โพสต์ยอดนิยม

ตลาดหุ้นโลกถูกครอบงำโดยหุ้นยักษ์ 10 ตัว/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า ลงทุนหุ้น VI เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก

โพสต์ โพสต์
A763938

Re: NSL

โพสต์ที่ 1

โพสต์

ขอแชร์ update ข้อมูลกับ IR บริษัท ดังนี้ (ติดต่อได้ยากมาก)


1) Sandwich และเบเกอร์รี่ ผ่าน 7-11 จำนวนชิ้นที่ขาย Q3 2568 เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 840,000 ชิ้นต่อวัน ในขณะที่จำนวนชิ้นที่ขายเฉลี่ย Q4 2568 QTD เฉลี่ยเติบโตที่ 6-7% QoQ ที่ระดับ 890,000-900,000 ชิ้นต่อวัน 
 
2) อัตรากำไรขั้นต้น  ทยอยฟื้นตัว ใน Q4 2568 จะอยู่ในระดับ 19.x% จาก 17.9 % ใน Q3 2568 

3) ในส่วนของธุรกิจน้ำมะพร้าว มีผลงานอยู่ในทิศทางที่ดีโดย ในQ4 2568 จะดีกว่า Q3 2568

4) ในส่วนของโรงงานใหม่ กำลังอยู่ระหว่าง ขอ BOI โดยจะได้สิทธิ์ ยกเว้นภาษีกำไร เป็นเวลา 5 ปี
โควท
Feudalz
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1324
ผู้ติดตาม: 412

Re: KAMART

โพสต์ที่ 2

โพสต์

ที่ญี่ปุ่นมีของ kamart ขายเยอะขึ้นครับ

E32F15EA-1459-4769-AD41-A2FF2C60AFC6.jpeg
โควท
EAKEPON
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 460
ผู้ติดตาม: 62

Re: KAMART

โพสต์ที่ 3

โพสต์

มี คน กดติดตาม cathydoll japan 21000 คน แล้ว ครับ

1000014515.jpg
1000014518.jpg
โควท
"มันเป็นเช่นนั้นเอง"
Feudalz
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1324
ผู้ติดตาม: 412

Re: NSL

โพสต์ที่ 4

โพสต์

ขอบคุณมากครับ ส่วนตัวผมก็คิดว่า nsl ไม่กระทบจากคนละครึ่ง เพราะลูกค้าหลักส่วนนึงซึ่งเป็นสัดส่วนที่ผมคิดว่าเยอะคือนักท่องเที่ยว พอเห็นตัวเลขยอดขาย q4 แบบนี้ก็น่าจะจริง รูปภาพ

ส่วนที่ gpm เพิ่มขึ้นก็แปลว่าที่แรงงานกัมพูชาหายไปก็คือแย่ชั่วคราว แก้ได้ไวกว่าที่คนคิดกันอีก รูปภาพ
โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
Thai VI Officer
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 2069
ผู้ติดตาม: 1978

Re: MEGA

โพสต์ที่ 5

โพสต์

★ Opportunity day Transcript 30 - by ThaiVI ★
บริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ จำกัด (มหาชน) – MEGA
Date: 2- Dec -2025

Transcript 30 : viewtopic.php?p=2034889#p2034889
PDF : MEGA Oppday Q3-2025.pdf

การตอบคำถาม Oppday Q3/2025 บริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ จำกัด (มหาชน) – MEGA
คุณสุจินตนา บุญวรภัทร กล่าวแนะนำ คุณวิเวก ดาวัน และคุณมาโนช กัลบัคซานี จากนั้นได้เริ่มกล่าวรายงานผลประกอบการบริษัทในไตรมาสที่ 3 ประจำปี 2025 เป็นลำดับถัดมา
--------------------------------------
ผู้ให้ข้อมูล จำนวน 3 คน
ระยะเวลาทั้งหมด 27 : 24 นาที
--------------------------------------
1.แนวโน้มใน Q4 ปีนี้เทียบกัน QonQ แล้วก็ YonY จะโตไหม เพราะอะไร?
คุณวิเวก  : อันนี้ผมก็โตครับ เพราะว่าทุกปีจากพัฒนาการ ถ้าเราเห็น 10 ปีที่ผ่านมา ไตรมาส 4 มันปกติครับ มันก็ยอดขายสูงกว่าไตรมาส 3 แล้วก็ร่วมแล้วมันก็โต มันก็มีหลายเหตุผล เพราะว่าจะมีคอนแทกต์ อาจจะมีปิดงบ อาจจะมีหลายอย่างนะครับ ไม่ใช่แค่ยอดคนใช้มากขึ้น แต่มันปกติอยู่แล้วครับ แต่ไม่ได้เยอะนะครับ ต่างกัน 10% 15% มันธรรมดาของทุกไตรทุกปีที่เราเห็นกันนะครับ ไม่ต่างกันนะครับ อันแรก อันที่สองไม่ได้เกิดขึ้นจากเรามีสินค้าใหม่ ๆ ครับ ไม่ใช่ว่าสินค้าใหม่ ๆ ก็ยอดขายไม่ได้เยอะมันก็ต้องใช้เวลา อันนี้เป็นสินค้าเดิมที่โตอยู่ แล้วบางอย่างมันจะเกิดจากประเทศเมียนมาด้วยเพราะว่าถ้าอะไรขาดสินค้าเรามีสต๊อก ที่เราเจอว่าปีที่แล้วมันก็ตกเพราะปีที่แล้วยอดขายในเมียนมามันน้อยอยู่นะครับ ไตรมาสที่ 4 ถ้าเราดูยอดขายปีที่แล้วมันน้อยมากในเมียนมาปีที่แล้ว แต่ปีนี้ไตรมาสที่ 3 มันดีขึ้น แล้วก็ไตรมาส 4 เรามั่นใจว่าเรามีของอยู่เราโพสได้เพราะว่ามีของมาถึงแล้วอย่างงั้นยอดขายในเมียนมาโต เลยทำให้ยอดขายทั้งหมดน่าจะดีขึ้นกับปีที่แล้วนะครับ เทียบกับ 9 เดือนกับเทียบ YonY แล้วก็ QonQ ด้วยนะครับ


2. ภาพรวมเศรษฐกิจแล้วก็กำลังซื้อในช่วงที่เหลือของปีนี้มองยังไงบ้าง?
คุณวิเวก  : กำลังซื้อเราไม่อยากจะพูดมากครับ เพราะว่าเราทุกคนก็อาจจะรู้มากกว่าผมอีกนะครับ เพราะว่าเราเห็นปัญหาต่าง ๆ ที่เกิด ไม่ใช่ในบ้านเราทั่วโลกก็มีทำให้ธุรกิจอาจจะส่งออกน้อยลง อาจจะเจอปัญหาหลายอย่าง แต่ว่าบางธุรกิจนะครับ ที่เรียกว่ายาดูแลสุขภาพก็ไม่ได้เป็นทางเลือกนะครับ เราไม่ได้เลือกว่าจะกินใช้ไม่ใช้ แล้วก็ที่ทุกคนทราบอยู่แล้วว่าเมก้าไม่ได้ทำแต่ของที่ไม่จำเป็นครับ ส่วนใหญ่เราก็ขายสินค้าที่เรียกว่าหนึ่งยาสองยาเพื่อสุขภาพ ยาที่เราได้ผลเวลาเรากิน แล้วก็ยาที่ตอนที่ไปกินยาใช้ยาสมุนไพรต่าง ๆ เพื่อดูแลโรคด้วยนะครับ สินค้าเราไปเรียนว่ามันอยู่ในคลาสที่เรียกว่าจำเป็นช่วยสุขภาพเราจริง ถ้าใครเชื่อมั่นใจ เขาก็ไม่อยากจะป่วย ไม่อยากจะเป็นโรคต่าง ๆ เขาก็กินต่อเนื่องนะครับ เรามั่นใจว่าไม่น่าจะมีผลกระทบมากกับสถานการณ์ในตลาดกับสถานการณ์ในประเทศแต่ละประเทศนะครับ เพราะว่าทุกประเทศก็มีปัญหาคนละแบบ ไม่ใช่ว่าไม่มี อินโดก็มีของอินโดเหมือนกัน ศรีลังกาก็มี แต่ว่ายอดขายเราก็โตนะครับ ไม่ว่าจะมีปัญหานั้นที่เราทุกคนทราบอยู่แล้ว แต่ยอดขายเมก้าก็ยังโตอยู่นะครับในแต่ละประเทศ


3. เป้าหมายปีนี้ทั้งปีเลยในส่วนของรายได้เติบโตประมาณเท่าไหร่ แล้วก็มีการปรับเป้าหมายใหม่ไหม?
คุณวิเวก  : ไม่ได้ปรับครับ เป้าหมายที่เรามีเราก็ทำเมื่อกี้คุณสุจินตนาก็พูดไปแล้ว double digit Hight single digit ครับ low double-digit ก็น่าจะประมาณ 9-12% ครับ พูดถึงแบรนด์นะครับ แบรนด์ Mega we care นะครับ ถ้ารู้ว่า Max care อาจจะไม่ได้โตนะครับ เพราะว่าจะโตน้อย บวกแล้วมันก็โตแต่โตน้อย เพราะว่าดรอปมาเยอะ ยอดขายเมื่อก่อน 24% ในทั้งปีครับ ถ้าเฉลี่ยแล้วจะโตไม่ได้เยอะ ถ้าแบรนด์โตกำไรก็โต กำไรโตก็น่าจะประมาณ 1,900 อาจจะมากกว่านี้ แต่รายละเอียดอันนี้เราก็ต้องรอผลงานปีหน้านะครับ แต่ว่าเรามั่นใจว่าน่าจะได้ถึง 1,900 กว่านะครับ ประมาณนั้นครับ
คุณสุจินตนา  : ค่ะ ที่เมื่อกี้บอกไปว่าแบรนด์ของเราก็เติบโต low double digit นะคะ ในช่วงเดียวแล้วก็ในส่วนที่เหลือก็น่าจะคงอยู่ในช่วงระดับเดียวกันนะคะ


4. เป้าของปี 2026 เป็นยังไงบ้าง?
คุณวิเวก  : ก็โตครับ ปีหน้าก็โตเหมือนกันครับ ก็ high single digit กับ double-digit low double digit ประมาณนั้นนะครับ เพราะว่าเราถ้าเราอยากจะให้ธุรกิจเราเท่าตัวใน 5 ปี เราก็ต้อง growth ทุกปีประมาณ 9-13% นะครับ ใน range นี้ maximum ต้องประมาณ13 15 บางปีถ้ามันไม่ใช่ทุกปีจะโต 15 บางปีก็จะ 9-12 so I think เราต้อง expect growth อยู่ใน 9-12% อยู่ใน range 9%  8-13% I think this is the range that we are targeting actual ตาม plan ที่เรา stamp มาแล้ว budget เราทำแล้ว แต่เราอยู่ในการเจรจำใหม่ แล้วก็แก้ไขในระยะ 5 ปี เพราะว่าตอนนี้เราทำแพลน 5 ปีนะครับ แล้วก็ไปลงลึก ๆ สำหรับปี 2026 ภายในเดือนกุมภาพันธ์ครับ ถ้าเราเจอกันใหม่เราจะได้พูดรายละเอียดกว่านี้ได้อีกนะครับ แต่ผมเชื่อว่าอยู่ใน range 8% ถึง 12% นะครับ อันนี้พูดถึงแบรนด์นะครับ Mega ถ้าเราโตแบรนด์ได้ตามแบรนด์ เพราะว่าเป้าเตอนนี้เราพูดเรื่อง Mega we care แบรนด์ Business เรานะครับ แบรนด์ Business ทำได้ 2 เท่า ผมมั่นใจว่าก็รายได้น่าจะไม่น้อยกว่า 3,500 3,600 ล้าน 3,500 ล้านบาทภายใน 5 ปี อาจจะมากกว่านี้ก็ได้ แต่เราคิดว่าถ้าแบรนด์อย่างเดียวนะ Max care ตอนนี้เราไม่ได้พูดถึง เพราะว่ารายได้ Max care จากเมียนมานำเข้าได้ เพราะว่าเมียนมามันประเทศที่มาก่อนก็ประมาณ 80 กว่าเปอ์สำหรับ distribution ใช่มั้ยครับ ประมาณ 70 กว่าใช่มั้ยครับ ประมาณนั้นน่ะมีผลกระทบเยอะ ถ้าเมียนมาฟื้นมันจะเริ่มมีเห็นผลกำไรจาก Max care ด้วยครับ


5. ทำไมในช่วง Q3 ที่ผ่านมาเมียนมามียอดที่ดีขึ้น แล้วก็เติบโตขึ้นมาในช่วงไตรมาสที่ 3?
คุณวิเวก  : เมื่อกี้อธิบายแล้วสำหรับนี้อยู่ที่ import license นะครับ license ได้ สินค้าได้ ขายได้ เพราะว่าถ้าแบรนด์ติดตลาดขายได้นำสินค้าเข้ามา แล้วก็ประเทศก็ปล่อยเงินตาม fix amount แล้วเก็ปล่อย license นะ เพื่อนำเข้า เพราะว่าเราทำทุกอย่างตาม license นำเข้า มันก็สินค้าบางสินค้าเรามีแต่บางสินค้ามันก็ license มาแล้วก็กว่าที่จะนำเข้าได้มันก็ช้า แต่ตอนนี้ license มันจะอาจจะดีขึ้นหน่อย โอกาสที่ได้ license  มันจะดีขึ้นนไตรมาสที่ 2 นะครับ เพราะว่าตอนนี้เขาก็มี election เลือกตั้ง แล้วก็คิดว่าหากดีขึ้นอาจจะนำเข้าได้ แล้วก็ปีหน้ายอดขายน่าจะดีขึ้นด้วย
คุณสุจินตนา  : ค่ะ อันนี้ก็รวมถึงไตรมาสถัด ๆ ไปก็จะดีขึ้นนะคะ แล้วก็ direction คุณวิเวกก็พูดไปแล้วนะคะ ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้านะคะ


6. โอกาสจากนโยบายภาครัฐในการหนุนยาในประเทศ ในช่วงไตรมาสที่ 4 มีแนวโน้มเป็นยังไงบ้าง?
คุณวิเวก  : อันนี้แหละ ผมไม่ทราบ แต่ว่าอะไรมันใช้ผลิต ไม่แน่ใจเหมือนกัน อันนี้เราก็ไม่ทราบครับ ก็จริง ๆ บ้านเรามันเหมือนประเทศอื่น ๆ เหมือนเวียดนาม อินโดก็นำเข้าไม่ได้ ใช้ยาที่ผลิตในประเทศ ถ้านำเข้าก็ต้องมียาที่มีลิขสิทธิ์ บ้านเราก็ไม่ได้ห้ามใช้สินค้าที่ผลิต ในประเทศด้วย นำเข้าด้วยต้องแข็งกันตามกฎเกณฑ์ ตามระดับ ต้องมี point system ต้องลงคะแนนนะครับ เราก็แข็งกันอยู่แล้วครับ ผมไม่รู้ว่ามีผลกระทบสำหรับยายังไงครับ มันก็มีอยู่แล้วต้อง แข็งกันในราคาแข็งกันในทุกแบบนะครับ เราทำงานตามนโยบายรัฐอยู่แล้ว
คุณสุจินตนา  : นโยบายรัฐถ้ามีสนับสนุนมันก็เป็นผลดีกับธุรกิจของเรานะคะ ถ้านโยบายออกมานะคะ


7. ในส่วนของโปรดักที่ขยายเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นยาหรืออาหารเสริม?
คุณวิเวก  :  คือมันก็มี 2 ส่วนครับ อาหารเสริม ตัวยาเราก็มีเป็นวิตามินที่รู้แบบยานะครับ ถามว่าจะโตมั้ยแนท-บี แนท-ซีก็โตเทียบกับก่อนหน้านั้น ไม่เทียบกับโควิดนะครับ เพราะว่าเราขายเพื่อลดไตรกลีเซอไรด์ ช่วยควบคุมไขมันอะไรต่าง ๆ ก็สินค้าพวกที่เรากินเพื่อสุขภาพแล้วก็มันมีมาตรฐานยาก็โตอยู่นะครับ หลายตัวของเราสินค้า แนท-บี แนท-ซีมันขึ้นทะเบียนยาหมดเลยครับ แล้วก็อีกตัวนึงก็มีเรียกว่ายาสามัญที่เราไม่ใช่ยาสามัญจริง ๆ บ้านเราเรียกว่าเป็นยาแต่ว่าบางประเทศอาจจะเรียกว่าเป็น OTC ที่เราใช้สำหรับโรคไม่ได้รุนแรงครับ เราใช้ดูแลปัญหาต่าง ๆ นะครับ วันนี้เราก็มีโปรดักอีกหลายตัว มี GOFEN มีอีกหลายโปรดักครับ นิวเคลียร์ก็เป็นสินค้าที่เติบโตอยู่โตอยู่ด้วยครับ อันนี้เราดูแลสุขภาพครับ เจอปัญหาไปซื้อใช้เองก็มี 2 ส่วนที่เราเรียกว่าภายใต้เมก้ามีทั้งวิตามิน ทั้งสมุนไพร แล้วก็ยาที่เราซื้อใช้เองบ้างสำหรับโรคไม่ร้ายแรงครับ อันนี้เป็นว่าเป็น human division นะครับ ส่วนใหญ่ที่ขายในร้านยา อันที่สองก็มียาที่ขายในโรงพยาบาล อันนั้นก็โตด้วยครับ มันก็โต 2 ส่วนนะครับ ไม่ใช่ส่วนไหนมันโตเยอะกว่า แต่ยายอดขายยาเยอะอยู่แล้ว เทียบกับฝั่งนี้ ยอดทั้งทั่วโลกอันนี้มันน้อยกว่ายอดที่เป็นยานะครับ เพราะว่ายาเราใหม่ ๆ เข้ามาเราก็ได้ยาเดิม ๆ ก็โตได้เยอะกว่าที่เป็น consumer product นะครับ แต่ว่า 2 ธุรกิจก็โตอยู่ 2 ธุรกิจทั่วโลกก็โต ยาก็มีปัญหาของยาเองนะครับ ไม่เหมือนกันต้องเข้าเกณฑ์ เข้ารัฐ เข้าที่โรงพยาบาลก็ใช้เวลาครับ แล้วก็ราคาก็แข็งกันด้วย ก็ต้องสร้างตลาดลงทุน อันนี้ก็อีกเรื่องหนึ่งมันก็รับปัญหาไม่เหมือนกันครับ ก็ต้องสร้าง 2 อย่าง


8. บริษัทมีต้นทุน R&D ที่ต้องแบกประมาณเท่าไหร่?
คุณวิเวก  : เราดูอะไรที่ตามเหมาะสมครับ เราเลือกสินค้าที่เข้าในเกณฑ์เรียกว่าที่เราเชี่ยวชาญ เราลงทุนพัฒนายาเพื่ออนาคตนะครับ แล้วก็สินค้าใหม่ ๆ ที่เราอยากจะลงทุนก่อนที่ลิขสิทธิ์หมด อาจจะหาสินค้าใหม่ ๆ ที่เราก็ต้องเสียเงินซื้อมาจากคนอื่น อย่างงั้นไม่มี แต่ว่าเราลงทุนประมาณ 2-2.5% ถือว่าพัฒนาเอง พัฒนาข้างนอก ซื้อลิขสิทธิ์มา development cost อาจจะเพิ่มขึ้นก็ได้ 2-3% ก็ได้เพราะว่าถ้าเราซื้อมา new product ใหม่ ๆ ที่ทำยาก mono clonal antibody สินค้าใหม่ ๆ ที่พัฒนายาก อาจจะต้องจ่ายเงินเพิ่มอันนี้เป็น strategy ของเราอยู่แล้ว คนเราอยู่แล้ว เราก็เอาสินค้าใหม่ ๆ เข้ามานะครับ ที่เราผลิตเองไม่ได้หนึ่งผลิตยากcomplicated drug นะครับ drug ที่อาจจะต้องไม่ใช่แค่ oral solid นะครับ อันนี้เป็น complex differentiative drug นะครับ อันนั้นก็ต้องเสียเงินในการพัฒนานะครับ แล้วก็ต้องอาจจะต้องร่วมกับคู่ผู้ที่พัฒนาอยู่นะครับ เพื่อเรานำเข้า แล้วก็ลงทุนในการทำดีลงทุนในการพัฒนาในประเทศนะครับ มันก็ต้องทำ 2 อย่าง พัฒนาเองแล้วก็นำเข้า อันนี้เป็นเอเรียใหญ่สำหรับยาครับ ส่วนใหญ่พวกอาหารเสริม วิตามินเราก็แค่พัฒนายาที่เหมาะกับธุรกิจเราที่เราเชี่ยวชาญอยู่แล้วนะครับ อย่าง major investment ที่พัฒนาเข้ามาอยู่ในยานะครับ
คุณสุจินตนา  : ค่ะ ก็คือ R&D เดี๋ยวสรุปนิดนึง R&D ก็คือเราจะใช้จ่ายตรงส่วนของต้นทุน R&D ไม่น่าจะเกิน 2-2.5% นะคะ ของยอดขายที่เป็น brand business นะคะ
คุณวิเวก  : But we are increasing our investment in area with growth to 3% เพราะว่าเรามีหลาย ๆ product ที่เราพัฒนาอยู่ new generation การพัฒนาจะแพงขึ้น but this is the strategy กลยุทธ์ในการโตยอดขายมันก็ต้องมาจากอันนี้อยู่แล้ว กำลังผลิตเพราะว่าเราจะได้เป็น local เราก็ผลิตแข็งกันได้ในประเทศ  สองพัฒนาใหม่ มันก็มี 2 ส่วน แล้วก็ลงทุนในแบรนด์ กลยุทธ์ที่บางคนถามว่าทำอะไรลงทุนผลิตเองครับ จะได้เราอยู่ในตลาดได้ แล้วก็เราก็ไปเล่นในตลาดที่เราคิดว่ามันจำเป็นอินโดฯ เวียดนามพม่า ไทย เราจะมีทุกประเทศ สองเราพัฒนายาใหม่ ลงทุนในการพัฒนาเองกับหาลิขสิทธิ์ใหม่ อันที่สามลงทุนในการสร้างแบรนด์ mega we care มัน 3 กลยุทธ์หลัก ๆ ครับ ทำให้ใน 5 ปีข้างหน้า เราจะได้เติมตัวยอดขายของแบรนด์ mega we care ได้ 2 เท่ากับวันนี้ แล้วก็ไม่ได้แค่ 5 ปีนะ10 ปีข้างหน้านะครับ


