โพสต์ยอดนิยม

กว่าจะเป็นนักลงทุน ก็ (เกือบ) สายเสียแล้ว/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า ลงทุนหุ้น VI เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก

โพสต์ โพสต์
Analyst_UOBKH_Dos
นักวิเคราะห์
โพสต์: 2
ผู้ติดตาม: 5

Re: NSL

โพสต์ที่ 1

โพสต์

NSL


 


เรามาดูผลการดำเนินงานของ NSL ใน 4Q25 กันครับ


 


-- NSL รายงานได้จากการดำเนินงาน 4Q25 ที่ 1,769 ล้านบาท เพิ่มขึ้น +7.1% yoy และ +5.7% qoq โดยหลักหนุนจากธุรกิจเบเกอรี่และรองท้อง ตามการขยายสาขาของ 7-Eleven และการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ภาพรวมปี 2025 รายได้ของ NSL ปรับเพิ่มขึ้น +18.5% yoy สนับสนุนจากทุกธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจ Food Service ที่เติบโตเด่น จากการเริ่มขายวัตถุดิบให้กับร้านอาหารขนาดใหญ่ อาทิ MK Restaurant, Eat am Are และเนื้อแท้ เป็นต้น


 


-- อัตรากำไรขั้นต้น - อยู่ที่ 18.7% ลดลง -1.8bp yoy แต่เพิ่มขึ้น +0.6bp qoq การเพิ่มขึ้น qoq มาจากปัญหาด้านแรงงานที่ดีขึ้นครับ เพราะถ้าย้อนกลับไป 3Q25 NSL เจอปัญหาใหญ่ คือแรงงานกัมพูชา หายไปเกือบหมด (เป็นส่วนใหญ่ของโรงงานของ NSL) ทีนี้เลยต้องหาแรงงานใหม่ ซึ่งก็เป็นประเทศอื่นเข้ามาแทน อาทิเมียนมาร์ ปัญหาเกิดครับ เพราะแรงงานใหม่เองยังไม่มีความชำนาญ เหมือนแรงงานเก่าที่ทำมานาน จึงต้องมาฝึกกันใหม่ ก็มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น รวมถึงต้องการจ้าง Over Time (OT) และของเสียที่เยอะขึ้น ทำให้ต้นทุนส่วนนี้เพิ่มขึ้นมาครับ พอมา 4Q25 แรงงานเริ่มปรับตัวได้ Defect ยังมีอยู่ แต่ลดลงกวาช่วงแรก แต่ก็ต้องบอกว่ายังไม่ดีทั้งหมดครับ สังเกตได้จาก GPM ที่ยังลดลง yoy


 


SG&A – อัตราส่วน SG&A-to-sales อยู่ที่ 9.4% ดีขึ้นจาก 4Q24 เล็กน้อยที่ 9.5%  แต่เพิ่มขึ้น 0.6bp qoq อันนี้อาจเป็น seasonal ส่วนนึงครับ เพราะปกติจะมีโบนัสต่างๆ เข้ามาไตรมาสนี้


 


กำไรสุทธิ - ภาพรวม NSL รายงานกำไรสุทธิใน 4Q25 อยู่ที่ 142 ล้านบาท ลดลง -3.2% yoy แต่เพิ่มขึ้น +12.2% qoq เป็นไปตามที่ผมคาดครับ และปี 2025 กำไรสุทธิอยู่ที่ 604 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 11.7% yoy


 


ผมมองยังไง - ปีนี้เองต้องบอกว่า 1H กับ 2H ของ NSL เหมือนคนละภาพครับ 1H ของขายดีตามปกติ และอัตรากำไรต่างก็ยังทำได้ดี เพราะยังไม่มีปัญหาแรงงานเข้ามา แต่ 2H25 นอกจาก 4Q25 ที่โดน “คนละครึ่ง” ดึง Demand ไป (สังเกตได้จากยอดขาย 9M25 ที่ขยายตัว +23% yoy แต่ 4Q25 ทำได้เพียง +7% yoy) ยังมาเจอหาแรงงานอีกระลอก เลยทำได้ไม่ดีนักช่วงนั้น ทีนี้ต้องติดตามครับว่ายอดขายปี 26 จะกลับมาได้ไหม แต่ผมว่าภาพรวมยังมีโอกาสโต Double Digit นิดๆ ได้ครับ เพราะ Food Services ก็ยังดีมาก แต่มีส่งออกน้ำมะพร้าวเข้ามาช่วยอีกทาง


 


สิ่งที่ต้องตามมากกว่าที่ “อัตรากำไรสุทธิ” ครับ เพราะอัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้นใน 4Q25 ก็จริงแต่ยังต่างจากเดิมที่ราว 20-21% พอสมควร ประกอบกับ SG&A to sales ที่ทำได้ดีมาตลอด (ปี 23; 9.7%, ปี 24 19.6%, ปี 25; 19.1%) ถ้าไม่มีปัจจัยอะไรใหม่ ผมก็มองว่ามีโอกาสได้ลุ้น 18% ปลายๆ จากผลของ economy of scale


 


แต่ปี 26 ดันมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญครับ คือ NSL สร้างโรงงานใหม่ มูลค่าประมาณ 870 ล้านบาท เพราะโรงเก่ากำลังการผลิตแซนด์วิช (3 แสนชิ้น ใกล้เต็ม) โดยโรงงานใหม่จะผลิตได้เพิ่มเท่าตัว เป็นประมาณ 7 แสนชิ้น ตรงนี้น่าจะรองรับการเติบโตได้ประมาณ 5 ปี คาดจะเริ่มดำเนินงานใน 2H26


 


ดังนั้นบริษัทจะเริ่มรับรู้ค่าเสื่อมราคาเข้ามาใน 2H26 ประมาณ 29 ล้านบาทครับ และไปบันทึกเต็ม 58 ล้านบาทในปี 27 เพราะฉะนั้นต้องติดตามครับว่า 1) ประสิทธิภาพของแรงงานใหม่ และ 2) การรับรู้ค่าเสื่อมราคาของโรงงานใหม่ (ประมาณ 0.4% ของยอดขาย) จะถูกชดเชยด้วยการขอ BOI และการใช้คนงานที่ลดลง จากผลของโรงงานใหม่ได้หรือไม่


 


ในมุมการลงทุน ผมว่า P/E 14 เท่า (-2SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 4 ปี) ค่อนข้างเหมาะสมครับ เพราะสะท้อนการเติบโตที่อาจลดลงจากฐานที่สูง เพราะเติบโตดีติดต่อกันมาหลายปี สุดท้ายผมยังคงมองว่า NSL เป็นหุ้นที่ดีตัวนึงครับ แต่ต้องดูราคาที่เหมาะสม


Follow: https://www.facebook.com/krit.rollsroyce?locale=th_TH 

NSL.png

โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
ThekopChamp
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 585
ผู้ติดตาม: 223

Re: TNP

โพสต์ที่ 2

โพสต์

CPEGOLF เขียน:
เสาร์ มี.ค. 07, 2026 2:26 pm
เริ่มขยายสาขามาจังหวัดลำปาง อ.งาง ติดกับ พะเยารูปภาพ
สาขานี้ผมเคยเสนอ ผบห.ให้ไปขยายด้วยแฮะ เป็นทางเชื่อมระหว่าง พะเยา ลำปาง แพร่ เมื่อก่อนผมขับรถผ่านบ่อยๆ 

คู่แข่งไม่ค่อยมีจำนวนประชากรพอใช้ได้ อยู่ไม่ไกลจากสาขา ม.พะเยามาก Logistic ไม่ได้มีปัญหา 


หวังว่าปีนี้แผนคงขยายโซนที่เป็น พะเยา ลำปาง เชียงใหม่ มากขึ้น Location ยังเหลืออีกเยอะเลย

โควท
amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 2790
ผู้ติดตาม: 394

Meeting ภาคใต้ 8 มีนาคม 2569

โพสต์ที่ 3

โพสต์

สรุปสัมมนา Meeting นักลงทุนภาคใต้ อาจารย์โจ ลูกอีสาน


 


อจ โจ แบ่งปันทั้งมุมมองต่อภาพรวมตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ กลยุทธ์การจัดพอร์ต การวิเคราะห์เจาะลึกกลุ่มธุรกิจและหุ้นรายตัว ไปจนถึงแนวคิดปรัชญาการใช้ชีวิตและการส่งต่อความมั่งคั่ง โดยสามารถสรุปประเด็นสำคัญทั้งหมดได้อย่างละเอียดดังนี้


 


---


 


1. ภาพรวมพอร์ตการลงทุนและการจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation):


 


สัดส่วนพอร์ตการลงทุนปัจจุบัน :


อาจารย์โจจัดสรรพอร์ตการลงทุนโดยแบ่งเป็น หุ้นไทย 50% และ หุ้นต่างประเทศ 50%  (เน้นตลาดฮ่องกงและจีน)


 


ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา:


 


 ปัจจุบันอาจารย์โจหลีกเลี่ยงการลงทุนในตลาดสหรัฐฯ เนื่องจากมองว่าดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้นมาสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต 100 ปีไปมากแล้ว จึงมี Downside risk หรือความเสี่ยงขาลงที่ค่อนข้างสูง ประกอบกับดอลลาร์ที่แข็งค่า นำเงินไปพักไว้ในกองทุนตลาดเงิน (Money Market Fund) ระยะสั้นของต่างประเทศที่ให้ผลตอบแทนดอกเบี้ยราว 3-4% เพื่อรอจังหวะซื้อหุ้นในอนาคต


 


ตลาดหุ้นฮ่องกงและจีน:


 


แม้พอร์ตในส่วนนี้จะเผชิญการขาดทุนบ้างในปีที่ผ่านมา แต่อาจารย์โจยังเชื่อมั่นว่า "จีนคืออนาคตของโลก" หุ้นขนาดเล็กในฮ่องกงหลายตัวมีราคาถูกมาก มีกระแสเงินสดในมือสูงกว่ามูลค่าบริษัท (Market Cap) ถึง 4-5 เท่า และจ่ายปันผลในระดับที่สูง อย่างไรก็ตาม ต้องระมัดระวังเรื่องธรรมาภิบาลและการไซฟ่อนเงิน (เงินสดทิพย์) จึงต้องใช้ การกระจายความเสี่ยง (Diversification) เป็นเกราะป้องกัน


 


ตลาดหุ้นเวียดนาม:


