FB - Facebook Inc

User avatar
Pyrostrikes
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 988
Joined: Fri Oct 19, 2012 4:54 pm

Re: FB: Facebook Inc.

Posts by Pyrostrikes » Sat Feb 22, 2014 3:05 pm

ที่สิงคโปค์ มาเลเซีย ก็นิยม Whatapps มากกว่าครับ แต่ในไทย Line มาแรงแซงไปแล้ว

Nothing comes for free...

offshore-engineer
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2165
Joined: Sun Nov 21, 2004 9:04 am

Re: FB: Facebook Inc.

Posts by offshore-engineer » Sat Feb 22, 2014 3:25 pm

kongkiti wrote:บทวิเคราะห์ จาก อ.Damodaran
http://aswathdamodaran.blogspot.co.uk/2 ... llion.html
หากสวมหมวก trader ราคาที่ซื้อ ok นะครับ!!!
แล้ว Mikitani สวมหมวกใบไหนน้า

http://global.rakuten.com/corp/news/pre ... 14_04.html

จาก Announcement ตามลิงค์ด้านบน Viber มี users 280ล้านคน ที่แอกทีฟประมาณ 100ล้านคน ถ้าใช้ตัวเลขอันหลังจะคำนวณ EV/user ได้ราวๆ $10

แผนของ Rakuten คือการเอาผู้ใช้ Viber มาอยู่ใน Rakuten ecosystem ให้ได้มากที่สุด

Minimize risk through an in-depth knowledge. Buy at bargain price. Wait patiently.
http://valueinvestors.wordpress.com/

User avatar
kongkiti
Verified User
Posts: 5828
Joined: Wed Apr 16, 2008 12:55 am

Re: FB: Facebook Inc.

Posts by kongkiti » Mon Feb 24, 2014 5:43 pm

offshore-engineer wrote:
kongkiti wrote:บทวิเคราะห์ จาก อ.Damodaran
http://aswathdamodaran.blogspot.co.uk/2 ... llion.html
หากสวมหมวก trader ราคาที่ซื้อ ok นะครับ!!!
แล้ว Mikitani สวมหมวกใบไหนน้า

http://global.rakuten.com/corp/news/pre ... 14_04.html

จาก Announcement ตามลิงค์ด้านบน Viber มี users 280ล้านคน ที่แอกทีฟประมาณ 100ล้านคน ถ้าใช้ตัวเลขอันหลังจะคำนวณ EV/user ได้ราวๆ $10

แผนของ Rakuten คือการเอาผู้ใช้ Viber มาอยู่ใน Rakuten ecosystem ให้ได้มากที่สุด
ถูกกว่าเยอะเบย

“Its like a finger pointing away to the moon. Don't concentrate on the finger
or you will miss all that heavenly glory.”- Bruce Lee

FAQs เกี่ยวกับแนวทางลงทุนแบบ VI
Blog ใหม่ >> https://www.blockdit.com/articles/5d733 ... 270d7b530

User avatar
kongkiti
Verified User
Posts: 5828
Joined: Wed Apr 16, 2008 12:55 am

Re: FB: Facebook Inc.

Posts by kongkiti » Thu Feb 27, 2014 1:17 am

15 Things That Are Cheaper Than Facebook Buying WhatsApp
http://9gag.com/gag/apqbO5D?ref=fb.s

“Its like a finger pointing away to the moon. Don't concentrate on the finger
or you will miss all that heavenly glory.”- Bruce Lee

FAQs เกี่ยวกับแนวทางลงทุนแบบ VI
Blog ใหม่ >> https://www.blockdit.com/articles/5d733 ... 270d7b530

User avatar
leaderinshadow
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1765
Joined: Wed Oct 26, 2005 12:28 pm

Re: FB: Facebook Inc.

Posts by leaderinshadow » Tue Mar 11, 2014 2:32 am

» เบื้องหลัง facebook เข้าซื้อ WhatsApp

ดีล 1.9 หมื่นล้านเหรียญ จากการเข้าซื้อ WhatsApp ของ facebook สร้างความฮือฮาให้กับอุตสาหกรรมไอทีอยู่พอสมควร

ด้วยเม็ดเงินมหาศาลเมื่อเทียบกับบริษัทที่มีทุนประมาณ 60 ล้านเหรียญ จึงไม่แปลกที่หลายคนคิดว่า facebook จ่ายเงินมากเกินจริงไปหรือเปล่า (ตอนที่ facebook ซื้อ Instagram ยังแค่ 1 พันล้านเหรียญเลย)

Business Insider มีเรื่องราวเบื้องหลัง facebook ประกาศเข้าซื้อ WhatsApp โดยอ้างข้อมูลจาก "แหล่งข่าวใกล้ชิด"

======

เรื่องมีอยู่ว่า... Mark Zuckerberg โทรไปหา Jan Koum ซีอีโอของ WhatsApp ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2012 โดยซีอีโอทั้งคู่ออกไปดื่มกาแฟและปีนเขาด้วยกัน

การเจรจาในช่วงแรกไม่สำเร็จ แต่ทั้งสองคนก็กลายเป็นเพื่อนกัน ออกไปกินมื้อเย็นด้วยกันและปีนเขาด้วยกันเรื่อย ๆ

เวลาผ่านมาสองปี เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา Zuckerberg เชิญ Koum ไปกินข้าวที่บ้าน พร้อมเสนอซื้อด้วยประโยคว่า "Let's connect the world together"

ซึ่ง Koum ขอไปคิดสองสามวัน ก่อนจะมาหา Zuckerberg ที่บ้านในเย็นวันวาเลนไทน์ (ระหว่างที่ Zuckerberg กินข้าวเย็นกับภรรยา) และตอบตกลง

ตามข่าวบอกว่าเหตุผลที่ Zuckerberg อยากซื้อ WhatsApp มีสามข้อคือ

1. เขามั่นใจว่า WhatsApp จะมีผู้ใช้เกิน 1 พันล้านคนในเวลาไม่นาน (ปัจจุบันมี 450 ล้าน)

2. อัตราการใช้งานซ้ำ (stickiness) WhatsApp มีสูงมาก โดย 70% ของผู้ใช้เปิดแอพทุกวัน ในขณะที่ facebook มีเพียง 62% เท่านั้น

3. WhatsApp สามารถพัฒนาต่อให้มีมูลค่าสูงได้พอ ๆ กับ YouTube หรือ facebook

======

$$ สรุป 4 เหตุผล ที่ดีลนี้น่าจะคุ้มค่าสำหรับ facebook $$

มีนักวิเคราะห์หลายคนตั้งประเด็นว่าจริง ๆ แล้วมันอาจเป็นดีลที่คุ้มสำหรับ facebook ก็ได้ อย่างที่ Karan Girotra and Serguei Netessine วิเคราะห์ไว้ใน Harvard Business Review Blog

1. กลุ่มคนใช้ที่อายุยังไม่เยอะ

ปัจจุบัน WhatsApp มีผู้ใช้งานอยู่ 450 ล้านคนภายในระยะเวลา 5 ปีโดย 70% ใช้งานในทุก ๆ วัน ซึ่งนั่นมากกว่าสิ่งที่ facebook ทำได้ในระยะ 5 ปี และมากกว่า 10 เท่าของที่ Twitter หรือ Skype มี

ซึ่งแม้ว่าตัวเลขเหล่านี้จะเป็นรายได้ไม่ได้เยอะอะไรนัก แถมพวกเขาก็อาจจะเล่น facebook กันอยู่แล้วด้วย อย่างไรก็ตาม คนกลุ่มนี้ก็น่าจะเป็นกลุ่มที่ facebook เองก็กังวลว่ากำลังจะสูญเสียไปอยู่เหมือนกัน

2. ธุรกิจแบบใหม่

สิ่งที่ WhatsApp ต่างจากบริการ Internet อย่างอื่นที่เน้นเปิดฟรีแล้วหาเงินจากโฆษณาคือการที่ WhatsApp มีรูปแบบธุรกิจของการเก็บค่าบริการ $0.99 หลังจากใช้งานไปแล้ว 1 ปีโดยมีการสัญญาว่าจะไม่มีโฆษณาหรือการใช้ข้อมูลของผู้ใช้งานมาหารายได้

