โพสต์ยอดนิยม

ตลาดหุ้นโลกถูกครอบงำโดยหุ้นยักษ์ 10 ตัว/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า ลงทุนหุ้น VI เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก

โพสต์ โพสต์
ภาพประจำตัวสมาชิก
zhoyun113
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 109
ผู้ติดตาม: 84

Re: MC

โพสต์ที่ 1

โพสต์

สวัสดีครับเพื่อนนักลงทุนครับ
ยอดขาย TIKTOK  เดือน 11/68 ครับ ยอดขายยังเติบโตต่อเนื่องครับ มากที่สุดเท่าที่ผมเคบเก็บข้อมูลมาครับ
สาเหตุมาจาก
1. สินค้าออกมาใหม่มากขึ้น
2. มีใช้ อินฟุท่านอื่นมาช่วยขาย เช่น ช่องคุณกาละแมร์, คุณวี วิลเลีย, คุณเชน เป็นต้นครับ
3. สินค้ามีคุณภาพมากขึ้นครับ ผมซื้อสินค้าMC มาตลอดครับ เนื้อผ้า และ ขนาดมีมาตรฐานมากขึ้นครับ  
Screenshot 2025-12-02 140015.png
Screenshot 2025-12-02 140052.png

เจอกันใหม่เดือนหน้าครับ
ขอบคุณครับ
โควท
A763938

Re: NSL

โพสต์ที่ 2

โพสต์

ขอแชร์ update ข้อมูลกับ IR บริษัท ดังนี้ (ติดต่อได้ยากมาก)


1) Sandwich และเบเกอร์รี่ ผ่าน 7-11 จำนวนชิ้นที่ขาย Q3 2568 เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 840,000 ชิ้นต่อวัน ในขณะที่จำนวนชิ้นที่ขายเฉลี่ย Q4 2568 QTD เฉลี่ยเติบโตที่ 6-7% QoQ ที่ระดับ 890,000-900,000 ชิ้นต่อวัน 
 
2) อัตรากำไรขั้นต้น  ทยอยฟื้นตัว ใน Q4 2568 จะอยู่ในระดับ 19.x% จาก 17.9 % ใน Q3 2568 

3) ในส่วนของธุรกิจน้ำมะพร้าว มีผลงานอยู่ในทิศทางที่ดีโดย ในQ4 2568 จะดีกว่า Q3 2568

4) ในส่วนของโรงงานใหม่ กำลังอยู่ระหว่าง ขอ BOI โดยจะได้สิทธิ์ ยกเว้นภาษีกำไร เป็นเวลา 5 ปี
โควท
Feudalz
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1324
ผู้ติดตาม: 412

Re: KAMART

โพสต์ที่ 3

โพสต์

ที่ญี่ปุ่นมีของ kamart ขายเยอะขึ้นครับ

E32F15EA-1459-4769-AD41-A2FF2C60AFC6.jpeg
โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
pop5888
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1512
ผู้ติดตาม: 829

Re: KLINIQ

โพสต์ที่ 4

โพสต์

เมื่อวานผมได้ฟัง Live Company Visit
 
ผมคิดว่าหลายๆอย่างทำได้ค่อนข้างโอเค 
แต่ตัวเลขหลายๆอย่างอาจจะพลาดจากเป้าหมายไปได้บ้าง 
แต่ก็คิดว่าก็มีเหตุผลที่รับได้ ผมข้อสรุปดังนี้
 
1. GPM% ที่ดรอปลง หลักๆก็มาจาก รพ. ศัลยกรรมที่รายได้น้อยลง 
ถ้าเอาตามที่ ผบห เคยบอก ก็ลดลงจากการที่คุณหมอ Magnet ท่านนึงลาคลอด
ก็ต้องมาติดตามไตรมาส 4/2568 ว่าจะฟื้นมั้ย
 
2. GPM% อีกจุดที่ทำให้ดรอป เพราะ L Clinic กำลังเร่งขยายสาขา 
ต้นทุนค่าเช่า เท่ากับ The Klinique และ LAB X เพราะ อยู่ในห้างเดียวกัน 
แต่ด้วยการที่ L Clinic เพิ่งเริ่มเปิด ยังไม่เป็นที่รู้จัก แต่ค่าเช่าเท่ากัน 
เลยทำให้ GPM% ลดลงจาก ค่าเช่า และ ค่าจ้างพนักงาน
แต่ถ้ารายได้เติบโต ขาดทุนตรงนี้ก็จะน้อยลงเอง

ซึ่งผมมาคิดคร่าวๆ 
การขาดทุน 2.5 ล้านบาท คือ 
ขาดทุนสาขาละ 500,000 บาท/ไตรมาส
หรือ ขาดทุน 180,000 บาท/เดือน
หรือ ขาดทุน 6,000 บาท/วัน

หาก Variable Cost อยู่ที่ประมาณ 50% นั่นหมายความว่า 
L Clinic ต้องการรายได้เพิ่มวันละ 12,000 บาท เพื่อ ถึงจุดคุ้มทุน
หรือ ต้องการรายได้เพิ่มอีกประมาณ 17% โดยประมาณ เพื่อถึงจุดคุ้มทุน
ซึ่ง 17% หากเป็นสาขาที่อิ่มตัวแล้ว คงต้องบอกว่ายากมาก
แต่ด้วยการที่ฐานรายได้ของ L Clinic ในตอนนี้ ยังไม่เป็นที่รู้จัก
และ หลายๆสาขาเพิ่งเปิดได้แค่ 3-4 เดือน ดังนั้นโอกาสในการ Break Even นั้นไม่น่ายากเท่าไร
และ ตอนนี้กำไรแล้วในส่วนของ กำไรขั้นต้น แปลว่าขาดทุนตอนนี้มาจาก SG&A 
ดังนั้นหากรายได้เพิ่ม และ คุม SG&A ได้ก็น่าจะเริ่มเห็น L Clinic ทำกำไร
หาก L Clinic เริ่มทำกำไร เราก็จะเห็น GPM% พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น


 
3. GPM% ที่ลดลงจาก Product Mix
- The Klinique หัตถกรรมเลเซอร์ที่ใช้หัว ที่มีต้นทุน Variable Cost ขายดี
- LAB X หัตถกรรมการฉีดขายดี ตรงนี้ก็มี Variable Cost


4. GPM% ที่ลดจาก Brand Mix

- The Klinique ที่ GPM% สูง ที่เป็นรายได้หลัก แต่รายได้ Flat

- LAB X ที่ฐานสาขาเปิดใหม่มาก จึงมี GPM% ที่น้อยกว่าเติบโตในสัดส่วนที่มาก 
แต่ผมก็ยังๆงงนิดหน่อย เพราะ ถ้ารายได้โต GPM% ควรจะขยับจาก Fixed Cost ที่ไม่ได้เพิ่ม 
แต่เดาๆว่าก็ที่โตในไตรมาส 3/2568 ดันเป็น หัตถการฉีดที่มี Variable Cost ที่มาร์จิ้นต่ำดันโตมาก

- L Clinic ที่เพิ่งเปิดพร้อมๆกัน 3 สาขา 
ในปลายไตรมาส 2/2568 และ ต้นไตรมาส 3/2568 
เลยทำให้รายได้ไม่ทันค่าใช้จ่าย GPM% จึงต่ำจากการเปิดสาขา
แล้วดันเป็นสาขาที่ต้นทุนค่าเช่าสูง เพราะอยู่ใน Prime Area
และ L Clinic ก็ยังไม่เป็นที่รู้จักรายได้ต่อสาขา เลยน้อยกว่า The Klinique และ LAB X มาก
แต่ค่าเช่าพื้นที่ดันเท่ากัน ดังนั้น GPM% เลยดรอปลงมาก 

- รพ. ศัลยกรรม ที่ปกติมาร์จิ้นต่ำอยู่แล้ว 
แต่คุณหมอลาคลอด รายได้เลยหาย
แต่ค่าเช่าเท่าเดิม

5. อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ
หากเราดูงบหลายๆบริษัท ในหลายๆอุตสหากรรม และ ได้ติดตามอ่าน MD&A 
จะทราบว่ากำลังซื้อในไตรมาส 3/2568 โดยเฉพาะเดือน 7 และ 8 นั้นไม่ดีมากๆ 

ดังนั้นหาก KLINIQ เป็นภาพเดียวกัน สิ่งที่พอบอกในด้าน GPM ได้ก็คือ 
รายได้ของแต่ละสาขาก็ลดลงไปด้วย แต่ต้นทุน ค่าเช่า ไม่ได้ลดลงเลย 
ดังนั้น GPM ก็อาจจะลดลงจากตรงนี้ด้วยเช่นกัน
 
6. ด้านการวางโครงสร้างของ Brand Mix ผมว่าโอเค 
และ เข้าใจว่า ทำไมต้องทำหลายๆแบรนด์ 
เพราะ ผบห ก็เชื่อว่ามีการ Canabalize กัน
แต่ไปกิน Market Share เจ้าอื่นๆมากกว่า แต่รายได้ในพอร์ทรวมจะเติบโต

7. การวางหลายๆแบรนด์ ทำให้เข้าถึงหลายๆกลุ่มลูกค้า ในแต่ละพื้นที่ได้ง่ายกว่า 
ในจังหวัดที่อาจจะไม่มีกำลังซื้อ อาจจะไปด้วย The Klinique ไม่ได้ แต่ก็จะไปได้ด้วย LAB X หรือ L Clinic

8. ค่าใช้จ่ายในการขาย (ค่าการตลาด ค่าคอมมิชชั่น) 
หลังจากที่ผ่านการลงทุนด้านการตลาดในการสร้างแบรนด์ไปแล้ว การเติบโตของงบการตลาดโตช้าลง 
เพราะ ค่าการตลาดสำหรับการสร้างแบรนด์นั้นสูง แต่ช่วงแรกรายได้ยังไม่มา 
แต่พอสร้างแบรนด์ได้แล้ว ที่เหลือจะเป็นการทำการตลาดเพื่อ Maintain 
แต่สาขาใหม่ๆ ไม่ต้องเพิ่มงบการตลาดเพื่อสร้างแบรนด์ 
และ รายได้ของสาขาใหม่ๆ และ SSSG ของสาขาเดิมมาเฉลี่ยค่าใช้จ่ายในส่วนนี้
ต้นทุนเมื่อเทียบกับรายได้จึงลดลง

9. ค่าใช้จ่ายในการบริหาร 
หากตัด write off จากการปิดสาขาจำนวน 4.8 ล้านบาท 
และ focus ที่งบเฉพาะกิจการ (ธุรกิจคลินิกความงาม) 
รายได้เติบโต 38 ล้านบาท แต่ต้นทุนในส่วนของ 
ค่าใช้จ่ายในการบริหารเติบโต 400,000 บาท 
เพราะ คนรับไปหมดแล้ว จากนี้ไปคงเพิ่มแบบน้อยๆแล้ว 
ดังนั้นหากรายได้เติบโต ต้นทุนส่วนนี้ไม่เติบโต เมื่อเทียบกับรายได้ก็จะลดลงอีก

10. รายได้ไตรมาส 4/2568 ตค พย และ ธค คาดว่าจะทำ All Time High ทุกเดือน 
หากดูไตรมาส 3/2567 เทียบ ไตรมาส 4/2567 รายได้ที่เติบโตจากการเป็น High Season 
ทำให้ GPM% +2.5% ดังนั้นไตรมาส 4/2568 ก็ควรที่จะทำได้ดี ด้วยเหตุผลเดียวกัน

11. ความเห็นส่วนตัวในงบไตรมาส 3/2568 ในหลายๆบริษัทที่ผมติดตาม 
ผมคิดว่าในด้านรายได้หลายๆบริษัทรายได้ลดลงจริง 
แต่หลายๆบริษัทที่ยังเติบโต YoY ได้ก็มาจากเหตุผล คือ

- บริษัทยังมี Business การเติบโต ที่แข็งแรง 
มีการขยายสาขา ทำให้มีรายได้เพิ่มจากช่องทางการขายใหม่ๆ

- บริษัทยังไม่ได้ใหญ่มาก และ ยังมีโอกาสเติบโตจากการกิน Market Share

- อุตสาหกรรมยังคงเติบโต บริษัทอาจจะไม่ได้เก่งมาก แต่ก็เติบโตได้จาก Tail Win

ดังนั้นในองค์ประกอบเหล่านี้ ผมคิดว่าใครที่ยังโตได้ผมว่าน่าเอามาทำการบ้านทั้งหมด

12. ในการลงทุนเราต้องมาดูว่าบริษัทที่เราสนใจอยู่ใน Phase อะไร เติบโต หรือ อิ่มตัว 
ถ้าเติบโตบริษัทก็จะยังคงหาช่องทางในการเพิ่มรายได้ ได้อย่างต่อเนื่อง
ด้วย business model และ management ของบริษัท 
ก็จะทำให้ รายได้ กำไร และ เงินปันผล ของบริษัทเติบโต ... 

แต่ถ้าไม่เติบโต ก็ต้องรักษา Market Share ให้ได้ และ พยายามลดต้นทุน 
เพื่อทำให้ รายได้ กำไร และ เงินปันผลไม่ลดลง ... 

ซึ่งผมคิดว่า KLINIQ ชัดเจนอยู่แล้วว่าอยู่ใน Phase การเร่งขยายกิจการเพื่อการเติบโต

แต่การเติบโตของแต่ละธุรกิจไม่เหมือนกัน 
เช่น ธุรกิจ โรงพยาบาล โรงแรม โรงงาน จะต้องลงทุนไปมากๆ 1 ครั้ง 
แล้วเก็บเกี่ยว ต้นทุนจะมาคราวเดียวมากๆ เจ็บแล้วจบ ..

แต่ธุรกิจที่ขยายสาขา เช่น คลินิกความงาม ค้าปลีก ต้องขยายสาขาไป เก็บเกี่ยวไป 
ต้นทุนจะมาเรื่อยๆ รายได้จะเพิ่มเรื่อยๆ กำไรจะเพิ่มเรื่อยๆ 
แต่หากขยายสาขามาก ต้นทุนจะมามาก อัตรากำไรจะลดลงได้บ้าง แต่กำไรที่เป็นบาทจะเติบโต ... 

ยิ่งฐานรายได้ และ ฐานกำไร ในช่วงแรกของการเติบโต 
ด้วยการที่ฐานต่ำการแกว่งตัวของกำไรเป็น % จะมีมาก 
แต่การเติบโตจากฐานต่ำ อัตราการเติบโตของกำไรจะสูง ..  

แต่เมื่อฐานใหญ่ การแกว่งตัวของ % จะน้อยลง 
แต่ฐานกำไรจะสูง ทำให้อัตราการเติบโตนั้นช้าลง .. 

ซึ่งหากเราไปดูงบการเงินของ KLINIQ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา 
เราจะเห็นภาพการแกว่งตัวที่มากจากฐานที่เล็ก 
แต่หากดูการเติบโต ที่เป็นจำนวนเงินก็จะมากเช่นกัน 
แล้วหากดูการเติบโตของการขยายสาขา และ รายได้ และ กำไร ก็จะพอเข้าใจได้ว่านี่คือ Phase อะไร

การจะวัดผลจากการลงทุนอาจจะวัดที่ราคาหุ้น แต่ราคาหุ้นดันเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยากที่สุด
แต่ถ้าเราคาดการณ์ถูก รายได้ กำไร และ เงินปันผล ที่เราได้รับจะต้องเติบโต

และ หากเราดูถึงแผนการในการเติบโต การขยายสาขา เพื่อ กิน Market Share
และ โครงการงบการเงิน และ SG&A ที่ลดลงแล้ว
ผมว่าก็น่าติดตามแผนธุรกิจและ โครงสร้างการเงินว่า สุดท้ายแล้วกำไรในระยะยาวของบริษัทจะเป็นอย่างไร
โควท
Feudalz
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1324
ผู้ติดตาม: 412

Re: NSL

โพสต์ที่ 5

โพสต์

ขอบคุณมากครับ ส่วนตัวผมก็คิดว่า nsl ไม่กระทบจากคนละครึ่ง เพราะลูกค้าหลักส่วนนึงซึ่งเป็นสัดส่วนที่ผมคิดว่าเยอะคือนักท่องเที่ยว พอเห็นตัวเลขยอดขาย q4 แบบนี้ก็น่าจะจริง รูปภาพ

ส่วนที่ gpm เพิ่มขึ้นก็แปลว่าที่แรงงานกัมพูชาหายไปก็คือแย่ชั่วคราว แก้ได้ไวกว่าที่คนคิดกันอีก รูปภาพ
โควท
EAKEPON
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 459
ผู้ติดตาม: 62

Re: KAMART

โพสต์ที่ 6

โพสต์

มี คน กดติดตาม cathydoll japan 21000 คน แล้ว ครับ

1000014515.jpg
1000014518.jpg
โควท
"มันเป็นเช่นนั้นเอง"
A979238

Re: MOSHI

โพสต์ที่ 7

โพสต์

SSSG กลับมาเป็นบวกแล้ว จำได้ว่าปีที่แล้ว Nov ก็ฐานสูงอยู่ 
Screenshot 2025-12-03 222837.png
โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
sai
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 4287
ผู้ติดตาม: 633

Re: TKS

โพสต์ที่ 8

โพสต์

อัพเดท tks ซื้อหุ้นคืนครับ ล่าสุดผ่านไปแล้ว 88 วันซื้อไป 21% กว่าๆ เหลือเวลาอีก 13 สัปดาห์ ก็ยังพอมีเวลาให้ซื้อครับจนครบ 100% เท่าที่สังเกตดูคือก็ซื้อเรื่อยๆ ค่อยๆยกราคาไปเรื่อยเรื่อย  และก็ชอบซื้อตอนราคาปิดครับ
1000009010.jpg
โควท
Small Details Make a Big Difference
ภาพประจำตัวสมาชิก
เหรียญ
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 797
ผู้ติดตาม: 340

Re: TITLE

โพสต์ที่ 9

โพสต์

CV : TITLE

-มีที่ดินรองรับการพัฒนาไปอีก5ปี เกือบทุกแปลงได้มีการยื่นแบบไปเรียบร้อยแล้ว เพื่อเป็นการการันตีว่าสามารถสร้างได้และจะไม่โดนข้อจำกัดของผังเมืองใหม่

