โพสต์ยอดนิยม

ตลาดหุ้นโลกถูกครอบงำโดยหุ้นยักษ์ 10 ตัว/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า ลงทุนหุ้น VI เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก

โพสต์ โพสต์
Feudalz
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1326
ผู้ติดตาม: 412

Re: KAMART

โพสต์ที่ 1

โพสต์

ตามสถานที่ท่องเที่ยวใหญ่ๆ เราจะเจอยาดมจำนวนมาก และที่ขาดไม่ได้คือเครื่องสำอางค์ของ karmart วางขายเต็มไปหมด (มากกว่าแบรนด์อื่นหลายเท่า) แปลว่านักท่องเที่ยวชอบ ไม่งั้นคงไม่แห่เอามาขายแข่งกันหลายร้านในที่เดียวนะครับ

สมมติถ้าปีหน้าคนจีนกลับมาไทยเยอะๆ หลังจากแบนไม่ไปญี่ปุ่น แล้วตัวเลขคนจีนเริ่มกลับมาไทยจริงในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมว่าปีหน้า kamart ก็น่าจะดีกว่าปีนี้มาก

595795372_10163285909619857_5126244766144960244_n.jpg
โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
Phoenix59
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 48
ผู้ติดตาม: 108

Re: KAMART

โพสต์ที่ 2

โพสต์

IMG_8639.jpeg
Skynlab ใน Moshi Big C สาขา ยะลา ไม่แน่ใจว่ามีใครโพสต์เรื่อง Skynlab ใน Moshi แล้วหรือยัง ผมเห็นแล้วก็ตกใจ เพราะก่อนหน้านี้เข้าใจว่ามีเอา คสอ. ของ Kamart มาขาย ตอนนี้ลามไปผลิตภัณฑ์สุขภาพแล้ว
IMG_8271.jpeg
IMG_8273.jpeg
IMG_8270.jpeg
IMG_8269.jpeg
IMG_8272.jpeg
อีนนี้ภาพเมื่อ วันที่ 25 พ.ย. ที่ Donqui สาขา Dotonburi, Japan
จากที่เดินๆดู มีสินค้าจาก Kamart หลากหลายชนิดเลย แต่เป็นการวางกระจัดกระจายอยู่เป็นจุดๆ ไม่ได้เหมาชั้นหรือล็อกแบบแบรนด์ดัง สินค้าส่วนใหญ่ผมคิดว่าขายไม่ค่อยดี เดาจากฝุ่นที่เกาะ แต่ตัวที่ขายดีๆ ก็คือขายจนหมดเกลี้ยงเลย (อย่างลิปในภาพที่ 3) แต่โดยรวมผมว่าทำได้ดี มีตัวตนอยู่ในตลาดตปท. ค่อยๆทำตลาดไป อนาคตคงเป็นผู้เล่นแถวหน้าได้
แนบไฟล์
IMG_8639.jpeg

โควท
"Yesterday is history, Tomorrow is a mystery, but Today is a gift. That is why it is called the present." - Oogway -
A466437

Re: NSL

โพสต์ที่ 3

โพสต์

1000016698.jpg
โควท
Feudalz
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1326
ผู้ติดตาม: 412

Re: KAMART

โพสต์ที่ 4

โพสต์

Maeng กำลังจะไปขายอินเดียครับ

IMG_8870.jpeg
โควท
Thai VI Article
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 2058
ผู้ติดตาม: 470

นิสัยนักสู้ VS นิสัยนักเลือก/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โพสต์ที่ 5

โพสต์

ในยามที่การแข่งขันทางเทคโนโลยีและธุรกิจโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ AI กำลังร้อนแรงเป็นไฟในช่วงเร็ว ๆ  นี้  คนสองกลุ่มที่เกี่ยวข้องโดยตรงและมีผลประโยชน์และความก้าวหน้าในอาชีพของตนเองเป็นเดิมพันก็คือ  นักธุรกิจหรือผู้บริหารกิจการและนักลงทุนโดยเฉพาะในตลาดหุ้น

คนสองกลุ่มนี้จริง ๆ  แล้วเกี่ยวข้องกับสิ่งเดียวกันคือบริษัทหรือหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์  แต่ความสำเร็จของแต่ละกลุ่มนั้น  อาจจะมาจากความคิดและการปฏิบัติที่ไม่เหมือนกัน  หลายเรื่องอาจจะตรงกันข้าม  เหตุผลก็คือ  นักธุรกิจนั้น  ความสำเร็จส่วนใหญ่แล้ว  มักมาจากมุมมองและนิสัยของสิ่งที่ผมเรียกว่าเป็น  “นักสู้”  ส่วนนักลงทุนนั้น  ความสำเร็จในระยะยาวในความคิดของผมแล้ว  มักจะเป็น  “นักเลือก” 

แน่นอนว่านักลงทุนจำนวนมากอาจจะไม่ได้มองแบบผม  โดยเฉพาะถ้าเขามีสไตล์การลงทุนที่เป็นแนว  “เก็งกำไร” หรือการลงทุนแนวทางแบบอื่นที่ไม่ใช่แนว “ VI” โดยเฉพาะที่เป็นสไตล์แบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ ที่เน้นการลงทุนระยะยาวมาก  และถือหุ้นที่ผมเรียกว่า “ซุปเปอร์สต็อก” เป็นหลัก

ผมจะเปรียบเทียบความคิดและนิสัยของคน 2 กลุ่มนี้โดยแยกออกเป็นประเด็นต่าง ๆ  ที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงหรือค่อนข้างมาก  เริ่มตั้งแต่



ข้อแรก มุมมองของเรื่องระยะเวลาของการบรรลุเป้าหมายหรือการทำงาน  สำหรับนักธุรกิจแล้ว  ทุกอย่างต้องเร็ว  ระยะเวลาต้องสั้น  เช่น  ผลงานนั้น  ช้าที่สุดก็คือ 1 ไตรมาศ  เป้าหมายหรือแผนระยะยาวแม้แต่ 1 ปีนั้น  ในยุคปัจจุบันนั้นแทบจะรับไม่ได้  ไม่ต้องพูดถึง “แผน 5 ปี” อย่างสมัยก่อน

แต่สำหรับ “VI พันธุ์แท้” นั้น  เรามองกันที่ 5-10 ปี  โดยเน้นในเรื่องของการ “ทบต้น” ผลงานหรือผลตอบแทนไปเรื่อย ๆ ส่วนในแต่ละไตรมาศหรือแต่ละปีนั้น  บางทีเราไม่ได้ทำอะไรเลย  ว่าที่จริงโดยส่วนตัวผมก็ไม่ค่อยได้ทำอะไรมาหลายปีแล้ว  ตามวอเร็น บัฟเฟตต์ ที่ “นั่งทับเงินสดอยู่” ทั้ง ๆ  ที่นักธุรกิจแทบทั้งโลกรวมถึงนักลงทุนส่วนใหญ่กำลังคึกคักสุด ๆ  

