาก ดังนั้นการเล่นเกมหุ้นต่างประเทศต้องระวัง ๆ ครับ
เพราะหุ้นที่ผลตอบแทนสูง (ในระยะสั้น ๆ) มักจะดึงดูดคนเก่ง ๆ เข้าไปจำนวนมาก
Farming คือ การหาถิ่นที่อยู่ ซื้อและถือยาว ๆ ซึ่งการ Farm ที่ดีคือต้องหาหุ้นที่ความสามารถในการแข่งขันดี
ดีแบบใครเทียบเคียงยาก เติบโตไปเรื่อย ๆ ซื้อแล้วถือยาว ๆ แบบบัฟเฟตต์ เอาจริง ๆ ผมว่าเราจะเจอหุ้น Farm ที่ดีได้
เราอาจจะต้องอยู่ในประเทศนั้น และมี edge เพื่อจะเห็นอะไรบางอย่างก่อน
รายย่อยเราก็ไม่ต้องหา Farm ที่ใหญ่ก็ได้ mkt cap 5000 ล้าน เราก็ซื้อได้สบาย และบริษัทก็มี run way ในการโตไม่ยากด้วย
ดังนั้นหุ้น Farm ผมอาจจะโฟกัสที่ตลาดหลักของผม ซึ่งน่าจะเป็นไทย
แต่หลายท่านไป Farm หุ้นแข็งแกร่งมาก ๆ ในต่างประเทศ ผมก็คิดว่าเป็นทางเลือกที่ดี ถ้าเราหาหุ้นเล็ก ๆ ในพื้นที่ไม่ได้จริง ๆ
เพราะ Farm ในต่างประเทศมันใหญ่มาก พอจะแบ่งปันอาหารกันได้ ถ้าเลือกถูกก็คาดหวังผลตอบแทนได้มากกว่าตลาดในระยะยาวได้
พอผม scope มาลักษณะนี้ พอร์ตผมทะยอยปรับเยอะมาก
และเป้าหมายการลงทุนหุ้นต่างประเทศผม จะเป็นเรื่องความรู้เป็นหลัก ประเทศไหนผมไปแล้วไม่ได้ความรู้ใหม่ ๆ ผมจะทะยอยลด
เพราะหุ้นต่างประเทศ ยังเป็นแหล่งที่ทำให้ผมได้ความรู้เยอะมากอยู่ตลอด และนำมาปรับใช้ในหุ้นไทยได้ดีพอสมควร
ผมแนบ transcript ของเทปปู่ชาลีไว้ แกพูดถึงหุ้นหลายตัว เช่น Hermes, Costco, Kraft heinz, BYD ด้วยมุมมองที่เฉียบคมเช่นเดิม
ไปต่างประเทศก็ยังได้ลับเลื่อยตัวเอง ผมก็ยังชอบตรงนี้
ถ้าไปฟังในงาน ผมก็จะมีกลยุทธ์อยู่สามอย่าง คือ
Trapping คือ การดักรอหาจังหวะ "หุ้นถูก ๆ" ซึ่งการวาง Trap ที่ดี คือต้องรู้ให้กว้าง แต่ไม่ลึก
อาจจะต้องวาง Trap นาน หรือ แป๊ปเดียว ก็ขึ้นกับโชคพอสมควร แต่เราต้องวางในตำแหน่งที่คิดว่าถูกมากแล้ว
เช่นหุ้นเวียดนามรอบนี้ ผมก็ดักจังหวะ ซื้อและขาย ได้กำไรมาระดับนึง
และผมจะลงแบบ ETF หรือ DR เป็นหลัก เพราะผมต้องการเข้าและออกเมื่อมูลค่าเริ่มเหมาะสม
นักลงทุนหุ้นต่างประเทศที่เป็น VI เก่ง ๆ ผมคิดว่าเค้าชอบเล่นท่านี้ เพื่อชดเชยความเสียเปรียบจากนักลงทุนในพื้นที่
Hunting คือ การล่าของที่คนชอบกัน ปัจจัยในการล่าที่ดีคือ "ความเร็ว" การเล่นตามกระแส ในไทยก็คือเล่น Story
ผมคิดว่าอันนี้เราเสียเปรียบมาก ๆ ถ้าเราผิดทาง มีโอกาสโดนทำโทษค่อนข้างสูง แต่ผลตอบแทนมักจะสูงมากในระยะเวลาสั้น ๆ
ช่วงที่หุ้นเทคขึ้นเยอะ ๆ ผมเข้าไปเกม Hunt แต่กลับอยู่ Farm ต่อ ทำให้ขาดทุนเสียหายหนัก
หุ้น Hunting ผมคิดว่าผมจะเลิก หุ้นแพง ๆ ที่มีกระแสเยอะ ๆ ไม่ว่าจะขึ้นเร็วแค่ไหน จะไม่ลงทุนเพราะเราเสียเปรียบด้านความเร็ว
แต่ Hedge fund manager เก่ง ๆ ผมคิดว่าเค้าชอบเล่นท่านี้ เป็น thematic play / country play / fund flow / macroeconomic play
ผมเพิ่งได้พูดคุย fund manager ของ fund ที่ใหญ่ต้น ๆ ของโลก แกน่าจะเป็นยิว ดูฉลาดมาก ดังนั้นการเล่นเกมหุ้นต่างประเทศต้องระวัง ๆ ครับ
เพราะหุ้นที่ผลตอบแทนสูง (ในระยะสั้น ๆ) มักจะดึงดูดคนเก่ง ๆ เข้าไปจำนวนมาก
Farming คือ การหาถิ่นที่อยู่ ซื้อและถือยาว ๆ ซึ่งการ Farm ที่ดีคือต้องหาหุ้นที่ความสามารถในการแข่งขันดี
ดีแบบใครเทียบเคียงยาก เติบโตไปเรื่อย ๆ ซื้อแล้วถือยาว ๆ แบบบัฟเฟตต์ เอาจริง ๆ ผมว่าเราจะเจอหุ้น Farm ที่ดีได้
เราอาจจะต้องอยู่ในประเทศนั้น และมี edge เพื่อจะเห็นอะไรบางอย่างก่อน
รายย่อยเราก็ไม่ต้องหา Farm ที่ใหญ่ก็ได้ mkt cap 5000 ล้าน เราก็ซื้อได้สบาย และบริษัทก็มี run way ในการโตไม่ยากด้วย
ดังนั้นหุ้น Farm ผมอาจจะโฟกัสที่ตลาดหลักของผม ซึ่งน่าจะเป็นไทย
แต่หลายท่านไป Farm หุ้นแข็งแกร่งมาก ๆ ในต่างประเทศ ผมก็คิดว่าเป็นทางเลือกที่ดี ถ้าเราหาหุ้นเล็ก ๆ ในพื้นที่ไม่ได้จริง ๆ
เพราะ Farm ในต่างประเทศมันใหญ่มาก พอจะแบ่งปันอาหารกันได้ ถ้าเลือกถูกก็คาดหวังผลตอบแทนได้มากกว่าตลาดในระยะยาวได้
พอผม scope มาลักษณะนี้ พอร์ตผมทะยอยปรับเยอะมาก
และเป้าหมายการลงทุนหุ้นต่างประเทศผม จะเป็นเรื่องความรู้เป็นหลัก ประเทศไหนผมไปแล้วไม่ได้ความรู้ใหม่ ๆ ผมจะทะยอยลด
เพราะหุ้นต่างประเทศ ยังเป็นแหล่งที่ทำให้ผมได้ความรู้เยอะมากอยู่ตลอด และนำมาปรับใช้ในหุ้นไทยได้ดีพอสมควร
ผมแนบ transcript ของเทปปู่ชาลีไว้ แกพูดถึงหุ้นหลายตัว เช่น Hermes, Costco, Kraft heinz, BYD ด้วยมุมมองที่เฉียบคมเช่นเดิม
ไปต่างประเทศก็ยังได้ลับเลื่อยตัวเอง ผมก็ยังชอบตรงนี้
แนบไฟล์
- Charlie Munger-transcript.pdf
- (187.74 KiB) ดาวน์โหลด 616 ครั้ง
ก้าวช้า ๆ และเชื่อในปาฎิหารย์ของหุ้นเปลี่ยนชีวิต
There is no secret ingredient. It's just you.
There is no secret ingredient. It's just you.
- Peter1011
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 464
- ผู้ติดตาม: 217
Re: ทำไมเราต้องลงทุนหุ้นต่างประเทศ? มาแชร์กันครับ
โพสต์ที่ 156
ขอมาเล่าสิ่งที่พบเห็นในการลงทุนตปท.ของผมครับ
(1) อย่าซื้อ index ETF มั่วๆ: ผมเห็นหลายๆๆๆ คนที่คิดว่าซื้อ index ETF ตปท.ไปตั้งแต่ช่วงปี 2020-21 แล้วจะไม่ขาดทุน ผลปรากฏว่าต้องคัทกันเกือบหมดโดยเฉพาะหุ้นจีน ส่วนผมเองก็โดน index fund ทุกตัวที่ไปซื้อ (ไม่รอดแม้กระทั่ง fixed-income) จนต้องคัทออกไปบางตัว เอาไปซื้อหุ้นที่ประเมินมูลค่าแล้วได้ return ที่ดีกว่า
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าเราควรที่จะ "taking the temperature" ก่อนที่จะซื้อ ทุกอย่าง และอย่าคิดว่าดัชนีหุ้นในหลายประเทศจะ efficient เท่า S&P 500
(2) ระวังหุ้น P/E ต่ำ %yield สูงให้ดี: บางตัวเป็นหุ้น commo ราคาที่เห็นทำ new high ขณะที่ P/E ทำ new-low ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายมาก (แต่ในไทยอันตรายกว่า! 555)
(3) โรบอทเทรดเป็นเรื่องธรรมดา: พวกนี้มีอยู่ทุกที่ ผมไปมาหลายๆตลาดแล้วก็เห็นจนเบื่อ นานๆทีโบรคเกอร์ก็เอาโรบอทเทรดมาช่วย optimise ราคาที่เราซื้อหรือขายหุ้นที่เราอยากได้ผ่าน high frequency trading/big-lot trading ก็ได้ (เคยเจอที่สิงคโปร์)
(4) cost of scuttlebutt: หุ้นบางตัวมีค่าใช้จ่ายแฝงในการ scuttlebutt เช่น product บางตัวที่ต้องซื้อเพื่อทดลองใช้หรือค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปในที่ต่างๆ ถ้าไม่อยากจ่ายตรงนี้ก็ไม่เป็นไร แต่เราก็ต้องไปซื้อ research paper มาอ่านแทน
ค่าใช้จ่ายพวกนี้อาจกิน profit ที่เราทำได้ไปเกือบหมดจากหุ้นตัวนั้นก็ได้
(5) การอ่าน annual report: ระวังพวกที่ชอบใช้คำสวยหรู เพ้อเจ้อเกินเหตุ ผมเห็นประจำในหุ้นจีนหลายๆตัว
(6) opinions aren't facts: ผมไม่ค่อยเชื่อพวกโพสท์ twitter เท่าไหร่เพราะมันเป็นแค่ความเห็น แต่ความเห็นพวกนี้เป็นข้อมูลสำคัญในการทำ "taking the temperature"
(7) ความผันผวนเป็นเพื่อนคุณ: หุ้นต่างประเทศอย่างว่ามีการใช้ high frequency robot trade กันแพร่หลาย ราคามันก็ผันผวนมาก ในไทยเห็นลบ 2-3% ก็ถือว่าลงแรง ในบางประเทศไม่มี ceiling-floor นะครับ ราคาวิ่งกันหวาดเสียวมากเปลี่ยนกันทีเป็น xx%
หุ้นใน HKEx บางตัวมีสภาพคล่องตำ่ทำให้มี spread สูง พอมีโรบอทเข้ามาเทรดทีนึงก็เปลี่ยน 2-3% บางทีเจอข่าว regulation change ก็ลบเกือบ 10% ล่าสุดผมเจอแค่
(8) หุ้นประหลาด: ลงทุนในหุ้นต่างประเทศทำให้ผมเห็นหุ้นนาๆชนิดที่ไม่มีในไทยเช่น (a) บริษัทเกี่ยวกับการจัดงานศพ (b) หุ้นหรือรีทคุก (c) หุ้นเหล้า/บุหรี่/casino (d) ETF ปันผลรายอาทิตย์ (e) บริษัทกำจัดขยะ หรือแม้แต่ (f) แบงค์ชาติ!
ลองไปดูสิครับ...