-ผังเมืองใหม่จะทำให้คอนโดที่จะสร้างมีข้อจำกัดเยอะขึ้น ราคาต่อห้องจะสูงขึ้นเพราะต้องทำหลวมๆ นั่นเท่ากับว่าต้นทุนของเราจะดีกว่าคนที่มาพัฒนาทีหลัง

-ผังเมืองใหม่มีกำหนดราวๆQ3/69 แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะประกาศเพราะตอนนี้มีคนยื่นคัดค้านไปแล้วกว่า200-300เรื่อง คิดว่าคงเลื่อนจากกำหนด (แต่TITLEไม่รอใช้วิธียื่นแบบเพื่อความปลอดภัย)

-ที่ดินในมือมีการกระจายหลายหาด แต่เท่าที่มีเยอะกว่าเพื่อนน่าจะเป็นหาดในยางที่จะสามารถขึ้นได้อีกหลายโครงการจะเป็นการค่อยๆพัฒนาไป

-โครงการArtrio อาจมีการปรับบางส่วนมาทำโรงแรม แต่ยังไม่final ตัวนี้ที่ขายได้น้อยอยู่เพราะเป็นทำเลเดียวกับตัวHeritage ถ้าตัวนี้หมดก็จะมีอีกตัวรองรับ รวมถึงเป็นการกันคู่แข่งมาตัดราคาไปในตัว

-ทำไมเอเจ้นถึงอยากขายให้เรา สั้นๆคือพอTITLEมีทำหลายโครงการ ก็ทำให้เอเจ้นอยากขายเพราะมีโอกาสปิดการขายได้มากกว่าแบรนอื่น คือ มีการกระจายทั้งหาด กระจายทั้งระดับราคา มีทั้งคอนโดและแนวราบ

-ได้ไปดูตัวLegendary ทำออกมาตรงปกและสวยมาก จุดเด่นของโครงการหนีไม่พ้นส่วนกลางที่จัดเต็มเป็นลายเซ็นของASWที่ทำCampusคอนโด ก็ได้นำจุดเด่นนี้มาใส่ในทุกโครงการของTITLEทำให้แตกต่างกับคู่แข่งและชาวต่างชาติชอบ

-ชาวต่างชาติให้ความสำคัญกับบริษัทที่สามารถขึ้นโครงการได้แบบพูดจริงทำจริง เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมามีหลายโครงการที่เก็บไป2งวด(50%)แล้วทิ้งโครงการไปเลย ทำให้ทั้งชาวต่างชาติและbankเองก็กลัวความเสี่ยงนี้

-ตอนไปsale galleryทั้งที่บางเทาและในยาง จะเห็นเอเจ้นต่างชาติทำงานอยู่ มีทั้งพาลูกค้ามาดูห้องตัวอย่างและliveขายของให้ดูห้องแบบonline

-ข้อมูลจากเอเจ้นชาวรัสเซีย คนรัสเซียที่มาซื้อคอนโดมีทุกช่วงอายุ เหตุผลหลักเพราะหนีหนาว สถาพสังคมที่มีความกดดัน เงินเฟ้อที่สูง และ ที่ภูเก็ตมีสังคมชาวรัสเซียเลยพาๆกันมา (จริงไหมก็ต้องพิจารณากันเอง)

-โครงการอนาคตจะมีคอนโดที่ไม่ใช่หาดเดิม จะมีโครงการแนวราบ โรงแรม ร้านอาหารหรืออะไรที่จะเสริมให้ลูกบ้านมีความสะดวกสบายมากขึ้น

-จำนวนพนักงานคิดว่าเพียงพอกับการพัฒนาในปัจจุบัน คงไม่ได้เพิ่มแบบมีนัยยะอะไร

-โรงแรมคิดIRR~15% 3แห่งที่แจ้งในOppdayมีที่ดินแล้ว จะใช้แบรนโรงแรมchain แต่ละแห่งจะใช้แบรนไหนขึ้นอยู่กับความเหมาะสมกับพื้นที่

-โอกาสนอกเหนือจากภูเก็ต มีไปดูสมุยและพังงา คิดว่ามีความน่าสนใจ แต่3ปีนี้จะโฟกัสที่ภูเก็ตไปก่อน

-ASWจะเพิ่มสัดส่วนTITLEเพิ่มถ้าเห็นว่าราคาเหมาะสม
โควท
''I didn't come this far to only come this far''
A445838

Re: M

โพสต์ที่ 10

โพสต์

phpBB [video]


ภาพรวมผลประกอบการไตรมาส 3 และ 9 เดือน ปี 2568
กำไรปกติรวมของกลุ่มร้านอาหารในไตรมาส 3 อยู่ที่ 353 ล้านบาท ซึ่งถือว่าค่อนข้างไม่ดี โดยลดลงประมาณ 35% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) และลดลง 17% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (QoQ) สาเหตุหลักมาจากแรงกดดันจากการแข่งขันภายในประเทศและการชะลอตัวของการเติบโตของการบริโภค การลดลงของกำไรมาจากการดำเนินงานที่ลดลงเนื่องจากการจัดทำแคมเปญส่งเสริมการขายเพื่อดึงดูดผู้บริโภค

ในช่วง 9 เดือนแรกของปี กำไรปกติปรับตัวลดลงถึง 32% YoY และคิดเป็นเพียง 66% ของประมาณการทั้งปี

การดำเนินงานรายบริษัท
  • ZEN: เป็นบริษัทที่ผลประกอบการออกมาแย่กว่าที่คาดการณ์ไว้มาก โดยมีกำไรปกติลดลงถึง 50% YoY และต่ำกว่าที่ประมาณการไว้ 10%
  • M: มีส่วนช่วยในการฟื้นตัวของยอดขายต่อสาขาเดิม (Same Store Sales Growth: SSSG) ซึ่งอยู่ที่ -0.6% ในไตรมาส 3 (ดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับ -12.9% ในไตรมาส 3 ปีที่แล้ว) การฟื้นตัวนี้ส่วนหนึ่งมาจากการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ด้านราคา เช่น การทำโปรโมชั่นบุฟเฟต์เพื่อดึงดูดลูกค้า
  • รายได้รวมของกลุ่ม: โดยรวมมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยราว 3% YoY ซึ่งเป็นผลมาจากการฟื้นตัวของ SSSG และการเติบโตของรายได้จากสัดส่วนธุรกิจ Trading ให้กับกลุ่มร้านอาหารของ ZEN
แรงกดดันต่ออัตรากำไร
แม้รายได้รวมจะเติบโตเล็กน้อย แต่อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin: GPM) ยังคงถูกกดดันและลดลงประมาณ 2.8 จุดเปอร์เซ็นต์ YoY มาอยู่ที่ 51% สาเหตุหลักมาจาก:
  • รายได้ต่อหัวที่ลดลงจากการทำโปรโมชั่นต่าง ๆ
  • สัดส่วนธุรกิจ Trading ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่ามีสัดส่วนในรายได้รวมเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย (SG&A) โดยรวมปรับตัวลดลง 0.6 จุดเปอร์เซ็นต์ YoY มาอยู่ที่ 25.2% ซึ่งเป็นผลมาจากยอดขายที่สูงขึ้นของ M

แนวโน้มและความท้าทาย
มุมมองต่อกลุ่มร้านอาหารยังคงเป็นเชิงลบ แม้จะเห็นความพยายามในการปรับกลยุทธ์การดำเนินงาน เนื่องจาก:
  • การแข่งขันรุนแรง: การแข่งขันในอุตสาหกรรมร้านอาหารยังคงมีความท้าทายและมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นจากการขยับตัวของผู้เล่นหลักรายอื่นในตลาดที่เพิ่มขึ้น
  • ความสามารถในการทำกำไร: การแข่งขันด้านโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดลูกค้ายังคงสร้างแรงกดดันต่อความสามารถในการทำกำไรโดยรวม
  • การบริโภคจำกัด: คาดการณ์ว่าการเติบโตของการบริโภคจะอยู่ในระดับปานกลางที่ 1.5% ถึง 2% ซึ่งส่งผลให้การเติบโตของรายได้ในกลุ่มร้านอาหารมีแนวโน้มจำกัด
  • มาตรการภาครัฐ: คาดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐอาจสนับสนุนผลการดำเนินงานในระยะสั้นของไตรมาสที่ 4 ได้ แต่ยังต้องระมัดระวังต่อการฟื้นตัวในระยะถัดไป
การประเมินมูลค่า
ปัจจุบันกลุ่มร้านอาหาร (เฉพาะ M และ ZEN) มีการซื้อขายที่อัตราส่วน P/E ปี 2025 ที่ 25 เท่า ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูง เมื่อเทียบกับการเติบโตของกำไรเฉลี่ยใน 3 ปีข้างหน้าซึ่งคาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 11% การซื้อขายในระดับนี้ยังถือว่าค่อนข้างแพงและยังไม่น่าสนใจ โดยปัจจุบันยังไม่มีหุ้นเด่น (Top Stock) ในกลุ่มร้านอาหารที่แนะนำให้ลงทุน
โควท
AlphaBkk
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 95
ผู้ติดตาม: 24

Re: PRM

โพสต์ที่ 11

โพสต์

เป็นบริษัทที่สื่อสารเป็นจริงๆคับ ยิ่งติดตามนานขึ้นๆ ยิ่งชอบ
ไตรมาส4 ยังไงกำไรก็จะ drop ถ้าเทียบกับไตรมาส3 นะครับ vlcc เข้าอู่ 1 ลำ และ fsu มีต้องเปลี่ยนเรือ switch ให้ลูกค้า ข้อมูลที่บอกล่วงหน้าได้ก็บอกตั้งแต่ต้นปี นวคน่าจะมีข้อมูลรายละเอียดเรือที่ต้องเข้าอู่แต่ละปีที่วางแผนไว้อยู่แล้ว
ผมสงสัยมานานว่าทำไม prm ค่อนข้างแม่นเวลาสื่อสารกับนักลงทุน ทั้งๆที่อุตสาหกรรมดูไม่ได้คาดเดาง่าย วันนี้ผมว่าผมได้คำตอบ คือเค้ามักจะมาบอกตอนที่ดีลใหม่ๆตอนมันเสร็จแล้วหรือตอนที่ใกล้มากๆ อย่างไตรมาสนี้ส่งเรือบริการให้ลูกค้าใหม่ที่ตะวันออกกลางเสร็จ เค้าค่อยมาบอกรายละเอียด น้อยครั้งมากจะพูดถึงโปรเจ็คไกลๆ ต่างจากบริษัทส่วนใหญ่ ที่มักพูดให้คาดหวังเยอะ แต่ทำไม่ได้
ไตรมาสนี้มีแย้มข้อมูลใหม่มาหลายอัน อย่างแรกคือการขยายตลาดฟิลิปปินส์มาแก้ปัญหายอดที่ตกลงของกัมพูชา ผมฟังมาทุกไตรมาสคิดว่าไม่เคยได้ยิน อีกอย่างคือเรือ LPG ที่น่าจะได้เห็นเข้ามาปีหน้า เรือโรงเเรมได้ต่อสัญญาเเล้วและได้เรทดีขึ้นด้วย
ในฐานะผู้ถือหุ้นผมก็สบายใจ กล้าถือหุ้นยาวรับความผันผวนของแตาละไตรมาส เพราะรู้แผนการลงทุนและการเติบโตที่ชัดเจน กลยุทธ์ขยายกองเรือปิโตรเคมีกับosv ก็ทำได้ต่อเนื่อง และหาสมดุลในการบริหารงบดุล capex และผลตอบแทนผถหได้อย่างยอดเยี่ยม
โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
mingchang
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 362
ผู้ติดตาม: 107

Re: MC

โพสต์ที่ 12

โพสต์

งบ09/2568

สำหรับ mc ผมมีข้อสงสัยอยู่ 3 ข้อครับขอรบกวนเพื่อนๆหรือผู้รู้ช่วยแนะนำด้วยครับ

1. การเปลี่ยนผู้บริหารคนใหม่ ความคิดเห็นส่วนตัวผม ผู้บริหารคนเดิมทำงานมา 4 ปี ผลงานก็ ok ดีครับ เติบโตทั้งรายได้และกำไร และเคยสัมภาษณ์ไว้ว่าสนุกในการทำงานที่นี่ด้วย การเปลี่ยนผู้บริหารคนใหม่รอบนี้ให้เหตุผลว่าคนเดิมครบวาระแล้ว ไม่แน่ใจว่า MC มีวัฒนธรรมที่ต้องเปลี่ยนผู้บริหารเมื่อครบวาระหรือเปล่าครับ

2.จำนวนสาขาที่อยู่ต่างประเทศ จากประชุมผู้ถือหุ้นล่าสุด ผู้ถือหุ้นถามว่า มีสาขาอยู่ต่างประเทศอะไรบ้าง ผู้บริหารตอบว่าไม่มีสาขาต่างประเทศ เท่าที่ผมจำได้ รายงานก่อนหน้านี้ MC เคยกล่าวไว้ว่ามีสาขาต่างประเทศอยู่ 9 สาขา เป็นไปได้ไหมว่า MCปิดสาขาต่างประเทศทั้งหมดแล้ว หรือว่าผมจำผิดไปครับ

3.ประเด็นนี้มาจากผู้บริหารกล่าวในประชุมผู้ถือหุ้นล่าสุด mC มีแผนการลงทุน ขยายพื้นที่ขายสาขา เพิ่มอีก 10,000 ตารางเมตรหรือประมาณ 200 สาขาในเวลา 3 ปี ยอดขายของ MC มีการเติบโตตลอดหลายปีที่ผ่านมา สังเกตคือยอดขายออนไลน์เติบโตก้าวกระโดดแต่ยอดขายหน้าร้านมีแนวโน้มลดลง รวมถึงจำนวนสาขามีการปรับลดลงด้วย แผนการลงทุนนี้อาจเป็นการเปลี่ยนทิศทางดำเนินธุรกิจของMC ผมคิดว่าก็มีความเหมาะสมอยู่ระดับหนึ่ง เพราะรายได้หน้าร้านชะลอลดลงเรื่อยๆ มีความจำเป็น ต้องปรับปรุงหรือขยายจำนวนร้านค้า อีกนึงคือการปรับปรุงขยายหน้าร้านก็สามารถเสริมการขายออนไลน์อีกด้านหนึ่ง หน้าร้านที่สวยงามและใกล้ชิดผู้บริโภคก็เป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในระยะยาว แต่ผลกระทบที่ตามมาคือต้นทุนที่สูงขึ้น ไม่แน่ใจว่าต้นทุนปรับปรุงขยายสาขาอยู่ที่เท่าไหร่ แต่คิดว่า คงไม่ต่ำกว่า300 ถึง 400 ล้านบาทในเวลา 3 ปีต่อจากนี้ รวมถึงค่าเสื่อมที่เพิ่มขึ้นซึ่งอาจกระทบถึงกำไรสุทธิ อีกอย่างคือกระแสเงินสดอาจลดลง จะทำให้สัดส่วนปันผลลดลงไปด้วยหรือเปล่า

ทั้งหมดนี้คือข้อสงสัยหรือข้อกังวลของผม ขอเพื่อนๆช่วยชี้แนะด้วยครับ ขอบคุณครับ
โควท
自在 不争
A445838

Re: IP

โพสต์ที่ 13

โพสต์

phpBB [video]


ธุรกิจนวัตกรรมด้านสุขภาพ (HealthTech) ถือเป็นแนวโน้มหลักของโลกในปัจจุบัน โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาที่เริ่มมีการเปลี่ยนการลงทุนจากหุ้นเทคโนโลยีไปยังหุ้นยาและสุขภาพ ธุรกิจด้านสุขภาพมีความโดดเด่นเนื่องจากตลาดมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนตามสังคมผู้สูงวัย

โครงสร้างธุรกิจปัจจุบันและแนวโน้มการเติบโต

บริษัทมีรายได้ที่กระจายตัวอยู่ใน 6 กลุ่มธุรกิจหลัก ซึ่งทุกกลุ่มเป็นส่วนหนึ่งของตลาด HealthTech ที่ยังคงเติบโต:
  • กลุ่มยา: มีโรงงานยา 2 แห่ง และยังคงเติบโตสูง ปีนี้เติบโตเกิน 27%
  • กลุ่มผลิตภัณฑ์ป้องกันโรคและชะลอวัย (Nutraceuticals และ Cosmeceuticals): กลุ่มนี้มีการเติบโตที่ดีมากในปีนี้
  • กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง: มองว่าสัตว์เลี้ยงคือสมาชิกในครอบครัว แม้ปีนี้จะเติบโตในระดับกลางที่ 4-5%
  • กลุ่มร้านขายยา: เพิ่งเปิดสาขาที่ 50 แม้ได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง แต่ก็ยังเติบโตอยู่
  • กลุ่มโรงพยาบาล: รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
  • กลุ่มเครื่องมือแพทย์และเวชศาสตร์ฟื้นฟู/กายภาพบำบัด: เติบโตตามการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย
บริษัทคาดการณ์อัตราการเติบโตในปีหน้า (ปี 2568) จะไม่ต่ำกว่า 20-25% ซึ่งอิงจากธุรกิจเดิมที่มีอยู่

การลงทุนขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเพื่อปรับปรุงโรงงาน ขยายร้านขายยา และปรับปรุงโรงพยาบาล รวมถึงการปรับปรุงโรงงานที่อยุธยาให้ได้มาตรฐาน EU Standard นั้น ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ขณะนี้ถือเป็นช่วงของการ เก็บเกี่ยวผลตอบแทน จากการลงทุนดังกล่าว

โครงการนวัตกรรมเพื่อการเติบโตก้าวกระโดดในระยะยาว
บริษัทตั้งเป้าหมายเป็นบริษัทนวัตกรรมระดับนานาชาติ โดยมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมที่ใหม่ระดับโลก ซึ่งจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนรายได้และกำไรให้เติบโตก้าวกระโดดในช่วงปี 2570 เป็นต้นไป

