แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

เชิญมาพักผ่อน คลายร้อนนั่งเล่น คุยกันเย็นๆ พร้อมเรื่องกีฬา สัพเพเหระ ทัศนะนานา ชีวิตชีวา สุขภาพทั่วไป บันเทิงขำขัน รอบเรื่องเมืองไทย ชวนเที่ยวที่ไหน อยากไปก็นัดมา ...โย่วๆ
Post Reply
miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18224
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Wed Oct 27, 2021 6:19 pm

คปภ กับการเปิดเผยข้อมูล ของบริษัทประกันภัย
เมื่อครั้นที่ บริษัท สัมพันธ์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) มีปัญหาและโดนปิดบริษัทไป นั้น
ในเวลานั้น คปภ ได้ มีคำสั่งให้บริษัทประกันภัย เปิดเผยข้อมูลตัวเลขทางการเงิน(รายปี) และ Car Ratioของบริษัทที่ web site ของบริษัท เพื่อให้ประชาชนมาสามารถดูข้อมูลความแข็งแกร่งของบริษัทได้ ซึ่งหลังจากล้มไปก็สามารถหาข้อมูลได้
แต่ในเคสของ บริษัท เอเชีย ประกันภัย (1950) จำกัด (มหาชน) ที่โดนเพิกถอนใบอนุญาตไปนั้น ณ เวลาไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลทางการเงินและ ข้อมูล Car Ratio ของบริษัทแห่งนี้ได้ ซึ่ง หากค้นหาข้อมูลดีๆ มันจะมีในระบบinternet อยู่แต่อ่านค่อนข้างยากหน่อย
ซึ่งประเด็นคือ บริษัทแห่งนี้ มี Car ระดับ 140-160 ซึ่งมากกว่าบริษัทอีกแห่งหนึ่งที่เป็นข่าวแถวรัชดา ที่มีระดับปริ่ม 100
แต่สิ่งที่เห็นในงบที่หามาได้คือ ปี 2564 นี้มีการซื้อโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วยเงินจำนวนมาก หลัก ร้อยล้านบาท และ มีการโอนจากรายการระหว่างทำ (ระบบคอมพิวเตอร์ระหว่างทำ) เป็นทรัพย์สิน รวมกับรายการซื้อโปรแกรมคอมพิวเตอร์ก็ร่วมๆ ครึ่งพันล้านบาทในปี 2564 นี้ ก่อนการสั่งปิด
แล้ว Port การลงทุนนั้น มีมูลค่าวันปิดงบที่เปิดเผยอยู่ระดับพันล้านบาท
ซึ่งตามข่าวนั้น ไม่ได้ลงไปดูไส้ในของกิจการเป็นเช่นไร แต่ สิ่งที่นี้น่าสงสัยมากๆ เพราะว่า คปภ ไม่ได้ส่งสัญญาณอะไรเลย
มีแต่บริษัทส่งสัญญาณว่าไม่ไหว เริ่มจาก เลิกจ้างพนักงาน แล้วก็โดนเครมจากประกันภัยโควิค 19 มากๆ
เมื่อย้อนไปดูสิ่งหามาได้ ตัวตารางแยกประเภทยังแสดงเป็นกำไรขั้นต้นในการรับประกันประเภทเบ็ดเตร็ดอยู่เลย
แสดงว่า เคสนี้รับประกันจำนวนมาก แล้วแปลงสินทรัพย์ไม่ทัน หรือ ผู้ถือหุ้นไม่ใส่เงิน ขนาดบริษัทก็เป็นขนาดกลางๆ ของกลุ่มบริษัทประกันภัย คือ ระดับ 4-5 พันบาท
น่าแปลกใจอย่างมากๆ แถมบริษัทแห่งนี้ปล่อยกู้ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย น่าสงสัยในบางประเด็น แต่ในเมื่อหาได้จากระบบอินเตอร์ที่ค้างๆกันอยู่ ก็น่าเป็นข้อมูล ว่ามีเงื่อนงำ เหมือนในอดีตที่บอกว่า บริษัทประกันส่วนใหญ่ที่ล้มมักบริหารงานผิดพลาด ปล่อยกู้ให้ผู้มีความสัมพันธ์กับตัวบริษัท อันนี้ต้องรอพิสูจน์กันต่อไป
ซึ่งที่น่าแปลกใจคือ ปี 2563-2564 กรมธรรม์ประเภทเจอจ่ายจบนั้นมีจำนวนเท่าไรในระบบ แล้วบริษัที่ล้มไปนั้น รับมาจำนวนเท่าไรหนอ ถึงได้ damage แบบนี้ได้หนอน่าคิด เพราะ หน้าตักก็มีอยู่ ระดับ Car ก่อนเกิดเหตุการณ์เครมหนักก่อนประมาณ 1 ไตรมาส ก็แสดงตัวเลขที่ค่อนข้างที่ไม่น่าจะมีปัญหาได้
น่าคิดในเคสนี้

