PEACE

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก
Post Reply
pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 43168
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

PEACE

Posts by pakapong_u » Thu Jul 01, 2021 12:37 pm

PEACE: บริษัท พีซแอนด์ลีฟวิ่ง จำกัด (มหาชน)
ประเภทธุรกิจ
ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แนวราบ พื้นที่ในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล ภายใต้แบรนด์ “Cher” “Cordiz” และ “The Glamor”

ตลาดรอง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
กลุ่มอุตสาหกรรม / หมวดธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง / พัฒนาอสังหาริมทรัพย์
สถานะ Filing
จำนวนหุ้นที่ IPO
จำนวนไม่เกิน 84,000,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 20% ภายหลัง IPO
ระยะเวลาเสนอขายหุ้น
n/a

ราคา IPO
n/a

ราคา PAR
1.00 บาท

วันที่เริ่มซื้อขาย n/a
ที่ปรึกษาทางการเงิน
บริษัท หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)


ข้อมูล Filing

www.peaceandliving.co.th



pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 43168
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: PEACE

Posts by pakapong_u » Thu Jul 01, 2021 12:39 pm

https://market.sec.or.th/public/ipos/IP ... sID=349266

หนังสือชี้ชวนตราสารทุน
รายละเอียดตราสาร
ผู้ออกหลักทรัพย์ : บริษัท พีซแอนด์ลีฟวิ่ง จำกัด (มหาชน)
ผู้เสนอขายหลักทรัพย์ : บริษัท พีซแอนด์ลีฟวิ่ง จำกัด (มหาชน)
วันที่ยื่น Filing version แรก : 29/06/2564
วันที่แก้ไข Filing ครั้งล่าสุด (วันที่นับ 1 Filing) : -
วันที่ Filing มีผลบังคับใช้ : -
วันที่เริ่มต้นการเสนอขาย : -
วันที่สิ้นสุดการเสนอขาย : -
ประเภทหลักทรัพย์ : หุ้นสามัญ
ประเภทการเสนอขาย : การเสนอขายหลักทรัพย์ครั้งแรกต่อประชาชน
ที่ปรึกษาทางการเงิน/ผู้ควบคุม : บริษัท หลักทรัพย์เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) / นาย ประเสริฐ ตันตยาวิทย์



pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 43168
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: PEACE

Posts by pakapong_u » Thu Jul 01, 2021 12:40 pm

"พีซแอนด์ลีฟวิ่ง" จะนำหุ้นเข้า SET ขาย IPO ไม่เกิน 84 ล้านหุ้น

บริษัท พีซแอนด์ลีฟวิ่ง จำกัด(มหาชน) ซึ่งประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย จะนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (SET)โดยจะเสนอขายหุ้น IPO ไม่เกิน 84 ล้านหุ้น คิดเป็น 20% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว ซึ่งได้แต่งตั้งให้บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง(ประเทศไทย) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน



บริษัท พีซแอนด์ลีฟวิ่ง ได้ยื่นแบบไฟลิ่งต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อขออนุญาตเสนอขายหุ้น IPO ดังกล่าว และนำหุ้นเข้าจดทะเบียนใน SET โดยเงินที่ได้จากการระดมทุนบริษัทมีแผนที่จะนำไปใช้เป็นเงินลงทุนซื้อที่ดินสำหรับการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ และเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน



ทั้งนี้ พีซแอนด์ลีฟวิ่ง ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แนวราบเพื่อขาย โดยเริ่มต้นจากการพัฒนาโครงการประเภทรีสอร์ท ที่จังหวัดกาญจนบุรี ภายใต้ชื่อโครงการ"บ้านป่าริมธาร" และในเวลาต่อมาได้เล็งเห็นโอกาสและความต้องการซื้อบ้านของลูกค้าในจังหวัดระยอง จึงมีการพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรประเภทบ้านเดี่่ยวและทาวน์เฮ้าส์ที่จังหวัดระยอง ภายใต้ชื่อโครงการ"บ้านลมทะเล" และตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมาบริษัทได้เริ่มมาพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในบริเวณกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยใช้ชื่อ"บ้านพัฒนาการ" “The Exclusive” “Cordiz” “The Glamor” และ “Cher”



ปัจจุบันบริษัทเน้นทำโครงการที่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดย ณ สิ้นวันที่ 31 มี.ค.2564 บริษัทมีโครงการที่อยู่อาศัยในระหว่างการขาย 6 โครงการและโครงการในอนาคตจำนวน 3 โครงการ



โครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัท จะมีกลุ่มครอบครัวศิริโสภณา เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 49.33% ภายหลัง IPO สัดส่วนจะลดเหลือ 39.46% รองลงมาได้แก่ นายชุมพล พรประภา ถือหุ้น 5.26% ภายหลัง IPO สัดส่วนจะลดเหลือ 4.20% กลุ่มครอบครัวพูนลาภทวี ถือหุ้น 4.88% ภายหลัง IPO จะลดเหลือ 3.90% เป็นต้น



สำหรับโครงการในอนาคต 3 โครงการประกอบด้วย โครงการ Cher บางขุนนนท์ ซึ่งอยู่ระหว่างพัฒนาโครงการ มีการซื้อที่ดิน พัฒนาระบบสาธารณูปโภคและก่อสร้างบ้านแล้วบางส่วน มีมูลค่าโครงการประมาณ 803.6 ล้านบาท คาดจะเริ่มเปิดขายประมาณไตรมาส 3/64



โครงการ Cher Runway กรุงเทพกรีฑา-ร่มเกล้า อยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการ ได้มีการซื้อที่ดิน พัฒนาระบบสาธารณูปโภคและก่อสร้างบ้านแล้วบางส่วน โดยมีมูลค่าโครงการประมาณ 673.2 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มเปิดขายประมาณไตรมาส 4/2564



และโครงการ Cher งามวงศ์วาน-เจษฏาบดินทร์ อยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการ ได้มีการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน และวางมัดจำค่าซื้อที่ดินแล้วโดยมีมูลค่าโครงการประมาณ 1,517 ล้านบาท คาดจะเริ่มเปิดขายได้ประมาณไตรมาส 1/66



pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 43168
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: PEACE

Posts by pakapong_u » Tue Dec 14, 2021 3:54 pm

พีซแอนด์ลีฟวิ่ง แต่งตัวเข้าตลาดหุ้นปี 65 ต่อยอดธุรกิจกระจายพอร์ตขยายฐานลูกค้า

ข่าวหุ้น-การเงิน Tuesday December 14, 2021 15:47 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายประสพศักดิ์ ศิริโสภณา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.พีซแอนด์ลีฟวิ่ง กล่าวว่า บริษัทอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมร่วมกับที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อต่อยอดสร้างการเติบโต และทำให้บริษัทเป็นที่รู้จักและมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น เบื้องต้นคาดว่าแผนการระดมทุนและเข้าตลาดหลักทรัพย์จะเดินหน้าในช่วงปี 65

บริษัทเป็นผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยแนวราบที่มีประสบการณ์มากว่า 27 ปี โดยเริ่มต้นจากการพัฒนาโครงการสไตล์รีสอร์ทในจังหวัดกาญจนบุรี นำความร่มรื่นมาสู่ใจกลางเมืองด้วยการจัดการที่มีประสิทธิภาพ และหัวใจที่เข้าใจผู้บริโภคอย่างแท้จริง ภายใต้คอนเซปต์ Prosperous Living with PEACE เพื่อมอบประสบการณ์การใช้ชีวิตเพียบพร้อมและสงบสุขแก่ผู้อยู่อาศัย ผ่านแนวทางดำเนินธุรกิจ เน้นการสร้างบ้านที่มีคุณภาพดีที่สุดสำหรับลูกค้าแต่ละกลุ่ม ในราคาที่เหมาะสม

การเข้าตลาดหลักทรัพย์จะทำให้บริษัทสามารถนำเงินจากการระดมทุนไปต่อยอดในการพัฒนาโครงการต่าง ๆ โดยเฉพาะการกระจายพอร์ตสินค้าที่อยู่อาศัยของบริษัทไปที่กลุ่มคอนโดมิเนียม ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างการมองหาทำเลในเมืองที่มีศักยภาพมาพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม เพื่อเป็นกระจายพอร์ตสินค้าที่อยู่อาศัยของบริษัทให้มีความหลากหลาย เข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่กว้างมากขึ้น

ปัจจุบันบริษัทเน้นพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยแนวราบ ได้แก่ บ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมแบบ 2 ชั้น และ 3 ชั้น ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ภายใต้แบรนด์ "The Glamor" "Cordiz" และ "Cher" และแบรนด์ใหม่ล่าสุด คือ "Cherene" และ "CHEREA VICINITY" ซึ่งแต่ละโครงการได้ออกแบบสไตล์โมเดิร์น เน้นบรรยากาศร่มรื่น สงบ มีความเป็นส่วนตัว การเดินทางสะดวกสบาย ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก บนทำเลที่ดีตอบโจทย์การใช้ชีวิต ตอบสนองความต้องการผู้บริโภคยุคใหม่อย่างแท้จริง

