โพสต์ยอดนิยม
ความเสี่ยงของการลงทุนหุ้นต่างประเทศ/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
-
ohm150
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 2266
- ผู้ติดตาม: 341
Re: MMM
โพสต์ที่ 3
เรื่อง MMM ปันผลเป็นหุ้น และ ออก W1 & W2ใช่ครับน่าสนใจ แต่น่าจะเป็นธุรกิจที่กระแสเงินสดไม่ค่อยดี เพราะได้เงินมาก็ต้องเอาไปหมุนโครงการต่อไป เพิ่งเข้าตลาดมาก็ใช้วิธีปันผลด้วยหุ้น และออก warrant 1 2 แล้ว ไม่แน่ใจว่าระยะยาวกำไร eps จะตามทันหุ้นที่ dilute ลงเรื่อยๆไหม
จริงๆ น่าจะเป็นจริงกับทุกธุรกิจนะครับ ช่วงการเติบโต ตราบใตที่ ROIC ยังดี
Cashflow น่าจะติดลบในช่วงขยาย (port) ไปจน บ.ซึ่งเป็น no.1 กินตลาดเต็ม TAM
ถึงตอนนั้น บ.น่าจะค่อยๆ โตแบบ stable ตาม ROE ซึ่ง Cash inflow - Cash outflow จะใกล้เคียงกับ = Rev-Expense-เงินซื้อ port ซึ่งก็คือ Net profit นั่นเอง
ท้ายที่สุดแล้วเราค่อยคิด DDM ที่จุดโตสูงสุดกลับ discount มาเป็น valuation ได้ครับ
ส่วนการปันผลหุ้น = No cash outflow = แค่เพิ่มจำนวนหุ้นเพิ่มสถาพคล่อง
ส่วนการออก warrant = การเพิ่มทุนแบบหนึ่งครับ (ก็ชัดเจนตาม phase ของธุรกิจ)
การหาเงินมาใช้หาได้หลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นการกู้ (จ่ายดอก) หรือการเพิ่มทุน (จ่าย Dilution)
การเลือกว่าจะใช้อะไรคงต้องเอา cost ของแต่ละวิธีมาเทียบกันครับ
สมมุติ บ.เล็กๆ ดอกเบี้ยการออก unsecured/non-rated bond = 7.5%
บ.มีหุ้นเดิม 330 ลห
ปันผลหุ้น 33 ลห
ออก W1 = 72 ลห แปลง 2.6 บาท (อายุ 24 เดือน) Dilution = 72 / 363 = 20%
ออก W2 = 36 ลห แปลง 3.6 บาท (อายุ 18 เดือน) Dilution = 36 / 363 = 10%
สังเกตว่า W2 หมดอายุก่อนเพียง 18 เดือนแล้วราคาเท่าๆกับราคาตลาดปัจจุบัน = ผมมองตัวนี้เทียบเท่ากับการเพิ่มทุน 10% ที่ราคาตลาด แต่เมื่อเวลาผ่านไปหากพื้นฐานบ.ดีขึ้น ส่วนต่างราคา W2 ที่ได้ = ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น
ส่วน W1 การที่เค้าตั้งระยะเวลายาวกว่า และตั้งราคาต่ำโดยจำนวนหุ้นมากกว่า = ผมว่าบ.เชื่อว่าถ้าพื้นฐานบ.ดีขึ้นจริง บ.ได้เงินเพิ่มทุนด้วยและผู้ถือหุ้นจะได้ผลตอบแทนจากส่วนต่างราคา W1 ด้วย โดยที่ตลาดเป็นคนจ่าย และ บ. ไม่ต้องควักเงินสักบาทครับ
เรื่อง Dilution ว่าจะคุ้มค่าแค่ไหน ถ้าเราคิดง่ายๆแบบ Breakeven PE = 100/CoF = 13.3x --> ตรงนี้อาจจะ imply ความคิดของผบห. ก็เป็นได้ครับ
-
Thai VI Article
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 2080
- ผู้ติดตาม: 473
โลกการลงทุนหลังยุคบัฟเฟตต์/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
โพสต์ที่ 4
วอเร็น บัฟเฟตต์ และหลักการลงทุนแบบ Value Investments หรือ “VI” นั้น Dominate หรือ “ครอบงำ” การลงทุนของโลกมายาวนานไม่ต่ำกว่า 40 ปี หลักการลงทุนแบบ VI เฉพาะอย่างยิ่งในแนวทางแบบบัฟเฟตต์นั้น ได้รับการยอมรับและยกย่องว่าเป็น “สุดยอดของการลงทุน” แม้ว่าจะมีทฤษฎีและหลักการใหม่เช่น “Efficient Market” หรือ “ตลาดหุ้นที่มีประสิทธิภาพ” เข้ามาแข่งและได้รับการยอมรับมากขึ้นทุกที แต่คนจำนวนมากเฉพาะอย่างยิ่ง นักลงทุน “ระดับเซียน” ต่างก็ยืนยันว่า บัฟเฟตต์ยังเป็น “ผู้ชนะ” แทบจะคนเดียวในโลก
แต่ถึงวันนี้ที่บัฟเฟตต์ได้ “ออกจากเกม” ไปแล้วด้วยเงื่อนไขทางอายุ และโลกของการลงทุนก็เปลี่ยนแปลงไปมาก—ตามเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปมาก ในขณะเดียวกัน “ระเบียบโลก” ที่เป็นกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศที่ทั่วโลกยึดถือในการทำธุรกิจมาตลอดไม่น้อยกว่า 30-40 ปี เมื่อโซเวียตรัสเซียล่มสลายและจีนเริ่มสมัครและกลายเป็นสมาชิกของ WTO ซึ่งเป็นองค์การค้าโลกซึ่งทำให้เศรษฐกิจจีนเปิดกว้างและทำการค้ากับโลกอย่างเสรี ก็เริ่มเปลี่ยนไป อานิสงค์จากการที่สหรัฐอเมริกาโดยประธานาธิบดีทรัมป์มีนโยบายที่ยึดถือผลประโยชน์ของอเมริกาเป็นหลัก
และนั่นทำให้ผมคิดว่า “โลกของการลงทุน” ที่เราเผชิญอยู่ ซึ่งรวมถึงประเทศไทย กำลังเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง และเราคงต้องปรับตัวรับกับสถานการณ์นั้น ไม่ว่าคุณจะเป็น VI หรือใช้แนวทางการลงทุนแบบไหน แน่นอนว่าผมไม่ได้บอกว่าเราจะต้องเปลี่ยนแนวทางการลงทุนทั้งหมด เพราะผมคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่ทำยากมาก เพราะความคิดเหล่านั้นมักจะ “ติดตัว” สิ่งที่น่าจะทำได้มากกว่าก็คือ ปรับความคิดและวิธีเข้ากับสถานที่หรือตลาด หรือปรับความคิดเกี่ยวกับตัวหุ้นหรือกิจการที่เปลี่ยนไปมาก
เรื่องแรกที่ผมคิดว่าต้องเปลี่ยนก็คือ การลงทุนในหุ้นตัวเล็กที่นักลงทุนส่วนบุคคลไม่ว่าจะเป็นนักเก็งกำไรหรือ VI จำนวนมากชอบกันมาก เพราะมันเป็นหุ้นที่จะเติบโตเร็วกว่า และในอดีตก็มีหุ้นแบบนั้นที่โตเร็วและกำไรเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งทำให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าผลประกอบการมาก ทำกำไรให้กับคนที่เข้าไปซื้อเป็นกอบเป็นกำเมื่อเขาขายมันให้กับนักลงทุนรายใหม่ที่เข้าไปซื้อทั้ง ๆ ที่หุ้นแพงและมีค่า PE สูงลิ่วเป็น 40-50 เท่าขึ้นไป
ตอนนี้โลกเปลี่ยนไปมาก เศรษฐกิจของไทยเริ่มอิ่มตัวและโตช้าลงเรื่อย ๆ หุ้นตัวเล็ก ๆ ที่มักจะไม่มีความแข็งแกร่งอยู่แล้วก็ยิ่งลำบาก ถูกกิจการใหญ่เข้ามาแข่งและแย่งชิงลูกค้าในทุกด้าน นอกจากจะไม่โตแล้ว จำนวนมากก็อาจจะ “ใกล้ตาย”
แน่นอนว่าหุ้นตัวเล็กที่มีผลงานโดดเด่นและแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ก็ยังมีอยู่ แต่ด้วยความเข้มข้นของการแข่งขันที่มาจากรายใหญ่และบ่อยครั้งก็มาจากต่างประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งจากจีนที่ธุรกิจมีความสามารถในการแข่งขันสูงกว่าไทย นี่ก็ทำให้เราไม่สามารถมั่นใจได้ว่าในระยะยาว กิจการของบริษัทจดทะเบียนที่เราคิดว่าแน่ จะแน่ตลอดไปหรือไม่ ดังนั้น ราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นก็จะไม่สามารถเพิ่มขึ้นมากที่จะทำให้ค่า PE สูงได้แบบในอดีต