ได้ขายทำกำไรออกไปหมดแล้ว เนื่องจากมองว่าหุ้นไม่ได้ถูกมากเมื่อเทียบกับฮ่องกง และประสบปัญหาการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของบริษัทที่ทำได้ยาก รวมถึงมีความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน


 


มุมมองต่อตลาดหุ้นไทย:


แม้หลายคนจะหนีไปลงทุนต่างประเทศ แต่อาจารย์โจมองว่าเป็น ข้อดี


 เพราะเมื่อคนสนใจน้อยลง การแข่งขันก็ต่ำลง ทำให้สามารถค้นหา หุ้นเพชรในตม หรือหุ้นขนาดเล็ก (Small Cap) ที่มีปัจจัยพื้นฐานดีและปันผลสูงระดับ 7-10% ได้ง่ายขึ้น โดยเน้นเก็บหุ้นที่อิ่มตัวแต่กระแสเงินสดเสถียร หรือหุ้นตัวเล็กที่กำลังแย่งส่วนแบ่งการตลาดจากคู่แข่งได้ อย่างไรก็ตาม หากดัชนี SET ขึ้นมาในระดับ 1,500 จุด จะมองว่ามูลค่าเริ่มตึงตัว และบริษัทจำนวนมากพยายามจ่ายปันผลพิเศษโดยการกู้เงินมาจ่าย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืน


 


---


 


2. กลยุทธ์และเทคนิคการลงทุนสไตล์ "ลูกอีสาน"


 


การรับมือกับวิกฤต สงคราม และ Circuit Breaker


การใช้ TFEX ป้องกันความเสี่ยง:


 


 เมื่อเกิดความระแวงต่อสถานการณ์โลก (เช่น สงครามอิหร่าน-อิสราเอล หรือปัจจัยการเมืองในประเทศ) อาจารย์โจมีการ Short TFEX เพื่อป้องกันความเสี่ยงของพอร์ต ควบคู่ไปกับการ Long ทองคำล่วงหน้า ซึ่งทองคำมักจะปรับตัวขึ้นในช่วงวิกฤต ช่วยชดเชยผลขาดทุนจากตลาดหุ้นได้


 


Mindset ต่อเหตุการณ์ Circuit Breaker:


 


อาจารย์โจมองว่า Circuit Breaker คือ


 


 โอกาสทองในการช้อนซื้อ"** หากวิเคราะห์แล้วว่าเหตุการณ์ที่ทำให้หุ้นตกลงมานั้น ไม่ได้กระทบต่อปัจจัยพื้นฐานระยะยาวของบริษัท โดยอาจใช้เงินสดราว 25% ของพอร์ตในการเข้าซื้อหุ้นที่มีพื้นฐานดีและมีการจ่ายปันผลรองรับ


 


คิดสวนทางกับตลาด (Contrarian Thinking):


 


ในช่วงที่ตลาดหมี (ตลาดขาลง) หมีมักจะตัวใหญ่กว่าความเป็นจริงเสมอ (คนกลัวเกินเหตุ) และในตลาดกระทิง (ตลาดขาขึ้น) คนก็มักจะมองโลกในแง่ดีเกินไป ให้ใช้หลักคิดของ Charlie Munger คือ ให้คิดกลับด้านเสมอ


 


กลยุทธ์การซื้อหุ้นปันผล (Dividend Capture)


ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเข้าซื้อหุ้นปันผลคือ ไตรมาสที่ 3 ของปี เพราะเป็นช่วงที่นักลงทุนสามารถคาดการณ์ผลประกอบการรวมทั้งปีได้ค่อนข้างแม่นยำ หากซื้อในช่วงนี้ หุ้นมักจะค่อยๆ ปรับตัวขึ้นเพื่อรับข่าวปันผลในไตรมาส 4 และต้นปีถัดไป ทำให้นักลงทุนได้ทั้งกำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) และเงินปันผล (Dividend Yield) ในเวลาเดียวกัน


 


กฎ 3 ข้อในการ "ขายหุ้น" (Exit Strategy) :


นักลงทุนแนว VI จะขายหุ้นเมื่อเกิด 3 เหตุการณ์นี้เท่านั้น:


1.   เจอหุ้นตัวใหม่ที่ดีกว่า มี Upside สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ:


หากหุ้นที่ถืออยู่ราคาปรับตัวขึ้นจนอัตราผลตอบแทนปันผลลดลง (เช่น จาก 8% เหลือ 5%) และมีตัวเลือกอื่นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า สามารถสับเปลี่ยนตัวหุ้นได้ (Switching)


 


2.   คิดผิด / ปัจจัยพื้นฐานเปลี่ยน:


 หากทิศทางธุรกิจไม่เป็นไปตามที่วิเคราะห์ไว้ หรือผู้บริหารเปลี่ยนนโยบายที่ขัดต่อหลักการลงทุน (เช่น เปลี่ยนจากธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนต่ำ ไปทำโรงแรมที่ใช้เงินลงทุนสูง) ต้องกล้าตัดขาดทุน (Cut loss)


 


3.   ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปถึงมูลค่าที่เหมาะสม (Fair Value):


เมื่อหุ้นหมดความน่าสนใจในเชิงมูลค่า ก็ควรขายออก ไม่ควรคาดหวังว่าจะสามารถขายได้ที่จุดสูงสุดเสมอไป


 


---


 


3. การวิเคราะห์อุตสาหกรรมและหุ้นกลุ่มต่างๆ


 


กลุ่มการเงินและสินเชื่อ (Leasing):


 มองว่าผ่านจุดต่ำสุดของการตั้งสำรองไปแล้วในปีที่ผ่านมา การที่บริษัทเหล่านี้ลดเป้าการเติบโตและการขยายสาขาลง ทำให้ไม่ต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนมาก ส่งผลให้ **มีความสามารถในการจ่ายปันผลได้มากขึ้น** ถือเป็นกลุ่มที่น่าสนใจในระดับราคาปัจจุบัน


 


กลุ่มท่องเที่ยวและโรงพยาบาล:


ธุรกิจท่องเที่ยว โดยเฉพาะโรงแรม เป็นธุรกิจที่ ไม่มีคูเมืองป้องกัน (No Barrier to Entry)  การแข่งขันดุเดือดมาก จึงไม่ได้ให้ความสนใจนัก ส่วนกลุ่มโรงพยาบาล หากราคาหุ้นปรับลดลงแรงจากความกังวลเรื่องสงครามที่อาจทำให้ลูกค้าตะวันออกกลางหายไป ถือเป็น "โอกาสในการเข้าซื้อ" หากมองในระยะยาวว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ


 


กลุ่มเครื่องดื่ม (Beverage):


 ผมเสนอว่ากลุ่มเครื่องดื่มได้รับอานิสงส์จากสภาพอากาศที่ร้อนจัด 


อย่างไรก็ตามอาจารย์โจเสริมว่า ต้องระวังบริษัทที่พึ่งพาการรับจ้างผลิต (OEM) เป็นหลัก เพราะกำไรจะผันผวนและคาดการณ์ได้ยาก ควรเลือกลงทุนในบริษัทที่มีแบรนด์แข็งแกร่งและกำไรสม่ำเสมอ


 


กลุ่มวัสดุก่อสร้างและซ่อมแซมบ้าน (Home Improvement):


  แม้ราคาหุ้นจะปรับลดลงมาจนดูมี P/E ต่ำ แต่ต้องระวังเรื่องกระแสเงินสดที่ไปจมอยู่กับ “สต็อกสินค้าคงคลัง"จำนวนมหาศาล ทำให้บริษัทเหล่านี้มักไม่ค่อยมีเงินสดมาจ่ายปันผล และมักจะจ่ายเป็นหุ้นปันผลแทน


 


กลุ่มจัดหางานและ HR :


หลายคนกังวลว่า AI จะมาแย่งงานและกระทบต่อธุรกิจจัดหางาน แต่อาจารย์โจมองว่า ในความเป็นจริง งานที่ต้องพึ่งพาทักษะมนุษย์และการพบปะ (Face-to-Face) ยังไม่สามารถถูกแทนที่ด้วย AI ได้ทั้งหมดในระยะเวลาอันสั้น ความกังวลของตลาดอาจมีมากเกินไป


 


ข้อควรระวัง หุ้นที่มีบริษัทแม่ในต่างประเทศ:


หุ้นกลุ่มนี้มักมีเงินสดในมือมหาศาล ไม่มีหนี้สิน แต่กลับจ่ายปันผลในอัตราที่ต่ำมาก (ราว 30%) และมีความเสี่ยงเรื่องการถ่ายเทผลประโยชน์ (Transfer Pricing) ผ่านการตั้งราคาซื้อขายระหว่างบริษัทแม่กับบริษัทลูก ทำให้นักลงทุนรายย่อยเสียเปรียบ


 


---


 


4. บทเรียนธุรกิจจากการทำเกษตรกรรม (ทุเรียน ข้าว ปาล์ม ยาง)


 


อาจารย์โจได้ลงมือศึกษาและทำเกษตรกรรมด้วยตนเอง ทั้งการปลูกข้าวและเสาะหาสายพันธุ์ทุเรียนหายาก ซึ่งให้บทเรียนที่สามารถนำมาเชื่อมโยงกับการลงทุนได้อย่างลึกซึ้ง:


 


ธุรกิจที่ไม่มี Barrier to Entry จะไม่มีกำไรที่ยั่งยืน:


หากธุรกิจใดกำไรดี แต่ใครๆ ก็สามารถเข้ามาทำได้ สุดท้ายซัพพลายจะล้นตลาดและราคาก็จะพังทลายลง ยกตัวอย่างเช่น การปลูกทุเรียน ในอดีตทุเรียนราคาแพงมาก ทำให้คนแห่โค่นสวนยางและสวนปาล์มมาปลูกทุเรียน เมื่อผลผลิตชุดใหม่ออกสู่ตลาดพร้อมกัน ประกอบกับจีนนำเข้าจากเวียดนามมากขึ้น ราคาจะตกลงอย่างรุนแรง กฎข้อนี้ใช้ได้กับธุรกิจในตลาดหุ้นเช่นกัน (เช่น สุกี้ชาบู ที่เมื่อก่อนกำไรดี แต่ปัจจุบันแข่งขันกันดุเดือดจนกำไรหดตัว)


 


ปัญหาความยากจนของชาวนาไทย:


เกิดจากปัญหาต้นทุนและประสิทธิภาพการผลิต เมื่อเปรียบเทียบข้าวหอมมะลิไทยกับข้าวเวียดนาม เวียดนามได้ผลผลิตต่อไร่สูงกว่าไทยหลายเท่าตัว ต้นทุนสายพันธุ์ก็ถูกกว่า แม้ข้าวไทยจะขายได้ราคาสูงกว่า แต่เมื่อหักลบต้นทุนแล้ว ชาวนาเวียดนามกลับมีกำไรที่สูงกว่ามาก การพึ่งพาการส่งออกข้าวในปริมาณมากๆ จึงไม่ได้ช่วยให้ชาวนาไทยรวยขึ้น หากไม่ปรับโครงสร้างต้นทุน


 


---


 


5. ข้อคิดเรื่องการบริหารกองทุนระดับประเทศ


 


 


กองทุนประกันสังคม:


 กำลังเผชิญวิกฤตที่เงินไหลออกมากกว่าเงินไหลเข้า และอาจล้มละลายใน 20 ปี วิธีแก้มีเพียง 3 ทางคือ:


1. เพิ่มอัตราเงินสมทบ


2. ขยายอายุเกษียณ (ซึ่งคนส่วนใหญ่ต่อต้าน)


3. **บริหารพอร์ตการลงทุนให้ได้ผลตอบแทนสูงขึ้น** ปัจจุบันนโยบายการลงทุนยังอนุรักษ์นิยมมากเกินไป หากสามารถบริหารให้ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 4% เป็น 8% เงินชราภาพของผู้ประกันตนจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว


---


 


6. ปรัชญาชีวิต ความก้าวหน้า และความสุขของการมีเงิน


 


ในช่วงท้ายของการสัมมนา อาจารย์โจได้ให้ข้อคิดที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับเป้าหมายของการลงทุนและคุณค่าของเงิน:


 


หุ้นเปลี่ยนชีวิต ไม่มีอยู่จริง:


 ความมั่งคั่งไม่ได้เกิดจากการแทงหุ้นถูกตัวเพียง 1-2 ตัวแล้วรวยข้ามคืน แต่เกิดจาก "พอร์ตการลงทุนที่เปลี่ยนชีวิต อาศัยการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม รับผลตอบแทนแบบทบต้นอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญคือ **"ต้องไม่ขาดทุนหนัก"** การขาดทุน 50% ต้องทำกำไรถึง 100% จึงจะกลับมาเท่าเดิม ดังนั้น การปกป้องเงินต้นจึงสำคัญที่สุด


 


กฎการลดน้อยถอยลงของความสุข (Diminishing Marginal Utility):


 เมื่อคนเรามีเงินจาก 1 แสน เป็น 1 ล้าน หรือ 10 ล้าน ความสุขจะพุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน แต่เมื่อมีเงินระดับ 100 ล้าน หรือ 1,000 ล้าน ความสุขจะเริ่มคงที่ ไม่ได้พุ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัวอีกต่อไป


 


ความมั่นคงคือความสุขที่แท้จริง:


 


เงินอาจจะไม่ได้ซื้อความสุขฉาบฉวยได้ตลอดไป แต่สิ่งที่มีค่าที่สุดของเงินคือ **"ความมั่นคงทางใจ"** การมีเงินทำให้เรามีสิทธิ์เลือก ไม่ต้องทนทำงานที่เกลียด ไม่ต้องกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาลยามเจ็บป่วย (สามารถเข้าถึงการรักษามะเร็งที่ดีที่สุดได้) และไม่ต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานจากความยากจน


 


การแบ่งปันและส่งต่อ:


การมีเงินทำให้เราสามารถดึง "ด้านดี" ของตัวเองออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ สามารถช่วยเหลือญาติพี่น้อง หรือบริจาคเพื่อสังคมได้โดยไม่ต้องหวังผลตอบแทน โดยอาจารย์โจมีความฝันที่อยากจะเป็น "ผู้บริจาครายบุคคลที่บริจาคเงินให้มูลนิธิมากที่สุดในประเทศ" ด้วยการนำดอกผลจากการลงทุนมาช่วยเหลือสังคม


 


มรดกและการจัดการเงินให้ลูกหลาน:


 สำหรับการส่งต่อความมั่งคั่งให้ลูกหลาน หากลูกหลานไม่มีความรู้ความเข้าใจในการเลือกหุ้นรายตัว วิธีที่ปลอดภัยและดีที่สุดคือการสอนให้พวกเขานำเงินไปซื้อ **"กองทุนดัชนีหุ้นทั่วโลก (Global Index Fund/ETF)"** เพื่อรับผลตอบแทนตามการเติบโตของเศรษฐกิจโลก หรือจัดตั้งเป็นกองทรัสต์ (Trust) เพื่อป้องกันไม่ให้สูญเสียเงินต้น


 


**บทสรุปทิ้งท้าย:**


อาจารย์โจย้ำเตือนนักลงทุนเสมอว่า เราเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ ของจักรวาล ไม่ควรยึดติดหรือเครียดกับความผันผวนของตลาดหุ้นมากจนเสียสุขภาพ จงลงทุนด้วยสติ ไม่ทายใจตลาด ล้มเหลวให้เป็น เรียนรู้จากความผิดพลาด และที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าคุณจะเริ่มต้นจากจุดไหน หากมีความตั้งใจและโฟกัสศึกษาอย่างจริงจัง **"ไม่มีที่ใดที่ไกลกว่าก้าวย่างของเธอ"** ทุกคนสามารถเป็นผู้เชี่ยวชาญและประสบความสำเร็จในแบบของตนเองได้เสมอ

1000087467.jpg

โควท
sakuraix
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 88
ผู้ติดตาม: 30

Re: ICHI

โพสต์ที่ 4

โพสต์

SCGLOBAL เขียน:
อาทิตย์ มี.ค. 08, 2026 4:21 pm
BOI พัฒนาชุมชน นี่ใครทราบบ้างครับว่าจะได้ไปหลายไตรมาส หรือแค่ไตรมาส 4 ไตรมาสเดียวครับ..รูปภาพ
สิทธิ BOI พัฒนาชุมชนจะให้สิทธิตามวงเงินลงทุนที่ขอไปครับ โดยบริษัทจะต้องลงทุนและใช้สิทธิภาษีภายใน 3 ปี 

ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้กันตอนQ4 ครับเนื่องจากตอนนี้ BOIค่อนข้างเข้มงวดในการตรวจและให้บริษัทใช้สิทธิครับ


แต่ถ้าบริษัทจะเก็บยอด และรับรู้แต่ละไตรมาสที่ลงทุนเลยก็ทำได้เหมือนกันครับ

โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
pop5888
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1579
ผู้ติดตาม: 844

Re: KLINIQ

โพสต์ที่ 5

โพสต์

ลองฟังดูนะครับ แต่ผมว่าดีมากเลย เหมือนได้ Marketing บริษัทฟรีๆเลย


พลิกวิกฤติเป็นโอกาสเลยครับ


ลองอ่าน comment ทั้งใน facebook และ youtube ดูครับ 


จะเข้าใจเลยว่ากระแสดีมาก มีแต่คนถามว่าที่ไหน ควรสนับสนุน


phpBB [video]
โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
Choice37
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 2358
ผู้ติดตาม: 164

Re: ICHI

โพสต์ที่ 6

โพสต์

IMG_5190.jpeg
IMG_5191.jpeg
โควท
Thai VI Article
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 2087
ผู้ติดตาม: 475

ลงทุนท่ามกลางไฟแห่งสงคราม/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โพสต์ที่ 7

โพสต์

สงครามระหว่างอเมริกากับอิหร่านที่เกิดขึ้นไม่กี่วันมานี้ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลก “ปั่นป่วน” เฉพาะอย่างยิ่งตลาดหุ้นเกาหลีและตลาดหุ้นไทยที่ดัชนีตลาดตกลงไปเกิน 10% ภายในเวลา 2-3 วัน  นี่ทำให้เราควรมาดูว่าอนาคตหลังจากนี้  เช่น  อีกปีหนึ่งหรืออาจจะหลายปี  หุ้นน่าจะเป็นอย่างไรเพื่อที่เราจะได้กำหนดกลยุทธ์การลงทุนในวันนี้ได้ถูกต้อง


ประเด็นแรกที่ผมมักจะทำเสมอก็คือ  ศึกษาจากประวัติศาสตร์สงครามกับตลาดหุ้นว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร  ซึ่งนี่จะเป็นเรื่องการศึกษาเฉพาะตลาดหรือประเทศที่ไม่ได้อยู่ในสมรภูมิแต่แน่นอนว่าได้รับผลกระทบแน่เพราะอาจจะเป็น “คู่สงคราม” หรือไม่ก็เป็นประเทศอื่นที่ได้รับผลของสงครามผ่านภาวะเศรษฐกิจ  การเงินหรือการถูกโจมตีอันเป็นผลข้างเคียง  และก็แน่นอนว่าส่วนใหญ่ก็เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นสหรัฐที่มีข้อมูลมากกว่าตลาดหุ้นอื่น ๆ  มาก


ประวัติศาสตร์ก็คือ  ก่อนสงครามหรือเมื่อเกิดสงคราม  ตลาดหุ้นมักจะผันผวนและตกลงมาแรงเพราะการ  “ตกใจ” ของนักลงทุน  เนื่องจากสงครามจะก่อให้เกิดการทำลายล้างและกระทบกับเศรษฐกิจ  การเงินและตลาดหุ้นมาก  เพราะการผลิตสินค้าเช่นอาวุธยุทโธปกรณ์และปัจจัยในการสงครามต่าง  ๆ  รวมถึงอาหารและพลังงานอาจจะติดขัดทำให้มีราคาเพิ่มสูงขึ้นมากซึ่งทำให้เกิดเงินเฟ้อรุนแรง  เป็นอันตรายต่อทรัพย์สินทางการเงินเช่นหุ้น  อย่างไรก็ตาม  หลังจากนั้น  เศรษฐกิจและตลาดหุ้นก็มักจะปรับตัวขึ้นหลังจากสงครามผ่านไปประมาณ 1 ปี