9. Is the ready special or onetime expenses or extra income in Q4 this year?
คุณวิเวก  : Any special or onetime expense in Q4 no extra special in cons 202 also we don't have any extra special income special only you see is for exchange if it has an impact but that is we can see because the bar drop compare to because of last year to this year bar become 32 last year 35 you will have a exchange loss exchange gain otherwise there is no other extraordinary gain or loss


10. แผนการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ new product เพื่อตอบสนองแนวโน้มสุขภาพและความงามที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภค?
คุณวิเวก  : เมก้าไม่ได้ทำธุรกิจเกี่ยวกับสวยงามนะครับ ไม่ได้เป็น fast acting food product supplement แล้วก็ไปตามแนวเอาสินค้าใหม่ ๆ มา launch เพื่อทุกเดือนนะครับ เราไม่ได้เป็น cosmetic company นะ อันนี้เป็นคนละธุรกิจ เราเป็นบริษัทยาเราก็ต้องพัฒนาจากวิจัยกินแล้วได้ผลเราก็เน้นตรงเนี้ยครับ เราคิดว่าเราโฟกัสกับวันนี้มากกว่าเพราะสินค้าเราผลิตในโรงงานได้มาตรฐานยาจากยุโรป อย่างออสเตรเลีย วัตถุดิบที่เราใช้ ก็ต้องใช้ตามวิจัย สินค้าเราก็ต้องพัฒนาให้ในรูปแบบที่กินแล้วสำหรับโรคต่าง ๆ ครับ ที่จะช่วยได้อันนี้เป็นเอเรียที่เราเชี่ยวชาญ เราก็ทำงานแค่นั้นแหละ เราไม่ได้ไปทำ Dreamer oriented product นี้มีคนทำเยอะอยู่แล้วครับ เยอะบริษัทเก่งกว่าเราเยอะ แต่ว่าเราก็มี product ใน Skin เมื่อก่อนเราทำไปอันนี้ก็ GLเราก็ยังทำอยู่นะครับ Skin Health แต่ว่าเราทำตั้งแต่ Acne ไปแล้วก็ลงมาถึง Skin Health ก็ทำนะครับ ทั้งหมดเพราะว่าเรามียาด้วย ในผิวพรรณก็มี แต่ยาภายใต้หมอแล้วก็มีพัฒนาหลายตัวครับ ที่ dermatologyแต่ว่าเราจะมี supplement อะไรด้วย ที่จะช่วยป้องกันช่วยตอบโจทย์ได้แต่เราไม่ได้แค่ทำอันนี้อย่างเดียวนะ เรามองสินค้าไปดูนะครับ มีที่เป็นยาวแล้วก็มองจะแค่ช่วยปัญหาต่าง ๆ ที่เรามองว่าต้องทุกคนต้องดูแลสุขภาพเลยต้องไปที่ศูนย์สุขภาพเรา Wellness we care แล้วก็ต้องปรับไลฟ์สไตล์ ดูแลสุขภาพต่าง ๆ แล้วก็กิน supplement ที่จำเป็นนะครับ


11. Max Care ในปี 2026 จะโตประมาณเท่าไหร่?
คุณวิเวก  : พูดยากครับ แต่เชื่อมั่นเข้าใจว่าถ้าไม่ลดลงแล้วตอนคล่องตัวอะไรแล้วก็ดีขึ้น That means decline มันลดลงแล้วก็มันจะแฟชแล้วก็ต่อไปมันจะมีแค่ทางเดียวมันจะโต แต่ถามว่าจะเท่าไหร่ ถ้าพม่าดีขึ้นมันก็โตได้ 10-15% ก็ได้อยู่ but all depend on พม่าเพราะว่าส่วนใหญ่เวียดนาม กัมพูชาไม่มีปัญหา แต่กัมพูชาก็เริ่มมีปัญหามันก็มาจากปัญหาระหว่างเมืองไทยกับกัมพูชาเราก็ทราบอยู่แล้วครับ แล้วก็ตอนนี้สินค้าหลายตัวบริษัทไทยที่อยู่ในกัมพูชาก็มีปัญหา เพราะว่ามันนโยบายในประเทศของเราเห็นเรารู้กันอยู่แล้วว่ามันปัญหามันจะเกิดขึ้น อันนี้ก็ประผลกระทบด้วยทำให้ distribution บางสินค้า ถ้าเรานำเข้าจากไทยจะมีปัญหาแต่สินค้าที่ไม่ได้มาจากไทยก็ไม่มีปัญหาอันนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง เส่วนใหญ่ก็ต้องมาจากพม่า ถ้าพม่าเปิดมันก็ชูตอะไรครับ งั้นอันนี้เป็นอันที่พูดยาก แต่ว่าเราคิดว่าดู 3-6 เดือนที่ผ่านมา น่าจะดีขึ้นกับปีที่แล้วนะครับ พูดได้ตอนนี้ประมาณนั้น 5-10% ได้ไหมเราหวังว่า 5-10% ก็ดีเพราะเราพร้อมอยู่แล้ว เรามีทีม เรามีพนักงาน เรามี warehouse เรามีครบทุกอย่าง ของมีเราก็น่าจะขายได้นะ ขายได้ในส่วนหนึ่ง แต่โอกาสที่เป็นเหมือนเดิมมันไม่ได้ เพราะว่ารายได้ก็ลดด้วยครับ เพราะว่าประเทศก็เหลืออยู่หายไปแล้วเกือบ 30% 60-70% ที่ยังส่งสินค้าได้ 30-40% ของประเทศก็ไปส่งสินค้ายากด้วย เพราะก็มีหลายส่วนที่เกิดขึ้น รายได้ลดลงประเทศก็ลดลง แต่ว่าถ้าเมก้ามีสินค้า แล้วสินค้านี้ติดตลาด แล้วก็ถ้ามีสินค้ามันก็โต เทียบกับปีนี้ปี 2025 โอกาสสูงที่จะโต ตอนนี้ถ้าถามจริง ๆ ว่ากี่เปอร์เซ็นต์จะพูดยากนิดนึง


12. สถานการณ์น้ำท่วมหนักในไทยมีผลกระทบกับยอดขายหรือไม่?
คุณวิเวก  : พูดไปแล้วครับ มันก็ยอดขายเราอยู่ที่แค่ประมาณ 5% ผมคิดว่าไม่น่าจะมีผลกระทบมากกว่า 1% อาจจะน้อยกว่าด้วยนะเพราะว่าอยู่ในแค่ไตรมาสที่ 3 2 เดือนผ่านมาแล้ว 8-9 เดือนโอกาสที่จะเป็นขนาดนี้อาจจะไม่เยอะ แต่ว่ามีความเป็นไปได้ครับ ในเมืองอาจจะ ที่อื่นด้วย ว่าทางกรุงเทพฯ อะไรต่าง ๆ อาจจะโต ผลกระทบเราไม่เห็นในยอดขายเยอะมาก แต่มีครับ ต้องมีครับ พวกนี้ไม่ได้เป็นเมเจอร์นะครับ ไม่ได้ใหญ่มาก
คุณสุจินตนา  : น้อยมากแทบจะไม่กระทบเลยค่ะ


13. ภาษีของทรัมป์ นโยบายภาษีของทรัมป์กระทบต่อการดำเนินธุรกิจของเมก้าหรือไม่อย่างไร?
คุณวิเวก  : แทบไม่มีครับ เมก้าไม่ได้ส่งให้อะไรสหรัฐฯ แล้วก็สินค้าเราไม่ได้ซื้อมาจากสหรัฐฯ ก็ไม่มีภาษี แล้วเราก็ส่งให้ส่วนใหญ่คนเอเชีย ธุรกิจเรา 70 กว่าเปอร์เซ็นต์อยู่ในอินโดฯ มาเลฯ ไทย เวียดนาม พม่า แล้วก็นอกจากนี้ก็แอฟริกาภาษีก็ไม่มีผลภาษี ไม่มีผลในประเทศ แล้วก็ถ้าในประเทศรายได้น้อยลง คนจะมีกำลังซื้อน้อยลง ก็ส่งออกไม่ได้ อันนี้เป็นปัญหาของรายได้ของบุคลากรในประเทศมากกว่า มีถ้ามีรายได้น้อยเขาจะมีกำลังซื้อน้อยลงด้วย อันนั้นเป็นไปได้ แต่มันเมื่อกี้ที่เราคุยกันธุรกิจยา รับผิดชอบโรคต่าง ๆ มันไม่ใช่เป็นอันดับแรกที่เราตัด เราเห็นอยู่แล้วศรีลังกาก็มี 3 ปี ผลกระทบเยอะ แต่ธุรกิจเราก็โต แต่ตอนนี้ก็ดีขึ้น ของเราก็ดีขึ้นด้วย แต่ว่าเราก็ไม่ได้แย่ลงช่วงที่มันประเทศลำบากนะครับ ปัญหาต่าง ๆ ส่วนใหญ่เราก็ยังทำธุรกิจในยูเครนมีสงครามตลอด มีโดรนเข้ามาทุกวัน แต่ยอดขายก็ยังขายได้ กำไรก็ยังทำได้ แต่อาจจะไม่ได้โต แค่หวังว่าจะโตได้ 20-30% ไม่ได้แล้วครับ เพราะว่ามันประเทศมันเล็กลง บุคลากรมันลดลดลง เพราะว่า 6-8 ล้านคนออกจากประเทศไปแล้วนะครับ อันนั้นมันปัญหา แต่ว่าอนาคตจะโต 2 เท่าได้ไหม มันก็ต้องมี product ที่เหมาะสมในประเทศ อาจจะได้ ฉะนั้นต้องเลือกสินค้าในประเทศนั้น ทุกประเทศมีสงครามก็ยังขายยาอยู่นะครับ ไม่ใช่ว่าไม่ได้ใช้นะแต่ future growth อาจจะน้อยลง


14. เมก้าจะมีขยายเจาะตลาดไปประเทศอินเดียไหม?
คุณวิเวก  : ไม่ครับ ไม่ขาย ตอนนี้ยังไม่ได้เข้านะ แต่ว่าตอนนี้ทำแค่ซื้อมีทีมงาน back office อะไรต่าง ๆ ไม่มีครับ ไม่ได้ขายในประเทศอย่างเดียว


15. ความเสี่ยงหลัก ๆ ของ MEGA ในตอนนี้คืออะไร แล้วผู้บริหารมีการวางแผนแก้ไขอย่างไรบ้าง?
คุณวิเวก  : ความเสี่ยงมีทุกวันครับ ที่เราเห็นบางอย่างเราก็จะคาดหวังไม่ได้นะครับ ไม่มีเราอยู่ในพม่าหลายปี เราก็ไม่รู้ว่ามันจะเกิดขึ้นเราเตรียมตัวไม่ได้ครับ บางอย่างเรียกว่า Hardt manage แต่ว่าเราพร้อมไหม เราก็ยังทำธุรกิจได้ ทีมงานเราพร้อม เราก็นำเข้าสินค้าได้ก็เรียกว่ายัง Resilience เราเตรียม เรามีทีมงานพร้อมที่จะรองรับปัญหาที่เจอ อันนั้นน่ะสำคัญครับ งั้นเราก็ไม่ได้ take risk นอกจากธุรกิจเราครับ เราไม่ได้ทำนอกจากธุรกิจ เราไม่มีตึก เราไม่มีที่เราไม่ได้ทำอะไรที่เราคือถือหุ้นกับในประเทศ เราถือหุ้น 100% ในประเทศ เราก็ทำธุรกิจของที่เรารู้จัก อย่างงั้นผลกระทบส่วนใหญ่มันเจอน้อยครับ risk เข้ามา risk currency เปลี่ยนอยู่ ๆ เช้านี้การลดลง 50% 100% อันนั้นเรามันทำอะไรไม่ได้ แต่ว่าเราแพลนยังไงครับ เราก็มีนะ local currency แล้วก็เราก็เก็บ balance ไว้ด้วย สินค้าที่อยู่ในประเทศนำเข้าแล้ว เราก็เปลี่ยนราคาได้ ส่วนเราก็พยายาม manage ทุก risk currency risk นะครับ สินค้าเราก็มี GMP อะไรต่าง ๆ คุณภาพเราก็มีมั่นใจว่าเราทำ เราก็ไม่มี failure มันก็มี recall risk นะครับ อันนี้เราก็ ก็มีแพลนจาก Quality Standard เราก็ทำตลอด เช็คอันนี้อันนู้นได้มาตรฐานระดับโลก ทำให้สินค้าที่เราไปถึงที่ไหนมันก็ไม่มี risk กับ patient risk กับอะไรที่ได้ผล เวลาทานยาไปแล้วไม่มี side effect อะไรต่าง ๆ เพราะว่าเราไม่ได้ทำอะไรที่เราไม่รู้ เราทำอะไรที่เรามีวิจัยไปแล้ว อย่างงั้นทุกแอเรียเราก็มี strategy ที่จะป้องกัน risk ต่าง ๆ นะครับ ทั้งยาที่เราขายทั้ง currency exchange ต่าง ๆ ก็ควบคุม แล้วก็ตอนนี้ก็มี risk อื่น ๆ เข้ามาใหม่ ๆ เราก็วิจัยอยู่ เรามีทีมการ risk and compliance ที่เรามอง แล้วก็เตรียมตัวพร้อมสำหรับอนาคต แต่บางอย่างที่เราก็คาดหวังไม่ได้ เป็นไปได้ครับ เราไม่พร้อม 100% is a constant learning ที่เราเตรียมตัวในทุกแอเรียที่เราคิด บอกเราต้องไปพร้อมที่จะรองรับได้ ถ้าเกิดขึ้นจะ response ยังไง ยิ่งถ้าเกิดขึ้นแล้ว response ทีมงานเราพร้อมที่จะ response สำหรับปัญหาที่จะเกิดขึ้นไหม มันได้อยู่ อันนั้นสำคัญโรงงานเรามี 1 เราก็มี 2 เรามี BCP โรงงาน เครื่องจักรเรามี A กับ B แล้วก็ไม่น่าจะอีก อีกพลันนึงแคปซูลอยู่ชั้น 3 อีกอันอยู่ชั้น 1 น้ำท่วมเราก็ยังมีชั้น 3 ก็ผลิตได้ แต่เรา divide area storage อะไรต่าง ๆ ไม่ใช่อยู่ในที่เดียว เราก็ทำอยู่ แล้วก็ทุกอย่าง เราก็พยายามวิเคราะห์ แล้วก็เตรียมตัวเพื่อไม่มีผลกระทบวันเดียวนะครับ ที่จะทำธุรกิจแล้วก็เวลาที่ผ่านมาใน 30-40 ปี ทุกคนอาจจะเห็นว่ามีเจอปัญหาเยอะ ที่ผ่านมาไม่ว่าจะวิกฤตเงินบาทกับดอลลาร์ อะไรทุกอย่างพม่า เราก็ยังทำธุรกิจได้ เราก็ยังอยู่ได้นะครับ ยังก็ไม่ได้มีผลกระทบที่ร้ายแรง แล้วก็แย่ลงมากนะครับ มีบ้างดีบางอย่างเราก็คาดหวังไม่ได้ครับ
คุณสุจินตนา  : ค่ะ เราก็จัดการความเสี่ยงได้ดีในแต่ละด้าน แล้วก็มีการป้องกัน รองรับปัญหาตรงนี้ที่เกิดขึ้นในอนาคตได้นะคะ สำหรับวันนี้เวลาหมดลงแล้วนะคะ ยังไงถ้าท่านนักลงทุนมีคำถามอะไรที่ยังค้างอยู่นะคะ สามารถติดต่อทางบริษัทได้นะคะ ส่งอีเมลมา [email protected] หรือโทรเข้ามาก็ได้ หรือว่าจะส่งคำถามผ่านเว็บไซต์ของบริษัทก็ได้นะคะ วันนี้เราทั้ง 3 ขอลาไปก่อนนะคะ ขอบคุณมากนะคะ
--------------------------------------
***Oppday Q3/2025 MEGA ข้อมูลถาม-ตอบ Q&A โดยหวังว่าจะเป็นความรู้และให้ประโยชน์แก่ผู้อ่านทุก ๆ ท่าน และกรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้ทุกครั้ง หากมีข้อผิดพลาดประการใด ทาง ThaiVI ต้องขออภัยมา ณ ที่นี่***
โควท
ขอแสดงความนับถือ
สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย)
A979238

Re: MOSHI

โพสต์ที่ 6

โพสต์

SSSG กลับมาเป็นบวกแล้ว จำได้ว่าปีที่แล้ว Nov ก็ฐานสูงอยู่ 
Screenshot 2025-12-03 222837.png
โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
sai
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 4287
ผู้ติดตาม: 633

Re: TKS

โพสต์ที่ 7

โพสต์

อัพเดท tks ซื้อหุ้นคืนครับ ล่าสุดผ่านไปแล้ว 88 วันซื้อไป 21% กว่าๆ เหลือเวลาอีก 13 สัปดาห์ ก็ยังพอมีเวลาให้ซื้อครับจนครบ 100% เท่าที่สังเกตดูคือก็ซื้อเรื่อยๆ ค่อยๆยกราคาไปเรื่อยเรื่อย  และก็ชอบซื้อตอนราคาปิดครับ
1000009010.jpg
โควท
Small Details Make a Big Difference
ภาพประจำตัวสมาชิก
Phoenix59
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 48
ผู้ติดตาม: 108

Re: KAMART

โพสต์ที่ 8

โพสต์

IMG_8639.jpeg
Skynlab ใน Moshi Big C สาขา ยะลา ไม่แน่ใจว่ามีใครโพสต์เรื่อง Skynlab ใน Moshi แล้วหรือยัง ผมเห็นแล้วก็ตกใจ เพราะก่อนหน้านี้เข้าใจว่ามีเอา คสอ. ของ Kamart มาขาย ตอนนี้ลามไปผลิตภัณฑ์สุขภาพแล้ว
IMG_8271.jpeg
IMG_8273.jpeg
IMG_8270.jpeg
IMG_8269.jpeg
IMG_8272.jpeg
อีนนี้ภาพเมื่อ วันที่ 25 พ.ย. ที่ Donqui สาขา Dotonburi, Japan
จากที่เดินๆดู มีสินค้าจาก Kamart หลากหลายชนิดเลย แต่เป็นการวางกระจัดกระจายอยู่เป็นจุดๆ ไม่ได้เหมาชั้นหรือล็อกแบบแบรนด์ดัง สินค้าส่วนใหญ่ผมคิดว่าขายไม่ค่อยดี เดาจากฝุ่นที่เกาะ แต่ตัวที่ขายดีๆ ก็คือขายจนหมดเกลี้ยงเลย (อย่างลิปในภาพที่ 3) แต่โดยรวมผมว่าทำได้ดี มีตัวตนอยู่ในตลาดตปท. ค่อยๆทำตลาดไป อนาคตคงเป็นผู้เล่นแถวหน้าได้
แนบไฟล์
IMG_8639.jpeg

โควท
"Yesterday is history, Tomorrow is a mystery, but Today is a gift. That is why it is called the present." - Oogway -
A445838

Re: M

โพสต์ที่ 9

โพสต์

phpBB [video]


ภาพรวมผลประกอบการไตรมาส 3 และ 9 เดือน ปี 2568
กำไรปกติรวมของกลุ่มร้านอาหารในไตรมาส 3 อยู่ที่ 353 ล้านบาท ซึ่งถือว่าค่อนข้างไม่ดี โดยลดลงประมาณ 35% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) และลดลง 17% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (QoQ) สาเหตุหลักมาจากแรงกดดันจากการแข่งขันภายในประเทศและการชะลอตัวของการเติบโตของการบริโภค การลดลงของกำไรมาจากการดำเนินงานที่ลดลงเนื่องจากการจัดทำแคมเปญส่งเสริมการขายเพื่อดึงดูดผู้บริโภค

ในช่วง 9 เดือนแรกของปี กำไรปกติปรับตัวลดลงถึง 32% YoY และคิดเป็นเพียง 66% ของประมาณการทั้งปี

การดำเนินงานรายบริษัท
  • ZEN: เป็นบริษัทที่ผลประกอบการออกมาแย่กว่าที่คาดการณ์ไว้มาก โดยมีกำไรปกติลดลงถึง 50% YoY และต่ำกว่าที่ประมาณการไว้ 10%
  • M: มีส่วนช่วยในการฟื้นตัวของยอดขายต่อสาขาเดิม (Same Store Sales Growth: SSSG) ซึ่งอยู่ที่ -0.6% ในไตรมาส 3 (ดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับ -12.9% ในไตรมาส 3 ปีที่แล้ว) การฟื้นตัวนี้ส่วนหนึ่งมาจากการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ด้านราคา เช่น การทำโปรโมชั่นบุฟเฟต์เพื่อดึงดูดลูกค้า
  • รายได้รวมของกลุ่ม: โดยรวมมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยราว 3% YoY ซึ่งเป็นผลมาจากการฟื้นตัวของ SSSG และการเติบโตของรายได้จากสัดส่วนธุรกิจ Trading ให้กับกลุ่มร้านอาหารของ ZEN
แรงกดดันต่ออัตรากำไร
แม้รายได้รวมจะเติบโตเล็กน้อย แต่อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin: GPM) ยังคงถูกกดดันและลดลงประมาณ 2.8 จุดเปอร์เซ็นต์ YoY มาอยู่ที่ 51% สาเหตุหลักมาจาก:
  • รายได้ต่อหัวที่ลดลงจากการทำโปรโมชั่นต่าง ๆ
  • สัดส่วนธุรกิจ Trading ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่ามีสัดส่วนในรายได้รวมเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย (SG&A) โดยรวมปรับตัวลดลง 0.6 จุดเปอร์เซ็นต์ YoY มาอยู่ที่ 25.2% ซึ่งเป็นผลมาจากยอดขายที่สูงขึ้นของ M

แนวโน้มและความท้าทาย
มุมมองต่อกลุ่มร้านอาหารยังคงเป็นเชิงลบ แม้จะเห็นความพยายามในการปรับกลยุทธ์การดำเนินงาน เนื่องจาก:
  • การแข่งขันรุนแรง: การแข่งขันในอุตสาหกรรมร้านอาหารยังคงมีความท้าทายและมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นจากการขยับตัวของผู้เล่นหลักรายอื่นในตลาดที่เพิ่มขึ้น
  • ความสามารถในการทำกำไร: การแข่งขันด้านโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดลูกค้ายังคงสร้างแรงกดดันต่อความสามารถในการทำกำไรโดยรวม
  • การบริโภคจำกัด: คาดการณ์ว่าการเติบโตของการบริโภคจะอยู่ในระดับปานกลางที่ 1.5% ถึง 2% ซึ่งส่งผลให้การเติบโตของรายได้ในกลุ่มร้านอาหารมีแนวโน้มจำกัด
  • มาตรการภาครัฐ: คาดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐอาจสนับสนุนผลการดำเนินงานในระยะสั้นของไตรมาสที่ 4 ได้ แต่ยังต้องระมัดระวังต่อการฟื้นตัวในระยะถัดไป
การประเมินมูลค่า
ปัจจุบันกลุ่มร้านอาหาร (เฉพาะ M และ ZEN) มีการซื้อขายที่อัตราส่วน P/E ปี 2025 ที่ 25 เท่า ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูง เมื่อเทียบกับการเติบโตของกำไรเฉลี่ยใน 3 ปีข้างหน้าซึ่งคาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 11% การซื้อขายในระดับนี้ยังถือว่าค่อนข้างแพงและยังไม่น่าสนใจ โดยปัจจุบันยังไม่มีหุ้นเด่น (Top Stock) ในกลุ่มร้านอาหารที่แนะนำให้ลงทุน
โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
mingchang
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 363
ผู้ติดตาม: 107