ดังนั้น คนก็จะเล่นหุ้นตัวเล็กน้อยลงเรื่อย ๆ เพราะถ้าซื้อถูกตัว หุ้นก็อาจจะไม่ได้ขึ้นไปมากแบบเดิม แต่ถ้าผิด และเราอยากจะขายก็ขายได้ยาก เพราะราคาก็จะตกลงไปมากจนอาจจะเป็น “หายนะ” และนี่ก็คือ “อวสานของหุ้นเก็งกำไรตัวเล็ก” และถ้ายังอยากเก็งกำไร หุ้นตัวใหญ่จะดีกว่า ช่วงนี้บางทียิ่งใหญ่ก็ยิ่งดี
เรื่องที่สองที่ผมคิดว่าเปลี่ยนไปก็คือ ความคิดแบบ “VI” จะค่อย ๆ จางลงในระดับโลก และแน่นอนว่าในประเทศไทยเอง โดยเฉพาะเมื่อไม่มีข่าวเกี่ยวกับบัฟเฟตต์เข้าซื้อหุ้นลงทุนแล้ว
หุ้นที่อยู่ในกระแสต่อจากนี้ไปก็จะยังคงเป็นหุ้นเท็คระดับโลกอย่างที่เป็นมาอย่างน้อย 4-5 ปีที่ผ่านมา เพราะสินค้าที่เป็นเทคโนโลยีเก่านั้น แทบจะไม่มีโอกาสเติบโตได้เร็วแล้ว ตรงกันข้าม กลับมีโอกาสถูกทำลายล้างโดยเทคโนโลยีใหม่หรือบริษัทอื่นที่ประยุคเทคโนโลยีใหม่เข้าไปใช้ในการแข่งขันกับบริษัทรุ่นเก่า นั่นทำให้แนวคิดที่จะหาหุ้นที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนแบบ VI นั้นทำได้ยากมาก เพราะเทคโนโลยีนั้น เปลี่ยนแปลงเร็วมาก
ผลก็คือ หลักการลงทุนระยะยาวในกิจการที่เติบโตและมีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน ที่เป็น “ซิกเนเจอร์” ของบัฟเฟตต์ใช้แทบไม่ได้แล้ว
เซียนรุ่นใหม่ที่จะเกิดขึ้นนั้น คงจะเป็น “เซียนหุ้นเทคโนโลยี” หรือไม่ก็เป็นเซียนที่เลือกกลุ่มเทคโนโลยีที่เป็นกองทุนรวมถ้าต้องการผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดมาก ๆ นอกจากนั้น พวกเขาไม่น่าจะเป็นคนที่ถือหุ้นยาวมากหรือตลอดไปแบบบัฟเฟตต์หรือ VI ที่เป็นสาวกของเขา เพราะเทคโนโลยีและโลกเปลี่ยนไปเร็วมาก บางที 5 ปีก็นานเกินไปแล้ว
ประเด็นที่สาม การลงทุนอิงดัชนีอาจจะเป็นเทรนด์ใหม่ที่มาแรงมาก เพราะความหวังที่จะลงทุนได้ผลตอบแทนสูง ๆ เอาชนะตลาดอย่างต่อเนื่องและทำให้ “รวย” ไปเลยในระยะเวลาสั้น ๆ อย่างในช่วง “ยุคทองของ VI” เมื่อ 20 ปีก่อนนั้น แทบจะหมดไปแล้ว คนที่เลือกลงทุนรวมถึงเซียนบางคนนั้น ตอนนี้แทบจะไม่ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ดีเลิศเมื่อคิดย้อนหลังไปยาว ๆ อานิสงค์จากความเสียหายจากการลงทุนในช่วงเร็ว ๆ นี้
การเลือกดัชนีที่จะลงทุนจะกลายเป็นเทรนด์ใหม่ที่สำคัญและจะเป็นตัวกำหนดความสำเร็จของการลงทุนในยุคต่อไป และดัชนีที่เลือกนั้นจะมีความหลากหลายมากแต่ส่วนใหญ่ก็น่าจะอิงอยู่กับกิจการที่เป็นเทคโนโลยีซึ่งก็รวมถึงด้านดิจิทัล สุขภาพ หุ่นยนต์และอวกาศ เป็นต้น นอกจากนั้น ก็อาจจะมีกองทุนที่อาจจะเป็นแบบ “Semi-Active Investment” ที่ผู้จัดการมีการจัดการระดับหนึ่งนอกเหนือไปจากการอิงกับดัชนีที่อ้างอิง เป็นต้น
เรื่องที่สี่ ทองและ Crypto Currency เช่น บิตคอยน์ ที่มีความผันผวนมากขึ้น อานิสงค์จากการที่โลกกำลังเปลี่ยนจาก “ระบบที่เป็นระเบียบ” ที่คนทั้งโลกยึดถือมาค่อนศตวรรษ กลายเป็น “ระบบที่ไม่เป็นระเบียบ” แต่ขึ้นอยู่กับ “อำนาจของแต่ละประเทศ”
ความผันผวนของทองและเหรียญดิจิทัลจะกลายเป็นเครื่องมือในการเก็งกำไรของ “นักเก็งกำไร” โดยเฉพาะรายย่อยทั่วโลก อานิสงค์จากโครงสร้างพื้นฐานหรือแพลตฟอร์มของการลงทุนหรือการเทรดที่ก้าวหน้าและสะดวกขึ้นมาก ในอนาคต บางทีแค่มีเงินไม่กี่พันบาทก็สามารถลงทุนหรือเทรดทองหรือบิตคอยน์ได้ อาจจะคล้าย ๆ กับการเล่นหวยรายวัน
พูดถึงเรื่อง “การลงทุนทางเลือก” แล้ว ผมก็คิดว่าการลงทุนในสิ่งอื่น ๆ ก็น่าจะมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าจะยังไม่ลงสู่ Mass หรือคนส่วนใหญ่ในประเทศไทยก็คือ การลงทุนในการ์ดสะสมเช่น Pokemon การ์ด One Piece การ์ดกีฬาเช่นฟุตบอล เป็นต้น ซึ่งในช่วงเร็ว ๆ นี้เป็นที่สนใจและชื่นชอบของคนเจน Z มาก อานิสงค์จากการที่ราคาของการ์ดเหล่านั้นพุ่งขึ้นเป็นใบละหลายแสนบาทและให้ผลตอบแทนสูงกว่าดัชนีอย่าง S&P500 ในช่วงระยะเวลาเท่ากัน ว่าที่จริง ผมเองก็เคยไปงานซื้อ-ขายการ์ดที่จัดขึ้นในไทยหลายครั้งและเริ่มเห็นว่ามีคนเล่นมากขึ้นทีเดียว
สุดท้ายก็คือ ยุคของ “เซียนหุ้นไทย” ที่ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนแนว VI ที่สร้างตัวจากการลงทุนด้วยเม็ดเงินไม่มาก แต่ด้วยผลตอบแทน “สุดยอด” ที่ทำได้ในเวลาหลาย ๆ ปีในตลาดหุ้นไทย ทำให้ร่ำรวยเป็นเศรษฐีมีชื่อติดอันดับผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทจดทะเบียนหลาย ๆ บริษัท ในอดีต และหลังจากนั้นก็กลายเป็น “เซเล็บ” ได้รับเชิญไปพูดและให้ความเห็นในรายการหุ้นและการลงทุนเป็นประจำ ในอนาคตก็จะเปลี่ยนไป
เหตุผลส่วนหนึ่งก็คือ พอร์ตที่เคยใหญ่โตนั้น ตอนนี้เล็กลงมากเนื่องจากราคาหุ้นตกลงมาก หุ้นที่เคยถือจำนวนมากก็ถูกขายทิ้ง หลายคนอาจจะหนีไปลงทุนในต่างประเทศหรือไม่ก็ลดการลงทุนลง อาจจะเก็บเป็นเงินสดหรือลงทุนในทรัพย์สินอย่างอื่น ความฝันที่จะรวยจากหุ้นมาก ๆ ต่อไปดูเหมือนจะหมดลงไปแล้วจากการที่หุ้นตกลงมาต่อเนื่องหลายปี ดัชนีหุ้นที่ปรับขึ้นมาไม่กี่วันนี้ก็ดูเหมือนว่าจะมาจากหุ้นตัวใหญ่ ๆ ที่นักลงทุนต่างประเทศลงทุน ไม่ใช่หุ้นของเซียน
“เซียน” หุ้นในอนาคตนั้น น่าจะมาจากความรอบรู้ในหุ้นและการลงทุนต่าง ๆ และมีความสามารถในการพูดหรืออธิบายได้ดี ส่วนความมั่งคั่งที่ทำได้และเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นรวมถึงทำให้คนยกย่องว่าเป็นเซียนนั้น ต่อจากนี้ คงจะมีน้อยลงมาก หรือถึงมีก็อาจจะไม่มีใครรู้ เพราะมันอาจจะเป็นหุ้นต่างประเทศ หรือตราสารการเงินอื่นที่ไม่มีข้อมูลสาธารณะที่จะบอกว่าใครเป็นเจ้าของ
และเรื่องนี้ก็อาจจะมีส่วนที่ทำให้การลงทุนในตลาดหุ้นในอนาคตของคนรุ่นใหม่นั้น จะไม่ได้มีความคาดหวังมากว่าจะต้องได้ผลตอบแทนดีเลิศหรือได้ผลตอบแทนสูงในระยะเวลาอันสั้น แต่เป็นกระบวนการที่จะต้องลงทุนยาวนานและอาศัยการทบต้นของผลตอบแทนปีแล้วปีเล่าเพื่อให้มีความมั่งคั่งสำหรับใช้จ่ายในยามเกษียณมากกว่าความคิดที่จะรวยอย่างรวดเร็วอย่างในอดีต