ในสงครามโลกครั้งที่ 1  ตลาดหุ้นสหรัฐต้องปิดชั่วคราว  แต่เมื่อเปิดขึ้นใหม่  ดัชนีตลาดหุ้นก็ปรับตัวขึ้นแรงมาก  เหตุผลก็เพราะว่าสหรัฐไม่เกิดความเสียหายเลย  แต่โรงงานในสหรัฐกลับเฟื่องฟูมาก เพราะเป็นแหล่งผลิตอาวุธและสินค้าที่จำเป็นต่าง ๆ  ส่งให้กับพันธมิตรในยุโรป


สงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น  ช่วงแรกตลาดก็ผันผวนมากเช่นกัน  โดยเฉพาะเมื่อฐานทัพเรือที่เพิรล์ฮาร์เบอร์ถูกญี่ปุ่นถล่ม  แต่หลังจากนั้น  ในช่วงสงครามตั้งแต่ปี 1942-1945  ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นถึงปีละ 25%  เนื่องจากมีการผลิตอาวุธและสินค้าเพื่อใช้ในการต่อสู้กับฝ่ายอักษะรวมถึงการส่งผลผลิตเหล่านั้นให้กับฝ่ายพันธมิตรในยุโรป


สงครามเกาหลีในปี 1950-1953 ดัชนี S&P500 ก็เติบโตขึ้นประมาณ 30% หรือปีละเกือบ 10% ซึ่งก็ถือว่าใช้ได้  สงครามไม่ได้ทำให้ตลาดหุ้นเดี้ยง  เช่น เดียวกับสงครามเวียตนามที่รบกันยาวนานต่อเนื่องถึง 20 ปี  ตลาดหุ้นก็โตไปเรื่อย ๆ  ยกเว้นในช่วงปี 1973-74 ซึ่งเป็นช่วงท้าย ๆ  ของสงครามที่เกิดวิกฤติน้ำมันจากการที่ประเทศกลุ่มโอเปกงดส่งน้ำมันให้อเมริกาซึ่งทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไปมากจนเกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรงและกลายเป็น  “Stagflation” คือเศรษฐกิจตกต่ำในขณะที่เงินเฟ้อรุนแรงส่งผลให้ตลาดหุ้นตกลงไปหลายสิบเปอร์เซ็นต์จนเป็นวิกฤติ


“สงครามอ่าว” ในตะวันออกกลางปี 1990-91 ที่สหรัฐบุกอิรักเพื่อปลดปล่อยคูเวตที่ถูกยึดครองโดยอิรัก  ในช่วงแรก  ดัชนีหุ้นS&P 500 ตกลงไป 10% แต่เมื่อกองทัพอเมริกาเริ่มโจมตี  ตลาดหุ้นก็พุ่งขึ้นแรงมาก  ภายใน 1 ปี ดัชนีก็ปรับตัวขึ้นไป 20%


สงครามรัสเซีย-ยูเครน ตั้งแต่ปี 2022 ตลาดหุ้นก็ตกลงไปแรงทั่วโลก  เพราะราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแรงมากถึง 50%  แต่หลังจากนั้น ทุกอย่างก็กลับมาเป็นปกติ  และตอนนี้นักลงทุนก็แทบไม่สนใจแล้ว  เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ  เกิดสงครามอเมริกากับอิหร่านแทน


ข้อสรุปก็คือ  สงครามนั้น  มักก่อให้เกิดความตกใจและส่งผลสั้น ๆ  ว่าจะเกิดเหตุการณ์หรือภาวะทางเศรษฐกิจสำคัญ ๆ ที่จะทำให้เศรษฐกิจและตลาดการเงินเสียหาย  ดังต่อไปนี้คือ


1) สงครามจะลามไปยังจุดอื่น ๆ  หรืออาจจะไปทั่วโลก เพราะอิหร่านเริ่มโจมตีประเทศอื่นในอ่าวเปอร์เซียที่สนับสนุนสหรัฐ


2) จะเกิดเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น  เพราะราคาพลังงานโดยเฉพาะน้ำมันจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเพราะสงครามต้องใช้น้ำมันมาก  หรืออย่างในกรณีสงครามที่เกิดขึ้นขณะนี้คืออิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ  ทำให้น้ำมันประมาณ 20ของโลกไม่สามารถนำออกไปใช้ได้  ทำให้น้ำมันราคาเพิ่มขึ้นไปถึง 90 เหรียญต่อบาร์เรลและคาดว่าจะขึ้นไปได้ถึง 150 เหรียญในไม่ช้า


3) เศรษฐกิจทั่วโลกอาจจะถดถอยลงถ้าสงครามยืดเยื้อต่อไป การท่องเที่ยวอาจจะลดลงเพราะการบินถูกรบกวน  เช่นเดียวกับการค้าที่จะติดขัดโดยเฉพาะการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ  และการที่เกิดภาวะเงินเฟ้อด้วยอาจจะทำให้เกิด Stagflation ได้


4) มีความเสี่ยงทางด้านการเมืองระหว่างประเทศ  เช่นเรื่องของการแซงชั่นการค้า  การขึ้นภาษีและการจำกัดการส่งออกสินค้าที่อาจจะเป็นยุทธปัจจัยเช่นพวกแร่หายากเป็นต้น


ทั้งหมดนั้นทำให้ตลาดหุ้นตกแรง  แต่โอกาสที่จะเกิดต่อเนื่องยาวนั้น จากประวัติศาสตร์มักพบว่ามันไม่จริง  โลกมีความสามารถในการปรับตัวเสมอ  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  สงครามอาจจะจบลงหรือกลายเป็นสงคราม “ยืดเยื้อ” แต่ไม่ค่อยจะมีผลกระทบกับโลกอีกต่อไปเพราะโลกปรับตัวได้  นี่ก็อาจจะคล้าย ๆ  กับสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่คนโดยเฉพาะนักลงทุนแทบจะเลิกสนใจไปแล้ว


ประเด็นที่จะต้องวิเคราะห์ก็คือ  สงครามจะลามไปยังประเทศอื่นหรือจุดอื่นหรือไม่  สำหรับผมแล้ว  นี่เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น  เพราะทั้งรัสเซียและจีนเองก็ไม่ได้ออกมาช่วยเหลือหรือตอบโต้อเมริกา  เช่น เดียวกับประเทศเพื่อนบ้านที่ต่างก็ไม่ได้เป็นมิตรกับอิหร่าน  ตรงกันข้าม  ส่วนใหญ่สนับสนุนสหรัฐในด้านของการอนุญาติให้เครื่องบินของสหรัฐบินไปโจมตีอิหร่านด้วยซ้ำ  ซึ่งนั่นทำให้อิหร่าน “แก้แค้น” โดยการโจมตีด้วยโดรนต่อประเทศเหล่านั้น


ประเด็นต่อมาก็คือ  สงครามนี้จะยืดเยื้อหรือไม่  เพราะถ้ายืดเยื้อก็จะทำให้เกิดภาวะน้ำมันขาดแคลนและขึ้นราคายาวนานซึ่งจะทำให้เกิดเงินเฟ้อและเศรษฐกิจตกต่ำ  ซึ่งจะทำให้ตลาดหุ้นตกลงมาแรงต่อไป


ในความเห็นของผมก็คือ  สงครามครั้งนี้เป็น  “สงครามทางอากาศ” คล้าย ๆ  “The Battle of Britain” ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ฮิตเลอร์ทิ้งระเบิดโจมตีอังกฤษนานหลายเดือนเพื่อที่จะทำให้อังกฤษยอมแพ้โดยที่เยอรมันไม่ได้ยกพลขึ้นบกเข้ายึดครองอังกฤษ  แต่อังกฤษไม่ยอม  และก็พยายามต้านทานโดยใช้ปืนต่อสู้อากาศยานและนำเครื่องบินขึ้นไปรบกับเครื่องบินของฝ่ายเยอรมันจนในที่สุดเยอรมันก็เลิกรบไปเองและหันไปบุกรัสเซียแทน


ในกรณีของสหรัฐโดยประธานาธิบดีทรัมป์ที่โจมตีอิหร่านโดยเครื่องบินและขีปนาวุธ  ผมคิดว่าอิหร่านก็คงไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ  และก็คงตอบโต้โดยใช้โดรนและขีปนาวุธยิงฐานทัพอเมริกาและประเทศอื่น ๆ  ที่สนับสนุน  รวมถึงการขู่และปิดการเดินเรือที่จะผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพื่อบีบให้อเมริกาต้องหยุดการโจมตีอิหร่าน


สำหรับผมเองคิดว่าสงครามครั้งนี้คงใช้เวลาไม่นานก็จะเลิกไปเอง  เพราะอเมริกาไม่ได้ส่งคนเข้าไปรบในพื้นแผ่นดินอิหร่าน  แค่เลิกส่งเครื่องบินเข้าน่านฟ้าอิหร่านทุกอย่างก็จบ  นั่นก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้เมื่อสหรัฐได้ทำลายอาวุธและศักยภาพในการผลิตอาวุธส่วนใหญ่รวมถึงระเบิดนิวเคลียร์ของอิหร่านแล้วเสร็จและสามารถตั้งผู้นำหรือได้ผู้นำอิหร่านที่ไม่เป็นปฏิปักษ์กับอเมริกาต่อไปแล้ว  หลังจากนั้น  ทรัมป์ก็จะ “ประกาศชัยชนะ”  แล้วเรื่องของสงครามอิหร่านก็จะจางหายไปคล้าย ๆ  สงครามยูเครน


ตลาดหุ้นทั่วโลกก็จะดำเนินการไปตามปกติ  และแน่นอน  ก็จะไปเจอกับภาวะแห่งความผันผวนไม่แน่นอนและก็อาจจะเกิดวิกฤติขึ้นได้อีกเช่นกัน  เพราะในช่วงเร็ว ๆ  นี้ “ระเบียบโลก” ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก  จากเดิมที่โลกมีกติกาที่ชัดเจนว่าแต่ละประเทศซึ่งรวมถึงมหาอำนาจ  จะทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน  แต่ระยะหลัง ๆ นี้ดูเหมือนว่า  “อำนาจ” จะเป็นตัวกำหนดว่าใครจะทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหนแทน


ที่พูดมาถึงจุดนี้อาจจะดูเหมือนว่าเราไม่ต้องสนใจอะไรทั้งสิ้นเพราะปัญหาต่าง ๆ  จะจบลงอย่างรวดเร็ว   แต่ถ้าไม่ใช่ล่ะ  อะไรจะเกิดขึ้นและผลกระทบจะเป็นอย่างไร?