ปล อีกเคสหนึ่ง ผู้ถือหุ้นใส่เงินเข้าไป เรียกว่าสู้ตาย ซึ่งระดับ Car ใกล้ 100 มากๆที่ประกาศออกมา แถม คปภ ให้ประกาศทุกเดือนจนกว่าพ้นระดับที่คปภ กำหนดไว้ อันนี้ ข่าวจากด้านคปภ เงียบมากกว่า แต่ข่าวในแวดดวงสื่อสารไม่เงียบ แต่ซ่าลงไป
ดังนั้นต้องจำตาว่า คปภ เอาไงในเคสของบริษัทแห่งนี้ (บริษัทนี้มีให้ดูข้อมูลบน Website อยู่)

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18224
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Mon Nov 08, 2021 9:52 pm

มาตราการช่วยเหลือของ คปภ กับ 3 บริษัทประกันภัย
อันนี้ต้องบอกว่า ไปอ่านรายละเอียดเอกสารที่เกี่ยวข้องกับ มาตรการที่คปภ ช่วยเหลือ บริษัทประกันภัย ทั้ง3 แห่งแล้ว แต่ก็ยังมีความเป็นห่วงเป็นใยอยู่ดี แต่ก็ต้องมาบอกเล่าเก้าสิบกันต่อไป เพราะอะไรหรือ
1. บริษัททั้ง 3 แห่งที่เข้าโครงการนี้ มีมูลค่าการเครมประกันภัย โควิค มากกว่า 500 ล้านบาท ซิ อันนี้น่าเป็นห่วงเป็นใย
แต่ทว่า
2. บริษัทยังมีสินทรัพย์มากกว่าหนี้สิน ที่เครมประกันโควิค อยู่ แต่ทว่า มันแค่เคลื่อนไหวช้า เล่นแร่แปรธาตุได้ช้าเลยต้องช่วงระงับเรื่อง CAR ratio ไว้ก่อน
แต่ ต้องแลกกับ
3. ต้องส่งรายละเอียดงบการเงิน หรือ CAR ration ให้กับ คปภ ทุกเดือน เพื่อเข้ามาตรการนี้
ไม่เพียงแค่นี้
4. แก้ไขให้แล้วเสร็จภายในกลางปี 2565 ยืนไป ประมาณ 8-9 เดือนเท่านั้น ไม่ต้อง เกิดการเล่นแร่แปรธาตุให้เหนื่อยอะไร

สิ่งที่น่ากังวัล คือ
1. ชื่อเสียงของบริษัท บางแห่ง ที่หลังจบโควิค 19 อาจจะเปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนามเพื่อเป็นการเกิดใหม่
2. สภาพซอมปี้ของบริษัทประกันภัย ในประเทศไทยคือ ไปด้านบนก็ไม่ได้ ลงด้านล่างไม่ได้ ยืนต้นตาย
3. การระดมทุนครั้งใหม่ แต่ไม่เห็นว่า กำไรอยู่แห่งหนตำบลใด สุดท้ายก็ต้องควบรวมกิจการหรือไม่ หรือ เพิ่มทุนให้ต่างชาติ
ทุกอย่างคือ สิ่งที่คาดการณ์ในความกังวลใจ แต่ทว่าตอนนี้ ถือว่า ความรุนแรงจากประกันโควิค 19 นั้นลดระดับลง และลดความตื่นตนกในภาคประชาชนไปแล้ว และกำลังนับถอยหลัง 3-4 เดือน ของกรมธรรม์ที่ได้ต่ออายุปีที่ 2 หมดลงแล้วด้วย
ดังนั้น ได้แต่ไหว้พระสวดมนต์กันต่อไป (บทธรรมจักร) ว่า ขอให้ไม่มีโรคภัยมาอีกคราวละกันในช่วงเพลานี้