แต่ถึงวันนี้ที่บัฟเฟตต์ได้ “ออกจากเกม” ไปแล้วด้วยเงื่อนไขทางอายุ และโลกของการลงทุนก็เปลี่ยนแปลงไปมาก—ตามเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปมาก ในขณะเดียวกัน “ระเบียบโลก” ที่เป็นกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศที่ทั่วโลกยึดถือในการทำธุรกิจมาตลอดไม่น้อยกว่า 30-40 ปี เมื่อโซเวียตรัสเซียล่มสลายและจีนเริ่มสมัครและกลายเป็นสมาชิกของ WTO ซึ่งเป็นองค์การค้าโลกซึ่งทำให้เศรษฐกิจจีนเปิดกว้างและทำการค้ากับโลกอย่างเสรี ก็เริ่มเปลี่ยนไป อานิสงค์จากการที่สหรัฐอเมริกาโดยประธานาธิบดีทรัมป์มีนโยบายที่ยึดถือผลประโยชน์ของอเมริกาเป็นหลัก
และนั่นทำให้ผมคิดว่า “โลกของการลงทุน” ที่เราเผชิญอยู่ ซึ่งรวมถึงประเทศไทย กำลังเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง และเราคงต้องปรับตัวรับกับสถานการณ์นั้น ไม่ว่าคุณจะเป็น VI หรือใช้แนวทางการลงทุนแบบไหน แน่นอนว่าผมไม่ได้บอกว่าเราจะต้องเปลี่ยนแนวทางการลงทุนทั้งหมด เพราะผมคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่ทำยากมาก เพราะความคิดเหล่านั้นมักจะ “ติดตัว” สิ่งที่น่าจะทำได้มากกว่าก็คือ ปรับความคิดและวิธีเข้ากับสถานที่หรือตลาด หรือปรับความคิดเกี่ยวกับตัวหุ้นหรือกิจการที่เปลี่ยนไปมาก
เรื่องแรกที่ผมคิดว่าต้องเปลี่ยนก็คือ การลงทุนในหุ้นตัวเล็กที่นักลงทุนส่วนบุคคลไม่ว่าจะเป็นนักเก็งกำไรหรือ VI จำนวนมากชอบกันมาก เพราะมันเป็นหุ้นที่จะเติบโตเร็วกว่า และในอดีตก็มีหุ้นแบบนั้นที่โตเร็วและกำไรเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งทำให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าผลประกอบการมาก ทำกำไรให้กับคนที่เข้าไปซื้อเป็นกอบเป็นกำเมื่อเขาขายมันให้กับนักลงทุนรายใหม่ที่เข้าไปซื้อทั้ง ๆ ที่หุ้นแพงและมีค่า PE สูงลิ่วเป็น 40-50 เท่าขึ้นไป
ตอนนี้โลกเปลี่ยนไปมาก เศรษฐกิจของไทยเริ่มอิ่มตัวและโตช้าลงเรื่อย ๆ หุ้นตัวเล็ก ๆ ที่มักจะไม่มีความแข็งแกร่งอยู่แล้วก็ยิ่งลำบาก ถูกกิจการใหญ่เข้ามาแข่งและแย่งชิงลูกค้าในทุกด้าน นอกจากจะไม่โตแล้ว จำนวนมากก็อาจจะ “ใกล้ตาย”
แน่นอนว่าหุ้นตัวเล็กที่มีผลงานโดดเด่นและแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ก็ยังมีอยู่ แต่ด้วยความเข้มข้นของการแข่งขันที่มาจากรายใหญ่และบ่อยครั้งก็มาจากต่างประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งจากจีนที่ธุรกิจมีความสามารถในการแข่งขันสูงกว่าไทย นี่ก็ทำให้เราไม่สามารถมั่นใจได้ว่าในระยะยาว กิจการของบริษัทจดทะเบียนที่เราคิดว่าแน่ จะแน่ตลอดไปหรือไม่ ดังนั้น ราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นก็จะไม่สามารถเพิ่มขึ้นมากที่จะทำให้ค่า PE สูงได้แบบในอดีต
ดังนั้น คนก็จะเล่นหุ้นตัวเล็กน้อยลงเรื่อย ๆ เพราะถ้าซื้อถูกตัว หุ้นก็อาจจะไม่ได้ขึ้นไปมากแบบเดิม แต่ถ้าผิด และเราอยากจะขายก็ขายได้ยาก เพราะราคาก็จะตกลงไปมากจนอาจจะเป็น “หายนะ” และนี่ก็คือ “อวสานของหุ้นเก็งกำไรตัวเล็ก” และถ้ายังอยากเก็งกำไร หุ้นตัวใหญ่จะดีกว่า ช่วงนี้บางทียิ่งใหญ่ก็ยิ่งดี
เรื่องที่สองที่ผมคิดว่าเปลี่ยนไปก็คือ ความคิดแบบ “VI” จะค่อย ๆ จางลงในระดับโลก และแน่นอนว่าในประเทศไทยเอง โดยเฉพาะเมื่อไม่มีข่าวเกี่ยวกับบัฟเฟตต์เข้าซื้อหุ้นลงทุนแล้ว
หุ้นที่อยู่ในกระแสต่อจากนี้ไปก็จะยังคงเป็นหุ้นเท็คระดับโลกอย่างที่เป็นมาอย่างน้อย 4-5 ปีที่ผ่านมา เพราะสินค้าที่เป็นเทคโนโลยีเก่านั้น แทบจะไม่มีโอกาสเติบโตได้เร็วแล้ว ตรงกันข้าม กลับมีโอกาสถูกทำลายล้างโดยเทคโนโลยีใหม่หรือบริษัทอื่นที่ประยุคเทคโนโลยีใหม่เข้าไปใช้ในการแข่งขันกับบริษัทรุ่นเก่า นั่นทำให้แนวคิดที่จะหาหุ้นที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนแบบ VI นั้นทำได้ยากมาก เพราะเทคโนโลยีนั้น เปลี่ยนแปลงเร็วมาก
ผลก็คือ หลักการลงทุนระยะยาวในกิจการที่เติบโตและมีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน ที่เป็น “ซิกเนเจอร์” ของบัฟเฟตต์ใช้แทบไม่ได้แล้ว
เซียนรุ่นใหม่ที่จะเกิดขึ้นนั้น คงจะเป็น “เซียนหุ้นเทคโนโลยี” หรือไม่ก็เป็นเซียนที่เลือกกลุ่มเทคโนโลยีที่เป็นกองทุนรวมถ้าต้องการผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดมาก ๆ นอกจากนั้น พวกเขาไม่น่าจะเป็นคนที่ถือหุ้นยาวมากหรือตลอดไปแบบบัฟเฟตต์หรือ VI ที่เป็นสาวกของเขา เพราะเทคโนโลยีและโลกเปลี่ยนไปเร็วมาก บางที 5 ปีก็นานเกินไปแล้ว
ประเด็นที่สาม การลงทุนอิงดัชนีอาจจะเป็นเทรนด์ใหม่ที่มาแรงมาก เพราะความหวังที่จะลงทุนได้ผลตอบแทนสูง ๆ เอาชนะตลาดอย่างต่อเนื่องและทำให้ “รวย” ไปเลยในระยะเวลาสั้น ๆ อย่างในช่วง “ยุคทองของ VI” เมื่อ 20 ปีก่อนนั้น แทบจะหมดไปแล้ว คนที่เลือกลงทุนรวมถึงเซียนบางคนนั้น ตอนนี้แทบจะไม่ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ดีเลิศเมื่อคิดย้อนหลังไปยาว ๆ อานิสงค์จากความเสียหายจากการลงทุนในช่วงเร็ว ๆ นี้
การเลือกดัชนีที่จะลงทุนจะกลายเป็นเทรนด์ใหม่ที่สำคัญและจะเป็นตัวกำหนดความสำเร็จของการลงทุนในยุคต่อไป และดัชนีที่เลือกนั้นจะมีความหลากหลายมากแต่ส่วนใหญ่ก็น่าจะอิงอยู่กับกิจการที่เป็นเทคโนโลยีซึ่งก็รวมถึงด้านดิจิทัล สุขภาพ หุ่นยนต์และอวกาศ เป็นต้น นอกจากนั้น ก็อาจจะมีกองทุนที่อาจจะเป็นแบบ “Semi-Active Investment” ที่ผู้จัดการมีการจัดการระดับหนึ่งนอกเหนือไปจากการอิงกับดัชนีที่อ้างอิง เป็นต้น
เรื่องที่สี่ ทองและ Crypto Currency เช่น บิตคอยน์ ที่มีความผันผวนมากขึ้น อานิสงค์จากการที่โลกกำลังเปลี่ยนจาก “ระบบที่เป็นระเบียบ” ที่คนทั้งโลกยึดถือมาค่อนศตวรรษ กลายเป็น “ระบบที่ไม่เป็นระเบียบ” แต่ขึ้นอยู่กับ “อำนาจของแต่ละประเทศ”
ความผันผวนของทองและเหรียญดิจิทัลจะกลายเป็นเครื่องมือในการเก็งกำไรของ “นักเก็งกำไร” โดยเฉพาะรายย่อยทั่วโลก อานิสงค์จากโครงสร้างพื้นฐานหรือแพลตฟอร์มของการลงทุนหรือการเทรดที่ก้าวหน้าและสะดวกขึ้นมาก ในอนาคต บางทีแค่มีเงินไม่กี่พันบาทก็สามารถลงทุนหรือเทรดทองหรือบิตคอยน์ได้ อาจจะคล้าย ๆ กับการเล่นหวยรายวัน
