แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

เชิญมาพักผ่อน คลายร้อนนั่งเล่น คุยกันเย็นๆ พร้อมเรื่องกีฬา สัพเพเหระ ทัศนะนานา ชีวิตชีวา สุขภาพทั่วไป บันเทิงขำขัน รอบเรื่องเมืองไทย ชวนเที่ยวที่ไหน อยากไปก็นัดมา ...โย่วๆ
Post Reply
miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18197
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Sun Jan 17, 2021 1:28 pm

อยากให้ทุกท่านฟัง Money Talk ของพี่พีรนาถ ที่เล่าประสบการณ์ในช่วงปี 2563
ทำไมหรือครับ ที่ให้ทุกท่านฟัง เพราะมันมีประเด็นดังนี้
1. ไม่ค่อยมีใครเล่าเรื่องที่ประสบการณ์ด้านลบในการลงทุน โดยเฉพาะช่วงที่เราถือสินทรัพย์แล้ว สินทรัพย์นั้นราคาลดลง
แล้วเราต้องการขาย ว่าทำอย่างไร มีวิธีการอย่างไร
2. ไม่ค่อยมีคนแบ่งปันประสบการณ์ว่า ออกจากวิกฤติอย่างไร ในเมื่อเราใช้ Margin แล้วโดย Call
3. ไม่มีใครเล่าเรื่องการปรับสภาพจิตใจ ในช่วงวิกฤติ ว่าทำกันอย่างไร หันไปพึ่งพาอะไรในช่วงเวลานั้น
4. ไม่มีใครบอกกล่าวว่า ในช่วงวิกฤตินั้น ก็มีแสงสว่างจากคน โดยคนที่ยื่นมือมานั้นเป็นเช่นไร

อันนี้สำคัญกว่า เรื่องที่บอกว่าสำเร็จอย่างไร เพราะว่า คนที่เล่านั้น ต้องกล้าหากมาก ในเรื่องด้านลบ
และ ยังอยู่ได้ในการลงทุนต่อไป

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18197
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Sun Jan 24, 2021 4:17 pm

Netflix ไม่ใช่แค่ ดูหนัง ดูซีรีย์ เท่านั้นแต่มันคือ เอ็นเตอร์เทอร์เมนต์ครบวงจร ที่มาทดแทน TV และ ภาพยนต์ และขั้นตอนการสร้างทั้งหมด

Netflix นั้น ก่อนตั้งเมื่อปี 1997 หลังจากคุณ Reed Hastings ขายกิจการของตัวเองออกไป
เป็นการส่ง ม้วนเทป (VHS) โดยส่งผ่านจดหมาย ซึ่ง เหมือนกับ Amezon ที่ ส่งหนังสือทางจดหมาย
เรียกได้ว่า เริ่มต้นคล้ายคลึงกัน แต่ปัจจุบัน นั้น Amezon ไม่เพียงแค่ หนังสือเท่านั้นแต่ ทว่า กลับกลายเป็น
ูธุรกิจบริการ Cloud Computing ที่ ใหญ่ระดับโลก ที่เทียบเท่า Google /Microsoft/IBM หรือเจ้าอื่นที่เป็นผู้นำ IT ของโลก
กลับมาที่ Netflix นั้น กาลเวลาก็โดนมรสุมลูกใหญ่คือ วิกฤติ Dot com จนทำให้ต้องลดคน เหลือประมาณ 2 ใน 3 ของที่มี (จาก 120 เหลือ 80) จุดนี้แหละ ที่เป็นจุดเปลี่ยนของ Netflix เลยทีเดียว เพราะทำให้รู้ว่า คนเก่งเมื่อเวลาอยู่ด้วยกัน แล้ว มีจิตใจที่รวบกันต่อสู้เพื่อกิจการ แล้วเป็นเช่นไร

่คนเก่ง 80 คน ทำให้งาน เท่ากับ 120 คน แถม moral ของพนักงานไม่ลดลง อีกต่างหาก
จุดเปลี่ยน จุดนี้แหละ เป็นจุดสำคัญ เลยทีเดียว ทำให้ต่อมา Reed ก็ต้องการแต่คนเก่งเข้ามาในกิจการของตัวเอง

ตัดภาพในปัจจุบัน Netflix ไม่เพียงแค่ มี หนังหรือ ซีรีย์ ที่ส่งให้คนดู มีสารคดี ด้วย โดยที่
ตอนเริ่มต้นของจุดนี้คือ outsource ให้ Studio ใหญ่ทำให้ แต่ทว่าโดยปฏิเสธอย่างมาก จนกระทั่งตัวเองก็ต้องทำเอง
ไม่เพียงทำเองเท่านั้น แต่ทำในลักษณะของ Local จ้างคนท้องถิ่นประเทศนั้นๆทำขึ้นมาเองเลย ทำให้มันเหมาะกับแต่ละประเทศเลยทีเดียว
และไม่เพียงแค่นั้น เมื่อก่อน สถาบันการประกาศรางวัลเกี่ยวกับรายการทีวี หรือ ภาพยนต์ก็ไม่ยอมให้ Netflix เสนอชื่อเข้าประกวดได้ แต่ในปัจจุบันกลับกลายเป็น Netflix เริ่มได้รางวัล เหล่านั้นเสียเอง เริ่มทำให้ Studio หรือ เจ้าของรายการทีวี หรือ ซีรีย์ หรือภาพยนต์จับตามองอย่างมาก จุดเปลี่ยนนี้แหละที่สำคัญเพราะว่า สิ่งที่ส่งมอบให้แก่ลูกค้านั้น ทำแบบเจาะกลุ่มตลาดในแต่ละพื้นที่ของโลกไปเรื่อยๆ
อีกประกาศที่ Netflix ให้ความสำคัญคือ และแตกต่างกับ บริษัทอื่นๆ คือให้อำนาจแก่พนักงานอย่างมาก ในเรื่องของการตัดสินใจ ถ้าหากพนักงานนั่ง First class แล้ว ทำให้ ได้ดีล ก็ทำไป หากทำแล้ว มีผลกระทบ ต้องรู้ว่ามันต้นเหตุมาจากอะไร ผิดไม่ว่า แต่ต้องรู้ว่าสาเหตุคืออะไร จะได้ไม่ผิดซ้ำ โดยเฉพาะพนักงานที่มีปัญหา บริษัทเป่าประกาศหลังจากที่พนักงานคนนั้นออกไปว่า มีปัญหาเพราะอะไร (องค์กรคนไทย ไม่บอกเรื่องพวกนี้ ว่าใครทำอะไร มีปัญหาอะไร เก็บเงียบ ต้องไปคุยในทีลับกันเอาเอง)
และที่สำคัญคือ คุณต้องออกเงินไปก่อน แล้วเครมบริษัทที่หลัง อันนี้คือ ถ้าหากพนักงานต้องจ่ายเงินแล้ว มันคือพนักงานต้องคิดแล้วว่า มันคือสิ่งที่ดีที่สุด ที่ทำให้ตัวพนักงานเองได้ประโยชน์ที่สูงสุด นั้นคือ องค์กรก็ลดค่าใช้จ่ายลงไปได้ด้วย
แต่ทว่า สิ่งสำคัญคือ เมื่อพนักงานจ่ายเงินไปแล้ว บริษัทก้ต้องทำเรื่องเบิกคืนให้เร็วที่สุดเหมือนกัน ไม่ใช่ ข้ามไป 2-3 เดือน แล้วเบิกให้ แบบนี้ พนักงานก็หมุนเงินไม่ทัน ตัวพนักงานเองก็ต้องกินก็ต้องใช้งาน (จุดนี้บางบริษัทในประเทศไทย ทำแต่ทว่าขั้นตอนการเบิกเงิน ยุ่งยาก แบบเข็นครกขึ้นภูเขาเลยทีเดียว)
ตัดกลับมา ถ้าทำพวกสื่อจะรู้ดี คือ ถ้าหาก คนทำไม่มีอารมณ์หรือไม่มีจิตใจทำ ผลงานทีดีๆก็สามารถออกมาสู่สายตาของสาธารณชนได้ นั้นเอง นั้นคือ ทำอย่างไร ให้พนักงานมีความสุข ในการทำงานให้มากที่สุด เท่าที่เป็นไปได้ เพื่อให้ ผลงานที่ได้นั้นเป็นการส่งความสุขให้แก่ผู้รับชม Netflix นั้นเอง

ทุกอย่าง ไม่ใช่สร้างขึ้นได้วันเดียว แต่มันสะสมเรื่อยมา จนเป็นวัฒนธรรมขององค์กร

แล้วคู่แข่งของ Netflix ไม่ใช่แค่ Streaming ไม่ใช่ Studio เท่านั้น ไม่ใช่ TV หรือ Youtube แต่ทว่า กลับกลายเป็นเวลาของผู้ใช้บริการที่มีแค่ 24 ชั่วโมงเท่านั้น งานนี้มันคืออะไร เราสามารถเอาเอง ที่ทุกคนมีจำกัด เอาไปดู ซีรีย์ ดูหนัง ผ่าน Netflix ได้ เพราะว่า เพื่อนเราดูว่า บอกต่อกัน กลัวการคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่องหรือเปล่า คือการเกิด Network effect ของ ผู้ใช้บริการที่บอกต่อๆ แบบ ปากต่อปาก ไม่ต้องเสียเงินโฆษณาเลย แต่กลับกลายเป็น เขามารับชมแล้ว บอกต่อ นั้นคือตัว Netflix โฆษณาด้วยตัวของมันเอง โดยใช้ สื่อที่ตัวเองสร้างเป็นเครื่องมือในการโฆษณา หากมองย้อนกลับไป นั้นคือ ถ้าหากสื่อที่สร้างด้วยตัวเอง นั้นไม่ดี ไม่ส่งต่อความสุขได้ ก็คือ The end เหมือนกัน ไม่เกิด Network effect แบบนี้เกิดขึ้นจนเป็น กระแสแบบ Talk of the town ได้นั้นเอง

ส่วนคนอื่นที่มาทำแล้ว น่าจะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของ Netflix เท่าที่มอง นั้นคือ Disney ซึ่ง หาก Disney ยังคง concept เดิมไว้อยู่คือ สร้างความสุขให้แก่สาธารณชนได้ ก็เป็นคู่แข่งที่น่ากลัว แต่ข้อเสียของ Disney คือ วัฒนธรรมองค์ที่มีอายุ เกือบ 100 ปี แล้ว ขั้นตอนที่เยอะมาก แต่หาก Disney ให้แต่ละ Studio ในชายคาบ้านตัวเอง ทำแบบ องคพยพ เดียวกันได้ แล้วสร้างความสุขแบบ มาเวล ทำแล้วละกัน ก็น่าคิดว่า ถ้าหากดูเรื่องนี้แล้วไม่รู้เรื่องนี้ มันดูไม่ดูเรื่อง แถมมันคือจิตใจของรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่งเลยทีเดียว ที่พลาดไม่ได้แล้ว ละกัน งานนี้ก็ มวยถูกคู่ในด้านนี้เลยทีเดียว

สิ่งที่ Netflix ที่ต้องระวังคือ องค์กรนี้ อายุยังน้อยอยู่ ประมาณ 20 ปีเท่านั้น ไม่ได้เผชิญ เหตุการณ์หนักๆ มากเท่ากับคู่แข่ง
ที่มีการเปลี่ยนแปลง มาหลายอย่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสงคราม การกีดกั้นการค้า oil shock เงินเฟ้อผิดปกติ เศรษฐกิจตกต่ำ พวกนี้ยังไม่โดนมากเท่าไร ดังนั้น เวลาเท่านั้นเป็นเครื่องที่พิสูจน์ องค์กรแบบ Netflix ว่าระยะยาวนั้นอยู่รอดไหม

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18197
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Sun Feb 07, 2021 10:25 pm

การกลับตัวของเศรษฐกิจหลังโควิค 19
ตอนนี้เราอยู่หลังท้ายเรื่องของโควิค 19 แล้ว คือเริ่มการกระจายวัคซีนและฉีดวัคซีนแล้ว
แต่หนังเรื่องนี้ท่าทางจบได้ยาก เพราะว่า วัคซีนกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองของประเทศพัฒนาแล้ว ไปซักงั้น
ไมใช่เครื่องมือที่ใช้ช่วยชีวิตคน จากการที่คนของตัวเองต้องได้ก่อน ตอนนี้ตลาดนี้เป็นตลาดของผู้ผลิต ซึ่งอีกซักระยะหนึ่งก็กลายเป็นตลาดของผู้ซื้อ เพราะ จำนวนบริษัทที่สามารถผลิตได้มีมากขึ้น และกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นนั้นเอง
จุดนี้แหละที่ทำให้ตลาดกลายเป็นของผู้ซื้อ เราไม่พูดถึงประเด็นเหล่านั้นละกัน แต่กลับมาเศรษฐกิจ
มองไปในปี 2021 ว่าการกลับตัวของเศรษฐกิจเป็นเช่นไร
เรามามองมาตรการของ ธนาคารแห่งประเทศไทย ออกมา คือ
1. ยืดหนี้ ให้ โดยการพักต้นและพักดอกเบี้ย อันนี้คุยกันเป็นรายกิจการเลย กับธนาคาร
ถ้าคุยธนาคารไม่รู้เรื่อง โทรไปธปท ได้เลย เดี๋ยวจัดการให้
2. คิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระแบบใหม่ อันนี้กำลังเริ่มต้น จากเดิมที่คิดทั้งก้อน คิดแค่งวดที่ผิดค้างชำระเท่านั้น
ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องมานานแล้วเพิ่งจะดำเนินการ (อันนี้กระทบรายได้ของธนาคาร แต่ทว่า มองในแง่ดีคือ
NPL ก็ไม่พุ่ง ลูกนี้มีปัญญาหาเงินมาจ่ายได้ละกัน )
3. การจับมือกับทุกภาคส่วนในการช่วยเหลือลูกหนี้ให้รอดให้ได้

ตอนนี้หากใครที่ถอดใจก็ไปแล้ว ที่เหลือคือพวกที่แข็งใจทำต่อ เพราะว่า ตลาดหลังจากโควิค 19 คือ คู่แข่งน้อยลง
คู่แข่งจะเหลือแต่รายที่แข็งแรง ที่อยู่รอดได้ ซึ่งตอนนี้กิจการที่น่าสนใจมากคือ โรงแรม เพราะว่า โรงแรมตอนนี้ เทขายกันหมดหน่วง ทำไมน่าสนใจ
ก่อนหน้านี้โรงแรมนั้น โดน AirBnB มา Disrupt เอาบ้าน หรือคอนโดมิเนี่ยมมาปล่อยเช่ารายวันได้ จนต้องออกระเบียบออกมาห้ามคอนโดมิเนี่ยมปล่อยเช่า แต่สุดท้ายก็ยังทำกันอยู่ จนมีโควิค 19 เท่านั้นแหละ เรียบร้อยซาไป
เมื่อโรงแรมโดน Disrupt ก็สามารถอยู่รอดได้ เพราะ ที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างนั้น มีค่า สร้างทดแทนก็ใช้เงินมาก ดังนั้น ก็ต้อง maintain ไป ขายก็ได้ราคาเพราะที่ดินมีจำนวนจำกัด แต่ทว่า ธุรกิจนี้กู้หนัก หรือลงทุนระยะยาวกว่าคืนทุน แล้วต้องปรับปรุงบ่อยๆด้วย นั้นเอง
จุดนี้แหละ ที่น่าสนใจเพราะการประกาศขายโรงแรมซึ่งเป็นธุรกิจที่กระทบหนักสุด และมากที่สุด ออกมาแล้ว
แสดงว่า สัญญาณการฟื้นตัวกลับมาแล้ว