ข้อ 2  ความรวดเร็วของการตัดสินใจ  ซึ่งสำหรับนักธุรกิจแล้ว  เป็นหัวใจของความสำเร็จ  โดยที่ในยุคใหม่นั้น  ถึงกับเปลี่ยนสุภาษิตจาก “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” เป็น  “ปลาเร็วกินปลาช้า”  แต่ VI แบบเรากลับตรงกันข้าม  เพราะส่วนใหญ่แล้ว  เรามักจะไม่ทำอะไรนอกจากคิดและวิเคราะห์โดยไม่เห่อไปกับ “กระแส”  เรารอจังหวะหรือ “จุดที่งดงามที่สุด” ที่จะ “ลงมือทำ” และได้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม  อย่างที่บัฟเฟตต์ชอบพูดเปรียบเทียบว่า  ในกีฬาเบสบอลนั้น  เขาจะตีลูกต่อเมื่อคน  คือพิตเชอร์  ขว้างลูกเข้ามาในจุดที่ตีง่ายที่สุด

ข้อ 3 เป้าหมายการบริหารงานของนักธุรกิจส่วนใหญ่ก็คือ  Operation หรือการปฏิบัติการ  การสร้างผลิตภัณฑ์ การแก้ปัญหา  และที่สำคัญที่สุดอาจจะเป็นการสร้างรายได้วันต่อวันเดือนต่อเดือนหรือปีต่อปี  แต่นักลงทุนจะมองที่การสร้างความเข้มแข็งและความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืนที่จะป้องกันคู่แข่งไม่ให้เข้ามาแย่งส่วนแบ่งทางการตลาด  เรามองผลกำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นและเรื่องความซื่อสัตย์ของผู้บริหารว่าเป็นสิ่งสำคัญต่อการลงทุน

ข้อ 4  ในเรื่องของอารมณ์หรือนิสัยของนักธุรกิจนั้น  คนที่จะประสบความสำเร็จจะต้องเป็นคนที่ขยันมาก  มีไฟแรงขนาดที่บางทีต้องนอนในโรงงานอย่างอีลอนมัสก์  เช่นเดียวกับที่ต้องเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี  กล้าเสี่ยง  นอกจากนั้นก็ยังต้องมีความคิดสร้างสรรค์สูงและมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี มีความสามารถในการสร้างแรงจูงใจพนักงาน  แต่สำหรับนักลงทุน  เรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือ  ความใจเย็น  รอได้ด้วยใจที่สงบ  ไม่ตกใจเวลาตลาดเกิดวิกฤติ  พูดง่าย ๆ  EQ สำคัญกว่า IQ เวลาลงทุน

ข้อ 5 ในเรื่องมุมมองเกี่ยวกับความเสี่ยงนั้น นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจะต้องเน้นที่ตัวกิจการเอง  ทั้งเรื่องของพนักงาน สินค้าคงคลัง  หนี้  และที่สำคัญ  การแข่งขัน  ซึ่งจะต้องเฝ้ามองติดตามตลอดเวลา  หลุดไม่ได้เลยในยุคปัจจุบันที่การแข่งขันสูงมาก



ในมุมของนักลงทุน  เราเป็น “นักเลือก” ดังนั้น  เราอยากหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่ “ไม่จำเป็น” เช่น  เลือกบริษัทที่มี “คูเมือง” หรือ “Moat” ที่สามารถป้องกันไม่ให้คู่แข่งบุกเข้ามาแย่งลูกค้าของบริษัทได้ และมีกำไรที่สม่ำเสมอ  เราเลือกบริษัทที่มีฐานะทางการเงินมั่นคงมาก  มีหนี้น้อยหรือมีกระแสเงินสดดีมากจนแทบไม่มีโอกาสล้มละลาย  เป็นต้น

หัวใจสำคัญของเรื่องความเสี่ยงที่แตกต่างกันระหว่างนักธุรกิจกับนักลงทุนก็คือ  นักธุรกิจนั้นชอบ “การเติบโต” มาก  แต่นักลงทุนจะมองที่ “ความเสี่ยง” มากกว่า  ผมเองยึดสุภาษิตว่า  “กำไรมากน้อยไม่ว่ากัน  แต่ต้องไม่ขาดทุน” ตามกฎการลงทุน 2 ข้อของบัฟเฟตต์ที่ว่า  “ข้อ 1 อย่าขาดทุน  และข้อ 2  ให้กลับไปดูข้อ 1”

ข้อ 6 พูดถึงเรื่องของการแข่งขัน  ความคิดเกี่ยวกับการแข่งนั้น  นักธุรกิจซึ่งโดยธรรมชาตินั้นต้องเป็น  “นักสู้” ดังนั้น  พวกเขาก็จะต้องชอบที่จะต่อสู้กับคู่แข่ง  “วันต่อวัน”  ผ่านทางการตลาด  การตั้งราคาขายสินค้า  การให้บริการและการมีผลิตภัณฑ์หรือแนวทางใหม่ ๆ  ที่เรียกว่าต้องมี “Innovation”  นักธุรกิจที่ไม่ Active ในด้านของการแข่งขันในยุคปัจจุบันนั้น  ผมคิดว่าไม่มีทางประสบความสำเร็จ

นักลงทุนเองนั้น  จะมองเรื่องนี้แตกต่างออกไป  เราเป็น “นักเลือก”  เราไม่อยากได้บริษัทที่ต้องแข่งขันเอาเป็นเอาตายที่ทุกคนมีโอกาสแพ้ได้ง่าย  ดังนั้น  เราชอบบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่มีอำนาจการตลาดสูง  เช่น  มีแบรนด์ที่โดดเด่น  หรือมี Network Effects หรือมี Switching Cost สูง ที่ทำให้ไม่สามารถย้ายหรือเลิกใช้สินค้าหรือบริการจากเราได้ง่าย

ข้อ 7 การลงทุนขยายธุรกิจ  เป็นอีกมุมมองหนึ่งที่นักธุรกิจมักจะทำเมื่อมีเงินเหลือในบริษัท  พวกเขามักจะอยากขยายหรือสร้างโรงงานหรือสถานให้บริการใหม่  พวกเขาอยากขยายหรือทำผลิตภัณฑ์ใหม่  หรือบางคนก็อาจจะสนใจไปซื้อกิจการเพื่อเพิ่มรายได้และกำไรให้กับบริษัททั้ง ๆ  ที่ไม่มีประสบการณ์ในธุรกิจใหม่นั้น  พูดง่าย  ๆ  นักธุรกิจชอบที่จะ “ขยายอาณาจักร”

แต่นักลงทุนมักจะมองก่อนว่าเมื่อบริษัทมีเงินเหลือ  เราควรจะประเมินดูก่อนว่าควรจะเอาไปทำอะไรถึงจะได้ผลตอบแทนระยะยาวดีที่สุด  ซึ่งก็คือต้องดูว่าผลตอบแทนที่จะได้จากการลงทุนเป็นอย่างไร  คุ้มค่าหรือไม่  ถ้าไม่คุ้ม  เช่น ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นของเดิมก็ต่ำอยู่แล้ว  ก็ไม่ต้องขยาย  เก็บเป็นเงินสดหรือคืนเป็นเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นดีกว่า  หรือถ้าไปลงทุนในกิจการอื่น  กิจการนั้นโดยปกติให้ผลตอบแทนอย่างไร  ถ้าไม่ดีก็ไม่ควรทำ  เป็นต้น



