โพสต์ยอดนิยม

ตลาดหุ้นโลกถูกครอบงำโดยหุ้นยักษ์ 10 ตัว/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า ลงทุนหุ้น VI เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก

โพสต์ โพสต์
ภาพประจำตัวสมาชิก
tapattan
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 701
ผู้ติดตาม: 98

Re: ICHI

โพสต์ที่ 1

โพสต์

SHINESTOCK ☀️ อิชิตัน ร่วมสู้!! ฟื้นฟูหลังน้ำลด
.
หลังส่งทีมลงพื้นที่ล่วงหน้า วันนี้ผมบินตรงจากเชียงใหม่มาหาดใหญ่ เพื่อเห็นสถานการณ์ด้วยตาตัวเอง ประสบการณ์ที่แม่สายสอนผมว่า "หลังน้ำลด งานจริงเพิ่งเริ่ม"

รถแบ็คโฮ รถดัมพ์ และรถฉีดน้ำแรงดันสูงที่ลงพื้นที่ก่อนหน้า พาผมไปดูงานเคลียร์กองภูเขาขยะ–ฟื้นฟูพื้นที่ ที่ชาวบ้านลุยเองไม่ไหว

เราจะทำให้เร็วที่สุด เพื่อให้ทุกคนกลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนเดิมเร็วที่สุด

ผมเห็นขนาดของความเสียหายแล้วเข้าใจทันทีว่าคนหาดใหญ่รู้สึกยังไง แต่หวังว่าสิ่งที่เราทำ จะเป็นกำลังใจให้หาดใหญ่ลุกขึ้นสู้อีกครั้ง

ขอแสดงความเสียใจต่อผู้สูญเสียทุกคนครับ

.
SHINESTOCK ☀️
#SHINESTOCK #SET #หุ้นไทย #ตลาดหลักทรัพย์ #หุ้น #ICHI #อิชิตัน #ฟื้นฟูหาดใหญ่
1765262098905.jpg
1765262103530.jpg
1765262106698.jpg
1765262108757.jpg
1765262115246.jpg
โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
pop5888
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1513
ผู้ติดตาม: 830

Re: KLINIQ

โพสต์ที่ 2

โพสต์

S__48734212.jpg

https://www.facebook.com/share/r/1AivpjGPt4/

Acne Labs Clinic แบรนด์น้องใหม่ของ KLINIQ

เท่าที่เข้าใจ เปิดที่ Siam Square One ชั้น 6 
ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ของ L Clinic 
แต่พอดี L Clinic ได้ทำเลใหม่ที่ชั้น 1 
บริเวณชั้น 6 เลยจ่ายค่าเช่า แต่ก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์มาหลายไตรมาส 
ดังนั้นพอเปิดจะมีต้นทุนพนักงาน+แพทย์เข้ามาเพิ่ม (คลินิกสิวไม่น่าจะมีเซล) 
แต่ค่าเช่าไม่ได้เพิ่ม ดังนั้นหากรายได้มา ก็จะทำให้อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มได้ง่าย

หากให้วิเคราะห์ธุรกิจนี ก็คือ การเก็บกลุ่มที่ช่วงอายุน้อยลงไปอีก 
และ ก็ไม่ Canabalize ธุรกิจเดิมด้วย 
ใช้เงินลงทุนน้อย และ อัตรากำไรที่สูง ก็เป็นอีก move ที่น่าติดตามครับ
โควท
EAKEPON
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 461
ผู้ติดตาม: 62

Re: KAMART

โพสต์ที่ 3

โพสต์

Atipa ขาย เสื้อ และ สินค้าอื่นๆ 

ได้ 8 ล้านชิ้น ใน tiktok  ครับ
1000014683.jpg
1000014682.jpg
1000014680.jpg
โควท
"มันเป็นเช่นนั้นเอง"
ภาพประจำตัวสมาชิก
zhoyun113
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 110
ผู้ติดตาม: 84

Re: KAMART

โพสต์ที่ 4

โพสต์

KARMART จับมือ ATIPA ปั้น “ATP beauty”
 
1.https://www.facebook.com/story.php?stor ... 5p70CAylIk
Creadit ลงทุนเกิรล์ครับ
2. เพิ่มเติมข้อมูลครับ ATIPA จะดังใน TIKTOK ครับ 1 เดือน ยอดจะขายได้ 60-70 ล้านครับ   ยอดขายอยู่อันดับ 6-10 ของ TIKTOK ครับ  
Credit KLOADATA ครับ
595339091_1415288006871002_5909130517170982069_n.jpg
Screenshot 2025-12-09 173500.png
โควท
Thai VI ComVisit
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 689
ผู้ติดตาม: 691