หากย้อนกลับไปมองปี 2008 สัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจคืออะไร มาตรการ 2,000 บาทแจกให้กับผู้ประกันตน ที่เงินเดือนไม่ถึง 15,000 บาทเป็นการเร่งเครื่องเศรษฐกิจให้ขยายตัว คือ ขึ้นฮ.แล้วโปรยเงินลงมาให้ใช้ หากไม่ใช้ตามระยะเวลาคือ0 บาทนั้นคือเร่งบริโภค พอการเร่งบริโภคก็มีการผลิตมากขึ้น พอผลิตมากขึ้นก็ต้องกู้มากขึ้น ทำให้วงจรทางเศรษฐกิจเดินไปได้ นั้นเอง
มารอบโควิค 19 ก็มีมาตราการ เราช่วยด้วยกัน แจกไปรอบหนึ่งแล้ว ก็ทำให้เศรษฐกิจไม่หดตัวมาก แต่เจอรอบสองนี้ ต้องงัดกลับมาใช้ แถมผู้ประกันตนในมาตรา 33 ของประกันสังคมที่เป็นคนไทยได้ด้วย (เงินฝากไม่เกิน 500,000 บาทในทุกบัญชีธนาคาร) ก็เป็นการขึ้น ฮ. โปรยเงินอีกครั้ง เพื่อจุดเศรษฐกิจให้กลับมาให้ได้
แล้วไม่พอเรื่องของดอกเบี้ยที่ต่ำติดดิน ทำให้ตอนนี้ Search for yield กลับมาอีกครั้ง คือ หุ้นเน่าเริ่มให้เห็นการกลับมา พวก penny stock กลับมาบ้างแล้ว ปลุกผี ฟื้นกลับมา หรือความร้อนแรงของการจอง IPO ที่ร้อนแรงมาก รายย่อยจำนวนมาก จอง งานนี้ก็ต้องดูว่าเมื่อเข้ามาแล้ว เป็นเช่นไร แต่ทว่าตัวชี้ตัวหนึ่งที่ดีคือ Google mobility index เราไม่ค่อยต่ำเหมือน lock down ปีที่แล้ว ตัวนี้ชี้ได้ว่า เรามีการเดินทางเกือบเป็นปกติแล้ว นั้นคือ ยอดการใช้น้ำมัน กลับมาสู่เกือบเป็นปกติ แล้ว
มิน่าปลายปีถึงต้นปี ได้ยินว่า ไปลงทุนพวกกองทุนน้ำมันกันเป็นทิวแถว ไม่มีใครไปลงทุนพวกอื่นๆเลย ตอนนั้นแปลกใจ แต่ไม่คิดว่า เป็นเช่นนี้
การกลับตัวของเศรษฐกิจ นั้น ตัวที่ดูได้อย่างดี คือการเคลื่อนที่ของประชาชน ว่ามากน้อยแค่นั้น (เฉลยไปแล้วดูที่ google mobility index https://www.google.com/covid19/mobility/)
เมื่อคนเดินทางน้อยลง ทำให้เศรษฐกิจก็แย่ลง ถึงแม้นมีคนบอกว่า ก็สั่ง Grab /line man /การขนส่งทำงาน แต่ทว่า มันน้อยกว่าปกติละกัน
เมื่อคืนมีกิจกรรมน้อยลงก็ทำให้เศรษฐกิจก็ลดลงไม่ผิดอะไร เลยต้องดูเรื่องนี้เป็นหลัก

ตัวที่ต้องจับตาคือ การขยายตัวของสินเชื่อ โดยปกติแล้ว ธุรกิจก็ต้องใช้สินเชื่อธุรกิจแต่เมืองไทยนั้น มีปัญหาคือ
1. บัญชีมากกว่า 1 เล่ม งานนี้เข้าซิ ซึ่งสุดท้ายต้องทำการแก้ไขให้ ธุรกิจมีบัญชีเล่มเดียวกัน ถ้าไม่ทำแบบนั้นแล้วไซร้ก็แก้ไขไม่ไ้ด
2. กู้ธนาคารยากต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เช่น ที่ดิน อาคาร เป็นต้น ดังนั้น ก็ไปกู้บัตรเครดิต หรือ อาบังแทน ซึ่งดอกเบี้ยโหดกว่า ตอนนี้ก็เริ่มแก้ไข อาบัง หรือ หนี้นอกระบบให้บรรเทาเบาบางลง และ ลดเรื่องดอกเบี้ยบัตรเครดิตลง นั้นเอง
ส่วนพวกจำนำทั้งหลาย ยังไม่เห็นออกมาเท่าไร มีแต่ตอนที่นักเรียนเปิดเทอมเท่านั้น ดังนั้น เรื่องนี้ก็ควรพิจารณา ว่า
ตอนเกิดโควิค 19 รอบแรกนั้น โรงรับจำนำก็เป็นที่พึ่งพาของประชาชน ต้องลดดอกเบี้ยเป็นพิเศษ หรือ ให้ผ่อนยาวขึ้น
แต่มันไม่มีหน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพ เรื่องนี้ก็ต้องพิจารณา และต้องหาหน่วยงานที่อัดฉีดสภาพคล่องและตลาดรองรับด้วย
ดังนั้นจับตาดูให้ดีละกัน ว่าสินเชื่อเพิ่มไหม ในช่วงเวลาต่อไป

ตอนนี้เราเริ่มไปยืนในปี 2009 ถึง 2010 ตอนที่ตลาดหุ้น บ้าคลั่ง ต้องระวังตัวไปละครับ

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18197
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Sun Feb 14, 2021 4:01 pm

ก กับ ข ในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า
ได้อ่านเอกสารที่เกี่ยวข้องกับแผนพัฒนาประเทศไทย 20 ปี ฉบับเพิ่มเติมหรือปรับปรุงแผน เนื่องจากผลกระทบจากโควิค 19
เอกสารชิ้นได้ระบุอุตสาหกรรมใหม่ที่แผนหลักไม่ได้ระบุไว้ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า
อุตสาหรรมรถยนต์ไฟฟ้านั้น เป็นอะไรที่ไก่กับไข่ ว่า รถยนต์ไฟฟ้า ต้องผลิตในประเทศไทย หรือ นำเข้าจากต่างประเทศทั้งคัน หรือ เอาชิ้นส่วนมาประกอบในประเทศ
แต่ไม่ว่าอะไรเป็นไก่หรือไข่ แต่ตอนนี้สิ่งสำคัญคือ รถยนต์ไฟฟ้าของจีนมาเปิดตัวในประเทศไทย เรียบร้อยแล้ว แถมราคาไม่ถึงล้านบาท วิ่งได้ 500 km (ระยะทางเกือบถึงเชียงใหม่ในการชาร์จ 1 รอบแล้ว) ระยะทางดีกว่ารถยนต์ยี่ห้ออื่นๆในตลาดที่ขายกันอยู่ แต่ทว่าเป็นยี่ห้อของจีน เท่านั้นเอง
สิ่งนี้น่าจับตา พอดีช่วงระยะเวลา 1-2 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่รถยนต์ รายใหญ่เปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใหญ่และควบรวมกิจการ และตอนนี้อีกรายก็ทำ tender offer ออกนอกตลาดไป
จุดนี้แหละ ที่น่าสนใจว่า หัวใจของรถยนต์ไฟฟ้า คือ แบตเตอรี่ ถ้าหากไม่มีแหล่งกำเนิดไฟฟ้า รถยนต์ก็วิ่งไม่ได้
ตัวแบตเตอรี่ที่จำเป็นนั้นมีส่วนประกอบของ ลิเทียม แต่ทว่าแบตเตอรี่รถยนต์ในปัจจุบันนั้นไม่ใช่ ดังนั้นต้องมีการปรับเปลี่ยนเรื่องการผลิตแบตเตอรี่ มารองรับรถยนต์ไฟฟ้า หรือรถยนต์ไฟฟ้ามาก่อนแบตเตอรี่
ถ้าหากลองย้อนกลับไปในช่วง 1900s (ต้น 1900s) ที่รถยนต์ไฟฟ้ายุคแรก แข่งกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน ผลคือรถยนต์ที่ใช้น้ำมันชนะ แต่ทว่า ไม่ได้พูดถึงประเด็นนั้นแต่ กำลังพูดถึงเรื่องของน้ำหนักของรถยนต์ไฟฟ้าที่มีน้ำหนักมาก คือ เป็นหลักตันเลย หนักกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันมาก จุดนี้แหละที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าไม่เกิดในยุคนั้น คือ ทั้งน้ำหนัก และระยะทางวิ่ง
สิ่งที่รถยนต์ไฟฟ้ากำลังได้รับความนิยม คือ แบตเตอรี่และ ระบบขับเคลื่อน
ระบบขับเคลื่อนของรถยนต์ไฟฟ้ายุคนี้คือ 0 ถึง 100km ต่ำกว่า 5 วินาที แต่รถยนต์น้ำมันนั้นมีเพียงน้อยรุ่นที่สามารถทำได้ในระดับนั้น
แบตเตอรี่ก็จุมากขึ้นและอึดมากขึ้น รวมถึงการชาร์จที่รวดเร็วขึ้นกว่าเดิม แต่ต้องรออยู่ดี
ซึ่งการชาร์จนี้เป็นประเด็นที่หลายคนกังวล เพราะใช้เวลาชาร์จที่นาน เมื่อเทียบกับ รถยนต์น้ำมัน คือ รถยนต์น้ำมันไม่เกิน 10 นาที ก็สามารถขับออกจากปั้มน้ำมันได้แล้ว จุดนี้แหละที่รถยนต์น้ำมันยังชนะอยู่ ที่ชนะแบบเด็ดขาดอย่างมาก แต่หากแก้ไขจุดนี้ได้ รถยนต์ไฟฟ้ามาครองเมืองแน่นอน
ถ้าหากเทียบกับมือถือยุคแรก ที่เป็นรุ่นกระดูกหมา ชาร์จค้างคืน ไม่พอต้องแกะแบตออกมาเพื่อชาร์จไว้หลายก้อนอีกต่างหาก เพื่อให้มือถือมีแบตได้ใช้งาน ซึ่งก็พัฒนาเรื่อยกันมา ในระยะเวลาต่อมา จนในปัจจุบัน Fast charge วัดใน 80% ในเวลา 10 นาทีหรือเปล่า ด้วยซ้ำกัน แถมชูเป็นจุดขายของมือถือในหลายต่อหลายรุ่น และหลายยี่ห้อแข่งขันกัน
ช่วงเวลาต่อไป คือจับตาเรื่องของแบตเตอรี่ของรถยนต์ว่า สามารถชาร์จได้ 80% ในระยะเวลา 10 นาทีหรือไม่
อีกสิ่งหนึ่งที่น่าจับตาคือ การขายไฟฟ้าของสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า กับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ซึ่งทำกันเป็น Pool
จุดนี้ก็ยังไม่ได้พัฒนา ซึ่งต้องพัฒนาแบบ real time เลยว่า ค่าไฟฟ้าที่สถานีชาร์จไม่ได้ใช้งานแล้วขายคืนให้แก่ กฟภ/กฟน เท่าไร แต่หากต้องการไฟฟ้าจาก กฟภ/กฟน แล้วเท่าไร จุดนี้ยังไม่ได้พัฒนา แต่ใน US นั้นพัฒนากันเป็น real time เลยทีเดียว จุดนี้แหละ เป็นจุดที่ ทำให้การผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยมีความมั่นคงมากขึ้น และปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตจากธรรมชาติเพิ่มขึ้นนั้นเอง ไม่ต้องประมูลกัน แต่ทว่า อิงกับราคาตลาดบนความต้องการแบบ real time แทน
่ถ้าพัฒนาได้แบบนั้นได้ การตั้งโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ก็ไม่จำเป็นแล้ว ใช้กองทัพมดในการจัดการแทน กองทัพมดนั้นคือ สถานีอัดประจุของรถไฟฟ้านั้นเอง

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18197
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Sat Feb 20, 2021 5:30 pm

Club Hose
ณ วินาทีนี้ Application อะไร บนมือถือที่ได้รับความนิยมสูงสุด คงหนีไม่พ้น Club House
Club House ตัวนี้ นิยมตัวเอง ว่า Drop in Audio Chat นั้นคือ สงครามสื่อสารเสียงกำลังเริ่มต้น บน Application ของมือถือกำลังเริ่มต้นขึ้น
ทำไมเป็นบอกเป็นเช่นนั้น สังเกตไหมว่า Application ที่ใช้งาน Chat บนมือถือนั้น พิมพ์อย่างเดียว ไล่ตั้งแต่ BB messager(Blackberry) /we chat /line พวกนี้ แต่ยังไม่เริ่มต้นพวก เสียงกัน
ซึ่ง twitter ก็เริ่มทดสอบให้ส่งเสียงได้ 20 วินาที แต่ทว่าก็ไม่ใช่ แบบ Club house
แล้วทำไม Club house ถึง Boom อันนี้ต้องบอกว่า มีสิ่งที่กระตุ้นทำให้ผู้ใช้เข้ามาคือ
1. สมัครแล้วใช้งานไม่ได้เลย ต้องรอคนเชิญ อันนี้คือ connect the dot คนที่เข้าใช้งานต้องเป็นเพื่อนของคนที่ใช้งานแล้วเท่านั้น จึงสามารถเล่นได้ ถ้าหากเพื่อนใช้งานแล้ว เราไม่ได้ใช้งานก็ตกรถนั้นเอง (Network effect เกิด) แถมไม่พอ 1 คนเชิญได้ 2 คนต่อวัน (แต่มากกว่านั้นได้ ต้องเปิดห้องหรือต้องฟังมากๆ หรือเป็นผู้สัมมนาในห้อง)
2. ผู้ใช้งานต้องมีอุปกรณ์คือ Iphone/iPad เท่านั้น หรือ เฉพาะ Apple iOS ซึ่งคนที่มีอุปกรณ์นี้คือ คนที่มีลักษณะเฉพาะตัว คือ ผู้นำเทคโนโลยี /มีเงิน /คำนึงถึงข้อมูลส่วนบุคคล (เพราะ Apple ไม่ทำตาม FBI ในกรณีต้องการเปิดมือถือของตัวเอง โดยให้เหตุผลว่าคำนึงถึงข้อมูลส่วนบุคคลเป็นสำคัญ หรือเคส Apple VS Facebook ที่ทำให้ Ads ของ FB นั้นมีปัญหายิงได้ยากขึ้น เพราะข้อมูลการใช้งานบน Facebook เก็บไม่ได้)
3. influencer อันนี้สำคัญอย่างมาก ที่สังเกตมา คนที่เป็น influencer นั้นต้องเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วไป ตอนนี้คือห้องไหนมีนักการเมืองหรือผู้นำทางการเมืองเข้ามาปุ๊บห้องเต็มทันที (รวมถึงห้องที่ดร นิเวศน์เข้ามาให้สัมภาษณ์ ก็เพิ่มขึ้นกว่าห้องการลงทุนทั่วไป เป็นหลัก 4-5k เลยทีเดียว) ซึ่งตอนนี้คนที่มีการติดตามของไทย สูงสุดประมาณ 100k เข้าให้แล้ว ภายในระยะเวลา 2 อาทิตย์เท่านั้น และกำลังเพิ่มขึ้นอย่างมากขึ้น

ประเด็นสำคัญของ Club house คือ
1. ยังไม่มีผู้ควบคุมกฏเข้ามาวุ่นวาย แต่ทว่าสามารถส่งคนมาสังเกตการณ์ได้ ถ้าหากมีปัญหาก็ขอข้อมูลได้ แต่ทว่าให้ไม่ให้อีกเรื่องหนึ่ง (มีห้องที่คุยเรื่องพวกนี้เมื่อวันที่ 17-18 Feb 2021 ในประเด็นนี้)
2. คุยที่อ่อนไหวทางสังคมโดยเฉพาะ ทางด้านการเมือง การปั่นกระแสของราคาหลักทรัพย์บางประเภท อันนี้ต้องระวัง โดยเฉพาะหลังๆ ในช่วงเวลา 2-3 วันหลังๆ นี้ เริ่มมีการขายของและการตั้งกวนเรื่องปั่นกระแสสินค้ากันบางแล้ว
3. สือหลักเริ่มเข้ามาใช้เป็นช่องทางสื่อสาร มันคือวัดผู้รับชมได้ทันที ซึ่งช่องทางอื่นไม่สามารถวัดได้ว่า หรือวัดได้แต่ ความสนใจมันน้อยลง เช่น FB live นั้นวัดได้แต่ทว่าคนที่ให้ความสนใจนั้นลดลง ไปแล้ว (คนกลุ่ม Gen z หรือ Alpha ไม่ได้ใช้ FB หนีไปทีอื่นแล้ว) ,youtube ดูยอด view แล้วเท่าไร ตอน Live ก็ดูได้ แต่มีปัญหาว่า ดูย้อนหลังได้ ซึ่งคนดูย้อนหลังมากกว่า
Club house ที่สร้างกระแสได้คือ ต้องฟังสดเท่านั้นไม่สามารถย้อนหลังได้ ในระบบไม่มีการ re run เด็ดขาด (ถ้าต้องการก็อัดเอาเองล่ะกัน)

ส่วนเรื่องของการลงทุนนั้น มีเรื่องตลกร้ายคือ
Clubhouse Media Group Inc ตัวย่อคือ CMGR นักลงทุนนึกว่าเป็นผู้สร้าง Application Club house ราคาในรอบ 52 สัปดาห์ อยู่ที่ $0.05 ถึง $28.43 ณวันที่เขียน (ปิดตลาดวันที่ 19/feb/2021 ราคาอยู่ที่ $12.55)
แต่จริงๆแล้ว Application Club house มีพนักงานแค่ 9 คน เพิ่งได้รับเงินทุนในรอบ Series Bจนเป็นยูนิคอลไปแล้ว (มากกว่า 1,000 ล้านเหรียญ)

คำถามที่เกิดกับ club house คือ
ระดมคนใช้งาน ใช้เงินทุน เพื่อให้ได้อะไร น่าคิดครับ
1. ทำสัมมนาออนไลน์หรือเปล่า แต่จริงๆน่าจะน้อยเพราะ มันได้แค่เสียงเท่านั้น
2. ช่องทางขายของแต่ต้องมีผู้สนับสนุน (ซึ่งตอนนี้ในต่างประเทศที่เห็นคือ พวก VC /Startup ใช้เป็นช่องทางในการพูดคุยกันมากกว่า)
น่าคิดอย่างมาก

