โพสต์ยอดนิยม

นิสัยนักสู้ VS นิสัยนักเลือก/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า ลงทุนหุ้น VI เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก

โพสต์ โพสต์
ภาพประจำตัวสมาชิก
pop5888
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1540
ผู้ติดตาม: 838

Re: KLINIQ

โพสต์ที่ 1

โพสต์

ประเด็นอื่นๆ
ปีนี้บริษัทได้มีการจัดตั้งแผนก IR ขึ้นมาโดยเฉพาะแล้ว
จะมีการจัดจัดทำ Line@ สำหรับนักลงทุน เพื่อการสอบถามข้อมูล
จะมีการจัด Earning Call ผ่านช่อง Youtube สำหรับไตรมาส 4/2568
และ จะมีการปรับเปลี่ยนการให้ข้อมูลผ่าน MD&A ที่จะเข้าใจง่าย
และ มีรายละเอียดครอบคลุมมากขึ้น
และ รวมถึงการจัด Company Visit ที่บริษัทใหม่
แต่ตอนนี้ยังวุ่นๆทั้งจากการเปลี่ยนแปลงออฟฟิศใหม่
และ การ Set Up ระบบใหม่โดยแผนก IR 
แต่คาดว่าน่าจะใช้เวลาไม่นานครับ
โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
pop5888
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1540
ผู้ติดตาม: 838

Re: VIH

โพสต์ที่ 2

โพสต์

จากข้อมูลที่ผมมี ผมคิดว่า VIH อยู่ในสถานการณ์ที่น่าสนใจประเด็นของประกัน
 
1. VIH เป็นโรงพยาบาลที่รักษาโรคซับซ้อน 
ในระดับราคาที่ถูกกว่า รพ อื่นๆ ที่เป็น Chain รพ. ขนาดใหญ่ 
แพทย์จำนวน มากก็มาจาก รพ. ศิริราช ราคาถูกกว่า 
ดังนั้นหากต้องมีการ Copay คนที่มีประกันวงเงินที่ไม่มาก 
แล้วต้องจ่ายร่วมด้วย รพ. ที่ราคาถูก และ รักษาโรคซับซ้อนได้ดีจะมีโอกาสมาก
 
2. ปีที่ผ่านมา รพ. หลายๆ รพ. รายได้จากคนไทยลดลง 
เพราะ โรคต่างๆที่ประกันอนุมัติให้ Admid ได้ในอดีต 
เช่น ปวดหัว ปวดท้อง ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A 
Admid ยากขึ้น แต่ VIH รายได้โดยรวมก็เติบโตได้ดี 
ดังนั้นแปลว่ากฏเกณฑ์ที่ยุ่งยากขึ้นนั้นไม่มีผลต่อ VIH สักเท่าไร
  
3. รพ. ที่ได้รับผลกระทบจากกฏเกณฑ์ที่มากขึ้น คือ โรคที่เกี่ยวกับเด็ก 
เพราะ เด็กมักจะปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้ ซึติดหวัดจากเพื่อนที่โรงเรียน 
ถ้าประกันไม่อนุมัติให้ Admid แน่นอนว่า พ่อแม่ต้องจ่ายเงินเอง 
ซึ่งก็จะทำให้พ่อแม่ไม่ซื้อประกันให้ลูก เพราะจ่ายเงินค่าประกันแต่ Admid ไม่ได้
เมื่อประกันไม่ให้ Admid พ่อแม่ก็ไม่รู้จะซื้อประกันไปทำไม 
ซึ่งผมถามเพื่อนที่ขายประกันมา เค้าบอกว่าประกันเด็กขายได้น้อยลงมาก เพราะ เรื่องนี้ 
ดังนั้นกลุ่มลูกค้าเด็ก อาจจะย้ายจาก รพ. อื่นๆ ที่มีราคาแพง มารักษาที่ VIH ที่มีราคาถูกกว่า ...

อันนี้ประสบการณ์ตรง สมัยก่อนลูกผมป่วยเป็นไข้ พอไป BNH ค่าใช้จ่าย 50,000 บาท 
แต่พอมาที่ รพ. บางปะกอก 9 เหลือ 30,000 บาท 
ในการรักษาโรคที่ไม่ซับซ้อน แต่ประหยัดเงินได้ 20,000 บาท 
ผมคิดว่าคุ้มค่ามากที่จะย้าย อาจจะไกลออกมาหน่อย แต่ประหยัดได้ถึง 20,000 บาท
ปีนี้หากประกันยุ่งยากขึ้น VIH ก็น่าจะค่อยๆดีขึ้น เพราะ ประกันเพิ่งจะมาเปลี่ยนกฏปีที่แล้ว
แต่พ่อแม่ไม่รู้ว่าแอดมิดไม่ได้ แต่ตอนนี้พ่อแม่รู้แล้ว 
ดังนั้นพฤติกรรมพ่อแม่ก็น่าจะเปลี่ยนไปจากไม่ต้องจ่ายเอง ไป รพ. แพงๆได้
เปลี่ยนมาเป็น ต้องหา รพ ที่ถูกลงมาหน่อย เพราะ ฉันต้องจ่ายเอง
โควท
EAKEPON
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 470
ผู้ติดตาม: 62

Re: KAMART

โพสต์ที่ 3

โพสต์

1000015183.jpg
1000015182.jpg
1000015181.jpg
โควท
"มันเป็นเช่นนั้นเอง"
nu
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 510
ผู้ติดตาม: 34

Re: MEB

โพสต์ที่ 4

โพสต์

zz99 เขียน:
ศุกร์ ม.ค. 16, 2026 3:00 pm
ส่วนตัวผมว่า meb ยังไม่สามารถเพิ่มสัดส่วนคนที่มีอำนาจซื้อ อย่างพวก gen x ที่มีเงินเก็บและเวลาจับจ่ายได้มากพอ เพราะ หนังสือที่ออกส่วนใหญ่ยังเน้นแนววัยรุ่น ถึงจะพยายามเพิ่ม section อื่นๆ เข้ามา ทำให้อำนาจซื้อยังคงจำกัดอยู่กับลูกค้ากลุ่มเดิมๆ และ โอกาสที่คนที่อายุ 40+ จะมาอ่าน e book ก็เพิ่มได้ยาก จากความเคยชินกับการอ่านหนังสือเป็นเล่มๆ มากกว่า ตรงนี้น่าจะยังเป็น pain point ที่สำคัญที่ยังแก้ไม่ได้
ประเด็นนี้คุยกันมาตลอดครับ 
ประสบการณ์ส่วนตัวผมมีเพื่อนทั้งกลุ่มที่ 
1. ซื้อแต่หนังสือเล่ม ไม่แตะอีบุ็ค
2. ซื้อแต่อีบุ็ค ไม่แตะหนังสือ 
3. ซื้อ ทั้ง 2 แบบ 
ผมเจอกลุ่ม 1 ย้ายมา 2 หรือ 3  คือจากไม่เคยซื้อ ได้มาลองซื้อ และบางคนที่เลิกซื้อหนังสือ 
แต่ผมไม่เคยเจอคนที่เคยใช้อีบุ็คแล้วเลิกใช้เลย 
ดังนั้นมุมมองผม  ในตลาดการอ่านทั้งหมด อีบุ็คจะมีสัดส่วนมากขึ้น 
แต่ถ้าตลาดการอ่านมันไม่โต อันนั้นก็ยากที่อีบุ็คจะโตได้ 
ปล. จริงๆมีการสำรวจนะครับ กลุ่มผู้อาวุโสนี้แหละ เป็นกลุ่มที่อีบุ็คเติบโตดีมาก เพราะ.....ตัวหนังสือมันขยายได้ครับ
โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
tapattan
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 713
ผู้ติดตาม: 102

Re: MC

โพสต์ที่ 5

โพสต์

แบบฝึกหัด : Dividend Discount Model (DDM) กับ MC Jeans 👖
.
Dividend Discount Model (DDM) เป็นหนึ่งในวิธีประเมินมูลค่าหุ้นที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง เพราะตั้งอยู่บนแนวคิดพื้นฐานของการลงทุนระยะยาว นั่นคือ มูลค่าที่แท้จริงของหุ้น ควรสะท้อนมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับในอนาคต ซึ่งในกรณีนี้กระแสเงินสดนั้นก็คือ “เงินปันผล” ในการทดลองนี้ เราเลือกใช้หุ้น MC Jeans (MC) เป็นกรณีศึกษา เพื่อทดลองกระบวนการประเมินมูลค่าด้วย DDM โดยมีขั้นตอนดังนี้
.