Re: KLINIQ

โพสต์ที่ 5

โพสต์

DSC00181.jpg

Company Visit “KLINIQ” วันที่ 1 ธ.ค. 68
KLINIQ: บริษัท เดอะคลีนิกค์ คลินิกเวชกรรม จำกัด (มหาชน)

คณะผู้บริหารที่ให้ข้อมูลและตอบคำถาม
• คุณวีระศักดิ์ สินทรัพย์ไพบูลย์ – กรรมการผู้จัดการ
• คุณอธิคม วงศ์ส่องจ้า – ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านบัญชีและการเงิน 
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
[เกริ่นนำ] 

งบไตรมาส 3/2568
รายได้ 877 ล้านบาท +17% YoY  รายได้รายไตรมาสยังคงทำจุดสูงสุดใหม่ จาก SSSG +8.10 % YoY และ รายได้จากสาขาใหม่ 10 สาขา ซึ่งเพิ่มมาจาก LabX , Surgery ที่มี margin ต่ำกว่า The Klinique

ยอดขายแบ่งตามแบรนด์ และ เปรียบเทียบ Q-Q
The_Kliniqueue รายได้ 490 ล้านบาท -0.39% QoQ 
LabX รายได้  222 ล้านบาท +14.21% QoQ
Surgery รายได้ 137 ล้านบาท -7.05% QoQ
รายได้ที่ลดลงจากหมอ Magnet 1 ท่านที่ลาคลอดเต็มไตรมาสในไตรมาส 3/2568 ปัจจุบันกลับมาทำงานแล้ว
L_Clinic รายได้ 29.23 ล้านบาท +113.98% QoQ

ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น เป็น 444 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22%
กำไรขั้นต้น 433 ล้านบาท คิดเป็น อัตรากำไรขั้นต้น 49.35% 
ลดลงจาก 50.79% QoQ แต่เพิ่มขึ้น 22% Y-Y

ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร:
สําหรับไตรมาส 3 ปี 2568 เท่ากับ 330.05 ล้านบาท 
เพิ่มขึ้น 12.2% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน เนื่องจากรายได้จากการขายและบริการ
 ปรับตัวเพิ่มขึ้นในอัตราที่ตํ่ากว่าการเพิ่มขึ้นของรายได้เนื่องจากการ
ควบคุมค่าใช้จ่ายการตลาดและค่าใช้จ่ายในการขาย

ค่าคอมที่ให้กับ Labx น้อยกว่า Klinique
สาขาที่เปิด Labx net margin สูงกว่า Klinique
Klinique เปิดมา 16 ปี แต่ LabX เปิดมา3ปี 
ทำให้ช่วงเปิด LABX ใหม่ๆ net margin dropลง (เจอค่าเสื่อม และ รายได้ช่วงแรกน้อย)
พอรายได้เพิ่มมากขึ้น ทั้งgroupตอนนี้รายได้เพิ่มขึ้น

เราออกแบรนด์ใหม่ L เปิดปีที่แล้ว แต่ค่อยๆscaleในปีนี้
ช่วงที่จะเห็น GP , NP เพิ่มขึ้นทั้งกลุ่มน่าจะปลายปีหน้า


GPM driver:
1.Price : ราคาแต่ละหัตถการไม่เท่ากัน
2.Fixed Cost : ค่าเช่า ค่าเสื่อม
3.Variable cost :  หลัก เครื่องมือแพทย์
แปรตาม product mix เวลา GP ลดลง 
Actual selling price ราคาตามหัตถการ 
Perceive price ราคาที่สื่อสารกับผู้บริโภค  คนที่ใช้ประจำ ถ้าราคาต่างกัน 50%ก็ไม่ไหว
ราคาที่จบจริงจะต่างไป 
ธุรกิจความงามมี100รายการ มีpromotionแล้วแต่กำหนด และให้ทำเพิ่มในส่วนราคาปกติ
ลูกค้าซื้อitem a ถูก แต่ ซื้อitem B, C ราคาปกติ ทำอย่างไรให้ลูกค้าอยู่กับเราได้นาน
4.Product Mix
พยายามให้ลูกค้าเก่าใช้บริการ 5 หัตถการ ให้ลูกค้าพยายามใช้จ่ายเพิ่มขึั้น
กลุ่ม ฉีด Biostimulator ซึ่ง margin ต่ำ ต้นทุนขึ้นกับราคายา  มี negative impact กระทบ margin เราต้องบริหารจัดการ
Variable cost : ยา ราคาไม่ค่อยขึ้นเลย