แต่อย่างไร เสียต้องระวังว่า กระแสนี้ยังอยู่นานแค่ไหน เพราะว่า ที่สำคัญคือ ผู้ที่ใช้งาน Anroid ยังไม่ได้เข้าระบบนั้นเอง ซึ่งแค่ iOS นี้ก็มีคนยอมเดินไปซื้อ อุปกรณ์ Apple ที่เป็นทั้งมือ 1 และมือสองนำมาใช้งาน Club house งานนี้ club house ทำให้เกิด demand iphone และ ipad เพิ่มขึ้นหรือไม่รอคำตอบต่อไป ละกัน

การที่คนเข้าระบบนั้น 1 เชิญ 2 คนนั้น เมื่อเป็นแบบนี้ไปเรื่อย หากเป็นแบบนี้ไปตลอด ข้อจำกัดคือ ได้เท่ากับจำนวนอุปกรณ์ iphone/ipad เท่านั้น การเติบโตของคนใช้งานเป็น Expo เลย 1->2 ->4->8 เป็นสองเท่าทุกวันๆ เลยทีเดียว ต้องระวังว่าการเติบโตสองเท่านั้นระบบสามารถรองรับได้แค่ไหน (ถ้าหากคนที่ใช้งานเมื่อวันที่ 18 /feb/2021 ตอนประมาณ 10-13 น. นั้นมีปัญหาเกิดขึ้นจากการ upgrade ระบบของ Club house คือเสียงหาย /เชิญมิได้ /เข้าห้องไม่ได้ /ออกจากห้องไม่ได้ )

อีกประเด็นหนึ่งคือ คู่แข่งที่ยังไม่ลงมาเล่นในตลาดนี้ต้องระวังไว้ด้วย

สุดท้าย ที่ต้องฝากไว้คือ Club house เป็นแหล่งความรู้ แต่ผู้ใช้งานต้องเลือกว่าเราต้องการความรู้เรื่องอะไรเอง
ต้องรู้และเลือกให้ได้ด้วยตัวเอง

ปล ยังไม่เห็น Club house money talk /Thaivi เห็นแล้ว แต่เป็น Version ที่ยังไม่รวมสุดยอดของนักลงทุน ต้องเป็นเชิญนักลงทุน Thaivi มาล้อมวงคุยกันบ้างก็ดีน่าครับ

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18197
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Sun Feb 21, 2021 8:33 pm

DeFi - Decentralized Finance (DeFi) ยุคที่สองของ BitCoin
DeFi เป็นคำเรียกสั้นของ Decentralized Finance มันแตกต่างกับ BitCoin อย่างไรหรือ
ต้องเล่าย้อนกลับไปยุคของเหรียญของก่อนว่า BitCoin เป็นเหรียญที่ทำหน้าที่คล้ายกับเงิน มีการแลกเปลี่ยนมือได้
ต่อมาพัฒนาเป็น Etherium (Eter-อีเทอร์) ที่สามารถเขียนสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นให้ดำเนินการก่อนเพื่อได้รับ Coin
หรือเรียกได้ว่าเป็น Smart Contract ซึ่งต่อมาก็ยังไม่ค่อยมีการพัฒนาอะไรมากมาย แต่มี Case ออกมาว่า
ทำในรูปแบบของสัญญาความเป็นเจ้าของ หรือ สัญญาทางการเงิน เป็นหลัก
DeFi นั้นยังเป็นการเริ่มต้น โดยการดำเนินการในตอนนี้ที่เด่นชัดเจนคือ
1. ทำตัวเป็นตลาดการอัตราแลกเปลี่ยนให้กับ Coin อื่นคือ ใครที่ต้องการแลก Coin ด้วยกันเอง เช่น BitCoin ไปเป็น Etherium โดยมองว่า Etherium นั้นให้ผลตอบแทนมากกว่า ก็ดำเนินการ switch การถือครอง Coin แทน
หรือ เอา BitCoin ไปแลกเป็นเงินจริงๆ แทนเลย เป็น US dollar /ยูโรพวกนี้
2. ไม่อยากแลก เพราะเราสูญเสียความเป็นเจ้าของไป ก็ดำเนินการเข้าโรงรับจำนำแทน คือ เอา Coin เป็นตัวค้ำประกัน แล้วเอาเงินออกมาใช้ ไม่ว่าเป็นเงินสกลุไหน เรียกได้ว่าเกิดการปล่อยกู้ขึ้นมานั้นเอง

สิ่งที่สังเกตคือ ค่อยๆเริ่มต้น ยังมีคนทำหลายคน แถมคำศัพท์ออกมา คือ อะไรฟ่ะ ต้องค่อยๆอ่านค่อยๆศึกษากันไป
แต่บอกก่อนว่า ยังไม่ค่อยมี Aduit(การตรวจสอบ) ยังไม่มีหน่วยงานไหนเป็นเจ้าภาพ แต่ทุกคนลงทุนไปเพราะเชื่อมันในระบบไม่สามารถ hack ได้นั้นเอง

(อาทิตย์มาให้อ่านสองอันละกัน)

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18197
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Thu Feb 25, 2021 11:27 pm

ทำไม การลงทุนอินเดียถึงไม่น่าสนใจ ในมุมมองคนไทย
อินเดียคือประเทศที่มีประชากรมากที่สุด อันดับ 2 ของโลก รองจากจีน
ซึ่งอินเดียมีความหลากหลายของประชากรมาก นับถือศาสนาฮินดูมากที่สุด
แต่มีคนที่นับถือศาสนาอื่นๆอยู่ด้วย โดยเฉพาะศาสนาอิสลาม
ประชากรนับถือศาสนาอิสลาม นั้นมีปัญหากับประเทศอินเดียตลอด คือ ปากีสถานและบังกลาเทศ

การเติบโตของเศรษฐกิจอินเดีย แปลกมาก ไม่มีข้อมูลอะไรที่ให้อ่านในประเทศไทย เกี่ยวข้องกับอินเดียเลย
แทบไม่มีข้อมูล แต่อินเดีย ที่น่าสนใจนั้นมีอะไรบ้าง
1. ประเทศที่มีประชากรอันดับ 2 ของโลก
2. อินเดียเป็นประเทศที่มีงาน Outsource ทาง IT สูงมากๆ
3. ตอนนี้คนเชื้อสายอินเดียเป็นผู้บริหารบริษัท IT ที่ US หลายบริษัท
4. การกระจายโรงงานออกจากจีน มีเป้าหมายไปที่อินเดียและเวียดนาม (จีน +1 นั้นเอง)

แต่สิ่งที่มีปัญหาคือ
1. อินเดียเหมือนสหรัฐคือ รัฐบาลกลางก็ออกกฏหมายมาควบคุมแต่รัฐแต่และรัฐนั้น ก็สามารถออกกฏหมายของตัวเองได้อีกด้วย
ทำให้ภาษีการค้าไม่เท่ากัน (สองสามปีที่ผ่านมาก็เริ่มทำลายเรื่องนี้ลงแล้ว)
2. เจองูกับเจอแขก จะตีงูหรือตีแขก
3. การเจริญเติบโตของเมืองนั้น แตกต่างกันมาก และสาธารณูปโภคต้องลงทุนอีกมาก

แต่ทว่า อินเดียนั้นกำลังจะกลายเป็นโรงงานของโลกต่อไป ในอนาคต
:)

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18197
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Sun Feb 28, 2021 9:53 pm

ทัวร์ลง กับการปรับตัวของหน่วยงานกำกับ
ในอาทิตย์ที่ผ่านมา ไม่มีกระแสอะไร ที่ร้อนแรงไปกว่า การที่หน่วยงานกำกับดูแล
ออกร่างรับฟังความคิดเห็น (ดูได้จาก https://www.sec.or.th/th/pages/pb_listview.aspx)
ในส่วนของคุณสมบัตินักลงทุนสำหรับสินทรัพย์ดิจิตอล เรียกได้ว่า เปิดปุ๊บ ทัวร์ลงทันที
เมื่อเปิดออกมาก็ทำให้ นักลงทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิตอลรวมกันให้ความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก
จนกระทั่ง เลขาธิการของหน่วยงานกำกับต้องลงมารับฟังเอง โดยผ่าน ClubHouse พร้อมกับ คนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
รวบรวมความคิดเห็นว่าควรดำเนิการอย่างไร
เรื่องนี้มีข้อสังเกต ว่า
1. หน่วยงานกำกับ เริ่มปรับตัวใช้ช่องทางใหม่มากขึ้น ซึ่ง ClubHouse ในช่วงเวลาที่รับฟังนั้น คนฟังตอนที่ prime time ของ ห้องคือ มากกว่า 4k เลยทีเดียว แสดงว่ากระแสมากอยู่เหมือนกัน แต่ต้องตบมือให้ว่าปรับตัวเร็วมากๆ
ไม่เพียงแค่ คนในหน่วยงานกำกับมาเปิดห้อง มีคนฟังตั้งแต่เปิดห้องยันปิดห้องเลย (ปิดประมาณ ตีสองหรือตีสามเลยทีเดียว เริ่มประมาณ สามทุ่มครึ่ง)
2. การออกร่างนี้จังหวะพอดีที่ หน่วยงานกำกับดูแลในต่างประเทศ ลดความร้อนแรงด้วย จังหวะเดียวกันเลย

สิ่งที่แนะนำคือ
1. ควรปรึกษากับผู้ที่เกี่ยวข้องก่อน โยนหินก้อนใหญ่ออกมาถามทาง
2. ควรหาช่องทางที่สื่อสารกับนักลงทุนโดยตรง อย่างเช่น YouTube/PodCast/ClubHouse/FB เพื่อชี้แจงด้วย ไม่งั้นนักลงทุนฟุ้งมากๆ
ขอบคุณครับที่ทำให้เกิด Event แบบนี้ขึ้นมา ตั้งแต่การลงทุนมา ก็เห็นครั้งนี้ครั้งแรกที่รับฟังแบบนี้ (แบบไม่เป็นทางการ)

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18197
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Sun Mar 14, 2021 9:18 pm

ความกังวล
ตอนนี้เศรษฐกิจอยู่ในช่วงที่คาดเดาได้ยากช่วงหนึ่งเลย ว่าเดินไปทางไหน
เพราะ ว่า ปี 2020 ในไตรมาสที่ 2 นั้น เป็นช่วงที่ Lock down ทั่วโลก
ประชาชนหยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การเคลื่อนไหว และ การทำงานก็ทำงานที่บ้าน
คนอยู่กับบ้าน ทำให้ไตรมาสนี้ของปีที่แล้ว GDP ติดลบหนักมาก บางประมาณ ลงป -30% เลยก็มี
แต่พอเวลาผ่านไป 1 ปี ไตรมาสที่ 2/2021 นั้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจนั้น เริ่มกลับมาปกติ
คนในประเทศกลัวอดตายมากกว่ากลัวติดเชื้อ คนต้องเดินไปข้างหน้าต่อไป กิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น
การเดินทางก็เพิ่มขึ้น ไม่เพียงแค่เศรษฐกิจจริงเท่านั้น ยังมีเรื่องของการกระตุ้นทั้งทางการคลังที่แต่ละประเทศ
ออกมาแจกเงินเข้ากระเป๋าประชาชนใช้จ่ายในช่วงเวลานี้ เพือเป็นกระตุ้นการใช้จ่ายของภาคประชาชน
ไม่เพียงแค่การคลังเท่านั้น การเงินก็ลดดอกเบี้ย อัดฉีดเงินเข้าระบบ แถมบางประเทศก็เอาเงินไปซื้อสินทรัพย์เสี่ยงโดยตรงเลย
เพื่อพยุงตลาดการเงินไม่ให้ยุบตัว
ซึ่งสิ่งที่ตามมาคือเงินเฟ้อเมื่อประชาชนจับจ่ายมากขึ้นก็เกิดเงินเฟ้อ แลกด้วย GDP ที่เติบโตจากฐานที่ต่ำ
สิ่งที่น่ากังวลเมื่อเงินเฟ้อมาแล้ว คือการขึ้นดอกเบี้ย หรือ การดูดเงินกลับของธนาคารกลาง ถ้าหากดูดกลับเร็วไป ก็ทำให้
เศรษฐกิจที่กำลังเดินหน้าก็ถดถอยอีกรอบ แต่ถ้าหากดูดช้าไปก็ทำให้เกิดการร้อนแรงเกินไป
ซึ่งในอดีต ก็มีการเกิด Hyper inflation พร้อมกับขึ้นดอกเบี้ย แบบ 18% จนต้องใช้เครื่องมืออื่นมากด
สิ่งนี้แหละที่กังวลใจ

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งคือ เรื่องของดิจิตอลหยวน อันนี้ มีมุมมองคือ ในจีนนั้น การใช้จ่าย E-payment นั้น อยู่ในภาคเอกชน
ทำ ดิจิตอลหยวนออกมา นั้นคือ เพื่อลดอำนาจของภาคเอกชนหรือเปล่า น่าคิด เพราะช่วงเวลานี้ ก็เป็นช่วงที่จีนออกมาตราการมาเพื่อจัดการกับภาคการเงินของเอกชน
แต่เรื่องนี้ก็มีอีกมุมมองคือ จีนเข้ามาสู่โลกของเงินดิจิตอล เป็นประเทศแรกที่ๆ ทำแบบนี้ (เหรียญส่วนใหญ่เป็นภาคเอกชนที่ออกมายกเว้น ดิจิตอลหยวนเท่านั้น)
จุดนี้แหละที่น่าติดตามว่า Case Study คืออะไร

ส่งท้ายอีกเรื่องคือ เรื่องการคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระ อันนี้ยังไม่ประกาศลงราชกิจจานุเษกษา แต่ต้องตบมือให้ ธปท ที่เป็นหัวหอกในเรื่องนี้ เริ่มจากภาคธนาคารที่ภาคใต้การกำกับดูแล ต่อมาก็เป็นการเข้าครม เพื่อเห็นชอบการแก้ไข ประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระ ที่ปัจจุบันคิดทั้งก้อน แต่ที่แก้ไขคิดบนงวดที่ผิดนัดชำระเท่านั้น ดังนั้น ทำให้ ดอกเบี้ยที่ส่งจากการผิดนัดชำระลดลงนั้นเอง ทำให้ลูกหนี้มีโอกาสที่ลืมตาอ้างปากได้ แตกต่างกับเมื่อก่อนนี้คือ ไปสู่กระบวนการล้มละลาย ซึ่งศาลล้มละลายก็มีคดีเพิ่มขึ้น ถ้าออกมาแบบนี้ จำนวนคดีก็ลดลงได้นั้นเอง
ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาเรื่อง NPL ที่เจรจากันยากมากๆ กว่าจะจบได้ ต้อง hair cut กัน
ในส่วนนี้ต้องดูว่า การแก้ไข ระบบ IT ต้องใช้เวลาแก้ไข สามารถแก้ไขได้เร็วแค่ไหน

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18197
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Tue Apr 06, 2021 9:44 pm