1️⃣ อ่านอดีต เพื่อเข้าใจการเติบโต ขั้นแรกคือการดึงข้อมูลปันผลย้อนหลัง โดยกำหนดจำนวนปีที่ต้องการใช้ดูประวัติการจ่ายปันผล (Lookback years) ข้อมูลปันผลย้อนหลังเหล่านี้ ไม่ได้ถูกนำมาคิดมูลค่าอีกครั้ง แต่ถูกใช้เพียงเพื่อทำความเข้าใจว่า ปันผลของบริษัท “เคยเติบโตมาอย่างไร” และ “มีความสม่ำเสมอแค่ไหน”
ระบบจะนำข้อมูลปันผลที่จ่ายจริงมาจัดกลุ่มเป็นรายปี (group by year) เพื่อให้เห็นทั้งระดับของปันผลและพฤติกรรมการเติบโตในอดีตได้ชัดเจนขึ้น
.

2️⃣ แยกการเติบโตเป็น 2 ระยะ: g1 และ g2 โมเดล DDM ในแบบนี้ แบ่งการเติบโตของปันผลออกเป็น 2 ช่วงหลัก คือ g1 เป็นการเติบโตในช่วงคาดการณ์แบบละเอียด (Explicit period) และ g2 เป็นการเติบโตระยะยาวแบบคงที่ (Terminal growth)
สำหรับ g1 เราออกแบบให้ผู้ใช้งานเลือกมุมมองได้ 3 แบบ ผ่านปุ่ม radio button เพื่อสะท้อนแนวคิดของนักลงทุนที่แตกต่างกัน 
2.1) Worst case
ใช้ค่าที่ต่ำกว่าระหว่าง CAGR และ Median YoY เพื่อเน้นความระมัดระวัง
2.2) Base case
ใช้ค่ากลาง (median) ระหว่าง CAGR และ Median YoY เพื่อให้ภาพที่สมดุล
2.3) Best case
ใช้ค่าที่สูงกว่า เพื่อให้เครดิตกับศักยภาพการเติบโตสูงสุดที่เคยเกิดขึ้น
.

3️⃣ ตัวเลขของ MC Jeans บอกอะไรเรา จากข้อมูลปันผลย้อนหลัง 10 ปีของ MC Jeans พบว่า CAGR ของปันผล = 2.05% Median YoY = 6.67% เมื่อเลือก Base case ทำให้ค่า g1 = 4.36% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ไม่สุดโต่งเกินไป และสะท้อนภาพกลาง ๆ ของพฤติกรรมในอดีต โดยมีค่า D0 หรือปันผลปีล่าสุด เท่ากับ 0.96 บาทต่อหุ้น
.

4️⃣ คิดมูลค่าปันผลในช่วง Explicit period กำหนดช่วง Explicit period เท่ากับ 5 ปี และให้ปันผลเติบโตด้วยอัตรา g1 = 4.36% ต่อปี จากนั้นนำปันผลที่คาดว่าจะได้รับในแต่ละปี มาคิดมูลค่าปัจจุบันด้วย required return ที่นักลงทุนกำหนดเอง
ตัวอย่างการคาดการณ์ปันผลในอนาคต
F2026 ≈ 1.0018
F2027 ≈ 1.0450

F2030 ≈ 1.1881
เมื่อรวมมูลค่าปัจจุบันของปันผลในช่วงนี้ จะได้
PV of Dividends = 4.11 บาท
.

5️⃣ Terminal Value: มูลค่าระยะยาวของธุรกิจ หลังจากช่วง 5 ปีแรก เราสมมติว่าธุรกิจเข้าสู่การเติบโตแบบคงที่ โดยกำหนด Terminal growth (g2) = 2% ซึ่งถือเป็นอัตราที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยม จากนั้นนำค่า g2 เข้าสูตร Gordon Growth Model แล้ว discount กลับมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน จะได้ PV of Terminal = 9.41 บาท
จุดนี้ช่วยให้เห็นชัดว่า สำหรับหุ้นปันผล มูลค่าจำนวนมากมักมาจากความสามารถในการสร้างเงินสดในระยะยาว มากกว่าปันผลในช่วงแรกเพียงไม่กี่ปี
.

6️⃣ สรุปมูลค่าหุ้นจาก Dividend Discount Model เมื่อนำ PV of Dividends = 4.11 บาท และ PV of Terminal = 9.41 บาท มารวมกัน จะได้มูลค่าหุ้นของ MC Jeans ตาม Dividend Discount Model เท่ากับ 13.52 บาทต่อหุ้น
#python #mcjeans #DividendDiscountModel #DDM

❗️ โมเดล Dividend Discount Model นี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็น “เครื่องมือช่วยคิด” มูลค่าที่ได้ขึ้นอยู่กับสมมติฐานที่ผู้ใช้งานเลือก และอาจมีข้อจำกัดหรือความคลาดเคลื่อนจากการเขียนโปรแกรม(bug) นักลงทุนควรใช้ผลลัพธ์นี้เป็นเพียงหนึ่งในองค์ประกอบของการตัดสินใจ ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
kkkkk.jpg
222.jpg
333.jpg
โควท
Feudalz
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1341
ผู้ติดตาม: 411

Re: SYNEX

โพสต์ที่ 6

โพสต์

Dech เขียน:
ศุกร์ ม.ค. 16, 2026 8:59 am
ตั้งเป้าปีนี้ 53,000 ล้าน ในข่าวไม่ได้บอกว่าโตกี่ %งั้นต้องเดา งบ q3/68 ยอดขาย 12,000 ได้ 3q ประมาณ 35,000เดาว่า q4 ได้เท่า q3 งั้นทั้งปีประมาณได้ 47,000 ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ตอนต้นปี 2568 ซึ่งนักวิเคราะห์ไม่มีเจ้าไหนบอกว่าจะทำถึง ให้ต่ำกว่านี้ทั้งหมด แต่บริษัททำได้ถึงเป้าที่วางไว้ ซึ่งโตจากปีก่อนมาประมาณ 12%รอดูงบสิ้นเดือนกุมภาว่าออกมาได้จริงหรือไม่ปี 2569 บริษัททั้งเป้า 53,000 โตเท่าเดิมประมาณ 12% ผมคิดเองว่าบริษัททำได้ถึงเป้านี้ และอัตรากำไรบริษัทไม่ได้บอกว่าจะดีกว่ามั้ย แต่ผมคิดว่าจะทำได้ดีกว่าปี 68 ครับ รอดูปลายปีครับ ว่าบริษัทจะได้ทำได้จริงมั้ยถ้าได้ตามนี้ราคาตอนนี้ pe ไม่ถึง 10 ปันผลก็ไม่ต่ำกว่า 5% รอดูงบอีกทีนะครับ
วันก่อนในงาน corporate day ที่จัดโดย bls ผบห.บอกว่า topline โต แต่ bottomline โตกว่าครับ
โควท
Red_Duck
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 2108
ผู้ติดตาม: 356

Re: MASTER

โพสต์ที่ 7

โพสต์

ผม concern เรื่องธุรกิจที่ไปลงทุนเนี่ยแหละครับ เห็นลงทุนมาสักพักแล้ว CEO ก็แจ้งตลอดว่ามีการประชุมร่วมกันแทบทุกเดือน แต่ทุกวันนี้หลายธุรกิจยังขาดทุนอยู่ หลายธุรกิจลุ่มๆดอนๆกำไรบ้างขาดทุนบ้าง ซึ่งบางทีอาจจะสะท้อนให้เห็นได้ว่าการไม่โฟกัสอย่างใดอย่างหนึ่งอาจทำให้ทุกอย่างดีเท่าที่ควรครับ แต่ปีที่แล้วก็ต้องยอมรับว่าตัวบริษัทเองก็เจอหลายมรสุมมากครับซึ่งอาจเป็นปีที่ให้บทเรียนกับบริษัทในหลายๆเรื่องแหละครับ PE หุ้นอยู่ด้วยความคาดหวัง ส่วนคุณภาพสะท้อนที่ EPS เพราะงั้นถ้าทั้ง 2 factor นี้ลดลงราคาหุ้นก็ย่อมลดลง(หนัก)เป็นธรรมดา เอาใจช่วยสำหรับคนที่ยังติดอยู่นะครับ
โควท
The most inefficient is "Stock market"
The best investment asset is "Knowledge"
The most valuable thing is "Time"
3 Powerful paths to have financial freedom.
ภาพประจำตัวสมาชิก
pop5888
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1540
ผู้ติดตาม: 838

Re: KLINIQ

โพสต์ที่ 8

โพสต์

ผมลองไปค้นหา ของ พรเกษม
รายได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง 
ณ สิ้นปี 2568 มีสาขา 34 สาขา
(อ้างอิงจาก google)

ปี 2567 มีรายได้ 2,012 ล้านบาท 

อัตรากำไรสุทธิ 
2563 = 31.72 %
2564 = 25.76 %
2565 = 29.44 %
2566 = 33.19 %
2567 = 33.59 %