ยอดขายจากโต 30% เหลือ 10%ปลาย ทำให้ SG&A/Sales จะลดลงเรื่อยๆ
ปีนี้ เรายังคงเป้าเดิม ยอดขาย 3,500 ล้านบาท การเติบโต 17-18% NP น่าจะจบใกล้ๆ 11% 
ทำไมกระโดดใน Q4 เพราะเรามี fix cost ระดับนึง ถ้ารายได้เพิ่มขึ้นถึงระดับนึง กำไรลงที่ Bottom line หมด

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
[ช่วง Q&A]
 

Q1: รายได้ ตค, พย All Time High (ATH) ไหม เดือน ธค เป็นอย่างไร?
A1: ตัวเลขยอดขาย ตค ATH แต่รายได้ยอดใช้ จะรอปิดบัญชี คาดว่า ธค จะ ATH


Q2: ยอดขาย 3500 ลบ แสดง Q4 ATH Q3 GP 50% ดังนั้น Q4 ตัวเลขน่าจะโตมาก?
A2: Q4 น่าจะรายได้ 1000 ลบ รายได้ เพิ่มเยอะ มีFix cost ดังนั้น GP เพิ่มมากกว่า 50%, 
SG&A ต่ำกว่า Q3 ทำให้ทั้งปี จบที่ 11%


Q3: สาขาชิดลม เห็น Klinique รายได้ไม่เติบโต เลย convert สาขาเพราะอะไร?
A3: เครื่องมือแพทย์ราคาค่อนข้างสูง ก็เลยย้ายเครื่องไปสาขาอื่นเพื่อutilize และปิดสาขาที่ไม่ทำกำไร ก่อนปิด จะconvert to Labx ก่อน


Q4: Labx วางเป้าอย่างไร?
A4: การเติบโต ปีนี้ 60% ปีหน้า 40-50% ก็ยังเห็น 2-3ปี ถ้ายัง work ก็ยังเปิด Labx เพิ่ม
ขนาดตลาดของ LabX จะใหญ่กว่า Klinique แน่นอน โดยรายได้(spending)ต่อคนน้อยกว่า แต่ จำนวนคนมาใช้บริการมากกว่า The Klinique ขายของแพง แต่ลูกค้ายอมจ่าย จำนวนสาขาระยะยาว จะน้อยกว่า LABX ,  Spending ต่อปี  Klinique > 3เท่าของ LABX LabX เน้นหาลูกค้าให้เยอะที่สุด ส่วน Klinique เน้นลูกค้ามาใช้บริการให้เยอะสุด


Q5: strategy The Klinique มีแผนชัดเจน หรือ มีtime line?
A5: อยู่ใน Road map กำลังทดสอบอยู่ ถ้าเป็นลูกค้า จะเห็นบางโปรแกรม เช่น  หัตถการที่ไม่เหมือนที่อื่น หาซื้อที่อื่นไม่ได้ และ Exclusive program generate รายได้ในอนาคต ความต่างก็คือ ลูกค้าไม่สามารถcompareราคาได้ เพราะ บางโปรแกรมไม่เหมือนกัน


Q6: ดูจากแผนการขยายสาขาในปีหน้าไม่เยอะ ทำไมไม่ซื้อหุ้นคืน เพราะเห็นในงบมีเงินสดเหลือเยอะ?
A6: อยู่ในการพิจารณาครับ


Q7: ปีหน้าขยายไม่เยอะ จะเปิดกี่สาขา brand ไหนบ้าง?
A7: ปกติ 10 สาขาต่อปี เป็นไปได้ ว่า ขึ้นกับ Landlord offer มา Labx เปิดใหม่เยอะกว่า


Q8: อัลเธอร่า ยิงปีละครั้ง จะทำให้เพิ่มยอดได้ไหม?
A8: ส่วนตัวคิดว่า ยากที่ยิงมากขึ้น เนื่องจาก nature ไม่อยากให้ relationship กับลูกค้า โอกาสทำครั้งนึงแล้วได้นาน


Q9: กังนัมคลีนิค ราคาเป็นอย่างไร เทียบเท่ากับ แบรนด์ไหน?
A9: กลุ่ม Aesthetic skin นั้น variety ค่อนข้างกว้าง  เปรียบเทียบเฉพาะขน กังนัม manage ด้วยขน ซึ่งเปรียบเทียบกับ Labx ได้ แต่ LabX จะไปstrong เรื่องอื่นมากกว่า กำจัดขน ดังนั้นเวลาเปรียบเทียบ brand ชน brand  จะดูหัตถการ และ แบรนด์มากกว่า แต่ละคู่แข่ง มี strength ไม่เหมือนกัน 


Q10: L อาจไม่ใช้ ขน เป็นตัวดึงคนเข้ามา แต่เป็นหน้าที่พนักงานขาย ที่ต้องเสนอสินค้าหลากหลายให้ลูกค้า


Q11: สอบถาม capital allocation : แผน ซื้อหุ้นคืน?
A11: ปัจจุบัน กำลังขยายการเติบโตผ่านเปิดสาขา ถือว่าดี การที่เราอาจขยายสาขาเยอะ เลยถามการใช้เงินทุน A: priority ขยายสาขาก่อน แต่B: ซื้อหุ้นคืน กำลังรอพิจารณา หลังดูcash flowไม่กระทบoperation


Q12.ทำไมขยายแค่ 10 สาขาต่อปี?
A12: เรามีแผนซื้อเครื่องมือใหม่ๆ ลงสาขาเดิม หลายสาขาลงเครื่องมือไม่เต็ม เลยต้องเผื่อเงินไว้


Q13: การขยายสาขา Labx มีแผนไปต่างจังหวัดมากกว่า 2 สาขาที่เปิดไปแล้วไหม?
L รายได้ Wrap up น้อยกว่า เราจะขยายLไปทางทิศไหน?
A13: L เป็นแบรนด์ที่3 เห็นใครperformที่ดี ทำไมL ไม่scaleสักที เพราะเราอยากทดสอบให้มั่นใจก่อน Result marketing campaign ยังไม่fully 


Q14: Labx จะคืนทุนจากเรื่องอะไร?
A14: brand คนรู้จักมากขึ้น เวลาเปิดใหม่คนเดินเข้ามากขึ้นภาพใหญ่ไม่ลดลง แต่มีสวิงในเดือน


Q15: การแข่งขันค่อนข้างสูง เรามีวิธีรับมืออย่างไร?
A15: การแข่งขัน ไม่รู้สึกว่าสูง เพราะสูงมาตั้งแต่นาน ลูกค้า ได้ใบโบรชัวร์หลายเจ้า
ส่วนตัวไม่เห็นว่ามากขึ้น


Q16:  ค่าเช่าเท่ากัน ทั้งสองแบรนด์ แต่ Labx ขนาดพื้นที่เล็กกว่า


Q17: การดูแลลูกค้าเก่า %revenue ควรจะน้อยกว่า ลูกค้าใหม่ 
แต่แบรนด์ที่เกิดใหม่ ค่าใช้จ่ายจะสูงกว่า


Q18: เราบริหาร3แบรนด์ รวมกันเพื่อตีคู่แข่ง


Q19: โจทย์ เราไม่ได้ห้ามลูกค้าย้ายสาขาหรือแบรนด์
เมื่อก่อน ทำKlinique แต่ยังไม่มี Labx บางที เขาอาจจะเหมาะกับLabxมากกว่า


Q20:  cost of good sold : Fixed cost 
ภาพรวมไม่ใช่ good indicator ต้องแบ่งสาขาตามคลัสเตอร์ที่ดู
สิ่งที่ทำ คือ แปรเป็นเป้าขายของแต่ละเดือน


Q21: มีแผนขยาย The Klinique หรือ เพิ่มยอดขายอย่างไร?
A21: เข้าใจลูกค้า ทำให้เราmonitor แบรนด์ 


Q22: การแตกแบรนด์ ในอีก 5 ปี มีกี่แบรนด์?
A22: เราไม่ได้ตั้งว่ามีกี่แบรนด์ กลุ่มลูกค้าใหม่ ต้องดูที่ตลาด ถ้ามีopportunity ไม่เสียลูกค้าอาจมีแบรนด์มาจับ


Q23: ช่วงเศรษฐกิจไม่ดี จะมีผลต่อการมาใช้บริการไหม?
A23: ส่วนแรก เศรษฐกิจ จะมีผลต่อการจับจ่ายไหม ส่วนใหญ่ปัญหามาจาก internal
Execute ไม่ได้ง่าย เช่น ให้ ค่าคอมเยอะ  แต่การขายจริง ขึ้นกับฝ่ายขายถนัดอะไร
หรืออยากขายที่เป็น ค่าคอมเยอะ


Q24:  มี sales ออกไหม?
A24:  sales จะเอาสบายก็ไม่แฟร์กับบริษัท sales บางคนที่ออกไปแล้ว ก็มีบางคนอยากกลับมา


Q25: นโยบายที่เปลี่ยนเพิ่ม คาดหวัง outcome อย่างไร?
A25: Cash sales ตค new high เฉพาะ The Klinique 


