โพสต์ยอดนิยม

รู้จัก Fund Flow รู้จักตลาดหุ้นไทย/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า ลงทุนหุ้น VI เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก

โพสต์ โพสต์
wj
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1455
ผู้ติดตาม: 421

Re: JMART

โพสต์ที่ 1

โพสต์

หลังจากผมไม่ได้โพสต์นาน เห็นทาง isara นำบทความเรื่องอายุความและพวกซื้อหนี้มาบริหารพูด ทำให้นึกถึงสิ่งที่ผมโพสต์เมื่อนานมาในนี้ ส่วนใหญ่คัดค้านเนื้อหาที่ผมเขียนด้านกฎหมายและขบวนการธุรกิจ แต่สุดท้ายสิ่งที่ทำให้มันถูกต้องคือ การนำเนื้อหาที่แท้จริงมาแสดง 


ผมเองรู้อยู่แล้วว่าผมเขียนได้ถูกต้องในเชิงกฎหมายและขบวนการ 


ผมเลยนำข้อมูลดีๆมาฝาก ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในธุรกิจ jmt


แต่อ่านยากสำหรับคนที่ไม่ได้มีพื้นฐานด้านกฎหมาย


https://www.isranews.org/article/israne ... -isra.html

2569_04_15_160711.png

โควท
b4solid
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1187
ผู้ติดตาม: 147

Re: MTC

โพสต์ที่ 2

โพสต์

ชูชาติ พัชรชัย’ ผู้ก่อตั้ง ‘เมืองไทย แคปปิตอล’ ถึงแก่กรรม


แสดงความเสียใจด้วยนะครับ


ติดตามต่อได้ที่: https://nextnewsth.com/th/minimal-news/general/69de206b2efaa0097562c4fahttps://nextnewsth.com/th/minimal-news/ ... 097562c4fa

โควท
nu
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 518
ผู้ติดตาม: 35

Re: BBIK

โพสต์ที่ 3

โพสต์

SiamVi+ เขียน:
ศุกร์ เม.ย. 10, 2026 6:27 pm
ทำไม BBIK จ่างเงินปันผลค่อนข้างน้อยครับเงินที่เหลือเค้าเอาไปทำอะไรหรอครับ?
ต้องดูเงินที่บริษัทมีด้วยครับ

1. เงินที่บริษัทสามารถจ่ายได้ ต้องดูทั้งงบรวม และ งบเดี่ยวประกอบกัน


จะเห็นว่าแม้งบรวมจะมีเงินเยอะ แต่ที่งบเดี่ยว BBIK ไม่ได้มีเงินมากนัก  


ซึ่งพอจะอนุมานได้ว่า เงินส่วนใหญ้อยู่ที่บริษัทลูก ซึ่ง BBIK อาจจะไม่สามารถเอามาใช้ได้ทั้งหมด 


2 เห็นบางโบรคบอกว่า BBIk มีแผนทำ M&Aครับ

โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
tapattan
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 739
ผู้ติดตาม: 104

Re: ERW

โพสต์ที่ 4

โพสต์

การบ้าน : JUMP+ ของ ERW กับแผน Spin-off Hop Inn ขับเคลื่อนการเติบโต 🌤️


・JUMP+ ของบริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW สำหรับช่วงปี 2569–2571 เป็นแผนยุทธศาสตร์ที่มุ่งเพิ่มมูลค่าบริษัทผ่านการเติบโตอย่างมีวินัย โดยตั้งเป้ารายได้จากการดำเนินงานหลักแตะระดับ 10,000 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยราว 7–10% ต่อปี (*เมื่อเทียบกับการเติบโตเฉลี่ยในอดีต CAGR ปี 2562–2568 ที่ประมาณ 3.5%) ควบคู่กับการรักษาอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) ให้อยู่ในระดับประมาณ 1.7 เท่า สะท้อนแนวทางการขยายธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับทั้งการเติบโตและเสถียรภาพทางการเงินไปพร้อมกัน


・ในเชิงกลยุทธ์ บริษัทเดินหน้าขยายพอร์ตโรงแรมให้ครอบคลุมทุกระดับตั้งแต่โรงแรมระดับหรู ระดับกลาง ไปจนถึงระดับประหยัดและบัดเจ็ท โดยเฉพาะการเร่งขยายโรงแรมภายใต้แบรนด์ Hop Inn ซึ่งมีจุดเด่นด้านการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ สามารถขยายสาขาได้รวดเร็ว และมีฐานลูกค้าภายในประเทศที่ช่วยสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอ แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อกระจายความเสี่ยง ลดความผันผวนของธุรกิจ และเสริมความแข็งแกร่งของกระแสเงินสดในระยะยาว


・บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ ประเมินว่าแผนการเติบโตของ ERW มีความเป็นไปได้ โดยมีแรงหนุนจากทั้งการฟื้นตัวของโรงแรมกลุ่มเดิมผ่านอัตราค่าห้องพักเฉลี่ย (RevPAR) และการขยาย Hop Inn อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน การเพิ่มสัดส่วนของ Hop Inn ยังมีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างกำไร โดยมีแนวโน้มที่สัดส่วนกำไรจะเพิ่มขึ้นเร็วกว่าสัดส่วนรายได้ สะท้อนถึงความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้นของบริษัทในระยะต่อไป


・อย่างไรก็ตาม การขยายธุรกิจดังกล่าวต้องอาศัยเงินลงทุนจำนวนมาก ทำให้แผนการนำบริษัทย่อยในกลุ่ม Hop Inn เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Spin-off (IPO) ในช่วงปี 2570–2571 กลายเป็นกลไกสำคัญในการระดมทุน เพื่อรองรับการเติบโตโดยไม่เพิ่มภาระหนี้เกินระดับที่กำหนด อีกทั้งยังเป็นแนวทางในการเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินและปลดล็อกมูลค่าของธุรกิจในระยะยาว


・ในด้านความเสี่ยง ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ สภาวะตลาดทุนในช่วงการทำ IPO ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการระดมทุน ความเร็วในการฟื้นตัวของอุปสงค์การท่องเที่ยวที่มีผลต่อรายได้และอัตรากำไร ตลอดจนความเสี่ยงจากการขยายธุรกิจไปต่างประเทศและความล่าช้าในการพัฒนาโครงการ ซึ่งอาจกระทบต่อการรับรู้รายได้และกระแสเงินสดของบริษัท


・ในด้านการพัฒนาองค์กร บริษัทได้ให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการดำเนินงาน ควบคู่กับการกำกับดูแลการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเหมาะสม เพื่อสนับสนุนประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและการให้บริการลูกค้า อย่างไรก็ตาม บทบาทของ AI ในแผน JUMP+ ยังอยู่ในลักษณะของเครื่องมือสนับสนุนการดำเนินงาน มากกว่าการเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ


・โดยสรุป แผน JUMP+ ของ ERW 2569-2571 เป็นการขับเคลื่อนการเติบโตผ่านการขยายธุรกิจควบคู่กับการบริหารโครงสร้างเงินทุนอย่างรอบคอบ โดยมีการ Spin-off ธุรกิจ Hop Inn เป็นองค์ประกอบสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตดังกล่าว ซึ่งจะมีบทบาทเชื่อมโยงทั้งการเพิ่มรายได้ การรักษาเสถียรภาพทางการเงิน และการสร้างมูลค่าให้แก่บริษัทในระยะยาว


#JUMPplus  #ERW  #HopInn #spinOff #แผน3ปี  🩵

โควท
นายสีทอง
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 64
ผู้ติดตาม: 5

Re: NER

โพสต์ที่ 5

โพสต์

NER ลุ้นผลงานQ1โดดเด่น ราคายางฟื้นตัวแรง

Screenshot 2026-04-15 221437.png
ref: https://www.mitihoon.com/2026/04/15/633058/

โควท
A445838

Re: NSL

โพสต์ที่ 6

โพสต์

phpBB [video]

โครงสร้างรายได้และโมเดลธุรกิจ

  • รายได้หลักกว่า 80.5% มาจากกลุ่มเบเกอรี่และอาหารว่าง (Bakery and appetizer) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการผลิตในลักษณะ OEM ให้กับร้าน 7-Eleven โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มแซนวิชอบร้อนที่ได้รับความนิยมสูง
  • รายได้ส่วนที่เหลือมาจากช่องทางอื่นๆ ได้แก่ แบรนด์ของตัวเองและเทรดดิ้ง 6.9%, ธุรกิจ Food Service 6.5% และการส่งออกผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรแปรรูป 4.8%
  • บริษัทมีกลยุทธ์การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ (New Product Development) อย่างต่อเนื่องมากกว่า 180 SKU ต่อปี ตามข้อตกลงกับช่องทางจำหน่ายหลักเพื่อรักษาความสดใหม่ของสินค้าในตลาด
ผลประกอบการทางการเงิน
  • รายได้รวมในปีล่าสุดอยู่ที่ 6,952 ล้านบาท เติบโต 18.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
  • กำไรสุทธิเติบโต 11.8% โดยมีอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (Operating Margin) อยู่ที่ 11.2%
  • อัตราส่วนทางการเงินสะท้อนประสิทธิภาพการดำเนินงานที่สูง โดยมีผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) 29% และผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) 22%
  • อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) อยู่ที่ 0.66 เท่า ซึ่งสะท้อนถึงโครงสร้างทางการเงินที่ยังมีความแข็งแกร่ง
  • กระแสเงินสดจากการดำเนินงานหลังหักกำไรสุทธิคิดเป็น 91% หรือประมาณ 551 ล้านบาท โดยมีการนำเงินไปลงทุนในทรัพย์สินถาวร (CAPEX) และการเข้าซื้อกิจการ (Acquisition)
ปัจจัยเสี่ยงและประเด็นที่ต้องติดตาม
  • การพึ่งพาช่องทางจำหน่ายหลักอย่าง 7-Eleven ในสัดส่วนที่สูงมาก ทำให้มีความเสี่ยงหากทางคู่ค้าตัดสินใจผลิตสินค้า House Brand ออกมาแข่งขันโดยตรง
  • ปัญหาด้านแรงงานในช่วงไตรมาส 2 และ 3 ของปีล่าสุด จากการโยกย้ายแรงงานสัญชาติกัมพูชาและแทนที่ด้วยแรงงานใหม่ ส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมเพิ่มขึ้นและกระทบต่ออัตรากำไรสุทธิในช่วงดังกล่าว
  • การขยายตัวสู่ธุรกิจส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูป เช่น น้ำมะพร้าว ข้าวโพด และผลไม้กระป๋อง เป็นการก้าวเข้าสู่ตลาดที่มีการแข่งขันด้านราคาสูงและมีลักษณะความเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ซึ่งอาจฉุดให้อัตรากำไรโดยรวมของบริษัทลดลงหากไม่สามารถสร้างความแตกต่างของแบรนด์ได้
  • ระดับสินค้าคงเหลือ (Inventory) เพิ่มขึ้น 40% เป็นจุดที่นักลงทุนควรติดตามประสิทธิภาพการบริหารจัดการในระยะถัดไป
ความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
  • คุณภาพและรสชาติของสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์เป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ทำให้คู่ค้ายังต้องพึ่งพาการผลิตของ NSL แม้คู่ค้าจะทราบถึงอัตรากำไรที่สูงของบริษัทก็ตาม
  • การกระจายความเสี่ยงผ่านแบรนด์ของตัวเอง เช่น Bish Bake Aish และการส่งออกไปยัง 22 ประเทศ เป็นความพยายามลดการพึ่งพาช่องทางจำหน่ายเดียว แม้ปัจจุบันจะยังเป็นสัดส่วนรายได้ที่น้อยอยู่
  • ความแข็งแกร่งของระบบการผลิตและการพัฒนาสินค้า (R&D) ที่สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว เป็นปัจจัยหลักที่ช่วยรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขันในปัจจุบัน

โควท
A991438

Re: HUMAN

โพสต์ที่ 7

โพสต์

จริง ๆ แล้วความเสี่ยงของหุ้นกลุ่ม B2B Tech ที่เรากำลังกลัวว่า AI Agent กำลังเข้ามา Disrupt ตัว Software แต่อยากชวนให้ลองมองอีกมุม ว่ามันไม่ได้ Disrupt ตัวโปรแกรม แต่มันมา Disrupt บริษัทที่ทำ Software แบบนี้


เมื่อก่อนโปรแกรมเมอร์คนเดียวคงเปิดบริษัท หรือเขียนโปรแกรมแบบ Human ไม่ได้ แต่ดูเหมือนต่อไปจะไม่ใช่ 


และในเมื่อโปรแกรมเมอร์คนเดียว หรืออาจบริษัทสตาร์ทอัพเจ๋ง ๆ ทีมไม่ใหญ่มาก ก็อาจใช้ AI เป็นทีมงานแล้วสร้าง Software แบบนี้มาแข่งขันกับบริษัทใหญ่หน่อยได้ Pricing Power มันก็หายไปโดยปริยาย 


ซึ่ง Software มันไม่ได้หายไปไหน และในระยะสั้น ๆ ก็มีปัญหาในการเปลี่ยนผ่านเวลา Implement ระบบ แต่หากวันหนึ่งต้นทุนในการใช้ระบบพวกนี้ มันมี Gap ห่างกันมาก ๆ เข้า และราคาที่จ่ายมีนัยยะต่อกำไร มันก็คุ้มที่จะเปลี่ยนเหมือนกัน


อยากชวนมองหลาย ๆ มุม หลาย ๆ ปัจจัย ที่กด และ Derate PE หุ้นกลุ่มนี้ลงมาครับ

โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
trillionaire
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1531
ผู้ติดตาม: 121

Re: AMARC

โพสต์ที่ 8

โพสต์

IMG_6495.jpeg
ราคาทุเรียนหมอนทองเวียดนาม (เกรด A) ร่วงลงกว่า 50% ภายในสัปดาห์เดียว จากประมาณ 170,000 ดอง/กก. ร่วงลงมาเหลือราว 65,000 ดอง/กก.

สาเหตุเกิดจากสภาวะผลผลิตล้นตลาด (Oversupply) และปัญหาคอขวดในระบบการตรวจสอบคุณภาพเพื่อส่งออก ทำให้พ่อค้าคนกลางและล้งชะลอการรับซื้อ นอกจากนี้ยังมีผลผลิตทุเรียนไทยที่ออกสู่ตลาดพร้อมกันมาแย่งส่วนแบ่ง


เกษตรกรเวียดนามตกอยู่ในสภาวะจำยอม เพราะหากขายตอนนี้ก็แทบไม่เหลือกำไร (หรือขาดทุน) แต่หากยื้อเวลาไม่ยอมตัด ทุเรียนก็จะร่วงหล่นหรือคุณภาพลดลงจนขายไม่ได้เลย


แนวโน้มระยะสั้นราคายังฟื้นตัวยาก รัฐบาลและสมาคมทุเรียนเวียดนามต้องเร่งควบคุมมาตรฐานและคุณภาพเพื่อเรียกความเชื่อมั่นคืน


🔎 รายละเอียดและข้อมูลเจาะลึกเพิ่มเติม


1. เบื้องหลัง "ปัญหาคอขวด" ด้านการตรวจสอบคุณภาพ


สาเหตุสำคัญที่ทำให้การรับซื้อหยุดชะงัก มาจากระบบการตรวจสอบคุณภาพและสุขอนามัยพืชของเวียดนามที่มีภาระงานล้นมือ มีรายงานว่าในช่วงเวลาหนึ่ง ห้องปฏิบัติการตรวจสอบคุณภาพที่ฮานอยเปิดทำการเพียงแห่งเดียว ส่งผลให้ตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งผลไม้ (ทั้งทุเรียนและขนุน) หลายร้อยตู้ต้องจอดรอคิวตรวจสอบเป็นเวลานาน ผลไม้บางส่วนเกิดการเน่าเสียและถูกตีกลับ พ่อค้าจึงไม่กล้าเสี่ยงรับซื้อผลผลิตล็อตใหม่เพิ่ม


2. ข้อจำกัดของสายพันธุ์ทุเรียนเวียดนาม


แม้ว่าทุเรียนหมอนทองจะราคาตก แต่เกษตรกรที่ปลูกสายพันธุ์พื้นเมืองอย่าง "รี 6 (Ri6)" ยิ่งได้รับผลกระทบหนักกว่า เพราะทุเรียนพันธุ์ Ri6 มีข้อจำกัดคือไม่สามารถทิ้งไว้บนต้นได้นานถึงรอบตัดแล้วต้องรีบตัด หากปล่อยทิ้งไว้ผลจะร่วงและเสียคุณภาพทันที ทำให้เกษตรกรกลุ่มนี้ถูกบีบให้ต้องจำใจขายในราคาที่ต่ำมาก (บางพื้นที่ราคาหน้าสวนเหลือประมาณ 60,000 ดอง/กก. ซึ่งแทบไม่คุ้มต้นทุนการทำทุเรียนนอกฤดู)


3. การเข้มงวดของ "ตลาดจีน" (ตลาดส่งออกหลัก)


ปัจจุบัน ประเทศจีนซึ่งเป็นผู้นำเข้าทุเรียนรายใหญ่ที่สุด ได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้านำเข้าอย่างมาก โดยเฉพาะ


• การควบคุมรหัสพื้นที่เพาะปลูก (GAP) และรหัสโรงคัดบรรจุ (GMP)


• การสุ่มตรวจหาสารเคมีตกค้าง โลหะหนัก (เช่น แคดเมียม) รวมถึงสารต้องห้ามต่างๆ


ความเข้มงวดนี้ทำให้เวียดนามถูกตีกลับสินค้าบ่อยครั้ง การส่งออกจึงทำได้ช้าลงและมีต้นทุนการจัดการที่สูงขึ้น


4. ทางออกและมาตรการรับมือของเวียดนาม


สมาคมทุเรียนของเวียดนามได้ออกประกาศเตือนเกษตรกรอย่างเด็ดขาดว่า "ห้ามตัดทุเรียนอ่อนเพื่อหวังรีบระบายของ" เพราะจะยิ่งทำให้ชื่อเสียงของทุเรียนเวียดนามพังทลายลงไปอีก


เร่งขึ้นทะเบียนและยกระดับมาตรฐานภาครัฐเวียดนามกำลังเร่งผลักดันให้เกษตรกรทำเกษตรปลอดภัยตามมาตรฐาน บังคับใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และเร่งเพิ่มศักยภาพในการตรวจสอบสินค้าที่ด่านส่งออก เพื่อเร่งระบายทุเรียนเข้าสู่ตลาดจีนให้เร็วขึ้นแข่งกับทุเรียนของไทยที่กำลังออกสู่ตลาดเช่นกัน


ที่มา :: สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรประจำกรุงปักกิ่ง


Office of Agricultural Affairs, Royal Thai Embassy, Beijing

โควท
A887138

Re: M

โพสต์ที่ 9

โพสต์

phpBB [video]
โควท
A445838

Re: SJWD

โพสต์ที่ 10

โพสต์

phpBB [video]

กลยุทธ์และการดำเนินงานของ SJWD ในมุมมองการลงทุนเน้นคุณค่า

  • การบริหารจัดการต้นทุนและส่วนต่างกำไร: บริษัทเผชิญกับความผันผวนของต้นทุนน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 60% ซึ่งกระทบโดยตรงต่อธุรกิจขนส่งทางบกที่มีสัดส่วนต้นทุนน้ำมันประมาณ 50-60%, บริษัทใช้กลไกการปรับราคากับลูกค้า (Adjustment Factor) ตามต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง โดยมุ่งเน้นการรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาวมากกว่าการทำกำไรจากส่วนต่างราคาน้ำมัน,
  • โครงสร้างธุรกิจแบบกระจายความเสี่ยง: ความเป็นโลจิสติกส์ครบวงจรช่วยลดผลกระทบจากความไม่แน่นอน โดยรายได้จากธุรกิจคลังสินค้าและห้องเย็นมีการเติบโตเนื่องจากลูกค้าเร่งผลิตและกักตุนสินค้า (Stockpiling) เพื่อป้องกันการขาดแคลนวัตถุดิบและต้นทุนที่อาจสูงขึ้นในอนาคต, ธุรกิจเหล่านี้ช่วยชดเชยรายได้ในส่วนการขนส่งที่อาจได้รับผลกระทบจากปริมาณงานที่ลดลงในบางเซกเตอร์,
  • สถานะทางการเงินและกระแสเงินสด: บริษัทมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานแข็งแกร่งประมาณ 3,000 ล้านบาทต่อปี ปัจจุบันมีนโยบายรักษาสภาพคล่องโดยชะลอการลงทุนขนาดใหญ่และการทำ M&A ในช่วงครึ่งแรกของปี เพื่อประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงและรอความชัดเจนก่อนเริ่มดำเนินการลงทุนใหม่ในครึ่งปีหลัง,
  • ความได้เปรียบในการแข่งขันและจุดเติบโต (Growth Drivers):
    • ผู้นำในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV): บริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดในการบริหารจัดการรถยนต์ในไทยประมาณ 35-40% โดยเฉพาะกลุ่มรถ EV ที่มีความต้องการสูงขึ้นตามราคาพลังงานที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น,
    • ยุทธศาสตร์อาเซียน: การมุ่งเน้นขยายธุรกิจในเวียดนาม มาเลเซีย และกัมพูชา เพื่อรองรับเทรนด์ "China Plus One" หรือการย้ายฐานการผลิตมายังภูมิภาคที่ปลอดภัยและมีศักยภาพในการเติบโตสูง,
  • นโยบายผลตอบแทนผู้ถือหุ้น: บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการจ่ายเงินปันผลที่เหมาะสม โดยในปีที่ผ่านมามีการจ่ายปันผลในระดับสูงสุดนับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอท่ามกลางสภาวะที่ราคาหุ้นมีความผันผวน

โควท
A445838

Re: AU

โพสต์ที่ 11

โพสต์

phpBB [video]