Re: MC

โพสต์ที่ 10

โพสต์

งบ09/2568

สำหรับ mc ผมมีข้อสงสัยอยู่ 3 ข้อครับขอรบกวนเพื่อนๆหรือผู้รู้ช่วยแนะนำด้วยครับ

1. การเปลี่ยนผู้บริหารคนใหม่ ความคิดเห็นส่วนตัวผม ผู้บริหารคนเดิมทำงานมา 4 ปี ผลงานก็ ok ดีครับ เติบโตทั้งรายได้และกำไร และเคยสัมภาษณ์ไว้ว่าสนุกในการทำงานที่นี่ด้วย การเปลี่ยนผู้บริหารคนใหม่รอบนี้ให้เหตุผลว่าคนเดิมครบวาระแล้ว ไม่แน่ใจว่า MC มีวัฒนธรรมที่ต้องเปลี่ยนผู้บริหารเมื่อครบวาระหรือเปล่าครับ

2.จำนวนสาขาที่อยู่ต่างประเทศ จากประชุมผู้ถือหุ้นล่าสุด ผู้ถือหุ้นถามว่า มีสาขาอยู่ต่างประเทศอะไรบ้าง ผู้บริหารตอบว่าไม่มีสาขาต่างประเทศ เท่าที่ผมจำได้ รายงานก่อนหน้านี้ MC เคยกล่าวไว้ว่ามีสาขาต่างประเทศอยู่ 9 สาขา เป็นไปได้ไหมว่า MCปิดสาขาต่างประเทศทั้งหมดแล้ว หรือว่าผมจำผิดไปครับ

3.ประเด็นนี้มาจากผู้บริหารกล่าวในประชุมผู้ถือหุ้นล่าสุด mC มีแผนการลงทุน ขยายพื้นที่ขายสาขา เพิ่มอีก 10,000 ตารางเมตรหรือประมาณ 200 สาขาในเวลา 3 ปี ยอดขายของ MC มีการเติบโตตลอดหลายปีที่ผ่านมา สังเกตคือยอดขายออนไลน์เติบโตก้าวกระโดดแต่ยอดขายหน้าร้านมีแนวโน้มลดลง รวมถึงจำนวนสาขามีการปรับลดลงด้วย แผนการลงทุนนี้อาจเป็นการเปลี่ยนทิศทางดำเนินธุรกิจของMC ผมคิดว่าก็มีความเหมาะสมอยู่ระดับหนึ่ง เพราะรายได้หน้าร้านชะลอลดลงเรื่อยๆ มีความจำเป็น ต้องปรับปรุงหรือขยายจำนวนร้านค้า อีกนึงคือการปรับปรุงขยายหน้าร้านก็สามารถเสริมการขายออนไลน์อีกด้านหนึ่ง หน้าร้านที่สวยงามและใกล้ชิดผู้บริโภคก็เป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในระยะยาว แต่ผลกระทบที่ตามมาคือต้นทุนที่สูงขึ้น ไม่แน่ใจว่าต้นทุนปรับปรุงขยายสาขาอยู่ที่เท่าไหร่ แต่คิดว่า คงไม่ต่ำกว่า300 ถึง 400 ล้านบาทในเวลา 3 ปีต่อจากนี้ รวมถึงค่าเสื่อมที่เพิ่มขึ้นซึ่งอาจกระทบถึงกำไรสุทธิ อีกอย่างคือกระแสเงินสดอาจลดลง จะทำให้สัดส่วนปันผลลดลงไปด้วยหรือเปล่า

ทั้งหมดนี้คือข้อสงสัยหรือข้อกังวลของผม ขอเพื่อนๆช่วยชี้แนะด้วยครับ ขอบคุณครับ
โควท
自在 不争
AlphaBkk
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 95
ผู้ติดตาม: 24

Re: PRM

โพสต์ที่ 11

โพสต์

เป็นบริษัทที่สื่อสารเป็นจริงๆคับ ยิ่งติดตามนานขึ้นๆ ยิ่งชอบ
ไตรมาส4 ยังไงกำไรก็จะ drop ถ้าเทียบกับไตรมาส3 นะครับ vlcc เข้าอู่ 1 ลำ และ fsu มีต้องเปลี่ยนเรือ switch ให้ลูกค้า ข้อมูลที่บอกล่วงหน้าได้ก็บอกตั้งแต่ต้นปี นวคน่าจะมีข้อมูลรายละเอียดเรือที่ต้องเข้าอู่แต่ละปีที่วางแผนไว้อยู่แล้ว
ผมสงสัยมานานว่าทำไม prm ค่อนข้างแม่นเวลาสื่อสารกับนักลงทุน ทั้งๆที่อุตสาหกรรมดูไม่ได้คาดเดาง่าย วันนี้ผมว่าผมได้คำตอบ คือเค้ามักจะมาบอกตอนที่ดีลใหม่ๆตอนมันเสร็จแล้วหรือตอนที่ใกล้มากๆ อย่างไตรมาสนี้ส่งเรือบริการให้ลูกค้าใหม่ที่ตะวันออกกลางเสร็จ เค้าค่อยมาบอกรายละเอียด น้อยครั้งมากจะพูดถึงโปรเจ็คไกลๆ ต่างจากบริษัทส่วนใหญ่ ที่มักพูดให้คาดหวังเยอะ แต่ทำไม่ได้
ไตรมาสนี้มีแย้มข้อมูลใหม่มาหลายอัน อย่างแรกคือการขยายตลาดฟิลิปปินส์มาแก้ปัญหายอดที่ตกลงของกัมพูชา ผมฟังมาทุกไตรมาสคิดว่าไม่เคยได้ยิน อีกอย่างคือเรือ LPG ที่น่าจะได้เห็นเข้ามาปีหน้า เรือโรงเเรมได้ต่อสัญญาเเล้วและได้เรทดีขึ้นด้วย
ในฐานะผู้ถือหุ้นผมก็สบายใจ กล้าถือหุ้นยาวรับความผันผวนของแตาละไตรมาส เพราะรู้แผนการลงทุนและการเติบโตที่ชัดเจน กลยุทธ์ขยายกองเรือปิโตรเคมีกับosv ก็ทำได้ต่อเนื่อง และหาสมดุลในการบริหารงบดุล capex และผลตอบแทนผถหได้อย่างยอดเยี่ยม
โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
Peter1011
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 457
ผู้ติดตาม: 213

Re: ทำไมเราต้องลงทุนหุ้นต่างประเทศ? มาแชร์กันครับ

โพสต์ที่ 12

โพสต์

(2nd reposted)
มา update กันครับ โพสท์นี้น่าจะยาวที่สุดที่ผมเคยเขียนมา ผมสังเกตเห็นหลายๆอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมการลงทุนทั้งในไทยและต่างประเทศ

Investor's disagreement

มีการ clash กันระหว่างนักลงทุน ทั้งสาย growth สาย value สายกาว ในหลาย community ทั้งบน discord reddit facebook etc. ที่อาการหนักคือสายกาวที่ชอบหุ้นจำพวก tech และ AI มากจนลืมไปว่าความเสี่ยงของหุ้นตรงนี้มันสูงมากๆ หุ้น AI ที่วิ่งขึ้นอย่างรวดเร็วนั้นมี upside ที่ลดลงในขณะที่ความเสี่ยงยังเท่าเดิม

สายกาวและสาย tech ที่ผมเห็นจะค่อนข้างมีความมั่นใจในตนเองสูงมาก อย่างว่าก็เป็นปกติตาม industry นี้ที่ founders ต้องมั่นใจมากที่จะนำพา start-up ผ่านเรื่องต่างๆได้ ปกติผมไม่ค่อยอยากจะยุ่งกับกลุ่มนี้เท่าไร ไม่อยากไปเถียงด้วย เสียสุขภาพจิตเปล่าๆ เพจนักลงทุนเก่งๆที่ผมรู้จักแห่งหนึ่งก็โดนเพจหุ้น tech US มาคุกคาม ผมเองก็เคยโดนด้วยครับโดยโดนแบบต่อหน้าต่อตา


Communities

ผมตาม reddit Value Investing มาค่อนข้างนาน ได้เห็น post ที่หลากหลาย แต่สิ่งที่ผมสังเกตเห็นคือโพสท์ยาวๆแต่มีเนื้อหาสาระที่ดี ไม่ค่อยจะมีคนอ่านและ interact เท่าไหร่ และผมเคยลองเขียนถามเรื่องต่างๆบนนั้นเพื่อให้มีการสนทนาที่มีคุณภาพ แต่ไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่ นั่นอาจจะหมายความว่า นักลงทุนรายย่อยหลายๆคนที่นั่นไม่ชอบอ่านอะไรที่ยาวๆ ส่วนใหญ่ก็จะชอบไปอ่านโพสท์สั้นๆในแนวว่า (1) หุ้นตัวนี้ถูกยังไงโดยมีสรุปสั้นๆ (2) โพสท์ในทำนองว่าตลาดหุ้นแพงไปแล้ว (3) โพสท์จำนวนมากเกี่ยวกับหุ้น NVO PYPL UNH และ Mag 7 ตรงนี้หล่ะเป็นจุดที่ทำให้ผมรู้ว่านักลงทุนหลายๆคนที่นั่นก็ไม่ได้เก่งมากมายไปกว่าเรา เนื่องจากชอบ herding ตามคนอื่นๆไป และโพสท์ที่เจอก็มาในทำนองว่าหุ้นตัวนี้จะลงต่อมั้ย? หุ้นตัวนี้ P/E ถูกมากดีรึเปล่า? หุ้นตัวนี้ลงมาเยอะมากน่าสนใจ แต่ไม่ได้อธิบายว่าทำไมมันถึงถูก fair and balanced view of its business operation แต่นานๆก็จะมีโพสท์คุณภาพมา แต่ที่สำคัญคือ comments ซึ่งบอกเราได้หลายอย่าง โดยโพสท์นอกกรอบหรือหุ้นอื่นๆเช่นหุ้นจีน มักจะโดนต่อต้าน ยิ่งตอกยำ้ความเป็น herding บนนั้น อย่างไรก็ตาม โพสท์ดีๆก็มีเช่นในทำนองเตือนสติหรือโพสท์อธิบายหุ้นต่างๆ comment ก็มักจะดีตามไปด้วย

Wall Street Bets ซึ่งคือศูนย์รวมรายย่อยของอเมริกา เป็นที่ๆผมเห็นคนพนันกับหุ้นหลายๆตัวมีทั้งได้และเสีย โพสท์ส่วนใหญ่ก็เกี่ยวกับการเล่นหุ้นซะส่วนใหญ่ในทำนองแบบว่า quick gains/high risk bet ที่ทำได้จากเงินสดคงเหลือ แต่สิ่งที่ผมสนใจก็คือ activities บนนี้ หากผมเริ่มเห็นโพสท์ในทำนองโชว์กำไรถี่ขึ้น ผมจะระวังตัวให้ดี หากผมเริ่มเห็นโพสท์น้อยลง นั่นหมายความว่าตลาดไม่ดี (คล้ายๆกับ ThaiVI อ่ะครับ) หลังๆ moderators จะชอบลบบางโพสท์แบบไม่มีเหตุผล ทั้งๆที่โพสท์นั้นๆไม่ได้มีเนื้อหาที่ผิดกฏ WSB แต่อย่างใด นั่นเป็นการเลือกปฏิบัติและยังเป็นการละเมิด free speech อีกด้วย

ผมไม่ได้ตามบน Twitter/X เท่าไหร่ แต่ก็พอทราบว่ามีคนเก่งๆอยู่บนนั้นด้วย ที่สำคัญคือต้องเลือกให้ถูกคนหากจะตามจริงๆ เพราะของปลอมก็มีอยู่พอประมาณ

โดยปกติผมจะตาม discord ของคุณ wj ที่นั่นมีการแลกเปลี่ยนความรู้ที่ดีอยู่ตลอด แต่บางทีผมก็มี disagreement กับบางคนในนั้น โดยเฉพาะ user รูปการ์ตูนแมว ที่ผมเชื่อว่าน่าจะเป็นนักลงทุนสถาบัน บนเรื่อง macro ต่างๆ ผมเถียงเค้าไม่ชนะหรอกครับ เพราะเค้ามี paper ของ broker ต่างชาติที่เก่งๆมาเป็น reference อยู่ตลอด แต่ผมรู้อย่างหนึ่งว่าเค้า bear หุ้นจีนสุดๆก่อนที่มันจะเด้งกลับ 5555 หลังๆผมไม่ได้ไปตามกลุ่มนั้นแล้วเพราะวิธีการลงทุนที่ผมใช้ต่างจากกลุ่มนั้นพอสมควร


US Bubble Possibility

ล่าสุด newsletter ของ WSJ editor Jason Zweig เขียนในทำนองว่าหุ้น Mag 7 มีการลงทุน AI อย่างมหาศาล โดยใช่เงินส่วนใหญ่จาก internal cash flow และมีบางส่วนจากหนี้ที่มากการกู้ยืมสูงมากขึ้น หากการลงทุนนี้ capitalise ไม่ได้เลยหรือได้น้อยกว่าที่คาด ก็จะสร้างปัญหาได้

Michael Burry ก็ออกมาซื้อ put option หุ้นเทคบางตัวที่ราคาสูงมากเช่น PLTR ซึ่งเป็นประเด็นที่นักลงทุนพูดถึงกันพอสมควร

บน internet communities รวมถึง news site เริ่มมีการ mention ถึงฟองสบู่กันมากขึ้นโดยเฉพาะที่อเมริกา แต่ผมว่าตลาดเป็นฟองสบู่แค่บางส่วน จากการสำรวจ S&P 500 ของผมเอง หุ้น old economy ที่มีพื้นฐานดีหลายๆตัวมีราคาที่ตกตำ่ลงจาก high เดิม บางตัวมาเกินกว่าครึ่งด้วยซำ้ แต่หุ้นจำพวก new economy อย่างพวก platform and software ก็ยังทำ new-high ต่อไปเรื่อยๆ ทั้งราคาและ valuation โดยมีกำไรและ/หรือรายได้และ/หรือ active users ที่มากขึ้น ซึ่งผมเองก็ไม่รู้ว่ามันจะโดนเหตุการณ์ที่มา trigger หุ้นตกยังไงบ้าง แต่ที่แน่ๆคือมันจะมาแบบคาดไม่ถึง

สำหรับเรื่อง "this time it's different" มันก็คือส่วนหนึ่งประวัติศาสตร์ซ้ำรอยดีๆนี่เอง ดูได้จาก hype ในสมัยก่อนตั้งแต่ canals -> railroads -> electricity -> automotive -> radio -> Nifty Fifty -> internet -> tech และตอนนี้ก็คือ AI ทุกเหตุการณ์มาจาก innovation ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น (และมันก็ทำได้จริงๆ) แต่ความเห่อของ public นั่นเองที่ overshoots the reality หรือเรียกง่ายๆว่าร้อนแรงเกินไปในตอนต้นๆที่ technology เหล่านี้เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นานและผลพวงของสิ่งเหล่านี้ยังไม่ take effect ที่เพิ่ม productivity ได้ดีพอ พอ public เริ่มเห็นความจริงฟองสบู่ก็แตก

เวลาฟองสบู่แตกเราจะแทบไม่รู้ตัว หุ้นมันจะค่อยๆลงมาเรื่อยๆแบบวันละ 2-3% คล้ายๆกับการต้มกบ ระยะเวลาก็อาจจะเป็นหลายๆปีจนกว่าจะถึง bottom โดยมีปัจจัยในด้านลบคอยมา support การลงอย่างต่อเนื่อง กว่าจะมารู้ตัวอีกทีก็ถึง bottom แล้ว

ล่าสุดผมได้อ่าน column บน Wall Street Journal (WSJ) ที่เขียนเกี่ยวกับจำนวนนักลงทุนรุ่นใหม่ (Gen Z) ที่สูงมากขึ้นไม่ว่าจะมาจากเหตุผลใดก็ตาม (เช่น ลงทุนระยะยาว เล่นเก็งกำไร เก็บเงินไว้ซื้อบ้าน อยากรวยเร็ว etc.) คนอื่นๆที่อ่าน column นี้ก็คงคิดว่าคนกลุ่มนี้กำลังเริ่มต้นได้ดีในการเก็บเงิน แต่ผมกลับมองในทางตรงกันข้าม การที่นักลงทุนรุ่นใหม่ที่มีความรู้พอสมควรแต่ยังไม่มีประสบการณ์เข้ามาในตลาดเป็นจำนวนมากเป็น indicator ตัวหนึ่งของฟองสบู่ โดยผมให้ข้อสังเกตดังนี้

(1) คนกลุ่มนี้ได้เห็นตลาดที่โตขึ้นอย่างรวดเร็วและมีผลตอบแทนที่เอาชนะเกือบทุกสินทรัพย์ใน long-term จึงมองว่าเป็นที่เก็บเงินที่ดี และเป็นสิ่งที่ rational ผมเองก็คิดแบบนั้น

(2) ส่วนใหญ่ลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่พื้นฐานดีเช่น AAPL AMD GOOGL MSFT NVDA บางคนก็ลงใน index fund ETF แล้วได้ผลตอบแทนที่ดีในระยะสั้นๆ ทำให้เกิดภาพลวงตาในระยะสั้นๆว่าตลาดหุ้นทำเงินได้ "ง่ายๆ" (quick gains) จากการ "buy-the-dips" หลังจากหุ้นตกตอน Trump ประกาศภาษี

(3) คำว่า "ง่ายๆ" คือการซื้อหุ้นแบบไม่ได้ดูอะไรมากนักเช่น ไม่ดูงบ ไม่อ่าน 10K มักจะเกิดจากการซื้อหุ้นตัวใหญ่ที่พื้นฐานดีมากที่ทุกคนมีความเห็นตรงกันว่ามันจะโตได้ต่อเนื่องจากทุกคนใช้งานหรือของบริษัทนั้นอยู่ หรือซื้อตามๆกันไป (herding) แล้วหุ้นตัวนั้นราคาขึ้นมาในเวลาอันสั้น อารมณ์เดียวกันกับหุ้นไทยตอนที่ตกมาตอนมีโรคระบาดใหม่ๆ ผมยังจำได้เลยว่าบนนี้มีคนโพสท์รัวๆๆ และบน discord นั้นมีคนคุยกันไม่หยุด

(4) หลายๆคน claim ว่าจะ buy and hold หรือ (HODL - Hold-On-for-Dear-Life) ซึ่งเป็นสิ่งที่ rational และผมเองก็คิดแบบนั้น แต่การ execution นั้นมันไม่ได้ทำง่ายๆ Gen Z หลายๆคนไม่มีประสบการในตลาดขาลง รวมถึง structural bear market หรือแปลแบบง่ายๆว่าตลาดขาลงแบบมีพื้นฐานที่แย่ลงด้วยในระยะยาว ซึ่งประเทศไทยกำลังประสบปัญหาอยู่ ณ ตอนนี้ โดยครั้งสุดท้ายที่ประเทศอเมริกามีสภาวะตลาดแบบนี้คือช่วงหลังปี 2008 ในสภาวะตลาดแบบนี้เราจะเจอทั้งข่าวร้าย การ discourage ความเครียดจากสิ่งอื่นๆที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นแต่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนแบบไม่รู้ตัว

(5) ข่าวหรือเรื่องราวในทำนองว่า นาย ก ทำอาชีพธรรมดา แล้วเก็บเงินสะสมหุ้นจนกลายเป็นเศรษฐีในระยะเวลา x ปี มีอยู่เป็นประจำ ซึ่งสิ่งที่ WSJ รายงานนั้นก็ไม่ต่างจากเรื่องราวพวกนี้ซึ่งเป็นเรื่องของ survivalship bias เนื่องจากคนกลุ่มนี้ประสบความสำเร็จพอสมควร จึงได้รับการสัมภาษณ์ (ไม่งั้นใครอยากจะอ่าน article นี้ละครับ!) ต่างจากที่มีอีกหลายๆคนที่ล้มหายตายจากตลาดหุ้นไป และไม่ได้มีโอกาสถูกสัมภาษณ์เรื่องราวการลงทุนของพวกเขาซึ่งน่าจะมีกรณีศึกษาที่ดีๆอีกหลาย case แล้วเบื้องหลังจริงๆของคนกลุ่มนี้คืออะไรกันแน่ hard work หรือไม่ก็อาจจะเป็นเพียงแค่ buy-the-dip

นอกจากนั้นยังได้มีกลุ่มนักลงทุนหน้าใหม่ซึ่งมีอาชีพอยู่ในกลุ่มทหารและมี "disposable income" ได้เข้ามาร่วมลงทุนด้วยทั้งในหุ้น AI และเหรียญ digital ต่างๆ ซึ่งมักจะมาในรูปแบบ "getting rich quickly" และนั่นแหละคือการพนัน 

ตลาดหุ้น US นั้นมีความเป็น efficient สูงกว่าแต่ก่อนอย่างมีนัยยะสำคัญ จากที่คนเก่งขึ้น มี technology ในการวิเคราะห์ที่ดีขึ้น ทุกคนเข้าถึงการลงทุนได้อย่างง่ายดาย information ที่ลื่นไหลอย่างรวดเร็ว การที่จะเอาชนะตลาดได้ต้องอาศัยความเก่งและ insight เหนือกว่าคนอื่น investment tools ที่เหนือกว่าสถาบันการเงินชั้นนำ สิ่งเหล่านี้ต้องได้มาจากการใช้เวลาในการศึกษาเป็นเวลานานและยังมีค่าใช้จ่ายสำหรับ tools ต่างๆที่มีราคาสูง องค์ประกอบอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญคือ "โชค" ซึ่งเป็นถือเป็น "ก็อก-หลัก" ในการกำหนดว่าเราจะเอาชนะได้รึเปล่า