นายประสพศักดิ์ กล่าวว่า จากการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ก่อให้เกิดแนวทางดำเนินชีวิตในรูปแบบใหม่ (New normal) รวมถึงแนวทางการทำงานที่บ้าน ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างชัดเจน ส่งผลให้ความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน มักมองหาบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม ที่มาพร้อมกับฟังก์ชันในด้านต่างๆที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยจริง ทั้งในเรื่องหลักอย่างทำเลที่ตั้งโครงการ พื้นที่ใช้สอย ดีไซน์ และราคาที่เหมาะสม ส่งผลให้ลูกค้าซื้อที่อยู่อาศัยประเภทแนวราบ เช่น บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม เป็นต้น ซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยมากกว่าที่อยู่อาศัยประเภทแนวสูงและมีพื้นที่แยกเป็นสัดส่วนมากกว่า

นอกจากนี้ปัจจัยบวกจากนโยบายการเปิดประเทศของรัฐบาลทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจขยายตัว เอกชนเดินเครื่องธุรกิจเกิดการจ้างงาน ส่งผลให้รายได้ครัวเรือนดีขึ้น มีความมั่นคงในอาชีพ และการผ่อนคลายมาตรการ LTV เป็นการปลดล็อกตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้กลับมาคึกคักขึ้น เนื่องจากลูกค้าสามารถกู้ซื้อบ้านได้เต็มมูลค่า ส่งผลให้ประชาชนที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัย สามารถกู้ซื้อที่อยู่อาศัยได้เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบถือเป็นการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง และเป็นการซื้อบ้านหลังแรกเป็นส่วนใหญ่ จึงได้รับผลกระทบน้อยกว่าคอนโดมิเนียม

ด้านนายโดม ศิริโสภณา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานการตลาดและการขาย กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นอย่างมาก โดยฝ่ายการตลาดและการขายจะทำการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลภาวะอุตสาหกรรมและวิจัยตลาดอย่างสม่ำเสมอ (Market Research) เพื่อให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงของภาวะอุตสาหกรรม สภาวะตลาด การแข่งขันในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต เพื่อเข้าถึงข้อมูลกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ความต้องการของผู้บริโภคและความเป็นไปได้ของโครงการ

นอกจากนี้ หน่วยงานวิจัยตลาดจะทำการลงสำรวจพื้นที่เป้าหมายจริง รวมทั้งเก็บข้อมูลนำมาเป็นข้อมูลประกอบการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์และสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า และที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เริ่มใช้สื่อประชาสัมพันธ์รูปแบบใหม่ เช่น สื่อออนไลน์ Facebook บทความในเว็บไซต์เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าในวงกว้าง และกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

โครงการของบริษัทได้พัฒนาและออกแบบบ้านที่ทันสมัยด้วยระบบสมาร์ทโฮม (Smart Home) ที่สามารถควบคุมอุปกรณ์ และระบบภายในบ้าน ผ่านแอปพลิเคชัน พัฒนาระบบบริหารนิติบุคคลบ้านจัดสรรแบบ Smart Community ช่วยให้ลูกบ้านสามารถจัดการการซ่อมแซมบ้านหรือแจ้งปัญหาต่างๆ ได้ผ่านแอปพลิเคชัน รวมถึงศึกษาและพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยนำเทคโนโลยีการก่อสร้างแบบใหม่มาใช้เพื่อบริหารจัดการงานก่อสร้างและบริหารต้นทุนได้มีประสิทธิภาพเโดยเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

บริษัทได้ในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แนวราบ เริ่มตั้งแต่ปี 32 พัฒนาโครงการประเภทรีสอร์ท จังหวัดกาญจนบุรี และประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้นับจากอดีตถึงปัจจุบันมีการพัฒนาโครงการมาแล้วรวมทั้งสิ้น 25 โครงการ มูลค่าโครงการรวมกว่า 1.65 หมื่นล้านบาท โดยมีเป้าหมายการปิดการขายโครงการภายใน 2?3 ปีสำหรับโครงการที่มีจำนวนยูนิตไม่เกิน 200 ยูนิต และภายใน 3-5 ปีสำหรับโครงการที่มีมากกว่า 200 ยูนิต

ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา บริษัทมีโครงการที่อยู่ระหว่างการขายและรอโอนรวม 7 โครงการ มูลค่ารวม 4.71 พันล้านบาท และมียอดขายรอโอน (Backlog) ราว 600 ล้านบาท ส่วนในปี 65 บริษัทมีแผนโครงการใหม่อีก 3 โครงการ มูลค่ารวม 3.04 พันล้านบาท



pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 43168
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: PEACE

Posts by pakapong_u » Fri Jan 14, 2022 11:36 am

PEACE น้องใหม่หุ้นอสังหาฯ สร้างบ้านจากแนวคิด ที่ดินทุกผืนมีผืนเดียวบนโลก


ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั้นมีการแข่งขันที่สูง และมีน้อยรายมากที่จะทำธุรกิจได้ยาวนานเกิน 20 ปี การอยู่ได้ยาวนานผ่านวิกฤติเศรษฐกิจมาหลายรอบเป็นการแสดงถึงความแข็งแกร่งของบริษัทที่พร้อมจะก้าวข้ามความยากลำบากที่จะเกิดขึ้นทั้งในอดีต และ อนาคต อย่างบริษัท พีซแอนด์ลีฟวิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ PEACE ผู้ที่อยู่ในวงการอสังหาริมทรัพย์มานานกว่า 30 ปี ให้ความสำคัญในเรื่องนี้เพื่อพัฒนาโครงการในการเลือกพื้นที่ ที่ดินทุกผืนมีผืนเดียวบนโลก


ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์การเลือกทำเลที่ตั้งนั้นคือตัวชี้วัดว่าโครงการนั้นจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ในพื้นที่ห่างกันแค่เพียงนิดเดียว แต่ราคานั้นต่างกันมหาศาล ใครที่มีข้อมูลมากกว่ามักจะเป็นผู้ประสบความสำเร็จ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้ PEACE ประสบความสำเร็จเสมอมา ภายใต้การนำของ คุณประสพศักดิ์ ศิริโสภณา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีซแอนด์ลีฟวิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ PEACE


โดยแนวคิดของ PEACE นั้นเรียบง่าย ‘ที่ดินทุกผืนมีผืนเดียวบนโลก’ ไม่สามารถผลิตเพิ่มขึ้นใหม่ได้ ดังนั้นต้องมองให้ออกว่า พื้นที่ใดจะมีความโดดเด่น พื้นที่ไหนจะได้รับความนิยม ควรจะขายใคร ในราคาเท่าไหร่ โดย PEACE ได้ใช้ทีมวิจัยการตลาด เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความสำเร็จ โดยในทุกโครงการนั้นทาง PEACE จะส่งทีมลงทำการบ้านในพื้นที่อย่างละเอียด และนำข้อมูลที่ได้รับมากำหนดรูปแบบและพัฒนาโครงการ


ความสำเร็จนี้สะท้อนได้จากในอดีต ในปี 2540 ช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเวลานั้นคือธุรกิจที่ตายแล้ว ไม่มีโครงการขึ้นใหม่แม้แต่โครงการเดียว แต่ PEACE เลือกที่จะใช้ทีมวิจัยในการทำการสำรวจ และพบว่าในเวลานั้นพื้นที่อีสเทิร์นซีบอร์ด ในจังหวัดระยอง มีกำลังซื้ออย่างมาก จึงเลือกที่จะขึ้นโครงการ บ้านลมทะเล 1 และ 2 ที่กลายเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ขายดีมากในเวลานั้น บ้านกว่า 300 หลังขายหมดแม้จะอยู่ในช่วงวิกฤติ และนับจากวันนั้นถึงวันนี้ ไม่มีแม้แต่โครงการเดียวที่ PEACE เจอปัญหา Dead Stock !!