ผลการดำเนินงานทางการเงิน

  • กำไรสุทธิลดลง 31% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แม้รายได้รวมจะมีการเติบโตขึ้น 2%
  • รายได้หลักจากกลุ่ม Cafe และ Store ซึ่งคิดเป็น 70% ของรายได้รวม มีสัดส่วนลดลง โดยเฉพาะยอดขายจากสาขาเดิมที่ติดลบ 13%
  • รายได้จากกลุ่ม Non-cafe หรือการขายสินค้าผ่านร้านสะดวกซื้อ เติบโตสูงถึง 114% จนมีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 27%
  • กำไรขั้นต้นลดลง 4% และอัตรากำไรสุทธิลดลง 6% เนื่องจากโครงสร้างกำไรของสินค้าที่วางขายในร้านสะดวกซื้อมีส่วนต่างกำไรน้อยกว่าการขายผ่านหน้าร้านของตนเอง เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายด้านการแบ่งส่วนแบ่งรายได้และต้นทุนการจัดจำหน่าย
กลยุทธ์การเติบโตและแบรนด์ใหม่
  • บริษัทมุ่งเน้นการขยายแบรนด์ "ลูกก๊อ" (Look Kook) อย่างมีนัยสำคัญ โดยตั้งเป้าหมายอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 84.6% ในปีนี้
  • ตำแหน่งทางการตลาดของแบรนด์ "ลูกก๊อ" ถูกวางให้เป็นร้านจำหน่ายผลไม้พรีเมียมที่เน้นความสะอาดและมาตรฐานแบรนด์สินค้า ซึ่งมีความถี่ในการซื้อสูงกว่าแบรนด์ขนมหวานหลัก เนื่องจากสามารถบริโภคได้เป็นประจำในกลุ่มคนวัยทำงาน
  • แผนการขยายสาขาหน้าร้าน After You ในปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มจาก 59 สาขา เป็น 64 สาขา โดยยังคงเน้นพื้นที่ในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองใหญ่
การขยายธุรกิจในต่างประเทศ
  • ปรับรูปแบบการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศจากเดิมที่เป็นการเปิดร้านเต็มรูปแบบ (Full Service) มาเป็นรูปแบบที่คล่องตัวและมีความเสี่ยงต่ำ เช่น การวางขายสินค้าบนชั้นวาง (Shelf-ready products) และร้านค้าขนาดเล็กที่เน้นการซื้อกลับบ้าน
  • ปัจจุบันมีการดำเนินการในประเทศฟิลิปปินส์ เวียดนาม และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) โดยในฟิลิปปินส์มีการเปิดสาขาในรูปแบบซื้อกลับบ้านแล้ว 3 สาขา
สถานะทางการเงินและปัจจัยความเสี่ยง
  • โครงสร้างงบแสดงฐานะการเงินมีความแข็งแกร่ง โดยมีส่วนของเจ้าของ (Equity) อยู่ที่ 68% และมีสัดส่วนหนี้สินในระดับต่ำ
  • บริษัทมีการถือครองเงินสดเพิ่มขึ้นเป็น 26% ของสินทรัพย์รวม เนื่องจากยังรอจังหวะการลงทุนที่เหมาะสม
  • ต้นทุนด้านโลจิสติกส์เป็นปัจจัยที่ต้องระวังในการขยายสาขาไปต่างจังหวัด เนื่องจากจำนวนสาขาต่อภูมิภาคที่ยังมีน้อยอาจส่งผลให้การบริหารจัดการต้นทุนการขนส่งไม่เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale)
  • พฤติกรรมผู้บริโภคและวงจรความนิยมของสินค้าใหม่ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วขึ้นกว่าในอดีต ทำให้การสร้างยอดขายจากสินค้ากระแสหลักทำได้ยากขึ้นและต้องใช้การตลาดเชิงรุกมากขึ้น

โควท
A445838

Re: CPALL

โพสต์ที่ 12

โพสต์

phpBB [video]

ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 และแนวโน้มยอดขาย

  • ยอดขายจากสาขาเดิม (Same Store Sales Growth: SSSG) ปรับตัวดีขึ้นเป็นบวกในกรอบ 1-2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่ติดลบ 2%
  • ปัจจัยสนับสนุนการเติบโตมาจากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นซึ่งส่งผลดีต่อกลุ่มเครื่องดื่ม กิจกรรมนอกบ้านในช่วงการเลือกตั้ง การขยายระยะเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น
  • จำนวนลูกค้าที่เข้าชมร้านเพิ่มสูงขึ้นเป็นตัวขับเคลื่อนหลักมากกว่ามูลค่าต่อยอดขาย (Ticket Size)
  • ประมาณการกำไรสุทธิอยู่ที่ 8,000 ล้านบาท เติบโต 5.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) และเติบโต 11% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) คิดเป็น 26% ของประมาณการกำไรทั้งปี
โครงสร้างรายได้และอัตรากำไร
  • ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ (CVS) เติบโตจากการขยายสาขาใหม่ประมาณ 700 แห่งในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา
  • อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ของกลุ่ม CVS อยู่ที่ 25.9-26.0% ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 20 basis points จากปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักจากการเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่มอาหารพร้อมทาน (Ready to Eat) และกลุ่มเครื่องดื่มที่มีมาร์จิ้นสูง
  • อัตรากำไรขั้นต้นรวม (Consolidated Margin) คาดว่าจะทรงตัวอยู่ที่ 22.8% เนื่องจากสัดส่วนจากธุรกิจค้าส่งและ CPX มีอัตรากำไรที่ต่ำกว่าและดึงค่าเฉลี่ยลง
  • สัดส่วนธุรกิจ CPX ที่บริษัทถือหุ้นเกือบ 60% ยังคงสร้างผลกำไรที่เป็นบวกทั้งในเชิง YoY และ QoQ
การบริหารจัดการต้นทุนและกลยุทธ์การดำเนินงาน
  • อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย (SG&A to Sales) ยังคงรักษาระดับได้ใกล้เคียงกับปีก่อน โดยค่าใช้จ่ายเติบโตในทิศทางเดียวกับยอดขาย
  • ต้นทุนด้านโลจิสติกส์อยู่ที่ประมาณ 1.5% ของยอดขายรวม ซึ่งมีการบริหารจัดการผ่านการเจรจากับผู้ให้บริการขนส่งภายนอกและซัพพลายเออร์เพื่อรับมือกับราคาพลังงานที่สูงขึ้น
  • กลยุทธ์ในไตรมาส 2 เน้นการใช้มาตรการรัดเข็มขัดและเพิ่มกิจกรรมส่งเสริมการขายหากกำลังซื้อชะลอตัว เพื่อดึงดูดลูกค้าและรักษาการเติบโตของยอดขาย
  • มีความยืดหยุ่นในการปรับราคาสินค้าบางรายการเพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรในภาวะที่ต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้น
มุมมองด้านมูลค่าและราคาเป้าหมาย
  • ราคาเป้าหมายประเมินไว้ที่ 57.2 บาท
  • ระดับราคาปัจจุบันซื้อขายอยู่ในโซน -2 Standard Deviation เมื่อเทียบกับสถิติในอดีต ซึ่งถือว่ามีความน่าสนใจทั้งในเชิงมูลค่า (Valuation) และแนวโน้มการเติบโตของกำไร (Earning Outlook) ที่ยังอยู่ในทิศทางที่เป็นบวกและมีความทนทานสูงเมื่อเทียบกับกลุ่มธุรกิจเดียวกัน

โควท
kot31
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 223
ผู้ติดตาม: 10

Re: HUMAN

โพสต์ที่ 13

โพสต์

มุมมองของผม คือ AI ไม่ได้จะกลายเป็น Tools ให้บริษัททั่วไปมาผลิต HR Application ไว้ใช้เองหรอกครับ แต่มันจะทำให้การแข่งขันสูงขึ้น เพราะคนที่มีพื้นความรู้ และประสบการณ์เรื่อง Business Process หรืองาน HR/ERP สามารถตั้งบริษัท แล้วผลิต software ออกมาให้บริการได้ ด้วยราคาที่ถูกกว่าเจ้าใหญ่ ซึ่งบริษัทพวก SME อาจจะสนใจ


แต่ความปลอดภัยด้าน cyber security คือสิ่งที่บริษัทใหญ่ๆให้ความสำคัญ ดังนั้น บริษัทที่มีความน่าเชื่อถือสูง ก็จะถูกเลือกจากบริษัทใหญ่ๆ ที่มีกำลังซื้อ บริษัทใหญ่ๆพวกนี้อาจจะเลือกไปหาผู้ให้บริการที่เป็นระดับ global ไปเลย เช่น Workday


ดังนั้น ผมมองว่าในระยะยาว ตลาดบนกับตลาดล่างอาจจะแยกจากกันมากขึ้น คือกลุ่มตลาดล่างมุ่งเน้นของถูก ตลาดบนมุ่งเน้นความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัย จะเหลือช่องว่างให้คนที่อยูตรงกลางๆ คือ "ดี (แต่ไม่ที่สุด)แต่ราคาไม่แพง" น้อยลงเรื่อยๆ 


ซึ่งถ้า HUMANICA ไม่ชัดเจนในจุดแข็ง ว่าจะขายจุดเด่นที่ราคา หรือ ความน่าเชื่อถือ/ประสิทธิภาพ ก็อาจจะไม่ถูกเลือก แต่ปัจจุบัน ผมเชื่อว่าบริษัท เลือกแล้วว่าจะเป็นอย่างหลังนะครับ เหลือแต่ว่า จะทำอย่างไรให้ตลาดเชื่อว่าเป็นแบบนั้นจริงๆ

โควท
kamukids
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 9
ผู้ติดตาม: 2

Re: HUMAN

โพสต์ที่ 14

โพสต์

A991438 เขียน:
พุธ เม.ย. 15, 2026 2:18 am
จริง ๆ แล้วความเสี่ยงของหุ้นกลุ่ม B2B Tech ที่เรากำลังกลัวว่า AI Agent กำลังเข้ามา Disrupt ตัว Software แต่อยากชวนให้ลองมองอีกมุม ว่ามันไม่ได้ Disrupt ตัวโปรแกรม แต่มันมา Disrupt บริษัทที่ทำ Software แบบนี้เมื่อก่อนโปรแกรมเมอร์คนเดียวคงเปิดบริษัท หรือเขียนโปรแกรมแบบ Human ไม่ได้ แต่ดูเหมือนต่อไปจะไม่ใช่ และในเมื่อโปรแกรมเมอร์คนเดียว หรืออาจบริษัทสตาร์ทอัพเจ๋ง ๆ ทีมไม่ใหญ่มาก ก็อาจใช้ AI เป็นทีมงานแล้วสร้าง Software แบบนี้มาแข่งขันกับบริษัทใหญ่หน่อยได้ Pricing Power มันก็หายไปโดยปริยาย ซึ่ง Software มันไม่ได้หายไปไหน และในระยะสั้น ๆ ก็มีปัญหาในการเปลี่ยนผ่านเวลา Implement ระบบ แต่หากวันหนึ่งต้นทุนในการใช้ระบบพวกนี้ มันมี Gap ห่างกันมาก ๆ เข้า และราคาที่จ่ายมีนัยยะต่อกำไร มันก็คุ้มที่จะเปลี่ยนเหมือนกันอยากชวนมองหลาย ๆ มุม หลาย ๆ ปัจจัย ที่กด และ Derate PE หุ้นกลุ่มนี้ลงมาครับ
จริงๆการจะสร้างซอฟแวร์ตัวนึงแค่สั่งให้ AI ช่วยเขียนเหมือนจะดูง่าย แต่สิ่งที่ยากจริงๆคือการเข้าใจ Business Process ของการทำงานว่าต้องมีฟีเจอร์อะไรบ้าง หลักการดึงข้อมูล การเก็บข้อมูล ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ต้องใช้ความรู้และประสบการณ์ในสายงาน

.


