โพสต์ยอดนิยม
นิสัยนักสู้ VS นิสัยนักเลือก/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
-
EAKEPON
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 470
- ผู้ติดตาม: 62
- tapattan
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 713
- ผู้ติดตาม: 102
Re: MC
โพสต์ที่ 2
แบบฝึกหัด : Dividend Discount Model (DDM) กับ MC Jeans 
.
Dividend Discount Model (DDM) เป็นหนึ่งในวิธีประเมินมูลค่าหุ้นที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง เพราะตั้งอยู่บนแนวคิดพื้นฐานของการลงทุนระยะยาว นั่นคือ มูลค่าที่แท้จริงของหุ้น ควรสะท้อนมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับในอนาคต ซึ่งในกรณีนี้กระแสเงินสดนั้นก็คือ “เงินปันผล” ในการทดลองนี้ เราเลือกใช้หุ้น MC Jeans (MC) เป็นกรณีศึกษา เพื่อทดลองกระบวนการประเมินมูลค่าด้วย DDM โดยมีขั้นตอนดังนี้
.
อ่านอดีต เพื่อเข้าใจการเติบโต ขั้นแรกคือการดึงข้อมูลปันผลย้อนหลัง โดยกำหนดจำนวนปีที่ต้องการใช้ดูประวัติการจ่ายปันผล (Lookback years) ข้อมูลปันผลย้อนหลังเหล่านี้ ไม่ได้ถูกนำมาคิดมูลค่าอีกครั้ง แต่ถูกใช้เพียงเพื่อทำความเข้าใจว่า ปันผลของบริษัท “เคยเติบโตมาอย่างไร” และ “มีความสม่ำเสมอแค่ไหน”
ระบบจะนำข้อมูลปันผลที่จ่ายจริงมาจัดกลุ่มเป็นรายปี (group by year) เพื่อให้เห็นทั้งระดับของปันผลและพฤติกรรมการเติบโตในอดีตได้ชัดเจนขึ้น
.
แยกการเติบโตเป็น 2 ระยะ: g1 และ g2 โมเดล DDM ในแบบนี้ แบ่งการเติบโตของปันผลออกเป็น 2 ช่วงหลัก คือ g1 เป็นการเติบโตในช่วงคาดการณ์แบบละเอียด (Explicit period) และ g2 เป็นการเติบโตระยะยาวแบบคงที่ (Terminal growth)
สำหรับ g1 เราออกแบบให้ผู้ใช้งานเลือกมุมมองได้ 3 แบบ ผ่านปุ่ม radio button เพื่อสะท้อนแนวคิดของนักลงทุนที่แตกต่างกัน
2.1) Worst case
ใช้ค่าที่ต่ำกว่าระหว่าง CAGR และ Median YoY เพื่อเน้นความระมัดระวัง
2.2) Base case
ใช้ค่ากลาง (median) ระหว่าง CAGR และ Median YoY เพื่อให้ภาพที่สมดุล
2.3) Best case
ใช้ค่าที่สูงกว่า เพื่อให้เครดิตกับศักยภาพการเติบโตสูงสุดที่เคยเกิดขึ้น
.
ตัวเลขของ MC Jeans บอกอะไรเรา จากข้อมูลปันผลย้อนหลัง 10 ปีของ MC Jeans พบว่า CAGR ของปันผล = 2.05% Median YoY = 6.67% เมื่อเลือก Base case ทำให้ค่า g1 = 4.36% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ไม่สุดโต่งเกินไป และสะท้อนภาพกลาง ๆ ของพฤติกรรมในอดีต โดยมีค่า D0 หรือปันผลปีล่าสุด เท่ากับ 0.96 บาทต่อหุ้น
.
คิดมูลค่าปันผลในช่วง Explicit period กำหนดช่วง Explicit period เท่ากับ 5 ปี และให้ปันผลเติบโตด้วยอัตรา g1 = 4.36% ต่อปี จากนั้นนำปันผลที่คาดว่าจะได้รับในแต่ละปี มาคิดมูลค่าปัจจุบันด้วย required return ที่นักลงทุนกำหนดเอง
ตัวอย่างการคาดการณ์ปันผลในอนาคต
F2026 ≈ 1.0018
F2027 ≈ 1.0450
…
F2030 ≈ 1.1881
เมื่อรวมมูลค่าปัจจุบันของปันผลในช่วงนี้ จะได้
PV of Dividends = 4.11 บาท
.
Terminal Value: มูลค่าระยะยาวของธุรกิจ หลังจากช่วง 5 ปีแรก เราสมมติว่าธุรกิจเข้าสู่การเติบโตแบบคงที่ โดยกำหนด Terminal growth (g2) = 2% ซึ่งถือเป็นอัตราที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยม จากนั้นนำค่า g2 เข้าสูตร Gordon Growth Model แล้ว discount กลับมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน จะได้ PV of Terminal = 9.41 บาท
จุดนี้ช่วยให้เห็นชัดว่า สำหรับหุ้นปันผล มูลค่าจำนวนมากมักมาจากความสามารถในการสร้างเงินสดในระยะยาว มากกว่าปันผลในช่วงแรกเพียงไม่กี่ปี
.
สรุปมูลค่าหุ้นจาก Dividend Discount Model เมื่อนำ PV of Dividends = 4.11 บาท และ PV of Terminal = 9.41 บาท มารวมกัน จะได้มูลค่าหุ้นของ MC Jeans ตาม Dividend Discount Model เท่ากับ 13.52 บาทต่อหุ้น
#python #mcjeans #DividendDiscountModel #DDM
โมเดล Dividend Discount Model นี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็น “เครื่องมือช่วยคิด” มูลค่าที่ได้ขึ้นอยู่กับสมมติฐานที่ผู้ใช้งานเลือก และอาจมีข้อจำกัดหรือความคลาดเคลื่อนจากการเขียนโปรแกรม(bug) นักลงทุนควรใช้ผลลัพธ์นี้เป็นเพียงหนึ่งในองค์ประกอบของการตัดสินใจ ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
.
Dividend Discount Model (DDM) เป็นหนึ่งในวิธีประเมินมูลค่าหุ้นที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง เพราะตั้งอยู่บนแนวคิดพื้นฐานของการลงทุนระยะยาว นั่นคือ มูลค่าที่แท้จริงของหุ้น ควรสะท้อนมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับในอนาคต ซึ่งในกรณีนี้กระแสเงินสดนั้นก็คือ “เงินปันผล” ในการทดลองนี้ เราเลือกใช้หุ้น MC Jeans (MC) เป็นกรณีศึกษา เพื่อทดลองกระบวนการประเมินมูลค่าด้วย DDM โดยมีขั้นตอนดังนี้
.
ระบบจะนำข้อมูลปันผลที่จ่ายจริงมาจัดกลุ่มเป็นรายปี (group by year) เพื่อให้เห็นทั้งระดับของปันผลและพฤติกรรมการเติบโตในอดีตได้ชัดเจนขึ้น
.
สำหรับ g1 เราออกแบบให้ผู้ใช้งานเลือกมุมมองได้ 3 แบบ ผ่านปุ่ม radio button เพื่อสะท้อนแนวคิดของนักลงทุนที่แตกต่างกัน
2.1) Worst case
ใช้ค่าที่ต่ำกว่าระหว่าง CAGR และ Median YoY เพื่อเน้นความระมัดระวัง
2.2) Base case
ใช้ค่ากลาง (median) ระหว่าง CAGR และ Median YoY เพื่อให้ภาพที่สมดุล
2.3) Best case
ใช้ค่าที่สูงกว่า เพื่อให้เครดิตกับศักยภาพการเติบโตสูงสุดที่เคยเกิดขึ้น
.
.
ตัวอย่างการคาดการณ์ปันผลในอนาคต
F2026 ≈ 1.0018
F2027 ≈ 1.0450
…
F2030 ≈ 1.1881
เมื่อรวมมูลค่าปัจจุบันของปันผลในช่วงนี้ จะได้
PV of Dividends = 4.11 บาท
.
จุดนี้ช่วยให้เห็นชัดว่า สำหรับหุ้นปันผล มูลค่าจำนวนมากมักมาจากความสามารถในการสร้างเงินสดในระยะยาว มากกว่าปันผลในช่วงแรกเพียงไม่กี่ปี
.