1. การบำบัดด้วยยีน (Gene Therapy)
เทคโนโลยีนี้ถือเป็นอนาคตของการรักษาโรค โดยเป็นการเข้าไปซ่อมแซมยีนที่บกพร่อง ซึ่งแตกต่างจากการใช้สเต็มเซลล์ที่เน้นการฟื้นฟูระดับเซลล์ต้นกำเนิด ยีนบำบัดจะลงลึกถึงระดับหน่วยยีนซึ่งเป็นสาเหตุแท้จริงของการเกิดโรค
  • โรคพาร์กินสัน: กำลังร่วมวิจัยกับญี่ปุ่นและไทย (12 เคสในแต่ละประเทศ) โดยมีผลวิจัยเบื้องต้น 6 เคสที่ญี่ปุ่นแสดงผลการรักษาที่ดีมากและไม่มีผลข้างเคียง โรคพาร์กินสันเป็นโรคที่เพิ่มขึ้นตามสังคมผู้สูงอายุ และการรักษานี้อาจทำให้หายขาดได้
  • ไทม์ไลน์: คาดว่าจะได้รับการอนุมัติในประเทศญี่ปุ่นภายในปลายปีหน้า (ปี 2568) และหากสำเร็จ จะต่อยอดไปสู่การรักษาโรคอัลไซเมอร์
  • ความร่วมมือ: โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากรัฐบาลไทย ผ่านกองทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน (บปข.) และเป็นการร่วมมือระหว่างสถาบันการแพทย์ชั้นนำของไทยกับมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่น
2. กลุ่มผลิตภัณฑ์ยาหยอดตา และมาตรฐานการผลิตระดับ EU
บริษัทกำลังพัฒนายาหยอดตาอย่างครบวงจร (ตาแห้ง สายตาสั้น สายตายาว ต้อกระจก ต้อหิน) ซึ่งเป็นตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตสูงเนื่องจากพฤติกรรมการใช้สายตาของคนในปัจจุบัน
  • มาตรฐาน EU: บริษัทกำลังปรับปรุงโรงงานผลิตยาหยอดตาที่อยุธยาให้ได้มาตรฐาน EU Standard เพื่อใช้เป็นฐานการผลิตให้กับบริษัทยาขนาดใหญ่ในยุโรป เนื่องจากต้นทุนการผลิตในไทยยังถูกกว่าการผลิตในยุโรปมาก
  • เป้าหมาย: โรงงานนี้คาดว่าจะเป็นโรงงานผลิตยาหยอดตาแห่งแรกของไทยที่ได้มาตรฐาน EU
  • ไทม์ไลน์: คาดว่าจะมีการตรวจสอบโรงงานโดยคณะกรรมการจากยุโรปในช่วงเดือนเมษายนปีหน้า หากผ่านการรับรอง จะสามารถเริ่มการจำหน่ายหรือรับจ้างผลิตได้จริงในช่วง ปี 2570 (2027)
  • ความร่วมมือ: มีความร่วมมือกับบริษัทจากจีน/ฮ่องกงในการพัฒนายาหยอดตา
3. โครงการอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
  • Reverse Aging: มีความสนใจในเทคโนโลยีฟื้นฟูความอ่อนเยาว์ (Reverse Aging) และเตรียมเดินทางไปติดตามงานวิจัยของกลุ่มที่ทำเรื่องนี้ในสหรัฐอเมริกา
  • ยาสมุนไพรแผนปัจจุบัน: กำลังวิจัยสารสกัดไมทราไจนีน (Mitragynine) จากกระท่อม เพื่อใช้เป็นยาแก้ปวดและบำบัดทดแทนการใช้สารเสพติด ซึ่งตั้งเป้าให้เป็นสมุนไพรตัวแรกที่สามารถจดทะเบียนเป็นยาแผนปัจจุบันได้
แผนการเติบโตระยะถัดไป
บริษัทวางแผนให้ช่วงปี 2570 – 2573 เป็นปีแห่งการเติบโตก้าวกระโดด เนื่องจากโครงการนวัตกรรมหลักสองโครงการ (ยาหยอดตา EU Standard และ ยีนบำบัด) จะสามารถเริ่มสร้างรายได้และกำไรได้เต็มที่ โดยโครงการเหล่านี้มีคู่แข่งน้อยรายมาก ทำให้ศักยภาพในการสร้างรายได้และอัตรากำไรสูงกว่าธุรกิจเดิมในระดับที่สูงกว่าการเติบโต 20-25% อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ การพัฒนานวัตกรรมยาในประเทศยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการลดการนำเข้ายาและสร้างความมั่นคงทางด้านการแพทย์ของประเทศอีกด้วย
โควท
A097537

Re: ICHI

โพสต์ที่ 14

โพสต์

ถูกใจคำถามข้อ 7 เรื่อง M&A ครับ
ถ้าให้ผมเลือกซักบริษัทในตลาด อยากเลือกMalee
เพราะมูลค่าตลาดไม่แพงแค่ 2000 ล้านบาท
ทั้งๆที่ยอดขายปีละประมาณ 8000 ล้านบาท
และบริษัทก็เริ่มกลับมามีกำไรปีที่ 2 แล้ว
ซึ่งถ้า m&a กันได้
ยอดขายเพิ่มมาเป็นปีละ 17000 ล้านบาทเลยทีเดียว
และนำยอดขาย malee บางส่วนไปจ้างโรงงานpartner
ซึ่งจะเดินเครื่องได้ปี 2570 เป็นรง.ที่ทันสมัย
แบบ fully automation จะได้ต้นทุนถูกลงมาก
ผมว่าdeal แบบนี้
น่าสนใจน่ะครับ เผื่อผู้บริหารทั้งสองบริษัท
เข้ามาอ่านแล้วเริ่มคุยๆกันก็น่าจะ win win
ทั้ง ichi malee และ partnerรง.ของichi
ไม่ได้ซีเรียสนึกสมติจินตนาก่ารเล่นๆต่อจากเพื่อนที่
ส่งคำถามไปใน opp day ข้างต้นครับ
โควท
AlphaBkk
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 95
ผู้ติดตาม: 24

Re: QH

โพสต์ที่ 15

โพสต์

ต้องยอมรับก่อนว่า สถาณการ์ณอสังหาปัจจุบันผู้บริหารก็มี earning visibility ไม่ได้ดีกว่าพวกเราเท่าไรหรอก ส่วนการซื้อหุ้นคืนของบริษัทไทย ส่วนใหญ่เป็น opportunistic buyback การจะคาดหวังว่าบริษัทจะซื้อครบจำนวนทั้งๆที่ยังมีสถานะเป็น net debt และสภาพอุตสาหกรรมเลวร้าย ผมว่าไม่ realistic 
ปีนี้ qh ทำ cashflow ได้ดีเพราะทำโปรแรงลดราคาโครงการคอนโด q สุขุมวิท ที่ขายไม่ออกมานานออกมา มองไปข้างหน้า โครงการหลักๆมีแค่แนวราบ ยังไงกระแสเงินสดก็ไม่ดีเท่าปีนี้ ขายมากสร้างมาก ขายน้อยสร้างน้อย backlog นิดเดียว
สถาณการ์ณแบบนี้การที่บริษัทจะเล่นเกมส์รับ เอาเงินมาลดหนี้ ผมก็ว่าสมเหตุสมผลและเข้าใจได้นะคับ แม้ผมจะคิดว่าบริษัทสามารถซื้อหุ้นคืนได้เยอะกว่านี้
แต่การที่กล่าวหาบริษัทอย่างqh ที่ทำกำไร/จ่ายปันผลทุกปีได้ตลอด20ปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีการลงทุนที่มีข้อครหา ว่าใช้โครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อหลอกนักลงทุน นี่เกินเลยไปมาก
โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
Peter1011
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 457
ผู้ติดตาม: 212

Re: QH

โพสต์ที่ 16

โพสต์

สะใจดี...
การซื้อหุ้นคืน QH ที่ต้องสงสัย / สุนันท์ ศรีจันทรา
แต่โครงการซื้อหุ้นคืนที่พูดนักลงทุนวิจารณ์กันสนั่นคือ การซื้อหุ้นคืนของ QH ตามมติคณะกรรมการเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 โดยประกาศซื้อหุ้นคืนจำนวน 750 ล้านหุ้น หรือสัดส่วน 7% ของทุนจดทะเบียน ในวงเงิน 1,200 ล้านบาท ราคาเฉลี่ยหุ้นละ 1.60 บาท เริ่มซื้อคืนตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายนถึง 28 พฤศจิกายน

การซื้อหุ้นคืนของ QH สิ้นสุดลงแล้ว โดยซื้อหุ้นเพียง 1,664,500 หุ้นหรือเพียง 0.02% ของทุนจดทะเบียน มูลค่าเงินที่ใช้ซ้หุ้นคืน 2.11 ล้านบาทเท่านั้น

ไม่มีคำอธิบายจากฝ่ายบริหาร QH ว่า เพราะเหตุใดจึงซื้อหุ้นคืนเพียง 1 ล้านหุ้นเศษ ทั้งที่ประกาศซื้อคืน 750 ล้านหุ้น และราคาหุ้นที่ซื้อขายบนกระดาน ตลอดระยะเวลาโครงการซื้อหุ้นคืน ไม่เคยขยับสูงกว่า 1.60 บาท แต่ขยับอยู่ในช่วงต่ำกว่า 1.50 บาท โดยเคยลงไประดับต่ำกว่า 1.20 บาทอยู่พักหนึ่ง

แทบหาเหตุผลไม่ได้ว่า ทำไม QH จึงไม่ซื้อหุ้นคืน ตามจำนวนหรือวงเงินที่ประกาศไว้ ทั้งที่ตลอด 6 เดือนในโครงการซื้อคืน ราคาหุ้นบนกระดานต่ำกว่าราคาที่ซื้อคืนทุกวัน

นักลงทุนที่เข้าไปช้อนซื้อหุ้น QH หลังบริษัทฯประกาศซื้อคืน โดยเห็นว่าราคาหุ้นบนกระดานต่ำกว่าราคาที่ประกาศซื้อคืน ทุกคนเหมือนถูกสร้างภาพหลอกลวง และเจ็บตัวกันหมด เพราะบริษัท ฯ ไม่ได้ซื้อหุ้นคืนจริง

โครงการซื้อหุ้นคืนของ QH ถูกโจมตีอย่างหนักหน่วงว่า เป็นการสร้างข่าวดีล่อนักลงทุนรายย่อยให้หลงเข้าไปเก็งกำไร แต่ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์ ฯ เพื่อขอคำชี้แจงว่า

ทำไม QH จึงทำแบบนี้ ทำไมประกาศซื้อหุ้นคืนแล้ว แต่ไม่ยอมซื้อหุ้นจริง เพื่อตอบคำถามที่คาใจนักลงทุนในเจตนารมณ์บริษัทฯที่เข้าข่ายไม่โปร่งใสตรงไปตรงมา

การซื้อหุ้นคืนกำลังกลายเป็นเครื่องมือ ปั่นราคาหุ้น หลอกแมลงเม่าชนิดใหม่ของบริษัทจดทะเบียนหรือไม่เป็นคำถามที่นักลงทุนหาคำตอบอยู่
โควท
"SI QUELQU'UN VOUS DIT QUE VOUS POUVEZ VOUS ENRICHIR AUTREMENT QUE PAR LE TRAVAIL ET L'ÉCONOMIE NE L'ÉCOUTEZ PAS C'EST UN EMPOISONNEUR"
ภาพประจำตัวสมาชิก
Thai VI Officer
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 2069
ผู้ติดตาม: 1978

Re: MEGA

โพสต์ที่ 17

โพสต์

★ Opportunity day Transcript 30 - by ThaiVI ★
บริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ จำกัด (มหาชน) – MEGA
Date: 2- Dec -2025

Transcript 30 : viewtopic.php?p=2034889#p2034889
PDF : MEGA Oppday Q3-2025.pdf

การตอบคำถาม Oppday Q3/2025 บริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ จำกัด (มหาชน) – MEGA
คุณสุจินตนา บุญวรภัทร กล่าวแนะนำ คุณวิเวก ดาวัน และคุณมาโนช กัลบัคซานี จากนั้นได้เริ่มกล่าวรายงานผลประกอบการบริษัทในไตรมาสที่ 3 ประจำปี 2025 เป็นลำดับถัดมา
--------------------------------------
ผู้ให้ข้อมูล จำนวน 3 คน
ระยะเวลาทั้งหมด 27 : 24 นาที
--------------------------------------
1.แนวโน้มใน Q4 ปีนี้เทียบกัน QonQ แล้วก็ YonY จะโตไหม เพราะอะไร?
คุณวิเวก  : อันนี้ผมก็โตครับ เพราะว่าทุกปีจากพัฒนาการ ถ้าเราเห็น 10 ปีที่ผ่านมา ไตรมาส 4 มันปกติครับ มันก็ยอดขายสูงกว่าไตรมาส 3 แล้วก็ร่วมแล้วมันก็โต มันก็มีหลายเหตุผล เพราะว่าจะมีคอนแทกต์ อาจจะมีปิดงบ อาจจะมีหลายอย่างนะครับ ไม่ใช่แค่ยอดคนใช้มากขึ้น แต่มันปกติอยู่แล้วครับ แต่ไม่ได้เยอะนะครับ ต่างกัน 10% 15% มันธรรมดาของทุกไตรทุกปีที่เราเห็นกันนะครับ ไม่ต่างกันนะครับ อันแรก อันที่สองไม่ได้เกิดขึ้นจากเรามีสินค้าใหม่ ๆ ครับ ไม่ใช่ว่าสินค้าใหม่ ๆ ก็ยอดขายไม่ได้เยอะมันก็ต้องใช้เวลา อันนี้เป็นสินค้าเดิมที่โตอยู่ แล้วบางอย่างมันจะเกิดจากประเทศเมียนมาด้วยเพราะว่าถ้าอะไรขาดสินค้าเรามีสต๊อก ที่เราเจอว่าปีที่แล้วมันก็ตกเพราะปีที่แล้วยอดขายในเมียนมามันน้อยอยู่นะครับ ไตรมาสที่ 4 ถ้าเราดูยอดขายปีที่แล้วมันน้อยมากในเมียนมาปีที่แล้ว แต่ปีนี้ไตรมาสที่ 3 มันดีขึ้น แล้วก็ไตรมาส 4 เรามั่นใจว่าเรามีของอยู่เราโพสได้เพราะว่ามีของมาถึงแล้วอย่างงั้นยอดขายในเมียนมาโต เลยทำให้ยอดขายทั้งหมดน่าจะดีขึ้นกับปีที่แล้วนะครับ เทียบกับ 9 เดือนกับเทียบ YonY แล้วก็ QonQ ด้วยนะครับ


2. ภาพรวมเศรษฐกิจแล้วก็กำลังซื้อในช่วงที่เหลือของปีนี้มองยังไงบ้าง?
คุณวิเวก  : กำลังซื้อเราไม่อยากจะพูดมากครับ เพราะว่าเราทุกคนก็อาจจะรู้มากกว่าผมอีกนะครับ เพราะว่าเราเห็นปัญหาต่าง ๆ ที่เกิด ไม่ใช่ในบ้านเราทั่วโลกก็มีทำให้ธุรกิจอาจจะส่งออกน้อยลง อาจจะเจอปัญหาหลายอย่าง แต่ว่าบางธุรกิจนะครับ ที่เรียกว่ายาดูแลสุขภาพก็ไม่ได้เป็นทางเลือกนะครับ เราไม่ได้เลือกว่าจะกินใช้ไม่ใช้ แล้วก็ที่ทุกคนทราบอยู่แล้วว่าเมก้าไม่ได้ทำแต่ของที่ไม่จำเป็นครับ ส่วนใหญ่เราก็ขายสินค้าที่เรียกว่าหนึ่งยาสองยาเพื่อสุขภาพ ยาที่เราได้ผลเวลาเรากิน แล้วก็ยาที่ตอนที่ไปกินยาใช้ยาสมุนไพรต่าง ๆ เพื่อดูแลโรคด้วยนะครับ สินค้าเราไปเรียนว่ามันอยู่ในคลาสที่เรียกว่าจำเป็นช่วยสุขภาพเราจริง ถ้าใครเชื่อมั่นใจ เขาก็ไม่อยากจะป่วย ไม่อยากจะเป็นโรคต่าง ๆ เขาก็กินต่อเนื่องนะครับ เรามั่นใจว่าไม่น่าจะมีผลกระทบมากกับสถานการณ์ในตลาดกับสถานการณ์ในประเทศแต่ละประเทศนะครับ เพราะว่าทุกประเทศก็มีปัญหาคนละแบบ ไม่ใช่ว่าไม่มี อินโดก็มีของอินโดเหมือนกัน ศรีลังกาก็มี แต่ว่ายอดขายเราก็โตนะครับ ไม่ว่าจะมีปัญหานั้นที่เราทุกคนทราบอยู่แล้ว แต่ยอดขายเมก้าก็ยังโตอยู่นะครับในแต่ละประเทศ


3. เป้าหมายปีนี้ทั้งปีเลยในส่วนของรายได้เติบโตประมาณเท่าไหร่ แล้วก็มีการปรับเป้าหมายใหม่ไหม?
คุณวิเวก  : ไม่ได้ปรับครับ เป้าหมายที่เรามีเราก็ทำเมื่อกี้คุณสุจินตนาก็พูดไปแล้ว double digit Hight single digit ครับ low double-digit ก็น่าจะประมาณ 9-12% ครับ พูดถึงแบรนด์นะครับ แบรนด์ Mega we care นะครับ ถ้ารู้ว่า Max care อาจจะไม่ได้โตนะครับ เพราะว่าจะโตน้อย บวกแล้วมันก็โตแต่โตน้อย เพราะว่าดรอปมาเยอะ ยอดขายเมื่อก่อน 24% ในทั้งปีครับ ถ้าเฉลี่ยแล้วจะโตไม่ได้เยอะ ถ้าแบรนด์โตกำไรก็โต กำไรโตก็น่าจะประมาณ 1,900 อาจจะมากกว่านี้ แต่รายละเอียดอันนี้เราก็ต้องรอผลงานปีหน้านะครับ แต่ว่าเรามั่นใจว่าน่าจะได้ถึง 1,900 กว่านะครับ ประมาณนั้นครับ
คุณสุจินตนา  : ค่ะ ที่เมื่อกี้บอกไปว่าแบรนด์ของเราก็เติบโต low double digit นะคะ ในช่วงเดียวแล้วก็ในส่วนที่เหลือก็น่าจะคงอยู่ในช่วงระดับเดียวกันนะคะ