ส่วนต่อมาคือการสร้างซอฟแวร์ระดับ Enterprise หากใช้ AI ช่วยเขียนโค้ดจนสำเร็จได้ สิ่งต่อมาคือความน่าเชื่อถือของซอฟแวร์เองจะทำให้องค์กรใหญ่ๆกล้าตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ของเรามั้ย ซึ่งส่วนนี้นอกจากรายใหม่ที่ได้ประโยชน์ ทางเจ้าของซอฟแวร์ก็ได้ประโยชน์จากการใช้ AI ช่วยพัฒนาซอฟแวร์ต่อไปในอนาคตเช่นกัน แถมยังมีความน่าเชื่อถือเป็นแต้มต่อ


.


อีกมุมคือหากมองว่าทำไมแต่ละบริษัทไม่เอา AI มาช่วยเขียนโค้ดสร้างซอฟแวร์ใช้เองเพื่อไม่ต้องไปจ่ายให้บริษัทซอฟแวร์ อยากให้ย้อนไปในข้อแรกเรื่องการออกแบบที่ต้องเข้าใจ  Business Process อย่างลึกซึ้ง ซึ่งในจุดนี้ผมคิดว่าในองค์กรขนาดใหญ่ไม่อยากมีใครเอาตำแหน่งตัวเองมาอยู่ในจุดเสี่ยงที่ต้องรับผิดชอบต่อความคาดหวังของ User ขนาดนั้นครับ

โควท
kot31
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 223
ผู้ติดตาม: 10

Re: HUMAN

โพสต์ที่ 15

โพสต์

lnwVI เขียน:
จันทร์ เม.ย. 13, 2026 6:17 pm
1) AI จะเข้ามาทำงานแทน software เหล่านั้น - ส่วนตัวมองว่า ต่อให้มาแทนได้จริง ก็ไม่การันตีว่าจะไม่เกิดปัญหา สุดท้ายใช้มืออาชีพอยู่ดี มีการันตี มีบริการ ค่าใช้จ่ายเหมาะสมก็ไม่จำเป็นจะต้องทำเอง2) หาก AI ไม่เข้ามาแทน software เหล่านั้นก็มีความเสี่ยงต่อการถูกแฮคระบบอยู่ดี - ส่วนตัวมองว่า ยิ่งต้องใช้มืออาชีพเลย คงไม่มีใครกล้าที่จะทำเอง ได้ไม่คุ้มเสีย เสียน้อย เสียยาก..เสียมาก เสียง่าย
ข้อ 2) ผมหมายถึง หาก software ระดับ Workday ยังโดนตลาดมองว่ามีความเสี่ยงกับการถูกแฮคระบบ และนักลงทุนขายหุ้นออกมา Workplaze ของ HUMAN จะมีจุดขายอะไรที่เหนือกว่า Workday ในแง่ของ cyber security ที่จะสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าได้
โควท
A445838

Re: SC

โพสต์ที่ 16

โพสต์

phpBB [video]

กลยุทธ์การบริหารจัดการและวิวัฒนาการองค์กร

  • แนวทางการดำเนินธุรกิจเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรหลัก 3 ด้าน คือ บุคลากร (Man) วัสดุ (Material) และงบประมาณ (Money) โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) ที่เริ่มต้นจากการทำความเข้าใจความต้องการของผู้พักอาศัยเป็นหลัก ก่อนจะนำไปสู่การกำหนดรูปแบบทางกายภาพของที่อยู่อาศัย,
  • องค์กรมีการปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจจากการเป็นเพียงผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (Product & Service) ไปสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชัน (Solution Provider) เพื่อมุ่งเน้นการแก้ปัญหาให้แก่ลูกค้าผ่านเทคโนโลยีและแพลตฟอร์ม ซึ่งสร้างความยืดหยุ่นในการดำเนินงานมากกว่าการยึดติดกับรูปแบบธุรกิจเดิม
  • การสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของพนักงาน โดยให้ทีมงานเป็นผู้กำหนดเป้าหมายทางธุรกิจร่วมกัน เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ (Ownership) ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการบรรลุผลการดำเนินงานในระดับสูงสุด (New High),
โครงสร้างการเติบโตผ่าน 3 เครื่องยนต์ธุรกิจ (3 Engines)
  • เครื่องยนต์ที่ 1 (Core Strength): ธุรกิจที่อยู่อาศัยเพื่อการขาย ครอบคลุมทั้งแนวราบและแนวสูง (บ้าน คอนโดมิเนียม และทาวน์โฮม) ซึ่งเป็นรายได้หลักของบริษัท
  • เครื่องยนต์ที่ 2 (Recurring Income): ธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำเพื่อลดความผันผวนของรายได้ ประกอบด้วยโรงแรม คลังสินค้า และอาคารสำนักงาน โดยพิจารณาจากแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร,,
  • เครื่องยนต์ที่ 3 (Non-Real Estate): ธุรกิจที่ผสานบริการเข้ากับเทคโนโลยี เช่น การบริหารจัดการโครงการหมู่บ้าน และการพัฒนาโซลูชันด้านสุขภาพ (Health Solution/Wellness) เพื่อสร้างช่องทางรายได้ใหม่นอกเหนือจากภาคอสังหาริมทรัพย์ดั้งเดิม
ความยั่งยืนและวินัยทางการเงิน
  • เป้าหมายขององค์กรไม่ใช่เพียงการทำสถิติใหม่ในเชิงตัวเลข แต่คือการสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งลูกค้า พนักงาน และผู้ถือหุ้น รวมถึงการสร้างผลกำไรที่เพียงพอต่อการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง,,
  • การบริหารงานในช่วงภาวะวิกฤตให้ความสำคัญกับการรักษาความแข็งแกร่งของกระแสเงินสด ความปลอดภัยของพนักงาน และการสื่อสารที่ชัดเจนภายในองค์กร เพื่อปรับเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการเติบโต
  • การบริหารความเสี่ยงทำผ่านการกระจายพอร์ตโฟลิโอ (Diversification) ทั้งในแง่ของระดับราคาที่อยู่อาศัย ประเภทของสินทรัพย์ และการเพิ่มสัดส่วนรายได้ต่อเนื่อง เพื่อรองรับความผันผวนของสภาพเศรษฐกิจ
  • การวางแผนระยะยาวมุ่งเน้นการส่งต่อองค์กรที่มีวัฒนธรรมแข็งแกร่งและมีความกล้าหาญในการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ตามบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว

โควท
A445838

Re: SAK

โพสต์ที่ 17

โพสต์

phpBB [video]

บริษัท ศักดิ์สยามลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SAK

  • โครงสร้างพอร์ตลูกหนี้: มีฐานลูกค้าหลักเป็นกลุ่มเกษตรกรสูงถึง 60% ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ทั้งราคาน้ำมันและราคาปุ๋ย ขณะที่ความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาขายผลิตผลทำได้ยากเนื่องจากข้อจำกัดด้านการส่งออก
  • คุณภาพสินทรัพย์: เริ่มเห็นสัญญาณการเสื่อมถอยของพอร์ตลูกหนี้ โดยสินเชื่อในระดับ Stage 2 และ Stage 3 ปรับตัวเพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายไตรมาส 1 และคาดว่าจะเห็นผลกระทบชัดเจนมากขึ้นในไตรมาส 2 เป็นต้นไป
  • กลยุทธ์การดำเนินงาน: บริษัทปรับเปลี่ยนมาใช้แนวทางระมัดระวัง (Conservative) โดยชะลอการปล่อยสินเชื่อใหม่ และมุ่งเน้นการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เพื่อรักษาคุณภาพพอร์ต
  • ปัจจัยหนุนที่ต้องติดตาม: มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐและการช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกร เช่น การควบคุมราคาปุ๋ย หรือโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ซึ่งอาจช่วยบรรเทาภาระหนี้ของลูกค้าได้
ปัจจัยเสี่ยงระดับมหภาคที่กระทบกลุ่มสินเชื่อ
  • ต้นทุนพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์: การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดีเซลและราคาปุ๋ยส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินชีวิตและต้นทุนทางธุรกิจของลูกหนี้ประมาณ 20-40% ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับลดประมาณการกำไรของบริษัทในกลุ่มไฟแนนซ์ในช่วงครึ่งปีหลัง
  • กรอบเวลาของผลกระทบ: ในระยะสั้นผลกระทบอาจยังจำกัด แต่มีความกังวลในระยะกลางโดยเฉพาะช่วงฤดูกาลเพาะปลูก (เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม) หากปัญหาการขาดแคลนปุ๋ยหรือราคาน้ำมันยังไม่คลี่คลาย จะส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้อย่างมีนัยสำคัญ

โควท
A445838

Re: CPAXT

โพสต์ที่ 18

โพสต์

phpBB [video]

ผลการดำเนินงานและประมาณการกำไร

  • คาดการณ์กำไรสุทธิในไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ประมาณ 2,700 ล้านบาท เติบโต 3.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และเติบโต 7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ)
  • กำไรในไตรมาสแรกคิดเป็นสัดส่วน 26% ของประมาณการกำไรทั้งปีที่ตั้งเป้าไว้ 14,000 ล้านบาท (คาดการณ์การเติบโตทั้งปีที่ 11%)
  • ภาพรวมการดำเนินงานเห็นการฟื้นตัวจากการควบคุมค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพและการกลับมาเป็นบวกของยอดขายสาขาเดิม (SSSG)
ปัจจัยขับเคลื่อนรายได้และยอดขาย
  • รายได้รวมในไตรมาส 1 คาดว่าจะเติบโตในกรอบ 3% โดยได้รับแรงหนุนจากทั้งธุรกิจ B2B และ B2C
  • ยอดขายต่อสาขาเดิม (SSSG) มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะในเดือนมีนาคมที่เห็นพฤติกรรมการเร่งซื้อสินค้าในกลุ่มผู้ค้ารายย่อย (SMEs) และกลุ่ม B2B เนื่องจากความกังวลเรื่องสถานการณ์สงครามที่อาจกระทบต่อราคาสินค้าและปริมาณสินค้าในอนาคต
  • การขยายสาขาใหม่ (New Stores) เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของรายได้ในภาพรวม
อัตรากำไรและโครงสร้างค่าใช้จ่าย
  • อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ในไตรมาส 1 คาดว่าจะลดลงประมาณ 20 bps เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากสัดส่วนการขายสินค้ากลุ่ม Dry Food (ซึ่งมีมาร์จิ้นต่ำกว่ากลุ่มอาหารสดและสินค้าที่ไม่ใช่ของกิน) เพิ่มสูงขึ้นจากการเร่งซื้อของลูกค้า
  • อย่างไรก็ตาม Gross Margin มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นประมาณ 40 bps เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (4Q68) เนื่องจากระบบการซื้อขายออนไลน์กลับมาดำเนินงานได้ปกติหลังจากเคยได้รับผลกระทบจากปัญหาทางไซเบอร์ในปีก่อน
  • ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) มีทิศทางดีขึ้นจากการควบคุมประสิทธิภาพการดำเนินงาน และไม่มีรายการค่าใช้จ่ายพิเศษ (One-time expense)
การบริหารจัดการต้นทุนและปัจจัยเสี่ยง
  • ผลกระทบจากราคาน้ำมันและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น บริษัทใช้มาตรการลดผลกระทบในฝั่ง B2C ด้วยการปรับเงื่อนไขการส่งฟรี โดยกำหนดวงเงินขั้นต่ำที่สูงขึ้นหรือยกเลิกโปรโมชั่นส่งฟรีในบางส่วน
  • สำหรับธุรกิจ B2B เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดส่งและรักษาฐานลูกค้า เนื่องจากมียอดสั่งซื้อขั้นต่ำที่สูงอยู่แล้ว ทำให้สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ดีกว่า
  • ความไม่แน่นอนของกำลังซื้อในอนาคตยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม รวมถึงการเปิดตัวโครงการ "Happitat" ในเดือนเมษายน ซึ่งต้องประเมินผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและผลตอบรับอีกครั้ง
มูลค่าพื้นฐาน
  • ราคาเป้าหมายตามปัจจัยพื้นฐานอยู่ที่ 16.33 บาท โดยมีมุมมองว่ากำไรจะค่อยๆ ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องตามประสิทธิภาพการจัดการภายในและการส่งผ่านต้นทุนที่ทำได้ในระดับที่เหมาะสม

