[สอบถาม] กำไรจากการซื้อหุ้น

โพสต์
ภาพประจำตัวสมาชิก
RuVi
Verified User
โพสต์: 10
ผู้ติดตาม: 0

[สอบถาม] กำไรจากการซื้อหุ้น

โพสต์ที่ 1

โพสต์

คือผมสงสัยเรื่อง กำไรจากการซื้อหุ้นจะมาจากไหน หรอครับถ้าไม่นับเงินปันผล
ที่ถามนี่คือถามในแง่ของ ส่วนต่างราคาที่ วิ่งขึ้นลง

ถ้าเกิด บริษัทเลือกที่จะไม่นำกำไรสุทธิ มาจ่ายเป็นเงินปันผลแล้ว หุ้นตัวนั้นกำไรเติบโตทุกๆปี หนี้สินน้อยมากๆ (กำไรปีเดียวสามารถปลดหนี้ได้แล้วเหลือกำไรสุทธิประมาณ 66% ภายหลังจากปลดหนี้) ทุกอย่างมันดีแต่ถ้า นักลงทุนไม่ซื้อหุ้นตัวนี้ ทำให้ราคาไม่วิ่งขึ้นไป
แบบนี้เราจะทำกำไรได้จากไหนหรอครับ หรือผมเข้าใจผิดเรื่อง กำไรต่อหุ้นสุทธิ ว่าถ้าเกิดไม่นำมาเป็นปันผล มันจะไป เพิ่มมูลค่าของหุ้นในปีถัดไป

ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับผู้รู้ที่มาตอบคำถามครับ

A64832

Re: [สอบถาม] กำไรจากการซื้อหุ้น

โพสต์ที่ 2

โพสต์

RuVi เขียน:
อังคาร ก.ย. 20, 2022 3:45 pm
คือผมสงสัยเรื่อง กำไรจากการซื้อหุ้นจะมาจากไหน หรอครับถ้าไม่นับเงินปันผล
ที่ถามนี่คือถามในแง่ของ ส่วนต่างราคาที่ วิ่งขึ้นลง

ถ้าเกิด บริษัทเลือกที่จะไม่นำกำไรสุทธิ มาจ่ายเป็นเงินปันผลแล้ว หุ้นตัวนั้นกำไรเติบโตทุกๆปี หนี้สินน้อยมากๆ (กำไรปีเดียวสามารถปลดหนี้ได้แล้วเหลือกำไรสุทธิประมาณ 66% ภายหลังจากปลดหนี้) ทุกอย่างมันดีแต่ถ้า นักลงทุนไม่ซื้อหุ้นตัวนี้ ทำให้ราคาไม่วิ่งขึ้นไป
แบบนี้เราจะทำกำไรได้จากไหนหรอครับ หรือผมเข้าใจผิดเรื่อง กำไรต่อหุ้นสุทธิ ว่าถ้าเกิดไม่นำมาเป็นปันผล มันจะไป เพิ่มมูลค่าของหุ้นในปีถัดไป

ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับผู้รู้ที่มาตอบคำถามครับ
ถ้าไม่มีคนซื้อราคาหุ้นก็ไม่ขึ้นครับเข้าใจถูกแล้วครับ ก็กลายเป็นเหมือนทำธุรกิจส่วนตัวเราก็ได้กำไรจากธุรกิจจริงๆในแต่ละปี
ไม่ว่าบริษัทจะนำกำไรกลับมาเพิ่มbookvalue แล้วเอาไปลงทุนขยายธุรกิจที่สร้างกำไรเพิ่มขึ้นปีแล้วปีเล่า แต่ถ้าไม่มีคนมาซื้อต่อจากเรา ราคาตลาดก็จะไม่ขึ้นไปได้ครับ
(แต่มูลค่าบริษัทก็ตามหลักเบื้องต้นก็จะเพิ่มขึ้นตามbook value - ในสมมุติฐานว่า Business model ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในทุกๆปีที่เราreinvestกำไรใส่เข้าไปในbook value)