จะเห็นว่า พรเกษม ที่มีรายได้หลักๆจากการรักษาสิว
มีอัตรากำไรสุทธิที่ดีมาก ดังนั้นการขยาย Acne Lab 
ก็น่าจะเป็นอีก Growth Engine ของ KLINIQ ในอนาคตครับ
พรเกษม.jpg
โควท
Dech
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 5188
ผู้ติดตาม: 228

Re: SYNEX

โพสต์ที่ 9

โพสต์

ตั้งเป้าปีนี้ 53,000 ล้าน ในข่าวไม่ได้บอกว่าโตกี่ %

งั้นต้องเดา งบ q3/68 ยอดขาย 12,000 ได้ 3q ประมาณ 35,000
เดาว่า q4 ได้เท่า q3 งั้นทั้งปีประมาณได้ 47,000 ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ตอนต้นปี 2568 
ซึ่งนักวิเคราะห์ไม่มีเจ้าไหนบอกว่าจะทำถึง ให้ต่ำกว่านี้ทั้งหมด 
แต่บริษัททำได้ถึงเป้าที่วางไว้ ซึ่งโตจากปีก่อนมาประมาณ 12%
รอดูงบสิ้นเดือนกุมภาว่าออกมาได้จริงหรือไม่

ปี 2569 บริษัททั้งเป้า 53,000 โตเท่าเดิมประมาณ 12% ผมคิดเองว่าบริษัททำได้ถึงเป้านี้ 
และอัตรากำไรบริษัทไม่ได้บอกว่าจะดีกว่ามั้ย แต่ผมคิดว่าจะทำได้ดีกว่าปี 68 ครับ 
รอดูปลายปีครับ ว่าบริษัทจะได้ทำได้จริงมั้ย
ถ้าได้ตามนี้ราคาตอนนี้ pe ไม่ถึง 10 ปันผลก็ไม่ต่ำกว่า 5% 

รอดูงบอีกทีนะครับ
โควท
สีลํ พลํ อปฺปฏิมํ สีลํ อาวุธมุตฺตมํ
สีลํ อาภรณํ เสฏฺฐํ สีลํ กวจมพฺภุตํ
ศีลเป็นกำลังไม่มีที่เปรียบ ศีลเป็นอาวุธสูงสุด
ศีลเป็นเครื่องประดับอย่างประเสริฐสุด ศีลเป็นเกราะอย่างอัศจรรย์
ภาพประจำตัวสมาชิก
pop5888
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1540
ผู้ติดตาม: 838

Re: KLINIQ

โพสต์ที่ 10

โพสต์

ในด้านค่าใช้จ่ายออฟฟิศใหม่ 
ค่าเช่าเพิ่มขึ้นเดือนละประมาณ 500,000-600,000 บาท 
หรือไตรมาสละ 1,500,000-1,800,000 บาท
คิดเป็นผลต่อกำไรสุทธิประมาณ 1,200,000-1,440,000 บาท
(หลังหักภาษี 20%)

โดยออฟฟิศใหม่ จะมีห้องสำหรับ Training แพทย์ และ พนักงาน 
ซึ่งสามารถรองรับได้ประมาณ 50-60 ที่นั่ง 
โดยสามารถนำมาปรับใช้สำหรับงาน Company Visit ได้ครับ
ซึ่งก่อนหน้านี้ เราจะไม่สามารถ Company Visit KLINIQ ได้เลย
นอกจากจะเจอตามงานสัมมนา 
ซึ่งบริษัทบอกว่าปีนี้น่าจะมีการเปิดให้มา Company Visit ได้ที่บริษัทครับ
โควท
firstee
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 2434
ผู้ติดตาม: 336

Re: SIS

โพสต์ที่ 11

โพสต์

SiS เดินหน้าขยายโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด เปิดศูนย์กระจายสินค้าแผงโซลาร์เซลล์ที่พิษณุโลกและสุราษฎร์ธานี รองรับดีมานด์พลังงานแสงอาทิตย์ที่เติบโตต่อเนื่อง

ข่าวเศรษฐกิจ Friday January 16, 2026 13:33 —ThaiPR.net

SiS เดินหน้าขยายโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด เปิดศูนย์กระจายสินค้าแผงโซลาร์เซลล์ที่พิษณุโลกและสุราษฎร์ธานี รองรับดีมานด์พลังงานแสงอาทิตย์ที่เติบโตต่อเนื่อง
บริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SiS เดินหน้าขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง ประกาศเปิดศูนย์กระจายสินค้า (Mini Warehouse) สำหรับแผงโซลาร์เซลล์ในสองพื้นที่ยุทธศาสตร์ ได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งขณะนี้ได้เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อรองรับการเติบโตของความต้องการใช้งานพลังงานแสงอาทิตย์จากภาคครัวเรือน ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรมทั่วประเทศ

SiS เดินหน้าขยายโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด เปิดศูนย์กระจายสินค้าแผงโซลาร์เซลล์ที่พิษณุโลกและสุราษฎร์ธานี รองรับดีมานด์พลังงานแสงอาทิตย์ที่เติบโตต่อเนื่อง
การขยายศูนย์กระจายสินค้าในครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ SiS ในการเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงานสะอาดให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค โดยบริษัทได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านพื้นที่คลังสินค้าและระบบโลจิสติกส์ในจังหวัดพิษณุโลกและสุราษฎร์ธานี เพื่อรองรับการจัดเก็บและกระจายสินค้ากลุ่มแผงโซลาร์เซลล์ ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการส่งมอบสินค้าไปยังตัวแทนจำหน่าย (Dealer) และผู้ติดตั้งในพื้นที่ใกล้เคียง ลดระยะเวลาขนส่ง และช่วยบริหารต้นทุนให้กับพันธมิตรทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คุณสมชัย สิทธิชัยศรีชาติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า "การเปิดศูนย์กระจายสินค้าแผงโซลาร์เซลล์ที่จังหวัดพิษณุโลกและสุราษฎร์ธานี ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดของ SiS ให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค เราเชื่อว่าการเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ คือปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันการเติบโตของตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย การมีศูนย์กระจายสินค้าใกล้พื้นที่ที่มีความต้องการใช้งานจริง จะช่วยลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ เพิ่มความรวดเร็วในการดำเนินงานติดตั้ง และสนับสนุนให้ภาคธุรกิจในภูมิภาคต่าง ๆ สามารถเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาดได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ SiS พร้อมเดินหน้าพัฒนาห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงานสะอาดของประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม"

สำหรับพื้นที่ให้บริการ ศูนย์กระจายสินค้าในจังหวัดพิษณุโลกจะรองรับลูกค้าในพื้นที่ภาคกลางตอนบนและภาคเหนือตอนล่าง ครอบคลุมจังหวัดพิษณุโลก นครสวรรค์ ตาก สุโขทัย และจังหวัดใกล้เคียง ขณะที่ศูนย์กระจายสินค้าในจังหวัดสุราษฎร์ธานีจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางสำคัญของภาคใต้ตอนบน ครอบคลุมจังหวัดสุราษฎร์ธานี ชุมพร ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ และนครศรีธรรมราช รวมถึงมีบริการจัดส่งสินค้าไปยังพื้นที่ภายในจังหวัดเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า

ทั้งสองศูนย์มีสินค้าพร้อมจำหน่ายทันที โดยเฉพาะแผงโซลาร์เซลล์ LONGi Hi-Mo X10 Bifacial ขนาด 645W ซึ่งเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมสำหรับงานติดตั้งเชิงพาณิชย์และโครงการที่ต้องการประสิทธิภาพสูง นอกจากนี้ SiS ยังได้จัดตั้งระบบบริหารจัดการคำสั่งซื้อแบบครบวงจร ตั้งแต่ทีมขาย การบริหารคลังสินค้าส่วนกลางในกรุงเทพฯ การตรวจสอบคุณภาพสินค้า ไปจนถึงการจัดส่งถึงหน้างาน เพื่อให้ตัวแทนจำหน่ายสามารถรับสินค้าได้ตรงตามความต้องการ รวดเร็ว และช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

การเปิดศูนย์กระจายสินค้าเพิ่มเติมในครั้งนี้ สะท้อนถึงแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาดของประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะมีการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 3-5 ปีข้างหน้าจากแรงสนับสนุนด้านนโยบายภาครัฐและความต้องการลดต้นทุนพลังงานของภาคธุรกิจ การมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการกระจายสินค้าที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น จะช่วยให้ SiS สามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้อย่างทันท่วงที และมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนของประเทศในระยะยาว

ข้อมูลศูนย์กระจายสินค้าพิษณุโลก
ที่ตั้ง: 399/21-22 หมู่ 6 ตำบลหัวรอ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก 65000

โทรศัพท์: 091 029 1555

วันทำการ: วันจันทร์ - วันเสาร์

เวลาเปิด-ปิด: 09:00 - 17:00 น.