โควท
A445838

Re: BH

โพสต์ที่ 19

โพสต์

phpBB [video]

การวิเคราะห์มูลค่าและประมาณการผลการดำเนินงาน BH

  • การประเมินมูลค่าหุ้นและราคาเป้าหมาย
    • ปรับลดราคาเป้าหมายพื้นฐานลงเหลือ 170 บาท จากเดิม 183 บาท โดยคำนวณด้วยวิธี DCF เพื่อสะท้อนการปรับประมาณการกำไรใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น
    • ในกรณีสถานการณ์เลวร้ายที่สุด (Worst Case) หากรายได้จากคนไข้ตะวันออกกลางลดลงจนเป็นศูนย์ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป มูลค่าหุ้นที่เหมาะสมจะอยู่ที่ 126 บาท
    • สถานะคำแนะนำปัจจุบันอยู่ที่ "ถือ" (Neutral) เนื่องจากราคาหุ้นมีความผันผวนตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลัก
  • ประมาณการผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2567
    • คาดการณ์กำไรปกติที่ 1,829 ล้านบาท ลดลง 4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) แต่เพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)
    • รายได้ในไตรมาส 1 คาดว่าจะเติบโตประมาณ 1% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่บริษัทเคยวางไว้ที่ 2-3% เนื่องจากผลกระทบของเดือนถือศีลอด (Ramadan) และสถานการณ์สงครามที่เริ่มส่งผลในเดือนมีนาคม
  • แนวโน้มและสมมติฐานในอนาคต
    • คาดการณ์ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 จะอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งสมมติฐานว่ารายได้จากคนไข้ตะวันออกกลางจะลดลงกึ่งหนึ่งจากระดับในไตรมาส 1
    • กรณีฐาน (Base Case) กำหนดให้รายได้จากคนไข้ตะวันออกกลางในช่วงที่เหลือของปี 2567 อยู่ที่ระดับ 50% ของไตรมาส 1 และจะค่อยๆ ฟื้นตัวกลับสู่ระดับปกติภายในระยะเวลา 2-3 ปี
    • สถิตินักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศไทยในเดือนมีนาคมระบุว่า กลุ่มตะวันออกกลางลดลงถึง 33% ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการลดลงของคนไข้ประเภท Fly-in ของโรงพยาบาล
  • โครงสร้างกลุ่มคนไข้และผลกระทบ
    • กลุ่มคนไข้ตะวันออกกลางเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและรุนแรงที่สุดเนื่องจากเป็นกลุ่ม Fly-in
    • กลุ่มคนไข้จากยุโรป สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Expat ที่ทำงานและอาศัยอยู่ในประเทศไทยอยู่แล้ว จึงไม่ได้รับผลกระทบจากการเดินทางข้ามประเทศที่ยากลำบากขึ้น
    • กลุ่มคนไข้ CLMV ยังคงมีการเดินทางเข้ามารักษาตามปกติเนื่องจากอยู่ในภูมิภาคเดียวกัน
  • ปัจจัยหนุนและฐานะทางการเงิน
    • งบแสดงฐานะการเงินมีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรองรับการจ่ายเงินปันผล
    • ประมาณการเงินปันผลปกติอยู่ที่ 5 บาทต่อปี แต่มีโอกาสที่จะจ่ายปันผลพิเศษเพิ่มเติมหากบริษัทพิจารณาว่าความสามารถในการทำกำไรและกระแสเงินสดเอื้ออำนวย ซึ่งจะเป็นปัจจัยช่วยพยุงราคาหุ้นในภาวะที่เผชิญปัจจัยลบภายนอก

โควท
A445838

Re: PTTEP

โพสต์ที่ 20

โพสต์

phpBB [video]

สรุปข้อมูลพื้นฐานและการประเมินมูลค่าหุ้น PTTEP

  • การประเมินมูลค่าและราคาเป้าหมาย: มีการปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 180 บาท จากเดิม 153 บาท เพื่อสะท้อนการปรับประมาณการกำไรและการประเมินมูลค่าหุ้นใหม่ (Re-rate) ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน.
  • สมมติฐานราคาน้ำมัน: ปรับเพิ่มสมมติฐานราคาน้ำมันดิบในปีนี้จาก 67 เหรียญ เป็น 90 เหรียญต่อบาร์เรล และปรับเพิ่มสมมติฐานในระยะยาวสำหรับปี 2027-2028 ขึ้นอีกประมาณ 10 เหรียญ มาอยู่ที่ระดับ 72 และ 70 เหรียญ ตามลำดับ.
  • ปัจจัยขับเคลื่อนกำไร: กำไรได้รับแรงหนุนจากค่าพรีเมียมราคาน้ำมันที่สูงขึ้นประมาณ 20 เหรียญต่อบาร์เรล และปัญหาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในระดับโลกที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งอาจส่งผลให้ปริมาณน้ำมันในตลาดหายไป 8-10 ล้านบาร์เรลในระยะกลางถึงยาว.
  • ประมาณการผลการดำเนินงาน: คาดการณ์กำไรปีนี้จะเติบโตขึ้น 41% และปีหน้าเติบโตเฉลี่ย 20% โดยคาดหวังอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ที่ประมาณ 6% ภายใต้นโยบายการจ่ายเงินปันผลที่ประมาณ 50% ของกำไร.
  • ผลประกอบการไตรมาส 1/2026: กำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core earning) คาดว่าอยู่ที่ประมาณ 17,000 ล้านบาท แต่อาจได้รับผลกระทบจากผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยง (Hedging loss) เนื่องจากมีการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงไว้ 30% ของปริมาณขาย ประกอบกับราคาขายจริงจะสะท้อนราคาสปอตล่าช้าประมาณ 1-2 เดือน.
  • แนวโน้มไตรมาส 2/2026: คาดว่ากำไรจากการดำเนินงานหลักจะปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 20,000-22,000 ล้านบาท เนื่องจากราคาขายเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ และส่วนต่างราคาขายที่ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสแรก.
  • การบริหารจัดการต้นทุนและปริมาณการผลิต: บริษัทได้เลื่อนแผนการปิดซ่อมบำรุงออกไปเพื่อเร่งผลิตก๊าซในประเทศชดเชยส่วนที่ขาดหายไป ส่งผลให้ต้นทุนต่อหน่วย (Unit Cost) ทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 30 เหรียญต่อบาร์เรล และปริมาณการขายคาดว่าจะทรงตัวอยู่ที่ 550 KBD.
  • ความเสี่ยงที่ต้องติดตาม: โครงการในประเทศโอมานซึ่งคิดเป็น 9% ของปริมาณการผลิตทั้งหมด และ 15% ของ EBITDA (ประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี) มีความเสี่ยงหากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคขยายตัว แม้ปัจจุบันการดำเนินงานยังคงเป็นปกติ.
  • มุมมองด้านมูลค่าหุ้นทางสถิติ: หากพิจารณาจากระดับ Price per Book (PBV) ในช่วงภาวะสงครามปี 2022 หุ้นเคยซื้อขายในระดับสูง หากคำนวณที่ระดับ 1 ถึง 2 Standard Deviation (SD) จะคิดเป็นราคาหุ้นที่ 180 ถึง 210 บาท ตามลำดับ.

โควท
A445838

Re: GFC

โพสต์ที่ 21

โพสต์

phpBB [video]

ภาพรวมการดำเนินธุรกิจและโอกาสทางการเติบโต

  • GFC เป็นผู้ให้บริการทางการแพทย์สำหรับผู้มีปัญหาด้านการมีบุตรยากแบบครบวงจร
  • แนวโน้มการท่องเที่ยวเชิงการมีบุตรข้ามพรมแดนขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเอเชียซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญ
  • ตลาดการแช่แข็งไข่และตัวอ่อนทั่วโลกมีมูลค่า 5.41 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 และคาดการณ์ว่าจะเติบโตด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 16.83% ไปจนถึงปี 2034
  • ประเทศไทยครองส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 14% ของการท่องเที่ยวเชิงการมีบุตรทั่วโลก เนื่องจากมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้า
กลยุทธ์การดำเนินงานปี 2026
  • การเพิ่มอัตราการใช้บริการ (Utilization Rate) ของสาขาพระราม 9 เพื่อสร้างประโยชน์จากการประหยัดต่อขนาด (Operating Leverage) จากสิ่งอำนวยความสะดวกที่ได้ลงทุนไปแล้ว
  • การรุกตลาดต่างประเทศอย่างเต็มรูปแบบ โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนลูกค้าต่างชาติจาก 15% เป็น 25%
  • การสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem) ผ่านความร่วมมือกับโรงพยาบาลเอกชนและภาครัฐ รวมถึงการวางแผนทำกิจการร่วมค้า (JV) ในอนาคต
  • การพัฒนาธุรกิจใหม่ (New S-curve) เช่น บริการสุขภาพสตรี (Woman Health) และการตรวจสุขภาพเฉพาะทางเพื่อสร้างฐานรายได้ใหม่
การขยายฐานลูกค้าและเซกเมนต์เป้าหมาย
  • มุ่งเน้นกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen Z) ในด้านการฝากไข่ โดยชูแนวคิดว่าไข่คือทรัพย์สินที่สามารถหยุดอายุได้เพื่อความพร้อมในอนาคต
  • ขยายเครือข่ายพันธมิตรตัวแทน (Agency) ในต่างประเทศ โดยเฉพาะในจีนและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)
  • เจาะกลุ่มพนักงานต่างชาติ (Expat) ที่พำนักในไทยและบริษัทข้ามชาติผ่านสวัสดิการพนักงานด้านการฝากไข่
  • เตรียมแผนการออกบูธและกิจกรรมโรดโชว์ในประเทศจีนช่วงกลางปี 2026 เพื่อดึงดูดลูกค้าตลาดบน
ข้อมูลทางการเงินและตัวชี้วัดสำคัญ
  • ผลการดำเนินงานในปี 2568 (ประมาณการ) มีความท้าทาย โดยรายได้รวมอยู่ที่ 354 ล้านบาท และกำไรสุทธิลดลงเหลือ 22 ล้านบาท
  • อัตรากำไรสุทธิปรับลดลงจากระดับเลขสองหลักมาอยู่ที่ระดับเลขหลักเดียว
  • อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA) อยู่ที่ 4.98% และอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ที่ 3.89% ซึ่งอยู่ในทิศทางที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
  • ราคาเป้าหมายเฉลี่ยจากนักวิเคราะห์ 1 แห่งอยู่ที่ 3.50 บาท โดยคาดการณ์อัตราเงินปันผลตอบแทนที่ 2.76%