(1) อย่าซื้อ index ETF มั่วๆ: ผมเห็นหลายๆๆๆ คนที่คิดว่าซื้อ index ETF ตปท.ไปตั้งแต่ช่วงปี 2020-21 แล้วจะไม่ขาดทุน ผลปรากฏว่าต้องคัทกันเกือบหมดโดยเฉพาะหุ้นจีน ส่วนผมเองก็โดน index fund ทุกตัวที่ไปซื้อ (ไม่รอดแม้กระทั่ง fixed-income) จนต้องคัทออกไปบางตัว เอาไปซื้อหุ้นที่ประเมินมูลค่าแล้วได้ return ที่ดีกว่า
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าเราควรที่จะ "taking the temperature" ก่อนที่จะซื้อ ทุกอย่าง และอย่าคิดว่าดัชนีหุ้นในหลายประเทศจะ efficient เท่า S&P 500
(2) ระวังหุ้น P/E ต่ำ %yield สูงให้ดี: บางตัวเป็นหุ้น commo ราคาที่เห็นทำ new high ขณะที่ P/E ทำ new-low ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายมาก (แต่ในไทยอันตรายกว่า! 555)
(3) โรบอทเทรดเป็นเรื่องธรรมดา: พวกนี้มีอยู่ทุกที่ ผมไปมาหลายๆตลาดแล้วก็เห็นจนเบื่อ นานๆทีโบรคเกอร์ก็เอาโรบอทเทรดมาช่วย optimise ราคาที่เราซื้อหรือขายหุ้นที่เราอยากได้ผ่าน high frequency trading/big-lot trading ก็ได้ (เคยเจอที่สิงคโปร์)
(4) cost of scuttlebutt: หุ้นบางตัวมีค่าใช้จ่ายแฝงในการ scuttlebutt เช่น product บางตัวที่ต้องซื้อเพื่อทดลองใช้หรือค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปในที่ต่างๆ ถ้าไม่อยากจ่ายตรงนี้ก็ไม่เป็นไร แต่เราก็ต้องไปซื้อ research paper มาอ่านแทน
ค่าใช้จ่ายพวกนี้อาจกิน profit ที่เราทำได้ไปเกือบหมดจากหุ้นตัวนั้นก็ได้
(5) การอ่าน annual report: ระวังพวกที่ชอบใช้คำสวยหรู เพ้อเจ้อเกินเหตุ ผมเห็นประจำในหุ้นจีนหลายๆตัว
(6) opinions aren't facts: ผมไม่ค่อยเชื่อพวกโพสท์ twitter เท่าไหร่เพราะมันเป็นแค่ความเห็น แต่ความเห็นพวกนี้เป็นข้อมูลสำคัญในการทำ "taking the temperature"
(7) ความผันผวนเป็นเพื่อนคุณ: หุ้นต่างประเทศอย่างว่ามีการใช้ high frequency robot trade กันแพร่หลาย ราคามันก็ผันผวนมาก ในไทยเห็นลบ 2-3% ก็ถือว่าลงแรง ในบางประเทศไม่มี ceiling-floor นะครับ ราคาวิ่งกันหวาดเสียวมากเปลี่ยนกันทีเป็น xx%
หุ้นใน HKEx บางตัวมีสภาพคล่องตำ่ทำให้มี spread สูง พอมีโรบอทเข้ามาเทรดทีนึงก็เปลี่ยน 2-3% บางทีเจอข่าว regulation change ก็ลบเกือบ 10% ล่าสุดผมเจอแค่
ทำหุ้นลงไปเกือบ 10% และลามไปหุ้นในอุตสาหกรรมเดียวกันด้วยครับwe will take an accounting non-cash adjusting impairment charge of around £25bn
(8) หุ้นประหลาด: ลงทุนในหุ้นต่างประเทศทำให้ผมเห็นหุ้นนาๆชนิดที่ไม่มีในไทยเช่น (a) บริษัทเกี่ยวกับการจัดงานศพ (b) หุ้นหรือรีทคุก (c) หุ้นเหล้า/บุหรี่/casino (d) ETF ปันผลรายอาทิตย์ (e) บริษัทกำจัดขยะ หรือแม้แต่ (f) แบงค์ชาติ!
ลองไปดูสิครับ...
"SI QUELQU'UN VOUS DIT QUE VOUS POUVEZ VOUS ENRICHIR AUTREMENT QUE PAR LE TRAVAIL ET L'ÉCONOMIE NE L'ÉCOUTEZ PAS C'EST UN EMPOISONNEUR"
-
A307237
Re: ทำไมเราต้องลงทุนหุ้นต่างประเทศ? มาแชร์กันครับ
โพสต์ที่ 157
ผมก็พึ่งมาเริ่มลงทุนในหุ้นต่างประเทศครับ เน้นอ่านเอาความรู้ในนี้ และ อ่านข่าวหุ้นต่างประเทศในเว็บ https://greenbull.app/ เพราะเป็นข่าวแปลไทย ก็พยายามศึกษาเรื่อยๆ
- Peter1011
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 464
- ผู้ติดตาม: 217
Re: ทำไมเราต้องลงทุนหุ้นต่างประเทศ? มาแชร์กันครับ
โพสต์ที่ 158
Cross posted from reddit...
ผมคิดว่าดัชนีอย่าง S&P 500 ไม่น่าสนใจเหมือนแต่ก่อนแล้ว เพราะอะไร?
ดัชนีชี้วัด S&P 500 มักจะเป็น benchmark หลักของนักลงทุนทั่วโลกในการเปรียบเทียบว่าการลงทุนของพวกเขาสู้ตลาดได้หรือเปล่า นักลงทุนในอเมริการวมทั้ง Buffett และ Munger มักจะพูดอยู่เสมอว่าถ้าคุณสู้ตลาดส่วนใหญ่ไม่ได้คุณก็ควรที่จะลงทุนในดัชนีอย่าง Dow Jones หรือ S&P 500 ซึ่งมีผลตอบแทนที่ดีย้อนหลังมา 50 กว่าปีแล้ว
ผมเห็นสิ่งหนึ่งที่หลายๆคนไม่ได้สนใจก็คือ ส่วนหนึ่งของเงินเดือนคนอเมริกัน เออ... ที่จริงต้องคนทั้งโลกสิครับ ที่ถูกนำมาสมทบกองทุนหุ้นอย่าง S&P 500 index ETF ไม่ว่าจะลงทุนเองหรือผ่านกองทุนบริษัทหรือผ่าน feeder fund จากแต่ละประเทศ เงินก้อนใหญ่นี้จะถูกสมทบเข้ามาทุกๆเดือน ไม่ว่าพื้นฐานของหุ้นในนั้นหรือสภาพเศรษฐกิจ จะดีหรือแย่แค่ไหน
นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้มูลค่าของ S&P 500 index วิ่งแซงมูลค่าที่แท้จริง (based on: พื้นฐาน EPS ความเสี่ยง etc.) ทำให้ผลตอบแทนในอนาคตจากตัวบริษัทน้อยลงเรื่อยๆ ในขณะที่มูลค่าของดัชนีสูงขึ้นเรื่อยๆ (i.e. price growth overtakes earning growth)
งั้นแปลว่า S&P 500 index จะร่วง? ผมว่ามันไม่จริงครับ มันคงไม่ร่วงหรอก แค่ผลตอบแทนในอนาคตจะน้อยลงเท่านั้นเอง...
ผมคิดว่าดัชนีอย่าง S&P 500 ไม่น่าสนใจเหมือนแต่ก่อนแล้ว เพราะอะไร?
ดัชนีชี้วัด S&P 500 มักจะเป็น benchmark หลักของนักลงทุนทั่วโลกในการเปรียบเทียบว่าการลงทุนของพวกเขาสู้ตลาดได้หรือเปล่า นักลงทุนในอเมริการวมทั้ง Buffett และ Munger มักจะพูดอยู่เสมอว่าถ้าคุณสู้ตลาดส่วนใหญ่ไม่ได้คุณก็ควรที่จะลงทุนในดัชนีอย่าง Dow Jones หรือ S&P 500 ซึ่งมีผลตอบแทนที่ดีย้อนหลังมา 50 กว่าปีแล้ว
ผมเห็นสิ่งหนึ่งที่หลายๆคนไม่ได้สนใจก็คือ ส่วนหนึ่งของเงินเดือนคนอเมริกัน เออ... ที่จริงต้องคนทั้งโลกสิครับ ที่ถูกนำมาสมทบกองทุนหุ้นอย่าง S&P 500 index ETF ไม่ว่าจะลงทุนเองหรือผ่านกองทุนบริษัทหรือผ่าน feeder fund จากแต่ละประเทศ เงินก้อนใหญ่นี้จะถูกสมทบเข้ามาทุกๆเดือน ไม่ว่าพื้นฐานของหุ้นในนั้นหรือสภาพเศรษฐกิจ จะดีหรือแย่แค่ไหน
นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้มูลค่าของ S&P 500 index วิ่งแซงมูลค่าที่แท้จริง (based on: พื้นฐาน EPS ความเสี่ยง etc.) ทำให้ผลตอบแทนในอนาคตจากตัวบริษัทน้อยลงเรื่อยๆ ในขณะที่มูลค่าของดัชนีสูงขึ้นเรื่อยๆ (i.e. price growth overtakes earning growth)
งั้นแปลว่า S&P 500 index จะร่วง? ผมว่ามันไม่จริงครับ มันคงไม่ร่วงหรอก แค่ผลตอบแทนในอนาคตจะน้อยลงเท่านั้นเอง...
"SI QUELQU'UN VOUS DIT QUE VOUS POUVEZ VOUS ENRICHIR AUTREMENT QUE PAR LE TRAVAIL ET L'ÉCONOMIE NE L'ÉCOUTEZ PAS C'EST UN EMPOISONNEUR"
- Linzhi
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 1526
- ผู้ติดตาม: 296
Re: ทำไมเราต้องลงทุนหุ้นต่างประเทศ? มาแชร์กันครับ
โพสต์ที่ 159
องค์ที่ 1 : เวียนวนเปลี่ยนผัน
ผมอยากจะเริ่มต้นจากจุดสุดท้ายที่ผมโพสต์คือ 2 ปีที่แล้ว
จุดนั้นเรียกได้ว่าเป็นจุดสูงสุดของการลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะ VI ไทย
สาเหตุที่ผมเห็น คือ
1.การที่รัฐบาลประกาศให้มีการเก็บภาษีหุ้นต่างประเทศ และเปิดโอกาสให้มีการโอนเงินกลับได้โดยไม่เสียภาษี
จึงมีกระแสการนำเงินกลับมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก VI รายบุคคล ที่ไม่อยากเสียภาษี
2. ตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ Covid 19 ก็เกิดกระแสนักลงทุนหน้าใหม่ ๆ จำนวนมากมาย IPO หุ้น OR และจากที่มีหุ้นที่ขึ้นมาก ๆ หลายตัว (ที่เป็นหุ้น Commodity เช่นหุ้นเรือ)
3.ประกอบกับผลประกอบการหุ้นไทยหลายตัวในช่วงนั้นก็ดีมากด้วย ทุกอย่างจึงประจวบเหมาะกันไปหมด และยังมีการ Corner หุ้น
4.เกิดการตื่นตัวอย่างมาก โดยเฉพาะ VI ไทย มี company visit เยอะแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เหมือนทางบริษัทก็อยากจะขายของขายหุ้นตัวเอง มีการจัดตั้งสมาคมใหม่เกิดขึ้น มี influencer ใหม่ ๆ จำนวนมาก มีน้อง ๆ Active จัดกิจกรรมมากมาย
ทุกเหตุผลที่รวมกัน ทำให้ปลายปี 2566 ต่อเนื่องมากลางปี 2567 จึงมีปรากฎการณ์ ฟองสบู่ขนาดใหญ่เกิดขึ้นในหุ้นไทยหลาย ๆ ตัว
และน่าจะ peak ครั้งสุดท้ายก่อนเกิดการคลายตัวอย่างต่อเนื่องของหุ้นไทยจนถึงปัจจุบัน
จากวันนั้นเรียกได้ว่าเป็นการตกลงอย่างตลอดทาง ในแง่ของความพรีเมี่ยมของหุ้นไทย
เกิดสิ่งที่เรียกได้ว่าหุ้น Corner แตกจำนวนมาก ไม่รวมกับการที่มีเรื่องการฉ้อฉลในตลาดหุ้นไทย
สภาพคล่องตึงตัว ทำให้เกิดปัญหา roll over หุ้นกู้ ปัญหาหนึ่งสร้างอีกปัญหาหนึ่ง
ทำให้ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยเทรดด้วย PE ที่ถูกเหมือนกับสมัยที่ผมเริ่มต้นลงทุนใหม่ ๆ ปี 2547
ตัดกลับมา ในเวลานั้นตลาดหุ้นอเมริกาก็เริ่มฟื้นตัว
และสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการฟื้นตัวที่รุนแรงขึ้นต่อเนื่องถึงปัจจุบัน คือการเกิดขึ้นของ ChatGPT
อันที่จริงในเวลานั้น ธุรกิจที่เคยบูมมาก ๆ โดยเฉพาะในช่วง covid 19 คือธุรกิจ Platform business model ซึ่งเป็นเทคที่คนไทยนิยมไปลงทุนมาก
ไล่ตั้งแต่
platform e commerce : SE, MELI, Ozon, ETSY, SHOP
Platform job : FVRR, UPWORK
Platform Dating : MTCH, BMBL
Platform Telemed : TDOC, AMWL, DOCS
Platform Education : COUR, DUOL, UDMY
Platform Fintech : SQ, PYPL, LC, SOFI, STNE, NU
Platform Ride/Food : UBER, GRAB, LYFT, ROO, DASH
Platform อื่น ๆ : Z, OPEN, HOOD, ROKU, IKBR, ZM, PINS และมีอีกนับไม่ถ้วน
รวมไปถึง Saas (Software as a service) ที่มีแบบเยอะสุด ๆ ตั้งแต่ mid size ไปถึง enterprise