การเข้าซื้อกิจการของ facebook อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้ facebook เข้าใจ Business Model รวมทั้งวิธีที่จะทำให้มันประสบความสำเร็จเพื่อจะมาใช้กับตัวเองในอนาคต

3. การต่อยอดให้กับธุรกิจเดิม

ในทุกวันนี้ ปริมาณการส่งข้อความของ WhatsaApp นั้นใกล้เคียงกับจำนวนการใช้ SMS ของทั้งโลก ในขณะที่ facebook เป็นสื่อหลักของการอัพเดทเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต ซึ่งการพูดคุยต่าง ๆ ระหว่างวันจะอยู่ในข้อมูลผ่าน Messaging App แทน

แน่นอนว่าข้อมูลเหล่านี้มีมูลค่ามหาศาลที่ทำให้ facebook รู้วิธีที่จะเข้าในผู้บริโภคมากขึ้น และนั่นก็นำไปสู่การพัฒนาบริการด้านโฆษณาประเภท Targeted Advertising ที่ดีขึ้นไปด้วย

4. การเข้าถึงกลุ่มนานาประเทศ

แม้ว่า facebook Messenger จะมีคนใช้มากในสหรัฐฯ แต่ไม่ใช่กับประเทศอื่น ๆ โดยในประเทศใหญ่ ๆ อย่างอินเดียและอเมริกาใต้นั้น WhatsApp ได้รับความนิยมอย่างมาก

ซึ่งนี่น่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ facebook สนใจ WhatsApp เนื่องจากคนทั่วโลกเริ่มใช้ Mobile Device ในการสื่อสารมากขึ้นเรื่อย ๆ และ facebook ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของมันให้เร็วที่สุด

======

เรื่องดีล WhatsApp นี้อาจจะดูแปลก ๆ กับประเทศที่ใช้ LINE ถล่มทลายอย่างไทย ที่ทุกวันนี้เราไม่ค่อยพูดถึง WhatsApp กันแล้ว

ก็น่าสนใจว่า facebook จะทำอย่างไรกับ WhatsApp ต่อจากนี้บ้าง จะเป็นแบบที่เราคาดเดาไหม...คงต้องติดตามกันต่อไป

======

Credit : Blognone / Nuttaputch Wongreanthong


jokerz
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1574
Joined: Tue Dec 04, 2012 2:15 pm

Re: FB: Facebook Inc.

Posts by jokerz » Thu Mar 27, 2014 3:18 pm

http://inv2.asiaplus.co.th/web_research ... 140327.pdf

บทวิเคราะห์จาก ASP ครับ


User avatar
leaderinshadow
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1765
Joined: Wed Oct 26, 2005 12:28 pm

Re: FB - Facebook Inc

Posts by leaderinshadow » Sat Aug 01, 2015 11:10 pm

Facebook ปลื้ม ยอด Mobile ad โตต่อเนื่อง


วันที่: 31 July 2015
หมวดหมู่: Digital Advertising, Social Media

แม้จะไม่ได้ชื่อว่าเป็น “mobile company” ที่ก่อร่างสร้างธุรกิจบนอุปกรณ์พกพาเป็นหลัก แต่วันนี้ Facebook กลายเป็นเครือข่ายสังคมที่มีความเป็นโมบายมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะตัวเลขผลประกอบการไตรมาส 2 ปีนี้ชี้ว่า Facebook สามารถทำรายได้จากธุรกิจโฆษณาบนอุปกรณ์พกพามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง


Facebook เปิดเผยรายละเอียดการเติบโตของธุรกิจโฆษณาบนอุปกรณ์พกพาและกลุ่มผู้ใช้ผ่านสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ว่าสัดส่วนรายได้จากธุรกิจ Mobile ad ในขณะนี้คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 76% จากรายได้รวมในธุรกิจโฆษณาของ Facebook โดยสัดส่วนนี้เพิ่มขึ้นจาก 73% ในไตรมาสก่อนหน้า

สำหรับผู้ใช้ เจ้าพ่อเครือข่ายสังคมระบุว่าชาวออนไลน์มากกว่า 1.31 พันล้านคนใช้งาน Facebook ผ่านอุปกรณ์พกพาในแต่ละเดือน คิดเป็นอัตราเติบโตมากกว่า 23% จากไตรมาสเดียวกันในปีก่อน

ในภาพรวม Facebook มีผู้ใช้ทั้งหมดมากกว่า 1.49 พันล้านคน เท่ากับว่าผู้ใช้ Facebook ราว 180 ล้านคนเท่านั้นที่ไม่ใช้งาน Facebook ผ่านอุปกรณ์พกพา

ทั้งหมดนี้ Sheryl Sandberg ประธานฝ่ายปฏิบัติการหรือ COO ของ Facebook ให้ความเห็นว่าไตรมาสที่ผ่านมา เป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของบริษัทในรอบ 2 ปี โดยเฉพาะตัวเลขที่ระบุว่าผู้ใช้ Facebook มากกว่า 65% มีการใช้งาน Facebook ทุกวัน ซึ่งสะท้อนว่าไม่เพียงฐานผู้ใช้ที่ขยายตัว แต่ Facebook สามารถ engage หรือผูกติดผู้ใช้อย่างเหนียวแน่น

screen-shot-2015-07-29-at-1-38-25-pm

เบื้องต้น Facebook ระบุว่ามีรายได้มากกว่า 50 เซนต์ต่อหุ้น บนรายรับรวม 4.04 พันล้านเหรียญสหรัฐในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ถือว่าเหนือกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่า Facebook จะทำรายได้ราว 47 เซนต์ต่อหุ้น บนรายรับ 4 พันล้านเหรียญ ทั้งหมดนี้คิดเป็นสัดส่วนการเติบโตของรายได้ราว 37% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

ที่มา : Recode

http://thumbsup.in.th/2015/07/facebook- ... than-ever/


User avatar
leaderinshadow
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1765
Joined: Wed Oct 26, 2005 12:28 pm

Re: FB - Facebook Inc

Posts by leaderinshadow » Sat Aug 01, 2015 11:11 pm

นักวิเคราะห์คาด Instagram จะทำรายได้จากการโฆษณาแซงหน้า Google และ Twitter ในปี 2017

วันที่: 31 July 2015
หมวดหมู่: Business, E-Commerce, Social Media
ป้ายคำ: advertising, instagram, revenue



ในปีนี้ Instagram จะทำรายได้จากการขายโฆษณาเกือบๆ 1.8 หมื่นล้านบาท ตามข้อมูลจากการรายงานของ eMarketer นอกจากนี้ รายงานฉบับดังกล่าวยังคาดการณ์ต่อไปอีกว่า ในปี 2017 รายได้จากการโฆษณาของแอปแชร์รูปภาพรายนี้จะพุ่งสูงถึง 8.5 หมื่นล้านบาท และจะแซงหน้า Google และ Twitter สำหรับตลาดดิสเพลย์โฆษณาในสหรัฐฯ

ถึงแม้ว่า Instagram ถือเป็นแพล็ตฟอร์มที่เข้าสู่ธุรกิจโฆษณาช้ากว่าเจ้าอื่นๆ แต่สิ่งที่ทำให้ Instagram ได้เปรียบ ส่วนหนึ่งก็มาจากการอยู่ภายใต้บริษัทแม่อย่าง Facebook

ig-carousel-gmc-hed-2015

“เราคาดหวังว่าจะได้เห็นยอดขายโฆษณาของ Instagram ที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะความต้องการซื้อพื้นที่โฆษณาในโซเชียลมีเดียยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความสามารถของมันไปไกลกว่าการสร้างแบรนด์แล้ว ผู้คนสามารถซื้อได้โดยตรงจากโซเชียลมีเดียทันที นอกจากนี้ การซื้อโฆษณาก็ยังทำได้ง่ายๆ ผ่าน Interface ของแอป รวมไปถึงประสิทธิภาพในการวัดผล และเลือกกลุ่มเป้าหมายก็มีผลต่อการเจริญเติบโตนี้เช่นกัน” นี่คือส่วนหนึ่งจากรายงานของ eMarketer

ig-net-mobile-revenues-a-2015

จริงๆ แล้วในวันนี้ Facebook ได้ออกมาเปิดเผยรายได้ในไตรมาสที่ 2 แต่ก็ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าเป็นรายได้จาก Instagram เท่าไร ดังนั้น ตัวเลขจาก eMarketer จึงเป็นการวิเคราะห์ที่เป็นไปในทางบวก และเป็นตัวเลขที่ตรงกับรายงานจาก Wall Street ที่ระบุว่า Instagram จะทำรายได้ราวๆ 6 หมื่นล้านบาทในปี 2017 เช่นกัน