โควท
A445838

Re: BWG

โพสต์ที่ 22

โพสต์

phpBB [video]

โครงสร้างธุรกิจและสัดส่วนรายได้

  • รายได้หลักประมาณ 60% มาจากธุรกิจการรับกำจัดขยะอุตสาหกรรมและการขนส่ง
  • รายได้ประมาณ 20% มาจากเงินปันผลของบริษัทลูกในกลุ่มธุรกิจโรงไฟฟ้า (ETC)
  • รายได้ประมาณ 10% มาจากการผลิตและจำหน่ายเชื้อเพลิงขยะ (SRF) และส่วนที่เหลือมาจากธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่นๆ
การบริหารสินทรัพย์และกระแสเงินสด
  • บริษัทปรับกลยุทธ์โดยการขายโครงการโรงไฟฟ้าที่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง 12 โครงการ เพื่อสร้างสภาพคล่องและรักษากระแสเงินสดให้แข็งแกร่ง แทนการแบกรับภาระการลงทุนก้อนใหญ่ที่ต้องใช้เวลากว่า 3 ปีในการคืนทุน
  • นำกำไรจากการขายโครงการมาขยายโครงสร้างพื้นฐานภายใน โดยเฉพาะการขยายความจุหลุมฝังกลบขยะเพิ่มขึ้นอีก 2 ล้านตัน ซึ่งเพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจไปได้อีกอย่างน้อย 30 ปี ถือเป็นการบริหารจัดการ Inventory หลักให้มีความมั่นคงในระยะยาว
กลยุทธ์การเติบโตและการขยายสาขา
  • มุ่งเน้นการขยายสาขาไปตามจุดยุทธศาสตร์ที่มีนิคมอุตสาหกรรมหนาแน่น เพื่อลดต้นทุนการขนส่งและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ใกล้ชิดขึ้น โดยล่าสุดมีการขยายสาขาในจังหวัดชลบุรี
  • ปริมาณรายได้จากธุรกิจหลักเริ่มแสดงการเติบโตอย่างชัดเจนตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 และ 4 ของปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะต่อเนื่องมายังปีปัจจุบัน
ธุรกิจเชื้อเพลิงขยะ (SRF) และความได้เปรียบทางการแข่งขัน
  • SRF เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไร (Margin) สูง เนื่องจากบริษัทได้รับรายได้สองทาง คือค่ากำจัดขยะจากต้นทาง และค่าขายเชื้อเพลิงที่แปรรูปแล้วให้กับปลายทาง
  • ปัจจุบันความต้องการ SRF เพิ่มขึ้นสูงมากตามราคาพลังงานโลก โดยมีราคาขายถูกกว่าถ่านหินประมาณ 50% (ราคาไม่ถึง 2,000 บาทต่อตัน) ในขณะที่ให้ค่าความร้อนสม่ำเสมอที่ 4,500 - 5,500 kcal/kg ทำให้ลูกค้ายอมปรับเปลี่ยนโครงสร้างเตาเผาเพื่อมาใช้เชื้อเพลิงชนิดนี้
  • กลุ่มลูกค้าหลักคืออุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ กระดาษ และเหล็ก ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนพลังงานแล้ว ยังช่วยในเรื่องการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) เพื่อลดภาระภาษีในการส่งออกสินค้า
การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
  • บริษัทเริ่มนำเทคโนโลยีไพโรไลซิส (Pyrolysis) มาใช้เปลี่ยนขยะประเภทยางและพลาสติกให้เป็นน้ำมันเพื่อใช้หมุนเวียนภายในบริษัทเอง ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำกำไร
  • การใช้ SRF ในโรงไฟฟ้าของกลุ่มบริษัทเอง เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าภายนอกในด้านความเสถียรของคุณภาพและปริมาณเชื้อเพถลิง ซึ่งช่วยลดปัญหาด้านอุปสงค์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

โควท
A445838

Re: ICHI

โพสต์ที่ 23

โพสต์

phpBB [video]

สรุปผลประกอบการและทิศทางธุรกิจของบริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

  • ผลการดำเนินงานทางการเงิน
    • รายได้รวมอยู่ที่ 8,086 ล้านบาท ลดลง 5.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (YoY)
    • กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 1,961.7 ล้านบาท ลดลง 11.3% YoY โดยมีอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ 24.3%
    • กำไรสุทธิอยู่ที่ 1,327.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.6% YoY คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ (NPM) 16.4%
    • อัตราการจ่ายปันผล (Dividend Payout Ratio) อยู่ที่ 107.7% ซึ่งเป็นการจ่ายเกินกว่ากำไรสุทธิในรอบปี โดยมีการนำกำไรสะสมมาใช้ในการจ่ายปันผล
  • โครงสร้างรายได้และผลิตภัณฑ์
    • รายได้หลักมาจากกลุ่มชาเขียว (Green Tea) คิดเป็นสัดส่วน 68.2%
    • กลุ่มเครื่องดื่ม Non-tea มีสัดส่วน 16% และแบรนด์เย็นเย็นมีสัดส่วน 11%
    • รายได้ส่วนใหญ่ยังคงมาจากตลาดภายในประเทศเป็นหลัก ส่วนการส่งออกและรายได้จากการรับจ้างผลิต (OEM) ยังมีสัดส่วนที่น้อยกว่า
  • การเติบโตในต่างประเทศและธุรกิจร่วมค้า (JV)
    • ผลการดำเนินงานในประเทศอินโดนีเซียมีการเติบโตโดดเด่น โดยรายได้เติบโต 78.5% YoY
    • ธุรกิจร่วมค้าในอินโดนีเซียสามารถพลิกกลับมาสร้างกำไรสุทธิได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยหนุนกำไรในบรรทัดสุดท้ายของบริษัท
    • กลยุทธ์ในอินโดนีเซียเน้นผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องดื่มผสมนม (Milk Tea) ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากพฤติกรรมผู้บริโภคท้องถิ่น
  • การวิเคราะห์ต้นทุนและประสิทธิภาพการผลิต
    • กำไรสุทธิที่เติบโตสวนทางกับรายได้ที่ลดลง เกิดจากการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้ดี รวมถึงการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจร่วมค้าที่เพิ่มขึ้น
    • อัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) เฉลี่ยอยู่ที่ 63% และในไตรมาสที่ 4 ลดลงเหลือ 58% ซึ่งสอดคล้องกับยอดขายที่ชะลอตัวลง
    • บริษัทยังไม่มีแผนการขยายโรงงานในระยะสั้น เนื่องจากกำลังการผลิตปัจจุบันยังเพียงพอต่อความต้องการ
  • ช่องทางการจัดจำหน่ายและการแข่งขัน
    • บริษัทมีความได้เปรียบในช่องทางร้านสะดวกซื้อ (CVS) ซึ่งมีอัตราการเติบโตที่ดีกว่าคู่แข่งรายใหญ่
    • ในทางตรงกันข้าม ช่องทางห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ (Super/Hypermarket) และร้านค้าดั้งเดิม (Traditional Trade) ยังคงมียอดขายที่ลดลง
    • เริ่มเห็นสัญญาณการแข่งขันด้านราคาในกลุ่มเครื่องดื่มอัดก๊าซ (ตันซันซู) โดยมีการปรับลดราคาลงเหลือ 18 บาท เพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาด
  • เป้าหมายและกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ
    • บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้เติบโตที่ 12% โดยมุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์กลุ่ม Non-tea และผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม
    • ใช้กลยุทธ์การร่วมมือกับแบรนด์อื่น (Collaboration) และการตลาดผ่านกลุ่มผู้มีอิทธิพลทางความคิด (KOL) เพื่อขยายฐานลูกค้าไปสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่
    • ขยายธุรกิจรับจ้างผลิต (OEM) โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าว เพื่อส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ เช่น จีน และประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน

โควท
Joi
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 3210
ผู้ติดตาม: 68

Re: BWG

โพสต์ที่ 24

โพสต์

IMG_9149.jpeg
โควท
"การหลอกคนร้อยคนให้เชื่อ นั้นง่ายกว่าการสอนคนหนึ่งคน ให้เข้าใจ"
Joi
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 3210
ผู้ติดตาม: 68

Re: BWG

โพสต์ที่ 25

โพสต์

ปืดเฉพาะส่วนขยะที่ะป็นสารพิษ น่าจะไม่เกิน 7 วัน ว่วนขยะอื่นๆ SRF และอื่นๆรับได้ปกติ ไม่ได้ให้ปิดกิจการ ไฟก็ดับตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว วันนี้ก็เฝ้าระวังไม่มีไหม้ปะทุซ้ำ


ปัจจุบันพวกขยะมีพิษจะถูกผสมปูนทำให้เป็นก้อนก่อนฝัง โอกาสติดไฟยากขึ้น แต่ที่ไหม้ดูเหมือนเยอะเพราะไหม้พลาสติกที่คลุมขยะพิษครับ น่าจะใช้เวลาสัก 7 วันทำการปิดคลุมให้กลับมาเหมือนเดิม


ให้อ่านข่าวทางการครับ บางทีข่าวเพจจะ Over ไปหน่อยครับ

โควท
"การหลอกคนร้อยคนให้เชื่อ นั้นง่ายกว่าการสอนคนหนึ่งคน ให้เข้าใจ"
ภาพประจำตัวสมาชิก
peacedev
Verified User
โพสต์: 669
ผู้ติดตาม: 2

10 ปีที่หายไปจากตลาดหุ้น… และสิ่งที่ผมได้เห็นมากกว่ากำไร

โพสต์ที่ 26

โพสต์

ผมเคยมีกำไรหลายร้อยหลายพันเปอร์เซ็นต์… แต่กลับเบื่อตลาดหุ้นจนเลิกดูไป 10 ปี


สวัสดีครับ ผม Peacedev เจ้าเก่า กลับมาแล้วครับ


ไปฝึกฝนวิชามาหลายปี ไม่ได้เข้ามาดูเลย 


วันนี้กลับจากฝึกวิชามาแล้วเลยแวะมาลงชื่อที่นี่ก่อนเลย 


พบว่า ... โอ้โห มันร้างไปเลยนี่นา 55555 


คราวก่อนที่ผมแวะเข้ามานี่ว่าคนน้อยแล้วนะ ก็ยังไม่ร้างเหมือนตอนนี้ 


แล้วผมเขียนให้ใครอ่านเนี่ย 


อ้อ เขียนเอาไว้อ่านเองครับ บันทึกไว้ก่อน 


ผมจำไม่ได้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ นะ แต่อาการมันสะสมน่ะ 


คือเห็นหุ้นในพอร์ตมีกำไรหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ บางตัวเป็นพัน ๆ เปอร์เซ็นต์ แต่กลับมีแต่ความเบื่อหน่าย 


เพราะหาหุ้นที่น่าซื้อแทบไม่ได้ ตลาดตอนนั้นมีแต่หุ้นแพง ๆ 


ดูงบประจำปีแต่ละบริษัทก็... จัดว่ากาก ไม่เห็นเติบโตแบบที่เคยเป็นมา แต่คนก็ยังซื้อ... 