4. เป้าของปี 2026 เป็นยังไงบ้าง?
คุณวิเวก  : ก็โตครับ ปีหน้าก็โตเหมือนกันครับ ก็ high single digit กับ double-digit low double digit ประมาณนั้นนะครับ เพราะว่าเราถ้าเราอยากจะให้ธุรกิจเราเท่าตัวใน 5 ปี เราก็ต้อง growth ทุกปีประมาณ 9-13% นะครับ ใน range นี้ maximum ต้องประมาณ13 15 บางปีถ้ามันไม่ใช่ทุกปีจะโต 15 บางปีก็จะ 9-12 so I think เราต้อง expect growth อยู่ใน 9-12% อยู่ใน range 9%  8-13% I think this is the range that we are targeting actual ตาม plan ที่เรา stamp มาแล้ว budget เราทำแล้ว แต่เราอยู่ในการเจรจำใหม่ แล้วก็แก้ไขในระยะ 5 ปี เพราะว่าตอนนี้เราทำแพลน 5 ปีนะครับ แล้วก็ไปลงลึก ๆ สำหรับปี 2026 ภายในเดือนกุมภาพันธ์ครับ ถ้าเราเจอกันใหม่เราจะได้พูดรายละเอียดกว่านี้ได้อีกนะครับ แต่ผมเชื่อว่าอยู่ใน range 8% ถึง 12% นะครับ อันนี้พูดถึงแบรนด์นะครับ Mega ถ้าเราโตแบรนด์ได้ตามแบรนด์ เพราะว่าเป้าเตอนนี้เราพูดเรื่อง Mega we care แบรนด์ Business เรานะครับ แบรนด์ Business ทำได้ 2 เท่า ผมมั่นใจว่าก็รายได้น่าจะไม่น้อยกว่า 3,500 3,600 ล้าน 3,500 ล้านบาทภายใน 5 ปี อาจจะมากกว่านี้ก็ได้ แต่เราคิดว่าถ้าแบรนด์อย่างเดียวนะ Max care ตอนนี้เราไม่ได้พูดถึง เพราะว่ารายได้ Max care จากเมียนมานำเข้าได้ เพราะว่าเมียนมามันประเทศที่มาก่อนก็ประมาณ 80 กว่าเปอ์สำหรับ distribution ใช่มั้ยครับ ประมาณ 70 กว่าใช่มั้ยครับ ประมาณนั้นน่ะมีผลกระทบเยอะ ถ้าเมียนมาฟื้นมันจะเริ่มมีเห็นผลกำไรจาก Max care ด้วยครับ


5. ทำไมในช่วง Q3 ที่ผ่านมาเมียนมามียอดที่ดีขึ้น แล้วก็เติบโตขึ้นมาในช่วงไตรมาสที่ 3?
คุณวิเวก  : เมื่อกี้อธิบายแล้วสำหรับนี้อยู่ที่ import license นะครับ license ได้ สินค้าได้ ขายได้ เพราะว่าถ้าแบรนด์ติดตลาดขายได้นำสินค้าเข้ามา แล้วก็ประเทศก็ปล่อยเงินตาม fix amount แล้วเก็ปล่อย license นะ เพื่อนำเข้า เพราะว่าเราทำทุกอย่างตาม license นำเข้า มันก็สินค้าบางสินค้าเรามีแต่บางสินค้ามันก็ license มาแล้วก็กว่าที่จะนำเข้าได้มันก็ช้า แต่ตอนนี้ license มันจะอาจจะดีขึ้นหน่อย โอกาสที่ได้ license  มันจะดีขึ้นนไตรมาสที่ 2 นะครับ เพราะว่าตอนนี้เขาก็มี election เลือกตั้ง แล้วก็คิดว่าหากดีขึ้นอาจจะนำเข้าได้ แล้วก็ปีหน้ายอดขายน่าจะดีขึ้นด้วย
คุณสุจินตนา  : ค่ะ อันนี้ก็รวมถึงไตรมาสถัด ๆ ไปก็จะดีขึ้นนะคะ แล้วก็ direction คุณวิเวกก็พูดไปแล้วนะคะ ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้านะคะ


6. โอกาสจากนโยบายภาครัฐในการหนุนยาในประเทศ ในช่วงไตรมาสที่ 4 มีแนวโน้มเป็นยังไงบ้าง?
คุณวิเวก  : อันนี้แหละ ผมไม่ทราบ แต่ว่าอะไรมันใช้ผลิต ไม่แน่ใจเหมือนกัน อันนี้เราก็ไม่ทราบครับ ก็จริง ๆ บ้านเรามันเหมือนประเทศอื่น ๆ เหมือนเวียดนาม อินโดก็นำเข้าไม่ได้ ใช้ยาที่ผลิตในประเทศ ถ้านำเข้าก็ต้องมียาที่มีลิขสิทธิ์ บ้านเราก็ไม่ได้ห้ามใช้สินค้าที่ผลิต ในประเทศด้วย นำเข้าด้วยต้องแข็งกันตามกฎเกณฑ์ ตามระดับ ต้องมี point system ต้องลงคะแนนนะครับ เราก็แข็งกันอยู่แล้วครับ ผมไม่รู้ว่ามีผลกระทบสำหรับยายังไงครับ มันก็มีอยู่แล้วต้อง แข็งกันในราคาแข็งกันในทุกแบบนะครับ เราทำงานตามนโยบายรัฐอยู่แล้ว
คุณสุจินตนา  : นโยบายรัฐถ้ามีสนับสนุนมันก็เป็นผลดีกับธุรกิจของเรานะคะ ถ้านโยบายออกมานะคะ


7. ในส่วนของโปรดักที่ขยายเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นยาหรืออาหารเสริม?
คุณวิเวก  :  คือมันก็มี 2 ส่วนครับ อาหารเสริม ตัวยาเราก็มีเป็นวิตามินที่รู้แบบยานะครับ ถามว่าจะโตมั้ยแนท-บี แนท-ซีก็โตเทียบกับก่อนหน้านั้น ไม่เทียบกับโควิดนะครับ เพราะว่าเราขายเพื่อลดไตรกลีเซอไรด์ ช่วยควบคุมไขมันอะไรต่าง ๆ ก็สินค้าพวกที่เรากินเพื่อสุขภาพแล้วก็มันมีมาตรฐานยาก็โตอยู่นะครับ หลายตัวของเราสินค้า แนท-บี แนท-ซีมันขึ้นทะเบียนยาหมดเลยครับ แล้วก็อีกตัวนึงก็มีเรียกว่ายาสามัญที่เราไม่ใช่ยาสามัญจริง ๆ บ้านเราเรียกว่าเป็นยาแต่ว่าบางประเทศอาจจะเรียกว่าเป็น OTC ที่เราใช้สำหรับโรคไม่ได้รุนแรงครับ เราใช้ดูแลปัญหาต่าง ๆ นะครับ วันนี้เราก็มีโปรดักอีกหลายตัว มี GOFEN มีอีกหลายโปรดักครับ นิวเคลียร์ก็เป็นสินค้าที่เติบโตอยู่โตอยู่ด้วยครับ อันนี้เราดูแลสุขภาพครับ เจอปัญหาไปซื้อใช้เองก็มี 2 ส่วนที่เราเรียกว่าภายใต้เมก้ามีทั้งวิตามิน ทั้งสมุนไพร แล้วก็ยาที่เราซื้อใช้เองบ้างสำหรับโรคไม่ร้ายแรงครับ อันนี้เป็นว่าเป็น human division นะครับ ส่วนใหญ่ที่ขายในร้านยา อันที่สองก็มียาที่ขายในโรงพยาบาล อันนั้นก็โตด้วยครับ มันก็โต 2 ส่วนนะครับ ไม่ใช่ส่วนไหนมันโตเยอะกว่า แต่ยายอดขายยาเยอะอยู่แล้ว เทียบกับฝั่งนี้ ยอดทั้งทั่วโลกอันนี้มันน้อยกว่ายอดที่เป็นยานะครับ เพราะว่ายาเราใหม่ ๆ เข้ามาเราก็ได้ยาเดิม ๆ ก็โตได้เยอะกว่าที่เป็น consumer product นะครับ แต่ว่า 2 ธุรกิจก็โตอยู่ 2 ธุรกิจทั่วโลกก็โต ยาก็มีปัญหาของยาเองนะครับ ไม่เหมือนกันต้องเข้าเกณฑ์ เข้ารัฐ เข้าที่โรงพยาบาลก็ใช้เวลาครับ แล้วก็ราคาก็แข็งกันด้วย ก็ต้องสร้างตลาดลงทุน อันนี้ก็อีกเรื่องหนึ่งมันก็รับปัญหาไม่เหมือนกันครับ ก็ต้องสร้าง 2 อย่าง


8. บริษัทมีต้นทุน R&D ที่ต้องแบกประมาณเท่าไหร่?
คุณวิเวก  : เราดูอะไรที่ตามเหมาะสมครับ เราเลือกสินค้าที่เข้าในเกณฑ์เรียกว่าที่เราเชี่ยวชาญ เราลงทุนพัฒนายาเพื่ออนาคตนะครับ แล้วก็สินค้าใหม่ ๆ ที่เราอยากจะลงทุนก่อนที่ลิขสิทธิ์หมด อาจจะหาสินค้าใหม่ ๆ ที่เราก็ต้องเสียเงินซื้อมาจากคนอื่น อย่างงั้นไม่มี แต่ว่าเราลงทุนประมาณ 2-2.5% ถือว่าพัฒนาเอง พัฒนาข้างนอก ซื้อลิขสิทธิ์มา development cost อาจจะเพิ่มขึ้นก็ได้ 2-3% ก็ได้เพราะว่าถ้าเราซื้อมา new product ใหม่ ๆ ที่ทำยาก mono clonal antibody สินค้าใหม่ ๆ ที่พัฒนายาก อาจจะต้องจ่ายเงินเพิ่มอันนี้เป็น strategy ของเราอยู่แล้ว คนเราอยู่แล้ว เราก็เอาสินค้าใหม่ ๆ เข้ามานะครับ ที่เราผลิตเองไม่ได้หนึ่งผลิตยากcomplicated drug นะครับ drug ที่อาจจะต้องไม่ใช่แค่ oral solid นะครับ อันนี้เป็น complex differentiative drug นะครับ อันนั้นก็ต้องเสียเงินในการพัฒนานะครับ แล้วก็ต้องอาจจะต้องร่วมกับคู่ผู้ที่พัฒนาอยู่นะครับ เพื่อเรานำเข้า แล้วก็ลงทุนในการทำดีลงทุนในการพัฒนาในประเทศนะครับ มันก็ต้องทำ 2 อย่าง พัฒนาเองแล้วก็นำเข้า อันนี้เป็นเอเรียใหญ่สำหรับยาครับ ส่วนใหญ่พวกอาหารเสริม วิตามินเราก็แค่พัฒนายาที่เหมาะกับธุรกิจเราที่เราเชี่ยวชาญอยู่แล้วนะครับ อย่าง major investment ที่พัฒนาเข้ามาอยู่ในยานะครับ
คุณสุจินตนา  : ค่ะ ก็คือ R&D เดี๋ยวสรุปนิดนึง R&D ก็คือเราจะใช้จ่ายตรงส่วนของต้นทุน R&D ไม่น่าจะเกิน 2-2.5% นะคะ ของยอดขายที่เป็น brand business นะคะ
คุณวิเวก  : But we are increasing our investment in area with growth to 3% เพราะว่าเรามีหลาย ๆ product ที่เราพัฒนาอยู่ new generation การพัฒนาจะแพงขึ้น but this is the strategy กลยุทธ์ในการโตยอดขายมันก็ต้องมาจากอันนี้อยู่แล้ว กำลังผลิตเพราะว่าเราจะได้เป็น local เราก็ผลิตแข็งกันได้ในประเทศ  สองพัฒนาใหม่ มันก็มี 2 ส่วน แล้วก็ลงทุนในแบรนด์ กลยุทธ์ที่บางคนถามว่าทำอะไรลงทุนผลิตเองครับ จะได้เราอยู่ในตลาดได้ แล้วก็เราก็ไปเล่นในตลาดที่เราคิดว่ามันจำเป็นอินโดฯ เวียดนามพม่า ไทย เราจะมีทุกประเทศ สองเราพัฒนายาใหม่ ลงทุนในการพัฒนาเองกับหาลิขสิทธิ์ใหม่ อันที่สามลงทุนในการสร้างแบรนด์ mega we care มัน 3 กลยุทธ์หลัก ๆ ครับ ทำให้ใน 5 ปีข้างหน้า เราจะได้เติมตัวยอดขายของแบรนด์ mega we care ได้ 2 เท่ากับวันนี้ แล้วก็ไม่ได้แค่ 5 ปีนะ10 ปีข้างหน้านะครับ


9. Is the ready special or onetime expenses or extra income in Q4 this year?
คุณวิเวก  : Any special or onetime expense in Q4 no extra special in cons 202 also we don't have any extra special income special only you see is for exchange if it has an impact but that is we can see because the bar drop compare to because of last year to this year bar become 32 last year 35 you will have a exchange loss exchange gain otherwise there is no other extraordinary gain or loss


10. แผนการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ new product เพื่อตอบสนองแนวโน้มสุขภาพและความงามที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภค?
คุณวิเวก  : เมก้าไม่ได้ทำธุรกิจเกี่ยวกับสวยงามนะครับ ไม่ได้เป็น fast acting food product supplement แล้วก็ไปตามแนวเอาสินค้าใหม่ ๆ มา launch เพื่อทุกเดือนนะครับ เราไม่ได้เป็น cosmetic company นะ อันนี้เป็นคนละธุรกิจ เราเป็นบริษัทยาเราก็ต้องพัฒนาจากวิจัยกินแล้วได้ผลเราก็เน้นตรงเนี้ยครับ เราคิดว่าเราโฟกัสกับวันนี้มากกว่าเพราะสินค้าเราผลิตในโรงงานได้มาตรฐานยาจากยุโรป อย่างออสเตรเลีย วัตถุดิบที่เราใช้ ก็ต้องใช้ตามวิจัย สินค้าเราก็ต้องพัฒนาให้ในรูปแบบที่กินแล้วสำหรับโรคต่าง ๆ ครับ ที่จะช่วยได้อันนี้เป็นเอเรียที่เราเชี่ยวชาญ เราก็ทำงานแค่นั้นแหละ เราไม่ได้ไปทำ Dreamer oriented product นี้มีคนทำเยอะอยู่แล้วครับ เยอะบริษัทเก่งกว่าเราเยอะ แต่ว่าเราก็มี product ใน Skin เมื่อก่อนเราทำไปอันนี้ก็ GLเราก็ยังทำอยู่นะครับ Skin Health แต่ว่าเราทำตั้งแต่ Acne ไปแล้วก็ลงมาถึง Skin Health ก็ทำนะครับ ทั้งหมดเพราะว่าเรามียาด้วย ในผิวพรรณก็มี แต่ยาภายใต้หมอแล้วก็มีพัฒนาหลายตัวครับ ที่ dermatologyแต่ว่าเราจะมี supplement อะไรด้วย ที่จะช่วยป้องกันช่วยตอบโจทย์ได้แต่เราไม่ได้แค่ทำอันนี้อย่างเดียวนะ เรามองสินค้าไปดูนะครับ มีที่เป็นยาวแล้วก็มองจะแค่ช่วยปัญหาต่าง ๆ ที่เรามองว่าต้องทุกคนต้องดูแลสุขภาพเลยต้องไปที่ศูนย์สุขภาพเรา Wellness we care แล้วก็ต้องปรับไลฟ์สไตล์ ดูแลสุขภาพต่าง ๆ แล้วก็กิน supplement ที่จำเป็นนะครับ


11. Max Care ในปี 2026 จะโตประมาณเท่าไหร่?
คุณวิเวก  : พูดยากครับ แต่เชื่อมั่นเข้าใจว่าถ้าไม่ลดลงแล้วตอนคล่องตัวอะไรแล้วก็ดีขึ้น That means decline มันลดลงแล้วก็มันจะแฟชแล้วก็ต่อไปมันจะมีแค่ทางเดียวมันจะโต แต่ถามว่าจะเท่าไหร่ ถ้าพม่าดีขึ้นมันก็โตได้ 10-15% ก็ได้อยู่ but all depend on พม่าเพราะว่าส่วนใหญ่เวียดนาม กัมพูชาไม่มีปัญหา แต่กัมพูชาก็เริ่มมีปัญหามันก็มาจากปัญหาระหว่างเมืองไทยกับกัมพูชาเราก็ทราบอยู่แล้วครับ แล้วก็ตอนนี้สินค้าหลายตัวบริษัทไทยที่อยู่ในกัมพูชาก็มีปัญหา เพราะว่ามันนโยบายในประเทศของเราเห็นเรารู้กันอยู่แล้วว่ามันปัญหามันจะเกิดขึ้น อันนี้ก็ประผลกระทบด้วยทำให้ distribution บางสินค้า ถ้าเรานำเข้าจากไทยจะมีปัญหาแต่สินค้าที่ไม่ได้มาจากไทยก็ไม่มีปัญหาอันนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง เส่วนใหญ่ก็ต้องมาจากพม่า ถ้าพม่าเปิดมันก็ชูตอะไรครับ งั้นอันนี้เป็นอันที่พูดยาก แต่ว่าเราคิดว่าดู 3-6 เดือนที่ผ่านมา น่าจะดีขึ้นกับปีที่แล้วนะครับ พูดได้ตอนนี้ประมาณนั้น 5-10% ได้ไหมเราหวังว่า 5-10% ก็ดีเพราะเราพร้อมอยู่แล้ว เรามีทีม เรามีพนักงาน เรามี warehouse เรามีครบทุกอย่าง ของมีเราก็น่าจะขายได้นะ ขายได้ในส่วนหนึ่ง แต่โอกาสที่เป็นเหมือนเดิมมันไม่ได้ เพราะว่ารายได้ก็ลดด้วยครับ เพราะว่าประเทศก็เหลืออยู่หายไปแล้วเกือบ 30% 60-70% ที่ยังส่งสินค้าได้ 30-40% ของประเทศก็ไปส่งสินค้ายากด้วย เพราะก็มีหลายส่วนที่เกิดขึ้น รายได้ลดลงประเทศก็ลดลง แต่ว่าถ้าเมก้ามีสินค้า แล้วสินค้านี้ติดตลาด แล้วก็ถ้ามีสินค้ามันก็โต เทียบกับปีนี้ปี 2025 โอกาสสูงที่จะโต ตอนนี้ถ้าถามจริง ๆ ว่ากี่เปอร์เซ็นต์จะพูดยากนิดนึง


