SFT

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก
Post Reply
pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 37018
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

SFT

Posts by pakapong_u » Wed Jun 17, 2020 10:31 am

"ชริ้งเฟล็กซ์ฯ" เตรียมนำบริษัทเข้า mai ขาย IPO ไม่เกิน 120 ล้านหุ้น

ทันหุ้น-สู้โควิด : บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์(ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน) หรือ SFT จะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็มเอไอ (mai) โดยจะเสนอขายหุ้น IPO ไม่เกิน 120 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 27.27% ของจำนวนหุ้นที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมด ราคาพาร์หุ้นละ 0.50 บาท ซึ่งได้แต่งตั้งให้บล.อาร์เอชบี (ประเทศไทย) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ฯ ประกอบธุรกิจผลิตภัณฑ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูป และผลิตภัณฑ์อื่น ได้แก่แม่พิมพ์ และฟิล์มยืด ได้ยื่นแบบไฟลิ่งต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) เพื่อขออนุญาตเสนอขายหุ้น IPO ดังกล่าว

โดยเงินที่ได้จากการระดมทุนมีแผนที่จะนำไปชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน, ลงทุนโรงงานผลิตแห่งใหม่, ลงทุนเครื่องจักรและปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรในโรงงานเดิม รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ

โครงสร้างผู้ถือหุ้นประกอบด้วย กลุ่มทอย ถือหุ้น 65% ภายหลัง IPO สัดส่วนจะลดเหลือ 47.27% รองลงมาได้แก่กลุ่มปิยะตรึงส์ ถือหุ้น 35% ภายหลังจะเหลือ 25.45%

สำหรับโครงการในอนาคต บริษัทมีแผนลงทุนโรงงานผลิตแห่งใหม่ เพื่อเป็นโรงงานแห่งที่ 2 รองรับการขยายกำลังการผลิตที่เติบโตขึ้น คาดว่าจะใช้งบประมาณในการก่อสร้างประมาณ 100 ล้านบาท ไม่รวมมูลค่าที่ดินที่บริษัทซื้อจากบุคคลที่เกี่ยวข้องจำนวน 71.84 ล้านบาท คาดว่าโรงงานผลิตแห่งใหม่จะแล้วเสร็จและมีรายได้เชิงพาณิชย์ภายในปี 2565

นอกจากนี้มีโครงการลงทุนในเครื่องจักร และปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรในโรงานเดิม เพื่อขยายกำลังการผลิตในตลาดฟิล์มหดรัดรูป ที่ทางบริษัทดำเนินการในปัจจุบัน รวมถึงขยายกำลังการผลิตเพื่อสร้างตลาดใหม่ในกลุ่มฟิล์มใสที่มีความหดตัวสูง โดยมีแผนซื้อเครื่องพิมพ์ราเวียร์ 10 สี เครื่อง Slitting เครื่องทากาว 5K เครื่องกรอ และเครื่อง Cutting และยังมีแผนลงทุนเครื่องเจาะแม่พิมพ์เพิ่มเติมอีก 1 เครื่อง คาดว่าจะลงทุนในปี 2563-2564 ในงบประมาณ 60 ล้านบาท

นอกจากนี้บริษัทมีแผนที่จะซื้อเครื่องลามิเนตและเครื่องเคลือบฟิล์ม เพื่อสามารถผลิตสินค้าในกลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อน ขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดใหม่ได้ รองรับการเติบโตในอนาคต รวมถึงแผนที่จะซื้อเครื่องพิมพ์ดิจิตอล คาดว่าจะลงทุนในช่วงปี 2564-2565 ใช้งบลงทุนประมาณ 100 ล้านบาท


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 37018
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SFT

Posts by pakapong_u » Wed Sep 16, 2020 1:11 pm

“ชริ้งเฟล็กซ์” ยื่นไฟลิ่งขาย IPO คาดเข้าเทรด mai ไตรมาส 4/63

นายคมกฤต มีคำสัตย์ กรรมการผู้จัดการ สายงานตลาดทุน บล.อาร์ เอช บี (ประเทศไทย) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SFT กล่าวว่า หลังจาก บมจ.ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) ได้ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อขอเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชน (IPO) ล่าสุด สำนักงาน ก.ล.ต. ได้นับหนึ่งแบบไฟลิ่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 9 ก.ย.ที่ผ่านมา และคาดว่าจะเสนอขาย IPO และเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ได้ภายในไตรมาส 4/63

ทั้งนี้ ภายหลังจากนี้บริษัทจะเตรียมเดินสายให้ข้อมูลกับนักลงทุน (โรดโชว์) ทั้งนักลงทุนสถาบันและรายย่อยในประเทศต่อไปในช่วง 2 สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งมีนักลงทุนสถาบัน 6 ราย ที่ตอบรับเข้ามาฟังการนำเสนอข้อมูลของบริษัท ในส่วนของทางด้านบริษัทหลักทรัพย์ที่จะเข้ามาเป็นพันธมิตรในการรับประกันการจัดจำหน่าย IPO ของบริษัทในครั้งนี้ได้มีการให้ข้อมูลเพื่อทำบทวิเคราะห์ออกมาแล้ว

โดยความน่าสนใจของ SFT อยู่ที่ลักษณะของธุรกิจผลิตฉลากบรรจุภัณฑ์ที่มีกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ที่คนส่วนใหญ่รู้จักอยู่แล้วมาใช้บริการสั่งซื้อฉลากสินค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่มรวมกันในสัดส่วน 80% ซึ่งมีความต้องการใช้ฉลากสินค้ามากและมีการสั่งผลิตตต่อเนื่อง ทำให้บริษัทมีรายได้เข้ามาต่อเนื่อง รวมไปถึงมีการต่อยอดไปยังกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการใช้ฉลากสินค้าที่พรีเมียมขึ้นอย่างกลุ่มลูกค้าเครื่องสำอางค์ ซึ่งมีความต้องการใช้การพิมพ์ฉลากแบบดิจิทัล ซึ่งมีราคาที่สูง และให้มาร์จิ้นที่ดี ทำให้บริษัทมีการกระจายกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย

ขณะเดียวกัน SFT ยังเป็นบริษัทที่มีคุณภาพ มีทีมงานและผู้บริหารมีความเชี่ยวชาญ และการระดมทุนในครั้งนี้จะนำเงินส่วนใหญ่ไปใช้ขยายธุรกิจ ในการสร้างโรงงานแห่งใหม่ห่างจากโรงงานเดิม 7-8 กิโลเมตร เพื่อรองรับความต้องการใช้ฉลากสินค้าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต หลังจากที่สถานการ์ณโควิด-19 สามารถคลี่คลายลงได้ชัดเจนแล้ว และเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับไลน์การผลิตใหม่หลังจากโรงงานเดิมใช้กำลังการผลิตใกล้เต็มแล้ว โดยที่โรงงานผลิตแห่งใหม่จะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 30-40% จากโรงงงานเดิม หรือมีกำลังการผลิตรวมกับโรงงานเดิมเพิ่มเป็น 185 ล้านเมตร/ปี ในช่วงปีแรกที่เปิดดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ ซึ่งสามารถรองรับความต้องการใช้ในอนาคตได้เพียงพอ และเป็นปัจจัยหนุนให้บริษัทสามารถเติบโตได้ในอนาคต



โดยปัจจุบัน SFX มีทุนจดทะเบียนจำนวน 220 ล้านบาท แบ่งเป็น 440 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.50 บาท โดยเป็นทุนที่ออกและเรียกชำระแล้วจำนวน 160 ล้านบาท และจะเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 120 ล้านหุ้น คิดเป็น 27.27% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการออกและเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ โดยจะนำเงินส่วนใหญ่ที่ได้จากการระดมทุนไปลงทุนก่อสร้างโรงงานแห่งที่ 2 พร้อมกับลงทุนในเครื่องจักร รองรับการขยายธุรกิจไปสู่ตลาดใหม่ๆ เพื่อผลักดันการเติบโตในอนาคต ส่วนที่เหลือจะนำไปชำระเงินกู้สถาบันการเงินและเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานต่อไป

ขณะที่ นายคมกฤต มีคำสัตย์ กรรมการผู้จัดการ สายงานตลาดทุน บริษัทหลักทรัพย์ อาร์ เอช บี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า หลังจาก บมจ.ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) ได้ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อขอเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชน (IPO) ล่าสุด สำนักงาน ก.ล.ต. ได้นับหนึ่งแบบไฟลิ่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ นายซุง ชง ทอย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SFT เปิดเผยว่า บริษัทเป็นหนึ่งในผู้นำการให้บริการ Labeling Solutions แบบครบวงจร ด้วยผลิตภัณฑ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูปในภูมิภาคอาเซียน โดยอาศัยจุดแข็งด้านประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมผลิตฉลากฟิล์มหดรัดรูปมานานกว่า 12 ปี เข้าไปช่วยตอบโจทย์ทางการตลาดในการสร้างภาพลักษณ์แก่แบรนด์สินค้า (Brand Identity) ผ่านการให้บริการที่ครบวงจรตั้งแต่ การให้คำปรึกษาเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ การเลือกรูปทรงบรรจุภัณฑ์และการออกแบบฉลากผลิตภัณฑ์ รวมถึงให้คำปรึกษาด้านเทคนิคการหดตัวของฉลากฟิล์ม (ชริ้ง) เพื่อตอบสนองความต้องการลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ความงามและของใช้ในครัวเรือน เป็นต้น