การ Backup ของ Computer System
อันนี้เกี่ยวข้องกับงานประจำที่ทำโดยตรง คือการออกแบบการสำรองข้อมูล
ซึ่งเมื่อเร็วๆนี้ ทางสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า หรือ Thaivi ก็มีปัญหาเรื่องระบบมีปัญหาจนต้องเอาระบบสำรองกลับขึ้นมา ทำให้ข้อมูลบางส่วนหายไป
ซึ่งสิ่งที่แนะนำ อาจจะทำได้หรือไม่ก็ได้ แต่ทว่า มันเป็นแนวทางในการสำรองข้อมูล
การสำรองข้อมูล สิ่งที่ต้องพิจารณา
1. ระยะเวลาที่ให้ในการสำรองข้อมูล ว่ามีมากแค่ไหน เคยเจอระบบที่ online 24x7 แบบไม่พักเลย แต่ต้องสำรองให้ได้ ทำไงละ งานเข้าอย่างแรง ต้องหาระยะเวลาที่ระบบนั้นทำงานน้อยที่สุด ซึ่งเป็นช่วงเวลาประมาณเที่ยงคืนไปแล้ว (ระบบส่วนใหญ่ก็ทำงาน ณ เวลานั้นกัน) แล้วก็ต้องรู้ว่า ระยะเวลาในการสำรองข้อมูลเท่าไร นั้นคือระยะเวลาที่ระบบหน่วงลงไป จากการทำงานของสำรองข้อมูล นั้นเอง
2. การสำรองข้อมูลนั้น ทำแบบ Full Backup หรือ Backup level 0 คือเอามันทุกอย่างที่มีเก็บไว้เลย เรียกได้ว่า เวลา Restore มันก็ได้จุดนั้นเลย กับ incremental Backup คือ การสำรองจาก Full backup จนถึงเวลาที่ incremental backup ทำงาน สำรองเฉพาะส่วนที่แตกต่างจาก Full backup ไว้จนถึงเวลาที่สั่งการ สิ่งที่ได้คือลดเวลาที่ Backup ลง แต่ทว่า การRestore เมื่อมีปัญหาคุณต้องมี Full Backup + incremental backup ทำพร้อมกัน
3. การสำรองนั้น ไว้ที่ไหน ซึ่ง best practice คือ 1+1+1 คือ ที่ Site 1 (อาจจะเป็นตัวเครื่องก็ได้) : นอกจากนั้น 1 คือไปที่เครื่องอื่นแต่ต้องไม่ใช่ Siteนี้ เก็บไว้บน Cloud Storge ตัวอื่นที่ไม่ใช่ที่เราใช้บริการ แล้ว Offline 1 ที่ไม่ใช่ที่ Siteนั้น และไม่ใช่บน Cloud Storage ด้วย เรียกได้ว่า 1 Backup มีสำเนาไว้ 3 แห่ง ซึ่งดวงแตกคือ ทั้ง 3 ใช้งานไม่ได้ นั้นเอง เรียกได้ว่า ต้องไหว้พระ 7 วัด 7 วา กันเลยทีเดียวหากทำแบบนี้แล้วยังโดนอีก อาจจะมีคนบอกว่า บน Cloud ก็เพียงพอแล้ว ทำแค่ 1+1 แต่จริงแล้ว หาก Cloud มีปัญหาไป ใครรับผิดชอบละ อันนี้คือระดับของธนาคารใช้กันแบบนี้เลย
4. ต้อง test restore อย่างน้อยปีละ 1 ครั้งว่า มันสามารถทำงานได้ ไม่ใช่ทำอย่างเดียวไม่เคย Restore กลับ อันนี้ทั้งมีเรื่องเล่าของ admin ว่าโดนกันมานักต่อนักแล้ว กับโดนมากับตัวเองเลย ว่า Backup ทุกวันแต่ว่า Tape เสื่อมสภาพ เมื่อมีปัญหานั้นคือข้อมูล เมื่อสามปีที่แล้ว เอามาใช้ ต้องไปนั่งแก้ไขอีก
5. สิ่งที่แนะนำต่อไป ไม่ต้องใช้ Tool อะไรมากมาย ทุกระบบที่ใช้งานมี Backup ให้ใช้งาน database ก็มีคำสั่งของมัน ระบบปฏิบัติการก็มี ไม่ต้องเสียเงินไปซื้อ แต่ทว่าต้องอ่านและเข้าใจมันหน่อยละกัน ว่าทำกันอย่างไร อาจจะต้องให้ผู้เชี่ยวชาญมาทำให้ (อาจจะเสียเงินซักนิด แต่คนในสมาคม TVI มีคนทางด้าน IT เพียบอาจจะขอแรงได้ ฟรีครับรายการนี้)
อันนี้คือ แนะนำไว้ ละกัน เรื่องที่เล็กๆในวันนี้อาจจะสำคัญในวันหน้า
ซึ่ง Backup and restore ก็ตกม้าตายกันนักต่อนัดแล้ว
ซึ่งหากใครอ่านข่าว มีไฟไหม้ Cloud ใน EU แห่งหนึ่งที่เยอรมันนี ซึ่งไหม้แล้วทำให้ ธุรกิจเกี่ยวกับความบันเทิงไม่สามารถให้บริการได้ เพราะว่า ไม่มี Backup โดนผู้ใช้บริการถึงขั้นฟ้องเลยทีเดียว เหตุการณ์เมื่อเดือนสองเดือนที่แล้ว เป็นตัวอย่างที่ดีเลยทีเดียว
:)

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18197
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Sat Apr 10, 2021 3:24 pm

การรับฟังความคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย
ช่วงนี้ออกมาแบบถี่ๆ กันเลย จำนวน 4 เรื่องด้วยกัน โดยดูที่
https://www.bot.or.th/Thai/Segmentation ... fault.aspx
มีดังนี้
1. ​(ร่าง) หลักเกณฑ์การกำกับดูแลโครงสร้างและขอบเขตธุรกิจของกลุ่มธุรกิจทางการเงินของบริษัทเครดิตฟองซิเอร์
2. (ร่าง) หลักเกณฑ์การกำกับดูแลโครงสร้างและขอบเขตธุรกิจของกลุ่มธุรกิจทางการเงินของบริษัทเงินทุน
3. การประเมินผลสัมฤทธิ์ของพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
4. หลักเกณฑ์การปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าบริการต่าง ๆ และเบี้ยปรับ
โดยข้อ 1 และ 2 รับฟังในช่วง 10/04/2021 - 26/04/2021
ข้อ 3รับฟังในช่วง 01/04/2021 - 31/05/2021
ข้อ 4 รับฟังในช่วง 01/04/2021 - 26/04/2021

ลองไปอ่านดูได้ตามที่ระบุไว้

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18197
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Thu Jun 10, 2021 7:50 pm

การมาของเจ้าพ่อ Content -> Disney +
ตอนนี้กระแสเรื่องของการรับชมภาพยนต์ที่บ้านนั้นเป็นกระแสที่มาในช่วงโควิค 19
เพราะว่า ทุกคนอยู่กับบ้าน ไม่สามารถไปข้างนอกได้ ไม่เพียงเท่านั้นโรงภาพยนต์ปิด หรือจำกัดจำนวนผู้รับชมต่อรอบ ต้องมี Social distancing และมาตรการควบคุมโรค
ซึ่งทำให้ภาพยนต์ที่เข้าฉายในปี 2020 น้อยมากๆ เรียกได้ว่าต่ำมากในรอบ 20-30 ปีที่ผ่านที่ช่วงหน้าร้อนมีแต่หนังดีๆเข้า แต่กลับกลายเป็นปี 2020 ไม่มีหนังดีเข้ามา
ซึ่งมันเป็นจังหวะที่ Disney ส่ง Disney + เข้ามายังตลาดนี้ โดยคู่แข่งรายสำคัญคือ Netflix ที่ตอนนี้เริ่มทำ original content เป็นของตัวเอง และไม่เพียงแค่นั้นเริ่มมีการยอมรับกันมากขึ้นในเวทีประกวดภาพยนต์ต่างๆ ที่จัดประกวดกัน

Disney + มาที่ไหน Netflix ต้องปรับตัวที่นั้น เพราะ Disney + หัวใจที่สำคัญคือ การ์ตูนและเสริมทัพด้วย Marvel ,Starwar หรืออีกหลายแฟรนไซน์ ที่ยอดนิยม เลยทีเดียว
จุดเด่นของ Disney + คือจุดนี้ คือ แฟนหนังที่สะสมมานานนั้นเอง

การต่อสู้รอบนี้เหมือน โลกยุคเก่า VS โลกยุคใหม่ โดยตัวแทน คือ หนังยุคเก่า VS หนังยุคใหม่ นั้นเอง
ต้องติดตามดูว่า เมื่อ Disney + เข้าเมืองไทย นั้นซ้ำรอยเมืองนอกหรือไม่
เพราะตลาดเมืองไทยเป็นตลาดที่ปราบเซียน มานักต่อนักแล้ว ประสบความสำเร็จที่ไหนก็ตาม แต่ที่เมืองไทยอาจจะล้มเหลวไม่เป็นท่าก็ได้ เพราะตลาดเมืองไทย ไม่เหมือนใคร

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18197
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Wed Jul 07, 2021 7:34 pm

การล่มสลายของระบบสาธารณสุข ในช่วงโควิค 19
การล่มสลายของระบบสาธารณสุข ในช่วงโควิค 19 นั้น เราได้เห็นกันมาแล้วในปี 2563
เหตุการณ์มันเกิดที่ไหน หรือ เกิดที่ US และ UK หลักๆ คือ ประชาชน รักษาตัวอยู่ที่บ้าน
จำนวนผู้ติดเชื้อจำนวนมหาศาล ระบบสาธารณสุข รองรับไม่ได้ ประชาชนตายที่บ้านจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ได้แต่โทรไปสอบถามอาการอยู่ที่บ้านเท่านั้น
ทำไมเป็นเช่นนั้นไปได้ มันน่าแปลกใจ ว่า เชื้อที่ระบาด รุนแรง เป็นสายพันธ์ที่ปัจจุบันก็ยังระบาดอยู่ แต่ทว่า สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ภูมิคุ้มกัน ที่สร้างเอง หรือ สร้างจากวัคซีนนั้นเอง
ดังนั้น สิ่งที่ทำได้คือ ฉีดวัคซีนให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ จนเกิดภูมิคุ้มกันแล้วเท่านั้น

ซึ่งปี 2564 แตกต่างกับปี 2563 คือ ปี 2564 มีวัคซีน ที่สร้างภูมิคุ้มกันแล้ว แต่ทว่า สิ่งที่น่าเสียใจคือ วัคซีนดังกล่าว อยู่ที่ประเทศร่ำรวยของโลก หรือ ประเทศที่ทรงอิทธิพล เท่านั้น และ ข่าวร้ายยิ่งกว่านั้น มีข่าวรายวัน เรื่องประสิทธิภาพของวัคซีน ซึ่งคำถามคือ ทำไมประเทศที่ผู้ผลิตวัคซีนถึงยอดรายงานการติดโควิค น้อยมาก อันนี้ก็น่าคิด ข่าวมาจากอีกด้านหนึ่งของโลก เพื่อโจมตรี วัคซีนของประเทศอีกด้านหนึ่งของโลก
อีกประการหนึ่งคือ วัคซีน ที่ผลิตออกมานั้น ลงสนามแตกต่างกัน อันนี้ข้อสำคัญ มันเลยทำให้ประสิทธิภาพแตกต่างกัน แต่สุดท้าย คือ วัคซีน ช่วยในการลดจำนวนประชาชนที่เสียชีวิต
อีกประการคือ เรารออะไรอยู่ ณ ตอนนี้ เรารอยาต้านไวรัส แต่ก็อีกเช่นกัน ประเทศที่ร่ำรวยและทรงอิทธิพล นั้นครอบครองอีกเช่นกัน

ดังนั้นรอเวลาอย่างเดียว ในประเด็นนี้ เพราะประเทศเรา ตั้งอยู่ในชัยภูมิที่ ทุกฝ่ายต้องการ ให้เราเป็นพวกอยู่แล้ว ดังนั้น ต้องเจรจาดีๆ ถึงได้ของ

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18197
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Thu Jul 22, 2021 9:44 pm

เคสพัดลมมรณะ
อันนี้เป็น Classic Case ในตลาด(ห)ลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เลยทีเดียว
เคสนี้เป็นหุ้นที่ดูสดใส พื้นฐานดี และ งบการเงินแข่งแกร่งมาก
โดยที่บริษัท ผลิตพัดลม ป้อนให้กับลูกค้าน้อยราย ซึ่งมีความเสี่ยงหากลูกค้าน้อยรายดังกล่าวเลิกจ้างผลิต หรือ ขายกับลูกค้าเหล่านั้นไม่ได้ บริษัทก็ไม่มีรายรับเลยทีเดียว
แต่ทว่าวันที่ความเสี่ยงอันที่เป็นจุดตายนั้น ก็เกิดขึ้นบริษัท ก็โดนบอกเลิกสัญญา
เท่านั้นแหละ บริษัทก็ไปไม่เป็นเลย และ สุดท้ายออกนอกตลาดไป

ในปัจจุบันก็เห็น บริษัทหลายต่อหลายบริษัทก็ยังมีแบบนี้อยู่
ซึ่งหนึ่งในบรรดาบริษัทเหล่านั้น ได้พลิกเกมจาก ที่มี Supplier รายเดียว กลับกลายเป็น
คนที่ใช้สิ่งที่ Supplier นั้น ผลิตด้วยเลย และเป็นเหมือนโชว์รูม เพื่อให้ลูกค้าทำความเข้าสินค้าและผลิตภัณฑ์ หรือเรียกง่ายๆ ลองให้ดูก่อนว่า สินค้าทำงานอย่างไร ก็มีให้เห็น
หรือลดการพึ่งพาลูกค้าน้อยราย เป็นการเพิ่มผลิตภัณฑ์ หรือ การเปลี่ยนสินค้าไปเลยก็มีให้เห็น ณ ตอนนี้ที่บริษัทขนาดใหญ่ กำลังหนีจากสินค้าชนิดหนึ่ง ไปยังสินค้าใหม่กว่า

ซึ่งเรื่องเหล่านี้ ก็น่าคิด เพราะมันเกิดขึ้นเรื่อยๆ และมีมันเป็นความเสี่ยง หากทำไม่สำเร็จ คือพลิกไม่ได้ นั้นคือ ถึงขั้นหายะนะ เลยทีเดียว แต่หากเปลี่ยนได้ มีหลายเด้ง สำหรับคนที่ศรัทธาว่าทำได้
:)

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18197
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Sun Jul 25, 2021 2:45 pm

ไม่ควรปั่นกระแสว่า วัคซีนไหนเป็นวัคซีนเทพ ในการป้องกันโควิค 19
เรื่องนี้เป็นเรื่องให้คิด หรือตีที่ความคิด ซึ่งก่อนหน้านี้มีการปั่นกระแสวัคซีนกัน
ในแวดดวงข่าวสาร หรือ แวดล้อมสื่อโซเชียลทั้งหลาย
หากมองกันลึกๆ มันคือเรื่องของการตลาด ที่ต้องการขายสินค้า ว่าสินค้าของเราดีกว่าสินค้าที่มีอยู่ในตลาด มีจุดเด่นที่ไหน แล้วคู่แข่งมีจุดด้อยอย่างไร
แต่ทว่า เราได้ลืม สิ่งที่เรียกว่า พื้นฐานของเรื่องนี้ ว่า
1. วัคซีนทุกยี่ห้อนั้น ได้รับอนุมัติการใช้งานแบบฉุกเฉินทั้งหมด
2. วัคซีนทุกตัว ที่อนุมัติแบบฉุกเฉินนั้น มีเพียงการทดลอง Phase ที่ 3 หรือ บางตัวที่อนุมัติบางประเทศ แค่ Phase 2 ก็อนุมัติให้ใช้งาน แถม Who ยังไม่ขึ้นทะเบียนเลย
3. วัคซีนทุกตัว นั้นมีเทคโนโลยีในการพัฒนาแตกต่างกัน บางเทคโนโลยี เราได้คุ้นเคยกันมานาน บางเทคโนโลยีเป็นเทคโนโลยีใหม่ แบบสุดล้ำ ซึ่ง ทำให้บางครั้งเราประเมินผลข้างเคียงของมันไม่ได้สำหรับเทคโนโลยีใหม่ ขึ้นขนาดเทคโนโลยีเก่าที่เรารู้มาแล้วก็ยังไม่ผลข้างเคียงที่ระบุไว้เลย
4. ข้อมูลการศึกษา ของ Variant ต่างๆ(สายพันธ์ต่าง) ทยอยออกมา เนื่องจาก แต่ละสายพันธ์นั้น ไปถึงประเทศที่ประชาชนได้รับวัคซีน ไม่พร้อมกัน มันเลยทำให้เรารู้ประสิทธิภาพของวัคซีนได้ช้า ต้องรอผลการศึกษานานมาก
5. วัคซีนแต่ละตัว ที่อนุมัตินั้น ลงสนามในการทดลอง ทดสอบใน Phase 3 นั้นแตกต่างสถานที่กัน ทำให้ ผลที่สือออกมาโจมตรี จากรายงานประสิทธิการทดสอบใน Phase 3 นั้น แตกต่างกัน

ดังนั้น เรื่องนี้ สรุปไปอยู่ที่ กาลามสูตร ของพระพุทธองค์ ทั้ง 10 ประการนั้นเอง

:)


Tanukicho
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 199
Joined: Wed Jun 02, 2010 11:35 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by Tanukicho » Sun Jul 25, 2021 11:49 pm

ถ้าศึกษาเทคโนโลยีทางการแพทย์ และมองเห็นเทรน mRNA รวมถึงการใช้คอมพิวเตอร์เข้าศึกษา DNA เพื่อทำความเข้าใจมนุษย์มากขึ้น
งานวิจัยทางการแพทย์จำนวนมาก จะมองออกเลยว่า วัคซีนตัวไหนดีกว่ากัน
คนที่ต่อต้านเทคโนโลยี ก็เหมือนกับคนที่เคยกลัวอินเตอร์ คอมพิวเตอร์ และการซื้อของออนไลน์

“ กำไรเมื่อซื้อ ไม่ใช่เมื่อขาย ”
Cr.Richdad


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18197
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Tue Aug 10, 2021 10:56 pm

เมื่อทุกอย่าง หยุด เพื่อรอ ความชัดเจน
ณ เวลานี้ มันเกิดปรากฏการณ์ ที่หยุด เกือบจะหยุดนิ่ง เพื่อรอสถานการณ์
แต่การรอนั้นมันมีเรื่องของต้นทุนด้านเวลาเสมอ ไม่ว่า ด้านใดด้านหนึ่ง
เมื่อเป็นเช่นนี้ แล้ว ทุกอย่างกำลังจะหยุดหมุน เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว
เวลาที่ขับเคลื่อนใหม่ มันต้องออกแรงมากกว่าปกติ เพื่อให้ทุกอย่างมันหมุนวนไปในสภาพที่มันเป็นไป

จุดนี้แหละที่เรียกว่า จุดวัดใจ ว่า ถ้าหากมันกลับมาได้ อะไรบ้างอย่างก็เปลี่ยนแปลงไปไม่มีวันกลับเหมือนเดิม อีกต่อไป
แต่มีบางอย่างที่ก็ยังทำต่อไปได้
ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับมุมมอง

เอาละ มาถึงจุดนี้ ต้องดูว่า สิ่งต่างๆที่ผ่านมาในช่วงเวลา 1-2 ปีนี้มีอะไรบ้าง
สิ่งแรกเรื่องราคาค่าขนส่งที่ลดลง ไม่ว่าส่งที่ไหนก็ตามราคาเดียวเท่านั้น เรียกได้ว่า แข่งขันกันแบบเอาเป็นเอาตายในเรื่องการขนส่งเลย ในแต่ละเจ้า รวมถึงเจ้าเดิมในตลาดด้วย
สิ่งที่สองสิ่งที่ราคาถูก จากต่างประเทศ มาพร้อมกับ e-commerce ของประเทศนั้นๆ แต่น่าเสียดายว่า เคยถามเจ้าของ Startup อยู่รายที่ทำการเปรียบเทียบราคา ถามคำถามง่ายๆว่า ทำไมไม่เอาสินค้าประเทศไทย เอาไปเปรียบเทียบด้วย หรือ เอาสินค้าเราออกไปในรูปแบบที่ต่างชาติเข้ามา อันนี้ตอบกลับมาแบบว่า ไม่สามารถทำได้ ติดโน้นติดนี้ แต่ทว่า ของนอกมาได้
สิ่งที่สามที่มา ณ เวลานี้คือ ช่วงเวลาหายไป 1-2 ปี ซึ่งมันเป็นแรงอัดอั้นอย่างมาก เมื่อ ถึงเวลา ที่คลายเมื่อไร ระเบิดจากแรงอัดอั้นมาแน่นอน มันทำให้เกิดการย้อนแย้ง และ ทำให้เกิดปัญหาการแตกแยกมากขึ้นในสังคมของเรา ในระยะต่อไป หลังจากนี้
สิ่งที่เห็นต่อมาคือ การพัฒนาของสิ่งต่างๆในช่วงนี้ บางสิ่งที่มีความเป็นไรได้ แต่บางสิ่งไม่ได้ แต่เราโดนหลอกว่าทำได้ เช่นการส่งอาหารนั้น สามารถทำได้ในเขตของเมืองเท่านั้น หรือแหล่งชุมชนที่ประชาชนกับร้านค้าอยู่ใกล้ๆกัน แต่หากเป็นประเภทกึ่งเมืองกึ่งชนบท แบบว่าร้านอาหาร กับ คนสั่งอยู่ห่างกันเป็นระยะทางประมาณหนึ่ง คือน้อยกว่า 10 กิโลเมตร แต่ทว่า มันห่างไกลจากชุมชน ที่อัตราการเรียกที่มากกว่า คือ วิ่งไปส่งคนหนึ่งแล้วไปรับ Order คนต่อไป ในระยะทางที่ไกลกว่า ถ้าหากวิ่งในชุมชนเท่านั้น
จุดนี้แหละ ที่เป็นจุดบอด
ไม่ต้องนับเรื่อง ชนบท อันนี้การวิ่งไม่คุ้มค่ากว่ากรณีของกึ่งเมืองกึ่งชนบท แล้ว
เนี่ยคือสิ่งที่เรียกว่า เมื่อภาพใหญ่มองว่ามีโอกาสแต่ทว่า มันโดนจำกัดที่ภาพเล็กลง หรือรายละเอียดเท่านั้น
สิ่งที่เป็นตัวแทนในการส่งอาหารคือ home isolation ที่ทำกันอยู่ในปัจจุบัน นั้นเอง ว่าทำไม ทุกเจ้าทำ แต่ทำได้เฉพาะเขตในเมืองเท่านั้น แต่พอห่างออกไปแล้วไม่สามารถทำได้
อีกเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นปัญหาแต่มันเป็นปัญหา คือ อาหารที่ส่งเข้า Home isolation นั้น ได้มาตรฐานโรงพยาบาลแค่ไหน ปริมาณของเกลือ ปริมาณของอาหารเหมาะกับผู้ป่วยไหม หรือสั่งร้านทั่วไปส่งได้เลย อันนี้เป็นช่วงว่างทางการตลาดในช่วงเวลานี้ เลย
ไม่เพียงแค่นั้นการปวดหัวในเรื่องการจ่ายเงิน ดิวเรื่องเงินๆทองๆ การคิดบิล เรื่องพวกนี้ยังไม่มีใครออกมาพูดถึง ซึ่งมันเป็นช่วงที่เริ่มต้น เท่านั้น

การบริหารการจัดการมันเป็นเรื่องที่ต้องลงรายละเอียด ว่าทำไมจุดหนึ่งทำได้อีกจุดหนึ่งทำไม่ได้ ภาพมันฉายไม่หมดแน่นอน เพราะ มันไม่เหมือนกัน แต่ทว่าคนที่บริหารระดับสูง ต้องลงรายละเอียด
และยิ่งสิ่งไหนที่เป็นสิ่งที่เป็นที่น่าสนใจของคน ต้องมีของมาแสดงต่อหน้า มิใช่พูดเพื่อปั่นกระแส อันนี้ในอดีตก็มีตัวอย่างมานักต่อนัก คือ ปลาหมอตายเพราะปาก นั้นเอง

เราเข้าอุโมงค์ โควิค 19 ในต้นปี 2563 ตอนนี้ เรากำลังอยู่ในช่วงกลางอุโมงค์ค่อนไปทางท้ายอุโมงค์แล้ว เพราะ สิ่งที่ผมค่อยบอกคือ ยาต้านไวรัสโควิค 19 กำลังมาแล้ว สิ่งนี้คือเกมเปลี่ยนอีกครั้งหนึ่ง แต่ทว่า เกมเปลี่ยนครั้งแรกคือวัคซีน ประเทศไทยก็ไม่สามารถผลิตได้เอง เกมเปลี่ยนครั้งที่สองยาต้านไวรัส เราก็ยังคงผลิตเองไม่ได้ ดังนั้น สิ่งต่อไปที่อยู่ปลายอุโมงค์โควิค 19 นั้นคือ เราเสียดุลทางการค้า ซึ่งไม่ต้องถึงปลายอุโมงค์หรอก ตอนนี้ ก็เห็นจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลดลง
สิ่งที่ได้จากค่าเงินบาทที่ลดลงคือ สินค้าที่ส่งออกได้ประโยชน์ จากค่าเงินที่อ่อนค่าลดลง นั้นเอง แต่ทว่า เราก็มีปัญหาอีกว่า พรบ อ้อยและน้ำตาล ที่ใครส่งออกก็ต้องมาแบ่งปันให้กับคนที่ขายในประเทศด้วย จุดนี้ทำให้อาจจะเกิดการกักตุนหรือขาดแคลนในประเทศได้ในช่วงระยะเวลานี้
ค่อยคิด ค่อยดู ว่าอะไรคืออะไร บทความนี้เป็นบทความที่ไม่ค่อยดี เพราะร่ายยาว จากการที่ไม่ได้มาเขียนอะไรให้อ่านมาซักระยะเวลาหนึ่ง

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18197
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Thu Aug 12, 2021 8:22 pm

วัคซีนที่ถูกลืม วัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล
กำลังจะหมดน่าฝน อีก 1-2 เดือน แต่ทว่า การประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ หรือ โรงพยาบาลในการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในปี 2564 นั้น แทบไม่เห็นเลย ซึ่งเรามุ่งแต่ไปให้ความสำคัญกับการฉีดวัคซีนโควิค 19 อย่างเดียว
แต่ทว่า เราได้ลืมตระหนักไปว่า ช่วงเวลาฤดูหนาวนั้นเป็นช่วงเวลาที่แพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ สายพันธ์ุต่างๆ
รวมไปถึงการเกิดขึ้นของโควิค 19 ก็เกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาวเช่นกัน
จุดนี้แหละ ต้องระวังเพิ่มขึ้น เพราะ ประชาชนคนไทย ไม่ได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ในแต่ละปีเป็นกาคาดคะเนว่า ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ไหนจะระบาดในแต่ละพื้นที่
บางครั้งฉีดไปก็ไม่ได้ผลเพราะไม่ตรงกับสายพันธ์ที่แพร่ระบาดนั้นเอง แต่ทว่าฉีดไปก็ป้องกันได้ในสายพันธ์ที่วัคซีนได้เตรียมเอาไว้นั้นเอง

ไหนๆ มาพูดเรื่องของวัคซีน เมื่อก่อนนี้เราไม่ได้สนใจว่า วัคซีน นั้นต้องยี่ห้ออะไร แต่ทว่าในปัจจุบันนั้นสนใจ ตั้งแต่โควิค 19 เป็นต้นมา นี้คือ การทำการตลาดประเภทหนึ่งเหมือนกัน (ต้องขอบคุณพี่มนตรี ที่อธิบายเรื่องนี้ไว้โดยยกตัวอย่างเรื่องข้าว ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของคอมมูนิตี้ไว้อย่างดีเลย ว่า ข้าวสารมันเหมือนกันๆ แต่ทว่าเมื่อสามารถทำยี่ห้อได้ โดยสือไปยังผู้ที่บริโภคได้ว่า ข้าวยี่ห้อ A นั้นหุงออกมาข้าวแต่ละเม็ดนั้นนุ่ม กินแล้วอร่อย แค่นั้นแหละ คือการบิดเส้นความต้องการขึ้นมาเพียงเล็กน้อยกำไรก็มาแล้ว -> นั้นคือการสร้างความแตกต่างเพียงเล็กน้อยก็ได้ซึ่งของกำไรนั้นเองในตลาดคอมมูนิตีั) นอกเรื่องไปหน่อย แต่ทว่า ในเรื่องของวัคซีก็เหมือนกัน ระหว่าง ไฟเซอร์กับโมเดอร์น่า ใช้เทคนิคเดียวกัน แต่คนละยี่ห้อ แต่ราคาแตกต่างกันได้ เพราะสิ่งที่ทำให้แตกต่างนั้นเอง ในวัคซีนสองตัวนี้ เมื่อเกิดความแตกต่างขึ้นได้ ราคาแตกต่างกัน เมื่อทำให้ประชาชนตระหนักถึงความแตกต่างได้ ราคาก็เพิ่มขึ้นได้จากการบิดความต้องการนั้นเอง

เมื่อวัคซีนโควิค 19 มีการทำ Branding เกิดขึ้นมันก็ส่งผลต่อวัคซีนไข้หวัดใหญ่เริ่มการทำ Branding เหมือนกัน แต่ยังไม่สำเร็จ ซึ่งคำว่า Branding ในที่นี้คือผู้ผลิตว่าใครผลิตนั้นเอง

ซึ่งปัจจุบัน ต้องระวังสิ่งที่ตามมาคือ สถานที่ผลิต กำลังโดนเรื่องนี้คือ ผลิตภายในแต่ Branding เหมือนกัน แต่คนละประเทศที่ผลิต คนละโลกงานประสิทธิภาพไม่เหมือนกัน เหมือน ซื้อรถ benz นำเข้ากับรถ benz ประกอบในประเทศ รุ่นเดียวกัน เหมือนกันทั้งหมด แต่คนยังให้ความนิยมชมชอบกับรถนำเข้ามากกว่ารถที่ผลิตในประเทศ อะไรทำนองนี้ ต้องระวังไว้ด้วย

ร่ายยาวเพื่อให้ทันวงการนี้หน่อย แต่อย่างไรเสียต้องขอบคุณพี่มนตรี ที่หนีไปปลูกไร่ข้าวโพด ,มันม่วง ,มะม่วง ณ เวลานี้ ไปอุดหนุนพี่มนตรีได้ละครับ ของอร่อยจริง แต่ราคานี้แรงพอๆกับความอร่อย ครับ

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18197
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Fri Aug 13, 2021 9:59 pm

เอามาเขียนในนี้ดีกว่า ว่า outlook ของกลุ่มประกันวินาศภัยในไตรมาส 3/2564 และไตรมาส 4/2564 มีอะไรที่ต้องดูเป็นพิเศษ และอะไรที่ไม่ต้องดู บ้าง
อย่างแรกคือ ใครหนอที่ทำเรื่องไว้เมื่อเดือนกรกฏาคม 2564 ณ ตอนนี้งบออกมาแล้ว ก็ขาดทุนจากประกันเบ็ดเตร็ด งานนี้เลยวงแตกทำให้พวกพ้องไม่สามารถจ่ายปันผลได้
อันนี้เอาจาก บริษัทแห่งหนึ่งแจ้งงดจ่ายปันผล
--------------------------------------
หมายเหตุ
เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย (สำนักงาน คปภ.) ได้มีหนังสือที่ 4311/ว.2128
ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2564 เพื่อขอความร่วมมือมายังบริษัทประกันวินาศภัยให้งดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานในปี
2564 เพื่อเตรียมรับมือกับความเสี่ยงอันเนื่องมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19)
จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงนั้น
บริษัทฯ ขอเรียนให้ทราบว่า ถึงแม้บริษัทฯ จะมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง มีการบริหารจัดการความเสี่ยงเป็นอย่างดี
และมีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนสูงกว่าอัตราขั้นต่ำตามที่สำนักงาน คปภ. กำหนด และในไตรมาสที่ 2 บริษัทฯ
ยังคงมีกำไรจากการประกอบการเพียงพอที่จะพิจารณาจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลได้เช่นเดิม แต่เพื่อให้เป็นไปตามมาตรการที่สำนักงาน
คปภ.ขอความร่วมมือ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทจึงมีมติงดการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไว้ก่อน
จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในโอกาสต่อไป
--------------------------------------
งานนี้สภาพเหมือนธนาคารพาณิชย์ที่ธปท ไม่ให้จ่ายปันผลเมื่อปี 2563 ที่ผ่านเลย อารมณ์เดียวกัน คือ การ์ดสูงไว้ก่อน ซึ่งเป็นลักษณะของประเทศไทยหลังวิกฤติปี 2540 และวิกฤติ แฮมเบอร์เกอร์ที่ยกการ์ดสูงไว้เสมอ

เอาแหละ ลงรายละเอียด สิ่งแรกคือ ประกันโควิค 19 นั้นไปอยู่ส่วนไหนของอุตสาหกรรมนี้ มันไปอยู่ในส่วนของประกันสุขภาพ แล้วประกันสุขภาพเป็นส่วนหนึ่งของประกันเบ็ดเตร็ด ซึ่งเติบโตอย่างก้าวกระโดดเป็นหลัก ร้อยหรือพันเปอร์เซ็นต์ตั้งแต่ปี 2563 หรือ พูดง่ายๆโควิค 19 เป็นตัวกระตุ้น มันให้มียอดเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากมาย
สิ่งต่อไปนี้คือ สิ่งที่นักลงทุนทำการบ้าน ต่อว่า ผู้ป่วยโควิค 19 นั้น ลักษณะเป็นเช่นไร อันนี้มันคือ Position ในการขายของแต่บริษัทประกันวินาศภัย เช่นบางบริษัทนี้ การ์ดสูงแต่เริ่มต้น คือ เบี้ยมาเป็นหลักพันเลย แถมปีต่อมาไม่ลดอีกต่างหาก บางเจ้าขายแต่ online อย่างเดียว มีหน้า Web เปิดขายก็ล่มแล้วล่มอีก อะไรประมาณนี้ หรือ บางเจ้าขายกับธนาคารจนเลิกเวลาปิดสาขาไปคนก็ยังมีความต้องการซื้อประกันอยู่เลย ในปี 2563 นี้แหละ สิ่งที่ต้องทำการบ้าน
เพราะว่า การติดเชื้อ นั้น โดยทั่วไปนั้น คนมีเงิน มีอุปกรณ์ที่ดีกว่า (มีความแตกต่างกัน) แต่ทว่า การติดเชื้อนั้นกลายเป็นการติดเชื้อจาก แม่บ้าน ลูกจ้าง หรือคนในบ้านนำเชื้อมาให้มากกว่า ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว คนที่มีกำลังซื้อก็ซื้อมากกว่า 1 กรมธรรม์ ช่วงประมาณระลอกสองและระลอกสามต้นๆๆ ก็มีการจำกัดการขายว่าคนหนึ่งไม่เกิน 2 กรมธรรม์ต่อบริษัท แล้ว หรือ ตอนแรกๆก็ 1 กรมธรรม์ต่อ 1 คนต่อบริษัท ก็มีให้เห็น

มาดูมุมมองการเครม อันนี้มาจากคนที่ได้เบี้ยต่อ ก็ตั้งการ์ดสูง เลย ขนาดยังไม่ได้รับแจ้งว่าภัยมา ก็ให้นักคณิตศาสตร์คำนวณเลยว่า จ่ายเท่าไร ไม่พอ ตั้งเพิ่มไปอีก ในงวดที่ประกาศผลประกอบการ(ไตรมาส 2/2564) แล้วรวมกับของเดิมที่มีอยู่ เรียกได้ว่า รอรับศึกเลย ในส่วนของโควิค 19 แต่ทว่า คนที่รับเบี้ยต่อก็เห็นแล้วว่า มันมาแน่ ก็ลดการรับการส่งต่อ ทำให้การขายก็ชะลอตัวลง มาซักระยะหนึ่งแล้ว สำหรับเจอจ่ายจบ ซึงเป็นตัวปัญหา ของขณะนี้