12. สถานการณ์น้ำท่วมหนักในไทยมีผลกระทบกับยอดขายหรือไม่?
คุณวิเวก  : พูดไปแล้วครับ มันก็ยอดขายเราอยู่ที่แค่ประมาณ 5% ผมคิดว่าไม่น่าจะมีผลกระทบมากกว่า 1% อาจจะน้อยกว่าด้วยนะเพราะว่าอยู่ในแค่ไตรมาสที่ 3 2 เดือนผ่านมาแล้ว 8-9 เดือนโอกาสที่จะเป็นขนาดนี้อาจจะไม่เยอะ แต่ว่ามีความเป็นไปได้ครับ ในเมืองอาจจะ ที่อื่นด้วย ว่าทางกรุงเทพฯ อะไรต่าง ๆ อาจจะโต ผลกระทบเราไม่เห็นในยอดขายเยอะมาก แต่มีครับ ต้องมีครับ พวกนี้ไม่ได้เป็นเมเจอร์นะครับ ไม่ได้ใหญ่มาก
คุณสุจินตนา  : น้อยมากแทบจะไม่กระทบเลยค่ะ


13. ภาษีของทรัมป์ นโยบายภาษีของทรัมป์กระทบต่อการดำเนินธุรกิจของเมก้าหรือไม่อย่างไร?
คุณวิเวก  : แทบไม่มีครับ เมก้าไม่ได้ส่งให้อะไรสหรัฐฯ แล้วก็สินค้าเราไม่ได้ซื้อมาจากสหรัฐฯ ก็ไม่มีภาษี แล้วเราก็ส่งให้ส่วนใหญ่คนเอเชีย ธุรกิจเรา 70 กว่าเปอร์เซ็นต์อยู่ในอินโดฯ มาเลฯ ไทย เวียดนาม พม่า แล้วก็นอกจากนี้ก็แอฟริกาภาษีก็ไม่มีผลภาษี ไม่มีผลในประเทศ แล้วก็ถ้าในประเทศรายได้น้อยลง คนจะมีกำลังซื้อน้อยลง ก็ส่งออกไม่ได้ อันนี้เป็นปัญหาของรายได้ของบุคลากรในประเทศมากกว่า มีถ้ามีรายได้น้อยเขาจะมีกำลังซื้อน้อยลงด้วย อันนั้นเป็นไปได้ แต่มันเมื่อกี้ที่เราคุยกันธุรกิจยา รับผิดชอบโรคต่าง ๆ มันไม่ใช่เป็นอันดับแรกที่เราตัด เราเห็นอยู่แล้วศรีลังกาก็มี 3 ปี ผลกระทบเยอะ แต่ธุรกิจเราก็โต แต่ตอนนี้ก็ดีขึ้น ของเราก็ดีขึ้นด้วย แต่ว่าเราก็ไม่ได้แย่ลงช่วงที่มันประเทศลำบากนะครับ ปัญหาต่าง ๆ ส่วนใหญ่เราก็ยังทำธุรกิจในยูเครนมีสงครามตลอด มีโดรนเข้ามาทุกวัน แต่ยอดขายก็ยังขายได้ กำไรก็ยังทำได้ แต่อาจจะไม่ได้โต แค่หวังว่าจะโตได้ 20-30% ไม่ได้แล้วครับ เพราะว่ามันประเทศมันเล็กลง บุคลากรมันลดลดลง เพราะว่า 6-8 ล้านคนออกจากประเทศไปแล้วนะครับ อันนั้นมันปัญหา แต่ว่าอนาคตจะโต 2 เท่าได้ไหม มันก็ต้องมี product ที่เหมาะสมในประเทศ อาจจะได้ ฉะนั้นต้องเลือกสินค้าในประเทศนั้น ทุกประเทศมีสงครามก็ยังขายยาอยู่นะครับ ไม่ใช่ว่าไม่ได้ใช้นะแต่ future growth อาจจะน้อยลง


14. เมก้าจะมีขยายเจาะตลาดไปประเทศอินเดียไหม?
คุณวิเวก  : ไม่ครับ ไม่ขาย ตอนนี้ยังไม่ได้เข้านะ แต่ว่าตอนนี้ทำแค่ซื้อมีทีมงาน back office อะไรต่าง ๆ ไม่มีครับ ไม่ได้ขายในประเทศอย่างเดียว


15. ความเสี่ยงหลัก ๆ ของ MEGA ในตอนนี้คืออะไร แล้วผู้บริหารมีการวางแผนแก้ไขอย่างไรบ้าง?
คุณวิเวก  : ความเสี่ยงมีทุกวันครับ ที่เราเห็นบางอย่างเราก็จะคาดหวังไม่ได้นะครับ ไม่มีเราอยู่ในพม่าหลายปี เราก็ไม่รู้ว่ามันจะเกิดขึ้นเราเตรียมตัวไม่ได้ครับ บางอย่างเรียกว่า Hardt manage แต่ว่าเราพร้อมไหม เราก็ยังทำธุรกิจได้ ทีมงานเราพร้อม เราก็นำเข้าสินค้าได้ก็เรียกว่ายัง Resilience เราเตรียม เรามีทีมงานพร้อมที่จะรองรับปัญหาที่เจอ อันนั้นน่ะสำคัญครับ งั้นเราก็ไม่ได้ take risk นอกจากธุรกิจเราครับ เราไม่ได้ทำนอกจากธุรกิจ เราไม่มีตึก เราไม่มีที่เราไม่ได้ทำอะไรที่เราคือถือหุ้นกับในประเทศ เราถือหุ้น 100% ในประเทศ เราก็ทำธุรกิจของที่เรารู้จัก อย่างงั้นผลกระทบส่วนใหญ่มันเจอน้อยครับ risk เข้ามา risk currency เปลี่ยนอยู่ ๆ เช้านี้การลดลง 50% 100% อันนั้นเรามันทำอะไรไม่ได้ แต่ว่าเราแพลนยังไงครับ เราก็มีนะ local currency แล้วก็เราก็เก็บ balance ไว้ด้วย สินค้าที่อยู่ในประเทศนำเข้าแล้ว เราก็เปลี่ยนราคาได้ ส่วนเราก็พยายาม manage ทุก risk currency risk นะครับ สินค้าเราก็มี GMP อะไรต่าง ๆ คุณภาพเราก็มีมั่นใจว่าเราทำ เราก็ไม่มี failure มันก็มี recall risk นะครับ อันนี้เราก็ ก็มีแพลนจาก Quality Standard เราก็ทำตลอด เช็คอันนี้อันนู้นได้มาตรฐานระดับโลก ทำให้สินค้าที่เราไปถึงที่ไหนมันก็ไม่มี risk กับ patient risk กับอะไรที่ได้ผล เวลาทานยาไปแล้วไม่มี side effect อะไรต่าง ๆ เพราะว่าเราไม่ได้ทำอะไรที่เราไม่รู้ เราทำอะไรที่เรามีวิจัยไปแล้ว อย่างงั้นทุกแอเรียเราก็มี strategy ที่จะป้องกัน risk ต่าง ๆ นะครับ ทั้งยาที่เราขายทั้ง currency exchange ต่าง ๆ ก็ควบคุม แล้วก็ตอนนี้ก็มี risk อื่น ๆ เข้ามาใหม่ ๆ เราก็วิจัยอยู่ เรามีทีมการ risk and compliance ที่เรามอง แล้วก็เตรียมตัวพร้อมสำหรับอนาคต แต่บางอย่างที่เราก็คาดหวังไม่ได้ เป็นไปได้ครับ เราไม่พร้อม 100% is a constant learning ที่เราเตรียมตัวในทุกแอเรียที่เราคิด บอกเราต้องไปพร้อมที่จะรองรับได้ ถ้าเกิดขึ้นจะ response ยังไง ยิ่งถ้าเกิดขึ้นแล้ว response ทีมงานเราพร้อมที่จะ response สำหรับปัญหาที่จะเกิดขึ้นไหม มันได้อยู่ อันนั้นสำคัญโรงงานเรามี 1 เราก็มี 2 เรามี BCP โรงงาน เครื่องจักรเรามี A กับ B แล้วก็ไม่น่าจะอีก อีกพลันนึงแคปซูลอยู่ชั้น 3 อีกอันอยู่ชั้น 1 น้ำท่วมเราก็ยังมีชั้น 3 ก็ผลิตได้ แต่เรา divide area storage อะไรต่าง ๆ ไม่ใช่อยู่ในที่เดียว เราก็ทำอยู่ แล้วก็ทุกอย่าง เราก็พยายามวิเคราะห์ แล้วก็เตรียมตัวเพื่อไม่มีผลกระทบวันเดียวนะครับ ที่จะทำธุรกิจแล้วก็เวลาที่ผ่านมาใน 30-40 ปี ทุกคนอาจจะเห็นว่ามีเจอปัญหาเยอะ ที่ผ่านมาไม่ว่าจะวิกฤตเงินบาทกับดอลลาร์ อะไรทุกอย่างพม่า เราก็ยังทำธุรกิจได้ เราก็ยังอยู่ได้นะครับ ยังก็ไม่ได้มีผลกระทบที่ร้ายแรง แล้วก็แย่ลงมากนะครับ มีบ้างดีบางอย่างเราก็คาดหวังไม่ได้ครับ
คุณสุจินตนา  : ค่ะ เราก็จัดการความเสี่ยงได้ดีในแต่ละด้าน แล้วก็มีการป้องกัน รองรับปัญหาตรงนี้ที่เกิดขึ้นในอนาคตได้นะคะ สำหรับวันนี้เวลาหมดลงแล้วนะคะ ยังไงถ้าท่านนักลงทุนมีคำถามอะไรที่ยังค้างอยู่นะคะ สามารถติดต่อทางบริษัทได้นะคะ ส่งอีเมลมา [email protected] หรือโทรเข้ามาก็ได้ หรือว่าจะส่งคำถามผ่านเว็บไซต์ของบริษัทก็ได้นะคะ วันนี้เราทั้ง 3 ขอลาไปก่อนนะคะ ขอบคุณมากนะคะ
--------------------------------------
***Oppday Q3/2025 MEGA ข้อมูลถาม-ตอบ Q&A โดยหวังว่าจะเป็นความรู้และให้ประโยชน์แก่ผู้อ่านทุก ๆ ท่าน และกรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้ทุกครั้ง หากมีข้อผิดพลาดประการใด ทาง ThaiVI ต้องขออภัยมา ณ ที่นี่***
โควท
ขอแสดงความนับถือ
สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย)
ภาพประจำตัวสมาชิก
trillionaire
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1462
ผู้ติดตาม: 117

Re: SPREME

โพสต์ที่ 18

โพสต์

SPREME กาฬสินธุ์.jpg
ยอดล่าสุด 3,230 ล้านบาท
โควท
A887138

Re: BDMS

โพสต์ที่ 19

โพสต์

กระทบ BDMS ไหม ?

https://www.bangkokbiznews.com/health/public-he ... LCj74oYd7w

สธ.ผนึกสมาคมประกันชีวิตไทย ยกระดับ รพ.สธ. 28 แห่ง นำร่องรองรับประกันสุขภาพภาคสมัครใจ ผู้เอาประกันเข้าถึงบริการราคาสมเหตุสมผล ชะลอขึ้นเบี้ยประกัน เป้าผุดผลิตภัณฑ์ใหม่กรมธรรม์เฉพาะรพ.รัฐ เบี้ยประกันถูกลง

กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)และสมาคมประกันชีวิตไทย ลงนามความร่วมมือครั้งสำคัญ โดยเริ่มนำร่องที่โรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ที่มีความพร้อม 28 แห่งทั่วประเทศ เพื่อยกระดับบริการสุขภาพของภาครัฐให้สูงขึ้น และรองรับการเข้ารับการรักษาของผู้เอาประกันจากบริษัทประกันชีวิต ความร่วมมือนี้ถูกมองว่าเป็น "กระดุมเม็ดแรก" ในภาพใหญ่ของการดูแลค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประชาชน โดยมีเป้าหมายสูงสุด คือ การมอบทางเลือกให้กับผู้เอาประกัน และ ควบคุมค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ เพื่อชะลอการขึ้นค่าเบี้ยประกันในอนาคต
เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.2568  ที่ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 10 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ (MOU) ในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพหน่วยบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อรองรับระบบประกันสุขภาพภาคสมัครใจ ระหว่างกระทรวงสาธารณสุข กับสมาคมประกันชีวิตไทย
โดยมี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย และนายสาระ ล่ำซำ อุปนายกฝ่ายการตลาด สมาคมประกันชีวิตไทย เป็นผู้ลงนาม และมี นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และผู้อำนวยการโรงพยาบาลนำร่อง 28 แห่งจากทั่วประเทศร่วมเป็นสักขีพยาน
นายพัฒนา กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)เดินหน้าพัฒนาระบบบริการของสถานพยาบาลในสังกัด ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การลดความแออัด สะดวกทันสมัย ผ่าน Service Center และบริการอื่นๆ อาทิ คลินิกพิเศษ ห้องพิเศษ และ Premium Clinics ขณะที่สมาคมประกันชีวิตไทยมุ่งเสริมระบบประกันสุขภาพภาคสมัครใจให้ได้มาตรฐานและเชื่อมโยงกับหน่วยบริการภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ

หน้าแรก Public HealthPublic Health‘ประกันชีวิต’ผนึก 28 รพ.สธ. รับประกันสุขภาพเอกชน วางเป้ากรมธรรม์รพ.รัฐ เบี้ยถูกลงBy พวงชมพู ประเสริฐ : [email protected] ธ.ค. 2025 เวลา 13:45 น.สธ.ผนึกสมาคมประกันชีวิตไทย ยกระดับ รพ.สธ. 28 แห่ง นำร่องรองรับประกันสุขภาพภาคสมัครใจ ผู้เอาประกันเข้าถึงบริการราคาสมเหตุสมผล ชะลอขึ้นเบี้ยประกัน เป้าผุดผลิตภัณฑ์ใหม่กรมธรรม์เฉพาะรพ.รัฐ เบี้ยประกันถูกลงกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)และสมาคมประกันชีวิตไทย ลงนามความร่วมมือครั้งสำคัญ โดยเริ่มนำร่องที่โรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ที่มีความพร้อม 28 แห่งทั่วประเทศ เพื่อยกระดับบริการสุขภาพของภาครัฐให้สูงขึ้น และรองรับการเข้ารับการรักษาของผู้เอาประกันจากบริษัทประกันชีวิต ความร่วมมือนี้ถูกมองว่าเป็น "กระดุมเม็ดแรก" ในภาพใหญ่ของการดูแลค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประชาชน โดยมีเป้าหมายสูงสุด คือ การมอบทางเลือกให้กับผู้เอาประกัน และ ควบคุมค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ เพื่อชะลอการขึ้นค่าเบี้ยประกันในอนาคตเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.2568  ที่ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 10 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ (MOU) ในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพหน่วยบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อรองรับระบบประกันสุขภาพภาคสมัครใจ ระหว่างกระทรวงสาธารณสุข กับสมาคมประกันชีวิตไทยโดยมี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย และนายสาระ ล่ำซำ อุปนายกฝ่ายการตลาด สมาคมประกันชีวิตไทย เป็นผู้ลงนาม และมี นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และผู้อำนวยการโรงพยาบาลนำร่อง 28 แห่งจากทั่วประเทศร่วมเป็นสักขีพยานนายพัฒนา กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)เดินหน้าพัฒนาระบบบริการของสถานพยาบาลในสังกัด ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การลดความแออัด สะดวกทันสมัย ผ่าน Service Center และบริการอื่นๆ อาทิ คลินิกพิเศษ ห้องพิเศษ และ Premium Clinics ขณะที่สมาคมประกันชีวิตไทยมุ่งเสริมระบบประกันสุขภาพภาคสมัครใจให้ได้มาตรฐานและเชื่อมโยงกับหน่วยบริการภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพเข้าถึงบริการในราคาที่สมเหตุสมผลการลงนาม MOU ในครั้งนี้ จึงเป็นการบูรณาการความร่วมมือของสองหน่วยงาน ในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพหน่วยบริการสังกัดกระทรวงสาธารณสุขให้รองรับระบบประกันสุขภาพภาคสมัครใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นไปตามมาตรฐาน เกิดความร่วมมือเชิงนโยบายระหว่างรัฐและเอกชนในการเชื่อมโยงเครือข่ายด้านการเงินการคลังและเศรษฐกิจ ระหว่างหน่วยบริการของรัฐกับระบบประกันสุขภาพภาคสมัครใจของเอกชน โดยจะนำร่องในสถานพยาบาลที่มีความพร้อม 28 แห่งทั่วประเทศ และจะพิจารณารพ.ที่มีความพร้อมเพิ่มเติมในอนาคต“ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทประกันชีวิตมีต้นทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งในที่สุดจะส่งผลให้ต้องขอขึ้นค่าเบี้ยประกัน ดังนั้น การดึงผู้เอาประกันให้เข้ามาใช้บริการที่โรงพยาบาลของรัฐมากขึ้น จึงเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการต้นทุน เนื่องจากราคาค่าบริการของโรงพยาบาลรัฐนั้นต่ำกว่าเอกชน”นายพัฒนากล่าว   นายพัฒนา กล่าวด้วยว่า  การดำเนินการนี้ก่อให้เกิดประโยชน์หลายมิติ อาทิ สำหรับโรงพยาบาลของรัฐ จะมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งรพ.สามารถนำรายได้นี้ไปลงทุนในวัสดุอุปกรณ์และเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อพัฒนาการให้บริการผู้ป่วยทั้งหมดต่อไป สำหรับผู้เอาประกันจะได้รับความสะดวกสบายมากขึ้นในการเข้ารับบริการ และเข้าสู่บริการสุขภาพได้ในราคาที่สมเหตุสมผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งแพทย์ที่โรงพยาบาลของรัฐขึ้นชื่อว่ามีความรู้และประสบการณ์สูงไม่แพ้ภาคเอกชน และสำหรับภาคธุรกิจประกัน การมีต้นทุนการรักษาที่ต่ำลงจะช่วยให้ชะลอการเพิ่มขึ้นของเบี้ยประกัน
โควท
AlphaBkk
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 95
ผู้ติดตาม: 24