ช่วงนั้นผมรู้สึกเบื่อหน่ายสิ้นหวังกับทั้งภาคเศรษฐกิจจริง และ ทั้งในตลาดหุ้นไปพร้อม ๆ กัน เลยตัดสินใจ


ขายหุ้นทิ้งแหลก แต่ก็เหลือติดไว้บ้างแบบกระจัดกระจายคิดว่าตัวที่เหลือ ๆ ไว้นี่เอาไว้ให้มันถัวกันไปกับตลาด อาจจะชนะตลาดได้นิดหน่อย แต่สำคัญคือเอาเงินสดออกมาก่อนถ้าตลาดเปลี่ยนค่อยกลับมาเล่นใหม่ 


แล้วผมก็เลิกดูไปเลยหลายปี จำไม่ได้ว่าเท่าไหร่ แต่... หลายปี 


แล้วมันเกี่ยวกับ Value Investment ยังไง 


ก็ขอเขียนให้มันเกี่ยวอีกหน่อยเดี๋ยวผิดระเบียบ 


ที่ห่างหายไปนี่น่าจะเป็นสิบปีอยู่ครับ ส่วนหุ้นที่ผมถือ ๆ ทิ้งไว้ตอนนั้นก็ถือไว้เกือบ 20 ปีอยู่


กลับมาดูตอนนี้เทียบกับหุ้นที่กำลัง perform ดี ๆ อยู่ก็ได้เห็นอะไรแปลกตาดี 


หุ้นที่คนเรียกกันว่าหุ้น VI มาก่อน 


เชียร์กันจนมันวิ่งไปหลาย ๆ เด้ง กลับมาดูสภาพตอนนี้ มันมีสภาพคนละเรื่องเลยก็เยอะ เต็มตลาด 


ปรมาจารย์ VI เขาสอนไว้ไม่ใช่หรือ ว่ามันควรเป็นหุ้นที่มองไปข้างหน้าอีก 10 ปี ธุรกิจมันยังน่าสนใจอยู่ คุณยังถือมันแล้วนอนหลับทิ้งไว้ได้เป็น 10 ปี อย่างสบายใจ 


หุ้นบางตัวเชียร์กันสนุกจริงคึกครื้นกันจริง เรียกกันว่า VI พองบไตรมาสงบปีออกมาสวยทีก็เข้ามาอวยเอ๊ย แสดงความยินดีกันที 


ผมนึกถึงคำที่คนสมัยนั้นเขาพูดกันว่า "เก็งกำไรรายไตรมาส" 


เป็นวิธีของ VI หรือเปล่าไม่รู้ รู้แต่ 10 ผ่านไป ขาดทุนบักโกรกแน่ ๆ ครับ 


แต่ก็มีจริงนะครับ หุ้นที่ผ่านการทดสอบมาได้เป็น สิบ ๆ ปี 


ได้รู้เลยว่าอันไหนของจริง คนไหนจริงไม่จริง อันนี้ชัดมาก 


ok จบแล้วเรื่อง Value Investment


10 ปีนี่มันผ่านไปเร็วจริง แต่จะว่านานมันก็นาน


ผมว่ากาลเวลามันเปลี่ยนผมไปเยอะมาก


กลับมาอ่านโพสต์ตัวเองเมื่อ 10 ปีที่แล้ว แล้วรู้สึก อย่างกับเป็นคนละคนเลยทีเดียว 


ตอนนั้นจำได้ว่าคนในบอร์ดชอบพูดเรื่องธรรมะ อะไรพวกนี้


ตอนนั้นผมก็มีความสนใจนะแต่ฟังหูไว้หูในเรื่องกฎแห่งกรรม 


แต่ตอนนี้ผมเชื่อแล้วครับเรื่องนี้ หลังจากได้เห็นโลกเห็นอะไรมามากขนาดนี้แล้ว ได้เห็นผล และ เหตุปัจจัยต่าง ๆ ของมัน ที่ลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ 


ที่แรกว่าจะโพสต์ในห้อง Value Investment แต่มันโพสต์ไม่ได้ครับ สงสัยไม่ได้จ่ายเงิน 5555


ไม่เป็นไรไหน ๆ ก็เขียนมาแล้วมาโพสต์ในห้องนี้แทน

โควท
Joi
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 3210
ผู้ติดตาม: 68

Re: BWG

โพสต์ที่ 27

โพสต์

IMG_6740.jpeg
โควท
"การหลอกคนร้อยคนให้เชื่อ นั้นง่ายกว่าการสอนคนหนึ่งคน ให้เข้าใจ"
Joi
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 3210
ผู้ติดตาม: 68

Re: BWG

โพสต์ที่ 28

โพสต์

ดับได้ตั้งแต่เมื่อวานแล้วครับ อากาศมันร้อนมากปีนี้ ขนาดเฝ้าระวังไว้แล้ว เสียหายพลาสติกที่คลุมบางส่วนเพราะติดไฟง่าย เท่าที่สอบถามนะครับ

โควท
"การหลอกคนร้อยคนให้เชื่อ นั้นง่ายกว่าการสอนคนหนึ่งคน ให้เข้าใจ"
DonaldduckVI
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 638
ผู้ติดตาม: 99

Re: AP

โพสต์ที่ 29

โพสต์

AP 1Q69 ยอดขายแข็งแกร่ง🏢 แม้ชะลอเล็กน้อย แต่ยังเดินหน้าตามเป้าทั้งปี - YouTube


phpBB [video]

CREDIT REFERENCE: KSecurities YouTube.

โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
Pocket investor
Thai VI Partner
โพสต์: 251
ผู้ติดตาม: 384

Re: ADBE - Adobe Inc. : US

โพสต์ที่ 30

โพสต์

ลงทุนรอบโลก ฉบับ Pocket ตอนที่ 100


“Adobe ในยุคสมัยของ AI”


บริษัท: Adobe Inc (ADBE)


ตลาดหุ้น: NASDAQ


.


สวัสดีทุกท่านครับ วันนี้เรามาดูหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีรายใหญ่อีก 1 ราย "Adobe" เจ้าของ Software ดังหลากหลายโปรแกรมที่ใครทำงานสาย Graphic/Creator คงจะรู้จัก Photoshop, Illustrator หรือ Premiere Pro เป็นอย่างดี หรือโปรแกรม Acrobat ที่ใช้จัดการไฟล์ PDF ที่แทบทุกคนใช้เป็นประจำ อย่างไรก็ตามในยุคปัจจุบันที่ AI ช่วยให้คนทั่วไปทำงาน Graphic ได้ง่ายและรวดเร็วมาก เรายังจำเป็นต้องใช้โปรแกรมของ Adobe อีกหรือไม่? แล้วบริษัท Adobe จะน่าสนใจลงทุนแค่ไหน เราลองมาดูกันเลยครับ


.


ผมจัดกลุ่มเป็น 4 หัวข้อ สำหรับ Content นี้จะยาวหน่อย ถ้าใครไม่สะดวก สามารถอ่านเฉพาะสรุปพาดหัว (" ") ในแต่ละประเด็นก็ได้ครับ แต่ถ้ามีเวลาลองอ่านทั้งหมดดูนะครับ


.


1. ลักษณะธุรกิจ สินค้าและบริการ


"Adobe เป็นหนึ่งในบริษัท Software ที่กำลังใช้ประโยชน์จากทั้ง AI เพื่อพัฒนา Solution ที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้า 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ (1) กลุ่มพนักงานองค์กรและผู้ใช้งานทั่วไป เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน สามารถสร้างงานด้วยตัวเอง โดยมี AI ช่วยเหลือ (2) เครื่องมือ Creative Generative AI และ Tool การออกแบบครบวงจรสำหรับกลุ่มนักออกแบบและ Creator มืออาชีพ (3) Platform จัดการ Digital Marketing ที่มี AI Agent สำหรับนักการตลาดมืออาชีพ"


.


Adobe เป็นหนึ่งในบริษัท Software ที่ใหญ่และมีความหลากหลายมากที่สุดในโลก ผ่านการพัฒนา Platform และ Tool ต่างๆช่วยให้ผู้คนปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและสร้างประสบการณ์ส่วนตัวให้แก่ลูกค้า


.


บริษัทกำลังใช้ประโยชน์จากทั้ง AI ที่พัฒนาเองและ AI จาก Partner เพื่อพัฒนา Solution ที่สามารถทำงานในรูปแบบ Agent ซึ่งถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับงานแต่ละประเภท มีความน่าเชื่อถือและปลอดภัย ทำให้ AI กลายเป็น Growth Engine สำคัญ ในการขยายตลาดของอุตสาหกรรมงานสร้างสรรค์


.


กลุ่มลูกค้าของบริษัทแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก และมี Solution ที่ตอบโจทย์แต่ละกลุ่มดังนี้


.


(1) Business Professionals & Consumers


กลุ่มพนักงานองค์กรและผู้ใช้งานทั่วไปที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน สามารถสร้างงาน Creative ด้วยตัวเอง ต้องการ Application ที่ใช้งานง่าย รวดเร็ว ไม่ซับซ้อน


.


Solution สำหรับลูกค้ากลุ่มนี้ ได้แก่


"Acrobat Studio"


เป็นการผสานการทำงานระหว่าง


- Adobe Acrobat สำหรับการจัดการเอกสาร PDF


- Adobe Express สำหรับการสร้าง Graphic ได้อย่างรวดเร็วและง่าย เหมาะสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป (คล้ายกับ Canva)


.


โดยมีฟีเจอร์สำคัญ เช่น


- AI Assistant ที่ช่วยแนะนำการสร้าง Content และงานออกแบบ


- เครื่องมือสร้าง Graphic, Poster, Social Media Content ได้อย่างรวดเร็ว ช่วยเพิ่มทั้ง Productivity และ Creativity ให้กับผู้ใช้งานทั่วไป


- นอกจากนี้ยังสามารถ เชื่อมต่อกับ Partner Platform ต่างๆ เช่น ChatGPT, Copilot, TikTok, LinkedIn, Amazon Ads ทำให้สามารถนำ Content ที่สร้างขึ้นไปใช้งานต่อได้ทันที


.


(2) Creators & Creative Professionals


กลุ่มนักออกแบบและ Creator มืออาชีพที่ต้องการสร้างผลงานที่มีความซับซ้อนและคุณภาพสูง เช่น ภาพ วิดีโอ และ Graphic จำนวนมาก โดยต้องการเครื่องมือที่มีความละเอียดสูงและสามารถถ่ายทอด Vision ออกมาได้อย่างครบถ้วน


.