#python #mcjeans #DividendDiscountModel #DDM
- pop5888
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 1541
- ผู้ติดตาม: 838
Re: KLINIQ
โพสต์ที่ 3
ผมลองไปค้นหา ของ พรเกษม
รายได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง
ณ สิ้นปี 2568 มีสาขา 34 สาขา
(อ้างอิงจาก google)
ปี 2567 มีรายได้ 2,012 ล้านบาท
อัตรากำไรสุทธิ
2563 = 31.72 %
2564 = 25.76 %
2565 = 29.44 %
2566 = 33.19 %
2567 = 33.59 %
จะเห็นว่า พรเกษม ที่มีรายได้หลักๆจากการรักษาสิว
มีอัตรากำไรสุทธิที่ดีมาก ดังนั้นการขยาย Acne Lab
ก็น่าจะเป็นอีก Growth Engine ของ KLINIQ ในอนาคตครับ
รายได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง
ณ สิ้นปี 2568 มีสาขา 34 สาขา
(อ้างอิงจาก google)
ปี 2567 มีรายได้ 2,012 ล้านบาท
อัตรากำไรสุทธิ
2563 = 31.72 %
2564 = 25.76 %
2565 = 29.44 %
2566 = 33.19 %
2567 = 33.59 %
จะเห็นว่า พรเกษม ที่มีรายได้หลักๆจากการรักษาสิว
มีอัตรากำไรสุทธิที่ดีมาก ดังนั้นการขยาย Acne Lab
ก็น่าจะเป็นอีก Growth Engine ของ KLINIQ ในอนาคตครับ
- pop5888
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 1541
- ผู้ติดตาม: 838
Re: KLINIQ
โพสต์ที่ 4
เดาล้วนๆนะครับWINWANG เขียน: ↑อาทิตย์ ม.ค. 18, 2026 1:54 pm
ขออนุญาต Update ข่าวครับ อ้างอิงจากของทันหุ้น ครับผมอยากสอบถามมุมมองพี่ๆ นลท กับกลุ่ม ลค GenZ ครับ เห็นในข่าวทางหมอเติ้ลบอกว่า ยินดีจ่ายให้กับประสิทธิภาพกับเทคโนโลยี มากกว่า โฆษณาแบบ Mass อันนี้มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนครับ ?ขอบคุณนะครับ
KLINIQ ไม่ว่าจะเป็น The Klinique หรือ LAB X
ค่อนข้างชัดเจนว่าจุดเด่น คือ การลงทุนในเครื่องมือทางการแพทย์
แต่ด้วยการรักษาสิว อาจจะเป็นการรักษาแบบธรรมดาทั่วไปหรือเปล่า
เช่น กินยา หรือ เลเซอร์ธรรมดาทั่วไป
ซึ่งเลเซอร์ธรรมดาทั่วไปนั้น อาจจะเป็น Norm ของธุรกิจครับ
แต่นวัตกรรมในการรักษาสิวในประเทศอื่นๆ อาจจะ Beyond ไปมากๆแล้ว
แล้วหมอเติ้ลก็ไปดูงานแสดงโชว์ เครื่องมือทางการแพทย์เป็นประจำ
ผมเลยเดาๆว่าก็น่าจะนำเข้านวัตกรรมของเครื่องมือทางการแพทย์ใหม่ๆเข้ามาครับ
ส่วนการโฆษณาจริงๆก็เป็นจุดเด่นของ KLINIQ ที่ทำได้ดีค่อนข้างมากๆ
ก็เลยไม่รู้ว่าจะปรับเปลี่ยนรูปแบบอย่างไร
แต่ก็อาจจะเป็นการทดสอบการทำการตลาดใหม่ๆ หากลดค่าการตลาดได้
ก็อาจจะมาลองปรับใช้กับหลายๆแบรนด์ลูกในเครือครับ
- traderkanin21
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 35
- ผู้ติดตาม: 49
Re: ERW
โพสต์ที่ 5
ปี 2026 นี้ เทศกาลตรุษจีน ขยับจากเดือนมกราคม เป็น กุมภาพันธ์ครับ จึงไม่น่าเเปลกใจที่ตัวเลขนักท่องเที่ยวยังไม่เพิ่มขึ้น YoY. ในเดือนเเรกของปีนี้ครับ
น่าจับตาเเละลุ้นดูตัวเลขนักท่องเที่ยวเดือนหน้า
ส่วนตัวคิดว่าน่าจะฟื้นตัวได้ WoW เเละ YoY
ผมลองเทียบจำนวนเที่ยวบินของนักท่องเที่ยวจีนในเส้นทางจีนไปญี่ปุ่นที่ลดลง 42% ในเดือนที่ผ่านมา ขณะที่ เที่ยวบินจีนเข้าไทยเพิ่มขึ้น 35%
น่าจับตาเเละลุ้นดูตัวเลขนักท่องเที่ยวเดือนหน้า
ส่วนตัวคิดว่าน่าจะฟื้นตัวได้ WoW เเละ YoY
ผมลองเทียบจำนวนเที่ยวบินของนักท่องเที่ยวจีนในเส้นทางจีนไปญี่ปุ่นที่ลดลง 42% ในเดือนที่ผ่านมา ขณะที่ เที่ยวบินจีนเข้าไทยเพิ่มขึ้น 35%
It's not whether you're right or wrong, but how much money you make when you're right and how much you lose when you're wrong.
- pop5888
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 1541
- ผู้ติดตาม: 838
Re: KLINIQ
โพสต์ที่ 6
อ้างอิงจาก Company Visit ของ ฟินันเซีย
ผมอยากให้ดูสาระสำคัญของหน้านี้ครับ
LAB X ตอนนี้ กำไรขั้นต้น (GPM) เฉลี่ย 50%
แต่สาขาที่เปิดในปีแรก GPM 55%
และ สาขาที่เปิดในปีที่ 2 เป็นต้นไป GPM 45%
ตรงนี้น่าจะบอกได้ว่า ระยะเวลาในการสะสมฐานลูกค้า ในสาขานั้นต้องใช้เวลา
เมื่อคนมาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น แต่ต้นทุน Fixed Cost เช่น ค่าเช่า ค่าจ้างพนักงาน เท่าเดิม
อัตรากำไรขั้นต้นจะดีขึ้น
ดังนั้นสาขาที่เปิดหลังจากปีแรก ยังมีโอกาสพัฒนา GPM% ในภาพรวมได้
แต่ต้องให้เวลาในการค่อยๆสะสมฐานลูกค้า
และ หากไปดูอัตรากำไรสุทธิ ในสาขาแรก กำไรสุทธิ (NPM) 14%
ซึ่งหากเทียบกับ The Klinique ที่ 13%
แปลว่าสาขาแรกๆของ LAB X แซง The Klinique ไปแล้ว
แต่รายได้ในสาขาแรกๆนั้น ยังคงเติบโตต่อ
ดังนั้นแปลว่า GPM% และ NPM% ยังเติบโตต่อได้
ถ้า SSSG ยังคงเติบโตต่อ
แปลว่าในระยะยาวเมื่อ LAB X ได้ Scale
จะกลายเป็นตัวเพิ่มอัตรากำไรทั้ง GPM% NPM%
ของบริษัทได้ในระยะยาวครับ
ผมอยากให้ดูสาระสำคัญของหน้านี้ครับ
LAB X ตอนนี้ กำไรขั้นต้น (GPM) เฉลี่ย 50%
แต่สาขาที่เปิดในปีแรก GPM 55%
และ สาขาที่เปิดในปีที่ 2 เป็นต้นไป GPM 45%
ตรงนี้น่าจะบอกได้ว่า ระยะเวลาในการสะสมฐานลูกค้า ในสาขานั้นต้องใช้เวลา
เมื่อคนมาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น แต่ต้นทุน Fixed Cost เช่น ค่าเช่า ค่าจ้างพนักงาน เท่าเดิม
อัตรากำไรขั้นต้นจะดีขึ้น
ดังนั้นสาขาที่เปิดหลังจากปีแรก ยังมีโอกาสพัฒนา GPM% ในภาพรวมได้
แต่ต้องให้เวลาในการค่อยๆสะสมฐานลูกค้า
และ หากไปดูอัตรากำไรสุทธิ ในสาขาแรก กำไรสุทธิ (NPM) 14%
ซึ่งหากเทียบกับ The Klinique ที่ 13%
แปลว่าสาขาแรกๆของ LAB X แซง The Klinique ไปแล้ว
แต่รายได้ในสาขาแรกๆนั้น ยังคงเติบโตต่อ
ดังนั้นแปลว่า GPM% และ NPM% ยังเติบโตต่อได้
ถ้า SSSG ยังคงเติบโตต่อ
แปลว่าในระยะยาวเมื่อ LAB X ได้ Scale
จะกลายเป็นตัวเพิ่มอัตรากำไรทั้ง GPM% NPM%
ของบริษัทได้ในระยะยาวครับ
- pop5888
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 1541
- ผู้ติดตาม: 838
Re: KLINIQ
โพสต์ที่ 7
เท่าที่ผมทราบ คือ นสพ. ลงข่าวผิดครับWINWANG เขียน: ↑เสาร์ ม.ค. 17, 2026 8:08 pmขออนุญาตครับพี่ๆ พอดีไปเจอข่าวนี้จากใน ทันหุ้น มาครับ
เลยอยากทราบว่า ที่เขาไปเปิด เป็นบริเวณตรงไหนของสยาม
หรือครับแล้วจะได้เปรียบในการแข่งขันเยอะไหมครับ
จากทำเลที่ตั้งขอขอบคุณมากนะครับ
เพราะ ผมไปสอบถามเหมือนกันครับ
สรุป คือ ยังไม่จบในการเจรจาครับ
