PM

แหล่งรวบรวมข้อมูลของหุ้นต่างๆ All for one, one for all
(ข้อมูลตั้งแต่ก่อตั้งเว็บ จนถึง 30 กันยายน 2555 ห้องนี้อ่านได้อย่างเดียวไม่สามารถ post ได้)
User avatar
yoyo
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 4833
Joined: Sun Feb 16, 2003 12:17 pm

Re: PM

Posts by yoyo » Fri Aug 31, 2012 11:00 pm

จากหมายเหตุเราก็สามารถแกะ gpm ออกมาได้เหมือนกัน แต่แกะออกมาได้แต่
1. จัดจำหน่าย = ขายให้คนอื่น และขายทาโร่ของตัวเอง
2. ผลิตอาหาร = ผลิตทูน่า และผลิตทาโร่

ซึ่งที่เข้าใจผิดไปก็คือ จัดจำหน่ายนั้นจิงๆเป็นตัวที่ margin ดีมากๆและไม่ผันผวนครับ เฉลี่ยอยู่ประมาณ 24-27%
ในขณะที่ผลิตอาหาร นั้นจะผันผวนพอสมควร ขึ้นอยู่กับราคาวัตถุดิบประมาณ 13-20%

- นอกจากนี้คนมักจะคิดว่าทาโร่นั้นคงโตได้ยาก แต่หารู้ไม่ว่า ปี 54 โตจากปี 53 ถึง 15.5% ในขณะที่ครึ่งปีนี้โตกว่าครึ่งปีที่แล้ว 14.4% และย้อนหลังไปไกลกว่านั้นถึงปี 49 ก็มีบางปีที่โตไม่เยอะ (ประมาณ 3-6%) แต่ยอดก็ไม่เคยตกเหมือนกัน

- จัดจำหน่ายเองก็เช่นกัน ไม่เคยไม่โตเลยตั้งแต่ปี 49 ในปี 54 โตจากปี 53 15.2% ส่งครึ่งปีนี้ก็โตกว่าครึ่งปีที่แล้ว 14.8%

- จะมีก็ส่วนทูน่านี่แหละครับที่เป็นตัวทำให้งบรวมผันผวนเพราะช่วงก่อนปี 52 นั้นรายได้สูงพอสมควร ไล่จากปี 49-51 ก็ 894 - 940 - 1081 แล้วก็มา drop เยอะในปี 52 เหลือ 676 เพราะที่ญี่ปุ่นมีปัญหาและสินค้าบริษัทถือเป็นของ premium ราคาแพงกว่าคู่แข่ง ทำให้เวลาเกิดวิกฤต คนก็หันมาซื้อเกรดถูกแทน แต่หลังจากนั้นก็ไต่มาเรื่อยๆเป็น 733 811 ในปี 53 54 ส่วนปี 55 ก็โตขึ้นมา 16% เพราะบริษัทเริ่มหันไปจับลูกค้าใหม่ๆเพิ่มขึ้นเช่น ยุโรป

ว่าจะ post นิดเดียว กลายเป็นยาวไปซะงั้น

การลงทุนที่มีค่าที่สุด คือการลงทุนในความรู้
http://www.yoyoway.com

User avatar
Duckcovery
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 627
Joined: Mon Jun 22, 2009 11:52 am

Re: PM

Posts by Duckcovery » Fri Aug 31, 2012 11:48 pm

ขอบคุณพี่โย่ ที่ช่วยแนะแนวคิดให้ฮะ .. :mrgreen: :mrgreen:

ได้อ่านความเห็นของพี่ท่าน 2 โพสท์นี้ นับว่าเป็นโชคดีจริงๆ ที่ได้ร่วมทางเดินกับพี่
ผมนอนตาหลับแล้วฮะ :mrgreen: :mrgreen: :mrgreen:


MaiFuen
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 377
Joined: Sat Sep 19, 2009 5:16 pm

Re: PM

Posts by MaiFuen » Sat Sep 01, 2012 12:02 am

หืมมม กระจ่างมากๆครับ
ขอบคุณที่มาให้ความรู้ครับพี่โย

:bow: :bow: :bow:


User avatar
yoyo
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 4833
Joined: Sun Feb 16, 2003 12:17 pm

Re: PM

Posts by yoyo » Sat Sep 01, 2012 8:46 am

อ้อเกือบลีมไปนิด มีจุดนึงที่ผมยังไม่เข้าใจเท่าไหร่
คือส่วนรายได้ทาโร่ ตามที่ผมเข้าใจ
รายได้ทาโร่ตรงส่วนจัดจำหน่ายมันน่าจะเป็นราคาที่ขายส่งให้ร้านค้า
ส่วนรายได้ทาโร่ส่วนที่อยู่ในผลิตอาหาร ตามหลักแล้วมันควรจะเป็นต้นทุนที่ส่วนจัดจำหน่ายสั่งของเข้ามาขาย
แต่นี่จากที่คำนวณมันดูเหมือนกับว่า 2 ราคา นี้มันเท่ากันพอดี เหมือนกับว่าทาโร่นั้นมีกำไรเฉพาะส่วนผลิต แล้วส่วนจัดจำหน่ายรับมาราคาเท่าไหร่ก็ขายไปราคาพอๆกันโดยไม่ได้บวกกำไร แต่ยังไงตรงนี้เก็บไว้ถามบริษัทอีกที ตอนนี้ไม่เคลียร์เท่าไหร่

การลงทุนที่มีค่าที่สุด คือการลงทุนในความรู้
http://www.yoyoway.com

MaiFuen
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 377
Joined: Sat Sep 19, 2009 5:16 pm

Re: PM

Posts by MaiFuen » Sat Sep 01, 2012 1:21 pm

yoyo wrote:อ้อเกือบลีมไปนิด มีจุดนึงที่ผมยังไม่เข้าใจเท่าไหร่
คือส่วนรายได้ทาโร่ ตามที่ผมเข้าใจ
รายได้ทาโร่ตรงส่วนจัดจำหน่ายมันน่าจะเป็นราคาที่ขายส่งให้ร้านค้า
ส่วนรายได้ทาโร่ส่วนที่อยู่ในผลิตอาหาร ตามหลักแล้วมันควรจะเป็นต้นทุนที่ส่วนจัดจำหน่ายสั่งของเข้ามาขาย
แต่นี่จากที่คำนวณมันดูเหมือนกับว่า 2 ราคา นี้มันเท่ากันพอดี เหมือนกับว่าทาโร่นั้นมีกำไรเฉพาะส่วนผลิต แล้วส่วนจัดจำหน่ายรับมาราคาเท่าไหร่ก็ขายไปราคาพอๆกันโดยไม่ได้บวกกำไร แต่ยังไงตรงนี้เก็บไว้ถามบริษัทอีกที ตอนนี้ไม่เคลียร์เท่าไหร่
พี่โยครับ
ที่รายได้ทาโร่ ของส่วนผลิตอาหาร กับ จัดจำหน่ายเท่ากัน
เพราะ กำไรจากการจำหน่ายทาโร่ เราเอาไปรวมอยู่ใน "รายได้จัดจำหน่าย" รึปล่าวครับ
yoyo wrote: สรุปอีกรอบรายได้หลัก 3 ทาง ยกตัวอย่าง q2
1. ทาโร่ = ผลิตอาหาร - ส่งออก = 468-222=246
2. จัดจำหน่าย (ไม่รวมทาโร่) = ในประเทศ - (ผลิตอาหาร - ส่งออก) = 673-(468-222)=427
3. ทูน่าส่งออก = ส่งออก = 222
4. รายได้รวม = 1+2+3 = 246+427+222= 895 ซึ่งก็ย้อนกลับไปตรงกับรายได้รวมในงบพอดี
รายได้จัดหน่าย = 427
ไม่ได้เป็นรายได้จากจัดจำหน่ายสินค้าอื่น เท่านั้น
แต่อาจรวม “กำไรจากการจำหน่ายทาโร่” เข้าไปด้วยหรือปล่าวครับ?

สมการหลักจากพี่โย คือ
1. ผลิตอาหาร = ทาโร่ + ทูน่า
2. ในประเทศ = ทาโร่ + จัดจำหน่าย

แต่ถ้าแก้เป็น

1. รายได้ผลิตอาหาร = รายได้ผลิตทาโร่ + รายได้ทูน่า
2. ในประเทศ = (รายได้ผลิตทาโร่ + กำไรจากการจำหน่ายทาโร่) + รายได้จัดจำหน่ายอื่น

จากหมายเหตุประกอบงบ
รายได้ผลิตอาหาร = 468
รายได้ทูน่า = ส่งออก = 222
ในประเทศ = 673

ดังนั้น
สมการ 1. ; 468 = รายได้ผลิตทาโร่ + 222
รายได้ผลิตทาโร่ = 246 ***

สมการ 2 ; 673 = (246 + กำไรจากการจำหน่ายทาโร่) + รายได้จัดจำหน่ายสินค้าอื่น
รายได้จัดจำหน่ายสินค้าอื่น + กำไรจากการจำหน่ายทาโร่ = 427 ***

สรุปคือ
yoyo wrote: สรุปอีกรอบรายได้หลัก 3 ทาง ยกตัวอย่าง q2
1. ทาโร่ = ผลิตอาหาร - ส่งออก = 468-222=246
2. จัดจำหน่าย (ไม่รวมทาโร่) = ในประเทศ - (ผลิตอาหาร - ส่งออก) = 673-(468-222)=427
3. ทูน่าส่งออก = ส่งออก = 222
4. รายได้รวม = 1+2+3 = 246+427+222= 895 ซึ่งก็ย้อนกลับไปตรงกับรายได้รวมในงบพอดี
รายได้จัดหน่าย = 427
นั้นไม่ได้เป็นรายได้จากจัดจำหน่ายสินค้าอื่น เท่านั้น
แต่อาจรวม “กำไรจากการจำหน่ายทาโร่” เข้าไปด้วยหรือปล่าวครับ?

ถ้าผมเข้าใจผิดพลาดประการใดขอโทษด้วยนะครับ
ขอบคุณมากครับ^^


yoko
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 4222
Joined: Sat Jan 27, 2007 4:49 pm

Re: PM

Posts by yoko » Sat Sep 01, 2012 1:27 pm

ในอีกสิบปีทาโรยังมีขายไหมหนอ


:D :D :D :D :D


istyle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 872
Joined: Tue Nov 23, 2010 7:35 pm

Re: PM

Posts by istyle » Sat Sep 01, 2012 1:39 pm

yoko wrote:ในอีกสิบปีทาโรยังมีขายไหมหนอ


:D :D :D :D :D
มีชัวร์ๆครับ

แต่ถ้าถามว่าทาโร่จะถูกแย่ง mkt share จากฟิชโช / เถ้าแก่น้อย / etc

หรือว่า เราจะไปแย่ง mkt share เค้า ทั้ง product เดิมหรือว่าใหม่

อันนี้น่าสนใจกว่า :mrgreen:

ปล.ผมชอบปลาเส้นไส้ชีสของเถ้าแก่น้อยนะครับ


inceptor
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 252
Joined: Thu Aug 12, 2010 4:51 pm

Re: PM

Posts by inceptor » Sun Sep 02, 2012 7:07 pm

ขอบคุณพี่ yoyo ที่ช่วยแบ่งปันความรู้ครับ

ผมกำลังศึกษาประวัติศาสตร์เกี่ยวกับกลุ่มบริษัทพรีเมียร์ อยู่ครับ

ผมเห็นบริษัทในกลุ่มพรีเมียร์มีมากมายจริง ๆ ครับ ทั้ง Premier Enterprise, Leasing, Technology, Planner, Global Corporation แต่ยังไม่เห็นมีตัวไหนที่ดูว่าจะประสบความสำเร็จมาก ๆ (เจอแต่ตัวที่ยังอยู่ใน rehab)

ผู้ถือหุ้นจะเป็นกลุ่มโอสถานุเคราะห์ (เต็กเฮงหยู) นำมาโดยเขยคนสำคัญ คือ วิเชียร พงศธร

มีใครที่พอจะคุ้นเคยกับกลุ่มบริษัทพรีเมียร์มาเล่าให้กันฟังนะครับ

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ลองดูข่าวนี้เมื่อ 20 กว่าปีก่อนครับ น่าสนใจ

http://www.gotomanager.com/news/printnews.aspx?id=6378

พรีเมียร์กรุ๊ป : เมื่อ "สุวิทย์ - เสรี โอสถานุเคราะห์" ถอดหน้ากากหน้าที่สอง

โดย เพิ่มพล โพธิ์เพิ่มเหม
นิตยสารผู้จัดการ( มีนาคม 2533)

"พรีเมียร์กรุ๊ป" เป็นชื่อของกลุ่มธุรกิจที่ได้รับการอ้างอิงอยู่เสมอมาว่า เป็นบริษัทในเครือ "โอสถสภา (เต็กเฮงหยู)" ทั้งที่ในความเป็นจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ความเข้าใจเช่นนี้ถูกปกคลุมด้วยความเงียบตามสไตล์การทำงานของผู้บริหาร แต่มาวันนี้ด้วยปัจจัยที่เปลี่ยนไป และการปรากฏตัวที่ชัดเจนของเขยคนโตแห่งตระกูล "โอสถานุเคราะห์" ทำให้พรีเมียร์กรุ๊ปต้องปรับตัวครั้งใหญ่ พร้อมรับกับการก้าวกระโดดที่ท้าทายต่อธุรกิจโลกในอนาคต !

เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ดร.เสนาะ อูนากูล อดีตเลขาธิการสภาพัฒน์ และประธานคณะกรรมการบริหารธนาคารเอเชีย ประกาศว่า ตัวท่านจะเข้ารับตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหารของพรีเมียร์กรุ๊ป โดยให้เหตุผลว่า กลุ่มนี้เป็นกลุ่มของคนหนุ่ม มีการบริหารที่ทันสมัยและเป็นบริษัทที่มีอนาคตแจ่มใส

เวลาไล่เรี่ยกันนั้น มีการออกข่าวว่า พรีเมียร์กรุ๊ปได้แยกออกจากโอสถสภา (เต็กเฮงหยู) อย่างชัดเจน และเป็นการแยกกันระหว่างสุรัตน์และเสรี โอสถานุเคราะห์

นับเป็นการปรับเปลี่ยนที่น่าสนใจไม่น้อย ความเชื่อเดิม ๆ ที่ว่า พรีเมียร์กรุ๊ปเป็นบริษัทในเครือ หรือเป็นเพียงมาร์เก็ตติ้งอาร์มให้กับโอสถสภากำลังจะเปลี่ยนไปและต้องได้รับการอธิบายประวัติศาสตร์ที่ชัดเจนกว่าที่เคยเป็นมา

หากสุวิทย์ โอสถานุเคราะห์ ผู้ล่วงลับได้รับทราบความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เขาคงดีใจเป็นทับทวี เพราะเมื่อไม่นานมานี้ เขยของเขาคนที่สองคือ ชินเวศ สารสาสก็เพิ่งปรับขบวนทัพจีเอฟครั้งใหญ่ มาวันนี้ วิเชียร พงศธร เขยคนโตก็มาพลิกโฉมหน้าพรีเมียร์อีกคน

พรีเมียร์กรุ๊ปกำลังก้าวกระโดดครั้งใหญ่ !!

ที่ดินบริเวณ "หลังสวน" เป็นที่ดินมรดกตกทอดมาตั้งแต่สมัยสวัสดิ์และคุณหญิงล้อม โอสถานุเคราะห์ ที่ดินบริเวณนี้ได้มาเพราะความที่คุณหญิงล้อม โอสถานุเคราะห์ ที่ดินบริเวณนี้ได้มาเพราะความที่คุณหญิงเป็นคนชอบเล่นที่ดินของตระกูลโอสถานุเคราะห์จึงมีมากมายทั้งที่หัวหมาก พระโขนง อ่อนนุช หลังสวน ซึ่งซื้อมาตั้งแต่สมัยที่ดินไม่แพงมากมาย ถนนเพิ่งจะเริ่มตัดเข้าไป

โรงงานผลิตยาของโอสถสภาเคยปักหลักอยู่ที่หลังสวนพักหนึ่งก่อนที่จะย้ายไปรวมกับสำนักงานอยู่ที่หัวหมาก แต่หลังสวนแห่งนี้ได้กลายเป็นกองบัญชาการใหญ่ของครอบครัวสุวิทย์และเสรีในเวลาต่อมา

สุวิทย์ โอสถานุเคราะห์ เป็นลูกชายคนโตของสวัสดิ์และคุณหญิงล้อม นอกเหนือจากการดูแลและช่วยเหลือกิจการในครอบครัว คือ โอสถสภาแล้ว สุวิทย์ก็มองการณ์ไกลโดยเข้าไปลงทุนในธุรกิจการเงิน คือ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เจเนอรัลไฟแนนซ์ หรือจีเอฟ และต่อมาขยายธุรกิจไปในธุรกิจเช่าซื้อและลิสซิ่งอีกด้วย

สุวิทย์ไม่ได้มาคนเดียว แต่ดำเนินธุรกิจร่วมกับเสรี ผู้เป็นน้องชายคนเล็ก แต่การตัดสินใจส่วนใหญ่อยู่กับสุวิทย์ เพราะเสรีนั้นมุ่งไปในทางทำธุรกิจพัฒนาที่ดินเสียมากกว่า โดยใช้ทำเลที่ดินที่คุณหญิงล้อมผู้เป็นแม่ซื้อเก็บไว้มาทำจัดสรรเป็นหมู่บ้าน เช่น หมู่บ้านเสรี เสรีวิลล่า เป็นต้น

สุวิทย์มีมือขวาอยู่คนหนึ่งชื่อ อุดม ชาติยานนท์ เขาเป็นผู้ดูแลกิจการส่วนตัวของสุวิทย์โดยส่วนใหญ่ ทั้งจีเอฟและกิจการที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมาหลายครั้งที่อุดมจะปรากฎชื่อเป็นกรรมการผู้มีอำนาจในธุรกิจของสุวิทย์ ซึ่งก็คือดูแลกิจการแทนสุวิทย์นั่นเอง

ในปี 2517 สุวิทย์และเสรีตั้งบริษัท "พรีเมียร์ซัพพลาย" เพื่อทำธุรกิจเช่าซื้อให้กับจีเอฟ โดยรับเช่าซื้อตั้งแต่รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร ฯลฯ และต่อมาได้ขยายเป็นศูนย์พรีเมียร์และร่วมลงทุนกับธุรกิจท้องถิ่นตั้งศูนย์พรีเมียร์ในหลายจังหวัด ทำธุรกิจเช่าซื้อคล้ายคลึงกับซิงเกอร์

ต่อมาสุวิทย์และเสรีเริ่มขยายธุรกิจเข้าไปในธุรกิจก่อสร้าง ซึ่งเกี่ยวพันกับธุรกิจบ้านจัดสรรอยู่แล้ว โดยตั้งบริษัท "พรีเมียร์โพรดักส์" ขายถังแซทส์ และถังน้ำพีพี ซึ่งทำจากไฟเบอร์กลาส มี ม.ล.ชัยนิมิตร เนาวรัตน์ นักธุรกิจหนุ่มคนหนึ่งรับผิดชอบ ซึ่งต่อมาสุวิทย์และเสรีได้ตั้งบริษัท "พีพี เซ็นเตอร์" ขึ้นมาเพื่อแยกการจัดจำหน่ายออกมาต่างหากในปี 2523 (ปัจจุบัน ม.ล.ชัยนิมิตรไปทำธุรกิจรีสอร์ทที่ภูเก็ต)

ปี 2520 เป็นปีที่ "พรีเมียร์มาร์เก็ตติ้ง" เกิดขึ้น โดยมี ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม เป็นกรรมการผู้จัดการ (เหตุการณ์ช่วงนี้โปรดอ่าน "พรีเมียร์มาร์เก็ตติ้ง : ภาพที่ซ้อนทับกับโอสถสภา)

"พรีเมียร์อินเตอร์เนชั่นแนล" เกิดขึ้นในปี 2521 ทำธุรกิจนำเข้าส่งออก เช่น อาหารแช่แข็ง เสื้อผ้า เครื่องหนัง ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวไปสู่ตลาดโลกในเวลาต่อมา

ในช่วงเริ่มต้นทั้ง 3-4 บริษัทเหล่านี้ ซึ่งต่อมาคือบริษัทหลักในปัจจุบันของพรีเมียร์กรุ๊ปจะถือุ้นโดยสุวิทย์และเสรีคนละครึ่ง และจะมีอุดมชาติยานนท์คอยดูแลกำกับ โดยเฉพาะเรื่องการใช้จ่ายเงิน ส่วนกรรมการก็จะมีสุวิทย์และเสรีเป็นหลักเช่นกัน นอกจากนั้นก็จะเป็นบรรดาคนสนิทของพี่น้องทั้งสองเป็นส่วนใหญ่

แต่การเสียชีวิตของสุวิทย์ในปี 2523 ขณะที่อายุ 53 ปีนับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของโอสถสภา และพรีเมียร์ เพราะสุวิทย์เป็นพี่ชายคนโต มีอำนาจ เป็นที่เคารพของน้องทุกคน การจัดกระบวนทัพใหม่ในสองครอบครัวนี้จึงเกิขดึ้น

แม้สุวิทย์จะเสียชีวิตไป แต่ความสัมพันธ์ทางธุรกิจของสองครอบครัวพี่น้องนี้ก็ไม่เปลี่ยนไป เพียงแต่คุณหญิงมาลาทิพย์ขึ้นมารับผิดชอบในการตัดสินใจเรื่องนโยบายต่าง ๆ แทนสุวิทย์เท่านั้น

ในพรีเมียร์ บทบาทของเสรีขึ้นมาแจ่มชัดขึ้น อุดม ชาติยานนท์ เลือนหายไปอยู่กับจีเอฟ และต่อมาไปอยู่ที่ซันโย ยูนิเวอร์แซล อิเลคทริค เมื่อทางครอบครัวสุวิทย์หรือคุณหญิงมาลาทิพย์ภรรยาสุวิทย์ลงไปร่วมลงทุนด้วย ส่วนบริษัทพรีเมียร์มาร์เก็ตติ้งต้องเปิดทางให้โอสถสภาเข้ามาเพื่อกอบกู้สถานการณ์

ในแง่ผู้ถือหุ้น ทั้งสองครอบครัวตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนในการถือหุ้นและลงทุนในกิจการต่าง ๆ ร่วมกัน ทางฝ่ายสุวิทย์ซึ่งมีคุณหญิงมาลาทิพย์ เป็นผู้นำตั้งบริษัท "ล้อมดำริห์" ทางฝ่ายเสรี ซึ่งมีเสรีเองเป็นผู้นำตั้งบริษัท "สวัสดิ์ดำริห์"

บรรดากรรมการนั้น ลูก ๆ ของทั้งสองครอบครัวเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ข้างล้อมดำริห์จะมีวิมลทิพย์ ลูกสาวคนโตของสุวิทย์เป็นผู้นำในการบริหาร ส่วนสวัสดิ์ ดำริห์นั้นเสรีจะมานั่งเป็นประธานในบริษัทเหล่านี้เอง และภาสุรี ลูกชายคนโตของเขาก็จะเข้ามานั่งเป็นกรรมการด้วยเกือบทุกแห่ง

ในปี 2523 นั้น นอกจากจะเป็นปีที่สุวิทย์เสียชีวิตแล้ว วิมลทิพย์ก็แต่งงานกับวิเชียร พงศธรเช่นกัน และกลายมาเป็นเขตคนโตของตระกูลโอสถานุเคราะห์ที่มีบทบาทอย่างมากในปัจจุบัน

วิเชียรเป็นลูกชายสุขุม พงศธร กรรมการและผู้ถือหุ้นในบริษัทเบอร์ลี่ยุคเกอร์ และเจ้าของธุรกิจสีทาบ้าน "บางกอกเพ้นท์" นอกจากนั้น วิเชียรก็มีพี่ชายชื่อ วินัย พงศธร กรรมการผู้จัดการบริษัทเฟอร์สท์ แปซิฟิกแลนด์ (ประเทศไทย)

วิเชียรจบมาทางด้านวิศวกรรมศาสตร์สาขา "นิวเคลียร์" จาก RPI (RENSSE-LASER POLYTECHNIC INSTITUTE) สถาบันเดียวแต่คนละสาขากับศิวพร ทรรทรานนท์แห่งทิสโก้ แล้ววิเชียรก็มาต่อทางด้านเอ็มบีเอจนจบในสถาบันเดียวกัน

วิเชียรเป็นคนยิ้มแย้มแจ่มใส พูดจานิ่มนวล สุภาพ เขามาช่วยงานทางพรีเมียร์อินเตอร์เนชั่นแนลตั้งแต่ปี 2523 และบางครั้งก็ยังดูแลพรีเมียร์อื่น ๆ ด้วย เช่น ในช่วงที่ไพบูลย์ลาออกจากพรีเมียร์มาร์เก็ตติ้งใหม่ ๆ และยังหากรรมการผู้จัดการคนใหม่แทนไม่ได้ วิเชียรก็เข้าไปดูแลอยู่ถึง 7 เดือน ซึ่งในช่วง 5-6 ปีหลังมานี้ วิเชียรมีบทบาทดูแลพรีเมียร์อื่น ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะกับพรีเมียร์ที่เกิดขึ้นมาใหม่หรือโดยการร่วมทุนกับต่างชาติ เช่น พรีเมียร์บาวาเรียไลน์ เป็นต้น

ทางด้านวิมลทิพย์นั้น นอกจากจะเป็นตัวแทนของครอบครัวสุวิทย์ แทนคุณหญิงมาลาทิพย์ในการดูแลกิจการและเป็นกรรมการบริษัทในเครือแล้ว วิมลทิพย์ก็เคยเป็นถึงกรรมการผู้จัดการใหญ่ของโอสถสภาด้วยเช่นกัน ดังนั้นบทบาทของสองคนนี้จึงสำคัญเป็นอย่างมาก ในฐานะพี่สาวใหญ่และเขยคนโตแห่งตระกูลโอสถานุเคราะห์

ทางด้านเสรี โอสถานุเคราะห์และครอบครัวนั้น มีลักษณะเฉพาะที่คล้ายคลึงกันอย่างมากระหว่างพ่อ ๆ ลูก ๆ นั่นคือ ความเงียบสงบ และชอบใช้ชีวิตที่ค่อนข้างสันโดษ ซึ่งออกจะเป็นบุคลิกที่ขัดแย้งกับการทำธุรกิจระดับพันล้าน

เสรีเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจบ้านจัดสรรยุคแรกก็ว่าได้ โดยเริ่มจากหมู่บ้านเสรีและต่อมาไปเปิดต่อที่ซอยอ่อนนุช ซึ่งล้วนประสบความสำเร็จด้วยดี ที่ดินที่จัดสรรก็เป็นที่ดินที่คุณหญิงล้อม ผู้เป็นแม่ซื้อเก็บไว้ เมื่อสุวิทย์เสียชีวิต เสรีก็ดูแลกิจการต่าง ๆ ในเครือของ "สุวิทย์และเสรี" ต่อไป จนต่อมาภายหลังเสรีเริ่มเกษียณตัวเองและใช้ชีวิตตามสบายไปเที่ยวตามต่างจังหวัดและต่างประเทศเสียเป็นส่วนมาก แต่เสรีก็ยังมีบทบาทในฐานะ "ผู้ใหญ่" ที่ลูก ๆ หลาน ๆ จะต้องนับถือ เขายังเป็นประธานของบริษัทต่าง ๆ ในเครือตามธรรมเนียมทั่วไปของธุรกิจในครอบครัว