ข้อมูลศูนย์กระจายสินค้า สุราษฎร์ธานี
บริษัท บีพี ทรานส์ จำกัด สาขา สุราษฎร์ธานี

ที่ตั้ง: 47/21 หมู่ที่ 1 ถนนกาญจนวิถี ตำบลบางกุ้ง อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี 84000

โทรศัพท์: 080 761 0445 และ 093 786 6321

วันทำการ: วันจันทร์ - วันเสาร์

เวลาเปิด-ปิด: 09:00 - 17:00 น.

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทรศัพท์: 02 020 3000

อีเมล: [email protected] | Line Official: @EMSIS
โควท
แลกเปลี่ยนมุมมองการลงทุนได้ครับ
https://www.facebook.com/%E0%B8%84%E0%B ... you_manage
ภาพประจำตัวสมาชิก
pop5888
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1540
ผู้ติดตาม: 838

Re: KLINIQ

โพสต์ที่ 12

โพสต์

WINWANG เขียน:
อาทิตย์ ม.ค. 18, 2026 1:54 pm
รูปภาพ

ขออนุญาต Update ข่าวครับ อ้างอิงจากของทันหุ้น ครับผมอยากสอบถามมุมมองพี่ๆ นลท กับกลุ่ม ลค GenZ ครับ เห็นในข่าวทางหมอเติ้ลบอกว่า ยินดีจ่ายให้กับประสิทธิภาพกับเทคโนโลยี มากกว่า โฆษณาแบบ Mass อันนี้มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนครับ ?ขอบคุณนะครับ
เดาล้วนๆนะครับ 
KLINIQ ไม่ว่าจะเป็น The Klinique หรือ LAB X 
ค่อนข้างชัดเจนว่าจุดเด่น คือ การลงทุนในเครื่องมือทางการแพทย์
แต่ด้วยการรักษาสิว อาจจะเป็นการรักษาแบบธรรมดาทั่วไปหรือเปล่า 
เช่น กินยา หรือ เลเซอร์ธรรมดาทั่วไป
ซึ่งเลเซอร์ธรรมดาทั่วไปนั้น อาจจะเป็น Norm ของธุรกิจครับ 
แต่นวัตกรรมในการรักษาสิวในประเทศอื่นๆ อาจจะ Beyond ไปมากๆแล้ว
แล้วหมอเติ้ลก็ไปดูงานแสดงโชว์ เครื่องมือทางการแพทย์เป็นประจำ
ผมเลยเดาๆว่าก็น่าจะนำเข้านวัตกรรมของเครื่องมือทางการแพทย์ใหม่ๆเข้ามาครับ
ส่วนการโฆษณาจริงๆก็เป็นจุดเด่นของ KLINIQ ที่ทำได้ดีค่อนข้างมากๆ
ก็เลยไม่รู้ว่าจะปรับเปลี่ยนรูปแบบอย่างไร 
แต่ก็อาจจะเป็นการทดสอบการทำการตลาดใหม่ๆ หากลดค่าการตลาดได้ 
ก็อาจจะมาลองปรับใช้กับหลายๆแบรนด์ลูกในเครือครับ
โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
pop5888
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1540
ผู้ติดตาม: 838

Re: KLINIQ

โพสต์ที่ 13

โพสต์

LAB X.jpg
อ้างอิงจาก Company Visit ของ ฟินันเซีย
ผมอยากให้ดูสาระสำคัญของหน้านี้ครับ
 
LAB X ตอนนี้ กำไรขั้นต้น (GPM) เฉลี่ย 50%
แต่สาขาที่เปิดในปีแรก GPM 55%
และ สาขาที่เปิดในปีที่ 2 เป็นต้นไป GPM 45%
ตรงนี้น่าจะบอกได้ว่า ระยะเวลาในการสะสมฐานลูกค้า ในสาขานั้นต้องใช้เวลา
เมื่อคนมาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น แต่ต้นทุน Fixed Cost เช่น ค่าเช่า ค่าจ้างพนักงาน เท่าเดิม
อัตรากำไรขั้นต้นจะดีขึ้น
ดังนั้นสาขาที่เปิดหลังจากปีแรก ยังมีโอกาสพัฒนา GPM% ในภาพรวมได้
แต่ต้องให้เวลาในการค่อยๆสะสมฐานลูกค้า
 
และ หากไปดูอัตรากำไรสุทธิ ในสาขาแรก กำไรสุทธิ (NPM) 14%
ซึ่งหากเทียบกับ The Klinique ที่ 13%
แปลว่าสาขาแรกๆของ LAB X แซง The Klinique ไปแล้ว
แต่รายได้ในสาขาแรกๆนั้น ยังคงเติบโตต่อ
ดังนั้นแปลว่า GPM% และ NPM% ยังเติบโตต่อได้
ถ้า SSSG ยังคงเติบโตต่อ
 
แปลว่าในระยะยาวเมื่อ LAB X ได้ Scale
จะกลายเป็นตัวเพิ่มอัตรากำไรทั้ง GPM% NPM%
ของบริษัทได้ในระยะยาวครับ
โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
pop5888
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1540
ผู้ติดตาม: 838

Re: KLINIQ

โพสต์ที่ 14

โพสต์

ผมได้มีโอกาสไปออฟฟิศเก่าของ KLINIQ ตั้งแต่สมัยก่อนที่จะ IPO 
ออฟฟิศแน่นมาก พนักงานนั่งเต็มไปหมด 
แต่ผู้บริหารก็โอเคกับที่ ตึกชาญอิสระมากๆ เพราะ ค่าเช่าไม่แพง
แต่ติดที่ด้านล่างออฟฟิศ ไม่ค่อยมีสิ่งอำนวยความสะดวก
ร้านอาหารมีให้เลือกน้อย ห้างไม่มีให้เดิน มีแต่ 7-Eleven
การเดินทางไม่ค่อยสะดวก เพราะ ไม่ได้ใกล้รถไฟฟ้า หรือ ทางขึ้นลงทางด่วน
ตอนเย็นรถติดมาก กว่าจะขึ้นทางด่วนได้ ใช้เวลานานมาก 

หลังจาก IPO มา ก็มีการขอเช่าพื้นที่เพิ่ม แต่ก็เหมือนว่าทำได้จำกัด 
เนื่องจากออฟฟิศแห่งนี้เต็มตลอด มีผู้เช่าตลอด เลยทำให้ไม่สามารถขยายชั้นเพิ่มได้
ดังนั้นการย้ายออฟฟิศเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคตเลยน่าจะสะดวกกว่า
เพราะ หากเราดูตั้งแต่ก่อน IPO เราจะเห็นว่า The Klinique มีแค่แบรนด์เดียว 30 กว่าสาขา
ปัจจุบันมีเพิ่มมาทั้ง LAB X, L' Clinic, Acne Lab, โรงพยาบาลศัลยกรรมม และ Hair Center
และ สาขาก็มีเพิ่มเป็นประมาณ 80 สาขา และ แนวโน้มก็ยังน่าจเพิ่มต่อ
การย้ายออฟฟิศเลยน่าจะเป็นการสะดวกกว่า

ออฟฟิศใหม่อยู่ใกล้ ห้าง Central พระรามเก้า, ทางขึ้นลงทางด่วน, ใกล้สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน
ทำให้เดินทางสะดวก ทำให้สามารถลดข้อจำกัดการเดินทางได้เป็นอย่างดี
ก็น่าจะดึงดูดพนักงานให้มาทำงานด้วย 
เพราะ ผมเคยทำงานที่ตึก All Season Place ด้านในมีร้านอาหารมากมาย
เดินทางสะดวก มี Super Market, มีธนาคาร คือ เหมือนเป็นห้าง
ใกล้รถไฟฟ้า คือ พอทำงานในบรรยากาศที่สะดวก 
ทำให้เราไม่ได้อยากย้ายที่ทำงานไปยังที่ที่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้
ก่อนหน้านี้มีคนชวนให้ย้ายไปอยู่บริษัทอื่น แต่เป็นอาคารออฟฟิศ ที่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก
ผมเลยไม่ไป รู้สึกไม่สะดวก 
แต่ผมมีการย้ายงาน 1 ครั้ง ก็ย้ายที่ทำงานใหม่ในตึกเดิม เพราะ ไม่อยากให้ชีวิตเปลี่ยน
ผมว่าการย้ายออฟฟิศมาในที่ใหม่ก็ดีครับ น่าจะดึงดูดพนักงานได้เป็นอย่างดี 
ย้ายออฟฟิศ.jpg
โควท
A091638

Re: KLINIQ

โพสต์ที่ 15

โพสต์

phpBB [video]