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18224
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Sat Nov 20, 2021 10:58 am

ปลายทางของบริษัทประกันภัย ที่รับโควิค เจอจ่ายจบ
เกณฑ์ของบริษัทประกันภัยที่จะใช้สิทธิบอกเลิกกรมธรรม์ประกันภัยโควิด-19
แบบเจอจ่ายจบ ตามที่ได้มีการหารือร่วมกันกับสำนักงาน คปภ. มีดังต่อไปนี้
1) มีอัตราความเสียหายจากการรับประกันภัยโควิด-19 ตั้งแต่ 400% ขึ้นไป หรือ
2) มีค่าสินไหมทดแทนจากการรับประกันภัยโควิด-19 ตั้งแต่ 4,000 ล้านบาทขึ้นไป หรือ
3) มีค่าสินไหมทดแทนจากการรับประกันภัยโควิด-19 เกินกว่าร้อยละ 10 ของเงินกองทุน

มาตรการในการเยียวยาผู้เอาประกันภัยโควิด-19 แบบเจอจ่ายจบ ที่ถูกบอกเลิก
ตามที่ได้มีการหารือร่วมกันกับสำนักงาน คปภ. มีดังนี้
1) ได้รับเบี้ยประกันภัยคืน 100% จากบริษัทที่ใช้สิทธิบอกเลิก แทนที่จะได้รับเบี้ยคืนตามส่วน
ระยะเวลาความคุ้มครองที่เหลืออยู่ หรือ
2) เปลี่ยนเป็นกรมธรรม์ประกันภัยโควิด-19 ฉบับใหม่ ซึ่งจะให้ความคุ้มครองเฉพาะกรณี
เจ็บป่วยขั้นสุดท้าย (ภาวะโคม่า) ด้วยทุนประกันภัย 5 เท่าของวงเงินความคุ้มครอง
แบบเจอจ่ายจบในกรมธรรม์ประกันภัยโควิด-19 ที่ถูกบอกเลิก หรือ
3) เปลี่ยนเป็นกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลฉบับใหม่ ซึ่งจะให้ความคุ้มครอง
ด้วยทุนประกันภัย 10 เท่าของวงเงินความคุ้มครองแบบเจอจ่ายจบในกรมธรรม์ประกันภัย
โควิด-19 ที่ถูกบอกเลิก หรือ
4) นำเบี้ยประกันภัยที่ได้รับคืนตามข้อ 1) มาซื้อกรมธรรม์ประกันภัยประเภทอื่นๆ ของบริษัทที่
ใช้สิทธิบอกเลิก โดยจะได้รับส่วนลดเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 2 เท่าของเบี้ยประกันภัยที่ได้รับคืน
ขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขขข
ตามนี้ละครับ
บริษัทประกันภัย มี จำนวน 16 บริษัทที่รับเจอจ่ายจบ
ถ้าหากบริษัทเล็กคือ เข้าข้อ 3 กับ 1 ก่อน
ถ้าบริษัทขนาดกลางค่อนใหญ่ก็ข้อ 1 หรือข้อ 3
ส่วนบริษัทใหญ่มาก คือเข้าข้อ 2 หรือข้อ 1

ดังนั้นตอนนี้แรงกดดันเรื่อง ประกันภัยโควิค 19 ก็หมดลงแล้ว
แต่ทว่ามีแรงกดดันเรื่องของ CAR และ การแก้ไขตามมาตรการของ คปภ สำหรับ 3 บริษัทที่เข้าไว้ จบเดือน มิถุนายน 2565 นั้นเอง

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18224
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Sun Nov 21, 2021 8:41 pm

ท่าทางจบจากโควิค 19แล้ว
ประกันสุขภาพน่าจะพูดถึงอีกมาก ทั้งในแง่ของ สุขภาพประชาชนทั่วประเทศ
model เหมือน โอบาม่า แคร์ กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
:)