พูดถึงเรื่อง “การลงทุนทางเลือก” แล้ว ผมก็คิดว่าการลงทุนในสิ่งอื่น ๆ ก็น่าจะมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าจะยังไม่ลงสู่ Mass หรือคนส่วนใหญ่ในประเทศไทยก็คือ การลงทุนในการ์ดสะสมเช่น Pokemon การ์ด One Piece การ์ดกีฬาเช่นฟุตบอล เป็นต้น ซึ่งในช่วงเร็ว ๆ นี้เป็นที่สนใจและชื่นชอบของคนเจน Z มาก อานิสงค์จากการที่ราคาของการ์ดเหล่านั้นพุ่งขึ้นเป็นใบละหลายแสนบาทและให้ผลตอบแทนสูงกว่าดัชนีอย่าง S&P500 ในช่วงระยะเวลาเท่ากัน ว่าที่จริง ผมเองก็เคยไปงานซื้อ-ขายการ์ดที่จัดขึ้นในไทยหลายครั้งและเริ่มเห็นว่ามีคนเล่นมากขึ้นทีเดียว
สุดท้ายก็คือ ยุคของ “เซียนหุ้นไทย” ที่ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนแนว VI ที่สร้างตัวจากการลงทุนด้วยเม็ดเงินไม่มาก แต่ด้วยผลตอบแทน “สุดยอด” ที่ทำได้ในเวลาหลาย ๆ ปีในตลาดหุ้นไทย ทำให้ร่ำรวยเป็นเศรษฐีมีชื่อติดอันดับผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทจดทะเบียนหลาย ๆ บริษัท ในอดีต และหลังจากนั้นก็กลายเป็น “เซเล็บ” ได้รับเชิญไปพูดและให้ความเห็นในรายการหุ้นและการลงทุนเป็นประจำ ในอนาคตก็จะเปลี่ยนไป
เหตุผลส่วนหนึ่งก็คือ พอร์ตที่เคยใหญ่โตนั้น ตอนนี้เล็กลงมากเนื่องจากราคาหุ้นตกลงมาก หุ้นที่เคยถือจำนวนมากก็ถูกขายทิ้ง หลายคนอาจจะหนีไปลงทุนในต่างประเทศหรือไม่ก็ลดการลงทุนลง อาจจะเก็บเป็นเงินสดหรือลงทุนในทรัพย์สินอย่างอื่น ความฝันที่จะรวยจากหุ้นมาก ๆ ต่อไปดูเหมือนจะหมดลงไปแล้วจากการที่หุ้นตกลงมาต่อเนื่องหลายปี ดัชนีหุ้นที่ปรับขึ้นมาไม่กี่วันนี้ก็ดูเหมือนว่าจะมาจากหุ้นตัวใหญ่ ๆ ที่นักลงทุนต่างประเทศลงทุน ไม่ใช่หุ้นของเซียน
“เซียน” หุ้นในอนาคตนั้น น่าจะมาจากความรอบรู้ในหุ้นและการลงทุนต่าง ๆ และมีความสามารถในการพูดหรืออธิบายได้ดี ส่วนความมั่งคั่งที่ทำได้และเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นรวมถึงทำให้คนยกย่องว่าเป็นเซียนนั้น ต่อจากนี้ คงจะมีน้อยลงมาก หรือถึงมีก็อาจจะไม่มีใครรู้ เพราะมันอาจจะเป็นหุ้นต่างประเทศ หรือตราสารการเงินอื่นที่ไม่มีข้อมูลสาธารณะที่จะบอกว่าใครเป็นเจ้าของ
และเรื่องนี้ก็อาจจะมีส่วนที่ทำให้การลงทุนในตลาดหุ้นในอนาคตของคนรุ่นใหม่นั้น จะไม่ได้มีความคาดหวังมากว่าจะต้องได้ผลตอบแทนดีเลิศหรือได้ผลตอบแทนสูงในระยะเวลาอันสั้น แต่เป็นกระบวนการที่จะต้องลงทุนยาวนานและอาศัยการทบต้นของผลตอบแทนปีแล้วปีเล่าเพื่อให้มีความมั่งคั่งสำหรับใช้จ่ายในยามเกษียณมากกว่าความคิดที่จะรวยอย่างรวดเร็วอย่างในอดีต
-
Green
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 2989
- ผู้ติดตาม: 334
Re: AYUD
โพสต์ที่ 5
มาต่อกันที่ ส่วนของการลงทุนกันบ้าง
เมื่อบริษัทรับเบี้ยประกันจากลูกค้ามาแล้ว ก็เอาเงินเหล่านี้ไปลงทุนหารายได้
โดยเงินลงทุน เอาไปลงทุนในอะไรบ้าง เช่น ตราสารหนี้เป็นจำนวนเท่าไหร่ ตราสารทุนเป็นจำนวนเท่าไหร่ เราสามารถ เข้าไปดูในงบดุลฝั่ง Asset พร้อมเปิดหมายเหตุประกอบงบ เพื่อดูในรายละเอียด
ยกตัวอย่างเช่น งบดุลของ AZAY จะเห็นได้ว่า บริษัทมีเงินลงทุน (ดูที่กล่องสีฟ้า) อยู่ใน
--> Debt instruments (เงินลงทุนในตราสารหนี้) = 188,702 ล้านบาท
--> Equity instruments (เงินลงทุนในตราสารทุน) = 25,386 ล้านบาท
อีกทั้ง โดย มีเงินสดและสินทรัพย์เทียบเท่าเงินสด ในบริษัท = 22,547 ล้านบาท และ มีสัญญาอนุพันธ์ อีกราวๆ 3,102 ล้านบาท (เพื่อในการบริหารความเสี่ยง เดี๋ยวเอาไว้กล่าวต่อไป)
อย่างไรก็ตาม ตราสารเหล่านี้ ราคาของมันจะมีการเปลี่ยนแปลง ในทุกๆ งวด เช่น ตราสารหนี้จะปรับมูลค่าไปตามอัตราดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลงไป หรือ ตราสารทุนจะปรับราคาไปตามราคาที่ซื้อขายกันในตลาด ดังนั้น จะต้องมีการปรับมูลค่ายุติธรรม (fair value)ในทุกๆ งวดไปด้วยเช่นกัน
โดยตามในมาตราฐานบัญชี บริษัทจะต้องจัดประเภทเงินลงทุนว่า จะให้เงินลงทุนนั้น
มีการปรับมูลค่ายุติธรรม Fair Value ผ่าน P&L โดยตรง เรียกย่อๆ ว่า (FVTPL) --> งบกำไรขาดทุน จะกระทบเมื่อราคาตราสารเปลี่ยนแปลง
หรือ มีการปรับ Fair Value ผ่าน Other comprehensive income (OCI) เรียกย่อๆว่า (FVTOCI) --> งบกำไรขาดทุน จะไม่กระทบเมื่อราคาตราสารเปลี่ยนแปลง โดยจะไปปรับมูลค่าผ่านไปสู่งบดุลเลย
ซึ่งบริษัทแยกประเภท อย่างไรบ้าง จะต้องไปดูข้อมูลในหมายเหตุประกอบงบการเงิน เช่น ในบริษัท AZAY ที่ลงทุนในตราสารหนี้ จำนวน 188,702 ล้านบาทนั้น มีการแยกประเภทดังนี้
มีการปรับ Fair Value ผ่าน P&L จำนวน 3546+158 = 3,704 ล้านบาท
มีการปรับ Fair Value ผ่าน OCI จำนวน = 184,999 ล้านบาท
จะเห็นได้ว่า AZAY เลือกที่จะเอาเงินลงทุนในตราสารหนี้ส่วนใหญ่ (184,999 ล้านบาท) ให้ปรับมูลค่าผ่าน OCI ไปงบดุลเลย
ดังนั้น เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดเปลี่ยนแปลง จะมีเงินลงทุนเพียง จำนวน 3,704 ล้านบาท เท่านั้น ที่จะ Expose Risk ในส่วนนี้ จะมีผลต่องบ P&L
ที่นี้มาดูในรายละเอียดของเงินลงทุนในตราสารทุน จำนวน 25,386 ล้านบาท
จะเห็นได้ว่า AZAY เลือกที่เอาเงินลงทุนในตราสารทุนทั้งหมด ให้มีการปรับมูลค่ายุติธรรมผ่าน OCI ไปที่งบดุล
ดังนั้น เมื่อราคาหุ้นเปลี่ยนแปลงในแต่ละงวด ราคาที่เปลี่ยนแปลงจะไม่มีผลกระทบใน P&L
และสิ่งที่น่าสนใจคือ ตราสารทุนส่วนใหญ่ที่เลือกลง เค้าจะเน้นพวก REIT เป็นหลักเลย
อย่างไรก็ตาม จะสังเกตว่า บริษัทมีเงินลงทุนบางส่วน ไปลงทุนในต่างประเทศด้วย (Hightlight สีเหลือง) ทั้งส่วนของตราสารหนี้ และ ตราสารทุน
ซึ่งเงินลงทุนในตราสารต่างประเทศเหล่านี้ นอกจะราคาจะเปลี่ยนแปลงตามอัตราดอกเบี้ย และ เปลี่ยนแปลงตามราคาหุ้นที่ขึ้นลงแล้ว มันจะมีความเสี่ยง ต่ออัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา Exchange rate ที่เปลี่ยนแปลงด้วย
โดยผลกระทบจาก Exchange rate ของพวกตราสารต่างประเทศเหล่านี้จะวิ่งเข้าสู่ P&L โดยตรง