1. ความแตกต่างด้านการรับรู้รายได้ (จุดที่สำคัญที่สุด)
อาจารย์อธิบายว่าทั้ง 3 บริษัทมีวิธีจัดการกับ "เงินมัดจำ" จากลูกค้าที่แตกต่างกัน ซึ่งส่งผลต่อตัวเลขในงบการเงิน:
• KLINIQ: ใช้การ "ประมาณการ" รายได้ [04:14]
• เมื่อลูกค้าจ่ายเงินมัดจำหรือซื้อคอร์ส KLINIQ จะใช้สถิติประมาณการว่าในเดือนนั้นๆ จะมีลูกค้ามาใช้บริการเท่าไหร่ แล้วทยอยรับรู้เป็นรายได้ทันทีตามสัดส่วนที่คาดการณ์
• ข้อดี: ทำให้รายได้ดูเรียบเนียน (Smooth) ไม่กระโดดขึ้นลงมากนัก แต่ต้องระวังเรื่องการตั้งสำรองหรือการบริหารจัดการลูกหนี้ [04:57]
• MASTER และ TRP: ใช้การ "รับรู้เมื่อใช้จริง" [04:36]
• สองบริษัทนี้จะยังไม่บันทึกเป็นรายได้จนกว่าจะมีการผ่าตัด หรือให้บริการเสร็จสิ้น (ส่งมอบบริการ) [03:54]
• เงินที่ลูกค้าจ่ายมาจะถูกเก็บไว้เป็น "เงินรับล่วงหน้า" ในฝั่งหนี้สินก่อน เมื่อทำเสร็จแล้วจึงจะโอนไปเป็นรายได้ในงบกำไรขาดทุน

2. โมเดลธุรกิจและการเติบโต
• ธรรมชาติของธุรกิจ: เป็นธุรกิจบริการที่อิงกับ "ความมั่นใจ" ของผู้คน [01:34] อาจารย์เปรียบเทียบว่าคนยอมอดข้าวเพื่อให้ได้ทำหน้า เพราะความสวยนำมาซึ่งโอกาสและความมั่นใจ
• โครงสร้างสินทรัพย์: ทั้ง 3 บริษัทมีสินทรัพย์หลักเป็นที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ (PPE) ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการขยายสาขาหรือเพิ่มห้องผ่าตัดเพื่อรองรับลูกค้า [05:45]
• เงินรับล่วงหน้า (Unearned Revenue): อาจารย์เน้นให้ดูตัวเลขนี้เป็นพิเศษ เพราะมันคือ "รายได้ในอนาคต" ที่รอการรับรู้ ยิ่งตัวเลขนี้สูง แปลว่ามีคิวรอรับบริการหนาแน่น [05:02]

3. สรุปเปรียบเทียบเชิงกลยุทธ์
• KLINIQ: เน้นการกระจายสาขาและบริการที่หลากหลาย (Skin, Surgery, Wellness) การรับรู้รายได้แบบประมาณการทำให้กำไรสะท้อนออกมาสม่ำเสมอตามจำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้น
• MASTER (โรงพยาบาลมาสเตอร์พีซ): เน้นความเป็นโรงพยาบาลศัลยกรรมครบวงจร การรับรู้รายได้จะเกิดขึ้นเป็นก้อนใหญ่หลังการผ่าตัดเสร็จสิ้น
• TRP (ธีราภรณ์): มีจุดเด่นเฉพาะทางด้านศัลยกรรมใบหน้า (เช่น ตาสองชั้น ดึงหน้า) มีลักษณะการรับรู้รายได้คล้าย MASTER คือต้องส่งมอบการรักษาก่อน

4. ข้อควรระวังในการลงทุน
• อาจารย์แนะนำว่าอย่าดูแค่กำไรบรรทัดสุดท้าย (Net Profit) แต่ให้ดู "ทิศทางของเงินรับล่วงหน้า" และ "ความสามารถในการส่งมอบบริการ" (เช่น จำนวนห้องผ่าตัดหรือแพทย์) เพราะหากมีเงินมัดจำเยอะแต่ทำไม่ทัน รายได้ก็จะไม่โตตามที่คาด [05:16]
โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
traderkanin21
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 35
ผู้ติดตาม: 49

Re: ERW

โพสต์ที่ 16

โพสต์

ปี 2026 นี้ เทศกาลตรุษจีน ขยับจากเดือนมกราคม เป็น กุมภาพันธ์ครับ จึงไม่น่าเเปลกใจที่ตัวเลขนักท่องเที่ยวยังไม่เพิ่มขึ้น YoY. ในเดือนเเรกของปีนี้ครับ
น่าจับตาเเละลุ้นดูตัวเลขนักท่องเที่ยวเดือนหน้า
ส่วนตัวคิดว่าน่าจะฟื้นตัวได้ WoW เเละ YoY
ผมลองเทียบจำนวนเที่ยวบินของนักท่องเที่ยวจีนในเส้นทางจีนไปญี่ปุ่นที่ลดลง 42% ในเดือนที่ผ่านมา ขณะที่ เที่ยวบินจีนเข้าไทยเพิ่มขึ้น 35% 
โควท
It's not whether you're right or wrong, but how much money you make when you're right and how much you lose when you're wrong.
ภาพประจำตัวสมาชิก
pop5888
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1540
ผู้ติดตาม: 838

Re: KLINIQ

โพสต์ที่ 17

โพสต์

WINWANG เขียน:
เสาร์ ม.ค. 17, 2026 8:08 pm
ขออนุญาตครับพี่ๆ พอดีไปเจอข่าวนี้จากใน ทันหุ้น มาครับ
 รูปภาพ
เลยอยากทราบว่า ที่เขาไปเปิด เป็นบริเวณตรงไหนของสยาม
หรือครับแล้วจะได้เปรียบในการแข่งขันเยอะไหมครับ
จากทำเลที่ตั้งขอขอบคุณมากนะครับ
เท่าที่ผมทราบ คือ นสพ. ลงข่าวผิดครับ
เพราะ ผมไปสอบถามเหมือนกันครับ
สรุป คือ ยังไม่จบในการเจรจาครับ 
สถานที่ไม่น่าใช่สยามครับ เพราะ เป็นที่ดินเปล่า ที่ต้องก่อสร้างใหม่ครับ
แต่ยังไม่เปิดเผยว่าที่ไหนครับ
แต่งบลงทุน 200 ล้านบาทครับ
โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
WINWANG
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 2
ผู้ติดตาม: 0

Re: KLINIQ

โพสต์ที่ 18

โพสต์

ขออนุญาตครับพี่ๆ พอดีไปเจอข่าวนี้จากใน ทันหุ้น มาครับ 
S__53665798.jpg
เลยอยากทราบว่า ที่เขาไปเปิด เป็นบริเวณตรงไหนของสยามหรือครับ
แล้วจะได้เปรียบในการแข่งขันเยอะไหมครับ จากทำเลที่ตั้ง
ขอขอบคุณมากนะครับ
โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
pop5888
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1540
ผู้ติดตาม: 838

Re: KLINIQ

โพสต์ที่ 19

โพสต์

แนวทางการทำการตลาด ผมว่าน่าสนใจดีนะครับ
เหมือนเอา The Klinique ที่มีการเอา Before & After มาเปรียบเทียบ
ก็น่าติดตามเหมือนกันครับ เพราะ รายได้ค่อนข้าง Recurring และ Margin สูงมากครับ 
Acne Lab การตลาด.jpg
โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
pop5888
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1540
ผู้ติดตาม: 838

Re: KLINIQ

โพสต์ที่ 20

โพสต์

Acne Lab 
เป็นธุรกิจใหม่ คลินิกดูใหม่ สะอาดดี 
แต่กระจกไม่ค่อยใส เหมือนตกแต่งเสร็จแต่ยังเช็ดกระจกไม่ค่อยสะอาดเท่าไร
ทำเลอยู่ด้านหลังตึก ใกล้คลินิกรักษาสิวอื่นๆ

เวลาที่ผมไปก็ประมาณเที่ยงๆ เลยยังไม่มีคน
ก็คิดว่า Target ที่เป็นนักเรียน หรือ นักศึกษา คงเรียนอยู่
และน่าจะมาตอนเย็นๆ

ผมได้มีโอกาสคุยกับเพื่อนนักลงทุนที่มีลูกไปใช้บริการคลินิกสิว (ที่อื่น)
ต้องไปทุกสัปดาห์ และ ค่าใช้จ่ายครั้งละประมาณ 2,xxx บาท
ธุรกิจนี้ก็ดูแล้วน่าจะมี Potential พอสมควร 
Acne Lab.jpg
โควท
Thai VI Article
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 2072
ผู้ติดตาม: 472

ลงทุนแบบ Semi-Active Investing/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โพสต์ที่ 21

โพสต์

ในช่วงเวลาประมาณ 30 ปี ที่ผมใช้ชีวิตเป็น “VI” เต็มตัวนั้น  แนวทางหรือวิธีการลงทุนของผมค่อย ๆ  เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ  โดยที่บางทีเราก็ไม่รู้ตัว