โควิค19 ส่วนที่เป็นปัญหาคือ พวกเจอจ่ายจบ นั้นเอง ซื้อหลักสิบหลักร้อยได้หลักหมื่นหลักแสน ต่อกรมธรรม์นั้นเอง เนี่ยแหละที่ทำให้ ต้องมีการแหกคอกออกมาก่อนเวลาอันควร

เมื่อด้านร้ายบอกไปก่อน ข่าวดีคืออะไร ข่าวดีคือ อุตสาหกรรมนี้ เมื่อก่อนถึงปัจจุบัน เบี้ยส่วนใหญ่ในอุตสาหกรรมเป็นการทำประกันภัยเกี่ยวกับรถยนต์คือ พรบ และ ภาคสมัครใจ สองตัวนี้เป็นสัดส่วนที่เกินครึ่งหนึ่งของอุตสาหกรรม
เมื่อ เกิดโควิค 19 คนใช้ชีวิตอยู่กับบ้าน รถก็วิ่งน้อยลง เดินทางได้น้อยลง ไม่ค่อยได้เดินทาง (แต่ทำไมหุ้นที่เกี่ยวกับปั้มน้ำมัน ถึงได้กำไรดี อันนี้คือ ราคาน้ำมันมันเพิ่มขึ้น นั้นเอง ปี 2563 กลางปี ใครเล่น Future จะรู้เลย ว่าราคาน้ำมันล่วงหน้าติดลบ คือ ได้น้ำมันแล้วได้เงินแถมอีกต่างหาก แต่ตอนนี้คือ ซื้อตามปกติวิสัยแล้ว) ทำให้เกิดอุบัติตามท้องถนนลดลง การจ่ายค่าเครมประกันภัยในส่วนของรถยนต์ก็ลดลง นั้นเอง จำนวนรถที่เข้าอู่เพื่อซ่อมแซมก็ลดลง (ขั้นตอนการนำรถเข้าอู่ซ่อม ยุ่งยากกว่าเดิมมากมาย แถมออกมาบ้างที่ก็ฆ่าเชื้อให้ด้วยเป็นของแถม) ส่วนการตายจากอุบัติตามท้องถนนหรือสาเหตุจากอุบัติทางรถยนต์ ก็ลดลงนั้นเอง ทำให้ประกันรถยนต์ได้กำไร ในช่วงโควิค 19

ในปี 2563 นั้นสองแรง บวกคือ ทั้งยอดเบี้ยโควิค 19 ที่ได้เก็บกอบเป็นก่ำ และจำนวนผู้ติดเชื้อน้อย ผสมโรงกับการทำงานอยู่กับบ้าน และ มี lockdown นั้นเอง แต่ทว่าปี 2564 กิจกรรมเริ่มมีในช่วงต้นปี ถึงเดือนเมษายน 2564 หลังจากนั้นก็เป็นเหมือนปี 2563 กลางปี ที่ Lockdown เป็นจุดๆ แล้วเริ่มขยายตัวตามมาถึงตอนนี้ เป็นกลุ่มก้อนใหญ่ นั้นเอง ซึ่งในปี 2564 จำนวนคนติดเชื้อสูง ผสมโรงกับบางบริษัทลดเบี้ยโควิค 19 ที่คนถือกรมธรรม์ไม่เครมในปี 2563 แล้วมาต่ออายุในปี 2564 นี้ ไม่เพียงแค่นั้น โชคร้ายคือ เบี้ยประกันภัยจากการแพ้วัคซีนก็ราคาถูกมาก 1 บาทครบ 100 ก็ขายไม่ค่อยดีเท่าไร ยอดเบี้ยก็ได้ไม่สูงมากเหมือนเบี้ยโควิค 19 แต่ทว่าในจุดนี้ขายไปก็กำไร เพราะ คนที่เสียชีวิตจากวัคซีนโควิค19 น้อยมากๆ ยอดเลยกำไรมาได้ ส่วนรถยนต์นั้นก็เหมือนปี 2563 คือ ถนนโล่ง นั้นเอง ถึงแม้นช่วงนี้ ประชาชนเริ่มลงถนนเดินในช่วงสามเหลี่ยมดินแดงก็ตามที ถนนก็ยังโล่ง ไม่ติดขัด สัญจรสบายมากๆ เรียกว่าใช้ความเร็วได้ แบบสบายใจ

เนี่ยแหละ ที่เค้าเรียกว่า ในร้ายในดี ในดีมีร้าย สำหรับกลุ่มประกันภัย

มาดูกลุ่มประกันชีวิต อันนี้ ก็ได้อานิจสงฆ์ จากโควิค 19 ในตอนนี้คืออะไร
คือ ประชาชนทั่วไปไม่กล้าเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเท่าไร กลัวไปติดเชื้อที่โรงพยาบาล นั้นเอง ทำให้ยอดการเครมประกันสุขภาพ ลดลง (อันนี้ส่วนประกันวินาศภัยก็มี แต่ลืมพูดถึงก็มาที่ตรงประกันชีวิตแทน) แต่ทว่า ยอดผู้เสียชีวิตโควิค 19 เนี่ยซิ ทำให้ประกันชีวิตต้องจ่าย หากผู้เสียชีวิตทำประกันชีวิตไว้ ในส่วนนี้เป็นการกดดัน แทน
ดังนั้น เข้ากับคำว่า ในร้ายมีดี ในดีมีร้ายนั้นเอง

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18197
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Tue Sep 07, 2021 7:24 pm

ดิว งูกินช้าง ภาคพิเศษ
เคสงูกินช้าง นั้นคือบริษัทเล็ก take over บริษัทที่ใหญ่กว่านั้น
มีหลายเคสแต่ Case ที่น่าสนใจคือ Case cpall take makro เมื่อหลายเพลาที่ผ่านมา
เคสนี้สะเทือนวงการอย่างมาก ทั้งเรื่องราคาที่ cpall ซื้อ makro และ สภาพทางการเงินของ cpall ที่เหนื่อยลงในระยะเวลาต่อมาแต่ทว่า ณ ปัจจุบันภาพนั้นได้เปลี่ยนแปลงไป
แต่ทว่า เรื่องราวในบทต่อไปคือ บทของ การรวมร่างของการประสานกำลังระหว่าง 7-11 + marko และ Lotus's อันนี้ก็ถือว่าเคสงูกินช้างภาคพิเศษได้เหมือนกัน

สิ่งที่หลายต่อหลายท่าน คิดว่า makro แลกหุ้น กับ CPRH โดย ออกหุ้นเพิ่มทุน 5,010,323,500 หุ้น มูลค่าพาร์ 0.5 บาทต่อหุ้น คิดเป็น 217,949,072,250 บาท
(คิดเป็น 104.38%ของจำนวนหุ้นที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของ marko)
แลกกับสัดส่วนการถือครอง CPRD ที่มีรายได้รวมเสมือน (pro forma) จำนวน 208,648 ล้านบาท และสินทรัพย์รวมเสมือน (pro forma) 406,640 ล้านบาท
อันนี้คือ makro ไม่เสียเงินสักแดงเพื่อได้ CPRD ที่เป็น Holding company ของ Lotus's ที่ไทยและ มาเลเซีย แต่เพิ่มทุน 1 เท่าตัว ดังนั้น การถือครองหุ้นณ ตอนนี้
CPRD ถือครอง ประมาณ 50% ของ makro และ CPALL ลดการถือครองลงครึ่งหนึ่ง (จาก93.08% เหลือประมาณ 46 % ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของ makro ก่อนCPALL ได้หุ้นจากการเลิกกิจการ CPRH )

จากหลังจากการทำธุรกรรมแรก แล้ว CPRH ก็ยกเลิกกิจการ
ตอนนี้ตัวกิจการ มีหุ้นของ Makro อยู่ เมื่อเลิกกิจการ คือ คืนหนี้สิน ให้กับเจ้าหนี้ทุกรายของบริษัท และ แปลงสินทรัพย์ที่เหลือจากการจ่ายคืนหนี้สิน ให้กับผู้ถือหุ้นถ้าหากเหลือ (อาจจะเป็นในรูปเงินหรืออะไรก็ตามก็ได้)
จุดนี้คือ CPRH เลือกว่าคืนหุ้น Makro ให้แก่ผู้ถือหุ้น (แสดงว่า บริษัทไม่มีหนี้สินอะไรเหลือเลย หรือสินทรัพย์ที่ไม่ใช้หุ้นของ marko สามารถจัดการจ่ายหนี้สินให้แก่เจ้าหนี้ได้ทั้งหมด)
CPALL ได้หุ้น marko ไป 2,004,129,400 หุ้น คิดเป็น 20.43% ของจำนวนหุ้นที่มีของ makro หลังแลกหุ้นเสร็จแล้ว
CPH ได้หุ้น marko ไป2,004,129,400 หุ้น คิดเป็น 20.43%ของจำนวนหุ้นที่มีของ makro หลังแลกหุ้นเสร็จแล้ว
CPM ได้หุ้น marko ไป 1,002,064,700 หุ้น คิดเป็น 10.21% ของจำนวนหุ้นที่มีของ makro หลังแลกหุ้นเสร็จแล้ว
เมื่อถึง บรรทัดนี้ CPALL มี 65.97%
CPH มี 20.43%
CPM มี 10.21%

จากนั้น CPH และ CPM ทำ tender offer จำนวนไม่เกิน 332,098,500 หุ้น คิดเป็น
สัดส่วนไม่เกินร้อยละ 3.39% ของหุ้นทั้งหมด

หลังจากจบทั้งหมด
CPALL + CPH + CPM ขายหุ้นบางส่วน โดย Public Offering จนทำให้ Free Float ถึง 15% แต่เมื่อไรไม่รู้ แต่ต้องพ้นระยะที่ tender offer และ +1 ปีไปแล้ว คือ อย่างน้อยๆ คือ 2565 ปลายปี ค่อยว่ากันใหม่ อีกครั้งหนึ่ง กว่าจะขยับอะไรได้

อ่านแล้ว เหมือน งูกินช้างภาคพิเศษเลย
ถ้ามาดูกัน ที่ละจุด
MAKRO ได้อะไร
1. รายได้เพิ่ม ในปี 2563 รายได้ทั้งหมด 218,760.19 ล้านบาท มารวมกับได้ใหม่ 208,648 ล้านบาท คิดเอาง่ายๆ 100%
2. จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว (ตัวเลขกลมๆ)
3. กำไรสุทธิ (ถ้าไปดูที่แหล่งที่หาข้อมูลได้คือ 7 พันล้านถึง 12 พันล้านบาท จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เฉพาะ Lotus's ที่ไทย)
4. ช่องทางจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น/ร้านค้าที่เพิ่มขึ้น
5. แรงกดดัน Supplier มากขึ้น
6. คู่แข่งน้อยลง

ส่วน CPALL ได้อะไร
1. จากกำไรของ CPRH มาให้ CPALL แค่ 40% คราวนี้ผ่าน marko ที่ถือครอง 60% กว่าๆ นั้นคือ งบการเงินรวม ทันที ผ่าน marko ที่เติบโตขึ้น

ส่วน CPF ได้อะไร
อันนี้ มาได้เพราะตามโครงสร้างถือ CPM มา ถือ CPALL มาด้วย
ดังนั้น คนนี้จะได้ด้วย แต่เป็นทางอ้อม แต่ทว่าถ้าหาก กลยุทธ์ของ Lotus's ถ้าตัวเล็กสุด คือ Lotus market เดิม ทำเป็น Go fresh อันนี้คือช่องทางจำหน่ายของ CPF ทดแทนที่ CP ทำไว้ก่อนคือ CP Fresh ที่หายหน้าหายตาไป

สิ่งที่น่าต้องติดตามดู ต่อไปคือ
1. Cash cycle หลังจากรวมร่างแล้วของ Makro + Lotus's นั้นติดลบมากกว่าเดิมแค่ไหน
2. ช่องทางจัดจำหน่ายมีประสิทธิภาพแค่ไหน
3. การวาง Position ของ Lotus's อยู่ที่ไหน ชนกับ BigC หรือทำตัวเป็นตลาด หรืออย่างไร

อันนี้คือ รอ เอกสาร ประกอบการประชุม ว่าเป็นเช่นไร
แต่ ดิวนี้เรียกว่า งูกินช้างภาคพิเศษ ของแท้ จริงๆ

note จุดสำคัญคือ
CPRD นั้น เป็นคนที่ซื้อกิจการ Lotus's จริงๆ ใช่ไหม แล้วหนี้ที่เกิดจากการซื้อมาจากตัวนี้ใช่หรือไม่ ก็ต้องดูกันต่อไป ถ้าหากใช่ตามที่คาดการณ์คือจะเห็นหนี้ก้อนนี้ผ่านมาทาง marko นั้นเอง
(เพราะ CPRH เลิกกิจการแล้วโอนหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้น มันคือkey ไม่ได้กล่าวถึงหนี้ไปด้วยไหม)
ซึ่งการกู้ของกิจการขนาดใหญ่นั้น ดูที่ตัวราก มิใช่เหมือนกฏหมายที่ดูแค่ขั้นเดียวเท่านั้น
(อันนี้มีหลายเพลาที่คิดแบบนี้ ไปดูย้อนหลังได้น่า )
แต่ถ้าไม่ใช่ แล้วหนี้ก้อนที่ซื้อ lotus นั้นใครถืออยู่หนอ
:)

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18197
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Thu Sep 16, 2021 6:32 pm

Game changed - App Store War
เกมเปลี่ยนแปลงไปสำหรับ Application Store ของ mobile
ที่ครอบครองโดยสองเจ้าใหญ่คือ Apple และ Google
แต่ทว่า Google นั้นให้คนอื่นเค้าร่วมหัวจมท้ายด้วย มีคนอื่นที่พยายามทำ แต่ทว่า
สุดท้ายก็ต้องมี Play Store ของ Google มาด้วย
ไม่เพียงแค่นั้น APK สามารถติดตั้งได้เพิ่มเติมหากต้องการ
ส่วนของ Apple มีแค่เจ้าเดียวผูกขาด การติดตั้งโปรแกรมผ่าน Apple Store เท่านั้น
ถ้าติดต้องนอกเหนือจากนี้หมดประกัน มีของแถมอีกต่างหาก

เหตุการณ์ ต้องบอกว่า สงครามของ Application Store ไปอยู่ที่วงการของเกม มิใช่วงการของบันเทิง คือหนัง/ภาพยนต์ หรือเพลง แต่กลับกลายเป็น วงการเกม

ซึ่งประเด็นนี้คือ การเติมเงินในเกม ที่ Apple และ Google พยายามให้รายการที่ดำเนินการผ่านตัวเองมากที่สุด ทำให้รู้ว่า เกมไหนเป็นที่นิยม หรือ แนวโน้มพัฒนาไปทางด้านไหน นั้นเอง
ส่วนผู้พัฒนาเกมก็โดนกินหัวคิว คือ ค่าการตลาดและโปรโมทให้กับ Store ด้วยหัก 30%
เมื่อถึงเวลาถึง ทุกอย่างก็ว่ากันด้วยผลการดำเนินการ คือ 30% ว่ามากไหม ก็ถือว่ามากอยู่เหมือนกัน ในการนี้ มันเลยเกิดการปลดแหกของวงการเกมเกิดขึ้น

คราวนี้เมื่อ เรื่องไปจบที่ศาล นั้นคือ Apple และ Google เปิดทางให้เกิดการเติมเงินนอกเหนือภายใน Store ของตัวเอง งานนี้คือ transaction ที่เคยเห็นว่าเท่าไร ก็ไม่เห็น จำนวนเงินที่วิ่งผ่านมือ แล้วหัก 30% แล้วค่อยไปจ่ายให้แก่ผู้พัฒนาเกมอีกทอดหนึ่งก็หายไป
งานนี้คือ สิ่งแวดล้อมที่สร้างขึ้นมานั้นหายไป Apple /Google ไม่เห็นการเคลื่อนไหวของเงิน ทำให้ไม่รู้ว่า Application นั้นพัฒนาอย่างไร แต่สิ่งที่ Apple /Google เห็นคือการ เปลี่ยนแปลงของ Application การปรับปรุงมีบ่อยแค่ไหน หรือ ไม่ค่อยปรับปรุง ยอดคน Download มาน้อยแค่ไหน นั้นคือ Network effect ยังเห็น ได้อยู่แต่น้อยลงกว่าเดิม

เนี่ยคือ เกมเปลี่ยน และ อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ที่ Apple และ Google อุตสาหะสร้างกันมา ซึ่งเป็นจุดที่ชนะ MS ก่อนหน้านี้เลย ว่าทำไม MS ถึงยอมถอย ออกจากสงครามมือถือคือ ตัวชี้แพ้ชนะคือ จำนวน Application ที่อยู่บน platform นั้นๆ ว่ามี Developer จำนวนมากไหน และ ผลิต Application มาได้หลากหลายแค่ไหน
สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานของไหม
เนี่ยแหละคือ สิ่งที่ถ้าหากเกิดตอนที่ MS ยังอยู่ในตลาดคงจะมันส์กว่านี้แน่นอน แต่เกิดช้าไปหน่อยเท่านั้นเอ