โดยบริษัทมีความพร้อมด้านการพิมพ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูปด้วยรูปแบบการพิมพ์แบบกราเวียร์ ซึ่งเป็นระบบการพิมพ์ที่ต้องใช้แม่พิมพ์ มีคุณภาพความละเอียดสูง รวดเร็วและประหยัดเวลา รองรับความต้องการลูกค้ากลุ่มผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่ต้องการฉลากฟิล์มหดรัดรูปเป็นจำนวนมาก และระบบการพิมพ์แบบดิจิทัลซึ่งเป็นระบบการพิมพ์ที่ไม่ต้องใช้แม่พิมพ์ แต่จะใช้เทคนิคการสร้างภาพด้วยระบบเลเซอร์ รองรับความต้องการกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ที่มีปริมาณงานพิมพ์จำนวนไม่มาก และต้องการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของฉลากที่รวดเร็ว (Made to order) ทำให้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าทั้งในเชิงคุณภาพ ปริมาณและความรวดเร็ว โดยปัจจุบัน บริษัทฯ มีฐานลูกค้าหลักรายใหญ่ อาทิ บริษัท โออิชิ เทรดดิ้ง จำกัด, บมจ.อิชิตัน กรุ๊ป, บมจ.ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง, บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ, บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังให้บริการรับออกแบบและผลิตแม่พิมพ์ เพื่อใช้ในการผลิตฉลากฟิล์มหดรัดรูป และมีการนำเข้าผลิตภัณฑ์ฟิล์มยืดเพื่อใช้ในการห่อรัดสินค้าบนพาเลทเพื่อลำเลียงขนส่ง และจำหน่ายให้แก่ลูกค้าของบริษัท ที่ช่วยให้ SFT สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุดจากการดำเนินธุรกิจที่ครบวงจรอีกด้วย และบริษัทยังมีเป้าหมายก้าวเป็นหนึ่งในผู้นำการให้บริการ Labeling Solutions แบบครบวงจร ด้วยผลิตภัณฑ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูปในภูมิภาคอาเซียน ที่มุ่งตอบสนองความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้าในภาคอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยมีแผนขยายกำลังการผลิตฟิล์มหดรัดรูปในกลุ่มฟิล์มใสที่มีความหดตัวสูง (POF Shrink Film) และเพิ่มไลน์การผลิตใหม่ๆ ไปสู่กลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อน (Flexible Packaging) รวมถึงบริหารจัดการกำลังการผลิตฉลากฟิล์มหดรัดรูป เพื่อตอบสนองความต้องการสินค้าที่ใช้ฉลากฟิล์มหดรัดรูปทั้งด้านปริมาณและความรวดเร็ว

ทั้งนี้ นางรสสุคนธ์ ศานติกุลวงศ์ ผู้จัดการฝ่ายบัญชีและการเงิน SFT กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกของปี 63 บริษัทสามารถทำรายได้รวม 330.47 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.05% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่มีรายได้รวม 294.95 ล้านบาท และมีกำไรจากการดำเนินงาน 49.64 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.38% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวของปีก่อนที่ทำได้ 43.40 ล้านบาท ซึ่งมีปัจจัยความสำเร็จมาจากกลุ่มลูกค้าในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่คิดเป็น 80% ของฐานลูกค้าทั้งหมด มียอดสั่งผลิตฉลากฟิล์มหดรัดรูปเพิ่มขึ้นตามปริมาณความต้องการสินค้าที่สูงขึ้น ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตที่มีประสิทธิภาพทำให้เกิดการประหยัดต่อหน่วย ส่งผลให้กำไรขั้นต้นอยู่ในเกณฑ์ดีและสนับสนุนการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกเติบโตได้ตามแผน


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 37018
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SFT

Posts by pakapong_u » Wed Sep 16, 2020 2:25 pm

‘ชริ้งเฟล็กซ์’ ปักธงขายหุ้น IPO 120 ล้าน ขยายโรงงานรับลูกค้าใหม่

วันที่ 16 กันยายน 2563 - 11:33 น.
ภาพประกอบข่าว SHRINK flex
บมจ.ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) หรือหุ้น SFT ผู้ให้บริการฟิล์มหดรัดรูปฉลากสินค้า วางแผนเสนอขายหุ้น IPO จำนวน 120 หุ้น ในไตรมาส 4 นี้ เพื่อนำเงินไปขยายโรงงานใหม่ รองรับลูกค้าเพิ่มเติม

นายซุง ชง ทอย ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SFT เปิดเผยว่า บริษัทฯ เป็นหนึ่งในผู้นำการให้บริการ Labeling Solutions แบบครบวงจร ด้วยผลิตภัณฑ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูปในภูมิภาคอาเซียน โดยอาศัยจุดแข็งด้านประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมผลิตฉลากฟิล์มหดรัดรูปมานานกว่า 12 ปี เข้าไปช่วยตอบโจทย์ทางการตลาดในการสร้างภาพลักษณ์แก่แบรนด์สินค้า (Brand Identity) ผ่านการให้บริการที่ครบวงจร

ตั้งแต่การให้คำปรึกษาเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ การเลือกรูปทรงบรรจุภัณฑ์และการออกแบบฉลากผลิตภัณฑ์ รวมถึงให้คำปรึกษาด้านเทคนิคการหดตัวของฉลากฟิล์ม (ชริ้ง) เพื่อตอบสนองความต้องการลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ความงามและของใช้ในครัวเรือน เป็นต้น

ทั้งนี้ บริษัทฯ มีความพร้อมด้านการพิมพ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูปด้วยรูปแบบการพิมพ์แบบกราเวียร์ ซึ่งเป็นระบบการพิมพ์ที่ต้องใช้แม่พิมพ์ มีคุณภาพความละเอียดสูง รวดเร็วและประหยัดเวลา รองรับความต้องการลูกค้ากลุ่มผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่ต้องการฉลากฟิล์มหดรัดรูปเป็นจำนวนมาก และระบบการพิมพ์แบบดิจิตอลซึ่งเป็นระบบการพิมพ์ที่ไม่ต้องใช้แม่พิมพ์ แต่จะใช้เทคนิคการสร้างภาพด้วยระบบเลเซอร์ รองรับความต้องการกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ที่มีปริมาณงานพิมพ์จำนวนไม่มาก และต้องการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของฉลากที่รวดเร็ว (Made to order) ทำให้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าทั้งในเชิงคุณภาพ ปริมาณและความรวดเร็ว

โดยปัจจุบัน บริษัทฯ มีฐานลูกค้าหลักรายใหญ่ อาทิ บริษัท โออิชิ เทรดดิ้ง จำกัด, บมจ.อิชิตัน กรุ๊ป, บมจ.ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง, บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ, บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังให้บริการรับออกแบบและผลิตแม่พิมพ์ เพื่อใช้ในการผลิตฉลากฟิล์มหดรัดรูป และมีการนำเข้าผลิตภัณฑ์ฟิล์มยืดเพื่อใช้ในการห่อรัดสินค้าบนพาเลทเพื่อลำเลียงขนส่ง และจำหน่ายให้แก่ลูกค้าของบริษัท ที่ช่วยให้ SFT สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุดจากการดำเนินธุรกิจที่ครบวงจรอีกด้วย

นายซุง ชง ทอย กล่าวอีกว่า บริษัทฯ มีเป้าหมายก้าวเป็นหนึ่งในผู้นำการให้บริการ Labeling Solutions แบบครบวงจร ด้วยผลิตภัณฑ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูปในภูมิภาคอาเซียน ที่มุ่งตอบสนองความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้าในภาคอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยมีแผนขยายกำลังการผลิตฟิล์มหดรัดรูปในกลุ่มฟิล์มใสที่มีความหดตัวสูง (POF Shrink Film) และเพิ่มไลน์การผลิตใหม่ๆ ไปสู่กลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อน (Flexible Packaging) รวมถึงบริหารจัดการกำลังการผลิตฉลากฟิล์มหดรัดรูป เพื่อตอบสนองความต้องการสินค้าที่ใช้ฉลากฟิล์มหดรัดรูปทั้งด้านปริมาณและความรวดเร็ว

“เรามองว่าส่วนแบ่งตลาดในไทย (Market Share) ยังสามารถขยายได้เพิ่มเติม จากปัจจุบันลูกค้าส่วนใหญ่ประมาณ 80% ของบริษัทกระจุกอยู่ในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ดังนั้น จึงต้องการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อนำเงินไปขยายโรงงานรองรับกำลังการผลิตและลูกค้ารายใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยเราคาดการณ์ช่วงเวลาขายหุ้น IPO จะเกิดภายในไตรมาส 4 ปีนี้” นายซุง ชง ทอย กล่าว

ด้าน นางรสสุคนธ์ ศานติกุลวงศ์ ผู้จัดการฝ่ายบัญชีและการเงิน SFT กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563 (มกราคม-มิถุนายน) บริษัทฯ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยทำรายได้รวม 330.47 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.05% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่มีรายได้รวม 294.95 ล้านบาทและมีกำไรจากการดำเนินงาน 49.64 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.38% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวของปีก่อนที่ทำได้ 43.40 ล้านบาท ซึ่งมีปัจจัยความสำเร็จมาจากกลุ่มลูกค้าในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่คิดเป็น 80% ของฐานลูกค้าทั้งหมด มียอดสั่งผลิตฉลากฟิล์มหดรัดรูปเพิ่มขึ้นตามปริมาณความต้องการสินค้าที่สูงขึ้น ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตที่มีประสิทธิภาพทำให้เกิดการประหยัดต่อหน่วย ส่งผลให้กำไรขั้นต้นอยู่ในเกณฑ์ดีและสนับสนุนการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกเติบโตได้ตามแผน

ขณะที่ นายคมกฤต มีคำสัตย์ กรรมการผู้จัดการ สายงานตลาดทุน บริษัทหลักทรัพย์ อาร์ เอช บี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า หลังจาก บมจ.ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) ได้ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อขอเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชน (IPO) ล่าสุด สำนักงาน ก.ล.ต. ได้นับหนึ่งแบบไฟลิ่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา

ปัจจุบัน บริษัทฯ มีทุนจดทะเบียนจำนวน 220 ล้านบาท แบ่งเป็น 440 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.50 บาท โดยเป็นทุนที่ออกและเรียกชำระแล้วจำนวน 160 ล้านบาท และจะเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 120 ล้านหุ้น คิดเป็น 27.27% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการออกและเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ โดยจะนำเงินส่วนใหญ่ที่ได้จากการระดมทุนไปลงทุนก่อสร้างโรงงานแห่งที่ 2 พร้อมกับลงทุนในเครื่องจักร รองรับการขยายธุรกิจไปสู่ตลาดใหม่ๆ เพื่อผลักดันการเติบโตในอนาคต ส่วนที่เหลือจะนำไปชำระเงินกู้สถาบันการเงินและเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานต่อไป


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 37018
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SFT

Posts by pakapong_u » Wed Sep 16, 2020 2:26 pm

`ชริ้งเฟล็กซ์(SFT)` เตรียมขายไอพีโอ 120 ล้านหุ้น ช่วง Q4/63



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -16 ก.ย. 63 13:03 น.
  "ชริ้งเฟล็กซ์(SFT)"จ่อขายไอพีโอ 120 ล้านหุ้น ช่วง Q4/63 เตรียมโรดโชว์สถาบัน 6 ราย ระดมทุนก่อสร้างโรงงานใหม่-เพิ่มเครื่องจักร ขยายไลน์การผลิตบรรจุภัณฑ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูป

  นายคมกฤต มีคำสัตย์ กรรมการผู้จัดการ สายงานตลาดทุน บริษัทหลักทรัพย์ อาร์ เอช บี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัท ชริ้งเพล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SFT เปิดเผยในงานแถลงข่าว (Live Press Conference) ว่า SFT เตรียมเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชน (IPO) จำนวนไม่เกิน 120 ล้านหุ้น ซึ่งจะเห็นในช่วงไตรมาส 4/63 โดยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai)

  ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้นับหนึ่งแบบไฟลิ่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา โดยในช่วง 2 สัปดาห์ข้างหน้า บริษัทจะเริ่มเดินสายโรดโชว์กับกลุ่มสถาบัน ซึ่งมีผู้สนใจแล้วประมาณ 6 ราย

  สำหรับเงินระดมทุนดังกล่าวจะนำไปใช้ก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ และซื้อเครื่องจักรเพื่อขยายไลน์การผลิตบรรจุภัณฑ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูป บนเนื้อที่ 5 ไร่ โซนบางนา-ตราดห่างจากโรงงานเดิมประมาณ 7-8 กิโลเมตร จะเริ่มดำเนินการในช่วงปีหน้า ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนกำลังการผลิตจากเดิม 125 ล้านเมตร/ปี เป็น 185 ล้านเมตร/ปี ในช่วงแรก และจะทยอยเพิ่มมากขึ้นตามการทยอยติดตั้งเครื่องจักร

ส่วนเงินที่เหลือใช้สำหรับเงินทุนหมุนเวียนการดำเนินงาน และชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน คาดว่าหลังระดมทุนจะช่วยหนุนให้บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มมากกว่าปัจจุบันที่ 27.9% เนื่องจากการขยายโรงงานทำให้ต้นทุนการผลิตถูกลง

  ด้านนายซุง ชง ทอย ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SFT เปิดเผยว่า SFT เป็นผู้ให้บริการ Labeling Solutions แบบครบวงจร ด้วยผลิตภัณฑ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูปในภูมิภาคอาเซียน มีประสบการณ์ 12 ปี ให้บริการตอบโจทย์ทางการตลาดในการสร้างภาพลักษณ์แก่แบรนด์สินค้า (Brand Identity) ที่ครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษาเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ การเลือกรูปทรงบรรจุภัณฑ์และการออกแบบฉลากผลิตภัณฑ์

รวมถึงให้คำปรึกษาด้านเทคนิคการหดตัวของฉลากฟิล์ม (ชริ้ง) เพื่อตอบสนองความต้องการลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ความงามและของใช้ในครัวเรือน เป็นต้น

  บริษัทฯ มีเป้าหมายก้าวเป็นหนึ่งในผู้นำการให้บริการ Labeling Solutions แบบครบวงจร ด้วยผลิตภัณฑ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูปในภูมิภาคอาเซียน ตอบโจทย์ลูกค้าในภาคอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยมีแผนขยายกำลังการผลิตฟิล์มหดรัดรูปในกลุ่มฟิล์มใสที่มีความหดตัวสูง (POF Shrink Film) และเพิ่มไลน์การผลิตใหม่ๆ ไปสู่กลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อน (Flexible Packaging) รวมถึงบริหารจัดการกำลังการผลิตฉลากฟิล์มหดรัดรูป เพื่อตอบสนองความต้องการสินค้าที่ใช้ฉลากฟิล์มหดรัดรูปทั้งด้านปริมาณและความรวดเร็ว

  "อุตสาหกรรมเติบโตประมาณ 10% ซึ่งปกติเราเติบโตมากกว่า แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นกับสภาพเศรษฐกิจทั่วโลกด้วย เพราะเรายังต้องพึ่งพาส่งออก ซึ่งปีหน้าเราจะพยายาม Utilization ให้ได้ 85% และเราก่อสร้างโรงงานรองรับการขยายงานในปี 65 ซึ่งภาพเศรษฐกิจน่าจะฟื้นพร้อมรองรับการขยายกำลังการผลิต เรามีความตั้งใจขยายตลาดเพิ่มซึ่งช่วง 3 ปีข้างหน้า การเติบโตระดับ 2 ดิจิตไม่ยากสำหรับเรา" นายซุง ชง ทอยกล่าว

  ด้านนางรสสุคนธ์ ศานติกุลวงศ์ ผู้จัดการฝ่ายบัญชีและการเงิน SFT เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกของปี 63 (ม.ค.-มิ.ย.) มีรายได้รวม 330.47 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.05% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้รวม 294.95 ล้านบาท และมีกำไรจากการดำเนินงาน 49.64 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.38% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวของปีก่อน ที่ทำได้ 43.40 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนรายได้มาจากการผลิตฉลากฟิล์มหดรัดรูปในกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มประมาณ 80% ของฐานลูกค้าทั้งหมด ทั้งนี้สัดส่วนการผลิตฉลากฟิล์มหดรัดรูปในกลุ่มธุรกิจอาหารมีประมาณ 63% , เครื่องดื่ม 23-24% , ความงาม 8% , ครัวเรือน 2%,เคมีภัณฑ์ 1% และอื่นๆ 2%

  ทั้งนี้ บริษัทฯ มีความพร้อมด้านการพิมพ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูปด้วยรูปแบบการพิมพ์แบบกราเวียร์(มีสัดส่วนผลิต94%) ซึ่งเป็นระบบการพิมพ์ที่ต้องใช้แม่พิมพ์ มีคุณภาพความละเอียดสูง รวดเร็วและประหยัดเวลา รองรับความต้องการลูกค้ากลุ่มผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่ต้องการฉลากฟิล์มหดรัดรูปเป็นจำนวนมาก และระบบการพิมพ์แบบดิจิตอล(มีสัดส่วนผลิต6%)ซึ่งเป็นระบบการพิมพ์ที่ไม่ต้องใช้แม่พิมพ์ แต่จะใช้เทคนิคการสร้างภาพด้วยระบบเลเซอร์ รองรับความต้องการกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ที่มีปริมาณงานพิมพ์จำนวนไม่มาก และต้องการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของฉลากที่รวดเร็ว (Made to order) โดยปัจจุบันบริษัทมีฐานลูกค้าหลักรายใหญ่หลายราย


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 37018
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SFT

Posts by pakapong_u » Wed Sep 16, 2020 4:34 pm

หุ้นฉลากฟิล์มสินค้า SFT พร้อมเทรด mai เร่งขยายโรงงานรับดีมานด์ฉลากเพิ่ม


6 เดือนที่ผ่านมา (ช่วง Covid-19) เติบโตขึ้น 05% YoY จากกลุ่มฉลากสินค้าซอสปรุงอาหาร เป็นผลจากการปรับตัวของผู้บริโภคช่วง Work from Home

นายคมกฤต มีคำสัตย์ กรรมการผู้จัดการ สายงานตลาดทุน บริษัทหลักทรัพย์ อาร์ เอช บี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SFT กล่าวว่า ปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้นับหนึ่งแบบไฟลิ่ง บมจ.ชริ้งเฟล็กซ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดยข้อมูลของบริษัท มีทุนจดทะเบียนจำนวน 220 ล้านบาท แบ่งเป็น 440 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.50 บาท โดยเป็นทุนที่ออกและเรียกชำระแล้วจำนวน 160 ล้านบาท และจะเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 120 ล้านหุ้น คิดเป็น 27.27% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท

โดยเงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้นไอพีโอ จะนำลงทุนก่อสร้างโรงงานแห่งที่ 2 ลงทุนซื้อเครื่องจักร เพื่อรองรับการขยายธุรกิจในอนาคต และชำระเงินกู้สถาบันการเงิน และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน


นายซุง ชง ทอย ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SFT เปิดเผยว่า การดำเนินธุรกิจของบริษัท แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ 1.ธุรกิจผลิตภัณฑ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูป และ 2.ธุรกิจผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น กลุ่มแม่พิมพ์ (Printing Cylinder) โดยในประเทศไทย SFT ถือเป็นหนึ่งในผู้นำที่ให้บริการฉลากฟิล์มหดรัดรูปครบวงจร มีฐานลูกค้าหลักรายใหญ่ เช่น บริษัท โออิชิ เทรดดิ้ง จำกัด,บมจ.อิชิตัน กรุ๊ป, บมจ.ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง, บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ, บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด เป็นต้น