สถานที่ไม่น่าใช่สยามครับ เพราะ เป็นที่ดินเปล่า ที่ต้องก่อสร้างใหม่ครับ
แต่ยังไม่เปิดเผยว่าที่ไหนครับ
แต่งบลงทุน 200 ล้านบาทครับ
- pop5888
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 1541
- ผู้ติดตาม: 838
Re: KLINIQ
โพสต์ที่ 8
แนวทางการทำการตลาด ผมว่าน่าสนใจดีนะครับ
เหมือนเอา The Klinique ที่มีการเอา Before & After มาเปรียบเทียบ
ก็น่าติดตามเหมือนกันครับ เพราะ รายได้ค่อนข้าง Recurring และ Margin สูงมากครับ
เหมือนเอา The Klinique ที่มีการเอา Before & After มาเปรียบเทียบ
ก็น่าติดตามเหมือนกันครับ เพราะ รายได้ค่อนข้าง Recurring และ Margin สูงมากครับ
- pop5888
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 1541
- ผู้ติดตาม: 838
Re: KLINIQ
โพสต์ที่ 9
Acne Lab
เป็นธุรกิจใหม่ คลินิกดูใหม่ สะอาดดี
แต่กระจกไม่ค่อยใส เหมือนตกแต่งเสร็จแต่ยังเช็ดกระจกไม่ค่อยสะอาดเท่าไร
ทำเลอยู่ด้านหลังตึก ใกล้คลินิกรักษาสิวอื่นๆ
เวลาที่ผมไปก็ประมาณเที่ยงๆ เลยยังไม่มีคน
ก็คิดว่า Target ที่เป็นนักเรียน หรือ นักศึกษา คงเรียนอยู่
และน่าจะมาตอนเย็นๆ
ผมได้มีโอกาสคุยกับเพื่อนนักลงทุนที่มีลูกไปใช้บริการคลินิกสิว (ที่อื่น)
ต้องไปทุกสัปดาห์ และ ค่าใช้จ่ายครั้งละประมาณ 2,xxx บาท
ธุรกิจนี้ก็ดูแล้วน่าจะมี Potential พอสมควร
เป็นธุรกิจใหม่ คลินิกดูใหม่ สะอาดดี
แต่กระจกไม่ค่อยใส เหมือนตกแต่งเสร็จแต่ยังเช็ดกระจกไม่ค่อยสะอาดเท่าไร
ทำเลอยู่ด้านหลังตึก ใกล้คลินิกรักษาสิวอื่นๆ
เวลาที่ผมไปก็ประมาณเที่ยงๆ เลยยังไม่มีคน
ก็คิดว่า Target ที่เป็นนักเรียน หรือ นักศึกษา คงเรียนอยู่
และน่าจะมาตอนเย็นๆ
ผมได้มีโอกาสคุยกับเพื่อนนักลงทุนที่มีลูกไปใช้บริการคลินิกสิว (ที่อื่น)
ต้องไปทุกสัปดาห์ และ ค่าใช้จ่ายครั้งละประมาณ 2,xxx บาท
ธุรกิจนี้ก็ดูแล้วน่าจะมี Potential พอสมควร
-
Thai VI Article
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 2072
- ผู้ติดตาม: 472
ลงทุนแบบ Semi-Active Investing/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
โพสต์ที่ 10
ในช่วงเวลาประมาณ 30 ปี ที่ผมใช้ชีวิตเป็น “VI” เต็มตัวนั้น แนวทางหรือวิธีการลงทุนของผมค่อย ๆ เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ โดยที่บางทีเราก็ไม่รู้ตัว
จากจุดเริ่มต้นเมื่อก้าวเข้าสู่การเป็น “Value Investor” หลังวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง” ในปี 2540 ที่ชีวิตแทบจะ “ล่มสลาย” เพราะงานประจำที่มั่นคงหายไป และเงินเก็บไม่พอสนับสนุนการใช้ชีวิตที่เป็นอยู่ในขณะนั้น ผมก็ทุ่มเทศึกษา เรียนรู้ และเผยแพร่ “ความคิดใหม่ของการลงทุน” ที่เรียกว่าการลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือ “Value Investing” พร้อม ๆ กับการลงทุนเงินออมทั้งหมดที่มีอยู่
ในช่วงเวลานั้น ผมลงทุนด้วยการศึกษา ค้นคว้า พบผู้บริหารถ้าทำได้ เลือกหุ้นลงทุนจำนวนมาก มีการซื้อและเปลี่ยนตัวหุ้นโดยการขายเมื่อราคาขึ้นไปแล้วพอสมควรแล้วก็เข้าซื้อหุ้นตัวใหม่ที่ถูกกว่า ทั้งหมดนั้น อิงอยู่กับ “มูลค่าพื้นฐาน” และ “Margin of Safety” ของหุ้นแต่ละตัวที่ผมจะตัดสินใจว่าจะซื้อหรือขายหรือจะทำอะไรกับมัน และทุกอย่างเป็นไปด้วยความรวดเร็ว อย่างที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “Active Investing”
คงไม่ต้องบอกว่าในช่วงเวลานั้น การซื้อ-ขายหุ้นแบบ Value ตัวเล็ก ๆ ที่กำลังฟื้นตัวและเติบโตหลังวิกฤติเศรษฐกิจนั้น ทำกำไรได้มหาศาล “เซียน” และ “เศรษฐี VI” ใหม่เกิดขึ้นทุกวัน ผลงานการลงทุนนั้นสูงลิ่ว “ระดับโลก” เหนือกว่าแม้แต่วอเร็น บัฟเฟตต์ ในช่วงเวลาหลาย ๆ ปี นักลงทุนหนุ่มสาวจำนวนมากอยากจะให้ตลาดหุ้น “เปิดทุกวัน” พวกเขามีความสุขเหมือน “เต้นระบำไปทำงาน” หลาย ๆ คนโชว์พอร์ตว่ากำไรไปกี่สิบเท่าหรือเป็นร้อยเท่าจากการลงทุนในหุ้น “หลาย ๆ เด้ง” ด้วยเงินทั้งหมดและใช้มาร์จินเต็มอัตรา
เวลาแบบนั้นในตลาดหุ้นไทยดูเหมือนจะหมดไปแล้ว อย่างน้อยในช่วง 5 หรือ 10 ปี ที่ผ่านมา เพราะเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยเริ่มอิ่มตัวและแทบจะไม่โตต่อไปแล้ว การค้นหาหุ้นตัวเล็กที่จะเติบโตเร็วที่จะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นสูงและเร็วแบบเดิมทำได้ยากมาก ตรงกันข้าม หุ้นที่ซื้อด้วยความมั่นใจ กลับตกลงมาอย่างหนักแทบจะเป็นหายนะ นักเลือกหุ้นรวมถึง “เซียน” ไม่ว่าจะเป็นแนวไหนและรวมถึงแนว VI ขาดทุนอย่างหนักจนแทบ “หมดสภาพ” หลายคนหันไปลงทุนในต่างประเทศ
และนั่นนำมาสู่แนวความคิดการลงทุนที่ได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากนักลงทุนที่หันไปลงทุนในตลาดหุ้นมีผลงานที่ดีกว่าตลาดไทยมาก เช่น ในตลาดหุ้นอเมริกา ตลาดหุ้นเวียตนาม หรือ ตลาดหุ้นจีน และนั่นก็คือ การลงทุนในกองทุนอิงดัชนีต่าง ๆ ที่ไม่มีการเลือกหุ้นเป็นรายตัวแต่ซื้อหุ้นทั้งหมดที่อยู่ในดัชนี ที่เรียกว่าเป็น “Passive Investing” ที่เราตัดสินใจลงทุนแล้วก็จะไม่ต้องไปทำอะไรกับมัน ปล่อยให้มันโตไปเรื่อย ๆ
ผลงานการลงทุนในกองทุนรวมอิงดัชนีในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาผมคิดว่าดีกว่าการเลือกหุ้นเองมาก แม้แต่ผมเองที่เติบโตขึ้นจากการเลือกหุ้นเองมาตลอดชีวิตก็ยังรู้สึกว่ายุคของ “Active Investing” นั้น “ยากขึ้นเรื่อย ๆ” โดยเฉพาะในตลาดหุ้นที่ก้าวหน้าขึ้นซึ่งอาจจะรวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วย โอกาสที่จะเอาชนะ “ตลาด” มาก ๆ แบบที่เคยทำได้นั้น แทบจะหมดไปแล้ว และถ้าจะทำได้ในอนาคตก็จะต้องเป็นตลาดที่ยัง “ไม่มีประสิทธิภาพ” ดีพอ เช่นในตลาดของประเทศกำลังพัฒนาเช่น เวียตนามหรืออินเดีย เป็นต้น
และนั่นก็นำมาสู่กลยุทธการลงทุนอีกแนวหนึ่งที่ผมเพิ่งจะตระหนักไม่นานนักนั่นก็คือ การลงทุนแบบที่เรียกว่า “Semi-Active Investing” ซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่าง Active กับ Passive Investing ซึ่งก็เป็นแนวทางที่ผมใช้มานานมากแล้วแต่ไม่ได้ตระหนักว่าตนเองใช้หลักการนี้อยู่