เสรีมีบุตรสองคน คนโตชื่อภาสุรี โอสถานุเคราะห์ เป็นชายหนุ่มที่ชอบใช้ชีวิตอย่างสงบเช่นคุณพ่อ สนใจและใฝ่ธรรมอย่างลึกซึ้งและถ่อมตัว เขาชอบที่จะไปนั่งเป็นกรรมการตามบริษัทต่าง ๆ ในเครือญาติเพื่อร่วมประชุม ซึ่งเขากล่าวว่า มันเป็นการศึกษาและติดตามความเปลี่ยนแปลง

ลูกอีกคนของเสรี คือ ศรีสุมา เธอแต่งงานกับเอกฤทธิ์ ประดิษฐ์สุวรรณ สถาปนิกหนุ่ม ศรีสุมานั้นเก็บตัวเงียบเสียยิ่งกว่าภาสุรี สามีและตัวเธอช่วยดูแลบริษัทสุวิทย์และเสรี ซึ่งมีบริษัทลูกคือ "ฐาปกา" ซึ่งรับออกแบบสร้างบ้าน ขณะที่บริษัท "บ้านเสรี" รับเหมาก่อสร้าง นอกจากนั้น บริษัทสุวิทย์และเสรียังทำโครงการช็อปปิ้งพลาซ่า ที่ถนนศรีนครินทร์ ข้างร้านอาหารบัว และโครงการเอสเอสบิวดิ้ง อาคารสูง 6 ชั้นบนนถนนเดียวกันอีกด้วย

หากดูแผนภูมิและศึกษาลักษณะการลงทุนจะได้ข้อสรุปว่า ทั้งครอบครัวสุวิทย์และครอบครัวเสรี คือ สายธุรกิจที่แยกตัวออกมาจากตระกูล "โอสถานุเคราะห์" ค่อนข้างชัดเจน และเมื่อสองครอบครัวนี้มารวมกันเพื่อลงทุนในธุรกิจต่าง ๆ เครือข่ายโยงใยธุรกิจที่เกิดขึ้นภายหลัง คือ พรีเมียร์และจีเอฟ ก็กลายเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีความเคลื่อนไหวและขยายตัวอย่างต่อเนื่องเป็นระยะ

ความโชคดีของสุวิทย์นั้นก็คือ แม้เขาจะเสียชีวิตไปแล้ว และลูกคนโตของเขาก็เป็นหญิง ทั้งลูก ๆ ทางฝ่ายเสรีก็ชอบที่จะอยู่อย่างสงบมากกว่า แต่เขามีน้อยชาย คือ เสรีและเขยอีกสองคนที่ต่างทำงานเก่งและเฉลียวฉลาด มีโลกทัศน์ทางธุรกิจที่ก้าวหน้า คือ วิเชียร พงศธร สามีลูกสาวคนโตวิมลทิพย์ และชินเวศ สารสาส สามีลูกสาวคนรองเสาวนีย์ สารสาส

ชินเวศเข้าไปจับงานที่จีเอฟ และเมื่อปีที่แล้ว เขาเริ่มเสนอแผนการปรับโครงสร้างและจัดกลุ่มธุรกิจในเครือจีเอฟใหม่ รวมไปถึงเริ่มการขยายตัวด้วยการร่วมทุนกับต่างประเทศหลายบริษัท เขาใช้เวลาในการเสนอแผนดังกล่าวถึง 9 เดือน จนกระทั่งกลายเป็น "จีเอฟโฮลดิ้ง" ในทุกวันนี้

นั่นเป็นเรื่องของเขยคนเล็ก วิเชียรซึ่งเป็นเขยคนโตก็วางแผนการปรับโครงสร้างบริษัทในเครือพรีเมียร์ในเวลาไล่เรี่ยเช่นกัน

มีปัจจัยสี่ประการที่วิเชียรและกลุ่มพรีเมียร์ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง หนึ่ง - วิเชียรนั่งประชุมอยู่ที่พรีเมียร์อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งทำธุรกิจส่งออก เขาต้องเดินทางไปต่างประเทศ และหาลู่ทางทำการค้ากับกลุ่มธุรกิจทั่วโลกตลอดเวลา แน่นอนที่เขาจะต้องพบกับช่องทางธุรกิจใหม่ ๆ ที่น่าลงทุน รวมไปถึงสินค้าใหม่ ๆ ที่น่าจะนำเข้ามาจำหน่าย แรงกระตุ้นจากการค้าต่างประเทศและความเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก เป็นปัจจัยประการหนึ่งที่พรีเมียร์กรุ๊ปต้องปรับตัวรองรับและพร้อมที่จะก้าวไปสู่โลกภายนอกให้มั่นคงกว่านี้

สอง - ในหมู่ผู้ถือหุ้นได้มองบทบาทของตนเอง และธุรกิจที่ตนเองถือครองเปลี่ยนไปจากเดิมที่จำกัดธุรกิจเหล่านั้นเป็นธุรกิจของครอบครัวผู้ถือหุ้นก็คือ คนในครอบครัวสุวิทย์และเสรีนั้นได้ปรับเปลี่ยนบทบาทตนเองเป็น "ผู้ลงทุน" ไม่เข้าไปก้าวก่ายการบริหารและเปิดทางให้ "มืออาชีพ" เข้ามารับผิดชอบในบริษัทอย่างเต็มที่

สาม - แต่ไหนแต่ไรมา พรีเมียร์แต่ละบริษัทมีอิสระในการบริหารและมีแนวการทำงาน รวมไปถึงการวางนโยบายที่ไม่ขึ้นต่อกัน หรือต่างคนต่างทำ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงเป็นไปเพื่อร้อยรัดพรีเมียร์ที่มีเกือบ 20 บริษัทให้มีทิศทางเดียวกัน หรือนโยบายการทำงานที่สอดคล้องไปในทางเดียวกัน

แหล่งข่าว กล่าวว่า แนวความคิดที่จะเริ่มรวมพรีเมียร์กรุ๊ปนั้นมีมานานมากแล้ว และตัววิเชียรก็เริ่มที่จะมีบทบาทในพรีเมียร์อื่น ๆ นอกเหนือจากพรีเมียร์อินเตอร์เนชั่นแนลมาตั้งแต่ 5 ปีที่แล้ว แต่แนวความคิดดังกล่าวก็ค่อย ๆ ทำไปในทางปฏิบัติ ขณะเดียวกันวิเชียรและครอบครัวเสรีเองก็ไม่ชอบเป็นข่าวหรือประกาศตัวโจ่งแจ้งนัก การเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าในพรีเมียร์โกลเบิลจึงดูล่าช้ากว่าทางจีเอฟถึงเกือบหนึ่งปี

บริษัทล้อมดำริห์และสวัสดิ์ดำริห์ บริษัทดั้งเดิมของทั้งสองครอบครัวปรับตัวเองโดยการตั้งบริษัท "พรีเมียร์โกลเบิลคอร์ปอเรชั่น" ขึ้น โดยมีสองบริษัทดั้งเดิมนั้นเป็นผู้ถือหุ้นคนละ 50% ซึ่งต่อไปพรีเมียร์โกลเบิลจะกลายเป็นบริษัทผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทในเครือพรีเมียร์ทุกบริษัท นั่นคือสถานะของพรีเมียร์โกลเบิลจะเป็นโฮลดิ้งคอมปานีนั่นเอง

เสนาะ อูนากูล เข้ามารับตำแหน่งประธานคณะกรรมการพรีเมียร์โกลเบิล ว่ากันว่าเสนาะมีความสนิทสนมกับครอบครัวสุวิทย์ โดยเฉพาะคุณหญิงมาลาทิพย์มานมนาน เมื่อครั้งที่ตั้งจีเอฟโฮลดิ้ง เสนาะก็เป็นคนแนะนำณรงค์ชัย อัครเศรณีมาเป็นกรรมการผู้จัดการจีเอฟโฮลดิ้ง

ในคณะกรรมการประกอบด้วยเสรี วิเชียร วิมลทิพย์ ภาสุรี ซึ่งจะคอยกำกับและดูแลด้านนโยบายให้กับบริษัทลูก ๆ แต่วิเชียรเป็นคนสำคัญที่สุดที่รับหน้าที่เข้าไปดูแลการบริหารบริษัทในเครือซึ่งมีประมาณ 20 บริษัท เมื่อมีการประชุมระดับผู้บริหารครั้งหนึ่งนั้นจะมีตัววิเชียรเป็นประธานและบรรดาผู้บริหารของแต่ละบริษัทรวมแล้วกว่า 20 คน เมื่อมีการประชุมระดับผู้บริหารครั้งหนึ่งนั้นจะมีตัววิเชียรเป็นประธานและบรรดาผู้บริหารของแต่ละบริษัทรวมแล้วกว่า 20 คน

พรีเมียร์โกลเบิลจะแบ่งกลุ่มธุรกิจออกเป็น 4 กลุ่ม คือ หนึ่ง - กลุ่มการค้าต่างประเทศ สอง - กลุ่มการค้าภายในประเทศ สาม - กลุ่มการผลิต สี่ - กลุ่มการเงิน

บริษัทในเครือที่น่าจะมีบทบาทต่อไปมีด้วยกันหลายบริษัท เช่น พรีเมียร์อินเตอร์เนชั่นแนล เป็นบริษัททำการค้าระหว่างประเทศ มียอดขายในแต่ละปีประมาณ 600-800 ล้านบาทต่อปี มีสาขาในสหรัฐอเมริกาสองแห่งและมีเอเย่นต์ธุรกิจทั่วโลกจำนวน 48 แห่ง บริษัทนี้เป็นบริษัทหลักที่วิเชียรรับผิดชอบดูแลมาตั้งแต่ปี 2523

พรีเมียร์ซัพพลายเป็นบริษัทในเครือที่เก่าแก่ที่สุด มีสาขาอยู่ในหลายจังหวัด ล่าสุดซิตี้คอร์ปและเอไอจี (บริษัทแม่ของเอไอเอในประเทศไทย) ได้เข้ามาถือหุ้นด้วย บริษัทละ 2.5% จากทุนจดทะเบียน 200 ล้านซึ่งนอกเหนือเหตุผลทางธุรกิจที่ว่าอนาคตของธุรกิจเช่าซื้อน่าจะไปได้ไกลและผลตอบแทนน่าจะคุ้มค่าการลงทุนแล้ว แหล่งข่าวกล่าวว่า การร่วมถือหุ้นดังกล่าวสะท้อนถึงความสัมพันธ์ของวิเชียรกับซิตี้คอร์ปและเอไอจี โดยเฉพาะซิตี้คอร์ปนั้นเป็นกลุ่มธุรกิจการเงินที่เป็นสะพานเชื่อมในการร่วมทุนกับบริษัทต่างประเทศแห่งอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี

ผลประกอบการในปี 2532 พรีเมียร์ซัพพลายมีสินทรัพย์ 1,600 ล้าน ยอดขาย 1,200 ล้าน กำไรสุทธิ 60-70 ล้าน และกำลังให้ธนสยามศึกษาเพื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์

พีเอ็มฟู้ดเป็นบริษัทร่วมทุนกับชาวไต้หวันรับผลิตปลาสวรรค์ทาโร่ ซึ่งมีผลประกอบการดีพอที่อาจจะเป็นบริษัทที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้เป็นบริษัทแรกของกลุ่ม บริษัทมียอดขายประมาณ 100 ล้านบาท กำไร 12 ล้าน และกำลังลงทุนเพิ่มอีก 50 ล้าน เพื่อเพิ่มผลิตภัณฑ์ คือ ของขบเคี้ยวประเภทถั่ว

พรีเมียร์โพรดักส์และพีพีเซ็นเตอร์เป็นบริษัทที่เกี่ยวเนื่องกัน โดยเฉพาะบริษัทแรกตั้งมาตั้งแต่ปี 2517 โดยพรีเมียร์โพรดักส์เป็นบริษัทผลิตถังน้ำพีพ ถังไบโอเซฟท์ ถังแซทส์ ซึ่งผลิตจากไฟเบอร์กลาส และพีพีเซ็นเตอร์รับจัดจำหน่าย มียอดขายประมาณ 300 ล้านบาท

พรีเมียร์บาวาเรียไลน์เป็นบริษัทร่วมทุนกับบริษัท FISHCHER & MENZEGHBH จากรัฐบาวาเรีย สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน ผลิตเครื่องสุขภัณฑ์อะคลีลิค ให้กับคอตโต้ โดยใช้เงินลงทุน 35 ล้านบาท มีโรงงานอยู่ที่หนองจอกบนพื้นที่เกือบ 4 ไร่ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนกันยายนปี 2531

พรีเมียร์โฟรเซ่นฟู้ดโปรดักส์เป็นโรงงานผลิตอาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง อาหารทะเลแปรรูป รวมไปถึงผักผลไม้แปรรูป เป็นการลงทุนเองของกลุ่มเป็นเงิน 131 ล้านบาท มีโรงงานอยู่ที่ถนนบางนา-ตราด เนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ มีกำลังการผลิต 8,800 ตันต่อปี ส่งออก 80% ตลาดใหญ่คือญี่ปุ่น

พรีเมียร์อุตสาหกรรมกระเป๋า เป็นโรงงานผลิตกระเป๋าเดินทางเพื่อการส่งออก ลงทุนโดยกลุ่มพรีเมียร์เองทั้งหมดเป็นมูลค่า 53 ล้านบาท

แต่เดิมนั้นพรีเมียร์อินเตอร์เนชั่นแนลทำตลาดส่งออกมีสินค้าประมาณ 80 ชนิด มีมูลค่าส่งออกปีหนึ่ง ๆ ประมาณ 600-800 ล้าน ดังนั้นเมื่อโรงงานเหล่านี้สามารถเดินเครื่องผลิตได้เต็มกำลังพรีเมียร์อินเตอร์เนชั่นแนลก็จะมีสินค้าเป็นของตนเอง และยอดขายก็น่าจะเพิ่มเป็นพันล้านได้อย่างแน่นอน

ธุรกิจอีกด้านหนึ่งที่เพิ่งมารวมกับพรีเมียร์กรุ๊ป คือ บริษัทเครือเนาวรัตน์พัฒนาการ ซึ่งประกอบธุรกิจกุ้งกุลาดำและรับเหมาก่อสร้าง บริษัทนี้เคยเป็นการร่วมทุนระหว่างเสรีและมานะ กรรณสูต เครือญาติของหมอชัยยุทธ กรรณสูต แห่งอิตัลไทย ต่อมาโอสถสภาเทคโอเวอร์ไป แต่ครั้งล่าสุดเสรีเล่าว่า เขาและพรีเมียร์กรุ๊ปได้ซื้อคืนกลับมาแล้ว แต่ยังให้มานะ กรรณสูต รับผิดชอบอยู่ในส่วนบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ล่าสุดปรากฏว่า บริษัทเนาวรัตน์พัฒนาการแห่งนี้ได้รับมอบหมายให้ก่อสร้างอาคารประชุมเวิลด์แบงก์จากกระทรวงการคลังอีกด้วย !