ถึงเวลานี้ platform จำนวนไม่น้อย ราคาก็ยังไม่กลับไปที่เดิม
สภาพของหุ้นเทคโนโลนีที่เติบโตน้อยนั้น และยังไม่ไปถึงจุดที่คุ้มทุน จะมีสภาพเป็นซอมบี้ คือไม่ตาย แต่ก็ไปไหนไม่ได้
มีเพียงหยิบมือเดียวที่ไปต่อได้ เป็นสเน่ห์ของตลาดหุ้น ที่คัดผู้แพ้ออก และจัดสรรผู้ชนะ
สภาพของนักลงทุนที่ไม่ได้ปรับพอร์ตในเวลานั้น อาจจะฟื้นแทบจะไม่ได้
แต่พอธุรกิจ platform ที่ได้ประโยชน์จาก Covid คลายตัวลง
ก็มีธุรกิจที่เกี่ยวกับ AI นั้นร้อนแรงขึ้นเรื่อย ๆ มารับไม้ต่อ
AI คือการเติม S-curve ใหม่ของหุ้น tech อย่างแท้จริง
จากจุดนั้น ก็เกิดสิ่งที่เรียกว่า AI Boom / AI Rush รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
ในสภาวะเดียวกัน ตลาดหุ้นฮ่องกงสองปีก่อน ก็ซบเซาถึงขีดสุด
มีแรงกระเพื่อมหลายครั้งเรื่องความเสี่ยงของรัฐบาลจีน ที่อยากให้สังคมเป็นเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทุนนิยมสุดโต่งเกินไป
รัฐบาลจีนใช้ชื่อว่า ความรุ่งเรืองด้วยกัน common prosperity ซึ่งตลาดทุนไม่ยอมรับความคิดแบบนี้ ดูจากการตกต่ำลงของราคาหลายอุตสาหกรรมที่โดนผลกระทบทางนโยบายโดยตรง
เศรษฐกิจจีนก็ยังมีปัญหาอีกหลายเรื่องโดยเฉพาะวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจีนไม่เคยมีวิกฤตใหญ่ ๆ เลยในรอบการเติบโตอย่างมหัศจรรย์ตั้งแต่ปี 1978
นอกจากนั้นก็ยังมี Geopolitics ที่งัดข้อกับสหรัฐอเมริกามาโดยตลอด และความรุนแรงก็ไม่เคยลดลง
การฟื้นตัวของตลาดหุ้นฮ่องกงจึงกระท่อนกระแท่น แต่ด้วย valuation ที่ถูกมาก ๆ จนถูกมองว่าประเทศนี้ลงทุนไม่ได้อีกต่อไป
ไม่อยากจะเชื่อว่าปัจจุบันเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือ
เหตุการณ์สำคัญคือต้นปี 2568 เดือนกพ. มีเหตุการณ์แบบเดียวกับที่เกิดขึ้นกับ ChatGPT คือ Deepseek moment
และ Xi Jinping moment ที่เรียกผู้นำ tech มาพบ รวมไปถึง Jack Ma ทำให้สิ่งที่เป็นกังวล คลี่คลายลง
หุ้นที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี AI ก็ขึ้นมาอย่างรุนแรง และเร่งตัวขึ้นเมื่อนโยบายรัฐบอกว่า จะสร้างโลกคู่ขนานของ AI อีก คือตัดขาดเทคโนโลยีอเมริกา แบบเดียวกับที่ Huawei ทำกับการตัดขาดเรื่อง telecommunication และ platform Harmony ในระบบปฏิบัติการบนมือถือ
ทำให้นักลงทุนเริ่มเชื่อว่า AI ไม่ได้ monopoly โดยสหรัฐ แต่เป็น duopoly โดยมหาอำนาจสองฝั่ง
หุ้นจีนเริ่มกลับมาโดดเด่นหลาย ๆ ตัว S-curve ใหม่มีอย่างน้อยสองอย่าง คือและเมื่อจีนขึ้นมาท้าทายสหรัฐด้านเทคโนโลยี และคนจีนรู้สึกมีความชาตินิยมมากขึ้น
ก็ยิ่งทำให้แบรนด์หรือธุรกิจจีน กล้าที่จะบุกตลาดโลกด้วยตัวตนของจีน ไม่ใช่ OEM อีกต่อไป
ในช่วงที่ผ่านมา หุ้นจีน ให้ผลตอบแทนดีมากถ้าคิดถูก แต่อย่างไรก็ดี ผมรู้สึกว่ายากกว่า หุ้นสหรัฐที่การขึ้นกระจายตัวกว่ามาก
ตัดมาที่ตลาดหุ้นเวียดนาม ผมอยากเรียกว่าตลาดวินกรุ๊ป
ภาพสองปีที่ผ่านมา แทบจะหน้ามือเป็นหลังมือเช่นเดียวกัน เพราะ กลุ่ม vin group ที่มีปัญหาอยู่ช่วงหนึ่ง เริ่มฟื้นตัวขึ้น
และ vin group แทบจะเป็นตัวแทนของความรุ่งเรืองในเวียดนาม เพราะทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีก โรงพยาบาล รวมไปถึงหุ้นรถยนต์ไฟฟ้า นอกไปจากนั้นยังมีข่าวว่าจะได้สิทธิ์ลงทุนรถไฟความเร็วสูง และสนามบินอีก
อานิสงค์ที่รัฐสนับสนุน ทำให้เป็นหุ้นที่พาตลาดหุ้นเวียดนามสูงขึ้นมาก และพาเอาหุ้นธนาคาร ที่ช่วงก่อนมีปัญหาจากหนี้ (ซึ่งก็เป็นหนี้ vin group อยู่ส่วนหนึ่ง) ทำได้ดีขึ้น
และความรุ่งเรืองของตลาดทุนเวียดนาม กลุ่มหลักทรัพย์ก็ได้ประโยชน์ และก็ทำให้เกิด wealth effect อสังหาเวียดนามมีราคาบ้าน 200 ล้านบาท ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความร้อนแรงอย่างมากของเศรษฐกิจเวียดนาม
รัฐบาลประกาศว่า GDP ต่อจากนี้จะมีเป้าโต 10% ไปอีกต่อเนื่อง น่าจับตาดูว่าทำได้จริงหรือไม่
ยังมีตลาดหุ้นอื่น ๆ อีกเช่น ตลาดหุ้นยุโรป ตลาดหุ้นญี่ปุ่น
ที่ผมเริ่มเข้าไปดูในระยะที่ผ่านมา เพราะมีของดีอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะสิ่งที่เป็น legacy ที่ยาวนาน
รวม ๆ คือตลาดหุ้นทุกที่ ร้อนแรง ยังไม่รวมถึงสินทรัพย์ทางเลือก มีหุ้นให้ผมดูแทบทุกวันตลอดช่วงสองปีที่ผ่านมา
องค์ที่ 2 ยากกว่าเดิม เพราะง่ายกว่าเดิม
เรื่องที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดในยุคนี้คือ AI มีบทบาทกับการลงทุนมาก
ตั้งแต่แรกสุดที่ AI ตอบคำถามการลงทุนไม่ได้ ช่วงแรกใครถามเรื่องลงทุน AI จะปฏิเสธการให้คำตอบ
มาวันนี้ AI “กล้า” ตอบไม่ว่าคำถามจะยากแค่ไหน
อย่างไรก็ดี ด้วยความฉลาดของ AI ที่มากขึ้นทุกวัน
ทุกคนเข้าถึงการลงทุนได้ง่ายมาก ๆ หาข้อมูลได้ง่ายมาก edge การลงทุนจึงแทบจะไม่มี เราจะเฉือนกันตรงไหนได้อีก เราคิดว่าเราเข้าใจหุ้นจากการถาม AI ? คนอื่นก็ทำได้เหมือนกัน
เหตุการณ์แบบนี้ผมจะเรียกว่า การลงทุนยากกว่าเดิม เพราะมันง่ายกว่าเดิม
และอีกเหตุผลคือ เทคโนโลยีใหม่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง และถนนทุกสายที่ทำด้าน information technology มาแข่งกัน “all in”
ภาพที่มีการแข่งขันที่รุนแรงของทุกฝ่าย เหมือนกับสงครามในทุ่งเซกิงาฮารา ศึกผาแดง หรือ Battle of Gettysburg ที่ยากที่จะมองออกว่า ว่าเราควรอยู่ฝ่ายไหน
ประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคไหน ๆ สอนว่า การเมือง สังคม เทคโนโลยี สร้างการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง
การกระโดดเข้าไปใน AI rush จึงไม่ได้เป็นโอกาสอย่างเดียว แต่ต้องระวังว่าเป็นความเสี่ยงอีกด้วย
องค์ที่ 3 เส้นแบ่งเบาบาง อคติหนักหนา
ภาพทั้งหมดคือสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงสองปีที่ผ่านมา
กระทู้นี้จริง ๆ ถึงเวลานี้แล้ว ผมอยากเปลี่ยนชื่อเป็นการลงทุนหุ้นโลก เพราะในเวลานี้ ความรู้สึกผมคือ เส้นแบ่งระหว่างหุ้นไทยหุ้นนอกสำหรับผมนั้น..บางลงมาก
สิ่งที่ดีมาก ๆ ในช่วงสองปี คือการเกิดขึ้นของ DR มีจำนวนมากขึ้นหลายเท่าตัวในช่วงสองปีที่ผ่านมา ทำให้การสลับหุ้นระหว่างหุ้นไทยและหุ้นนอกทำได้ง่ายกว่าที่ผ่านมา
มีเพียงแต่อคติของนักลงทุนเท่านั้นเองที่หนาขึ้น แบ่งฝั่งแบ่งฝ่าย ซึ่งเป็นอคติที่ไม่มีความจำเป็นและทำให้การลงทุนมีประสิทธิภาพลดลง
การลงทุนไม่เหมือนการเชียร์บอล ที่เชียร์แต่ทีมเดิม ๆ ได้แบบมีความสุขไม่ว่าจะแพ้นานแค่ไหน
แต่สำหรับหุ้นเราเชียร์ผู้ชนะก็พอ เราไม่จำเป็นต้องเชียร์ทีมเดิม ๆ ตลอดไป ไม่จำต้องออกตัวว่าเราอยู่ position ไหน
ปัจฉิมบท
สิ่งที่ผมคิดว่าควรทำที่สุด ในเวลานี้ คือเอาองค์ทั้ง 3 มารวมกัน
ผมพยายามหาโอกาส และคิดว่าข้อดีที่สุดที่ผมเห็นคือ การใช้ AI ทำให้ผมสามารถติดตามจำนวนหุ้นได้มากขึ้น โดยใช้เวลาน้อยลง
จำนวนการถือหุ้นของผมจึงเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ซึ่งข้อดีคือผมต้องการลดความเสี่ยงในระยะยาว
โดยแลกการผลตอบแทนที่น่าจะน้อยลงเนื่องจากถือหุ้นจำนวนมากขึ้น เป็นการปรับตัว และผมก็พยายามกระจายการลงทุนในหลายประเทศขึ้น
และนี่เป็นอัพเดทการลงทุนผมในรอบสองปี เป็นสองปีที่การลงทุนนอกคือยุคทอง และการลงทุนหุ้นไทยคือยุคดำมืด
แต่สิ่งที่นักลงทุนควรจะทำเสมอคือ อย่าไปตื่นเต้นเกินไปกับสิ่งที่ทุกคนตื่นเต้น และอย่าเศร้าหมองเกินไปกับสิ่งที่ทุกคนหมดหวัง
การลงทุนที่ประสบความสำเร็จแบบเปลี่ยนชีวิตส่วนใหญ่ จะต้องมีความคิดต่างจากคนอื่น เราต้องเป็นคนส่วนน้อย
การ timing market ที่ VI ไม่เคยสนใจเลย ผมเริ่มสนใจมากขึ้น ยกเว้นเพียงอย่างเดียวคือหุ้นตัวนั้น น่าสนใจจริง ๆ
ผมจะเข้าสู่ตลาดในจังหวะที่ผมได้เปรียบเท่านั้น ยกเว้นตลาดหุ้นไทยที่ผมคิดว่าผมพอมี edge อยู่บ้าง
คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่านักลงทุนได้เปรียบเพราะ inside สำหรับผม
ผมว่ายุคนี้ไม่สำคัญขนาดนั้นเพราะที่ผมสังเกตจากประวัติศาสตร์คือ inside ยังไงก็มีคน inside กว่าอยู่ดี
สิ่งที่เราทำได้คือ insight ผมจะหาหุ้นที่ผมมี insight ดีกว่าคนอื่น
จากประสบการณ์ผม การลงทุนหุ้นที่ประสบความสำเร็จได้ง่ายที่สุด
คือวันที่ทุกคนไม่สนใจการลงทุนในหุ้น ซึ่งเกิดขึ้น 20 ปีก่อนในหุ้นไทย หรือ ในเวลาที่เกิดวิกฤต เช่นในปี 2008
แต่สิ่งนี้อาจจะไม่มีอีกแล้วในยุคที่การลงทุนในหุ้นเต็มไปด้วยนักลงทุนมากมาย และยังมี VC , PE ที่ตัดทอนผลตอบแทนการลงทุนไปอีก
ไม่รวม FA หรือเจ้าของธุรกิจที่เอาหุ้นมาขายในราคาแพงหูฉี่ เป็นแบบนี้ทั้งโลก
สิ่งที่ดีที่สุดคือ เราควรรักษาใจไว้ และอยู่กับสิ่งที่เป็นแก่นของความสำเร็จเบื้องต้นสามอย่าง คือ
อยู่กับอาจารย์ที่ถูกคน อยู่กับผู้ชนะ และอยู่กับความจริง
การมีอาจารย์ถูกคนยากมาก ในยามที่ social media สร้าง influencer เต็มไปหมด เอา AI มาสอนนักลงทุนอีกทีนึง งาน Original เหลือน้อยลงมากจริง ๆ นักลงทุนต้องมีความคิดเป็นอิสระและสร้าง original ของตัวเอง
การอยู่กับผู้ชนะ ก็ยากไม่น้อย เพราะเราย่อมอยากดูฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ที่ทีมบอล top 5 แย่งกันไปแย่งกันมา มันหวือหวาตื่นเต้น เปลี่ยนแปลงทีมแชมป์ตลอดเวลา ใครจะไปสนใจบุนเดสลีกา ที่แทบผูกขาดโดยบาเยิร์น มิวนิคล่ะ ?