คาดกันว่า Facebook จะออกมาเปิดเผยรายได้ที่ราวๆ 1.5 แสนล้านบาทสำหรับไตรมาสนี้ โดยที่รายได้จากการโฆษณาจะเพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

ในตอนนี้ รายได้ของ Facebook ที่มาจากการขายโฆษณาใน Instagram ยังถือว่าเป็นเปอร์เซนต์ที่ไม่มากนัก แต่ eMarketer ประมาณการว่ามันจะขึ้นมาเป็น 10% ในปี 2017 และท้ายที่สุด การวัดผลที่มีประสิทธิภาพคือตัวชี้ขาดว่าใครจะขึ้นมาเป็นที่ 1 เรื่องพื้นที่โฆษณาในโลกโซเชียล

ที่มา : Adweek

http://thumbsup.in.th/2015/07/instagram ... n-by-2017/


User avatar
leaderinshadow
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1765
Joined: Wed Oct 26, 2005 12:28 pm

Re: FB - Facebook Inc

Posts by leaderinshadow » Sat Aug 01, 2015 11:16 pm

สำรวจพบแนวโน้มการบริโภคข่าวผ่าน Facebook และ Twitter พุ่งสูงขึ้น

วันที่: 15 July 2015
หมวดหมู่: Business, Social Media
ป้ายคำ: consumption, facebook, news, twitter


เป็นเวลาหลายปีแล้วที่ Facebook และ Twitter พยายามเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นแหล่งบริโภคข่าวสาร โดยที่ Facebook พยายามปรับหน้ากระดานข่าวให้ตอบโจทย์การใช้งานมากขึ้นเป็นลำดับ และ Twitter ก็มาพร้อมกับฟีเจอร์และเครื่องมือใหม่ๆ อยู่เสมอ ล่าสุดก็มี Curator ซึ่งเป็นฟีเจอร์เพื่อการรวบรวมข่าวสารสำหรับสื่อทั้งหลาย

ดูเหมือนว่าความพยายามที่ผ่านๆ มาจะเวิร์คมาก เพราะจากการสำรวจล่าสุดพบว่า การบริโภคข่าวสารผ่านทาง Facebook และ Twitter มีตัวเลขพุ่งสูงขึ้นมากเป็นประวัติการณ์


รายงานฉบับนี้จัดทำโดย Pew Research Center ข้อมูลทั้งหมดวิเคราะห์มาจากการสุ่มเลือกกลุ่มตัวอย่าง 2,035 คน พบว่าผู้ใช้งานทั้ง Facebook และ Twitter จำนวน 63% จะรับรู้เหตุบ้านการเมืองมาจากแพล็ตฟอร์มโซเชียลที่ใช้ ซึ่งตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นจากการสำรวจครั้งก่อนหน้านี้ในปี 2013 ที่มีจำนวน 52% สำหรับผู้ใช้งาน Twitter และ 47% ของผู้ใช้งานใน Facebook

การเติบโตแบบก้าวกระโดดนี้ไม่ได้อยู่ในวงจำกัดเฉพาะผู้ใช้งานที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือ Millennials เท่านั้น เพราะกลุ่มผู้ใช้งานที่มีอายุต่ำกว่า 35 ปี ก็มีพฤติกรรมเช่นนี้เพิ่มขึ้น 12% คือจาก 55% ในปี 2013 มาเป็น 47% ในปัจจุบัน และสำหรับกลุ่มคนที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น 13% คือจาก 44% มาเป็น 61%



ถ้าขยับมามองในภาพกว้าง ผลการสำรวจชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่า ผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ ราวๆ 41% จะได้รับข่าวสารจาก Facebook ในขณะที่อีก 10% จะอ่านข่าวจาก Twitter

จริงๆ แล้วมันก็ไม่ใช่รายงานที่สร้างความประหลาดใจแต่อย่างใด ดูจากพฤติกรรมของตัวเราเองในทุกวันนี้ที่มักจะทราบเหตุการณ์บ้านเมืองทุกอย่างจากโซเชียลมีเดียมากกว่ารายการข่าวในโทรทัศน์หรือสื่อหลักอื่นๆ

สาเหตุที่มีการรับข่าวสารผ่านทาง Facebook มากกว่า Twitter ก็เพราะโดยมากแล้วข่าวบน Twitter จะเวิร์คก็ต่อเมื่อเป็นข่าวสั้นหรือข่าวด่วน ภาพของโซเชียลแพล็ตฟอร์มรายนี้คือเป็นที่แรกที่ทำให้เรารู้เหตการณ์ที่เกิดขึ้น และผู้ใช้งานก็จะเกาะติดอยู่กับเหตุการณ์เหล่านั้นอยู่ใน Twitter

อย่างไรก็ตาม ทั้ง Facebook และ Twitter ก็ยังไม่ใช่แหล่งข่าวที่สำคัญที่สุด เพราะผู้ใช้งาน 60% ระบุว่ามันไม่ใช่ทางเลือกที่สำคัญอะไรขนาดนั้น ถ้าพวกเขาต้องการจะเข้าถึงข่าวสาร

ที่มา : The Next Web

http://thumbsup.in.th/2015/07/news-cons ... is-rising/


User avatar
pacabee
Verified User
Posts: 379
Joined: Sun Jan 27, 2008 11:47 pm

Re: FB - Facebook Inc

Posts by pacabee » Sun Apr 24, 2016 8:28 pm

บทวิเคราะห์ประเมินมูลค่าอย่างละเอียดของ contributor ในเว็บ seekingalpha เป็นแบบ PRO นะครับ อ่านได้ฟรีแบบชั่วคราว ลองรีบเข้าไปอ่านกันนะครับ
http://seekingalpha.com/article/3966994 ... ice-target

Invest or Don't. There is no try.

LA-Z-BOY
Verified User
Posts: 570
Joined: Sat Oct 23, 2010 6:59 pm

Re: FB - Facebook Inc

Posts by LA-Z-BOY » Wed Jun 22, 2016 12:02 am

ใครคิดว่า FB live จะเป็น growth engine ตัวใหญ่ให้ FB ได้บ้างครับ

ผมเห็นว่าน่าจะแย่ง share จาก Youtube ได้ เพราะ post ง่ายกว่าเยอะ ไม่ต้องไป upload ให้ยุ่งยาก, ไม่ต้องใช้หน่วยความจำบน smartphone และที่สำคัญใช้ data น้อยมากตอน live ครับ ผมเคยลอง 2 ชม.ใช้แค่ 40 MB ครับ


LA-Z-BOY
Verified User
Posts: 570
Joined: Sat Oct 23, 2010 6:59 pm

Re: FB - Facebook Inc

Posts by LA-Z-BOY » Sat Oct 22, 2016 7:02 pm

ความงดงามของ FACEBOOK / คนขายของ
http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=1&t=60452


6 Dimensions
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 641
Joined: Mon Sep 17, 2012 11:31 am

Re: FB - Facebook Inc

Posts by 6 Dimensions » Sun Mar 05, 2017 10:17 pm

Facebook Reports Strong 4Q Results; Will Invest Aggressively in Innovation; Raising FVE to $135

Analyst Note by Ali Mogharabi 2 Feb 2017


Facebook reported strong fourth-quarter results with the top and bottom-line easily beating our expectations. The firm’s leadership in social networking and online ad markets were reaffirmed with healthy gains in monthly average users, or MAUs, and average revenue per user, or ARPU. While these validate our wide moat rating on Facebook, the firm needs to continue to invest in innovation to further differentiate itself from competitors such as Snap Inc. For this reason, management reiterated that Facebook’s operating expenses and capital expenditures will increase significantly in 2017, and expense growth likely will outpace revenue growth, resulting in some margin compression in the near term, in line with our prior expectations.
After taking into account Facebook’s better-than-expected near-term results, return on the firm’s increased 2017 investments, and time value of money (as we roll our model forward), we will increase our fair value estimate to $135 per share, from $127. We view Facebook shares as fairly valued.