ส่วนบริษัทเนาวรัตน์ซีกที่ทำกิจการกุ้งกุลาดำนั้น แหล่งข่าวกล่าวว่า กิจการด้านนี้ค่อนข้างใหญ่มาก มีที่ดินสำหรับเลี้ยงกุ้งกุลาดำถึงหมื่นกว่าไร่ มียอดขายไม่ต่ำกว่า 3 พันล้าน และกุ้งกุลาดำที่ได้มาก็เข้าห้องเย็นของพรีเมียร์กรุ๊ปที่กำลังจะก่อสร้างขึ้นในเร็ววันนี้ และพรีเมียร์อินเตอร์เนชั่นแนลก็จะรับผิดชอบการจัดจำหน่ายในต่างประเทศ

โรงงานผลิตซ๊อสและปลากระป๋องโรซ่าซึ่งถูกรวมอยู่ในบริษัทเอสจีไอ (สยามกล้าสอินดัสตรี) ของโอสถสภาก็อยู่ในระหว่างการเจรจามารวมอยู่ในพรีเมียร์กรุ๊ป ซึ่งอาจจะตั้งชื่อหลังจากรวมว่า พรีเมียร์อุตสาหกรรมปลากระป๋องก็เป็นได้

นอกเหนือจากนี้ ก็จะมีบริษัทซันโย ยูนิเวอร์แซล อิเลคทริค ที่ถูกจัดมารวมในพรีเมียร์กรุ๊ปด้วย เป็นการร่วมลงทุนกับซันโยจากญี่ปุ่นเพื่อผลิตสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า พรีเมียร์โกลเบิลที่หุ้นอยู่ในราว 30%

บริษัทที่นอกเหนือจากนี้ยังไม่มีบทบาทเด่นชัดเจน

แม้ไม่มีตัวเลขยอดขายโดยรวมทั้งพรีเมียร์กรุ๊ปอย่างเป็นทางการ แต่วิเชียร พงศธร กล่าวว่า เมื่อปีที่แล้วมียอดขายประมาณ 6-7 พันล้าน !

หากตัดพรีเมียร์มาร์เก็ตติ้งออกไปก็คงต้องลดออกไปประมาณ 1 พันล้านกว่าบาท แต่ถ้าหากรวมกลุ่มบริษัทเนาวรัตน์พัฒนาการ พรีเมียร์กรุ๊ปก็จะมียอดขายปาเข้าไปถึงหมื่นล้านบาท !

เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา พรีเมียร์ซัพพลายก็ได้รับอนุมัติจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้เข้าไปฟื้นฟูบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นครหลวงอินเวสเม้นท์ (เอ็มไอที) ซึ่งเป็นบริษัทเงินทุนในโครงการ 4 เมษายน

กรณีดังกล่าวถูกโยงไปว่า จีเอฟ ซึ่งเป็นสถาบันการเงินในเครือโอสถานุเคราะห์เหมือนกัน ไม่สนับสนุนพรีเมียร์กรุ๊ปดังก่อนแล้ว พรีเมียร์กรุ๊ปจึงต้องหาทางออกหรือไม่ก็เป็นการแข่งขันระหว่างเขยสองคน สองสายธุรกิจ คือ ระหว่างวิเชียรและชินเวศ ที่ต้องแยกอิสระจากกันโดยเด็ดขาดและสร้างฐานทางธรุกิจขึ้นมาคนละกลุ่ม

กรณีดังกล่าว ผู้ใกล้ชิดวิเชียรและผู้บริหารระดับสูงของพรีเมียร์กรุ๊ปให้เหตุผลว่า มันไม่มีเหตุผลอะไรมากไปกว่าเหตุผลทางการลงทุน

"กรรมการบริษัทเห็นผลตอบแทนในอนาคตน่าจะดีก็เลยยื่นเรื่องขอฟื้นฟูเข้าไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว" แหล่งข่าวกล่าว

เหตุผลนอกเหนือจากนั้นก็คือ ไม่ว่าบริษัทใดหรือสถาบันการเงินใดก็ไม่ควรไปยึดอยู่กับคนใดคนหนึ่งมากเกินไป ซึ่งอาจจะทำให้เสียโอกาสในการลงทุนไป นอกจากนั้นจีเอฟก็ไม่ใช่ของพรีเมียร์กรุ๊ปเสียคนเดียว

แหล่งข่าวอธิบายว่า ในปัจจุบันพรีเมียร์ซัพพลายซึ่งจีเอฟให้การสนับสนุนนั้นมีวงเงินในการให้บริการเช่าซื้อประมาณ 2,000 ล้าน ใช้แหล่งเงินจากจีเอฟประมาณ 25% นอกนั้นมาจากสถาบันการเงินแห่งอื่น และมีแนวโน้มว่ายอด 25% นี้จะลดลงไปเรื่อย ๆ

"จีเอฟเขาเป็นมืออาชีพ เขาต้องกระจายความเสี่ยงและไม่ว่าจีเอฟเป็นของกลุ่มสุวิทย์และเสรีทั้งหมด แต่จริง ๆ แล้ว ทั้งก่อนปรับโครงสร้างสุวิทย์และเสรีก็ยังถือแค่ 51% เท่านั้น และอีกอย่างนครหลวงอินเวสท์เม้นท์ก็จะไม่มีเงินปันผลอยู่ถึง 6 ปี ซึ่งถ้าไม่ใช่บริษัทเพื่อการลงทุนโดยเฉพาะก็จะไม่ทำ ดังนั้นพรีเมียร์โกลเบิลน่าจะเหมาะในการลงทุนเพื่อแสวงหาผลตอบแทนในอนาคตที่ค่อนข้างไกลพอสมควร คือ นครหลวงอินเวสท์เม้นท์เป็นบริษัทที่ต้องอาศัยการฟื้นฟูนานพอดู ก็คุณเห็นไหมมีบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่ไหนเขาเข้าไปลงทุนในโครงการ 4 เมษาก็เพราะมันไปดึงเงิน เงินก็จม คนเลยเข้าใจผิดว่า จีเอฟไม่สนองตอบหรือเปล่า ไม่ใช่มันเป็นเหตุผลของการลงทุนเท่านั้น และเหตุผลของการฟื้นฟูที่ต้องอาศัยวิถีทางการตลาดและฐานการเงินเราก็ควรเอาฐานภายนอกไม่ใช่เอาฐานภายในเข้ามา ซึ่งยิ่งทำให้มันดึงเงิน มันก็ไม่ DIVERSIFY ซิมันไม่มีอะไรดีขึ้น" แหล่งข่าวกล่าว

แต่พรีเมียร์กรุ๊ปก็ไม่สามารถเข้าไปบริหารในสถาบันการเงินแห่งนี้ได้โดยลำพัง จำเป็นต้องหาบริษัทร่วมลงทุน ซึ่งวิเชียรก็ได้เอไอจี บริษัทประกันภัย ยักษ์ใหญ่ของโลก

เหตุผลก็คือ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งเอไอจีมีเต็มเปี่ยม และวิธีการบริหารสาขา ซึ่งเอไอจีจะเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ เพราะสถาบันการเงินที่ต้องการการฟื้นฟูจะต้องมีสาขาเครือข่ายที่เอื้ออำนวยต่อการหารายได้

ในนครหลวงอินเวสท์เม้นท์ พรีเมียร์จะถือหุ้น 51% และเอไอจี 49%

ดังนั้นหากสรุปบริษัทในเครือพรีเมียร์กรุ๊ปทั้งหมด จะพบว่า ในช่วงนี้คือช่วงก่อร่างสร้างตัวที่จะก้าวไปข้างหน้า พรีเมียรกรุ๊ปกำลังจะมีทั้งฐานทางการเงิน ฐานการผลิต บริษัททำการตลาดทั้งในและต่างประเทศ

"พรีเมียร์กรุ๊ปจะเน้นนโยบายสองประการ คือ เป็นบริษัทการตลาดที่เน้นโครงสร้างช่องทางการจัดจำหน่าย และจะลงทุนหรือร่วมลงทุนในอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับช่องทางการจัดจำหน่ายของเรา" วิเชียรกล่าวสรุปนโยบายของกลุ่มอย่างง่าย ๆ กับ "ผู้จัดการ"

"อนาคตของพรีเมียร์เป็นอย่างไร เรามองอนาคตด้วยความมั่นใจ เรามองเมืองไทยไม่ได้ เป็นอย่างเมืองไทยทุกวันนี้ เรามองอย่างออสเตรเลีย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ เรามอง AREA BUSINESS อย่างทั่วโลก เราเป็น PROFESSIONAL มากขึ้น เรามี OUTLET ในต่างประเทศ มีต่างประเทศเข้ามาร่วมทุนและจะไปลงทุนในต่างประเทศในจุดที่เราเกี่ยวข้อง" แหล่งข่าวผู้ใกล้ชิดกับวิเชียรกล่าวถึงอนาคตอย่างเชื่อมั่น

ซึ่งแน่นอนบทบาทเช่นนี้จะต้องไม่พ้นวิเชียร พงศธร CHIEF EXECUTIVE ของพรีเมียร์โกลเบิลนั่นเอง !

ประมาณเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ บริษัทในเครือพรีเมียร์กรุ๊ปทั้งหมดจะย้ายไปรวมกันอยู่ "พรีเมียร์ คอร์ปอเรทปาร์ค" ที่ถนนศรีนครินทร์ ณ ที่นั่นจะเป็นการประกาศตัว "พรีเมียร์กรุ๊ป" อย่างเปิดเผยเป็นครั้งแรก ส่วนอาครที่หลังสวนนั้นจะถูกทุบทิ้ง และพัฒนาเป็น "หลังสวน คอมเพล็กซ์" อาคารสูง 26 ชั้น ดำเนินงานโดยบริษัทเชสเตอตัน บริษัทในเครือจีเอฟโฮลดิ้ง ซึ่งทางจีเอฟโฮลดิ้งก็จะอาศัยอาคารแห่งนี้เป็นสำนักงานใหญ่ไปด้วย และนั่นก็จะเป็นอีกปรากฏการณ์หนึ่งที่ทั้งพรีเมียร์กรุ๊ปและจีเอฟโฮลดิ้งจะแยกกันให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้ง วิเชียร พงศธร และชินเวศ สารสาส ต่างก็ต้องดำเนินชีวิตกันไปตามวิถีแห่งความเป็นนักธุรกิจที่มีสายตาอันยาวไกล โดยมีเสรี คุณหญิงมาลาทิพย์และครอบครัวของคนทั้งสองเฝ้ามองอย่างใกล้ชิด

ณ วันนี้ แม้พรีเมียร์กรุ๊ปและจีเอฟโฮลดิ้ง จะยังมีสายสัมพันธ์แห่ง "โอสถานุเคราะห์" ยึดเหนี่ยวต่อกันอยู่ แต่บริษัททั้งสองก็ได้พัฒนาตัวเองจนกลายเป็นบริษัทที่แทบจะเรียกได้ว่าไม่ได้เป็นบริษัทในครอบครัวอีกต่อไปแล้ว และกำลังก้าวสู่ธุรกิจโลกอย่างเชื่อมั่นต่อไปอีกด้วย

สิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นความแปลกใหม่ในสายตาของบุคคลทั่วไป หรือแม้แต่ในความรู้สึกของคนในตระกูล "โอสถานุเคราะห์" ด้วยกันเอง แต่หลายคนเชื่อว่า หากสุวิทย์ โอสถานุเคราะห์ ผู้เริ่มต้นธุรกิจโอสถานุเคราะห์สายจีเอฟโฮลดิ้งและพรีเมียร์โกลเบิลยังมีชีวิตอยู่ถึงวันนี้...เขาคงมีความสุข...

Image

ningku
Verified User
Posts: 31
Joined: Mon May 18, 2009 9:19 pm

Re: PM

Posts by ningku » Sun Sep 02, 2012 8:18 pm

มาแชร์ ว่าบริษัทของที่บ้านเรา ผลิตสินค้าขนมห่อ เคยจ้าง pm จัดจำหน่าย มาหลายปี แต่ปัจจุบัน ยอดขายโชว์ห่วย และ ยี่ปั้ว ซาปั้ว ตามต่างจังหวัดลดน้อยลงอย่างมาก เราจึงยกเลิก การจำหน่ายกับ pm ไป

ตอนนี้ จำหน่ายผ่าน makro , tesco and bigc ก็ค่อนข้างครอบคลุม ทั่วประเทศ และ กำลังซื้อเกือบทั้งหมด เพราะ โชว์ห่วย ยี้ปั้ว ซาปั้ว บอกเซลล์ว่าซื้อกับ makro สะดวกกว่า รับจาก pm เสียอีก?