หากสรุป การจัดประเภทเงินลงทุนของ AZAY จะเห็นได้ว่า ในด้านประเภท บริษัทเน้นไปที่ ตราสารหนี้กว่า 88% และมีตราสารทุน 12% (โดยในรายละเอียดตราสารทุนที่ลงทุนสว่นใหญ่จะเป็นพวก REIT ซะเยอะ)
ในด้าน ความเสี่ยงที่จะมีผลต่อ P&L
1. จะเห็นได้ว่า บริษัทมีการปรับ FV ผ่าน P&L จำนวน 3,703 ล้านบาท ในตราสารหนี้ ดังนั้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยมีการเปลี่ยนแปลงส่วนนี้จะได้รับผลกระทบเข้า P&L
2. มีการลงทุนใน ตราสารต่างประเทศ จำนวน 158+19474+15155 = 34,787 ดังนั้นเมื่ออัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา มีการเปลี่ยนแปลง ส่วนนี้จะได้รับผลกระทบเข้า P&L
อย่างไรก็ตามดูว่าบริษัทจะมีการใช้ derivatives เป็นเครื่องมือทางการเงินเพื่อ Hedge ผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลง และ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ผลกระทบ ทั้งบวกและลบ ใน P&L ให้น้อยลง โดยมีเงินลงทุนใน Derivatives กว่า 3000 ล้านบาท ซึ่งเดี๋ยวจะอธิบายใน post ต่อๆ ไป
เมื่อเรารู้ว่า เค้าลงทุนอะไร มีการแยกประเภทผลกระทบจากการปรับมูลค่ายุติธรรมอย่างไร ส่วนไหนที่จะมีผลกระทบต่อ P&L บ้าง
ใน Post ต่อไป จะมาอธิบายการรับรู้รายได้จากการลงทุนเหล่านี้ในงบ P&L กันต่อไปครับ
เมื่อบริษัทรับเบี้ยประกันจากลูกค้ามาแล้ว ก็เอาเงินเหล่านี้ไปลงทุนหารายได้
โดยเงินลงทุน เอาไปลงทุนในอะไรบ้าง เช่น ตราสารหนี้เป็นจำนวนเท่าไหร่ ตราสารทุนเป็นจำนวนเท่าไหร่ เราสามารถ เข้าไปดูในงบดุลฝั่ง Asset พร้อมเปิดหมายเหตุประกอบงบ เพื่อดูในรายละเอียด
ยกตัวอย่างเช่น งบดุลของ AZAY จะเห็นได้ว่า บริษัทมีเงินลงทุน (ดูที่กล่องสีฟ้า) อยู่ใน
--> Debt instruments (เงินลงทุนในตราสารหนี้) = 188,702 ล้านบาท
--> Equity instruments (เงินลงทุนในตราสารทุน) = 25,386 ล้านบาท
อีกทั้ง โดย มีเงินสดและสินทรัพย์เทียบเท่าเงินสด ในบริษัท = 22,547 ล้านบาท และ มีสัญญาอนุพันธ์ อีกราวๆ 3,102 ล้านบาท (เพื่อในการบริหารความเสี่ยง เดี๋ยวเอาไว้กล่าวต่อไป)
อย่างไรก็ตาม ตราสารเหล่านี้ ราคาของมันจะมีการเปลี่ยนแปลง ในทุกๆ งวด เช่น ตราสารหนี้จะปรับมูลค่าไปตามอัตราดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลงไป หรือ ตราสารทุนจะปรับราคาไปตามราคาที่ซื้อขายกันในตลาด ดังนั้น จะต้องมีการปรับมูลค่ายุติธรรม (fair value)ในทุกๆ งวดไปด้วยเช่นกัน
โดยตามในมาตราฐานบัญชี บริษัทจะต้องจัดประเภทเงินลงทุนว่า จะให้เงินลงทุนนั้น
มีการปรับมูลค่ายุติธรรม Fair Value ผ่าน P&L โดยตรง เรียกย่อๆ ว่า (FVTPL) --> งบกำไรขาดทุน จะกระทบเมื่อราคาตราสารเปลี่ยนแปลง
หรือ มีการปรับ Fair Value ผ่าน Other comprehensive income (OCI) เรียกย่อๆว่า (FVTOCI) --> งบกำไรขาดทุน จะไม่กระทบเมื่อราคาตราสารเปลี่ยนแปลง โดยจะไปปรับมูลค่าผ่านไปสู่งบดุลเลย
ซึ่งบริษัทแยกประเภท อย่างไรบ้าง จะต้องไปดูข้อมูลในหมายเหตุประกอบงบการเงิน เช่น ในบริษัท AZAY ที่ลงทุนในตราสารหนี้ จำนวน 188,702 ล้านบาทนั้น มีการแยกประเภทดังนี้
มีการปรับ Fair Value ผ่าน P&L จำนวน 3546+158 = 3,704 ล้านบาท
มีการปรับ Fair Value ผ่าน OCI จำนวน = 184,999 ล้านบาท
จะเห็นได้ว่า AZAY เลือกที่จะเอาเงินลงทุนในตราสารหนี้ส่วนใหญ่ (184,999 ล้านบาท) ให้ปรับมูลค่าผ่าน OCI ไปงบดุลเลย
ดังนั้น เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดเปลี่ยนแปลง จะมีเงินลงทุนเพียง จำนวน 3,704 ล้านบาท เท่านั้น ที่จะ Expose Risk ในส่วนนี้ จะมีผลต่องบ P&L
ที่นี้มาดูในรายละเอียดของเงินลงทุนในตราสารทุน จำนวน 25,386 ล้านบาท
จะเห็นได้ว่า AZAY เลือกที่เอาเงินลงทุนในตราสารทุนทั้งหมด ให้มีการปรับมูลค่ายุติธรรมผ่าน OCI ไปที่งบดุล
ดังนั้น เมื่อราคาหุ้นเปลี่ยนแปลงในแต่ละงวด ราคาที่เปลี่ยนแปลงจะไม่มีผลกระทบใน P&L
และสิ่งที่น่าสนใจคือ ตราสารทุนส่วนใหญ่ที่เลือกลง เค้าจะเน้นพวก REIT เป็นหลักเลย
อย่างไรก็ตาม จะสังเกตว่า บริษัทมีเงินลงทุนบางส่วน ไปลงทุนในต่างประเทศด้วย (Hightlight สีเหลือง) ทั้งส่วนของตราสารหนี้ และ ตราสารทุน
ซึ่งเงินลงทุนในตราสารต่างประเทศเหล่านี้ นอกจะราคาจะเปลี่ยนแปลงตามอัตราดอกเบี้ย และ เปลี่ยนแปลงตามราคาหุ้นที่ขึ้นลงแล้ว มันจะมีความเสี่ยง ต่ออัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา Exchange rate ที่เปลี่ยนแปลงด้วย
โดยผลกระทบจาก Exchange rate ของพวกตราสารต่างประเทศเหล่านี้จะวิ่งเข้าสู่ P&L โดยตรง
หากสรุป การจัดประเภทเงินลงทุนของ AZAY จะเห็นได้ว่า ในด้านประเภท บริษัทเน้นไปที่ ตราสารหนี้กว่า 88% และมีตราสารทุน 12% (โดยในรายละเอียดตราสารทุนที่ลงทุนสว่นใหญ่จะเป็นพวก REIT ซะเยอะ)
ในด้าน ความเสี่ยงที่จะมีผลต่อ P&L
1. จะเห็นได้ว่า บริษัทมีการปรับ FV ผ่าน P&L จำนวน 3,703 ล้านบาท ในตราสารหนี้ ดังนั้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยมีการเปลี่ยนแปลงส่วนนี้จะได้รับผลกระทบเข้า P&L
2. มีการลงทุนใน ตราสารต่างประเทศ จำนวน 158+19474+15155 = 34,787 ดังนั้นเมื่ออัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา มีการเปลี่ยนแปลง ส่วนนี้จะได้รับผลกระทบเข้า P&L
อย่างไรก็ตามดูว่าบริษัทจะมีการใช้ derivatives เป็นเครื่องมือทางการเงินเพื่อ Hedge ผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลง และ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ผลกระทบ ทั้งบวกและลบ ใน P&L ให้น้อยลง โดยมีเงินลงทุนใน Derivatives กว่า 3000 ล้านบาท ซึ่งเดี๋ยวจะอธิบายใน post ต่อๆ ไป
เมื่อเรารู้ว่า เค้าลงทุนอะไร มีการแยกประเภทผลกระทบจากการปรับมูลค่ายุติธรรมอย่างไร ส่วนไหนที่จะมีผลกระทบต่อ P&L บ้าง
ใน Post ต่อไป จะมาอธิบายการรับรู้รายได้จากการลงทุนเหล่านี้ในงบ P&L กันต่อไปครับ
“Market prices are always wrong in the sense that they present a biased view of the future.”, Soros.