Investment Thesis by Ali Mogharabi
Facebook is the largest social network in the world, with more than 1.6 billion monthly active users. The growth in users and user engagement, along with the valuable data that they generate, makes Facebook attractive to advertisers in the short and long term. The combination of these valuable assets and expected continuing growth in online advertising bode well for Facebook, as the firm generates strong top-line growth, remains cash flow positive, and profitable. Facebook has helped increase users and user engagement by providing additional features and apps to keep them engaged within the Facebook ecosystem. With more Facebook user interaction among friends and family members, sharing of videos and pictures, and the continuing expansion of the social graph, we believe more data is compiled, which is then used by Facebook and its advertising clients to launch online advertising campaigns targeting specific users. Growth in Facebook’s average ad revenue per user, or ARPU, indicates advertisers' willingness to pay more for Facebook-placed ads, as they expect high return on investment from the targeted ads.
We believe Facebook will continue to benefit from an increase in allocation of marketing and advertising dollars toward online advertising, more specifically mobile and social network ads where Facebook is especially well positioned. The firm’s Facebook app, along with Instagram, Messenger, and WhatsApp are among the world’s most widely used apps on both Android and iPhone smartphones. Facebook is taking steps to further monetize its various apps, such as launching interactive video ads and chatbots. As usage of messaging apps on mobile devices continues to increase, the firm will be using bots within its Messenger app to place native ads and create brand interaction for users and brand names, possibly resulting in higher ROI for advertisers. The firm is also applying artificial intelligence and virtual and augmented reality technologies to various products, which may increase Facebook user engagement even further, helping to further generate attractive revenue growth from advertisers in the future.


Economic Moat by Ali Mogharabi
We assign Facebook a wide moat rating based on network effects around its massive user base and intangible assets consisting of a vast collection of data that users have shared on its various sites and apps. Given its ability to profitably monetize its network via advertising, we think it is more likely than not that Facebook will generate excess returns on capital over the next 20 years.
Now that Facebook has emerged as the clear-cut social media leader, we believe that the company’s offerings, consisting mainly of Facebook, Instagram, Messenger, and WhatsApp, have further strengthened network effects for the firm, where all of these platforms become more valuable to its users as people both join the networks and use these services. These network effects serve to both create barriers to success for new social network upstarts, as well as barriers to exit for existing users who might leave behind friends, contacts, pictures, memories, and more by departing to alternate platforms.

Launched in February 2004, Facebook initially targeted college students and expanded via emails and word of mouth. With more requirements in order to register on the site, we think that most users felt safer to engage with other users from their schools and from other schools, than they did on other early social network websites like MySpace. In addition, the flexibility of choosing which other users would have access to one's profile attracted more users and increased user engagement, which resulted in users spending more time on Facebook and, in turn, an early establishment of a network effect. At the end of first-quarter 2016, Facebook had nearly 1.6 billion monthly active users.

Today, we see that Facebook, Instagram, Messenger, and the different features and apps surrounding them have increased user engagement on various devices. Facebook also is slowly becoming an entertainment hub, which helps increase engagement and user time spent on Facebook. The users are posting more videos and using the Live Video app to provide a live video feed from where they are at a certain point in time. Additional apps created by developers on the Facebook platform also help maintain users within the Facebook ecosystem. On average, users are on Facebook and its different apps approximately 50 minutes per day (compared with 40 minutes in 2014) posting photos, exchanging messages, making comments, uploading content, liking or disliking other content, and more. This demonstrates the value of the platform to users, and its network effect for the firm.

Outside of network effects, we also believe that Facebook has developed additional intangible assets. Unlike any other online platform in the world, Facebook has accumulated data about each individual with a Facebook and/or an Instagram account. Facebook has its users’ demographic information. It knows what and who they like and dislike. It knows what topics and/or news events are of interest to them. In addition, without the need for cookies enabled on desktop or mobile browsers, and based on the Facebook Login, the firm knows its users’ browsing history on many non-Facebook sites or apps. With access to such data and to billions of photos and videos uploaded by its users, Facebook continues to enhance the social network by offering even more relevant content to its users. This virtuous cycle further increases the value of its data asset, which only Facebook and its advertising partners can monetize.

In our opinion, with this type of information about each one of its more than 1.6 billion monthly active users, Facebook provides unique and attractive advertising opportunities for advertisers and businesses, which will allow the firm to generate excess returns on capital over time. Facebook monetizes such information only by using it to increase the effectiveness of its advertisers’ ads. The company does not sell the data to ad-tech companies nor to other third parties. The value of such data and advertisers’ willingness to use it is demonstrated by the 25% average annual growth of Facebook’s average ad revenue per user, or ARPU, during the past five years, which we view as indicative of the price that advertisers pay Facebook for ad placement. During the same period, Facebook’s monthly average users have grown 21% annually.

Facebook’s large and growing user base and the rich data that it generates help advertisers post more effective target ads, in terms of brand awareness, resulting in high return on investment, or ROI. With higher ROI, more advertisers jump onboard allowing Facebook to further monetize the network.
The company continues to take steps to improve the monetization of its network. Through its Audience Network (launched in 2014), Facebook allows advertisers to target its users anywhere within the Facebook ecosystem, whether they are on mobile apps, mobile sites, reading Instant Articles, or watching videos. The company also recently enhanced the Audience Network so that advertisers can show the same ads to non-Facebook users.

In our view, Facebook will also continue to grow its user base in the expanding mobile market, positively affecting the network effect as it becomes more valuable to advertisers, which will result in more ad revenue growth. The main driver behind growth in online advertising has been growth in the mobile ad market. Facebook is well positioned, as its users are accessing Facebook and its apps more via mobile devices. Facebook’s monthly mobile active users have been increasing more than 42% annually during the past five years.

While smartphone users in the U.S. spend more time on social-networking applications, and more time on Facebook than any other social-networking application, users around the world spend more time on messaging apps; through bots, Facebook views this as a monetizing opportunity. The firm is using bots within its Messenger app to place native ads and create brand interaction for users and brand names. The chatbots provide users opportunities to visit or revisit a site (remarketing), open an app, and/or make a purchase right away. Other features, such as sending money and receiving money, in addition to ordering Uber pickups, have already been added to Facebook’s Messenger. By working with advertisers, Facebook is also adding a similar click-and-buy feature to video ads, where viewers can click on a product they like within the video and get more information about it or purchase it. In the long run, we believe these strategies can further strengthen Facebook’s network effect, driven by growth in user base (mainly mobile) and user time spent on the platform, and businesses having more options on how to market their brands and products.

While not a primary source of moat, we also think that Facebook benefits from modest customer switching costs. Although it is easy for customers to sign up and use alternative platforms like Snapchat, departing Facebook and its owned platforms may cause some friction for users. Facebook users today would lose data, such as posts, pictures, video clips, contact information, their nearly one hour per day interaction with other users, and much more. Even though many users access more than one social network per day, it does not appear to be at the cost of declining users or user engagements within the Facebook ecosystem. The Facebook Login may also supply modest switching costs, as users may otherwise need to spend more time registering on websites.


Valuation by Ali Mogharabi
Our fair value estimate for Facebook is $135 per share, representing a fiscal 2017 enterprise value/EBITDA multiple of 20. We have modeled strong top-line growth and margin expansion through 2020. Our projections represent a five-year compounded annual growth rate of 22% for total revenue and a five-year average operating margin of 42%.

Facebook’s revenue growth will be driven primarily by growth in online advertising and increasing allocation of online ad dollars toward mobile and social network ads. We expect 36% and 24% year-over-year total revenue growth for fiscal 2017 and fiscal 2018, representing total revenue of $37.4 billion and $46.4 billion, respectively.
We look for higher growth in operating expenses through 2018, after which the firm may temper its aggressive investments. Operating margin is likely to expand after 2018 and through 2021, as lower growth in operating expenses coupled with strong revenue growth will create some operating leverage. Our fair value uncertainty rating for Facebook is high, based upon uncertainty around future advertising growth rates, which is virtually the company’s sole source of revenue today.


Risk by Ali Mogharabi
In terms of risks, we believe that while barriers to exit for the more than 1.6 billion users may be increasing, the risk of another disruptive and innovative technology coming on to the scene and luring users away from Facebook and its apps remains. We do not expect competition in the form of a substitute for Facebook, as most consumers are users of more than one social network. However, given the fixed number of hours per day, an increase usage and engagement on one social network could come at a cost to other social networks, reducing user engagement and the potential return on investment for advertisers. Decline in ads would hurt Facebook’s top and bottom line, reducing return on invested capital and the firm’s fair value. Furthermore, even with Facebook’s dominant position in the social network market, its high dependence on continuing growth of online advertising could heighten the negative impact of a downturn in online ad spending on the company, resulting in a much lower fair value estimate.