การอยู่กับความจริง อย่างการตระหนักถึงลงทุนไม่ได้ดีอย่างยุคก่อน ๆ แล้ว การที่ลงทุนได้ผลตอบแทนหวือหวา นั่นคือการเก็งกำไร และการเก็งกำไร ย่อมไม่ได้กำไรแน่นอน
สุดท้ายผมฝากการบ้านสามอย่าง
หนึ่งคือ : เรียนคอร์สออนไลน์การลงทุนหุ้นอเมริกา ของอจ.เมฆ ผมดูแล้ว คือดีสุดๆ น่าจะรวบรวมวิธีการที่ครบที่สุดในยุคนี้คลิปนึงเลย
https://board.thaivi.org/app.php/m_online_course/detail/view/17
สองคือ : ติดตาม AI อย่างใกล้ชิด อยากรู้ว่า This time is different หรือ ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย
สามคือ : กลับไปที่กลยุทธ์ ถ้าจะ Hunting ในตลาดหุ้นที่ร้อนแรงเราจะทำยังไง หรือการตั้ง Trapping อยู่กับตลาดหุ้นที่คนเกลียดดี และที่ไหนในโลกการลงทุนที่เราควรจะทำ Farming
ผมก็เชื่อว่าเราจะผ่านยุคทองและยุคมืดไปได้โดยมีฉากจบที่สวยงามรออยู่ข้างหน้าอย่างแน่นอนครับ
ผมอยากจะเริ่มต้นจากจุดสุดท้ายที่ผมโพสต์คือ 2 ปีที่แล้ว
จุดนั้นเรียกได้ว่าเป็นจุดสูงสุดของการลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะ VI ไทย
สาเหตุที่ผมเห็น คือ
1.การที่รัฐบาลประกาศให้มีการเก็บภาษีหุ้นต่างประเทศ และเปิดโอกาสให้มีการโอนเงินกลับได้โดยไม่เสียภาษี
จึงมีกระแสการนำเงินกลับมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก VI รายบุคคล ที่ไม่อยากเสียภาษี
2. ตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ Covid 19 ก็เกิดกระแสนักลงทุนหน้าใหม่ ๆ จำนวนมากมาย IPO หุ้น OR และจากที่มีหุ้นที่ขึ้นมาก ๆ หลายตัว (ที่เป็นหุ้น Commodity เช่นหุ้นเรือ)
3.ประกอบกับผลประกอบการหุ้นไทยหลายตัวในช่วงนั้นก็ดีมากด้วย ทุกอย่างจึงประจวบเหมาะกันไปหมด และยังมีการ Corner หุ้น
4.เกิดการตื่นตัวอย่างมาก โดยเฉพาะ VI ไทย มี company visit เยอะแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เหมือนทางบริษัทก็อยากจะขายของขายหุ้นตัวเอง มีการจัดตั้งสมาคมใหม่เกิดขึ้น มี influencer ใหม่ ๆ จำนวนมาก มีน้อง ๆ Active จัดกิจกรรมมากมาย
ทุกเหตุผลที่รวมกัน ทำให้ปลายปี 2566 ต่อเนื่องมากลางปี 2567 จึงมีปรากฎการณ์ ฟองสบู่ขนาดใหญ่เกิดขึ้นในหุ้นไทยหลาย ๆ ตัว
และน่าจะ peak ครั้งสุดท้ายก่อนเกิดการคลายตัวอย่างต่อเนื่องของหุ้นไทยจนถึงปัจจุบัน
จากวันนั้นเรียกได้ว่าเป็นการตกลงอย่างตลอดทาง ในแง่ของความพรีเมี่ยมของหุ้นไทย
เกิดสิ่งที่เรียกได้ว่าหุ้น Corner แตกจำนวนมาก ไม่รวมกับการที่มีเรื่องการฉ้อฉลในตลาดหุ้นไทย
สภาพคล่องตึงตัว ทำให้เกิดปัญหา roll over หุ้นกู้ ปัญหาหนึ่งสร้างอีกปัญหาหนึ่ง
ทำให้ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยเทรดด้วย PE ที่ถูกเหมือนกับสมัยที่ผมเริ่มต้นลงทุนใหม่ ๆ ปี 2547
ตัดกลับมา ในเวลานั้นตลาดหุ้นอเมริกาก็เริ่มฟื้นตัว
และสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการฟื้นตัวที่รุนแรงขึ้นต่อเนื่องถึงปัจจุบัน คือการเกิดขึ้นของ ChatGPT
อันที่จริงในเวลานั้น ธุรกิจที่เคยบูมมาก ๆ โดยเฉพาะในช่วง covid 19 คือธุรกิจ Platform business model ซึ่งเป็นเทคที่คนไทยนิยมไปลงทุนมาก
ไล่ตั้งแต่
platform e commerce : SE, MELI, Ozon, ETSY, SHOP
Platform job : FVRR, UPWORK
Platform Dating : MTCH, BMBL
Platform Telemed : TDOC, AMWL, DOCS
Platform Education : COUR, DUOL, UDMY
Platform Fintech : SQ, PYPL, LC, SOFI, STNE, NU
Platform Ride/Food : UBER, GRAB, LYFT, ROO, DASH
Platform อื่น ๆ : Z, OPEN, HOOD, ROKU, IKBR, ZM, PINS และมีอีกนับไม่ถ้วน
รวมไปถึง Saas (Software as a service) ที่มีแบบเยอะสุด ๆ ตั้งแต่ mid size ไปถึง enterprise
ถึงเวลานี้ platform จำนวนไม่น้อย ราคาก็ยังไม่กลับไปที่เดิม
สภาพของหุ้นเทคโนโลนีที่เติบโตน้อยนั้น และยังไม่ไปถึงจุดที่คุ้มทุน จะมีสภาพเป็นซอมบี้ คือไม่ตาย แต่ก็ไปไหนไม่ได้
มีเพียงหยิบมือเดียวที่ไปต่อได้ เป็นสเน่ห์ของตลาดหุ้น ที่คัดผู้แพ้ออก และจัดสรรผู้ชนะ
สภาพของนักลงทุนที่ไม่ได้ปรับพอร์ตในเวลานั้น อาจจะฟื้นแทบจะไม่ได้
แต่พอธุรกิจ platform ที่ได้ประโยชน์จาก Covid คลายตัวลง
ก็มีธุรกิจที่เกี่ยวกับ AI นั้นร้อนแรงขึ้นเรื่อย ๆ มารับไม้ต่อ
AI คือการเติม S-curve ใหม่ของหุ้น tech อย่างแท้จริง
จากจุดนั้น ก็เกิดสิ่งที่เรียกว่า AI Boom / AI Rush รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
ในสภาวะเดียวกัน ตลาดหุ้นฮ่องกงสองปีก่อน ก็ซบเซาถึงขีดสุด
มีแรงกระเพื่อมหลายครั้งเรื่องความเสี่ยงของรัฐบาลจีน ที่อยากให้สังคมเป็นเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทุนนิยมสุดโต่งเกินไป
รัฐบาลจีนใช้ชื่อว่า ความรุ่งเรืองด้วยกัน common prosperity ซึ่งตลาดทุนไม่ยอมรับความคิดแบบนี้ ดูจากการตกต่ำลงของราคาหลายอุตสาหกรรมที่โดนผลกระทบทางนโยบายโดยตรง
เศรษฐกิจจีนก็ยังมีปัญหาอีกหลายเรื่องโดยเฉพาะวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจีนไม่เคยมีวิกฤตใหญ่ ๆ เลยในรอบการเติบโตอย่างมหัศจรรย์ตั้งแต่ปี 1978
นอกจากนั้นก็ยังมี Geopolitics ที่งัดข้อกับสหรัฐอเมริกามาโดยตลอด และความรุนแรงก็ไม่เคยลดลง
การฟื้นตัวของตลาดหุ้นฮ่องกงจึงกระท่อนกระแท่น แต่ด้วย valuation ที่ถูกมาก ๆ จนถูกมองว่าประเทศนี้ลงทุนไม่ได้อีกต่อไป
ไม่อยากจะเชื่อว่าปัจจุบันเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือ
เหตุการณ์สำคัญคือต้นปี 2568 เดือนกพ. มีเหตุการณ์แบบเดียวกับที่เกิดขึ้นกับ ChatGPT คือ Deepseek moment
และ Xi Jinping moment ที่เรียกผู้นำ tech มาพบ รวมไปถึง Jack Ma ทำให้สิ่งที่เป็นกังวล คลี่คลายลง
หุ้นที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี AI ก็ขึ้นมาอย่างรุนแรง และเร่งตัวขึ้นเมื่อนโยบายรัฐบอกว่า จะสร้างโลกคู่ขนานของ AI อีก คือตัดขาดเทคโนโลยีอเมริกา แบบเดียวกับที่ Huawei ทำกับการตัดขาดเรื่อง telecommunication และ platform Harmony ในระบบปฏิบัติการบนมือถือ
ทำให้นักลงทุนเริ่มเชื่อว่า AI ไม่ได้ monopoly โดยสหรัฐ แต่เป็น duopoly โดยมหาอำนาจสองฝั่ง
หุ้นจีนเริ่มกลับมาโดดเด่นหลาย ๆ ตัว S-curve ใหม่มีอย่างน้อยสองอย่าง คือและเมื่อจีนขึ้นมาท้าทายสหรัฐด้านเทคโนโลยี และคนจีนรู้สึกมีความชาตินิยมมากขึ้น
ก็ยิ่งทำให้แบรนด์หรือธุรกิจจีน กล้าที่จะบุกตลาดโลกด้วยตัวตนของจีน ไม่ใช่ OEM อีกต่อไป
ในช่วงที่ผ่านมา หุ้นจีน ให้ผลตอบแทนดีมากถ้าคิดถูก แต่อย่างไรก็ดี ผมรู้สึกว่ายากกว่า หุ้นสหรัฐที่การขึ้นกระจายตัวกว่ามาก
ตัดมาที่ตลาดหุ้นเวียดนาม ผมอยากเรียกว่าตลาดวินกรุ๊ป
ภาพสองปีที่ผ่านมา แทบจะหน้ามือเป็นหลังมือเช่นเดียวกัน เพราะ กลุ่ม vin group ที่มีปัญหาอยู่ช่วงหนึ่ง เริ่มฟื้นตัวขึ้น
และ vin group แทบจะเป็นตัวแทนของความรุ่งเรืองในเวียดนาม เพราะทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีก โรงพยาบาล รวมไปถึงหุ้นรถยนต์ไฟฟ้า นอกไปจากนั้นยังมีข่าวว่าจะได้สิทธิ์ลงทุนรถไฟความเร็วสูง และสนามบินอีก
อานิสงค์ที่รัฐสนับสนุน ทำให้เป็นหุ้นที่พาตลาดหุ้นเวียดนามสูงขึ้นมาก และพาเอาหุ้นธนาคาร ที่ช่วงก่อนมีปัญหาจากหนี้ (ซึ่งก็เป็นหนี้ vin group อยู่ส่วนหนึ่ง) ทำได้ดีขึ้น
และความรุ่งเรืองของตลาดทุนเวียดนาม กลุ่มหลักทรัพย์ก็ได้ประโยชน์ และก็ทำให้เกิด wealth effect อสังหาเวียดนามมีราคาบ้าน 200 ล้านบาท ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความร้อนแรงอย่างมากของเศรษฐกิจเวียดนาม
รัฐบาลประกาศว่า GDP ต่อจากนี้จะมีเป้าโต 10% ไปอีกต่อเนื่อง น่าจับตาดูว่าทำได้จริงหรือไม่
ยังมีตลาดหุ้นอื่น ๆ อีกเช่น ตลาดหุ้นยุโรป ตลาดหุ้นญี่ปุ่น
ที่ผมเริ่มเข้าไปดูในระยะที่ผ่านมา เพราะมีของดีอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะสิ่งที่เป็น legacy ที่ยาวนาน
รวม ๆ คือตลาดหุ้นทุกที่ ร้อนแรง ยังไม่รวมถึงสินทรัพย์ทางเลือก มีหุ้นให้ผมดูแทบทุกวันตลอดช่วงสองปีที่ผ่านมา
องค์ที่ 2 ยากกว่าเดิม เพราะง่ายกว่าเดิม
เรื่องที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดในยุคนี้คือ AI มีบทบาทกับการลงทุนมาก
ตั้งแต่แรกสุดที่ AI ตอบคำถามการลงทุนไม่ได้ ช่วงแรกใครถามเรื่องลงทุน AI จะปฏิเสธการให้คำตอบ
มาวันนี้ AI “กล้า” ตอบไม่ว่าคำถามจะยากแค่ไหน
อย่างไรก็ดี ด้วยความฉลาดของ AI ที่มากขึ้นทุกวัน
ทุกคนเข้าถึงการลงทุนได้ง่ายมาก ๆ หาข้อมูลได้ง่ายมาก edge การลงทุนจึงแทบจะไม่มี เราจะเฉือนกันตรงไหนได้อีก เราคิดว่าเราเข้าใจหุ้นจากการถาม AI ? คนอื่นก็ทำได้เหมือนกัน