คำตอบอย่างสั้น ๆ  ของผมก็คือ  ถ้าจะให้เกิดความปลอดภัย  เราก็อาจจะเลือกกลยุทธ์การลงทุนที่เน้นในสินค้าที่จะไม่เจ็บจากสงครามและอาจให้ผลตอบแทนที่ดีนั่นคือ


1) ธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานที่จะได้ผลดีเมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้นและอยู่นาน 2) ผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ที่จะได้ประโยชน์จากสงครามที่ยืดเยื้อยาวนาน 3) สินค้าโภคภัณฑ์เช่นแร่ธาตุที่จำเป็นต้องใช้ในการผลิตอาวุธและอุปกรณ์ในการสงครามต่าง ๆ 4)สินค้าที่สามารถต่อต้านเงินเฟ้อ  เช่น  ทองคำ เป็นต้น  ส่วนธุรกิจที่ควรจะหลีกเลี่ยงก็คือ  ธุรกิจที่ต้องใช้น้ำมันหรือพลังงานมาก  เช่น  สายการบิน และการเดินทางขนส่งเป็นต้น


นอกจากนั้น  ในส่วนของการจัดพอร์ตเองก็ควรจะต้องกระจายความเสี่ยงไปในหลาย ๆ  อุตสาหกรรมรวมถึงทรัพย์สินอย่างทองคำ  และลงทุนในหลาย ๆ  ตลาดหรือทั่วโลก  ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ปกป้องเราจาก “ความเสี่ยงร้ายแรง”  ระดับหายนะในช่วงภาวะสงครามได้

โควท
EAKEPON
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 482
ผู้ติดตาม: 63

Re: KAMART

โพสต์ที่ 8

โพสต์

ผู้บริหาร kamart  ซื้อหุ้น ครับ
1000015783.jpg
โควท
"มันเป็นเช่นนั้นเอง"
ภาพประจำตัวสมาชิก
CPEGOLF
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 16
ผู้ติดตาม: 4

Re: TNP

โพสต์ที่ 9

โพสต์

เริ่มขยายสาขามาจังหวัดลำปาง อ.งาง ติดกับ พะเยา

1000020938.jpg

โควท
santsupa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 118
ผู้ติดตาม: 99

Re: TPAC

โพสต์ที่ 10

โพสต์

- TPAC ผลประกอบการ Q4/25


Revenueทรงๆ 1657MB (-1%QoQ -4%YoY) แม้ราคาเม็ดพลาสติก Sideway down แปลว่า Sales Volume มากขึ้น 


กำไรขั้นต้น และกำไรสุทธิรายไตรมาสrecord highที่ 461ล้าน และ 146ล้าน (+21%QoQ +101%YoY) สาเหตุหลักจากProduct mixที่มีอัตรากำไรดีขึ้น และ เริ่มมีoperating leverageในโรงงานgreen fieldบางแห่ง ตามที่ระบุใน MD&A


คชจในการบริหารปรับขึ้นมีนัยยะเป็น 154 ล้าน หลังลดลงมา 3 ไตรมาส สาเหตุหลักจากค่าใช้จ่ายone-time (Non-cash)


- รายละเอียดแยกรายประเทศ


1) ไทย


เป็นประเทศที่ค่อนข้างอิ่มตัว แม้พอมีgrowthบ้างจากบางนา. ปี 2025 ได้รับผลกระทบหลักจากกระแสการแบนสินค้าไทยในกัมพูชา เพราะลูกค้าหลายรายมีสัดส่วนรายได้จากที่นั่น. 


2) อินเดีย


ในปี 2025 แม้จะเจอแรงกดดันจาก มรสุมนอกฤดูกาล แต่ปีนี้อินเดียถือว่าเป็นพระเอกของกลุ่ม อานิสงค์จาก โรงงาน green field 2 แห่ง และ Skypet expansion ที่เริ่มมี operating leverage. ปี2026 อาจมี tail wind เพิ่มหากเปลี่ยนจาก La-Nina เป็น El-nino


อีกเรื่องที่น่าสังเกตุคือ ช่วงที่ เริ่ม ramp up ตั้งแต่ Q4/23 ก็เป็นช่วงที่ ECL เร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว. อาจจะเป็นไปได้ว่า เร่งหา order มา fill capacity เลยไม่ได้screen ลคดีพอ, ให้ credit terms นานกว่าปกติเพื่อ win deal หรือ สินค้าบางlotมีปัญหา ลค เลยไม่จ่ายเงินหรือไม่? คงต้องคอยติดตาม ตัวเลข AR aging ไปเรื่อยๆ.


3) มาเลเซีย


อดีต ดาวรุ่งของกลุ่ม สะดุดไปพักนึงเพราะ คำสั่งซื้อ SKU นึงลดลง. ตอนนี้เริ่มกลับมายืนได้. 2026 ต้องคอยติดตามว่าจะหา order มา fill capacity ที่หายไปได้ไหม และ โรงงานที่ซื้อมาใหม่ 2 แห่ง (แห่งแรก50ล้าน แห่งที่2ประมาน 200ล้าน) จะช่วยกลุ่มได้เร็ว และมากน้อยแค่ใหน.


4) UAE


เป็นภูมิภาคที่อัตราทำกำไร และการเติบโตดีที่สุดของกลุ่ม แม้ 2025 การเติบโตจะชะลอลงบ้าง. 2026 ต้องติดตาม โรงงานแห่งที่ 3 ที่จะเริ่ม operational และ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (โรงงานติดช่องแคบฮอร์มุซเลย)


สำหรับปัญหาเรื่องราคาเม็ดพลาสติกที่กำลังปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง. หากดูอดีตช่วงที่ราคาเม็ดปรับขึ้นแรงช่วงเริ่มสงครามรัสเซีย-ยูเครนใน 2022 ก็จะเห็นว่า บริษัทสามารถส่งผ่านต้นทุนและบริหารจัดการได้. 


- สรุป


ที่ผ่านมาจนถึง 2023 การเติบโตหลักของ TPAC มาจาก M&A ซะเยอะ ส่วนหนึ่งเพราะเป็น shortcut สำหรับการเข้าสู่ตลาดใหม่ๆ.


จากนั้นช่วงปลาย 22-23 ที่ดอกเบี้ยสูง แต่บริษัทซึ่งมี teamที่พร้อม + มีฐานลูกค้าแล้ว ทำให้มาเน้นการโตแบบ organic มากขึ้น เพราะจะมี ROIC ที่ดีกว่า. 


ผ่านมา 2 ปีในปี 2025 แม้จะเจอ headwind หลายอย่าง. แต่ด้วย SG&A ที่ stable ขึ้น + การออกดอกผลของ organic capex ที่ลงไปช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เลยทำให้ กำไรเริ่มกลับมาเร่งตัวขึ้นได้. หวังว่า 2026 หากไม่มี negative surprise อะไรมาก ก็น่าจะเป็นปีที่ดีได้ครับ.

โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
SCGLOBAL
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1048
ผู้ติดตาม: 573

Re: ICHI

โพสต์ที่ 11

โพสต์

BOI พัฒนาชุมชน นี่ใครทราบบ้างครับว่าจะได้ไปหลายไตรมาส หรือแค่ไตรมาส 4 ไตรมาสเดียวครับ


.


.

S__57352232.jpg

โควท
"ประสบการณ์คือสิ่งที่คุณจะได้รับ เมื่อถึงวันที่คุณไม่ได้สิ่งที่ต้องการ" - Howard Marks
“I like to say, “Experience is what you got when you didn’t get what you wanted.”
EAKEPON
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 482
ผู้ติดตาม: 63

Re: KAMART

โพสต์ที่ 12

โพสต์

เอกสารสรุปข้อมูล: รายงานความเห็นเกี่ยวกับคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ บริษัท คาร์มาร์ท จำกัด (มหาชน)


ครั้งที่ 3 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2569 


 บทสรุปผู้บริหาร (Executive Summary)


ประเด็นที่สำคัญที่สุดจากการวิเคราะห์ข้อมูลฉบับแก้ไขล่าสุดคือ การปรับลดช่วงมูลค่ายุติธรรมของหุ้นสามัญ ซึ่งประเมินโดยที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ (IFA) โดยใช้วิธีมูลค่าปัจจุบันสุทธิของกระแสเงินสด (DCF)

  • ราคาเสนอซื้อ: 9.80 บาทต่อหุ้น
  • มูลค่ายุติธรรมที่ปรับปรุงใหม่: 7.33 – 8.82 บาทต่อหุ้น (ลดลงจากเดิมที่เคยประเมินไว้ที่ 8.04 – 9.99 บาทต่อหุ้น)
  • ส่วนต่างราคา: ราคาเสนอซื้อที่ 9.80 บาท สูงกว่ามูลค่ายุติธรรมที่ประเมินได้ประมาณ 0.98 – 2.47 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 9.96 – 25.21
  • คำแนะนำ: คณะกรรมการกิจการ (ยกเว้นกรรมการที่มีส่วนได้เสีย) และ IFA มีความเห็นพ้องกันว่า ผู้ถือหุ้นควรพิจารณาตอบรับคำเสนอซื้อ เนื่องจากราคาเสนอซื้อมีความเหมาะสมและสูงกว่ามูลค่าพื้นฐานที่ประเมินได้ในทุกกรณีภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน
--------------------------------------------------------------------------------


การวิเคราะห์สถานะทางการเงินและผลการดำเนินงาน


ข้อมูลทางการเงินของบริษัทฯ ในช่วงปี 2565 - 2568 แสดงให้เห็นถึงการเติบโตและการปรับตัวในสภาวะตลาดที่ท้าทาย ดังนี้:


1. สรุปผลการดำเนินงาน (หน่วย: ล้านบาท)

รายการ2565 (ตรวจสอบ)2566 (ตรวจสอบ)2567 (ตรวจสอบ)2568 (สอบทาน)
รายได้จากการขาย1,838.772,397.533,147.973,431.57
รวมรายได้1,875.162,447.843,203.903,484.14
กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทฯ325.40663.17681.70705.59
 


2. ข้อมูลเชิงลึกด้านรายได้และค่าใช้จ่าย

  • อัตราการเติบโต: ในช่วงปี 2565-2567 รายได้จากการขายมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) สูงถึงร้อยละ 30.84 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยที่ร้อยละ 12.73
  • ชะลอตัวในปี 2568: อัตราการเติบโตของรายได้ลดลงเหลือร้อยละ 9.01 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เนื่องจากปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมือง การแข่งขันที่สูงขึ้น และการที่บริษัทฯ ไม่ได้เปิดแบรนด์ใหม่ในปีดังกล่าว
  • ค่าใช้จ่ายบริหาร: เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากการขยายทีมงานส่วนหลัง (Back office) เพื่อรองรับจำนวนแบรนด์ที่เพิ่มขึ้นจากการขยายธุรกิจในปีก่อนหน้า
 


