Campaign product line ใหม่ของ 4U2 ที่ร้าน Reunrom ทรงวาดครับ
โพสต์ยอดนิยม
รู้จัก Fund Flow รู้จักตลาดหุ้นไทย/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
-
newposhy
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 88
- ผู้ติดตาม: 89
Re: KAMART
โพสต์ที่ 1
-
b4solid
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 1187
- ผู้ติดตาม: 146
Re: MTC
โพสต์ที่ 2
ชูชาติ พัชรชัย’ ผู้ก่อตั้ง ‘เมืองไทย แคปปิตอล’ ถึงแก่กรรม
แสดงความเสียใจด้วยนะครับ
ติดตามต่อได้ที่: https://nextnewsth.com/th/minimal-news/general/69de206b2efaa0097562c4fahttps://nextnewsth.com/th/minimal-news/ ... 097562c4fa
- tapattan
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 739
- ผู้ติดตาม: 104
Re: ERW
โพสต์ที่ 3
การบ้าน : JUMP+ ของ ERW กับแผน Spin-off Hop Inn ขับเคลื่อนการเติบโต
・JUMP+ ของบริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW สำหรับช่วงปี 2569–2571 เป็นแผนยุทธศาสตร์ที่มุ่งเพิ่มมูลค่าบริษัทผ่านการเติบโตอย่างมีวินัย โดยตั้งเป้ารายได้จากการดำเนินงานหลักแตะระดับ 10,000 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยราว 7–10% ต่อปี (*เมื่อเทียบกับการเติบโตเฉลี่ยในอดีต CAGR ปี 2562–2568 ที่ประมาณ 3.5%) ควบคู่กับการรักษาอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) ให้อยู่ในระดับประมาณ 1.7 เท่า สะท้อนแนวทางการขยายธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับทั้งการเติบโตและเสถียรภาพทางการเงินไปพร้อมกัน
・ในเชิงกลยุทธ์ บริษัทเดินหน้าขยายพอร์ตโรงแรมให้ครอบคลุมทุกระดับตั้งแต่โรงแรมระดับหรู ระดับกลาง ไปจนถึงระดับประหยัดและบัดเจ็ท โดยเฉพาะการเร่งขยายโรงแรมภายใต้แบรนด์ Hop Inn ซึ่งมีจุดเด่นด้านการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ สามารถขยายสาขาได้รวดเร็ว และมีฐานลูกค้าภายในประเทศที่ช่วยสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอ แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อกระจายความเสี่ยง ลดความผันผวนของธุรกิจ และเสริมความแข็งแกร่งของกระแสเงินสดในระยะยาว
・บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ ประเมินว่าแผนการเติบโตของ ERW มีความเป็นไปได้ โดยมีแรงหนุนจากทั้งการฟื้นตัวของโรงแรมกลุ่มเดิมผ่านอัตราค่าห้องพักเฉลี่ย (RevPAR) และการขยาย Hop Inn อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน การเพิ่มสัดส่วนของ Hop Inn ยังมีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างกำไร โดยมีแนวโน้มที่สัดส่วนกำไรจะเพิ่มขึ้นเร็วกว่าสัดส่วนรายได้ สะท้อนถึงความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้นของบริษัทในระยะต่อไป