ปล ระวังเรื่อง เอเวอร์แกรนด์ ของจีนไว้ดี ว่าเคสนี้จะใหญ่มากน้อยแค่ไหน
ถ้าหากเกิดขึ้นจริง คือ ล้มละลาย งานนี้คือ ความรุนแรง ไต้ฝุ่นระดับ 5+ เลยทีเดียว เทียบเท่ากับ วิกฤติ แฮมเบอร์เกอร์ได้เลยทีเดียว
เพราะว่า ตัวนี้คือ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของจีน นั้นเอง
ต้องรอดู ว่า ผลมันมากน้อยแค่ไหน เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์
:)

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18197
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Fri Sep 17, 2021 11:01 pm

EU กับ mobile ที่ต้อง update Software ระบบปฏิบัติการ 3 ปี (5ปี) และอุดช่องโหว่ง 5 ปี (7ปี)
น่าจะปี 2023 นั้น EU กำลังบังคับใช้ กฏระเบียบกับ ผู้ผลิต Mobile และ Tablet ทั้งหมด ที่ขายใน EU มีดังนี้
1. port เป็น USB Type C ทั้งหมด ไม่มีอย่างอื่น (งานนี้เห็น Apple iPad Mini และ Apple Watch Series 7 มาเป็น USB Type C แล้ว แสดงว่า อีกไม่นาน ตัวหลักก็มาทางนี้แน่นอน เพราะโดนบังคับ)
2. ขาย Mobile แล้วต้องตาม Update ระบบปฏิบัติการและอุดช่องโหว่ง 3 ปีและ 5 ปี ด้วย แต่เยอรมันนีขอ เป็น 5 ปีและ 7 ปี
ด้าน Apple ตอนนี้ iPhone 6s กับ 6s Plus ได้ ปรับปรุงเป็น iOS15 รุ่นนี้ เปิดตัวในปี 2015 ดังนั้นตอนนี้ 2021 แล้ว อายุก็มากกว่าเกินของ EU
แต่ด้านของ Google อันนี้งานหนักมากกว่า เพราะว่า แต่ละยี่ห้อ แค่ 2 ปีเท่านั้นที่ update Software และ Patch ที่เห็นสูงสุดคือ 3 ปี
งานนี้คือ Apple ทำไปแล้ว แต่ Google งานนี้เหนื่อย ต้องไล่ทุกรุ่นไม่พอ ต้องดูเรื่อง Hardware อีก งานนี้เหนื่อย
3 mobile ที่ขายวันแรกใน EU ต้องระบุราคาอะไหล่ ทันที แจ้งให้ผู้ใช้งานทราบว่า ถ้าหากซ่อมต้องเสียค่าใช้จ่ายสำหรับอะไหล่แต่ละชิ้นเท่าไร ที่สำคัญคือ คงไว้ 5 ปีสำหรับราคา และ การสนับสนุนหลังการขาย (อันนี้คือต้องมีอะไหล่ สำหรับรุ่นนั้นๆยาวนาน 5 ปีและ ราคาเท่าเดิมเหมือนวันที่เปิดตัวที่แจ้งไว้ห้ามปรับเด็ดขาด) แต่ของเยอรมันของ 7 ปี
4 การแกะ และ ซ่อม ต้องมีคู่มือที่ชัดเจนและต้องซ่อมให้ง่ายอีกต่างหาก (อันนี้เป็นทั้ง US และ EU ในประเด็นนี้)
ดังนั้นงานนี้ เมื่อ EU ทำเป็นมาตรฐานแล้ว แล้วที่อื่นคงเดินตามรอยละ
งานนี้ภาระช่วงแรกตกอยู่กับ Google ในส่วนของ Software หนักๆทีเดียว กับผู้พัฒนาซอฟแวร์ให้กับ แต่ละค่ายว่าต้องสนับสนุนยาวนานขึ้นกว่าเดิม
ส่วนลำดับถัดไปคือ เรื่องของอะไหล่ที่ต้องคงไว้ยาวนานขึ้นกว่าเดิม
ซึ่งมันคือการพลักภาระให้กับผู้ซื้อต่อไปนั้นเอง
ส่วนประชาชนทั่วไปก็ใช้งาน mobile นานยิ่งขึ้น กว่าจะเปลี่ยนรุ่น นอกเสียว่า 5G->6G->7G เร็วขึ้น อันนี้ก็เหนื่อยกับ ผู้วางระบบเครือข่ายอีก
งานนี้คือภาพจะเกิดอีกไม่ช้า 1-2 ปีข้างหน้านี้ แต่บางรายก็เริ่มทำไปแล้ว อย่างเงียบทำเป็นมาตรฐานให้เห็น นั้นคือ Apple
ส่วน USB type C อันนี้คือ ปัญหาว่า อะไรจะมาแทนที่ในอนาคต เพราะ ทุกคนใช้งานทั้งหมด ไม่ว่า Power /data การเชื่อมต่ออะไรก็ มุ่งหมายมาที่ USB Type C
ดังนั้น ถ้าหากผูกขาดมากไปก็ไม่มีใครพัฒนา Port ใหม่ๆ ให้ใช้งาน อีกซักพักใหญ่ๆเลย
งานนี้การต่อสู้เรื่อง Port การเชื่อมต่อ ตั้งแต่ ยุค parallel port /Serial Port /USB type A,B,C /IEEE1394/Thunderbolt พวกนี้ จบลงที่ USB Type C ในยุคนี้
ส่งไม้ต่อเป็นการเรียบร้อย สงครามเรื่อง Port จบ

เรื่องนี้ในร้ายมีดี ในดีมีร้าย มองให้ครอบคลุม

:)


User avatar
mongkol
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 277
Joined: Wed Dec 20, 2006 6:35 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by mongkol » Mon Sep 20, 2021 1:52 pm

เรื่อง 2 พส. พี่มิมองอย่างไรครับ เป็นคุณเป็นโทษอย่างไร

แก่นแท้ คือ "ความว่าง" นี่เอง


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18197
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Mon Sep 20, 2021 5:07 pm

mongkol wrote:
Mon Sep 20, 2021 1:52 pm
เรื่อง 2 พส. พี่มิมองอย่างไรครับ เป็นคุณเป็นโทษอย่างไร
ความหมายไหนละ คำนี้มีหลายความหมาย

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18197
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Fri Sep 24, 2021 12:06 am

การตื่นขึ้นของยักษ์
หาใครที่เคยดูหนังเรื่อง"ยักษ์"ของ Workpoint ที่ฉายในโรงเมื่อหลายปีก่อนนั้น
เรื่องนี้ มีเค้าโครงมาจากรามเกียรติ์ ที่ยักษ์ตัวเขียว ทศกัณฑ์ จำความไม่ได้
แต่หากเมื่อไรที่จำความได้ ก็ทำให้โลกไม่สงบสุขอีกครั้งหนึ่ง

หากเทียบกับตอนนี้ เมื่อ การตื่นขึ้นของสถาบันทางการเงิน เปลี่ยนแปลงจาก สถาบันทางการเงิน เป็น Holding Company
ชูธงเรื่อง FinTech ต้องบอกเลยว่า การชูธงเรื่อง FinTech นั้นเป็นเรื่องไม่ใหม่ในตอนนี้ แต่ทว่า จริงที่ใหม่คือ ภาพของนักลงทุนที่กำลังเรื่องฝังความจำว่า การกลายร่างนี้เป็นการกลายร่างจากสถานการเงินแบบเดิม ไปสู่ FinTech ที่ใหม่และสดกว่า นักลงทุนมองเห็นการเติบโต (Growth) ที่มากกว่า แบบสถานบันการเงินแบบเดิมๆ (เหมือนหนังโฆษณาของค่ายสีน้ำเงินเมื่อหลายปีก่อนนั้นเอง ฉีกกฏเดิมๆ) ไม่เพียงแค่นั้น การเข้าถึงกลุ่มลูกค้าแบบใหม่ อันนี้ก็ทำให้นักลงทุนมองว่าเพิ่มมูลค่าขึ้นได้
ที่สำคัญ คือ สายตาของประชาชนคนรุ่นใหม่ที่ต้องการย้ายประเทศ มองว่า FinTech สามารถตอบโจทย์ของเค้าได้มากกว่าสถาบันการเงินแบบเดิมๆ

ไล่ยาวมา 1 ย่อหน้า แต่ที่ ต้องบอกคือ คำว่า Holding Company นี้ ไม่ใช่ตัวขับเคลื่อน
ตัวขับเคลื่อนคือ ข้างใต้ Holding Company ซึ่ง นั้นคือ Holding Company โดยส่วนใหญ่พฤติกรรมคือไปถือหุ้นบริษัทอื่น
แล้วเข้าไปบริหารระดับภาพใหญ่ ส่วน Operation ก็อยู่ที่บริษัทข้างนอกตลาด เพื่อความคล่องตัว ดังนั้น ทำให้นักลงทุนลดทอนมูลค่าลงไป

อีกประการหนึ่ง คือ การเป็น Holding company อันนี้ ทดแทนสถาบันทางการเงิน คือ ลดการตรวจสอบของหน่วยงานกำกับลงได้มาก เพราะ แต่ทว่าตอนทำงบการเงินรวมก็ยังทำแบบธนาคารอยู่ดี เพราะ สินทรัพย์ส่วนใหญ่คือตัวธนาคาร
จุดนี้ทำให้ยากต่อการแกะแคะเกลา กว่าเดิมมาก เพราะมันยำรวมมิตร รวมทุกสิ่งทุกอย่างเข้าด้วยกัน งานนี้คนที่ต้องการแกะแคะเกลา ต้องอ่านดีๆ แหละ ว่าธุรกิจอะไรคืออะไร ซึ่งแลกกับการกระจายความเสี่ยงและความคล่องตัวที่เพิ่มขึ้นมากนั้นเอง

งานนี้หลักๆคือ เปลี่ยนภาพจากสถาบันทางการเงินแบบเดิมๆ กลายร่างเป็น FinTech ชูเรื่อง Technology นำ
เมื่อเป็นแบบนี้ การตีมูลค่าก็เพิ่มขึ้นทันตาเห็นทันที
การทำแบบนี้ก็ เป็นการปลุกให้ทุกสายตามามองว่า ถ้าทำได้สำเร็จ อาจจะมีลอกการบ้านได้

กลับมาเรื่องที่โครงสร้าง หลังจัด ว่าแปลกใจไหม บอกเลยไม่แปลกใจ เพราะก่อนหน้านี้มีบริษัทในตลาดคล้ายๆกัน คือ หัวเป็น Holding company ไปถือสถาบันทางการเงิน บริษัทสินเชื่อต่างๆ ประกันชีวิต ประกันวินาศภัย ห้างสรรพสินค้า อะไรประมาณนี้ แต่สุดท้ายเมื่อถึงเวลาก็จัดโครงสร้างใหม่ คือขายสถาบันทางการเงินออกไป เหลือส่วนอื่นๆไว้ ดังนั้นโครงการแบบนี้ไม่ใช่โครงสร้างใหม่อะไร แต่มันคือการให้ภาพจำในสมองของนักลงทุนว่า มัน FinTech เอา Tech นำแทน

ดังนั้น ช่วงเวลาต่อไปคือ การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีอีกครั้งของประเทศไทย อย่างก้าวกระโดด เพราะ เล่นชูธงแบบนี้ ถ้าหาก ทำอะไรไม่สำเร็จไม่ว้าว แล้วละก็การชูธง แล้วสะพัดลงแบบเร็วๆ จนเกิดเสียงพรึ่บ คงไม่เกิดแน่นอน

สุดท้ายนี้ที่ทิ้งท้ายไว้คือ แกนของเรื่องคืออะไร ใจเย็นๆ ตอนนี้เป็นช่วงที่ต้องระวังไว้มากๆ และใกล้เดินเข้าใกล้คูหาทุกที

ปล. ใครที่ตามเรื่องประกันโควิค เจอจ่ายจบนั้น
ตัวเลขที่ออกมาจากคปภ ณ ตอนนี้คือประมาณ 9,500 ล้านบาทที่สะสมการเครมถึงเดือนสิงหาคม 2564
โดยการเร่งขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายน 2564 เป็นต้นมา
เราเป็นนักลงทุนมองเห็น การเครมของประกันโควิคไหม ตอบเลยว่า ไม่เพราะว่า ตัวประกันโควิค มันไปจัดอยู่ในหมวดเบ็ดเตร็ด
หรือ บางบริษัทแยกอยู่ในหมวดของประกันสุขภาพ หรือ ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลและสุขภาพ
ดังนั้น เรามองเห็นแต่ก้อนใหญ่ เท่านั้น ลงไปล้วงลูกไม่ได้ ต้องถามเอา หรือ บริษัทเปิดเผยออกมาเท่านั้นว่าเท่าไร
แต่ทว่าในตัวก้อนใหญ่ ตอนโควิค 19 ผู้ติดเชื้อสูงนั้น รพ มีประชาชนทั่วไปเข้าใช้บริการน้อย ยอดการเครมประกันสุขภาพน้อย
ตั้งแต่ปี 2563 ถึงปัจจุบัน ดังนั้น มันคือ หักลบกลบหนี้ กันไป นั้นเอง

สุดท้ายรอบสอง คือ ตอนนี้ภาพขัดแย้ง มีมากขึ้นเรื่อยๆ มันขึ้นอยู่ที่เรามองมุมไหน มองอย่างไร ใช้ชุดความคิดอะไรมองดู
ไม่ได้ขัดขวางอะไร เพราะ อะไรที่ปล่อยออกจากคันธนูแล้ว ศรนั้นต้องพุ่งเข้าหาเป้าเสมอ ไม่ว่า ถึงเป้าหรือไม่ถึงเป้าก็ตาม จะโดนจุดแดงกลางเป้า หรือขาวๆ หรือ นอกเป้าก็ตาม มันไม่มีทางย้อนกลับมาสู่ที่คันศรได้อีกครึ่งหนึ่ง นอกเสียเดินไปเก็บลูกศรลูกนั้นกลับมายิงใหม่อีกครั้งหนึ่ง

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18197
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Wed Oct 13, 2021 1:40 pm

Any Where ,Any Time -> Workation
โควิค 19 กำลังเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของมันแล้ว (คาดการณ์ว่า ยังมีอีกสองยก ซึ่งเป็นประมาณนาทีที่ 65 และ ช่วงทดเวลา )
แต่อย่างไรเสีย สิ่งที่ โควิค 19 ส่งผลต่อเราคือ คำว่า Work any where ,work any time + work and travel รวมกันเป็น Workation คือ ท่องเที่ยวไป แล้วทำงานไปด้วย ซึ่งมีหลายต่อหลายท่านก็ทำกัน ในช่วง Work from Home
สิ่งนี้เป็นแรงกดดัน ต่อบริษัท และ ต่อการจ้างงานในอนาคต คือ เมื่อเปิดการทำงานขึ้นมา ก็มีพนักงานบ้างส่วนที่ต้องการทำงานที่บ้าน และ บางส่วนก็ต้องการกลับไปทำงานที่สถานที่ตั้งของบริษัท อีกบางส่วนคือทำทั้งสองที่ ถ้าหากงานที่ทำสามารถทำได้

สิ่งที่ทำให้ Workation เกิดขึ้นได้คือ
1. โรงแรมที่มีปัญหาเรื่องนักท่องเที่ยวที่ลดลง และ ต้องปิดกิจการ จนขายกิจการทิ้ง ซึ่งเมื่อโรงแรมไม่มีได้รับนักท่องเที่ยวห้องก็ทรุดโทรม ต้องมีการบำรุงรักษา ทำให้ดูดีขึ้นมาใหม่ อีกครั้งหนึ่ง จึงต้องมี theme ในการดำเนินการ ซึ่งเหมาะสมกับ workation ที่กำลังจะมา
2. โรงแรมมีการเชื่อมต่อ อินเตอร์เน็ต และความเร็วของอินเตอร์เน็จสำหรับ mobile phone นั้นก็เข้าสู่ยุค 5G แล้ว สำหรับในโรงแรมนั้น มี Wifi เป็นสิ่งที่ต้องมี และ สัญญาณต้องดีด้วย
3. การพัฒนาของซอฟแวร์ที่ใช้ในการประชุมที่เติบโตมาในช่วงโควิค 19 ทั้ง Zoom(ZM) /Google meet(Google hangout) /MS team สามารถใช้งานได้ทั้ง desktop/Notebook/Mobile/Tablet เรียกได้ทุกอุปกรณ์ที่เราใช้ในชีวิตประจำวันเลยทีเดียว

แต่อย่างไรเสีย Workation มันไปขัดแย้งกับความเชื่อในช่วงที่ก่อนหน้านี้คือ การพักผ่อนเพื่อการรีชาร์จ เมื่อรีชาร์จได้ความคิดใหม่หรือประสบการณ์จากการเดินทาง ก็ทำให้พนักงานสามารถกลับมาทำงานได้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
อันนี้เป็นความท้าทายในช่วงเวลาต่อจากนี้ไป

ปล
ระเบิดที่ US กำลังพุ่งเป้าที่เดือนธันวาคม 2021 คือ งบประมาณประจำปี (ตอนนี้เป็นงบประมาณชั่วคราวเพื่อป้องกัน Governance Shutdown ) และตามมาด้วย Debt limit ที่เพิ่งผ่านสภาล่างไป โดยที่ตั้งเพดานที่เพิ่มขึ้นที่น้อยมาก และต้องพิจารณา กันอีกครั้งในเดือนธันวาคม 2021
ทั้งสองเรื่องนี้ต้องจับตาดูกันต่อไปว่าเป็นเช่นไร

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18197
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Sat Oct 16, 2021 12:18 am

การเพิ่มถอนนใบอนุญาตบริษัทประกันวินาศภัย
วันนี้มีข่าวที่น่าจับตาคือ การเพิกถอนใบอนุญาตของบริษัทประกันวินาศภัย รายหนึ่ง ที่มีปัญหาเรื่องการเครมประกัน เจอ จ่าย จบ ที่ขายสำหรับโควิค 19
ซึ่งรายงาน คปภ เข้าควบคุมกิจการมาได้ซักพักหนึ่ง ประมาณเวลา 1 เดือน แต่สุดท้ายคือ ไปไม่รอด ซึ่งเป็นการลดลงของบริษัทประกันวินาศภัยอีกครั้งหนึ่ง ที่ระยะเวลาตั้งแต่ช่วง 2550 มานั้นลดลงเรื่อยๆ ทีละ 1 บริษัท หรือ 2 บริษัท เป็นช่วงๆ
ซึ่งเมื่อบริษัทประกันวินาศภัย ลดลง ก็ส่งผลกระทบไปยัง ภาคส่วนอื่นๆ ด้วย
งานนี้ต้องจับตาว่า รายอื่นอีกหรือไม่ เพราะ ไปดู มาวันนี้ก็เริ่มมีข่าว แถวรัชดา ... อีกรายหนึ่ง ที่มีปัญหาเครมช้า แต่ทว่า คปภ ยังไม่เข้าไปดำเนินการอะไร แต่ทว่า CAR Ratio ที่ไปดูราย เริ่มมีการรายงานถี่ขึ้น แสดงว่า โดนคปภ ให้ประกาศทุกเดือน แทนที่จบไตรมาสประกาศ แสดงว่ารายนี้ ก็ต้องวัดใจ คปภ ว่าอย่างไร เป็นไปเหมือนรายที่ปิดตัวหรือเปล่า ต้องรอดู
:)

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18197
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Wed Oct 20, 2021 11:04 pm

ปีนี้ตั้งแต่เดือน 2/2564 (ตอนโควิค 19 เริ่มระบาดรอบ2 ที่สมุทรสาครนั้น)
ตอนนั้น เริ่มมีการขายประกันประเภทภัย ทางไซเบอร์ ครอบคลุมเรื่องการซื้อขายของออนไลน์
เรากดซื้อไปหมด ประเภทละ กรมธรรม์ ตอนนั้นเสียดายเงินซื้อไหม ก็เสียดาย แต่ทว่า ก็ถือว่าลองละกัน ซื้อป้องกันไว้ ราคารวมๆก็ประมาณเป็นพันบาท
ที่ซื้อไม่ใช่อะไร เพราะ เห็นแว่วว่าได้ Shopping online แน่นอน
อันนี้ไม่ได้เล่าเพราะว่า นึกว่า ซื้อไปแล้ว Trend ไม่มา แต่ที่ไหนได้ มาเดือนนี้เรื่องใหญ่เลยทีเดียว ทำไมเรื่องใหญ่เพราะ มันเกี่ยวข้องกับระบบการเงิน เมื่อระบบการเงินโดยเฉพาะระบบธนาคารนั้น อยู่บนความเชื่อมั่นของประชาชน หากเมื่อไรที่ประชาชนเสื่อมศรัทธา เรื่องเงินแล้วไซร้ มันคือ ความวิบัติของประเทศเกิดขึ้นทันที ดังนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก จึงสังเกตเห็นว่า เมื่อเรื่องใหญ่ มันก็สงบภายในระยะเวลา 2-4 วันเท่าไร เรื่องก็ลดกระแสความร้อนแรงแล้ว

เรื่องนี้ ส่วนตัวโดนมาก่อน
เรื่องของบัตรเดบิตนั้น โดนมาตอนที่ออกใหม่เลย ไปรูดซื้อหนังสือ แต่ร้านรูดเสร็จก็แล้วไม่ Confirm เนื่องจาก Connection ไม่ดี รูดซ้ำสองครั้ง ทำให้ตัดยอด double ไป
ต้องเสียเวลาไปเขียนร้องที่สาขาของธนาคารแห่งหนึ่ง ซึ่งผู้จัดการรับเรื่องไป จนกระทั่งกระแสเงียบไป ปัจจุบันระบบการใช้บัตรเดบิตการยังเหมือนเดิมคือ ไม่มี OTP หรือ SMS หรือ E-mail แจ้งการใช้งาน มีแต่การแจ้งยอดผ่านบัญชีเท่านั้น วิธีการแก้ไขง่ายๆคือ ทุกยอดการใช้จ่ายทำเหมือน บัตรเครดิต คือยืนยันยอด แจ้งทุกการใช้จ่าย แค่นั้น แต่ไม่ทำเพราะ ถ้าหากทำ ต้นทุนมหาศาล แต่ทว่า เทียบกับ รายปีเก็บกัน 200-500 บาท ตามที่ประกาศ ของ ธปท แล้ว มันน่าทำไหมแหละ

ส่วนเรื่องการรูดใช้ต่างประเทศ อันนั้น นั่งทำงานอยู่ดี มีรายการแจ้งเตือนมาจาก การใช้จ่ายบัตรเครดิต ดวงคนมันเฮง คือ ว่างพอดี เห็นรายการผิดปกติ รีบโทรไปยังบริษัทเจ้าของบัตรทันที จัดการ Refund และ จัดการ Block ทันที เพราะ มันเป็นช่วงเวลาบ่ายๆ ของวันทำ ซึ่งกว่าจะได้ยอดคืน ก็ใช้เวลา 45-60 วัน ณ เวลานั้น ยอดที่ได้คืนน้อยกว่ายอดที่จ่ายไปคือ 0.01 บาท แสบไหมละ สำหรับบริษัทบัตรเครดิต (ยอดที่ใช้กับยอดที่ Refund จากปัญหานี้ แตกต่างกันคือเราต้องจ่ายไป 0.01 บาท)
แต่เคสที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือ โดนเท่าไร คืนเท่านั้น ไม่มีการ ตัดยอด 0.01 บาทให้เห็นกันละ

ปัจจุบันระบบบัตรเครดิตมีการยืนยันยอดเสมอในการใช้งาน แต่ทว่าเริ่มผ่อนคลายเพราะว่าเริ่มมีช่องโหว่งคือ จ่ายขั้นต่ำไม่เกิน 1,xxx บาท ก็ไม่ต้องมีการลงรายมือชื่อ เพื่อลดกระดาษ แต่ไม่คิดหรือว่า ต้องทำ OTP แทนกระดาษ อันนี้คือช่องในปัจจุบันของบัตรเครดิต แต่ยังดีที่เริ่มมี Notification ทาง SMS /ผ่าน App ว่ามีการใช้จ่าย ดีกว่าเมื่อก่อนนี้ ต้องขอบคุณ Apple และ Google ที่สร้าง iOS และ Anroid ทำให้เรื่องนี้มันง่ายขึ้นกว่าเมื่อก่อน แต่ทว่า เราต่างหากที่สร้างช่องโหว่งเปิดไว้รอวันที่เป็นข่าวต่อไป
:)

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18197
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Fri Oct 22, 2021 9:26 pm

ยุคสมัยสร้างความกลัว
ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์นั้น ตั้งแต่มีมนุษย์ขึ้นมานั้น ความกลัวอยู่คู่กับเราตลอดมา
ไม่ว่าช่วงไหนของประวัติศาสตร์ก็ตามที ทั้งช่วงยุครุ่งเรื่อง หรือ ยุคตกต่ำ แม้นกระทั่งยุคฟื้นฟูก็ตาม ความกลัวก็มีในหัวใจของมนุษย์
แต่ทว่าในยุคนี้ก็ยังมีเรื่องความกลัวในใจของมนุษย์อยู่อีก
ไล่ตั้งแต่กลัวตายจากโรค Covic 19 ที่ต้องแก่ไปจองวัคซีนทางเลือก
กลัวอดยาก อันนี้เป็นไปทุกยุคทุกสมัย
กลัวลัทธิการปกครองต่างๆ อันนี้คือ เกิดจากโฆษณาชวนเชื่อ
ความกลัวต่างๆนั้น สามารถจัดการได้ โดนจำกัดความไม่รู้ทิ้งไป แต่ทว่าเราก็ต้องรู้ว่าความกลัวของเรานั้นมีสาเหตุมาจากอะไร แล้วเมื่อรู้ เราก็ค่อยหาความรู้จนกระทั่งเราไม่ให้ความกลัวนั้นแทรกแซงเราได้
ยิ่งในโลกความลงทุนนี้ ย้อนไปในยุคสงครามเวียดนามนี้ชัดเจนเลย ระดับผู้มีอันจะกินหรือมีฐานะในตอนนั้นอพยพออกจากเมืองไทย ไปที่อื่นๆ เพราะความกลัวว่าประเทศไทยเปลี่ยนการปกครองเป็นระบบสังคมนิยมคอมมิวนิตส์ จากทฤษฏีโดมิโน นั้นเอง แค่นี้เองก็ทำให้ต้องขนความมั่งคั่งออกจากประเทศไทย ย้ายตัวเองก็ไปตั้งถิ่นฐานใหม่ กันจำนวนมาก สุดท้ายคืออะไรก็สามารถสามารถค้นคว้าได้
สิ่งที่กำลังจะสื่อ หรือกำลังบอกคือ การสร้างข่าว หรือการลวงด้วยข่าว หรือ การสร้างความเชื่อต่างๆ นั้น เป็นไปอย่างมีระบบ อย่างมีเหตุมีผล ทำให้คนสามารถเชื่อเป็นเรื่องเป็นราวได้ ดังนั้น เราก็ต้องยึดหลักของพระพุทธองค์ หรือ หลักของศาสนาต่างเข้ามาแก้ไข ในเรื่องพวกนี้
ในอดีต เรื่องการลดอัตราดอกเบี้ยจัดเก็บของบัตรเครดิต นี้ก็ทำให้นักลงทุนกลัวกันแบบเป็นจริงเป็นจัง แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อลดแล้ว ลูกหนี้มีความสามารถในการจัดการตัวเองได้ เพราะหลากหลายหน่วยงานก็ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น
ในปัจจุบันก็เริ่มมีการประโคมข่าวเรื่องการลดดอกเบี้ยของลีสซิ่ง ซึ่งก็ซ้ำรอยกับการลดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตในอดีต นั้นเอง เดินตามรอยเดียวกัน ประโคมข่าวๆต่างๆนานาให้เกิดความกลัวว่าอนาคตไม่ดี โน้นนี้นั้น แต่จริงๆแล้ว ถ้าหากมองให้ลึกๆกันแล้ว ถ้าหากบริษัทมีการบริหารต้นทุนได้ในระดับที่ดี และ ฐานลูกค้าแข็งแกร่งก็ไม่มีปัญหา ยิ่งลดดอกเบี้ยแล้วไซร้ มันก็ทำให้ลูกหนี้ลืมตาอ้าปากได้มากขึ้น ไม่ได้จมอยู่ในกองทุกข์ เค้าสามารถจัดการตัวเองได้ดีขึ้น และประเทศไทยก็มีหนี้สินครัวเรือนที่ลดลง เรียกได้ว่า win-win มิใช่ บริษัทขุดรีด เหมือนแบบรีดเลือดปู เอาจนหยดสุดท้ายก็ไม่ใช่ เมื่อแก้ไขกฏระเบียบตามกฏหมาย นั้นคือ ทุกคนปฏิบัติตาม เดี๋ยวมันก็มีช่องว่าง เมื่อเวลาผ่านไป แล้วอีกอย่างหนึ่ง การปรับตัวจากการนี้คือ ควบรวมกิจการ จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อลดต้นทุนทางการเงิน จัดอันดับหนี้ ก็เพิ่มขึ้น การล้มหายตายจากของบริษัทลีสซิ่งนอกตลาดเพิ่มขึ้นเพราะทำแล้วไม่คุ้มค่า มิใช่บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดที่ขนาดมันใหญ่ สามารถใช้ Economy of scale ได้ หรือมีต้นทุนทางการเงินที่ต่ำกว่า บริษัทนอกตลาดที่ไม่มีใครรู้จัดหรือที่หนุนหลังไม่รู้จักนั้นเอง
ถ้าหากการสร้างความกลัวเหล่านี้เป็นขั้นตอนเป็นกระบวนการ ก็ต้องมีวิธีการคิดวิเคราะห์ไปศึกษาอดีตก่อนที่จะลุย ต้นให้ตีแผ่ในอดีต นั้นเอง
จุดตายของบริษัทลีสซิ่งมิใช่การลดดอกเบี้ย แต่เป็นการปล่อยไม่ได้ และการตามเก็บไม่ได้ต่างหาก นั้นคือการลดบัญชีแบบลดต้นลดดอก ,การตั้งสำรองหนี้เสีย(NPL) ,การติดตามเรื่องการฟ้องร้อง ,การขายสินทรัพย์ที่ยึดได้ พวกนี้ต่างหาก
แต่นักลงทุนไม่สนใจที่เสียเวลาในการทำความเข้าใจ เชื่อ...มากจนเกินไป แต่สุดท้าย คือเงินในกระเป๋าของท่านจะงอกเงย หรือ จะไม่งอกเงย หรือ สูญไปก็ตัวของท่านนั้นเอง ไม่ต้องโทษใครละกัน
:)

:)


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18197
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Mon Oct 25, 2021 11:03 pm

metaverseมันไม่ดีอย่างที่คิด
กระแส metaverseมาแรง แต่อันนี้ให้คิดอีกด้านหนึ่งของ metaverse ก่อนคือโลกเสมือนจริง
เอาแบบนี้เราได้ดูหนังเกี่ยวกับโลกซ้อนโลกมีอะไรบ้าง ไล่ตั้งแต่ The Matrix /Ready Player one /Tron
ซึ่งมันก็เห็นภาพอะไรบางอย่างที่เหมือนกันคือ แม้นในโลก metaverse ที่สร้างขึ้นใหม่ ก็ยังมีชนชั้นปกครอง โดยที่ชนชั้นปกครองในโลก metaverse ดันกลายเป็น เอกชนปกครอง หรือ การปกครองซ้อนการปกครองอีกชั้นหนึ่ง
ไม่เพียงแค่นั้น เงินตราก็มีการซ้อนเงินตราในโลกแห่งความเป็นจริงด้วย
โลกใน metaverse เป็นโลกดิจิตอล ที่ IBM เคยทดสอบในชื่อ Second Life เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว ทดลองไปเรื่อยก็เงียบหายไป แต่คราวนี้ผู้ที่ปลุกกระแสมาอีกครั้งหนึ่งคือ FB เป็นคนปลุกกระแสนี้ขึ้นมา แต่ทว่า มันก็สุ่มเสี่ยงอย่างมากที่จะโดนอำนาจรัฐระงับยับยั้งอีกรอบ
ปัญหาของเรื่องนี้คือ ถ้าหากใครเล่นเกม ที่เป็นลักษณะการเล่นแบบยาวๆ ไมมีวันจบ มันจะกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง ตั้งตัวเองเป็นผู้ปกครองขึ้นมาเมื่อระยะเวลาผ่านไป โดนที่เกมนั้นมีภารกิจให้ทำเป็น Quest เป็นรายอาทิตย์ หรือรายเดือน กลุ่มคนพวกนี้ก็เที่ยวไปบังคับคนที่เล่นที่เหลือให้ทำตามกฏตัวเองที่เขียนขึ้นมา ซึ่งนี้แหละคือโจทย์ใหญ่มากในการเรื่องของ metaverse ว่าเมื่อเอกชนตั้งกฏการใช้งาน แต่ทว่า เมื่อคนไปใช้งานจริง ก็มีกฏซ่อนกฏอีก ซึ่งเมื่อmetaverse มีกฏ แล้ว แต่เมื่อออกมาข้างนอกก็มีกฏอีก มันเลยกลายเป็น ขนมชั้นในการซ้อนกฏแบบทับไปทับกันมา
อันนี้เรียกได้ว่า metaverse ใช่ว่าไม่ดี แต่ทว่า มันก็มีข้อเสียเหมือนกัน
เหรียญไม่ใช่มีสองด้าน คือ หัวและก้อย เท่านั้น แต่มันมีขอบเหรียญด้วย

:)


Post Reply