แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

เชิญมาพักผ่อน คลายร้อนนั่งเล่น คุยกันเย็นๆ พร้อมเรื่องกีฬา สัพเพเหระ ทัศนะนานา ชีวิตชีวา สุขภาพทั่วไป บันเทิงขำขัน รอบเรื่องเมืองไทย ชวนเที่ยวที่ไหน อยากไปก็นัดมา ...โย่วๆ
Post Reply
miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18073
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Sun Mar 29, 2020 8:31 pm

You will never walk alone!
จาก Link ของ Youtube และข่าว ที่พนักงานสาธารณสุข ร้องเพลง You will never walk alone
ให้กับแพทย์และพยาบาล ที่เป็นทัพหน้าในการต่อสู้กับ Covic 19 หรือ SARS-COV2
https://www.youtube.com/watch?v=Z0kt0ef2JUA
มันมีความหมายมาก เพราะว่า เมื่อกองทัพหน้าแตก มันหมายความ ทัพที่แตกต้องถอยลงมา ยังทัพต่างๆ
และต้องส่งกำลังในการต่อสู้เพิ่มเติมเพื่อชิงพื้นที่กลับคืนมาให้
ไม่เพียงแค่นั้น การต่อสู้ครั้งนี้ เรียกได้ว่า ต่อสู้กับทุกประเทศของโลกเลยทีเดียว
เพื่อที่หยุดยั้งการแพร่งกระจายเชื้อโรค Covic19 นี้ให้ได้ ถึงแม้นว่าต้องใช้ทรัพยากรทั้งด้านกำลังเงิน กลังการผลิต หรือ กำลังบุคคลากร ทั้งหลายทั้งปวง ก็ต้องทุ่มให้สุดๆ ไม่ฉะนั้น ไม่สามารถหยุดได้ ก็คือ คนตายจำนวนมากมายแน่นอน

แต่อย่างไรเสีย ในอีกมุมหนึ่งของสังคมก็เกิดการแบ่งปัน การเกื้อกูลกัน ในยามที่ทุกข์ยากก็เห็นแสงสว่างคือ
การแจกข้าวปากอาหารกัน ดังเช่น เจ๊จง ที่ทำอาหารกล่องส่งให้โรงพยาบาลต่างๆ ตอนแรกๆคือไม่รับบริจาคทั้งด้านเงินทอง แต่ทว่า ผ่านไปก็เปิดรับบริจาค และ ได้แรกสนับสนุนจากบริษัทที่เป็นแหล่งวัตถุดิบ ไล่ตั้งแต่บริษัท ผลิตเนื้อหมู บริษัทผลิตน้ำมันพืช เพื่อให้เจ๊จง ส่งอาหารให้แก่โรงพยาบาลได้
ดารา เช่น ณเดช ก็ออกมาเป็นกำลังในการค้นหา หน้ากากว่าต้องมีมาตรฐานอะไรบ้าง เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ว่า หน้ากากที่บริจาคให้แก่โรงพยาบาลนั้นต้องมีมาตรฐานอะไรบ้าง
เบลล่า เนี่ยก็เป็นดาราแรกๆที่บริจาคเงินทุ่มเงินไปให้โรงพยาบาล จนกระทั่งเกิดกระแสลูกโซ่ในหมู่ดาราหันมาบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือโรงพยาบาลในการจัดหาเครื่องมือทางการแพทย์ ไม่เพียง แค่เบลล่า ก็มีตามมาเช่น น้องญาญ่า ก็ร่วมเงินบริจาค
เห็นได้ว่า ณ ตอนนี้ เรียกได้ว่าทุกภาคส่วนในการดำเนินการ ระดมกำลังลงมาจัดการปัญหา
อีกสิ่งหนึ่งที่ น่าจะเป็นไม้บรรทัดคือ การกลับมาของคนที่อยู่ต่างประเทศ พวกหนีตาย อันนี้ก็ต้องมองว่าหลายมุมแต่ทว่า สิ่งหนึ่งที่ขอบอกไว้ว่า อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต คือ การเลื่อมลำของสังคมที่มีมากกว่าเดิม
บางที่อาจจะเกิดจากกลุ่มของคนที่อยู่ต่างประเทศแล้วหนีตายกลับมาก็ได้ ที่ซ้ำเติม ปัญหาภายในประเทศ ในระยะต่อไปได้

