มหัศจรรย์ตลาดหุ้นอินเดีย/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

บทความต่างๆ ที่ตีพิมพ์ใน ThaiVI คุณสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม เพื่อการลงทุนแบบเน้นคุณค่า

โพสต์ โพสต์
Thai VI Article
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1912
ผู้ติดตาม: 329

มหัศจรรย์ตลาดหุ้นอินเดีย/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โพสต์ที่ 1

โพสต์

ถ้าจะหาตลาดหุ้นที่มีโอกาสเติบโตระยะยาวเป็น 10 ปี ขึ้นไป นอกจากตลาดหุ้นเวียตนามที่ผมพูดและลงทุนมานานแล้วก็คือ ตลาดหุ้นอินเดีย

เพราะประเทศอินเดียนั้น มีองค์ประกอบทุกอย่างที่จะทำให้ตลาดหุ้นเติบโตระยะยาว เรื่องแรกก็คือ อินเดียมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่มาก คือเป็นอันดับ 5 รองจากสหรัฐอเมริกา จีน เยอรมัน ญี่ปุ่น และดังนั้น จึงมีบริษัทขนาดใหญ่จำนวนมากที่จะมีความสามารถและมีความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างน้อยก็ในประเทศ ซึ่งทำให้เราสามารถเลือกลงทุนในบริษัทเหล่านั้นได้

ข้อสอง เศรษฐกิจอินเดียกำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและก็เติบโตมานานเป็นสิบ ๆ ปีแล้วและก็จะเติบโตต่อไปอีกเป็นสิบ ๆ ปี เหตุก็เพราะว่าอินเดียมีปัจจัยหรือทรัพยากรในการเติบโตที่ครบถ้วนและจะอยู่ต่อไปอย่างน้อยสิบปีขึ้นไปนั่นก็คือ



1 อินเดียมีประชากรมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก และการเพิ่มของประชากรก็ยังค่อนข้างจะสูงมาก และคนอินเดียโดยเฉลี่ยก็ยังอายุน้อยมาก ดังนั้น กำลังแรงงานของอินเดียที่จะเป็นคนทำงานเพิ่มการผลิตหรือเพิ่ม GDP ก็จะสูงมาก ว่าที่จริงถ้ามองย้อนหลังไป 20 ปี เศรษฐกิจอินเดียเติบโตโดยเฉลี่ยประมาณปีละ 6.4% ซึ่งรวมถึงปีซับไพร์มและช่วงปีโควิด 19 แล้ว

2 แม้ว่าคุณภาพของคนอินเดียโดยเฉลี่ยนน่าจะเป็นรองประเทศในย่านเอเซียตะวันออกอย่างจีนเกาหลีและญี่ปุ่น แต่การเพิ่มผลิตภาพหรือความสามารถในการทำงานโดยเฉพาะในช่วงที่รายได้ต่อหัวของคนยังน้อยก็น่าจะทำได้ดี เฉพาะอย่างยิ่งโดยการเพิ่ม “ทุน” เช่นเครื่องจักรและอุปกรณ์เข้าไปในการผลิตก็จะสามารถเพิ่ม Productivity หรือผลิตภาพของคนได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น การเติบโตของ GDP ก็จะเป็น “สองเด้ง” คือเพิ่มทั้งคนและประสิทธิภาพไปได้อีกนาน

3 ระบบการปกครองและด้านการบริหารเศรษฐกิจของอินเดียนั้น เอื้ออำนวยกับการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นอย่างดี ข้อแรกก็คือ ประเทศเป็นประชาธิปไตยและมีความมั่นคงทางการเมืองสูงมานานพอสมควร ที่สำคัญอินเดียเริ่มเปิดกว้างหรือปฏิรูปทางเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 1991 โดยที่ก่อนหน้านั้นอินเดียจะใช้หลักการผลิตเองและใช้เองในประเทศเป็นหลักซึ่งก็ทำให้ประเทศไม่สามารถพัฒนาไปได้