สิ่งที่ผมจะแนะนำคือ หากคุณไม่มีเวลามากพอและไม่ได้ทำงานด้านลงทุน คุณไม่ต้องไปเสียเวลาไปหาหุ้นถูกๆที่นั่น การหาหุ้นที่ mispriced นั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ หุ้นที่ถูกๆมักจะเป็นหุ้นที่กำลังมีปัญหาเรื้อรังที่กำลังรอการแก้ใข (หรืออาจจะแก้ใขไม่ได้เลย) ไม่งั้นราคาหุ้นมันไม่ลงมาถึงขนาดนี้หรอก (ลองไปดู CPB NVO UPS) low cost index funds จึงเป็น option ที่ดีที่สุดหากเราลงทุนได้ไม่เก่งเท่ากับคนอื่น เพราะ "คนอื่นก็ทำได้เหมือนกัน" อย่าลืม assess ตัวเองด้วยครับ เหตุการณ์แบบนี้ผมจะเรียกว่า การลงทุนยากกว่าเดิม เพราะมันง่ายกว่าเดิม เหมือนกับที่พี่หลินได้เขียนไว้ก่อนหน้านี้

ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ผมอยากจะยำ้อีกรอบว่า ผมไม่เคยคิดที่จะฟันธงว่าตลาดหุ้นอเมริกาจะแตกตอนนี้หรือตอนไหนก็ตาม เพียงแต่ว่ามีมีหลายๆ indicator ที่ฟ้องออกมาว่ามันมี symptom ของฟองสบู่อยู่ในบาง sector เท่านั้นเอง แพงไปรึเปล่า? ผมไม่รู้ครับแต่ผมว่ามันไม่ก็ถูกมานานแล้ว ผมยังยึดคติเดิมของผมคือ "ถ้ามันไม่ถูก ก็ช่างแม่ง*"

*refers to the Mother of Mr. Market


หุ้นกระดูก

ระหว่างที่ผมสำรวจตลาดหุ้นอเมริกา ผมได้พบกับหุ้นกลุ่มหนึ่งที่มีลักษณะเฉพาะตัวโดยไม่ค่อยมีการพบเห็นในตลาดอื่นๆ หุ้นกลุ่มนี้จะมีส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบหรือ D/E สูงมหาศาลแต่มีกำไรสม่ำเสมอและราคาก็ยังวิ่งขึ้นลงตามผลประกอบการณ์อีกด้วยไม่ใช่โดน SP หรือ Halt ต่างจากในโซนเอเชียที่หุ้น negative equity เป็นสิ่งที่ไม่ดีอย่างยิ่งและมักมาจากการขาดทุนอย่างต่อเนื่อง

สิ่งหลักๆที่ทำให้เกิด negative equity มาจากการซื้อหุ้นคืนอย่างต่อเนื่อง (มูลค่าหุ้นที่ซื้อคืนจะถูกหักออกจากส่วนของผู้ถือหุ้น) แทนที่จะจ่ายปันผลออกมาเป็นเงินสดซึ่งจะโดนคิด witholding tax มหาศาล ในขณะที่บางที่มีการแปลงทุนเป็นหนี้ จ่ายปันผลเป็นหุ้นกู้ (convertible bond) เพื่อสร้างรายจ่ายเพื่อลดภาษี ทั้งนี้กฏหมายที่นั่นก็ยังเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจแบบนี้ด้วยทำให้มีหลายบริษัททำกันเช่น DPZ HLT IHG OTIS UPS

การทำแบบนี้เป็นผลดีต่อผู้ถือหุ้นเนื่องจากเป็นการสร้างผลตอบแทนให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ (คล้ายกับการกินไก่จนเหลือแค่กระดูกที่มนุษย์ไม่สามารถกินต่อไปได้แล้ว) แต่อาจสร้างปัญหาได้เวลากำไรลดหรือพลิกเป็นขาดทุนติดต่อกันหลายๆ quarter อาจจะจะต้องเข้า Chapter 11 ทันทีและราคาหุ้นอาจจะผันผวนมากกว่าปกติ การใช้ P/B ratio และ ROE ที่นั่นในการคัดหุ้นอาจจะทำไม่ได้จาก distorted equity และการหาหุ้นโดยใช้ P/B ต่ำๆเป็นตัวกรองก็จะได้แค่หุ้นที่แย่จริงๆที่ไม่มีคนอยากจะซื้อ


หุ้นไทย

อย่างที่ทุกคนรู้ๆกัน fund flow ในตลาดหุ้นไทยวิ่งเข้าแต่หุ้นตัวใหญ่ ทำให้หุ้นตัวใหญ่วิ่งขึ้นแต่หุ้นตัวกลางถึงเล็กไม่ค่อยมีการขยับเท่าไหร่ หลายๆตัวก็ถอยลงจะกำลังซื้อหดและกำไรที่ลดลง ที่ดัชนีวิ่งขึ้นมาหลักๆก็เป็นผลมาจากหุ้น banks telecoms และ DELTA ที่นักลงทุนสถาบันยังสนใจกันอยู่ ส่วน trading volume ยังน้อยกว่าปีที่แล้วเนื่องจากนักลงทุนรายย่อยหนีไปลงทุนต่างประเทศกันหมด โดยเฉพาะที่อเมริกา หนึ่งในประโยชน์จากการที่เราได้ลงทุนในหลายๆตลาดก็คือการที่ได้เห็นสภาพ boom และ bust ในเวลาเดียวกัน เช่นหุ้นอเมริกาและไทยตามลำดับ

(edited) แม้ว่าเคยมีคนเขียนว่า ตลาดหุ้นไทย ณ เวลานี้มันช่างมืดมนซะเหลือเกิน ผมอยากจะเถียงว่า
- นักลงทุนตายเรียบ (ผมยังไม่ตาย)
- เจ้าของบริษัทตาย (บริษัทที่ผมเลือกยังไม่ตาย แค่กำไรลด)
- กองทุนตาย (ไม่เคยซื้อเพราะรู้ว่าค่าธรรมเนียมแพงและแพ้ตลาด)
- นักลงทุนต่างชาติตาย (ไม่ใช่หรอก พวกนี้มาฟันกำไร short มากกว่า)
- รายใหญ่ตาย (คุณเป็นรายใหญ่ แล้วคุณตายหรือยังครับ ทำไมถึงออกมาบ่น)
- รายย่อยตาย (ผมเป็นรายย่อย แล้วทำไมผมยังอยู่ได้)
- หุ้นบางตัวลงมา 90% (ผมไม่เคยซื้อ เพราะรู้ว่าปั่นราคา บางทีตอนนี้เป็นโอกาสที่ดีในการซื้อด้วย)

ที่จริงผมยังมี case study ของหุ้นอีกตัวหนึ่งว่างๆจะเขียนมาให้อ่านครับ ถ้าเราเก่งจริงๆเดี๋ยวก็เจอหุ้นดีๆในราคาที่เหมาะสมเองครับ ถ้าไม่เจอหุ้นราคาเหมาะสม ระหว่างรอผมก็ upskill ตัวเองไปเรื่อยๆ
โควท
"SI QUELQU'UN VOUS DIT QUE VOUS POUVEZ VOUS ENRICHIR AUTREMENT QUE PAR LE TRAVAIL ET L'ÉCONOMIE NE L'ÉCOUTEZ PAS C'EST UN EMPOISONNEUR"
nat_tnbu
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 15
ผู้ติดตาม: 4

Re: MOSHI

โพสต์ที่ 13

โพสต์

A979238 เขียน:
พุธ ธ.ค. 03, 2025 10:29 pm
SSSG กลับมาเป็นบวกแล้ว จำได้ว่าปีที่แล้ว Nov ก็ฐานสูงอยู่ รูปภาพ
ใช่เลยครับ ปีที่แล้ว Nov 2024 +23% จากปี 2023 ครับ ปีนี้กลับมาเป็นบวกได้ถือว่าทำได้ดีเลยครับ
โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
trillionaire
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1462
ผู้ติดตาม: 117

Re: SPREME

โพสต์ที่ 14

โพสต์

SPREME กาฬสินธุ์.jpg
ยอดล่าสุด 3,230 ล้านบาท
โควท
A445838

Re: IP

โพสต์ที่ 15

โพสต์

phpBB [video]


ธุรกิจนวัตกรรมด้านสุขภาพ (HealthTech) ถือเป็นแนวโน้มหลักของโลกในปัจจุบัน โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาที่เริ่มมีการเปลี่ยนการลงทุนจากหุ้นเทคโนโลยีไปยังหุ้นยาและสุขภาพ ธุรกิจด้านสุขภาพมีความโดดเด่นเนื่องจากตลาดมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนตามสังคมผู้สูงวัย

โครงสร้างธุรกิจปัจจุบันและแนวโน้มการเติบโต

บริษัทมีรายได้ที่กระจายตัวอยู่ใน 6 กลุ่มธุรกิจหลัก ซึ่งทุกกลุ่มเป็นส่วนหนึ่งของตลาด HealthTech ที่ยังคงเติบโต:
  • กลุ่มยา: มีโรงงานยา 2 แห่ง และยังคงเติบโตสูง ปีนี้เติบโตเกิน 27%
  • กลุ่มผลิตภัณฑ์ป้องกันโรคและชะลอวัย (Nutraceuticals และ Cosmeceuticals): กลุ่มนี้มีการเติบโตที่ดีมากในปีนี้
  • กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง: มองว่าสัตว์เลี้ยงคือสมาชิกในครอบครัว แม้ปีนี้จะเติบโตในระดับกลางที่ 4-5%
  • กลุ่มร้านขายยา: เพิ่งเปิดสาขาที่ 50 แม้ได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง แต่ก็ยังเติบโตอยู่
  • กลุ่มโรงพยาบาล: รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
  • กลุ่มเครื่องมือแพทย์และเวชศาสตร์ฟื้นฟู/กายภาพบำบัด: เติบโตตามการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย
บริษัทคาดการณ์อัตราการเติบโตในปีหน้า (ปี 2568) จะไม่ต่ำกว่า 20-25% ซึ่งอิงจากธุรกิจเดิมที่มีอยู่

การลงทุนขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเพื่อปรับปรุงโรงงาน ขยายร้านขายยา และปรับปรุงโรงพยาบาล รวมถึงการปรับปรุงโรงงานที่อยุธยาให้ได้มาตรฐาน EU Standard นั้น ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ขณะนี้ถือเป็นช่วงของการ เก็บเกี่ยวผลตอบแทน จากการลงทุนดังกล่าว

โครงการนวัตกรรมเพื่อการเติบโตก้าวกระโดดในระยะยาว
บริษัทตั้งเป้าหมายเป็นบริษัทนวัตกรรมระดับนานาชาติ โดยมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมที่ใหม่ระดับโลก ซึ่งจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนรายได้และกำไรให้เติบโตก้าวกระโดดในช่วงปี 2570 เป็นต้นไป

1. การบำบัดด้วยยีน (Gene Therapy)
เทคโนโลยีนี้ถือเป็นอนาคตของการรักษาโรค โดยเป็นการเข้าไปซ่อมแซมยีนที่บกพร่อง ซึ่งแตกต่างจากการใช้สเต็มเซลล์ที่เน้นการฟื้นฟูระดับเซลล์ต้นกำเนิด ยีนบำบัดจะลงลึกถึงระดับหน่วยยีนซึ่งเป็นสาเหตุแท้จริงของการเกิดโรค
  • โรคพาร์กินสัน: กำลังร่วมวิจัยกับญี่ปุ่นและไทย (12 เคสในแต่ละประเทศ) โดยมีผลวิจัยเบื้องต้น 6 เคสที่ญี่ปุ่นแสดงผลการรักษาที่ดีมากและไม่มีผลข้างเคียง โรคพาร์กินสันเป็นโรคที่เพิ่มขึ้นตามสังคมผู้สูงอายุ และการรักษานี้อาจทำให้หายขาดได้
  • ไทม์ไลน์: คาดว่าจะได้รับการอนุมัติในประเทศญี่ปุ่นภายในปลายปีหน้า (ปี 2568) และหากสำเร็จ จะต่อยอดไปสู่การรักษาโรคอัลไซเมอร์
  • ความร่วมมือ: โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากรัฐบาลไทย ผ่านกองทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน (บปข.) และเป็นการร่วมมือระหว่างสถาบันการแพทย์ชั้นนำของไทยกับมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่น
2. กลุ่มผลิตภัณฑ์ยาหยอดตา และมาตรฐานการผลิตระดับ EU
บริษัทกำลังพัฒนายาหยอดตาอย่างครบวงจร (ตาแห้ง สายตาสั้น สายตายาว ต้อกระจก ต้อหิน) ซึ่งเป็นตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตสูงเนื่องจากพฤติกรรมการใช้สายตาของคนในปัจจุบัน
  • มาตรฐาน EU: บริษัทกำลังปรับปรุงโรงงานผลิตยาหยอดตาที่อยุธยาให้ได้มาตรฐาน EU Standard เพื่อใช้เป็นฐานการผลิตให้กับบริษัทยาขนาดใหญ่ในยุโรป เนื่องจากต้นทุนการผลิตในไทยยังถูกกว่าการผลิตในยุโรปมาก
  • เป้าหมาย: โรงงานนี้คาดว่าจะเป็นโรงงานผลิตยาหยอดตาแห่งแรกของไทยที่ได้มาตรฐาน EU
  • ไทม์ไลน์: คาดว่าจะมีการตรวจสอบโรงงานโดยคณะกรรมการจากยุโรปในช่วงเดือนเมษายนปีหน้า หากผ่านการรับรอง จะสามารถเริ่มการจำหน่ายหรือรับจ้างผลิตได้จริงในช่วง ปี 2570 (2027)
  • ความร่วมมือ: มีความร่วมมือกับบริษัทจากจีน/ฮ่องกงในการพัฒนายาหยอดตา
3. โครงการอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
  • Reverse Aging: มีความสนใจในเทคโนโลยีฟื้นฟูความอ่อนเยาว์ (Reverse Aging) และเตรียมเดินทางไปติดตามงานวิจัยของกลุ่มที่ทำเรื่องนี้ในสหรัฐอเมริกา
  • ยาสมุนไพรแผนปัจจุบัน: กำลังวิจัยสารสกัดไมทราไจนีน (Mitragynine) จากกระท่อม เพื่อใช้เป็นยาแก้ปวดและบำบัดทดแทนการใช้สารเสพติด ซึ่งตั้งเป้าให้เป็นสมุนไพรตัวแรกที่สามารถจดทะเบียนเป็นยาแผนปัจจุบันได้
แผนการเติบโตระยะถัดไป
บริษัทวางแผนให้ช่วงปี 2570 – 2573 เป็นปีแห่งการเติบโตก้าวกระโดด เนื่องจากโครงการนวัตกรรมหลักสองโครงการ (ยาหยอดตา EU Standard และ ยีนบำบัด) จะสามารถเริ่มสร้างรายได้และกำไรได้เต็มที่ โดยโครงการเหล่านี้มีคู่แข่งน้อยรายมาก ทำให้ศักยภาพในการสร้างรายได้และอัตรากำไรสูงกว่าธุรกิจเดิมในระดับที่สูงกว่าการเติบโต 20-25% อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ การพัฒนานวัตกรรมยาในประเทศยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการลดการนำเข้ายาและสร้างความมั่นคงทางด้านการแพทย์ของประเทศอีกด้วย
โควท
A097537

Re: ICHI

โพสต์ที่ 16

โพสต์

ถูกใจคำถามข้อ 7 เรื่อง M&A ครับ
ถ้าให้ผมเลือกซักบริษัทในตลาด อยากเลือกMalee
เพราะมูลค่าตลาดไม่แพงแค่ 2000 ล้านบาท
ทั้งๆที่ยอดขายปีละประมาณ 8000 ล้านบาท
และบริษัทก็เริ่มกลับมามีกำไรปีที่ 2 แล้ว
ซึ่งถ้า m&a กันได้
ยอดขายเพิ่มมาเป็นปีละ 17000 ล้านบาทเลยทีเดียว
และนำยอดขาย malee บางส่วนไปจ้างโรงงานpartner
ซึ่งจะเดินเครื่องได้ปี 2570 เป็นรง.ที่ทันสมัย
แบบ fully automation จะได้ต้นทุนถูกลงมาก
ผมว่าdeal แบบนี้
น่าสนใจน่ะครับ เผื่อผู้บริหารทั้งสองบริษัท
เข้ามาอ่านแล้วเริ่มคุยๆกันก็น่าจะ win win
ทั้ง ichi malee และ partnerรง.ของichi
ไม่ได้ซีเรียสนึกสมติจินตนาก่ารเล่นๆต่อจากเพื่อนที่
ส่งคำถามไปใน opp day ข้างต้นครับ
โควท
A466437

Re: NSL

โพสต์ที่ 17

โพสต์

1000016698.jpg
โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
Thai VI Officer
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 2069
ผู้ติดตาม: 1978

Re: SISB

โพสต์ที่ 18

โพสต์

★ Opportunity day Transcript 30 - by ThaiVI ★
บริษัท เอสไอเอสบี จำกัด (มหาชน) – SISB
Date: 2- Dec -2025
 
Transcript 30 : viewtopic.php?p=2034889#p2034889
PDF : SISB Oppday Q3-2025.pdf

การตอบคำถาม Oppday Q3/2025 บริษัท เอสไอเอสบี จำกัด (มหาชน) – SISB
พิธีกร กล่าวเปิดพร้อมกับกล่าวแนะนำผู้บริหาร คุณยิว ฮอค โควและคุณสุนันทา ลีลาแสงสายจากนั้นกล่าวรายงานผลประกอบการของบริษัทในไตรมาสที่ 3 ประจำปี 2025 เป็นลำดับถัดมา
--------------------------------------
ผู้ให้ข้อมูล จำนวน 2 คน
ระยะเวลาทั้งหมด 30 : 00 นาที
--------------------------------------
1. โรงเรียนแห่งที่ 7 ในตัวหลักสูตรมีความแตกต่างกับโรงเรียนที่เปิดในปัจจุบันอย่างไร?
คุณยิว  : จริง ๆ โรงเรียนแห่งที่ 7 ที่เราจะเปิด เราอาจจะใช้ค่าเล่าเรียนถูกลงมา 30-40% เกี่ยวกับเรื่องหลักสูตรขั้นพื้นฐาน หมายถึงที่ตั้งแต่อนุบาลถึงม.2 จริง ๆ เราอาจจะอิงกับหลักสูตรที่ปัจจุบันเรามีอยู่เหมือนกับที่อนุบาล เราจะใช้เกี่ยวกับ EYFS เป็นระบบอังกฤษ แล้วก็สำคัญที่สุดเรามีหลักสูตรสิงคโปร์ หลักสูตรสิงคโปร์ที่เราจะใช้ตั้งแต่ ป.1 ถึง ม.2 ผมก็คิดว่าทุกคนทุกท่านก็รับทราบสิงคโปร์การศึกษาก็เป็นยอมรับในโลกอยู่แล้วครับ เรื่อง PISA ก็ดีหรือต่าง ๆ ก็ดี เขาก็ใช้หลักสูตรค่อนข้างสร้างพื้นฐาน foundation ให้แข็งแรง ก็จะมีภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ที่นี่ต่างกันนิดนึง จะมีจุดเด่นนิดนึง เราก็ยังใช้อยู่คือภาษาจีน ภาษาจีนก็อยู่ในหลักสูตรของแห่งที่ 7 ด้วยครับ ผมคิดว่าปัจจุบันนี้ภาษาจีนเห็นประเทศจีนก็เติบโตค่อนข้างเร็ว อาจจะเท่าเทียมแข่งกับสหรัฐฯ ได้เลย ผมเลยเห็นเด็ก ๆ ผู้ปกครองเดี๋ยวนี้ก็สนใจเรื่องให้ลูกหลานเรียนภาษาจีนมากขึ้น จริง ๆ ตั้งแต่เริ่มต้นโรงเรียน 25 ปีที่แล้ว เราก็ไม่ได้เปลี่ยนหลักสูตรของขั้นพื้นฐาน หมายถึงเกี่ยวกับ ป.1 ถึง ป.6 ตัวนี้เราก็ใช้หลักสูตรสิงคโปร์ล้วน ๆ เลยครับ โดยพื้นที่เรื่องเกี่ยวกับที่ราคาเหมาะสมลดลงมา ตั้งแต่มัธยมปลายอย่าง ม.3 ขึ้นไปครับ เราจะมีปรับเปลี่ยนนิดนึงครับ อาจจะมีหลักสูตร IGCSE ด้วย อาจจะมีหลักสูตรให้สามารถเข้าถึงเรื่องเกี่ยวกับ vocational มากขึ้น อาจจะไม่ใช่ไซส์ อาจจะเหมือนกับเราเตรียมตัวเขาเหมือนกับสิงคโปร์หรืออะไรอย่างงี้ครับ อาจจะเมื่อไซส์อาชีพ ไม่ใช่เข้าไปที่มหาลัย อย่างตัวนี้เราก็เข้ามหาลัยได้ เราก็มี IGCSE  ครับ เราก็อยากจะให้สร้างจุดหนึ่งของนักเรียนสามารถมี skill  อย่างอื่นด้วยครับ ตัวนี้ก็กำลังหารือกันอยู่ครับ ที่ผู้ปกครองแถวปทุมฯ ว่าจะต้องการแบบไหน แต่คิดว่าตัวนี้เราก็จะเป็น lifelong learning เราก็อยากให้เด็กจบแล้วสามารถใช้งานได้อย่างนี้ด้วย ตัวนี้ก็สิ่งที่เราก็จะแตกต่างกับ 6 แห่งเราที่มีอยู่ เพราะ 6 แห่งส่วนมากผู้ปกครองเด็ก ๆ นักเรียนส่วนมากเขาก็จะมีภาพอยากจะไปที่มหาลัยเมืองนอกหรือมหาลัยในเมืองไทยครับ เราก็ต้องเตรียมพร้อมอาจจะคนละแบบกัน สิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่เราค่อนข้างอยากจะตอบโจทย์สามารถ future skill เราจะใช้ยังไง ตัวนี้ก็เป็นแห่งที่ 7 สถานที่อาจจะ facility อาจจะเทียบเท่ากับที่ปัจจุบันนี้ เหมือนกับเท่าที่เขียน background อาจจะแตกต่างกันนิดนึงครับ เรื่องเกี่ยวกับบุคลากร เรื่องครูเราอาจจะใช้ของเอเชียมากขึ้น ตัวนี้มากกว่าที่เหมือนกับเราอาจจะใช้ครูฝรั่งอยู่ที่ปัจจุบันนี้ของโรงเรียนเรามีอยู่ สิ่งที่เราพยายามจะทำ เอาการศึกษา คุณภาพการศึกษาเข้าทาง เราก็จะเหมือนกับแห่งที่ 7 นี้ครับ มาออฟเฟอร์ให้เด็กสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
 