Blog about the investment playbook https://www.blockdit.com/alphainvesting
Blog about the investment playbook https://www.blockdit.com/alphainvesting
-
DonaldduckVI
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 634
- ผู้ติดตาม: 99
Re: ICHI
โพสต์ที่ 6
เกิดมา 66ปี ไม่เคยเจอ เงินในระบบ แห้งขนาดนี้ - Money Chat Thailand
CREDIT REFERENCE: Money Chat Thailand Youtube.
CREDIT REFERENCE: Money Chat Thailand Youtube.
-
ohm150
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 2266
- ผู้ติดตาม: 341
Re: MMM
โพสต์ที่ 7
ใช้ AI สรุปมา ใจความสำคัญของ Business model นี้อยู๋ที่การ Leverage ซึ่ง สูงถึง 6-150 เท่า
Slide แถวนาทีที่ 30 บอกไว้ว่า บ.ใช้เงินวางประกัน 146 ล. สำหรับมูลค่าโครงการประมาณ 2200 ล.
คิดเป็น leverage ratio = 15x
หากคิดจากเงิน IPO ที่ได้มา 282ล. สามารถไป leverage ซื้อพอร์ตมูลค่า 4000++ ล. รวมกับของเดิม 2200ล. = 6000++ ล.
หากคิดจากรายได้ 2568 = 770ล. BU1 คิดรายได้เฉพาะส่วนต่าง คิดเทียบเท่ามูลค่าโครงการ 1200 ล.
แปลว่าจากเงิน IPO บ.เพิ่ม capacity ให้ใหญ่กว่า รายได้ปัจจุบันถึง 5 เท่า
อยู่ที่บ.แล้วครับว่าบ.จะขยายเต็ม Cap. ได้เร็วขนาดไหน
ต้องติดตามครับ
Slide แถวนาทีที่ 30 บอกไว้ว่า บ.ใช้เงินวางประกัน 146 ล. สำหรับมูลค่าโครงการประมาณ 2200 ล.
คิดเป็น leverage ratio = 15x
หากคิดจากเงิน IPO ที่ได้มา 282ล. สามารถไป leverage ซื้อพอร์ตมูลค่า 4000++ ล. รวมกับของเดิม 2200ล. = 6000++ ล.
หากคิดจากรายได้ 2568 = 770ล. BU1 คิดรายได้เฉพาะส่วนต่าง คิดเทียบเท่ามูลค่าโครงการ 1200 ล.
แปลว่าจากเงิน IPO บ.เพิ่ม capacity ให้ใหญ่กว่า รายได้ปัจจุบันถึง 5 เท่า
อยู่ที่บ.แล้วครับว่าบ.จะขยายเต็ม Cap. ได้เร็วขนาดไหน
ต้องติดตามครับ
-
ohm150
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 2266
- ผู้ติดตาม: 341
Re: MMM
โพสต์ที่ 8
https://www.youtube.com/watch?v=cxWmx3mVFNc
คลิปนี้น่าจะอธิบายบ.ไว้ดีที่สุดครับ (มี slide ประกอบด้วย)
ธุรกิจบริษัทคือ นายหน้าอสังหาฯ
แต่ที่พิเศษ คือ การเข้าไปทำ Biglot deal กับบ.ที่ประสบปัญหาในการขาย และมีการ inject เงินเข้าไปช่วยลูกค้า
ไม่เหมือนกับ บ.นายหน้าทั่วไปที่จับเสือมือเปล่า ขายได้ รับค่าคอม 3%
โมเดลของบ.คือมีการวางเงิน แลกมากับราคาต้นทุนที่ถูก (บางที่โครงการขาย 100 บ.ได้ต้นทุนมา 60 ขายได้มากกว่าราคาที่ตกลงกับลูกค้า คือกำไรเข้าบ.)
BU1-BU2 คือ โมเดลนี้ ต่างกันแค่ BU1 วางเงินน้อย ไม่รับประกันการขาย discount น้อย / BU2 วางเงินมาก+รับประกันการขายแต่ได้ Discount ที่มากกว่า
BU3 = BKA คือซื้อทรัพย์มา renovate ขาย ต้องหาผู้รับเหมา+ใช้เวลานานในการขาย (เป็นสัดส่วนน้อย บ.ไม่เน้นมาก แค่ทำเพื่อให้ครบวงจร)
ถ้าจะว่าไปธุรกิจบริษัทมีความคล้ายกลุ่ม AMC มากกว่าอสังหา (ในมุมต้อนทุนเป็น counter-cyclical อสังหาไม่ดียิ่งทำให้บ.ได้ต้นทุนถูกและมีลูกค้าเข้ามาให้เลือกเยอะ)
ที่ต่างกับ AMC คือ ธุรกิจเข้าไปดีลกับลูกค้าในช่วง Pre-AMC คือกำลังแย่ แบงค์ไม่ปล่อยและมีโอกาสเป็นหนี้เสีย
ข้อดีคือเป็น Blue Ocean เพราะ ลูกค้าอยู่ในจุดที่แบงค์ไม่ปล่อยแล้วแบงค์ไม่ลงมาแข่ง และ AMC ก็ไม่ลงมาเล่นตลาดนี้เพราะคนละ Expertise ครับ
Key Success factor ของบ.น่าจะคือ การขาย stock จำนวนมากให้ได้ในระยะเวลาอันสั้น (ต่างจาก AMC ที่ทยอยเก็บหนี้ หรือรอฟ้อง ขายทอดตลาด ทำกำไรจาก LTV ที่ต่ำ)
ลองศึกษาดูว่า บ.มีพนักงานหลักสิบคนที่ดูแลเครือข่าย Agent หลายร้อยคน
เข้าใจว่า Business model นี้ มีมาในตปท. และบ.เป็น เจ้าแรกๆ ที่ scale สำเร็จและใหญ่เป็น no.1 ในผู้เล่นที่ทำแบบเดียวกันไม่กี่ราย
ภาพน่าจะเป็นคล้ายๆ ตอน JMT ที่ scale การเติบโตจนเต็ม TAM ต้องใช้เงินทุนสูง จึงปันผลน้อย และตอบแทนผู้ถือหุ้น+เพิ่มทุนผ่าน W
รอดูกันว่าจะไปได้ไกลขนาดไหนครับ
คลิปนี้น่าจะอธิบายบ.ไว้ดีที่สุดครับ (มี slide ประกอบด้วย)
ธุรกิจบริษัทคือ นายหน้าอสังหาฯ
แต่ที่พิเศษ คือ การเข้าไปทำ Biglot deal กับบ.ที่ประสบปัญหาในการขาย และมีการ inject เงินเข้าไปช่วยลูกค้า
ไม่เหมือนกับ บ.นายหน้าทั่วไปที่จับเสือมือเปล่า ขายได้ รับค่าคอม 3%
โมเดลของบ.คือมีการวางเงิน แลกมากับราคาต้นทุนที่ถูก (บางที่โครงการขาย 100 บ.ได้ต้นทุนมา 60 ขายได้มากกว่าราคาที่ตกลงกับลูกค้า คือกำไรเข้าบ.)