PEACE กำลังก้าวสู่การเติบโต
นอกจากผลในงานอดีตจะน่าประทับใจแล้ว PEACE กำลังจะก้าวสู่การเติบโต นับจากอดีตถึงปัจจุบันมีการพัฒนาโครงการรวมทั้งสิ้น 25 โครงการ (แบ่งเป็นโครงการที่ปิดการขายแล้ว 15 โครงการ โครงการที่อยู่ระหว่างการขายและโอนกรรมสิทธิ์ 7 โครงการ และโครงการในอนาคต 3 โครงการ) คิดเป็นมูลค่าโครงการรวมกว่า 16,569 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายการปิดการขายโครงการ ภายใน 2 – 3 ปี (สำหรับโครงการที่มีจำนวนยูนิตน้อยกว่า 200 ยูนิต) และภายใน 3 – 5 ปี (สำหรับโครงการที่มีจำนวนยูนิตมากกว่า 200 ยูนิต)


โดย ณ 30 กันยายน 2564 บริษัทมีโครงการที่อยู่ระหว่างการขายและโอนกรรมสิทธิ์ 7 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 4,717 ล้านบาท มียอดขายรอโอนกรรมสิทธิ์ (Backlog) 600 ล้านบาท และมีแผนโครงการในอนาคต 3 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 3,045 ล้านบาท ซึ่งการเติบโตนี้จะผ่าน 5 แบรนด์สำคัญ

*ที่มา : https://market.sec.or.th/public/ipos/IP ... sID=349266



ใช้ทีมบริหารคนรุ่นใหม่ตอบโจทย์ผู้บริโภค
อีกหนึ่งความน่าสนใจของ PEACE คือการใช้ทีมบริหารคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มคน Gen Y เข้ามาช่วยขับเคลื่อนธุรกิจ นำโดยคุณ โดม ศิริโสภณา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานการตลาดและการขาย (CMO) ของ PEACE ที่เลือกการใช้ช่องทางการสื่อสารการตลาดที่จะตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค เพราะ PEACE มองว่า กลุ่มคนซื้อบ้าน ในปัจจุบันนั้นเป็นกลุ่มคน Gen Y มากขึ้น ดังนั้นการใช้คนในวัยใกล้เคียงกัน จะเข้าใจถึงความต้องการของผู้บริโภคมากกว่า


ไม่เพียงแค่การสื่อสารการตลาดเท่านั้น การปรับแบรนด์ของแต่ละกลุ่มสินค้าก็ใช้รูปแบบการบริหารเดียวกัน โดยเน้นการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยจริง ทั้งในเรื่องหลักอย่าง โลเคชั่น พื้นที่ใช้สอย ดีไซน์ และราคาที่เหมาะสม ส่งผลให้ลูกค้าซื้อที่อยู่อาศัยประเภทแนวราบ เช่น บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม เป็นต้น ซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยมากกว่าที่อยู่อาศัยประเภทแนวสูงและมีพื้นที่แยกเป็นสัดส่วนมากกว่าทำให้ PEACE จึงมีความโดดเด่นในกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ



กำไรเติบโต..แม้อยู่กลางวิกฤติ
อย่างไรก็ตามแม้บริษัทจะดีมากแค่ไหน แต่ถ้าบรรทัดสุดท้ายของบริษัทไม่สวยงามก็อาจไม่ดึงดูดใจนักลงทุน ในข้อนี้ PEACE ได้ผ่านการพิสูจน์มากว่า 30 ปี และปี 2564 ก็เป็นอีกปีที่ PEACE ได้โชว์ความแข็งแกร่งให้เห็น โดย


ในงวด 9 เดือน ปี 2564 PEACE มีรายได้รวม 809.57 เพิ่มขึ้น 40.69 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการเริ่มเปิดขายบ้านโครงการใหม่ คือ โครงการ Cher งามวงศ์วาน – ประชาชื่น ซึ่งเริ่มเปิดขายในเดือนสิงหาคม 2563 และเริ่มมีการโอนกรรมสิทธิ์ในเดือนกันยายน 2563 และโครงการ Cher สุขสวัสดิ์ – พุทธบูชา ซึ่งเริ่มเปิดขายในเดือนพฤศจิกายน 2563 และเริ่มมีการโอนกรรมสิทธิ์ในเดือนมีนาคม 2564 ตามลำดับและมีกำไรสุทธิ 150.75 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 74.68 % จากปีก่อน


PEACE นั้นกำลังจะมีแผนสร้างการเติบโตครั้งใหม่ โดยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พร้อม เสนอขายหุ้น ไม่เกิน 84,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (Par) 1.00 บาทต่อหุ้น คิดเป็นร้อยละ 20.00 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วของบริษัทภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน นับเป็นโอกาสครั้งสำคัญของนักลงทุน ที่จะร่วมสร้างการเติบโตไปพร้อมกับบริษัทที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร


ซึ่งแผนการเสนอขายจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ในเร็ววันนี้



pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 43168
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: PEACE

Posts by pakapong_u » Sat Jan 22, 2022 2:52 pm

‘พีซแอนด์ลีฟวิ่ง’เตรียมเสนอขายหุ้น IPO 84 ล้านหุ้น

21 ม.ค. 2565 เวลา 18:24 น.
บมจ. พีซแอนด์ลีฟวิ่ง หรือ PEACE เตรียมขาย IPO 84 ล้านหุ้น เดินหน้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รุกสร้างความแข็งแกร่งด้านฐานะการเงิน เพิ่มขีดความสามารถในการขยายธุรกิจ รองรับการพัฒนาโครงการใหม่ๆ เพื่อก้าวเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แนวราบชั้นนำของไทย

นายประสพศักดิ์ ศิริโสภณา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีซแอนด์ลีฟวิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ PEACE เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมความพร้อมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)และเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO)เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งด้านฐานะการเงินและเพิ่มขีดความสามารถในการขยายธุรกิจ รองรับการพัฒนาโครงการใหม่ๆ ตลอดจนก้าวเป็นหนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แนวราบชั้นนำของไทย


ปัจจุบัน บริษัทเน้นพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยแนวราบ เช่น บ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮมแบบ 2 ชั้น และ 3 ชั้น ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ภายใต้แบรนด์ “The Glamor” “Cordiz” และ “Cher” และเตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ล่าสุด 2 แบรนด์ ได้แก่ “Cherene” และ “CHEREA VICINITY” โดยกลุ่มลูกค้าหลักคือ คนกรุงเทพชั้นกลาง ชั้นนอก และปริมณฑลที่ต้องการบ้านแนวราบ เดินทางเข้าออกเมืองได้ง่าย



สำหรับโครงการในอนาคต 3 โครงการ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนา คาดว่า จะทยอยเปิดตัวได้ตั้งแต่ไตรมาส 3 รวมมูลค่าโครงการกว่า 3,045 ล้านบาท แบ่งเป็น

1.โครงการ Cherene กรุงเทพกรีฑา – ร่มเกล้า เป็นบ้านเดี่ยว มูลค่าโครงการประมาณ 648 ล้านบาท
2.โครงการ CHEREA VICINITY ราชพฤกษ์ – เจษฎาบดินทร์ เป็นบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม 2 ชั้น มูลค่าโครงการประมาณ 1,845 ล้านบาท
3.โครงการ Cher ราชพฤกษ์ - พระราม 5 เป็นทาวน์โฮม 2 – 3 ชั้น มูลค่าโครงการประมาณ 552 ล้านบาท


"โครงการของ PEACE จะเน้นการสร้างบ้านที่มีคุณภาพดีที่สุดสำหรับลูกค้าแต่ละกลุ่ม ในราคาที่เหมาะสม พร้อมให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้ซื้อที่ต้องการที่อยู่อาศัยแนวราบ ที่มาพร้อมกับฟังก์ชันในด้านต่าง ๆ ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยจริง"นายประสพศักดิ์กล่าว


นายฉันทวิทย์ โอฬารรัตนชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานการเงินและบริหารทั่วไป บริษัท พีซแอนด์ลีฟวิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ PEACE กล่าวว่า การพัฒนาโครงการภายใต้ พีซแอนด์ลีฟวิ่ง จะเริ่มเปิดขายโครงการภายใน 12-15 เดือน นับจากวันที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินสำหรับการพัฒนา และมีเป้าหมายในการปิดโครงการ หรือการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ลูกค้าร้อยละ 100 ภายใน 2 – 3 ปี (สำหรับโครงการที่มีจำนวนยูนิตไม่เกิน 200 ยูนิต) และภายใน 3 –5 ปี (สำหรับโครงการที่มีจำนวนยูนิตเกิน 200 ยูนิต)



บริษัทฯ สามารถสร้างผลการดำเนินงานให้เติบโตต่อเนื่องมาโดยตลอด ทั้งรายได้และการทำกำไรสุทธิ จากปี 2562 ที่มีรายได้รวม 429.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 866.88 ล้านบาทในปี 2563 และในงวด 9 เดือนแรกของปี 2564 มีรายได้รวม 809.57 ล้านบาท เติบโต 40.82% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 574.86 ล้านบาท



ขณะที่กำไรสุทธิปี 2562 อยู่ที่ 31.51 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นเป็น 133.71 ล้านบาทในปี 2563 และงวด 9 เดือนของ 2564 มีกำไรสุทธิ 150.75 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 74.68% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 86.30 ล้านบาท โดยเป็นผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง จากการทยอยรับรู้ยอดโอนกรรมสิทธิ์ของโครงการต่างๆ