สิ่งที่เราจะได้ก็คิดเหมือนเป็นธุรกิจส่วนตัวเราครับ นั่นก็คือ
- เราจะได้มองเห็นในระบบบัญชี book valueบริษัท โตขึ้นทุกปีๆ (จากกำไรที่กลับไปreinvest เพื่อขยายธุรกิจสร้างกำไรส่วนเพิ่ม)
[และเราจะได้รับรู้ว่าสเกลธุรกิจเราใหญ๋และแข็งแรงขึ้นมาเรื่อยๆทุกปีๆ แต่เป็นสิ่งที่ระบบบัญชีไม่มีตัวเลขมาบอกเรา]
- กับ ปันผลที่ได้มากขึ้นมาทุกปีๆ (ถ้าบริษัทเราจ่ายปันผลออกมา)

ถ้าเป็นธุรกิจส่วนตัวของเราเอง
- การที่เราได้เห็นธุรกิจเราขยายจากยอดขาย10ล้าน เป็น20ล้าน หรือ สาขาขยายาจาก10สาขา เป็น20สาขา ใน3-4ปีที่ผ่านมา
- เจ้าของธุรกิจก็คงhappyอยู่แล้ว แม้ว่าใน3-4ปีที่ผ่านมา เราจะปันผลออกมานิดเดียวก็ตาม
- เพราะเจา้ของธุรกิจรู้อยู่ในใจอยู๋แล้วว่าธุรกิจเรามันมูลค่ามากขึ้นมาแล้วใน3-4ปีที่ผ่านมา มูลค่ามันก็คือพอกพูนอยู่ในbook value กับ business model ที่อาจจะไม่มีตัวเลขให้มองเห็นในระบบบัญชี
** แต่ถ้าเจ้าของธุรกิจส่วนตัวเห้นอย่างงี้แล้วไม่happy ก็อาจจะเป็นไปได้ว่า เขาลงทุนแพงเกินไปเลยรู้สึกว่าธุรกิจมันยังไม่ใหญ่สักทีเมื่อเทียบกับเงินที่ลงทุนไป
(ถ้าเป็นเจ้าของธุรกิจที่สร้างขึ้นมาเอง ก็คืออาจจะซื้อของเข้าบริษัทหลายๆอย่างแพงเกินไป จ่ายพนักงานแพงเกินไป อื่นๆ
,แต่ถ้าเทียบกับการซ์้อหุ้นในตลาดมา ก็คือซื้อมาที่ราคาแพงเกินไปจนกำไรจากธุรกิจที่บริษัทสร้างได้จริงๆอย่างเดียว มันน้อยเกินกว่าที่เราจะรับได้)
** แต่การที่จะรู้สึกพอใจกับผลตอบแทนเท่าไหร่ในแต่ละธุรกจิที่เราถือ ก็ต้องเทียบกับความเสี่ยงของธุรกิจนั้นๆด้วยเหมือนกัน

นี่คือเคสปกติที่ควรจะเป็นถ้ามีการ reinvestกำไรกลับเข้าบริษัท
** แต่ก็มีพวกเคสเฉพาะตัวอื่นๆเพิ่มเติมไป เช่น reinvestกำไรแต่ว่าเงินส่วนเพิ่มนั้นเอาไปลงทุนแล้วไม่สร้างกำไรเพิ่มหรือไปเสียหายต่อธุรกิจเก่าด้วย เงินนั้นก็ไม่สร้างมูลค่าเพิ่มหรืออาจจะไปลดมูลค่ากิจการลงก็ได้ (แต่ราคาตลาดก็อีกเรื่องนึง นักลงทุนส่วนรวมในตลาดอาจจะมองเห็นหรือมองไม่เห็นก็ได้)