Re: HUMAN

โพสต์ที่ 20

โพสต์

ปีนี้มี 2 ไตรมาสแรก ที่ต้องจ่ายภาษีสูงขึ้นบวกกับขาดทุน exchange เยอะ ทำให้ดูเหมือนไม่โตเท่าไร ไตรมาส4ปีที่แล้วฐานดูสูง กว่าปกติ ไม่แน่ใจว่าปีนี้จะปิดได้ใกล้เคียงหรือป่าว

คุณสุนทรคาดว่าปีหน้าน่าจะโตดีกว่าปีนี้ ฟังดูก็เป็นไปได้ มี operation เวียดนาม กับ lawson ในไทยที่เทคเข้ามาปีนี้

Recurring 70% ขึ้น ค่อยๆขยายฐานลูกค้า ธุรกิจแบบนี้ผมว่าจะโตพรวดพราดยาก แต่ข้อดีคือมี visibility ค่อนข้างสูง
คุณสุนทรพูดมาสักพักแล้วว่าบริษัทมีจุดอ่อนที่ทีมขาย หวังว่าจะสามารถแก้ปัญหาจุดนี้ได้ดีขึ้นๆ 

ส่วนเรื่องซื้อหุ้นคืน คุณสุนทรคิดว่าอาจทำให้ free float น้อยลง ผมไม่ค่อยเห็นด้วย คิดว่าที่สภาพคล่องต่ำแบบนี้เพราะราคาไม่ reflect มูลค่าที่แท้จริงมากกว่า แต่ถ้าเขาคิดอย่างงั้น เค้าคงเลือกปันผล สำหรับ capital allocation 
free cash flow เหลือๆ หนี้ไม่มี ธุรกิจค่อยๆโต สามารถroll up บริษัทเล็กๆได้ ถ้าไม่พลาดเผลอไปปิดดีลแพงๆ ไม่มีอะไรน่าห่วง
ผมสบายใจที่คุณสุนทรเค้าเน้นว่าเค้าจะพยายามโตจาก organic เป็นหลัก ผมเห็นด้วย 100%
โควท
A445838

Re: MASTER

โพสต์ที่ 21

โพสต์

phpBB [video]


ธุรกิจความงามและการแพทย์เฉพาะทางจัดเป็นธุรกิจที่มีความน่าสนใจแต่ก็มีความซับซ้อนในการวิเคราะห์งบการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากปัจจัยที่เชื่อมโยงกับภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจใช้จ่ายในสินค้าฟุ่มเฟือยของผู้บริโภค

จากการพิจารณาโครงสร้างธุรกิจและผลประกอบการของสองบริษัทหลักในอุตสาหกรรมนี้ ได้แก่ มาสเตอร์และคลินิก พบว่ามีรูปแบบการดำเนินงานและสถานะทางการเงินที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

MASTER (มาสเตอร์)
มาสเตอร์ดำเนินธุรกิจโดยเน้นการผ่าตัดศัลยกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาในการพักฟื้นนานเป็นเดือน เช่น การทำศัลยกรรมจมูกหรือใบหน้า ฐานลูกค้าของมาสเตอร์มีความน่าสนใจเนื่องจากพึ่งพาลูกค้าต่างชาติสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากอินโดนีเซีย, กัมพูชา, พม่า, ลาว, อเมริกา และสิงคโปร์

สถานการณ์ทางการเงินและความท้าทาย (9 เดือน ปี 25)
  • การลงทุนและการใช้ประโยชน์สินทรัพย์: บริษัทได้ลงทุนอย่างหนักในการขยายโรงพยาบาลเพื่อรองรับอนาคต ส่งผลให้มีสินทรัพย์ถาวร (ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์) สูง อย่างไรก็ตาม การลงทุนดังกล่าวทำให้ อัตราการใช้ประโยชน์ (Utilization rate) ของโรงพยาบาลลดต่ำลง เนื่องจากยอดขายยังไม่เติบโตทันกับขนาดของโรงพยาบาลที่ขยายออกไป
  • แรงกดดันด้านรายได้และค่าใช้จ่าย:
    • ยอดขายชะลอตัวลงจากเศรษฐกิจที่ไม่ดี และได้รับผลกระทบจากการปิดด่าน โดยเฉพาะลูกค้าจากกัมพูชา ซึ่งคิดเป็น 11% ของยอดขาย.
    • ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นจากหลายปัจจัย เช่น การขึ้นค่าแรงแพทย์ และการเพิ่มงบประมาณทางการตลาด เนื่องจากมีมาตรการทางกฎหมายที่ทำให้การโฆษณาโดยใช้ภาพแพทย์เป็นแบรนด์ทำได้ยากขึ้น.
    • ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้กำไรขั้นต้นและอัตรากำไรสุทธิลดลง.
  • ผลประกอบการโดยรวม: มาสเตอร์มีกำไรสุทธิลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สี่ติดต่อกัน โดยกำไร 9 เดือน ลดลงเกือบครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับปีก่อน อัตราส่วนทางการเงินหลัก เช่น ROA และ ROE ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (ROA จาก 23% เหลือ 11% และ ROE เหลือ 11%).
  • เงินลงทุนในบริษัทร่วม: สินทรัพย์รวมของมาสเตอร์เกือบครึ่งหนึ่ง (ประมาณ 2,249 ล้านบาท) เป็นเงินลงทุนในบริษัทร่วม (คลินิกอื่น ๆ กว่า 20 แห่ง) ซึ่งบันทึกด้วยวิธีส่วนได้ส่วนเสีย แต่บริษัทร่วมเหล่านี้ทำผลกำไรได้น้อยมาก ทำให้ส่วนแบ่งกำไรที่บันทึกเข้ามาไม่เป็นนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังมีการตัดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับ "ค่าความสัมพันธ์กับลูกค้า" ซึ่งทำให้ส่วนแบ่งกำไรดูน้อยลงไปอีก.
มุมมองด้านมูลค่าและการลงทุน
ปัจจุบันมาสเตอร์มีการซื้อขายที่ระดับราคาต่อกำไร (P/E) ที่ลดลงมาอย่างมาก (เคยสูงสุด 46 เท่า เหลือเพียง 7 เท่า) ด้วยการที่บริษัทได้ลงทุนขยายไปมากแล้ว และอยู่ในช่วงที่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานยังไหลเข้าอย่างสม่ำเสมอ แต่หมดเฟสการลงทุนหนักแล้ว ทำให้มาสเตอร์อาจถูกจัดเป็น หุ้นปันผล ในช่วงเก็บเกี่ยว (ปันผล 8.9%) แทนที่จะเป็นหุ้นเติบโต และต้องถูกมองเป็นหุ้นที่ต้องการการ พลิกฟื้น (Turnaround) หากยอดขายสามารถกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง กำไรของบริษัทมีโอกาสเติบโตขึ้นอย่างรุนแรง เนื่องจากสามารถใช้โครงสร้างต้นทุนคงที่ขนาดใหญ่ที่ลงทุนไปแล้วให้เกิดประโยชน์

ข้อสรุปสำหรับนักลงทุน
  • ความแตกต่างทางธุรกิจ: มาสเตอร์ (ผ่าตัดใหญ่) มีความผันผวนของยอดขายสูงกว่า เนื่องจากเป็นการตัดสินใจที่ใหญ่และใช้เงินมากของผู้บริโภค ขณะที่คลินิก (หัตถการ) มีความสม่ำเสมอของรายได้สูงกว่าและมีฐานลูกค้าซ้ำที่แข็งแกร่ง.
  • การวิเคราะห์สินทรัพย์: มาสเตอร์มีสินทรัพย์ขนาดใหญ่และภาระในการทำให้ Utilization Rate กลับมาคุ้มทุน ส่วนคลินิกมีสินทรัพย์หลักเป็นอาคารและเงินสด รวมถึงเงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า ซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนที่ดี.
  • ทริคการตรวจสอบ: สำหรับธุรกิจคลินิกความงาม สิ่งสำคัญที่ควรตรวจสอบในงบการเงินคือ เงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า ซึ่งถูกจัดอยู่ในหนี้สินหมุนเวียน ถ้าเงินรับล่วงหน้ายังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงว่าลูกค้ายืนยันที่จะใช้บริการในอนาคต ทำให้สามารถคาดการณ์รายได้ล่วงหน้าได้.
  • มุมมองการลงทุน: ทั้งสองบริษัทมีการซื้อขายที่ระดับมูลค่าที่ถูกลงมากเมื่อเทียบกับจุดสูงสุดในอดีต มาสเตอร์เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มองหาโอกาสในการฟื้นตัวของธุรกิจ (Turnaround) โดยมีความเสี่ยงสูงกว่า แต่มีอัพไซด์ในด้านกำไรที่อาจจะกลับมาเติบโตอย่างรุนแรง ส่วนคลินิกเป็นธุรกิจที่มีคุณภาพสม่ำเสมอและโครงสร้างการเงินที่มั่นคง อาจเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนจากปันผลที่สม่ำเสมอ (Value Play).
โควท
A445838

Re: KTC

โพสต์ที่ 22

โพสต์

phpBB [video]


KTC ถูกหยิบยกมาวิเคราะห์ในช่วงที่น่าสนใจเนื่องจากเดือนธันวาคมถือเป็นช่วงที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจสินเชื่อ

แนวโน้มสินเชื่อและการเติบโต
  • คาดการณ์ว่าไตรมาสที่ 4 จะเป็นไตรมาสที่สินเชื่อเติบโตได้ดีที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินเชื่อบัตรเครดิต
  • การใช้จ่ายยังคงดำเนินต่อไปในช่วงไฮซีซันของไตรมาส 4 เช่น การเดินทางท่องเที่ยว, งานเลี้ยงสังสรรค์ปลายปี, การซื้อของ และการซื้อประกัน
  • แม้ว่าสินเชื่อบัตรเครดิตเมื่อเทียบตั้งแต่ต้นปี (Year to Date) จะยังไม่เติบโตมากนัก แต่สินเชื่อส่วนบุคคลมีการเติบโตที่ค่อนข้างดี
  • โดยรวมแล้ว อุตสาหกรรมมีการใช้จ่ายที่ไม่เติบโต แต่ KTC ยังคงมีความสามารถในการผลักดันการใช้จ่าย โดยเติบโตประมาณ 4% ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา
  • การเติบโตของสินเชื่อในระยะ 3 ปีข้างหน้าคาดการณ์ว่าจะไม่สูงมาก อาจอยู่ในช่วง 1% ถึง 3% ต่อปี
  • กลยุทธ์ของ KTC คือการเน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ และควบคุมหนี้เสียให้ดี
  • บริษัทมีความพยายามในการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น สินเชื่อจำนำทะเบียน (พี่เบิ้ม) แต่จังหวะตลาดสินเชื่อจำนำทะเบียนกำลังชะลอตัวอยู่
  • รายได้อื่น ๆ นอกเหนือจากการปล่อยสินเชื่อ ได้แก่ KTC Insure Plus (การขายประกัน) ซึ่งยังไม่ใช่รายได้หลักเมื่อเทียบกับการใช้บัตรและสินเชื่อส่วนบุคคล
คุณภาพสินทรัพย์และการบริหารความเสี่ยง
  • แนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ค่อนข้างทรงตัว หรืออาจปรับเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย
  • KTC มีการตั้งสำรองหนี้สูญเกินกว่าที่กำหนดไว้สูงมาก (มากกว่า 400%) ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนเบาใจได้ แม้ว่า NPL จะเพิ่มขึ้นบ้างก็ตาม
  • ผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมต่อพอร์ตสินเชื่อของ KTC คาดว่าจะจำกัด เนื่องจากพอร์ตสินเชื่อมีการกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ
  • ธนาคารแห่งประเทศไทยมีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งอาจทำให้หนี้ส่วนนี้ไม่ถูกจัดชั้นเป็น NPL
  • ในอดีต KTC สามารถรักษา NPL Ratio ให้ต่ำกว่าเป้าหมายมาโดยตลอด
ผลประกอบการและอนาคต
  • เนื่องจากเศรษฐกิจเติบโตในอัตราที่ค่อนข้างต่ำ (GDP ไทยคาดการณ์ว่าจะเติบโตต่ำกว่า 2% ในปีหน้า) การคาดหวังว่ากำไรจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดจึงเป็นเรื่องยาก
  • คาดการณ์ว่ากำไรจะเติบโตประมาณ +2% ถึง +3% ต่อปี ในช่วง 3 ปีข้างหน้า
  • ยุคทองของการเติบโตแบบดับเบิ้ลดิจิตของธุรกิจบัตรเครดิตได้ผ่านไปแล้ว
  • KTC เป็นบริษัทที่มีงบดุลที่ดี และสามารถรักษาคุณภาพหนี้ได้ดี
ความเสี่ยงและมูลค่า
  • ความเสี่ยงที่เคยเกิดจากผู้ถือหุ้นใหญ่รายบุคคลที่ถูกบังคับขายหุ้น (Forced Sell) คาดว่าได้จบลงแล้ว และการที่ KTC ถูกบรรจุเข้าในดัชนี MSCI สะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจที่ฟื้นตัวขึ้น
  • ราคาหุ้นในปัจจุบันถือเป็นระดับที่สมเหตุสมผลภายใต้สถานการณ์การเติบโตที่ไม่สูง
  • KTC มีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่น่าพอใจประมาณ 5%
  • ราคาเป้าหมายสำหรับปีหน้าอยู่ที่ 36 บาท ซึ่งมีโอกาสสร้างผลตอบแทนประมาณ 20% (ไม่รวมเงินปันผล) โดยรวมแล้ว KTC เป็นหุ้นที่สามารถซื้อลงทุนได้ในระยะกลาง
โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
BestKornnapatVI
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 47
ผู้ติดตาม: 4

Re: IND

โพสต์ที่ 23

โพสต์

จากการอัปเดตข้อมูล Backlog ล่าสุด ณ สิ้นสุด Q3/2568 และงานใหม่ที่ได้รับในช่วงต้น Q4/2568 เราสามารถประเมิน รายได้ที่คาดว่าจะรับรู้ในไตรมาส 4/2568 โดยประมาณได้ดังนี้ครับ
การคำนวณจาก Backlog มีความแม่นยำต่ำกว่าการใช้การลดลงของ Backlog ในไตรมาสที่ผ่านมา เนื่องจากเราไม่มีตัวเลข Backlog ณ สิ้นสุด Q4 (31 ธ.ค. 2568) มาเปรียบเทียบ แต่เราจะใช้อัตราการรับรู้รายได้เฉลี่ยต่อไตรมาสจากงานในมือมาประเมินแทนครับ
📊 การคาดการณ์รายได้ Q4/2568 จาก Backlog


1. ข้อมูลอ้างอิง
รายการมูลค่า (ล้านบาท)วันที่อ้างอิงหมายเหตุ
Backlog คงเหลือ (สิ้น Q3)2,249.2530 ก.ย. 2568ใช้เป็นฐานเริ่มต้นของงานในมือ
Backlog คงเหลือ (ล่าสุด)2,136.1831 ต.ค. 2568 
Backlog ลดลง 113.07 ลบ. ในเดือน ต.ค.
รายได้จากการให้บริการ Q3278.371 ก.ค. - 30 ก.ย. 2568 
ใช้เป็นตัวเลขเฉลี่ยการรับรู้รายได้ต่อไตรมาส
2. วิธีการประเมิน (Approximation Method)

เนื่องจากงานที่ปรึกษาและบริหารโครงการมีลักษณะการรับรู้รายได้ที่ค่อนข้างสม่ำเสมอตามความก้าวหน้า เราสามารถใช้รายได้เฉลี่ยที่รับรู้ใน Q3 เป็นฐานในการคาดการณ์ Q4:
การวิเคราะห์มูลค่า (ล้านบาท)
รายได้ Q3/2568 (ฐาน)278.37
งานใหม่ที่เซ็นสัญญา Q4 (เชียงใหม่)12.50
อัตราการรับรู้รายได้ (สมมติฐาน)สมมติให้ Q4 มีอัตราการรับรู้รายได้ใกล้เคียง Q3
คาดการณ์รายได้จากการให้บริการ Q4/2568
  • ประมาณการ: 250 - 300 ล้านบาท
  • เหตุผล:
    • ปัจจัยบวก (Backlog Drive): ณ 31 ต.ค. 2568, Backlog คงเหลือยังสูงถึง 2,136.18  ล้านบาท โดยเฉพาะงานบริหารโครงการ/ควบคุมงานที่มีมูลค่าคงเหลือสูงสุด 1,317.44  ล้านบาท และมีอายุสัญญายาวถึงปี 2573 
    • ปัจจัยเร่ง Q4: ผู้บริหารคาดการณ์ว่าผลงาน Q4/2568 จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง และอุตสาหกรรมก่อสร้างภาครัฐมีแนวโน้มฟื้นตัวที่ดี ซึ่งอาจมีการเร่งรัดงาน
    • ข้อจำกัด: รายได้ที่รับรู้ 113.07 ล้านบาทในเดือน ต.ค. (จากการลดลงของ Backlog ภายใน 1 เดือน) หากนำมาเฉลี่ย 3 เดือนจะอยู่ที่ประมาณ 339 ล้านบาท (ซึ่งสูงเกินไปเมื่อเทียบกับ Q3) ดังนั้นการใช้ตัวเลขรายได้ Q3 ที่ 278.37  ล้านบาท เป็นฐานจึงสมเหตุสมผลและรอบคอบกว่า

🎯 สรุปการคาดการณ์

คาดการณ์ว่า IND จะมีรายได้จากการให้บริการใน Q4/2568 อยู่ในช่วงประมาณ 250 ล้านบาท ถึง 300 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้รายได้รวมทั้งปี 2568 อยู่ในระดับสูงกว่า 1,095  ล้านบาท ( 845.51 ลบ. + 250  ลบ.) ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายการเติบโตของผู้บริหารที่ตั้งไว้ เกิน 15% (อ้างอิงรายได้ปี 2567 ที่ 794.36 ล้านบาท)
โควท
nat_tnbu
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 15
ผู้ติดตาม: 4