นิยามของ Semi-Active Investing อย่างย่อที่สุดก็คือ การลงทุนระยะยาว มีการเทรดหรือเปลี่ยนแปลงตัวหุ้นน้อย หุ้นที่ลงทุนจะถูกเลือกแบบ VI คือเน้นที่มูลค่าพื้นฐานและอยู่ในกรอบหรือเกณฑ์ที่กำหนด โดยที่จะมีการเปลี่ยนแปลงตัวหุ้นที่ลงทุนเป็นครั้งคราวตามสภาวะตลาดและตัวหุ้นตามที่เห็นว่าเหมาะสม
ตัวอย่างที่ผมทำก็คือ การลงทุนในหุ้น “ซุปเปอร์สต็อก” จำนวนแค่ 6-7 ตัว แบบที่เรียกว่า “Focus Investing” ถือหุ้นยาวมาก และจะเปลี่ยนตัวหุ้นเมื่อพบว่าหุ้นหมดสภาพเป็นซุปเปอร์สต็อกไปแล้ว อาจจะเพราะว่าถูกเทคโนโลยีทำลายไปแล้ว ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วอาจจะถือหุ้นยาวประมาณ 6-7 ปีขึ้นไป ซึ่งโดยวิธีนี้ ผมได้กลายเป็น “Semi-Active Investor” ไปโดยปริยาย คือใช้ชีวิตเลือกหุ้นตัวดีมาก ๆ ไม่กี่ตัว แล้วก็ติดตามไปเรื่อย ๆ ไม่ค่อยได้ทำอะไร รอให้หุ้นเติบโตไปเรื่อย ๆ และนี่ก็คือวิธีการหรือสไตล์ของบัฟเฟตต์ และดังนั้น วอเร็น บัฟเฟตต์เองก็ถือว่าเป็น Semi-Active Investor เช่นเดียวกัน
ในตลาดหุ้นเวียตนามที่ผมได้เข้าไปลงทุนมาประมาณ 10 ปีแล้วนั้น ตั้งแต่ประมาณ 4-5 ปีมาแล้วที่ผมเริ่มลงทุนเต็มที่ที่ประมาณ 30% ของความมั่งคั่งทั้งหมด ผมก็ใช้วิธี Semi-Active Investing คือเลือกหุ้นซุปเปอร์สต็อก 6-7 ตัวหลัก ๆ แล้วก็ถือไว้โดยที่แทบไม่ได้ทำอะไร ยกเว้นลงทุนเงินปันผลทบต้นกลับลงไปในหุ้นตัวเดิม ๆ
ที่ผ่านมาผลงานการลงทุนที่เวียตนามของผมก็ต้องถือว่าไม่ได้ดีเลิศ น่าจะเรียกว่า “พอใช้” ที่ประมาณ 10% แบบทบต้น ซึ่งผมก็พอใจ เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ที่เวียตนามนั้น ผมไม่มีทางเลือกที่จะทำ Active Investing หรือเข้าไปทุ่มเทศึกษาหาข้อมูลและเข้าใจสภาพเศรษฐกิจ ตลาดและตัวบริษัทแบบละเอียดจริง ๆ ว่าที่จริง ในช่วง10 ปีที่ผ่านมา ผมไปเวียตนามแค่ 2-3 ครั้งเท่านั้น ดังนั้น ผลตอบแทนของผมในตลาดหุ้นเวียตนามจึงแพ้ดัชนีตลาดหุ้นเวียตนามในช่วงหลายปีมานี้
เพื่อที่จะให้เข้าใจแนวคิด Semi-Active Investing มากขึ้น ผมเองเคยเขียนบทความในคอลัมน์ “โลกในมุมมองของ Value Investor” ช่วงปลายเดือน ตุลาคม 2566 ชื่อ “ลงทุนในหุ้นท็อป 10 แห่งอนาคต” ผมได้เสนอวิธีเลือกหุ้นในตลาดเวียตนามจำนวน 10 ตัวที่ผมคิดว่าจะเป็นหุ้นที่ใหญ่ที่สุดใน 10 ปีข้างหน้า ซึ่งผมคิดว่าพอร์ตหุ้นใหญ่ที่สุด 10 ตัว นี้จะให้ผลตอบแทนที่ดีและไม่ค่อยเสี่ยงมากนัก
วิธีเลือกหุ้นนั้น ผมจะเลือกจากหุ้นที่ใหญ่ที่สุด 20 ตัวในวันนั้น โดยที่จะตัดหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน เช่น แบ้งค์ออกให้เหลือเพียงตัวเดียว นอกจากนั้นก็ไม่เลือกหุ้นที่ขายสินค้าโภคภัณฑ์เป็นต้น
โดยหุ้น 10 ตัวประกอบไปด้วยหุ้นแบ้งค์ใหญ่ที่สุดคือ VCB หุ้นขายอสังหาริมทรัพย์ใหญ่ที่สุดคือ VHM หุ้นขายน้ำมันใหญ่ที่สุดคือ GAS หุ้นขายนมและโยเกิร์ตใหญ่ที่สุดคือ VNM หุ้นเทคโนโลยีใหญ่สุดคือ FPT หุ้นผู้นำด้านการผลิตอาหารเช่นเนื้อสัตว์และบะหมี่สำเร็จรูปคือ MSN หุ้นขายเบียร์ใหญ่สุดคือ SAB หุ้นขายมือถือและอุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้านใหญ่ที่สุดคือ MWG หุ้นช็อปปิ้งมอลใหญ่ที่สุดคือ VRE และสุดท้ายคือหุ้นสนามบินของเวียตนามคือ ACV
โดยที่ผมเสนอว่าเราควรถือหุ้นไปเรื่อย ๆ เป็นเวลา 10 ปีแล้วมาดูผลกัน แต่เมื่อถึงวันนี้คือวันที่ 17 มกราคม 2569 คิดเป็นเวลาประมาณ 2 ปี 2 เดือนครึ่ง หุ้น 10 ตัวดังกล่าวให้ผลตอบแทนไปแล้วประมาณกี่เปอร์เซ็นต์?
หุ้น VCB ให้ผลตอบแทนประมาณ 3% หุ้น VHM 110.9% หุ้น GAS 1% หุ้น VNM 5.2% หุ้น FPT 22.3% หุ้น MSN 30.7% หุ้น SAB -39.7% หุ้น MWG 56.4% หุ้น VRE -4.1% และหุ้น ACV 8.9% เฉลี่ยผลตอบแทนของหุ้น 10 ตัวเท่ากับ 19.4% ในเวลา 2 ปี 2 เดือน หรือเท่ากับปีละประมาณ 8.3% แบบทบต้น ซึ่งก็ถือว่าเป็นผลตอบแทนที่ดีพอใช้คือประมาณปีละ 11% เมื่อคิดรวมเงินปันผลด้วย และเมื่อเทียบกับการลงทุนในตลาดหุ้นไทยที่ไม่ได้ผลตอบแทนเลยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
ดัชนีตลาดหุ้นเวียตนามในช่วงเดียวกันกลับบวกถึง 74% ซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนแบบ Passive ที่ให้ผลตอบแทนที่ยอดเยี่ยมและก็ง่ายและสบายกว่ามาก อย่างไรก็ตาม นี่อาจจะเป็นเรื่องชั่วคราว เราคงต้องมองต่อไปในอนาคต อาจจะต้องต่อไปจนครบ 10 ปีแล้วถึงจะบอกได้ว่าการลงทุนแบบไหนให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ากันในตลาดเวียตนาม ในระหว่างนี้ เนื่องจากเป็นการลงทุนแบบ “Semi-Active” เราจึงควรที่จะพิจารณาว่าจะปรับตัวหุ้นบ้างหรือไม่ หรือจะเปลี่ยนเกณฑ์อะไรไหม เช่น ลักษณะธุรกิจของหุ้นที่เราจะเลือกเข้ามาในพอร์ตนี้ เป็นต้น
การเลือกใช้กลยุทธการลงทุน 3 แบบ ที่พูดถึงคือ Active, Semi-Active หรือ Passive Investing นั้น ผมคิดว่าเราควรดูว่าเรากำลังลงทุนในตลาดไหน และเรามีความรู้หรือกำลังวังชาที่จะทำงานหนักมากน้อยแค่ไหนประกอบด้วย ในสภาวะของนักลงทุนไทยในปัจจุบันนั้น ผมคิดว่าน้อยคนจะสามารถใช้การลงทุนแบบ Active ในทุกที่ที่เราไปได้ ส่วนตัวผมเองนั้น ที่ใช้ก็คือ Semi-Active เท่านั้น และต่อไปก็คงเริ่มใช้กลยุทธ Passive โดยเฉพาะถ้าเริ่มลงทุนใน “ตลาดหุ้นโลก” ที่พัฒนาแล้วที่ผมคิดว่าความรู้และความเข้าใจเราอยู่ “หางแถว”
จากจุดเริ่มต้นเมื่อก้าวเข้าสู่การเป็น “Value Investor” หลังวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง” ในปี 2540 ที่ชีวิตแทบจะ “ล่มสลาย” เพราะงานประจำที่มั่นคงหายไป และเงินเก็บไม่พอสนับสนุนการใช้ชีวิตที่เป็นอยู่ในขณะนั้น ผมก็ทุ่มเทศึกษา เรียนรู้ และเผยแพร่ “ความคิดใหม่ของการลงทุน” ที่เรียกว่าการลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือ “Value Investing” พร้อม ๆ กับการลงทุนเงินออมทั้งหมดที่มีอยู่
ในช่วงเวลานั้น ผมลงทุนด้วยการศึกษา ค้นคว้า พบผู้บริหารถ้าทำได้ เลือกหุ้นลงทุนจำนวนมาก มีการซื้อและเปลี่ยนตัวหุ้นโดยการขายเมื่อราคาขึ้นไปแล้วพอสมควรแล้วก็เข้าซื้อหุ้นตัวใหม่ที่ถูกกว่า ทั้งหมดนั้น อิงอยู่กับ “มูลค่าพื้นฐาน” และ “Margin of Safety” ของหุ้นแต่ละตัวที่ผมจะตัดสินใจว่าจะซื้อหรือขายหรือจะทำอะไรกับมัน และทุกอย่างเป็นไปด้วยความรวดเร็ว อย่างที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “Active Investing”