 
2. นอกจากโครงการพัฒนาโรงเรียนนานาชาติแห่งที่ 7 แล้วทางผู้บริหารมีการขยายโครงการอื่น ๆ เพิ่มเติมอีกหรือไม่?
คุณยิว  : แน่นอนครับ จริง ๆ ตัวนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของตัวแห่งที่ 7 ครับ ที่ราคาเหมาะสมครับ จริง ๆ ตอนนี้เราก็มีแพลนแห่งที่ 8 เรากำลังดูที่ดินอยู่ เรามีวางแพลนไว้ 2027 ครับ จะเปิดตัวรังสิต แห่งที่ 7 เราก็คิดว่าอีก 2 ปีครับ ผลักไป 2029 ครับ เราก็จะมีเปิดอีกโรงเรียนหนึ่งครับ สถานที่อาจจะให้คอนเฟิร์มเรียบร้อย แล้วจะประกาศอีกครั้งแล้วกัน
 
 
3. การขยายโรงเรียนเพิ่มเติม ทางโรงเรียนมองว่าจะทำในราคาที่เราทำอยู่หรือว่าทำในราคาที่เรากำลังจะลดลงมา?
คุณยิว  : จริง ๆ เมื่อกี้ผมมีเล่าให้ฟังแล้วว่าปัจจุบันนี้เทียบกันถ้าคุณดู data โรงเรียนนานาชาติทั้งหมด
แค่ 80,000 กว่าคน 82,000 – 83,000 ถ้าทั้งหมดอยู่ในระบบ นักเรียนไทยทั้งหมดมีเกือบ 11 ล้านคน เราก็คิดว่าจริง ๆ ที่ผู้ปกครองใหม่ ๆ มีลูกตอนนี้เท่าที่เราสัมภาษณ์ กับที่เขามาเยี่ยมโรงเรียนส่วนมากเขาอยากจะให้ลูกมีโอกาสเรียนโรงเรียนนี้ โรงเรียนนานาชาติ เพราะว่าหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องภาษา สองการเรียนการสอนอาจจะไม่เหมือนกับที่ปัจจุบันของในระบบ เราให้เด็กมีความคิด มีกิจกรรมต่าง ๆ ครับ ตัวนี้ก็เหมือนกับผู้ปกครองครับ ส่วนมากเขาก็จะมองถามหาที่โรงเรียนนานาชาติ ตอนนี้ติดปัญหานิดนึง ทำไมมาเรียนโรงเรียนนานาชาติน้อย หนึ่งสังเกตเลยแน่นอนเขาเข้าถึงไม่ได้ เพราะว่าเรื่องราคา จริง ๆ โรงเรียนนานาชาติปัจจุบันนี้ของเราราคา ถ้าเรียนถึง 15 ปี คุณต้องใช้เงินประมาณ 8-9 ล้านบาท อาจจะแพงเกินไป อาจจะทำให้คุณเข้าถึงไม่ได้ เราก็มีวิสัยทัศน์แล้วก็ vision ของเรา อยากจะเอาคุณภาพการศึกษาเข้าถึงคุณได้ยังไง เข้าทางคุณสมมุติไม่ใช่ไปที่บ้าน หน้าบ้านเขา เราก็อยากจะให้สามารถเข้าถึงราคาได้ด้วยครับ ตัวนี้ก็เป็นที่นโยบายของเราตลอดเวลาครับ อยากจะเอาการศึกษาเข้าถึงคนแหละ ก็หมายถึงที่เรามองทำไมโรงเรียนที่ 7 เราก็อยากให้ราคาให้เหมาะสม แล้วก็ให้คุณภาพการศึกษามันอินเตอร์ให้บริการ
 
 
4. สาขาที่ระยอง จำนวนนักเรียนลดลงเหลือ 138 คนตรงนี้ไม่ทราบว่าจากเหตุผลใด และบริษัทแผนการดำเนินงานสาขาที่ระยองอย่างไร?
คุณยิว  : ระยองก็จะท้าทายนิดนึงแล้วกันนะครับ เพราะว่าที่นู่นอาจจะแข่งขันนิดนึง มี 3-4 โรงเรียน เราไม่ใช่ที่แรกที่เข้าไป เข้าใจกันมี 2 ล้านคน จริง ๆ ท้องถิ่นที่โน้นประมาณ 700,000 กว่าคน ไม่ถึง 800,000 เลยครับ แล้วส่วนใหญ่ก็จะมาจากต่างถิ่น มาทำงานที่ระยอง ตัวนี้ก็เป็นเราที่แรก เราก็มีอีกจุดหนึ่งมองเห็นโรงงานเยอะ จะเจอคนจีนหรือเปล่า จริง ๆ เราก็อยู่ที่นู่น 2 ปีแล้ว เราก็สังเกตส่วนมากผู้บริหารจะอยู่กรุงเทพฯ ไม่อยู่ที่โรงงาน ส่วนมากอาจจะไม่กี่คนครับ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนงานเป็นหลักก็ทำให้เรามีเรื่องวางแผน ก็มีคัดกันผิดพลาดนิดนึง ถ้ายังไงเราก็ดีขึ้นครับ ถ้าจริง ๆ ตอนนี้เราก็พยายามจะดูสิ่งที่เราอาจจะนักเรียนน้อย เราก็มีปีที่แล้วเราก็มีเอาคุยกับผู้ปกครองถึงเกรด 9 เกรด 10 ให้เขาย้ายมา senior school ข้าง ๆ สำคัญก็อยากให้มาที่นี่ครับ มาเรียนต่อที่ประชาอุทิศนะ เพราะว่ามีหอพักเท่าที่เห็นที่ข้างหลังเราก็โปรไฟล์ให้หอพักอะไรอย่างงี้ เข้ามาเรียนที่นี่ นักเรียนอาจจะน้อยลงส่วนหนึ่ง บางส่วนอาจจะมาที่ประชาอุทิศ เรื่องเกี่ยวกับตัวเลขจริง ๆ ก็ดีขึ้นดีขึ้นเท่าที่เราใช้วิธีจากการบริหารอย่างนี้ CFO อาจจะเสริมนิดนึงแล้วกันเรื่องเกี่ยวกับระยองตัวเลขครับ
คุณสุนันทา  : ค่ะ คือตอนนี้นะคะ performance ระยองนะคะ ของ EBITDA เรายังเป็นบวกนะคะ ตัว bottom line เราติดลบก็จริงนะคะ แต่ติดลบในทางที่เขาเรียกว่าดีขึ้นก็คือติดลบน้อยลงนะคะ แล้วปีหน้าเราก็จะมีเกรด 9 เกรด 10 กลับเข้าไปในที่ระยองเหมือนเดิมนะคะ เพราะฉะนั้น scaling เด็กนักเรียนที่เรา budget ไว้ประมาณปีหน้าประมาณ 170 -180 นะคะ ซึ่งจำนวนนักเรียนเราไม่ได้โตแบบ abessive นะคะค่อย ๆ โตนะคะ ก็ยังไงตอนนี้ทางโรงเรียนก็สามารถ self-funding เลี้ยงด้วยตัวของเขาเองอยู่แล้วนะคะ
 
 
5. สาขาสุวรรณภูมิมีแผนขยายจาก K6 เป็น K12 หรือไม่?
คุณยิว  : ใช่ครับที่สุวรรณภูมิปัจจุบันนี้ เรียนประวัตินิดนึง 2013 ครับ มีโรงเรียนเข้ามาหาเรา เพราะว่าเขาไปต่อไม่ไหว ก็จะให้ผมให้ SISB รับขึ้นมา ตัวนี้ก็เกิดขึ้นที่ SISB ก็ไปรับมา เพราะว่าโดยพื้นที่ค่อนข้างจะเล็ก อาจจะไม่สามารถขยายได้จริง ๆ อนาคตเราก็จะมีวางแพลนไว้ครับ ไปขยายอนุบาลถึงม.6 ครับ
 
 
6. จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง เรามีวิธีการบริหารจัดการต้นทุนอย่างไรบ้าง?
คุณยิว  : แน่นอนครับจริง ๆ ที่ผ่านมาตั้งแต่เราอยู่ในตลาด เราก็มีทีมงานเกี่ยวกับฝ่ายการเงินมาตรวจตัวเลขครับ เรา efficiency ยังไง ตัวนี้หมายถึงที่จริง ๆ เราก็เขียนเมื่อกี้เรารายงานตัวเลขครับ ก็ยังตัว margin ก็ยังอยู่ที่ 50 net margin ก็อยู่ที่ 30 กว่า ถือว่า manage ไว้ค่อนข้างดีครับ ผมถือไว้ครับ อีกเรื่องนึงที่เกี่ยวกับที่โรงเรียนอีกอย่างอยู่ที่ management สองก็อยู่ที่เราก็เป็นข้าง ๆ เป็น cash flow business ตอนนี้เราก็เท่าที่คุ้นตัวเลขครับ เราก็มีประมาณมี 2,000 ล้านอยู่ในมือครับ ที่หมุนเวียนให้เราลงทุนได้ต่อ ผมก็คิดว่าทุกท่าน investor ก็อาจจะถามมีเงินระดับนี้ ปันผลมากกว่านั้นได้ไหม ปกติเรามี guidance ของ policy ของตัวปันผลก็ไม่ต่ำกว่า 40% ปีที่แล้วเราก็เตรียมจัดประมาณ 45% หมายถึงปีนี้ครับ หมายถึงปีหน้าเราจะจ่ายปันผล วันนี้เราก็มีหารือกันกับบอร์ดกรรมการหรือกับเกี่ยวกับผู้บริหารเราอาจจะจ่ายเพิ่มมากกว่า 45% อย่างนี้ครับ ยังไม่สรุปตัวนี้ครับ
 
 
7. การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการศึกษาในปีการศึกษาหน้าตรงนี้ทางผู้บริหารมองไว้อย่างไร?
คุณยิว  : จริง ๆ ตัว guidance อาจจะ bench mark ที่ตลาดโรงเรียนอินเตอร์ ส่วนมากตั้งไว้ประมาณ 3-5% ของกับที่ตัว inflation ครับ หมายถึงเงินเฟ้อ 3-5% เป็นปกติของโรงเรียนนชาติอยู่แล้วบางครั้งเราก็เข้าใจที่บางปี ยกตัวอย่างที่ตอนโควิด 2022 – 2023 ครับ จริง ๆ เราก็ไม่ได้ขึ้นค่าเล่าเรียนครับ แถมเราก็ยังมีส่วนลดให้ผู้ปกครองด้วยซ้ำครับ จริง ๆ เรื่องเกี่ยวกับเราก็ยังมอนิเตอร์ที่ภาวะเศรษฐกิจของเมืองไทยต้นปีหน้าเป็นยังไงครับ ก่อนจะเรามาตัดสินใจ เราจะมีเครื่องเล่าเรียนเป็นยังไง เพราะว่ายังไงเราก็เรื่องเกี่ยวกับพนักงานครับ เราก็ยังต้องให้เขาเป็น benefit อยู่แล้วครับ เรื่องเกี่ยวกับถ้าใครดี ควรจะมีได้ปรับเงินเดือนให้ดี เป็น motivation ตัวนี้เราต้อง balance กันครับ ที่เรื่องเกี่ยวกับเราก่อนเราทำ budget อย่างนี้ครับ
 
 
8. หุ้นการบินไทยที่ถืออยู่มีการบันทึกราคายุติธรรมกี่บาท คิดเป็นมูลค่าเท่าใดและมีแผนขายออกในไปบ้านหนึ่ง?
คุณสุนันทา  : ก็หุ้นของการบินไทยนะคะ ก็คือตามที่ประกาศกันนะ ก็คือว่าถูกล็อคอัพ พีเรียดนะคะ 6 เดือนแรกนะคะ ก็สามารถขายได้ 25% นะคะ ส่วน 6 เดือนหลังขายได้ 75% ซึ่งเราจะสามารถขายได้ช่วงประมาณต้นเดือน February นะคะ ก็ถามว่า 25% นี้ก็คือจากเราถือไว้ประมาณ 6 ล้านหุ้นนะคะ 20- 25% ก็ประมาณ 1 ล้านหุ้นนะคะ คิดว่าถ้าเกิดยังไง ช่วงเดือน February ถ้าเกิดราคาเป็นราคาที่เหมาะสมเราก็น่าจะขายทันทีนะคะ ตัวราคาที่เราบุคไว้ที่ของเดือน 9 นะคะ จะเป็นราคาตัวของมูลค่ายุติธรรมนะคะ ที่เป็นดิสคัทลงมาประมาณ 55% นะคะ จากราคากระดานวันที่ 30 เดือน 9 นะคะ
 
 
9. จำนวนนักเรียนสิ้นสุดไตรมาส 3 ที่ลดลงจากไตรมาส 2 จำนวน 82 คนตรงนี้มีสาเหตุมาจากอะไร?
คุณยิว  : จริง ๆ เท่าที่ดูตัวเลขของเราจริง ๆ ทางอุตสาหกรรมก็เห็นเมื่อกี้จากที่ 7-8% ก็ลดลงมา 1-2% หมายถึงจำนวนนักเรียนเข้ามาก็มีกระทบนิดนึงครับ ก็เหมือนกับที่เราก็ยังมาค่อนข้างซื้อไว้ ค่อนข้างไม่เร็วครับ ก็เหมือนกับก็จริง ๆ เราเข้ามาก็ประมาณเกือบ 800 คน นักเรียนประมาณ 800 – 850 คน จริง ๆ ตัวนี้เราก็เห็นมีนักเรียนใหม่เข้ามาก็ยังมี 800 กว่าคน มีตัวหนึ่งเราสังเกตที่เด็กครับ outflow ก็มากกว่าที่ inflow หมายถึงปีนี้ก็เป็นสถิติครับ เด็ก outflow มากกว่าที่ inflow ก็ประมาณเกือบ 900 คน มีหลายสาเหตุอาจจะเป็นที่คู่แข่ง อาจจะเป็นที่ผู้ปกครอง อาจจะเรื่องเกี่ยวกับการเงินติดปัญหา นักเรียนจีนก็อาจจะเพราะว่ามีนักเรียนจีนเขาก็จะมีช้อยส์ เข้าปี 2 ปีเขาก็กลับไปประเทศก็ได้หรือจะย้ายประเทศก็ด้วย ตัวนี้ทำให้เราก็มี impact เกี่ยวกับที่เรื่อง outflow นี้สะท้อนที่อาจจะเรื่องเศรษฐกิจด้วยครับ
 
 
10. ทางผู้บริหารมีวิธีการหรือกลยุทธ์ที่จะบริหารจำนวนเด็กที่ลาออกได้ยังไง?
คุณยิว  : จริง ๆ เมื่อกี้ผมมีเล่าให้ฟังที่ 3-4 ประเด็น แน่นอนของเราภายในครับ เราก็ต้องเรื่องเกี่ยวกับคุณครู การเรียนการสอน การใส่ใจกับเด็กเรื่องเกี่ยวกับหลักสูตรอะไรต่าง ๆ เราก็ต้องกลับมาวิเคราะห์ว่าเราสามารถเติมเสริมอะไรเข้าไปที่โรงเรียนของเรา จริง ๆ ผมคิดว่าตอนนี้ก็เหมือนกับการศึกษา ตอนนี้นักเรียนมี 80,000 กว่าคน แต่ปีหน้าอาจจะเร็ว ๆ นี้อาจจะถึง 300 แห่งครับ เราก็ไม่รู้จนตัวนี้ก็จะเป็นที่จำนวนนักเรียนมาจากไหน จริง ๆ ผมคิดว่า SISB strategy ก็ถูกต้อง แล้วก็จริง ๆ นักเรียนมี 11 ล้านคน เราก็มองทำยังไงให้เข้าถึง SISB ได้ หนึ่งก็อยู่ที่อินเตอร์ให้มีเรื่องราคาค่าเล่าเรียนเหมาะสม
 
 
11. จำนวนเด็กในระดับชั้นอนุบาลที่ลดลงจากไตรมาส 2 ค่อนข้างเยอะ เมื่อเปรียบเทียบกับระดับประถมและมัธยมตรงนี้ไม่ทราบว่าเกิดจากสาเหตุใด แล้วเรามีวิธีการบริหารจัดการยังไง?
คุณยิว  : จริง ๆ เท่าที่เราดูตัวเลขนะครับ โรงเรียนเรามีเตรียมอนุบาลด้วย ทั้ง 2 กลุ่ม เรื่องภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้ครับ ก็เห็นผู้ปกครองจะบอกเราให้เด็กเข้า ป.1 ได้ไหม อนุบาลหนึ่งได้ไหม ตัวนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าเราก็มีหารือกันภายใน ตอนนี้เราอยากจะให้เด็กกลุ่มนี้เข้ามายังไง จะต้องใช้ flexible hour บางคนอาจจะมาอาทิตย์นึง 2 วัน 3 วัน บางคนอาจจะเป็นครึ่งวัน ตัวนี้อาจจะเป็นส่วนหนึ่งอาจจะให้เขาเข้ามาโรงเรียนก่อน สามารถเก็บเขาไว้ครับ เข้าไปที่อนุบาลหนึ่งอย่างตัวนี้ผมคิดว่าตัวนี้เราก็พยายามให้เข้าถึงง่ายกว่า ผู้ปกครองบางครั้งอาจจประหยัด 1 ปี ได้ไหม หรือเขาอยากจะให้มาเรียนไม่ต้องทั้งอาทิตย์หรือเปล่า เราก็พยายามจะปรับตามที่คำแนะนำของผู้ปกครองด้วยครับ
 
 
12. ทิศทางแนวโน้มรายได้ในไตรมาส 4 เมื่อเปรียบเทียบ QonQ และ YonY จะเติบโตหรือไม่เพราะอะไร?
คุณสุนันทา  : ค่ะ ก็ไตรมาส 4 นะคะ เด็กนักเรียนนะคะ ก็ที่คุณเควินเกริ่นให้ทราบนะคะ ก็น่าจะจบลงไม่ต่างกับ Q3 มากเท่าไหร่นะคะ ก็อยู่ที่ประมาณ 4,600 คนนะคะ เนื่องจากว่า Q4 นะคะ เป็นเดือน 10 เดือน 11 เดือน 12 นะคะ เป็นเดือนที่รับรู้รายได้เต็มเดือนสำหรับปีการศึกษาใหม่นะคะ เพราะฉะนั้นรายได้ถ้าเกิดเปรียบเทียบกับทาง Q3 นะคะ ก็น่าจะมากขึ้นนะคะ ส่วนตัว bottom line นะคะ เราเปรียบเทียบดูกันนะคะ เนื่องจากว่าอัตราหมายถึงว่าจำนวนของคุณครูนะคะ ที่ถูกมีการจ้างเข้าใหม่ ๆ ก็จะถูก reflecting เข้าไปด้วยนะนะคะ ทั้งนี้ทั้งนั้นค่าใช้จ่ายหลังจากที่หักทั้งหมดนะคะ จากรายได้เพิ่มขึ้นนะคะ ถ้าเกิดเราเปรียบเทียบ as a percentage นะคะ normalize ออกมานะคะ เนื่องจากว่า Q3เนี่ยเรามี extra item นะคะ อยู่ 2 รายการก็คือรายการของตัวการ กับรายการประมาณการค่าใช้จ่ายของ HR นะคะ ส่วนนึงแล้วก็อีกส่วนนึงนะคะ ก็จะเป็นตัวของตัว refund ตัว Victorin tax นะคะ ถ้าเกิดเรา level out ออกมาแล้ว ตัว bottom line ก็น่าจะไม่ต่างกันมากกับ Q3 ค่ะ
 
 
13. โรงเรียนแห่งที่ 7 เนื่องจากว่าเราจะมีการปรับลดค่าเทอมลง มาทางผู้บริหารมีการควบคุมต้นทุนอย่างไร?
คุณยิว  : โอเคจริง ๆ เรื่องเกี่ยวกับ facility อาจจะไม่เทียบเท่าเทียมกับที่โรงเรียนปัจจุบันนี้ จ่ายราคาประมาณ 30-40% เรื่องที่สองก็เป็นบุคลากรการศึกษาครับ ผมคิดว่าจะใช้ที่เจ้าหน้าที่ของครู แถบเอเชียกลุ่มไทยจบที่เมืองนอกเข้ามา ผมคิดว่าตัวนี้อาจจะช่วยลดเรื่องค่าใช้จ่ายเรื่องเกี่ยวกับเงินเดือนครูครับ ที่ expense อย่างตัวนี้ผมคิดว่าก็จะเป็นส่วนนึงครับ เราก็จะให้ประโยชน์กลับไปที่ให้นักเรียนด้วยครับ
 
 
14. ปัจจุบันกลุ่มบริษัทมีนักเรียนจำนวนเท่าไหร่ แล้วก็ถามว่านักเรียนต่างชาติโดย เฉพาะนักเรียนจีนได้มีผลกระทบต่อ SISB มากน้อยขนาดไหน?
คุณยิว  : จริง ๆ ปัจจุบันนี้เรามี 4,600 คนครับ เท่าที่เราเห็นนักเรียนจีนก็มีเด็กเข้ามา มีเด็กออกไปแบบเทียบกับปีที่แล้วมี 970 ถ้าปีนี้จีนเราก็มีขึ้นมา 10 ประเด็นอยู่ที่อยากจะเห็นนักเรียนจีนไม่ได้สวิงเท่าไหร่ ถ้าจุดหนึ่งก็เป็นที่ประเด็นที่เด็กจีนก็มีกลับบ้าน หรือย้ายประเทศหรือย้ายโรงเรียนนะครับ แล้วก็มีส่วนหนึ่งมาเติม ผมคิดว่านักเรียนจีนก็ยังเป็นจุดหนึ่งครับ แหล่งของนักเรียนต่างชาติมาเรียนที่ SISB
 
 
15. อัตราการลาออกของนักเรียนจากระดับประถมไปมัธยมนี้อยู่ประมาณเท่าไหร่?
คุณยิว  : โอเคจริง ๆ เท่าที่เราดูตัวเลข จากป.6 ขึ้นมา ม.1 ครับ แล้วก็ตัวเด็กเราออกก็ประมาณเกือบ 20% ครับ หมายถึงไม่ต่อเนื่องครับ หมายถึงเขาถึงป.6 แล้วอยากจะเปลี่ยนหลักสูตรหรือเปลี่ยนอะไร ก็อาจจะบางคนอาจจะกลับต่างประเทศด้วย เราก็เห็นตัวนี้ตัวเลขเป็น 20% ครับ
 