Re: MOSHI

โพสต์ที่ 24

โพสต์

A979238 เขียน:
พุธ ธ.ค. 03, 2025 10:29 pm
SSSG กลับมาเป็นบวกแล้ว จำได้ว่าปีที่แล้ว Nov ก็ฐานสูงอยู่ รูปภาพ
ใช่เลยครับ ปีที่แล้ว Nov 2024 +23% จากปี 2023 ครับ ปีนี้กลับมาเป็นบวกได้ถือว่าทำได้ดีเลยครับ
โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
Thai VI Officer
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 2069
ผู้ติดตาม: 1978

Re: PRM

โพสต์ที่ 25

โพสต์

★ Opportunity day Transcript 30 - by ThaiVI ★
บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) – PRM
Date: 3- Dec -2025
 
Transcript 30 : viewtopic.php?p=2034889#p2034889
PDF : PRM Oppday Q3-2025.pdf
 
การตอบคำถาม Oppday Q3/2025 บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) – PRM
คุณพชร รอดสมบูรณ์ กล่าวเปิดพร้อมแนะนำคุณวิริทธิ์ จุไรสินธุ์ และคุณภัทรสุดา เติมมหาวงษ์ จากนั้นกล่าวรายงานผลประกอบการของบริษัทในไตรมาสที่ 3 ประจำปี 2025 เป็นลำดับถัดมา
--------------------------------------
ผู้ให้ข้อมูล จำนวน 3 คน
ระยะเวลาทั้งหมด 15 : 00 นาที
--------------------------------------
1. แนวโน้ม Q4 จะดีกว่า Q3 ไหม แล้วก็ปีหน้าจะเติบโตกี่เปอร์เซ็นต์?
คุณพชร   :  เดี๋ยวผมสรุปภาพ Q4 ก่อนคร่าว ๆ นะครับ ก็ Q4 ของเราภาพรวมครับ ก็ต้องบอกว่าแต่ละกลุ่มธุรกิจครับ กลุ่ม PCT เราเชื่อมั่นว่าจะกลับมาดีขึ้นครับ เพราะหนึ่งเลยคือเรือที่เราต้องโยกไปเรื่องของความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์นะครับ ระหว่างไทยกับกัมพูชา เราได้หาตลาดใหม่เพิ่มเติมแล้ว ทีนี้ปุ๊บในช่วง Q3 เป็นช่วงของการที่ปรับตารางต่าง ๆ วางแผนต่าง ๆ แต่ Q4 เรือเขาก็จะเริ่มกลับมาวิ่งนะครับ ก็คือขยายตลาดไปยังพวกฟิลิปปินส์ทางติมอร์ ทางอินโดเพิ่มเติมครับ ประกอบกับ Q4 ทุกปีครับ ก็จะเป็นช่วงที่เริ่มเป็น high seasons ของการท่องเที่ยวครับ แล้วก็เชื่อว่าตัวของดีมานการใช้น้ำมันเจ็ทในภาคใต้ก็จะเพิ่มสูงขึ้นครับ ดังนั้นก็ถ้ากลุ่ม PCT เรามองว่า Q4 ก็มีโอกาสปรับตัวดีขึ้นครับ ต่อมากลุ่ม COC ครับ COC ก็จะเป็นตามแผนที่ทางพริมา มารีน เคยแจ้งเมื่อตอนต้นปีครับ COC จะมีเรือ 1 ลำครับ ที่ว่าเข้าอู่ครับ ก็เข้าอู่ตามแผนการครับ ก็จะเข้าอู่ประมาณ 1 เดือน ซึ่งเข้าไปแล้ว แล้วก็ออกมาทำงานแล้วในไตรมาส 4 ครับ ก็ดูชะลอเล็กน้อยนะครับ เนื่องจากเรือเข้าอู่ แต่ว่าเป็นการปรับตามแผนการครับ เนื่องจากว่าการเข้าอู่เราต้องวางตารางล่วงหน้า เพราะว่าไม่อย่างงั้นคือเราจะไม่สามารถที่จะหาอู่ได้กับงานของลูกค้ากระทบครับ นั่นก็คือมันคือแผนการที่เราวางไว้แล้วล่วงหน้านะครับ แล้วก็ข้อดีอีกอย่างนึงคือถ้าเราเอาเรือเข้าอู่ในปีนี้นะครับ ปี 25 ครับ ปีหน้าเรือ VRCC ทั้ง 3 ลำครับ ก็จะไม่มีแผนการเข้าอู่ครับ ก็คือจะสามารถให้บริการปี 2026 ทั้งปีครับ อันนี้เป็นข้อดีอันนึงที่เราเอามาเข้าอู่ในช่วงไตรมาส 4 นี้ครับ FAU ในไตรมาส 4 ครับ ก็เราจะมีการสลับเรือให้กับลูกค้า 1 เจ้าครับ เพราะว่าเป็นลูกค้าที่ใช้บริการเรามาตั้งแต่เราก่อตั้งธุรกิจอยู่ตั้งแต่เมื่อ 14 ปีก่อนครับ ของเขามีความต้องการที่จะใช้เรือลำที่ใหม่ขึ้นครับ เราก็เลยให้เขาสลับเรือไปลำที่ใหม่ขึ้น แล้วก็เอาเรือลำเดิมให้ลูกค้าอีกรายนึงแทนครับ ก็จะมีช่องว่างแป๊บนึงครับ ในช่วงของการสลับเรือครับ แต่ว่าภาพรวมนะครับ ก็ยังเป็นธุรกิจที่ดีอยู่ครับ ก็คือเราเชื่อว่าตัวของอัตราการใช้เรือ แม้ว่าอาจจะชะลอนิดนึง เนื่องจากสลับเรือ แต่ว่าจะยังอยู่ในระดับสูงครับ ก็คือจะยังไม่ลดลงเหมือนกับปีก่อนแน่ ๆ ครับ เพราะว่าตัวดีมานยังสูงอยู่ครับ แล้วก็ออฟชอว์ครับ ดีขึ้นชัดเจนครับ เพราะว่าออฟชอว์เรือเข้างานนะครับ ที่ผมบอกก็คือกลุ่ม NMDC เมื่อสักครู่ครับ ก็เข้างานตั้งแต่พฤศจิกายนเป็นต้นไปครับ ดังนั้นตัวนี้จะเป็นส่วนที่เพิ่มเติมของเรือตัวกลุ่มออฟชอว์นะครับ นอกจากนี้เรายังประสบความสำเร็จในการต่อสัญญาใหม่ครับ ของเรือ AWB นะครับ หรือว่าเรือโรงแรมลอยน้ำทั้ง 2 ลำครับ ก็ทั้ง 2 ลำได้อัตราค่าบริการที่เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับสัญญาเดิมนะครับ แล้วก็สัญญาที่ยาวนานขึ้นครับ ทั้ง 2 ลำก็สัญญา 5 ปีด้วยเรทที่สูงขึ้นครับ ดังตัวของระยะเวลา 5 ปีต่อจากนี้ไป ก็คือตั้งแต่ปี 26 ถึงปี 30 ตัวของ AWB เราทำงานตลอดครับแล้วก็สัญญาที่มีค่าบริการที่ปรับตัวดีขึ้นครับ แล้วก็กลุ่ม Shipping Ship Agent เราก็ยังเชื่อว่าตัวของ Shipping Ship Agent ก็ยังสามารถใช้ประโยชน์จาก VC ได้เต็มที่เหมือนเดิมครับ แล้วก็ข้อดีคือช่วงปลายปีจะเป็นช่วงที่ตัวของการนำเข้าส่งออกเพิ่มสูงขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงกลางปี เพราะว่าเขาต้องการจะปิดยอดต่าง ๆ ครับ ก็คือมีการซื้อขายอะไรเพิ่มมากขึ้นครับ แล้วก็เชื่อว่าในส่วนจะทำให้ตัวshipping shift ก็คือจะ boost ขึ้นมาในช่วงปลายปีครับ อันนี้เป็นภาพของ Q4 แล้วก็ปีหน้าน่าจะครบถ้วนครับผม
 
 
2. รายได้ถึงจำนวนตัวเลขได้ไหม?
คุณพชร   :  ผมขออนุญาตตอบไม่ได้จริง ๆ ครับ เพราะว่าหลักทรัพย์ฯ ห้ามพูดถึงตัวเลขนะครับ ว่ารายได้จะเป็นเท่าไหร่ยังไง ต้องขออภัยด้วยครับ
 
 
3. กำไรจะเป็น New High หรือเปล่า?
คุณพชร   :  อันนี้ก็พูดไม่ได้ครับ ต้องขออภัยครับ เราคงไม่พูดถึงกำไรไม่ได้ แต่ว่าเราจะพูดว่าธุรกิจเป็นอย่างไร ซึ่งน่าจะเป็นคำตอบข้อแรกครับ
 
 
4. ความเสี่ยงเรื่องของการเรือในตะวันออกกลางมีอะไรเพิ่มเติมมากขึ้นไหม?
คุณพชร   :   ต้องบอกว่าเรือทั้ง 4 ลำเมื่อสักครู่ที่เราได้แจ้งครับ จะเป็นสัญญาแบโบทครับ ดังนั้นความเสี่ยงค่อนข้างต่ำครับ คือแบโบท margin อาจจะสู้ Time charter ไม่ได้นะครับ เพียงแต่ว่าความเสี่ยงน้อยกว่าเยอะเพราะว่า Time charter เราต้องจัดหาคนเรือให้เค้าครับ ต้องดูเรื่องของประกันภัยต่าง ๆ ดูเรื่องของการ maintenance ต่าง ๆ แต่ว่าแบโบทก็คือการเช่าเรือไปแล้วไปเลย ดังนั้นพริมา มารีนไม่ต้องมีความรับผิดชอบในเรื่องของคนเรือนะครับ ที่ว่าต้องจัดหาคนเรือต่าง ๆ เรื่องของประกันภัยเราไม่ต้องจัดหา แล้วไม่ต้องทำเพราะว่าลูกค้าต้องทำเอง เรื่องของการ maintenance ต่าง ๆ ที่ว่าลูกค้าต้องจัดหาบำรุงต่าง ๆ เอง ดังนั้นเรื่องของความเสี่ยงคิดว่ามีน้อยกว่า Time charter ด้วยซ้ำครับ นั้นคือความเสี่ยงค่อนข้างน้อยของเรือทั้ง 4 ลำนะครับ ก็คือน่าจะไม่มีอุปสรรคใด ๆ ในการดำเนินการให้ครบตามสัญญาที่แจ้งเมื่อสักครู่ครับ
 
 
5. เรื่องของ Shipping Ship Agent?
คุณพชร   :  ผลของการดำเนินงานของ VC Shipping เป็นไปตามแผนงานที่เราที่เราเคยดูไว้ก่อนซื้อเลยครับ ก็จะเห็นได้ว่าตัวของรายได้แล้วก็กำไรขั้นต้นครับ ก็เติบโตขึ้นครับ จากแผนเดิมจากของเดิมที่เราไม่มีเขาครับ ก็เพิ่มเติมผมคิดว่าน่าจะแบบหลาย 10% ครับ ตามตัวเลขในเรื่องของงบการเงินเลยครับ ก็ยังคงเป็นไปตามแผนครับ
 
 
6. เรื่องของ Cross Border ไทยกัมพูชาโหดตัวมากไหม?
คุณพชร   :  ก็ถ้าเป็น Shipping Ship Agent ก็มีบางส่วนครับ แต่ว่าเรื่องของตัวแผนมากกว่าครับ ก็คือตัวของคาร์โก้ระหว่างไทยกัมพูชาคือไม่ได้เยอะมากครับ เพียงแต่ว่าเรามุ่งหวังในคาร์โก้อื่น ๆ มากกว่าครับ โดยเฉพาะเรื่องของการส่งออกเคมีเหลวไปทั่ว South Asia ครับ ดังนั้นถ้าเป็นเรื่องของไทยกัมพูชาในเรื่องของตัว Shipping Ship Agent ไม่ได้มีผลมากครับผม
 
 
7. มีแผนการขยายเรือ FSO หรือไม่?
คุณพชร   : ต้องบอกว่าการเพิ่มเรือขึ้นอยู่กับดีมานของลูกค้าในอ่าวไทยครับ คือต้องบอกว่ามันต้องเริ่มที่การประมูลงานก่อนของผู้ได้รับสัมปทาน ซึ่งตรง ๆ ตอนนี้เค้ามีแค่ 2 เจ้าหลัก ก็คือกลุ่ม สผ.กับเชฟรอนแล้วกันเอาตรง ๆ นะครับ ทีนี้ปุ๊บการมีเรือเพิ่มขึ้นหรือไม่ เพิ่มขึ้นอยู่กับการเปิดประมูลงานของ2 อันนี้ของการเปิดหลุมใหม่ ซึ่งปัจจุบันต้องบอกว่ายังไม่มีการเปิดหลุมใหม่ครับ แต่ว่าถ้าเกิดว่ามีการเปิดหลุมใหม่ แล้วก็มีความต้องการเรือ FSO พริมา มารีนเราเข้าแน่นอนครับ เพราะว่าเรามีความเชี่ยวชาญในเรื่องของ FSO มาหลายลำแล้วครับ คือพริมา มารีนต้องบอกว่าเรามีเรือ FSO มาอันนี้คือลำที่ 3 ครับ เราเคยมี 2 ลำก่อนหน้านะครับ อันนี้คือลำที่ 3 เพราะถ้าเกิดว่ามีดีมานเพิ่มเติม เราก็สามารถจัดหาเรือให้กับลูกค้าได้ครับผม
 
 
8. เรื่องของ OSV มีเทนเดอร์รออีกกี่ลำ?
คุณพชร   : คงบอกตัวเลขไม่ได้ เพียงแต่ว่าจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะว่าเรื่องของทั้งกลุ่ม ADNOC แล้วก็ NMDC ครับ ปัจจุบันพริมา มารีดั้งเดิมเราต้องพาเราต้องเข้าเผ่านโบรกเกอร์ครับ แต่ ณ วันนี้เลยหลังจากที่เราเอาเรือให้เขาใช้บริการ เรากลายเป็นหนึ่งในคู่สัญญาของเขาแล้ว เราคืออยู่ใน supplier list ของเขาก็คือสามารถที่จะหาข้อมูล แล้วก็คือสามารถพบปะเจรจากับทางลูกค้าได้โดยตรง คือถ้าเกิดเขามีดีมานก็เราพร้อมจัดหาให้ครับ  ซึ่งตอนนี้ก็คือเป็นการคุยอยู่ครับ
 
 
9. PCT จาก Cambodia ไปเส้นทางต่างประเทศถาวร?
คุณพชร   :  ต้องบอกว่า ณ วันนี้อยู่เลยครับ เราหาตลาดใหม่ครับ ก็เป็นเรื่องของตามที่หนึ่งก็คือ ฟิลิปปินส์ อินโดฯ และติมอร์ครับ ก็คิดว่าทั้ง 3 ประเทศครับ น่าจะชดเชยเรื่องของการหายไปของวอลุ่มของทางกัมพูชาได้ครับ ถามว่าถาวรไหม ก็สัญญาเราเป็นสัญญาที่ค่อนข้างยาวอยู่ต่อแล้วครับ เป็นTime charter คือมันก็คือสัญญาที่เป็นระยะเวลา แล้วก็มีสัญญาที่แน่นอน แล้วก็รายได้ที่ค่อนข้างแน่นอน ดังนั้นคือถ้าเกิดว่าสัญญาลงตัวปุ๊บก็คิดว่าตัวของรายได้น่าจะชดเชยได้ทั้งหมดครับผม
 
 
10. นโยบายปันผล?
คุณวิริทธิ์  : ผู้ถือหุ้นจะได้มั่นใจนะครับ ก็เราเชื่อมั่นว่าโอเปอเรชั่นเราดีขึ้นนะครับ เพราะฉะนั้นนโยบายจ่ายปันผลของเราก็คือถ้ามีกำไรเพิ่มขึ้นเราก็จ่ายปันผลเพิ่มขึ้นนะครับ
คุณพชร   :  ปันผลไม่กระทบกับการขยายเรือแน่ ๆ ครับ เพราะว่าถ้ามีเรือมากขึ้นเราก็มีรายได้มากขึ้นนะครับ ก็น่าจะเอามาจ่ายปันผลได้ไม่น้อยกว่าเดิมครับ
 
 
11. ลูกค้ารายใหญ่มีคอนแทกต์เหลือกี่ปี มีเรทเท่าไหร่?
คุณพชร   :  เรทคงบอกไม่ได้ คอนแทกต์ทั้ง 2 ลำนะครับ ก็คือจะเป็นเฟิร์มจำนวนนึงครับ ก็คือเฟิร์มเลยคือใช้แน่ ๆ เลย ไม่ว่าอะไรเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นก็ใช้แน่ ๆ 2-3 ปีครับ แล้วก็ที่เหลืออีก 2-3 ปีจะเป็นตามต่อรองกันต่อไปหลังจากที่ผ่านช่วงแรกแล้วครับ ดังนั้นสัญญาทั้ง 4 ลำจะมีลำประมาณ 5 ปี แต่ว่าถ้าเป็นเฟิร์มก็คือแบบใช้ชัวร์ ๆ 2-3 ปี แล้วก็หลังจากนั้นมาคุยกันใหม่เรื่องของเรทครับผมก็ภาพประมาณนี้ครับ เรื่องของเรทเท่าไหร่ต้องบอกว่าคงพูดในที่นี้ไม่ได้จริง ๆ ครับ เพราะว่าผิดกฎนะครับ
 