แม้ว่าส่วนแบ่งทางการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ยังไม่มีไม่มากนัก ซึ่งสัดส่วนกำลังการผลิตของ SFT อยู่ที่ประมาณ 2,000 ตันต่อปี เมื่อเทียบกับตลาดรวมในอุตสาหกรรมที่มีกำลังการผลิตรวม 8,000 ตันต่อปี


เป้าหมายการเติบโตของบริษัทหลังจากเข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ คือ เป็นผู้นำการให้บริการผลิตภัณฑ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูป ( Labeling Solutions) ในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเบื้องต้นประเมินว่าการเติบโตจากลูกค้าในไทย จะโตได้อย่างน้อย 10% ต่อปี ในช่วง 6-7 ปีหลังจากนี้ โดยดำเนินกลยุทธ์จากจุดแข็งของบริษัท หรือ Five Force Model มี 5 ด้านสำคัญคือ การแข่งขัน ลูกค้า ซัพพลายเออร์ สินค้าทดแทน และผู้แข่งรายใหม่


นางรสสุคนธ์ ศานติกุลวงศ์ ผู้จัดการฝ่ายบัญชีและการเงิน บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SFT กล่าวว่า ในด้านผลประกอบการและสถานะการเงินของบริษัทเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงวิกฤติ Covid-19 หรือในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ผลประกอบการของบริษัทเติบโตดีขึ้น มีรายได้รวม 330.47 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.05% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) ที่มีรายได้รวม 294.95 ล้านบาทและมีกำไรจากการดำเนินงาน 49.64 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.38% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวของปีก่อนที่ทำได้ 43.40 ล้านบาท


“ในช่วง Covid-19 ที่ผ่านมา รายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้น 12.05% จากกลุ่มสินค้าฉลากเครื่องปรุงอาหาร ซอสปรุงอาหาร หรือน้ำกะทิต่างๆ เป็นผลมาจากการปรับตัวของผู้บริโภคในยุคนิวนอมอล ที่หันมาทำอาหารในบ้านมากขึ้น และอีกกลุ่มที่มียอดเติบโตดีคือ กลุ่มสินค้าทำความสะอาดบ้าน จากความต้องการดังกล่าวจึงทำให้ผลประกอบการของ SFT ในช่วงวิกฤติโตดีขึ้น” นางรสสุคนธ์กล่าว


สัดส่วนลูกค้าอยู่ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม คิดเป็น 80% ของฐานลูกค้าทั้งหมด โดยบริษัทมียอดสั่งผลิตฉลากฟิล์มหดรัดรูปเพิ่มขึ้นตามปริมาณความต้องการสินค้าที่สูงขึ้น ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตที่บริษัทสามารถรักษาระดับราคาวัตถุดิบ การติดต่อซัพพลายเออร์ ทำให้รักษาอัตราการเติบโตของรายได้และกำไรสุทธิได้อย่างต่อเนื่อง


ทั้งนี้สำหรับนักลงทุนที่ติดตามหรือสนใจหุ้น SFT บริษัทมีแผนเริ่มโรดโชว์ให้ข้อมูลนักลงทุนสถาบันได้ในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งจะพิจารณารูปแบบการโรดโชว์ตามความเหมาะสมในช่วงที่ Covid-19 ยังระบาด เช่น โรดโชว์ในรูปแบบออนไลน์


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 37018
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SFT

Posts by pakapong_u » Mon Sep 21, 2020 10:43 pm

SCGP เคาะกรอบราคาไอพีโอ 33.50-35 บาท/หุ้น

efinanceThai.com


"เอสซีจี แพคเกจจิ้ง(SCGP)" กำหนดกรอบราคาขายหุ้นไอพีโอที่หุ้นละ 33.50-35 บาท เตรียมขายไอพีโอ 1,127.55 ล้านหุ้น ด้านบริษัทอื่นเดินหน้าเข้าตลาดต่อเนื่อง นำโดย "มีนาทรานสปอร์ต"- "เวล เกรดฯ" - "เอ็นอาร์ อินสแตนท์ฯ" -"ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก" จ่อเข้า SET ตามด้วย "ศิรกร"- "เคแอนด์เคฯ"- "ชริ้งเฟล็กซ์"- "ดีเฮ้าส์พัฒนา" จ่อเข้า mai

*** "เอสซีจี แพคเกจจิ้ง" เคาะราคาขายหุ้นไอพีโอ 33.50-35 บ./หุ้น

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า บมจ.เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP) บริษัทย่อยของ SCC ซึ่งเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ล่าสุดได้กำหนดช่วงราคาเสนอขายหุ้นเบื้องต้นแล้วที่ 33.50-35 บาทต่อหุ้น

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ SCGPเพื่อเสนอขายให้แก่ประชาชน
ทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) โดยสรุป ดังนี้

(1) SCGP จะจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 1,127,550,000 หุ้น มูล
ค่าหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท เพื่อการออกและเสนอขายต่อประชาชนเป็นการทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO)

(2) SCGP จะจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 169,130,000 หุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท เพื่อเสนอขายให้แก่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกิน (Over-Allotment Agent) ซึ่งเป็นจำนวนไม่เกิน 15% ของจำนวนหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายทั้งหมดในครั้งนี้ และคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 3.8% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ SCGP ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้



*** หลายบริษัทตบเท้าเข้า SET

นางสุวรรณา ขจรวุฒิเดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.มีนาทรานสปอร์ต (MENA) เปิดเผยว่า ได้ยื่นแบบไฟลิ่งแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (แบบ filing) แบบคำขออนุญาตเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งแรกต่อประชาชน (IPO) ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. และยื่นคำขอให้รับหุ้นสามัญเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)แล้ว เมื่อ 18 กันยายน 2563 โดยมี บริษัท ที่ปรึกษา เอเซีย พลัส จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

MENA จะเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 184 ล้านหุ้น พาร์ 0.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็น 25.1% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของ บริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนในครั้งนี้

นายสัมฤทธิ์ชัย ตั้งหะรัฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัทคันทรี่ กรุ๊ป แอ๊ดไวเซอรี่ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินในการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไป (IPO) ของ บมจ.เวล เกรด เอ็นจิเนียริ่ง(WGE)เปิดเผยว่า WGE จะกำหนดราคาขายหุ้นไอพีโอในเดือน ก.ย.นี้ และคาดจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ?ในเดือน ต.ค.นี้ โดย WGE มีแผนจะเสนอขายหุ้นไอพีโอจำนวน 160 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 26.67% ของหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมด

บล.เอเซียพลัส ระบุผ่านบทวิเคราะห์ว่า เมื่อ 16 ก.ย.63 ทางสำนักงาน ก.ล.ต. ได้อนุมัติคำขออนุญาตเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ของ บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (OR)เรียบร้อยแล้ว โดยจะเสนอขายหุ้นไอพีโอไม่เกิน 3,000 ล้านหุ้น คิดเป็น 25% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วหลังไอพีโอ

*** 4 บริษัทเตรียมเข้าตลาด mai

นายภากร ตั้งนุกูลกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายงานขายและการตลาด บมจ.ศิรกร (SK) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้รับอนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต. ให้เสนอขายหุ้นสามัญออกใหม่ต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO)จำนวน 115 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 25% ของหุ้นทั้งหมดของบริษัทฯ โดยจะเปิดจองซื้อในปลายเดือน ก.ย.นี้ และคาดว่าจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) กลางเดือน ต.ค.นี้

นายกวิศพงษ์ สิริธนนนท์สกุล กรรมการผู้จัดการ บมจ.เคแอนด์เค ซุปเปอร์สโตร์ เซาท์เทิร์น (KK) กล่าวภายหลังการโรดโชว์ต่อนักลงทุนที่หาดใหญ่และกรุงเทพฯ ว่า กระแสการตอบรับจากนักลงทุนดีมาก นักลงทุนให้ความสนใจสอบถามข้อมูลในด้านต่างๆ ของบริษัทฯ อย่างละเอียด ทำให้นักลงทุนมีความเข้าใจในธุรกิจของ KKและมีความเชื่อมั่นต่ออนาคตของบริษัทมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มั่นใจว่าในวันที่เปิดให้จองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทฯ จะได้รับการตอบรับที่ดี

นายคมกฤต มีคำสัตย์ กรรมการผู้จัดการ สายงานตลาดทุน บล.อาร์ เอช บี (ประเทศไทย) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน บมจ.ชริ้งเพล็กซ์ (ประเทศไทย) หรือ SFT เปิดเผยว่า SFT เตรียมเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชน (IPO) จำนวนไม่เกิน 120 ล้านหุ้น ซึ่งจะเห็นในช่วงไตรมาส 4/63 และจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ(mai)โดย ก.ล.ต.ได้นับหนึ่งแบบไฟลิ่งแล้วเมื่อวันที่ 9 ก.ย.ที่ผ่านมา


นายสมภพ ศักดิ์พันธ์พนม ประธานกรรมการ บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด (APM) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน บมจ.ดีเฮ้าส์พัฒนา (DHOUSE)เปิดเผยว่า สำนักงาน ก.ล.ต.เริ่มนับหนึ่งแบบไฟลิ่ง เพื่อเสนอขายไอพีโอของ DHOUSE เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้ บริษัทฯ เตรียมเดินหน้านำเสนอข้อมูลธุรกิจพร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 37018
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SFT

Posts by pakapong_u » Wed Sep 23, 2020 11:29 am

phpBB [video]


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 37018
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SFT

Posts by pakapong_u » Wed Sep 23, 2020 11:30 am

https://portal.settrade.com/brokerpage/ ... FT_IPO.pdf

บทวิเคราะห์หุ้น SFT จากบล.ASL


tsoohm10
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 33
Joined: Thu Aug 13, 2015 3:01 pm

Re: SFT

Posts by tsoohm10 » Tue Sep 29, 2020 4:41 pm



pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 37018
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SFT

Posts by pakapong_u » Fri Oct 16, 2020 10:47 am

"ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย)" เคาะราคา IPO ที่หุ้นละ 3.80 บาท, ขาย 19-22 ต.ค.