เรื่องส่งท้าย ระวังเรื่องปัญหาสภาพคล่อง เพราะว่า รอบนี้หนักกว่า 2540
ที่บอกว่าหนักกว่า เพราะว่า รอบ 2540 คนกลับบ้านนอก สามารถ ทำการเกษตรได้ แต่ ณ ปัจจุบันสังคมเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เป็นประการแรก
ประการที่สอง ตอน 2540 เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทย และ เอเชีย เมื่อปรับโครงสร้างแล้วก็เดินต่อไปได้เลย
แต่ทว่ารอบนี้ มันกลายเป็นทั้งโลกเปลี่ยนโครงสร้างโดย ตัวที่ปรับโครงสร้างมาจาก โรคระบาด
ประการที่สาม 2540 ยังขายของส่งออกนอก คนที่ทำสัญญาไว้ก่อน ทำเป็นเงินดอลล่าร์ ก็ได้กำไรเป็นค่าเงิน ตลาดข้างนอกยังดีอยู่ แต่ตอนนี้ ส่งออกก็ส่งไม่ได้ ทั้งทางอากาศ (เที่ยวบิน Cancel ) ทางเรือก็เทียบท่ายากขึ้น หรือ ปิดเมืองเลย ไม่ให้ส่งออกหรือนำเข้าเลยทีเดียว ขายของออกนอกประเทศก็ทำไม่ได้ช่วงเวลานี้
ประการที่ 4 คนที่มีทรัพย์สินต่างๆ ก็เปิดหลังรถ เปิดตลาดนัด เช่น ตลาดนัดทองหล่อ ตลาดนัดคลองถม นำสิ่งที่ไม่ต้องการมาเปลี่ยนเป็นเงินใช้จ่ายได้ แต่รอบนี้มันไม่ใช่ คนเดินถนนไม่มี อยู่กับบ้านกันหมด ออกจากบ้านก็ไม่ได้ กลัวกัน
แล้วแตกต่างกับ น้ำท่วมปี 2554 หรือไม่
บอกว่าแตกต่างแน่นอน น้ำมาเดี๋ยวก็ไป เพราะน้ำ โดยธรรมชาติไหลจากที่สูงลงที่ต่ำ ไหลลงทะเล มหาสมุทร ดังนั้น มาเยือนแล้วไป มีเวลาที่แน่นอน นั้นเอง ดังนั้น บอกได้ว่า ยาวนานแค่ไหน แล้ว ความเสียหายแค่ไหน ฟื้นฟูแค่ไหน
แต่โรคระบาดนั้น บอกไม่ได้เลยว่า หยุดเมื่อไร หยุดแบบงง ก็ได้ แบบรถที่วิ่ง 120 กิโลเมตร แล้วเบรกทันที อะไรประมาณนั้นได้ จึงไม่สามารถบอกได้ว่า ยาวนานแค่ไหน

ปล ได้รับการเลื่อน พบแพทย์จากโรงพยาบาลที่เป็นตติยภูมิของรัฐแห่งหนึ่งในกรุงเทพ จากเดือน เมษายน 2563 ไปอีกครั้งคือ เดือน กรกฏาคม 2563 ลองไปคิดละกัน ว่ามันคืออะไร

ปล ที่สอง อยู่บ้าน ออกจากบ้านเท่าที่จำเป็น จริงๆ ตอนนี้ ศัตรูคือใครบ้างเราไม่รู้ เป็นการรบที่ศัตรูไม่สามารถระบุได้ ดังนั้นดูแลรักษาตัวเอในที่ตั้งดีที่สุด

:)

miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18073
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Sun Apr 05, 2020 2:25 pm