BU1-BU2 คือ โมเดลนี้ ต่างกันแค่ BU1 วางเงินน้อย ไม่รับประกันการขาย discount น้อย / BU2 วางเงินมาก+รับประกันการขายแต่ได้ Discount ที่มากกว่า
BU3 = BKA คือซื้อทรัพย์มา renovate ขาย ต้องหาผู้รับเหมา+ใช้เวลานานในการขาย (เป็นสัดส่วนน้อย บ.ไม่เน้นมาก แค่ทำเพื่อให้ครบวงจร)
ถ้าจะว่าไปธุรกิจบริษัทมีความคล้ายกลุ่ม AMC มากกว่าอสังหา (ในมุมต้อนทุนเป็น counter-cyclical อสังหาไม่ดียิ่งทำให้บ.ได้ต้นทุนถูกและมีลูกค้าเข้ามาให้เลือกเยอะ)
ที่ต่างกับ AMC คือ ธุรกิจเข้าไปดีลกับลูกค้าในช่วง Pre-AMC คือกำลังแย่ แบงค์ไม่ปล่อยและมีโอกาสเป็นหนี้เสีย
ข้อดีคือเป็น Blue Ocean เพราะ ลูกค้าอยู่ในจุดที่แบงค์ไม่ปล่อยแล้วแบงค์ไม่ลงมาแข่ง และ AMC ก็ไม่ลงมาเล่นตลาดนี้เพราะคนละ Expertise ครับ
Key Success factor ของบ.น่าจะคือ การขาย stock จำนวนมากให้ได้ในระยะเวลาอันสั้น (ต่างจาก AMC ที่ทยอยเก็บหนี้ หรือรอฟ้อง ขายทอดตลาด ทำกำไรจาก LTV ที่ต่ำ)
ลองศึกษาดูว่า บ.มีพนักงานหลักสิบคนที่ดูแลเครือข่าย Agent หลายร้อยคน
เข้าใจว่า Business model นี้ มีมาในตปท. และบ.เป็น เจ้าแรกๆ ที่ scale สำเร็จและใหญ่เป็น no.1 ในผู้เล่นที่ทำแบบเดียวกันไม่กี่ราย
ภาพน่าจะเป็นคล้ายๆ ตอน JMT ที่ scale การเติบโตจนเต็ม TAM ต้องใช้เงินทุนสูง จึงปันผลน้อย และตอบแทนผู้ถือหุ้น+เพิ่มทุนผ่าน W
รอดูกันว่าจะไปได้ไกลขนาดไหนครับ
- NaughtyMacgie
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 730
- ผู้ติดตาม: 71
- tapattan
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 723
- ผู้ติดตาม: 103
Re: M
โพสต์ที่ 10
เมื่อวานวันเสาร์ไปเดิน major รัชโยธินกิน mk buffet มา โปร 499 ในร้านคนประมาณ 70% ของจำนวนโต๊ะทั้งหมด มีบางโต๊ะกิน 699 ด้วย
ถามน้องพนักงานปกติคนจะเยอะกว่านี้ น่าจะเป็นเพราะกลับบ้านไปเลือกตั้งไหม อร่อยอิ่มมาก รวมขนมหวานแล้ว
ถามน้องพนักงานปกติคนจะเยอะกว่านี้ น่าจะเป็นเพราะกลับบ้านไปเลือกตั้งไหม อร่อยอิ่มมาก รวมขนมหวานแล้ว
-
IOBagger
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 15
- ผู้ติดตาม: 3
Re: M
โพสต์ที่ 11
อาจเพราะตั้งใจเขียนในโทนลบ แต่ถ้าเป็นกลุ่มปิโตร ขาดทุนยับ หนี้ท่วม บอกแข็งแกร่ง ทุกคนล้วนมีอคติครับ ผมมีอคติ นักวิเคราะห์มีอคติ บล.ก็มีธุรกิจที่ชอบและไม่ชอบAlphaBkk เขียน: ↑พฤหัสฯ. ก.พ. 05, 2026 12:22 pmบทวิเคราะห์ks ออกวันนี้ ปรับกำไรลง gpm ยังลงต่อ กำไรยังลงyoyในไตรมาส4 แต่ไม่มีพูดถึงโบนัสสุกี้เลย ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมว่าสำคัญที่สุดสำหรับคนที่สนใจหุ้นตัวนี้ ไม่มีทางที่จะไม่มีถามถึงถ้ามีประชุมนักวิเคราะห์
ปล.ผมชอบ ks มากสุดนะครับ บทวิเคราะห์ส่วนใหญ่ข้อมูลแน่นและกระชับ แต่คำแนะนำค่อนข้างแปลกครับ ผมเลยใช้แต่ข้อมูลและตัดสินใจด้วยตัวเอง
-
Red_Duck
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 2113
- ผู้ติดตาม: 358
Re: OKJ
โพสต์ที่ 12
แต่ผมว่าแปลกมากครับกับงบรอบนี้ ภาพรวมรายได้ยังเติบโตอยู่แต่ทำไมถึงขาดทุน ถึงจะบอกว่ามาจาก one-time 17 ล้าน(15 ล้านย้ายครัว 2 ล้าน imparement loss) แต่ถ้าตัดส่วนนี้ออกก็ยังขาดทุนอยู่ดีซึ่งมันมาจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นสูงมาก ลำพังการเปิดสาขาไม่น่าทำให้ถึงกับขาดทุนเพราะผมว่าบริษัทต้องมีการ forecast เรื่อง cashflow และ sg&a ที่จะกระทบจากการเปิดสาขาอยู่แล้วเพราะงั้นรอบนี้อาจจะเป็นเรื่องของ marketing ที่ไม่ efficient พอจนทำให้เสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไม่คุ้มกับ expect revenue ที่จะได้รับ
นอกนั้นผมว่าไม่ได้อยู่นอกเหนือจากการคาดการ์ณเท่าไหรครับเพราะเรื่องการแข่งขันก็เห็นชัดๆว่าสูงอยู่แล้ว แต่เจ้าอื่นๆก็ยังสามารถเติบโตได้แสดงว่าบริษัทมีปัญหาเรื่อง strategy ในการเจาะกลุ่มลูกค้าหรือไม่ก็เรื่องของ pricing model ซึ่งผมว่าก็อาจจะนิดๆเนื่องจากช่วงหลังเห็นการปรับลดให้มีไซส์กลางไซส์เล็กมากขึ้น แต่ไปไปมามาอาจจะคุมต้นทุนและ margin อาจจะกระทบหน่อยนึงก็เป็นได้
นอกนั้นผมว่าไม่ได้อยู่นอกเหนือจากการคาดการ์ณเท่าไหรครับเพราะเรื่องการแข่งขันก็เห็นชัดๆว่าสูงอยู่แล้ว แต่เจ้าอื่นๆก็ยังสามารถเติบโตได้แสดงว่าบริษัทมีปัญหาเรื่อง strategy ในการเจาะกลุ่มลูกค้าหรือไม่ก็เรื่องของ pricing model ซึ่งผมว่าก็อาจจะนิดๆเนื่องจากช่วงหลังเห็นการปรับลดให้มีไซส์กลางไซส์เล็กมากขึ้น แต่ไปไปมามาอาจจะคุมต้นทุนและ margin อาจจะกระทบหน่อยนึงก็เป็นได้
The most inefficient is "Stock market"
The best investment asset is "Knowledge"
The most valuable thing is "Time"
3 Powerful paths to have financial freedom.
The best investment asset is "Knowledge"
The most valuable thing is "Time"