เหตุการณ์แบบนี้ผมจะเรียกว่า การลงทุนยากกว่าเดิม เพราะมันง่ายกว่าเดิม
และอีกเหตุผลคือ เทคโนโลยีใหม่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง และถนนทุกสายที่ทำด้าน information technology มาแข่งกัน “all in”
ภาพที่มีการแข่งขันที่รุนแรงของทุกฝ่าย เหมือนกับสงครามในทุ่งเซกิงาฮารา ศึกผาแดง หรือ Battle of Gettysburg ที่ยากที่จะมองออกว่า ว่าเราควรอยู่ฝ่ายไหน
ประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคไหน ๆ สอนว่า การเมือง สังคม เทคโนโลยี สร้างการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง
การกระโดดเข้าไปใน AI rush จึงไม่ได้เป็นโอกาสอย่างเดียว แต่ต้องระวังว่าเป็นความเสี่ยงอีกด้วย
องค์ที่ 3 เส้นแบ่งเบาบาง อคติหนักหนา
ภาพทั้งหมดคือสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงสองปีที่ผ่านมา
กระทู้นี้จริง ๆ ถึงเวลานี้แล้ว ผมอยากเปลี่ยนชื่อเป็นการลงทุนหุ้นโลก เพราะในเวลานี้ ความรู้สึกผมคือ เส้นแบ่งระหว่างหุ้นไทยหุ้นนอกสำหรับผมนั้น..บางลงมาก
สิ่งที่ดีมาก ๆ ในช่วงสองปี คือการเกิดขึ้นของ DR มีจำนวนมากขึ้นหลายเท่าตัวในช่วงสองปีที่ผ่านมา ทำให้การสลับหุ้นระหว่างหุ้นไทยและหุ้นนอกทำได้ง่ายกว่าที่ผ่านมา
มีเพียงแต่อคติของนักลงทุนเท่านั้นเองที่หนาขึ้น แบ่งฝั่งแบ่งฝ่าย ซึ่งเป็นอคติที่ไม่มีความจำเป็นและทำให้การลงทุนมีประสิทธิภาพลดลง
การลงทุนไม่เหมือนการเชียร์บอล ที่เชียร์แต่ทีมเดิม ๆ ได้แบบมีความสุขไม่ว่าจะแพ้นานแค่ไหน
แต่สำหรับหุ้นเราเชียร์ผู้ชนะก็พอ เราไม่จำเป็นต้องเชียร์ทีมเดิม ๆ ตลอดไป ไม่จำต้องออกตัวว่าเราอยู่ position ไหน
ปัจฉิมบท
สิ่งที่ผมคิดว่าควรทำที่สุด ในเวลานี้ คือเอาองค์ทั้ง 3 มารวมกัน
ผมพยายามหาโอกาส และคิดว่าข้อดีที่สุดที่ผมเห็นคือ การใช้ AI ทำให้ผมสามารถติดตามจำนวนหุ้นได้มากขึ้น โดยใช้เวลาน้อยลง
จำนวนการถือหุ้นของผมจึงเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ซึ่งข้อดีคือผมต้องการลดความเสี่ยงในระยะยาว
โดยแลกการผลตอบแทนที่น่าจะน้อยลงเนื่องจากถือหุ้นจำนวนมากขึ้น เป็นการปรับตัว และผมก็พยายามกระจายการลงทุนในหลายประเทศขึ้น
และนี่เป็นอัพเดทการลงทุนผมในรอบสองปี เป็นสองปีที่การลงทุนนอกคือยุคทอง และการลงทุนหุ้นไทยคือยุคดำมืด
แต่สิ่งที่นักลงทุนควรจะทำเสมอคือ อย่าไปตื่นเต้นเกินไปกับสิ่งที่ทุกคนตื่นเต้น และอย่าเศร้าหมองเกินไปกับสิ่งที่ทุกคนหมดหวัง
การลงทุนที่ประสบความสำเร็จแบบเปลี่ยนชีวิตส่วนใหญ่ จะต้องมีความคิดต่างจากคนอื่น เราต้องเป็นคนส่วนน้อย
การ timing market ที่ VI ไม่เคยสนใจเลย ผมเริ่มสนใจมากขึ้น ยกเว้นเพียงอย่างเดียวคือหุ้นตัวนั้น น่าสนใจจริง ๆ
ผมจะเข้าสู่ตลาดในจังหวะที่ผมได้เปรียบเท่านั้น ยกเว้นตลาดหุ้นไทยที่ผมคิดว่าผมพอมี edge อยู่บ้าง
คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่านักลงทุนได้เปรียบเพราะ inside สำหรับผม
ผมว่ายุคนี้ไม่สำคัญขนาดนั้นเพราะที่ผมสังเกตจากประวัติศาสตร์คือ inside ยังไงก็มีคน inside กว่าอยู่ดี
สิ่งที่เราทำได้คือ insight ผมจะหาหุ้นที่ผมมี insight ดีกว่าคนอื่น
จากประสบการณ์ผม การลงทุนหุ้นที่ประสบความสำเร็จได้ง่ายที่สุด
คือวันที่ทุกคนไม่สนใจการลงทุนในหุ้น ซึ่งเกิดขึ้น 20 ปีก่อนในหุ้นไทย หรือ ในเวลาที่เกิดวิกฤต เช่นในปี 2008
แต่สิ่งนี้อาจจะไม่มีอีกแล้วในยุคที่การลงทุนในหุ้นเต็มไปด้วยนักลงทุนมากมาย และยังมี VC , PE ที่ตัดทอนผลตอบแทนการลงทุนไปอีก
ไม่รวม FA หรือเจ้าของธุรกิจที่เอาหุ้นมาขายในราคาแพงหูฉี่ เป็นแบบนี้ทั้งโลก
สิ่งที่ดีที่สุดคือ เราควรรักษาใจไว้ และอยู่กับสิ่งที่เป็นแก่นของความสำเร็จเบื้องต้นสามอย่าง คือ
อยู่กับอาจารย์ที่ถูกคน อยู่กับผู้ชนะ และอยู่กับความจริง
การมีอาจารย์ถูกคนยากมาก ในยามที่ social media สร้าง influencer เต็มไปหมด เอา AI มาสอนนักลงทุนอีกทีนึง งาน Original เหลือน้อยลงมากจริง ๆ นักลงทุนต้องมีความคิดเป็นอิสระและสร้าง original ของตัวเอง
การอยู่กับผู้ชนะ ก็ยากไม่น้อย เพราะเราย่อมอยากดูฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ที่ทีมบอล top 5 แย่งกันไปแย่งกันมา มันหวือหวาตื่นเต้น เปลี่ยนแปลงทีมแชมป์ตลอดเวลา ใครจะไปสนใจบุนเดสลีกา ที่แทบผูกขาดโดยบาเยิร์น มิวนิคล่ะ ?
การอยู่กับความจริง อย่างการตระหนักถึงลงทุนไม่ได้ดีอย่างยุคก่อน ๆ แล้ว การที่ลงทุนได้ผลตอบแทนหวือหวา นั่นคือการเก็งกำไร และการเก็งกำไร ย่อมไม่ได้กำไรแน่นอน
สุดท้ายผมฝากการบ้านสามอย่าง
หนึ่งคือ : เรียนคอร์สออนไลน์การลงทุนหุ้นอเมริกา ของอจ.เมฆ ผมดูแล้ว คือดีสุดๆ น่าจะรวบรวมวิธีการที่ครบที่สุดในยุคนี้คลิปนึงเลย
https://board.thaivi.org/app.php/m_online_course/detail/view/17
สองคือ : ติดตาม AI อย่างใกล้ชิด อยากรู้ว่า This time is different หรือ ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย
สามคือ : กลับไปที่กลยุทธ์ ถ้าจะ Hunting ในตลาดหุ้นที่ร้อนแรงเราจะทำยังไง หรือการตั้ง Trapping อยู่กับตลาดหุ้นที่คนเกลียดดี และที่ไหนในโลกการลงทุนที่เราควรจะทำ Farming
ผมก็เชื่อว่าเราจะผ่านยุคทองและยุคมืดไปได้โดยมีฉากจบที่สวยงามรออยู่ข้างหน้าอย่างแน่นอนครับ
ก้าวช้า ๆ และเชื่อในปาฎิหารย์ของหุ้นเปลี่ยนชีวิต
There is no secret ingredient. It's just you.
There is no secret ingredient. It's just you.
- Peter1011
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 464
- ผู้ติดตาม: 217
Re: ทำไมเราต้องลงทุนหุ้นต่างประเทศ? มาแชร์กันครับ
โพสต์ที่ 160
(2nd reposted)
มา update กันครับ โพสท์นี้น่าจะยาวที่สุดที่ผมเคยเขียนมา ผมสังเกตเห็นหลายๆอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมการลงทุนทั้งในไทยและต่างประเทศ
Investor's disagreement
มีการ clash กันระหว่างนักลงทุน ทั้งสาย growth สาย value สายกาว ในหลาย community ทั้งบน discord reddit facebook etc. ที่อาการหนักคือสายกาวที่ชอบหุ้นจำพวก tech และ AI มากจนลืมไปว่าความเสี่ยงของหุ้นตรงนี้มันสูงมากๆ หุ้น AI ที่วิ่งขึ้นอย่างรวดเร็วนั้นมี upside ที่ลดลงในขณะที่ความเสี่ยงยังเท่าเดิม
สายกาวและสาย tech ที่ผมเห็นจะค่อนข้างมีความมั่นใจในตนเองสูงมาก อย่างว่าก็เป็นปกติตาม industry นี้ที่ founders ต้องมั่นใจมากที่จะนำพา start-up ผ่านเรื่องต่างๆได้ ปกติผมไม่ค่อยอยากจะยุ่งกับกลุ่มนี้เท่าไร ไม่อยากไปเถียงด้วย เสียสุขภาพจิตเปล่าๆ เพจนักลงทุนเก่งๆที่ผมรู้จักแห่งหนึ่งก็โดนเพจหุ้น tech US มาคุกคาม ผมเองก็เคยโดนด้วยครับโดยโดนแบบต่อหน้าต่อตา
Communities
ผมตาม reddit Value Investing มาค่อนข้างนาน ได้เห็น post ที่หลากหลาย แต่สิ่งที่ผมสังเกตเห็นคือโพสท์ยาวๆแต่มีเนื้อหาสาระที่ดี ไม่ค่อยจะมีคนอ่านและ interact เท่าไหร่ และผมเคยลองเขียนถามเรื่องต่างๆบนนั้นเพื่อให้มีการสนทนาที่มีคุณภาพ แต่ไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่ นั่นอาจจะหมายความว่า นักลงทุนรายย่อยหลายๆคนที่นั่นไม่ชอบอ่านอะไรที่ยาวๆ ส่วนใหญ่ก็จะชอบไปอ่านโพสท์สั้นๆในแนวว่า (1) หุ้นตัวนี้ถูกยังไงโดยมีสรุปสั้นๆ (2) โพสท์ในทำนองว่าตลาดหุ้นแพงไปแล้ว (3) โพสท์จำนวนมากเกี่ยวกับหุ้น NVO PYPL UNH และ Mag 7 ตรงนี้หล่ะเป็นจุดที่ทำให้ผมรู้ว่านักลงทุนหลายๆคนที่นั่นก็ไม่ได้เก่งมากมายไปกว่าเรา เนื่องจากชอบ herding ตามคนอื่นๆไป และโพสท์ที่เจอก็มาในทำนองว่าหุ้นตัวนี้จะลงต่อมั้ย? หุ้นตัวนี้ P/E ถูกมากดีรึเปล่า? หุ้นตัวนี้ลงมาเยอะมากน่าสนใจ แต่ไม่ได้อธิบายว่าทำไมมันถึงถูก fair and balanced view of its business operation แต่นานๆก็จะมีโพสท์คุณภาพมา แต่ที่สำคัญคือ comments ซึ่งบอกเราได้หลายอย่าง โดยโพสท์นอกกรอบหรือหุ้นอื่นๆเช่นหุ้นจีน มักจะโดนต่อต้าน ยิ่งตอกยำ้ความเป็น herding บนนั้น อย่างไรก็ตาม โพสท์ดีๆก็มีเช่นในทำนองเตือนสติหรือโพสท์อธิบายหุ้นต่างๆ comment ก็มักจะดีตามไปด้วย
Wall Street Bets ซึ่งคือศูนย์รวมรายย่อยของอเมริกา เป็นที่ๆผมเห็นคนพนันกับหุ้นหลายๆตัวมีทั้งได้และเสีย โพสท์ส่วนใหญ่ก็เกี่ยวกับการเล่นหุ้นซะส่วนใหญ่ในทำนองแบบว่า quick gains/high risk bet ที่ทำได้จากเงินสดคงเหลือ แต่สิ่งที่ผมสนใจก็คือ activities บนนี้ หากผมเริ่มเห็นโพสท์ในทำนองโชว์กำไรถี่ขึ้น ผมจะระวังตัวให้ดี หากผมเริ่มเห็นโพสท์น้อยลง นั่นหมายความว่าตลาดไม่ดี (คล้ายๆกับ ThaiVI อ่ะครับ) หลังๆ moderators จะชอบลบบางโพสท์แบบไม่มีเหตุผล ทั้งๆที่โพสท์นั้นๆไม่ได้มีเนื้อหาที่ผิดกฏ WSB แต่อย่างใด นั่นเป็นการเลือกปฏิบัติและยังเป็นการละเมิด free speech อีกด้วย