ธุรกิจระดับโลก ที่ทำจัดจำหน่าย(พ่อค้าคนกลาง) อย่าง ลีแอนด์ฟุง ยังนับวันยิ่งแย่ลงทุกวัน (ลองหาๆอ่านข่าวดู)

มันหมดยุค "พ่อค้าคนกลาง" แล้วล่ะ


inceptor
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 252
Joined: Thu Aug 12, 2010 4:51 pm

Re: PM

Posts by inceptor » Sun Sep 02, 2012 10:19 pm

ningku wrote:มาแชร์ ว่าบริษัทของที่บ้านเรา ผลิตสินค้าขนมห่อ เคยจ้าง pm จัดจำหน่าย มาหลายปี แต่ปัจจุบัน ยอดขายโชว์ห่วย และ ยี่ปั้ว ซาปั้ว ตามต่างจังหวัดลดน้อยลงอย่างมาก เราจึงยกเลิก การจำหน่ายกับ pm ไป

ตอนนี้ จำหน่ายผ่าน makro , tesco and bigc ก็ค่อนข้างครอบคลุม ทั่วประเทศ และ กำลังซื้อเกือบทั้งหมด เพราะ โชว์ห่วย ยี้ปั้ว ซาปั้ว บอกเซลล์ว่าซื้อกับ makro สะดวกกว่า รับจาก pm เสียอีก?


ธุรกิจระดับโลก ที่ทำจัดจำหน่าย(พ่อค้าคนกลาง) อย่าง ลีแอนด์ฟุง ยังนับวันยิ่งแย่ลงทุกวัน (ลองหาๆอ่านข่าวดู)

มันหมดยุค "พ่อค้าคนกลาง" แล้วล่ะ
ผมลอง cross check idea ของคุณ @ningku โดยการดูจากงบกำไรขาดทุนของดีทแฮล์ม 3 ปีย้อนหลัง

พบว่า growth ของดีทแฮล์มโตมากนะครับ ดังนั้นผมจึงคิดว่าธุรกิจจัดจำหน่ายน่าจะยังไปได้ดีอยู่ครับ

สำคัญคือความเก่งของแต่ละบริษัท
Attachments
Screen011.jpg
Screen011.jpg (157.82 KiB) Viewed 5286 times

Image

User avatar
PRO_BABY
Verified User
Posts: 1584
Joined: Sat Oct 11, 2003 4:26 pm

Re: PM

Posts by PRO_BABY » Sun Sep 02, 2012 10:38 pm

ถ้าหมายถึงธุรกิจ ผู้จัดจำหน่ายกำลังจะแย่ หรือล้มหายตายจากไปจากโลก นี้ผมว่าน่าจะมองสั้นไปหน่อยครับ
เวลาเราซื้อสินค้า เราจะเจอคำว่า "ผลิตโดย ......... จัดจำหน่ายโดย.......... " ตัวอย่างผู้จัดจำหน่าย เช่น พรีเมียร์มาเก็ตติ้ง มุ่งพัฒนา ธุรกิจMLM ไทยน้ำทิพย์ เสริมสุข บีเจซี ดีทแฮม สิงห์ ฯลฯ
ผมเลยเอาบทความจากหนังสือพิมพ์มาฝาก ผมอาจมองผิดไปก็ได้ได้ครับ
"updated: 19 มิ.ย. 2555 เวลา 08:20:25 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์"

ธุรกิจจัดจำหน่ายเนื้อหอมรับเออีซี ยักษ์ใหญ่รุมชิงเค้ก-สหพัฒน์โหมลงทุนรอบใหม่

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ที่จะเกิดขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า หนึ่งในธุรกิจที่มีโอกาสอย่างยิ่งคือ ธุรกิจจัดจำหน่าย หรือดิสทริบิวเตอร์ ทั้งการขยายศักยภาพเพื่อรองรับผู้ประกอบการในอาเซียนที่จะเข้ามาเปิดตลาดในไทย รวมถึงการออกไปตั้งบริษัทจัดจำหน่ายในต่างประเทศ เพื่อรับสินค้าจากไทยที่เข้าไปเปิดตลาดนั้น ๆ ไม่แปลกที่วันนี้เราเห็นการปรับตัวของธุรกิจดิสทริบิวเตอร์ในไทยมากขึ้น

สหพัฒนพิบูลตั้งบริษัทพม่า

นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธุรกิจจัดจำหน่ายมีโอกาสสูงมาก เพราะสินค้าจากอาเซียนที่จะเข้ามาเปิดตลาดในไทย ก็ต้องมองหาบริษัทที่จะขายสินค้าให้ สำหรับบริษัทเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ โดยปีนี้จะเข้าไปเปิดบริษัทในพม่า โดยเป็น "ดิสทริบิวเตอร์ คอมปะนี" เพราะเป็นช่วงที่พม่าเปิดประเทศอย่างเต็มที่

"จริง ๆ บริษัทในเครือเข้าไปตั้งในพม่าเป็นสิบปีแล้ว ทั้งไลอ้อน ไทยเพรซิเดนท์ฟู้ดส์ รวมแล้วมี 4-5 รายที่ช่วยกันกระจายสินค้าของเครือสหพัฒน์ ส่วนเราสหพัฒนพิบูลถือเป็นรายสุดท้ายที่เข้าไป เพราะ

รอให้พม่าเปิดประเทศก่อน"

ทั้งนี้ ตนมองว่าพม่าเป็นประเทศที่ใหญ่ จำเป็นต้องมีหลายบริษัทช่วยกันจัดจำหน่าย

"ช่วงแรกที่เราเข้าไปตั้งบริษัทจะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เน้นขายสินค้าที่บริษัทอื่นในเครือยังไม่ได้นำเข้าไปขาย"

รวมถึงการเปิดรับสินค้าไทยที่จะเข้าไปบุกพม่า และสินค้าของพม่าเองที่ต้องการหาบริษัทจัดจำหน่ายที่มีความเชี่ยวชาญ

"สินค้าไทยได้เปรียบในแง่คุณภาพสำหรับเออีซี มีการยอมรับสูง เราต้องเร่งปรับตัวเองเพื่อรับโอกาสตรงนี้ และการแข่งขันที่จะเกิดขึ้น ที่ตนกังวลคือเวียดนาม ซึ่งมีการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ไปอย่างรวดเร็วมาก"

ลงทุนคลังสินค้าใหม่รับการเติบโต

สำหรับในประเทศ บริษัทจะเดินหน้าลงทุนในด้านต่าง ๆ เพื่อรองรับการขยายตัวในอนาคต โดยจะรุกหนักรับจัดจำหน่ายสินค้านอกเครือมากขึ้น รวมถึงเตรียมพร้อมสำหรับรับสินค้าจากต่างประเทศหลังเปิดเออีซี

"เราเป็นบริษัทจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใหญ่ที่สุด มีหน่วยรถ 300-400 คัน ครอบคลุมร้านค้าทั่วประเทศ แต่สิ่งที่ต้องทำเพิ่มเติมคือปรับปรุงระบบต่าง ๆ ให้ดีขึ้น ทั้งโลจิสติกส์ การเก็บข้อมูล การประมวลผลข้อมูล โดยนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาช่วย ขณะเดียวกันก็เพิ่งเริ่มการขายรูปแบบใหม่ ๆ อาทิ ไดเร็กต์ ดีลิเวอรี่ ฯลฯ"

ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนสินค้านอกเครือ 10% จากยอดขายปีนี้ประมาณ 30,000 ล้านบาท และตั้งเป้าอีก 3 ปีข้างหน้าคาดหวังสัดส่วนสินค้านอกเครือเพิ่มเป็น 20% ปัจจุบันมีลูกค้าทั้งสิ้น 10 บริษัท ล่าสุดได้ลงทุน 200 ล้านบาท เพื่อสร้างคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ที่ร่มเกล้า จากปัจจุบันมีอยู่ 3 แห่ง ปีหน้าก็มีแผนสร้างเพิ่มอีกอย่างน้อย 1 แห่ง

"เป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นคือ สินค้าต่าง ๆ ก็อยากได้บริษัทจัดจำหน่ายที่มีความเชี่ยวชาญรับกระจายสินค้า รวมถึงช่วยทำตลาดให้ ยิ่งเออีซีที่กำลังจะเกิดขึ้น ทำให้เทรนด์นี้ยิ่งแรง ไม่แปลกที่ขณะนี้บรรดาผู้ผลิต

ต่าง ๆ พยายามรับจำหน่ายสินค้านอกเครือด้วย จริง ๆ สหพัฒนพิบูลถือว่ารุกตรงนี้ช้ากว่ารายอื่นด้วยซ้ำ" นายบุญชัยกล่าว

ขาใหญ่แตกไลน์ธุรกิจจัดจำหน่าย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ผ่านมาเจ้าของสินค้าต่าง ๆ เริ่มเล็งเห็นศักยภาพดังกล่าว จึงประกาศรุกธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้ากันมากขึ้น เป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งคลังสินค้า และหน่วยรถให้สามารถทำรายได้ได้สูงสุด หลายรายประกาศรุกธุรกิจนี้เป็นครั้งแรก

นายสมเกียรติ มรรคยาธร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปทุมไรซ์มิล แอนด์ แกรนารี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลาดข้าวถุงในประเทศเติบโตทรงตัว ขณะที่ภาคส่งออกลดลง บริษัทจึงปรับแผนธุรกิจด้วยการรับจัดจำหน่ายและกระจายสินค้า ซึ่งบริษัทมีความเชี่ยวชาญในตลาดกรุงเทพฯ ปริมณฑล และพันธมิตรยี่ปั๊วซาปั๊ว เบื้องต้นสิ้นปีตั้งเป้าจะมีลูกค้า 3-5 ราย

"พอย้ายฐานการผลิต ธุรกิจหายไปหลายด้าน โรงสี โรงไฟฟ้า โรงสกัดน้ำมัน ที่เหลือก็คือข้าวและบรรจุภัณฑ์ คิดเป็นรายได้ที่หายไปราว 700-800 ล้านบาท จึงต้องหาธุรกิจอื่น ๆ เข้ามาทดแทน มองไปที่โปรดักต์ใหม่ ๆ ที่ไม่ใช่ข้าว"

เช่นเดียวกับนายดนัย ดีโรจนวงศ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ทำให้บริษัทไม่สามารถหยุดนิ่งและได้ปรับไปสู่ "เนตเวิร์กคอมปะนี"

มากขึ้น จากเดิมที่ขายสินค้ากลุ่มความงาม แต่ปีนี้ได้ขยายไปสู่สินค้าที่มีความหลากหลาย ตั้งแต่ปีที่แล้วได้จดทะเบียนตั้งบริษัทใหม่ ภายใต้ชื่อ บริษัท ศูนย์กระจายสินค้าเบทเตอร์เวย์ จำกัด ให้บริการขนส่งและกระจายสินค้าทุกชนิด ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มทดลองจัดส่งสินค้าให้กับธุรกิจอื่น ๆ อาทิ สินค้าโอท็อป และเอสเอ็มอี รวมทั้งได้เพิ่มพันธมิตรทางธุรกิจทั้งในแง่การร่วมพัฒนาสินค้า และนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายผ่านแค็ตตาล็อกเซล และได้ลงทุนอีก 1,600 ล้านบาท ในการก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ ที่ลาดหลุมแก้ว ปทุมธานี บนพื้นที่ 70 ไร่ มีพื้นที่ให้บริการลูกค้า 40,000 ตร.ม. พร้อมพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ในการสั่งสินค้าให้ทันสมัย คาดว่าจะเปิดใช้ปลายปี 2556

"ไม่เกิน 5 ปีจะเห็นโมเดลใหม่นี้เต็มรูปแบบ ช่วง 1-2 ปีแรกขอโฟกัสให้ระบบลงตัวก่อน และรองรับธุรกิจหลักของเราก่อน พออยู่ตัว เฟสต่อไปก็จะเป็น business provider ให้กับธุรกิจ"

รายที่ดูรุกหนักอย่างยิ่งคือ "เบอร์ลี่ ยุคเกอร์" นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือบีเจซี กล่าวว่า ต้องการไปซื้อ หรือร่วมทุนกับบริษัทจัดจำหน่ายสินค้าในภูมิภาคอาเซียน โดยโฟกัสที่อินโดจีนเป็นจุดแรก ปัจจุบันมีบริษัทจัดจำหน่ายในเวียดนามแล้วชื่อ "ไทยคอร์ป" ซึ่งเป็นการเข้าไปร่วมทุน ขณะนี้กำลังมองหาการซื้อกิจการบริษัทจัดจำหน่ายในพม่า ที่คาดว่าจะได้บทสรุปเร็ว ๆ นี้

ดิสทริบิวเตอร์ปั้นสินค้าตัวเอง

ในมุมกลับกันเมื่อเจ้าของสินค้าต่าง ๆ ประกาศขายสินค้านอกเครือเพิ่มรายได้ บรรดาธุรกิจจัดจำหน่ายที่คร่ำหวอดในวงการ ก็ขยับไปสู่การปั้นธุรกิจ หรือแบรนด์ของตัวเอง จากเป็นเพียงแค่ธุรกิจการ "ซื้อมาขายไป" ซึ่งมีความไม่แน่นอนสูง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เห็นชัดเจนกรณีของ "ดีเคเอสเอช" ดิสทริบิวเตอร์เบอร์ 1 ของไทย ที่ประกาศซื้อลิขสิทธิ์ร้านคุกกี้ "มิสซิสฟิลด์" มาเปิดให้บริการในไทย ถือเป็นครั้งแรกที่บริษัทปั้นแบรนด์เป็นของ