3 Powerful paths to have financial freedom.
-
ohm150
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 2266
- ผู้ติดตาม: 341
Re: WARRIX
โพสต์ที่ 13
IPO 6.2 ขึ้นไป high 8.3 ลงมา Low 1.7
เมื่อก่อนคุยกันบอก 2000 ล. กำไร ถูกเทียบกับแบรนด์ทุนคนรู้จัก
วันนี้ 1000 ล. เงินสด 300 ไม่มีกำไร หลักๆน่าจะ SG&A
เมื่อก่อนคุยกันบอก 2000 ล. กำไร ถูกเทียบกับแบรนด์ทุนคนรู้จัก
วันนี้ 1000 ล. เงินสด 300 ไม่มีกำไร หลักๆน่าจะ SG&A
-
Dech
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 5196
- ผู้ติดตาม: 229
Re: ICHI
โพสต์ที่ 14
ในคลิปข้างบน คุณตันบอกอิชิ ยอดขายปีก่อนโดยรวมลดลง 3% แต่กำไรทั้งปีเพิ่ม ได้น้ำด่างและชาซิซึโอกะที่กำไรดีมาช่วยไว้
ส่วนปีนี้ตั้งเป้าจะโต 15-20% แต่คิดว่าน่าจะโตได้ 10% รอดูผลสิ้นปีครับ
------------------ แล้วเจอตันซันซูสีม่วงใน 7 แล้ว ลดราคาเริ่มต้นมาสู้กับคู่แข่ง ปกติตันซันซูขายอยู่ที่ 20 บาท
เข้าใจว่าลดขวดสีเหลืองด้วยนะ แต่สาขานี้ไม่เห็น
ตอนนี้ราคาขายใหม่เป็น 18 บาท คู่แข่งรับน้องลดเหลือ 12 ซะด้วย
ส่วนปีนี้ตั้งเป้าจะโต 15-20% แต่คิดว่าน่าจะโตได้ 10% รอดูผลสิ้นปีครับ
------------------ แล้วเจอตันซันซูสีม่วงใน 7 แล้ว ลดราคาเริ่มต้นมาสู้กับคู่แข่ง ปกติตันซันซูขายอยู่ที่ 20 บาท
เข้าใจว่าลดขวดสีเหลืองด้วยนะ แต่สาขานี้ไม่เห็น
ตอนนี้ราคาขายใหม่เป็น 18 บาท คู่แข่งรับน้องลดเหลือ 12 ซะด้วย
สีลํ พลํ อปฺปฏิมํ สีลํ อาวุธมุตฺตมํ
สีลํ อาภรณํ เสฏฺฐํ สีลํ กวจมพฺภุตํ
ศีลเป็นกำลังไม่มีที่เปรียบ ศีลเป็นอาวุธสูงสุด
ศีลเป็นเครื่องประดับอย่างประเสริฐสุด ศีลเป็นเกราะอย่างอัศจรรย์
สีลํ อาภรณํ เสฏฺฐํ สีลํ กวจมพฺภุตํ
ศีลเป็นกำลังไม่มีที่เปรียบ ศีลเป็นอาวุธสูงสุด
ศีลเป็นเครื่องประดับอย่างประเสริฐสุด ศีลเป็นเกราะอย่างอัศจรรย์
- ZEII
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 533
- ผู้ติดตาม: 4
Re: AU
โพสต์ที่ 15
งง ว่าทำไมปิดเซนเฟส ผมไปทีไรก็เห็นคนเยอะตลอดนะ 70-80% ของโต๊ะตลอด ยิ่งช่วงเสาร์-อาทิตย์ ก็ต้องนั่งรอคิวกันเหมือนเดิมSuwanwok เขียน: ↑จันทร์ ก.พ. 02, 2026 11:45 pmปิดสาขา เซ็นเฟส เชียงใหม่ ไปเปิดสาขานิมมานแทนค่ะ น่าจะเพื่อรับนทท. ในเฟสมีคนบ่นว่าเซ็นเฟสซื้อง่ายกว่าเพราะที่จอดหาง่ายกว่า
ย้ายไปนิมมานที่จอดรถก็ยาก นทท.ไทยก็ไปน้อย ส่วนใหญ่มีแต่ต่างชาติ
"อย่าพยายามซื้อหุ้นที่ราคาต่ำสุดและขายที่ราคาสูงสุด
เพราะมีแต่คนโกหกเท่านั้นที่สามารถทำได้"
เพราะมีแต่คนโกหกเท่านั้นที่สามารถทำได้"
-
A445838
Re: PTT
โพสต์ที่ 16
มุมมองด้านปัจจัยพื้นฐานและผลประกอบการของ PTT
- การปรับลดคำแนะนำเป็น "ถือ" (Neutral): ราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นในช่วงที่ผ่านมาสะท้อนปัจจัยพื้นฐานไปมากแล้ว ขณะที่ยังมีความไม่แน่นอนจากนโยบายภาครัฐหลังการเลือกตั้งที่อาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างราคาหรือการขอความร่วมมือต่าง ๆ ในอนาคต
- วิเคราะห์กำไรไตรมาส 4: คาดการณ์กำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 25,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า แต่เป็นการเติบโตจากรายการพิเศษทางบัญชี (Non-cash items) รวมประมาณ 10,000 ล้านบาท ประกอบด้วยการตีมูลค่ามูลค่ายุติธรรมจากการขายหุ้นบางส่วนใน Lotus Pharmaceutical และกำไรจากการซื้อกิจการในโครงการของ ปตท.สผ.
- กำไรหลัก (Core Earning) ชะลอตัว: หากหักรายการพิเศษออก กำไรหลักจะอยู่ที่ประมาณ 15,000 ล้านบาท ลดลง 10% จากไตรมาสก่อน สาเหตุหลักมาจากมาร์จิ้นของโรงแยกก๊าซที่ลดลงตามราคาผลิตภัณฑ์ในตลาดโลกที่ถูกกดดันจากการแข่งขันด้านราคาระหว่างซาอุดิอาระเบียและสหรัฐฯ รวมถึงค่าใช้จ่ายตามฤดูกาลที่สูงขึ้นในไตรมาส 4
- ยุทธศาสตร์ลดความผันผวนของกำไรในระยะยาว:
- การเปลี่ยนโมเดลธุรกิจโรงแยกก๊าซ: เปลี่ยนจากรูปแบบซื้อมาขายไป (Merchandizing) เป็นรูปแบบสาธารณูปโภค (Utility Concept) โดยเน้นผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) ระยะยาวที่เหมาะสมแทน ซึ่งจะช่วยลดความผันผวนของกำไรจากราคาผลิตภัณฑ์ที่แกว่งตัว คาดว่าจะเริ่มมีผลย้อนหลังตั้งแต่ต้นปีหลังจากผ่านกระบวนการประชาพิจารณ์และได้รับอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล
- การหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partner): มีแผนลดสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทลูกกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี (GC, TOP, IRPC) ลงประมาณ 10% เพื่อลดการรับรู้ผลกระทบจากธุรกิจที่เป็นวัฏจักร (Cyclical) คาดว่าจะเห็นความชัดเจนในช่วงกลางปีนี้ถึงปีหน้า
- นโยบายและการจ่ายเงินปันผล:
- ประเมินเงินปันผลขั้นต่ำ (Floor) อยู่ที่ 2.00 บาทต่อหุ้น โดยมีอัตราการจ่ายปันผล (Payout Ratio) สูงถึง 67-71%
- โอกาสในการเพิ่มเงินปันผลให้สูงกว่านี้ทำได้ค่อนข้างจำกัด เนื่องจาก ปตท. ต้องสำรองเงินสดเพื่อช่วยเหลือบริษัทลูกผ่านมาตรการขยายระยะเวลาสินเชื่อ (Credit Extension) ซึ่งใช้เงินสูงถึง 80,000-90,000 ล้านบาท รวมถึงต้องรองรับงบลงทุน (CAPEX) จำนวนมากของ ปตท.สผ.
- กระแสเงินสดหลักยังคงขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันโลก หากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงจะส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดของ ปตท.สผ. ซึ่งเป็นบริษัทที่สร้างเงินสดหลักให้กับกลุ่ม ปตท. ดังนั้นหากราคาหุ้นปรับขึ้นไปจนทำให้อัตราผลตอบแทนปันผล (Dividend Yield) ลดลง ความน่าสนใจในการลงทุนจะลดลงตามไปด้วยเนื่องจากความเสี่ยงด้านกระแสเงินสดที่ผันผวนตามราคาน้ำมันยังคงมีอยู่
-
A445838
Re: ERW
โพสต์ที่ 17
เป้าหมายทางการเงินและการเติบโต
- บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้แตะระดับ 10,000 ล้านบาท โดยคาดการณ์อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) อยู่ที่ 7-10% ซึ่งเป็นการเร่งตัวขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต (ปี 2019-2025) ที่อยู่ระดับ 3.5%
- ผลประกอบการล่าสุดสะท้อนการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยรายได้เติบโตจาก 1,600 ล้านบาทในปี 2564 ขึ้นมาอยู่ที่ 8,000 ล้านบาทในปี 2567
- เน้นการกระจายความเสี่ยงผ่านความหลากหลายของประเภทโรงแรม ตั้งแต่ระดับ 5 ดาว, ระดับกลาง, ระดับประหยัด ไปจนถึงระดับบัเจ็ต เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่ครอบคลุมและลดผลกระทบจากความผันผวนของอุปสงค์
- แผนงานพัฒนาโครงการใหม่มีรายละเอียดจำนวนโรงแรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ดังนี้:
- ปี 2567: 23 แห่ง
- ปี 2568: 20 แห่ง
- ปี 2570: 16 แห่ง
- ปี 2571: 14 แห่ง
- โครงการที่อยู่ระหว่างพัฒนาหมายรวมถึงโครงการที่ซื้อที่ดิน/อาคารแล้ว หรือทำสัญญาเช่าระยะยาว และอยู่ในขั้นตอนออกแบบหรือก่อสร้าง
- บริษัทมีแผนปรับโครงสร้างเงินกู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนทางการเงินอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2569-2571
- มีกลยุทธ์การแยกกิจการ (Spin-off) โดยเตรียมนำบริษัทลูกเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในช่วงปี 2570-2571 เพื่อเสริมฐานทุน เพิ่มส่วนของผู้ถือหุ้น และสร้างความยืดหยุ่นทางการเงิน โดยจะพิจารณาจังหวะเวลาที่สภาพตลาดเอื้ออำนวยเพื่อให้เกิดมูลค่าสูงสุด
- ใช้ระบบ Revenue Management เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตั้งราคาห้องพักควบคู่ไปกับการควบคุมต้นทุนการดำเนินงานที่เข้มงวด
- ยกระดับธรรมาภิบาลด้วยการนำ AI Governance มาใช้ โดยตั้งเป้าหมายดังนี้:
- ภายในปี 2569: กำหนดนโยบาย แนวปฏิบัติ และบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการในการกำกับดูแลการใช้ AI รวมถึงฝึกอบรมพนักงานที่เกี่ยวข้อง
- ภายในปี 2570: จัดให้มีการตรวจสอบและรายงานผลการใช้ AI อย่างรับผิดชอบต่อคณะกรรมการ เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนบุคคลและการใช้ AI ผิดวัตถุประสงค์
- ความผันผวนของอุปสงค์ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่อาจกระทบต่ออัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) และรายได้ต่อห้องพัก (RevPAR)
- การบริหารสภาพคล่องและกระแสเงินสดให้เพียงพอต่อการชำระหนี้และแผนการลงทุนในโครงการใหม่
- ปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น สภาวะเศรษฐกิจโลก ภัยธรรมชาติ และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค