VI หาดใหญ่

เชิญมาพักผ่อน คลายร้อนนั่งเล่น คุยกันเย็นๆ พร้อมเรื่องกีฬา สัพเพเหระ ทัศนะนานา ชีวิตชีวา สุขภาพทั่วไป บันเทิงขำขัน รอบเรื่องเมืองไทย ชวนเที่ยวที่ไหน อยากไปก็นัดมา ...โย่วๆ
Post Reply
amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1767
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: VI หาดใหญ่

Posts by amornkowa » Mon Apr 20, 2020 11:45 am

มองวิกฤตในมุมVI
เราต้องรอด กับ คุณฮง สถาพร งามเรืองพงศ์

สรุปจากความเข้าใจของ เพจ Seminar Knowledge

คุณฮง ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการลงทุนในภาวะวิกฤต Covid-19 ว่า
ปกติ ธรรมชาติของตลาดหุ้น ยกตัวอย่าง
ตลาดหุ้นสหรัฐ ตอนที่อยู่วิกฤตซึ่งเกิดจากภาค Financial sector ตลาดหุ้นจะลงอย่างรวดเร็ว
ถ้าเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ซึ่งใช้เวลานาน กว่าการจ้างงานจะกลับมา ดัชนีของตลาดหุ้นจะขึ้นไปแล้ว30%
ดังนั้นควรลงทุนตอนช่วงอยู่ในวิกฤต เพราะตลาดหุ้นจะสะท้อนในอนาคต(6-12เดือน)
ตัวอย่างเช่น วิกฤตเศรษฐกิจช่วงปี 1973 ที่สหรัฐ เศรษฐกิจซึ่งอยู่ในช่วง Stagflation
วอร์เรน บัฟเฟตต์ ก็ได้ลงทุนในวอชิงตัน โพสต์ 10ล้าน$ และมูลค่าหุ้นเพิ่มเป็น 1500 ล้านเหรียญในอีก 30 ปีต่อมา
ดังนั้น การลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนเร็วๆ ก็ไม่เหมาะกับการลงทุนในหุ้น เพราะตอบไม่ได้ว่า
อีก 3-6 เดือนจะกำไรไหม แต่ถ้าถือลงทุนในระยะยาว มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูง
คุณฮง ถือหุ้นเต็มพอร์ตตั้งแต่ช่วงก่อนหุ้นลง ดังนั้นได้ผลกระทบพอสมควร
แต่ก็ไม่ท้อถอย หมั่นทำการบ้าน ศึกษาหุ้นอย่างน้อยวันละ 4ชม ซึ่งถ้าเทียบกับตอนช่วงไฟแรงๆ
วันละศึกษาหุ้นไม่ต่ำกว่า 8-9 ชม แต่เนื่องจาก ประสบการณ์การลงทุนเพิ่มขึ้น
หุ้นบางตัว พอเห็นข้อมูลบางอย่างก็สามารถตัดสินใจเลิกศึกษาต่อได้
และช่วงนี้ก็หมั่นทบทวนงบการเงินปัจจุบันเทียบกับในอดีตว่าแตกต่างกันอย่างไร

คุณฮงบอกว่า ช่วงก่อนวิกฤต หลายๆคนก็ตั้งเป้าว่า จะทำกำไรมากๆ ในช่วงวิกฤต
ให้เหมือน กูรูที่ประสบความสำเร็จ เช่น ดร นิเวศน์ หรือ คุณ โจ ลูกอีสาน
แต่พออยู่ในวิกฤต โดนกระทบจากหุ้นลดลงมามากๆ หลายๆคนก็ท้อ และหยุดลงทุน
เปรียบเหมือน เราผลัดกันชกกับเพื่อน ซึ่งเราถูกชกมารอบแรก พอถึงรอบที่เราจะชกกลับ
ปรากฏว่าเราถอดใจ และเลิกชกกลับเพื่อนไป

ภาวะหุ้นในปัจจุบัน ถึงแม้จะไม่ถูกมาก แต่ด้วยDividend Yield 4%กว่า ซึ่งไม่เห็นมาหลายปีแล้ว
ก็ยังดูน่าสนใจ แต่ไม่ได้บอกว่ากลุ่มไหนน่าสนใจ แนะนำให้ศึกษาหุ้นเป็นรายตัวดีกว่า เพราะ
ในแต่ละอุตสาหกรรมถึงแม้อยู่ในอุตสาหกรรมที่ดี ก็จะมีบริษัทที่แข็งแกร่ง ผ่านประสบการณ์วิกฤตมาแล้ว
และ บริษัทที่ไม่เคยเจอวิกฤต มีหนี้เยอะ ไม่เผื่อถ้าเกิดพลาดเลย ดังนั้น การศึกษาหุ้นเป็นรายตัวจะเหมาะสมกว่า
เช่น กลุ่มสายการบินและโรงแรม ที่โดนกระทบโดยตรง บางบริษัทอาจถูกกระทบจนเกือบล้มละลาย
แต่บางบริษัทยังมีโอกาสรอด เราอาจดูจากหนี้สินต่อทุน ดูจากปีที่แล้วและมาเทียบกับปีนี้
กำไรก่อนจ่ายดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) ว่าพอจ่ายดอกเบี้ยหรือเปล่า ถ้าไม่พออาจมีการเพิ่มทุน
ซึ่งกระทบกับผู้ถือหุ้น
คุณฮงศึกษาหุ้นที่โดนกระทบจากวิกฤตที่ผ่านมา และมีความแข็งแกร่ง หลังวิกฤตก็ฟื้นตัวมาหลายเท่า
ในช่วงแค่3-4ปี แต่หุ้นบางตัวขึ้นมาเท่าเดียว และกลับลงไปใหม่
ดังนั้นอย่าพึ่งไปเหมากลุ่มไหนดี ให้เจาะเป็นรายตัวดีกว่าว่า สร้างกำไรได้เท่าไหร่จะได้ประเมินราคาได้ถูก

หลักการเลือกหุ้นในภาวะวิกฤต
เลือกหุ้นที่เก่งกว่าหุ้นตัวอื่นในกลุ่ม โดย
ดูหุ้นที่มี ROE สูงๆเมื่อเทียบกับหุ้นในกลุ่ม เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา
หุ้นที่ฟื้นตัวเร็วในภาวะวิกฤตจะมีROEสูง
ราคาหุ้นก็ดูว่าฟื้นตัวไปมากหรือยัง แต่ก็ตอบยาก และขึ้นกับการมองสั้นหรือมองยาว
บางตัวก็ฟื้นเร็วเกินไป ถ้าเทียบกับกำไรที่ประมาณการได้ในปีนี้ ตลาดอาจมองไปถึงปี 64-65 หรือไป
บางตัวกำไรลดลงบ้าง แต่กำไรมีประสิทธิภาพ ราคายังไม่ฟื้นตัว
ดังนั้นเราต้องดูเรื่องหุ้นที่น่าสนใจ นำมาศึกษาเป็นอันแรกก่อน

คุณฮง แนะนำว่า เลือกหุ้นต้องมองระยะยาวแบบว่า เกษียณได้ในอีก10ปีข้างหน้า
การนั่งทำสมาธิ สวดมนต์ เดินจงกลม ทำให้เรามีสติ ควบคุมอารมณ์ได้ดีมาก
เปรียบกับ การรัดเข็มขัดตอนขับรถ จะใช้ตอนเกิดอุบัติเหตุ
พอร์ตตอนช่วงจุดต่ำสุด ลงเกือบ40%จากจุดสูงสุด แต่เคยเจอรอบหนักกว่านี้โดนไป 50%
ช่วงนั้นมีความตึงเครียดมาก และไปอยู่สถานปฏิบัติธรรม 7วัน
แต่รอบนี้ เริ่มชิน เพราะโดนไปหลายรอบแล้ว
เคยฟัง หลวงพ่อไพศาล เล่าเรื่องเด็กโดนมิจฉาชีพมาหลอกครั้งแรกกลัว แต่โดนอีกครั้งเริ่ม
ชินแล้ว ผมก็เลยเชื่อว่าเราน่าจะทำได้ดีกว่าเด็ก
วิกฤตรอบนี้ เราก็เรียนรู้มาแล้ว
หุ้นตกแรงๆก็ไม่ใช่รอบแรก และ รอบสุดท้าย
อยู่กับมันเหมือนเป็นส่วนนึงในชีวิตการลงทุน

แนะนำคนที่เคยผ่านครั้งแรก อย่าซีเรียส วันนึงก็ผ่านไป และ กลับมาใหม่
หลังที่คุณเจอ กลับไปnew highได้ อย่ากู้ลงทุนเยอะเกินไป

คุณ เฟิร์นได้สรุปหลังสัมภาษณ์ให้เราฟังว่า
1. ตลาดหุ้นนำเศรษฐกิจ ดังนั้นไม่มีประโยชน์ที่จะคาดการณ์เศรษฐกิจ
2. ให้ระวัง ว่าถอดใจผิดจังหวะ หุ้นอาจต่ำสุดไปแล้วถ้าไม่มีอะไรมากระทบ
3. ความรู้ ทำให้ มั่นใจลงทุน ถ้าลงทุนได้นานสิบปี ก็สามารถรวยได้
4. หลักการเลือกหุ้น ดูหุ้นคุณภาพ ROE สูงสม่ำเสมอ และ ราคาเหมาะสม
5. ความผันผวน กับ การลงทุน คู่กันเสมอ การทำสมาธิใช้กับตลาดช่วงนี้ได้

ขอบคุณ คุณ ฮง และ น้องเฟิร์น ศิรัถยา มากๆครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1767
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: VI หาดใหญ่

Posts by amornkowa » Wed Apr 22, 2020 10:29 am

CSI Seminar กับ คุณจิตรา รองกรรมการผู้จัดการ บล ฟินันเซีย
สรุปจากความเข้าใจของเพจ Seminar Knowledge
เมื่อวานได้มีโอกาสฟังคุณจิตรา นักวิเคราะห์ที่มาออกในรายการของ CSI ผ่าน Zoom
พอดีออกกำลังกายตอนเย็น เลยเข้าฟังช้าไปหน่อย แต่ก็ได้สาระมาฝากเพื่อนในเพจครับ
คุณจิตรา พูดถึงประมาณกำไรของตลาดSETปีนี้ว่าจะอยู่ที่ 75บาท ดังนั้นคิดจากPE 16 เท่า
ดัชนีควรอยู่ที่ 800 จุด แต่ที่ดัชนีลงไม่ถึงและขึ้นมาที่ 1250 จุด ได้เพราะ มีliquidity จากสถาบัน
เช่น กองทุนรวม ช่วงนี้มีกอง SSFextra ซึ่งสามารถซื้อได้สูงสุด 200,000 บาทเพิ่มเข้ามา
ทำให้ดัชนีไม่ลงไปที่ 800 จุด
แต่ต้องระวังเรื่องผลประกอบการในไตรมาสหนึ่งที่จะประกาศในช่วงนี้
บวกกับ guidance ที่บริษัทแต่ละที่จะบอกออกมา ซึ่งจะกำหนดราคาหุ้นของแต่ละกลุ่มและ แต่ละตัว

ผลประกอบการของกลุ่มธนาคารที่ประกาศออกมา overstated เนื่องจากมาตราของรัฐ ที่ยังไม่ต้อง
ลงNPL สำหรับหนี้ที่ค้างชำระ รวมถึงมาตรการอื่นที่ช่วยให้SME และบริษัทในตลาดหลักทรัพย์เรื่องตราสารหนี้
ทำให้ชะลอการการเพิ่มขึ้นของNPL
ผลประกอบการที่แท้จริงของกลุ่มนี้ จะออกมาจริงในQ2-Q3

กลุ่มโรงกลั่นผลประกอบการไม่ดี ถึงแม้ราคาน้ำมันที่นำมากลั่นจะถูก แต่demandน้ำมันลดลงด้วย
เนื่องจาก กิจกรรมธุรกิจหยุดไป คนอยู่บ้าน สายการบินก็หยุด และ ค่าการกลั่นยังไม่ฟื้นตั้งแต่ Q4 2019

ธุรกิจปลายน้ำของกลุ่มนี้ดี เช่น IVL เพราะซื้อน้ำมันถูกแต่เอามาผลิตพลาสติกทางการแพทย์สำหรับทำหน้ากากอนามัย
และชุด PPE
หุ้นอื่น เช่น TASCO วัตถุที่นำมาผลิต คือน้ำมัน ต้นทุนถูก แต่เสียดายที่ลูกค้าหลักอยู่ที่จีน ปิดทำธุรกรรมไป
ส่วนธุรกิจที่เป็นห้างสรรพสินค้า คุณจิตราได้สัมภาษณ์และพบว่า ช่วงแรกที่ห้างเริ่มกลับมาเปิดกิจการก็ลดค่าเช่า50%
ไปสามเดือน ช่วงต่อมาก็จะลดส่วนลดลงจนถึงปลายปีนี้ จึงมองว่าธุรกิจฟื้น ซึ่งจะกระทบกับ REITsที่เกี่ยวข้องกับห้าง
เช่น CPNREIT รวมถึง officeด้วย แต่ถ้าเป็น Infrastructure fund ที่ขายไฟฟ้าอาจโดนกระทบไม่มาก กองที่กระทบ
ก็จะเป็นกองที่มีลูกค้าที่เป็นธุรกิจเยอะ แต่บางกองขายไฟให้การไฟฟ้าก็ไม่ได้ผลกระทบ
ซึ่งกลุ่มนี้ราคาขึ้นมาพอสมควรแล้ว

ดังนั้นกลุ่มที่จะฟื้นตัวช้าสุด ได้แก่ กลุ่มโรงแรม ท่องเที่ยว และ กลุ่มธนาคร

ส่วนเงินที่ลงทุนจากต่างประเทศ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยขึ้นกับส่งออกและการท่องเที่ยว
ตอนนี้ทั้งสองส่วนโดนกระทบ ที่ยังดี ก็มีส่งออกอาหาร ดังนั้น เงินที่ไหลมาที่ Emerging Market
จะไหลไปที่ เกาหลีและไต้หวัน ยิ่งถ้าเงินบาทยิ่งอ่อน เงินต่างชาติจะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน เงินจะไหลเข้ายาก
ต้องให้เงินบาทแข็ง จึงมีโอกาสที่เงินต่างชาติไหลเข้า ซึ่งปีที่แล้ว เงินบาทแข็ง จะเห็นว่าเงินไหลเข้ามาเยอะช่วงกลางปี
คุณจิตรามองว่า เงินบาทปีนี้น่าจะอยู่ในช่วง 33-34 บาท