 
12. เรื่องของขนส่งไทยออยล์ครบ 10 ปีต่อสัญญาได้หรือไม่ แผนอย่างไร?
คุณพชร   :  ก็ต้องบอกว่าสัญญาของเรือ VLTC ทั้ง 4 ลำนะครับ ในช่วงของสัญญาจะสิ้นสุดปี 2031 กับ 2032 ครับ ก็ยังคงมีเวลาอยู่ครับ เพียงแต่ว่าถามว่าพริมา มารีนตอนนี้เราถามหรือว่ามีการคุยอะไรกับทางลูกค้าไหม มีครับ เราเชื่อมั่นว่าในไทยออยล์เขาต้องนำค่าน้ำมันดิบเพื่อโรงกลั่นเขาครับ  ซึ่งเขาจะมี 2 ขยัก ก็คือเรื่องของดีมานเดิมยังไงก็ต้องมีครับ เพราะว่าถ้าไม่มีน้ำมันดิบที่เขานำเข้ามาครับ เขาจะ operate ไม่ได้ครับ เพราะว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมันดิบ แล้วก็กลั่นดออกมาแล้วก็เอาไปขายครับ แล้วก็ขยักที่สองครับ อีกเฟสนึงก็คือพอโครงการ CFP แล้วเสร็จครับ ก็เราก็มีความเชื่อมั่นว่าตัวของไทยออยล์เขาน่าจะต้องการใช้เรือเพิ่มมากขึ้น เพราะว่าเรื่องของโรงงานเขาใหญ่ขึ้นครับ ก็แปลว่าเขาต้องการวัตถุดิบเพื่อเข้าโรงงานมากขึ้น วัตถุดิบที่มากก็คือตัวของน้ำดิบครับ ซึ่งพอต้องการวัตถุวัตถุดิบมากขึ้นก็มีแนวโน้มว่าต้องการเรือมากขึ้นเหมือนกันครับ ก็คือเราก็จับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิดครับ ว่าหลังจากโครงการ CFP เสร็จแล้ว เขามีแผนอะไรยังไงบ้าง ซึ่งเราก็พร้อมที่จะสนับสนุน ก็เป็นแผนประมาณนี้ครับ
 
 
13. เรื่องของเรือขยาย 4 ลำในปีหน้าว่าเป็นเรือชนิดใด?
คุณพชร   :  บางท่านได้เข้าเรื่องของการประชุมการวิเคราะห์ครับ ก็อาจจะพอทราบว่าปีหน้าเรามีการขยายเรือครับ ก็ปีหน้าครับ เรามีแผนว่าสิ้นปีนี้เราจะมี 70 ลำนะครับ ก็คือสิ้น Q3 เรามี 68 ลำครับ พอ Q4 เราจะมี 2 ลำนะครับ ก็คือเรือ NMDC ทั้ง 2 ลำครับ ปีนี้เราจะปิดที่ 70 ลำครับ ปีหน้าเราคาดว่าปีหน้าทั้งปีเราจะมีเรือ ณ สิ้นปี 26 ที่ประมาณ 74 ลำครับ ก็เกิดจากอันที่หนึ่งเลยครับ เรือขนส่งเคมีที่เราเคยแจ้งครับ ก็คือจะเข้างานในช่วงไตรมาส 1 ปีหน้าครับ ที่เป็นเรือต่อใหม่ขนาดประมาณ 13,800 DWT (Deadweight Tonnage) ครับ ก็เข้างานประมาณปีหน้าครับ อันที่สองครับ ช่วงที่ผ่านมาครับ เรามีการลงนามสัญญาซื้อเรือมือสองประมาณขนาด 5,000 ตัน 1 ลำครับ ก็ลำนี้เราเซ็นสัญญาไว้เรียบร้อยแล้วครับ เราก็จะนัดส่งมอบกันมาช่วงประมาณมีนาคมปีหน้าครับ อันนี้คือลำที่ 2 ครับ 72 นะครับ แล้วระหว่างปีครับ เรายังคงมองหาการขยายธุรกิจเรื่องของเคมีแล้วก็แล้วก็ก๊าซครับ ก็เรื่องของเรือเคมียังมองหาอีกอย่างน้อย 1 ลำในปีหน้าครับ แล้วก็เราจะขยายเรื่องของแก๊ส LPG ไปยังลูกค้าเคมีต่างประเทศเพิ่มเติมนะครับ เพราะว่าทางลูกค้าที่เป็นขนส่งเคมีเดิมก็มีการสอบถามเราเข้ามาว่าถ้าเป็นเคมีเราให้บริการเขาแล้วนะ แต่ว่าถ้าเป็น LPG ยังสนใจไหม เราบอกสนใจครับ เราก็อยู่ในขั้นตอนการวางแผนงานครับ ก็จะเป็นลำที่ 73 และ 74 ถ้าหาได้นะครับ แล้วก็สุดท้ายครับ เราจะมีตัวของเรือต่อใหม่นะครับ 6 ลำนะครับ  ซึ่งเราจะรับปีหน้า 3 ลำครับ เรือต่อใหม่ก็คือเรือโครงการที่เราต่อเรือใหม่เพื่อทดแทนเรือเก่าที่มีอายุมากครับ ก็มันจะเข้ามาปี 2026 3 ลำก็คือจะกลายเป็น 77 ครับ แต่ว่าพอเรือเข้ามาใหม่ครับ ก็คือเราก็ต้องมีการปลดระหว่างเรือเก่าประมาณ 3 ลำครับ ดังนั้นสิ้นที่สุดปีหน้าครับ เราคาดว่าจะมีเรือทั้งสิ้นประมาณ 74 ลำครับผม
 
 
14. รักษาเงินสดระดับสูงเพื่อที่จะลดยอดหนี้?
คุณวิริทธิ์  : ครับ ต้องแจ้งให้ทราบนะครับ นโยบายของเราเน้นสภาพคล่องนะครับ แล้วเราก็มีการลงทุนในปีนี้ แล้วก็ปีหน้าค่อนข้างเยอะนะครับ ตัวนี้ถ้าเกิดเราเอาเงินสดไปลดยอดหนี้เลย เราก็เกรงว่าสภาพคล่องเราจะดูไม่แข็งแรง เราถึงรักษาสภาพคล่องตัวนี้ไว้ก่อนนะครับ อีกส่วนนึงเงินที่มันดูเยอะครับ มันกระจายหลายบริษัทนะครับ เราก็พยายามเน้นเรื่องปันผลมาสู่พริมา มารีน แล้วก็พริมา มารีนเพื่อจะปันผลให้กับผู้ถือหุ้นนะครับ ส่วนนึงที่ผ่านมาการบริหารของเราก็เน้นเอากำไรที่เราได้มาปันผลให้ผู้ถือหุ้น อีกส่วนหนึ่งเราก็ไปลงทุนเพิ่มนะครับ เราเห็นว่าในปีหน้ามีโอกาสที่เราจะลงทุนเพิ่มได้อีกนะครับ เราก็เลยยังต้องเน้นรักษาสภาพคล่องนี้ไว้ครับ
 
 
15. เรื่อง Dry Dock?
คุณพชร   :  ครับ ก็ไดร์ด็อกปีหน้าจะลดลงจากปีนี้ครับ ก็ทั้งหมดจะลดลงครับ โดยเฉพาะข่าวดีก็คือกลุ่มของ Oil Cier ครับ ปีนี้เรามีเข้าไดร์ด็อกนะครับ 2 ลำครับ มี 1 ลำต่อเนื่องจากปีก่อนช่วงต้นปีครับ แล้วก็อีก 1 ลำเข้า Q4 ครับ แต่ว่าปีหน้าตามแผนปัจจุบันเลยไม่ได้มีการเข้าของ COC ครับ ก็คือจะมีแต่กลุ่มเรือเล็กกลุ่มเรือออฟชอว์แล้วก็ FU จะมี 1 ลำที่เป็น under water Surve  ซึ่งจะหยุดงานแป๊บเดียวไม่ได้นานครับ ก็ถ้าปีหน้าไดร์ด็อกจะน้อยกว่าปีนี้ครับ ประมาณนี้ครับ
--------------------------------------
***Oppday Q3/2025 PRM ข้อมูลถาม-ตอบ Q&A โดยหวังว่าจะเป็นความรู้และให้ประโยชน์แก่ผู้อ่านทุก ๆ ท่าน และกรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้ทุกครั้ง หากมีข้อผิดพลาดประการใด ทาง ThaiVI ต้องขออภัยมา ณ ที่นี่***
โควท
ขอแสดงความนับถือ
สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย)
ภาพประจำตัวสมาชิก
SCGLOBAL
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1041
ผู้ติดตาม: 570

Re: ADVICE

โพสต์ที่ 26

โพสต์

USD / THB แข็งมาก ธุรกิจ import สบายๆครับ
สกรีนช็อต 2025-12-03 152117.jpg
โควท
"ประสบการณ์คือสิ่งที่คุณจะได้รับ เมื่อถึงวันที่คุณไม่ได้สิ่งที่ต้องการ" - Howard Marks
“I like to say, “Experience is what you got when you didn’t get what you wanted.”
ภาพประจำตัวสมาชิก
SCGLOBAL
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1041
ผู้ติดตาม: 570

Re: SYNEX

โพสต์ที่ 27

โพสต์

USD / THB แข็งมาก ธุรกิจ import สบายๆครับ
สกรีนช็อต 2025-12-03 152117.jpg
โควท
"ประสบการณ์คือสิ่งที่คุณจะได้รับ เมื่อถึงวันที่คุณไม่ได้สิ่งที่ต้องการ" - Howard Marks
“I like to say, “Experience is what you got when you didn’t get what you wanted.”
A445838

ชี้เป้าหุ้นปันผล ที่ควรมีในพอร์ต ปี 2569

โพสต์ที่ 28

โพสต์

phpBB [video]


ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการซื้อหุ้นปันผล
โดยทั่วไปแล้ว ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเข้าซื้อหุ้นปันผลคือช่วงเดือนมิถุนายน และช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม ช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนมักจะเป็นช่วงที่ราคาหุ้นในกลุ่มปันผลสูง (Set HD) ปรับตัวลง ทำให้เป็นโอกาสในการเก็บสะสม เดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคมก็เป็นอีกช่วงที่ Set HD มักจะมีผลตอบแทนที่ด้อยกว่าตลาด ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาทอง (Golden Period) สำหรับการเข้าซื้อ หุ้นส่วนใหญ่จะมีการขึ้นเครื่องหมาย XD อย่างหนักในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม และพฤษภาคม สำหรับงบประจำปี และจะเริ่มซาลงในเดือนมิถุนายน ในขณะที่งบระหว่างกาลจะมีการจ่ายในช่วงพฤศจิกายนถึงธันวาคม

กลยุทธ์การซื้อขายสามารถทำได้โดยการซื้อก่อนขึ้นเครื่องหมาย XD ประมาณ 2 เดือน แล้วขายออกไปก่อนวัน XD หากต้องการรับกำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) เพื่อหลีกเลี่ยงภาระภาษีเงินปันผล แต่หากนักลงทุนประสงค์จะรับเงินปันผลโดยตรงก็สามารถถือต่อได้

ลักษณะตลาดที่เอื้อต่อการลงทุนแบบเน้นปันผล
ตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันมีลักษณะที่บริษัทจดทะเบียนสามารถสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (Operating Cash Flow - OCF) ได้สูงมาก ตัวอย่างเช่น ในปี 2020 OCF สูงถึง 2.55 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตาม การลงทุนในกิจกรรมการลงทุน (CFI) กลับขยายตัวน้อย ทำให้มีเงินสดส่วนเกินจำนวนมาก (เช่น 1.55 ล้านล้านบาท) ถูกนำไปใช้ในกิจกรรมทางการเงิน (Financing Cash Flow - CFF) ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นการชำระหนี้สินหรือการจ่ายเงินปันผล

สถานการณ์นี้สะท้อนว่า บริษัทต่างๆ ในประเทศหาเงินสดได้ดี แต่ไม่ทราบว่าจะนำเงินไปลงทุนในโครงการใด การที่บริษัทไม่ขยายการลงทุนและนำเงินมาจ่ายคืนผู้ถือหุ้นมากขึ้น ทำให้ตลาดหุ้นไทยเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการลงทุนที่เน้นเงินปันผล แต่ไม่เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกำไรจากส่วนต่างราคามากนัก (Capital Gain ควรหาจากตลาดอื่น)

อัตราผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ยของตลาดหุ้นไทยในปีนี้อยู่ที่ 4% ซึ่งอยู่ในกลุ่ม 5 อันดับแรกของโลกในแง่ของความน่าสนใจด้านปันผล แม้ว่ามูลค่าทางบัญชี (Price to Book Value) จะต่ำ แต่ P/E Ratio ที่อยู่ในระดับ 15 เท่า สะท้อนว่าอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) ของบริษัทโดยรวมยังไม่ดีนัก เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจประเทศมีการเติบโตที่ช้า

หลักการคัดเลือกหุ้นปันผล
การเลือกหุ้นปันผลที่ดี ควรเน้นที่บริษัทที่สามารถ รักษาระดับกำไรสุทธิ (Net Profit) ให้คงที่ได้ ไม่จำเป็นต้องมีการเติบโตสูงมากนัก หากบริษัทสามารถรักษาระดับกำไรไว้ได้ พวกเขามักจะรักษาพฤติกรรมการจ่ายเงินปันผลในระดับสูงได้เช่นกัน หากกำไรลดลง เงินปันผลก็จะลดลงตามไปด้วย

ข้อเสนอแนะกลุ่มหุ้นและรายตัวที่น่าสนใจ
  • กลุ่มธนาคาร (Banks): เป็นกลุ่มที่มีน้ำหนักมากที่สุดในพอร์ตปันผล เนื่องจากธนาคารขนาดใหญ่หลายแห่งปรับตัวมาจ่ายเงินปันผลในระดับสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
    • SCB: เป็นผู้นำในการปรับตัวจ่ายเงินปันผลสูงขึ้นในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ โดยมีการจ่ายใกล้เคียงกับ TISCO ในอดีต (ระดับ 6-7% และอาจมีปันผลพิเศษถึง 8-9%)
    • KTB: น่าสนใจเนื่องจากมีอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier One Capital Ratio) ที่สูงเกินไป (ประมาณ 19%) ซึ่งอาจนำไปสู่การลดสินทรัพย์สภาพคล่องสูงลง โดยการเพิ่มการปล่อยสินเชื่อ หรือการเพิ่มการจ่ายเงินปันผลและการซื้อหุ้นคืน ซึ่งทำให้คาดการณ์ว่า KTB อาจจ่ายปันผลรวมต่อปีได้ถึง 6-7%
    • KBANK: มีแนวโน้มคล้ายกันคือมีเงินสดในมือจำนวนมากและอาจเลือกการจ่ายปันผลหรือซื้อหุ้นคืน
  • กลุ่มพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ (Energy and Commodity):
    • PTT: ถือเป็นตัวเลือกที่มีความปลอดภัยสูง เนื่องจากมีเงินสดในมือสูงถึง 400,000 ล้านบาท หากคำนวณที่ราคาหุ้นประมาณ 30 บาท มูลค่าเงินสดจะคิดเป็น 45% ของราคาหุ้นทั้งหมด การมีเงินสดมากทำให้มีโอกาสสูงที่จะจ่ายปันผลเยอะหรือซื้อหุ้นคืน
    • นอกจากนี้ ยังมี U, PT, TVO, UNAN, PRM, AIT ที่น่าสนใจ
  • กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (Property): ควรระมัดระวัง แม้ว่าในอดีตจะเป็นกลุ่มที่จ่ายปันผลดี แต่ปัจจุบันกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบจากความตึงตัวของตลาดอสังหาฯ และภาระหนี้ ทำให้เงินปันผลลดลงอย่างมาก ยกเว้นบางรายที่ยังคงรักษาปันผลได้ (เช่น SC, Supalai) แต่นักลงทุนควรระวังความเสี่ยงจากการขาดทุนของราคาหุ้น (Capital Loss)
การจัดการพอร์ตและระยะเวลาการถือครอง
นักลงทุนควรพยายามจัดพอร์ตหุ้นปันผลให้มีการกระจายตัวในจำนวนหุ้นและอุตสาหกรรมที่หลากหลายมากที่สุด การกระจายตัวจะช่วยให้ผลกำไรและขาดทุนจากส่วนต่างราคาของแต่ละตัวสามารถชดเชยกันได้ ทำให้พอร์ตมีความเสถียรภาพและได้รับผลตอบแทนปันผลเฉลี่ยที่คาดหวังได้ถึง 6%
เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศมีความไม่แน่นอน การถือหุ้นแบบ "ถือยาว" โดยไม่ปรับพอร์ตอาจมีความเสี่ยง (เช่น กรณีของหุ้นอสังหาริมทรัพย์ในอดีต) ดังนั้น นักลงทุนควรติดตามผลประกอบการอย่างใกล้ชิด และหากำไรที่สามารถ รักษาระดับได้ เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับเงินปันผลอย่างต่อเนื่อง
โควท
A445838

Re: ADVICE

โพสต์ที่ 29

โพสต์

phpBB [video]



บริษัทนี้มีความน่าสนใจในฐานะที่เป็น "Pure Play" ด้านไอที เมื่อเทียบกับคู่แข่งที่มีธุรกิจหลากหลาย
  • ได้รับประโยชน์จาก RAM: Advice ซึ่งมีรากฐานจากการขายและประกอบคอมพิวเตอร์ ได้รับประโยชน์จากราคา RAM ที่เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกับ Synex แต่ได้มากกว่า
  • กลยุทธ์การเติบโตเชิงรุก: บริษัทตั้งเป้าการเติบโตที่ 30% ต่อปี (แม้ว่านักวิเคราะห์จะมองอนุรักษ์นิยมที่ 14% ก่อน) โดยมีกลยุทธ์หลักคือการขยายสาขา Apple iStore จาก 13 สาขาเป็น 22 สาขา
  • กระแส AI Cycle: คาดว่า Advice จะได้รับอานิสงส์จากการมาของ AI Cycle ในตลาด PC และสมาร์ทโฟน ซึ่งจะเร่งให้เกิดการเปลี่ยนเครื่องครั้งใหญ่
  • Valuation ที่ต่ำ: มูลค่าตลาดยังเล็กมากเมื่อเทียบกับคู่แข่ง และมี P/E คาดการณ์ปีหน้าที่ต่ำที่สุดในกลุ่ม (ประมาณ 9.1 เท่า)
โควท
Kaiser
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1356
ผู้ติดตาม: 62

Re: IND

โพสต์ที่ 30

โพสต์

งานใหม่ M7 เข้าอู่ตะเภา และ งานศึกษาออกแบบรถไฟฟ้าสายสีแดงเชียงใหม่ ได้เริ่มงาน รับรู้รายได้ Q4/68 นี้แล้ว

M7 news.jpg
เชียงใหม่ news.JPG
โควท
โพสต์โพสต์