ตัวเอง คลับคล้ายกับทางล็อกซเล่ย์ที่ล่าสุดได้ตั้งบริษัทรุกธุรกิจร้านอาหารอย่างจริงจัง จากที่เริ่มเซตอัพมาประมาณ 2 ปี หรือกรณีของบีเจซี ก็เดินหน้าปั้นแบรนด์ตัวเองมากขึ้น อาทิ อาหารเสริมแบรนด์ Fountain Health และสินค้าสุขภาพและความงาม "เบอร์ลี่ ป๊อป" อนาคตก็จะมีการปั้นแบรนด์ใหม่ ๆ มากขึ้น เพื่อบาลานซ์ความเสี่ยง นอกเหนือจากการรับจัดจำหน่ายสินค้า

ที่มา http://www.prachachat.net/news_detail.p ... catid=1100
Attachments
13400426991340042714l.jpg
13400426991340042714l.jpg (197.14 KiB) Viewed 5320 times

--ผลของอนาคตเกิดจาก<====ปัจจุบัน ผลของปัจจุบันเกิดจาก<===อดีต
--ทุกอย่างเชื่อมโยง มีเหตุ====> มีผ

Orpheus
Verified User
Posts: 39
Joined: Tue Aug 12, 2008 9:08 pm

Re: PM

Posts by Orpheus » Mon Sep 03, 2012 12:07 am

ถ้ามองในมุมเฉพาะธุรกิจจัดจำหน่ายว่ามีโอกาสโตหรือไม่ ผมมองว่ายังโตได้เรื่อยๆและ AEC ก็น่าจะเป็นโอกาสที่ดีของธุรกิจประเภทนี้ แต่คำถามที่ตามมาคือแล้ว PM มีเครือข่ายการกระจายสินค้าที่ใหญ่และครอบคลุมเพียงพอที่จะไปแข่งขันกับผู้นำในธุรกิจนี้ได้หรือไม่ครับ อย่างกลุ่มBJCเค้าก็มีสินค้่าในกลุ่มของเค้าเอง หรือดีทแฮมที่ต้องยอมรับว่ามีเครือข่ายโลจิสติกคลอบคลุมมาก แต่ผมยังสงสัยว่า PM จะมีความได้เปรียบในการแข่งขันตรงไหนเมื่อเปรียบเทียบกับผู้นำในธุรกิจนี้ เพราะถ้าผมจะหาคนที่มากรัจายสินค้าให้ผมผมก็คงเลือกบริษัทที่มีเครือข่ายโลจิสติกที่ครอบคลุมมากกว่าเพื่อสร้างยอดขายสินค้าผมให้เพิ่มขึ้นได้มากๆ


ningku
Verified User
Posts: 31
Joined: Mon May 18, 2009 9:19 pm

Re: PM

Posts by ningku » Mon Sep 03, 2012 7:21 am

ดิทแฮม นั้นใหญ่มาก ทำหลายอย่าง สินค้าเล็ก อย่างที่บ้านเราทำ เขายังไม่รับเลย เขารับมาเหมือน จ้างเราผลิต การตลาดเขาทำให้

แต่ pm เท่าที่เคยดิลด้วย ไม่ profestional คุยแบบลูกทุ่งมาก สมัยก่อนเสียค่าขนส่ง ผ่าน pm แค่ 20% เท่านั้น


จากข่าวย่อหน้าสุดท้าย
ในมุมกลับกันเมื่อเจ้าของสินค้าต่าง ๆ ประกาศขายสินค้านอกเครือเพิ่มรายได้ บรรดาธุรกิจจัดจำหน่ายที่คร่ำหวอดในวงการ ก็ขยับไปสู่การปั้นธุรกิจ หรือแบรนด์ของตัวเอง จากเป็นเพียงแค่ธุรกิจการ "ซื้อมาขายไป" ซึ่งมีความไม่แน่นอนสูง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เห็นชัดเจนกรณีของ "ดีเคเอสเอช" ดิสทริบิวเตอร์เบอร์ 1 ของไทย ที่ประกาศซื้อลิขสิทธิ์ร้านคุกกี้ "มิสซิสฟิลด์" มาเปิดให้บริการในไทย ถือเป็นครั้งแรกที่บริษัทปั้นแบรนด์เป็นของ...

บ่งบอกได้ว่า จัดจำหน่ายความเสี่ยงสูง แต่ เมืองไทย ลาว เขมร น่าจะไปได้อีกหลายปี เพราะ sme เยอะ ทั้งผู้ผลิตและผู้ค้า (โชว์ห่วย) แต่ที่เมืองนอก เรายกตัวอย่างระดับเอเชีย ลีแอนด์ฟุง ที่ถอยหลังทุกปี


champ412
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 912
Joined: Mon Apr 20, 2009 12:30 pm

Re: PM

Posts by champ412 » Mon Sep 03, 2012 8:35 am

ขอโพสให้ฐานะคนเก่าแก่ในห้องนะครับ

ผมมองว่าการจะประสบความสำเร็จของธุรกิจอย่าง การจัดจำหน่ายนั้นเป็นเรื่องของคนเกือบล้วนๆเลยครับ

ในส่วนของ Li and Fung นั้นถ้าทำการวิเคราะห์แบบจริงจังจะเห็นได้ว่าทางฝั่งลูกค้านั้นคนละเรื่องกับ PM นะครับ

Li and Fung = ส่งของให้พวก walmart target ซึ่งมีขนาดและความสามารถในการต่อรองมากมายมหาศาล แน่นอนว่าเค้าใหญ่พอที่จะเดินเข้าไปที่โรงงานแล้วบอกว่าต่อไปจะเอาของมาขายเองแล้วนะไม่ต้องใช้ Li and Fing แล้ว

PM = ส่งของให้พวก โชห่วยร้านสะดวกซื้อ ตามประเทศเข้าใจว่า 30,000 กว่าร้าน (อันนี้ทาง ผบห บอกว่านับ 7-11 เท่ากับ 1 หัวเท่านั้นนะครับ) เพราะฉะนั้นความเสี่ยงเรื่องลูกค้า หรือ กำลังต่อรองนั้นไม่น่าห่วงมากครับ

อีกอย่าง ทาโร่นั้นเราผลิตเองด้วยอย่างน้อยก็มีตัวหลักอยู่กับเราเหมือน ช่อง 3 มีน้อง ณเดชน์ กับ ญาญ่า :8)

และอีกอย่างคือเราไม่ได้เป็น Middleman นะครับ เราเป็น Marketer ให้กับสินค้านั้นๆด้วย

ลองคิดเล่นๆนะครับ

สมมุติผมทำการผลิต ขนมอะไรสักอย่างที่อร่อยมาก มีประโยชน์ อร่อย กินไม่อ้วน

ผมรู้ว่าผมมีสินค้าดีแต่จะขายยังไงคือปัญหา (จำ 4P ของ การตลาดได้ใช่ไหมครับ สินค้า ราคาโปรโมชั่น และ ช่องทางการจัดจำหน่าย)

PM ทำหน้าที่ตรงนี้แหละครับในการจัดหาสินค้าไปให้ผู้บริโภค เหมือนๆกับเวลาที่เราไปกินอะไรอร่อยๆในต่างประเทศหรืออะไรไกลๆแล้วคิดว่าเออถ้าเอาไปขายนะจะดีนะ PM ทำหน้าที่ตรงนี้นะครับ

ปล ขอบคุณคุณ โยโย่นะครับ เ้ขามาทีห้อง active ขึ้นเยอะเลย ไม่นับวอลลุ่มในตลาดที่เพิ่มขึ้นมามากจาก 3-4 ปีก่อน


User avatar
sai
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 4088
Joined: Wed Apr 30, 2008 8:18 pm

Re: PM

Posts by sai » Mon Sep 03, 2012 8:42 am

ningku wrote:ดิทแฮม นั้นใหญ่มาก ทำหลายอย่าง สินค้าเล็ก อย่างที่บ้านเราทำ เขายังไม่รับเลย เขารับมาเหมือน จ้างเราผลิต การตลาดเขาทำให้

แต่ pm เท่าที่เคยดิลด้วย ไม่ profestional คุยแบบลูกทุ่งมาก สมัยก่อนเสียค่าขนส่ง ผ่าน pm แค่ 20% เท่านั้น


จากข่าวย่อหน้าสุดท้าย
ในมุมกลับกันเมื่อเจ้าของสินค้าต่าง ๆ ประกาศขายสินค้านอกเครือเพิ่มรายได้ บรรดาธุรกิจจัดจำหน่ายที่คร่ำหวอดในวงการ ก็ขยับไปสู่การปั้นธุรกิจ หรือแบรนด์ของตัวเอง จากเป็นเพียงแค่ธุรกิจการ "ซื้อมาขายไป" ซึ่งมีความไม่แน่นอนสูง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เห็นชัดเจนกรณีของ "ดีเคเอสเอช" ดิสทริบิวเตอร์เบอร์ 1 ของไทย ที่ประกาศซื้อลิขสิทธิ์ร้านคุกกี้ "มิสซิสฟิลด์" มาเปิดให้บริการในไทย ถือเป็นครั้งแรกที่บริษัทปั้นแบรนด์เป็นของ...

บ่งบอกได้ว่า จัดจำหน่ายความเสี่ยงสูง แต่ เมืองไทย ลาว เขมร น่าจะไปได้อีกหลายปี เพราะ sme เยอะ ทั้งผู้ผลิตและผู้ค้า (โชว์ห่วย) แต่ที่เมืองนอก เรายกตัวอย่างระดับเอเชีย ลีแอนด์ฟุง ที่ถอยหลังทุกปี
อยากให้คุณ ningku ช่วยเล่าคร่าวคร่าวเกี่ยวกับโมเดลของ ลีแอนด์ฟุง ให้ฟังคร่าวคร่าวหน่อยสิครับ ว่าเหมือนหรือต่างกับ pm อย่างไรบ้าง เพื่อเป็นข้อมูลให้เพื่อนเพื่อนครับ ผมไปค้นหาข่าวจากเวปข่าวระบุมาคร่าวคร่าวตามลิ้งค์ข้างล่างดูโมเดลเหมือนจะต่างกับ pm ค่อนข้างมากครับ แต่อาจจะคลาดเคลื่อนเนื่องจากผมเป็นคนวงนอกอุตสาหกรรมครับผม หากมีข้อมูลเพิ่มเติมต้องขอบคุณคุณ ningku มากมากนะครับ
ปล.ขอบคุณที่ช่วยมาแชร์มุมมองนะครับ เราหลายคนในห้องจะได้พิจจารณาในแง่ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นครับผม





ลี แอนด์ ฟุง สูญบทบาท 'พ่อค้าคนกลาง'
ห้างค้าปลีกมีแนวโน้มหันไปติดต่อโดยตรงกับโรงงานผลิตสินค้า จึงไม่จำเป็นต้องอาศัยคนกลางอีกต่อไป


ตลอดศตวรรษที่ผ่านมา ลี แอนด์ ฟุง ทำหน้าที่จัดซื้อจัดหาสินค้าสารพัดชนิด ตั้งแต่รองเท้าไปจนถึงเสื้อผ้าเด็ก ให้กับห้างค้าปลีกรายใหญ่ระดับโลก อย่าง ทาร์เก็ต คอร์ป และวอลมาร์ท สโตร์ อิงค์

แต่หลังจากขยายตัวอย่างรวดเร็วมาหลายทศวรรษ ในที่สุด อัตราผลกำไรของ ลี แอนด์ ฟุง ก็หดตัวลง และซ้ำร้ายยิ่งไปกว่านั้น บรรดาห้างค้าปลีกมีแนวโน้มหันไปติดต่อโดยตรงกับโรงงานผลิตสินค้า จึงไม่จำเป็นต้องอาศัยคนกลางอีกต่อไป

ราคาหุ้น ลี แอนด์ ฟุง ในเดือนนี้ ทำสถิติร่วงลงมากสุดนับตั้งแต่จดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเมื่อปี 2535 และบริษัทหลักทรัพย์หลายรายปรับลดอันดับน่าลงทุนของหุ้นตัวนี้

แม้บริษัทการค้ายักษ์ใหญ่รายนี้เข้าซื้อกิจการต่างๆ เกือบ 2 โหลในระยะ 18 เดือนที่ผ่านมา แต่รายรับของบริษัทเพิ่มขึ้นเพียง 4% ช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ขณะที่ค่าใช้จ่ายพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว บ่งชี้ว่ากิจการส่วนหนึ่งที่ซื้อมาอาจมีผลประกอบการย่ำแย่

นักวิเคราะห์ประเมินว่า กำไรที่แท้จริงของบริษัท ไม่รวมกิจการที่ซื้อมา อาจถึงขั้นลดลง

บรูซ ร็อคโควิตซ์ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหาร ลี แอนด์ ฟุง กล่าวว่า ผลประกอบการซบเซาของบริษัท เป็นเพราะความท้าทายของเศรษฐกิจโลก มากกว่าปัญหาการดำเนินกิจการภายใน

"เมื่อเศรษฐกิจโลกย่ำแย่ การเติบโตของธุรกิจหลักย่อมชะลอตัวลง หากโลกปรับตัวดีขึ้น แต่เรายังมีผลประกอบการต่ำกว่าระดับปกติ นั่นจึงจะเป็นปัญหา แต่เรื่องแบบนี้ยังไม่เกิดขึ้น" ร็อคโควิตซ์ กล่าว

รูปแบบธุรกิจดั้งเดิมของ ลี แอนด์ ฟุง คือการติดต่อกับโรงงานเพื่อผลิตสินค้าให้ห้างค้าปลีก แต่ในเวลาต่อมา บริษัทขยับขยายการดำเนินงานจนเป็นการให้บริการแบบครบวงจร ปัจจุบันนี้ ลี แอนด์ ฟุง ให้บริการออกแบบสินค้า ทำตลาด และขนส่งด้วย

ร็อคโควิตซ์ กล่าวว่า ความซบเซาของเศรษฐกิจโลกทำให้ ลี แอนด์ ฟุง สบโอกาสซื้อสินทรัพย์ราคาถูก ซึ่งช่วยชดเชยการชะลอตัวของธุรกิจหลัก และคาดว่าอัตราผลกำไรในธุรกิจกระจายสินค้า ซึ่งอยู่ที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในปัจจุบัน จะฟื้นตัวในปีหน้า เมื่อปัญหาต้นทุนวัตถุดิบบรรเทาลง และบริษัทโยกงานจากประเทศต้นทุนสูง ไปยังประเทศต้นทุนต่ำ อย่าง จีน และบังกลาเทศ