ผมไม่ได้ตามบน Twitter/X เท่าไหร่ แต่ก็พอทราบว่ามีคนเก่งๆอยู่บนนั้นด้วย ที่สำคัญคือต้องเลือกให้ถูกคนหากจะตามจริงๆ เพราะของปลอมก็มีอยู่พอประมาณ
โดยปกติผมจะตาม discord ของคุณ wj ที่นั่นมีการแลกเปลี่ยนความรู้ที่ดีอยู่ตลอด แต่บางทีผมก็มี disagreement กับบางคนในนั้น โดยเฉพาะ user รูปการ์ตูนแมว ที่ผมเชื่อว่าน่าจะเป็นนักลงทุนสถาบัน บนเรื่อง macro ต่างๆ ผมเถียงเค้าไม่ชนะหรอกครับ เพราะเค้ามี paper ของ broker ต่างชาติที่เก่งๆมาเป็น reference อยู่ตลอด แต่ผมรู้อย่างหนึ่งว่าเค้า bear หุ้นจีนสุดๆก่อนที่มันจะเด้งกลับ 5555 หลังๆผมไม่ได้ไปตามกลุ่มนั้นแล้วเพราะวิธีการลงทุนที่ผมใช้ต่างจากกลุ่มนั้นพอสมควร
US Bubble Possibility
ล่าสุด newsletter ของ WSJ editor Jason Zweig เขียนในทำนองว่าหุ้น Mag 7 มีการลงทุน AI อย่างมหาศาล โดยใช่เงินส่วนใหญ่จาก internal cash flow และมีบางส่วนจากหนี้ที่มากการกู้ยืมสูงมากขึ้น หากการลงทุนนี้ capitalise ไม่ได้เลยหรือได้น้อยกว่าที่คาด ก็จะสร้างปัญหาได้
Michael Burry ก็ออกมาซื้อ put option หุ้นเทคบางตัวที่ราคาสูงมากเช่น PLTR ซึ่งเป็นประเด็นที่นักลงทุนพูดถึงกันพอสมควร
บน internet communities รวมถึง news site เริ่มมีการ mention ถึงฟองสบู่กันมากขึ้นโดยเฉพาะที่อเมริกา แต่ผมว่าตลาดเป็นฟองสบู่แค่บางส่วน จากการสำรวจ S&P 500 ของผมเอง หุ้น old economy ที่มีพื้นฐานดีหลายๆตัวมีราคาที่ตกตำ่ลงจาก high เดิม บางตัวมาเกินกว่าครึ่งด้วยซำ้ แต่หุ้นจำพวก new economy อย่างพวก platform and software ก็ยังทำ new-high ต่อไปเรื่อยๆ ทั้งราคาและ valuation โดยมีกำไรและ/หรือรายได้และ/หรือ active users ที่มากขึ้น ซึ่งผมเองก็ไม่รู้ว่ามันจะโดนเหตุการณ์ที่มา trigger หุ้นตกยังไงบ้าง แต่ที่แน่ๆคือมันจะมาแบบคาดไม่ถึง
สำหรับเรื่อง "this time it's different" มันก็คือส่วนหนึ่งประวัติศาสตร์ซ้ำรอยดีๆนี่เอง ดูได้จาก hype ในสมัยก่อนตั้งแต่ canals -> railroads -> electricity -> automotive -> radio -> Nifty Fifty -> internet -> tech และตอนนี้ก็คือ AI ทุกเหตุการณ์มาจาก innovation ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น (และมันก็ทำได้จริงๆ) แต่ความเห่อของ public นั่นเองที่ overshoots the reality หรือเรียกง่ายๆว่าร้อนแรงเกินไปในตอนต้นๆที่ technology เหล่านี้เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นานและผลพวงของสิ่งเหล่านี้ยังไม่ take effect ที่เพิ่ม productivity ได้ดีพอ พอ public เริ่มเห็นความจริงฟองสบู่ก็แตก
เวลาฟองสบู่แตกเราจะแทบไม่รู้ตัว หุ้นมันจะค่อยๆลงมาเรื่อยๆแบบวันละ 2-3% คล้ายๆกับการต้มกบ ระยะเวลาก็อาจจะเป็นหลายๆปีจนกว่าจะถึง bottom โดยมีปัจจัยในด้านลบคอยมา support การลงอย่างต่อเนื่อง กว่าจะมารู้ตัวอีกทีก็ถึง bottom แล้ว
ล่าสุดผมได้อ่าน column บน Wall Street Journal (WSJ) ที่เขียนเกี่ยวกับจำนวนนักลงทุนรุ่นใหม่ (Gen Z) ที่สูงมากขึ้นไม่ว่าจะมาจากเหตุผลใดก็ตาม (เช่น ลงทุนระยะยาว เล่นเก็งกำไร เก็บเงินไว้ซื้อบ้าน อยากรวยเร็ว etc.) คนอื่นๆที่อ่าน column นี้ก็คงคิดว่าคนกลุ่มนี้กำลังเริ่มต้นได้ดีในการเก็บเงิน แต่ผมกลับมองในทางตรงกันข้าม การที่นักลงทุนรุ่นใหม่ที่มีความรู้พอสมควรแต่ยังไม่มีประสบการณ์เข้ามาในตลาดเป็นจำนวนมากเป็น indicator ตัวหนึ่งของฟองสบู่ โดยผมให้ข้อสังเกตดังนี้
(1) คนกลุ่มนี้ได้เห็นตลาดที่โตขึ้นอย่างรวดเร็วและมีผลตอบแทนที่เอาชนะเกือบทุกสินทรัพย์ใน long-term จึงมองว่าเป็นที่เก็บเงินที่ดี และเป็นสิ่งที่ rational ผมเองก็คิดแบบนั้น
(2) ส่วนใหญ่ลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่พื้นฐานดีเช่น AAPL AMD GOOGL MSFT NVDA บางคนก็ลงใน index fund ETF แล้วได้ผลตอบแทนที่ดีในระยะสั้นๆ ทำให้เกิดภาพลวงตาในระยะสั้นๆว่าตลาดหุ้นทำเงินได้ "ง่ายๆ" (quick gains) จากการ "buy-the-dips" หลังจากหุ้นตกตอน Trump ประกาศภาษี
(3) คำว่า "ง่ายๆ" คือการซื้อหุ้นแบบไม่ได้ดูอะไรมากนักเช่น ไม่ดูงบ ไม่อ่าน 10K มักจะเกิดจากการซื้อหุ้นตัวใหญ่ที่พื้นฐานดีมากที่ทุกคนมีความเห็นตรงกันว่ามันจะโตได้ต่อเนื่องจากทุกคนใช้งานหรือของบริษัทนั้นอยู่ หรือซื้อตามๆกันไป (herding) แล้วหุ้นตัวนั้นราคาขึ้นมาในเวลาอันสั้น อารมณ์เดียวกันกับหุ้นไทยตอนที่ตกมาตอนมีโรคระบาดใหม่ๆ ผมยังจำได้เลยว่าบนนี้มีคนโพสท์รัวๆๆ และบน discord นั้นมีคนคุยกันไม่หยุด
(4) หลายๆคน claim ว่าจะ buy and hold หรือ (HODL - Hold-On-for-Dear-Life) ซึ่งเป็นสิ่งที่ rational และผมเองก็คิดแบบนั้น แต่การ execution นั้นมันไม่ได้ทำง่ายๆ Gen Z หลายๆคนไม่มีประสบการในตลาดขาลง รวมถึง structural bear market หรือแปลแบบง่ายๆว่าตลาดขาลงแบบมีพื้นฐานที่แย่ลงด้วยในระยะยาว ซึ่งประเทศไทยกำลังประสบปัญหาอยู่ ณ ตอนนี้ โดยครั้งสุดท้ายที่ประเทศอเมริกามีสภาวะตลาดแบบนี้คือช่วงหลังปี 2008 ในสภาวะตลาดแบบนี้เราจะเจอทั้งข่าวร้าย การ discourage ความเครียดจากสิ่งอื่นๆที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นแต่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนแบบไม่รู้ตัว
(5) ข่าวหรือเรื่องราวในทำนองว่า นาย ก ทำอาชีพธรรมดา แล้วเก็บเงินสะสมหุ้นจนกลายเป็นเศรษฐีในระยะเวลา x ปี มีอยู่เป็นประจำ ซึ่งสิ่งที่ WSJ รายงานนั้นก็ไม่ต่างจากเรื่องราวพวกนี้ซึ่งเป็นเรื่องของ survivalship bias เนื่องจากคนกลุ่มนี้ประสบความสำเร็จพอสมควร จึงได้รับการสัมภาษณ์ (ไม่งั้นใครอยากจะอ่าน article นี้ละครับ!) ต่างจากที่มีอีกหลายๆคนที่ล้มหายตายจากตลาดหุ้นไป และไม่ได้มีโอกาสถูกสัมภาษณ์เรื่องราวการลงทุนของพวกเขาซึ่งน่าจะมีกรณีศึกษาที่ดีๆอีกหลาย case แล้วเบื้องหลังจริงๆของคนกลุ่มนี้คืออะไรกันแน่ hard work หรือไม่ก็อาจจะเป็นเพียงแค่ buy-the-dip
นอกจากนั้นยังได้มีกลุ่มนักลงทุนหน้าใหม่ซึ่งมีอาชีพอยู่ในกลุ่มทหารและมี "disposable income" ได้เข้ามาร่วมลงทุนด้วยทั้งในหุ้น AI และเหรียญ digital ต่างๆ ซึ่งมักจะมาในรูปแบบ "getting rich quickly" และนั่นแหละคือการพนัน
ตลาดหุ้น US นั้นมีความเป็น efficient สูงกว่าแต่ก่อนอย่างมีนัยยะสำคัญ จากที่คนเก่งขึ้น มี technology ในการวิเคราะห์ที่ดีขึ้น ทุกคนเข้าถึงการลงทุนได้อย่างง่ายดาย information ที่ลื่นไหลอย่างรวดเร็ว การที่จะเอาชนะตลาดได้ต้องอาศัยความเก่งและ insight เหนือกว่าคนอื่น investment tools ที่เหนือกว่าสถาบันการเงินชั้นนำ สิ่งเหล่านี้ต้องได้มาจากการใช้เวลาในการศึกษาเป็นเวลานานและยังมีค่าใช้จ่ายสำหรับ tools ต่างๆที่มีราคาสูง องค์ประกอบอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญคือ "โชค" ซึ่งเป็นถือเป็น "ก็อก-หลัก" ในการกำหนดว่าเราจะเอาชนะได้รึเปล่า
สิ่งที่ผมจะแนะนำคือ หากคุณไม่มีเวลามากพอและไม่ได้ทำงานด้านลงทุน คุณไม่ต้องไปเสียเวลาไปหาหุ้นถูกๆที่นั่น การหาหุ้นที่ mispriced นั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ หุ้นที่ถูกๆมักจะเป็นหุ้นที่กำลังมีปัญหาเรื้อรังที่กำลังรอการแก้ใข (หรืออาจจะแก้ใขไม่ได้เลย) ไม่งั้นราคาหุ้นมันไม่ลงมาถึงขนาดนี้หรอก (ลองไปดู CPB NVO UPS) low cost index funds จึงเป็น option ที่ดีที่สุดหากเราลงทุนได้ไม่เก่งเท่ากับคนอื่น เพราะ "คนอื่นก็ทำได้เหมือนกัน" อย่าลืม assess ตัวเองด้วยครับ เหตุการณ์แบบนี้ผมจะเรียกว่า การลงทุนยากกว่าเดิม เพราะมันง่ายกว่าเดิม เหมือนกับที่พี่หลินได้เขียนไว้ก่อนหน้านี้
ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ผมอยากจะยำ้อีกรอบว่า ผมไม่เคยคิดที่จะฟันธงว่าตลาดหุ้นอเมริกาจะแตกตอนนี้หรือตอนไหนก็ตาม เพียงแต่ว่ามีมีหลายๆ indicator ที่ฟ้องออกมาว่ามันมี symptom ของฟองสบู่อยู่ในบาง sector เท่านั้นเอง แพงไปรึเปล่า? ผมไม่รู้ครับแต่ผมว่ามันไม่ก็ถูกมานานแล้ว ผมยังยึดคติเดิมของผมคือ "ถ้ามันไม่ถูก ก็ช่างแม่ง*"
*refers to the Mother of Mr. Market
หุ้นกระดูก
ระหว่างที่ผมสำรวจตลาดหุ้นอเมริกา ผมได้พบกับหุ้นกลุ่มหนึ่งที่มีลักษณะเฉพาะตัวโดยไม่ค่อยมีการพบเห็นในตลาดอื่นๆ หุ้นกลุ่มนี้จะมีส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบหรือ D/E สูงมหาศาลแต่มีกำไรสม่ำเสมอและราคาก็ยังวิ่งขึ้นลงตามผลประกอบการณ์อีกด้วยไม่ใช่โดน SP หรือ Halt ต่างจากในโซนเอเชียที่หุ้น negative equity เป็นสิ่งที่ไม่ดีอย่างยิ่งและมักมาจากการขาดทุนอย่างต่อเนื่อง