การเปลี่ยนแปลงในการทำงานในระหว่างไวรัสโควิค-19 ระบาด
นานๆเขียนเรื่องการทำงานเสียบาง เพราะว่าต้องนั่งทบทวนอะไรต่อหลายอย่างเลยทีเดียว
ในช่วงที่ไวรัสโควิค-19 ระบาดนั้น กระทบต่อการทำงานของใครหลายต่อหลายคน
ไล่ตั้งแต่กลุ่มแรกคือ อยู่ดีๆ คือ ตกงานกระทันหัน อันนี้คือ รัฐออกมาตรการสั่งปิดร้านรวง/สถานบันเทิง/fitness /สนามกีฬา เป็นต้น ทันที เพื่อหยุดยั้งการรวมตัวกันของประชาชน หรือ คนหมู่มากในบริเวณเดียวกัน เพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของโรค
เลยทำให้คนส่วนใหญ่ที่เป็นลูกจ้างรายวัน ตกงานทันทีเลย
ส่วนต่อไปคือพนักงานที่ทำงานเกี่ยวกับภาคบริการ อันนี้ คือ หยุดงาน หรือ เข้าทำงานน้อยลงกว่าเดิม แต่นายจ้างก้ตัดเงินเดือนไปด้วย อันนี้ถือว่า ไม่ได้เข้าทำงานก็ลดเงินเดือนตามปริมาณงานที่ทำ ก็ยังสมเหตุสมผลทั้งสองฝ่าย แต่ที่น่ากลัวคือ เมื่อเหตุการณ์ปกติแล้ว เมื่อธุรกิจกลับมา พนักงานเหล่านี้กลับมาหรือเปล่า น่าสนใจ
ส่วนอื่นพวกหนึ่ง คือ Work From Home หรือ WFH อันนี้แบ่งได้เป็นส่วนพวกใหญ่คือ
1. WFH เหมือนทำงานที่ Office เลย เปิด กล้องตลอดเวลา ติดต่อกับคนตลอดเวลา ส่งงานเหมือนเดิม แต่เหมือนห้ามออกนอกบ้านในเวลาทำงาน ออกได้เมื่อพักเท่านั้น เรียกได้ว่า ทำงานที่บ้านก็เหมือนทำงานที่ทำงานให้ได้

2. WFH แบบทำงานเป็นวันๆ เช่น 3 วันใน1อาทิตย์การทำงานเป็นต้น อันนี้ ก็ลดเงินเดือนอยู่แล้ว ไม่มีอะไร ในส่วนนนี้

:)

miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18073
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Sun Apr 05, 2020 2:45 pm

ประเด็นปัญหาของ Work from Home มันดังนี้
ประเด็นเแรก การลงเวลานั้น พนักงานไม่ใช่คนลงเวลาเอง แต่เป็นหัวหน้างาน และ HR เป็นคนลงเวลาให้ หรือให้พนักงานลงเวลา แต่ทว่า ทำให้เกิดการยืนยันเวลาการทำงานได้ยากขึ้น

ประเด็นที่สองการลา ที่ทำได้ แต่ทว่า มันไม่มีเส้นกั้นว่า เราป่วยแล้วหยุดไม่ต้องทำงาน พักผ่อนได้ แต่ทว่าเมื่อทำงานที่บ้านป่วยก็ต้องทำงานอยู่ดี ไงไม่ต้องหยุดเลย ดีกว่า เป็นคนเหล็กไปเลย

ประเด็นที่สาม เรื่องการออกนอกบ้านในเวลาทำงาน อันนี้ มีกฏหมายข้อมูลส่วนบุคคล แต่ยังไม่ได้บังคับทั้งฉบับ บังคับจริงๆทั้งฉบับนั้นปลายเดือนพฤษภาคม 2563 นั้นเอง แต่ทว่ามีหลายต่อหลายบริษัทที่ให้อุปกรณ์มือถือ หรือติดตั้งโปรแกรมไว้ บนมือถือแล้ว แอบเก็บตำแหน่งกลับมา เมื่อมีการใช้งาน อันนี้ต้องดูว่า กฏหมายแรงงานว่าอย่างไร ซึ่งไม่มีจุดนี้ตรงๆใช้กฏหมายอื่นๆประกอบ

ประเด็นที่สี่ เรื่องวันหยุดตามประกาศ ธรรมดานั้น บริษัทหยุดคือพนักงานไม่ได้เข้าไปทำงานที่สำนักงานของบริษัท แต่กลับกลายเป็น เมื่อวันหยุดแล้ว แถมทำงานที่บ้าน กลายป็นทำงานหนักกว่าเดิม ด้วย คือ ทำงานในวันหยุด หรือ OT free นั้นเอง

ประเด็นที่ห้า คือ การเข้าถึงทรัพยาของบริษัท อันนี้ที่เป็นข่าวมาในช่วงเดือนมีนาคม 2563 คือพวกบริษัทของ US ว่าทำงานบางอย่างได้ที่สำนักงานใหญ่เท่านั้นเพือป้องกันข้อมูลสำคัญหลุดออกมาสู่สาธารณชน หรือ ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องนั้นเอง
แต่กลายเป็นต้องให้คนปลอดภัย ไม่ต้องให้คนไปทำงานที่สำนักงาน ให้มาทำงานที่บ้าน สิ่งเหล่านี้ต้องคิดใหม่ทำใหม่ทั้งหมด เลยทีเดียว