 
16. เป้าหมายจำนวนนักเรียน 5,000 คนที่ตั้งไว้ในปีหน้านี้เรามีโอกาสที่จะบรรลุเป้าหมายหรือมีความท้าทายอะไร?
คุณยิว  : คิดว่าตัวนี้ที่เศรษฐกิจก็ท้าทายไหม ผมก็คิดว่าท้าทายครับ ที่เราคิดว่าเติบโต 3,000 คนปีนี้เราจะแฟลชอยู่ครับ ปีหน้าเราก็หวังไว้อาจจะเศรษฐกิจดีขึ้นหรืออะไรจาก 4,600 คน เราจะขึ้นมา 5,000 คนประมาณ 400 คน เราก็คิดว่าเราก็มีโรงเรียนที่มีเติบโตอยู่ที่นนทบุรีครับ ตัวนั้นก็จะเป็น grove engine ครับ แล้วก็มีอย่างโรงเรียนปัจจุบันนี้อาจจะมีประชาอุทิศอะไรต่าง ๆ เราก็คิดว่าเราก็ยังตั้งเป้าไว้ที่ 400 คนครับ เราก็ต้องอัปเดตให้นักลงทุนดูนิดนึง เพราะว่าการศึกษาใหม่ครับ ก็เป็นสิ่งที่สำคัญนะครับ เพราะว่าเรารับเด็กเดือน 6-8 เราจะรู้ว่ามีนักเรียนเพิ่มขึ้นกี่คน แล้วอีกส่วนหนึ่งต้องกำชับไว้ที่เด็กลาออกครับ ต้องคุมให้ได้ครับ
 
 
17. นอกจากการจ่ายเงินปันผลที่มากขึ้นแล้ว บริษัทพิจารณาเรื่องของการซื้อหุ้นคืนบ้างไหม?
คุณยิว  : จริง ๆ ตอนนี้ผู้บริหารยังไม่มีที่ว่าจะซื้อคืนนะครับ ปัจจุบันนี้ยังไม่มีตัวนี้ เด็กทั้งที่เรามีจ่ายปันผลเพิ่ม เราก็คิดว่าเราก็ยังมีจะขยายที่ 2 ครับ เราก็คิดว่าตัวนี้ครับ เงินเรามีอยู่ไว้ที่เรา เมื่อไหร่จะไปลงทุนที่โปรเจคใหม่ 9 10 11 เราก็อยากจะเก็บไว้ รักษาไว้ที่ตัว cash flow นะครับ reserve เราสามารถไปขยายที่โรงเรียนใหม่ได้ครับ
 
 
18. ผู้บริหารมองโอกาสการเติบโตของ SISB ทั้งในประเทศและต่างประเทศหรือไม่อย่างไร?
คุณยิว  : จริง ๆ ปัจจุบันนี้ครับ เราก็มองอยู่ที่ในประเทศ จริง ๆ ผมคิดว่าถ้าเรามองเห็นปัจจุบันนี้นักเรียนมี 10 เกือบ 11 ล้านคน 11 ล้านคนที่เป็นอยู่ในระบบผมคิดว่าโรงเรียนนานาชาติคนไทยเรียนอยู่ประมาณ 60,000 กว่าคน เราก็คิดว่ายังมีโอกาสถ้าเรามี formula ทำให้ราคาย่อมลงมา สามารถเข้าถึงคนได้นะครับ ผมคิดว่าตัวนี้ก็โฟกัส ผมคิดว่าตัว SISB กลุ่มครับ ตัวนี้อาจจะมองยังที่มองอยู่ที่ประเทศไทยครับ ยังไม่มีว่าอยากจะไปที่ต่างประเทศ
 
 
19. Successor ของบริษัทมีหรือไม่อย่างไร และทาง CEO มีแผนเกษียณอย่างไร?
คุณยิว  : โอเคจริง ๆ อยู่ในตลาดนะครับ ผมคิดว่าเรื่องเกี่ยวกับ succession plan นะครับ หรือเกี่ยวกับสืบทอดสำคัญที่สุดจริง ๆ เราก็มีเสนอ structure อยู่แล้วครับ ทุก clever เราก็พยายามหาคนมีความสามารถรองรับ ปัจจุบันที่รับตำแหน่งอยู่ครับ ผมคิดว่าตัวนี้ก็เป็นที่ continuity ครับ business CBP สำคัญที่สุดครับ เรื่องเกี่ยวกับที่เราต้องวางแผนมีเกี่ยวกับ succession ครับ จริง ๆ ตำแหน่งของเคลวินก็มีวางแผนอยู่แล้ว CFO ก็มีอยู่แล้ว ผมคิดว่าตัวนี้เป็นสิ่งสำคัญที่เกี่ยวกับที่สืบทอด เกี่ยวกับที่องค์กรให้มั่นคงครับ
 
 
20. บริษัทวางแผนขยายสาขาในต่างจังหวัดหรือไม่อย่างไร?
คุณยิว  : ต่างจังหวัดตอนนี้ยังไม่มี จริง ๆ เราก็มองเห็นโอกาส ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาเพราะว่าต่างจังหวัดตลาดยังเล็กอยู่ เราก็คิดว่าขยายปริมณฑลของกรุงเทพฯ ผมคิดว่าอาจจะเป็นดีที่สุดครับ
--------------------------------------
***Oppday Q3/2025 SISB ข้อมูลถาม-ตอบ Q&A โดยหวังว่าจะเป็นความรู้และให้ประโยชน์แก่ผู้อ่านทุก ๆ ท่าน และกรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้ทุกครั้ง หากมีข้อผิดพลาดประการใด ทาง ThaiVI ต้องขออภัยมา ณ ที่นี่***
โควท
ขอแสดงความนับถือ
สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย)
Thai VI ComVisit
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 684
ผู้ติดตาม: 691

Re: WASH

โพสต์ที่ 19

โพสต์

DSC00066.JPG



Company Visit “WASH” วันที่ 25 พ.ย. 68
WASH: บริษัท ลอนดรี้ ยู จำกัด (มหาชน) 

คณะผู้บริหารที่ให้ข้อมูลและตอบคำถาม
·      คุณกวิน กลองกระโทก – ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
·      คุณนันทพร ฤทธินภากร - รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานบัญชีและการเงิน

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
[ช่วง Q&A]

 
Q1: ต้นทุนการลงทุนต่อสาขาของบริษัทเป็นเท่าไร และเปรียบเทียบกับคู่แข่งที่เป็นแฟรนไชส์?
A1: สาขาของบริษัทลงทุนประมาณ 3-5 ล้านบาท
  • บริษัทมีต้นทุนที่ถูกกว่าคู่แข่งทั่วไป เพราะบริษัทเป็นตัวแทนจำหน่าย (Distributor) ด้วย และซื้อเครื่องจักรในราคา Distributor เพื่อเปิดสาขาเอง ในขณะที่คู่แข่งส่วนใหญ่ซื้อแฟรนไชส์ หรือซื้อเครื่องจากบริษัท Distributor ที่มีบวกกำไรแล้ว
Q2: ช่วง High Season ของรายได้คือช่วงไหน และปัจจัยที่ส่งผลต่อรายได้ต่อสาขาเดิม (SSSG)?
A2: High Season คือช่วง Q3 และ Q4
  • ปัจจัยหลักคือ ฤดูฝน ซึ่งทำให้ลูกค้าขาจรที่ปกติไม่ใช้บริการเข้ามาใช้บริการ อบผ้า
  • หน้าหนาวก็ดี คนเอาเสื้อกันหนาวมาซัก
  • รายได้ในครึ่งปีแรก จะน้อยกว่าครึ่งปีหลังประมาณ 20%
 
Q3: บริการรีดผ้าที่กำลังทดลองอยู่ มีสัดส่วนในการเพิ่ม SSSG อย่างไร และมีแผนอย่างไรต่อ?
A3: บริการรีดผ้าที่ทดลองอยู่ ยังไม่ส่งผลกระทบมากนัก เพิ่มรายได้ประมาณ 5-10% ในสาขาที่มีบริการ
  • กำลังประเมินความคุ้มค่าของการลงทุน เนื่องจากพฤติกรรมลูกค้าส่วนใหญ่เปลี่ยนไปใช้ผ้าที่ไม่ต้องรีด
  • บริการรีดผ้าอาจเหมาะกับ บางทำเล ที่มีกลุ่มพนักงานออฟฟิศ และเป็นการเสริมบริการสำหรับกลุ่มลูกค้า B2B เช่น สปาขนาดเล็ก หรือ Hostel
Q4: นอกจากการรีดผ้าแล้ว มีโมเดลอื่นใดที่จะเพิ่ม SSSG อีกบ้าง?
A4:
1.     บริการซัก อบ พับ: เพิ่มจำนวนสาขาที่ให้บริการ
2.     บริการ Delivery: กำลังทดลองในสาขาที่เป็น Corporate Store (36 สาขา) โดยใช้พนักงานที่มีอยู่แล้ว
3.     การอัปเกรดสาขา: เช่น การ ติดแอร์ ในบางสาขา การมีห้องน้ำ หรือเพิ่มความสะดวกสบายให้ลูกค้า
4.     การสร้าง Awareness: เน้นการตลาดและการให้ความรู้เรื่องประโยชน์ด้านสุขภาพของการอบผ้า (ช่วย ฆ่าไรฝุ่น ที่เป็นสาเหตุของภูมิแพ้)
 
Q5: Margin ของบริการ "ซัก อบ พับ" แตกต่างจากบริการ Self-service อย่างไร?
A5: Margin ของบริการ "ซัก อบ พับ" จะสูงกว่า บริการ Self-service
  • บริการนี้ช่วยสร้างลูกค้าประจำที่มาฝากผ้าอย่างต่อเนื่อง เพราะลูกค้าคุ้นเคยกับแม่บ้าน
  • ปัจจุบันบริการซัก อบ พับ คิดเป็นประมาณ 10% ของรายได้ทั้งหมด และเริ่มโฟกัสอย่างจริงจังในปีนี้ปีแรก
Q6: SSSG ใน 25Q2 ที่เติบโตถึง 19% มีสาเหตุหลักมาจากอะไร?
A6: 1. มีการ อัปเดตสาขา ให้ร้านมีความพร้อมมากขึ้น
2.     ฝนมาเร็วกว่าปกติ
 

Q7: มุมมองและแผนกลยุทธ์ของแบรนด์ใน 2-3 ปีข้างหน้า และภาพการแข่งขันในตลาด?
A7: เป้าหมาย: ต้องการ ยกระดับมาตรฐาน การบริการให้ดียิ่งขึ้นไปอีก (ดีกว่าที่ลูกค้าให้ Feedback ว่าดีอยู่แล้ว) โดยการปรับปรุงระบบ, การ Training พนักงานเพื่อปรับปรุง Performance
  • การขยายสาขา: จะขยายสาขาให้ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น โดยจะเน้นโมเดลขนาดใหญ่
  • การแข่งขัน: ตลาดแฟรนไชส์ยากขึ้น ผู้เล่นรายใหม่ลดลง
    • คู่แข่งรายใหญ่: มีการเปิดสาขาเยอะ แต่จำนวนสาขารวมไม่โต เพราะแฟรนไชส์เป็นร้านขนาดเล็ก ไม่มีที่จอดรถ พอทำไปไม่ดีก็ต้องปิด
    • ค้าปลีกบางแบรนด์ ลองทำ 8 สาขา แต่ ไม่สามารถดูแลมาตรฐานร้านได้ เช่น การทำความสะอาดแผ่นกรองเครื่องอบผ้าและขอบยางหน้าเครื่อง ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ยากสำหรับแบรนด์ใหญ่
    • หากคู่แข่งมาเปิดใกล้ ๆ ลูกค้าอาจสลับไปทดลองใช้ช่วงแรก แต่ส่วนใหญ่จะ กลับมา เนื่องจากปัญหาด้านคุณภาพของคู่แข่ง เช่น ผ้าอบไม่แห้ง กลยุทธ์ คือการเน้นความสะดวกสบายและบริการที่เหนือกว่า Spoil ลูกค้าไปเรื่อยๆ
Q8: ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมพร้อมเข้าตลาด IPO ใน Q3 และสาเหตุที่ SG&A เพิ่มขึ้น
A8: ค่าใช้จ่าย IPO ใน Q3 อยู่ที่ประมาณ 1 ล้านบาท
  • การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการบริหาร (SG&A) ใน Q3 ส่วนหนึ่งมาจากค่าใช้จ่าย IPO และส่วนใหญ่มาจาก Selling Expense ที่เพิ่มขึ้นจากแคมเปญส่งเสริมการขาย ซักฟรี 8 เดือน 8
 
Q9: การเติบโตของกำไรสุทธิ 15% YoY ที่น้อยกว่ารายได้รวม 19% YoY ใน Q3 มีสาเหตุจากอะไร?
A9: สาเหตุมาจาก แคมเปญซักฟรี ซึ่งมีลูกค้าใช้บริการ 60,000 Transaction
  • แคมเปญดังกล่าวทำให้บริษัทมีรายได้ลดลงไปประมาณ 3 ล้านบาท
  • หากบวกรายได้ส่วนนี้กลับเข้าไป กำไรสุทธิที่แท้จริงน่าจะเติบโตขึ้นในอัตราที่สูงกว่า
Q10: ระยะเวลาที่สาขาจะถึงจุดคุ้มทุน (Break-even) และแนวโน้ม Traffic ของสาขาเก่า?
A10: สาขาใหม่จะ Break-even Net Profit ประมาณ 3-6 เดือน, คืนทุน (Payback) ประมาณ 3-5 ปี
  • สาขาเก่าที่เปิดมานานแล้ว เช่น 7 ปี Traffic ยังคงเติบโตต่อเนื่อง เพราะลูกค้าเริ่มให้ความสำคัญกับสุขภาพและใช้บริการอบผ้ามากขึ้น
Q11: ปัญหาเครื่องจักรใน 5 สาขาที่หาดใหญ่จากเหตุน้ำท่วมใน Q4 และการรับมือ?
A11: 5 สาขาในหาดใหญ่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม
  • บริษัทมี ประกัน และผู้ผลิตเครื่องจักร (ซัก/อบ) จะช่วยเรื่องการซ่อมแซม
  • เครื่องจักรจะสามารถกู้คืนได้ โดยการปิดเบรกเกอร์และเป่าให้แห้ง หากไม่ถูกน้ำท่วมนานเกินไป ปกติถ้าไม่เกิน 1 อาทิตย์ สามารถกู้คืนได้
    คาดว่าร้านจะกลับมาเปิดให้บริการได้ภายในประมาณ 1-2 อาทิตย์ หลังจากน้ำลด และจะมีการช่วยเหลือลูกค้าในพื้นที่โดยให้มาทดลองใช้บริการ
  • คาดว่าร้านจะกลับมาเปิดให้บริการได้ภายในประมาณ 1-2 อาทิตย์ หลังจากน้ำลด และจะมีการช่วยเหลือลูกค้าในพื้นที่โดยให้มาทดลองใช้บริการ
Q12: การตั้งราคาของบริษัทมีการตกลงกับ 3 ผู้เล่นหลักในตลาดหรือไม่?
A12: ไม่มีการตกลงราคา กับผู้เล่นรายอื่น
  • การตัดสินใจขึ้นราคาครั้งก่อนของบริษัท มาจากการที่ ต้นทุนสูงขึ้น (พลังงานและพนักงาน) เพื่อรักษามาตรฐานการบริการ
Q13: กลยุทธ์ในการเพิ่มอัตราการใช้บริการ (Utilization Rate) ?
A13: ปัจจุบัน Utilization อยู่ที่ 10-11% อาจจะเพิ่มได้ถึง 14% โดยเน้นเพิ่ม Off-Peak Time
  • บริการซัก อบ พับ: ลูกค้า Drop-off กลางวัน/รับเย็น
  • Delivery
  • App Promotion: ให้ Point เยอะกว่าในช่วง Off-peak
  • Subscription Model ทดลอง สมาชิก 199 บาท “พี่วัวคลับ” ที่ให้สิทธิประโยชน์ เช่น คูปองส่วนลด 10 บาท 10 ใบต่อเดือน (รวม 1,200 บาทต่อปี
 
Q14: การติดตั้งแอร์ในสาขาส่งผลต่อรายได้อย่างไร และแผนสำหรับปีหน้า?
A14: สาขาที่ติดตั้งแอร์ ใช้โซล่าเซลล์เพื่อควบคุมค่าไฟ มีรายได้ คุ้มกับที่ลงทุนไป
  • ไม่ได้เปิดแอร์ 24ชม เปิดช่วงเช้าถึงค่ำ เพราะเปิดตลอดจะมีกลิ่นสะสม
  • มีแผนจะขยายการติดตั้งแอร์ในปีหน้า
 
Q15: วัตถุประสงค์หลักของการทำ IPO คืออะไร?
A15: เพื่อ ขยายสาขาที่เป็น Corporate-owned store ให้เยอะขึ้นและเร็วขึ้น
  • ในอดีตบริษัทมีการกู้เงินค่อนข้างเต็ม ทำให้การขยายสาขาทำได้ยากขึ้น การ IPO จะช่วยให้ตัวเลข Financial ดีขึ้น และสามารถขยายได้เร็วกว่าเดิม
Q16: ปัญหาของแอปพลิเคชันในปัจจุบัน และแผนการพัฒนา?
A16: ยังไม่พอใจ กับแอปพลิเคชันปัจจุบัน มองว่าใช้งานยากบางจุด จะมีการพัฒนาแอปให้สะดวกและง่ายขึ้น
  • จะทำเป็น Web App สำหรับลูกค้าที่ไม่ต้องการโหลดแอป แต่ยังสามารถจ่ายเงินง่ายและสะสมแต้มได้
 
Q17: บริการ B2B และ Delivery มีรายละเอียดอย่างไร และลูกค้าสนใจบริการใดมากกว่า?
A17: B2B: เน้นการหาลูกค้าที่มาใช้บริการช่วง Off-peak Time (กลางวัน) เช่น ร้านขายผ้ามือสอง และสปา/โฮสเทลขนาดเล็ก
  • Delivery: กำลังทดลองใน 2 สาขา ซึ่งเป็นการต่อยอดจากการที่พนักงานแม่บ้านในพื้นที่เคยวิ่งไปส่งผ้าให้ลูกค้าอยู่แล้ว
  • ลูกค้ามีความสนใจในบริการ Delivery เยอะกว่า บริการรีดผ้า
  • ยังมีปัญหา Logistics ของ Delivery ยากและมีความเสี่ยง เรื่อง น้ำหนักผ้าเยอะ และความสะอาดในการขนส่ง ซึ่งบริษัทต้องการทำให้ Process Flow ดีก่อนจะขยาย
Q18: องค์ประกอบของทีมผู้บริหาร และแบ่งบทบาทหน้าที่อย่างไร?
A18: ทีมผู้บริหารประกอบด้วย 4 Founder และ Professional ที่เป็น Mix กัน
  • CEO (คุณกวีน): ดูภาพรวมทางการเงิน และภาพใหญ่
  • ท่านที่เหลือ ดู Operation หน้าสาขา, Customer Experience และดูแลพนักงาน
  • งาน Engineer ทั้งหมด, การขยายสาขา และจัดหาเครื่องจักรคุณภาพดีในราคาถูก
  • ช่วยดูเรื่อง ความเสี่ยง และภาพรวมของบริษัท
Q19: ปัญหาหลักที่ลูกค้าแจ้งผ่าน Call Center คืออะไร?
A19: ปัญหาเครื่อง เช่น สแกนจ่ายแล้วมี Delay หรือ ฝุ่นเยอะ ทำให้เซ็นเซอร์หยอดเหรียญมีปัญหา
  • ลูกค้า ชอบทิ้งผ้าไว้ในเครื่อง ทำให้ลูกค้าคนอื่นต้องรอ เพราะไม่กล้าเอาผ้าออก บางทีมีการทะเลาะกันเรื่องการเก็บผ้า
  • บริษัทมี Call Center 24 ชั่วโมง 10 กว่าคน และเครื่องเป็นระบบ Online ที่สั่งการได้ ทีมช่างมี Standby 24 ชั่วโมง
  • คู่แข่งแบรนด์อื่นมีให้แฟรนไชส์รับสายเอง หรือมี Call Center น้อย โทรไม่ติด
Q20: พนักงานที่ให้บริการ เป็นอย่างไร?
A20: แม่บ้าน ได้รับ Tip จากลูกค้าในจำนวนที่มาก บางคนได้ถึง 5,000 บาท/เดือน ซึ่งมากกว่าพนักงาน 7-Eleven
  • บริษัทไม่ได้ให้ แต่ลูกค้าเป็นผู้ให้ Tip เอง ทำให้พนักงานมีแรงจูงใจในการให้บริการที่ดี และมีความสนิทสนมกับลูกค้า
 
Q21: ร้านซักผ้าทำไมต้องเป็นรูปสัตว์?
A21: มาจากมาเลเซีย ที่บูมก่อนเรา 8-9ปี
  • ส่วนใหญ่เป็นรูปสัตว์น้ำ แต่ Founder ชอบร้านนมเลยเอารูปวัว
Q22: รูปแบบของสาขา?
A22: มี 3 size
  • L 14 เครื่อง
  • XL 21-30 เครื่อง
  • XXL 30++ เช่น ลาดพร้าว 101
  • เราดู urate รายเครื่อง ถ้าดีก็เติมเครื่อง โดยเริ่มจาก L
  • สัดส่วน L XL อย่างละครึ่ง 
  • ร้านมาตรฐาน 120ตรม  ปั๊ม 80-100ตรม
  • บางสาขา XL รายได้ 1 เท่า ของ L
Q23: ทีมรองรับการขยายได้กี่สาขา?
A23: เปิด พย 11 สาขา ถ้าเปิดเดือนละ 10สาขากลางๆก็ยังพอ
  • เน้นคุมคุณภาพ สองปีแรกเปิดเยอะ แล้วรายได้ตก เพราะคุณภาพไม่ดี
  • ยังเน้น รายได้ / สาขา ให้มากขึ้น
Q24: โปร double day มีทุก q ไหม?
A24: ไม่ ตามแผนอาจจะปีหน้า
 

Q25: sssg q4?
A25: พอๆกับในอดีต
  • ปัจจัยท่องเที่ยว คนละครึ่ง ก็มีส่วน เค้ายุ่งขึ้น มาใช้บริการมากขึ้น
  • 8.8 ซักฟรี มีลูกค้าใหม่กลับมาใช้
 
Q26: เวลาไหนคนน้อยสุด?
A26: ช่วงตี 3 น้อยสุด
  • ถ้าเป็นโซนนักศึกษา จะซักถึงตี 1
  • โซน พ่อค้าแม่ค้า มาตี 4
 
Q27: คิดว่าไปได้กี่จังหวัด?
A27: 71 จังหวัด อีก 6 จังหวัด คนน้อยไป
 
 
-----------------------------------------------------------------------------------
 

ข้อมูลทั้งหมดสรุปจากกิจกรรม Company Visit “WASH” หากมีข้อมูลผิดพลาดประการใด ทาง ThaiVI ต้องขออภัย ณ ที่นี้นะคะ
โควท
ขอแสดงความนับถือ
ทีมงาน Company Visit
ภาพประจำตัวสมาชิก
Thai VI Officer
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 2069
ผู้ติดตาม: 1978