สิ่งหลักๆที่ทำให้เกิด negative equity มาจากการซื้อหุ้นคืนอย่างต่อเนื่อง (มูลค่าหุ้นที่ซื้อคืนจะถูกหักออกจากส่วนของผู้ถือหุ้น) แทนที่จะจ่ายปันผลออกมาเป็นเงินสดซึ่งจะโดนคิด witholding tax มหาศาล ในขณะที่บางที่มีการแปลงทุนเป็นหนี้ จ่ายปันผลเป็นหุ้นกู้ (convertible bond) เพื่อสร้างรายจ่ายเพื่อลดภาษี ทั้งนี้กฏหมายที่นั่นก็ยังเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจแบบนี้ด้วยทำให้มีหลายบริษัททำกันเช่น DPZ HLT IHG OTIS UPS
การทำแบบนี้เป็นผลดีต่อผู้ถือหุ้นเนื่องจากเป็นการสร้างผลตอบแทนให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ (คล้ายกับการกินไก่จนเหลือแค่กระดูกที่มนุษย์ไม่สามารถกินต่อไปได้แล้ว) แต่อาจสร้างปัญหาได้เวลากำไรลดหรือพลิกเป็นขาดทุนติดต่อกันหลายๆ quarter อาจจะจะต้องเข้า Chapter 11 ทันทีและราคาหุ้นอาจจะผันผวนมากกว่าปกติ การใช้ P/B ratio และ ROE ที่นั่นในการคัดหุ้นอาจจะทำไม่ได้จาก distorted equity และการหาหุ้นโดยใช้ P/B ต่ำๆเป็นตัวกรองก็จะได้แค่หุ้นที่แย่จริงๆที่ไม่มีคนอยากจะซื้อ
หุ้นไทย
อย่างที่ทุกคนรู้ๆกัน fund flow ในตลาดหุ้นไทยวิ่งเข้าแต่หุ้นตัวใหญ่ ทำให้หุ้นตัวใหญ่วิ่งขึ้นแต่หุ้นตัวกลางถึงเล็กไม่ค่อยมีการขยับเท่าไหร่ หลายๆตัวก็ถอยลงจะกำลังซื้อหดและกำไรที่ลดลง ที่ดัชนีวิ่งขึ้นมาหลักๆก็เป็นผลมาจากหุ้น banks telecoms และ DELTA ที่นักลงทุนสถาบันยังสนใจกันอยู่ ส่วน trading volume ยังน้อยกว่าปีที่แล้วเนื่องจากนักลงทุนรายย่อยหนีไปลงทุนต่างประเทศกันหมด โดยเฉพาะที่อเมริกา หนึ่งในประโยชน์จากการที่เราได้ลงทุนในหลายๆตลาดก็คือการที่ได้เห็นสภาพ boom และ bust ในเวลาเดียวกัน เช่นหุ้นอเมริกาและไทยตามลำดับ
(edited) แม้ว่าเคยมีคนเขียนว่า ตลาดหุ้นไทย ณ เวลานี้มันช่างมืดมนซะเหลือเกิน ผมอยากจะเถียงว่า
- นักลงทุนตายเรียบ (ผมยังไม่ตาย)
- เจ้าของบริษัทตาย (บริษัทที่ผมเลือกยังไม่ตาย แค่กำไรลด)
- กองทุนตาย (ไม่เคยซื้อเพราะรู้ว่าค่าธรรมเนียมแพงและแพ้ตลาด)
- นักลงทุนต่างชาติตาย (ไม่ใช่หรอก พวกนี้มาฟันกำไร short มากกว่า)
- รายใหญ่ตาย (คุณเป็นรายใหญ่ แล้วคุณตายหรือยังครับ ทำไมถึงออกมาบ่น)
- รายย่อยตาย (ผมเป็นรายย่อย แล้วทำไมผมยังอยู่ได้)
- หุ้นบางตัวลงมา 90% (ผมไม่เคยซื้อ เพราะรู้ว่าปั่นราคา บางทีตอนนี้เป็นโอกาสที่ดีในการซื้อด้วย)
ที่จริงผมยังมี case study ของหุ้นอีกตัวหนึ่งว่างๆจะเขียนมาให้อ่านครับ ถ้าเราเก่งจริงๆเดี๋ยวก็เจอหุ้นดีๆในราคาที่เหมาะสมเองครับ ถ้าไม่เจอหุ้นราคาเหมาะสม ระหว่างรอผมก็ upskill ตัวเองไปเรื่อยๆ
มา update กันครับ โพสท์นี้น่าจะยาวที่สุดที่ผมเคยเขียนมา ผมสังเกตเห็นหลายๆอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมการลงทุนทั้งในไทยและต่างประเทศ
Investor's disagreement
มีการ clash กันระหว่างนักลงทุน ทั้งสาย growth สาย value สายกาว ในหลาย community ทั้งบน discord reddit facebook etc. ที่อาการหนักคือสายกาวที่ชอบหุ้นจำพวก tech และ AI มากจนลืมไปว่าความเสี่ยงของหุ้นตรงนี้มันสูงมากๆ หุ้น AI ที่วิ่งขึ้นอย่างรวดเร็วนั้นมี upside ที่ลดลงในขณะที่ความเสี่ยงยังเท่าเดิม
สายกาวและสาย tech ที่ผมเห็นจะค่อนข้างมีความมั่นใจในตนเองสูงมาก อย่างว่าก็เป็นปกติตาม industry นี้ที่ founders ต้องมั่นใจมากที่จะนำพา start-up ผ่านเรื่องต่างๆได้ ปกติผมไม่ค่อยอยากจะยุ่งกับกลุ่มนี้เท่าไร ไม่อยากไปเถียงด้วย เสียสุขภาพจิตเปล่าๆ เพจนักลงทุนเก่งๆที่ผมรู้จักแห่งหนึ่งก็โดนเพจหุ้น tech US มาคุกคาม ผมเองก็เคยโดนด้วยครับโดยโดนแบบต่อหน้าต่อตา
Communities
ผมตาม reddit Value Investing มาค่อนข้างนาน ได้เห็น post ที่หลากหลาย แต่สิ่งที่ผมสังเกตเห็นคือโพสท์ยาวๆแต่มีเนื้อหาสาระที่ดี ไม่ค่อยจะมีคนอ่านและ interact เท่าไหร่ และผมเคยลองเขียนถามเรื่องต่างๆบนนั้นเพื่อให้มีการสนทนาที่มีคุณภาพ แต่ไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่ นั่นอาจจะหมายความว่า นักลงทุนรายย่อยหลายๆคนที่นั่นไม่ชอบอ่านอะไรที่ยาวๆ ส่วนใหญ่ก็จะชอบไปอ่านโพสท์สั้นๆในแนวว่า (1) หุ้นตัวนี้ถูกยังไงโดยมีสรุปสั้นๆ (2) โพสท์ในทำนองว่าตลาดหุ้นแพงไปแล้ว (3) โพสท์จำนวนมากเกี่ยวกับหุ้น NVO PYPL UNH และ Mag 7 ตรงนี้หล่ะเป็นจุดที่ทำให้ผมรู้ว่านักลงทุนหลายๆคนที่นั่นก็ไม่ได้เก่งมากมายไปกว่าเรา เนื่องจากชอบ herding ตามคนอื่นๆไป และโพสท์ที่เจอก็มาในทำนองว่าหุ้นตัวนี้จะลงต่อมั้ย? หุ้นตัวนี้ P/E ถูกมากดีรึเปล่า? หุ้นตัวนี้ลงมาเยอะมากน่าสนใจ แต่ไม่ได้อธิบายว่าทำไมมันถึงถูก fair and balanced view of its business operation แต่นานๆก็จะมีโพสท์คุณภาพมา แต่ที่สำคัญคือ comments ซึ่งบอกเราได้หลายอย่าง โดยโพสท์นอกกรอบหรือหุ้นอื่นๆเช่นหุ้นจีน มักจะโดนต่อต้าน ยิ่งตอกยำ้ความเป็น herding บนนั้น อย่างไรก็ตาม โพสท์ดีๆก็มีเช่นในทำนองเตือนสติหรือโพสท์อธิบายหุ้นต่างๆ comment ก็มักจะดีตามไปด้วย
Wall Street Bets ซึ่งคือศูนย์รวมรายย่อยของอเมริกา เป็นที่ๆผมเห็นคนพนันกับหุ้นหลายๆตัวมีทั้งได้และเสีย โพสท์ส่วนใหญ่ก็เกี่ยวกับการเล่นหุ้นซะส่วนใหญ่ในทำนองแบบว่า quick gains/high risk bet ที่ทำได้จากเงินสดคงเหลือ แต่สิ่งที่ผมสนใจก็คือ activities บนนี้ หากผมเริ่มเห็นโพสท์ในทำนองโชว์กำไรถี่ขึ้น ผมจะระวังตัวให้ดี หากผมเริ่มเห็นโพสท์น้อยลง นั่นหมายความว่าตลาดไม่ดี (คล้ายๆกับ ThaiVI อ่ะครับ) หลังๆ moderators จะชอบลบบางโพสท์แบบไม่มีเหตุผล ทั้งๆที่โพสท์นั้นๆไม่ได้มีเนื้อหาที่ผิดกฏ WSB แต่อย่างใด นั่นเป็นการเลือกปฏิบัติและยังเป็นการละเมิด free speech อีกด้วย
ผมไม่ได้ตามบน Twitter/X เท่าไหร่ แต่ก็พอทราบว่ามีคนเก่งๆอยู่บนนั้นด้วย ที่สำคัญคือต้องเลือกให้ถูกคนหากจะตามจริงๆ เพราะของปลอมก็มีอยู่พอประมาณ
โดยปกติผมจะตาม discord ของคุณ wj ที่นั่นมีการแลกเปลี่ยนความรู้ที่ดีอยู่ตลอด แต่บางทีผมก็มี disagreement กับบางคนในนั้น โดยเฉพาะ user รูปการ์ตูนแมว ที่ผมเชื่อว่าน่าจะเป็นนักลงทุนสถาบัน บนเรื่อง macro ต่างๆ ผมเถียงเค้าไม่ชนะหรอกครับ เพราะเค้ามี paper ของ broker ต่างชาติที่เก่งๆมาเป็น reference อยู่ตลอด แต่ผมรู้อย่างหนึ่งว่าเค้า bear หุ้นจีนสุดๆก่อนที่มันจะเด้งกลับ 5555 หลังๆผมไม่ได้ไปตามกลุ่มนั้นแล้วเพราะวิธีการลงทุนที่ผมใช้ต่างจากกลุ่มนั้นพอสมควร
US Bubble Possibility
ล่าสุด newsletter ของ WSJ editor Jason Zweig เขียนในทำนองว่าหุ้น Mag 7 มีการลงทุน AI อย่างมหาศาล โดยใช่เงินส่วนใหญ่จาก internal cash flow และมีบางส่วนจากหนี้ที่มากการกู้ยืมสูงมากขึ้น หากการลงทุนนี้ capitalise ไม่ได้เลยหรือได้น้อยกว่าที่คาด ก็จะสร้างปัญหาได้
Michael Burry ก็ออกมาซื้อ put option หุ้นเทคบางตัวที่ราคาสูงมากเช่น PLTR ซึ่งเป็นประเด็นที่นักลงทุนพูดถึงกันพอสมควร
บน internet communities รวมถึง news site เริ่มมีการ mention ถึงฟองสบู่กันมากขึ้นโดยเฉพาะที่อเมริกา แต่ผมว่าตลาดเป็นฟองสบู่แค่บางส่วน จากการสำรวจ S&P 500 ของผมเอง หุ้น old economy ที่มีพื้นฐานดีหลายๆตัวมีราคาที่ตกตำ่ลงจาก high เดิม บางตัวมาเกินกว่าครึ่งด้วยซำ้ แต่หุ้นจำพวก new economy อย่างพวก platform and software ก็ยังทำ new-high ต่อไปเรื่อยๆ ทั้งราคาและ valuation โดยมีกำไรและ/หรือรายได้และ/หรือ active users ที่มากขึ้น ซึ่งผมเองก็ไม่รู้ว่ามันจะโดนเหตุการณ์ที่มา trigger หุ้นตกยังไงบ้าง แต่ที่แน่ๆคือมันจะมาแบบคาดไม่ถึง
สำหรับเรื่อง "this time it's different" มันก็คือส่วนหนึ่งประวัติศาสตร์ซ้ำรอยดีๆนี่เอง ดูได้จาก hype ในสมัยก่อนตั้งแต่ canals -> railroads -> electricity -> automotive -> radio -> Nifty Fifty -> internet -> tech และตอนนี้ก็คือ AI ทุกเหตุการณ์มาจาก innovation ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น (และมันก็ทำได้จริงๆ) แต่ความเห่อของ public นั่นเองที่ overshoots the reality หรือเรียกง่ายๆว่าร้อนแรงเกินไปในตอนต้นๆที่ technology เหล่านี้เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นานและผลพวงของสิ่งเหล่านี้ยังไม่ take effect ที่เพิ่ม productivity ได้ดีพอ พอ public เริ่มเห็นความจริงฟองสบู่ก็แตก
เวลาฟองสบู่แตกเราจะแทบไม่รู้ตัว หุ้นมันจะค่อยๆลงมาเรื่อยๆแบบวันละ 2-3% คล้ายๆกับการต้มกบ ระยะเวลาก็อาจจะเป็นหลายๆปีจนกว่าจะถึง bottom โดยมีปัจจัยในด้านลบคอยมา support การลงอย่างต่อเนื่อง กว่าจะมารู้ตัวอีกทีก็ถึง bottom แล้ว