จากจุดเริ่มต้นเมื่อก้าวเข้าสู่การเป็น “Value Investor” หลังวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง” ในปี 2540 ที่ชีวิตแทบจะ “ล่มสลาย” เพราะงานประจำที่มั่นคงหายไป  และเงินเก็บไม่พอสนับสนุนการใช้ชีวิตที่เป็นอยู่ในขณะนั้น  ผมก็ทุ่มเทศึกษา  เรียนรู้  และเผยแพร่ “ความคิดใหม่ของการลงทุน”  ที่เรียกว่าการลงทุนแบบเน้นคุณค่า  หรือ “Value Investing” พร้อม ๆ  กับการลงทุนเงินออมทั้งหมดที่มีอยู่

ในช่วงเวลานั้น  ผมลงทุนด้วยการศึกษา ค้นคว้า  พบผู้บริหารถ้าทำได้  เลือกหุ้นลงทุนจำนวนมาก  มีการซื้อและเปลี่ยนตัวหุ้นโดยการขายเมื่อราคาขึ้นไปแล้วพอสมควรแล้วก็เข้าซื้อหุ้นตัวใหม่ที่ถูกกว่า  ทั้งหมดนั้น  อิงอยู่กับ “มูลค่าพื้นฐาน” และ “Margin of Safety” ของหุ้นแต่ละตัวที่ผมจะตัดสินใจว่าจะซื้อหรือขายหรือจะทำอะไรกับมัน  และทุกอย่างเป็นไปด้วยความรวดเร็ว  อย่างที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า  “Active Investing”



คงไม่ต้องบอกว่าในช่วงเวลานั้น  การซื้อ-ขายหุ้นแบบ Value ตัวเล็ก ๆ  ที่กำลังฟื้นตัวและเติบโตหลังวิกฤติเศรษฐกิจนั้น  ทำกำไรได้มหาศาล  “เซียน” และ “เศรษฐี VI” ใหม่เกิดขึ้นทุกวัน  ผลงานการลงทุนนั้นสูงลิ่ว “ระดับโลก”  เหนือกว่าแม้แต่วอเร็น บัฟเฟตต์ ในช่วงเวลาหลาย ๆ  ปี นักลงทุนหนุ่มสาวจำนวนมากอยากจะให้ตลาดหุ้น “เปิดทุกวัน” พวกเขามีความสุขเหมือน “เต้นระบำไปทำงาน”  หลาย ๆ  คนโชว์พอร์ตว่ากำไรไปกี่สิบเท่าหรือเป็นร้อยเท่าจากการลงทุนในหุ้น “หลาย ๆ  เด้ง” ด้วยเงินทั้งหมดและใช้มาร์จินเต็มอัตรา

เวลาแบบนั้นในตลาดหุ้นไทยดูเหมือนจะหมดไปแล้ว   อย่างน้อยในช่วง 5 หรือ 10 ปี ที่ผ่านมา  เพราะเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยเริ่มอิ่มตัวและแทบจะไม่โตต่อไปแล้ว  การค้นหาหุ้นตัวเล็กที่จะเติบโตเร็วที่จะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นสูงและเร็วแบบเดิมทำได้ยากมาก  ตรงกันข้าม  หุ้นที่ซื้อด้วยความมั่นใจ  กลับตกลงมาอย่างหนักแทบจะเป็นหายนะ นักเลือกหุ้นรวมถึง  “เซียน” ไม่ว่าจะเป็นแนวไหนและรวมถึงแนว VI  ขาดทุนอย่างหนักจนแทบ  “หมดสภาพ” หลายคนหันไปลงทุนในต่างประเทศ

และนั่นนำมาสู่แนวความคิดการลงทุนที่ได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้น  โดยเฉพาะจากนักลงทุนที่หันไปลงทุนในตลาดหุ้นมีผลงานที่ดีกว่าตลาดไทยมาก เช่น ในตลาดหุ้นอเมริกา  ตลาดหุ้นเวียตนาม  หรือ  ตลาดหุ้นจีน  และนั่นก็คือ  การลงทุนในกองทุนอิงดัชนีต่าง ๆ  ที่ไม่มีการเลือกหุ้นเป็นรายตัวแต่ซื้อหุ้นทั้งหมดที่อยู่ในดัชนี  ที่เรียกว่าเป็น  “Passive Investing” ที่เราตัดสินใจลงทุนแล้วก็จะไม่ต้องไปทำอะไรกับมัน  ปล่อยให้มันโตไปเรื่อย ๆ 

ผลงานการลงทุนในกองทุนรวมอิงดัชนีในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาผมคิดว่าดีกว่าการเลือกหุ้นเองมาก  แม้แต่ผมเองที่เติบโตขึ้นจากการเลือกหุ้นเองมาตลอดชีวิตก็ยังรู้สึกว่ายุคของ “Active Investing” นั้น  “ยากขึ้นเรื่อย ๆ” โดยเฉพาะในตลาดหุ้นที่ก้าวหน้าขึ้นซึ่งอาจจะรวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วย  โอกาสที่จะเอาชนะ “ตลาด” มาก ๆ  แบบที่เคยทำได้นั้น  แทบจะหมดไปแล้ว  และถ้าจะทำได้ในอนาคตก็จะต้องเป็นตลาดที่ยัง “ไม่มีประสิทธิภาพ” ดีพอ  เช่นในตลาดของประเทศกำลังพัฒนาเช่น  เวียตนามหรืออินเดีย  เป็นต้น

และนั่นก็นำมาสู่กลยุทธการลงทุนอีกแนวหนึ่งที่ผมเพิ่งจะตระหนักไม่นานนักนั่นก็คือ  การลงทุนแบบที่เรียกว่า  “Semi-Active  Investing” ซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่าง Active กับ Passive Investing  ซึ่งก็เป็นแนวทางที่ผมใช้มานานมากแล้วแต่ไม่ได้ตระหนักว่าตนเองใช้หลักการนี้อยู่



นิยามของ Semi-Active Investing อย่างย่อที่สุดก็คือ การลงทุนระยะยาว   มีการเทรดหรือเปลี่ยนแปลงตัวหุ้นน้อย  หุ้นที่ลงทุนจะถูกเลือกแบบ VI คือเน้นที่มูลค่าพื้นฐานและอยู่ในกรอบหรือเกณฑ์ที่กำหนด  โดยที่จะมีการเปลี่ยนแปลงตัวหุ้นที่ลงทุนเป็นครั้งคราวตามสภาวะตลาดและตัวหุ้นตามที่เห็นว่าเหมาะสม

ตัวอย่างที่ผมทำก็คือ  การลงทุนในหุ้น “ซุปเปอร์สต็อก” จำนวนแค่ 6-7 ตัว แบบที่เรียกว่า “Focus Investing”  ถือหุ้นยาวมาก และจะเปลี่ยนตัวหุ้นเมื่อพบว่าหุ้นหมดสภาพเป็นซุปเปอร์สต็อกไปแล้ว  อาจจะเพราะว่าถูกเทคโนโลยีทำลายไปแล้ว  ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วอาจจะถือหุ้นยาวประมาณ 6-7 ปีขึ้นไป  ซึ่งโดยวิธีนี้  ผมได้กลายเป็น  “Semi-Active Investor” ไปโดยปริยาย  คือใช้ชีวิตเลือกหุ้นตัวดีมาก ๆ ไม่กี่ตัว  แล้วก็ติดตามไปเรื่อย ๆ  ไม่ค่อยได้ทำอะไร  รอให้หุ้นเติบโตไปเรื่อย ๆ  และนี่ก็คือวิธีการหรือสไตล์ของบัฟเฟตต์  และดังนั้น  วอเร็น บัฟเฟตต์เองก็ถือว่าเป็น Semi-Active Investor เช่นเดียวกัน

ในตลาดหุ้นเวียตนามที่ผมได้เข้าไปลงทุนมาประมาณ 10 ปีแล้วนั้น  ตั้งแต่ประมาณ 4-5 ปีมาแล้วที่ผมเริ่มลงทุนเต็มที่ที่ประมาณ 30%  ของความมั่งคั่งทั้งหมด  ผมก็ใช้วิธี  Semi-Active Investing คือเลือกหุ้นซุปเปอร์สต็อก 6-7 ตัวหลัก ๆ  แล้วก็ถือไว้โดยที่แทบไม่ได้ทำอะไร  ยกเว้นลงทุนเงินปันผลทบต้นกลับลงไปในหุ้นตัวเดิม ๆ