ข้อ 8 คือเรื่องของการตอบสนองต่อตลาดหุ้นและราคาหุ้น  นักธุรกิจนั้น  มักจะคิดว่าราคาตลาดของหุ้นของบริษัทคือเครื่องวัดความสำเร็จของตนเอง  ถ้าราคาวิ่งขึ้นสูงและเร็วก็คิดว่าตนเองมีฝีมือในการบริหารกิจการสุดยอด  และบ่อยครั้งก็ทำสิ่งต่าง ๆ  ที่มักทำให้ราคาวิ่งโดยเฉพาะในยามที่ตลาดหุ้นกำลังเป็นกระทิงร้อนแรง  เช่น  ประกาศทำผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่กำลังเป็นเทรนด์โดยที่ตนเองไม่มีประสบการณ์หรือความสามารถพอ  การซื้อขายกิจการที่ไม่คุ้มค่าแต่ตลาดหุ้นชอบ  เป็นต้น

แต่นักลงทุนแบบ VI นั้น  มักจะมีอารมณ์ตรงกันข้ามเวลาตลาดหุ้นดี  ยิ่งตลาดหุ้นและนักลงทุนทั่วไปคึกคักมาก  “เรากลัว” และเมื่อตลาดหุ้นตกหนัก  ตลาดเหงา  เรากลับรู้สึกว่ามีโอกาสที่เราจะประสบความสำเร็จมากขึ้น  เราจะ “โลภ“

ข้อสุดท้ายก็คือ  ความเป็นอิสระในการคิดและการตัดสินใจต่าง ๆ  จากสังคมและสิ่งแวดล้อม  นักธุรกิจนั้น  ต้องเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก  ทั้งลูกค้า คู่ค้า และแรงงาน  คนต่าง ๆ  เหล่านี้มีอิทธิพลต่อความคิดและการกระทำของเขาตลอดเวลา  บ่อยครั้งเขาไม่สามารถคิดและตัดสินใจแบบอิสระและ “ไม่ลำเอียง” ได้

นักลงทุนนั้นเป็นคนที่มีอิสระมากกว่ามาก  เพราะพวกเขาไม่ต้องสนใจคนอื่นว่าจะคิดหรือทำอะไรหรืออย่างไร  นักลงทุนเป็นคนที่ “ไม่มีหัวโขน” ว่าที่จริงพวกเขาแทบจะไม่ต้องเกี่ยวข้องกับคนอื่นเลยเมื่อเขาจะคิดหรือทำอะไร  เขาไม่ต้องสนใจกระแสที่คนจะต่อว่าหรือมองเขาว่าเป็นคนไม่เก่งหรือลงทุนผิดพลาด  ความสำเร็จของการลงทุนทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับตนเอง  เช่นเดียวกับความล้มเหลวก็ขึ้นอยู่กับตนเอง  คุณมีอิสระที่จะซื้อหรือขายก็ได้  คุณสามารถที่จะรอและไม่ทำอะไรก็ได้  คุณไม่มีจ้าวนายที่จะต้องทำตามคำสั่งหรือประเมินผลงานของคุณ  คุณจะทำผลงานที่ดีเพราะคุณคิดถูก  ผลงานแย่เพราะคิดผิด  ทุกอย่างอยู่ที่ตัวคุณเอง  โทษใครไม่ได้เลย
โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
mingchang
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 363
ผู้ติดตาม: 108

Re: CPALL

โพสต์ที่ 6

โพสต์

ขอแชร์ครับ
นครราชสีมาเป็นจังหวัดใหญ่ แต่หลายอำเภอยังมีแค่สาขาเดียว โอกาสขยายยังพอมี
FB_IMG_1764943714715.jpg
โควท
自在 不争
ภาพประจำตัวสมาชิก
Choice37
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 2317
ผู้ติดตาม: 162

Re: AOT

โพสต์ที่ 7

โพสต์

AOT - การกลับมาของหุ้นท่องเที่ยวที่ไม่ธรรมดา ด้วยกำไรที่ดีเกินคาดถึงสองเรื่อง (สัญญา duty free King Power และการขึ้นค่าใช้สนามบิน PSC) ที่จะกลายร่าง AOT ให้กลับเป็นหุ้นนางฟ้าในตลาดหุ้นไทยอีกหนึ่งตัว (ตามหลัง DELTA)
 
วันนี้ราคาหุ้น AOT ทะยานขึ้น +5% แตะ THB47.5 เป็นราคาที่เห็นครั้งสุดท้ายเดือนมกราคม 2025 ในช่วงที่ราคาหุ้น AOT ร่วงรูดลงจาก THB62 ใน 12 เดือนที่แล้วมาแตะจุดต่ำสุดที่ THB26.75 ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ก่อนที่ราคาหุ้นจะดีดตัวขึ้นมาแล้วกว่า +78% ภายในเวลาไม่ถึง 6 เดือน

อะไรทำให้ราคาหุ้น AOT ที่มีมูลค่าตลาดปัจจุบัน THB646b ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของ SET ตามหลัง Delta (THB2.57tr), Advanc (THB0.928tr) และ PTT (THB0.893tr)

สอง“ความบังเอิญ” ที่มาบรรจบกันเพื่อผลักดันกำไรและราคาหุ้น AOT
สัญญา duty free กับ King Power (KP) ที่ดีกว่าคาดมาก
ก่อนหน้านี้ AOT ถูกนักลงทุนมองว่า ทำสัญญาเสียเปรียบอย่างมากกับ KP สำหรับสัญญาสัมปทาน duty free ทั้ง 5 สนามบินของ AOT ทั้งสนามบินสุวรรณภูมิ (BKK), สนามบินดอนเมือง (DMK) และสามสนามบินภูมิภาคภูเก็ต หาดใหญ่ เชียงใหม่ (PHC) ที่มีมูลค่ารายได้รวมกันต่อปีมากกว่า THB20b
โดยเงื่อนไขก่อนหน้านี้ AOT จะได้รับรายได้
สนามบิน BKK: รายได้ขั้นต่ำ Minimum Guarantee (MG) ต่อปีที่ THB233/จำนวนผู้โดยสารช้อบปิ้งที่มีราว 25.3m ต่อปี = THB5.9b
โดยรายได้ MG นี้ลดลงจากเดิมที่ THB15b ซึ่งเป็นจำนวน MG ที่ KP เคยประมูลชนะคู่แข่งไว้ในการประมูลปี 2019 สำหรับสัมปทาน 10 ปี (2020-30)
และลดลงอีกครั้งเหลือราวปีละ THB11b จากการขอพื้นที่คืนของ AOT (-7.5%) และการยุบ duty free ขาเข้า (-17%)
+15% ส่วนแบ่งบนรายได้ที่เกิน THB29.5b ต่อปี
แต่วันนี้ บอร์ด AOT ประกาศว่า สัญญาที่ได้ใหม่จะเพิ่มส่วนแบ่งรายได้ของยอดการใช้จ่ายของผู้โดยสารที่มีปีละราว 25.3m ในปัจจุบัน โดยหากรายได้การช้อบปิ้งที่สนามบินสุวรรณภูมิของ KP ต่อปีเพิ่มขึ้นเกิน THB29.5b (20% =THB5.9b) รายได้ของ AOT จะเพิ่มขึ้นเป็นสองส่วน 1) THB5.9b (20% ของ THB29.5b) 2) 35% ของรายได้ KP ที่เกิน THB29.5b ต่อปี โดยก่อนการเกิดการะบาดของ Covid รายได้ของ KP สูงกว่า THB30b มาก
อีกทั้งยังมีการยืดอายุสัมปทานไปอีก 2 ปี