หลังจากปี 1991 เศรษฐกิจของอินเดียก็เริ่มเติบโตดีขึ้นในระดับประมาณปีละ 4-5% และก็เร่งตัวขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงปี 2003 ที่น่าจะถึง “ยุคทองของอินเดีย” เศรษฐกิจเริ่มปรับฐานเป็นโตปีละประมาณ 8% ไม่นับปีวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่ทำให้เศรษฐกิจสะดุดบ้าง แต่หลังจากนั้น ส่วนใหญ่ก็แค่ปีสองปี ก็จะกลับมาโตระดับ 7-8% ขึ้นไปตลอดจนถึงนาทีนี้ที่อินเดียอาจจะกำลัง “ท้าทายจีน” โดยเฉพาะเมื่อจีนก็เริ่มจะถึงจุด “อิ่มตัว” จากการที่คน “แก่ตัว” และมีจำนวนลดลงในช่วงเร็ว ๆ นี้

ดัชนีตลาดหุ้นอินเดียซึ่งก่อตั้งมานานมากแล้วนั้น หลังจากที่เศรษฐกิจเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2003 ดัชนีตลาดหุ้นอินเดียก็ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว จากระดับประมาณ 3,200 จุดที่นิ่งมา 5-6 ปี ก็วิ่งขึ้นแบบ “ติดจรวด” ถึงประมาณ 20,000 จุด ในช่วงเวลาประมาณ 4-5 ปีในช่วงปลายปี 2007 ก่อนที่จะร่วงลงมาอย่างแรงในช่วงวิกฤติซับไพร์ม ปี 2008 เหลือประมาณ 9,000 จุด หรือลดลง 55% ซึ่งก็ไม่ได้ต่างจากหุ้นโลกมากนัก อย่างไรก็ตาม ภายในเวลาเพียงปีเดียว ดัชนีก็กลับไปที่เดิม

และหลังจากนั้น หุ้นก็แทบจะวิ่งขึ้นไปแบบ “ม้วนเดียวจบ” เป็นเวลาต่อเนื่องถึง 15 ปีเต็มที่ดัชนีหุ้นวิ่งขึ้นไปถึงประมาณ 71,600 จุดในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2567 โดยในช่วงเวลานั้นรวมถึงวิกฤติโควิด 19 ที่ทำให้หุ้นตกลงมา 33% ในช่วงเวลาสั้น ๆ ไม่ถึงปีด้วย



โดยสรุปแล้ว ตั้งแต่ปี 2003 ที่เป็นจุดเริ่มการเปลี่ยนแปลงของอินเดียจากเศรษฐกิจปิดเป็นเศรษฐกิจเปิดและถือเป็นการเริ่ม “ยุคทอง” ของอินเดียคิดเป็นเวลาประมาณ 20 ปี ดัชนีหุ้นอินเดียปรับตัวขึ้นจาก 3,200 จุด เป็น 71,600 จุด เพิ่มขึ้น 21 เท่าตัว หรือคิดเป็นผลตอบแทนทบต้น 16.2% ต่อปี ถ้ารวมปันผลที่สมมุติว่า 3% ก็เท่ากับประมาณ 19% ต่อปีแบบทบต้น และน่าจะเป็นผลตอบแทนที่ดีระดับต้น ๆ ของโลกที่น่าจะหาได้ยากมาก

และถ้านับตั้งแต่ต้นปี 2009 คือช่วงที่เกิดซับไพร์มและดัชนีหุ้นตกลงมาเหลือ 8,300 จุด จนถึงวันนี้ที่ 71,600 จุด ดัชนีก็ให้ผลตอบแทนทบต้นปีละประมาณ 15.3% หรือถ้ารวมปันผลก็ปีละไม่ต่ำกว่า 18% ซึ่งก็เป็นผลตอบแทนระดับโลกเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงตลาดหุ้นอินเดีย บางคนก็อาจจะดูว่าอินเดียทั้งประเทศนั้น “ใหญ่เกินไป” ในขณะที่หุ้นทั้งตลาดของอินเดียนั้นอาจจะมีขนาดเล็กและมีสภาพคล่องน้อยเกินไป การลงทุนทั้งตลาดน่าจะมีความเสี่ยงสูง ดังนั้น เราคงต้องมาดูเฉพาะกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ที่สุดของอินเดียที่มีสภาพคล่องสูงเช่นเดียวกับการบริหารงานของบริษัทที่มีมาตรฐาน