ส่วนเรื่องอื่นๆที่พบเจอ
ประเด็นเรื่องของการสร้างความกลัวในเรื่องของการลดเงินเดือนพนักงาน ซึ่งถึงแม้นบริษัทดำเนินการอยู่ การลดเงินเดือนพนักงานนั้น หากพนักงานไม่ยินยอม หรือลงนามในเอกสาร ถึงแม้นรับรู้แล้วก็จริง ก็ยังไม่สามารถทำได้ และเมื่อสภาพปกติ แล้ว คนที่ลดเงินเดือนได้เงินเดือนเท่าเดิมหรือไม่ และได้สวัสดิการเท่าเดิมหรือดีกว่าเดิมหรือไม่ เพราะได้ฝ่าฟันผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปได้ มันก็น่าคิดต่อไป ซึ่งตามกฏหมายแรงงานไม่สามารถลดเงินเดือนพนักงานได้ หากพนักงานไม่ทำเรื่องมา
ประเด็นเรื่องความเหงาของพนักงาน คือทำงานที่สำนักงานนั้นได้ พูดคุย รวมกลุ่มกันในบางครั้ง คุยเรื่องต่างๆ ปรับทุกข์ระหว่างกัน กลับกลายเป็นอยู่บ้านทำงาน ก็ทำให้ มีความเหงาหรือความเครียดเพิ่มขึ้นได้ เหมือนกับ คนที่เกษียณอายุ แล้ว อยู่ๆกลับไปอยู่บ้านไม่มีอะไรทำ ก็เหงาเป็นธรรมดา อันนี้ต้องระวังว่า พัฒนาไปสู่โรคซึมเศร้า หรือโรคอื่นๆต่อไป (ซึ่งตอนนี้ไม่ค่อยมีใครกล่าวถึงเท่าไร) เพราะทุกบริษัทห่วงว่า กลัวพนักงานติดโรค ต้องฆ่าเชื้อหรืออะไร ประมาณนี้ แต่ลืมคิดว่าเมื่อพวกเข้า ต้องอยู่บ้านเป็นเช่นไรหนอ
ประเด็นต่อไปคือ การ Lean (อันนี้ คำศัพท์ของสาย Startup) คือ พนักงานที่ไม่จำเป็นต้องมี หรือ ขั้นตอนกระบวนการไหน ที่ไม่จำเป็นต้องตัดออกไป ช่วงที่พนักงานทำงานที่บ้าน บริษัทเห็นได้ชัดเจนว่า พนักงานส่วนในยังจำเป็นต้องจ้างงานอยู่ ส่วนไหนที่ตัดลดพนักงานได้ ก็เริ่มลงมือทำในช่วงเวลานี้ ไม่เพียงแค่นั้น ก็เริ่มมาตรฐานการบีบทางอ้อมโดยการให้งานที่เพิ่มขึ้นอีกต่างหาก หากทำงานไม่ไหว หรือไม่ได้ตามผลงานที่ตั้งไว้ ก็พิจารณาตัวเอง
หลักการของ agile คือ 1 รอบการทำงานประมาณ 2 อาทิตย์ก็ลดเหลือ 1 อาทิตย์เพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงเร็วต่อสถานการณ์ภายนอก ไม่เพียงแค่นั้น ให้พนักงานกำหนดแผนการทำงานเป็นวันๆ คือ วันไหนไม่มีงานคุณก็กำลังโดนเพ่งเล็งว่า เป็นส่วนเกินในการทำงานนั้นเอง

เรื่อง Work from home นั้นเป็นเรื่องใหม่ ของประเทศไทย แต่ในต่างประเทศนั้น ทำกันมานานแล้ว เป็นประเภทของ Freelance นั้นเอง กำหนดว่าเสร็จเมื่อไร แล้วติดตามกันไป แต่ทว่า ในเมืองไทยนั้นทำในตอนที่มีเหตุการณ์โควิค19 ก็ทำให้เกิดเหตุการณ์ที่บริษัทต้องการลดค่าใช้จ่ายลงอยู่ด้วย ก็เลยเป็นจังหวะที่ดีในการอ้าง เพื่อกระตุ้นให้พนักงานเร่งสร้างผลงาน หรือ เป้นช่วงที่ให้พนักงานออกได้โดยมีข้ออ้างที่เหมาะสมนั้นเอง