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18224
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Sat Nov 27, 2021 12:54 pm

1+1 = 3 ภาค Ture กับ DTAC
ย้อนความเดิมก่อน ว่าสงครามเรื่องของมือถือ นั้น แรกเริ่มมีหลายค่าย ที่ลงมาชิงชัยนั้น
มีหลายค่ายในสมัยก่อน แต่ทว่า ล้มหายตายจากหรือ ถดถอย ตอนประมาณช่วง 2540-2550 ลดลงมาเหลือการชิงชัยกัน 3 ค่ายใหญ่ แต่ทว่า ในมือของรัฐ มี อยู่ 2 ค่ายคือ TOT กับ CAT ที่เป็นเสือนอนกิน ตั้งแต่ยุคสัมปทานจนถึงยุค กสทช จนถึงประมาณปี 2563-2564 นี้ CAT+TOT เป็น บริษัทใหม่ ซึ่งก็หมดยุคการให้สัมปทานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แต่ยังเหลือคลื่นในมือคือ 2300 ที่ให้ DTAC เท่านั้น เป็นคลื่นสุดท้ายในมือ ในยุคสัมปทาน

จากจุดนี้ จากตลาดคู่แข่งหลากหลายราย นั้น จริงๆ ก็ยังเป็นอยู่ เพราะว่า บรรดา AIS/TRUE/DTAC และ CAT+TOT นั้น ยังคงเป็นโครงสร้างพื้นฐาน สามารถขายต่อช่องสัญญาณให้แก่ พวก Line Mobile หรืออื่นๆ ที่ทำตลาดซิมหลากหลายความต้องการอยู่

ดังนั้นขอกังวลเรื่องการผูกขาด ในด้านผู้บริโภคไม่มี
และยุค กสทช ประมาณ 3G หรือ 4G ทั้งคลื่น 900 /1800/2100/2600/700 นั้น
กำหนดอัตราเพดานราคาสูงสุดไว้ นั้นคือ แต่ละค่าย ตั้งราคาได้มากสุด นาทีละเท่าไร
ไม่พอ ยังกำหนดการใช้งานปริมาณอินเตอร์เน็ตไว้ด้วย ว่าสูงสุดไม่เกินเท่าไร
และที่สำคัญคือ เครือข่ายการให้บริการ ในแต่ละปีที่ได้สัมปทานไปนั้น ต้องครอบคลุมพื้นที่เท่าไรของประเทศไทย
จุดนี้แหละ เป็นจุดที่เกิดขอจำกัดในการแข่งขัน ทำให้ตลาดเหมือนเต็มอิ่ม ไม่เพียงแค่การวัดปริมาณจำนวนซิม ที่มากกว่าจำนวนประชากรแล้ว ซึ่งยุคต่อมาเป็นยุค IoT ที่ยังไม่เป็นชิ้นเป็นอันเท่าไร ที่เห็นเด่นชัดคือ การติดตามรถยนต์ ที่ใช้ซิมเป็นตัวรับส่ง นั้นเอง

ถ้าเห็นภาพแบบนี้คือ การแข่งขัน ไม่ใช่แค่ 2-3 รายแต่ยังมีรายเล็กๆ มากกว่านั้น
มาดูเรื่องของเพดานราคาก็โดน กสทช กำหนดไว้ ว่าไม่เป็นภาระของประชาชนแล้วตั้งแต่ตอนที่ประมูลคลื่นความถี่
ดังนั้น True + Dtac ไม่น่าจะมีความเสี่ยงเรื่องของ ผู้ควบคุมกฏ ในประเด็นที่กล่าวอ้างกัน
แต่ทว่าประเด็นที่ซ่อนอยู่เป็นประเด็นเรื่อง การตรวจสอบก่อนทำ ดิว ต่างหาก
ประเด็นนี้ รอเวลาว่า ราคาที่พอใจ หรือเงื่อนไข การทำสัญญาเป็นเช่นไร ต่างหาก
ถึงแม้นว่า มีการทำ MOU แล้วก็ตาม มีหลายต่อหลายครั้งที่ล้มเพราะ ตรวจสอบแล้วกังขากัน หรือ เจรจาแล้ว ไม่ได้ตามที่ต้องการ นั้นเอง