คงไม่ต้องบอกว่าในช่วงเวลานั้น การซื้อ-ขายหุ้นแบบ Value ตัวเล็ก ๆ ที่กำลังฟื้นตัวและเติบโตหลังวิกฤติเศรษฐกิจนั้น ทำกำไรได้มหาศาล “เซียน” และ “เศรษฐี VI” ใหม่เกิดขึ้นทุกวัน ผลงานการลงทุนนั้นสูงลิ่ว “ระดับโลก” เหนือกว่าแม้แต่วอเร็น บัฟเฟตต์ ในช่วงเวลาหลาย ๆ ปี นักลงทุนหนุ่มสาวจำนวนมากอยากจะให้ตลาดหุ้น “เปิดทุกวัน” พวกเขามีความสุขเหมือน “เต้นระบำไปทำงาน” หลาย ๆ คนโชว์พอร์ตว่ากำไรไปกี่สิบเท่าหรือเป็นร้อยเท่าจากการลงทุนในหุ้น “หลาย ๆ เด้ง” ด้วยเงินทั้งหมดและใช้มาร์จินเต็มอัตรา
เวลาแบบนั้นในตลาดหุ้นไทยดูเหมือนจะหมดไปแล้ว อย่างน้อยในช่วง 5 หรือ 10 ปี ที่ผ่านมา เพราะเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยเริ่มอิ่มตัวและแทบจะไม่โตต่อไปแล้ว การค้นหาหุ้นตัวเล็กที่จะเติบโตเร็วที่จะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นสูงและเร็วแบบเดิมทำได้ยากมาก ตรงกันข้าม หุ้นที่ซื้อด้วยความมั่นใจ กลับตกลงมาอย่างหนักแทบจะเป็นหายนะ นักเลือกหุ้นรวมถึง “เซียน” ไม่ว่าจะเป็นแนวไหนและรวมถึงแนว VI ขาดทุนอย่างหนักจนแทบ “หมดสภาพ” หลายคนหันไปลงทุนในต่างประเทศ
และนั่นนำมาสู่แนวความคิดการลงทุนที่ได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากนักลงทุนที่หันไปลงทุนในตลาดหุ้นมีผลงานที่ดีกว่าตลาดไทยมาก เช่น ในตลาดหุ้นอเมริกา ตลาดหุ้นเวียตนาม หรือ ตลาดหุ้นจีน และนั่นก็คือ การลงทุนในกองทุนอิงดัชนีต่าง ๆ ที่ไม่มีการเลือกหุ้นเป็นรายตัวแต่ซื้อหุ้นทั้งหมดที่อยู่ในดัชนี ที่เรียกว่าเป็น “Passive Investing” ที่เราตัดสินใจลงทุนแล้วก็จะไม่ต้องไปทำอะไรกับมัน ปล่อยให้มันโตไปเรื่อย ๆ
ผลงานการลงทุนในกองทุนรวมอิงดัชนีในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาผมคิดว่าดีกว่าการเลือกหุ้นเองมาก แม้แต่ผมเองที่เติบโตขึ้นจากการเลือกหุ้นเองมาตลอดชีวิตก็ยังรู้สึกว่ายุคของ “Active Investing” นั้น “ยากขึ้นเรื่อย ๆ” โดยเฉพาะในตลาดหุ้นที่ก้าวหน้าขึ้นซึ่งอาจจะรวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วย โอกาสที่จะเอาชนะ “ตลาด” มาก ๆ แบบที่เคยทำได้นั้น แทบจะหมดไปแล้ว และถ้าจะทำได้ในอนาคตก็จะต้องเป็นตลาดที่ยัง “ไม่มีประสิทธิภาพ” ดีพอ เช่นในตลาดของประเทศกำลังพัฒนาเช่น เวียตนามหรืออินเดีย เป็นต้น
และนั่นก็นำมาสู่กลยุทธการลงทุนอีกแนวหนึ่งที่ผมเพิ่งจะตระหนักไม่นานนักนั่นก็คือ การลงทุนแบบที่เรียกว่า “Semi-Active Investing” ซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่าง Active กับ Passive Investing ซึ่งก็เป็นแนวทางที่ผมใช้มานานมากแล้วแต่ไม่ได้ตระหนักว่าตนเองใช้หลักการนี้อยู่
นิยามของ Semi-Active Investing อย่างย่อที่สุดก็คือ การลงทุนระยะยาว มีการเทรดหรือเปลี่ยนแปลงตัวหุ้นน้อย หุ้นที่ลงทุนจะถูกเลือกแบบ VI คือเน้นที่มูลค่าพื้นฐานและอยู่ในกรอบหรือเกณฑ์ที่กำหนด โดยที่จะมีการเปลี่ยนแปลงตัวหุ้นที่ลงทุนเป็นครั้งคราวตามสภาวะตลาดและตัวหุ้นตามที่เห็นว่าเหมาะสม
ตัวอย่างที่ผมทำก็คือ การลงทุนในหุ้น “ซุปเปอร์สต็อก” จำนวนแค่ 6-7 ตัว แบบที่เรียกว่า “Focus Investing” ถือหุ้นยาวมาก และจะเปลี่ยนตัวหุ้นเมื่อพบว่าหุ้นหมดสภาพเป็นซุปเปอร์สต็อกไปแล้ว อาจจะเพราะว่าถูกเทคโนโลยีทำลายไปแล้ว ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วอาจจะถือหุ้นยาวประมาณ 6-7 ปีขึ้นไป ซึ่งโดยวิธีนี้ ผมได้กลายเป็น “Semi-Active Investor” ไปโดยปริยาย คือใช้ชีวิตเลือกหุ้นตัวดีมาก ๆ ไม่กี่ตัว แล้วก็ติดตามไปเรื่อย ๆ ไม่ค่อยได้ทำอะไร รอให้หุ้นเติบโตไปเรื่อย ๆ และนี่ก็คือวิธีการหรือสไตล์ของบัฟเฟตต์ และดังนั้น วอเร็น บัฟเฟตต์เองก็ถือว่าเป็น Semi-Active Investor เช่นเดียวกัน
ในตลาดหุ้นเวียตนามที่ผมได้เข้าไปลงทุนมาประมาณ 10 ปีแล้วนั้น ตั้งแต่ประมาณ 4-5 ปีมาแล้วที่ผมเริ่มลงทุนเต็มที่ที่ประมาณ 30% ของความมั่งคั่งทั้งหมด ผมก็ใช้วิธี Semi-Active Investing คือเลือกหุ้นซุปเปอร์สต็อก 6-7 ตัวหลัก ๆ แล้วก็ถือไว้โดยที่แทบไม่ได้ทำอะไร ยกเว้นลงทุนเงินปันผลทบต้นกลับลงไปในหุ้นตัวเดิม ๆ
ที่ผ่านมาผลงานการลงทุนที่เวียตนามของผมก็ต้องถือว่าไม่ได้ดีเลิศ น่าจะเรียกว่า “พอใช้” ที่ประมาณ 10% แบบทบต้น ซึ่งผมก็พอใจ เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ที่เวียตนามนั้น ผมไม่มีทางเลือกที่จะทำ Active Investing หรือเข้าไปทุ่มเทศึกษาหาข้อมูลและเข้าใจสภาพเศรษฐกิจ ตลาดและตัวบริษัทแบบละเอียดจริง ๆ ว่าที่จริง ในช่วง10 ปีที่ผ่านมา ผมไปเวียตนามแค่ 2-3 ครั้งเท่านั้น ดังนั้น ผลตอบแทนของผมในตลาดหุ้นเวียตนามจึงแพ้ดัชนีตลาดหุ้นเวียตนามในช่วงหลายปีมานี้
เพื่อที่จะให้เข้าใจแนวคิด Semi-Active Investing มากขึ้น ผมเองเคยเขียนบทความในคอลัมน์ “โลกในมุมมองของ Value Investor” ช่วงปลายเดือน ตุลาคม 2566 ชื่อ “ลงทุนในหุ้นท็อป 10 แห่งอนาคต” ผมได้เสนอวิธีเลือกหุ้นในตลาดเวียตนามจำนวน 10 ตัวที่ผมคิดว่าจะเป็นหุ้นที่ใหญ่ที่สุดใน 10 ปีข้างหน้า ซึ่งผมคิดว่าพอร์ตหุ้นใหญ่ที่สุด 10 ตัว นี้จะให้ผลตอบแทนที่ดีและไม่ค่อยเสี่ยงมากนัก
วิธีเลือกหุ้นนั้น ผมจะเลือกจากหุ้นที่ใหญ่ที่สุด 20 ตัวในวันนั้น โดยที่จะตัดหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน เช่น แบ้งค์ออกให้เหลือเพียงตัวเดียว นอกจากนั้นก็ไม่เลือกหุ้นที่ขายสินค้าโภคภัณฑ์เป็นต้น
โดยหุ้น 10 ตัวประกอบไปด้วยหุ้นแบ้งค์ใหญ่ที่สุดคือ VCB หุ้นขายอสังหาริมทรัพย์ใหญ่ที่สุดคือ VHM หุ้นขายน้ำมันใหญ่ที่สุดคือ GAS หุ้นขายนมและโยเกิร์ตใหญ่ที่สุดคือ VNM หุ้นเทคโนโลยีใหญ่สุดคือ FPT หุ้นผู้นำด้านการผลิตอาหารเช่นเนื้อสัตว์และบะหมี่สำเร็จรูปคือ MSN หุ้นขายเบียร์ใหญ่สุดคือ SAB หุ้นขายมือถือและอุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้านใหญ่ที่สุดคือ MWG หุ้นช็อปปิ้งมอลใหญ่ที่สุดคือ VRE และสุดท้ายคือหุ้นสนามบินของเวียตนามคือ ACV
โดยที่ผมเสนอว่าเราควรถือหุ้นไปเรื่อย ๆ เป็นเวลา 10 ปีแล้วมาดูผลกัน แต่เมื่อถึงวันนี้คือวันที่ 17 มกราคม 2569 คิดเป็นเวลาประมาณ 2 ปี 2 เดือนครึ่ง หุ้น 10 ตัวดังกล่าวให้ผลตอบแทนไปแล้วประมาณกี่เปอร์เซ็นต์?