แต่อย่างไรเสีย Work form home ก็นมีข้อดี ว่า หากใช้เวลาให้เป็น คือ เวลานั้นกลับมาสร้างศักยภาพของตัวเองให้มากขึ้น ทั้งการเรียนรู้สิ่งใหม่ที่บ้าน การที่เราลดการออกจากบ้านไป หันมาดูแลคนใกล้ตัวมากขึ้น หันมาดูแลบ้านที่เราซื้อว่า มันควรเพิ่มเติมหรือตกแต่งอะไรหรือไม่
นอกเสียจากนั้น ไม่ต้องเครียดในการเดินทาง จากบ้านไปที่ทำงาน ไม่ต้องขับรถ / เบียดเสียด หรือ กลัวว่าใช้รถสาธารณะแล้วผู้ร่วมทางติดเชื้อโควิค19 หรือไม่ มีขนส่งสาธารณะตอนขากลับบ้านหรือไม่ เพราะชวงนี้เคอร์ฟิว 22.00 ถึง 04.00 น.ทุกวันด้วย (กรุงเทพ ถึง 05.00 น.)
เห็นการแบ่งปันในสังคมไทย ที่ไม่เคยแล้งน้ำใจ ใครตกทุกข์ได้ยากก็ช่วยเหลือกันเสมอมา ไม่ว่าเป็นข้าวปลาอาหารต่างๆ ที่พักที่จัดไว้สำหรับคนกักตัว 14 วัน
การแบ่งปันการช่วยเหลือกันเสมอสำหรับคนไทยในช่วงเวลานี้ แต่ทว่า สุดท้ายคือ You'll never walk alone !
คุณไม่เดินอย่างเดียวดาย ถึงแม้นทำงาน Work from home ก็มีอีกหลายแสนหลายล้านคนที่ทำงานแบบนี้ ถึงแม้นคุณตกงานก็มีสวัสดิการของรัฐอยู่ ถึงแม้นคนอดยากก็มีเพื่อนร่วมสังคมแบ่งปันอาหารให้อยู่ สยามเมืองยิ้ม ยิ้มเมื่อภัยมา

ปล ประเด็นต่างๆนั้น กฏหมายแรงงานยังไม่มี เป็นช่องโหว่งอยู่ น่าจะออกแนวทางในเร็ววันนี้ เพราะว่า เดี๋ยวจะได้เกิดการฟ้องร้องในศาลแรงงานเพิ่มขึ้น แน่นอน ในอนาคต หลังจากเหตุการณ์โควิค19 จบลง
หากทำให้ชัดเจน เป็นไม้บรรทัด ทำให้ทุกฝ่าย มีแนวทางในการทำงาน ไม่ต้องมานั่งเถียงกันว่า ไม้บรรทัดคืออะไร
เพราะเมื่อออกมามันคือ ทุกบริษัททำตามนั้น
ซึงตอนนี้มีแต่แนวทางที่บริษัทปิดการดำเนินการชั่วคราว แต่ไม่มี แนวทางบริษัทเปิดดำเนินการอยู่ แต่ทว่าให้พนักงานทำงานที่บ้าน (Work From Home) ว่าเป็นเช่นไร

:)

miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18073
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Wed Apr 08, 2020 10:06 pm