Re: PRM

โพสต์ที่ 20

โพสต์

★ Opportunity day Transcript 30 - by ThaiVI ★
บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) – PRM
Date: 3- Dec -2025
 
Transcript 30 : viewtopic.php?p=2034889#p2034889
PDF : PRM Oppday Q3-2025.pdf
 
การตอบคำถาม Oppday Q3/2025 บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) – PRM
คุณพชร รอดสมบูรณ์ กล่าวเปิดพร้อมแนะนำคุณวิริทธิ์ จุไรสินธุ์ และคุณภัทรสุดา เติมมหาวงษ์ จากนั้นกล่าวรายงานผลประกอบการของบริษัทในไตรมาสที่ 3 ประจำปี 2025 เป็นลำดับถัดมา
--------------------------------------
ผู้ให้ข้อมูล จำนวน 3 คน
ระยะเวลาทั้งหมด 15 : 00 นาที
--------------------------------------
1. แนวโน้ม Q4 จะดีกว่า Q3 ไหม แล้วก็ปีหน้าจะเติบโตกี่เปอร์เซ็นต์?
คุณพชร   :  เดี๋ยวผมสรุปภาพ Q4 ก่อนคร่าว ๆ นะครับ ก็ Q4 ของเราภาพรวมครับ ก็ต้องบอกว่าแต่ละกลุ่มธุรกิจครับ กลุ่ม PCT เราเชื่อมั่นว่าจะกลับมาดีขึ้นครับ เพราะหนึ่งเลยคือเรือที่เราต้องโยกไปเรื่องของความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์นะครับ ระหว่างไทยกับกัมพูชา เราได้หาตลาดใหม่เพิ่มเติมแล้ว ทีนี้ปุ๊บในช่วง Q3 เป็นช่วงของการที่ปรับตารางต่าง ๆ วางแผนต่าง ๆ แต่ Q4 เรือเขาก็จะเริ่มกลับมาวิ่งนะครับ ก็คือขยายตลาดไปยังพวกฟิลิปปินส์ทางติมอร์ ทางอินโดเพิ่มเติมครับ ประกอบกับ Q4 ทุกปีครับ ก็จะเป็นช่วงที่เริ่มเป็น high seasons ของการท่องเที่ยวครับ แล้วก็เชื่อว่าตัวของดีมานการใช้น้ำมันเจ็ทในภาคใต้ก็จะเพิ่มสูงขึ้นครับ ดังนั้นก็ถ้ากลุ่ม PCT เรามองว่า Q4 ก็มีโอกาสปรับตัวดีขึ้นครับ ต่อมากลุ่ม COC ครับ COC ก็จะเป็นตามแผนที่ทางพริมา มารีน เคยแจ้งเมื่อตอนต้นปีครับ COC จะมีเรือ 1 ลำครับ ที่ว่าเข้าอู่ครับ ก็เข้าอู่ตามแผนการครับ ก็จะเข้าอู่ประมาณ 1 เดือน ซึ่งเข้าไปแล้ว แล้วก็ออกมาทำงานแล้วในไตรมาส 4 ครับ ก็ดูชะลอเล็กน้อยนะครับ เนื่องจากเรือเข้าอู่ แต่ว่าเป็นการปรับตามแผนการครับ เนื่องจากว่าการเข้าอู่เราต้องวางตารางล่วงหน้า เพราะว่าไม่อย่างงั้นคือเราจะไม่สามารถที่จะหาอู่ได้กับงานของลูกค้ากระทบครับ นั่นก็คือมันคือแผนการที่เราวางไว้แล้วล่วงหน้านะครับ แล้วก็ข้อดีอีกอย่างนึงคือถ้าเราเอาเรือเข้าอู่ในปีนี้นะครับ ปี 25 ครับ ปีหน้าเรือ VRCC ทั้ง 3 ลำครับ ก็จะไม่มีแผนการเข้าอู่ครับ ก็คือจะสามารถให้บริการปี 2026 ทั้งปีครับ อันนี้เป็นข้อดีอันนึงที่เราเอามาเข้าอู่ในช่วงไตรมาส 4 นี้ครับ FAU ในไตรมาส 4 ครับ ก็เราจะมีการสลับเรือให้กับลูกค้า 1 เจ้าครับ เพราะว่าเป็นลูกค้าที่ใช้บริการเรามาตั้งแต่เราก่อตั้งธุรกิจอยู่ตั้งแต่เมื่อ 14 ปีก่อนครับ ของเขามีความต้องการที่จะใช้เรือลำที่ใหม่ขึ้นครับ เราก็เลยให้เขาสลับเรือไปลำที่ใหม่ขึ้น แล้วก็เอาเรือลำเดิมให้ลูกค้าอีกรายนึงแทนครับ ก็จะมีช่องว่างแป๊บนึงครับ ในช่วงของการสลับเรือครับ แต่ว่าภาพรวมนะครับ ก็ยังเป็นธุรกิจที่ดีอยู่ครับ ก็คือเราเชื่อว่าตัวของอัตราการใช้เรือ แม้ว่าอาจจะชะลอนิดนึง เนื่องจากสลับเรือ แต่ว่าจะยังอยู่ในระดับสูงครับ ก็คือจะยังไม่ลดลงเหมือนกับปีก่อนแน่ ๆ ครับ เพราะว่าตัวดีมานยังสูงอยู่ครับ แล้วก็ออฟชอว์ครับ ดีขึ้นชัดเจนครับ เพราะว่าออฟชอว์เรือเข้างานนะครับ ที่ผมบอกก็คือกลุ่ม NMDC เมื่อสักครู่ครับ ก็เข้างานตั้งแต่พฤศจิกายนเป็นต้นไปครับ ดังนั้นตัวนี้จะเป็นส่วนที่เพิ่มเติมของเรือตัวกลุ่มออฟชอว์นะครับ นอกจากนี้เรายังประสบความสำเร็จในการต่อสัญญาใหม่ครับ ของเรือ AWB นะครับ หรือว่าเรือโรงแรมลอยน้ำทั้ง 2 ลำครับ ก็ทั้ง 2 ลำได้อัตราค่าบริการที่เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับสัญญาเดิมนะครับ แล้วก็สัญญาที่ยาวนานขึ้นครับ ทั้ง 2 ลำก็สัญญา 5 ปีด้วยเรทที่สูงขึ้นครับ ดังตัวของระยะเวลา 5 ปีต่อจากนี้ไป ก็คือตั้งแต่ปี 26 ถึงปี 30 ตัวของ AWB เราทำงานตลอดครับแล้วก็สัญญาที่มีค่าบริการที่ปรับตัวดีขึ้นครับ แล้วก็กลุ่ม Shipping Ship Agent เราก็ยังเชื่อว่าตัวของ Shipping Ship Agent ก็ยังสามารถใช้ประโยชน์จาก VC ได้เต็มที่เหมือนเดิมครับ แล้วก็ข้อดีคือช่วงปลายปีจะเป็นช่วงที่ตัวของการนำเข้าส่งออกเพิ่มสูงขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงกลางปี เพราะว่าเขาต้องการจะปิดยอดต่าง ๆ ครับ ก็คือมีการซื้อขายอะไรเพิ่มมากขึ้นครับ แล้วก็เชื่อว่าในส่วนจะทำให้ตัวshipping shift ก็คือจะ boost ขึ้นมาในช่วงปลายปีครับ อันนี้เป็นภาพของ Q4 แล้วก็ปีหน้าน่าจะครบถ้วนครับผม
 
 
2. รายได้ถึงจำนวนตัวเลขได้ไหม?
คุณพชร   :  ผมขออนุญาตตอบไม่ได้จริง ๆ ครับ เพราะว่าหลักทรัพย์ฯ ห้ามพูดถึงตัวเลขนะครับ ว่ารายได้จะเป็นเท่าไหร่ยังไง ต้องขออภัยด้วยครับ
 
 
3. กำไรจะเป็น New High หรือเปล่า?
คุณพชร   :  อันนี้ก็พูดไม่ได้ครับ ต้องขออภัยครับ เราคงไม่พูดถึงกำไรไม่ได้ แต่ว่าเราจะพูดว่าธุรกิจเป็นอย่างไร ซึ่งน่าจะเป็นคำตอบข้อแรกครับ
 
 
4. ความเสี่ยงเรื่องของการเรือในตะวันออกกลางมีอะไรเพิ่มเติมมากขึ้นไหม?
คุณพชร   :   ต้องบอกว่าเรือทั้ง 4 ลำเมื่อสักครู่ที่เราได้แจ้งครับ จะเป็นสัญญาแบโบทครับ ดังนั้นความเสี่ยงค่อนข้างต่ำครับ คือแบโบท margin อาจจะสู้ Time charter ไม่ได้นะครับ เพียงแต่ว่าความเสี่ยงน้อยกว่าเยอะเพราะว่า Time charter เราต้องจัดหาคนเรือให้เค้าครับ ต้องดูเรื่องของประกันภัยต่าง ๆ ดูเรื่องของการ maintenance ต่าง ๆ แต่ว่าแบโบทก็คือการเช่าเรือไปแล้วไปเลย ดังนั้นพริมา มารีนไม่ต้องมีความรับผิดชอบในเรื่องของคนเรือนะครับ ที่ว่าต้องจัดหาคนเรือต่าง ๆ เรื่องของประกันภัยเราไม่ต้องจัดหา แล้วไม่ต้องทำเพราะว่าลูกค้าต้องทำเอง เรื่องของการ maintenance ต่าง ๆ ที่ว่าลูกค้าต้องจัดหาบำรุงต่าง ๆ เอง ดังนั้นเรื่องของความเสี่ยงคิดว่ามีน้อยกว่า Time charter ด้วยซ้ำครับ นั้นคือความเสี่ยงค่อนข้างน้อยของเรือทั้ง 4 ลำนะครับ ก็คือน่าจะไม่มีอุปสรรคใด ๆ ในการดำเนินการให้ครบตามสัญญาที่แจ้งเมื่อสักครู่ครับ
 
 
5. เรื่องของ Shipping Ship Agent?
คุณพชร   :  ผลของการดำเนินงานของ VC Shipping เป็นไปตามแผนงานที่เราที่เราเคยดูไว้ก่อนซื้อเลยครับ ก็จะเห็นได้ว่าตัวของรายได้แล้วก็กำไรขั้นต้นครับ ก็เติบโตขึ้นครับ จากแผนเดิมจากของเดิมที่เราไม่มีเขาครับ ก็เพิ่มเติมผมคิดว่าน่าจะแบบหลาย 10% ครับ ตามตัวเลขในเรื่องของงบการเงินเลยครับ ก็ยังคงเป็นไปตามแผนครับ
 
 
6. เรื่องของ Cross Border ไทยกัมพูชาโหดตัวมากไหม?
คุณพชร   :  ก็ถ้าเป็น Shipping Ship Agent ก็มีบางส่วนครับ แต่ว่าเรื่องของตัวแผนมากกว่าครับ ก็คือตัวของคาร์โก้ระหว่างไทยกัมพูชาคือไม่ได้เยอะมากครับ เพียงแต่ว่าเรามุ่งหวังในคาร์โก้อื่น ๆ มากกว่าครับ โดยเฉพาะเรื่องของการส่งออกเคมีเหลวไปทั่ว South Asia ครับ ดังนั้นถ้าเป็นเรื่องของไทยกัมพูชาในเรื่องของตัว Shipping Ship Agent ไม่ได้มีผลมากครับผม
 
 
7. มีแผนการขยายเรือ FSO หรือไม่?
คุณพชร   : ต้องบอกว่าการเพิ่มเรือขึ้นอยู่กับดีมานของลูกค้าในอ่าวไทยครับ คือต้องบอกว่ามันต้องเริ่มที่การประมูลงานก่อนของผู้ได้รับสัมปทาน ซึ่งตรง ๆ ตอนนี้เค้ามีแค่ 2 เจ้าหลัก ก็คือกลุ่ม สผ.กับเชฟรอนแล้วกันเอาตรง ๆ นะครับ ทีนี้ปุ๊บการมีเรือเพิ่มขึ้นหรือไม่ เพิ่มขึ้นอยู่กับการเปิดประมูลงานของ2 อันนี้ของการเปิดหลุมใหม่ ซึ่งปัจจุบันต้องบอกว่ายังไม่มีการเปิดหลุมใหม่ครับ แต่ว่าถ้าเกิดว่ามีการเปิดหลุมใหม่ แล้วก็มีความต้องการเรือ FSO พริมา มารีนเราเข้าแน่นอนครับ เพราะว่าเรามีความเชี่ยวชาญในเรื่องของ FSO มาหลายลำแล้วครับ คือพริมา มารีนต้องบอกว่าเรามีเรือ FSO มาอันนี้คือลำที่ 3 ครับ เราเคยมี 2 ลำก่อนหน้านะครับ อันนี้คือลำที่ 3 เพราะถ้าเกิดว่ามีดีมานเพิ่มเติม เราก็สามารถจัดหาเรือให้กับลูกค้าได้ครับผม
 
 
8. เรื่องของ OSV มีเทนเดอร์รออีกกี่ลำ?
คุณพชร   : คงบอกตัวเลขไม่ได้ เพียงแต่ว่าจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะว่าเรื่องของทั้งกลุ่ม ADNOC แล้วก็ NMDC ครับ ปัจจุบันพริมา มารีดั้งเดิมเราต้องพาเราต้องเข้าเผ่านโบรกเกอร์ครับ แต่ ณ วันนี้เลยหลังจากที่เราเอาเรือให้เขาใช้บริการ เรากลายเป็นหนึ่งในคู่สัญญาของเขาแล้ว เราคืออยู่ใน supplier list ของเขาก็คือสามารถที่จะหาข้อมูล แล้วก็คือสามารถพบปะเจรจากับทางลูกค้าได้โดยตรง คือถ้าเกิดเขามีดีมานก็เราพร้อมจัดหาให้ครับ  ซึ่งตอนนี้ก็คือเป็นการคุยอยู่ครับ
 
 
9. PCT จาก Cambodia ไปเส้นทางต่างประเทศถาวร?
คุณพชร   :  ต้องบอกว่า ณ วันนี้อยู่เลยครับ เราหาตลาดใหม่ครับ ก็เป็นเรื่องของตามที่หนึ่งก็คือ ฟิลิปปินส์ อินโดฯ และติมอร์ครับ ก็คิดว่าทั้ง 3 ประเทศครับ น่าจะชดเชยเรื่องของการหายไปของวอลุ่มของทางกัมพูชาได้ครับ ถามว่าถาวรไหม ก็สัญญาเราเป็นสัญญาที่ค่อนข้างยาวอยู่ต่อแล้วครับ เป็นTime charter คือมันก็คือสัญญาที่เป็นระยะเวลา แล้วก็มีสัญญาที่แน่นอน แล้วก็รายได้ที่ค่อนข้างแน่นอน ดังนั้นคือถ้าเกิดว่าสัญญาลงตัวปุ๊บก็คิดว่าตัวของรายได้น่าจะชดเชยได้ทั้งหมดครับผม
 
 
10. นโยบายปันผล?
คุณวิริทธิ์  : ผู้ถือหุ้นจะได้มั่นใจนะครับ ก็เราเชื่อมั่นว่าโอเปอเรชั่นเราดีขึ้นนะครับ เพราะฉะนั้นนโยบายจ่ายปันผลของเราก็คือถ้ามีกำไรเพิ่มขึ้นเราก็จ่ายปันผลเพิ่มขึ้นนะครับ
คุณพชร   :  ปันผลไม่กระทบกับการขยายเรือแน่ ๆ ครับ เพราะว่าถ้ามีเรือมากขึ้นเราก็มีรายได้มากขึ้นนะครับ ก็น่าจะเอามาจ่ายปันผลได้ไม่น้อยกว่าเดิมครับ
 
 
11. ลูกค้ารายใหญ่มีคอนแทกต์เหลือกี่ปี มีเรทเท่าไหร่?
คุณพชร   :  เรทคงบอกไม่ได้ คอนแทกต์ทั้ง 2 ลำนะครับ ก็คือจะเป็นเฟิร์มจำนวนนึงครับ ก็คือเฟิร์มเลยคือใช้แน่ ๆ เลย ไม่ว่าอะไรเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นก็ใช้แน่ ๆ 2-3 ปีครับ แล้วก็ที่เหลืออีก 2-3 ปีจะเป็นตามต่อรองกันต่อไปหลังจากที่ผ่านช่วงแรกแล้วครับ ดังนั้นสัญญาทั้ง 4 ลำจะมีลำประมาณ 5 ปี แต่ว่าถ้าเป็นเฟิร์มก็คือแบบใช้ชัวร์ ๆ 2-3 ปี แล้วก็หลังจากนั้นมาคุยกันใหม่เรื่องของเรทครับผมก็ภาพประมาณนี้ครับ เรื่องของเรทเท่าไหร่ต้องบอกว่าคงพูดในที่นี้ไม่ได้จริง ๆ ครับ เพราะว่าผิดกฎนะครับ
 
 
12. เรื่องของขนส่งไทยออยล์ครบ 10 ปีต่อสัญญาได้หรือไม่ แผนอย่างไร?
คุณพชร   :  ก็ต้องบอกว่าสัญญาของเรือ VLTC ทั้ง 4 ลำนะครับ ในช่วงของสัญญาจะสิ้นสุดปี 2031 กับ 2032 ครับ ก็ยังคงมีเวลาอยู่ครับ เพียงแต่ว่าถามว่าพริมา มารีนตอนนี้เราถามหรือว่ามีการคุยอะไรกับทางลูกค้าไหม มีครับ เราเชื่อมั่นว่าในไทยออยล์เขาต้องนำค่าน้ำมันดิบเพื่อโรงกลั่นเขาครับ  ซึ่งเขาจะมี 2 ขยัก ก็คือเรื่องของดีมานเดิมยังไงก็ต้องมีครับ เพราะว่าถ้าไม่มีน้ำมันดิบที่เขานำเข้ามาครับ เขาจะ operate ไม่ได้ครับ เพราะว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมันดิบ แล้วก็กลั่นดออกมาแล้วก็เอาไปขายครับ แล้วก็ขยักที่สองครับ อีกเฟสนึงก็คือพอโครงการ CFP แล้วเสร็จครับ ก็เราก็มีความเชื่อมั่นว่าตัวของไทยออยล์เขาน่าจะต้องการใช้เรือเพิ่มมากขึ้น เพราะว่าเรื่องของโรงงานเขาใหญ่ขึ้นครับ ก็แปลว่าเขาต้องการวัตถุดิบเพื่อเข้าโรงงานมากขึ้น วัตถุดิบที่มากก็คือตัวของน้ำดิบครับ ซึ่งพอต้องการวัตถุวัตถุดิบมากขึ้นก็มีแนวโน้มว่าต้องการเรือมากขึ้นเหมือนกันครับ ก็คือเราก็จับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิดครับ ว่าหลังจากโครงการ CFP เสร็จแล้ว เขามีแผนอะไรยังไงบ้าง ซึ่งเราก็พร้อมที่จะสนับสนุน ก็เป็นแผนประมาณนี้ครับ
 
 
13. เรื่องของเรือขยาย 4 ลำในปีหน้าว่าเป็นเรือชนิดใด?
คุณพชร   :  บางท่านได้เข้าเรื่องของการประชุมการวิเคราะห์ครับ ก็อาจจะพอทราบว่าปีหน้าเรามีการขยายเรือครับ ก็ปีหน้าครับ เรามีแผนว่าสิ้นปีนี้เราจะมี 70 ลำนะครับ ก็คือสิ้น Q3 เรามี 68 ลำครับ พอ Q4 เราจะมี 2 ลำนะครับ ก็คือเรือ NMDC ทั้ง 2 ลำครับ ปีนี้เราจะปิดที่ 70 ลำครับ ปีหน้าเราคาดว่าปีหน้าทั้งปีเราจะมีเรือ ณ สิ้นปี 26 ที่ประมาณ 74 ลำครับ ก็เกิดจากอันที่หนึ่งเลยครับ เรือขนส่งเคมีที่เราเคยแจ้งครับ ก็คือจะเข้างานในช่วงไตรมาส 1 ปีหน้าครับ ที่เป็นเรือต่อใหม่ขนาดประมาณ 13,800 DWT (Deadweight Tonnage) ครับ ก็เข้างานประมาณปีหน้าครับ อันที่สองครับ ช่วงที่ผ่านมาครับ เรามีการลงนามสัญญาซื้อเรือมือสองประมาณขนาด 5,000 ตัน 1 ลำครับ ก็ลำนี้เราเซ็นสัญญาไว้เรียบร้อยแล้วครับ เราก็จะนัดส่งมอบกันมาช่วงประมาณมีนาคมปีหน้าครับ อันนี้คือลำที่ 2 ครับ 72 นะครับ แล้วระหว่างปีครับ เรายังคงมองหาการขยายธุรกิจเรื่องของเคมีแล้วก็แล้วก็ก๊าซครับ ก็เรื่องของเรือเคมียังมองหาอีกอย่างน้อย 1 ลำในปีหน้าครับ แล้วก็เราจะขยายเรื่องของแก๊ส LPG ไปยังลูกค้าเคมีต่างประเทศเพิ่มเติมนะครับ เพราะว่าทางลูกค้าที่เป็นขนส่งเคมีเดิมก็มีการสอบถามเราเข้ามาว่าถ้าเป็นเคมีเราให้บริการเขาแล้วนะ แต่ว่าถ้าเป็น LPG ยังสนใจไหม เราบอกสนใจครับ เราก็อยู่ในขั้นตอนการวางแผนงานครับ ก็จะเป็นลำที่ 73 และ 74 ถ้าหาได้นะครับ แล้วก็สุดท้ายครับ เราจะมีตัวของเรือต่อใหม่นะครับ 6 ลำนะครับ  ซึ่งเราจะรับปีหน้า 3 ลำครับ เรือต่อใหม่ก็คือเรือโครงการที่เราต่อเรือใหม่เพื่อทดแทนเรือเก่าที่มีอายุมากครับ ก็มันจะเข้ามาปี 2026 3 ลำก็คือจะกลายเป็น 77 ครับ แต่ว่าพอเรือเข้ามาใหม่ครับ ก็คือเราก็ต้องมีการปลดระหว่างเรือเก่าประมาณ 3 ลำครับ ดังนั้นสิ้นที่สุดปีหน้าครับ เราคาดว่าจะมีเรือทั้งสิ้นประมาณ 74 ลำครับผม
 