และนั่นนำมาสู่การสร้างและลงทุนในดัชนีหุ้นเฉพาะกลุ่มที่รู้จักกันในนามของหุ้น “NIFTY 50” ที่เป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่สุด 50 ตัวของตลาดหุ้นอินเดียที่มีการปรับน้ำหนักตาม Free Float หรือสภาพคล่องของการซื้อขายหุ้นด้วย



ดัชนี NIFTY 50 ในวันหลังจากปีซับไพร์มคือต้นปี 2009 อยู่ที่จุดต่ำสุดประมาณ 2,620 จุด แต่หลังจากนั้นมันก็ปรับตัวขึ้นแบบ “ม้วนเดียวจบ” จนถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2524 ขึ้นไปเป็น ประมาณ 21,700 จุด ปรับขึ้นไปประมาณ 7 เท่า หรือขึ้นไป 15.1% ต่อปีแบบทบต้น ซึ่งถ้ารวมปันผลซัก 3% ต่อปีก็จะเป็นผลตอบแทนการลงทุนที่ปีละ 18% เป็นเวลาติดต่อกันถึง 15 ปี นับว่าเป็นผลตอบแทนที่ “ดีสุดยอด” ระดับต้น ๆ ของโลก

ที่ยอดเยี่ยมกว่าตลาดหรือดัชนีอื่นนั้น ผมคิดว่ายังอยู่ที่ความสม่ำเสมอของผลตอบแทนที่จะเป็นตัวบอกถึงความเสี่ยงของการลงทุนก็คือ ผลตอบแทนรายปีของ NIFTY 50 นั้น มีความผันผวนน้อยมากและปีที่ติดลบหรือขาดทุนตั้งแต่ปี 2009 จนถึงปัจจุบันจำนวน 15 ปีนั้น มีเพียง 2 ปี และปีที่ขาดทุนสูงสุดนั้นก็เพียง 24.6% ในปี 2011 ขณะที่อีกปีที่ขาดทุนในปี 2015 ก็ติดลบเพียง 3.8%

ว่าที่จริงถ้ามองย้อนหลังไปไกลถึงปี 2003 ที่เริ่ม “ยุคทองของตลาดหุ้นอินเดีย” นั้น จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 21 ปี ดัชนี NIFTY 50 ติดลบเพียง 3 ปี เท่านั้น คือเพิ่มปีวิกฤตซับไพร์ม 2008 เข้าไปอีกปีหนึ่ง

ทั้งหมดนั้นก็เป็น “ข้อมูลใหม่” ของผมที่ก่อนหน้านี้แทบไม่เคยสนใจตลาดหุ้นอินเดีย เพราะผมคิดว่าอินเดียยัง “ยากจนเกินไป” ที่จะเหมาะสมกับการลงทุนในตลาดหุ้นซึ่งเป็นโลกของประเทศที่ต้อง “ร่ำรวยระดับหนึ่ง” ก่อนที่ตลาดหุ้นจะพัฒนาขึ้นถึงระดับที่ลงทุนได้ เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ คนจะต้องรวยพอที่จะมีเงินมาลงทุนในตลาดหุ้นเป็นเรื่องเป็นราว อย่างสำนวนไทยที่ว่า “คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น”

อย่างไรก็ตาม อินเดียอาจจะเป็นประเทศที่มีความแตกต่างของความมั่งคั่งของคนมาก และเนื่องจากมีประชากรมาก ดังนั้น คงจะมีคนอินเดียที่ร่ำรวยพอที่จะลงทุนจำนวนเป็นล้าน ๆ หรือเป็นหลายร้อยล้านคนที่เรียกว่าเป็น “คนชั้นกลาง” ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้ตลาดหุ้นคึกคักอย่างที่กำลังเป็นอยู่ ดังนั้น ผมอาจจะต้องเริ่มคิดว่า อินเดียอาจจะเป็นอีกตลาดหนึ่งที่เป็นเป้าหมายให้เข้าไปลงทุนได้เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศที่ผมกำลังศึกษาอยู่