Solution สำหรับลูกค้ากลุ่มนี้ ได้แก่


"Adobe Firefly"


เป็น Generative AI ที่พัฒนาโดยบริษัทเอง เพื่อช่วยสร้างและแก้ไขงาน Creative เช่น


- Text-to-Image สร้างภาพจากข้อความ (Prompt)


- Generative Fill เช่น ลบคนออกจากภาพ เติมฉากหลังหรือเพิ่มวัตถุใหม่


- Generative Expand ขยายภาพให้มีขนาดตามต้องการ


.


จุดเด่นสำคัญ คือ AI  Firefly ถูกฝึกจากข้อมูลที่มีลิขสิทธิ์หรือได้รับอนุญาต ทำให้สามารถใช้งานเชิงพาณิชย์ได้อย่างปลอดภัย รวมถึง Adobe ยังร่วมมือกับ Partner AI มากกว่า 20 ราย เช่น Black Forest Labs, Google Nano, Banana, Google Veo 3.1, OpenAI, Runway เพื่อเพิ่มความสามารถของระบบ AI


.


"Adobe Creative Cloud"


- แพลตฟอร์ม Creative Software สำหรับงานสร้างสรรค์ระดับมืออาชีพกว่า 20 โปรแกรม เช่น Photoshop, Illustrator, Premiere Pro, InDesign เป็นต้น ผ่านระบบสมัครสมาชิกรายเดือน/รายปี


.


(3) Marketing Professionals


กลุ่มนักการตลาดมืออาชีพที่ต้องการเครื่องมือในการจัดการ Digital Marketing และ Customer Experience เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและส่งมอบประสบการณ์แบบ Personalization ให้กับลูกค้า


.


Solution สำหรับลูกค้ากลุ่มนี้ ได้แก่


"Adobe Experience Platform"


- เป็นแพลตฟอร์มการวิเคราะห์และจัดการข้อมูลลูกค้า โดย มี AI Agents ช่วยในการประสานงาน ช่วยวิเคราะห์ customer journey และสร้าง campaign ที่เหมาะกับลูกค้า


.


"Adobe Experience Manager + Agentic Web"


-แพลตฟอร์มการจัดการ Digital Experience เช่น จัดการ Content ใน Website การสร้าง Digital Experience ที่สอดคล้องกับแบรนด์


- ผสานแนวคิด Website ที่มี AI Agent ช่วยทำงานแทนคน เช่น การปรับ Content ตามใจลูกค้าหรือแนะนำสินค้าแบบ real-time


.


จะเห็นได้ว่า Adobe ไม่ได้มองว่า AI เป็นภัยคุกคาม แต่เป็นโอกาสในการขยายตลาดของงานสร้างสรรค์ให้ใหญ่ขึ้น โดย การนำ AI มาผสานกับจุดแข็งเดิมของบริษัท ทั้ง Ecosystem ของผู้ใช้งานและความน่าเชื่อถือของแพลตฟอร์มและการมี Data จำนวนมากที่ช่วยเทรน AI ของตัวเองให้เก่งขึ้น


.


2. Review ภาพรวมผลประกอบการที่ผ่านมา


"ปี 2025 รายได้รวม +11% โดย มูลค่าสัญญา Subscription รวม (ARR) 12% โดยเติบโตทั้งรายได้ Subscription ในกลุ่ม Business Professionals & Consumers +15% และ Creative & Marketing Professional +11% โดยกำไรจากการดำเนินงานปกติ +10% inline กับรายได้ สำหรับผลประกอบการย้อนหลัง 5 ปี บริษัทมีรายได้เติบโตขึ้นเฉลี่ย +13% ต่อปี โดย มีอัตรากำไรสุทธิปกติ 27-30%"


.


ผลประกอบการปี 2025


รายได้รวม = 23,769 ล้านดอลลาร์ เติบโต +11% โดย Total Adobe Annualized Recurring Revenue (ARR) = 25,200 ล้านดอลลาร์ เติบโต +12% (มูลค่าสัญญา Subscription รวม)


.


รายได้ Subscription รวม = 22,800 ล้านดอลลาร์ เติบโต +12% แบ่งเป็น


- รายได้ Business Professionals & Consumers subscription  = 6,500  ล้านดอลลาร์ เติบโต +15%


-รายได้ Creative & Marketing Professional subscription = 16,300  ล้านดอลลาร์ เติบโต +11%


.


กำไรจากการดำเนิงาน = 8,734 ล้านดอลลาร์ เติบโต +29% จาก ปีก่อนมีค่าใช้จ่ายพิเศษ Acquisition termination fee 1,000 ล้านดอลลาร์ หากตัดออกกำไรจากการดำเนิงานจะเติบโต +10% Inline กับรายได้


.


เป้าหมายผลประกอบการปี 2026 บริษัทว่าเป้าหมายรายได้ที่ 25,900 - 26,100 ล้านดอลลาร์ เติบโต 9-10% โดยแบ่งเป็น รายได้ Business Professionals & Consumers subscription เติบโต 13-14% และ รายได้  Creative & Marketing Professional subscription เติบโต 9-10%


.


สำหรับผลประกอบการย้อนหลัง 5 ปี (2021-2025) บริษัทมีรายได้เติบโตขึ้นเฉลี่ย +13% ต่อปี จาก การพัฒนา Software ให้ดีมากขึ้นและขยายกลุ่มลูกค้าไปทั่วโลก โดย มีอัตรากำไรสุทธิปกติ 27-30%


.


3. โอกาสการเติบโตในอนาคต


"คาดการณ์ขนาดตลาด Creative Software ทั่วโลกจะมี Market size ประมาณ 226,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2035 เติบโตเฉลี่ย +8% ต่อปี โดย AI จะเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน อย่างไรก็ตาม AI ที่พัฒนาขึ้น ยังส่งผลกระทบทั้งในแง่การลด Barrier ในการออกแบบสำหรับคนทั่วไป มีคู่แข่งใหม่ที่ใช้ AI ช่วยให้ทำงานออกแบบได้ง่าย ผู้ใช้สร้าง Tool ในการทำงานสร้างสรรค์ได้เอง รวมถึงองค์กรมีแนวโน้มลดพนักงานฝ่ายออกแบบลง สำหรับ Adobe ยังมีแผนกลยุทธ์การเติบโตผ่านการพัฒนา AI Platform ของตัวเองให้ดีมากขึ้น"


.


ข้อมูลจาก Market Research Future ระบุว่า คาดการณ์ขนาดตลาด Creative Software ทั่วโลกจะมี Market size ประมาณ 226,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2035 เติบโตเฉลี่ย +8% ต่อปี โดย กำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่ Model แบบ Cloud subscription และมี AI Integrate เข้าไปใน Software


.


โดย AI จะเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เช่น ทำงานอัตโนมัติในส่วนงานที่ซ้ำซาก รวมถึงช่วยในกระบวนการสร้างสรรค์งาน ทำให้ผู้ใช้สามารถมุ่งเน้นไปที่ Artistic vision ของตัวเองได้มากขึ้น


.


อย่างไรก็ตามเทคโนโลยี Generative AI ที่พัฒนาขึ้น ยังส่งผลกระทบทั้งในแง่การลด Barrier ในการออกแบบสำหรับคนทั่วไปสามารถทำได้โดยง่าย การมีคู่แข่งใหม่ที่ใช้ AI ช่วยให้สร้างงานออกแบบได้สะดวกรวดเร็ว ผู้ใช้สามารถสร้าง Tool ในการทำงานสร้างสรรค์ได้เองแทนการสมัครสมาชิก รวมถึงอาจจะทำให้องค์กรมีแนวโน้มลดพนักงานฝ่ายออกแบบลงกดดันรายได้ให้ลดลง


.


สำหรับ Adobe ยังมีแผนกลยุทธ์การเติบโต ยังมุ่งเน้นการเสริมศักยภาพในการสร้างสรรค์งานให้กับกลุ่มลูกค้าและช่วยให้ผู้ใช้งานประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น ผ่านการพัฒนา AI Platform ของตัวเองให้ดีมากขึ้น ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีที่ปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ ประสิทธิภาพ และการจัดการประสบการณ์ลูกค้า


.


4. อุปสรรคสำคัญที่อาจจะเกิดขึ้น


.


- การแข่งขันจาก AI Tool ใหม่ๆ ช่วยให้สร้างภาพและงานออกแบบง่ายขึ้นมาก เช่น Canva, Midjourney, Stable Diffusion ทำให้ต้นทุนการสร้าง Content ต่ำลง รวมถึง Claude ที่อาจจะทำให้ผู้ใช้สามารถพัฒนา Tool ที่รวดเร็วและราคาถูกกว่าการจ่ายค่าสมาชิก


.


- แรงกดดันด้านราคาจากการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ทำให้องค์กรอาจจะลดจำนวนพนักงานลง


.


- ปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบกับแบรนด์ Adobe เช่น ปัญหาในด้านลิขสิทธิ์ของผลงานที่เกิดจาก AI


.


- ความปลอดภัยด้าน Cyber security การรักษาข้อมูลส่วนบุคคลและอาชญากรรมทางออนไลน์ต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นบน Platform


.


- ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และภาวะสงคราม


.


Adobe เป็นบริษัท Creative Software รายใหญ่ที่สุดในโลกที่ Dominant ตลาด เป็น Industry Standard ในงานออกแบบมาเป็นเวลานานหลายสิบปี แต่เทคโนโลยี AI ในปัจจุบันดูเหมือนจะมาทำลาย "ความผูกขาดในการสร้าง Content" ที่ทำให้คนทั่วไปสร้างงานได้ง่ายและอาจจะมีการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นมาก แต่ในอีกมุมหนึ่งก็ทำให้ตลาดใหญ่ขึ้นมากและ Adobe ก็เป็นหนึ่งในบริษัทที่ปรับตัวเข้าหา AI ได้เร็วที่สุดเช่นกัน น่าสนใจว่าในโลกที่ AI พัฒนาอย่างก้าวกระโดด บริษัทจะปรับตัวต่อไปอย่างไร แล้วในอนาคตบริษัทจะสามารถเติบโตได้อีกแค่ไหน เราคงต้องติดตามต่อไปครับ


.


โลกของเรายังมีธุรกิจอีกมากมายให้เราได้ศึกษากันอย่างสนุก และคุณสามารถเป็นเจ้าของกิจการเหล่านี้ได้ วันหลังผมจะมาเขียนสรุปข้อมูลบริษัทต่างประเทศรายอื่นๆอีกนะครับ หรือถ้าเพื่อนๆสนใจอยากให้สรุปบริษัทไหน สามารถ comment มาบอกกันได้เลยครับ ฝากติดตามน้า : )


.


ปล. Content นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลนักลงทุนเท่านั้น มิได้เป็นการชักจูงให้เกิดการซื้อขายหุ้นครับ


สรุปโดย : Pocket investor


.


Reference


https://www.adobe.com/investor-relations.html


https://www.jitta.com/stock/nasdaq:adbe/factsheet


https://www.thaiwareshop.com/tips/2520.html


https://www.techtalkthai.com/adobe-announces-general-availability-ai-agents-with-agent-orchestrator/


https://www.marketresearchfuture.com/reports/creative-software-market-35741

โควท
โพสต์โพสต์