・อย่างไรก็ตาม การขยายธุรกิจดังกล่าวต้องอาศัยเงินลงทุนจำนวนมาก ทำให้แผนการนำบริษัทย่อยในกลุ่ม Hop Inn เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Spin-off (IPO) ในช่วงปี 2570–2571 กลายเป็นกลไกสำคัญในการระดมทุน เพื่อรองรับการเติบโตโดยไม่เพิ่มภาระหนี้เกินระดับที่กำหนด อีกทั้งยังเป็นแนวทางในการเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินและปลดล็อกมูลค่าของธุรกิจในระยะยาว
・ในด้านความเสี่ยง ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ สภาวะตลาดทุนในช่วงการทำ IPO ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการระดมทุน ความเร็วในการฟื้นตัวของอุปสงค์การท่องเที่ยวที่มีผลต่อรายได้และอัตรากำไร ตลอดจนความเสี่ยงจากการขยายธุรกิจไปต่างประเทศและความล่าช้าในการพัฒนาโครงการ ซึ่งอาจกระทบต่อการรับรู้รายได้และกระแสเงินสดของบริษัท
・ในด้านการพัฒนาองค์กร บริษัทได้ให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการดำเนินงาน ควบคู่กับการกำกับดูแลการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเหมาะสม เพื่อสนับสนุนประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและการให้บริการลูกค้า อย่างไรก็ตาม บทบาทของ AI ในแผน JUMP+ ยังอยู่ในลักษณะของเครื่องมือสนับสนุนการดำเนินงาน มากกว่าการเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ
・โดยสรุป แผน JUMP+ ของ ERW 2569-2571 เป็นการขับเคลื่อนการเติบโตผ่านการขยายธุรกิจควบคู่กับการบริหารโครงสร้างเงินทุนอย่างรอบคอบ โดยมีการ Spin-off ธุรกิจ Hop Inn เป็นองค์ประกอบสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตดังกล่าว ซึ่งจะมีบทบาทเชื่อมโยงทั้งการเพิ่มรายได้ การรักษาเสถียรภาพทางการเงิน และการสร้างมูลค่าให้แก่บริษัทในระยะยาว
#JUMPplus #ERW #HopInn #spinOff #แผน3ปี 🩵
-
nu
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 518
- ผู้ติดตาม: 35
Re: BBIK
โพสต์ที่ 4
ต้องดูเงินที่บริษัทมีด้วยครับSiamVi+ เขียน: ↑ศุกร์ เม.ย. 10, 2026 6:27 pmทำไม BBIK จ่างเงินปันผลค่อนข้างน้อยครับเงินที่เหลือเค้าเอาไปทำอะไรหรอครับ?
1. เงินที่บริษัทสามารถจ่ายได้ ต้องดูทั้งงบรวม และ งบเดี่ยวประกอบกัน
จะเห็นว่าแม้งบรวมจะมีเงินเยอะ แต่ที่งบเดี่ยว BBIK ไม่ได้มีเงินมากนัก
ซึ่งพอจะอนุมานได้ว่า เงินส่วนใหญ้อยู่ที่บริษัทลูก ซึ่ง BBIK อาจจะไม่สามารถเอามาใช้ได้ทั้งหมด
2 เห็นบางโบรคบอกว่า BBIk มีแผนทำ M&Aครับ
-
A991438
Re: HUMAN
โพสต์ที่ 6
จริง ๆ แล้วความเสี่ยงของหุ้นกลุ่ม B2B Tech ที่เรากำลังกลัวว่า AI Agent กำลังเข้ามา Disrupt ตัว Software แต่อยากชวนให้ลองมองอีกมุม ว่ามันไม่ได้ Disrupt ตัวโปรแกรม แต่มันมา Disrupt บริษัทที่ทำ Software แบบนี้
เมื่อก่อนโปรแกรมเมอร์คนเดียวคงเปิดบริษัท หรือเขียนโปรแกรมแบบ Human ไม่ได้ แต่ดูเหมือนต่อไปจะไม่ใช่