อันนี้แนวทาง Work from home จาก Podcast ของ นพดลสตอรี่
สรุปไว้อย่างง่ายๆดังนี้

1. แบ่งแยกสถานที่ทำงานให้ชัดเจน ถึงแม้นอยู่บ้านก็ตามว่าจุดไหน เป็นจุดที่เราทำงานได้ ไม่ใช่ว่า เป็นส่วนที่ทุกคนในครอบครัวใช้ แต่ต้องเป็นที่ส่วนตัวอย่างเช่นห้องส่วนตัวหรือมุมส่วนตัว และทำตัวเหมือนเข้าทำงาน และ ออกจากงาน
2. กำหนดเวลาทำงานให้ชัดเจน ว่าทำงานถึงเวลาเท่าไร เพราะบางบริษัทเอาเป้าหมายเป็นหลัก
3. การแต่งตัวให้เป็นการทำงาน อันนี้เหมือนหลอกสมองของเราว่าทำงานที่บ้านเหมือนที่ทำงาน
4. ทำงานที่บ้านพึ่งพา เทคโนโลยีอย่างมาก ต้องถามว่า พนักงานเตรียมพร้อมไหม ไมด์มาก่อน ถ้าไมด์ไม่ดี ทำให้การสื่อสารมีปัญหา และ internet ต้องดีระดับหนึ่ง เพราะ Vdo conference เป็นหลัก
5. ทำความเข้าใจคนที่บ้าน เพราะ บ้านเป็นที่ทำงาน เมื่อเอาบางส่วนของบ้านมาเป็นที่ทำงานแล้ว ก็ต้องทำให้คนรอบข้างเข้าใจว่า เราทำงานมิใช่ เราอยู่บ้าน เหมือนปกติ

:)

miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18073
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: แปลกใจ ช่วงนี้นักลงทุนคิดอะไรอยู่

Posts by miracle » Sun Apr 19, 2020 10:34 pm

too big to fail
ใหญ่เกินไปที่ปล่อยให้ล้ม
อันนี้ต้องบอกว่า เป็นเหตุการณ์ในปี 2008 ที่ รัฐของ US ในขณะนั้น เลือกที่อุ้ม สถานบันการเงินคือ AIA ในช่วงนั้น
โดยใช้เงินไปประมาณ 800พันล้านเหรียญ ในการอุ้ม เพราะว่าหาก AIA ล้มไป เป็นโดมิโน ขนาดใหญ่มากๆ ตามมา
เลยต้องอุ้มเพื่อให้เศรษฐกิจ นั้นเดินหน้าต่อไปได้
ไม่เพียงแค่นั้น มาตรฐการ QE คือ อัดเงินเข้าระบบมาใช้งาน และ ตามด้วยการจ้างงานที่ลดลงแบบต่ำสุดในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว
แต่พอ เจอ โควิค 19 ไป ยอดประชาชนตกงานในปี 2008 ชิดซ้ายไปเลย ประชาชนที่ขอสวัสดิเรื่องนี้ ณ ตอนนี้กว่า 22 ล้านคนในระยะเวลาไม่ถึง 1 เดือน ยอดเพิ่มขึ้นมากกว่า ช่วง 2008 ที่ผ่านมาที่ระดับไม่เกิน 9 ล้านบาท ในช่วงนั้น

สิ่งนี้มองได้เลย ว่าระดับความรุนแรง มันระดับไหน เรียกได้ว่า ย้อนกลับไปมอง วิกฤติ ปี 1929 ได้เลย แต่ทว่า
เมื่อย้อนกลับไปมองช่วงนั้น ก็มีคำถามต่อมาคือ มันมีวิกฤติก่อนหน้านี้คือ ปี 1920-1921 เกิดขึ้นมาก่อน เป็นการตกต่ำ ที่เกิดจากสงครามโลกครั้งที่ 1 จบ แต่ทว่ามองย้อนกลับไปอีก 1919 นั้นเป็นปีที่จบสงครามโลกครั้งที่1 และ มีการแพร่กระจายเชื้อของ ไข้หวัดสเปน หรือ H1N1 เกิดขึ้น มันเลยสงสัยไม่ได้ว่า การตกต่ำในปี 1920-1921 นั้น แถมเป็นการตกต่ำทั่วทั้งโลก อีกต่างหาก (ในช่วงเวลานั้น ในประวัติศาสตร์คือช่วงสมัย รัชกาลที่ 6 ก็มีการลงทุนขนาดใหญ่คือการเปลี่ยน ขนาดของรางรถไฟ ของไทยจากมาตรฐานที่ 1.5 เมตร เป็น 1 เมตร ตามอังกฤษ แต่ต่อมาอังกฤษ ก็เปลี่ยนเป็น 1.5 เมตรอีกครั้งหนึ่ง เป็นการลงทุนครั้งใหญ่ของไทย เลยทีเดียว ก่อนที่มีภาวะตกต่ำในปี 1929 ที่เศรษฐกิจร้อนแรงอย่างมาก จนล่มสลายไป ในปีนั้น)

ดังนั้น บันทึกของกิจการที่มีอายุอยู่ประมาณ 100 กว่าปี ก็เขียนระบุไว้ไม่ชัดเจนว่า ช่วงเวลานั้น ทำอะไรกันอยู่ ค้นหาประวัติศาสตร์ช่วงเวลานั้น ก็ยากมากๆ ไม่มีเปิดเผยอะไรด้วย ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ที่หายไป ในช่วงเวลาดังกล่าว