หุ้น VCB ให้ผลตอบแทนประมาณ 3% หุ้น VHM 110.9% หุ้น GAS 1% หุ้น VNM 5.2% หุ้น FPT 22.3% หุ้น MSN 30.7% หุ้น SAB -39.7% หุ้น MWG 56.4% หุ้น VRE -4.1% และหุ้น ACV 8.9% เฉลี่ยผลตอบแทนของหุ้น 10 ตัวเท่ากับ 19.4% ในเวลา 2 ปี 2 เดือน หรือเท่ากับปีละประมาณ 8.3% แบบทบต้น ซึ่งก็ถือว่าเป็นผลตอบแทนที่ดีพอใช้คือประมาณปีละ 11% เมื่อคิดรวมเงินปันผลด้วย และเมื่อเทียบกับการลงทุนในตลาดหุ้นไทยที่ไม่ได้ผลตอบแทนเลยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
ดัชนีตลาดหุ้นเวียตนามในช่วงเดียวกันกลับบวกถึง 74% ซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนแบบ Passive ที่ให้ผลตอบแทนที่ยอดเยี่ยมและก็ง่ายและสบายกว่ามาก อย่างไรก็ตาม นี่อาจจะเป็นเรื่องชั่วคราว เราคงต้องมองต่อไปในอนาคต อาจจะต้องต่อไปจนครบ 10 ปีแล้วถึงจะบอกได้ว่าการลงทุนแบบไหนให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ากันในตลาดเวียตนาม ในระหว่างนี้ เนื่องจากเป็นการลงทุนแบบ “Semi-Active” เราจึงควรที่จะพิจารณาว่าจะปรับตัวหุ้นบ้างหรือไม่ หรือจะเปลี่ยนเกณฑ์อะไรไหม เช่น ลักษณะธุรกิจของหุ้นที่เราจะเลือกเข้ามาในพอร์ตนี้ เป็นต้น
การเลือกใช้กลยุทธการลงทุน 3 แบบ ที่พูดถึงคือ Active, Semi-Active หรือ Passive Investing นั้น ผมคิดว่าเราควรดูว่าเรากำลังลงทุนในตลาดไหน และเรามีความรู้หรือกำลังวังชาที่จะทำงานหนักมากน้อยแค่ไหนประกอบด้วย ในสภาวะของนักลงทุนไทยในปัจจุบันนั้น ผมคิดว่าน้อยคนจะสามารถใช้การลงทุนแบบ Active ในทุกที่ที่เราไปได้ ส่วนตัวผมเองนั้น ที่ใช้ก็คือ Semi-Active เท่านั้น และต่อไปก็คงเริ่มใช้กลยุทธ Passive โดยเฉพาะถ้าเริ่มลงทุนใน “ตลาดหุ้นโลก” ที่พัฒนาแล้วที่ผมคิดว่าความรู้และความเข้าใจเราอยู่ “หางแถว”
- WINWANG
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 2
- ผู้ติดตาม: 1
Re: KLINIQ
โพสต์ที่ 11
ขออนุญาต Update ข่าวครับ อ้างอิงจากของทันหุ้น ครับผม
อยากสอบถามมุมมองพี่ๆ นลท กับกลุ่ม ลค GenZ ครับ เห็นในข่าวทางหมอเติ้ลบอกว่า ยินดีจ่ายให้กับประสิทธิภาพกับเทคโนโลยี มากกว่า โฆษณาแบบ Mass อันนี้มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนครับ ?
ขอบคุณนะครับ
อยากสอบถามมุมมองพี่ๆ นลท กับกลุ่ม ลค GenZ ครับ เห็นในข่าวทางหมอเติ้ลบอกว่า ยินดีจ่ายให้กับประสิทธิภาพกับเทคโนโลยี มากกว่า โฆษณาแบบ Mass อันนี้มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนครับ ?
ขอบคุณนะครับ
- WINWANG
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 2
- ผู้ติดตาม: 1
Re: KLINIQ
โพสต์ที่ 12
ขออนุญาตครับพี่ๆ พอดีไปเจอข่าวนี้จากใน ทันหุ้น มาครับ
เลยอยากทราบว่า ที่เขาไปเปิด เป็นบริเวณตรงไหนของสยามหรือครับ
แล้วจะได้เปรียบในการแข่งขันเยอะไหมครับ จากทำเลที่ตั้ง
ขอขอบคุณมากนะครับ
แล้วจะได้เปรียบในการแข่งขันเยอะไหมครับ จากทำเลที่ตั้ง
ขอขอบคุณมากนะครับ
- pop5888
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 1541
- ผู้ติดตาม: 838
Re: KLINIQ
โพสต์ที่ 13
รูปนี้เป็นรูป LAB X สาขาสยามสแคว วัน เป็นสาขาแรกๆของ LAB X
ตั้งอยู่ที่หน้าลิฟท์ คือ เปิดลิฟท์มาแล้วเจอเลย ทำเลดีมากๆ
ตรงนี้น่าจะพอบอกได้ว่าทางผู้บริหาร คัดสรร ทำเล มากๆ
เพราะ KLINIQ มีอำนาจในการต่อรองกับเจ้าของพื้นที่ในทำเลที่ดีมาก
ถ้าไม่ดี KLINIQ ก็จะไม่พิจารณาเปิดสาขา
รูปนี้เป็นเวลาประมาณเที่ยง ของวันธรรมดา
แต่ LAB X มีลูกค้าในร้านประมาณ 2 คน
และ Aura ก็มีลูกค้านั่งรอเช่นกัน
แต่ร้านอื่นๆ ไม่มีลูกค้าเลย
ตั้งอยู่ที่หน้าลิฟท์ คือ เปิดลิฟท์มาแล้วเจอเลย ทำเลดีมากๆ
ตรงนี้น่าจะพอบอกได้ว่าทางผู้บริหาร คัดสรร ทำเล มากๆ
เพราะ KLINIQ มีอำนาจในการต่อรองกับเจ้าของพื้นที่ในทำเลที่ดีมาก
ถ้าไม่ดี KLINIQ ก็จะไม่พิจารณาเปิดสาขา
รูปนี้เป็นเวลาประมาณเที่ยง ของวันธรรมดา
แต่ LAB X มีลูกค้าในร้านประมาณ 2 คน
และ Aura ก็มีลูกค้านั่งรอเช่นกัน
แต่ร้านอื่นๆ ไม่มีลูกค้าเลย
- Choice37
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 2331
- ผู้ติดตาม: 163
Re: MAGURO
โพสต์ที่ 14
จะเรียก “Chopman” ว่าเป็นแบรนด์ร้านอาหารไทยแรกในเครือ #magurogroup ก็น่าจะได้
fb Jakkrit Saisomboon
ด้วยความที่เราเป็นคนไทย เราจึงมีแรงบันดาลในการเสนอมุมมองของอาหารไทย อาหารบ้านเกิดที่เรารักและเติบโตด้วยกันมาแต่เด็กๆ ในมาตรฐานเดียวกับที่เราทำอาหารญี่ปุ่นซึ่งเป็น Core หลักของบริษัท
เราจึงเริ่มจากเมนูที่คนไทยคุ้นเคยที่สุดอย่าง ข้าวมันไก่ และ ตั้งใจพัฒนาให้ดีขึ้นในทุกมิติ ทั้งวัตถุดิบ รสชาติ และ สอดแทรกกระบวนการทำและเทคนิคของการทำอาหารญี่ปุ่นเข้าไปเพิ่มคุณภาพเชิงลึกของรสชาติ
แบรนด์นี้ถูกออกแบบให้เป็น Special Project ที่ยังไม่มีหน้าร้าน เป็นแค่ cloud kitchen สำหรับ delivery เท่านั้น โดยที่ยังเปิดรับการทดลองและการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เรายังไม่ยึดติดว่าทุกอย่างต้องสมบูรณ์ตั้งแต่วันแรก แต่เลือกพัฒนาโดยอิงจากข้อมูลและเสียงของลูกค้าจริง
ในช่วง Period แรกของการเปิดขาย เราจะยังคงทดสอบโมเดล ปรับสูตร และ ทดลองอะไรต่อกันอีกเยอะ อาจจะมีเมนูใหม่ๆออกมาให้ทดลองกันเรื่อยๆ เพื่อสร้างมาตรฐานให้แข็งแรงก่อนการขยายในระยะต่อไปสู่การเปิดหน้าร้านครับ
Limited 100 sets / day
สามารถสั่งได้ที่ Grab & Lineman ครับ
ชุดละ 159-
ไก่เปล่า 399-
https://www.openlink.co/chopman?fbclid= ... RI-1DzBoIA
fb Jakkrit Saisomboon
ด้วยความที่เราเป็นคนไทย เราจึงมีแรงบันดาลในการเสนอมุมมองของอาหารไทย อาหารบ้านเกิดที่เรารักและเติบโตด้วยกันมาแต่เด็กๆ ในมาตรฐานเดียวกับที่เราทำอาหารญี่ปุ่นซึ่งเป็น Core หลักของบริษัท
เราจึงเริ่มจากเมนูที่คนไทยคุ้นเคยที่สุดอย่าง ข้าวมันไก่ และ ตั้งใจพัฒนาให้ดีขึ้นในทุกมิติ ทั้งวัตถุดิบ รสชาติ และ สอดแทรกกระบวนการทำและเทคนิคของการทำอาหารญี่ปุ่นเข้าไปเพิ่มคุณภาพเชิงลึกของรสชาติ
แบรนด์นี้ถูกออกแบบให้เป็น Special Project ที่ยังไม่มีหน้าร้าน เป็นแค่ cloud kitchen สำหรับ delivery เท่านั้น โดยที่ยังเปิดรับการทดลองและการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เรายังไม่ยึดติดว่าทุกอย่างต้องสมบูรณ์ตั้งแต่วันแรก แต่เลือกพัฒนาโดยอิงจากข้อมูลและเสียงของลูกค้าจริง
ในช่วง Period แรกของการเปิดขาย เราจะยังคงทดสอบโมเดล ปรับสูตร และ ทดลองอะไรต่อกันอีกเยอะ อาจจะมีเมนูใหม่ๆออกมาให้ทดลองกันเรื่อยๆ เพื่อสร้างมาตรฐานให้แข็งแรงก่อนการขยายในระยะต่อไปสู่การเปิดหน้าร้านครับ
Limited 100 sets / day
สามารถสั่งได้ที่ Grab & Lineman ครับ
ชุดละ 159-
ไก่เปล่า 399-
https://www.openlink.co/chopman?fbclid= ... RI-1DzBoIA
-
A445838
Re: BDMS
โพสต์ที่ 15
การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเปรียบเทียบระหว่าง BH และ BDMS
- อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin): BH มีประสิทธิภาพในการทำกำไรที่โดดเด่นกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยมีอัตรากำไรสุทธิสูงถึง 30.86% ในขณะที่ BDMS มีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 15.5%
- มูลค่าหุ้น (Valuation): เมื่อพิจารณาจากอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (PE Ratio) พบว่า BH มีค่า PE อยู่ที่ 15 เท่า ซึ่งมีความถูกกว่า BDMS ที่มีค่า PE 17.87 เท่า