ภาพประจำตัวสมาชิก
RuVi
Verified User
โพสต์: 10
ผู้ติดตาม: 0

Re: [สอบถาม] กำไรจากการซื้อหุ้น

โพสต์ที่ 3

โพสต์

A64832 เขียน:
พุธ ก.ย. 21, 2022 5:31 pm
ถ้าไม่มีคนซื้อราคาหุ้นก็ไม่ขึ้นครับเข้าใจถูกแล้วครับ ก็กลายเป็นเหมือนทำธุรกิจส่วนตัวเราก็ได้กำไรจากธุรกิจจริงๆในแต่ละปีไม่ว่าบริษัทจะนำกำไรกลับมาเพิ่มbookvalue แล้วเอาไปลงทุนขยายธุรกิจที่สร้างกำไรเพิ่มขึ้นปีแล้วปีเล่า แต่ถ้าไม่มีคนมาซื้อต่อจากเรา ราคาตลาดก็จะไม่ขึ้นไปได้ครับ(แต่มูลค่าบริษัทก็ตามหลักเบื้องต้นก็จะเพิ่มขึ้นตามbook value - ในสมมุติฐานว่า Business model ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในทุกๆปีที่เราreinvestกำไรใส่เข้าไปในbook value)สิ่งที่เราจะได้ก็คิดเหมือนเป็นธุรกิจส่วนตัวเราครับ นั่นก็คือ- เราจะได้มองเห็นในระบบบัญชี book valueบริษัท โตขึ้นทุกปีๆ (จากกำไรที่กลับไปreinvest เพื่อขยายธุรกิจสร้างกำไรส่วนเพิ่ม)[และเราจะได้รับรู้ว่าสเกลธุรกิจเราใหญ๋และแข็งแรงขึ้นมาเรื่อยๆทุกปีๆ แต่เป็นสิ่งที่ระบบบัญชีไม่มีตัวเลขมาบอกเรา]- กับ ปันผลที่ได้มากขึ้นมาทุกปีๆ (ถ้าบริษัทเราจ่ายปันผลออกมา)ถ้าเป็นธุรกิจส่วนตัวของเราเอง- การที่เราได้เห็นธุรกิจเราขยายจากยอดขาย10ล้าน เป็น20ล้าน หรือ สาขาขยายาจาก10สาขา เป็น20สาขา ใน3-4ปีที่ผ่านมา- เจ้าของธุรกิจก็คงhappyอยู่แล้ว แม้ว่าใน3-4ปีที่ผ่านมา เราจะปันผลออกมานิดเดียวก็ตาม- เพราะเจา้ของธุรกิจรู้อยู่ในใจอยู๋แล้วว่าธุรกิจเรามันมูลค่ามากขึ้นมาแล้วใน3-4ปีที่ผ่านมา มูลค่ามันก็คือพอกพูนอยู่ในbook value กับ business model ที่อาจจะไม่มีตัวเลขให้มองเห็นในระบบบัญชี** แต่ถ้าเจ้าของธุรกิจส่วนตัวเห้นอย่างงี้แล้วไม่happy ก็อาจจะเป็นไปได้ว่า เขาลงทุนแพงเกินไปเลยรู้สึกว่าธุรกิจมันยังไม่ใหญ่สักทีเมื่อเทียบกับเงินที่ลงทุนไป(ถ้าเป็นเจ้าของธุรกิจที่สร้างขึ้นมาเอง ก็คืออาจจะซื้อของเข้าบริษัทหลายๆอย่างแพงเกินไป จ่ายพนักงานแพงเกินไป อื่นๆ,แต่ถ้าเทียบกับการซ์้อหุ้นในตลาดมา ก็คือซื้อมาที่ราคาแพงเกินไปจนกำไรจากธุรกิจที่บริษัทสร้างได้จริงๆอย่างเดียว มันน้อยเกินกว่าที่เราจะรับได้)** แต่การที่จะรู้สึกพอใจกับผลตอบแทนเท่าไหร่ในแต่ละธุรกจิที่เราถือ ก็ต้องเทียบกับความเสี่ยงของธุรกิจนั้นๆด้วยเหมือนกันนี่คือเคสปกติที่ควรจะเป็นถ้ามีการ reinvestกำไรกลับเข้าบริษัท** แต่ก็มีพวกเคสเฉพาะตัวอื่นๆเพิ่มเติมไป เช่น reinvestกำไรแต่ว่าเงินส่วนเพิ่มนั้นเอาไปลงทุนแล้วไม่สร้างกำไรเพิ่มหรือไปเสียหายต่อธุรกิจเก่าด้วย เงินนั้นก็ไม่สร้างมูลค่าเพิ่มหรืออาจจะไปลดมูลค่ากิจการลงก็ได้ (แต่ราคาตลาดก็อีกเรื่องนึง นักลงทุนส่วนรวมในตลาดอาจจะมองเห็นหรือมองไม่เห็นก็ได้)
ปันผลเราจะได้เยอะขึ้นได้ยังไงหรอครับ ถ้าเกิด ราคาของหุ้นยังอยู่ที่เดิม หรือว่าถ้าหากบริษัททำกำไรสุทธิได้มากๆ แล้ว Book value เพิ่มขึ้นในทุกๆปี ตัว % ของปันผล (Dividend Yield) จะเพิ่มขึ้นหรอครับจากสมการการหาค่า DY กรณีที่บริษัทจ่ายปันผลนะครับ