The risk remains that limitations could be imposed by regulatory agencies around the world on what user and usage data Facebook can compile and how the data can be utilized. In addition, some governments may simply forbid access to Facebook, which could result in lower user growth and user interaction.


Management by Ali Mogharabi
We assign a stewardship rating of Standard to Facebook’s management. Through various acquisitions, such as WhatsApp and Instagram, the firm’s management team--and more specifically, its founder and current CEO Mark Zuckerberg--have demonstrated their focus on long-term return on investments, which we view as a positive. With the large amount of cash and cash equivalents, along with no debt, the company is well positioned to make additional investments in the form of acquisitions or more research and development. We expect the firm to continue to make decisions regarding capital allocation that are beneficial for its social network users and its shareholders. We also applaud management’s walled garden strategy as it continues to protect the firm’s most valuable asset, its user and usage data.

Sheryl Sandberg is another member of the company’s management team and serves as Facebook’s COO, having joined Facebook in 2008. Prior to that, she was Google’s VP of Global Online Sales and Operations for nearly seven years.

Our main knock on Facebook’s management is its use of multiple class structures that may limit the voice of minority shareholders. Facebook is proposing a Class C capital stock offering in the form of stock dividend for current Class A and Class B shareholders, mainly to preserve Zuckerberg’s more than 53% voting interest. Class C shares will not have any voting rights and it appears that they will be used mainly as share-based compensation at the firm. If such plan is approved by shareholders, it may result in significant conflict of interest depending on Zuckerberg’s future strategies and whether they generate exceptional returns for shareholders, as they have in the past.

Risk Management = Risk Measurement + Risk Controlling+ Risk Taking

--------------------

User avatar
vim
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2615
Joined: Wed Dec 14, 2011 5:10 pm

Re: FB - Facebook Inc

Posts by vim » Thu May 04, 2017 1:21 pm

งบ Q1 2017 ออก
fb-2017q1.png
fb-2017q1.png (112.23 KiB) Viewed 1726 times

Vi IMrovised

Tummajag
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 110
Joined: Mon Sep 01, 2014 11:05 am

Re: FB - Facebook Inc

Posts by Tummajag » Sat Oct 07, 2017 5:30 pm

ผมคิดว่า FB เป็นบริษัทที่มี DCA ดีมาก และน่าจะโตได้อีก แต่ถ้าผมจะซื้อ FB ที่ราคานี้ ประมาณ 170 USD คิดว่าแพงไปไหมครับ กับ PE 37 เท่า forward PE ประมาณ 30 เท่า คิดว่า FB จะยังโตมากๆแบบปีนี้ได้อีกกี่ปีครับ คิดว่า Market Cap ใหญ่ไปหรือยังครับ แล้วความเสี่ยงที่สำคัญมีอะไรบ้างครับ ขอบคุณทุกความเห็นครับ


ktoa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 161
Joined: Sat Feb 10, 2007 9:25 am

Re: FB - Facebook Inc

Posts by ktoa » Sat Oct 14, 2017 9:43 am

ขอแชร์บทความจากเพจ Billionaire VI เกี่ยวกับหุ้น Facebook ครับ

ลงทุนเพื่ออนาคตกับหุ้น Facebook (FB)

วันนี้เรามาวิเคราะห์หุ้น FB กันดีกว่าว่าสามารถเป็นหุ้นที่เราลงทุนในระยะยาวได้หรือไม่

FB เข้าตลาดหุ้น Nasdaq มาตั้งแต่ปี 2012 ที่ราคา 40 ดอลล่าร์แล้วลงไป 25 ดอลล่าร์ในปี 2013 หลังจากนั้นก็วิ่งยาวมาจนปัจจุบันราคา 173 ดอลลาร์ เรามาทำความรู้จักหุ้นตัวนี้กันเพิ่มขึ้นดังนี้

FB มีพันธกิจที่ให้บริการ Platform เพื่อให้ผู้ใช้สามารถแชร์ข้อมูลกันได้ทั่วโลก

สินค้าและบริการ: FB, Instagram, Messenger, Whatapps, Oculus (Virtual Reality) โดยมีโปรเจ็คระยะยาวคือเน้นให้บริการทางด้านวีดีโอ VR และต่อยอดไป Artificial Intelligence (AI)

การแข่งขันคู่แข่งหลักๆคือ Google ล่าสุดมี Snapchat เข้ามาแต่ยังไม่ใช่คู่แข่งหลักอยู่ดี

มีการลงทุน R&D เพิ่มจาก 2.67 พันล้านดอลล่าร์ในปี 2014 เพิ่มมาเป็น 5.92 พันล้านดอลล่าร์ในปี 2016

การเติบโตของรายได้ไตรมาสล่าสุดเติบโต 47% YOY กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 60% YOY

โอกาส:

- ตอนนี้ FB มีคนใช้ประมาณสองพันล้านคนจากประชากรทั้งโลกห้าพันกว่าล้านคน โอกาสในการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและใช้งาน FB น่าจะมีอีกพันกว่าล้านคนถ้าหักลบประเทศจีนที่โดนบล็อคไว้

- งบประมาณโฆษณาทั่วโลกประมาณห้าแสนกว่าล้านดอลล่าร์ตอนนี้ FB และ Google กวาดไปหนึ่งแสนล้าน เพราะฉะนั้นยังมีโอกาสที่งบโฆษณาที่เป็นแบบดั้งเดิมจะมาใช้ FB อีกมาก ยังไม่รวมการเติบโตของธุรกิจมากขึ้นการโฆษณาก็จะเติบโตเช่นกัน

- การต่อยอดของ FB Live ในอนาคตที่อาจจะมีช่องทีวีให้บริการลูกค้าของ FB ตรงตามความสนใจที่เรามีข้อมูลกับ FB วีดีโอจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดใน 5-10 ปีนี้

- มีข้อมูลผู้ใช้อยู่ในมือกว่าสองพันล้านคนเพราะฉะนั้นง่ายมากที่จะเสนอบริการให้กับผู้ใช้ และสามารถที่จะเชื่อมต่อไปยัง Instargram หรือ Messenger เพื่อเสนอบริการเช่น ซื้อของออนไลน์ การจ่ายเงิน จองโรงแรม ฯลฯ

ความเสี่ยง:

- ในปี 2017 หุ้น FB ขึ้นมา 50% แล้วเพราะฉะนั้นโอกาสจะขึ้นต่อไปในปีนี้ค่อนข้างยาก ยกเว้นผลประกอบการณ์ในไตรมาสที่เหลือจะออกมาเติบโตมากกว่าที่คาดการณ์ไว้

- ธุรกิจที่ผูกขาดเช่น FB Google หรือ Amazon ต่างโดนรัฐบาลของแต่ละประเทศเพ่งเล็งทั้งเรื่องกฎหมายการผูกขาด การเก็บข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าและภาษี เพราะฉะนั้นความเสี่ยงอาจถูกฟ้องร้องเสียค่าปรับ ล่าสุด Google ต้องจ่าย EU เกือบสองแสนล้านบาทประเด็นเรื่องการผูกขาดในตลาดยุโรป

- มีเทคโนโลยีใหม่เข้ามาแทนที่ในอนาคตทำให้คนเลิกใช้งาน FB

แผนงานในอีก 10 ปีข้างหน้าเน้น 1) ให้คนเข้าถึงอินเตอร์เน็ตมากที่สุดเพราะยิ่งเพิ่มคนใช้งาน FB 2) พัฒนาบริการที่ผูกกับ Artificial Intelligence เช่น การนำเสนอสินค้าหรือบริการที่สอดคล้องกับผู้ใช้ 3) Virtual Reality ที่จะเปลี่ยนโฉมของการสื่อสารระหว่างกันด้วยภาพเสมือน ช่วยให้การทำงานร่วมกันอย่างไรรอยต่อ

ราคาที่เหมาะสม:

ผมได้ประเมินการเติบโตของกำไรสุทธิในปีนี้น่าจะทำได้ 50% ตามเทรนด์ของไตรมาสที่ 1 และ 2 ที่ประกาศออกมาแล้ว แล้วลดการเติบโตปีที่ 2-5 เป็น 40%, 30% 20% และ 15% จนถึงปีที่ 10 เมื่อคิดกลับมาเป็นราคาปัจจุบันที่อัตราส่วนลด 15% จะได้ราคาที่ 210 บาท หลังจากหักส่วนลดความปลอดภัยแล้วราคาอยู่ที่ 170 ดอลล่าร์เป็นราคาที่เหมาะสม

Disclaimer: ผมมีหุ้น FB อยู่ การเขียนครั้งนี้เพื่อแชร์ไอเดียการลงทุนไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่ให้ซื้อตามเพราะอาจมีความเสี่ยงหลายๆอย่าง #facebook #หุ้นต่างประเทศ #ออมในหุ้น


Tummajag
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 110
Joined: Mon Sep 01, 2014 11:05 am

Re: FB - Facebook Inc

Posts by Tummajag » Sat Oct 14, 2017 1:32 pm

ขอบคุณครับ เรื่องประเทศจีนที่โดนบล็อคผมมองว่าเป็นโอกาสใหญ่อีกอันหนึ่งที่รออยู่ถ้าFBเข้าไปได้ ไม่ทราบว่าที่จีนมีแอปแบบFB ที่นิยมใช้กันหรือยังครับ (อย่าง เช่น messaging app คนจีนใช้ WeChat จน แอป messaging อื่นๆน่าจะตีตลาดยาก) แล้วโอกาสที่รัฐบาลจีนจะให้FB เข้าไปมีมากน้อยแค่ไหน เหมือนเคยเห็นข่าวFBพยายามปรับเปลี่ยนบางอย่างเพื่อเข้าตลาดจีนโดยเฉพาะอยู่


Dookdig&Daddy
Verified User
Posts: 6
Joined: Mon Feb 18, 2013 10:35 am

Re: FB - Facebook Inc

Posts by Dookdig&Daddy » Fri Oct 20, 2017 8:29 pm

Tummajag wrote:ขอบคุณครับ เรื่องประเทศจีนที่โดนบล็อคผมมองว่าเป็นโอกาสใหญ่อีกอันหนึ่งที่รออยู่ถ้าFBเข้าไปได้ ไม่ทราบว่าที่จีนมีแอปแบบFB ที่นิยมใช้กันหรือยังครับ (อย่าง เช่น messaging app คนจีนใช้ WeChat จน แอป messaging อื่นๆน่าจะตีตลาดยาก) แล้วโอกาสที่รัฐบาลจีนจะให้FB เข้าไปมีมากน้อยแค่ไหน เหมือนเคยเห็นข่าวFBพยายามปรับเปลี่ยนบางอย่างเพื่อเข้าตลาดจีนโดยเฉพาะอยู่
มี weibo เป็น socialmedia ที่คนนิยมใช้สุดในจีน


fiish
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 27
Joined: Thu Aug 23, 2012 4:34 pm

Re: FB - Facebook Inc

Posts by fiish » Sat Jan 13, 2018 8:10 pm

ทุกท่านมีความเห็นอย่างไรบ้างครับเกี่ยวข้องกับ 2 โพสต์ล่าสุดของ Mark
- Mark จะศึกษา ICO+ Blockchain อย่างจริงจัง อันนี้จะ lead facebook ไปสู่สิ่งใด? การ ico currency ของตัว platform เอง มีความเป็นไปได้ไหม? เช่น กด likes ได้ fb coin

-facebook จะลดการโฆษณาบน newfeeds ลง เพื่อให้ user รู้สึกเห็นโพสต์จาก friends มากกว่าโฆษณาและเพจต่างๆ อันนี้จะทำให้รายได้โฆษณาลดลงไหม? โดยส่วนตัว ผมว่า revenue อาจจะ flat จากการขึ้น CPM เพราะ CPM ของ facebook เอง ยังค่อยข้างถูก ถ้าเทียบกับ platform อื่น


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 634
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: FB - Facebook Inc

Posts by pookii » Mon Mar 19, 2018 10:38 pm

หุ้นเฟซบุ๊คตกมากสุดในรอบ 3 ปี / โดย ลงทุนแมน

หลังจากที่เจอหลายเรื่องเข้ามาพร้อมกัน
ตอนนี้เฟซบุ๊คกำลังเจอปัญหาใหม่
และดูเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่เสียด้วย
ปัญหานี้เป็นเรื่องอะไร
เมื่อวันก่อนมีข่าวมาว่า เฟซบุ๊คได้หยุดการให้ข้อมูลกับ Cambridge Analytica ซึ่งบริษัทนี้เป็นบริษัทวิเคราะห์ข้อมูล

เหตุผลที่เฟซบุ๊คได้หยุด ก็เพราะว่าบริษัทนี้ได้ละเมิดกติกาหลายอย่างในการใช้ข้อมูล เช่นการเอาข้อมูลไปให้บุคคลที่สาม

ข้อมูลที่เฟซบุ๊คให้ไปเป็นข้อมูลอะไรบ้าง

ข้อมูลเพื่อน ข้อมูล interest และ ข้อมูลการกด like

ดูแล้วเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องของเฟซบุ๊ค แต่เรื่องนี้ไม่ได้จบง่ายๆแบบนั้น

เพราะบริษัท Cambridge Analytica เป็นบริษัทที่ช่วยโฆษณาให้ประธานาธิบดี Donald Trump ที่ชนะการเลือกตั้งในปีที่แล้ว

ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เกิดเครื่องหมายคำถามตัวใหญ่ว่า..

เฟซบุ๊คสามารถเอาข้อมูลเราไปขาย โดยไม่ขออนุญาตเราเลยได้หรือไม่

ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ตอนนี้เฟซบุ๊คกำลังโดนตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐบาลของทั้งสหรัฐ และ อังกฤษ และถ้าเฟซบุ๊คทำผิดจริงก็อาจโดนลงโทษครั้งใหญ่

พอเรื่องเป็นอย่างนี้หุ้นเฟซบุ๊คก็เลยราคาตกมากที่สุดภายในวันเดียวในรอบ 3 ปี


เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าจริงๆแล้ว

มูลค่าของเฟซบุ๊ค อาจจะไม่ได้อยู่ที่ตัวบริษัท

แต่เป็นตัวผู้ใช้งานของเฟซบุ๊คเอง

เรากำลังอยู่ในยุคที่ข้อมูลพฤติกรรมของเราคอยถูกสอดส่องดูแลโดยไม่รู้ตัว

คราวหลังเราจะไลค์ จะเม้น จะแชร์ อะไร

ถึงแม้ว่าเราจะตั้งค่าให้เป็นเรื่องส่วนตัวแค่ไหน

มันอาจจะไม่ได้ส่วนตัวจริงๆอย่างที่เราคิดอีกต่อไป..
----------------------


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 634
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: FB - Facebook Inc

Posts by pookii » Tue Mar 20, 2018 12:20 pm

CNN : เมื่อคืนนี้ Facebook เข้าสู่สถานการณ์ลำบาก ถึงจะพยายามตัดหางปล่อยวัด Cambridge Analytica ไปแล้วด้วยการแบนทุก Account แต่ก็ยังไม่พ้นที่จะต้องรับผิดชอบร่วมด้วยถ้าหาก CA ทำผิดกฎหมายจริง

.ทั้งสหรัฐและสหภาพยุโรปกำลังเรียก Mark Zuckerberg มาให้การในฐานะที่ "รู้เห็น" ว่า CA กระทำผิดกฎหมาย

.เรื่องมันมาจากอาจารย์ในเคมบริดจ์ร่วมมือกับ FB ทำวิจัยผ่านแพล็ตฟอร์มของพวกเขาโดยมีสมาชิก FB เข้าร่วม 270,000 คนเพื่อตอบแบบสอบถามในนามมหาวิทยาลัย

อาจารย์คนนี้มีบริษัทของตัวเอง (Cambridge Analytica) เลยวางแผนดูดข้อมูลลูกค้าที่เป็นสมาชิก Facebook กลุ่มนี้แล้วดึงเอาข้อมูลของเพื่อนของคนกลุ่มนี้มาอีก ทั้งหมดรวมแล้วประมาณ 50 ล้านคนเอามาเก็บไว้สำหรับคำนวนเพื่อเลือกส่งข่าวให้อ่านอย่างต่อเนื่อง อันนี้เป็นบริการของบริษัท ... ซึ่งบังเอิญว่าคนที่มาใช้บริการก็ใช้คนกลุ่มนี้เป็นฐานเพื่อยิงแคมเปญข่าวที่บิดเบือน (Fake News) ให้อ่านเพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง

หลังจากที่มีลูกค้ารายใหญ่ บริษัทนี้ก็มีความสามารถในการเลือกปั่นกระแสข่าวลวงให้คนกลุ่มนี้และเพื่อนของพวกเขาได้อ่านบนไทม์ไลน์ในช่วงก่อนเลือกตั้งสหรัฐ (สุดท้าย CA สารภาพมาแล้วว่าแคมเปญของพวกเขาเข้าถึงคนอเมริกันราว 157-160 ล้านคน) และช่วงก่อนลงมติ Brexit ในอังกฤษอีกหลายสิบล้านคน

ดูไปก็เหมือนแคมเปญที่เทา ๆ ไปทางดำ ๆ ที่มันมีอยู่เสมอบน FB แต่ที่มันเป็นปัญหากันขึ้นมาก็เพราะพบว่ามีรัสเซียเข้ามาเกี่ยวด้วยในการจ่ายเงินก้อนใหญ่ผ่านเอเจนซี่เพื่อการบิดเบือนความคิดเห็นของคนอเมริกันและคนอังกฤษผ่านทาง Facebook นี่ละฮะ

.เมื่อคืนนี้เขียนเอาไว้หน่อยนึง แต่คิดว่าคนไทยจะรู้สึกว่าไกลตัวไป แต่เมื่อเช้านี้มีข่าวว่าทั้งสองฝั่งของแอตแลนติกกำลังพยายามเรียกมาร์กมาให้การ ... มาดูอีกทีเช้านี้หุ้น FB ถึงกับเลือดสาด ... ไม่แน่นะฮะอาจจะส่งผลกับการทำแคมเปญการเมืองในไทยด้วย

FB: Shakrit Chanrungsakul


Tummajag
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 110
Joined: Mon Sep 01, 2014 11:05 am

Re: FB - Facebook Inc

Posts by Tummajag » Sun Mar 25, 2018 11:35 pm

มีมุมมองต่อปัญหาข้อมูลรั่วไหลครั้งนี้อย่างไรบ้างครับ คิดว่าจะกระทบกับบริษัทแค่ชั่วคราวหรือถาวรครับ ผมคิดว่าคนก็จะยังใช้ FB อยู่ แต่ไม่รู้ว่ารายได้จากการโฆษณาจะลดลงหรือโตได้น้อยลง หรือจะมีค่าใช้จ่ายต่างๆมากขึ้นหรือไม่ครับ


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 634
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: FB - Facebook Inc

Posts by pookii » Thu Jan 31, 2019 12:04 pm

Facebook profit beats Wall St, shares jump after hours
31 Jan 2019 06:46


(Corrects to show Facebook sees total revenue growth rate this quarter decelerating by mid-single digits, not to mid-single digits)
Jan 30 (Reuters) – Facebook Inc on Wednesday easily beat Wall Street's profit estimates, soothing investor concerns that increased spending on the privacy of its users would blunt growth.
The world's largest online social media network has pledged to invest heavily in the privacy and security of its users after scandals over improperly shared data and propaganda hurt its image and made it the target of political scrutiny across the globe.
Wednesday's better-than-expected profit reassured investors that the company could keep growing, even after posting its slowest quarterly revenue growth in more than six years as a public company.
"These numbers are actually some of the most reassuring in its short history," said George Salmon, an analyst at Hargreaves
Lansdown. "Not only are login trends in Europe improving after a stagnant couple of quarters, the group has beaten expectations on revenue and profit. These results will go a long way towards regaining the trust of Wall Street."
Facebook shares rose nearly 12 percent to $168.20 after the bell. They closed up 4.3 percent in regular trading.
Net income rose to $6.88 billion, or $2.38 per share, in the fourth quarter, up from $4.27 billion, or $1.44 per share, a year earlier. Analysts on average had expected earnings of $2.19 per share, according to IBES data from Refinitiv.
Total fourth-quarter revenue rose 30 percent to $16.9 billion from $12.97 billion, compared to analysts' average estimate of $16.4 billion.
"The worst is over for this social media giant," said Haris
Anwar, an analyst at "Its ad business and user engagement haven’t been affected despite all the negative blows of the past year.”
Shares Revive
The company's shares have lost a third of their value since
July, when it first warned about slowing growth in revenue and operating margin. The share price remains near its lowest point in two years.
"We've fundamentally changed how we run our company to focus on the biggest social issues, and we're investing more to build new and inspiring ways for people to connect," Mark Zuckerberg,
Facebook's founder and chief executive, said in a statement.
Previously, Facebook's weakest quarterly sales growth as a publicly traded company, 32.2 percent, came in each of its first two reporting quarters in 2012.
Total expenses in the fourth quarter surged to $9.1 billion, up 62 percent compared with a year ago. The operating margin fell to 46 percent in the fourth quarter from 57 percent a year ago.
Facebook said on a conference call after reporting earnings that its total revenue growth rate this quarter would decelerate by mid-single digits, excluding currency fluctuations, compared to the fourth quarter, and would continue to slow down throughout the year. It said it continued to expect 2019 total expenses to grow about 40 percent to 50 percent compared with 2018.
Despite its privacy issues, Facebook managed to gain some new users, particularly in India, Indonesia and the Philippines.
Facebook said more than 2.7 billion users interact with at least one of its apps each month, up from 2.6 billion last quarter.
Monthly and daily users of the main Facebook app compared to last quarter were up 2.2 percent to 2.32 billion and 2.0 percent 1.52 billion, respectively.
Estimates were for 2.3 billion monthly users and 1.5 billion daily users, according to Refinitiv averages.
Facebook shares continue to trade at a discount to peers.
Shares entering Wednesday of No. 1 online ad seller Alphabet Inc , for instance, were priced at 22.4 times expected earnings over the next 12 months, compared to 19.3 times for
Facebook.

Facebook รายงานผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2018 รายได้รวมเพิ่มขึ้น 30% จากช่วงเดียวกันในปีก่อนเป็น 16,914 ล้านดอลลาร์ และมีกำไรสุทธิ 6,882 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 61% ส่วนเงินสดหรือรายการเทียบเท่ามีอยู่ 4.11 ล้านดอลลาร์

จำนวนผู้ใช้งาน Facebook เป็นประจำทุกเดือน (MAUs) อยู่ที่ 2,320 ล้านคน เพิ่มขึ้น 9% จากปีก่อน ส่วนจำนวนผู้ใช้งานเป็นประจำทุกวัน (DAUs) คือ 1,523 ล้านคน เพิ่มขึ้น 9% เช่นกัน โดยจำนวนผู้ใช้เพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาค จากที่ไตรมาสก่อนหน้านี้ผู้ใช้ในยุโรปลดลงเนื่องจาก GDPR ทั้งนี้ซีเอฟโอ David Wehner บอกว่า ในอนาคต Facebook จะหยุดรายงานตัวเลขผู้ใช้งานแอปหลัก Facebook แต่จะเปลี่ยนมาให้ข้อมูลผู้ใช้ที่ไม่ซ้ำกัน (Unique Users) บนแพลตฟอร์มทั้งหมด Facebook + Instagram + Messenger + WhatsApp แทน

ซีอีโอ Mark Zuckerberg กล่าวย้ำถึงเป้าหมายของ Facebook ในปี 2019 ว่าจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นบนโซเชียล จากนั้นจะปรับปรุงประสบการณ์ที่ดีขึ้นกับผู้ใช้งาน สนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กเพื่อสร้างงาน และเปิดเผยข้อมูลการทำงานภายใน Facebook ต่อสังคมมากขึ้น

https://www.blognone.com/node/107842
ที่มา FB Dome Perth
Attachments
FB1.jpg
FB1.jpg (69.34 KiB) Viewed 720 times
FB2.jpg
FB2.jpg (67.41 KiB) Viewed 720 times
FB3.jpg
FB3.jpg (41.87 KiB) Viewed 720 times
FB4.jpg
FB4.jpg (41.44 KiB) Viewed 720 times
FB5.jpg
FB5.jpg (75.4 KiB) Viewed 720 times