ส่วนเรื่องที่ จากโทรคมนาคม เป็น บริษัท IT นั้น ต้องฉายภาพว่า
หากเป็นโทรคมนาคม คือ สื่อสารอย่างเดียว Value Added ที่ส่งให้ ผู้ใช้งานคืออะไร
ก็แค่ สื่อสารไม่ติดขัด ไม่สะดุ้ง ไม่กระตุก เข้าถึงได้ทุกคน แค่นี้ ก็โดนจำกัดโดย กสทช นั้นเอง
แต่ถ้าหาก Value Added ได้ ก็สามารถเอาไปต่อยอดการเติบโตได้ นั้นเอง
ยิ่งสามารถหาสิ่งที่ตอบโจทย์ประชาชนเรื่องทำมาหารับประทาน ก็ยิ่งทำให้คนใช้มากขึ้น เมื่อคนใช้มากขึ้นก็เกิด Network Effect ไปขยายต่อยอดต่อไปได้อีก ดึงคนเข้ามาใช้งานก่อนแล้วค่อยคิดว่าหาเงินจากคนที่ใช้อย่างไรต่อไป มันคือ model สมัยใหม่
ดังนั้น ถ้าหากมองแล้ว ที่บอกว่าไงจากโทรคมนาคมเป็น IT มันมีมานานแล้ว แต่ปัจจุบันภาพมันเด่นมากขึ้น ยิ่งเป็นวงการธนาคารด้วยแล้ว mega Appplication ของประเทศไทย คือ ธนาคาร นั้นเอง ที่รวมมันทุกอย่างเข้าหาตัวเอง ทั้งหมด ไม่ให้ใครมาทำแข่งด้วย
ดังนั้น เรื่องนี้ จบที่อาการรอ ว่า บทสรุปคืออะไร แค่รอเวลาเท่านั้น ดิวนี้มีความเสี่ยงไม่ แทบไม่มี เพราะ รวมกันเราอยู่ แยกกันเราตายแน่นอน
แถมคนที่เป็นตาอยู่คือ AIS ไม่ต้องออกแรงด้วยซ้ำ สามารถเอาคนเก่งที่กระเด็นกระดอน จากDeal นี้มาอยู่กับตัวอีกต่างหาก แถมได้เรื่องคู่แข่งขนาดใหญ่ก็เหลือน้อยลงไป 1
แต่เป็นคู่แข่งที่น่ากลัวขึ้นเพราะชนกันแทบทุกผลิตภัณฑ์เลยก็ว่าได้
ทั้ง Data Center /Streamming /Start up fund และอื่นๆ อีก แต่ทว่า เมื่อคู่แข่งลดลงความร้อนแรงการแข่งขัน ก็ลดลงไปด้วย เพราะ 1และ 2 ไม่มีเบอร์สาม ก็ไม่มีใครคอยหาอะไรใหม่ออกมา เพื่อเปิดช่องว่างนั้นเอง
สุดท้ายนี้ ตามที่ทุกคนกังวลนั้น ในเรื่องผู้ควบคุมกฏ ก็กลับไปอ่านตอนประมูล คลื่นละกัน มันคือคำตอบแล้วว่า คืออะไร
ส่วนกขค ให้ไปอ่าน Deal ของ Lotus ปี 2563 (ไม่ใช่รอบ Makro ปี 2564 นี้แหละ) ว่าทำไมถึงพิจารณาไม่ผูกขาด ก็คือทางออกในเรื่องนี้

ปล. เมื่อเกิด Deal ขนาดใหญ่ก็ต้องระวังเรื่องความร้อนแรง ในการลงทุน
เหมือนตัวเร่งขึ้นกว่าปกติ นั้นคือ อาจจะเป็นจุดสูงสุดของตลาดก็ได้น่า
อีกเรื่องการทำ Deal ที่มองว่าใช้เงินมาก แต่ ต้นทุนทางการเงินนั้นต่ำมาก ในเรื่องของดอกเบี้ย นั้นเอง เกิดขึ้นตอนดอกเบี้ยกำลังจะเป็นขาขึ้น นั้นเอง
:)

:)


Post Reply