ที่ผ่านมาผลงานการลงทุนที่เวียตนามของผมก็ต้องถือว่าไม่ได้ดีเลิศ  น่าจะเรียกว่า  “พอใช้” ที่ประมาณ 10% แบบทบต้น  ซึ่งผมก็พอใจ  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ที่เวียตนามนั้น  ผมไม่มีทางเลือกที่จะทำ Active Investing  หรือเข้าไปทุ่มเทศึกษาหาข้อมูลและเข้าใจสภาพเศรษฐกิจ  ตลาดและตัวบริษัทแบบละเอียดจริง ๆ  ว่าที่จริง  ในช่วง10 ปีที่ผ่านมา  ผมไปเวียตนามแค่ 2-3 ครั้งเท่านั้น  ดังนั้น  ผลตอบแทนของผมในตลาดหุ้นเวียตนามจึงแพ้ดัชนีตลาดหุ้นเวียตนามในช่วงหลายปีมานี้



เพื่อที่จะให้เข้าใจแนวคิด Semi-Active Investing มากขึ้น  ผมเองเคยเขียนบทความในคอลัมน์ “โลกในมุมมองของ Value Investor” ช่วงปลายเดือน ตุลาคม 2566 ชื่อ “ลงทุนในหุ้นท็อป 10 แห่งอนาคต”  ผมได้เสนอวิธีเลือกหุ้นในตลาดเวียตนามจำนวน 10 ตัวที่ผมคิดว่าจะเป็นหุ้นที่ใหญ่ที่สุดใน 10 ปีข้างหน้า  ซึ่งผมคิดว่าพอร์ตหุ้นใหญ่ที่สุด 10 ตัว นี้จะให้ผลตอบแทนที่ดีและไม่ค่อยเสี่ยงมากนัก

วิธีเลือกหุ้นนั้น  ผมจะเลือกจากหุ้นที่ใหญ่ที่สุด 20 ตัวในวันนั้น  โดยที่จะตัดหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน  เช่น แบ้งค์ออกให้เหลือเพียงตัวเดียว  นอกจากนั้นก็ไม่เลือกหุ้นที่ขายสินค้าโภคภัณฑ์เป็นต้น 

โดยหุ้น 10 ตัวประกอบไปด้วยหุ้นแบ้งค์ใหญ่ที่สุดคือ VCB  หุ้นขายอสังหาริมทรัพย์ใหญ่ที่สุดคือ VHM หุ้นขายน้ำมันใหญ่ที่สุดคือ GAS หุ้นขายนมและโยเกิร์ตใหญ่ที่สุดคือ VNM หุ้นเทคโนโลยีใหญ่สุดคือ FPT หุ้นผู้นำด้านการผลิตอาหารเช่นเนื้อสัตว์และบะหมี่สำเร็จรูปคือ MSN หุ้นขายเบียร์ใหญ่สุดคือ SAB หุ้นขายมือถือและอุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้านใหญ่ที่สุดคือ MWG หุ้นช็อปปิ้งมอลใหญ่ที่สุดคือ VRE และสุดท้ายคือหุ้นสนามบินของเวียตนามคือ ACV

โดยที่ผมเสนอว่าเราควรถือหุ้นไปเรื่อย ๆ  เป็นเวลา 10 ปีแล้วมาดูผลกัน   แต่เมื่อถึงวันนี้คือวันที่ 17 มกราคม 2569 คิดเป็นเวลาประมาณ 2 ปี 2 เดือนครึ่ง หุ้น 10 ตัวดังกล่าวให้ผลตอบแทนไปแล้วประมาณกี่เปอร์เซ็นต์?

หุ้น VCB ให้ผลตอบแทนประมาณ 3%  หุ้น VHM 110.9% หุ้น GAS 1%  หุ้น VNM 5.2% หุ้น FPT 22.3% หุ้น MSN 30.7% หุ้น SAB -39.7%  หุ้น MWG 56.4%  หุ้น VRE -4.1% และหุ้น ACV 8.9%  เฉลี่ยผลตอบแทนของหุ้น 10 ตัวเท่ากับ 19.4% ในเวลา 2 ปี 2 เดือน  หรือเท่ากับปีละประมาณ 8.3% แบบทบต้น   ซึ่งก็ถือว่าเป็นผลตอบแทนที่ดีพอใช้คือประมาณปีละ 11% เมื่อคิดรวมเงินปันผลด้วย   และเมื่อเทียบกับการลงทุนในตลาดหุ้นไทยที่ไม่ได้ผลตอบแทนเลยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา



ดัชนีตลาดหุ้นเวียตนามในช่วงเดียวกันกลับบวกถึง 74% ซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนแบบ Passive ที่ให้ผลตอบแทนที่ยอดเยี่ยมและก็ง่ายและสบายกว่ามาก  อย่างไรก็ตาม  นี่อาจจะเป็นเรื่องชั่วคราว  เราคงต้องมองต่อไปในอนาคต  อาจจะต้องต่อไปจนครบ 10 ปีแล้วถึงจะบอกได้ว่าการลงทุนแบบไหนให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ากันในตลาดเวียตนาม  ในระหว่างนี้  เนื่องจากเป็นการลงทุนแบบ “Semi-Active” เราจึงควรที่จะพิจารณาว่าจะปรับตัวหุ้นบ้างหรือไม่  หรือจะเปลี่ยนเกณฑ์อะไรไหม  เช่น  ลักษณะธุรกิจของหุ้นที่เราจะเลือกเข้ามาในพอร์ตนี้  เป็นต้น

การเลือกใช้กลยุทธการลงทุน 3 แบบ ที่พูดถึงคือ  Active, Semi-Active  หรือ Passive Investing นั้น  ผมคิดว่าเราควรดูว่าเรากำลังลงทุนในตลาดไหน  และเรามีความรู้หรือกำลังวังชาที่จะทำงานหนักมากน้อยแค่ไหนประกอบด้วย  ในสภาวะของนักลงทุนไทยในปัจจุบันนั้น  ผมคิดว่าน้อยคนจะสามารถใช้การลงทุนแบบ Active ในทุกที่ที่เราไปได้  ส่วนตัวผมเองนั้น  ที่ใช้ก็คือ Semi-Active  เท่านั้น  และต่อไปก็คงเริ่มใช้กลยุทธ Passive โดยเฉพาะถ้าเริ่มลงทุนใน “ตลาดหุ้นโลก” ที่พัฒนาแล้วที่ผมคิดว่าความรู้และความเข้าใจเราอยู่ “หางแถว”
โควท
ohm150
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 2248
ผู้ติดตาม: 341

Re: TMW

โพสต์ที่ 22

โพสต์

Nov25ๅ.jpg
โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
BestKornnapatVI
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 52
ผู้ติดตาม: 6

Re: IND

โพสต์ที่ 23

โพสต์

จากกรณี ITD อาจจะโดนขึ้นบัญชีดำ หลังเครนถล่ม ส่งผลให้ CK และ STECON มีโอกาสชนะงานประมูลมากขึ้น
ผมเลยไปหาข้อมูลมาครับว่า IND ได้งานร่วมกับ STECON หรือ CK บ้างไหม
ind 1.JPG
ind 2.JPG
โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
pop5888
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1540
ผู้ติดตาม: 838

Re: KLINIQ

โพสต์ที่ 24

โพสต์

รูปนี้เป็นรูป LAB X สาขาสยามสแคว วัน เป็นสาขาแรกๆของ LAB X 
ตั้งอยู่ที่หน้าลิฟท์ คือ เปิดลิฟท์มาแล้วเจอเลย ทำเลดีมากๆ
ตรงนี้น่าจะพอบอกได้ว่าทางผู้บริหาร คัดสรร ทำเล มากๆ 
เพราะ KLINIQ มีอำนาจในการต่อรองกับเจ้าของพื้นที่ในทำเลที่ดีมาก
ถ้าไม่ดี KLINIQ ก็จะไม่พิจารณาเปิดสาขา 

รูปนี้เป็นเวลาประมาณเที่ยง ของวันธรรมดา 
แต่ LAB X มีลูกค้าในร้านประมาณ 2 คน
และ Aura ก็มีลูกค้านั่งรอเช่นกัน
แต่ร้านอื่นๆ ไม่มีลูกค้าเลย 
LAB X สยาม.jpg
โควท
Joi
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 3171
ผู้ติดตาม: 67

Re: ADVANC

โพสต์ที่ 25

โพสต์

IMG_8177.jpeg
IMG_8178.jpeg
IMG_8180.jpeg

ไม่นานเพิ่งประกาศ ทำ Data center GSA03 มาวันนี้ประกาศทำเพิ่ม GSA05 เร่งขยายน่าดู ดีครับทำเร็วชิงได้ลูกค้าก่อน
โควท
"การหลอกคนร้อยคนให้เชื่อ นั้นง่ายกว่าการสอนคนหนึ่งคน ให้เข้าใจ"
zz99
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 495
ผู้ติดตาม: 6

Re: MEB

โพสต์ที่ 26

โพสต์

ส่วนตัวผมว่า meb ยังไม่สามารถเพิ่มสัดส่วนคนที่มีอำนาจซื้อ อย่างพวก gen x ที่มีเงินเก็บและเวลาจับจ่ายได้มากพอ เพราะ หนังสือที่ออกส่วนใหญ่ยังเน้นแนววัยรุ่น ถึงจะพยายามเพิ่ม section อื่นๆ เข้ามา ทำให้อำนาจซื้อยังคงจำกัดอยู่กับลูกค้ากลุ่มเดิมๆ และ โอกาสที่คนที่อายุ 40+ จะมาอ่าน e book ก็เพิ่มได้ยาก จากความเคยชินกับการอ่านหนังสือเป็นเล่มๆ มากกว่า ตรงนี้น่าจะยังเป็น pain point ที่สำคัญที่ยังแก้ไม่ได้
โควท
The miracle of compounding,
doang
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1276
ผู้ติดตาม: 54

Re: 9961 - Trip.com Group Limited : HKG

โพสต์ที่ 27

โพสต์

วันที่ 14 มกราคม 2569 เวลา 19.45 น. จากกรณีที่สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า หน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันทางการตลาดของจีน (State Administration for Market Regulation) ระบุว่า จีนกำลังสอบสวน Trip.com Group Ltd. บริษัทตัวแทนท่องเที่ยวออนไลน์รายใหญ่ที่สุดของประเทศ ในข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการผูกขาดทางการค้านั้น

ในวันเดียวกัน Trip.com Group ออกแถลงการณ์กรณีการตรวจสอบของหน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันทางการตลาดของจีน (SAMR)ตามที่หน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันทางการตลาดของจีน (SAMR) ได้มีการตรวจสอบการดำเนินธุรกิจของบริษัทในจีน โดยบริษัทได้ให้ความร่วมมือกับ SAMR อย่างเต็มที่ตลอดกระบวนการ โดยปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางการตลาดที่ดีและยั่งยืนต่อไปขณะนี้การดำเนินธุรกิจของเรายังคงเป็นไปตามปกติ และเรายังคงมุ่งมั่นที่จะส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพให้กับลูกค้าและพันธมิตรของเราทั่วโลกเช่นเดิม
โควท
A445838

Re: MEDEZE

โพสต์ที่ 28

โพสต์

phpBB [video]


การปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจสู่บริษัทไบโอฟาร์มาซูติคอล 
บริษัทกำลังดำเนินการเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจธนาคารฝากเก็บเซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cell Banking) ไปสู่การเป็นบริษัท Biopharmaceutical ที่มุ่งเน้นการผลิตยาเพื่อบำบัดรักษาขั้นสูง หรือ ATMP (Advanced Therapy Medicinal Products), โดยตั้งเป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมการแพทย์และผลิตภัณฑ์ยาประเภทนี้ในภูมิภาคอาเซียนภายในปี 2029,, การเปลี่ยนแปลงนี้ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการปฏิรูปกฎระเบียบของภาครัฐและการตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจเพื่อขับเคลื่อนการวิจัยและการขึ้นทะเบียนตำรับยา ATMP ในประเทศไทย,,

กลยุทธ์การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันด้วยเทคโนโลยีและมาตรฐาน
  • การใช้ระบบหุ่นยนต์ (Robotics): บริษัทลงทุนประมาณ 350 ล้านบาท ในการติดตั้งระบบหุ่นยนต์จากญี่ปุ่นเพื่อใช้ในการผลิตเซลล์ระบบปิด,, เทคโนโลยีนี้ช่วยเพิ่มความแม่นยำ ลดโอกาสการปนเปื้อน และมีประสิทธิภาพเหนือกว่าการใช้มนุษย์ 4 ถึง 8 เท่า ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการเปิดใช้งานแล็บ,,
  • การเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษี: การลงทุนในระบบหุ่นยนต์ทำให้บริษัทได้รับสิทธิประโยชน์จาก BOI โดยได้รับการยกเว้นภาษีนิติบุคคลเป็นเวลา 8 ปี และยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านภาษีและเพิ่มอัตรากำไรในอนาคต
  • มาตรฐานระดับสากล: บริษัทเตรียมขอรับรองมาตรฐานธนาคารเซลล์จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ในปี 2026 ซึ่งจะเป็นแห่งแรกในไทยและอาเซียนเพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่,, รวมถึงการยกระดับห้องแล็บให้เป็นมาตรฐาน GMP เพื่อรองรับการผลิตยาเฉพาะบุคคล (Personalized Medicine),
การขยายตัวเชิงกลยุทธ์และระบบนิเวศทางธุรกิจ
  • การขยายตลาดต่างประเทศแบบ Asset-light: บริษัทใช้โมเดลการขายแฟรนไชส์และการใช้ความเชี่ยวชาญ (Know-how) ในการขยายฐานสู่ต่างประเทศเพื่อรักษาต้นทุนให้ต่ำ, ปัจจุบันมีโครงการในฟิลิปปินส์ และมีแผนขยายไปยังมองโกเลีย อินโดนีเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มาเลเซีย และซาอุดีอาระเบีย, โดยเน้นประเทศที่มีช่องว่างทางรายได้สูงซึ่งประชากรต้องดูแลสุขภาพตนเองเป็นหลัก,,
  • การบูรณาการแนวดิ่ง (Vertical Integration): มีแผนจัดตั้งบริษัทร่วมทุน (JV) กับองค์การเภสัชกรรม (GPO) ในปี 2026 เพื่อผลิตน้ำยาเลี้ยงเซลล์เอง, กลยุทธ์นี้มีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนการผลิตเซลล์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการทำกำไรและสร้างความได้เปรียบด้านราคาในระดับภูมิภาค,
เป้าหมายทางการเงินและการเติบโต บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้และกำไรอย่างมีนัยสำคัญผ่านโครงการ Jump Plus, โดยมีรายละเอียดคาดการณ์ดังนี้:
  • ภายในปี 2028: ตั้งเป้ารายได้และกำไรเติบโตเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับปัจจุบัน
  • ภายในปี 2030: ตั้งเป้ารายได้เติบโต 6 เท่า และกำไรเติบโต 8 เท่า,
  • กลไกการสร้างกำไร: นอกจากรายได้จากธนาคารเซลล์ที่เป็นรายได้หลักในปัจจุบันแล้ว บริษัทจะมีรายได้เพิ่มจากค่าแฟรนไชส์ การขึ้นทะเบียนยา และการจำหน่ายน้ำยาเลี้ยงเซลล์, โดยในปี 2026 ตั้งเป้ารายได้ที่ 1,000 ล้านบาท พร้อมการบริหารจัดการภาษีที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
การวิเคราะห์ความเสี่ยงและปัจจัยกดดัน
  • ปัจจัยทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อ: ธุรกิจปัจจุบันยังถูกจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย (Luxury Good) ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากสภาพคล่องทางเศรษฐกิจที่ต่ำและหนี้ครัวเรือน,
  • สถิติประชากร: อัตราการเกิดของเด็กในประเทศไทยที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง (ลดลงประมาณ 20%) ส่งผลกระทบต่อกลุ่มเป้าหมายหลักของธนาคารฝากเก็บเซลล์จากสายสะดือ
  • ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์: ปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาค เช่น กรณีกับกัมพูชา ส่งผลกระทบต่อจำนวนลูกค้ากลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงที่เคยเดินทางมาใช้บริการทางการแพทย์ในไทย,
การประเมินคู่แข่งในระดับสากล เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งในระดับโลก บริษัทมองว่าตนเองมีศักยภาพในการแข่งขันที่เหนือกว่าบริษัทในญี่ปุ่นและสิงคโปร์ในแง่ของความหลากหลายของประเภทเซลล์ที่จัดเก็บ (เช่น เซลล์จากไขมันและรากผม), โดยเป้าหมายหลักคือการแข่งขันกับบริษัทในระดับเดียวกับ V-CAN BIO จากประเทศจีน ซึ่งมีโมเดลธุรกิจที่ครอบคลุมทั้งการธนาคารเซลล์และการผลิตยา ATMP
โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
WINWANG
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 2
ผู้ติดตาม: 0

Re: KLINIQ

โพสต์ที่ 29

โพสต์

S__53780485.jpg
ขออนุญาต Update ข่าวครับ อ้างอิงจากของทันหุ้น ครับผม
อยากสอบถามมุมมองพี่ๆ นลท กับกลุ่ม ลค GenZ ครับ เห็นในข่าวทางหมอเติ้ลบอกว่า ยินดีจ่ายให้กับประสิทธิภาพกับเทคโนโลยี มากกว่า โฆษณาแบบ Mass อันนี้มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนครับ ?
ขอบคุณนะครับ
โควท
A168537

Re: SAPPE

โพสต์ที่ 30

โพสต์

12856.jpg
โควท
โพสต์โพสต์