และในเมื่อโปรแกรมเมอร์คนเดียว หรืออาจบริษัทสตาร์ทอัพเจ๋ง ๆ ทีมไม่ใหญ่มาก ก็อาจใช้ AI เป็นทีมงานแล้วสร้าง Software แบบนี้มาแข่งขันกับบริษัทใหญ่หน่อยได้ Pricing Power มันก็หายไปโดยปริยาย
ซึ่ง Software มันไม่ได้หายไปไหน และในระยะสั้น ๆ ก็มีปัญหาในการเปลี่ยนผ่านเวลา Implement ระบบ แต่หากวันหนึ่งต้นทุนในการใช้ระบบพวกนี้ มันมี Gap ห่างกันมาก ๆ เข้า และราคาที่จ่ายมีนัยยะต่อกำไร มันก็คุ้มที่จะเปลี่ยนเหมือนกัน
อยากชวนมองหลาย ๆ มุม หลาย ๆ ปัจจัย ที่กด และ Derate PE หุ้นกลุ่มนี้ลงมาครับ
- lnwVI
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 17
- ผู้ติดตาม: 1
Re: HUMAN
โพสต์ที่ 7
1) AI จะเข้ามาทำงานแทน software เหล่านั้น - ส่วนตัวมองว่า ต่อให้มาแทนได้จริง ก็ไม่การันตีว่าจะไม่เกิดปัญหา สุดท้ายใช้มืออาชีพอยู่ดี มีการันตี มีบริการ ค่าใช้จ่ายเหมาะสมก็ไม่จำเป็นจะต้องทำเองkot31 เขียน: ↑เสาร์ เม.ย. 11, 2026 11:29 amอยากจะถามในอีกมุมนึงครับ ตอนนี้คนกำลังกลัวว่าการมาของ AI ระลอกสอง Claude Mythos ทำให้เกิดความกังวลเรื่องของกลุ่ม cyber security ที่กระทบกับอุตสาหกรรม software ทั้งหมด เพราะคนมองว่า 1) AI จะเข้ามาทำงานแทน software เหล่านั้น 2) หาก AI ไม่เข้ามาแทน software เหล่านั้นก็มีความเสี่ยงต่อการถูกแฮคระบบอยู่ดีขนาด SaaS เจ้าใหญ่ยังลง รวมทั้ง Saleforce, Workday ด้วย แล้ว Workplaze ของ HUMAN มีอะไรที่จะเหนือกว่า software เหล่านั้นครับ
2) หาก AI ไม่เข้ามาแทน software เหล่านั้นก็มีความเสี่ยงต่อการถูกแฮคระบบอยู่ดี - ส่วนตัวมองว่า ยิ่งต้องใช้มืออาชีพเลย คงไม่มีใครกล้าที่จะทำเอง ได้ไม่คุ้มเสีย เสียน้อย เสียยาก..เสียมาก เสียง่าย
-
kot31
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 223
- ผู้ติดตาม: 10
Re: HUMAN
โพสต์ที่ 8
มุมมองของผม คือ AI ไม่ได้จะกลายเป็น Tools ให้บริษัททั่วไปมาผลิต HR Application ไว้ใช้เองหรอกครับ แต่มันจะทำให้การแข่งขันสูงขึ้น เพราะคนที่มีพื้นความรู้ และประสบการณ์เรื่อง Business Process หรืองาน HR/ERP สามารถตั้งบริษัท แล้วผลิต software ออกมาให้บริการได้ ด้วยราคาที่ถูกกว่าเจ้าใหญ่ ซึ่งบริษัทพวก SME อาจจะสนใจ
แต่ความปลอดภัยด้าน cyber security คือสิ่งที่บริษัทใหญ่ๆให้ความสำคัญ ดังนั้น บริษัทที่มีความน่าเชื่อถือสูง ก็จะถูกเลือกจากบริษัทใหญ่ๆ ที่มีกำลังซื้อ บริษัทใหญ่ๆพวกนี้อาจจะเลือกไปหาผู้ให้บริการที่เป็นระดับ global ไปเลย เช่น Workday
ดังนั้น ผมมองว่าในระยะยาว ตลาดบนกับตลาดล่างอาจจะแยกจากกันมากขึ้น คือกลุ่มตลาดล่างมุ่งเน้นของถูก ตลาดบนมุ่งเน้นความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัย จะเหลือช่องว่างให้คนที่อยูตรงกลางๆ คือ "ดี (แต่ไม่ที่สุด)แต่ราคาไม่แพง" น้อยลงเรื่อยๆ