การยืดอายุสัญญาและการเพิ่มส่วนแบ่งรายได้ของสนามบิน DMK + PHC (4 สนามบิน) ที่มีสัดส่วนไม่มากต่อรายได้และกำไรของ AOT
ผลกระทบ: รายได้เพิ่มราว 2-4% ต่อปีและกำไรเพิ่ม 10-20% ต่อปี เพราะรายได้ส่วนนี้ที่เพิ่มแทบไม่มีรายจ่ายเพิ่มเติมเลยนั่นเอง
การขึ้นค่าใช้สนามบิน (Passenger Service Charge PSC) +THB390/จำนวนผู้โดยสารขาออก (departure+transit+transfer DTT)
วันนี้เช่นกัน กรมการบินพลเรือน (CAAT) อนุมัติให้ AOT ขึ้น PSC จาก THB730/DTT เป็น THB1,120/DTT (+THB390/DTT หรือ +53%) สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ราว +THB200-300/DTT มาก โดยจะเริ่มใช้อัตรา PSC ใหม่ที่ THB1,120/DTT ในเดือนเมษายน 2026 หลังการเซ็นอนุมัติของ รมต คมนาคมแล้ว
การที่ CAAT อนุญาติให้ AOT ขึ้น PSC ได้ถึง +53% เพราะ AOT ได้มีการลงทุนในการขยายสนามบิน BKK ด้วยการสร้าง SAT 1 ที่เปิดใช้ใหม่ปัจจุบันและส่วนขยายเพิ่มเติมด้วยมูลค่าการลงทุนมากกว่า THB60b และมีค่าใช้จ่ายต่อปีมากกว่า THB10b ต่อปี (รวมค่าเสื่อมราว THB3b ต่อปี)

ผลกระทบ: คาดว่า AOT จะมีรายได้จาก PSC เพิ่มขึ้นราว THB14b ต่อปี (+20% ของรายได้คาดการณ์ที่ THB71b ใน FY26) และกำไรเพิ่มขึ้นราว THB11b ต่อปี (+51% ของกำไรที่ Globlex คาดการณ์ปัจจุบันที่ THB21.8b ใน FY2026 (Oct-25 to Sep-26)
เขื่อว่าพรุ่งนี้ิราคาหุ้น AOT จะกระโดดขึ้นไม่น้อยกว่า 5-10% จากการที่กำไรเพิ่มมากถึง 51% ที่มาจากผลของการขึ้น PSC ที่จะเริ่มในเดือนเมษายนปี 2026

น่าสนใจว่าจำนวนผู้โดยสารขาออก DTT ที่มีราวปีละ 35m นั้นประกอบด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางกลับประเทศราว 15-20m คน (ไม่รวมนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าออกไทยด้วยวิธีอื่น ๆ ที่ไม่ผ่านสนามบิน) และคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศอีกราว 15-20m คน (โดยค่า PSC THB1,120/DTT จะรวมไปกับราคาตั๋วเครื่องบินแล้ว)
นั่นแปลว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นของ AOT จากการขึ้น PSC จะมาจากคนต่างชาติราว 50% และคนไทยที่ไปเที่ยวต่างประเทศทางเครื่องบินผ่านสนามบิน AOT อีกราว 50% นั่นเอง

Globlex Research ให้ราคาเป้าหมาย AOT THB55 หลังการรวมผลดีจากการปรับเงื่อนไขสัญญา duty free กับ KP แต่ยังไม่รวมกำไรที่เพิ่มขึ้นจากการขึ้น PSC

aiคิดต่างอย่างพี่หมู
โควท
nu
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 506
ผู้ติดตาม: 32

Re: CPALL

โพสต์ที่ 8

โพสต์

Screenshot 2025-12-06 071154.png
ส่วนนี่คือ EPS  มีการเติบโตสวยงาม 
มีสะดุดแค่ตอนซื้อ makro กับ covid  แต่ก็ฟื้นตัวกลับเข้าเทรนด์ได้
โควท
nu
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 506
ผู้ติดตาม: 32

Re: CPALL

โพสต์ที่ 9

โพสต์

Since2008.png
2008.png
Valuation ในเชิง P/E  ราคาหุ้นตอนนี้อยู่ในระดับต่ำสุดตั้งแต่ Bottom ของตลาดตอน Financial Crisis ปี 2008
รูปบน ตั้งแต่ปี 2008 
รูปล่าง ระหว่างปี 2008
โควท
EAKEPON
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 460
ผู้ติดตาม: 62

Re: KAMART

โพสต์ที่ 10

โพสต์

ผ้า อนามัย kamart  เพิ่ง เปิดตัว ก็ขายใน tiktok kamart  ได้ 6000 ชิ้น  ครับ
1000014573.jpg
1000014572.jpg
1000014570.jpg
1000014566.jpg
โควท
"มันเป็นเช่นนั้นเอง"
A445838

Re: AOT

โพสต์ที่ 11

โพสต์

phpBB [video]


การปรับสถานะและมุมมองต่อ AOT
มีการปรับมุมมองและสถานะของ AOT ขึ้นจาก Neutral เป็น Outperform พร้อมกำหนดราคาเป้าหมายใหม่ที่ 55.55 บาท การปรับขึ้นของราคาเป้าหมายนี้มีปัจจัยหลักมาจากการปรับปรุงสัญญาสัมปทานและผลจากการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมผู้โดยสารขาออก (PSC)

การแก้ไขสัญญาสัมปทาน Duty Free
การแก้ไขสัญญาสัมปทานถือว่ามีความเข้มงวดน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยรายละเอียดการปรับสัญญาหลักมีดังนี้:
  • สนามบินสุวรรณภูมิ (BKK): มีการปรับลดค่า Minimum Guarantee (MG) เดิมจาก 372 บาท ลงมาอยู่ที่ 232.9 บาท แต่มีการกำหนดอัตราการเติบโตคงที่ (Escalation Rate) ที่ 5% ต่อปี ไปเรื่อย ๆ จนกว่าสัญญาจะสิ้นสุดลง
  • การแบ่งปันรายได้ (Revenue Sharing): สัดส่วนการแบ่งรายได้ใหม่ถูกกำหนดเป็น 20% และ 35% ซึ่งเป็นรูปแบบขั้นบันได โดยจะมีการกำหนดเกณฑ์การใช้จ่ายต่อหัว (spending per head) ที่ชัดเจนในภายหลัง อย่างไรก็ตาม คาดว่าส่วนแบ่งรายได้ใหม่นี้จะช่วยให้ AOT จัดเก็บรายได้ได้มากกว่าเดิมอย่างแน่นอน แต่ในระยะสั้น รายได้จาก BKK น่าจะมาจากส่วนของ Minimum Guarantee เป็นหลัก
  • สนามบินดอนเมือง (DMK): รายได้จากสัญญาสัมปทานที่ดอนเมืองไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากปัจจุบันผู้ประกอบการจ่ายรายได้บนพื้นฐานของส่วนแบ่งรายได้ 20% ซึ่งสูงกว่า Minimum Guarantee อยู่แล้ว
  • สนามบินภูมิภาค: มีการปรับลด Minimum Guarantee (Sharing per Head) จาก 184 บาท เหลือประมาณ 130 บาท และกำหนดอัตราการเติบโต 5% ต่อปี โดยอัตรานี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2030 เป็นต้นไป สัดส่วนการแบ่งรายได้ก็เช่นเดียวกับ BKK คือ 20% และ 35%
การปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมผู้โดยสาร (PSC)
มีการอนุมัติให้ปรับเพิ่มค่า PSC สำหรับผู้โดยสารระหว่างประเทศจาก 730 บาท เป็น 1,120 บาท หรือเพิ่มขึ้น 390 บาทต่อหัว การปรับเพิ่มนี้สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้เล็กน้อยที่ประมาณ 300 บาท ขณะที่ค่า PSC สำหรับผู้โดยสารภายในประเทศยังคงไว้ที่ 130 บาท

ผลกระทบต่อประมาณการรายได้และกำไร
  • การแก้ไขประมาณการกำไร: มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไรสำหรับปี 2027 และ 2028 ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ 46% และ 49% ตามลำดับ การเพิ่มขึ้นนี้เป็นผลหลักจากการปรับเพิ่มค่า PSC
  • ช่วงเวลาการรับรู้รายได้ PSC: เนื่องจากการประกาศปรับเพิ่ม PSC ต้องมีระยะเวลาการประกาศใช้ล่วงหน้า 4 เดือน หากมีการประกาศในเดือนธันวาคม จะสามารถบังคับใช้จริงได้ในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงครึ่งหลังของปีงบประมาณ 2026 ดังนั้น ผลกระทบจากการปรับเพิ่ม PSC จะส่งผลต่อ AOT ประมาณครึ่งปีในงบประมาณปี 2026 และจะส่งผลเต็มปี (Full Year) ในปีงบประมาณ 2027
  • สมมติฐานผู้โดยสาร: มีการปรับเพิ่มสมมติฐานจำนวนผู้โดยสารรวม (Total Passenger) ในปี 2026 จาก 117 ล้านคน เป็น 131 ล้านคน โดยการเพิ่มขึ้นหลักมาจากจำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศ
มุมมองต่อความอ่อนไหวของราคาต่อ PSC
การปรับเพิ่มค่า PSC 390 บาท สำหรับผู้โดยสารระหว่างประเทศคาดว่าจะไม่กระทบต่อการตัดสินใจเดินทางเข้าประเทศไทย เนื่องจากค่า PSC ไม่ได้รวมอยู่ในราคาตั๋วเครื่องบินหลักที่แสดงในขั้นตอนการจองเบื้องต้น แต่จะถูกบวกเพิ่มเข้ามาในส่วนของภาษีสนามบินหรือค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ในขั้นตอนการชำระเงิน ดังนั้นจึงไม่ส่งผลต่อความอ่อนไหวของราคา (Price Sensitivity) ในการตัดสินใจเดินทาง

องค์ประกอบของราคาเป้าหมายใหม่
ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 55.55 บาท มาจากการวิเคราะห์ผลกระทบดังนี้:
  • ผลกระทบจากการปรับแก้สัญญา Duty Free ทำให้ราคาเป้าหมายเดิมที่ 40 บาท ลดลง 1.5 บาท เหลือ 38.5 บาท
  • ผลกระทบจากการปรับเพิ่มค่า PSC ทำให้ราคาเป้าหมายบวกเพิ่มขึ้น 13.5 บาท ขึ้นมาอยู่ที่ 52 บาท
  • ส่วนที่เหลือ 3.50 บาท มาจากการปรับเพิ่มจำนวนผู้โดยสารในแบบจำลองการประเมินมูลค่า
โควท
A445838

Re: COM7

โพสต์ที่ 12

โพสต์

phpBB [video]


เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อ COM7 แม้ว่าจะมีการปรับลดราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2569 ลงเล็กน้อยที่ 25.56 บาท ซึ่งเป็นการผนวกมูลค่าเพิ่มจากธุรกิจสินเชื่อ U-fund และการปรับลด P/E สำหรับธุรกิจไอที

การชะลอตัวของธุรกิจค้าปลีกไอที (IT Retail)
ในช่วงปัจจุบัน ธุรกิจค้าปลีกไอทีของบริษัทเริ่มมีอัตราการเติบโต (GR) ที่เข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น หากเทียบกับช่วงปี 2562-2566 ที่บริษัทมีการขยายสาขาค่อนข้างมาก และรายได้เติบโตเป็นเลขสองหลักต่อเนื่อง

ในไตรมาส 3 ของปีนี้ รายได้จากกลุ่มค้าปลีกไอทีมีการเติบโตที่ชะลอตัวลง โดยเติบโตเพียง 6% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ลดลง 8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

นอกจากนี้ อัตรากำไรขั้นต้น (Gross IT Margin) ในไตรมาส 3 ก็เริ่มปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 12.8% จาก 13.4% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุของการชะลอตัวนี้อาจมาจากการขยายสาขาที่ลดลง หรือการที่บริษัทเริ่มให้ความสำคัญกับธุรกิจการเงินอย่าง U-fund มากขึ้น

สำหรับกำไรสุทธิของ COM7 ที่ไม่รวมธุรกิจการเงิน ในไตรมาส 3 อยู่ที่ 720 ล้านบาท เติบโต 4% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ลดลง 19% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

บทบาทของ U-fund ในการสร้างการเติบโตของกำไร
ธุรกิจสินเชื่อ U-fund เริ่มมีนัยสำคัญต่อกำไรของบริษัทอย่างชัดเจน ในไตรมาส 3 รายได้จาก U-fund อยู่ที่ประมาณ 295 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 2% ของรายได้รวมทั้งหมด แต่ในเชิงของกำไรสุทธิ (หลังหักเครดิตคอสต์และต้นทุนทางการเงินแล้ว) กำไรจาก U-fund อยู่ที่ประมาณ 152 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 17% ของกำไรสุทธิรวมทั้งหมดของบริษัท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2 ที่เคยมีสัดส่วน 11%

ประมาณการและสมมติฐานการเติบโตของ U-fund
บริษัทตั้งเป้าหมายพอร์ตสินเชื่อ U-fund สิ้นปี 2568 ไว้ที่ 4,000 ล้านบาท และสิ้นปี 2569 ไว้ที่ประมาณ 7,000 ล้านบาท ในระยะยาว บริษัทตั้งเป้าพอร์ตไว้ที่ประมาณ 10,000 ล้านบาท

จากการประเมิน เราคาดการณ์ว่าพอร์ตสินเชื่อ U-fund ในปี 2568 จะอยู่ที่ 4,000 ล้านบาท ปี 2569 แตะระดับ 7,000 ล้านบาท และปี 2570 จะอยู่ที่ 9,200 ล้านบาท

ประมาณการรายได้ของ U-fund ที่เราคาดการณ์ไว้คือ 1,100 ล้านบาทในปี 2568, 1,900 ล้านบาทในปี 2569, และ 2,800 ล้านบาทในปี 2570 ซึ่งรายได้ส่วนนี้จะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 3-4% ของรายได้รวม

ในด้านกำไรสุทธิ เราประเมินกำไรจาก U-fund ไว้ที่ 579 ล้านบาทในปี 2568, 796 ล้านบาทในปี 2569, และ 1,200 ล้านบาทในปี 2570 ซึ่งจะคิดเป็นสัดส่วนต่อกำไรสุทธิรวมที่ 14% ในปี 2568, 18% ในปี 2569, และ 23% ในปี 2570

อัตราการเติบโต (CAGR) ระยะ 3 ปี
  • รายได้กลุ่มธุรกิจไอทีค้าปลีก คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 9%
  • กำไรสุทธิกลุ่มธุรกิจไอที (ไม่รวม U-fund) คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 6%
  • รายได้จาก U-fund คาดว่าจะเติบโตสูงถึง 85%
  • กำไรสุทธิจาก U-fund คาดว่าจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดที่ 132%
การรวมรายได้และกำไรจาก U-fund ส่งผลให้เราปรับประมาณการอัตรากำไรขั้นต้นรวม (Gross Profit Margin) ขึ้น โดยคาดว่าจะอยู่ในกรอบ 14% ในปี 2568, 14.4% ในปี 2569, และ 14.6% ในปี 2570

การปรับลดทุน
บริษัทมีการตัดสินใจลดทุนจดทะเบียนจากกรณีที่ไม่สามารถจำหน่ายหุ้นให้แก่ผู้บริหารได้หมดตามที่ตั้งใจไว้ โดยหุ้นที่เหลืออยู่ประมาณ 12.3 ล้านหุ้นจากที่ตั้งใจขาย 15 ล้านหุ้น จะถูกนำไปลดทุน ซึ่งจะทำให้ส่วนของทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วลดลงประมาณ 0.5% จำนวนหุ้นทั้งหมดจะลดลงจาก 2,400 ล้านหุ้น มาอยู่ที่ 2,388 ล้านหุ้น

การประเมินมูลค่า
เราประเมินมูลค่ากิจการของ COM7 ด้วยการประเมินมูลค่าแยกส่วน (SOTP) โดยประกอบด้วย:
  • ธุรกิจไอทีค้าปลีก: ประเมินโดยใช้ P/E กลุ่มค้าปลีกที่ 14.5 เท่า คิดเป็นมูลค่า 21.75 บาทต่อหุ้น
  • ธุรกิจ U-fund: ประเมินโดยใช้ P/E กลุ่มการเงินที่ 10 เท่า คิดเป็นมูลค่าส่วนเพิ่ม 3.34 บาทต่อหุ้น
มูลค่าส่วนเพิ่มของ U-fund นี้ยังไม่ถูกรวมอยู่ในราคาตลาดปัจจุบัน โดยราคาตลาด ณ ปัจจุบันเชื่อว่ายังคงสะท้อนมูลค่าของธุรกิจค้าปลีกไอทีเท่านั้น

ปัจจุบัน หุ้นซื้อขายอยู่ที่ Forward P/E ปี 2568 ที่ 13 เท่า และปี 2569 ที่ 11.7 เท่า เทียบกับการเติบโตของกำไรเฉลี่ย 3 ปี ที่เราคาดการณ์ไว้ที่ 14.7% ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีในการลงทุน
เราจึงยังคงแนะนำสำหรับ COM7 โดยมีราคาเป้าหมายที่ 25.56 บาท
โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
tapattan
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 700
ผู้ติดตาม: 98

Re: SNPS

โพสต์ที่ 13

โพสต์

phpBB [video]





การบ้าน : สรุปเจาะกลยุทธ์ SNPS จาก Local Player สู่ Global Med-Supplier 🌿 

(Oppday Q3/2025 - 4Dec2025)
.
SNPS กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางกลยุทธ์ครั้งสำคัญ โดยยกระดับตัวเองจากผู้เล่นในประเทศที่เน้นกลุ่มเครื่องสำอางและอาหารเสริม ไปสู่การเป็นผู้นำด้าน Active Phyto-InnoVention ในตลาดโลก โดยมุ่งเน้นการเป็น Medical Supplier และ Pharmaceutical Supplier ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง

การเปลี่ยนผ่านนี้ส่งผลให้ผลประกอบการช่วง 9 เดือนแรกของปี 2025 (9M 2025) แข็งแกร่งอย่างยิ่ง โดยกำไรสุทธิเติบโตสูงถึง 48% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่รายได้รวมเติบโต 18% พร้อมวางกลยุทธ์หลัก 4 ด้าน เพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดสุขภาพระดับโลก
.

1️⃣ การยกระดับสู่ High-Value API และ Preventive Health หัวใจของการเปลี่ยนผ่านคือการมุ่งเน้นการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูง (High-Margin Portfolio) และมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับซึ่งนับเป็น Process Power ที่เข้มแข็ง
* เปลี่ยน Product Mix: บริษัทมุ่งเน้นการเติบโตในธุรกิจ API (สารสกัด) และ OBM (Own Brand) ซึ่งมีอัตรากำไรสูง โดยธุรกิจ API เติบโต 40% YoY และธุรกิจ OBM เติบโตถึง 76% YoY ในช่วง 9M 2025 ส่งผลให้สัดส่วนรายได้จาก API เพิ่มขึ้นจาก 30% เป็น 35% ของรายได้รวม

* นวัตกรรมนำตลาด: SNPS ใช้ BIOCPX Technology ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มลิขสิทธิ์เฉพาะ (เช่น BIOSORB และ BIONCAP) เพื่อเพิ่มความสามารถในการดูดซึม (Bioavailability) และการนำส่งสารถึงเป้าหมายอย่างแม่นยำ

* เจาะตลาด Wellness และ Medical: กลยุทธ์นี้สอดคล้องกับเมกะเทรนด์ด้าน Preventive Health บริษัทจึงออกผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่ผ่าน Clinical Study โดยเพิ่มสินค้าใหม่อีก 3 รายการ ได้แก่
   * SYNNIX: ลดอาการวิงเวียนศีรษะจากการรักษาแบบเข้มข้น
   * S-BALANCE: สนับสนุนการดูแลระดับน้ำตาลในเลือดและภาวะเบาหวาน
   * GUVNIS: เสริมสุขภาพเมตาบอลิซึม โดยเฉพาะการลดไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat)
.

2️⃣ การขยายตลาดโลกเพื่อลดความเสี่ยงรายได้ในประเทศ ลดคการกระจุกตัวรายได้ในประเทศ จึงวางแผนขยายตลาดต่างประเทศอย่างจริงจัง
* สร้างเครือข่ายคู่ค้าระดับโลก: บริษัทได้ Engage คู่ค้าต่างประเทศแล้วมากกว่า 30 ราย ในทั้งกลุ่มเครื่องสำอางและอาหารเสริม
* ตลาดเป้าหมายเชิงรุก: โฟกัสตลาดศักยภาพ เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย เวียดนาม นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย

* สร้างความน่าเชื่อถือสากล: SNPS เข้าร่วมงานแสดงสินค้าระดับโลกเพื่อยกระดับภาพลักษณ์ด้านคุณภาพและเทคนิค (Technical Standards) พร้อมได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ากลุ่ม Fortune 500 เช่น Colgate, P&G และ Unilever

อย่างไรก็ตาม ก็ยังคงความร่วมมือและขายตลาดในประเทศก็ยังมีอย่างต่อเนื่อง เช่นการร่วมมือกับโรงพยาบาล BCH ในการสร้างผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
.

3️⃣ ประสิทธิภาพในการดำเนินงานและการควบคุมต้นทุน โดยปัจจัยสำคัญที่ผลักดันกำไรสุทธิเติบโต 48% คือการบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
* Operating Leverage: รายได้ที่เพิ่มขึ้นช่วยกระจายต้นทุนคงที่ (Diluted Fixed Costs)

* ลดสัดส่วน SG&A: บริษัทลดสัดส่วนค่าใช้จ่าย SG&A ต่อรายได้รวมลง 4.49 จุด เหลือ 18.95%

* การบริหารจัดการอย่างรอบคอบ: มาจากการทบทวนกระบวนการ การควบคุมงบประมาณเชิงรุก (Proactive Budget Controls) และการใช้ Precision Marketing เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านโฆษณา
.

4️⃣ รากฐานความยั่งยืนและการบูรณาการห่วงโซ่อุปทาน (Moat) ความได้เปรียบแข่งขันของ SNPS เกิดจากองค์ความรู้และ Supply Chain ที่ลอกเลียนแบบได้ยาก
* ความเชี่ยวชาญกว่า 25 ปี : SNPS มีฐานข้อมูลและองค์ความรู้เชิงลึกในการสกัดสารบริสุทธิ์สูง โดยมี API มากกว่า 400 รายการ ทำให้เกิด Barrier to Entry ที่สูง

* Supply Chain ที่แข็งแกร่ง : โครงการ “แทนคุณไทยฟาร์ม” เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสร้างเสถียรภาพด้านวัตถุดิบ พร้อมรับมือกับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน (Global Warming) ตามแนวคิด Bio-Circular-Green Economy

* Switching Costs : บริษัทให้บริการแบบครบวงจรตั้งแต่การคิดค้นสูตร ทดสอบ การผลิต ซึ่งทำให้ลูกค้าผูกติดกับผู้ให้บริการรายเดิม
.

🌟 สรุป จุดที่ต้องจับตาคือ การเติบโต vs คุณภาพกระแสเงินสด
แม้กลยุทธ์จะโดดเด่น แต่ SNPS ต้องเผชิญความท้าทายจากลูกหนี้การค้า (AR) ที่เติบโตเร็วกว่ารายได้

* ลูกหนี้โต 30–40% เทียบกับรายได้โต 18% ใน 9M 2025
* มาจาก Credit Term ที่ยืดหยุ่นขึ้น เพื่อสนับสนุนลูกค้า B2B ในช่วงขยายตลาด

ผลคืออาจกดดัน Operating Cash Flow ระยะสั้น แต่บริษัทมีมาตรการติดตามลูกหนี้เข้มงวด และฐานะการเงินที่แข็งแก่รง สิ่งที่ต้องจับตาคือ คุณภาพการเก็บหนี้ ว่าสามารถรองรับกลยุทธ์เติบโตเชิงรุกได้หรือไม่ในระยะยาว

#snps #oppday #Q32025 🩵
โควท
Joi
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 3160
ผู้ติดตาม: 65

Re: STPI

โพสต์ที่ 14

โพสต์

เท่าที่ดูถ้าไม่มีรายการพิเศษอะไร ธุรกิจรับเหมางานของ STPI ต่อจากนี้น่าจะดีต่อเนื่องจากงานที่มีอยู่ในมือตอนนี้หลายงาน แม้ปัจจุบันจะไม่ถึงกับสูงมาก แต่ก็ได้ประโยชน์จากต้นทุนค่าเช่า Yard ที่ที่เป็น Fixed Cost ลดลง และพอมีงานเยอะขึ้นกว่าเดิม ก็น่าจะทำให้มีกำไรดีขึ้นพอสมควร 

นอกจากงานรับเหมาที่เป็นธุรกิจเดิมจะเริ่มดีขึ้นแล้ว คิดว่าน่าจะมีโอกาส Bid และได้งานต่างประเทศเหมือนกันต่อจากนี้ เท่าที่สอบถาม มีลูกค้าใหม่หลายๆราย หมุนเวียนเข้ามาดูโรงงานและ Yard ถี่มาก เหมือนจะมีสัญญานบวกเหมือนกัน

รายได้ Recurring ของ STPI ต่อจากนี้จะมีมากขึ้น 
-นอกจากรายได้จากการให้เช่า Ware house 
-บริษัทลูกของ STPI ทั้ง Sino power และ ISGT ที่ทำ Private PPA ได้ COD เข้าพอร์ทค่อนข้างเยอะพอสมควร
-เริ่มรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานลม Monsoon ที่เซกอง 600 MW (STPI ถือ 16%) และอนาคตอาจจะลุ้นได้ร่วมทำ Monsoon Expansion ที่มีข่าวว่าจะทำเร็วๆนี้ที่เซกอง ลาวด้วย

โครงการ Data Center ที่เคยเป็นข่าวมาสักพัก ที่จะใช้ที่ดินที่สัตหีบในการร่วมทำโครงการกับบริษัทด้าน Tech จากต่างประเทศ น่าจะเห็นภาพชัดขึ้น จากการที่ภาครัฐเร่งส่งเสริมให้ต่างชาติเข้ามาลงมทุนใน Data center ขนาดใหญ่ ซึ่งข้อดีของที่ดินที่สัตหีบของ STPI เป็นที่ที่ซื้อมานานแล้ว เท่าที่จำได้ 1,100 ไร่ จาก NPL ราคาประมาณ 2 ร้อยกว่าล้านบาท จากนั้นอีกไม่กี่ปีก็ถูกเวรคืนไป 200 ไร่ ทำมอร์เตอร์เวย์ตัดที่เป็น 2 ฝั่ง เหลือที่ 900 ไร่ ได้ค่าเวรคืนมา 2 ร้อยล้านบาท หรือจะพูดได้ว่าเหมือนได้ที่ 900 ไร่แบบไม่มีต้นทุน (ข้าวเก่านานมาก หาอ่านได้ในหน้าที่ผ่านๆมา) 

โครงการ Data Center นี้ผมลุ้นให้ได้ทำ และอยากให้ทำสำเร็จมากๆ เพราะนอกจากจะเป็นโครงการใหญ่ที่สามารถทำให้ STPI เปลี่ยนพื้นฐานรายได้ให้มั่นคงขึ้นอย่างมากแล้ว อนาคตก็สามารถมีการต่อยอดทางธุรกิจได้อีกด้วย โครงการนี้ผมลุ้นมากๆจริงๆครับ อยากให้เกิด

ตอนนี้ได้แต่หวังว่า STPI จะได้ New S-Curve ใหม่ ที่มาช่วยเติม Recurring Income ให้มีความมั่นคงมากขึ้น ในขณะที่งานรับเหมาพิเศษที่ทำอยู่ก็ยังคงทำเป็นปกติเหมือนเดิม ทำให้มีรายได้และกำไรที่โตมากขึ้น และลดความเสี่ยงของความไม่แน่นอนในธุรกิจรับเหมา และยิ่งถ้าธุรกิจใหม่ๆที่ STPI ทำขึ้นเป็นเกี่ยวกับ Trend ของโลกทั้งด้านพลังงานสะอาด และเทคโนโลยี่ด้วย น่าจะเป็นผลดีในระยะยาวให้กะบ STPI อย่างมาก น่าติดตามพัฒนาการของ STPI ต่อจากนี้ไปครับ
โควท
"การหลอกคนร้อยคนให้เชื่อ นั้นง่ายกว่าการสอนคนหนึ่งคน ให้เข้าใจ"
A445838

Re: HMPRO

โพสต์ที่ 15

โพสต์

phpBB [video]


ภาพรวมธุรกิจและกลยุทธ์
HomePro เป็นผู้นำในธุรกิจค้าปลีกวัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์ โดยนำเสนอสินค้าและบริการเกี่ยวกับบ้านแบบครบวงจร ธุรกิจหลักของบริษัทแบ่งออกเป็นหลายรูปแบบเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน
  • HomePro: เป็นรูปแบบหลักที่บริษัทมุ่งเน้น มีจำนวนสาขาเกือบ 100 แห่งทั่วประเทศ สัดส่วนรายได้หลักกว่า 80% มาจาก HomePro ซึ่งจำหน่ายสินค้าครบครัน ตั้งแต่กระเบื้อง สุขภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนถึงบริการติดตั้งครบวงจร ลูกค้าหลักคือเจ้าของบ้านที่ต้องการเลือกของและทำการตกแต่งหรือปรับปรุง
  • Mega Home: ธุรกิจนี้ถูกพัฒนาขึ้นภายหลัง โดยมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าช่าง ผู้รับเหมา และลูกค้าเชิงพาณิชย์ เช่น การสร้างอพาร์ตเมนต์หรือห้องพัก Mega Home ขายสินค้าวัสดุก่อสร้างที่ HomePro ไม่มี เช่น เหล็ก ปูน และหลังคา ปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 17-18% ของยอดขายรวม และยังคงมีโอกาสในการขยายตัวสูงโดยเฉพาะในพื้นที่อุตสาหกรรมและชายแดน
  • HomePro S: เป็นสาขาขนาดเล็กที่เน้นความสะดวกสบาย มักตั้งอยู่ในศูนย์การค้าหรือคอมมิวนิตี้มอลล์ ปัจจุบันมี 4 สาขา
โครงสร้างรายได้และโอกาสการเติบโต
สินค้าหลักของบริษัทแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มใหญ่ โดยแต่ละกลุ่มมีสัดส่วนรายได้ใกล้เคียงกันที่ประมาณ 20% ซึ่งรวมถึง กลุ่มห้องน้ำ (เซรามิก สุขภัณฑ์) กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า กลุ่มของตกแต่ง กลุ่มครัว และกลุ่มฮาร์ดแวร์

บริษัทไม่ได้พึ่งพาตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นบ้านใหม่มากนัก โดยยอดขายจากบ้านใหม่คิดเป็นไม่เกิน 20% ของยอดขายทั้งหมด ลูกค้าหลักคือตลาดบ้านเก่าที่ต้องการปรับปรุง ซ่อมแซม และเปลี่ยนสินค้าทดแทน ซึ่งกลุ่มนี้เป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีบ้านกว่า 30 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศ การเติบโตในระยะยาวจึงผูกอยู่กับวงจรชีวิตของบ้านที่ยังคงต้องมีการซ่อมบำรุงอยู่เสมอ แม้การขยายตัวของเมืองจะช้าลง

บริษัทตั้งเป้าหมายขยายสาขารวม (HomePro และ Mega Home) ให้ได้ประมาณ 170 สาขา ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า

ความได้เปรียบในการแข่งขันและการเพิ่มอัตรากำไร
HomePro ใช้กลยุทธ์การสร้างความแตกต่างผ่านบริการครบวงจร (Service) และการบริหารจัดการอัตรากำไร
  • บริการ (Service): HomePro พัฒนาระบบบริการช่างมานานกว่า 10 ปี เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการความสะดวกสบายและความมั่นใจในมาตรฐาน บริการเหล่านี้รวมถึงการติดตั้ง การซ่อมบำรุง (เช่น ล้างแอร์) บริการฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง (Emergency Service) และแม้กระทั่งบริการแม่บ้านหรือตรวจรับบ้าน การบริการที่ครอบคลุมนี้ช่วยสร้างความผูกพันกับลูกค้า (Customer Lifetime Value) และเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันกับร้านค้าขนาดเล็กหรือการทำ DIY
  • อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin): การเพิ่ม GPM มาจากสองส่วน
    • House Brand (Private Brand): สินค้า House Brand มีอัตรากำไรสูงกว่าสินค้าแบรนด์ทั่วไปประมาณ 10-15% บริษัทเน้นคุณภาพ การออกแบบ และราคาที่ยอมรับได้ โดยมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วน House Brand เป็น 25% ภายใน 3-5 ปี ซึ่งจะช่วยเพิ่ม GPM รวมได้ประมาณ 0.5-1.0%
    • การบริหารสินค้าบุคคลที่สาม: บริษัทใช้เทคนิคการซื้อที่ได้เปรียบเชิงปริมาณ (Volume) และการจัดหาสินค้าใหม่ๆ ที่มีอัตรากำไรที่ดีขึ้นเพื่อมานำเสนอแก่ลูกค้า
ฐานะทางการเงินและความเสี่ยง
HomePro มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง มีหนี้สินที่จัดการได้ และมีกระแสเงินสดดี หากเกิดปัญหาทางสภาพคล่อง บริษัทสามารถคืนหนี้ได้ภายในหนึ่งปี นอกจากนี้ยังมีการจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูง

ความเสี่ยงหลัก: การแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกยังคงเข้มข้น โดยเฉพาะการเข้ามารุกตลาดของสินค้าที่ขายผ่านช่องทางออนไลน์ สิ่งนี้สร้างแรงกดดันต่ออัตรากำไรขั้นต้น โดยเฉพาะสินค้าชิ้นเล็กที่ไม่ต้องพึ่งพาบริการติดตั้งหรือซ่อมแซม บริษัทจำเป็นต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านบริการเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งคาดว่าอัตรากำไรสุทธิในระยะยาวจะคงอยู่ในระดับปัจจุบัน โดยมีรายได้รวมเติบโตจากการขยายธุรกิจ Mega Home และการให้บริการที่ครอบคลุมมากขึ้น
สำหรับการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ (มาเลเซีย) ถือว่ายังเป็นส่วนน้อย เนื่องจากธุรกิจค้าปลีก Home Improvement มีลักษณะเป็นธุรกิจภายในประเทศ (Domestic Business) ที่ต้องอาศัยความเข้าใจในพฤติกรรมลูกค้าและห่วงโซ่อุปทานในแต่ละประเทศอย่างลึกซึ้ง ทำให้การขยายตัวในตลาดต่างประเทศเป็นเรื่องที่ท้าทายและไม่สามารถทำได้ง่ายเหมือนกับการคัดลอกรูปแบบธุรกิจ (Copy-Paste)
โควท
โพสต์โพสต์