3. ฐานะทางการเงินที่สำคัญ (ณ 31 ธันวาคม 2568)

  • สินทรัพย์รวม: 5,041.13 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.73 จากสิ้นปี 2567
  • การลงทุนเชิงกลยุทธ์: มีการลงทุนในบริษัท โฟร์ยูทู โค จำกัด ("4U2") จำนวน 677.90 ล้านบาท ซึ่งส่งผลให้เงินลงทุนในการร่วมค้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
  • หนี้สินรวม: 1,499.98 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 22.38 จากปีก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากการกู้ยืมระยะสั้นเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนและการซื้อวัตถุดิบรองรับการขยายตัว
--------------------------------------------------------------------------------


สมมติฐานและการประเมินมูลค่าโดยที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ (IFA)


IFA ได้ปรับปรุงสมมติฐานสำคัญหลายประการในการประเมินมูลค่าด้วยวิธี DCF เพื่อให้สะท้อนความเป็นจริงปัจจุบันมากขึ้น:


1. สมมติฐานการเติบโตและอัตราคิดลด

  • อัตราคิดลด (WACC): กำหนดไว้ที่ร้อยละ 11.447
  • อัตราการเติบโตระยะสุดท้าย (Terminal Growth Rate): ปรับลดลงเหลือร้อยละ 2.05 (จากเดิมร้อยละ 3.28) เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยระยะยาว
  • ความสำคัญของ Terminal Value: กระแสเงินสดจากมูลค่าสุดท้ายมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 73.27 ของมูลค่าปัจจุบันทั้งหมด
 2. แผนการลงทุนในอนาคต (CAPEX)


IFA ได้รวมประมาณการเงินลงทุนใหม่ที่สำคัญในระหว่างปี 2568-2570 ไว้ดังนี้:

  • อาคารสำนักงานใหม่: ~250 ล้านบาท
  • คลังสินค้าใหม่และคลังสินค้าออนไลน์: รวม 80 ล้านบาท
  • ระบบโปรแกรม ERP: 20 ล้านบาท
3. ผลการวิเคราะห์ความอ่อนไหว (Sensitivity Analysis)


จากการเปลี่ยนแปลง WACC และ Terminal Growth Rate ในช่วง +/- 0.50% พบว่ามูลค่าหุ้นที่เหมาะสมอยู่ในช่วง 7.33 – 8.82 บาทต่อหุ้น


--------------------------------------------------------------------------------


ความสัมพันธ์ระหว่างกรรมการและผู้ทำคำเสนอซื้อ


ประเด็นด้านโครงสร้างการบริหารและความสัมพันธ์ที่สำคัญมีดังนี้:

  • ตัวแทนจาก Marubeni: นายชวภาส องค์มหัทมงคล กรรมการของกิจการ ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของผู้ทำคำเสนอซื้อที่ได้รับความเห็นชอบจาก Marubeni เนื่องจากมีประสบการณ์ด้านการควบรวมกิจการ (M&A) และเครือข่ายธุรกิจที่แข็งแกร่ง
  • Acting in Concert: บริษัท ควอดริกา ไพรเวต เอควิตี้ จำกัด (QPE) ซึ่งมีนายชวภาสเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ มีความสัมพันธ์ในลักษณะร่วมกัน (Acting in Concert) กับ Marubeni โดยตกลงที่จะใช้สิทธิออกเสียงในกิจการไปในทิศทางเดียวกัน

โควท
"มันเป็นเช่นนั้นเอง"
ภาพประจำตัวสมาชิก
shakirs marong
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 108
ผู้ติดตาม: 71

Re: STA

โพสต์ที่ 13

โพสต์

เป็นข้อมูลและคำถาม คือผม AI ช่วยคำนวณอีกทีนะครับ ยังไงช่วย ตรวจสอบความถูกต้องอีกที


ยางธรรมชาติ (Natural Rubber - NR) และ ยางสังเคราะห์ (Synthetic Rubber - SR) ภายใต้สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ $90/bbl และราคายาง Sicom STR20 ที่ $2.00/kg (200 cents)


โดยปกติ ราคา SBR จะมีสูตรโครงสร้างราคาอ้างอิงจากราคาน้ำมันดิบ (Brent/WTI) ดังนี้:

  • เมื่อน้ำมันอยู่ที่ $90/bbl ราคา Butadiene (วัตถุดิบหลัก 70-75%) มักจะเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง $1,100 - $1,300 ต่อตัน
  • เมื่อรวมค่าดำเนินการ (Conversion Cost) และ Margin ของโรงกลั่น/ปิโตรเคมี ราคาขาย SBR 1502 ในตลาดโลกที่ราคาน้ำมัน $90 มักจะดีดตัวขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ $2,150 - $2,300 ต่อตัน (หรือ 215 - 230 cents/kg)
  • คิดเป็นเปอร์เซ็นต์: ยางธรรมชาติถูกกว่ายางสังเคราะห์ประมาณ 9.1%
  • ยางธรรมชาติถูกกว่ายางสังเคราะห์เกิน 5-10% ผู้ผลิตล้อรถยนต์จะเริ่มปรับสูตรการผลิต (Blending Ratio) โดยใช้ยางธรรมชาติในสัดส่วนที่สูงที่สุดเท่าที่โครงสร้างวิศวกรรมของยางจะรับได้ เพื่อลดต้นทุน หากราคายาง STR20 ยังยืนอยู่ที่ 200 cents ขณะที่น้ำมันอยู่ $90 จะเกิดแรงซื้อยางธรรมชาติเข้ามาหนุน (Technical & Fundamental Rebound) เพื่อทดแทนยางสังเคราะห์ จนกว่าส่วนต่างราคานี้จะแคบลง
  • ปริมาณความต้องการที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น: คาดว่าจะเห็นการขยับตัวของ Demand ยางธรรมชาติเพิ่มขึ้นประมาณ 3% - 5% ของปริมาณการใช้ยางรวมในภาคการผลิตนั้นๆ
  • เหตุผลเชิงเทคนิค: แม้ผู้ผลิตอยากจะเปลี่ยนไปใช้ยางที่ถูกกว่า 100% แต่ในทางวิศวกรรมทำไม่ได้ เพราะยางล้อแต่ละประเภทมี "สูตรตายตัว" (Fixed Recipe) เพื่อความปลอดภัยและความทนทาน เช่น:
    • ยางรถบรรทุก (Truck & Bus Tyres): ใช้ NR สูงอยู่แล้ว (ประมาณ 70-80%) การขยับเพิ่มทำได้จำกัดเพียง 1-2%
    • ยางรถยนต์นั่ง (Passenger Car Tyres): ใช้ SR สูงกว่า (ประมาณ 50-60%) จุดนี้คือ "สมรภูมิหลัก" ที่ผู้ผลิตจะพยายามดันสัดส่วน NR เพิ่มขึ้นอีก 5-8% เพื่อลดต้นทุนรวม
  • สมมติโรงงานผลิตยางล้อใช้ยางรวม 100,000 ตันต่อปี:
    • สัดส่วนเดิม: SR 55% (55,000 ตัน) | NR 45% (45,000 ตัน)
    • สัดส่วนใหม่ (เมื่อ NR ถูกกว่า 10%): อาจปรับเป็น SR 50% | NR 50%
    • ผลลัพธ์: ความต้องการ NR จะเพิ่มขึ้นจาก 45,000 เป็น 50,000 ตัน (เพิ่มขึ้น 11% ในระดับโรงงานนั้นๆ)
    ในภาพรวมตลาดโลก (Global Aggregate) การปรับสูตรนี้จะทำให้ Global NR Demand เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

โควท
A887138

Re: M

โพสต์ที่ 14

โพสต์

phpBB [video]
โควท
EAKEPON
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 482
ผู้ติดตาม: 63

Re: KAMART

โพสต์ที่ 15

โพสต์

เอกสารสรุปข้อมูล: ความเห็นของกิจการและที่ปรึกษาทางการเงินอิสระต่อคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ของ KARMART (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 2)


บทสรุปผู้บริหาร


เอกสารฉบับนี้สรุปข้อมูลสำคัญจากการแก้ไขเพิ่มเติมรายงานความเห็นของบริษัท คาร์มาร์ท จำกัด (มหาชน) ("กิจการ") และที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ (IFA) ครั้งที่ 2 เกี่ยวกับคำเสนอซื้อหลักทรัพย์โดยบริษัท เวลสยาม จำกัด โดยมีประเด็นสำคัญที่ผู้ถือหุ้นควรพิจารณาดังนี้:

  • ราคาเสนอซื้อและความเห็นด้านมูลค่า: ราคาเสนอซื้อที่ 9.80 บาทต่อหุ้น อยู่ในช่วงมูลค่ายุติธรรมที่ IFA ประเมินใหม่ (8.04 – 9.99 บาทต่อหุ้น) โดย IFA และคณะกรรมการของกิจการเห็นควรให้ผู้ถือหุ้นพิจารณาตอบรับคำเสนอซื้อ เนื่องจากเป็นโอกาสในการขายหุ้นในราคาที่เหมาะสมท่ามกลางสภาพคล่องของหุ้นในตลาดที่ไม่สูงนัก
  • การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหาร: Marubeni (ผู้สนับสนุนผู้ทำคำเสนอซื้อ) ได้ใช้สิทธิตามสัญญาจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนในการเสนอชื่อกรรมการ 2 ท่าน โดยมีการเปลี่ยนตัวแทนจาก นางสาวเอโกะ ชิราอิ เป็น Mr. Yohei Ichimura มีผล 1 เมษายน 2569
  • กลยุทธ์การเติบโตจากภายนอก (Inorganic Growth): หาก Marubeni ถือหุ้นรวมกันไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 จะมีการจัดตั้งแผนกวางแผนองค์กร (CPD) โดย Marubeni จะส่งบุคลากรเข้ามาบริหารเพื่อเน้นการควบรวมกิจการ (M&A)
  • ข้อพิพาททางกฎหมายที่มีนัยสำคัญ: Marubeni อยู่ระหว่างการถูกฟ้องร้องในอินโดนีเซียโดย Sugar Group เรียกค่าเสียหายสูงถึง 7.75 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.4 แสนล้านบาท) อย่างไรก็ตาม ผู้จัดเตรียมคำเสนอซื้อประเมินว่าไม่กระทบต่อความสามารถในการสนับสนุนการทำคำเสนอซื้อครั้งนี้
--------------------------------------------------------------------------------


1. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างคณะกรรมการและการบริหาร


รายงานมีการแก้ไขข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับรายชื่อและบทบาทของกรรมการที่เป็นตัวแทนจากกลุ่มผู้ทำคำเสนอซื้อ ดังนี้:


1.1 การปรับเปลี่ยนตัวแทนกรรมการ

  • การลาออก: นางสาวเอโกะ ชิราอิ ลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัทและกรรมการลงทุน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569
  • การแต่งตั้งแทน: ที่ประชุมคณะกรรมการเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 มีมติแต่งตั้ง Mr. Yohei Ichimura เป็นกรรมการบริษัทและกรรมการลงทุนแทน โดยเป็นตัวแทนจากผู้ทำคำเสนอซื้อ
  • สิทธิตามสัญญา: ภายใต้สัญญาจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน (Subscription Agreement) Marubeni มีสิทธิเสนอชื่อบุคคลเข้าเป็นกรรมการจำนวน 2 คน ตราบเท่าที่ยังคงถือหุ้นในกิจการ
1.2 ความสัมพันธ์แบบ Acting in Concert
  • นายชวภาส องค์มหัทมงคล: ดำรงตำแหน่งกรรมการของกิจการ และเป็นตัวแทนที่ได้รับความเห็นชอบจาก Marubeni เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญด้านการควบรวมกิจการ (M&A) และมีเครือข่ายธุรกิจที่แข็งแกร่งในไทย
  • ความตกลงร่วมกัน: บริษัท ควอดริก้า ไพรเวต เอควิตี้ จำกัด (QPE) ซึ่งมีนายชวภาสเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ มีความสัมพันธ์ในลักษณะ Acting in Concert กับผู้ทำคำเสนอซื้อ โดยตกลงจะใช้สิทธิออกเสียงไปในทิศทางเดียวกัน
--------------------------------------------------------------------------------


2. การวิเคราะห์ฐานะการเงินและผลการดำเนินงาน


กิจการมีการปรับปรุงข้อมูลทางการเงิน โดยเฉพาะผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกของปี 2568 และแนวโน้มธุรกิจดังนี้:


2.1 รายได้และปัจจัยการเติบโต

  • ผลการดำเนินงานรายปี (2566-2567): รายได้จากการขายเติบโตอย่างต่อเนื่อง (ร้อยละ 30.39 และ 31.30 ตามลำดับ) จากการเปิดตัวสินค้าใหม่ภายใต้แบรนด์ Cathy Doll, Baby Bright และการขยายแบรนด์ใหม่ เช่น Lip It, HAIR IT และ Dr.Niks
  • งวด 9 เดือนปี 2568: รายได้จากการขายปรับปรุงใหม่เป็น 3,431.57 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 9.01) แม้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวยังเติบโตดี                แต่กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายและเครื่องสำอางเติบโตลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
  • อุปสรรคสำคัญ: ภาวะการแข่งขันที่สูงขึ้น ความไม่แน่นอนทางการเมือง และปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา/พม่า ซึ่งกระทบต่อช่องทาง Traditional Trade ของลูกค้าในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน
2.2 กำไรสุทธิและรายการพิเศษ
  • ปี 2567: มีกำไรสุทธิ 681.70 ล้านบาท โดยมีรายการขาดทุนจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในตราสารทุน 77.95 ล้านบาท และกำไรจากการประเมินมูลค่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน 39.57 ล้านบาท
  • งวด 9 เดือนปี 2568: กำไรสุทธิปรับปรุงใหม่เป็น 705.59 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 3.50
2.3 การเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์และหนี้สิน
  • การลงทุนใน 4U2: กิจการมีการลงทุนในบริษัท โฟร์ยูทู โค จำกัด ทำให้เงินลงทุนในการร่วมค้าเพิ่มขึ้น 688.55 ล้านบาท โดยใช้แหล่งเงินทุนจากการถอนเงินฝากประจำ
  • สภาพคล่องและหนี้สิน: มีการกู้ยืมเงินระยะสั้นจากสถาบันการเงินเพิ่มขึ้นเพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนรองรับการขยายตัวทางธุรกิจ โดย ณ 30 กันยายน 2568 มีหนี้สินรวม 1,369.74 ล้านบาท
--------------------------------------------------------------------------------


3. การประเมินมูลค่าหุ้นและความเห็นของที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ (IFA)


IFA ได้ปรับปรุงช่วงมูลค่ายุติธรรมของหุ้นสามัญ และให้ความเห็นต่อราคาเสนอซื้อดังนี้:

หัวข้อประเมินข้อมูลเดิมข้อมูลที่แก้ไข (ครั้งที่ 2)
วิธีประเมิน (DCF)7.89 – 9.57 บาทต่อหุ้น8.04 – 9.99 บาทต่อหุ้น
ราคาเสนอซื้อ9.80 บาทต่อหุ้น9.80 บาทต่อหุ้น
ความเห็นเทียบราคาเสนอซื้อสูงกว่าราคาประเมินร้อยละ 2.38 – 19.49อยู่ในช่วงราคาที่ประเมินได้
คำแนะนำ: IFA และคณะกรรมการของกิจการมีความเห็นว่าผู้ถือหุ้น ควรพิจารณาตอบรับคำเสนอซื้อ เนื่องจากราคาเสนอซื้ออยู่ในช่วงมูลค่ายุติธรรม และเป็นการลดความเสี่ยงจากสภาพคล่องของหุ้นในตลาดที่มีน้อย


--------------------------------------------------------------------------------


4. แผนการดำเนินงานและโครงสร้างองค์กรในอนาคต


4.1 การจัดตั้งแผนกวางแผนองค์กร (CPD)


ภายใต้สัญญาความร่วมมือทางธุรกิจเชิงกลยุทธ์ (Business Alliance Agreement) มีเงื่อนไขสำคัญหาก Marubeni ถือหุ้นถึงเกณฑ์ร้อยละ 25:

  • เป้าหมาย: แสวงหาโอกาสการเติบโตจากภายนอก (Inorganic Growth) ผ่านการควบรวมกิจการ (M&A) การวิเคราะห์โอกาสการลงทุน และการสนับสนุนธุรกรรม
  • บุคลากร: Marubeni จะส่งบุคลากรเข้ามาปฏิบัติงานไม่เกิน 4 คน โดยหัวหน้าแผนกจะดำรงตำแหน่ง "รองกรรมการผู้จัดการ" ซึ่งถือเป็นผู้บริหารของกิจการ
  • ผลกระทบ: อาจมีค่าใช้จ่ายพนักงานเพิ่มเติมแต่จะเป็นไปตามโครงสร้างปกติของกิจการ และ IFA เห็นว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อนโยบายการดำเนินงานหลัก
4.2 ข้อจำกัดการถือครองหุ้นของคนต่างด้าว
  • ข้อบังคับของกิจการกำหนดให้คนต่างด้าวถือหุ้นรวมกันได้ไม่เกินร้อยละ 49
  • ภายหลังการทำคำเสนอซื้อครั้งนี้ หากผู้ทำคำเสนอซื้อได้รับหุ้นตามที่ประสงค์ คาดว่าจะถือหุ้นรวมร้อยละ 28.00 (หรือร้อยละ 28.22 หากหักหุ้นซื้อคืน) ซึ่งยังคง ไม่เกินเงื่อนไขที่กำหนด
--------------------------------------------------------------------------------


5. ประเด็นความเสี่ยง: ข้อพิพาททางกฎหมายของ Marubeni


ข้อมูลแก้ไขเพิ่มเติมให้รายละเอียดเกี่ยวกับคดีความของ Marubeni (ผู้สนับสนุนทางการเงินของผู้ทำคำเสนอซื้อ) ในประเทศอินโดนีเซีย:

  • คู่กรณี: Sugar Group (ประกอบด้วยหลายบริษัทในเครือ เช่น PT. Indolampung Perkasa)
  • มูลเหตุ: ข้อพิพาทด้านการชำระเงินจากการสนับสนุนทางการเงินของ Marubeni และสิทธิเรียกร้องในหลักประกัน
  • มูลค่าการเรียกร้อง: Sugar Group ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจำนวน 7.75 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 240,510 ล้านบาท)
  • นัยสำคัญทางการเงิน: จำนวนเงินที่ถูกเรียกร้องคิดเป็นประมาณ ร้อยละ 30.82 ของส่วนของผู้ถือหุ้นรวมของ Marubeni (ณ 30 กันยายน 2568)
  • สถานะคดี: อยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นศาลฎีกาของอินโดนีเซียเพื่อขอให้พิจารณาคดีใหม่
  • ความเห็นผู้ทำคำเสนอซื้อ: จากการหารือกับทีมกฎหมายเห็นว่าข้อพิพาทนี้ ไม่น่าจะเป็นอุปสรรค ต่อการสนับสนุนการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ของกิจการในครั้งนี้ และหากไม่ได้รับการสนับสนุนจนทำคำเสนอซื้อไม่สำเร็จ ก็จะไม่กระทบต่อการดำเนินงานปัจจุบันของกิจการ

โควท
"มันเป็นเช่นนั้นเอง"
สิปาดัน
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 368
ผู้ติดตาม: 35

Re: BBGI

โพสต์ที่ 16

โพสต์

https://www.thansettakij.com/economy/653409#25dmuc8fqf44527l9xa0j4i1gygd4lvb


ปรับ b5 เป็น b7 เริ่ม 13/3

โควท
"เมื่อผลลัพธ์ยังมาไม่ถึง เราจำเป็นต้องมีศรัทธา"
ampare
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 2329
ผู้ติดตาม: 308

Re: HUMAN

โพสต์ที่ 17

โพสต์

Human ราคานี้ dividend yield ก็น่าสนใจนะครับ ถ้ากำไรโตได้นิดหน่อย แต่ถ้าจะเทียบ Wday น่าจะดูกำไร ดู non gaap ดีกว่าครับ


IMG_6375.png
โควท
Time is the friend of the wonderful company, the enemy of the mediocre.
123kid
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 21
ผู้ติดตาม: 8