ซึ่งถ้า HUMANICA ไม่ชัดเจนในจุดแข็ง ว่าจะขายจุดเด่นที่ราคา หรือ ความน่าเชื่อถือ/ประสิทธิภาพ ก็อาจจะไม่ถูกเลือก แต่ปัจจุบัน ผมเชื่อว่าบริษัท เลือกแล้วว่าจะเป็นอย่างหลังนะครับ เหลือแต่ว่า จะทำอย่างไรให้ตลาดเชื่อว่าเป็นแบบนั้นจริงๆ
-
wj
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 1455
- ผู้ติดตาม: 421
Re: JMART
โพสต์ที่ 9
หลังจากผมไม่ได้โพสต์นาน เห็นทาง isara นำบทความเรื่องอายุความและพวกซื้อหนี้มาบริหารพูด ทำให้นึกถึงสิ่งที่ผมโพสต์เมื่อนานมาในนี้ ส่วนใหญ่คัดค้านเนื้อหาที่ผมเขียนด้านกฎหมายและขบวนการธุรกิจ แต่สุดท้ายสิ่งที่ทำให้มันถูกต้องคือ การนำเนื้อหาที่แท้จริงมาแสดง
ผมเองรู้อยู่แล้วว่าผมเขียนได้ถูกต้องในเชิงกฎหมายและขบวนการ
ผมเลยนำข้อมูลดีๆมาฝาก ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในธุรกิจ jmt
แต่อ่านยากสำหรับคนที่ไม่ได้มีพื้นฐานด้านกฎหมาย
-
kamukids
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 9
- ผู้ติดตาม: 2
Re: HUMAN
โพสต์ที่ 10
จริงๆการจะสร้างซอฟแวร์ตัวนึงแค่สั่งให้ AI ช่วยเขียนเหมือนจะดูง่าย แต่สิ่งที่ยากจริงๆคือการเข้าใจ Business Process ของการทำงานว่าต้องมีฟีเจอร์อะไรบ้าง หลักการดึงข้อมูล การเก็บข้อมูล ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ต้องใช้ความรู้และประสบการณ์ในสายงานA991438 เขียน: ↑พุธ เม.ย. 15, 2026 2:18 amจริง ๆ แล้วความเสี่ยงของหุ้นกลุ่ม B2B Tech ที่เรากำลังกลัวว่า AI Agent กำลังเข้ามา Disrupt ตัว Software แต่อยากชวนให้ลองมองอีกมุม ว่ามันไม่ได้ Disrupt ตัวโปรแกรม แต่มันมา Disrupt บริษัทที่ทำ Software แบบนี้เมื่อก่อนโปรแกรมเมอร์คนเดียวคงเปิดบริษัท หรือเขียนโปรแกรมแบบ Human ไม่ได้ แต่ดูเหมือนต่อไปจะไม่ใช่ และในเมื่อโปรแกรมเมอร์คนเดียว หรืออาจบริษัทสตาร์ทอัพเจ๋ง ๆ ทีมไม่ใหญ่มาก ก็อาจใช้ AI เป็นทีมงานแล้วสร้าง Software แบบนี้มาแข่งขันกับบริษัทใหญ่หน่อยได้ Pricing Power มันก็หายไปโดยปริยาย ซึ่ง Software มันไม่ได้หายไปไหน และในระยะสั้น ๆ ก็มีปัญหาในการเปลี่ยนผ่านเวลา Implement ระบบ แต่หากวันหนึ่งต้นทุนในการใช้ระบบพวกนี้ มันมี Gap ห่างกันมาก ๆ เข้า และราคาที่จ่ายมีนัยยะต่อกำไร มันก็คุ้มที่จะเปลี่ยนเหมือนกันอยากชวนมองหลาย ๆ มุม หลาย ๆ ปัจจัย ที่กด และ Derate PE หุ้นกลุ่มนี้ลงมาครับ
.
ส่วนต่อมาคือการสร้างซอฟแวร์ระดับ Enterprise หากใช้ AI ช่วยเขียนโค้ดจนสำเร็จได้ สิ่งต่อมาคือความน่าเชื่อถือของซอฟแวร์เองจะทำให้องค์กรใหญ่ๆกล้าตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ของเรามั้ย ซึ่งส่วนนี้นอกจากรายใหม่ที่ได้ประโยชน์ ทางเจ้าของซอฟแวร์ก็ได้ประโยชน์จากการใช้ AI ช่วยพัฒนาซอฟแวร์ต่อไปในอนาคตเช่นกัน แถมยังมีความน่าเชื่อถือเป็นแต้มต่อ
.