เอาแหละกลับมาในปัจจุบัน สังเกตได้ว่า ตอนนี้รัฐบาลของทุกปี และ ธนาคารกลางของทุกประเทศ ได้อัดเงินเข้ามาในระบบ ไม่ว่าจะแจกเงินให้ประชาชนโดยตรง อุ้ม ตลาดตราสารหนี้ อุ้มเงินฝาก อุดช่องโหว่งที่ทำให้เศรษฐกิจถดถอยไปมากกว่านี้ เพื่อจำกัดวงให้แคบลง เพื่อให้เกิดการล้มของภาคการผลิตจริงให้น้อยที่สุด
เรียกได้ว่า ภาพตอนนี้คือ แก้ไขปัญหา ทั้งด้านของ ปากท้อง คือ อดตาย กับแก้ไขปัญหาเรื่องโควิค 19 คือ ติดเชื้อและตายไปพร้อมกันเลยทีเดียว เป็นแบบนี้ทั่วโลก เรียกได้ว่า ตอนนี้คนไม่ต้องเดินทาง อยู่กับบ้าน อยู่ติดบ้านให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ไม่ต้องมาเจอะเจอกัน จนกว่า มีวัคซีนที่ป้องกันได้ ซึ่งเป็นการสร้างวัคซีนที่เร่งด่วนครั้งหนึ่งของโลกเลยทีเดียว
(ไข้หวัด 2009 สร้างประมาณ 2 เดือนเสร็จจากการเพาะเชื้อบนไข่ไก่ เพราะมีแนวทางอยู่แล้วจากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์อื่นๆ หลังจากปี 2009 เป็นต้นมา ประชาชนก็ต้องฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปี แต่ทว่ายอดผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ก็ไม่ค่อยลดลง มีแต่เพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้น ด้วย มันก็แน่แปลกใจว่า มีการกลายพันธุ์ของไวรัสในตระกูลนี้ตลอดเวลาด้วย)

เมื่อจบจากการมีวัคซีน คราวนี้ คือเรื่องของ การกระตุ้น ให้คนมาใช้สอยได้อย่างไร ภาพตอนนี้ประชาชนซื้อแต่ของที่ติดคำว่า Sales อำนาจการซื้อลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน เนื่องจาก บริษัท ก็ลดเงินเดือน จ่ายเงินเดือนน้อยลง สภาพคล่องก็ติดขัดไปหมด ผู้เล่นกลายเป็นรัฐบาลที่ต้องสรรหาโครงการลงทุนของภาครัฐมาขับเคลื่อน เราอาจจะได้เห็นการขุดคอคดกระ ในยุดนี้ก็ได้ ไม่เพียงแค่ ทำรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน หรือ อภิมหาโครงการ ย้ายท่อน้ำมัน ใจกลางเมืองทำอย่างไรให้ รถไม่ติด ก็น่าจะทำในช่วงโควิค 19 ระบาด (ตอนนี้ โครงการรถไฟฟ้าที่วิ่งแถวบางกะปิ มารื้อถอนสะพานข้ามแยกบางกะปิ ตรงนิด้า ไปยัง เดอะมอลล์บางกะปิ เริ่มช่วงนี้ด้วย แสดงว่า ทำได้ถูกเวลา แต่ทว่าต้องเร่งให้เสร็จก่อนที่คนออกมาละกัน เร่งทั้งวันเร่งทั้งคืนด้วย)
ไม่เพียงแค่ภาครัฐบาล เป็นผู้เล่นหลัก แต่ทว่า ภาคการใช้แรงงานของไทย นั้น เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่ กำลังหลักเป็นแรงงานต่างประเทศจากประเทศเพื่อนบ้าน ไล่ตั้งแต่ ประเทศเมียนม่า ,ลาว,กัมพูชา มาหางานทำในเมืองไทย เมื่อเกิดโควิค 19 แรงงานก็กลับกันหมด ก่อนหน้ามีก็มีข่าวเรื่องการไปรวมตัวที่สถานพยาบาลของรัฐ เพื่อตรวจสุขภาพต่อใบอนุญาตให้ดราม่ากันไปแล้ว คราวนี้กลับกันหมดแล้ว กลายเป็นการขาดแคลนแรงงานในภาคใช้แรงงานไปด้วย งานนี้คำตอบคือต้องลงทุนเครื่องจักรที่ทำงานแบบอัตโนมัติหรือไม่ แต่ทว่า เมื่อลงทุนไปแล้ว เหล่าเถ้าแก่ก็คิดว่า เงินที่ลงทุนไป ก็ขายของได้เท่าเดิม ไม่ได้ขายได้แพงขึ้น แถมต้องจ่ายเพิ่มขึ้น แบบนี้ขอไม่ทำต่อดีกว่า ปิดมันซักเลย ถ้าเป็นแบบนี้ทำไงต่อละ
สิ่งพวกนี้แหละ ที่น่าคิดต่อไปว่า เมื่อ จบโควิค19 แล้วภาพในเรื่องการใช้แรงงานเปลี่ยนไปในทิศทางไหน
ส่วนภาคของประชาชนที่ทำงานใน office ก็โดนเรื่อง Work at home เข้ามา ทำงานจากที่บ้าน ไม่ต้องออกมาจากบ้าน ก็ทำงานได้ ประชุมทางไกลก็ได้ เรียนทางไกลก็ได้ (ดราม่าเรื่องการเรียนเนี่ยก็มีให้เห็นว่าจ่ายเป็นล้านแต่ต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์เรียนแทน ก็มีให้เห็นอีกต่างหาก) ต่อด้วยเรื่องค่าไฟฟ้าที่บ้านเพิ่มสูงขึ้น จนตอนนี้ การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าภูมิภาคเริ่มมีการเรียกร้องมาเยอะมากๆว่า ค่าไฟฟ้าในเดือน เมษายน 2563 ไหนบอกว่า ลดราคา 3% กลับกลายเป็นราคาค่าไฟฟ้าพุ่งเกิน 100% บางบ้านเป็น 1,000% ลงข่าวก็มีในช่วงเวลานี้
เนี่ยแหละการปรับตัว

แล้วหลายคนก็ถามว่า เมื่อไร เศรษฐกิจกลับมา ตัวที่บอกว่าเศรษฐกิจที่แท้จริงในส่วนภาคโรงงานกลับมานั้น คืออัตราการใช้ไฟฟ้า คือ ไฟฟ้าเป็นหัวใจสำคัญในการผลิต ไม่มีไฟฟ้าผลิตไม่ได้ ดังนั้น ดูปริมาณการใช้ไฟฟ้าได้เลย ซึ่ง ทุกปีในเดือนเมษายนนั้นการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ต้องป่าวประกาศว่า ยอดการใช้ไฟฟ้าสูงเป็นประวัติศาสตร์ (มีไม่กี่ปีที่มาหนาวในเดือนมีนาคม ปลายเดือน ทำให้ยอดการใช้ไฟฟ้าลดลงก็มีให้เห็นกัน) แล้วมาบอกว่า กำลังการสำรองไฟฟ้าไม่พอ ต้องเพิ่มและต้องเพิ่มให้ทัน แต่ปีนี้ข่าวดังกล่าว เงียบมาก จนไม่กล้าออกมาป่าวประกาศว่า ตอนนี้เราเหลือกำลังการผลิตไฟฟ้าในระบบเนื่องจากการมาของโควิค 19 การใช้ไฟฟ้าลดลงอย่างมหาศาล

่มีบางท่านไปดูว่าจีนหลังจากเปิดอู่ฮั่นเป็นเช่นไร บอกเลยในช่วงนี้ ห้างเปิดก็จริง กำลังซื้อลดลงกันหมดทั้ง ออนไลน์และออฟไลน์ คนหายไม่เดินหายหายไป 50% จากปีก่อน เม็ดเงินที่จับจ่ายก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน

ส่วนตัวเลขประมาณการณ์ของ IMF คือ ปี 2020 จบปี ไทยเติบโตติดลบ จีนเหลือ 2% กว่าๆ อินเดียเหลือ 1-2%
แล้วคิดเอาละกัน ว่าทั่วโลกเติบโตติดลบ แล้วมองว่าเป็น V shape กลับมาได้ ในปี 2021 เป็นต้นไป

แต่สิ่งหนึ่งที่จีนบอกคือ ประชาชนดูแลสุขภาพของตัวเองมากขึ้น จากโควิค 19 สิ่งนี้คือ key word