Re: HUMAN

โพสต์ที่ 18

โพสต์

ณ วันที่ 5-6 มีนาคม 2026 หุ้น Workday (WDAY) มีอัตราส่วน P/E (Trailing Twelve Months - TTM) อยู่ที่ประมาณ 41.26 - 59.4 เท่า ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ "สูงกว่าค่าเฉลี่ย" เมื่อเทียบกับคู่แข่งรายใหญ่ในกลุ่มซอฟต์แวร์ระดับองค์กร (Enterprise Software) และกลุ่ม SaaS


ตารางเปรียบเทียบ P/E Ratio (ข้อมูลล่าสุด มีนาคม 2026)


หุ้น (สัญลักษณ์)P/E Ratio (TTM)สถานะความคุ้มค่าWorkday (WDAY)~57.7 - 59.4พรีเมียมสูงกว่ากลุ่มSalesforce (CRM)~25.7 - 26.6สมเหตุสมผลในฐานะผู้นำตลาดOracle (ORCL)~28.0เริ่มขยับสูงขึ้นจากการเติบโตของ CloudMicrosoft (MSFT)~25.5มั่นคงและมีประสิทธิภาพทำกำไรสูงServiceNow (NOW)~73.7เติบโตสูงมากและราคาพรีเมียมที่สุดIntuit (INTU)~31.0เกาะกลุ่มซอฟต์แวร์การเงินระดับบน


บทวิเคราะห์เปรียบเทียบ:

  • Workday vs. Salesforce/Oracle: Workday ซื้อขายที่ P/E สูงกว่า Salesforce และ Oracle เกือบ 2 เท่า นักลงทุนยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อคาดหวังการขยายตัวในตลาด Cloud ERP และ HR ที่ Workday ยังมีส่วนแบ่งตลาดเติบโตได้ความคุ้มค่าเทียบกับอุตสาหกรรม: ค่าเฉลี่ย P/E ของกลุ่มอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์อยู่ที่ประมาณ 26.44 เท่า Simply Wall Stการที่ Workday อยู่ที่ระดับ 50+ เท่า แสดงว่าตลาดมองว่าหุ้นตัวนี้เป็น "หุ้นเติบโต" (Growth Stock) มากกว่า "หุ้นคุณค่า" (Value Stock)Forward P/E (คาดการณ์อนาคต): หากมองไปข้างหน้า 12 เดือน (Forward P/E) ค่าของ Workday จะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 14.01 เท่า GuruFocusสะท้อนว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า "กำไร" ในอนาคตจะโตขึ้นอย่างมาก จนทำให้ค่า P/E ลดลงมาอยู่ในระดับที่คุณกล่าวถึง (PE 15) ได้ในที่สุด

โควท
AlphaBkk
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 129
ผู้ติดตาม: 34

Re: HUMAN

โพสต์ที่ 19

โพสต์

Workday sbc ปีล่าสุด 1.6 b ถ้าออกหุ้นให้พนักงาน แล้วมองว่าคชจเป็น 0 ผมมองว่าตลกดี 


แค่ point out เฉยๆ ผมเข้าใจว่าบางคนดู non gaap แต่เอามาเปรียบเทียบกับ human ที่ sbc เป็น 0 แล้วมองว่า pe ใกล้กัน ผมว่าเปรียบเทียบแบบนี้ไม่ได้

โควท
AlphaBkk
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 129
ผู้ติดตาม: 34

Re: HUMAN

โพสต์ที่ 20

โพสต์

Non gaap คือ ไม่รวม SBC 


สบายนะครับ ไม่ต้องคิดค่าใช้จ่ายพนักงานเลย ถ้าใช้metricเดียวกัน เอาคชจพนักงานของ human ออกด้วย

โควท
KongyV
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 43
ผู้ติดตาม: 13

Re: WGE

โพสต์ที่ 21

โพสต์

messageImage_1773042224826.jpg
โควท
"สองคนหุ้นคุณค่า" เพราะคุณค่ามักอยู่รอบตัวเรา
ภาพประจำตัวสมาชิก
PHATHANIS
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 79
ผู้ติดตาม: 22

Re: BM

โพสต์ที่ 22

โพสต์

att.etEvFtxiiI89eup_m8CO_hzlVDG4y5wx0FL3Y1WKmyM.jpeg
โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
IndyVI
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 23335
ผู้ติดตาม: 1197

Re: TNP

โพสต์ที่ 23

โพสต์

🎊เปิดสาขาใหม่🎊 ธนพิริยะสาขาที่ 59 "สาขาแม่นาเรือ ต.แม่นาเรือ จ.พะเยา" สินค้าบริโภค-อุปโภคมากมาย มาพร้อมกับโปรโมชั่นสุดพิเศษ ลดสุดๆ ให้ลูกค้าได้เลือกช้อป แล้วพบกันเร็วนี้!!


-----------------------------------------


💙 รับบริการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ


⏰เปิดสาขาวันที่ 15 มี.ค. 2569นี้!!


📌พิกัด : ธนพิริยะสาขาแม่นาเรือ อ.เมืองพะเยา จ.พะเยา ตรงข้าม อนามัย ตำบลแม่นาเรือ


-----------------------------------------


ธนพิริยะ ราคาถูกจริง ช้อปปิ้งถูกใจ อยู่ใกล้บ้านคุณ


#ค้าปลีก #ค้าส่ง #ขายส่งเชียงราย #ธนพิริยะ #สินค้าใหม่ #สินค้าราคาถูก #ราคาถูกจริงช้อปปิ้งถูกใจอยู่ใกล้บ้านคุณ #จังหวัดเชียงราย #พะเยา #เชียงใหม่ #ซุปเปอร์มาเก็ตเชียงราย #ธนพิริยะสาขาแม่นาเรือ #อ.เมืองพะเยา 


-----------------------------------------


ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม


053-776144 ต่อ 0 (call center) , 086-4281177 (telesale)


LineID : @thanapiriya


🛒 ไปช้อปสินค้าออนไลน์ผ่าน Lazada ได้ที่นี่ 👉 


https://bit.ly/3mREEZW


🛒 ไปช้อปสินค้าผ่าน grab mart ได้ที่นี่👉 https://grb.to/3O5GVvk?r=qr


📍 ค้นหาร้านธนพิริยะใกล้บ้านคุณ ได้ที่นี่👉


 https://bit.ly/3JCrSqY


.

IMG_0639.jpeg

โควท
Investment success doesn’t come from “buying good things,” but rather from “buying things well.
# Howard Mark #
restart
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 978
ผู้ติดตาม: 63

Re: ITC

โพสต์ที่ 24

โพสต์

โควท
tt
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1153
ผู้ติดตาม: 7

Re: PRAKIT

โพสต์ที่ 25

โพสต์

Q4 รพ,ขาดทุนลดลงเหลือ 22 ล้านแล้ว งบรวมมีกำไรแล้ว งบเดี่ยวกำไร 1.19 บาทต่อหุ้น มาดูกันว่าจะได้ปันผลเท่าไร

โควท
GENTECH
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1177
ผู้ติดตาม: 80

Re: NOBLE

โพสต์ที่ 26

โพสต์

เป็น asset play มั้ยครับ


ให้ chat gpt ช่วยแกะ


มูลค่าที่ดินจริง (คร่าว ๆ)


จากงบและข้อมูลโครงการ


แลนด์แบงก์ของ NOBLE ทั้งหมดประมาณ


≈ 60-80 ไร่ ในเมือง


ที่ดิน prime กรุงเทพบางแปลงราคา

  • สุขุมวิท
  • พระราม9
  • เอกมัย
ราคาตลาดประมาณ


600,000 – 2,000,000 บาท / ตร.ว


ถ้าประเมินแบบ conservative มาก


สมมติ


เฉลี่ย 700,000 บาท / ตร.ว


60 ไร่ = 24,000 ตร.ว


มูลค่า


≈ 16,800 ล้านบาท

โควท
chaisitcu42
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 133
ผู้ติดตาม: 25

Re: SEAOIL

โพสต์ที่ 27

โพสต์

สรุปราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบ Brent ปี 2568 (ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล)


ปี 2568 เป็นปีที่ราคาน้ำมันค่อยๆ "ซึมลง" จากระดับเกือบ 80 ดอลลาร์ในช่วงต้นปี ลงมาทำจุดต่ำสุดในช่วงปลายปีครับ โดยมีรายละเอียดแต่ละเดือนดังนี้:


• มกราคม: เปิดปีด้วยราคาเฉลี่ยที่สูงที่สุดคือ $79


• กุมภาพันธ์: ขยับลงมาเล็กน้อยอยู่ที่ $77


• มีนาคม: ปรับลดลงต่อเนื่องมาที่ $75


• เมษายน: ราคาเริ่มพักตัวแถวๆ $72


• พฤษภาคม: ประคองตัวอยู่ที่ $71


• มิถุนายน: เริ่มเห็นเลข 7 หลักเดียวที่ $70


• กรกฎาคม: หลุดลงมาที่ $69 เนื่องจากสต็อกน้ำมันเริ่มล้น


• สิงหาคม: ปรับตัวลดลงอีกเหลือ $67


• กันยายน: ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ $66


• ตุลาคม: ลงมาถึงระดับ $65 จากความกังวลเศรษฐกิจโลก


• พฤศจิกายน: ลดลงต่อเนื่องที่ $64


• ธันวาคม: ปิดท้ายปีด้วยราคาต่ำสุดเฉลี่ยที่ $63


ภาพรวมและเหตุผลที่ราคาเป็นแบบนี้


ภาพรวมทั้งปี 2568 ค่าเฉลี่ยจะตกอยู่ที่ประมาณ $69 ต่อบาร์เรล ครับ สาเหตุหลักมาจาก "อุปทานล้นตลาด" เพราะสหรัฐฯ และประเทศนอกกลุ่ม OPEC+ ผลิตน้ำมันออกมาเยอะมาก ในขณะที่ความต้องการใช้ (Demand) จากจีนไม่ได้เติบโตหวือหวาเหมือนเมื่อก่อน ผสมโรงกับนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ ในตอนนั้นที่เน้นการเพิ่มการขุดเจาะเพื่อดึงเงินเฟ้อลง ราคาน้ำมันในปีที่ผ่านมาเลยดูเหมือนจะเป็นขาลงเกือบทั้งปีนั่นเองครับ

โควท
โพสต์โพสต์