อีกมุมคือหากมองว่าทำไมแต่ละบริษัทไม่เอา AI มาช่วยเขียนโค้ดสร้างซอฟแวร์ใช้เองเพื่อไม่ต้องไปจ่ายให้บริษัทซอฟแวร์ อยากให้ย้อนไปในข้อแรกเรื่องการออกแบบที่ต้องเข้าใจ Business Process อย่างลึกซึ้ง ซึ่งในจุดนี้ผมคิดว่าในองค์กรขนาดใหญ่ไม่อยากมีใครเอาตำแหน่งตัวเองมาอยู่ในจุดเสี่ยงที่ต้องรับผิดชอบต่อความคาดหวังของ User ขนาดนั้นครับ
-
kot31
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 223
- ผู้ติดตาม: 10
Re: HUMAN
โพสต์ที่ 11
ข้อ 2) ผมหมายถึง หาก software ระดับ Workday ยังโดนตลาดมองว่ามีความเสี่ยงกับการถูกแฮคระบบ และนักลงทุนขายหุ้นออกมา Workplaze ของ HUMAN จะมีจุดขายอะไรที่เหนือกว่า Workday ในแง่ของ cyber security ที่จะสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าได้lnwVI เขียน: ↑จันทร์ เม.ย. 13, 2026 6:17 pm1) AI จะเข้ามาทำงานแทน software เหล่านั้น - ส่วนตัวมองว่า ต่อให้มาแทนได้จริง ก็ไม่การันตีว่าจะไม่เกิดปัญหา สุดท้ายใช้มืออาชีพอยู่ดี มีการันตี มีบริการ ค่าใช้จ่ายเหมาะสมก็ไม่จำเป็นจะต้องทำเอง2) หาก AI ไม่เข้ามาแทน software เหล่านั้นก็มีความเสี่ยงต่อการถูกแฮคระบบอยู่ดี - ส่วนตัวมองว่า ยิ่งต้องใช้มืออาชีพเลย คงไม่มีใครกล้าที่จะทำเอง ได้ไม่คุ้มเสีย เสียน้อย เสียยาก..เสียมาก เสียง่าย
- Thai VI Officer
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 2160
- ผู้ติดตาม: 2021
🤖 AI จะมาแทน FPT? หรือจริงๆ FPT คือคนได้ประโยชน์จาก AI wave
โพสต์ที่ 12
สรุปประเด็นสำคัญ
• .
• .
สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย)
- tapattan
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 739
- ผู้ติดตาม: 104
Re: SNPS
โพสต์ที่ 13
การบ้าน JUMP+ กับ SNPS : แผนเติบโต 3 ปีภายใต้โจทย์การขยายตลาดและเพิ่มมูลค่าธุรกิจ
・บริษัท สเปเชี่ยลตี้ เนเชอรัล โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SNPS เปิดเผยแผนการเพิ่มมูลค่าบริษัทภายใต้โครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยกำหนดกรอบแผนธุรกิจระยะ 3 ปี (2569–2571) ครอบคลุมทั้งด้านการเติบโตของรายได้ ความสามารถในการทำกำไร และการเสริมสร้างความยั่งยืนของธุรกิจ
・ในด้านเป้าหมายทางการเงิน บริษัทตั้งเป้าหมายกำไรสุทธิที่ระดับ 190 ล้านบาทภายในปี 2571 จากระดับประมาณ 112 ล้านบาทในปี 2568 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยราว 20% ต่อปี โดยสอดคล้องกับเป้าหมายการเติบโตของรายได้รวมที่กำหนดไว้ในระดับเดียวกัน ซึ่งอิงจากผลการดำเนินงานย้อนหลังและแผนการขยายธุรกิจในอนาคต
・แผนการเติบโตของ SNPS มุ่งเน้น 3 ด้านหลัก ได้แก่ การเพิ่มสัดส่วนสินค้าที่มีมูลค่าสูง การขยายตลาดไปยังต่างประเทศ และการพัฒนาธุรกิจด้านนวัตกรรม โดยในส่วนของผลิตภัณฑ์ บริษัทมีแผนเพิ่มสัดส่วนสินค้าในกลุ่มพรีเมียม เพื่อยกระดับอัตรากำไร ควบคู่กับการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการทำกำไร
・หนึ่งในปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญคือการขยายตลาดส่งออก ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศประมาณ 5% ของรายได้รวม และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 15% ภายในปี 2571 ผ่านการพัฒนาเครือข่ายพันธมิตรและช่องทางจัดจำหน่ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยบริษัทมีเป้าหมายในการยกระดับบทบาทสู่การเป็นผู้จัดหาส่วนผสมจากธรรมชาติในระดับภูมิภาค