คำถาม กลุ่มFood เช่น TU น่าสนใจมั้ย
ตอบ เนื่องจาก รายได้ของTU ประกอบด้วยสองกลุ่ม คือ อาหารกระป๋อง เช่น ทูน่า และ กลุ่มอาหารแช่แข็งที่ขาย ที่ภัตตาคารและ ร้านอาหาร Reb Lobster
กลุ่มแรก ขายดี รายได้เพิ่มขึ้น แต่รายได้ในส่วนร้านอาหาร ภัตตาคาร และ สายการบินจะหายไป เนื่องจากปิดตัวในช่วงCovid-19 ทำให้รายได้โตไม่มากใน Q1 (จากบทวิเคราะห์โบรคอื่นหลายที่ บอกว่า รายได้ลดลง)

คำถาม Deal ที่กลุ่มCP Take Lotus เป็นอย่างไร
ตอบ เนื่องจากกลุ่ม CP ประกอบด้วยสามบริษัท ที่เข้าไปลงทุน ทำให้ CPALL , CPF ไม่น่าจะเพิ่มทุน
แต่รายได้จาก Makro ที่ขายจากช่วงก่อนหน้าที่มีการซื้ออาหารไปเยอะ ถ้าเปิดให้คนออกมา ก็จะมีการซื้อของน้อยลง
เพราะได้ซื้อไปล่วงหน้าแล้ว
ช่วงที่ก่อนประกาศ Work from Home และ ปิดห้าง COM7 ขายสินค้า Notebook,Monitor ดีมาก
ในวันก่อนปิดห้าง และ มีการเสนอให้เช่าอุปกรณ์คอมเพื่อทำงานที่บ้านด้วย แต่ถ้าเปิดห้างใหม่
รายได้อาจไม่โต เพราะมีการซื้อไปล่วงหน้าแล้ว

คำถาม กลุ่ม Electronic น่าสนใจไหม
ตอบ 2บริษัทที่น่าสนใจคือ Hana , Delta
Hana ผลิตชิ้นส่วนในเครื่องคอมและมือถือ ส่วน Delta ผลิต Power supply ในคอมและอุปกรณ์การแพทย์
ตอนนี้เริ่มมีorderจากทางจีนแล้ว

ขอขอบคุณ คุณจิตรา และ ทางCSI มากๆนะครับที่จัดสัมมนาให้ครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1767
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: VI หาดใหญ่

Posts by amornkowa » Fri Apr 24, 2020 9:52 am

นายตลาด & อารมณ์ และ การลงทุนที่ดีขึ้น
โดย เพจซั่มหุ้น

อารมณ์ของตลาดหุ้นเดือนที่แล้ว และ เดือนนี้แตกต่างกันสิ้นเชิง
(เดือนมีค ดัชนีลดลงอย่างรุนแรง ต่ำสุด969จุด และ reboundมาสูงสุดในเดือนเมษายนประมาณ1,270จุด )

การลงทุนที่ดีขึ้น

1.การเข้าใจตลาดจะนำมาสู่ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น

ตัวแปร มีทั้งควบคุมได้และควบคุมไม่ได้

นายตลาดเป็นตัวแทนของมวลชน และ ความคาดหวังของทั้ง4กลุ่ม
(ได้แก่ ต่างชาติ ,prop trade,สถาบัน และ รายย่อย)
ซึ่งเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ซึ่งทำให้เกิดปัญหาขึ้น

พอตลาดมีการแปรเปลี่ยนไปทุกขณะ เดือนที่แล้วเป็นขาลงแรงที่สุดในรอบ10ปี
เดือนนี้reboundของหุ้นแต่ละตัวตั้งแต่20%-70%

2.ผัสสะ (กระทบ)
พอตลาดมีการเปลี่ยนแปลง จะกระทบกับผัสสะ เป็นปัจจัยระหว่างภายนอกและภายใน

3.ตัวเรา ( ยึดมั่น ถือมั่น )
ทำให้กลายเป็นเรื่องยึดติด เป็นของตัวเรา ยึดมั่น ถือมั่น
และเป็นตัวขวางให้เราไม่ประสบความสำเร็จ และไม่สามารถสร้างพอร์ตให้ประสบความสำเร็จได้เลย
เราไม่สามารถอยู่กับสภาวะนี้ได้ยาว และ ไม่สามารถใช้วิกฤตแปรเป็นโอกาสได้

เหมือนคุณสถาพร(ฮง)ให้สัมภาษณ์ว่า การศึกษาคนที่ประสบความสำเร็จในการลงทุน
หลังวิกฤต แล้วพอร์ตโตขึ้นเยอะ
แต่หลายคนบอกว่าไม่เก่งหรอก ถ้าเขาได้รับโอกาสแบบนี้ ก็จะรวยบ้าง

แต่ตลาดหุ้น ก็มีกฎว่า มีแค่ 10-20% เท่านั้นที่รวยได้
เราสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้เพื่อทำให้พอร์ตโตได้ไหม
ปัจจุบัน มีบทวิเคราะห์มากมาย แต่เราอาจได้กำไรแค่2-3%ก็ขายไปแล้ว

ดังนั้น ตลาดแปรเปลี่ยน เกิดการกระทบ และ ตัวเราก็ยึดมั่น ถือมั่น
แต่ก็มีคนส่วนน้อยที่ได้กำไร.

ถ้าเราactionเหมือนตลาด เราก็คือคนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้กำไรมาก เราไปเล่นตามสิ่งเร้า
อารมณ์ถูกโน้มเอียงไปตามสิ่งเร้า

เข้าใจตลาด

นายตลาดมีการแปรเปลี่ยนตามปัจจัยในระยะสั้นที่มากระทบ

1.หุ้นขึ้น เพราะอะไร

บางคนบอกว่า มีคนไปไล่ราคา แต่จริงๆคนมองว่า กำไรในอนาคตจะดีขึ้นมากกว่าปัจจุบัน
ดังนั้นปัจจุบัน กำไรอาจแย่ แต่อนาคตกำไรดี ก็ทำให้ราคาหุ้นขึ้นได้

หุ้นส่วนใหญ่ที่มีพื้นฐาน กำไรไม่ขึ้นกับcommodity ทำให้ต้นทุนบางตัวติดตามได้
เราก็สามารถคาดการณ์ต้นทุน และ กำไรได้
ดังนั้นพอเห็นปัจจัยดังกล่าว ก็จะไปซื้อทันที

แต่คนปกติจะไปซื้อเมื่อกำไรดีแล้ว
ซึ่งกลุ่มแรกที่เข้าไปซื้อก่อน ก็ขายให้

2.หุ้นลง เพราะ กำไรในอนาคตแย่ลง

3.หุ้นไม่ขึ้น ไม่ลงเพราะ กำไรไม่เปลี่ยนแปลงกว่าปัจจุบัน กำลังรอปัจจัยในอนาคต


เหตุที่ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของราคา และเกิดผลลัพธ์ขึ้น

เหตุ มาจาก Fundamental (VI)
ศึกษาเหตุจาก กิจการที่ดี ความเสี่ยงต่ำ ในราคาตลาด
ทำให้ ไม่ถูกเอาเปรียบ

ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของราคา

ผลลัพธ์ Technical Analysis
ศึกษารูปแบบของผลลัพธ์ ให้เกิดความได้เปรียบในการเข้าลงทุน

ส่วนที่อยู่ตรงกลางระหว่างFundamental & Technical คือ
Hybrid Investing 70/30
และTrend Following 30/70