แล้วถ้าเกิดเป็นบริษัทที่ไม่จ่ายปันผลเลย นำกำไรไปขยายธุรกิจต่อเรื่อยๆจนใหญ่โตมากๆ แต่นักลงทุนไม่เข้ามาลงทุนจะเกิดอะไรขึ้นกับเงินลงทุนของเราครับทั้งๆที่หุ้นตัวนั้นควรจะมีราคาสูงกว่าที่เราซื้อหลายเท่าตัวแต่กลับราคาเท่าเดิม ถ้าเกิดบริษัทมันใหญ่แบบมากๆแต่ไม่มีใครมาเห็นมันเลยนั่นจะเท่ากับว่ากำไรจากการลงทุนในบริษัทนี้เป็น 0 รึเปล่าครับเพราะเราไม่สามารถสร้าง Value ได้เลยในขณะที่ตัวบริษัทโตขึ้นในทุกๆปี

สอบถามเพิ่มเติมนะครับ ราคาหุ้น ptt ปี 60-61 เกิดอะไรขึ้นทำไมถึงหล่นมาราวๆ 90% หรอครับ หรือว่า ptt มีการแตกหุ้นในปีนั้นครับ

A64832

Re: [สอบถาม] กำไรจากการซื้อหุ้น

โพสต์ที่ 4

โพสต์

RuVi เขียน:
พุธ ก.ย. 21, 2022 5:32 pm
ปันผลเราจะได้เยอะขึ้นได้ยังไงหรอครับ ถ้าเกิด ราคาของหุ้นยังอยู่ที่เดิม หรือว่าถ้าหากบริษัททำกำไรสุทธิได้มากๆ แล้ว Book value เพิ่มขึ้นในทุกๆปี ตัว % ของปันผล (Dividend Yield) จะเพิ่มขึ้นหรอครับจากสมการการหาค่า DY กรณีที่บริษัทจ่ายปันผลนะครับ

แล้วถ้าเกิดเป็นบริษัทที่ไม่จ่ายปันผลเลย นำกำไรไปขยายธุรกิจต่อเรื่อยๆจนใหญ่โตมากๆ แต่นักลงทุนไม่เข้ามาลงทุนจะเกิดอะไรขึ้นกับเงินลงทุนของเราครับทั้งๆที่หุ้นตัวนั้นควรจะมีราคาสูงกว่าที่เราซื้อหลายเท่าตัวแต่กลับราคาเท่าเดิม ถ้าเกิดบริษัทมันใหญ่แบบมากๆแต่ไม่มีใครมาเห็นมันเลยนั่นจะเท่ากับว่ากำไรจากการลงทุนในบริษัทนี้เป็น 0 รึเปล่าครับเพราะเราไม่สามารถสร้าง Value ได้เลยในขณะที่ตัวบริษัทโตขึ้นในทุกๆปี