・ในด้านนวัตกรรม บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาธุรกิจบริการวิจัยและพัฒนา (R&D Services) ซึ่งเริ่มมีการรับรู้รายได้ในช่วงที่ผ่านมา และถูกวางให้เป็นหนึ่งในแหล่งรายได้ใหม่ที่มีศักยภาพในการเติบโตในอนาคต ทั้งนี้ แผนดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความหลากหลายของแหล่งรายได้ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กร
・เมื่อพิจารณาจากข้อมูลทางการเงิน SNPS มีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ในระดับมากกว่า 40% และอัตรากำไรสุทธิประมาณ 19% ขณะที่โครงสร้างทางการเงินมีความแข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนในระดับต่ำ (D/E ~0.1) ซึ่งสะท้อนถึงฐานธุรกิจที่มีความสามารถในการทำกำไรและรองรับการเติบโตในอนาคต
・อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุถึงความเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ความสามารถในการขยายตลาดส่งออกให้เป็นไปตามเป้าหมาย และการพัฒนานวัตกรรมให้สามารถสร้างรายได้เชิงพาณิชย์ได้จริง หากปัจจัยดังกล่าวไม่เป็นไปตามแผน อาจส่งผลต่อการเติบโตของรายได้และกำไรในระยะยาว
#SNPS #JUMPplus #แผน3ปี
・สรุป JUMP+ กับ SNPS (30 March 2026): แผนเติบโตชัดเจน (รายได้/กำไร ~20% ต่อปี) พร้อมยกระดับธุรกิจผ่านสินค้า premium ขยายส่งออก (5% → 15%) และเพิ่มรายได้จาก R&D ควบคู่กับการบริหารต้นทุน
-
kamukids
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 9
- ผู้ติดตาม: 2
Re: HUMAN
โพสต์ที่ 14
ผมว่าถ้าจะกังวลเรื่องการแฮค ระบบที่น่ากังวลกว่าคือคลาวน์เซิฟเวอร์หรือไม่ก็ระบบ erp มากกว่า ระบบ hr มั้ยครับkot31 เขียน: ↑อังคาร เม.ย. 14, 2026 10:28 pmข้อ 2) ผมหมายถึง หาก software ระดับ Workday ยังโดนตลาดมองว่ามีความเสี่ยงกับการถูกแฮคระบบ และนักลงทุนขายหุ้นออกมา Workplaze ของ HUMAN จะมีจุดขายอะไรที่เหนือกว่า Workday ในแง่ของ cyber security ที่จะสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าได้
-
จอมยุทธอินทรี
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 572
- ผู้ติดตาม: 257
Re: WASH
โพสต์ที่ 15
สัญญาณ 'ซูเปอร์เอลนีโญ' เขย่าไทย ฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปี ติดกับดักแก้แล้งแบบเดิม
Key Points
- คาดการณ์ว่าไทยจะเผชิญปรากฏการณ์ "ซูเปอร์เอลนีโญ" ตั้งแต่กลางปี 2569 ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย โดยเฉพาะภาคอีสาน ภาคตะวันออก และภาคใต้มีความเสี่ยงสูง
- ภาวะโลกร้อนเป็นปัจจัยซ้อนทับที่ทำให้เอลนีโญรุนแรงขึ้น ส่งผลให้สภาพอากาศสุดโต่ง เกิดภัยแล้งหนักและปะการังฟอกขาวในทะเล
- ผลกระทบจากภัยแล้งจะสร้างแรงกดดันต่อภาคเกษตรกรรมโดยตรง อาจทำให้ผลผลิตสินค้าสำคัญลดลงและกระทบต่อราคาอาหาร
- มีข้อกังวลว่าไทยยังติดกับดักนโยบายแก้ภัยแล้งแบบเดิม และมีข้อเสนอให้ปรับเปลี่ยนสู่การบริหารจัดการ "สามน้ำ" (น้ำแล้ง-น้ำท่วม-น้ำเสีย) อย่างเป็นระบบ
-
pingkarawat
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 7
- ผู้ติดตาม: 4