 
14. รักษาเงินสดระดับสูงเพื่อที่จะลดยอดหนี้?
คุณวิริทธิ์  : ครับ ต้องแจ้งให้ทราบนะครับ นโยบายของเราเน้นสภาพคล่องนะครับ แล้วเราก็มีการลงทุนในปีนี้ แล้วก็ปีหน้าค่อนข้างเยอะนะครับ ตัวนี้ถ้าเกิดเราเอาเงินสดไปลดยอดหนี้เลย เราก็เกรงว่าสภาพคล่องเราจะดูไม่แข็งแรง เราถึงรักษาสภาพคล่องตัวนี้ไว้ก่อนนะครับ อีกส่วนนึงเงินที่มันดูเยอะครับ มันกระจายหลายบริษัทนะครับ เราก็พยายามเน้นเรื่องปันผลมาสู่พริมา มารีน แล้วก็พริมา มารีนเพื่อจะปันผลให้กับผู้ถือหุ้นนะครับ ส่วนนึงที่ผ่านมาการบริหารของเราก็เน้นเอากำไรที่เราได้มาปันผลให้ผู้ถือหุ้น อีกส่วนหนึ่งเราก็ไปลงทุนเพิ่มนะครับ เราเห็นว่าในปีหน้ามีโอกาสที่เราจะลงทุนเพิ่มได้อีกนะครับ เราก็เลยยังต้องเน้นรักษาสภาพคล่องนี้ไว้ครับ
 
 
15. เรื่อง Dry Dock?
คุณพชร   :  ครับ ก็ไดร์ด็อกปีหน้าจะลดลงจากปีนี้ครับ ก็ทั้งหมดจะลดลงครับ โดยเฉพาะข่าวดีก็คือกลุ่มของ Oil Cier ครับ ปีนี้เรามีเข้าไดร์ด็อกนะครับ 2 ลำครับ มี 1 ลำต่อเนื่องจากปีก่อนช่วงต้นปีครับ แล้วก็อีก 1 ลำเข้า Q4 ครับ แต่ว่าปีหน้าตามแผนปัจจุบันเลยไม่ได้มีการเข้าของ COC ครับ ก็คือจะมีแต่กลุ่มเรือเล็กกลุ่มเรือออฟชอว์แล้วก็ FU จะมี 1 ลำที่เป็น under water Surve  ซึ่งจะหยุดงานแป๊บเดียวไม่ได้นานครับ ก็ถ้าปีหน้าไดร์ด็อกจะน้อยกว่าปีนี้ครับ ประมาณนี้ครับ
--------------------------------------
***Oppday Q3/2025 PRM ข้อมูลถาม-ตอบ Q&A โดยหวังว่าจะเป็นความรู้และให้ประโยชน์แก่ผู้อ่านทุก ๆ ท่าน และกรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้ทุกครั้ง หากมีข้อผิดพลาดประการใด ทาง ThaiVI ต้องขออภัยมา ณ ที่นี่***
โควท
ขอแสดงความนับถือ
สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย)
A887138

Re: BDMS

โพสต์ที่ 21

โพสต์

กระทบ BDMS ไหม ?

https://www.bangkokbiznews.com/health/public-he ... LCj74oYd7w

สธ.ผนึกสมาคมประกันชีวิตไทย ยกระดับ รพ.สธ. 28 แห่ง นำร่องรองรับประกันสุขภาพภาคสมัครใจ ผู้เอาประกันเข้าถึงบริการราคาสมเหตุสมผล ชะลอขึ้นเบี้ยประกัน เป้าผุดผลิตภัณฑ์ใหม่กรมธรรม์เฉพาะรพ.รัฐ เบี้ยประกันถูกลง

กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)และสมาคมประกันชีวิตไทย ลงนามความร่วมมือครั้งสำคัญ โดยเริ่มนำร่องที่โรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ที่มีความพร้อม 28 แห่งทั่วประเทศ เพื่อยกระดับบริการสุขภาพของภาครัฐให้สูงขึ้น และรองรับการเข้ารับการรักษาของผู้เอาประกันจากบริษัทประกันชีวิต ความร่วมมือนี้ถูกมองว่าเป็น "กระดุมเม็ดแรก" ในภาพใหญ่ของการดูแลค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประชาชน โดยมีเป้าหมายสูงสุด คือ การมอบทางเลือกให้กับผู้เอาประกัน และ ควบคุมค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ เพื่อชะลอการขึ้นค่าเบี้ยประกันในอนาคต
เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.2568  ที่ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 10 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ (MOU) ในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพหน่วยบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อรองรับระบบประกันสุขภาพภาคสมัครใจ ระหว่างกระทรวงสาธารณสุข กับสมาคมประกันชีวิตไทย
โดยมี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย และนายสาระ ล่ำซำ อุปนายกฝ่ายการตลาด สมาคมประกันชีวิตไทย เป็นผู้ลงนาม และมี นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และผู้อำนวยการโรงพยาบาลนำร่อง 28 แห่งจากทั่วประเทศร่วมเป็นสักขีพยาน
นายพัฒนา กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)เดินหน้าพัฒนาระบบบริการของสถานพยาบาลในสังกัด ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การลดความแออัด สะดวกทันสมัย ผ่าน Service Center และบริการอื่นๆ อาทิ คลินิกพิเศษ ห้องพิเศษ และ Premium Clinics ขณะที่สมาคมประกันชีวิตไทยมุ่งเสริมระบบประกันสุขภาพภาคสมัครใจให้ได้มาตรฐานและเชื่อมโยงกับหน่วยบริการภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ

หน้าแรก Public HealthPublic Health‘ประกันชีวิต’ผนึก 28 รพ.สธ. รับประกันสุขภาพเอกชน วางเป้ากรมธรรม์รพ.รัฐ เบี้ยถูกลงBy พวงชมพู ประเสริฐ : [email protected] ธ.ค. 2025 เวลา 13:45 น.สธ.ผนึกสมาคมประกันชีวิตไทย ยกระดับ รพ.สธ. 28 แห่ง นำร่องรองรับประกันสุขภาพภาคสมัครใจ ผู้เอาประกันเข้าถึงบริการราคาสมเหตุสมผล ชะลอขึ้นเบี้ยประกัน เป้าผุดผลิตภัณฑ์ใหม่กรมธรรม์เฉพาะรพ.รัฐ เบี้ยประกันถูกลงกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)และสมาคมประกันชีวิตไทย ลงนามความร่วมมือครั้งสำคัญ โดยเริ่มนำร่องที่โรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ที่มีความพร้อม 28 แห่งทั่วประเทศ เพื่อยกระดับบริการสุขภาพของภาครัฐให้สูงขึ้น และรองรับการเข้ารับการรักษาของผู้เอาประกันจากบริษัทประกันชีวิต ความร่วมมือนี้ถูกมองว่าเป็น "กระดุมเม็ดแรก" ในภาพใหญ่ของการดูแลค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประชาชน โดยมีเป้าหมายสูงสุด คือ การมอบทางเลือกให้กับผู้เอาประกัน และ ควบคุมค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ เพื่อชะลอการขึ้นค่าเบี้ยประกันในอนาคตเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.2568  ที่ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 10 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ (MOU) ในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพหน่วยบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อรองรับระบบประกันสุขภาพภาคสมัครใจ ระหว่างกระทรวงสาธารณสุข กับสมาคมประกันชีวิตไทยโดยมี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย และนายสาระ ล่ำซำ อุปนายกฝ่ายการตลาด สมาคมประกันชีวิตไทย เป็นผู้ลงนาม และมี นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และผู้อำนวยการโรงพยาบาลนำร่อง 28 แห่งจากทั่วประเทศร่วมเป็นสักขีพยานนายพัฒนา กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)เดินหน้าพัฒนาระบบบริการของสถานพยาบาลในสังกัด ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การลดความแออัด สะดวกทันสมัย ผ่าน Service Center และบริการอื่นๆ อาทิ คลินิกพิเศษ ห้องพิเศษ และ Premium Clinics ขณะที่สมาคมประกันชีวิตไทยมุ่งเสริมระบบประกันสุขภาพภาคสมัครใจให้ได้มาตรฐานและเชื่อมโยงกับหน่วยบริการภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพเข้าถึงบริการในราคาที่สมเหตุสมผลการลงนาม MOU ในครั้งนี้ จึงเป็นการบูรณาการความร่วมมือของสองหน่วยงาน ในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพหน่วยบริการสังกัดกระทรวงสาธารณสุขให้รองรับระบบประกันสุขภาพภาคสมัครใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นไปตามมาตรฐาน เกิดความร่วมมือเชิงนโยบายระหว่างรัฐและเอกชนในการเชื่อมโยงเครือข่ายด้านการเงินการคลังและเศรษฐกิจ ระหว่างหน่วยบริการของรัฐกับระบบประกันสุขภาพภาคสมัครใจของเอกชน โดยจะนำร่องในสถานพยาบาลที่มีความพร้อม 28 แห่งทั่วประเทศ และจะพิจารณารพ.ที่มีความพร้อมเพิ่มเติมในอนาคต“ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทประกันชีวิตมีต้นทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งในที่สุดจะส่งผลให้ต้องขอขึ้นค่าเบี้ยประกัน ดังนั้น การดึงผู้เอาประกันให้เข้ามาใช้บริการที่โรงพยาบาลของรัฐมากขึ้น จึงเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการต้นทุน เนื่องจากราคาค่าบริการของโรงพยาบาลรัฐนั้นต่ำกว่าเอกชน”นายพัฒนากล่าว   นายพัฒนา กล่าวด้วยว่า  การดำเนินการนี้ก่อให้เกิดประโยชน์หลายมิติ อาทิ สำหรับโรงพยาบาลของรัฐ จะมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งรพ.สามารถนำรายได้นี้ไปลงทุนในวัสดุอุปกรณ์และเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อพัฒนาการให้บริการผู้ป่วยทั้งหมดต่อไป สำหรับผู้เอาประกันจะได้รับความสะดวกสบายมากขึ้นในการเข้ารับบริการ และเข้าสู่บริการสุขภาพได้ในราคาที่สมเหตุสมผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งแพทย์ที่โรงพยาบาลของรัฐขึ้นชื่อว่ามีความรู้และประสบการณ์สูงไม่แพ้ภาคเอกชน และสำหรับภาคธุรกิจประกัน การมีต้นทุนการรักษาที่ต่ำลงจะช่วยให้ชะลอการเพิ่มขึ้นของเบี้ยประกัน
โควท
AlphaBkk
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 95
ผู้ติดตาม: 24

Re: HUMAN

โพสต์ที่ 22

โพสต์

ปีนี้มี 2 ไตรมาสแรก ที่ต้องจ่ายภาษีสูงขึ้นบวกกับขาดทุน exchange เยอะ ทำให้ดูเหมือนไม่โตเท่าไร ไตรมาส4ปีที่แล้วฐานดูสูง กว่าปกติ ไม่แน่ใจว่าปีนี้จะปิดได้ใกล้เคียงหรือป่าว

คุณสุนทรคาดว่าปีหน้าน่าจะโตดีกว่าปีนี้ ฟังดูก็เป็นไปได้ มี operation เวียดนาม กับ lawson ในไทยที่เทคเข้ามาปีนี้

Recurring 70% ขึ้น ค่อยๆขยายฐานลูกค้า ธุรกิจแบบนี้ผมว่าจะโตพรวดพราดยาก แต่ข้อดีคือมี visibility ค่อนข้างสูง
คุณสุนทรพูดมาสักพักแล้วว่าบริษัทมีจุดอ่อนที่ทีมขาย หวังว่าจะสามารถแก้ปัญหาจุดนี้ได้ดีขึ้นๆ 

ส่วนเรื่องซื้อหุ้นคืน คุณสุนทรคิดว่าอาจทำให้ free float น้อยลง ผมไม่ค่อยเห็นด้วย คิดว่าที่สภาพคล่องต่ำแบบนี้เพราะราคาไม่ reflect มูลค่าที่แท้จริงมากกว่า แต่ถ้าเขาคิดอย่างงั้น เค้าคงเลือกปันผล สำหรับ capital allocation 
free cash flow เหลือๆ หนี้ไม่มี ธุรกิจค่อยๆโต สามารถroll up บริษัทเล็กๆได้ ถ้าไม่พลาดเผลอไปปิดดีลแพงๆ ไม่มีอะไรน่าห่วง
ผมสบายใจที่คุณสุนทรเค้าเน้นว่าเค้าจะพยายามโตจาก organic เป็นหลัก ผมเห็นด้วย 100%
โควท
A445838

Re: MASTER

โพสต์ที่ 23

โพสต์

phpBB [video]


ธุรกิจความงามและการแพทย์เฉพาะทางจัดเป็นธุรกิจที่มีความน่าสนใจแต่ก็มีความซับซ้อนในการวิเคราะห์งบการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากปัจจัยที่เชื่อมโยงกับภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจใช้จ่ายในสินค้าฟุ่มเฟือยของผู้บริโภค

จากการพิจารณาโครงสร้างธุรกิจและผลประกอบการของสองบริษัทหลักในอุตสาหกรรมนี้ ได้แก่ มาสเตอร์และคลินิก พบว่ามีรูปแบบการดำเนินงานและสถานะทางการเงินที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

MASTER (มาสเตอร์)
มาสเตอร์ดำเนินธุรกิจโดยเน้นการผ่าตัดศัลยกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาในการพักฟื้นนานเป็นเดือน เช่น การทำศัลยกรรมจมูกหรือใบหน้า ฐานลูกค้าของมาสเตอร์มีความน่าสนใจเนื่องจากพึ่งพาลูกค้าต่างชาติสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากอินโดนีเซีย, กัมพูชา, พม่า, ลาว, อเมริกา และสิงคโปร์

สถานการณ์ทางการเงินและความท้าทาย (9 เดือน ปี 25)
  • การลงทุนและการใช้ประโยชน์สินทรัพย์: บริษัทได้ลงทุนอย่างหนักในการขยายโรงพยาบาลเพื่อรองรับอนาคต ส่งผลให้มีสินทรัพย์ถาวร (ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์) สูง อย่างไรก็ตาม การลงทุนดังกล่าวทำให้ อัตราการใช้ประโยชน์ (Utilization rate) ของโรงพยาบาลลดต่ำลง เนื่องจากยอดขายยังไม่เติบโตทันกับขนาดของโรงพยาบาลที่ขยายออกไป
  • แรงกดดันด้านรายได้และค่าใช้จ่าย:
    • ยอดขายชะลอตัวลงจากเศรษฐกิจที่ไม่ดี และได้รับผลกระทบจากการปิดด่าน โดยเฉพาะลูกค้าจากกัมพูชา ซึ่งคิดเป็น 11% ของยอดขาย.
    • ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นจากหลายปัจจัย เช่น การขึ้นค่าแรงแพทย์ และการเพิ่มงบประมาณทางการตลาด เนื่องจากมีมาตรการทางกฎหมายที่ทำให้การโฆษณาโดยใช้ภาพแพทย์เป็นแบรนด์ทำได้ยากขึ้น.
    • ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้กำไรขั้นต้นและอัตรากำไรสุทธิลดลง.
  • ผลประกอบการโดยรวม: มาสเตอร์มีกำไรสุทธิลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สี่ติดต่อกัน โดยกำไร 9 เดือน ลดลงเกือบครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับปีก่อน อัตราส่วนทางการเงินหลัก เช่น ROA และ ROE ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (ROA จาก 23% เหลือ 11% และ ROE เหลือ 11%).
  • เงินลงทุนในบริษัทร่วม: สินทรัพย์รวมของมาสเตอร์เกือบครึ่งหนึ่ง (ประมาณ 2,249 ล้านบาท) เป็นเงินลงทุนในบริษัทร่วม (คลินิกอื่น ๆ กว่า 20 แห่ง) ซึ่งบันทึกด้วยวิธีส่วนได้ส่วนเสีย แต่บริษัทร่วมเหล่านี้ทำผลกำไรได้น้อยมาก ทำให้ส่วนแบ่งกำไรที่บันทึกเข้ามาไม่เป็นนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังมีการตัดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับ "ค่าความสัมพันธ์กับลูกค้า" ซึ่งทำให้ส่วนแบ่งกำไรดูน้อยลงไปอีก.
มุมมองด้านมูลค่าและการลงทุน
ปัจจุบันมาสเตอร์มีการซื้อขายที่ระดับราคาต่อกำไร (P/E) ที่ลดลงมาอย่างมาก (เคยสูงสุด 46 เท่า เหลือเพียง 7 เท่า) ด้วยการที่บริษัทได้ลงทุนขยายไปมากแล้ว และอยู่ในช่วงที่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานยังไหลเข้าอย่างสม่ำเสมอ แต่หมดเฟสการลงทุนหนักแล้ว ทำให้มาสเตอร์อาจถูกจัดเป็น หุ้นปันผล ในช่วงเก็บเกี่ยว (ปันผล 8.9%) แทนที่จะเป็นหุ้นเติบโต และต้องถูกมองเป็นหุ้นที่ต้องการการ พลิกฟื้น (Turnaround) หากยอดขายสามารถกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง กำไรของบริษัทมีโอกาสเติบโตขึ้นอย่างรุนแรง เนื่องจากสามารถใช้โครงสร้างต้นทุนคงที่ขนาดใหญ่ที่ลงทุนไปแล้วให้เกิดประโยชน์

ข้อสรุปสำหรับนักลงทุน
  • ความแตกต่างทางธุรกิจ: มาสเตอร์ (ผ่าตัดใหญ่) มีความผันผวนของยอดขายสูงกว่า เนื่องจากเป็นการตัดสินใจที่ใหญ่และใช้เงินมากของผู้บริโภค ขณะที่คลินิก (หัตถการ) มีความสม่ำเสมอของรายได้สูงกว่าและมีฐานลูกค้าซ้ำที่แข็งแกร่ง.
  • การวิเคราะห์สินทรัพย์: มาสเตอร์มีสินทรัพย์ขนาดใหญ่และภาระในการทำให้ Utilization Rate กลับมาคุ้มทุน ส่วนคลินิกมีสินทรัพย์หลักเป็นอาคารและเงินสด รวมถึงเงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า ซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนที่ดี.
  • ทริคการตรวจสอบ: สำหรับธุรกิจคลินิกความงาม สิ่งสำคัญที่ควรตรวจสอบในงบการเงินคือ เงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า ซึ่งถูกจัดอยู่ในหนี้สินหมุนเวียน ถ้าเงินรับล่วงหน้ายังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงว่าลูกค้ายืนยันที่จะใช้บริการในอนาคต ทำให้สามารถคาดการณ์รายได้ล่วงหน้าได้.
  • มุมมองการลงทุน: ทั้งสองบริษัทมีการซื้อขายที่ระดับมูลค่าที่ถูกลงมากเมื่อเทียบกับจุดสูงสุดในอดีต มาสเตอร์เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มองหาโอกาสในการฟื้นตัวของธุรกิจ (Turnaround) โดยมีความเสี่ยงสูงกว่า แต่มีอัพไซด์ในด้านกำไรที่อาจจะกลับมาเติบโตอย่างรุนแรง ส่วนคลินิกเป็นธุรกิจที่มีคุณภาพสม่ำเสมอและโครงสร้างการเงินที่มั่นคง อาจเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนจากปันผลที่สม่ำเสมอ (Value Play).
โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
Thai VI Officer
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 2069
ผู้ติดตาม: 1978

Re: MEGA

โพสต์ที่ 24

โพสต์

Opportunity day Q3/2025 บริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ จำกัด (มหาชน)

Date: 2-Dec-2025

phpBB [video]
โควท
ขอแสดงความนับถือ
สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย)
ภาพประจำตัวสมาชิก
SCGLOBAL
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1041
ผู้ติดตาม: 570

Re: ADVICE

โพสต์ที่ 25

โพสต์

USD / THB แข็งมาก ธุรกิจ import สบายๆครับ
สกรีนช็อต 2025-12-03 152117.jpg
โควท
"ประสบการณ์คือสิ่งที่คุณจะได้รับ เมื่อถึงวันที่คุณไม่ได้สิ่งที่ต้องการ" - Howard Marks
“I like to say, “Experience is what you got when you didn’t get what you wanted.”
ภาพประจำตัวสมาชิก
SCGLOBAL
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1041
ผู้ติดตาม: 570

Re: SYNEX

โพสต์ที่ 26

โพสต์

USD / THB แข็งมาก ธุรกิจ import สบายๆครับ
สกรีนช็อต 2025-12-03 152117.jpg
โควท
"ประสบการณ์คือสิ่งที่คุณจะได้รับ เมื่อถึงวันที่คุณไม่ได้สิ่งที่ต้องการ" - Howard Marks
“I like to say, “Experience is what you got when you didn’t get what you wanted.”
ภาพประจำตัวสมาชิก
panuwaww
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 442
ผู้ติดตาม: 72

Re: CRC

โพสต์ที่ 27

โพสต์

ปันผลพิเศษ 7700ล้าน
งวด ธค68 จ่าย 4200 ล้าน 0.7บาทต่อหุ้น
งวด พค 69 จ่าย 3500ล้าน 0.58 + x (ผลการดำเนินงานปกติ) 
ใช่ไหมครับ
โควท
tisa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 37
ผู้ติดตาม: 0

Re: ONEE

โพสต์ที่ 28

โพสต์

phpBB [video]



3Q/2025 SET Opportunity Day ของ ONEE 
ไตรมาสนี้ผลประกอบการดี Margin ก็ดี 
หวังว่าจะ Turn around จริงๆ แล้วนะคะ   รูปภาพ

https://www.youtube.com/watch?v=Z8xKxs6tY5k
โควท
Feudalz
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1324
ผู้ติดตาม: 412

Re: COM7

โพสต์ที่ 29

โพสต์

ปีหน้าราคา smartphone น่าจะแพงนะครับ ถ้าข่าวเริ่มออกไปตามสื่อหลักคนน่าจะรีบตัดสินใจซื้อมือถือกันไวขึ้น

The price of 12GB LPDDR5X RAM has climbed to $70 in November, making it more than double the figure compared to what it was at the beginning of the year

Industry sources informed Sedaily that instead of a contract that ensures Samsung’s MX division will receive a healthy supply of DRAM from DS for more than 12 months, a renegotiation of terms will likely come up every three months. This means that the company’s smartphone division will have to request DRAM supplies on a quarterly basis due to rising memory prices. The report mentions that the situation has become so dire that Samsung’s high-ranking executives had to intervene and negotiate accordingly.
ที่มา: https://wccftech.com/samsung-rejects-dr ... itability/
โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
mingchang
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 363
ผู้ติดตาม: 107

Re: CPALL

โพสต์ที่ 30

โพสต์

ขอแชร์ครับ
นครราชสีมาเป็นจังหวัดใหญ่ แต่หลายอำเภอยังมีแค่สาขาเดียว โอกาสขยายยังพอมี
FB_IMG_1764943714715.jpg
โควท
自在 不争
โพสต์โพสต์