สอบถามเพิ่มเติมนะครับ ราคาหุ้น ptt ปี 60-61 เกิดอะไรขึ้นทำไมถึงหล่นมาราวๆ 90% หรอครับ หรือว่า ptt มีการแตกหุ้นในปีนั้นครับ
สมมุติเริ่มต้น ปี2022 บริษัทนั้น
- Book Value (Equity) ตั้งต้น = 100 บาท
- อัตราทำกำไรจากEquity: ROE 20%
- กำไรปี2022 = 20 บาท
- ปันผล 50% = ปัน 10 บาท
- reinvest ที่เหลือ 10 บาท ในbook value (เป็น110 บาท)
(โดยสมมุติแบบเว่อๆว่า เอาไปลงทุนขยายสาขาธุรกิจปีต่อไปแบบทันทีได้กำไรเท่าสาขาเก่าได้ทันทีในปีต่อไป
คือROE สาขาใหม่ก็ได้ 20% ตั้งแต่ปีกแรกที่เปิดเลย และสาขาเก่าที่เปิดค้างไว้อยู๋แล้วก็ได้ ROEเท่าเดิม20% ไปเรื่อยๆ)

ปี 2023
- Book Value (Equity) ตั้งต้น = 110 บาท
- อัตราทำกำไรจากEquity: ROE 20%
- กำไรปี2023 = 22 บาท [ผลลัพธ์กำไรเพิ่มจากสาขาที่ขยายเพิ่มขึ้นมา]
- ปันผล 50% = ปัน 11 บาท [ผลลัพธ์ปันผลเพิ่มขึ้นจากกำไรที่เพิ่มขึ้นมา]
- reinvest ที่เหลือ 11 บาท ในbook value (เป็น 121 บาท)

ปี 2024
- Book Value (Equity) ตั้งต้น = 121 บาท
- อัตราทำกำไรจากEquity: ROE 20%
- กำไรปี2024 = 24.2 บาท [ผลลัพธ์กำไรเพิ่มจากสาขาที่ขยายเพิ่มขึ้นมา]
- ปันผล 50% = ปัน 12.1 บาท [ผลลัพธ์ปันผลเพิ่มขึ้นจากกำไรที่เพิ่มขึ้นมา]
- reinvest ที่เหลือ 12.1 บาท ในbook value (เป็น 133.10 บาท)

ปี 2025
- Book Value (Equity) ตั้งต้น = 133.10 บาท
- อัตราทำกำไรจากEquity: ROE 20%
- กำไรปี2025 = 26.62บาท [ผลลัพธ์กำไรเพิ่มจากสาขาที่ขยายเพิ่มขึ้นมา]
- ปันผล 50% = ปัน 13.31 บาท [ผลลัพธ์ปันผลเพิ่มขึ้นจากกำไรที่เพิ่มขึ้นมา]
- reinvest ที่เหลือ 13.31 บาท ในbook value (เป็น 146.41 บาท)


สมมุตปี2022: เราซื้อหุ้นมาราคา 200 บาท
ปันผลปี 2022 = ปัน 10 บาท >> Div. Yield 5% (เทียบทุนเรา 200 บาทเท่าเดิม)
ปันผลปี 2023 = ปัน 11 บาท >> Div. Yield 5.5% (เทียบทุนเรา 200 บาทเท่าเดิม)
ปันผลปี 2024 = ปัน 12.1 บาท >> Div. Yield 6.05% (เทียบทุนเรา 200 บาทเท่าเดิม)
ปันผลปี 2025 = ปัน 13.31 บาท >> Div. Yield 6.66% (เทียบทุนเรา 200 บาทเท่าเดิม)