ทันหุ้น-สู้โควิด : บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SFT ระบุในแบบไฟลิ่งว่า ได้กำหนดราคา IPO ที่หุ้นละ 3.80 บาท โดยจะเสนอขายหุ้นในวันที่ 19-22 ต.ค.2563 โดยมีบล.อาร์เอชบี (ประเทศไทย) เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย โดยหุ้นจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ(mai)

บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) ซึ่งประกอบธุรกิจให้บริการด้านระบบการพิมพ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูป ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การให้คำปรึกษา การออกแบบ การผลิตและจัดส่งสินค้าให้กับลูกค้า จะเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 120 ล้านหุ้น คิดเป็น 27.27% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมด โดยมูลค่าการเสนอขายจากราคา IPO อยู่ที่ 456 ล้านบาท

สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุน บริษัทมีแผนจะนำไปชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน จำนวน 160 ล้านบาท, ใช้ลงทุนในโครงการลงทุนโรงงานผลิตแห่งใหม่ 260ล้านบาท และเป็นเงินทุนหมุนเวียนและใช้สำหรับการดำเนินการทั่วไป 8.02 ล้านบาท


JUPERJOE
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 84
Joined: Fri Sep 07, 2012 10:27 am

Re: SFT

Posts by JUPERJOE » Sun Oct 18, 2020 11:32 am

phpBB [video]


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 37018
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SFT

Posts by pakapong_u » Sun Oct 18, 2020 10:22 pm

“ชริ้งเฟล็กซ์” เคาะราคาไอพีโอ 3.80 บาท เปิดจอง 19-22 ต.ค.
16/10/2020SFT

“ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย)” เคาะราคา IPO หุ้นละ 3.80 บาท สำรวจความต้องการนักลงทุนสถาบันสนใจล้นหลาม เปิดจอง 19-22 ต.ค. คาดเข้าตลาดเอ็ม เอ ไอ 29 ต.ค. นี้ ตั้งบล. อาร์เอชบี (ประเทศไทย) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย เดินหน้าแผนลงทุนขยายฐานการผลิตใหม่ สร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้แก่ลูกค้า ก้าวสู่ผู้นำการให้บริการ Labeling Solutions ด้วยฉลากฟิล์มหดรัดรูปในภูมิภาคอาเซียน

นายคมกฤต มีคำสัตย์ กรรมการผู้จัดการ สายงานตลาดทุน บริษัทหลักทรัพย์ อาร์เอชบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย เปิดเผยว่า บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) หรือ SFT เตรียมเสนอขายหุ้นสามัญแก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 120 ล้านหุ้น หลังสำรวจความต้องการซื้อ (Book Building) ของนักลงทุนสถาบัน พบว่า นักลงทุนสถาบันได้แสดงความต้องการซื้อหุ้นอย่างล้นหลาม สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพการดำเนินธุรกิจของ SFT และโอกาสการเติบโตในอนาคต ดังนั้น จึงได้กำหนดราคาเสนอขายสุดท้ายหุ้น IPO ของ SFT หุ้นละ 3.80 บาท โดยจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถจองซื้อหุ้นได้ในระหว่างวันที่ 19-22 ต.ค.และคาดว่าจะนำหุ้น SFT เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ในวันที่ 29 ต.ค.นี้

ทั้งนี้ บริษัทฯ มีทุนจดทะเบียนจำนวน 220 ล้านบาท แบ่งเป็น 440 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.50 บาท โดยเป็นทุนที่ออกและเรียกชำระแล้วจำนวน 160 ล้านบาท และจะเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 120 ล้านหุ้น คิดเป็นร้อยละ 27.27 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการออกและเสนอขายหุ้นในครั้งนี้

นายซุง ชง ทอย ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SFT กล่าวว่า บริษัทฯ เป็นหนึ่งในผู้นำการให้บริการ Labeling Solutions แบบครบวงจร ด้วยผลิตภัณฑ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูปในภูมิภาคอาเซียน โดยอาศัยจุดแข็งด้านประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมผลิตฉลากฟิล์มหดรัดรูปมานานกว่า 12 ปี เข้าไปช่วยตอบโจทย์ทางการตลาดในการสร้างภาพลักษณ์และมูลค่าให้แก่แบรนด์สินค้า (Brand Identity) ผ่านการให้บริการที่ครบวงจรตั้งแต่ การให้คำปรึกษาเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ การเลือกรูปทรงบรรจุภัณฑ์และการออกแบบฉลากผลิตภัณฑ์ รวมถึงให้คำปรึกษาด้านเทคนิคการหดตัวของฉลากฟิล์ม (ชริ้ง) เพื่อตอบสนองความต้องการลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ความงามและของใช้ในครัวเรือน เป็นต้น

ทั้งนี้ บริษัทฯ มีศักยภาพด้านการพิมพ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูปด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยบริษัทฯ มีระบบการพิมพ์ที่เป็นรูปแบบกราเวียร์ ซึ่งเป็นระบบการพิมพ์ที่ต้องใช้แม่พิมพ์ สามารถจัดพิมพ์ฉลากได้ในปริมาณมากและใช้เวลาไม่นาน ประกอบกับต้นทุนต่ำ จึงสามารถรองรับกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่ต้องการฉลากฟิล์มหดรัดรูปเป็นจำนวนมาก และระบบการพิมพ์รูปแบบดิจิตอล ซึ่งเป็นระบบการพิมพ์ที่ใช้เทคนิคการสร้างภาพด้วยระบบเลเซอร์ สามารถรองรับกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีปริมาณงานพิมพ์จำนวนไม่มาก (Made to order) ซึ่งระบบการพิมพ์ทั้งสองแบบ เป็นระบบการพิมพ์ที่มีคุณภาพความละเอียดสูง จึงสามารถตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าได้อย่างครบถ้วน ทั้งในเชิงคุณภาพ ปริมาณ และความรวดเร็วโดยมีฐานลูกค้าหลักรายใหญ่ อาทิ บริษัท โออิชิ เทรดดิ้ง จำกัด, บมจ.อิชิตัน กรุ๊ป, บมจ.ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง, บริษัท คอสมอส บริวเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด , บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด

ขณะเดียวกัน SFT ยังมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจจากการนำเสนอบริการที่ครบวงจร โดยรับออกแบบและผลิตแม่พิมพ์ เพื่อใช้ในการผลิตฉลากฟิล์มหดรัดรูป และมีการนำเข้าผลิตภัณฑ์ฟิล์มยืดเพื่อใช้ในการห่อรัดสินค้าบนพาเลทเพื่อลำเลียงขนส่ง และจำหน่ายให้แก่ลูกค้าของบริษัทฯ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตอย่างมั่นคงอีกด้วย

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SFT กล่าวว่า บริษัทฯ จะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ ไปลงทุนก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ เพื่อขยายกำลังการผลิต และเพิ่มไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น ฟิล์มหดรัดรูปในกลุ่มฟิล์มใสที่มีความหดตัวสูง (POF Shrink Film) และกลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อน (Flexible Packaging) รวมถึงบริหารจัดการกำลังการผลิตของเครื่องจักรผลิตฉลากฟิล์มหดรัดรูปจากการลงทุนก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่นี้ด้วย คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2565 สอดรับกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อดีมานต์ความต้องการฟิล์มหดรัดรูปที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้ SFT เป็นหนึ่งในผู้นำการให้บริการ Labeling Solutions แบบครบวงจร ด้วยผลิตภัณฑ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูปในภูมิภาคอาเซียน ที่สามารถตอบสนองความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้าในภาคธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

ส่วนผลการดำเนินงานในงวดครึ่งปีแรกของปี 2563 (มกราคม-มิถุนายน) บริษัทฯ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยทำรายได้รวม 330.47 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.05% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่มีรายได้รวม 294.95 ล้านบาทและมีกำไรจากการดำเนินงาน 49.64 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.38% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวของปีก่อนที่ทำได้ 43.40 ล้านบาท ซึ่งมีปัจจัยความสำเร็จมาจากกลุ่มลูกค้าในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่มีสัดส่วนกว่า 80% ของฐานลูกค้าทั้งหมด มียอดสั่งผลิตฉลากฟิล์มหดรัดรูปเพิ่มขึ้นตามปริมาณความต้องการสินค้าที่สูงขึ้น ประกอบกับบริหารจัดการต้นทุนการผลิตที่มีประสิทธิภาพทำให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economy of scale) ส่งผลให้กำไรขั้นต้นอยู่ในเกณฑ์ดีและสนับสนุนการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกเติบโตได้ตามแผน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 16 ต.ค.563 บริษัท ชริ้งเพล็กซ์ (ประเทศไทย) ได้แต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) อาร์ เอช บี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย พร้อมแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์อีก 8 ราย เป็นผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้น IPO ประกอบด้วย บล.เอเอสแอล,บล.คันทรี่ กรุ๊ป,บล.เอเชีย พลัส,บล.คจีไอ, บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย), บล.ฟินันเซีย ไซรัส บล.คิงส์ฟอร์ด และบล.ไอร่า


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 37018
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SFT

Posts by pakapong_u » Sun Oct 18, 2020 10:57 pm

SFT เคาะราคา IPO หุ้นละ 3.80 บ. เปิดจอง 19-22 ต.ค. คาดเข้าเทรด mai 29 ต.ค.นี้

ทันหุ้น-สู้โควิด : บมจ.ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) หรือ SFT หนึ่งในผู้นำการให้บริการ Labeling Solutions แบบครบวงจรด้วยผลิตภัณฑ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูปในภูมิภาคอาเซียน เคาะราคาเสนอขาย IPO หุ้นละ 3.80บาท หลังสำรวจความต้องการซื้อ (Book Building) ของกลุ่มนักลงทุนสถาบันพบว่านักลงทุนสถาบันให้ความสนใจที่จะลงทุนอย่างล้นหลาม ดีเดย์เปิดจองระหว่างวันที่ 19-22ต.ค. และคาดว่าจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ในวันที่ 29 ต.ค. นี้ พร้อมแต่งตั้ง บล. อาร์เอชบี (ประเทศไทย)จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย ด้านผู้บริหาร SFT เดินหน้าแผนลงทุนขยายฐานการผลิตใหม่ หนุนศักยภาพการดำเนินงานในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ฟิล์มหดรัดรูป ช่วยสร้างมูลค่าสินค้าการตลาดและภาพลักษณ์แบรนด์ให้แก่ลูกค้า

บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SFT ได้แต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ อาร์ เอช บี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย พร้อมแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์อีก 8 ราย เป็นผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้น IPO ของ SFT ประกอบด้วย บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด บริษัทหลักทรัพย์คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์เอเชีย พลัส จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ คิงส์ฟอร์ด จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ ไอร่า จำกัด (มหาชน)

นายคมกฤต มีคำสัตย์ กรรมการผู้จัดการ สายงานตลาดทุน บริษัทหลักทรัพย์ อาร์เอชบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย เปิดเผยว่า บมจ.ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย)หรือ SFT เตรียมเสนอขายหุ้นสามัญแก่ประชาชนเป็นครั้งแรก(IPO) จำนวนไม่เกิน 120 ล้านหุ้น หลังสำรวจความต้องการซื้อ (Book Building)ของนักลงทุนสถาบันพบว่า นักลงทุนสถาบันได้แสดงความต้องการซื้อหุ้นอย่างล้นหลามสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพการดำเนินธุรกิจของ SFT และโอกาสการเติบโตในอนาคต ดังนั้น จึงได้กำหนดราคาเสนอขายสุดท้ายหุ้นIPO ของ บมจ.ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) หุ้นละ 3.80บาท โดยจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถจองซื้อหุ้นได้ในระหว่างวันที่ 19-22 ตุลาคม และคาดว่าจะนำหุ้น SFT เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ในวันที่ 29 ตุลาคมนี้

ทั้งนี้ บริษัทฯ มีทุนจดทะเบียนจำนวน 220 ล้านบาท แบ่งเป็น 440 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.50 บาท โดยเป็นทุนที่ออกและเรียกชำระแล้วจำนวน 160 ล้านบาท และจะเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 120 ล้านหุ้น คิดเป็นร้อยละ 27.27 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการออกและเสนอขายหุ้นในครั้งนี้

นายซุง ชง ทอย ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)หรือ SFTกล่าวว่า บริษัทฯ เป็นหนึ่งในผู้นำการให้บริการ Labeling Solutions แบบครบวงจรด้วยผลิตภัณฑ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูปในภูมิภาคอาเซียน โดยอาศัยจุดแข็งด้านประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมผลิตฉลากฟิล์มหดรัดรูปมานานกว่า 12 ปีเข้าไปช่วยตอบโจทย์ทางการตลาดในการสร้างภาพลักษณ์และมูลค่าให้แก่แบรนด์สินค้า (Brand Identity) ผ่านการให้บริการที่ครบวงจรตั้งแต่ การให้คำปรึกษาเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ การเลือกรูปทรงบรรจุภัณฑ์และการออกแบบฉลากผลิตภัณฑ์ รวมถึงให้คำปรึกษาด้านเทคนิคการหดตัวของฉลากฟิล์ม (ชริ้ง) เพื่อตอบสนองความต้องการลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ความงามและของใช้ในครัวเรือน เป็นต้น

ทั้งนี้ บริษัทฯ มีศักยภาพด้านการพิมพ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูปด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยบริษัทฯ มีระบบการพิมพ์ที่เป็นรูปแบบกราเวียร์ซึ่งเป็นระบบการพิมพ์ที่ต้องใช้แม่พิมพ์ สามารถจัดพิมพ์ฉลากได้ในปริมาณมากและใช้เวลาไม่นาน ประกอบกับต้นทุนต่ำจึงสามารถรองรับกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่ต้องการฉลากฟิล์มหดรัดรูปเป็นจำนวนมาก และระบบการพิมพ์รูปแบบดิจิตอลซึ่งเป็นระบบการพิมพ์ที่ใช้เทคนิคการสร้างภาพด้วยระบบเลเซอร์ สามารถรองรับกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีปริมาณงานพิมพ์จำนวนไม่มาก (Made to order) ซึ่งระบบการพิมพ์ทั้งสองแบบ เป็นระบบการพิมพ์ที่มีคุณภาพความละเอียดสูง จึงสามารถตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าได้อย่างครบถ้วน ทั้งในเชิงคุณภาพ ปริมาณ และความรวดเร็วโดยมีฐานลูกค้าหลักรายใหญ่ อาทิ บริษัท โออิชิ เทรดดิ้ง จำกัด, บมจ.อิชิตัน กรุ๊ป, บมจ.ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง, บริษัท คอสมอส บริวเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด , บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด

ขณะเดียวกัน SFT ยังมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจจากการนำเสนอบริการที่ครบวงจร โดยรับออกแบบและผลิตแม่พิมพ์ เพื่อใช้ในการผลิตฉลากฟิล์มหดรัดรูปและมีการนำเข้าผลิตภัณฑ์ฟิล์มยืดเพื่อใช้ในการห่อรัดสินค้าบนพาเลทเพื่อลำเลียงขนส่งและจำหน่ายให้แก่ลูกค้าของบริษัทฯ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตอย่างมั่นคงอีกด้วย

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SFT กล่าวว่า บริษัทฯ จะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ ไปลงทุนก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่เพื่อขยายกำลังการผลิต และเพิ่มไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่นฟิล์มหดรัดรูปในกลุ่มฟิล์มใสที่มีความหดตัวสูง (POF Shrink Film) และกลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อน (Flexible Packaging) รวมถึงบริหารจัดการกำลังการผลิตของเครื่องจักรผลิตฉลากฟิล์มหดรัดรูปจากการลงทุนก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่นี้ด้วย คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2565 สอดรับกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อดีมานต์ความต้องการฟิล์มหดรัดรูปที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้ SFTเป็นหนึ่งในผู้นำการให้บริการ Labeling Solutions แบบครบวงจรด้วยผลิตภัณฑ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูปในภูมิภาคอาเซียนที่สามารถตอบสนองความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้าในภาคธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

ส่วนผลการดำเนินงานในงวดครึ่งปีแรกของปี 2563 (มกราคม-มิถุนายน) บริษัทฯ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยทำรายได้รวม 330.47 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.05% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่มีรายได้รวม 294.95 ล้านบาท และมีกำไรจากการดำเนินงาน 49.64 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.38% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวของปีก่อนที่ทำได้ 43.40 ล้านบาท ซึ่งมีปัจจัยความสำเร็จมาจากกลุ่มลูกค้าในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่มีสัดส่วนกว่า 80% ของฐานลูกค้าทั้งหมดมียอดสั่งผลิตฉลากฟิล์มหดรัดรูปเพิ่มขึ้นตามปริมาณความต้องการสินค้าที่สูงขึ้น ประกอบกับบริหารจัดการต้นทุนการผลิตที่มีประสิทธิภาพทำให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economy of scale) ส่งผลให้กำไรขั้นต้นอยู่ในเกณฑ์ดีและสนับสนุนการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกเติบโตได้ตามแผน


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 37018
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SFT

Posts by pakapong_u » Sun Oct 18, 2020 10:59 pm

SFTครบเครื่องเรื่องฉลากฟิลม์ ลุยเข้า mai หนุนโตมั่นคง-ยั่งยืน

ทันหุ้น - SFT ยืนหนึ่ง! แถวหน้าผู้ผลิตฉลากฟิลม์หดรัดรูปชั้นนำของไทย ตอบโจทย์ทุกความต้องการ-สร้างแบรนด์ให้กับลูกค้าได้ตรงจุด พร้อมเดินหน้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอไอ หวังนำธุรกิจก้าวสู่การเติบโตอย่างมั่นคง-ยั่งยืน ทว่าแนวทางจะเป็นแบบไหนนั้นคงต้องให้คุณ “ซุง ชง ทอย” หรือ คุณ“ไมเคิล” ผู้ก่อตั้ง และ CEO แห่ง บมจ.ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) หรือ ‘SFT’ ให้ข้อมูลอย่างครบถ้วน

คุณไมเคิล กล่าวว่า ก่อนอื่นขอพูดถึงจุดเริ่มต้นของ บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SFT เกิดจากการที่ตนเองได้มีโอกาสไปดูงานเกี่ยวกับการทำฉลากฟิลม์หดรัดรูปสำหรับบรรจุภัณฑ์ในต่างประเทศ และมองเห็นว่าฉลากสินค้าในประเทศไทยนั้นยังไม่สวยงามเหมือนฉลากสินค้าของต่างประเทศ ขณะที่ประเทศไทยในช่วงนั้นเอง เริ่มมีการส่งสินค้าไปต่างประเทศมากขึ้น แต่กลับไม่ได้รับการรับยอมจากลูกค้าชาวต่างประเทศเท่าที่ควร เพราะฉลากสินค้ายังไม่โดดเด่น จึงได้เกิดแนวคิด และมองเห็นโอกาสในการผลิตฉลากฟิลม์หดรัดรูปสำหรับบรรจุภัณฑ์ และเริ่มลงทุนก่อตั้งบริษัทเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2550 โดยมีทุนจดทะเบียนเริ่มต้นอยู่ที่ 20 ล้านบาท และมีการขยายธุรกิจในส่วนต่างๆ ต่อเนื่องก่อนจะกลายมาเป็น ‘ชริ้งเฟล็กซ์’ ในปัจจุบัน

จุดแข็งของ ‘ชริ้งเฟล็กซ์’

สำหรับผลิตภัณฑ์ฉลากฟิลม์หดรัดรูปนั้นจะสามารถทนน้ำได้ ไม่ฉีกขาด ต่างกับฉลากแบบกระดาษและสติ๊กเกอร์ทั่วไป รวมทั้งยังสามารถระบุข้อความและรายละเอียดต่างๆของสินค้าได้อย่างครบถ้วน เช่น วัตถุดิบ, เครื่องหมายอาหารและยา (อ.ย.), ฯลฯ ประกอบกับฉลากฟิลม์หดรัดรูปจะสามารถยืดหยุ่นได้มากกว่า เพราะสามารถหดรัดรูปกับบรรจุภัณฑ์ได้ถึง 360 องศา มีรูปแบบ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ป้องกันรอยขูดขีด จึงสามารถรักษารูปภาพ ข้อความ สีสันให้คงอยู่ได้นาน

อีกทั้ง ‘ชริ้งเฟล็กซ์’ ยังมีการให้คำปรึกษากับเจ้าของสินค้าในการดีไซน์แบบผลิตภัณฑ์ฉลากฟิลม์หดรัดรูปเพื่อให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น รวมไปถึงรูปแบบการผลิต ซึ่งปัจจุบัน ‘ชริ้งเฟล็กซ์’ มีการผลิตฉลากฟิล์มหดรัดรูปที่สามารถรองรับลูกค้าได้อยู่ 2 แบบ คือ 1. ระบบการพิมพ์แบบกราเวียร์ ซึ่งเป็นการพิมพ์ที่มีการใช้แม่พิมพ์ในการผลิตฉลาก จะเหมาะกับกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่ต้องการฉลากฟิล์มหดรัดรูปเป็นจำนวนมาก เพราะมีต้นทุนต่อหน่วยที่ไม่สูงมาก และ 2. ระบบการพิมพ์แบบดิจิตอล ซึ่งเป็นระบบการพิมพ์ที่ใช้เทคนิคการสร้างภาพด้วยระบบเลเซอร์ไม่ต้องมีแม่พิมพ์ เหมาะกับกลุ่มลูกค้าที่มีปริมาณงานพิมพ์จำนวนไม่มาก และต้องการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของฉลากที่รวดเร็ว (Made to order) ซึ่งระบบการพิมพ์ทั้งสองแบบ จะเป็นระบบการพิมพ์ที่มีคุณภาพความละเอียดสูง และรวดเร็ว ผลิตภัณฑ์ของ ‘ชริ้งเฟล็กซ์’ จึงตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าได้อย่างครบถ้วน ซึ่งผลงานที่ได้ก็ช่วยสนับสนุนให้สินค้าของลูกค้าออกมามีมูลค่า โดดเด่น และประทับใจผู้ซื้อ

แผนการระดมทุน

ไม่เพียงเท่านั้น ‘ชริ้งเฟล็กซ์’ มีแผนเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) โดยใช้ Ticker ว่า ‘SFT’ ซึ่งที่ผ่านมา SFT ได้มีการยื่นแบบแสดงข้อมูล (ไฟลิ่ง) ต่อทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แล้ว และได้มีการเริ่มนับหนึ่งไฟลิ่งตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2563 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจในอนาคตต่อไป

ปัจจุบันทาง SFT มีทุนจดทะเบียนจำนวน 220 ล้านบาท โดยมูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.50 บาท (รวม 440 ล้านหุ้น) ซึ่งเป็นทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วราว 160 ล้านบาท หรือ 320 ล้านหุ้น ส่วนที่เหลืออีก 120 ล้านหุ้นนั้นจะนำเสนอขาย IPO ให้กับประชาชนทั่วไป คาดว่าจะสามารถเข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้

สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ SFT จะนำไปใช้รองรับการก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ และจัดซื้อเครื่องจักรเพิ่มเติม เพื่อเสริมศักยภาพการผลิตฉลากฟิล์มหดรัดรูปสำหรับบรรุภัณฑ์ บนเนื้อที่ 5 ไร่ โซนบางนา-ตราดห่าง จากโรงงานเดิมประมาณ 7-8 กิโลเมตร โดยน่าจะสามารถเริ่มดำเนินการก่อสร้างในช่วงภายในสิ้นปีนี้ (ระยะเวลาก่อสร้าง 1 ปี) คาดว่าจะช่วยหนุนกำลังการผลิตขยับเพิ่มขึ้นเป็น 189 ล้านเมตรต่อปีในช่วงแรก จากเดิม 138 ล้านเมตรต่อปี รวมทั้งเพิ่มกำลังผลิตได้เพิ่มเติมตามเครื่องจักรใหม่ในอนาคต ส่วนเงินที่เหลือใช้สำหรับเงินทุนหมุนเวียนการดำเนินงาน และชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน

เป้าหมายระยะยาว

“เรายังเห็นโอกาสของธุรกิจที่ยังเติบโตได้ เพราะความต้องการ (ดีมานด์) อาหารและน้ำดื่มยังเติบโตได้ดี อาทิ ผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, น้ำกะทิแบบขวด ที่ยังมีดีมานด์ขยายตัวมากขึ้น จากการที่คนอยู่บ้านทำอาหารทานเองในต่างประเทศที่เติบโต อีกทั้งปัจจุบันยอดขายของบริษัทยังถืออยู่กว่าระดับที่ไม่สูงมากนัก จึงยังมีโอกาสให้ธุรกิจได้เติบโตอีกมาก”

ขณะที่ในระยะยาว บริษัทยังมีเป้าหมายก้าวสู่การเป็นผู้นำการให้บริการ Labeling Solutions แบบครบวงจร ด้วยผลิตภัณฑ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูปในภูมิภาคอาเซียน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในภาคอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคที่ยังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนขยายกำลังการผลิตและเพิ่มไลน์การผลิตใหม่ๆไปสู่ผลิตภัณฑ์ฟิล์มหดรัดรูปในกลุ่มฟิล์มใสที่มีความหดตัวสูง (POF Shrink Film) และกลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อน (Flexible Packaging) รวมถึงบริหารจัดการกำลังการผลิตฉลากฟิล์มหดรัดรูป เพื่อตอบสนองความต้องการสินค้าที่ใช้ฉลากฟิล์มหดรัดรูปทั้งด้านปริมาณและความรวดเร็ว

ด้านงบการเงินของบริษัทครึ่งปีแรกของปี 63 (ม.ค.-มิ.ย.63) มีรายได้รวม 330.47 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.05% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้รวม 294.95 ล้านบาท และมีกำไรจากการดำเนินงาน 49.64 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.38% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวของปีก่อน ที่ทำได้ 43.40 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนรายได้มาจากการผลิตฉลากฟิล์มหดรัดรูปในกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มประมาณ 85% ของฐานลูกค้าทั้งหมด ในแง่สัดส่วนรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ของ SFT ในขณะนี้แบ่งเป็น การผลิตฟิลม์หดรัดรูปในรูปแบบแม่พิมพ์ในกระบวนการผลิต (กราเวียร์) อยู่ที่ 94%, การผลิตฉลากฟิลม์หดในลักษณะดิจิตอลอีก 6% โดยหากจำแนกเฉพาะการผลิตในกลุ่มกราเวียร์นั้นฐานลูกค้าหลักๆ มาจากกลุ่มอาหารและน้ำดื่ม 80-90% ส่วนที่เหลือเป็นลูกค้าในกลุ่มอุปโภคและเครื่องสำอาง

สัมภาษณ์พิเศษ โดย นฤพล กิตติสหนิยม


JUPERJOE
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 84
Joined: Fri Sep 07, 2012 10:27 am

Re: SFT

Posts by JUPERJOE » Tue Oct 20, 2020 4:41 pm

phpBB [video]


JUPERJOE
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 84
Joined: Fri Sep 07, 2012 10:27 am

Re: SFT

Posts by JUPERJOE » Tue Oct 20, 2020 4:50 pm

phpBB [video]


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 37018
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: SFT

Posts by pakapong_u » Wed Oct 21, 2020 3:35 am

#IPO_INSIGHT: SFT ไอพีโอสายนวัตกรรมแพ็คเกจจิ้งฝ่าตลาดเดือดโค้งสุดท้าย เร่งขยายกำลังผลิตโตสวนโควิด

เกาะติดความเคลื่อนไหวของหุ้นน้องใหม่อย่าง บมจ.ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) (SFT) เตรียมเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก () จำนวนไม่เกิน 120 ล้านหุ้น ก่อนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ช่วงโค้งสุดท้ายของปี 63

โมเดลธุรกิจ SFT เป็นหนึ่งในผู้นำการบริการ Labeling Solutions แบบครบวงจร ด้วยผลิตภัณฑ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูปในภูมิภาคอาเซียน ที่มีประสบการณ์กว่า 12 ปีตอบโจทย์ทางการตลาดในการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์สินค้า (Brand Identity) ครบวงจรตั้งแต่การให้คำปรึกษาเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ การเลือกรูปทรงบรรจุภัณฑ์ และการออกแบบฉลากผลิตภัณฑ์

ประกอบด้วย การพิมพ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูปด้วยการพิมพ์แบบกราเวียร์ คิดเป็นสัดส่วนผลิต 94% ที่มีคุณภาพความละเอียดสูง รวดเร็ว รองรับความต้องการลูกค้ากลุ่มผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่ต้องการฉลากฟิล์มหดรัดรูปเป็นจำนวนมาก และระบบการพิมพ์แบบดิจิตอล คิดเป็นสัดส่วนผลิต 6% ซึ่งเป็นระบบการพิมพ์ที่ไม่ต้องใช้แม่พิมพ์ แต่ใช้เทคนิคการสร้างภาพด้วยระบบเลเซอร์ รองรับความต้องการกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีปริมาณงานพิมพ์จำนวนไม่มาก และต้องการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของฉลากที่รวดเร็ว (Made to order) โดยปัจจุบันบริษัทมีฐานลูกค้าหลักรายใหญ่หลายราย

นายซุง ชง ทอย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SFT ให้สัมภาษณ์กับ"อินโฟเควสท์"ว่า วิวัฒนาการของฉลากฟิล์มหดรัดรูปของไทยในปัจจุบันแตกต่างจากอดีตเป็นอย่างมาก จากพฤติกรรมของผู้ประกอบการเปลี่ยนไปเนื่องจากมีการขยายการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศมากขึ้น จึงต้องมีการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีความสวยงามและเพิ่มมูลค่าสินค้ามากขึ้นด้วย รวมทั้งต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น และมีราคาเหมาะสมมากขึ้น ส่งผลให้สินค้าและผลิตภัณฑ์ฟิล์มหดรัดรูปของบริษัทเป็นที่ต้องการ เนื่องจากมีนวัตกรรมในการผลิตสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี

"ผลิตภัณฑ์ของ SFT ไม่ใช่แค่ได้รับการยอมรับจากลูกค้าเพียงเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่สวยงามเท่านั้น แต่การวางตัวเองเป็น Professional ตั้งแต่เริ่มต้น หากลูกค้าที่ต้องการฟิล์มหดรัดรูปจะต้องมาหา SFT เท่านั้น แม้ว่าจะมีคู่แข่งหลายราย แต่บริษัทใช้กลยุทธ์ 3 ข้อหลักคือ ราคาที่ยอมรับได้ คุณภาพที่ดี และการบริการที่ดี และผู้ประกอบการรายอื่นไม่สามารถให้ได้ อย่างเช่นคำพูดที่บอกว่าราคาเกรดซี คุณภาพเกรดเอ ซึ่งเป็นสินค้าที่ทั้งถูกทั้งดีมีคนแย่งซื้ออยู่แล้ว แต่หากราคาเท่ากัน คุณภาพเท่ากัน บริษัทก็ยังมีการบริการทั้งก่อนการขายหลังการขายที่มีคุณภาพเสริมเข้าไปด้วย"นายซุง ชง ทอย กล่าว

*ดีมานด์ฟิล์มหดรัดรูปในไทยโตเกิน 10% ต่อปี

นายซุง ชง ทอย กล่าวว่า ภาพรวมของตลาดฟิล์มหดรัดรูปทั่วโลกมีการเติบโตเฉลี่ยในแต่ละปีราว 8.5% จากการคาดการณ์ถึงปี 69 แต่อย่างไรก็ตามหลังจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้มีการประมาณการเติบโตใหม่เป็นเติบโตเฉลี่ย 7.9% จนถึงปี 69 โดยตลาดขนาดใหญ่ที่สุด คือ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะ จีน อินเดีย และ อินโดนีเซีย ซึ่งหากมีการเติบโตของ GDP การบริโภคต่างๆก็จะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งตลาดใหญ่สุดของฟิล์มหดรัดรูปคือผลิตภัณฑ์ประเภทอาหารและน้ำดื่ม

ขณะที่ตลาดฟิล์มหดรัดรูปในประเทศไทย สำนักวิจัยคาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตไม่ต่ำกว่า 10% ไปจนถึงปี 69 เนื่องจากประเทศไทยเป็นครัวกลางของโลกที่มีการส่งออกอาหารจำนวนมาก ขณะเดียวกันยังมีในกลุ่มของสินค้าเครื่องสำอางขนาดใหญ่ที่มีการส่งออกไปทั่วโลกเช่นกัน ซึ่งขนาดกำลังการผลิตทั้งอุตสาหกรรมฟิล์มหดรัดรูปในไทยอยู่ที่ประมาณกว่า 8,000 ตันต่อปี คาดว่าจะเพิ่มเป็น 10,000 ตันภายในปี 69 โดยบริษัทมีสัดส่วนการตลาดอยู่ที่ราว 20% หรือเป็นอันดับ 2 ของประเทศ

ทั้งนี้ มองว่าหากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 สามารถควบคุมได้ และมีการพัฒนาวัคซีนออกมาได้ ภาวะเศรษฐกิจต่างๆกลับมาฟื้นตัว ผู้ประกอบการรายเล็กต่างๆที่หายไป คำสั่งซื้อส่วนใหญ่ก็จะกลับมายังผู้ประกอบการขนาดใหญ่ทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีการเตรียมการเพื่อที่จะรองรับคำสั่งซื้อจำนวนมากที่จะกลับเข้ามาคาดว่าจะเห็นยอดคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 65

"แม้ว่าจะมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ก็ตาม แต่บริษัทก็ไม่ได้รับผลกระทบมาก เพราะเราเป็นสินค้าที่อยู่ในกลุ่มของอุปโภคบริโภคที่ยังมีความจำเป็น และมองว่าการเติบโตจากนี้ 6-10 ปีก็ยังไปได้เรื่อยๆ และเมื่อมองคู่แข่งที่อยู่ในตลาดเราไม่ได้กังวลเพราะมีบริษัทเรามีขนาดที่ใหญ่ได้เปรียบเรื่องของต้นทุนวัตถุดิบที่สามารถต่อรองได้มากกว่ารายเล็ก ในขณะเดียวกันเรายังมีเครื่องจักรที่ทันสมัยกำลังซื้อจำนวนมากๆได้ เมื่อเทียบกับรายเล็กๆที่ชาวบ้านทำเราก็ถือว่าได้เปรียบกว่า ส่วนของรายใหม่ๆเองก็เข้ามาค่อนข้างยาก เพราะต้องใช้ความชำนาญความใส่ใจ และอื่นๆอีก"นายซุง ชง ทอย กล่าว

*ระดมทุน mai ขยายกำลังผลิตหนุนศักยภาพกำไร

นายซุง ชง ทอย กล่าวต่อว่า แผนการระดมทุนจากการที่ SFT เข้าเป็นบริษัทจดทะเบียน จะนำมาใช้ลงทุนขยายโรงงานแห่งที่ 2 โดยเฟสแรกจะซื้อเครื่องจักรเพื่อขยายไลน์การผลิตบรรจุภัณฑ์ฉลากฟิล์มหดรัดรูป บนเนื้อที่ 5 ไร่ โซนบางนา-ตราด ห่างจากโรงงานเดิมประมาณ 7-8 กิโลเมตร จะเริ่มดำเนินการในปี 64 คาดว่าจะช่วยหนุนกำลังการผลิตจากเดิม 135 ล้านเมตรต่อปี ให้เพิ่มเป็น 185 ล้านเมตรต่อปี และจะทยอยเพิ่มมากขึ้นตามการทยอยติดตั้งเครื่องจักรเพิ่มขึ้นคาดว่าจะเดินเครื่องเต็มการผลิตใหม่ได้ภายใน 3 ปี

ส่วนเงินที่เหลือจะใช้สำหรับเป็นเงินทุนหมุนเวียนการดำเนินงาน และชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน คาดว่าหลังระดมทุนจะช่วยหนุนให้บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มมากกว่าปัจจุบันที่ 27.9% เนื่องจากการขยายโรงงานทำให้ต้นทุนการผลิตถูกลง

"อัตราการเติบโตของกำไรบริษัทต้องขึ้นอยู่กับรายได้เพิ่มขึ้นตามกำลังการผลิต เนื่องจากต้นทุนคงที่และมีโอกาสลดต่ำลงอีกในอนาคต ส่งผลบวกโดยตรงต่ออัตราการเติบโตของผลกำไรที่จะเพิ่มขึ้น เมื่อบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ส่วนหนึ่งคือได้รับต้นทุนทางการเงินถูกลง เพิ่มศักยภาพการแข่งขันได้ดีขึ้นทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ"นายซุง ชง ทอย กล่าว

สำหรับผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 63 (ม.ค.-มิ.ย.) บริษัทมีรายได้รวม 330.47 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.05% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 294.95 ล้านบาท และมีกำไรจากการดำเนินงาน 49.64 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.38% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวของปีก่อนที่ 43.40 ล้านบาท สัดส่วนรายได้หลักมาจากการผลิตฉลากฟิล์มหดรัดรูปในกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มประมาณ 80% ของฐานลูกค้าทั้งหมด

ทั้งนี้ สัดส่วนการผลิตฉลากฟิล์มหดรัดรูปในกลุ่มธุรกิจอาหารมีประมาณ 63% , เครื่องดื่ม 23-24% , ความงาม 8% , ครัวเรือน 2%,เคมีภัณฑ์ 1% และอื่นๆ 2%

phpBB [video]



โดย สมบูรณ์เกียรติ พานิชเจริญ/ศศิธร ซิมาภรณ์/วิลาวัลย์ พงษ์พิทักษ์


Post Reply