เมื่อเข้าใจนายตลาดแล้ว
ในทางพุทธศาสนา ผัสสะ ปัจจัยภายนอกและภายในมาเจอกัน + เกิดความไม่รู้
ทำให้เกิดการยึดมั่น ถือมั่น


ทำให้เกิดโทษ ได้แก่
1.การเปลี่ยนแปลงของราคา ทำให้เกิดความทุกข์ จาก กำไร (ขายหมู) หรือ ขาดทุน
ทำให้เกิดอารมณ์ไม่อยากมีความทุกข์

เป็นความกลัว ไม่อยากทุกข์
ขาดทุน เท่ากับ ทุกข์
กำไร (ขายหมู) เท่ากับทุกข์
กำไร (หายไป). เท่ากับทุกข์ หมายถึง เคยกำไรมาก แล้วดัชนีลดลง ทำให้กำไรเริ่มหายไป

คุณออฟ ก็มีความทุกข์ จาก การขายหมู มากกว่า ขาดทุน
ปีที่แล้ว ได้ตามหุ้นตัวนึง ทำการบ้านมาอย่างดี แต่ปรากฏว่าซื้อไม่ทัน เลยไม่ซื้อ และหุ้นขึ้นไป 30-40%
มีความทุกข์มาก แต่ถ้าเราคิดว่า เราไม่ได้ลงทุนอะไร และ ได้ความรู้เพื่อนำไปซื้อหุ้นตัวต่อไปได้

เกิดโทษอย่างที่สอง
2.ทำให้ไม่สามารถลงทุนได้เป็นปกติ
2.1 ไม่ทำตามแผน เวลาหุ้นผ่านแนวต้าน คราวที่แล้วหุ้นไม่ไป เลยไม่ซื้อตามแผนรอบนี้ ปรากฏว่าหุ้นขึ้นต่อ
2.2 ซื้อในจุดที่ไม่ควรซื้อ / ขายในจุดที่ไม่ควรขาย /รอไม่เป็น

ตอนนี้เราอยู่ในวิกฤต ดังนั้นหุ้นไม่แพง ถ้าวิกฤตจบลง หุ้นก็ไม่สามารถอยู่ที่ราคานี้ได้
ถ้าเราไม่กล้าซื้อ ราคาขึ้นตอนเหตุยังไม่จบ ถ้าเราไม่กล้าซื้อ ก็จะซื้อไม่ทัน


หุ้นขึ้น. กลัวตกรถ ไล่ราคา
ไล่ราคา. ก็คือซื้อราคาสูง
ซื้อสูง. ขายเอากำไรสั้นๆ ก่อนดีกว่า
ขาย. หุ้นลง / หุ้นไปต่อ



สาระสำคัญของการลงทุน

นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ จะไม่เดาตลาด เพราะไม่รู้ตลาดหุ้นเป็นอย่างไร
แต่จะรู้ในสิ่งที่เขาลงทุนเป็นอย่างดี ระหว่างทางขึ้นกับสภาวะจิตใจ
ไม่ใช่ความบังเอิญ เช่น ช่วงSubprime ขึ้นจาก 400 ไป 800จุด และ ขึ้นสูงสุดที่ 1850 จุดในปี2018
ดังนั้นการขึ้นมาแค่30% ยังสามารถขึ้นได้อีก
เรายืนอยู่บนวิกฤต ดังนั้นควรได้รับผลตอบแทนที่สูงหลังผ่านวิกฤต

ซึ่งเปรียบเทียบกับรายย่อย ซึ่งอยากรู้ว่า แนวรับ แนวต้าน อยู่ที่ไหน ซื้อแนวรับ ขายแนวต้าน
และลงทุนระยะสั้น คาดเดาตลอดเวลา เวลาตลาดเป็นขาขึ้น เราจะพลาด
เพราะเราไม่เข้าใจตลาดหุ้น

การลงทุนที่ปราศจาก Bias
1. นักลงทุนจะไม่เดาหรือคาดการณ์ตลาด แต่ทำการบ้านให้มาก
2. ถ้าเราทำเหมือนตลาด แสดงว่าเราคือคนส่วนใหญ่ของตลาด
3. ไม่เอาอารมณ์ มาแย่งความสามารถในการตัดสินใจไปจากเรา
4. ความหวัง ไม่จำเป็นในการเล่นหุ้น ถ้าเราทำเหตุที่ดี หวัง หรือ ไม่หวัง ผลลัพธ์ที่ดีจะเกิดขึ้น

สุดท้ายขอบคุณน้องAof เพจซั่มหุ้น ที่มาให้ความรู้นะครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1767
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: VI หาดใหญ่

Posts by amornkowa » Wed May 06, 2020 8:40 am

https://board.thaivi.org/viewtopic.php? ... 2#p1858992

VI ปรับตัว โดยศึกษาเพิ่มเติมในช่วงcovidกันนะครับ
ผมทยอยสรุปสัมมนาลงในหัวข้อนี้ครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1767
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: VI หาดใหญ่

Posts by amornkowa » Thu May 07, 2020 8:34 am

เล่าเท่าที่รู้ในช่วง Covid-19 EP4
ซั่มหุ้น หัวข้อ อ่านงบเป็น เห็นกำไร (ที่แท้ทรู)

เวลาดูงบ สัปดาห์ที่ผ่านมา วันที่4-6 พค
หุ้นที่งบออกมา 8-9ตัว มีบางตัว งบโต แต่ของจริงไม่มีประเด็น
เช่น DCx กำไรโต20% จริงๆไม่ดี ลองแกะงบดูนะครับ
TU งบ กำไรลดลง 19% แต่ดูข้างใน งบดี อาจเกิดจากหลายอย่าง
รายได้โต5% แต่ต้นทุนเพิ่ม4%น้อยกว่า ทำให้ gpโต 15%
แต่ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้กำไรลดลง แสดงว่า operationดีมาก
ช่วงนี้ดีเพราะคนตุนอาหารแช่แข็ง แต่ช่วงสภาวะปกติจะดีแบบนี้ตลอดไหม ต้องพิจารณา

เวลาดูงบ ดูแค่กำไรบรรทัดสุดท้ายไม่ได้ เลยเป็นที่มาของหัวข้อนี้

เช็คงบกำไรขาดทุน มีอะไรบ้าง
1.เช็คความสามารถในการสร้างรายได้
2.การควบคุมต้นทุน
3.การควบคุมค่าใช้จ่าย
4.การเติบโตของกำไร
5.รายการพิเศษ

เราต้องดูที่ความเก่งของกิจการ โดยดูจากการสร้างรายได้ที่แท้จริง

ถ้ากำไรไม่ใช่มาจากรายได้โต อาจมาจากเรื่องการควบคุมต้นทุน

ถ้าเป็นสินค้าcommodity เช่นราคาน้ำมัน ถ่านหิน สินค้าเกษตร
มีการผันผวนตามตลาดโลกอยู่แล้ว
เช่น น้ำมันปาล์ม อาจดีหรือแย่ในบางช่วง
โดยไม่เกี่ยวข้องกับความสามารถของกิจการ เป็นความบังเอิญที่กำไรดี
แต่ถ้าราคาวัตถุดิบกลับทิศ ก็อาจขาดทุนได้ส่งผลต่อผลประกอบการได้
ต้องไปดูที่เหตุปัจจัย

แต่ถ้าต้นทุนไม่เกี่ยวข้องกับcommodity แต่อาจมาจากการกดราคาผู้ผลิต หรือ OEM
ก็เป็นแค่ชั่วคราว ไม่สามารถทำได้ในระยะยาว

