โพสต์ยอดนิยม
ตลาดหุ้นโลกถูกครอบงำโดยหุ้นยักษ์ 10 ตัว/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
-
Feudalz
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 1326
- ผู้ติดตาม: 412
Re: KAMART
โพสต์ที่ 1
ตามสถานที่ท่องเที่ยวใหญ่ๆ เราจะเจอยาดมจำนวนมาก และที่ขาดไม่ได้คือเครื่องสำอางค์ของ karmart วางขายเต็มไปหมด (มากกว่าแบรนด์อื่นหลายเท่า) แปลว่านักท่องเที่ยวชอบ ไม่งั้นคงไม่แห่เอามาขายแข่งกันหลายร้านในที่เดียวนะครับ
สมมติถ้าปีหน้าคนจีนกลับมาไทยเยอะๆ หลังจากแบนไม่ไปญี่ปุ่น แล้วตัวเลขคนจีนเริ่มกลับมาไทยจริงในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมว่าปีหน้า kamart ก็น่าจะดีกว่าปีนี้มาก
สมมติถ้าปีหน้าคนจีนกลับมาไทยเยอะๆ หลังจากแบนไม่ไปญี่ปุ่น แล้วตัวเลขคนจีนเริ่มกลับมาไทยจริงในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมว่าปีหน้า kamart ก็น่าจะดีกว่าปีนี้มาก
- Phoenix59
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 48
- ผู้ติดตาม: 108
Re: KAMART
โพสต์ที่ 2
Skynlab ใน Moshi Big C สาขา ยะลา ไม่แน่ใจว่ามีใครโพสต์เรื่อง Skynlab ใน Moshi แล้วหรือยัง ผมเห็นแล้วก็ตกใจ เพราะก่อนหน้านี้เข้าใจว่ามีเอา คสอ. ของ Kamart มาขาย ตอนนี้ลามไปผลิตภัณฑ์สุขภาพแล้ว
อีนนี้ภาพเมื่อ วันที่ 25 พ.ย. ที่ Donqui สาขา Dotonburi, Japan
จากที่เดินๆดู มีสินค้าจาก Kamart หลากหลายชนิดเลย แต่เป็นการวางกระจัดกระจายอยู่เป็นจุดๆ ไม่ได้เหมาชั้นหรือล็อกแบบแบรนด์ดัง สินค้าส่วนใหญ่ผมคิดว่าขายไม่ค่อยดี เดาจากฝุ่นที่เกาะ แต่ตัวที่ขายดีๆ ก็คือขายจนหมดเกลี้ยงเลย (อย่างลิปในภาพที่ 3) แต่โดยรวมผมว่าทำได้ดี มีตัวตนอยู่ในตลาดตปท. ค่อยๆทำตลาดไป อนาคตคงเป็นผู้เล่นแถวหน้าได้
อีนนี้ภาพเมื่อ วันที่ 25 พ.ย. ที่ Donqui สาขา Dotonburi, Japan
จากที่เดินๆดู มีสินค้าจาก Kamart หลากหลายชนิดเลย แต่เป็นการวางกระจัดกระจายอยู่เป็นจุดๆ ไม่ได้เหมาชั้นหรือล็อกแบบแบรนด์ดัง สินค้าส่วนใหญ่ผมคิดว่าขายไม่ค่อยดี เดาจากฝุ่นที่เกาะ แต่ตัวที่ขายดีๆ ก็คือขายจนหมดเกลี้ยงเลย (อย่างลิปในภาพที่ 3) แต่โดยรวมผมว่าทำได้ดี มีตัวตนอยู่ในตลาดตปท. ค่อยๆทำตลาดไป อนาคตคงเป็นผู้เล่นแถวหน้าได้
แนบไฟล์
"Yesterday is history, Tomorrow is a mystery, but Today is a gift. That is why it is called the present." - Oogway -
-
Feudalz
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 1326
- ผู้ติดตาม: 412
-
Thai VI Article
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 2058
- ผู้ติดตาม: 470
นิสัยนักสู้ VS นิสัยนักเลือก/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
โพสต์ที่ 5
ในยามที่การแข่งขันทางเทคโนโลยีและธุรกิจโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ AI กำลังร้อนแรงเป็นไฟในช่วงเร็ว ๆ นี้ คนสองกลุ่มที่เกี่ยวข้องโดยตรงและมีผลประโยชน์และความก้าวหน้าในอาชีพของตนเองเป็นเดิมพันก็คือ นักธุรกิจหรือผู้บริหารกิจการและนักลงทุนโดยเฉพาะในตลาดหุ้น
คนสองกลุ่มนี้จริง ๆ แล้วเกี่ยวข้องกับสิ่งเดียวกันคือบริษัทหรือหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แต่ความสำเร็จของแต่ละกลุ่มนั้น อาจจะมาจากความคิดและการปฏิบัติที่ไม่เหมือนกัน หลายเรื่องอาจจะตรงกันข้าม เหตุผลก็คือ นักธุรกิจนั้น ความสำเร็จส่วนใหญ่แล้ว มักมาจากมุมมองและนิสัยของสิ่งที่ผมเรียกว่าเป็น “นักสู้” ส่วนนักลงทุนนั้น ความสำเร็จในระยะยาวในความคิดของผมแล้ว มักจะเป็น “นักเลือก”
แน่นอนว่านักลงทุนจำนวนมากอาจจะไม่ได้มองแบบผม โดยเฉพาะถ้าเขามีสไตล์การลงทุนที่เป็นแนว “เก็งกำไร” หรือการลงทุนแนวทางแบบอื่นที่ไม่ใช่แนว “ VI” โดยเฉพาะที่เป็นสไตล์แบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ ที่เน้นการลงทุนระยะยาวมาก และถือหุ้นที่ผมเรียกว่า “ซุปเปอร์สต็อก” เป็นหลัก
ผมจะเปรียบเทียบความคิดและนิสัยของคน 2 กลุ่มนี้โดยแยกออกเป็นประเด็นต่าง ๆ ที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงหรือค่อนข้างมาก เริ่มตั้งแต่
ข้อแรก มุมมองของเรื่องระยะเวลาของการบรรลุเป้าหมายหรือการทำงาน สำหรับนักธุรกิจแล้ว ทุกอย่างต้องเร็ว ระยะเวลาต้องสั้น เช่น ผลงานนั้น ช้าที่สุดก็คือ 1 ไตรมาศ เป้าหมายหรือแผนระยะยาวแม้แต่ 1 ปีนั้น ในยุคปัจจุบันนั้นแทบจะรับไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึง “แผน 5 ปี” อย่างสมัยก่อน
แต่สำหรับ “VI พันธุ์แท้” นั้น เรามองกันที่ 5-10 ปี โดยเน้นในเรื่องของการ “ทบต้น” ผลงานหรือผลตอบแทนไปเรื่อย ๆ ส่วนในแต่ละไตรมาศหรือแต่ละปีนั้น บางทีเราไม่ได้ทำอะไรเลย ว่าที่จริงโดยส่วนตัวผมก็ไม่ค่อยได้ทำอะไรมาหลายปีแล้ว ตามวอเร็น บัฟเฟตต์ ที่ “นั่งทับเงินสดอยู่” ทั้ง ๆ ที่นักธุรกิจแทบทั้งโลกรวมถึงนักลงทุนส่วนใหญ่กำลังคึกคักสุด ๆ
ข้อ 2 ความรวดเร็วของการตัดสินใจ ซึ่งสำหรับนักธุรกิจแล้ว เป็นหัวใจของความสำเร็จ โดยที่ในยุคใหม่นั้น ถึงกับเปลี่ยนสุภาษิตจาก “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” เป็น “ปลาเร็วกินปลาช้า” แต่ VI แบบเรากลับตรงกันข้าม เพราะส่วนใหญ่แล้ว เรามักจะไม่ทำอะไรนอกจากคิดและวิเคราะห์โดยไม่เห่อไปกับ “กระแส” เรารอจังหวะหรือ “จุดที่งดงามที่สุด” ที่จะ “ลงมือทำ” และได้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม อย่างที่บัฟเฟตต์ชอบพูดเปรียบเทียบว่า ในกีฬาเบสบอลนั้น เขาจะตีลูกต่อเมื่อคน คือพิตเชอร์ ขว้างลูกเข้ามาในจุดที่ตีง่ายที่สุด
ข้อ 3 เป้าหมายการบริหารงานของนักธุรกิจส่วนใหญ่ก็คือ Operation หรือการปฏิบัติการ การสร้างผลิตภัณฑ์ การแก้ปัญหา และที่สำคัญที่สุดอาจจะเป็นการสร้างรายได้วันต่อวันเดือนต่อเดือนหรือปีต่อปี แต่นักลงทุนจะมองที่การสร้างความเข้มแข็งและความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืนที่จะป้องกันคู่แข่งไม่ให้เข้ามาแย่งส่วนแบ่งทางการตลาด เรามองผลกำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นและเรื่องความซื่อสัตย์ของผู้บริหารว่าเป็นสิ่งสำคัญต่อการลงทุน
ข้อ 4 ในเรื่องของอารมณ์หรือนิสัยของนักธุรกิจนั้น คนที่จะประสบความสำเร็จจะต้องเป็นคนที่ขยันมาก มีไฟแรงขนาดที่บางทีต้องนอนในโรงงานอย่างอีลอนมัสก์ เช่นเดียวกับที่ต้องเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี กล้าเสี่ยง นอกจากนั้นก็ยังต้องมีความคิดสร้างสรรค์สูงและมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี มีความสามารถในการสร้างแรงจูงใจพนักงาน แต่สำหรับนักลงทุน เรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือ ความใจเย็น รอได้ด้วยใจที่สงบ ไม่ตกใจเวลาตลาดเกิดวิกฤติ พูดง่าย ๆ EQ สำคัญกว่า IQ เวลาลงทุน
ข้อ 5 ในเรื่องมุมมองเกี่ยวกับความเสี่ยงนั้น นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจะต้องเน้นที่ตัวกิจการเอง ทั้งเรื่องของพนักงาน สินค้าคงคลัง หนี้ และที่สำคัญ การแข่งขัน ซึ่งจะต้องเฝ้ามองติดตามตลอดเวลา หลุดไม่ได้เลยในยุคปัจจุบันที่การแข่งขันสูงมาก
ในมุมของนักลงทุน เราเป็น “นักเลือก” ดังนั้น เราอยากหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่ “ไม่จำเป็น” เช่น เลือกบริษัทที่มี “คูเมือง” หรือ “Moat” ที่สามารถป้องกันไม่ให้คู่แข่งบุกเข้ามาแย่งลูกค้าของบริษัทได้ และมีกำไรที่สม่ำเสมอ เราเลือกบริษัทที่มีฐานะทางการเงินมั่นคงมาก มีหนี้น้อยหรือมีกระแสเงินสดดีมากจนแทบไม่มีโอกาสล้มละลาย เป็นต้น
หัวใจสำคัญของเรื่องความเสี่ยงที่แตกต่างกันระหว่างนักธุรกิจกับนักลงทุนก็คือ นักธุรกิจนั้นชอบ “การเติบโต” มาก แต่นักลงทุนจะมองที่ “ความเสี่ยง” มากกว่า ผมเองยึดสุภาษิตว่า “กำไรมากน้อยไม่ว่ากัน แต่ต้องไม่ขาดทุน” ตามกฎการลงทุน 2 ข้อของบัฟเฟตต์ที่ว่า “ข้อ 1 อย่าขาดทุน และข้อ 2 ให้กลับไปดูข้อ 1”
ข้อ 6 พูดถึงเรื่องของการแข่งขัน ความคิดเกี่ยวกับการแข่งนั้น นักธุรกิจซึ่งโดยธรรมชาตินั้นต้องเป็น “นักสู้” ดังนั้น พวกเขาก็จะต้องชอบที่จะต่อสู้กับคู่แข่ง “วันต่อวัน” ผ่านทางการตลาด การตั้งราคาขายสินค้า การให้บริการและการมีผลิตภัณฑ์หรือแนวทางใหม่ ๆ ที่เรียกว่าต้องมี “Innovation” นักธุรกิจที่ไม่ Active ในด้านของการแข่งขันในยุคปัจจุบันนั้น ผมคิดว่าไม่มีทางประสบความสำเร็จ
นักลงทุนเองนั้น จะมองเรื่องนี้แตกต่างออกไป เราเป็น “นักเลือก” เราไม่อยากได้บริษัทที่ต้องแข่งขันเอาเป็นเอาตายที่ทุกคนมีโอกาสแพ้ได้ง่าย ดังนั้น เราชอบบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่มีอำนาจการตลาดสูง เช่น มีแบรนด์ที่โดดเด่น หรือมี Network Effects หรือมี Switching Cost สูง ที่ทำให้ไม่สามารถย้ายหรือเลิกใช้สินค้าหรือบริการจากเราได้ง่าย
ข้อ 7 การลงทุนขยายธุรกิจ เป็นอีกมุมมองหนึ่งที่นักธุรกิจมักจะทำเมื่อมีเงินเหลือในบริษัท พวกเขามักจะอยากขยายหรือสร้างโรงงานหรือสถานให้บริการใหม่ พวกเขาอยากขยายหรือทำผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือบางคนก็อาจจะสนใจไปซื้อกิจการเพื่อเพิ่มรายได้และกำไรให้กับบริษัททั้ง ๆ ที่ไม่มีประสบการณ์ในธุรกิจใหม่นั้น พูดง่าย ๆ นักธุรกิจชอบที่จะ “ขยายอาณาจักร”
แต่นักลงทุนมักจะมองก่อนว่าเมื่อบริษัทมีเงินเหลือ เราควรจะประเมินดูก่อนว่าควรจะเอาไปทำอะไรถึงจะได้ผลตอบแทนระยะยาวดีที่สุด ซึ่งก็คือต้องดูว่าผลตอบแทนที่จะได้จากการลงทุนเป็นอย่างไร คุ้มค่าหรือไม่ ถ้าไม่คุ้ม เช่น ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นของเดิมก็ต่ำอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องขยาย เก็บเป็นเงินสดหรือคืนเป็นเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นดีกว่า หรือถ้าไปลงทุนในกิจการอื่น กิจการนั้นโดยปกติให้ผลตอบแทนอย่างไร ถ้าไม่ดีก็ไม่ควรทำ เป็นต้น
ข้อ 8 คือเรื่องของการตอบสนองต่อตลาดหุ้นและราคาหุ้น นักธุรกิจนั้น มักจะคิดว่าราคาตลาดของหุ้นของบริษัทคือเครื่องวัดความสำเร็จของตนเอง ถ้าราคาวิ่งขึ้นสูงและเร็วก็คิดว่าตนเองมีฝีมือในการบริหารกิจการสุดยอด และบ่อยครั้งก็ทำสิ่งต่าง ๆ ที่มักทำให้ราคาวิ่งโดยเฉพาะในยามที่ตลาดหุ้นกำลังเป็นกระทิงร้อนแรง เช่น ประกาศทำผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่กำลังเป็นเทรนด์โดยที่ตนเองไม่มีประสบการณ์หรือความสามารถพอ การซื้อขายกิจการที่ไม่คุ้มค่าแต่ตลาดหุ้นชอบ เป็นต้น
แต่นักลงทุนแบบ VI นั้น มักจะมีอารมณ์ตรงกันข้ามเวลาตลาดหุ้นดี ยิ่งตลาดหุ้นและนักลงทุนทั่วไปคึกคักมาก “เรากลัว” และเมื่อตลาดหุ้นตกหนัก ตลาดเหงา เรากลับรู้สึกว่ามีโอกาสที่เราจะประสบความสำเร็จมากขึ้น เราจะ “โลภ“
ข้อสุดท้ายก็คือ ความเป็นอิสระในการคิดและการตัดสินใจต่าง ๆ จากสังคมและสิ่งแวดล้อม นักธุรกิจนั้น ต้องเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก ทั้งลูกค้า คู่ค้า และแรงงาน คนต่าง ๆ เหล่านี้มีอิทธิพลต่อความคิดและการกระทำของเขาตลอดเวลา บ่อยครั้งเขาไม่สามารถคิดและตัดสินใจแบบอิสระและ “ไม่ลำเอียง” ได้
นักลงทุนนั้นเป็นคนที่มีอิสระมากกว่ามาก เพราะพวกเขาไม่ต้องสนใจคนอื่นว่าจะคิดหรือทำอะไรหรืออย่างไร นักลงทุนเป็นคนที่ “ไม่มีหัวโขน” ว่าที่จริงพวกเขาแทบจะไม่ต้องเกี่ยวข้องกับคนอื่นเลยเมื่อเขาจะคิดหรือทำอะไร เขาไม่ต้องสนใจกระแสที่คนจะต่อว่าหรือมองเขาว่าเป็นคนไม่เก่งหรือลงทุนผิดพลาด ความสำเร็จของการลงทุนทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับตนเอง เช่นเดียวกับความล้มเหลวก็ขึ้นอยู่กับตนเอง คุณมีอิสระที่จะซื้อหรือขายก็ได้ คุณสามารถที่จะรอและไม่ทำอะไรก็ได้ คุณไม่มีจ้าวนายที่จะต้องทำตามคำสั่งหรือประเมินผลงานของคุณ คุณจะทำผลงานที่ดีเพราะคุณคิดถูก ผลงานแย่เพราะคิดผิด ทุกอย่างอยู่ที่ตัวคุณเอง โทษใครไม่ได้เลย
คนสองกลุ่มนี้จริง ๆ แล้วเกี่ยวข้องกับสิ่งเดียวกันคือบริษัทหรือหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แต่ความสำเร็จของแต่ละกลุ่มนั้น อาจจะมาจากความคิดและการปฏิบัติที่ไม่เหมือนกัน หลายเรื่องอาจจะตรงกันข้าม เหตุผลก็คือ นักธุรกิจนั้น ความสำเร็จส่วนใหญ่แล้ว มักมาจากมุมมองและนิสัยของสิ่งที่ผมเรียกว่าเป็น “นักสู้” ส่วนนักลงทุนนั้น ความสำเร็จในระยะยาวในความคิดของผมแล้ว มักจะเป็น “นักเลือก”
แน่นอนว่านักลงทุนจำนวนมากอาจจะไม่ได้มองแบบผม โดยเฉพาะถ้าเขามีสไตล์การลงทุนที่เป็นแนว “เก็งกำไร” หรือการลงทุนแนวทางแบบอื่นที่ไม่ใช่แนว “ VI” โดยเฉพาะที่เป็นสไตล์แบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ ที่เน้นการลงทุนระยะยาวมาก และถือหุ้นที่ผมเรียกว่า “ซุปเปอร์สต็อก” เป็นหลัก
ผมจะเปรียบเทียบความคิดและนิสัยของคน 2 กลุ่มนี้โดยแยกออกเป็นประเด็นต่าง ๆ ที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงหรือค่อนข้างมาก เริ่มตั้งแต่
ข้อแรก มุมมองของเรื่องระยะเวลาของการบรรลุเป้าหมายหรือการทำงาน สำหรับนักธุรกิจแล้ว ทุกอย่างต้องเร็ว ระยะเวลาต้องสั้น เช่น ผลงานนั้น ช้าที่สุดก็คือ 1 ไตรมาศ เป้าหมายหรือแผนระยะยาวแม้แต่ 1 ปีนั้น ในยุคปัจจุบันนั้นแทบจะรับไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึง “แผน 5 ปี” อย่างสมัยก่อน
แต่สำหรับ “VI พันธุ์แท้” นั้น เรามองกันที่ 5-10 ปี โดยเน้นในเรื่องของการ “ทบต้น” ผลงานหรือผลตอบแทนไปเรื่อย ๆ ส่วนในแต่ละไตรมาศหรือแต่ละปีนั้น บางทีเราไม่ได้ทำอะไรเลย ว่าที่จริงโดยส่วนตัวผมก็ไม่ค่อยได้ทำอะไรมาหลายปีแล้ว ตามวอเร็น บัฟเฟตต์ ที่ “นั่งทับเงินสดอยู่” ทั้ง ๆ ที่นักธุรกิจแทบทั้งโลกรวมถึงนักลงทุนส่วนใหญ่กำลังคึกคักสุด ๆ
ข้อ 2 ความรวดเร็วของการตัดสินใจ ซึ่งสำหรับนักธุรกิจแล้ว เป็นหัวใจของความสำเร็จ โดยที่ในยุคใหม่นั้น ถึงกับเปลี่ยนสุภาษิตจาก “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” เป็น “ปลาเร็วกินปลาช้า” แต่ VI แบบเรากลับตรงกันข้าม เพราะส่วนใหญ่แล้ว เรามักจะไม่ทำอะไรนอกจากคิดและวิเคราะห์โดยไม่เห่อไปกับ “กระแส” เรารอจังหวะหรือ “จุดที่งดงามที่สุด” ที่จะ “ลงมือทำ” และได้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม อย่างที่บัฟเฟตต์ชอบพูดเปรียบเทียบว่า ในกีฬาเบสบอลนั้น เขาจะตีลูกต่อเมื่อคน คือพิตเชอร์ ขว้างลูกเข้ามาในจุดที่ตีง่ายที่สุด
ข้อ 3 เป้าหมายการบริหารงานของนักธุรกิจส่วนใหญ่ก็คือ Operation หรือการปฏิบัติการ การสร้างผลิตภัณฑ์ การแก้ปัญหา และที่สำคัญที่สุดอาจจะเป็นการสร้างรายได้วันต่อวันเดือนต่อเดือนหรือปีต่อปี แต่นักลงทุนจะมองที่การสร้างความเข้มแข็งและความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืนที่จะป้องกันคู่แข่งไม่ให้เข้ามาแย่งส่วนแบ่งทางการตลาด เรามองผลกำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นและเรื่องความซื่อสัตย์ของผู้บริหารว่าเป็นสิ่งสำคัญต่อการลงทุน
ข้อ 4 ในเรื่องของอารมณ์หรือนิสัยของนักธุรกิจนั้น คนที่จะประสบความสำเร็จจะต้องเป็นคนที่ขยันมาก มีไฟแรงขนาดที่บางทีต้องนอนในโรงงานอย่างอีลอนมัสก์ เช่นเดียวกับที่ต้องเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี กล้าเสี่ยง นอกจากนั้นก็ยังต้องมีความคิดสร้างสรรค์สูงและมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี มีความสามารถในการสร้างแรงจูงใจพนักงาน แต่สำหรับนักลงทุน เรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือ ความใจเย็น รอได้ด้วยใจที่สงบ ไม่ตกใจเวลาตลาดเกิดวิกฤติ พูดง่าย ๆ EQ สำคัญกว่า IQ เวลาลงทุน
ข้อ 5 ในเรื่องมุมมองเกี่ยวกับความเสี่ยงนั้น นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจะต้องเน้นที่ตัวกิจการเอง ทั้งเรื่องของพนักงาน สินค้าคงคลัง หนี้ และที่สำคัญ การแข่งขัน ซึ่งจะต้องเฝ้ามองติดตามตลอดเวลา หลุดไม่ได้เลยในยุคปัจจุบันที่การแข่งขันสูงมาก
ในมุมของนักลงทุน เราเป็น “นักเลือก” ดังนั้น เราอยากหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่ “ไม่จำเป็น” เช่น เลือกบริษัทที่มี “คูเมือง” หรือ “Moat” ที่สามารถป้องกันไม่ให้คู่แข่งบุกเข้ามาแย่งลูกค้าของบริษัทได้ และมีกำไรที่สม่ำเสมอ เราเลือกบริษัทที่มีฐานะทางการเงินมั่นคงมาก มีหนี้น้อยหรือมีกระแสเงินสดดีมากจนแทบไม่มีโอกาสล้มละลาย เป็นต้น
หัวใจสำคัญของเรื่องความเสี่ยงที่แตกต่างกันระหว่างนักธุรกิจกับนักลงทุนก็คือ นักธุรกิจนั้นชอบ “การเติบโต” มาก แต่นักลงทุนจะมองที่ “ความเสี่ยง” มากกว่า ผมเองยึดสุภาษิตว่า “กำไรมากน้อยไม่ว่ากัน แต่ต้องไม่ขาดทุน” ตามกฎการลงทุน 2 ข้อของบัฟเฟตต์ที่ว่า “ข้อ 1 อย่าขาดทุน และข้อ 2 ให้กลับไปดูข้อ 1”
ข้อ 6 พูดถึงเรื่องของการแข่งขัน ความคิดเกี่ยวกับการแข่งนั้น นักธุรกิจซึ่งโดยธรรมชาตินั้นต้องเป็น “นักสู้” ดังนั้น พวกเขาก็จะต้องชอบที่จะต่อสู้กับคู่แข่ง “วันต่อวัน” ผ่านทางการตลาด การตั้งราคาขายสินค้า การให้บริการและการมีผลิตภัณฑ์หรือแนวทางใหม่ ๆ ที่เรียกว่าต้องมี “Innovation” นักธุรกิจที่ไม่ Active ในด้านของการแข่งขันในยุคปัจจุบันนั้น ผมคิดว่าไม่มีทางประสบความสำเร็จ
นักลงทุนเองนั้น จะมองเรื่องนี้แตกต่างออกไป เราเป็น “นักเลือก” เราไม่อยากได้บริษัทที่ต้องแข่งขันเอาเป็นเอาตายที่ทุกคนมีโอกาสแพ้ได้ง่าย ดังนั้น เราชอบบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่มีอำนาจการตลาดสูง เช่น มีแบรนด์ที่โดดเด่น หรือมี Network Effects หรือมี Switching Cost สูง ที่ทำให้ไม่สามารถย้ายหรือเลิกใช้สินค้าหรือบริการจากเราได้ง่าย
ข้อ 7 การลงทุนขยายธุรกิจ เป็นอีกมุมมองหนึ่งที่นักธุรกิจมักจะทำเมื่อมีเงินเหลือในบริษัท พวกเขามักจะอยากขยายหรือสร้างโรงงานหรือสถานให้บริการใหม่ พวกเขาอยากขยายหรือทำผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือบางคนก็อาจจะสนใจไปซื้อกิจการเพื่อเพิ่มรายได้และกำไรให้กับบริษัททั้ง ๆ ที่ไม่มีประสบการณ์ในธุรกิจใหม่นั้น พูดง่าย ๆ นักธุรกิจชอบที่จะ “ขยายอาณาจักร”
แต่นักลงทุนมักจะมองก่อนว่าเมื่อบริษัทมีเงินเหลือ เราควรจะประเมินดูก่อนว่าควรจะเอาไปทำอะไรถึงจะได้ผลตอบแทนระยะยาวดีที่สุด ซึ่งก็คือต้องดูว่าผลตอบแทนที่จะได้จากการลงทุนเป็นอย่างไร คุ้มค่าหรือไม่ ถ้าไม่คุ้ม เช่น ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นของเดิมก็ต่ำอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องขยาย เก็บเป็นเงินสดหรือคืนเป็นเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นดีกว่า หรือถ้าไปลงทุนในกิจการอื่น กิจการนั้นโดยปกติให้ผลตอบแทนอย่างไร ถ้าไม่ดีก็ไม่ควรทำ เป็นต้น
ข้อ 8 คือเรื่องของการตอบสนองต่อตลาดหุ้นและราคาหุ้น นักธุรกิจนั้น มักจะคิดว่าราคาตลาดของหุ้นของบริษัทคือเครื่องวัดความสำเร็จของตนเอง ถ้าราคาวิ่งขึ้นสูงและเร็วก็คิดว่าตนเองมีฝีมือในการบริหารกิจการสุดยอด และบ่อยครั้งก็ทำสิ่งต่าง ๆ ที่มักทำให้ราคาวิ่งโดยเฉพาะในยามที่ตลาดหุ้นกำลังเป็นกระทิงร้อนแรง เช่น ประกาศทำผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่กำลังเป็นเทรนด์โดยที่ตนเองไม่มีประสบการณ์หรือความสามารถพอ การซื้อขายกิจการที่ไม่คุ้มค่าแต่ตลาดหุ้นชอบ เป็นต้น
แต่นักลงทุนแบบ VI นั้น มักจะมีอารมณ์ตรงกันข้ามเวลาตลาดหุ้นดี ยิ่งตลาดหุ้นและนักลงทุนทั่วไปคึกคักมาก “เรากลัว” และเมื่อตลาดหุ้นตกหนัก ตลาดเหงา เรากลับรู้สึกว่ามีโอกาสที่เราจะประสบความสำเร็จมากขึ้น เราจะ “โลภ“
ข้อสุดท้ายก็คือ ความเป็นอิสระในการคิดและการตัดสินใจต่าง ๆ จากสังคมและสิ่งแวดล้อม นักธุรกิจนั้น ต้องเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก ทั้งลูกค้า คู่ค้า และแรงงาน คนต่าง ๆ เหล่านี้มีอิทธิพลต่อความคิดและการกระทำของเขาตลอดเวลา บ่อยครั้งเขาไม่สามารถคิดและตัดสินใจแบบอิสระและ “ไม่ลำเอียง” ได้
นักลงทุนนั้นเป็นคนที่มีอิสระมากกว่ามาก เพราะพวกเขาไม่ต้องสนใจคนอื่นว่าจะคิดหรือทำอะไรหรืออย่างไร นักลงทุนเป็นคนที่ “ไม่มีหัวโขน” ว่าที่จริงพวกเขาแทบจะไม่ต้องเกี่ยวข้องกับคนอื่นเลยเมื่อเขาจะคิดหรือทำอะไร เขาไม่ต้องสนใจกระแสที่คนจะต่อว่าหรือมองเขาว่าเป็นคนไม่เก่งหรือลงทุนผิดพลาด ความสำเร็จของการลงทุนทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับตนเอง เช่นเดียวกับความล้มเหลวก็ขึ้นอยู่กับตนเอง คุณมีอิสระที่จะซื้อหรือขายก็ได้ คุณสามารถที่จะรอและไม่ทำอะไรก็ได้ คุณไม่มีจ้าวนายที่จะต้องทำตามคำสั่งหรือประเมินผลงานของคุณ คุณจะทำผลงานที่ดีเพราะคุณคิดถูก ผลงานแย่เพราะคิดผิด ทุกอย่างอยู่ที่ตัวคุณเอง โทษใครไม่ได้เลย
- Choice37
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 2317
- ผู้ติดตาม: 162
Re: AOT
โพสต์ที่ 7
AOT - การกลับมาของหุ้นท่องเที่ยวที่ไม่ธรรมดา ด้วยกำไรที่ดีเกินคาดถึงสองเรื่อง (สัญญา duty free King Power และการขึ้นค่าใช้สนามบิน PSC) ที่จะกลายร่าง AOT ให้กลับเป็นหุ้นนางฟ้าในตลาดหุ้นไทยอีกหนึ่งตัว (ตามหลัง DELTA)
วันนี้ราคาหุ้น AOT ทะยานขึ้น +5% แตะ THB47.5 เป็นราคาที่เห็นครั้งสุดท้ายเดือนมกราคม 2025 ในช่วงที่ราคาหุ้น AOT ร่วงรูดลงจาก THB62 ใน 12 เดือนที่แล้วมาแตะจุดต่ำสุดที่ THB26.75 ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ก่อนที่ราคาหุ้นจะดีดตัวขึ้นมาแล้วกว่า +78% ภายในเวลาไม่ถึง 6 เดือน
อะไรทำให้ราคาหุ้น AOT ที่มีมูลค่าตลาดปัจจุบัน THB646b ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของ SET ตามหลัง Delta (THB2.57tr), Advanc (THB0.928tr) และ PTT (THB0.893tr)
สอง“ความบังเอิญ” ที่มาบรรจบกันเพื่อผลักดันกำไรและราคาหุ้น AOT
สัญญา duty free กับ King Power (KP) ที่ดีกว่าคาดมาก
ก่อนหน้านี้ AOT ถูกนักลงทุนมองว่า ทำสัญญาเสียเปรียบอย่างมากกับ KP สำหรับสัญญาสัมปทาน duty free ทั้ง 5 สนามบินของ AOT ทั้งสนามบินสุวรรณภูมิ (BKK), สนามบินดอนเมือง (DMK) และสามสนามบินภูมิภาคภูเก็ต หาดใหญ่ เชียงใหม่ (PHC) ที่มีมูลค่ารายได้รวมกันต่อปีมากกว่า THB20b
โดยเงื่อนไขก่อนหน้านี้ AOT จะได้รับรายได้
สนามบิน BKK: รายได้ขั้นต่ำ Minimum Guarantee (MG) ต่อปีที่ THB233/จำนวนผู้โดยสารช้อบปิ้งที่มีราว 25.3m ต่อปี = THB5.9b
โดยรายได้ MG นี้ลดลงจากเดิมที่ THB15b ซึ่งเป็นจำนวน MG ที่ KP เคยประมูลชนะคู่แข่งไว้ในการประมูลปี 2019 สำหรับสัมปทาน 10 ปี (2020-30)
และลดลงอีกครั้งเหลือราวปีละ THB11b จากการขอพื้นที่คืนของ AOT (-7.5%) และการยุบ duty free ขาเข้า (-17%)
+15% ส่วนแบ่งบนรายได้ที่เกิน THB29.5b ต่อปี
แต่วันนี้ บอร์ด AOT ประกาศว่า สัญญาที่ได้ใหม่จะเพิ่มส่วนแบ่งรายได้ของยอดการใช้จ่ายของผู้โดยสารที่มีปีละราว 25.3m ในปัจจุบัน โดยหากรายได้การช้อบปิ้งที่สนามบินสุวรรณภูมิของ KP ต่อปีเพิ่มขึ้นเกิน THB29.5b (20% =THB5.9b) รายได้ของ AOT จะเพิ่มขึ้นเป็นสองส่วน 1) THB5.9b (20% ของ THB29.5b) 2) 35% ของรายได้ KP ที่เกิน THB29.5b ต่อปี โดยก่อนการเกิดการะบาดของ Covid รายได้ของ KP สูงกว่า THB30b มาก
อีกทั้งยังมีการยืดอายุสัมปทานไปอีก 2 ปี
การยืดอายุสัญญาและการเพิ่มส่วนแบ่งรายได้ของสนามบิน DMK + PHC (4 สนามบิน) ที่มีสัดส่วนไม่มากต่อรายได้และกำไรของ AOT
ผลกระทบ: รายได้เพิ่มราว 2-4% ต่อปีและกำไรเพิ่ม 10-20% ต่อปี เพราะรายได้ส่วนนี้ที่เพิ่มแทบไม่มีรายจ่ายเพิ่มเติมเลยนั่นเอง
การขึ้นค่าใช้สนามบิน (Passenger Service Charge PSC) +THB390/จำนวนผู้โดยสารขาออก (departure+transit+transfer DTT)
วันนี้เช่นกัน กรมการบินพลเรือน (CAAT) อนุมัติให้ AOT ขึ้น PSC จาก THB730/DTT เป็น THB1,120/DTT (+THB390/DTT หรือ +53%) สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ราว +THB200-300/DTT มาก โดยจะเริ่มใช้อัตรา PSC ใหม่ที่ THB1,120/DTT ในเดือนเมษายน 2026 หลังการเซ็นอนุมัติของ รมต คมนาคมแล้ว
การที่ CAAT อนุญาติให้ AOT ขึ้น PSC ได้ถึง +53% เพราะ AOT ได้มีการลงทุนในการขยายสนามบิน BKK ด้วยการสร้าง SAT 1 ที่เปิดใช้ใหม่ปัจจุบันและส่วนขยายเพิ่มเติมด้วยมูลค่าการลงทุนมากกว่า THB60b และมีค่าใช้จ่ายต่อปีมากกว่า THB10b ต่อปี (รวมค่าเสื่อมราว THB3b ต่อปี)
ผลกระทบ: คาดว่า AOT จะมีรายได้จาก PSC เพิ่มขึ้นราว THB14b ต่อปี (+20% ของรายได้คาดการณ์ที่ THB71b ใน FY26) และกำไรเพิ่มขึ้นราว THB11b ต่อปี (+51% ของกำไรที่ Globlex คาดการณ์ปัจจุบันที่ THB21.8b ใน FY2026 (Oct-25 to Sep-26)
เขื่อว่าพรุ่งนี้ิราคาหุ้น AOT จะกระโดดขึ้นไม่น้อยกว่า 5-10% จากการที่กำไรเพิ่มมากถึง 51% ที่มาจากผลของการขึ้น PSC ที่จะเริ่มในเดือนเมษายนปี 2026
น่าสนใจว่าจำนวนผู้โดยสารขาออก DTT ที่มีราวปีละ 35m นั้นประกอบด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางกลับประเทศราว 15-20m คน (ไม่รวมนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าออกไทยด้วยวิธีอื่น ๆ ที่ไม่ผ่านสนามบิน) และคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศอีกราว 15-20m คน (โดยค่า PSC THB1,120/DTT จะรวมไปกับราคาตั๋วเครื่องบินแล้ว)
นั่นแปลว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นของ AOT จากการขึ้น PSC จะมาจากคนต่างชาติราว 50% และคนไทยที่ไปเที่ยวต่างประเทศทางเครื่องบินผ่านสนามบิน AOT อีกราว 50% นั่นเอง
Globlex Research ให้ราคาเป้าหมาย AOT THB55 หลังการรวมผลดีจากการปรับเงื่อนไขสัญญา duty free กับ KP แต่ยังไม่รวมกำไรที่เพิ่มขึ้นจากการขึ้น PSC
aiคิดต่างอย่างพี่หมู
วันนี้ราคาหุ้น AOT ทะยานขึ้น +5% แตะ THB47.5 เป็นราคาที่เห็นครั้งสุดท้ายเดือนมกราคม 2025 ในช่วงที่ราคาหุ้น AOT ร่วงรูดลงจาก THB62 ใน 12 เดือนที่แล้วมาแตะจุดต่ำสุดที่ THB26.75 ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ก่อนที่ราคาหุ้นจะดีดตัวขึ้นมาแล้วกว่า +78% ภายในเวลาไม่ถึง 6 เดือน
อะไรทำให้ราคาหุ้น AOT ที่มีมูลค่าตลาดปัจจุบัน THB646b ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของ SET ตามหลัง Delta (THB2.57tr), Advanc (THB0.928tr) และ PTT (THB0.893tr)
สอง“ความบังเอิญ” ที่มาบรรจบกันเพื่อผลักดันกำไรและราคาหุ้น AOT
สัญญา duty free กับ King Power (KP) ที่ดีกว่าคาดมาก
ก่อนหน้านี้ AOT ถูกนักลงทุนมองว่า ทำสัญญาเสียเปรียบอย่างมากกับ KP สำหรับสัญญาสัมปทาน duty free ทั้ง 5 สนามบินของ AOT ทั้งสนามบินสุวรรณภูมิ (BKK), สนามบินดอนเมือง (DMK) และสามสนามบินภูมิภาคภูเก็ต หาดใหญ่ เชียงใหม่ (PHC) ที่มีมูลค่ารายได้รวมกันต่อปีมากกว่า THB20b
โดยเงื่อนไขก่อนหน้านี้ AOT จะได้รับรายได้
สนามบิน BKK: รายได้ขั้นต่ำ Minimum Guarantee (MG) ต่อปีที่ THB233/จำนวนผู้โดยสารช้อบปิ้งที่มีราว 25.3m ต่อปี = THB5.9b
โดยรายได้ MG นี้ลดลงจากเดิมที่ THB15b ซึ่งเป็นจำนวน MG ที่ KP เคยประมูลชนะคู่แข่งไว้ในการประมูลปี 2019 สำหรับสัมปทาน 10 ปี (2020-30)
และลดลงอีกครั้งเหลือราวปีละ THB11b จากการขอพื้นที่คืนของ AOT (-7.5%) และการยุบ duty free ขาเข้า (-17%)
+15% ส่วนแบ่งบนรายได้ที่เกิน THB29.5b ต่อปี
แต่วันนี้ บอร์ด AOT ประกาศว่า สัญญาที่ได้ใหม่จะเพิ่มส่วนแบ่งรายได้ของยอดการใช้จ่ายของผู้โดยสารที่มีปีละราว 25.3m ในปัจจุบัน โดยหากรายได้การช้อบปิ้งที่สนามบินสุวรรณภูมิของ KP ต่อปีเพิ่มขึ้นเกิน THB29.5b (20% =THB5.9b) รายได้ของ AOT จะเพิ่มขึ้นเป็นสองส่วน 1) THB5.9b (20% ของ THB29.5b) 2) 35% ของรายได้ KP ที่เกิน THB29.5b ต่อปี โดยก่อนการเกิดการะบาดของ Covid รายได้ของ KP สูงกว่า THB30b มาก
อีกทั้งยังมีการยืดอายุสัมปทานไปอีก 2 ปี
การยืดอายุสัญญาและการเพิ่มส่วนแบ่งรายได้ของสนามบิน DMK + PHC (4 สนามบิน) ที่มีสัดส่วนไม่มากต่อรายได้และกำไรของ AOT
ผลกระทบ: รายได้เพิ่มราว 2-4% ต่อปีและกำไรเพิ่ม 10-20% ต่อปี เพราะรายได้ส่วนนี้ที่เพิ่มแทบไม่มีรายจ่ายเพิ่มเติมเลยนั่นเอง
การขึ้นค่าใช้สนามบิน (Passenger Service Charge PSC) +THB390/จำนวนผู้โดยสารขาออก (departure+transit+transfer DTT)
วันนี้เช่นกัน กรมการบินพลเรือน (CAAT) อนุมัติให้ AOT ขึ้น PSC จาก THB730/DTT เป็น THB1,120/DTT (+THB390/DTT หรือ +53%) สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ราว +THB200-300/DTT มาก โดยจะเริ่มใช้อัตรา PSC ใหม่ที่ THB1,120/DTT ในเดือนเมษายน 2026 หลังการเซ็นอนุมัติของ รมต คมนาคมแล้ว
การที่ CAAT อนุญาติให้ AOT ขึ้น PSC ได้ถึง +53% เพราะ AOT ได้มีการลงทุนในการขยายสนามบิน BKK ด้วยการสร้าง SAT 1 ที่เปิดใช้ใหม่ปัจจุบันและส่วนขยายเพิ่มเติมด้วยมูลค่าการลงทุนมากกว่า THB60b และมีค่าใช้จ่ายต่อปีมากกว่า THB10b ต่อปี (รวมค่าเสื่อมราว THB3b ต่อปี)
ผลกระทบ: คาดว่า AOT จะมีรายได้จาก PSC เพิ่มขึ้นราว THB14b ต่อปี (+20% ของรายได้คาดการณ์ที่ THB71b ใน FY26) และกำไรเพิ่มขึ้นราว THB11b ต่อปี (+51% ของกำไรที่ Globlex คาดการณ์ปัจจุบันที่ THB21.8b ใน FY2026 (Oct-25 to Sep-26)
เขื่อว่าพรุ่งนี้ิราคาหุ้น AOT จะกระโดดขึ้นไม่น้อยกว่า 5-10% จากการที่กำไรเพิ่มมากถึง 51% ที่มาจากผลของการขึ้น PSC ที่จะเริ่มในเดือนเมษายนปี 2026
น่าสนใจว่าจำนวนผู้โดยสารขาออก DTT ที่มีราวปีละ 35m นั้นประกอบด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางกลับประเทศราว 15-20m คน (ไม่รวมนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าออกไทยด้วยวิธีอื่น ๆ ที่ไม่ผ่านสนามบิน) และคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศอีกราว 15-20m คน (โดยค่า PSC THB1,120/DTT จะรวมไปกับราคาตั๋วเครื่องบินแล้ว)
นั่นแปลว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นของ AOT จากการขึ้น PSC จะมาจากคนต่างชาติราว 50% และคนไทยที่ไปเที่ยวต่างประเทศทางเครื่องบินผ่านสนามบิน AOT อีกราว 50% นั่นเอง
Globlex Research ให้ราคาเป้าหมาย AOT THB55 หลังการรวมผลดีจากการปรับเงื่อนไขสัญญา duty free กับ KP แต่ยังไม่รวมกำไรที่เพิ่มขึ้นจากการขึ้น PSC
aiคิดต่างอย่างพี่หมู
-
EAKEPON
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 460
- ผู้ติดตาม: 62
Re: KAMART
โพสต์ที่ 10
ผ้า อนามัย kamart เพิ่ง เปิดตัว ก็ขายใน tiktok kamart ได้ 6000 ชิ้น ครับ
"มันเป็นเช่นนั้นเอง"
-
A445838
Re: AOT
โพสต์ที่ 11
การปรับสถานะและมุมมองต่อ AOT
มีการปรับมุมมองและสถานะของ AOT ขึ้นจาก Neutral เป็น Outperform พร้อมกำหนดราคาเป้าหมายใหม่ที่ 55.55 บาท การปรับขึ้นของราคาเป้าหมายนี้มีปัจจัยหลักมาจากการปรับปรุงสัญญาสัมปทานและผลจากการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมผู้โดยสารขาออก (PSC)
การแก้ไขสัญญาสัมปทาน Duty Free
การแก้ไขสัญญาสัมปทานถือว่ามีความเข้มงวดน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยรายละเอียดการปรับสัญญาหลักมีดังนี้:
- สนามบินสุวรรณภูมิ (BKK): มีการปรับลดค่า Minimum Guarantee (MG) เดิมจาก 372 บาท ลงมาอยู่ที่ 232.9 บาท แต่มีการกำหนดอัตราการเติบโตคงที่ (Escalation Rate) ที่ 5% ต่อปี ไปเรื่อย ๆ จนกว่าสัญญาจะสิ้นสุดลง
- การแบ่งปันรายได้ (Revenue Sharing): สัดส่วนการแบ่งรายได้ใหม่ถูกกำหนดเป็น 20% และ 35% ซึ่งเป็นรูปแบบขั้นบันได โดยจะมีการกำหนดเกณฑ์การใช้จ่ายต่อหัว (spending per head) ที่ชัดเจนในภายหลัง อย่างไรก็ตาม คาดว่าส่วนแบ่งรายได้ใหม่นี้จะช่วยให้ AOT จัดเก็บรายได้ได้มากกว่าเดิมอย่างแน่นอน แต่ในระยะสั้น รายได้จาก BKK น่าจะมาจากส่วนของ Minimum Guarantee เป็นหลัก
- สนามบินดอนเมือง (DMK): รายได้จากสัญญาสัมปทานที่ดอนเมืองไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากปัจจุบันผู้ประกอบการจ่ายรายได้บนพื้นฐานของส่วนแบ่งรายได้ 20% ซึ่งสูงกว่า Minimum Guarantee อยู่แล้ว
- สนามบินภูมิภาค: มีการปรับลด Minimum Guarantee (Sharing per Head) จาก 184 บาท เหลือประมาณ 130 บาท และกำหนดอัตราการเติบโต 5% ต่อปี โดยอัตรานี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2030 เป็นต้นไป สัดส่วนการแบ่งรายได้ก็เช่นเดียวกับ BKK คือ 20% และ 35%
มีการอนุมัติให้ปรับเพิ่มค่า PSC สำหรับผู้โดยสารระหว่างประเทศจาก 730 บาท เป็น 1,120 บาท หรือเพิ่มขึ้น 390 บาทต่อหัว การปรับเพิ่มนี้สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้เล็กน้อยที่ประมาณ 300 บาท ขณะที่ค่า PSC สำหรับผู้โดยสารภายในประเทศยังคงไว้ที่ 130 บาท
ผลกระทบต่อประมาณการรายได้และกำไร
- การแก้ไขประมาณการกำไร: มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไรสำหรับปี 2027 และ 2028 ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ 46% และ 49% ตามลำดับ การเพิ่มขึ้นนี้เป็นผลหลักจากการปรับเพิ่มค่า PSC
- ช่วงเวลาการรับรู้รายได้ PSC: เนื่องจากการประกาศปรับเพิ่ม PSC ต้องมีระยะเวลาการประกาศใช้ล่วงหน้า 4 เดือน หากมีการประกาศในเดือนธันวาคม จะสามารถบังคับใช้จริงได้ในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงครึ่งหลังของปีงบประมาณ 2026 ดังนั้น ผลกระทบจากการปรับเพิ่ม PSC จะส่งผลต่อ AOT ประมาณครึ่งปีในงบประมาณปี 2026 และจะส่งผลเต็มปี (Full Year) ในปีงบประมาณ 2027
- สมมติฐานผู้โดยสาร: มีการปรับเพิ่มสมมติฐานจำนวนผู้โดยสารรวม (Total Passenger) ในปี 2026 จาก 117 ล้านคน เป็น 131 ล้านคน โดยการเพิ่มขึ้นหลักมาจากจำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศ
การปรับเพิ่มค่า PSC 390 บาท สำหรับผู้โดยสารระหว่างประเทศคาดว่าจะไม่กระทบต่อการตัดสินใจเดินทางเข้าประเทศไทย เนื่องจากค่า PSC ไม่ได้รวมอยู่ในราคาตั๋วเครื่องบินหลักที่แสดงในขั้นตอนการจองเบื้องต้น แต่จะถูกบวกเพิ่มเข้ามาในส่วนของภาษีสนามบินหรือค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ในขั้นตอนการชำระเงิน ดังนั้นจึงไม่ส่งผลต่อความอ่อนไหวของราคา (Price Sensitivity) ในการตัดสินใจเดินทาง
องค์ประกอบของราคาเป้าหมายใหม่
ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 55.55 บาท มาจากการวิเคราะห์ผลกระทบดังนี้:
- ผลกระทบจากการปรับแก้สัญญา Duty Free ทำให้ราคาเป้าหมายเดิมที่ 40 บาท ลดลง 1.5 บาท เหลือ 38.5 บาท
- ผลกระทบจากการปรับเพิ่มค่า PSC ทำให้ราคาเป้าหมายบวกเพิ่มขึ้น 13.5 บาท ขึ้นมาอยู่ที่ 52 บาท
- ส่วนที่เหลือ 3.50 บาท มาจากการปรับเพิ่มจำนวนผู้โดยสารในแบบจำลองการประเมินมูลค่า
-
A445838
Re: COM7
โพสต์ที่ 12
เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อ COM7 แม้ว่าจะมีการปรับลดราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2569 ลงเล็กน้อยที่ 25.56 บาท ซึ่งเป็นการผนวกมูลค่าเพิ่มจากธุรกิจสินเชื่อ U-fund และการปรับลด P/E สำหรับธุรกิจไอที
การชะลอตัวของธุรกิจค้าปลีกไอที (IT Retail)
ในช่วงปัจจุบัน ธุรกิจค้าปลีกไอทีของบริษัทเริ่มมีอัตราการเติบโต (GR) ที่เข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น หากเทียบกับช่วงปี 2562-2566 ที่บริษัทมีการขยายสาขาค่อนข้างมาก และรายได้เติบโตเป็นเลขสองหลักต่อเนื่อง
ในไตรมาส 3 ของปีนี้ รายได้จากกลุ่มค้าปลีกไอทีมีการเติบโตที่ชะลอตัวลง โดยเติบโตเพียง 6% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ลดลง 8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า
นอกจากนี้ อัตรากำไรขั้นต้น (Gross IT Margin) ในไตรมาส 3 ก็เริ่มปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 12.8% จาก 13.4% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุของการชะลอตัวนี้อาจมาจากการขยายสาขาที่ลดลง หรือการที่บริษัทเริ่มให้ความสำคัญกับธุรกิจการเงินอย่าง U-fund มากขึ้น
สำหรับกำไรสุทธิของ COM7 ที่ไม่รวมธุรกิจการเงิน ในไตรมาส 3 อยู่ที่ 720 ล้านบาท เติบโต 4% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ลดลง 19% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า
บทบาทของ U-fund ในการสร้างการเติบโตของกำไร
ธุรกิจสินเชื่อ U-fund เริ่มมีนัยสำคัญต่อกำไรของบริษัทอย่างชัดเจน ในไตรมาส 3 รายได้จาก U-fund อยู่ที่ประมาณ 295 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 2% ของรายได้รวมทั้งหมด แต่ในเชิงของกำไรสุทธิ (หลังหักเครดิตคอสต์และต้นทุนทางการเงินแล้ว) กำไรจาก U-fund อยู่ที่ประมาณ 152 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 17% ของกำไรสุทธิรวมทั้งหมดของบริษัท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2 ที่เคยมีสัดส่วน 11%
ประมาณการและสมมติฐานการเติบโตของ U-fund
บริษัทตั้งเป้าหมายพอร์ตสินเชื่อ U-fund สิ้นปี 2568 ไว้ที่ 4,000 ล้านบาท และสิ้นปี 2569 ไว้ที่ประมาณ 7,000 ล้านบาท ในระยะยาว บริษัทตั้งเป้าพอร์ตไว้ที่ประมาณ 10,000 ล้านบาท
จากการประเมิน เราคาดการณ์ว่าพอร์ตสินเชื่อ U-fund ในปี 2568 จะอยู่ที่ 4,000 ล้านบาท ปี 2569 แตะระดับ 7,000 ล้านบาท และปี 2570 จะอยู่ที่ 9,200 ล้านบาท
ประมาณการรายได้ของ U-fund ที่เราคาดการณ์ไว้คือ 1,100 ล้านบาทในปี 2568, 1,900 ล้านบาทในปี 2569, และ 2,800 ล้านบาทในปี 2570 ซึ่งรายได้ส่วนนี้จะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 3-4% ของรายได้รวม
ในด้านกำไรสุทธิ เราประเมินกำไรจาก U-fund ไว้ที่ 579 ล้านบาทในปี 2568, 796 ล้านบาทในปี 2569, และ 1,200 ล้านบาทในปี 2570 ซึ่งจะคิดเป็นสัดส่วนต่อกำไรสุทธิรวมที่ 14% ในปี 2568, 18% ในปี 2569, และ 23% ในปี 2570
อัตราการเติบโต (CAGR) ระยะ 3 ปี
- รายได้กลุ่มธุรกิจไอทีค้าปลีก คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 9%
- กำไรสุทธิกลุ่มธุรกิจไอที (ไม่รวม U-fund) คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 6%
- รายได้จาก U-fund คาดว่าจะเติบโตสูงถึง 85%
- กำไรสุทธิจาก U-fund คาดว่าจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดที่ 132%
การปรับลดทุน
บริษัทมีการตัดสินใจลดทุนจดทะเบียนจากกรณีที่ไม่สามารถจำหน่ายหุ้นให้แก่ผู้บริหารได้หมดตามที่ตั้งใจไว้ โดยหุ้นที่เหลืออยู่ประมาณ 12.3 ล้านหุ้นจากที่ตั้งใจขาย 15 ล้านหุ้น จะถูกนำไปลดทุน ซึ่งจะทำให้ส่วนของทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วลดลงประมาณ 0.5% จำนวนหุ้นทั้งหมดจะลดลงจาก 2,400 ล้านหุ้น มาอยู่ที่ 2,388 ล้านหุ้น
การประเมินมูลค่า
เราประเมินมูลค่ากิจการของ COM7 ด้วยการประเมินมูลค่าแยกส่วน (SOTP) โดยประกอบด้วย:
- ธุรกิจไอทีค้าปลีก: ประเมินโดยใช้ P/E กลุ่มค้าปลีกที่ 14.5 เท่า คิดเป็นมูลค่า 21.75 บาทต่อหุ้น
- ธุรกิจ U-fund: ประเมินโดยใช้ P/E กลุ่มการเงินที่ 10 เท่า คิดเป็นมูลค่าส่วนเพิ่ม 3.34 บาทต่อหุ้น
ปัจจุบัน หุ้นซื้อขายอยู่ที่ Forward P/E ปี 2568 ที่ 13 เท่า และปี 2569 ที่ 11.7 เท่า เทียบกับการเติบโตของกำไรเฉลี่ย 3 ปี ที่เราคาดการณ์ไว้ที่ 14.7% ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีในการลงทุน
เราจึงยังคงแนะนำสำหรับ COM7 โดยมีราคาเป้าหมายที่ 25.56 บาท
- tapattan
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 700
- ผู้ติดตาม: 98
Re: SNPS
โพสต์ที่ 13
การบ้าน : สรุปเจาะกลยุทธ์ SNPS จาก Local Player สู่ Global Med-Supplier
(Oppday Q3/2025 - 4Dec2025)
.
SNPS กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางกลยุทธ์ครั้งสำคัญ โดยยกระดับตัวเองจากผู้เล่นในประเทศที่เน้นกลุ่มเครื่องสำอางและอาหารเสริม ไปสู่การเป็นผู้นำด้าน Active Phyto-InnoVention ในตลาดโลก โดยมุ่งเน้นการเป็น Medical Supplier และ Pharmaceutical Supplier ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง
การเปลี่ยนผ่านนี้ส่งผลให้ผลประกอบการช่วง 9 เดือนแรกของปี 2025 (9M 2025) แข็งแกร่งอย่างยิ่ง โดยกำไรสุทธิเติบโตสูงถึง 48% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่รายได้รวมเติบโต 18% พร้อมวางกลยุทธ์หลัก 4 ด้าน เพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดสุขภาพระดับโลก
.
* เปลี่ยน Product Mix: บริษัทมุ่งเน้นการเติบโตในธุรกิจ API (สารสกัด) และ OBM (Own Brand) ซึ่งมีอัตรากำไรสูง โดยธุรกิจ API เติบโต 40% YoY และธุรกิจ OBM เติบโตถึง 76% YoY ในช่วง 9M 2025 ส่งผลให้สัดส่วนรายได้จาก API เพิ่มขึ้นจาก 30% เป็น 35% ของรายได้รวม
* นวัตกรรมนำตลาด: SNPS ใช้ BIOCPX Technology ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มลิขสิทธิ์เฉพาะ (เช่น BIOSORB และ BIONCAP) เพื่อเพิ่มความสามารถในการดูดซึม (Bioavailability) และการนำส่งสารถึงเป้าหมายอย่างแม่นยำ
* เจาะตลาด Wellness และ Medical: กลยุทธ์นี้สอดคล้องกับเมกะเทรนด์ด้าน Preventive Health บริษัทจึงออกผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่ผ่าน Clinical Study โดยเพิ่มสินค้าใหม่อีก 3 รายการ ได้แก่
* SYNNIX: ลดอาการวิงเวียนศีรษะจากการรักษาแบบเข้มข้น
* S-BALANCE: สนับสนุนการดูแลระดับน้ำตาลในเลือดและภาวะเบาหวาน
* GUVNIS: เสริมสุขภาพเมตาบอลิซึม โดยเฉพาะการลดไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat)
.
* สร้างเครือข่ายคู่ค้าระดับโลก: บริษัทได้ Engage คู่ค้าต่างประเทศแล้วมากกว่า 30 ราย ในทั้งกลุ่มเครื่องสำอางและอาหารเสริม
* ตลาดเป้าหมายเชิงรุก: โฟกัสตลาดศักยภาพ เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย เวียดนาม นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย
* สร้างความน่าเชื่อถือสากล: SNPS เข้าร่วมงานแสดงสินค้าระดับโลกเพื่อยกระดับภาพลักษณ์ด้านคุณภาพและเทคนิค (Technical Standards) พร้อมได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ากลุ่ม Fortune 500 เช่น Colgate, P&G และ Unilever
อย่างไรก็ตาม ก็ยังคงความร่วมมือและขายตลาดในประเทศก็ยังมีอย่างต่อเนื่อง เช่นการร่วมมือกับโรงพยาบาล BCH ในการสร้างผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
.
* Operating Leverage: รายได้ที่เพิ่มขึ้นช่วยกระจายต้นทุนคงที่ (Diluted Fixed Costs)
* ลดสัดส่วน SG&A: บริษัทลดสัดส่วนค่าใช้จ่าย SG&A ต่อรายได้รวมลง 4.49 จุด เหลือ 18.95%
* การบริหารจัดการอย่างรอบคอบ: มาจากการทบทวนกระบวนการ การควบคุมงบประมาณเชิงรุก (Proactive Budget Controls) และการใช้ Precision Marketing เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านโฆษณา
.
* ความเชี่ยวชาญกว่า 25 ปี : SNPS มีฐานข้อมูลและองค์ความรู้เชิงลึกในการสกัดสารบริสุทธิ์สูง โดยมี API มากกว่า 400 รายการ ทำให้เกิด Barrier to Entry ที่สูง
* Supply Chain ที่แข็งแกร่ง : โครงการ “แทนคุณไทยฟาร์ม” เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสร้างเสถียรภาพด้านวัตถุดิบ พร้อมรับมือกับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน (Global Warming) ตามแนวคิด Bio-Circular-Green Economy
* Switching Costs : บริษัทให้บริการแบบครบวงจรตั้งแต่การคิดค้นสูตร ทดสอบ การผลิต ซึ่งทำให้ลูกค้าผูกติดกับผู้ให้บริการรายเดิม
.
แม้กลยุทธ์จะโดดเด่น แต่ SNPS ต้องเผชิญความท้าทายจากลูกหนี้การค้า (AR) ที่เติบโตเร็วกว่ารายได้
* ลูกหนี้โต 30–40% เทียบกับรายได้โต 18% ใน 9M 2025
* มาจาก Credit Term ที่ยืดหยุ่นขึ้น เพื่อสนับสนุนลูกค้า B2B ในช่วงขยายตลาด
ผลคืออาจกดดัน Operating Cash Flow ระยะสั้น แต่บริษัทมีมาตรการติดตามลูกหนี้เข้มงวด และฐานะการเงินที่แข็งแก่รง สิ่งที่ต้องจับตาคือ คุณภาพการเก็บหนี้ ว่าสามารถรองรับกลยุทธ์เติบโตเชิงรุกได้หรือไม่ในระยะยาว
#snps #oppday #Q32025 🩵
-
Joi
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 3160
- ผู้ติดตาม: 65
Re: STPI
โพสต์ที่ 14
เท่าที่ดูถ้าไม่มีรายการพิเศษอะไร ธุรกิจรับเหมางานของ STPI ต่อจากนี้น่าจะดีต่อเนื่องจากงานที่มีอยู่ในมือตอนนี้หลายงาน แม้ปัจจุบันจะไม่ถึงกับสูงมาก แต่ก็ได้ประโยชน์จากต้นทุนค่าเช่า Yard ที่ที่เป็น Fixed Cost ลดลง และพอมีงานเยอะขึ้นกว่าเดิม ก็น่าจะทำให้มีกำไรดีขึ้นพอสมควร
นอกจากงานรับเหมาที่เป็นธุรกิจเดิมจะเริ่มดีขึ้นแล้ว คิดว่าน่าจะมีโอกาส Bid และได้งานต่างประเทศเหมือนกันต่อจากนี้ เท่าที่สอบถาม มีลูกค้าใหม่หลายๆราย หมุนเวียนเข้ามาดูโรงงานและ Yard ถี่มาก เหมือนจะมีสัญญานบวกเหมือนกัน
รายได้ Recurring ของ STPI ต่อจากนี้จะมีมากขึ้น
-นอกจากรายได้จากการให้เช่า Ware house
-บริษัทลูกของ STPI ทั้ง Sino power และ ISGT ที่ทำ Private PPA ได้ COD เข้าพอร์ทค่อนข้างเยอะพอสมควร
-เริ่มรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานลม Monsoon ที่เซกอง 600 MW (STPI ถือ 16%) และอนาคตอาจจะลุ้นได้ร่วมทำ Monsoon Expansion ที่มีข่าวว่าจะทำเร็วๆนี้ที่เซกอง ลาวด้วย
โครงการ Data Center ที่เคยเป็นข่าวมาสักพัก ที่จะใช้ที่ดินที่สัตหีบในการร่วมทำโครงการกับบริษัทด้าน Tech จากต่างประเทศ น่าจะเห็นภาพชัดขึ้น จากการที่ภาครัฐเร่งส่งเสริมให้ต่างชาติเข้ามาลงมทุนใน Data center ขนาดใหญ่ ซึ่งข้อดีของที่ดินที่สัตหีบของ STPI เป็นที่ที่ซื้อมานานแล้ว เท่าที่จำได้ 1,100 ไร่ จาก NPL ราคาประมาณ 2 ร้อยกว่าล้านบาท จากนั้นอีกไม่กี่ปีก็ถูกเวรคืนไป 200 ไร่ ทำมอร์เตอร์เวย์ตัดที่เป็น 2 ฝั่ง เหลือที่ 900 ไร่ ได้ค่าเวรคืนมา 2 ร้อยล้านบาท หรือจะพูดได้ว่าเหมือนได้ที่ 900 ไร่แบบไม่มีต้นทุน (ข้าวเก่านานมาก หาอ่านได้ในหน้าที่ผ่านๆมา)
โครงการ Data Center นี้ผมลุ้นให้ได้ทำ และอยากให้ทำสำเร็จมากๆ เพราะนอกจากจะเป็นโครงการใหญ่ที่สามารถทำให้ STPI เปลี่ยนพื้นฐานรายได้ให้มั่นคงขึ้นอย่างมากแล้ว อนาคตก็สามารถมีการต่อยอดทางธุรกิจได้อีกด้วย โครงการนี้ผมลุ้นมากๆจริงๆครับ อยากให้เกิด
ตอนนี้ได้แต่หวังว่า STPI จะได้ New S-Curve ใหม่ ที่มาช่วยเติม Recurring Income ให้มีความมั่นคงมากขึ้น ในขณะที่งานรับเหมาพิเศษที่ทำอยู่ก็ยังคงทำเป็นปกติเหมือนเดิม ทำให้มีรายได้และกำไรที่โตมากขึ้น และลดความเสี่ยงของความไม่แน่นอนในธุรกิจรับเหมา และยิ่งถ้าธุรกิจใหม่ๆที่ STPI ทำขึ้นเป็นเกี่ยวกับ Trend ของโลกทั้งด้านพลังงานสะอาด และเทคโนโลยี่ด้วย น่าจะเป็นผลดีในระยะยาวให้กะบ STPI อย่างมาก น่าติดตามพัฒนาการของ STPI ต่อจากนี้ไปครับ
นอกจากงานรับเหมาที่เป็นธุรกิจเดิมจะเริ่มดีขึ้นแล้ว คิดว่าน่าจะมีโอกาส Bid และได้งานต่างประเทศเหมือนกันต่อจากนี้ เท่าที่สอบถาม มีลูกค้าใหม่หลายๆราย หมุนเวียนเข้ามาดูโรงงานและ Yard ถี่มาก เหมือนจะมีสัญญานบวกเหมือนกัน
รายได้ Recurring ของ STPI ต่อจากนี้จะมีมากขึ้น
-นอกจากรายได้จากการให้เช่า Ware house
-บริษัทลูกของ STPI ทั้ง Sino power และ ISGT ที่ทำ Private PPA ได้ COD เข้าพอร์ทค่อนข้างเยอะพอสมควร
-เริ่มรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานลม Monsoon ที่เซกอง 600 MW (STPI ถือ 16%) และอนาคตอาจจะลุ้นได้ร่วมทำ Monsoon Expansion ที่มีข่าวว่าจะทำเร็วๆนี้ที่เซกอง ลาวด้วย