ณ 30 กันยายน 2564 บริษัทมีโครงการที่อยู่ระหว่างการขายและโอนกรรมสิทธิ์ 7 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 4,717 ล้านบาท มียอดขายรอโอนกรรมสิทธิ์ (Backlog) 600 ล้านบาท ประกอบกับบริษัทมีการบริหารสัดส่วนหนี้ต่อทุน (D/E) และมีอัตราดอกเบี้ยจากเงินกู้ยืม (Cost of Fund) ค่อนข้างต่ำ อยู่ในระดับเดียวกับบริษัทชั้นนำของอุตสาหกรรม ทำให้บริษัทมีศักยภาพในการซื้อที่ดิน สำหรับรองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคตได้เป็นอย่างดี



นายประเสริฐ ตันตยาวิทย์ กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)กล่าวว่า บมจ.พีซแอนด์ลีฟวิ่ง มีทุนจดทะเบียน 420 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1.00 บาท โดยมีทุนเรียกชำระแล้ว 336 ล้านบาท คิดเป็นหุ้นสามัญ 336 ล้านหุ้น และจะขาย IPO ไม่เกิน 84 ล้านหุ้น คิดเป็น 20.00% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมด


"คาดว่าจะนำ PEACE จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายในไตรมาสแรกของปี 2565 นี้ โดยจะนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหลักทรัพย์ในครั้งนี้ ภายหลังหักค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ไปใช้เพื่อเป็นเงินลงทุนซื้อที่ดินสำหรับการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนภายในบริษัท"นายประเสริฐกล่าว



pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 43168
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: PEACE

Posts by pakapong_u » Sat Jan 22, 2022 2:54 pm

phpBB [video]


งานแถลงข่าวและนำเสนอข้อมูลแก่นักลงทุน
“บริษัท พีซแอนด์ลีฟวิ่ง จำกัด (มหาชน) เปิดยุทธศาสตร์ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แนวราบชั้นนำของไทย เตรียมเสนอขายหุ้น IPO พร้อมเดินหน้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย”
#หุ้นIPO #หุ้นPEACE



pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 43168
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: PEACE

Posts by pakapong_u » Sat Jan 22, 2022 2:56 pm

phpBB [video]



pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 43168
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: PEACE

Posts by pakapong_u » Sat Jan 22, 2022 2:57 pm

phpBB [video]



pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 43168
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: PEACE

Posts by pakapong_u » Sat Jan 22, 2022 2:58 pm

“บมจ.พีซแอนด์ลีฟวิ่ง” ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แนวราบชั้นนำ ชูแนวคิด ‘Prosperous Living with PEACE’ รุกพัฒนาโครงการรับจังหวะเศรษฐกิจฟื้นตัว

phpBB [video]



pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 43168
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: PEACE

Posts by pakapong_u » Sat Jan 22, 2022 2:58 pm

“บมจ.พีซแอนด์ลีฟวิ่ง เปิดยุทธศาสตร์ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แนวราบชั้นนำของไทย เตรียมเสนอขายหุ้น IPO พร้อมเดินหน้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

phpBB [video]



pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 43168
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: PEACE

Posts by pakapong_u » Sat Jan 22, 2022 3:00 pm

'บมจ. พีซแอนด์ลีฟวิ่ง' เปิดยุทธศาสตร์ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แนวราบชั้นนำของไทย เตรียมเสนอขายหุ้น IPO พร้อมเดินหน้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

ข่าวหุ้น-การเงิน Friday January 21, 2022 14:09

'บมจ. พีซแอนด์ลีฟวิ่ง' หรือ PEACE เตรียมเสนอขายหุ้น IPO 84 ล้านหุ้น เดินหน้าเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รุกสร้างความแข็งแกร่งด้านฐานะการเงินและเพิ่มขีดความสามารถในการขยายธุรกิจ รองรับการพัฒนาโครงการใหม่ๆ เพื่อก้าวเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แนวราบชั้นนำของไทย วางกลยุทธ์สร้างการเติบโต 3 รูปแบบ ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา และ ด้านสื่อสารการตลาดและส่งเสริมการขาย เตรียมเปิดตัว 3 โครงการใหม่ รวมมูลค่าโครงการกว่า 3,045 ล้านบาท ในปีนี้

นายประสพศักดิ์ ศิริโสภณา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีซแอนด์ลีฟวิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ PEACE ผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยแนวราบที่มีประสบการณ์มากว่า 30 ปี เปิดเผยว่า บริษัทฯ เตรียมความพร้อมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งด้านฐานะการเงินและเพิ่มขีดความสามารถในการขยายธุรกิจ รองรับการพัฒนาโครงการใหม่ๆ ตลอดจนก้าวเป็นหนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แนวราบชั้นนำของไทย โดยปัจจุบัน บริษัทฯ เน้นพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยแนวราบ อาทิ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮมแบบ 2 ชั้น และ 3 ชั้น ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ภายใต้แบรนด์ "The Glamor" "Cordiz" และ "Cher"และเตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ล่าสุด 2 แบรนด์ ได้แก่ "Cherene" และ "CHEREA VICINITY" โดยกลุ่มลูกค้าหลักของบริษัทฯ ได้แก่ คนกรุงเทพชั้นกลาง ชั้นนอก และปริมณฑลที่ต้องการบ้านแนวราบ เดินทางเข้าออกเมืองได้ง่าย

จุดเด่นโครงการของบริษัทฯ คือการออกแบบสไตล์โมเดิร์น ให้มีพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านสูง และให้บรรยากาศร่มรื่น ใส่ใจรายละเอียด โดยเน้นหลัก "ปลูกบ้านให้เหมือนเราอยู่เอง" โดยจะเน้นการผสมผสานเทคโนโลยีการก่อสร้างทั้งแบบดั้งเดิม (Conventional) และแบบผนังโครงสร้าง เช่น precast concrete โดยทำเลโครงการส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในบริเวณที่ใกล้ถนนสายหลัก ใกล้ขนส่งสาธารณะ ทำให้เดินทางเข้าออกเมืองได้ง่าย นอกจากนี้บริษัทฯ ยังช่วยดูแลการจัดตั้งนิติบุคคลและมีบริการหลังการขายให้กับลูกบ้าน เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกบ้าน ทำให้ตอบสนองความต้องการผู้บริโภคยุคใหม่อย่างแท้จริง

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PEACE กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทฯ ยึดมั่นในวิสัยทัศน์ขององค์กร คือ การประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์สินค้า ให้สามารถเติบโตอย่างต่อเนื่อง และยั่งยืนภายใต้หลักธรรมาภิบาลที่ดี โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ทั้งลูกค้า ผู้ถือหุ้น พนักงาน คู่ค้า เพื่อให้ทุก ๆ ส่วนได้รับประโยชน์ที่ดีอย่างที่ควร ผ่านการวางกลยุทธ์สร้างการเติบโต 3 รูปแบบ ได้แก่ 1.) กลยุทธ์ทางด้านผลิตภัณฑ์ พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบ หลากหลายเซ็กเมนต์ทั้งประเภท บ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม เพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าได้หลากหลาย พร้อมสำรวจความต้องการซื้อและการแข่งขันในตลาดในปัจจุบัน (Demand & Supply) โดยทีมวิจัยตลาดภายในของบริษัทฯ เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์พฤติกรรมกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในพื้นที่ ก่อนการพัฒนาโครงการ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ และให้ความสำคัญกับการออกแบบบ้านให้มีพื้นที่ใช้สอยรองรับความต้องการในการอยู่อาศัยในปัจจุบันและอนาคต

2.) กลยุทธ์ทางด้านราคา บริษัทฯ ได้คัดสรรที่ดินในทำเลที่มีศักยภาพในด้าน ทำเลที่ตั้ง ขนาดที่ดิน และราคาที่ดิน มีการศึกษาความเป็นไปได้โครงการ (Feasibility) เพื่อนำมาพิจารณาในการซื้อที่ดินเพื่อให้ได้ราคาที่เหมาะสม และเป็นราคาที่สามารถพัฒนาโครงการและแข่งขันได้ พร้อมกำหนดราคาโดยคำนึงถึงปัจจัยแวดล้อม ได้แก่ ต้นทุน ศักยภาพโครงการ สภาพการแข่งขัน แนวโน้มราคาที่ดิน และอัตรากำไรที่เหมาะสมสำหรับอุตสาหกรรมพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัย (Residential real estate industry) ที่สอดคล้องกับความสามารถในการซื้อของลูกค้า ภายใต้แนวคิด "ที่ดินทุกผืนมีผืนเดียวบนโลก" ทำให้บริษัทฯ สามารถปิดการขายภายในระยะเวลาตามแผนของโครงการ

3.) กลยุทธ์ทางด้านสื่อสารการตลาดและส่งเสริมการขาย มีการวิเคราะห์ข้อมูลภาวะอุตสาหกรรมและวิจัยตลาดอย่างสม่ำเสมอ (Market Research) โดยละเอียด เพื่อวางกลยุทธ์ทางด้านการตลาดตั้งแต่การพัฒนาโครงการจนถึงงานขาย และเพื่อให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงของภาวะอุตสาหกรรม สภาวะตลาด การแข่งขันในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต และให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่กำหนด โดยเลือกใช้สื่อโฆษณาให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการจะทำการสื่อสาร พร้อมติดตามประสิทธิภาพเพื่อปรับแผนการตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ จากกลยุทธ์ที่ได้ทำมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ได้รับความเชื่อถือ มีผลประกอบการสม่ำเสมอ และมีการบริหารพอร์ตสินค้าคงเหลือได้เป็นอย่างดี จึงสามารถขายบ้านและปิดการขายโครงการที่ผ่านมาได้ทั้งหมด ตามเป้าหมายที่วางไว้

สำหรับโครงการในอนาคต 3 โครงการ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนา คาดว่าจะทยอยเปิดตัวได้ในไตรมาส 3/2565 เป็นต้นไป รวมมูลค่าโครงการกว่า 3,045 ล้านบาท แบ่งเป็น 1. โครงการ Cherene กรุงเทพกรีฑา - ร่มเกล้า เป็นบ้านเดี่ยว มูลค่าโครงการประมาณ 648 ล้านบาท 2. โครงการ CHEREA VICINITY ราชพฤกษ์ - เจษฎาบดินทร์ เป็นบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม 2 ชั้น มูลค่าโครงการประมาณ 1,845 ล้านบาท และ 3. โครงการ Cher ราชพฤกษ์ - พระราม 5 เป็นทาวน์โฮม 2 - 3 ชั้น มูลค่าโครงการประมาณ 552 ล้านบาท โดยโครงการของ PEACE จะเน้นการสร้างบ้านที่มีคุณภาพดีที่สุดสำหรับลูกค้าแต่ละกลุ่ม ในราคาที่เหมาะสม พร้อมให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้ซื้อที่ต้องการที่อยู่อาศัยแนวราบ ที่มาพร้อมกับฟังก์ชันในด้านต่าง ๆ ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยจริง

นายฉันทวิทย์ โอฬารรัตนชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานการเงินและบริหารทั่วไป บริษัท พีซแอนด์ลีฟวิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ PEACE เปิดเผยว่า แนวคิดของการพัฒนาโครงการภายใต้ พีซแอนด์ลีฟวิ่ง มีการกำหนดแนวทางและระยะเวลาในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ชัดเจน และสามารถดำเนินการตามแผนดังกล่าวได้ตามเป้าหมาย โดยมีแนวทางในการเริ่มเปิดขายโครงการภายใน 12-15 เดือน นับจากวันที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินสำหรับการพัฒนา และมีเป้าหมายในการปิดโครงการ หรือการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ลูกค้าร้อยละ 100 ภายใน 2 - 3 ปี (สำหรับโครงการที่มีจำนวนยูนิตไม่เกิน 200 ยูนิต) และภายใน 3 - 5 ปี (สำหรับโครงการที่มีจำนวนยูนิตเกิน 200 ยูนิต)

บริษัทฯ สามารถสร้างผลการดำเนินงานให้เติบโตต่อเนื่องมาโดยตลอด ทั้งรายได้และการทำกำไรสุทธิ จากปี 2562 ที่มีรายได้รวม 429.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 866.88 ล้านบาทในปี 2563 และในงวด 9 เดือนแรกของปี 2564 มีรายได้รวม 809.57 ล้านบาท เติบโต 40.82% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 574.86 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิปี 2562 อยู่ที่ 31.51 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นเป็น 133.71 ล้านบาทในปี 2563 และงวด 9 เดือนของ 2564 มีกำไรสุทธิ 150.75 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 74.68% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 86.30 ล้านบาท โดยเป็นผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง จากการทยอยรับรู้ยอดโอนกรรมสิทธิ์ของโครงการต่างๆ อาทิ โครงการ Cher งามวงศ์วาน - ประชาชื่น, โครงการ Cher สุขสวัสดิ์ - พุทธบูชา เป็นต้น ซึ่ง ณ 30 กันยายน 2564 บริษัทฯ มีโครงการที่อยู่ระหว่างการขายและโอนกรรมสิทธิ์ 7 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 4,717 ล้านบาท มียอดขายรอโอนกรรมสิทธิ์ (Backlog) 600 ล้านบาท ประกอบกับบริษัทมีการบริหารสัดส่วนหนี้ต่อทุน (D/E) และมีอัตราดอกเบี้ยจากเงินกู้ยืม (Cost of Fund) ค่อนข้างต่ำ อยู่ในระดับเดียวกับบริษัทชั้นนำของอุตสาหกรรม ทำให้บริษัทมีศักยภาพในการซื้อที่ดิน สำหรับรองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคตได้เป็นอย่างดี

นายประเสริฐ ตันตยาวิทย์ กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย เปิดเผยว่า PEACE เป็นผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบที่ได้สั่งสมประสบการณ์ความเชี่ยวชาญมากว่า 30 ปี ในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จากจุดเริ่มต้นในปี 2532 ที่พัฒนาโครงการประเภทรีสอร์ท ที่จังหวัดกาญจนบุรี และประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้นับจากอดีตถึงปัจจุบันมีการพัฒนาโครงการมาแล้วรวมทั้งสิ้น 22 โครงการ ถือเป็นการผสมผสานของทีมผู้บริหาร 2 รุ่น ที่ช่วยพัฒนาแบรนด์ให้แข็งแกร่ง รักษาอัตราการเติบโตในระยะยาว พร้อมให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์ผลงานคุณภาพในทุกขั้นตอน การจัดตั้งนิติบุคคล และบริการหลังการขาย ส่งผลทำให้บริษัทฯ ประสบความสำเร็จอย่างดีมากในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีความน่าเชื่อถือ ระบบการเงินมั่นคง ไม่เคยประสบปัญหาหนี้ NPL กับสถาบันการเงินแม้แต่ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 2540

สำหรับ บมจ.พีซแอนด์ลีฟวิ่ง มีทุนจดทะเบียน 420 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1.00 บาท โดยมีทุนเรียกชำระแล้ว 336 ล้านบาท คิดเป็นหุ้นสามัญจำนวน 336 ล้านหุ้น และจะเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 84 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20.00 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมด ซึ่งคาดว่าจะนำ PEACE จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายในไตรมาสแรกของปี 2565 นี้ โดยจะนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหลักทรัพย์ในครั้งนี้ ภายหลังหักค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ไปใช้เพื่อเป็นเงินลงทุนซื้อที่ดินสำหรับการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนภายในบริษัทฯ



pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 43168
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: PEACE

Posts by pakapong_u » Sat Jan 22, 2022 3:03 pm

พีซแอนด์ลีฟวิ่ง เปิดจอง IPO ต้นก.พ.เทรดกลางเดือน,วางเป้าโต 2 เท่าใน 3 ปี

ข่าวหุ้น-การเงิน Friday January 21, 2022 15:49 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

พีซแอนด์ลีฟวิ่ง เปิดจอง IPO ต้นก.พ.เทรดกลางเดือน,วางเป้าโต 2 เท่าใน 3 ปี
นายประเสริฐ ตันตยาวิทย์ กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายของ บมจ.พีซแอนด์ลีฟวิ่ง (PEACE) เปิดเผยว่า การเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ของ PEACE คาดว่าจะเปิดให้นักลงทุนจองซื้อในช่วงต้นเดือน ก.พ.65 และจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ในช่วงกลางเดือน ก.พ.

PEACE มีแผนเสนอขายหุ้น IPO ไม่เกิน 84 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 20% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมด โดยมีทุนจดทะเบียน 420 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1.00 บาท โดยมีทุนเรียกชำระแล้ว 336 ล้านบาท คิดเป็นหุ้นสามัญจำนวน 336 ล้านหุ้น และการระดมทุนในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์นำเงินไปใช้ไปใช้ซื้อที่ดินสำหรับการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนภายในบริษัท

ด้านจุดเด่นของ PEACE แม้ว่าจะเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายเล็กในตลาด แต่ถือว่าเป็นผู้ประกอบการที่มีความเชี่ยวชาญและมีการบริหารจัดการที่ดีมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการพัฒนาโครงการแนวราบมากเป็นระยะเวลากว่า 30 ปี ที่สามาถสร้างการเติบโตให้กับบริษัทได้อย่างต่อเนื่อง มีการพัฒนาโครงการในทำเลที่มีศักยภาพ และตรงกับความต้องการของคนที่มองหาซื้อที่อยู่อาศัย รวมถึงมีการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และมีภาระหนี้สินที่น้อยมาก ทำให้การระดมเงินทุนจากการเสนอขาย IPO ในครั้งนี้ บริษัทสามารถนำเงินไปต่อยดในการลงทุนซื้อที่ดินมารองรับการพัฒนาโครงการในอนาคตได้อย่างเต็มที่

ขณะที่ในช่วงการแพร่ะบาดโควิด-19 บริษัทได้รับประโยชน์จากพฤติกรรมการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยที่เปลี่ยนแปลงไป โดยหันมาเลือกซื้อโครงการแนวราบรอบเมืองมากขึ้น แทนคอนโดมิเนียมในเมือง เพราะต้องการพื้นที่ใช้สอยในการทำงานและการใช้ชีวิตรมากขึ้น รวมถึงมีความเป็นส่วนตัวที่มากกว่าการอยู่คอนโดมิเนียม ส่งผลให้ตลาดบ้านแนวราบเติบโตขึ้น และได้รับผลกระทบน้อยในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนต่อการเติบโตของบริษัท รวมกับความเชี่ยวชาญด้านการทำการตลาดที่สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ตรงกลุ่ม ทำให้บริษัทถือเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายเล็กที่มีศักยภาพเทียบกับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายกลางและใหญ่ในตลาดได้

นายประสพศักดิ์ ศิริโสภณา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PEACE เปิดเผยว่า การที่บริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์จะช่วยเสริมศักยภาพในการสร้างการเติบโตต่อไปในอนาคต โดยที่เงินที่ได้จากการเสนอขาย IPO จะนำไปใช้ในการซื้อที่ดินมาพัฒนาโครงการ โดยที่ในช่วง 1-2 ปีนี้ จะซื้อที่ดินในกรุงเทพฯและปริมณฑลเป็นหลัก เพราะยังคงเป็นทำเลที่คนมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยแนวราบเป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นจะเริ่มมองการซื้อที่ดินในต่างจังหวัดเข้ามาเสริมเพื่อขยายตลาดในอนาคต โดยมีความสนใจเข้าไปพัฒนาในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ก่อนหน้านี้บริษัทได้มีการพัฒนาโครงการในจังหวัดระยองมาก่อนแล้ว

หลังจากเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯแล้วบริษัทวางเป้าหมายการเติบโตทั้งรายได้และกำไรในช่วง 3 ปีเป็น 2 เท่าจากปี 64 และค่อยๆเติบโตเป็น 3 เท่าในช่วง 5 ปี โดยบริษัทมองว่าการขายที่อยู่อาศัยยังคงมีการค่อยๆเติบโตขึ้นต่อเนื่อง และฟื้นตัวกลับมาหลังจากผ่านพ้นวิกฤติโควิด-19 ไปแล้ว ตจามภาวะเศรษฐกิจที่ค่อยๆฟื้นตัวกลับมา ทำให้บริษัทยังคงมองเห็นโอกาสในการเดินหน้าพัฒนาโครงการใหม่ออกมาทุกปี ซึ่งยังคงเป็นโครงการแนวราบเป็นหลัก เพราะปัจจุนสัดส่วนของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในภาพรวมได้เปลี่ยนมาเป็นโครงการแนวราบมากขึ้น ซึ่งเพิ่มขึ้นมาเป็นสัดส่วน 60% จากเดิมที่ 40% และโครงการคอนโดมิเนียมได้ลดสัดส่วนมาที่ 40% จากเดิมที่ 60% ซึ่งยังคงมองว่าสัดส่วนจะยังคงเป็นแบบนี้ไปอีกหลายปี

สำหรับแผนงานในปี 65 บริษัทวางแผนเปิดโครงการใหม่ 3 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 3 พันล้านบาท อยู่ใน 3 ทำเล คือ เจษฎาบดินทร์, กรุงเทพกรีฑา-ร่มเกล้า และบางกรวย-ไทรน้อย ภายใต้แบรนด์ cher เป็นหลัก ซึ่งเป็นไปตามแผนงานของบริษัท และเมื่อรวกับโครงการที่บริษัทอยู่ระหว่างการขายอีก 7 โครงการ มูลค่าเหลือขายกว่า 2 พันล้านบาท ทำให้บริษัทมีสินค้ารองรับการขายให้กับลูกค้ารรวมมูลค่ากว่า 5 พันล้านบาท ที่รองรับการเติบโตของบริษัทหลังจากเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ และยังมีมูลค่ายอดขายรอโอน (Backlog) ที่มีอยู่อีก 600 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้เป็นรายได้เข้ามา

ขณะที่ในด้านต้นทุนของบริษัทถือว่ามีความการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพมาต่อเนื่อง แม้ว่าในปัจจุบันราคาต้นทุนและค่าก่อสร้างจะเพิ่มสูงขึ้น แต่การที่บริษัทมีพันธมิตรที่เกี่ยวข้องกับการผลิตที่ดีและมีการปรับกระบวนการการก่อสร้างใหม่ โดยหันมาใช้ระบบการการก่อสร้างแบบ Coventional และการดีลกับพันธมิตรวัสดุก่อสร้างต่างๆ ทำให้บริษัทสามารถควบคุมต้นทุนการก่อสร้างได้เหมาะสม ประกอบกับการที่บริษัทมีภาระหนี้สินที่น้อย ทำให้ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยต่ำมาก ซึ่งบริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) อยู่เพียง 0.2 เท่า ทำให้บริษัทยังมีความสามารถในการทำกำไรในระดับที่ดี

"หลังจากที่เราเข้าตลาดแล้ว เรามีความั่นใจในการสร้างการเติบโตที่ต่อเนื่อง หลังจากเราได้เงิน IPO มาแล้ว ทำให้เรามีศักยภาพในการซื้อที่ดินมาพัฒนาโครงการได้เพิ่มเติมอีก ซึ่งเงินจาก IPO เรานำไปลงทุนทั้งหมด เพราะเรามีหนี้น้อยมาก ซึ่งเรามองว่าพีซแอนด์ลีฟวิ่ง จะเป็นหุ้น Growth และหุ้นปันผลที่ดีให้กับนักลงทุนไปพร้อมๆกัน" นายประสพศักดิ์ กล่าว



pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 43168
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: PEACE

Posts by pakapong_u » Sat Jan 22, 2022 3:05 pm

IPOInsight: PEACE ตามรอย 3 ทศวรรษสู่หุ้นอสังหาฯแนวราบเมืองไทย
20 ม.ค. 65 15:16น.

phpBB [video]

เปิดแผนงานหุ้นน้องใหม่ IPO อย่าง บมจ.พีซ แอนด์ ลีฟวิ่ง (PEACE) ผู้ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยแนวราบชั้นนำของประเทศไทยที่มีประสบการณ์เกือบ 30 ปี เตรียมระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายในไตรมาสแรกของปี 65 โดยมี บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) ด้วยการนำเสนอขายหุ้น IPO ไม่เกิน 84 ล้านหุ้น คิดเป็น 20% ของทุนจดทะเบียนหลัง IPO
ตามรอย 3 ทศวรรษผู้พัฒนาอสังหาฯแนวราบชั้นนำ

นายประสพศักดิ์ ศิริโสภณา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PEACE เปิดเผยกับ “อินโฟเควสท์” ว่า จากประสบการณ์เกือบ 30 ปีกลยุทธ์ที่ทำให้ประสบความสำเร็จในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ คือ การนำข้อมูลความต้องการของตลาดมาเป็นโจทย์ใช้พัฒนาที่อยู่อาศัยเป็นสำคัญ ด้วยการทำงานวิจัยฯหาช่องว่างของตลาดสามารถสร้างศักยภาพการแข่งขันได้เป็นอย่างดี เพราะตลาดอสังหาฯ ในประเทศไทยมีมูลค่าหลายแสนล้านบาท ดังนั้น การเปิดโครงการในทำเลที่มีซัพพลายและดีมานด์มีความสมดุล เป็นส่วนผลักดันการเติบโตผลประกอบการและรักษาศักยภาพทำกำไรได้ดีต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน

จุดเริ่มต้นมาจากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แนวราบโครงการประเภทรีสอร์ทในจังหวัดกาญจนบุรี และประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้นับจากอดีตถึงปัจจุบันมีการพัฒนาโครงการมาแล้วรวมทั้งสิ้น 25 โครงการ มูลค่าโครงการรวมกว่า 1.65 หมื่นล้านบาท ภายใต้เป้าหมายปิดการขายโครงการภายใน 2–3 ปีสำหรับโครงการที่มีจำนวนยูนิตไม่เกิน 200 ยูนิต และภายใน 3-5 ปีสำหรับโครงการที่มีมากกว่า 200 ยูนิต

ทั้งนี้ ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 64 บริษัทมีโครงการที่อยู่ระหว่างการขายและรอโอนรวม 7 โครงการ มูลค่ารวม 4.71 พันล้านบาท และมียอดขายรอโอน (Backlog) ราว 600 ล้านบาท ส่วนในปี 65 บริษัทมีแผนโครงการใหม่อีก 3 โครงการ มูลค่ารวม 3.04 พันล้านบาท


แบรนด์ครอบคลุมลูกค้าทุกเซกเมนต์

นายประสพศักดิ์ กล่าวว่า บริษัทเน้นการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยแนวราบ ได้แก่ บ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมแบบ 2 ชั้น และ 3 ชั้น ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ภายใต้แบรนด์ “The Glamor” “Cordiz” และ “Cher” และแบรนด์ใหม่ล่าสุด คือ “Cherene” และ “CHEREA VICINITY” แต่ละโครงการเน้นการออกแบบสไตล์โมเดิร์น บรรยากาศร่มรื่น สงบ มีความเป็นส่วนตัว การเดินทางสะดวกสบาย สิ่งอำนวยความสะดวกครบ บนทำเลที่ดีตอบโจทย์การใช้ชีวิต ตอบสนองความต้องการผู้บริโภคยุคใหม่

“บริษัทให้ความสำคัญในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นอย่างมาก โดยฝ่ายการตลาดและการขายจะทำการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลภาวะอุตสาหกรรมและวิจัยตลาดอย่างสม่ำเสมอ (Market Research) เพื่อให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงของภาวะอุตสาหกรรม สภาวะตลาด การแข่งขันในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต เพื่อเข้าถึงข้อมูลกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ความต้องการของผู้บริโภคและความเป็นไปได้ของโครงการ”นายประสพศักดิ์ กล่าว

ระดมทุนซื้อที่ดิน-ต่อยอดคอนโดฯ

แผนการระดมทุนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯครั้งนี้ บริษัทจะนำเงินไปซื้อที่ดินที่มีศักยภาพและต่อยอดพัฒนาโครงการต่าง ๆ โดยเฉพาะการกระจายพอร์ตที่อยู่อาศัยกลุ่มคอนโดมิเนียม เพื่อเป็นกระจายพอร์ตที่อยู่อาศัยให้หลากหลายเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่กว้างมากขึ้น

“ปี65 เชื่อว่าภาพรวมตลาดอสังหาฯแนวราบจะได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้บริโภคเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตรูปแบบใหม่หลังจากเกิดการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ส่งผลให้ความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน มักมองหาบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม ที่มาพร้อมกับฟังก์ชันในด้านต่างๆที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยจริง

ประกอบกับมีปัจจัยบวกจากนโยบายการเปิดประเทศของรัฐบาลทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจขยายตัว เอกชนเดินเครื่องธุรกิจเกิดการจ้างงาน ส่งผลให้รายได้ครัวเรือนดีขึ้น มีความมั่นคงในอาชีพ และการผ่อนคลายมาตรการ LTV เป็นการปลดล็อกตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้กลับมาคึกคักขึ้น เนื่องจากลูกค้าสามารถกู้ซื้อบ้านได้เต็มมูลค่า ส่งผลให้ประชาชนที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัย สามารถกู้ซื้อที่อยู่อาศัยได้เพิ่มขึ้น”นายประสพศักดิ์ กล่าว



pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 43168
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: PEACE

Posts by pakapong_u » Sat Jan 22, 2022 5:11 pm

8 ข้อน่าสนใจของ PEACE หุ้นอสังหาฯ น้องใหม่ กับแผนเติบโต 3 เท่าตัว!


หุ้นอสังหาริมทรัพย์ตบเท้าเข้าเทรดกันอย่างคึกคัก วันนี้เป็นคิวของผู้ประกอบการรายเล็กแต่ความสามารถไม่เล็กอย่าง PEACE หรือ บริษัท พีซแอนด์ลีฟวิ่ง จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีแผนจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายในเดือนก.พ. นี้ ธุรกิจของ PEACE จะแตกต่างจากผู้ประกอบการรายอื่นๆ ในอุตสาหกรรมอย่างไร และมีจุดเด่นอะไรที่น่าสนใจบ้าง Wealthy Thai สรุปมาให้แล้ว


1.PEACE มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในอุตสาหกรรมอสังหาฯ มากว่า 30 ปี เน้นพัฒนาอสังหาฯ แนวราบ เช่น บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮมแบบ 2 ชั้น และ 3 ชั้น ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ภายใต้แบรนด์ “The Glamor” “Cordiz” และ “Cher” ล่าสุดเตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ 2 แบรนด์ ได้แก่ “Cherene” และ “CHEREA VICINITY” กลุ่มลูกค้าหลักของบริษัทได้แก่ คนกรุงเทพชั้นกลาง ชั้นนอก และปริมณฑลที่ต้องการบ้านแนวราบ เดินทางเข้าออกเมืองได้ง่าย


2.จุดเด่นโครงการของ PEACE คือ การออกแบบสไตล์โมเดิร์น ให้มีพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านสูง โดยจะเน้นผสมผสานเทคโนโลยีการก่อสร้างทั้งแบบดั้งเดิม (Conventional) และแบบผนังโครงสร้าง เช่น precast concrete โดยทำเลโครงการส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในบริเวณที่ใกล้ถนนสายหลัก ใกล้ขนส่งสาธารณะ ทำให้เดินทางเข้าออกเมืองได้ง่าย นอกจากนี้บริษัทยังช่วยดูแลการจัดตั้งนิติบุคคลและมีบริการหลังการขายให้กับลูกบ้านอีกด้วย


3.PEACE วางกลยุทธ์เพื่อสร้างการเติบโตไว้ 3 รูปแบบ ได้แก่ 1) กลยุทธ์ทางด้านผลิตภัณฑ์ พัฒนาโครงการหลายเซ็กเมนต์เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าได้ครอบคลุม มีการสำรวจความต้องการ และวิเคราะห์พฤติกรรมกลุ่มลูกค้าเป้าหมายก่อนการพัฒนาโครงการ เพื่อให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากที่สุด, 2) กลยุทธ์ทางด้านราคา บริษัทคัดสรรทำเลที่ตั้ง เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการ เพื่อให้ได้ราคาที่เหมาะสม สามารถแข่งขันได้ พร้อมกำหนดปัจจัยแวดล้อมที่สอดคล้องกับความสามารถในการซื้อของลูกค้าภายใต้แนวคิด “ที่ดินทุกผืนมีผืนเดียวบนโลก” ทำให้บริษัทสามารถปิดการขายได้ตามแผน และ 3) กลยุทธ์ทางด้านสื่อสารการตลาดและส่งเสริมการขาย บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลอุตสาหกรรมสม่ำเสมอ เพื่อวางกลยุทธ์การตลาดตั้งแต่พัฒนาโครงการจนถึงงานขาย


4.สำหรับผลประกอบการ 9 เดือนแรกปี 2564 มีรายได้รวม 809.57 ล้านบาท เติบโต 40.82% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 574.86 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิ 9 เดือนแรก ปี 2564 อยี่ 150.75 ล้านบาท เติบโต 74.68% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 86.30 ล้านบาท จากการทยอยรับรู้ยอดโอนกรรมสิทธิ์ของโครงการต่างๆ เช่น Cher งามวงศ์วาน – ประชาชื่น และ Cher สุขสวัสดิ์ – พุทธบูชา เป็นต้น


5.สิ้นไตรมาส 3/64 มีโครงการที่อยู่ระหว่างการขายและโอนกรรมสิทธิ์ 7 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 4,717 ล้านบาท มียอดขายรอโอนกรรมสิทธิ์ (Backlog) 600 ล้านบาท โดยปี 2565 มีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 3 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 3,045 ล้านบาท คาดจะทยอยเปิดตัวได้ในไตรมาส 3/65 เป็นต้นไป ได้แก่ Cherene กรุงเทพกรีฑา – ร่มเกล้า มูลค่า 648 ล้านบาท, CHEREA VICINITY ราชพฤกษ์ – เจษฎาบดินทร์ มูลค่า 1,845 ล้านบาท และ Cher ราชพฤกษ์ - พระราม 5 มูลค่า 552 ล้านบาท


6.PEACE คาดว่าปี 2565 ผลประกอบการจะเติบโตไม่น้อยกว่าปี 2564 จากการเปิดโครงการใหม่และทยอยรับรู้ยอดโอนกรรมสิทธิ์อย่างต่อเนื่อง โดยวางเป้าหมายภายหลังเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเติบโต 3 เท่าภายใน 5 ปี (64-68) ทั้งนี้ จากการวางกลยุทธ์เพื่อสร้างการเติบโต ส่งผลให้สามารถบริหารจัดการสินค้าคงเหลือได้เป็นอย่างดี ทำให้มีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่เกณฑ์ 35-40% ต่อเนื่องมาตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท ล่าสุด 9 เดือนแรก ปี 2564 อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 38.8% และมีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 18.6%


7.นอกจากนี้ PEACE ยังมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) และอัตราดอกเบี้ยจากเงินกู้ยืม (Cost of Fund) ค่อนข้างต่ำ อยู่ในระดับเดียวกับบริษัทชั้นนำของอุตสาหกรรม โดยสิ้นไตรมาส 3/64 D/E อยู่ที่ระดับ 0.2 เท่า และคาดว่าหลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะปรับตัวลดลง ทำให้มีศักยภาพในการซื้อที่ดิน สำหรับรองรับการเติบโตในอนาคต


8.PEACE มีทุนจดทะเบียน 420 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1.00 บาท โดยมีทุนเรียกชำระแล้ว 336 ล้านบาท คิดเป็นหุ้นสามัญจำนวน 336 ล้านหุ้น และจะเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 84 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 20% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมด ซึ่งคาดว่าจะเสนอขายหุ้น IPO และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลกัทรัพยฯ ได้ในเดือนก.พ. นี้ ส่วนเงินที่ได้จากการระดมทุน บริษัทจะใช้เป็นเงินลงทุนซื้อที่ดินสำหรับการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน



pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 43168
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: PEACE

Posts by pakapong_u » Thu Jan 27, 2022 12:10 pm

‘พีซแอนด์ลีฟวิ่ง’หุ้นไอพีโออสังหาฯ ระดมทุนหนุนเติบโต‘เท่าตัว’
By ดาริน โชสูงเนิน27 ม.ค. 2565 เวลา 9:30 น.28
จากจุดเริ่มต้นไอพีโอน้องใหม่ "พีซแอนด์ลีฟวิ่ง" ของ “กลุ่มผู้บริหารปูนซิเมนต์ไทย” ในการร่วมกลุ่มกันเพื่อลงทุน พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แนวราบ “บ้านป่าริมธาร”

และขยับลงทุนต่อเนื่องทำให้นับจากอดีตถึงปัจจุบันมีการพัฒนาโครงการมาแล้วรวมทั้งสิ้น 25 โครงการ มูลค่าโครงการรวมกว่า 1.65 หมื่นล้านบาท!

ด้วย “จุดเด่น” ของ บริษัท พีซแอนด์ลีฟวิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ PEACE ผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยแนวราบที่มีประสบการณ์มากว่า 30 ปี หุ้นอสังหาฯ น้องใหม่ไอพีโอตัวล่าสุดมีแผนเสนอขายหุ้น IPO ไม่เกิน 84 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 20% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมด โดยมีทุนจดทะเบียน 420 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1.00 บาท คาดว่าจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายในไตรมาส 1 ปี 2565

การระดมทุนในครั้งนี้... มีวัตถุประสงค์นำเงินไปใช้ไปใช้ซื้อที่ดินสำหรับการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนภายในบริษัท



“ประสพศักดิ์ ศิริโสภณา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท พีซแอนด์ลีฟวิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ PEACE ให้สัมภาษณ์ “หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การที่บริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ จะช่วยเสริมศักยภาพในการสร้างการเติบโตต่อไปในอนาคต โดยที่เงินที่ได้จากการเสนอขาย IPO จะนำไปใช้ในการซื้อที่ดินมาพัฒนาโครงการ โดยที่ในช่วง 1-2 ปี (2565-2566) โดยจะซื้อที่ดินในกรุงเทพฯและปริมณฑลเป็นหลัก

เนื่องจาก ยังคงเป็นทำเลที่คนมีความต้องการ (ดีมานด์) ซื้อที่อยู่อาศัยแนวราบเป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นจะเริ่มมองการซื้อที่ดินในต่างจังหวัดเข้ามาเสริมเพื่อขยายตลาดในอนาคต โดยมีความสนใจเข้าไปพัฒนาในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ก่อนหน้านี้บริษัทได้มีการพัฒนาโครงการในจังหวัดระยองมาก่อนแล้ว

เขา บอกต่อว่า หลังจากเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯแล้ววางเป้าหมายการเติบโตทั้ง“รายได้และกำไร”ในช่วง 3 ปีเป็น “เท่าตัว”จากปี 2564 และค่อยๆเติบโตต่อเนื่องในช่วง 5 ปี เนื่องจากบริษัทยังมีฐานต่ำ ดังนั้น จึงสามารถสร้างการเติบโตได้สูง โดยบริษัทมองว่าการขายที่อยู่อาศัยยังคงมีการค่อยๆเติบโตขึ้นต่อเนื่อง และฟื้นตัวกลับมาหลังจากผ่านพ้นวิกฤติโควิด-19 ไปแล้ว


โดยเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจที่ค่อยๆฟื้นตัวกลับมา ทำให้บริษัทยังคงมองเห็นโอกาสในการเดินหน้าพัฒนาโครงการใหม่ออกมาทุกปี ซึ่งยังคงเป็นโครงการแนวราบเป็นหลัก เพราะว่าในปัจจุบันสัดส่วนของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในภาพรวมได้เปลี่ยนมาเป็นโครงการแนวราบมากขึ้น ซึ่งเพิ่มขึ้นมาเป็นสัดส่วน 60% จากเดิมที่ 40% และโครงการคอนโดมิเนียมได้ลดสัดส่วนมาที่ 40% จากเดิมที่ 60% ซึ่งยังคงมองว่าสัดส่วนจะยังคงเป็นแบบนี้ไปอีกหลายปี

สำหรับแผนงานในปี 2565 บริษัทวางแผนเปิดโครงการใหม่ 3 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 3,000 ล้านบาท อยู่ใน 3ทำเล คือ เจษฎาบดินทร์, กรุงเทพกรีฑา-ร่มเกล้า และบางกรวย-ไทรน้อย ภายใต้แบรนด์cherเป็นหลัก ซึ่งเป็นไปตามแผนงานของบริษัท และเมื่อรวมกับโครงการที่บริษัทอยู่ระหว่างการขายอีก 7 โครงการ มูลค่าเหลือขายกว่า 2,000 ล้านบาท ทำให้บริษัทมีสินค้ารองรับการขายให้กับลูกค้ารวมมูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท ที่รองรับการเติบโตของบริษัทหลังจากเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ และยังมีมูลค่ายอดขายรอโอน (Backlog) ที่มีอยู่อีก 600 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้เป็นรายได้เข้ามา

ขณะที่ในด้านต้นทุนของบริษัทถือว่ามีความการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพมาต่อเนื่อง แม้ว่าในปัจจุบันราคาต้นทุนและค่าก่อสร้างจะเพิ่มสูงขึ้น แต่การที่บริษัทมีพันธมิตรที่เกี่ยวข้องกับการผลิตที่ดีและมีการปรับกระบวนการการก่อสร้างใหม่ โดยหันมาใช้ระบบการการก่อสร้างแบบ Coventionalและการดีลกับพันธมิตรวัสดุก่อสร้างต่างๆ ทำให้บริษัทสามารถควบคุมต้นทุนการก่อสร้างได้เหมาะสม

ประกอบกับการที่บริษัทมีภาระหนี้สินที่น้อย ทำให้ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยต่ำมาก ซึ่งบริษัทมี“อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน” (D/E)อยู่เพียง 0.2 เท่า ทำให้บริษัทยังมีความสามารถในการทำกำไรในระดับที่ดีอย่างต่อเนื่อง

“หลังจากที่เราเข้าตลาดแล้ว เรามีความมั่นใจในการสร้างการเติบโตที่ต่อเนื่อง หลังจากเราได้เงิน IPO มาแล้ว ทำให้เรามีศักยภาพในการซื้อที่ดินมาพัฒนาโครงการได้เพิ่มเติมอีก ซึ่งเงินจาก IPO เรานำไปลงทุนทั้งหมด เพราะเรามีหนี้น้อยมาก ซึ่งเรามองว่าพีซแอนด์ลีฟวิ่ง จะเป็นหุ้น Growth และหุ้นปันผลที่ดีให้กับนักลงทุนไปพร้อมๆกัน”

ท้ายสุด “ประสพศักดิ์”บอกไว้ว่า แม้ว่าจะเป็นผู้พัฒนาอสังหาฯ รายเล็กในตลาด แต่ถือว่าเป็นผู้ประกอบการที่มีความเชี่ยวชาญและมีการบริหารจัดการที่ดีมาอย่างต่อเนื่อง ที่สามารถสร้างการเติบโต มีการพัฒนาโครงการในทำเลที่มีศักยภาพ และตรงกับความต้องการของลูกค้ายฟแ



Post Reply