แล้วเราได้อะไรอีกนอกจากปันผล ถ้าราคาหุ้นไม่ขึ้น ?
- ถ้าดูกำไร/ขาดทุน จากราคาตลาดMark-to-Market ในพอตหุ้น ก็คงจะเป็นอย่างงั้นครับ ว่ากำไรจากราคาหุ้นเป็น 0

แต่ถ้าเรารู้สึกอินกับธุรกิจมากซะจน จนรู้สึกในมุมมองว่าเป็นธุรกิจส่วนตัวเราเอง: เราก็จะเห็นว่า
ในปี2025:
- Book Value ในบริษัทเรา อยู่ที่ 146.41 บาท (ลองเทียบกับปี2022ดูซิ - มันเพิ่มมาจาก 100 บาทเลย - เพิ่มมา 46.41%)
และ Book Value 46.41 บาทที่เพิ่มขึ้นมามันก็เอาไปใช้ทำกำไรได้ROE20% เหมือนกันด้วย
- Book Value 46.41บาทที่เพิ่มขึ้นมาถ้ามองแต่ในเชิงตัวเลขก็อาจจะไม่รู้สึกอะไร
แต่ถ้าเรามองว่า46.41บาท มันคืออะไรใน Real Business เราอาจจะSatisfyกับ46.41บาทนี้มากขึ้นก็ได้ครับ
มันก็คือ >> สาขาของธุรกิจเรามันเพิ่มขึ้นมาทุกปีเลย และทำกำไรได้มากขึ้นทุกปีด้วย มีสาขากระจายกันหลายพื้นที่ไม่ต้องหวังพึ่งสาขาแรกๆอย่างเดียว มีทีมงานมากขึ้น บริษัทเรามีเครดิตมากขึ้นในอุตสาหกรรม ฐานลูกค้าจาก10,000คน กลายเป็น 50,000คน มีสินค้าขายดีเพิ่มขึ้นไม่ต้องไมู่กกับสินค้าไม่กี่ตัว
- สรุปก็คือ เงินเราก็คือ book value ที่เพิ่มขึ้นจากที่เราแบ่งกำไรมาreinvestในบริษัททุกๆปีนั่นเองครับ
** อันนี้ไม่ได้หมายถึงว่าให้เรารักหุ้นมากนะครับ แค่เปรียบเปรยเฉยๆ ว่าจริงๆแล้วเราก็ได้ Book Value ที่มันเพิ่มขึ้นนั่นแหละ แต่พอเราไม่ใช่เจ้าของแบบเต็มตัวส่วนใหญ่แล้วก็อาจจะไม่รู้สึกกว่านี่มันเป็นของๆเรา **

>> ซึ่งก็มาตอบคำถามที่ว่า ถ้าซ์้อหุ้นตัวนี้แล้ว ราคาไม่ขึ้นเลย จะเป็นยังไง?
- ก็ต้องลองรู้สึกกับตัวเองดูว่า Dividend Yeildที่เพิ่มขึ้นในระดับนี้ทุกปี + BookValueที่เพิ่มขึ้นระดับนี้ทุกปี + ภาพReal Business ที่พัฒนาขึ้นระดับนี้ทุกปี เราพอใจรึเปล่า? (เมื่อเทียบกับความเสี่ยงของธุรกิจนี้)
- ถ้าเราพอใจรับได้ ก็อาจจะแปลได้ว่า > ราคา 200 บาทในปี2022ก็อาจจะFairly Price เพราะเฉพาะตัวReal Business Return มันSatifyเราได้
- ถ้าเรารู้สึกว่าคุ้มมากๆเลย ได้น้อยกว่านี้นิดนึงก็ยังรับได้เลย > ราคา200 บาทในปี2022 ก็อาจจะ under-priceนิดนึง
- ถ้าเรารู้สึกมันได้น้อยจังเลย ไม่คุ้มเลย > ราคา200 บาทในปี2022 ก็อาจจะ Over-price เพราะเฉพาะตัวReal Business Return มันไม่สามารถที่จะSatifyเราได้เลย (ต้องหา Capital Gainมาเสริมถึงจะทำให้รู้สึกคุ้มได้)