สุดท้ายก็คือ ผมก็คงไม่รีบร้อนหรือกลัวว่าจะ “ตกรถ” ขบวนอินเดียที่วิ่งมาอย่างเร็วมากในช่วงเร็ว ๆ นี้ เพราะถ้าตัดสินใจผิด ก็อาจจะหกล้มถลอกปอกเปิกได้ ผมชอบลงทุนเวลาที่ทุกอย่างเย็นลงและคนไม่สนใจจะไปหรือกำลังกลัวว่ารถจะตกเหว เพราะในเวลาอย่างนั้น “ตั๋วชั้นหนึ่ง” ที่จะไปก็จะลดราคาและถูกลงมาก
ภาพประจำตัวสมาชิก
IndyVI
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 18605
ผู้ติดตาม: 973

Re: มหัศจรรย์ตลาดหุ้นอินเดีย/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โพสต์ที่ 2

โพสต์

FM 96.5 | รู้ใช้เข้าใจเงิน | มหัศจรรย์ตลาดหุ้นอินเดีย | 12 ก.พ. 67

คิดทันเรื่องเงินทอง เข้าใจการลงทุน ⭐️นำโดย จิตติมา ทวาเรศ และ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
พูดคุยในประเด็น มหัศจรรย์ตลาดหุ้นอินเดีย

https://www.youtube.com/watch?v=loKh7QrEAcA&t=1570

phpBB [video]
Investment success doesn’t come from “buying good things,” but rather from “buying things well.
# Howard Mark #
miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 18416
ผู้ติดตาม: 82

Re: มหัศจรรย์ตลาดหุ้นอินเดีย/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โพสต์ที่ 3

โพสต์

อินเดีย นั้น มีปัญหาภายใน เช่น แต่ละรัฐมีกำแพงภาษีที่ไม่เหมือนกัน
ช่วงโควิค 19 นั้น เริ่มทำลายล้าง กำแพงภาษี ลง เพื่อให้ การค้าขายภายในดีขึ้น
ประกอบกับ สงครามทางการค้า ระหว่าง US กับ China หวยเลยมาลงที่ อินเดีย
ไม่พอ เมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา อินเดีย ได้สร้างเรือบรรทุกเครื่องบิน ที่สร้างเองลำแรก เสร็จ
แต่ยังไม่มี เครื่องบินประจำเรือบรรทุกเครื่องบิน ยังอยู่ในช่วงระยะเวลาจัดหาเครื่องบินมาลงเรือบรรทุกเครื่องบิน โดย เรือบรรทุกเครื่องบินก่อนหน้านั้น เป็นเรือเก่าจากอังกฤษ และ สหภาพโซเวียต(รัสเซีย)
ลำนี้เป็นลำแรกที่สร้างเอง กินเวลานานกว่า 10 ปีกว่าจะแล้วเสร็จ

ถ้ามองอินเดียว กับ จีน นั้น เรื่องน่านน้ำ ของจีนมีทะเลจีนใต้/ทะเลจีนตะวันออก /และทะเลเหลือง
ส่วนอินเดีย นั้นเป็นมหาสมุทรอินเดีย
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ใครใหญ่ในพื้นน้ำแถวนั้น แต่ มหาสมุทรอินเดีย นั้นอินเดียไม่ได้เป็นขาใหญ่
ส่วนทะเลจีนใต้/ทะเลจีนตะวันออก และ ทะเลเหลือง ตอนนี้ จีนใหญ่ เพราะ เรือบรรทักเครื่องบิน 3 ลำ ประจำการเรียบร้อยแล้ว
ส่วนอินเดียนั้น มี 2 ลำ ที่ประจำการ เท่านั้น เทียบแล้ว ก็ต้องพัฒนา

ส่วนเรื่องด้านอวกาศ อินเดีย ก็ไม่น้อยหน้า ยิงยานสำรวจดวงจันทร์ได้อีกต่างหาก เรียกว่าอยู่แนวหน้า
และไม่พอ CEO ของ Tech company ใน US นั้นชื่อเป็นอินเดีย (เรียกได้ว่ายุคอินเดียครอง Silicon village เลยทีเดียว

ดังนั้น ตอนนี้คือ อินเดีย เมื่ออินเดีย รับทรัพย์ นั้น ก็ส่งผลต่อทองคำ ต่อไป
:)
:)
โพสต์โพสต์