- โครงสร้างทางการเงินและความปลอดภัย: BH มีภาระหนี้สินในระดับที่ต่ำมาก โดยมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) เพียง 0.17 เท่า เทียบกับ BDMS ที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 0.47 เท่า นอกจากนี้ BH ยังมีอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทนอยู่ที่ 3.5% ส่วน BDMS อยู่ที่ 4%
- ระยะเวลาการรับรู้รายได้จากโครงการใหม่: โครงการขยายโรงพยาบาลของ BH ที่จังหวัดภูเก็ตจะเริ่มรับรู้รายได้ในช่วงปี 2027-2028 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่เร็วกว่าโครงการขนาดใหญ่ของ BDMS ที่เน้นด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีกำหนดเปิดดำเนินการในปี 2029
- กลยุทธ์และการเติบโตของรายได้:
- BH ใช้กลยุทธ์เน้นการรักษาโรคซับซ้อน (Tertiary Care) และมีสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติสูง เช่น กลุ่มตะวันออกกลาง สหรัฐฯ และเมียนมา
- BH มีอำนาจในการต่อรองราคา โดยมีการปรับขึ้นค่าบริการประมาณ 4% เพื่อพยุงกำไรในช่วงที่รายได้ชะลอตัว
- BDMS อาศัยเครือข่ายโรงพยาบาลที่มีมากกว่า 60 แห่งในการส่งต่อผู้ป่วย (Cross Selling) แต่ปัจจุบันเผชิญกับการฟื้นตัวที่ช้าของกลุ่มลูกค้าจีนและกัมพูชา
- ปัจจัยความเสี่ยงที่กระทบต่อกระแสเงินสด:
- BDMS เผชิญกับปัจจัยลบเฉพาะตัวจากนโยบาย Co-pay ของบริษัทประกัน ซึ่งคาดการณ์ว่าจะกระทบต่อรายได้ตั้งแต่ 1% ไปจนถึง 8% ขึ้นอยู่กับการประเมินของแต่ละสถานการณ์
- กลุ่มโรงพยาบาลขนาดใหญ่อย่าง BDMS มีความยากในการสร้างอัตราการเติบโตของรายได้ (Growth) ให้สูงกว่าเดิมเนื่องจากฐานรายได้ที่มีขนาดใหญ่มาก โดยไตรมาสล่าสุดมีการเติบโตของรายได้ในระดับต่ำเพียง 0.3% - 0.4% เท่านั้น
- พฤติกรรมของนักลงทุนต่างชาติ: นักลงทุนต่างชาติมีการเปลี่ยนผ่านเงินลงทุนโดยการทยอยสะสมหุ้น BH ในช่วงที่ราคาปรับตัวลดลง ในขณะที่มีการขายสุทธิหุ้น BDMS อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากตัวเลขทางบัญชีและระยะเวลาในการสร้างผลตอบแทนของ BH มีความน่าดึงดูดมากกว่าในเชิงเปรียบเทียบ
-
A445838
Re: BDMS
โพสต์ที่ 16
ผลกระทบจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างประกันสุขภาพแบบ Co-payment
- การเปลี่ยนรูปแบบประกันจากเหมาจ่ายเป็นแบบส่วนร่วมจ่าย (Co-payment) ไม่ได้ส่งผลให้ความต้องการรักษาพยาบาลลดลง เนื่องจากสภาวะสังคมสูงวัยและอุบัติการณ์ของโรคยังคงอยู่ในระดับสูง แต่จะกระตุ้นให้ผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายและเลือกสถานพยาบาลที่ให้ความคุ้มค่าและคุณภาพสูงสุด
- ในระยะสั้น การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลบวกในแง่การสร้างความตระหนักรู้ (Awareness) ทำให้เกิดการเร่งซื้อกรมธรรม์ประกันสุขภาพก่อนที่เงื่อนไขใหม่จะมีผลบังคับใช้ และทำให้ผู้ที่มีกรมธรรม์เดิมอยู่แล้วพยายามรักษาความต่อเนื่องของกรมธรรม์ไว้
- ผลกระทบต่อรายได้ของโรงพยาบาลจากกรมธรรม์รูปแบบใหม่จะใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปีจึงจะเห็นผลชัดเจน เนื่องจากเป็นระยะเวลาโดยเฉลี่ยที่ผู้ซื้อประกันรายใหม่จะเริ่มมีการเคลมค่ารักษาพยาบาล
- การมุ่งเน้นโรคซับซ้อน: BDMS เน้นการรักษาโรคที่ต้องอาศัยการผ่าตัดและความเชี่ยวชาญสูง ซึ่งเป็นกลุ่มโรคที่มีความจำเป็นในการรักษา (Necessity) ผู้ป่วยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้แม้จะมีเงื่อนไขการร่วมจ่าย ทำให้รายได้ในส่วนนี้ยังคงมีความแข็งแกร่ง
- โครงการ BDMS Financial Trust Network: โรงพยาบาลได้เตรียมความพร้อมรองรับระบบ Co-payment ผ่านการทำแพ็กเกจการผ่าตัดในราคาที่เหมาะสม และการใช้ซอฟต์แวร์ประเมินราคาค่ารักษาล่วงหน้าอย่างแม่นยำ เพื่อลดความกังวลของผู้ป่วยเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลส่วนเกิน
- ความร่วมมือกับบริษัทประกัน: การดำเนินงานในลักษณะเครือข่ายโรงพยาบาลช่วยให้ BDMS มีอำนาจต่อรองและสามารถกำหนดแนวทางร่วมกับบริษัทประกันได้ เพื่อสร้างโมเดลธุรกิจแบบ Win-Win ที่ช่วยให้บริษัทประกันสามารถควบคุมต้นทุนได้ในขณะที่โรงพยาบาลยังรักษาฐานลูกค้าไว้ได้
- โอกาสการขยายฐานลูกค้า: ปัจจุบันประชากรไทยมีประกันสุขภาพภาคเอกชนเพียงประมาณ 10% การที่ระบบ Co-payment อาจส่งผลให้เบี้ยประกันมีราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น เป็นโอกาสสำคัญที่จะเพิ่มสัดส่วนผู้ถือประกันเป็น 20-30% ซึ่งจะส่งผลดีต่อโรงพยาบาลเอกชนในระยะยาว
- การคัดกรองคุณภาพกำไร: รูปแบบการร่วมจ่ายจะคัดกรองผู้ป่วยที่เจ็บป่วยเล็กน้อย (Simple Diseases) ออกไป ซึ่งกลุ่มนี้อาจหันไปดูแลตัวเองมากขึ้น แต่จะถูกทดแทนด้วยกลุ่มผู้ป่วยโรคยากที่สร้าง Margin ได้สูงกว่าและมีความยั่งยืนทางธุรกิจมากกว่า
- ความผันแปรทางฤดูกาล: แม้โครงสร้างประกันจะเปลี่ยนไป แต่รายได้ในกลุ่มโรคทั่วไปยังคงมีความผันผวนตามฤดูกาล เช่น การระบาดของไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่โรงพยาบาลยังคงได้รับประโยชน์ตามวงจรปกติ
- pop5888
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 1541
- ผู้ติดตาม: 838
Re: KLINIQ
โพสต์ที่ 18
ถ้านโยบายนี้มาหุ้นกลุ่มความงามน่าจะขึ้นยกแผงครับ
-
A445838
Re: BH
โพสต์ที่ 19
การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเปรียบเทียบระหว่าง BH และ BDMS
- อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin): BH มีประสิทธิภาพในการทำกำไรที่โดดเด่นกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยมีอัตรากำไรสุทธิสูงถึง 30.86% ในขณะที่ BDMS มีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 15.5%
- มูลค่าหุ้น (Valuation): เมื่อพิจารณาจากอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (PE Ratio) พบว่า BH มีค่า PE อยู่ที่ 15 เท่า ซึ่งมีความถูกกว่า BDMS ที่มีค่า PE 17.87 เท่า
- โครงสร้างทางการเงินและความปลอดภัย: BH มีภาระหนี้สินในระดับที่ต่ำมาก โดยมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) เพียง 0.17 เท่า เทียบกับ BDMS ที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 0.47 เท่า นอกจากนี้ BH ยังมีอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทนอยู่ที่ 3.5% ส่วน BDMS อยู่ที่ 4%
- ระยะเวลาการรับรู้รายได้จากโครงการใหม่: โครงการขยายโรงพยาบาลของ BH ที่จังหวัดภูเก็ตจะเริ่มรับรู้รายได้ในช่วงปี 2027-2028 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่เร็วกว่าโครงการขนาดใหญ่ของ BDMS ที่เน้นด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีกำหนดเปิดดำเนินการในปี 2029
- กลยุทธ์และการเติบโตของรายได้:
- BH ใช้กลยุทธ์เน้นการรักษาโรคซับซ้อน (Tertiary Care) และมีสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติสูง เช่น กลุ่มตะวันออกกลาง สหรัฐฯ และเมียนมา
- BH มีอำนาจในการต่อรองราคา โดยมีการปรับขึ้นค่าบริการประมาณ 4% เพื่อพยุงกำไรในช่วงที่รายได้ชะลอตัว
- BDMS อาศัยเครือข่ายโรงพยาบาลที่มีมากกว่า 60 แห่งในการส่งต่อผู้ป่วย (Cross Selling) แต่ปัจจุบันเผชิญกับการฟื้นตัวที่ช้าของกลุ่มลูกค้าจีนและกัมพูชา
- ปัจจัยความเสี่ยงที่กระทบต่อกระแสเงินสด:
- BDMS เผชิญกับปัจจัยลบเฉพาะตัวจากนโยบาย Co-pay ของบริษัทประกัน ซึ่งคาดการณ์ว่าจะกระทบต่อรายได้ตั้งแต่ 1% ไปจนถึง 8% ขึ้นอยู่กับการประเมินของแต่ละสถานการณ์
- กลุ่มโรงพยาบาลขนาดใหญ่อย่าง BDMS มีความยากในการสร้างอัตราการเติบโตของรายได้ (Growth) ให้สูงกว่าเดิมเนื่องจากฐานรายได้ที่มีขนาดใหญ่มาก โดยไตรมาสล่าสุดมีการเติบโตของรายได้ในระดับต่ำเพียง 0.3% - 0.4% เท่านั้น
- พฤติกรรมของนักลงทุนต่างชาติ: นักลงทุนต่างชาติมีการเปลี่ยนผ่านเงินลงทุนโดยการทยอยสะสมหุ้น BH ในช่วงที่ราคาปรับตัวลดลง ในขณะที่มีการขายสุทธิหุ้น BDMS อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากตัวเลขทางบัญชีและระยะเวลาในการสร้างผลตอบแทนของ BH มีความน่าดึงดูดมากกว่าในเชิงเปรียบเทียบ
-
A445838
Re: SPALI
โพสต์ที่ 20
ผลการดำเนินงานและสถานการณ์ปัจจุบัน
- ยอดขายล่าสุดอยู่ที่ 5,800 ล้านบาท ลดลง 13% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และลดลง 33% จากไตรมาสก่อน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าเป้าหมาย แม้ว่าจะมีการเปิดตัวโครงการใหม่ในปริมาณที่สูงที่สุดของปีและมีการจัดโปรโมชันส่งเสริมการขายอย่างหนัก รวมถึงการทำตลาดออนไลน์ที่เข้มข้น
- ยอดขายโครงการแนวราบส่งสัญญาณชะลอตัวลงตามอุปสงค์ที่แท้จริง (Real Demand) โดยทำได้เพียง 3,700 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของสามไตรมาสแรกที่ผ่านมา
- ภาพรวมยอดขายพรีเซล (Presales) ทั้งปีมีการปรับลดลงเหลือประมาณ 26,000 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายเดิมประมาณ 10% สาเหตุหลักมาจากการเลื่อนเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียม 4 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 10,000 ล้านบาท ออกไป
- กำไรสุทธิในปีที่ผ่านมาคาดว่าจะลดลงประมาณ 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นจุดต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2013 โดยในไตรมาสที่ 4 คาดว่ากำไรจะทรงตัวอยู่ในระดับ 1,000 ล้านบาทต้นๆ ซึ่งได้รับแรงหนุนบางส่วนจากการรับรู้รายได้จากโครงการในออสเตรเลีย
- บริษัทมีการปรับเปลี่ยนฟังก์ชันของผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และหันมาโฟกัสการตลาดในกลุ่มคอนโดมิเนียมมากขึ้น ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณตอบรับที่ดีจากบางโครงการ เช่น โครงการพรีเมียร์ ตักสิน วงเวียนใหญ่ ที่มียอดจองสูงถึง 53% ในช่วงเปิดตัว
- แผนการดำเนินงานในปี 2025-2026 มีแนวโน้มการเปิดตัวโครงการใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการนำโครงการคอนโดมิเนียมที่เคยเลื่อนออกไปกลับมาเปิดตัวใหม่
- บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้และยอดพรีเซลในระดับตัวเลขสองหลัก (Double Digit) โดยมีปัจจัยหนุนจากยอดรอรับรู้รายได้ (Backlog) ของคอนโดมิเนียมที่จะเริ่มรับรู้มากขึ้นเมื่อเทียบกับปีฐานที่ต่ำ
- ในเชิงการประเมินมูลค่า ปัจจุบันหุ้นซื้อขายที่ระดับ P/E ประมาณ 7 เท่า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มอุตสาหกรรมที่เทรดกันในช่วง 5-6 เท่า สะท้อนว่าตลาดได้รับรู้ปัจจัยบวกและให้มูลค่ากับบริษัทไปพอสมควรแล้ว
- จุดเด่นสำคัญที่ช่วยรองรับความเสี่ยงของราคาหุ้นคืออัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ที่อยู่ในระดับสูงประมาณ 7%
- สถานะปัจจุบันของบริษัทเปรียบเสมือนการอยู่ในช่วง "Bottom Out" หรือจุดต่ำสุดของรอบกำไร และกำลังรอจังหวะการฟื้นตัวในปีหน้าจากการระบายโครงการในมือและการเปิดตัวโครงการใหม่ที่มีศักยภาพมากกว่าเดิม
-
A445838
Re: SCGP
โพสต์ที่ 21
โครงสร้างและการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ
- SCGP เป็นบริษัทที่ขยายฐานธุรกิจจากประเทศไทยไปยังระดับภูมิภาคอย่างเต็มตัว โดยมีฐานการผลิตหลักในอินโดนีเซียและเวียดนาม ซึ่งทั้งสองตลาดมีขนาดใหญ่กว่าประเทศไทย
- ธุรกิจมีการกระจายความเสี่ยงผ่านผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ทั้งกระดาษบรรจุภัณฑ์ (Fiber-based), พลาสติกแบบอ่อนตัว (Polymer-based), สินค้าอุปโภคบริโภค, กลุ่ม Healthcare และธุรกิจรีไซเคิล
- กลยุทธ์หลักคือการสร้าง Integration ในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำคือเยื่อกระดาษไปจนถึงปลายน้ำคือบรรจุภัณฑ์สำเร็จรูป เพื่อรักษาเสถียรภาพของอัตรากำไร (Margin) ท่ามกลางความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบ
- ผลประกอบการที่ผ่านมาถูกกดดันจากการขาดทุนในบริษัท Fajar ที่อินโดนีเซีย ซึ่งเคยขาดทุนสูงสุดเกือบ 3,000 ล้านบาทต่อปี ปัจจุบันเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัว โดย EBITDA เริ่มเปลี่ยนจากลบกลับมาเป็นบวก
- คาดการณ์ว่าในปี 2026 จะสามารถลดการขาดทุนลงเหลือไม่เกิน 1,000 ล้านบาท ผ่านการลดต้นทุนพลังงานและการควบรวมธุรกิจปลายน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
- ปัจจัยสนับสนุนภายนอกมาจากการที่ประเทศจีนเข้มงวดเรื่องการนำเข้าขยะกระดาษที่ไม่มีคุณภาพ ทำให้มีความต้องการนำเข้ากระดาษบรรจุภัณฑ์คุณภาพสูงจากอินโดนีเซียเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยลดการแข่งขันด้านราคาภายในอินโดนีเซียเอง
- ธุรกิจในเวียดนามมีการเติบโตที่โดดเด่น โดยมีสัดส่วนรายได้อยู่ที่ 16% ซึ่งสูงกว่าอินโดนีเซียที่ 14% และมีโครงสร้างธุรกิจที่ครบถ้วนทั้งพลาสติกและกล่องลูกฟูก
- รายได้หลักของ SCGP มาจากกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ซึ่งมีความต้องการที่สม่ำเสมอและไม่ผันผวนตามสภาวะเศรษฐกิจมากนัก ทำให้ฐานกำไรในไทยและเวียดนามมีความแข็งแกร่ง
- กำไรสุทธิมีแนวโน้มฟื้นตัวจากระดับ 3,000 ล้านบาท โดยคาดการณ์ในปี 2025 อยู่ที่ประมาณ 3,800 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 4,500 ล้านบาทในปี 2026
- หากสถานการณ์ในอินโดนีเซียกลับมาเป็นบวก กำไรมีโอกาสกลับไปแตะระดับ 5,000 - 6,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับเดียวกับช่วงที่บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO)
- ปัจจุบันหุ้นซื้อขายอยู่ที่ระดับ Price to Book Value (P/BV) ประมาณ 1 เท่า ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพการทำกำไรในอนาคต หาก ROE ปรับตัวดีขึ้นจากการฟื้นตัวของบริษัทย่อย มีโอกาสที่มูลค่าหุ้นจะถูกประเมินใหม่ (Re-rating) ไปสู่ระดับ P/BV 1.5 เท่า
- เป้าหมายราคาตามพื้นฐานที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินไว้เบื้องต้นอยู่ที่ประมาณ 22 บาท โดยอิงจากระดับ PE ที่ 21 เท่า ซึ่งยังไม่ได้สะท้อนกำไรที่แท้จริงหากตัดส่วนงานที่ขาดทุนออกไป
- การลงทุนในต่างประเทศที่ผ่านมาถือเป็นช่วงการเรียนรู้และปรับตัว (Learning Curve) ของผู้บริหาร เมื่อผ่านจุดต่ำสุดและเริ่มเห็นผลกำไรจากการขยับขยายเข้าสู่ตลาดระดับภูมิภาค จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตในรอบใหม่
- หากบริษัทสามารถพิสูจน์ได้ว่าผลกำไรสามารถเติบโตเกินกว่าช่วง IPO (กำไร 5,000-6,000 ล้านบาท) บนฐานธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นใน 3 ประเทศหลัก ราคาหุ้นปัจจุบันที่ 19 บาท จะถือเป็นจุดที่น่าพิจารณาเมื่อเทียบกับราคา IPO ที่ประมาณ 35 บาท ซึ่งในขณะนั้นบริษัทมีพอร์ตธุรกิจที่เล็กกว่าปัจจุบันมาก