แต่ความเก่งของกิจการ เป็นการหาของขายได้มากขึ้น หรือ ลูกค้าต้องการมากขึ้น
ส่วนต้นทุนควบคุมได้ปานกลางก็พอ
สุดท้ายก็จะทำให้กำไรของกิจการเติบโตได้

เช่น TUกำไรติดลบ19% คนอยู่บ้านช่วงCovid ก็ซื้อวัตถุดิบแช่แข็งมาตุน
ทำให้ยอดขายดี และ มีmarginดี GPก็สูงขึ้น ถึงแม้กำไรลดลง
สุดท้ายต้องดูรายการพิเศษเพิ่มขึ้นด้วยหรือเปล่า

อย่าลืมเช็คความแข็งแกร่งของกิจการ โดยดูได้จาก
1. DE Ratio
2. เงินสด
3. สินค้าคงเหลือ (เป็นกลุ่มสินค้าที่หมุนเร็วไหม)
4. ดูคุณภาพหนี้ : หนี้ที่ถึงกำหนดชำระใน1ปี ปกติกิจการจะออกหุ้นกู้ roll over
แต่ช่วงนี้ นักลงทุนก็ต้องเช็คดูมากขึ้น ก่อนลงทุน

กิจการที่กำไรดี และ กระแสเงินสดดีด้วย

การดูงบคร่าว เวลาดูงบกำไรขาดทุน
ถ้าเป็นมือใหม่จะตาลาย ต้องดูเป้าหมายว่าเป็นอย่างไร

ต้องดูรายรับและรายจ่ายก่อน เหลือเท่าไหร่ เป็นส่วนที่เก็บไว้ที่บริษัท
มีการเพิ่มขึ้นทุกปีไหม

แบ่งเป็นกรอบ หรือ เป็นสี ในแต่ละส่วน ให้ดูง่ายขึ้น

แบ่งเป็นก้อน
รายได้ สีเขียว
ค่าใช้จ่ายสีส้ม
กำไร เป็นสีฟ้า
จะเริ่มดูง่ายขึ้น

กิจการสร้างรายได้เก่งหรือไม่
โดยดูตัวอย่างงบปี62ของหุ้นตัวนึง

วิธีการทำตัวเลขเพื่อดูแนวโน้ม
การคำนวณ จะคิดรายได้ครั้งนี้หารด้วยรายได้คราวที่แล้ว ลบด้วยหนึ่ง จะเห็นเทรนแนวโน้มของกิจการ
ส่วนบรรทัดอื่นๆก็copy สูตรลากลงมา ก็จะเห็นเทรนทุกบรรทัด

1.รายได้โตนิดหน่อย +3% แต่รายจ่ายติดลบเยอะกว่า -7%
สรุป ค่อนข้างดี ซึ่งเกิดจากการปรับปรุงLineการผลิต และ ลดการโฆษณาลงด้วย
ทำให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเท่าตัวเลย

2.นอกจากนี้ ยังทำรายได้เทียบกับรายได้รวมคิดเป็น%หลังจากนี้ก็ทำทุกบรรทัด โดยlockสูตรด้วย
เราจะเห็นอีกมุมนึงของงบการเงิน

ต้นทุนปกติจะเทียบกับรายได้จากการขาย เห็นว่า ต้นทุนลดลง 7%
มันจะวิ่งลงข้างล่าง (กำไร)
ค่าใช้จ่ายการขาย ลดจาก 17% เหลือ 13.1%
ถ้าเทียบรายได้เท่าเดิม ช่องกำไรสำหรับปี จะเพิ่มขึ้นจาก 6% เป็น 16%

Case study 2 กิจการขาดทุน แต่มีกระแสเงินสดเป็นบวก
ไม่ดี แต่ ไม่แย่สุด

หุ้นตัวนี้ เป็นหุ้นเดินเรือ

รายได้กิจการ ติดลบ 16%
รายจ่าย ดูต้นทุน ค่าใช้จ่ายการขาย และ บริหาร
รายจ่ายทรงๆ แต่รายได้ลดลง16% เราก็พอรู้ว่า marginจะน้อยลง
มีการลงค่าเสื่อมในงบด้วย ปกติสามารถดูจากงบกระแสเงินสดได้

กำไรก่อนภาษี หายไปพอสมควร จาก 1,200 เหลือ 400 ลบ
แต่ค่าใช้จ่ายทางการเงิน หรือดอกเบี้ยลดลงจาก 800เหลือ700 ลบ
แน่นอนก็เจอว่าขาดทุน 300ลบ กลายเป็นว่า งบของเดินเรือ ติดลบง่าย

งบกระแสเงินสด
กิจการที่มีสินทรัพย์เยอะ เช่น กิจการเดินเรือมีการซื้อเรือและเช่า
จะเกิดค่าเสื่อมราคาค่อนข้างสูง
เราจะดูอัตราส่วน EBITDA ซึ่งก็คือ กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี
เอาค่าเสื่อมมาบวกกลับ สี่งที่เกิดขึ้น ความเป็นจริง
กระแสเงินสดไม่ได้ติดลบ เวลาซื้อสินทรัพย์เยอะ แต่ไม่ได้bookค่าใช้จ่ายในคราวเดียว
แต่จะตัดเฉลี่ยไป เช่น เรือ 10-20ปี โดยดูจากหมายเหตุประกอบงบ
เพื่อจะได้matchกับรายได้ โดยตัดค่าใช้จ่ายค่าเสื่อมของเรือ
เราจึงมาดูในเรื่อง CFO เป็นบวก ซึ่งกิจการไม่ได้แย่มากนัก
ปัญหาของบริษัทที่มีหนี้เยอะ หนี้ที่ครบใน1ปีจะอยู่ในงบ
ถ้าไม่มีครบกำหนด ก็ไม่มีประเด็น

ภาวะของหุ้นเดินเรือปีนี้เป็นอย่างไร
ค่าเสื่อมอยู่ที่ 28%ของรายได้ ค่อนข้างเยอะมาก และ
ค่าเสื่อมคิดเป็น50%ของต้นทุนถือเป็นสัดส่วนที่เยอะ
แต่ในช่วงของโรคระบาดCovid-19 แต่เมื่อพ้นวิกฤต
วัฐจักรเดินเรือเริ่มกลับมา แต่ค่าเสื่อมเท่าเดิม รายได้เพิ่มขึ้น
เมื่อพ้นค่าใช้จ่ายที่fixed cost จะวิ่งลงกำไร ซึ่งจะโตระเบิดเลย
ซึ่งทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

Case study3 ขาดทุน แต่กระแสเงินสดเป็นบวก
ขาดทุนทางบัญชี ยังไม่คุ้มทางบัญชีที่ตัดมา กิจการไปรอด แต่ยังไม่น่าลงทุนตอนนี้
แต่ถ้าเป็นกำไรพิเศษ ถ้าดูไม่ดี อาจโดนงบหลอก ราคาลงได้
รายได้-4% , ค่าใช้จ่าย-5% พอดูกำไรสุทธิโต 3%
แต่มาดูให้ดี รายการของรายได้
มีรายการนึงแปลกๆ หุ้นเกี่ยวกับสื่อ
รายได้สุทธิจากการคืนคลื่นความถี่ 340ลบถ้าก้อนนี้เอาออก
กลายเป็นว่า รายได้ลดลง ไม่ใช่-4% แต่เป็น -17%
กำไรดีขึ้นนิดนึง กลายเป็นขาดทุนไม่น้อยเลย
คนที่รู้ก็ขาย ทำให้หุ้นลงเลย

กระแสเงินสดเป็นบวก ค่าเผื่อการลดลงจากลิขสิทธิ์ 1800 ลบ เยอะมาก
ทำให้มีกระแสเงิน +1900 ลบ

ดังนั้น กำไร ในงบการเงิน
1. กำไรสุทธิ ดูแค่บรรทัดนี้ยังไม่พอ
2. EBITDA ดูแค่ตรงนี้ ไม่เพียงพอ อาจดูROA ประกอบ
3. กระแสเงินสด

บริษัทที่มีกำไรเท่ากัน อาจไม่ดีเท่ากัน
บริษัทแรก ไม่ต้องลงทุนอะไรเลย แต่บริษัทที่สอง ลงทุนเยอะเช่น ซื้อเรือ
ถ้าต้องการกำไรเท่าเดิม ต้องลงทุนไปเรื่อยๆ
กิจการแรกน่าสนใจมากกว่า

ข้อ3 กระแสเงินสด มีเรื่อง Working capital เข้ามาประกอบ มีการซื้อสินค้าเข้าคลังหรือเปล่า

งบกำไรดี ไม่จำเป็นต้องมีกระแสเงินสดดี


Case Study4
รายได้รวมโต2% และค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
กำไรโต 170%
ส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนและบริษัทร่วม 120ลบซึ่งเป็นกำไรครั้งเดียว
ถ้าเอาออก กำไรจะลดลง 20%

ซึ่งราคาหลังออกงบ ขึ้นตอน ATO หลังจากนั้นลงตลอด หุ้นตัวนี้ควรหลีกเลี่ยง

สุดท้ายนี้ ขอบคุณน้องAofที่มาให้ความรู้นะครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1767
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: VI หาดใหญ่

Posts by amornkowa » Fri May 08, 2020 3:02 pm

เล่าเท่าที่รู้ ในช่วง Covid-19
EP5
Tisco Seminar 8 May 8, 2020 13.30-14.20

ทิสโก้ประเมินว่าทิศทางหุ้นไทย แบ่งเป็น 3 กรณีขึ้นกับ โอกาสการติดโรคระบาดในแต่ละวัน
1. 15-30 รายต่อวัน โอกาส 30% ผลกระทบตลาด อยู่ในช่วง 1300-1360
2. 40-70 รายต่อวัน โอกาส 60% ผลกระทบตลาด อยู่ในช่วง 1230-1300
3. >100 รายต่อวัน โอกาส 10% ผลกระทบตลาด อยู่ในช่วง 1200

คาดการณ์กำไรในไตรมาสแรก แย่ลงมากเกือบทุกกลุ่ม ดูภาพประกอบ

ที่น่าสนใจได้แก่ กลุ่ม
COMM: CPALL
TRANS : BTS,PRM
BANK : BBL,KKP,TMB
FOOD : CPF
HEALTH : BCH
PETRO : VNT
FIN : MTC
CONS : PYLON
AGRI : STA

แนวโน้มการหั่นประมาณการกำไรยังไม่สิ้นสุด
ปีนี้ 74 บาท ปีหน้า 89.1 บาท

การประเมินมูลค่าหุ้นในระยะสั้นเริ่มตึงตัว
Forward PE Average 10 Y 16.6 ดัชนี (Q2,3,4) = 1353,1416,1478
Forward PE -0.5SD PE 15.2 ดัชนี (Q2,3,4) = 1239,1296,1354
Forward PE -1.0SD PE 13.8 ดัชนี (Q2,3,4) = 1125,1177,1229

กลยุทธ์การลงทุน
คงมุมมอง ดัชนีเริ่มมีupsideจำกัด เน้นขายมากกว่าซื้อ หรือ เทรดสั้นๆ

ธีมหุ้นที่น่าสนใจ

1.หุ้นที่ได้ประโยชน์จากผ่อนปรน lock down : BEM,CPALL,CPN,HMPRO
2.หุ้นที่งบคาดว่าออกมาดี : RBF,SMPC
3.หุ้นศักยภาพเติบโตดี : BAM

Model Portfolio

Cash : 30%
Stock : 70% ( BAM , BEM , CPALL , CPN , HMPRO , RBF , SMPC ) ตัวละ 10%

Q&A

1.อุตสาหกรรมที่น่าสนใจ
หุ้นกลุ่มค้าปลีก : CPALL,BJC,HMPRO
หุ้นกลุ่มอาหาร : CPF , RBF
หุ้นที่ได้ประโยชน์จาก WFH : Intuch , DTAC
BAM , RATCH

2.หุ้นกลุ่มธนาคาร มีความเสี่ยงเรื่องหนี้เพิ่มขึ้น หุ้นขนาดใหญ่เช่น BBL น่าสนใจสุด รองลงมา TMB
หุ้นProperty : LH มีรายได้หลายทาง มีบ้านหลากหลาย ปันผลดี
AP Backlog ค่อนข้างดี รับรู้รายได้อีก 1-2 ปี ปันผลดี

3.กลุ่มรพ ระยะสั้น เน้น รพ ที่มีรายได้จากประกันสังคม หรือ หลีกเลี่ยง รพ ที่ลูกค้าต่างชาต
แต่ระยะยาว BDMS น่าสนใจ

4. กลุ่ม โรงแรม รร Centel น่าสนใจกว่า MINT ซึ่งมีรร ในต่างประเทศ ซึ่งฟื้นตัวช้ากว่า


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1767
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: VI หาดใหญ่

Posts by amornkowa » Sun May 10, 2020 2:19 pm

เล่าเท่าที่รู้ ในช่วงCovid EP6

Business Model ในต่างประเทศที่คนไทยควรศึกษา โดย คุณหลิน เลขาธิการสมาคม Thaivi
สัมภาษณ์ โดย คุณอิก

คุณหลินไปเที่ยวต่างประเทศบ่อยๆ ล่าสุดวางแผนไป Emerging Market แถบ บราซิล
อาเจนติน่า ปรากฏว่า ไม่ได้ไป เพราะเจอCovid ไม่รู้จะได้คืนค่าตั๋วไหม ขึ้นกับสายการบินจะรอดหรือเปล่า

นอกจากการไปเที่ยว ก็ศึกษาแต่ละสถานที่ด้วย
เช่น ที่ฝรั่งเศส มีคำถามว่าทำไม จึงมีบริษัทที่ผลิตยางรถยนต์ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก มาตั้งที่นี่
จากการค้นคว้าด้านประวัติศาสตร์พบว่า เวียดนามเคยเป็นเมืองขึ้น และป้อนวัตถุดิบยางมาให้
หรือที่อังกฤษ ประวัติศาสตร์ตลาดหุ้น ยุคแรกเป็นหุ้นเกี่ยวกับเหมืองที่ใหญ่ที่สุดตัวนึง คือ แองโกลอเมริกา พีแอลซี
ซึ่งเป็นมหาอำนาจทางด้านเหมือง ถ้าใครไม่รู้จัก ก็จะพูดถึงบริษัทลูกคือDe Beersซึ่งเป็นบริษัทเพชรที่ใหญ่ที่สุด

คุณหลินเล่าว่า เศรษฐกิจได้แบ่งออกเป็น 3 Sectors
1.ภาคเกษตร ตอนนี้ ประเทศที่กำลังพัฒนา เช่น แอฟริกา ภาคการเกษตรคิดเป็น 20-30%ของGDP
ไทยผ่านจุดนี้ไปแล้ว สัดส่วนภาคการเกษตรมีแค่ 7-8% เลยไม่ค่อยพูดกัน
ประเทศทางตะวันออกกลาง เช่น อิสราเอล เก่งเรื่องการเกษตรมาก (startup of nation) มีพื้นที่สีเขียว
ที่สร้างขึ้นท่ามกลางทะเลทราย
2.ภาคการผลิต ประเทศที่เก่งสุดมี 3 ประเทศ คือ เยอรมัน ญี่ปุ่น และ จีน ซึ่งล้ำหน้ากว่าไทยอีกขึ้น
ภาคการผลิตของไทยเคยเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เช่น ภาคตะวันออก
ตอนนี้เราพยายามผลักดัน EEC เราอยากพัฒนาแผงวงจร PCB ให้ก้าวหน้ามากขึ้น
เลยอยากเคลื่อนไปผลิตระดับเวเฟอร์เหมือน จีน และ ไต้หวัน

3.ภาคดาวรุ่ง คือ ภาคบริการ ไทย ตอนนี้มีสัดส่วน 55% ที่เจริญกว่าคือ US 80% บางประเทศ เช่น มาเก๊า 100%
ภาคบริการมีการพัฒนาที่เร็วมาก โดยเฉพาะธุรกิจOnline
ในไทย ยกตัวอย่างหุ้นที่วีไอร่ำรวย คือ Retail ซึ่งใหญ่สุดภาคะนึง เคยพัฒนาจากโชว์ห่วยมารอบนึงแล้ว
US ก็มีพัฒนาmodel จากร้านของชำมาเป็นร้านค้าปลีก
การพัฒนาทางภาคบริการเฟสสอง E-commerce ที่ใหญ่สุดคือ Amazon , Aibaba
ประเทศที่มีหุ้นอยู่ในอุตสาหกรรมแบบนี้ คือ ตลาดหุ้นจะรุ่ง
เทียบกับประเทศทางละตินอเมริกา อาเจนติน่า ค่าเงิน เมื่อก่อน 1US=4เปโซ
ตอนนี้กลายเป็น 66 เปโซ ค่าเงินอ่อนลง 15 เท่า
ประเทศในกลุ่มนี้ มีหุ้น พลังงาน ธนาคาร และ หุ้นโครงสร้างพื้นฐาน เยอะ
ส่วน EU ประเทศที่ยังลำบาก เช่น อิตาลี มีโครงสร้างหุ้นเหมือน ละตินอเมริกา
แตกต่างจาก ประเทศทีเจริญ คือ อเมริกา FRANG ถือเป็นสัดส่วน 10-20%ของตลาดหุ้น
จะสะท้อนเศรษฐกิจได้ดีมาก
หรือ บริษัท Ferrari ในอิตาลี ผลิตรถแค่ 10,000 คันต่อปี แต่ market capมากกว่า บริษัทรถยนต์เช่น Ford
กลับมาที่ประเทศไทย การใช้บริการซื้อของonline ผ่านบริษัท Lazada ( Alibaba ), Shoppee (บริษัทซีจากสิงคโปร์)
บริษัทซี เป็นหุ้นที่แปลกมาก รายได้ 10,000 ล้าน ขาดทุน 10,000ล้าน
แต่หุ้นขึ้น 5เท่าในสองปี เพราะเกิด Economy of scale ถือเป็นธุรกิจสมัยใหม่ในกลุ่มservices

ตัวอย่าง ธุรกิจภาคการศึกษา ในอังกฤษถือเป็นสัดส่วนที่ใหญ่มากในอังกฤษ
Sectorการศึกษาใหญ่มาก ถือเป็น traditional ผลิตหนังสือ ตำราเรียน
ปัจจุบัน ประเทศที่เด่นในเรื่องภาคการศึกษา คือจีน ใช้ E-learning โดยใช้ AI สอน
แตกต่างจากไทย ที่อัดเทปไว้ให้นักเรียนมาเรียน

E-commerce ในไทยมีการเปลี่ยนแค่ 5-6%
ส่วนในUS replace ไปแล้ว 20% ไม่จำเป็นต้อง take all
แต่ผู้ชนะ winner take all
ต่อไป อาจมีแค่สถาบันการศึกษาไม่กี่แห่ง กินส่วนแบ่งตลาดทั้งหมด
เราสามารถรับรู้ทิศทาง และปรับพอร์ตทัน
วิกฤตรอบนี้ หุ้นกลุ่มสินค้าคงถือ เช่น รถยนต์ ราคาลงมาตั้งแต่ปีที่แล้ว
เราก็เตรียมตัวทัน ย้ายไปกลุ่มอุปโภค บริโภค

HealthCare มีมาตั้งนานแล้วเป็นพันปี หุ้นรอบนี้ All Time High มีสองกลุ่มคือ
HealthCare , Technology
ในไทยคือ โรงพยาบาล
แต่ที่กำลังจะมา ได้แก่ HealthCare online เอาหมอมาให้คำปรึกษาonline
(Telehealt , TeleDoc)
บาง รพ ในไทย เริ่มให้บริการแล้ว
ที่จีน Teledoc ก็เริ่มมีเหมือน US ได้แก่ เช่น Ping Ann good doctor

หุ้นกลุ่มทำวัคซีน ราคาขึ้นมา 10 เท่า ยังไม่รู่ว่าคิดจริงๆได้
หุ้นกลุ่ม Biotech

Sector ต่อมา คือ Media เรามองแค่ Facebook,Google
ซึ่งดูแต่ค่าโฆษณา จริงๆ Serviceที่เกี่ยวช้องโฆษณาเยอะ
Supplychainใหญ่
มีapplication ตัวนึง มาช่วยAgencyโฆษณา ระบบจะจัดการยิงโฆษณาด้วยตัวของเขาเอง

ธุรกิจธนาคาร ถือเป็นธุรกิจโบราณ ซึ่งอาศัยรายได้จากการปล่อยกู้เท่านั้น
ธนาคารไทยก็เริ่มปรับตัว ตัวกลางในอนาคตอาจจะเปลี่ยนแปลงไป จะมีคนกลางที่ช่วยทำหน้าที่แทนเรา
สังเกตจาก P/B Ratio ของธนาคารส่วนใหญ่ PBV=1 ส่วน JP Morgan PBV มากกว่าหนึ่ง
เพราะบริษัทอยู่ที่นิวยอร์ต มีรายได้จาก Investment Banker
ทำให้เราเห็นว่า รูปแบบธนาคารที่อยู่รอดได้ ไม่ได้ทำretailอย่างเดียว ต้องทำIBด้วย
ลองสังเกตธนาคารในไทยว่า ธนาคารใดมีรายได้คล้ายเจพี-มอร์แกน

คราวนี้เนื้อหาเยอะ แล้วเจอกันในตอนที่สองนะครับ


amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1767
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: VI หาดใหญ่

Posts by amornkowa » Sun May 17, 2020 2:20 pm

เล่าเท่าที่รู้ในช่วงวิกฤต Covid-19
EP9 คุยกับคุณโจ ลูกอีสาน ซึ่งมาพูดใน Meetingวีไอภาคใต้

คุณโจ อนุรักษ์ บุญแสวง ถือว่าเป็นนักลงทุนวีไอ ที่มีวิวัฒนาการในการลงทุนท่านนึง
หลังจากเคยพูดคุยกับคุณโจ เมื่อต้นเดือนธค 2562 ว่าคุณโจ ได้เริ่มลองShort หุ้นขนาดใหญ่ที่
ขึ้นเกินพื้นฐาน เนื่องจากยังมีแรงเก็งกำไร และ ประสบความสำเร็จพอสมควร

ในปีนี้ หุ้นไทยได้ตกหนักในเดือนมีนาคม และ มีcircuit breakerติดต่อกันหลายครั้ง ทำให้พอร์ตลดลงมามาก
แต่ก็ถือว่าเป็นช่วงที่น่าลงทุนที่สุดในรอบ10ปี

วันนี้มาเล่าถึงกลยุทธ์ที่ใช้ในปีนี้

อ โจ บอกว่า ปัญหาของพวกเรา หุ้นลงมาไม่มีเงินซื้อ
จะเอาเงินจากที่ไหนมาซื้อ ทางเลือกได้แก่

1.ไม่มีเงินก็อยู่เฉยๆ ปิดหน้าจอ รอถึงปลายปีค่อยมาดูใหม่ ซึ่งได้ประโยชน์น้อยสุด

2.กรณีไม่มีเงิน ใช้การswitching
หุ้นที่อยู่ในพอร์ต ระดับราคาตกลงมาไม่เท่ากัน ตั้งแต่ 15%-70% และตอนขึ้นจากจุดต่ำสุดมีตั้งแต่ 20%-100กว่า%

ซึ่งหุ้นที่ตกลง 15% เวลาขึ้น ก็ไม่น่าจะเกิน 20% ดังนั้น จึงได้ขายเพื่อไปซื้อหุ้นที่ดี แต่ราคาลงหนัก ซึ่ง
มีโอกาสขึ้นในภายหลังมากกว่า

ทำไปหลายตัวโดยเฉพาะหุ้นที่ถูกForce sales ก็ไปซื้อบ้าง
บางตัวเป็นหุ้นdefensive ขายน้ำภาคตะวันออก อนาคตไม่ค่อยดี ก็ขายไปซื้อหุ้นลงแรง

3. หาเงินมาซื้อเพิ่ม หาจากไหนบ้าง

3.1 คุณโจ ก็เริ่มสังเกตวิกฤตโคโลน่าไวรัส ซึ่งเป็นชื่อเรียกในช่วงต้นๆ ตอนเริ่มเกิดที่ อู่ฮั่น ประเทศจีน
คุณโจเคยมีประสบการณ์จากโรคระบาดSarsมาแล้ว เลยเริ่มใส่ใจสถานการณ์ในช่วงนั้น
และเริ่ม Short TFlex SET50 ในสัดส่วน 10% ของพอร์ตลงทุน เพื่อป้องกันหุ้นในภาวะขาลง

3.2 ช่วงเดือน เมษายน จนถึงปลายเดือน พฤษภาคม เริ่มได้รับเงินปันผลจากหุ้นที่ลงทุน
ก็นำเงินปันผลมาลงทุนต่อ


3.3 สุดท้ายก็เริ่มใช้บัญชีMarginมาซื้อหุ้นซึ่งตกไปแล้ว 40% ในช่วงที่จีนชนะcovid
และ ไทยเริ่มดีขึ้นแล้ว ก็ถือเป็นเงินลงทุนอีกก้อน (ดัชนีช่วง 1,000-1,100)
ที่สามารถนำมาลงทุนเพิ่มได้ แต่มีlimitว่าไม่เกินความเสี่ยงที่รับได้ (น่าจะ10%ของพอร์ต)




4. คุณโจมีลงทุนหุ้นในต่างประเทศ เช่น เวียดนาม ปกติ หุ้นขนาดใหญ่จะขึ้นลงตามตลาด
แต่หุ้นขนาดเล็กจะไม่เคลื่อนไหวตามตลาด ก็จะทำการขายออก ซึ่งยังมีกำไร และนำมาลงทุนหุ้น
ในตลาดUS ซึ่งมีทั้ง successในกองทุนtechnology
กับ Failในกองทุนน้ำมันซึ่งไม่เข้าใจกลไกการต่อสัญญาในตราสารอนุพันธ์

ตอนนี้ ตลาดมีโอกาสแย่น้อยลง แต่มีโอกาสสดใสมากกว่า
อ โจ แนะนำให้ศึกษาการลงทุนในต่างประเทศ เพราะไม่ได้ยุ่งยากมาก
แต่มีโอกาสไปถือหุ้นhigh technologyซึ่งให้ผลตอบแทนดี และไม่ค่อยมีในไทย

สุดท้ายขอขอบคุณ คุณโจ ที่มาให้ความรู้ครับ


dr1
Verified User
Posts: 829
Joined: Tue Jul 13, 2010 2:44 pm

Re: VI หาดใหญ่

Posts by dr1 » Mon May 18, 2020 10:20 pm

จ๊ะเอ๋.. จุ๊กกรู้...
เป็นไงกันมั่งฮะ พี่ๆน้องๆ

ก่อนอื่นต้องกราบขอบพระคุณพี่amornkowaเป็นอย่างสูงฮะ
ที่กรุณามาเติมสาระความรู้จากทุกที่ให้สมาชิกในห้องหาดใหญ่นี่นะฮะ
หุ้นสาระแหน่ที่พี่กับผมวางแผนจะถัวที่ต่ำสามสิบน่ะ มีแววโดนเพิ่มทุนมั้งฮะ
อ.saiก็บอกว่าถ้าตัดหุ้นกู้ชั่วกาลปาวสารออก DEปาเข้าไป2.3
เครือยุโรปที่ไปซื้อมาแล้วขายกลับไปเช่าต่อ ก็ไปประกันค่าเช่าขั้นต่ำไว้
อ.ลูกอิสานก็บอกว่าทุกทีลุงบิลจะรับซื้อหุ้นตกไม่อั้น เที่ยวนี้เฉยจ้อย..
คงต้องเก็บตังค์ไว้เพิ่มทุนรึถ้าปันผลได้มาท่วมท้นก็ค่อยแบ่งไปถัวเนอะพี่เนอะ

ประชุมเที่ยวนี้เป็นครั้งแรกที่ออนไลน์(ครั้งแรกของสมาคมไทยวีไอ อาจเป็นครั้งแรกของทุกสมาคมอื่นๆในไทยด้วยมั้ย) ผมน่าจะเป็นคนเดียวที่ใช้mobile device(ไอแผดแอร์ เพิ่งเปลี่ยนจากipad1 pcคือเพนเที่ยมสาม)สนุกมากฮะ ฟังไปก็ซ่อมเก้าอี้ไปด้วย ซ่อมสากกระเบือ(ซ่อมจริงๆ เอากาวร้อนติดรอยแตก)ปีนโรงรถไปซ่อมสายไฟ ชาร์จแบตรถ อาบน้ำในสวน กินมื้อเที่ยงกับแม่ ถ้าไม่เลิกมี้ตติ้งก็จะไปโบกปูนพื้นบ้านต่อ..(อ.น่าจะทำมั่งนะฮะ ประชุมไปตัดหญ้าหน้าบ้านไปรึทำกับข้าวไปไลฟ์สดไป กันเองดี)
คิดถึงท่านAnieLee มีเพื่อนบอกว่าสอนเพื่อนๆให้จองมีตติ้งจนตัวเองจองไม่ทัน
ท่านผักกาดก็บ่นว่าตั๋วเรือบินแพงขึ้นเยอะ เดินทางไม่ไหวแล้ว
ท่าน