สุดท้ายแล้ว: มูลค่าบริษัท(ยังไม่พูดถึงราคาตลาด) ในปี 2022 กับ ปี2025 ในกรณีนี้ จะมีทางที่จะเท่าเดิมได้รึเปล่า?
- สิ้นปี 2022 = Book Value 110 บาท, กำไร 20 บาท, ปันผล 10 บาท + นึกภาพธุรกิจของจริงในปี2022
- สิ้นปี 2025 = Book Value 146.61 บาท, กำไร 26.62 บาท, ปันผล 13.31 บาท + นึกภาพธุรกิจของจริงในปี2025
>> ดูแล้วยังไงมูลค่าบริษัทในปี 2025 ก็น่าจะต้องไม่น้อยกว่าปี2022แน่นอน (ในกรณีนี้ที่ผลลัพธ์ของReal Business เป็นแบบที่สมมุติมานี้นะครับ)

มูลค่าบริษัทนี้ จากปี2022 มาปี 2025 มันเพิ่มขึ้นมาแน่นอน
แต่ว่าเราลงทุนจะมีกำไรจาก Capital Gain รึเปล่านี่ก็อีกเรื่องนึงครับ อยู่ที่ราคาตลาดที่เราไปซื้อมา
- เราสามารถลงทุนแล้วขาดทุน Capital Gain ได้กับบริษัทนี้แน่นอน แม้ว่ามูลค่าบริษัทในปี2025มันจะมากกว่าปี2022ก็ตาม ถ้าเราซื้อที่ราคาตลาดแพงเกินไป
- แต่ในความเป็นจริง ถึงเราจะซื้อแพงกว่ามูลค่าบริษัท แต่ถ้าราคาตลาดมันสูงกว่ามูลค่าบริษัทไปเรื่อยๆ Capital Gain เมื่อ Mark-to-Market เราก็คงจะไม่เห็นขาดทุนได้ >> แต่ Real Business Return ที่เราได้จริงๆเมื่อเทียบกับต้นทุนมันก็คงจะน้อยกว่าที่เราจะรับได้ ถ้าไม่มีCapital Gain มาช่วยครับ
- ซึ่งการวัดมูลค่าบริษัท ณ ช่วงเวลานึงก็คงจะได้เลขเป็น Rangeออกมา ,คงไม่สามารถตีเป็นเลขตัวเดียวได้ว่าต้องมูลค่าเท่านี้เป๊ะๆ

- ในมุมมองของ Value Investor: ถ้าเราตั้งใจซื้อหุ้นที่ราคาตลาดที่สูงกว่าRangeมูลค่าเหมาะสมที่เราประเมินเองขึ้นมา ซื้อแบบรู้ทั้งรู้ว่ามันแพงกว่าintrinsic value = นั่นก็คือเราก็ต้องรู้ว่าเรากำลังเล่นในmindset Speculatorอยู่ส่วนนึง การจับจังหวะตลาดว่าจะมีคนมาซ์้อต่อที่ราคาสูงขึ้น
(เพราะถ้าเราซ์้อที่ราคาสูงกว่ามูลเหมาะสม นั่นแปลว่า Real Business Return เมื่อเทียบกับต้นทุนเรา มันจะต่ำเกินไปกว่าที่ควรจะเป้นเมื่อเทียบกับความเสี่ยงของบริษัทนั้น)
ซึ่งไม่ใช่เรื่องไม่ถูกต้องอะไร แต่แค่เราต้องรู้ว่ามันมีความเสี่ยงการขาดทุน Capital Gain สูงขึ้น เพราะว่าราคาตลาดมันก็มีโอกาสลงมาเทรดที่ราคาintrinsic valueได้ ถ้าคนเลิกเห่อให้ราคาpremiumกับหุ้นตัวนั้นกัน

โพสต์