ล่าสุดผมได้อ่าน column บน Wall Street Journal (WSJ) ที่เขียนเกี่ยวกับจำนวนนักลงทุนรุ่นใหม่ (Gen Z) ที่สูงมากขึ้นไม่ว่าจะมาจากเหตุผลใดก็ตาม (เช่น ลงทุนระยะยาว เล่นเก็งกำไร เก็บเงินไว้ซื้อบ้าน อยากรวยเร็ว etc.) คนอื่นๆที่อ่าน column นี้ก็คงคิดว่าคนกลุ่มนี้กำลังเริ่มต้นได้ดีในการเก็บเงิน แต่ผมกลับมองในทางตรงกันข้าม การที่นักลงทุนรุ่นใหม่ที่มีความรู้พอสมควรแต่ยังไม่มีประสบการณ์เข้ามาในตลาดเป็นจำนวนมากเป็น indicator ตัวหนึ่งของฟองสบู่ โดยผมให้ข้อสังเกตดังนี้
(1) คนกลุ่มนี้ได้เห็นตลาดที่โตขึ้นอย่างรวดเร็วและมีผลตอบแทนที่เอาชนะเกือบทุกสินทรัพย์ใน long-term จึงมองว่าเป็นที่เก็บเงินที่ดี และเป็นสิ่งที่ rational ผมเองก็คิดแบบนั้น
(2) ส่วนใหญ่ลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่พื้นฐานดีเช่น AAPL AMD GOOGL MSFT NVDA บางคนก็ลงใน index fund ETF แล้วได้ผลตอบแทนที่ดีในระยะสั้นๆ ทำให้เกิดภาพลวงตาในระยะสั้นๆว่าตลาดหุ้นทำเงินได้ "ง่ายๆ" (quick gains) จากการ "buy-the-dips" หลังจากหุ้นตกตอน Trump ประกาศภาษี
(3) คำว่า "ง่ายๆ" คือการซื้อหุ้นแบบไม่ได้ดูอะไรมากนักเช่น ไม่ดูงบ ไม่อ่าน 10K มักจะเกิดจากการซื้อหุ้นตัวใหญ่ที่พื้นฐานดีมากที่ทุกคนมีความเห็นตรงกันว่ามันจะโตได้ต่อเนื่องจากทุกคนใช้งานหรือของบริษัทนั้นอยู่ หรือซื้อตามๆกันไป (herding) แล้วหุ้นตัวนั้นราคาขึ้นมาในเวลาอันสั้น อารมณ์เดียวกันกับหุ้นไทยตอนที่ตกมาตอนมีโรคระบาดใหม่ๆ ผมยังจำได้เลยว่าบนนี้มีคนโพสท์รัวๆๆ และบน discord นั้นมีคนคุยกันไม่หยุด
(4) หลายๆคน claim ว่าจะ buy and hold หรือ (HODL - Hold-On-for-Dear-Life) ซึ่งเป็นสิ่งที่ rational และผมเองก็คิดแบบนั้น แต่การ execution นั้นมันไม่ได้ทำง่ายๆ Gen Z หลายๆคนไม่มีประสบการในตลาดขาลง รวมถึง structural bear market หรือแปลแบบง่ายๆว่าตลาดขาลงแบบมีพื้นฐานที่แย่ลงด้วยในระยะยาว ซึ่งประเทศไทยกำลังประสบปัญหาอยู่ ณ ตอนนี้ โดยครั้งสุดท้ายที่ประเทศอเมริกามีสภาวะตลาดแบบนี้คือช่วงหลังปี 2008 ในสภาวะตลาดแบบนี้เราจะเจอทั้งข่าวร้าย การ discourage ความเครียดจากสิ่งอื่นๆที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นแต่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนแบบไม่รู้ตัว
(5) ข่าวหรือเรื่องราวในทำนองว่า นาย ก ทำอาชีพธรรมดา แล้วเก็บเงินสะสมหุ้นจนกลายเป็นเศรษฐีในระยะเวลา x ปี มีอยู่เป็นประจำ ซึ่งสิ่งที่ WSJ รายงานนั้นก็ไม่ต่างจากเรื่องราวพวกนี้ซึ่งเป็นเรื่องของ survivalship bias เนื่องจากคนกลุ่มนี้ประสบความสำเร็จพอสมควร จึงได้รับการสัมภาษณ์ (ไม่งั้นใครอยากจะอ่าน article นี้ละครับ!) ต่างจากที่มีอีกหลายๆคนที่ล้มหายตายจากตลาดหุ้นไป และไม่ได้มีโอกาสถูกสัมภาษณ์เรื่องราวการลงทุนของพวกเขาซึ่งน่าจะมีกรณีศึกษาที่ดีๆอีกหลาย case แล้วเบื้องหลังจริงๆของคนกลุ่มนี้คืออะไรกันแน่ hard work หรือไม่ก็อาจจะเป็นเพียงแค่ buy-the-dip
นอกจากนั้นยังได้มีกลุ่มนักลงทุนหน้าใหม่ซึ่งมีอาชีพอยู่ในกลุ่มทหารและมี "disposable income" ได้เข้ามาร่วมลงทุนด้วยทั้งในหุ้น AI และเหรียญ digital ต่างๆ ซึ่งมักจะมาในรูปแบบ "getting rich quickly" และนั่นแหละคือการพนัน
ตลาดหุ้น US นั้นมีความเป็น efficient สูงกว่าแต่ก่อนอย่างมีนัยยะสำคัญ จากที่คนเก่งขึ้น มี technology ในการวิเคราะห์ที่ดีขึ้น ทุกคนเข้าถึงการลงทุนได้อย่างง่ายดาย information ที่ลื่นไหลอย่างรวดเร็ว การที่จะเอาชนะตลาดได้ต้องอาศัยความเก่งและ insight เหนือกว่าคนอื่น investment tools ที่เหนือกว่าสถาบันการเงินชั้นนำ สิ่งเหล่านี้ต้องได้มาจากการใช้เวลาในการศึกษาเป็นเวลานานและยังมีค่าใช้จ่ายสำหรับ tools ต่างๆที่มีราคาสูง องค์ประกอบอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญคือ "โชค" ซึ่งเป็นถือเป็น "ก็อก-หลัก" ในการกำหนดว่าเราจะเอาชนะได้รึเปล่า
สิ่งที่ผมจะแนะนำคือ หากคุณไม่มีเวลามากพอและไม่ได้ทำงานด้านลงทุน คุณไม่ต้องไปเสียเวลาไปหาหุ้นถูกๆที่นั่น การหาหุ้นที่ mispriced นั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ หุ้นที่ถูกๆมักจะเป็นหุ้นที่กำลังมีปัญหาเรื้อรังที่กำลังรอการแก้ใข (หรืออาจจะแก้ใขไม่ได้เลย) ไม่งั้นราคาหุ้นมันไม่ลงมาถึงขนาดนี้หรอก (ลองไปดู CPB NVO UPS) low cost index funds จึงเป็น option ที่ดีที่สุดหากเราลงทุนได้ไม่เก่งเท่ากับคนอื่น เพราะ "คนอื่นก็ทำได้เหมือนกัน" อย่าลืม assess ตัวเองด้วยครับ เหตุการณ์แบบนี้ผมจะเรียกว่า การลงทุนยากกว่าเดิม เพราะมันง่ายกว่าเดิม เหมือนกับที่พี่หลินได้เขียนไว้ก่อนหน้านี้
ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ผมอยากจะยำ้อีกรอบว่า ผมไม่เคยคิดที่จะฟันธงว่าตลาดหุ้นอเมริกาจะแตกตอนนี้หรือตอนไหนก็ตาม เพียงแต่ว่ามีมีหลายๆ indicator ที่ฟ้องออกมาว่ามันมี symptom ของฟองสบู่อยู่ในบาง sector เท่านั้นเอง แพงไปรึเปล่า? ผมไม่รู้ครับแต่ผมว่ามันไม่ก็ถูกมานานแล้ว ผมยังยึดคติเดิมของผมคือ "ถ้ามันไม่ถูก ก็ช่างแม่ง*"
*refers to the Mother of Mr. Market
หุ้นกระดูก
ระหว่างที่ผมสำรวจตลาดหุ้นอเมริกา ผมได้พบกับหุ้นกลุ่มหนึ่งที่มีลักษณะเฉพาะตัวโดยไม่ค่อยมีการพบเห็นในตลาดอื่นๆ หุ้นกลุ่มนี้จะมีส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบหรือ D/E สูงมหาศาลแต่มีกำไรสม่ำเสมอและราคาก็ยังวิ่งขึ้นลงตามผลประกอบการณ์อีกด้วยไม่ใช่โดน SP หรือ Halt ต่างจากในโซนเอเชียที่หุ้น negative equity เป็นสิ่งที่ไม่ดีอย่างยิ่งและมักมาจากการขาดทุนอย่างต่อเนื่อง
สิ่งหลักๆที่ทำให้เกิด negative equity มาจากการซื้อหุ้นคืนอย่างต่อเนื่อง (มูลค่าหุ้นที่ซื้อคืนจะถูกหักออกจากส่วนของผู้ถือหุ้น) แทนที่จะจ่ายปันผลออกมาเป็นเงินสดซึ่งจะโดนคิด witholding tax มหาศาล ในขณะที่บางที่มีการแปลงทุนเป็นหนี้ จ่ายปันผลเป็นหุ้นกู้ (convertible bond) เพื่อสร้างรายจ่ายเพื่อลดภาษี ทั้งนี้กฏหมายที่นั่นก็ยังเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจแบบนี้ด้วยทำให้มีหลายบริษัททำกันเช่น DPZ HLT IHG OTIS UPS
การทำแบบนี้เป็นผลดีต่อผู้ถือหุ้นเนื่องจากเป็นการสร้างผลตอบแทนให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ (คล้ายกับการกินไก่จนเหลือแค่กระดูกที่มนุษย์ไม่สามารถกินต่อไปได้แล้ว) แต่อาจสร้างปัญหาได้เวลากำไรลดหรือพลิกเป็นขาดทุนติดต่อกันหลายๆ quarter อาจจะจะต้องเข้า Chapter 11 ทันทีและราคาหุ้นอาจจะผันผวนมากกว่าปกติ การใช้ P/B ratio และ ROE ที่นั่นในการคัดหุ้นอาจจะทำไม่ได้จาก distorted equity และการหาหุ้นโดยใช้ P/B ต่ำๆเป็นตัวกรองก็จะได้แค่หุ้นที่แย่จริงๆที่ไม่มีคนอยากจะซื้อ
หุ้นไทย
อย่างที่ทุกคนรู้ๆกัน fund flow ในตลาดหุ้นไทยวิ่งเข้าแต่หุ้นตัวใหญ่ ทำให้หุ้นตัวใหญ่วิ่งขึ้นแต่หุ้นตัวกลางถึงเล็กไม่ค่อยมีการขยับเท่าไหร่ หลายๆตัวก็ถอยลงจะกำลังซื้อหดและกำไรที่ลดลง ที่ดัชนีวิ่งขึ้นมาหลักๆก็เป็นผลมาจากหุ้น banks telecoms และ DELTA ที่นักลงทุนสถาบันยังสนใจกันอยู่ ส่วน trading volume ยังน้อยกว่าปีที่แล้วเนื่องจากนักลงทุนรายย่อยหนีไปลงทุนต่างประเทศกันหมด โดยเฉพาะที่อเมริกา หนึ่งในประโยชน์จากการที่เราได้ลงทุนในหลายๆตลาดก็คือการที่ได้เห็นสภาพ boom และ bust ในเวลาเดียวกัน เช่นหุ้นอเมริกาและไทยตามลำดับ
(edited) แม้ว่าเคยมีคนเขียนว่า ตลาดหุ้นไทย ณ เวลานี้มันช่างมืดมนซะเหลือเกิน ผมอยากจะเถียงว่า
- นักลงทุนตายเรียบ (ผมยังไม่ตาย)
- เจ้าของบริษัทตาย (บริษัทที่ผมเลือกยังไม่ตาย แค่กำไรลด)
- กองทุนตาย (ไม่เคยซื้อเพราะรู้ว่าค่าธรรมเนียมแพงและแพ้ตลาด)
- นักลงทุนต่างชาติตาย (ไม่ใช่หรอก พวกนี้มาฟันกำไร short มากกว่า)
- รายใหญ่ตาย (คุณเป็นรายใหญ่ แล้วคุณตายหรือยังครับ ทำไมถึงออกมาบ่น)
- รายย่อยตาย (ผมเป็นรายย่อย แล้วทำไมผมยังอยู่ได้)
- หุ้นบางตัวลงมา 90% (ผมไม่เคยซื้อ เพราะรู้ว่าปั่นราคา บางทีตอนนี้เป็นโอกาสที่ดีในการซื้อด้วย)
ที่จริงผมยังมี case study ของหุ้นอีกตัวหนึ่งว่างๆจะเขียนมาให้อ่านครับ ถ้าเราเก่งจริงๆเดี๋ยวก็เจอหุ้นดีๆในราคาที่เหมาะสมเองครับ ถ้าไม่เจอหุ้นราคาเหมาะสม ระหว่างรอผมก็ upskill ตัวเองไปเรื่อยๆ
"SI QUELQU'UN VOUS DIT QUE VOUS POUVEZ VOUS ENRICHIR AUTREMENT QUE PAR LE TRAVAIL ET L'ÉCONOMIE NE L'ÉCOUTEZ PAS C'EST UN EMPOISONNEUR"