"เรารู้สึกดีกับความสามารถของบริษัท ที่จะเพิ่มกำไรจากการดำเนินการหลักเป็น 1,500 ล้านดอลลาร์ในปี 2556 จาก 726.1 ล้านดอลลาร์เมื่อปี 2553" ร็อคโควิตซ์ กล่าว ขณะที่ วินีต ชาร์มา นักวิเคราะห์จาก บาร์เคลย์ส เชื่อว่า ลี แอนด์ ฟุง จะพลาดเป้าไปมาก

แต่ความท้าทายสำคัญของ ลี แอนด์ ฟุง คือ การรักษาบทบาทของพ่อค้าคนกลาง เมื่อลูกค้าหลัก อย่าง วอลมาร์ท ตลอดจน คาร์เตอร์ส อิงค์ และจิมโบรี คอร์ป ผู้จำหน่ายเสื้อผ้าเด็ก วางแผนสั่งสินค้าโดยตรงจากโรงงานเพิ่มขึ้นภายในไม่กี่ปีนี้

ร็อคโควิตซ์ ชี้ว่า แม้ผู้ค้าปลีกตัดสินใจซื้อสินค้าจากแหล่งผลิตโดยตรง แต่ก็ยังต้องการคนกลางในการบริหารจัดการด้านการขนส่ง การสื่อสาร และการตรวจสอบคุณภาพสินค้า

พร้อมกันนี้ ร็อคโควิตซ์ ยืนยันว่า ผู้ค้าปลีกไม่ได้ถอยห่างจาก ลี แอนด์ ฟุง และบริษัทยังลงนามในข้อตกลงเพื่อป้อนสินค้าให้กับผู้ค้าปลีกหลายราย รวมถึง ทาร์เก็ต ออสเตรเลีย และวอลมาร์ท

ลี แอนด์ ฟุง มีรายได้ 62% จากสหรัฐ 18% จากยุโรป ส่วนที่เหลือมาจากแคนาดา เอเชีย อเมริกากลาง ละตินอเมริกา แอฟริกาใต้ และตะวันออกกลาง

ในปีที่แล้ว ลี แอนด์ ฟุง ขาดทุนจากการดำเนินงาน จากการทำข้อตกลงจัดซื้อจัดหากับวอลมาร์ทเมื่อปี 2553 อันเป็นแนวโน้มที่ สเปนเซอร์ เหลียง นักวิเคราะห์จาก ยูบีเอส มองว่าจะดำเนินต่อไป

โดยทั่วไป ผู้ค้าปลีกรายใหญ่มักใช้วิธีผสมผสานในการจัดหาสินค้า ทั้งจัดหาจากแหล่งโดยตรง และผ่านคนกลาง แต่เมื่อกิจการเติบโตขึ้น ผู้ค้าปลีกเหล่านี้จะหันไปสั่งสินค้าโดยตรงมากขึ้นเพื่อกระตุ้นผลกำไร

ร็อคโควิตซ์ กล่าวว่า ลี แอนด์ ฟุง จะเปลี่ยนแปลงตัวเองหากจำเป็น ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต แต่บริษัททบทวนตัวเองอยู่แล้วทุก 3 ปี เพื่อพิจารณาว่าต้องเปลี่ยนแปลงอย่างไรหรือไม่

Tags : ลี แอนด์ ฟุง

ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/home/deta ... B8%87.html

Small Details Make a Big Difference

Yaiba123
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 423
Joined: Tue Apr 13, 2010 9:38 pm

Re: PM

Posts by Yaiba123 » Mon Sep 03, 2012 12:24 pm

ไม่ได้เข้า web ไม่กี่วัน เจอพี่โยเข้าไป คารวะเลยครับ ขอบคุณมากๆครับที่แบ่งปันความรู้ให้ครับ

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเดินทางสายนี้คือ จิตใจที่มั่นคงและแน่วแน่.....ส่วนความรู้เป็นสิ่งที่สามารถไขว่คว้าเพื่อตามให้ทันผู้อื่นได้ สู้ต่อไป...

DemonInvesting
Verified User
Posts: 805
Joined: Sun Oct 04, 2009 12:21 am

Re: PM

Posts by DemonInvesting » Mon Sep 03, 2012 2:05 pm

yoyo wrote: - จะมีก็ส่วนทูน่านี่แหละครับที่เป็นตัวทำให้งบรวมผันผวนเพราะช่วงก่อนปี 52 นั้นรายได้สูงพอสมควร ไล่จากปี 49-51 ก็ 894 - 940 - 1081 แล้วก็มา drop เยอะในปี 52 เหลือ 676 เพราะที่ญี่ปุ่นมีปัญหาและสินค้าบริษัทถือเป็นของ premium ราคาแพงกว่าคู่แข่ง ทำให้เวลาเกิดวิกฤต คนก็หันมาซื้อเกรดถูกแทน แต่หลังจากนั้นก็ไต่มาเรื่อยๆเป็น 733 811 ในปี 53 54 ส่วนปี 55 ก็โตขึ้นมา 16% เพราะบริษัทเริ่มหันไปจับลูกค้าใหม่ๆเพิ่มขึ้นเช่น ยุโรป

ว่าจะ post นิดเดียว กลายเป็นยาวไปซะงั้น
ถ้าดูตามข้อมูลใน Filing (ข้อมูลปี 47-50) ... ส่วนของทำทูน่า นี่อัตรากำไรขั้นต้นต่ำมากเฉลี่ยประมาณ 6% เท่านั้น เมื่อเทียบกับตัวอื่นที่ระดับ 2x% ... เพราะเป็นธุรกิจที่รับจ้างผลิตจากลูกค้าญี่ปุ่นอีกที ไม่ได้มีแบรนด์เป็นของตัวเอง ... ถ้าเข้าใจไม่ผิด ส่วนผลิตทูน่านี่น่าจะมีการตั้งราคาแบบ Cost + Margin ด้วย (คงต้องถามบริษัทอีกที) ... ทำให้ระดับอัตรากำไรขั้นต้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก อาจจะขึ้นลงนิดหน่อยตามอัตราแลกเปลี่ยน หรือ ต้นทุนในช่วงที่ยังไม่มีการปรับ ...

ดังนั้นถึงแม้ว่า ส่วนธุรกิจทูน่านี้จะทำให้รายได้ของ PM ผันผวน ... แต่ไม่น่าจะส่งผลทำให้กำไรผันผวนมากเท่าไหร่ ... เพราะเมื่อประเมินมาแล้วส่วนนี้ contribute เป็นกำไรเป็นสัดส่วนที่น้อย ...

ส่วนเรื่องความเสี่ยงของ PM ... ในส่วนธุรกิจจัดจำหน่ายผมก็ยังกังวลว่าจะได้รับผลลบจากการขยายตัวของ Modern Trade ... เพราะตอนนี้ PM เน้นจัดจำหน่ายเฉพาะร้านค้าแบบดั้งเดิมเป็นหลัก ... ซึ่งก็อย่างที่รู้ๆกันว่าเริ่มถูกพวก Modern Trade ทั้งค้าส่งค้าปลีก แย่งลูกค้ามากขึ้นเรื่อยๆ ... ยิ่ง ตจว. เองนี่ร้านโชห่วย ส่วนใหญ๋ก็หันไปซื้อของเข้าร้านเองจาก Makro โดยไม่ผ่านผู้จัดจำหน่ายด้วย ... แต่ก็ยังดีที่ดูเหมือนว่า PM จะเน้นลูกค้าในเขตกรุงเทพและจว.ข้างเคียงเป็นหลัก ... แต่โดยรวมแล้วก็ยังรู้สึกว่าอนาคตของผู้จัดจำหน่ายรายเล็กๆ(อย่าง PM ไม่น่าจะสดใสนัก)

ปล. จริงๆประชุมผู้ถือหุ้นคราวหน้า ... Thaivi น่าจะร่วมเสนอชื่อท่าน yoyo เข้าไปเป็นกรรมการบริษัทน่ะครับ ...

ถึงตลาดจะฟูมฟายมากแค่ไหน ก็ยินดียืมไหล่ให้เธอซบ ยืมอกให้เธอซับน้ำตา

User avatar
kasinbua
Verified User
Posts: 168
Joined: Wed Jul 14, 2010 3:19 pm

Re: PM

Posts by kasinbua » Mon Sep 03, 2012 9:18 pm

เข้าข่ายหุ้นขั้นเทพหรือเปล่าครับ


User avatar
newtype34
Verified User
Posts: 37
Joined: Tue Aug 14, 2012 3:36 pm

Re: PM

Posts by newtype34 » Tue Sep 04, 2012 5:05 pm

ช่วงนี้ก็มีข่าวปลาทูน่าราคาขึ้นมาตลอดนะครับ คาดว่าบริษัทต้องมีแผนการรับมือไว้บ้างละ :wall:

Don't sacrifice your spirit for wealth. Grow your wealth by first growing your spirit

yoko
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 4222
Joined: Sat Jan 27, 2007 4:49 pm

Re: PM

Posts by yoko » Wed Sep 05, 2012 2:35 am

หุ้นขั้นเทพหรือเปล่า บอกตามตรงว่าจำไม่ได้
เดี๋ยวผมต้องไปอ่านบทความของอนวอีกรอบ555 555


แมงเม่าสายลม
Verified User
Posts: 164
Joined: Tue Sep 07, 2010 1:49 pm

Re: PM

Posts by แมงเม่าสายลม » Wed Sep 05, 2012 3:52 pm

:shock:

โอ๊ะไม่ได้เข้ามานาน

ขอบคุณความเห็นด้านลบที่ตักเตือน และขอบคุณความเห็นด้านบวกที่ชี้แนะ ฮะ :mrgreen:

Image
วันนึงผมจะเป็นแมงเม่าที่ยิ่งใหญ่ฮะ !!!

ningku
Verified User
Posts: 31
Joined: Mon May 18, 2009 9:19 pm

Re: PM

Posts by ningku » Wed Sep 05, 2012 6:50 pm

ลีแอนด์ฟุง ก็ทำธุรกิจ คล้าย pm แต่ ออกจะใหญ่ แบบ ดิทแฮม มากกว่า

โดยเมื่อก่อน(หลายสิบปีก่อน) ก็ส่ง โชว์ห่วย ผูกขาด logistic จน moderntrade เข้ามา โชว์ห่วยตายหมด เหลือแต่ส่งห้างใหญ่
แต่ ลูกค้าก็สามารถส่งตรงเองได้ จึงทยอยยกเลิกสัญญา ไป ลี จึง เหี่ยวลงไป ตั้งแต่ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว แบบ ค่อยๆเหี่ยว


มามอง ดิทแฮม ที่ยังกำไรเพิ่ม น่าจะมาจากสินค้าที่ เขาขาย มีผลกำไรดีขึ้น (มีอะไร ค้นกันเอง) วันข้างหน้า หาก ดิทแฮม เริ่มแย่ก็คงหันมารับจำหน้ายรายเล็กแข่งกับ pm

สรุป pm น่าจะเป็น อุต บ่าย3 (เกือบ sun set ) ที่มีคู่แข่งขนาดใหญ่ กว่าคุมเกม ตอนนี้ ลูกค้าเต็มตลาด ก็ต่างคนต่างทำ แต่เมื่อเริ่มแย่ รายใหญ่จะหันมากินรายย่อย


yoko
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 4222
Joined: Sat Jan 27, 2007 4:49 pm

Re: PM

Posts by yoko » Wed Sep 05, 2012 8:10 pm

ผมมองโลกในแง่ดี
เขาจะกลายร่างเป็นรายใหญ่


:D :D :D


User avatar
PRO_BABY
Verified User
Posts: 1584
Joined: Sat Oct 11, 2003 4:26 pm

Re: PM

Posts by PRO_BABY » Wed Sep 05, 2012 10:40 pm

ผมว่าธุรกิจมีทั้งวันที่เริ่มเติบโต เติบโต วันที่ไม่โต และวันที่เริ่มเหี่ยวเฉา วันที่ตกต่ำ แต่เราเป็นนักลงทุน เราก็ต้องเลือกเอาล่ะครับ ใช้ข้อมูลที่มี วิเคราะห์ ประเมิล ว่าจะลงทุนช่วงไหนของธุรกิจ ก่อนนี้ผมก็กังวลมากจน กลัวตลาดแย่ กลัวบริษัทไม่โต กลัวคู่แข่งเข้ามา จนทำให้ลงทุนแล้วไม่มีความสุข ผมว่าจริงๆการที่ธุรกิจจะเข้าสู่ยุคต่างๆมันก็น่าจะมีสัญญาณบางอย่าง ไม่น่าเปลี่ยนไปได้รวดเร็วในปีเดียวหรือไม่ถึงปี จากหน้ามือเป็นหลังมือ น่าจะมีเวลาพอให้เราได้ทบทวนการลงทุน โดยรูปแบบธุรกิจของ pm ควรเป็นแบบนั้น
-ข้อเท็จจริงคือธุรกิจก็เติบโตน่าสนใจ 10% กว่าๆสำหรับยอดขายและกำไร และยังไม่มีแนวโน้มว่าจะย่ำแย่ ในอนาคตอันใกล้
-ส่วนข้อคิดเห็น ข้อกังวล เป็นสิ่งที่ดีครับ แต่ก็เป็นแค่ข้อคิดเห็นเท่านั้นเอง ซึ่งอาจเกิดหรือไม่เกิดก็ได้ ส่วนตัวผมเองจะให้น้ำหนักกับข้อเท็จจริง คือผลประกอบการของบริษัท การดำเนินงานที่ผ่านมา โครงการในอนาคตที่เริ่มดำเนินการ มากกว่าข้อคิดเห็นของบุคคลครับ เพราะข้อเท็จจริงที่เปิดเผยได้ผ่านการพิสูจน์ด้วยเวลา และการกระทำ