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 634
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: FB - Facebook Inc

Posts by pookii » Thu Apr 25, 2019 10:51 am

Facebook ไตรมาส 1/2019 รายได้โต 26% - Facebook Stories มีผู้ใช้งาน 500 ล้านคนแล้ว

Facebook รายงานผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2019 รายได้รวม 15,077 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 26% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อน ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,429 ล้านดอลลาร์ ลดลงจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 4,988 ล้านดอลลาร์ สาเหตุจาก Facebook ตั้งสำรองเตรียมจ่ายค่าปรับให้คณะกรรมการการค้า (FTC) โดยประเมินไว้ที่ 3,000-5,000 ล้านดอลลาร์

Facebook มีจำนวนผู้ใช้งานเป็นประจำทุกวัน (DAUs) 1,562 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้น 8% แต่หากรวม 4 แพลตฟอร์มหลักของ Facebook (Facebook, Instagram, WhatsApp และ Messenger) จะคิดเป็นจำนวนกว่า 2,100 ล้านคน ส่วนตัวเลขผู้ใช้งานเป็นประจำทุกเดือน (MAUs) เฉพาะ Facebook อยู่ที่ 2,375 ล้านบัญชี

ยังมีประเด็นน่าสนใจจากซีอีโอ Mark Zuckerberg ดังนี้

Facebook จะโฟกัสการสร้างพื้นที่ส่วนตัวสำหรับผู้ใช้งานให้มากขึ้น จากที่เป็นเครื่องมือแสดงความเห็นสาธารณะมาแล้ว รายละเอียดเพิ่มเติมจะประกาศในงาน F8 สัปดาห์หน้า
Stories ยังคงเติบโต มีผู้ใช้แต่ละแพลตฟอร์ม 500 ล้านคนต่อวัน (Facebook+Messenger, Instagram และ WhatsApp)
ผู้ลูกค้าที่ซื้อโฆษณาผ่าน Stories มากกว่า 3 ล้านราย
ระบบจ่ายเงินผ่าน Messenger ยังคงเดินหน้าต่อไป แต่แผนจะเป็นการแพลตฟอร์มจ่ายเงินสำหรับภายในแต่ละประเทศ

https://www.blognone.com/node/109367
Attachments
d327a7412e02168662505cf92003cb5a.png
d327a7412e02168662505cf92003cb5a.png (161.17 KiB) Viewed 658 times


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 634
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: FB - Facebook Inc

Posts by pookii » Wed May 22, 2019 10:11 am

นักการตลาด ยังใช้ platform ไหนกันอยู่บ้าง/Chalakorn Panyashom

แม้ facebook จะเผชิญสารพัดเรื่อง ต่อเนื่อง ยังคงเป็นพื้นที่หลัก

ส่วน twitter & snapchat ว่ากันว่าเด็กๆหนีจาก fb ไปเล่น เริ่ม ผ่อนลง

Ig ที่เน้นภาพ นั้นเติบโต
Youtube ก็เติบโต

ต่าง platform
ต่าง function
ต่าง พฤติกรรม
ต้องลองขยับปรับใช้กันดู
Attachments
60715740_10156911675483855_8565636368573661184_n.jpg
60715740_10156911675483855_8565636368573661184_n.jpg (44.93 KiB) Viewed 633 times


Ake VI
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 220
Joined: Thu Sep 02, 2010 1:50 pm

Re: FB - Facebook Inc

Posts by Ake VI » Mon Oct 07, 2019 3:53 pm

Facebook รายงานผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 2 ของปี 2019 มีรายได้รวม 16,624 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 28% จากช่วงเดียวกันในปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 2,616 ล้านดอลลาร์ โดยในไตรมาสนี้ Facebook บันทึกค่าปรับที่จ่ายให้ FTC เพิ่มเติมอีก 2 พันล้านดอลลาร์ รวมทั้งหมดเป็น 5 พันล้านดอลลาร์ ตามที่รายงานก่อนหน้านี้

จำนวนผู้ใช้งาน Facebook เป็นประจำทุกวัน (DAUs) 1,587 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้น 8% ส่วนผู้ใช้งานเป็นประจำทุกเดือน (MAUs) มี 2,414 ล้านบัญชี แต่หากนับรวมเครือ Facebook ทั้ง 4 แพลตฟอร์ม (Facebook, Instagram, WhatsApp และ Messenger) DAUs อยู่ที่ 2,100 ล้านบัญชี และ MAUs 2,700 ล้านบัญชี

ซีอีโอ Mark Zuckerberg กล่าวว่าการปกป้องความเป็นส่วนตัวผู้ใช้งาน เป็นสิ่งที่ Facebook ให้ความสำคัญสูงสุดตอนนี้ แต่ขณะเดียวกัน Facebook ก็ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาและสร้างประสบการณ์ใหม่ให้คนทั่วโลกใกล้กันมากขึ้นตามพันธกิจหลัก ซึ่งเห็นได้จากการปรับปรุงความปลอดภัยทั้งใน Facebook และ Instagram ขณะเดียวกันก็มีผลิตภัณฑ์ใหม่ด้านการเงิน ตลอดจนกลุ่ม VR อีกด้วย
Capture.PNG
Capture.PNG (50.61 KiB) Viewed 374 times
ที่มา: Facebook และ CNBC


mezzo
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 738
Joined: Tue Aug 02, 2011 9:33 am

Re: FB - Facebook Inc

Posts by mezzo » Tue Oct 15, 2019 3:49 pm

UPDATE: ถอยอีกราย Booking Holdings ประกาศถอนตัวจากสมาคม Libra แล้ว
.
บริษัท Booking Holdings ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มจองที่พักและค้นหาข้อมูลการเดินทางท่องเที่ยวชื่อดัง (เจ้าของ Booking.com, Priceline.com, Agoda.com และ Kayak.com) กลายเป็นอดีตสมาชิกขององค์กร Libra รายล่าสุดที่ได้ประกาศถอนตัวออกจากสมาคมเรียบร้อยแล้วเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ
.
ส่งผลให้สมาชิกองค์กรอิสระ Libra ที่หลงเหลืออยู่ ณ วันนี้จะมีเพียง 20 รายเท่านั้น (ถ้านับรวม Facebook และ Calibra ในฐานะตัวตั้งตัวตีจะเหลือสมาชิกรวม 21 ราย จากเดิม 28 ราย) หลังองค์กรระดับโลกหลายแห่ง เช่น PayPal, Visa, Mastercard, eBay, Stripe และ Mercado Pago ได้ประกาศถอยทัพไปก่อนหน้านี้แล้ว
.
แม้ฝั่ง Booking Holdings จะไม่เปิดเผยสาเหตุเบื้องลึกเบื้องหลังการประกาศถอนตัวในครั้งนี้ แต่บริษัทอื่นๆ ที่ประกาศสละเรือ Libra ต่างก็แสดงความกังวลไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะประเด็นการไม่สามารถให้ความกระจ่างด้านนโยบายในการบริหารแพลตฟอร์ม ตลอดจนการขัดกับข้อกฎหมายหรือนโยบายของรัฐบาลในหลายๆ ประเทศ
.
โดยสมาชิกของ Libra ที่เหลืออีก 21 ราย นำโดย Facebook, Uber, Spotify, Lyft และ Vodafone ได้นัดพบปะและหารือในประเด็นต่างๆ ที่สำคัญ ครอบคลุมถึงกฎการควบคุมดูแลและให้บริการไปแล้วในวันจันทร์ที่ผ่านมาในเจนีวา ตามเวลาท้องถิ่นของสวิตเซอร์แลนด์
.
เช่นเดียวกับ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Facebook ที่จะขึ้นให้การต่อคณะกรรมการสภาบริการทางการเงินของสหรัฐฯ ในประเด็น Libra และหัวข้ออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในวันพุธที่ 23 ตุลาคมที่จะถึงนี้
.
อ้างอิง:
https://www.bloomberg.com/news/articles ... ssociation
https://www.theverge.com/2019/10/14/209 ... tripe-ebay
Attachments
2BAE9B8F-4792-4A0D-9980-2126BE2CD6BB.jpeg
2BAE9B8F-4792-4A0D-9980-2126BE2CD6BB.jpeg (291.46 KiB) Viewed 251 times


Post Reply