โครงการ Data Center ที่เคยเป็นข่าวมาสักพัก ที่จะใช้ที่ดินที่สัตหีบในการร่วมทำโครงการกับบริษัทด้าน Tech จากต่างประเทศ น่าจะเห็นภาพชัดขึ้น จากการที่ภาครัฐเร่งส่งเสริมให้ต่างชาติเข้ามาลงมทุนใน Data center ขนาดใหญ่ ซึ่งข้อดีของที่ดินที่สัตหีบของ STPI เป็นที่ที่ซื้อมานานแล้ว เท่าที่จำได้ 1,100 ไร่ จาก NPL ราคาประมาณ 2 ร้อยกว่าล้านบาท จากนั้นอีกไม่กี่ปีก็ถูกเวรคืนไป 200 ไร่ ทำมอร์เตอร์เวย์ตัดที่เป็น 2 ฝั่ง เหลือที่ 900 ไร่ ได้ค่าเวรคืนมา 2 ร้อยล้านบาท หรือจะพูดได้ว่าเหมือนได้ที่ 900 ไร่แบบไม่มีต้นทุน (ข้าวเก่านานมาก หาอ่านได้ในหน้าที่ผ่านๆมา)
โครงการ Data Center นี้ผมลุ้นให้ได้ทำ และอยากให้ทำสำเร็จมากๆ เพราะนอกจากจะเป็นโครงการใหญ่ที่สามารถทำให้ STPI เปลี่ยนพื้นฐานรายได้ให้มั่นคงขึ้นอย่างมากแล้ว อนาคตก็สามารถมีการต่อยอดทางธุรกิจได้อีกด้วย โครงการนี้ผมลุ้นมากๆจริงๆครับ อยากให้เกิด
ตอนนี้ได้แต่หวังว่า STPI จะได้ New S-Curve ใหม่ ที่มาช่วยเติม Recurring Income ให้มีความมั่นคงมากขึ้น ในขณะที่งานรับเหมาพิเศษที่ทำอยู่ก็ยังคงทำเป็นปกติเหมือนเดิม ทำให้มีรายได้และกำไรที่โตมากขึ้น และลดความเสี่ยงของความไม่แน่นอนในธุรกิจรับเหมา และยิ่งถ้าธุรกิจใหม่ๆที่ STPI ทำขึ้นเป็นเกี่ยวกับ Trend ของโลกทั้งด้านพลังงานสะอาด และเทคโนโลยี่ด้วย น่าจะเป็นผลดีในระยะยาวให้กะบ STPI อย่างมาก น่าติดตามพัฒนาการของ STPI ต่อจากนี้ไปครับ
"การหลอกคนร้อยคนให้เชื่อ นั้นง่ายกว่าการสอนคนหนึ่งคน ให้เข้าใจ"
-
A445838
Re: HMPRO
โพสต์ที่ 15
ภาพรวมธุรกิจและกลยุทธ์
HomePro เป็นผู้นำในธุรกิจค้าปลีกวัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์ โดยนำเสนอสินค้าและบริการเกี่ยวกับบ้านแบบครบวงจร ธุรกิจหลักของบริษัทแบ่งออกเป็นหลายรูปแบบเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน
- HomePro: เป็นรูปแบบหลักที่บริษัทมุ่งเน้น มีจำนวนสาขาเกือบ 100 แห่งทั่วประเทศ สัดส่วนรายได้หลักกว่า 80% มาจาก HomePro ซึ่งจำหน่ายสินค้าครบครัน ตั้งแต่กระเบื้อง สุขภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนถึงบริการติดตั้งครบวงจร ลูกค้าหลักคือเจ้าของบ้านที่ต้องการเลือกของและทำการตกแต่งหรือปรับปรุง
- Mega Home: ธุรกิจนี้ถูกพัฒนาขึ้นภายหลัง โดยมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าช่าง ผู้รับเหมา และลูกค้าเชิงพาณิชย์ เช่น การสร้างอพาร์ตเมนต์หรือห้องพัก Mega Home ขายสินค้าวัสดุก่อสร้างที่ HomePro ไม่มี เช่น เหล็ก ปูน และหลังคา ปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 17-18% ของยอดขายรวม และยังคงมีโอกาสในการขยายตัวสูงโดยเฉพาะในพื้นที่อุตสาหกรรมและชายแดน
- HomePro S: เป็นสาขาขนาดเล็กที่เน้นความสะดวกสบาย มักตั้งอยู่ในศูนย์การค้าหรือคอมมิวนิตี้มอลล์ ปัจจุบันมี 4 สาขา
สินค้าหลักของบริษัทแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มใหญ่ โดยแต่ละกลุ่มมีสัดส่วนรายได้ใกล้เคียงกันที่ประมาณ 20% ซึ่งรวมถึง กลุ่มห้องน้ำ (เซรามิก สุขภัณฑ์) กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า กลุ่มของตกแต่ง กลุ่มครัว และกลุ่มฮาร์ดแวร์
บริษัทไม่ได้พึ่งพาตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นบ้านใหม่มากนัก โดยยอดขายจากบ้านใหม่คิดเป็นไม่เกิน 20% ของยอดขายทั้งหมด ลูกค้าหลักคือตลาดบ้านเก่าที่ต้องการปรับปรุง ซ่อมแซม และเปลี่ยนสินค้าทดแทน ซึ่งกลุ่มนี้เป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีบ้านกว่า 30 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศ การเติบโตในระยะยาวจึงผูกอยู่กับวงจรชีวิตของบ้านที่ยังคงต้องมีการซ่อมบำรุงอยู่เสมอ แม้การขยายตัวของเมืองจะช้าลง
บริษัทตั้งเป้าหมายขยายสาขารวม (HomePro และ Mega Home) ให้ได้ประมาณ 170 สาขา ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า
ความได้เปรียบในการแข่งขันและการเพิ่มอัตรากำไร
HomePro ใช้กลยุทธ์การสร้างความแตกต่างผ่านบริการครบวงจร (Service) และการบริหารจัดการอัตรากำไร
- บริการ (Service): HomePro พัฒนาระบบบริการช่างมานานกว่า 10 ปี เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการความสะดวกสบายและความมั่นใจในมาตรฐาน บริการเหล่านี้รวมถึงการติดตั้ง การซ่อมบำรุง (เช่น ล้างแอร์) บริการฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง (Emergency Service) และแม้กระทั่งบริการแม่บ้านหรือตรวจรับบ้าน การบริการที่ครอบคลุมนี้ช่วยสร้างความผูกพันกับลูกค้า (Customer Lifetime Value) และเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันกับร้านค้าขนาดเล็กหรือการทำ DIY
- อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin): การเพิ่ม GPM มาจากสองส่วน
- House Brand (Private Brand): สินค้า House Brand มีอัตรากำไรสูงกว่าสินค้าแบรนด์ทั่วไปประมาณ 10-15% บริษัทเน้นคุณภาพ การออกแบบ และราคาที่ยอมรับได้ โดยมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วน House Brand เป็น 25% ภายใน 3-5 ปี ซึ่งจะช่วยเพิ่ม GPM รวมได้ประมาณ 0.5-1.0%
- การบริหารสินค้าบุคคลที่สาม: บริษัทใช้เทคนิคการซื้อที่ได้เปรียบเชิงปริมาณ (Volume) และการจัดหาสินค้าใหม่ๆ ที่มีอัตรากำไรที่ดีขึ้นเพื่อมานำเสนอแก่ลูกค้า
HomePro มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง มีหนี้สินที่จัดการได้ และมีกระแสเงินสดดี หากเกิดปัญหาทางสภาพคล่อง บริษัทสามารถคืนหนี้ได้ภายในหนึ่งปี นอกจากนี้ยังมีการจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูง
ความเสี่ยงหลัก: การแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกยังคงเข้มข้น โดยเฉพาะการเข้ามารุกตลาดของสินค้าที่ขายผ่านช่องทางออนไลน์ สิ่งนี้สร้างแรงกดดันต่ออัตรากำไรขั้นต้น โดยเฉพาะสินค้าชิ้นเล็กที่ไม่ต้องพึ่งพาบริการติดตั้งหรือซ่อมแซม บริษัทจำเป็นต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านบริการเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งคาดว่าอัตรากำไรสุทธิในระยะยาวจะคงอยู่ในระดับปัจจุบัน โดยมีรายได้รวมเติบโตจากการขยายธุรกิจ Mega Home และการให้บริการที่ครอบคลุมมากขึ้น
สำหรับการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ (มาเลเซีย) ถือว่ายังเป็นส่วนน้อย เนื่องจากธุรกิจค้าปลีก Home Improvement มีลักษณะเป็นธุรกิจภายในประเทศ (Domestic Business) ที่ต้องอาศัยความเข้าใจในพฤติกรรมลูกค้าและห่วงโซ่อุปทานในแต่ละประเทศอย่างลึกซึ้ง ทำให้การขยายตัวในตลาดต่างประเทศเป็นเรื่องที่ท้าทายและไม่สามารถทำได้ง่ายเหมือนกับการคัดลอกรูปแบบธุรกิจ (Copy-Paste)