โชคดีในการลงทุนทุกๆท่าน :)

--ผลของอนาคตเกิดจาก<====ปัจจุบัน ผลของปัจจุบันเกิดจาก<===อดีต
--ทุกอย่างเชื่อมโยง มีเหตุ====> มีผ

User avatar
kasinbua
Verified User
Posts: 168
Joined: Wed Jul 14, 2010 3:19 pm

Re: PM

Posts by kasinbua » Thu Sep 06, 2012 8:58 am

ดีครับขอให้ทุกคนถกเถียงด้วยข้อมูล,การวิเคราะห์ในเชิงสร้างสรร ทำให้สามารถประมวลภาพรวมของธุรกิจได้ดีมากขึ้น สำหรับ PM ผมถือไว้ตั้งแต่ปี 2551 และขอเป็นกำลังใจสำหรับทุกคนที่มีหุ้นตัวนี้อยู่


User avatar
newbie_12
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2898
Joined: Wed Jun 27, 2007 3:19 pm

Re: PM

Posts by newbie_12 » Thu Sep 06, 2012 9:27 am

ในส่วนของการจัดจำหน่าย ซึ่งผมก็เห็นด้วยนะครับ ว่ามันคงไม่ใช่ธุรกิจขั้นเทพ ยั่งยืนเหมือนพวกกิจการค้าปลีกหรืออะไรแบบนั้น

แต่ส่วนนึงมันก็สะท้อนไปใน pe ที่ตลาดให้กับหุ้นอยู่แล้วนะครับ ไม่งั้นตลาดคง trade ที่ pe สูงกว่านี้ไปนานแล้ว

.
.
อดีตอันรุ่งโรจน์ ไม่ได้การันตีอนาคตจะรุ่งเรือง

----------------------------

User avatar
picatos
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 3175
Joined: Sat Mar 27, 2004 12:20 pm

Re: PM

Posts by picatos » Thu Sep 06, 2012 9:37 am

ningku wrote:ลีแอนด์ฟุง ก็ทำธุรกิจ คล้าย pm แต่ ออกจะใหญ่ แบบ ดิทแฮม มากกว่า

โดยเมื่อก่อน(หลายสิบปีก่อน) ก็ส่ง โชว์ห่วย ผูกขาด logistic จน moderntrade เข้ามา โชว์ห่วยตายหมด เหลือแต่ส่งห้างใหญ่
แต่ ลูกค้าก็สามารถส่งตรงเองได้ จึงทยอยยกเลิกสัญญา ไป ลี จึง เหี่ยวลงไป ตั้งแต่ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว แบบ ค่อยๆเหี่ยว


มามอง ดิทแฮม ที่ยังกำไรเพิ่ม น่าจะมาจากสินค้าที่ เขาขาย มีผลกำไรดีขึ้น (มีอะไร ค้นกันเอง) วันข้างหน้า หาก ดิทแฮม เริ่มแย่ก็คงหันมารับจำหน้ายรายเล็กแข่งกับ pm

สรุป pm น่าจะเป็น อุต บ่าย3 (เกือบ sun set ) ที่มีคู่แข่งขนาดใหญ่ กว่าคุมเกม ตอนนี้ ลูกค้าเต็มตลาด ก็ต่างคนต่างทำ แต่เมื่อเริ่มแย่ รายใหญ่จะหันมากินรายย่อย
เห็นด้วยครับ และนี่เป็นสาเหตุที่ผมไม่กล้าลงทุนใน PM แต่เรื่องที่จะเกิดขึ้นจะเกิดเมื่อไหร่ก็ไม่มีใครทราบได้

ซึ่งนักลงทุนที่ระยะเวลาการลงทุนต่างกันอาจจะมีมุมมองที่ต่างกัน ถ้ามองสัก 1-2 ปี PM ก็เป็นหุ้นที่น่าสนใจ แต่ถ้ามองไป 5 ปี ความเสี่ยงเหล่านี้อาจจะกลายเป็นจริงได้เลย

ล่าสุดผมได้คุยกับเพื่อนที่ทำงานที่โลตัส เค้าบอกว่าแต่ละปีเป้าให้มาสูงเหลือเกิน โปรโมชั่นที่ทำออกมานั่นคือขาดทุนทั้งนั้น และเวลาจะปิดส่วนต่างที่ขาดทุนจากการทำโปรโมชั่น ก็ต้องไปบีบเอา CN มาจาก supplier รายย่อยๆ ซึ่งพอบีบไปเรื่ิอยๆ ก็อยู่กันไม่ได้ ที่อยู่ได้ก็เป็นเจ้าใหญ่ๆ ที่กล้าแข็งข้อเท่านั้น ยิ่งสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นของตลาดค้าปลีก รายย่อยที่โดน ตาย สูญเสีย EoS ในการผลิต ออกไปจากตลาดเรื่ิอยๆ เค้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอีกหน่อยจะไป squeeze margin เหล่านี้มาจากไหน

วันคืนล่วงไปๆ บัดนี้เรากำลังทำอะไรอยู่?

champ412
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 912
Joined: Mon Apr 20, 2009 12:30 pm

Re: PM

Posts by champ412 » Sat Sep 08, 2012 12:28 pm

ผมมองต่างนะครับ

ตั้งแต่แรกแล้วที่ผมถือมาทั้ง BJC PM เพราะชอบธุรกิจของเค้า พอดีเป็นคนชอบทานขนมถุงมาตั้งแต่เด็กแล้วก็ชอบดูหลังชอบ (ขนมนะอิอิ) ว่าใครทำใครส่งอะไรพวกนี้

สำหรับ BJC นั้นแน่นอนเค้าขายของเยอะกว่า และมีกำลังต่อรองมากกว่า ผมก็ยอมจ่ายในราคาที่แพงกว่า PE ที่สูงกว่านั้นเองครับ

ทีนี้กลับมาคำถามที่ว่า PM จะอยู๋รอดในระยะยาวได้หรือไม่ ผมมองว่าได้ครับและค่อนข้างจะมั่นใจเอามากๆด้วยเหตุผลประกอบดังต่อไปนี้

1. ผมเชื่อว่าทุกๆอุตสาหกรรมนั้นมี ทั้ง ยักใหญ่ และยักษ์เล็ก ไม่จำเป็นจะต้องมีแต่รายใหญ่เท่านั้นที่จะอยู่ได้ ขอเพียงแค่ ทางบริษัทระลึกถึงสิ่งที่บริษัทมีและเป็นจุดแข็งมาตลอด (นั้นคือ ระบบรถขายเงินสด และ เครือข่ายรายย่อยๆมากมายในประเทศ) ผมเชื่อว่าในตลาดนั้นจะมี ตำแหน่งๆหนึ่งใน PM ได้ยืนอยู่ได้ครับ ผมอยากให้ดู แอร์เอเชียที่เค้ามีจุดแข็งเรื่องต้นทุนก็เน้นการลดต้นทุนเป็นจุดเด่น หรือ บางกอกแอร์เวย์ที่เน้นความเป็น ปบรนด์ของเค้า ก็ยังทำกำไรได้แถมยังเติบโตมากกว่ายักษ์ กระจอกอย่าง การบินไทย

2. การกระจายฐานลูกค้า และสินค้าที่ได้รับมาจำหน่ายนั้นค่อนข้างจะหลากหลายและ กระจายความเสี่ยงพอควร เมื่อผนวกรวมกับ การที่บริษัทเป็นเจ้าของ ทาโร่เองโดยตรงซึ่งผมมองแล้วมีมูลค่าแบรนด์ระดับหนึ่งเลย (การเป็นเจ้าของทาโร่ 100% คือเหตุผลแรกๆที่ผมซื้อครับ) นั้นทำให้ความเสี่ยงเรื่องการกระจายสินค้าจะถูกยุบนั้นเป็นไปได้ยากครับ

3. แนวโน้มที่ทางค้าปลีกจะทำการรับส่งสินค้าเองโดยตรงกับ ผู้ขายนั้นผมมองว่ามีโอกาสเป็นไปได้บ้าง กับสินค้าบางอย่างที่มียอดขายสูงมากๆและจะทำให้เกิดการประหยัดต่อขนาดของทั้งผู้รับและผู้ขาย ตอบตามตรงผมมองไม่เห็นสินค้าที่มียอดขายจาก ผู้ผลิตรายเดียวที่จะมากขนาดที่จะตัด PM ออกจากวงจร (อาจจะมีก็ถ้า กลุ่มโอสถสภาตัดนะครับ)

เพราะฉะนั้นผมมองเรื่องความเสี่ยงตามหลักการที่ใช้มาดังนี้ครับ
1. โอกาสที่จะเกิด ผมมองว่าอย่างมาก 20%
2. Impact ถ้าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น PM คงเสียหายพอควรนะครับ แต่เนื่องจากบริษัทไม่มีหนี้สินที่มีนัยยะผมมองว่า อาจจะมีคนมาทำการเทคโอเวอร์ก็ได้เพราะอย่างไร ก็ยังเป็นเจ้าของ ทาโร แถม ทรัพย์สินที่ซุกอยู่ก็เต็มไปหมด
3. ระยะเวลาที่เกิดขึ้น ผมมองว่าอย่างเร็วอีก 7-10 ปี เพราะตอนนี้เชื่อว่าแทนที่จะมามองเรื่องการประหยัดค่าขนส่งผมมองว่าพวกค้าปลีกใหญ่ๆน่าจะมองไปที่การขยายใน AEC มากกว่านะครับ

สรุปคือผมมองไม่เห็นตรรกกะที่ว่า บริษัทหนึ่งหรือบริษัทใดล้มในอุตสาหกรรม แล้ว หมายความว่า Business Model นั้นหมดความน่าสนใจนะครับ

ตัวอย่างที่ดีก็อย่าง HI5 ล้ม Facebook มา หรือ GM ขาดทุนแต่ Nissan กำไรอื้อ
THAI ขาดทุนเอาขาดทุนเอา Air asia กำไรโตก้าวกระโดด
หรือ Li and Fung ขาดทุน แล้ว PM กำไรอื้อเป็นต้น อิอิ


KUGUAR
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 288
Joined: Thu Aug 23, 2012 10:08 am

Re: PM

Posts by KUGUAR » Sat Sep 08, 2012 8:57 pm

โดยส่วนตัว ชอบstyle ผบห เบอร์1 PM ที่ดูตรงไปตรงมาครับ นลท บางส่วนอาจไม่ค่อยชอบ ดูออกจะค่อนข้างconservative แต่เข้าใจที่มาที่ไปได้ ว่าอดีต เคยประสบอะไรมา ซึ่งผมมองว่าเป็นสิ่งดี ที่จะเรียนรู้และระวังไม่ให้อะไรไม่ดีๆ เกิดซ้ำ ผมเองชอบ บ ที่ค่อยๆโต ไม่ต้องหวือหวามาก(ถ้าต้องมากับความเสี่ยงเยอะๆ) ซึ่ง บ.นี้สร้าง perception แบบนี้มาตลอด แต่ที่ชอบมากกว่า กลับเป็นผลประกอบการที่โตมากกว่า ภาพที่สร้างไว้ทุกครั้งไป

ด้วย PE ต่ำกว่า 10 กับ Short Term Growth 20%++ และDiv 5%+,- แบบนี้เป็น บ. ที่ส่วนตัว ผมชื่นชอบ แม้จะเป็น บ.ที่อยู่ในอุตฯตะวันตกดินหรือไม่ก็ตาม (แต่ผมมองว่า Trading&Marketing แบบ PM ห่างไกลเหลือเกินกับคำนี้) ก็ไม่รังเกียจเท่าไรครับ แน่นอนว่าภาพไกลออกไปหน่อย เช่น 3-5 ปี จะมีอะไรพลิกผลประกอบการหรือไม่ ก็จะอยู่กับความสามารถ ผบห เป็นหลักครับ ซึ่งก็คงต้องติดตามดูกันต่อไป

ผู้ที่ชื่นชอบ บ.แนวนี้ หากมีคนมองต่างในด้านลบ ถือเป็นสิ่งดีนะครับ จะได้ทำให้เราระวังตัวเพิ่มขึ้น ศึกษาเพิ่มเติมในประเด็นเหล่านั้น แต่หากเรามั่นใจ และMr.Market ให้ราคาโน้มเอียงไปในด้านลบกันเยอะๆ ก็อาจเป็นโอกาสในการซื้อครั้งใหม่ด้วยต้นทุน ที่ยิ่งต่ำลงไปอีก

ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการลงทุนครับ


tt
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1075
Joined: Thu Dec 30, 2004 10:53 am

Re: PM

Posts by tt » Thu Sep 13, 2012 1:30 pm

ผมซื้อ PM เมื่อ 2-3 ปีก่อน เพราะอ่านหนังสือพบว่า อากู๋ ไพบูลย์ เคยทำงาน marketing ที่นี่ และ เคยรู้ว่า marketing เก่งๆหลายคน เคยทำงานที่ PM ก็เลยคิดว่าบริษัทน่ายจะเก่ง marketing (เกี่ยวมั๊ยเนี่ยะ)
ปละผมก็คิดว่าถ้าบริษัทสามารถผลิตขนมขบเคี้ยวอีกสักตัว ติดตลาดได้น้องๆทาโร่ ก็โตไม่รู้เท่าไรแล้ว (เอามาจากคุณตัน ที่บอกว่าคุณออกโออิชิ หลายๆรส ถ้าติดสักรสนึงก็รุ่งแล้ว เสียดายที่บิ๊กกุไม่รุ่ง) แต่ถึงมันจะไม่มีผลิตภัฑณ์ใหม่เลย ผมก็เชื่อว่าอย่างน้อยก็มีทาโร่ละน่า ที่ไม่น่าจะหายไปง่ายๆ


Post Reply