Q26: รบกวนถาม The Klinique ในระดับ position : การมีฝ่ายขายดึงคนเข้าร้าน?
A26: ทำให้ประสบการณ์ของลูกค้าไม่ดี เราเริ่มใช้ตอนเปิดธุรกิจใหม่ ซึ่ง sales จะเข้าไปคุยกับลูกค้า ชวนซื้อโปรโมชั่น อันที่ดี คือ ใช้งบการตลาด ดีสุด เราไม่มีงบ เลย ใช้ sales มาช่วยการตลาด เราเริ่มconvert สาขาเป็น PR model Long term : พยายาม convert to PR Model


Q27: retention Kliniqueue , labx , L เป็นอย่างไร?
A27: Klinique 70%
L 30% 
LabX 50%
Retention เป็นรายหัวนับ ไม่ใช่รายได้
กลุ่มฉีด แต่ละแบรนด์ ไม่ได้แยก แต่นับเป็นครึ่งๆ


Q28: express สีฟ้า คล้ายกับแบรนด์ไหนของเรา?
A28: L


Q29: ตอนนี้ พัฒนาการของเครื่อง เป็นอย่างไร แนวโน้มจะแข่งกับ US ไหม?
A29: หมอเติ้ลมีความกังวลว่า การวิจัยถ้าไม่นานพอ ดังนั้นไม่อยาก take risk แต่ไม่ได้ปิดกั้น ไปสัมมนาติดตามอยู่


Q30: slide หมายถึง labx , Klinique ใช่ไหม?
A30: ใช่ครับ LabX Q ละ  500 ลบ , Klinique Q ละ 200 ลบ แต่ฐานรายได้เท่ากัน


Q31: ตัวงบกิจกรรม ฝั่งศัลยกรรม GP 42% แต่อุตสาหกรรม GP 50% ++ สามารถปิด Gap ได้ไหม เราทำได้ต่ำกว่าคู่แข่งเยอะ?
A31: Klinique จับลูกค้ากลุ่มบน ความสำคัญของหมอมากกว่าskin
ศัลยกรรม เน้นหมอเป็นหลัก เราใช้แพทย์เฉพาะทางเท่านั้น
แพทย์ผ่านเคสมาเยอะ มีผลต่องบการเงิน ค่ารักษาไม่ควรต่อรอง
ในระยะกลาง ยาว จมูก หน้าอก รายได้เพิ่มขึ้นมาค่อนข้างดี
อจ แพทย์ จะคุยเรื่องปรับราคาเพิ่มขึ้น เพราะ คิวแพทย์เพิ่มขึ้น
เรามีหมอแถว2ที่ยังเป็นแพทย์เฉพาะทางแต่ประสบการณ์อาจไม่เท่ากับ อจ แพทย์ ซึ่งถือเป็นรายได้หลัก
ศัลยกรรมหน้าอก margin ต่ำ ทำให้ โตส่วนนี้ได้ และ ในระยะยาวจะโตด้วย หัตถการที่เป็นmass, ต้นทุนต่ำกว่ามากขึ้น จะทำให้ NP เพิ่มขึ้น


Q32: ปกติเราจะdrive profit โดยหาลูกค้าใหม่ หรือ ลูกค้าเดิมใช้มากขึ้น เลือกอันไหน เพราะอะไร
Criteria แบบไหน?
A: การดูแลกลุ่มลูกค้าเก่า 
1.ก็ทำอย่างไรให้มาบ่อย 
2.ใช้บริการต่อปีให้มากขึ้น 
น้ำหนัก จะเปลี่ยนด้วยตนเอง รูปแบบตามบริษัท
1.Klinique จะเน้นลูกค้าเก่า ซึ่งไม่เหมือนกับดูแลลูกค้าเก่าLabx
2.Labx จะทำอย่างไร ให้convert ลูกค้าใหม่เป็นลูกค้าเก่า


Q33: ธุรกิจ Aesthetic เป็นกระแสนิยม differentiation ต่ำ จะกลายเป็นcommodity
ตลาดโดยรวมจะโต แต่ราคาลดลงไหม?
A33: เทียบกับเกาหลี ถ้าผู้เล่นไม่ทำอะไร ก็จะเหมือนเกาหลี แข่งที่ราคา margin หายหมด ดังนั้น เราทำหลายแบรนด์ และ The Klinique Low cost model :คู่แข่งจะเลือกอันนี้ เราในฐานะผู้นำจะเอาแบรนด์ไหนไปแข่ง เราต้องทำสองทาง คือ low cost แต่ไม่ใช่ low margin


Q34: อัลเธอรา ไพรม์ ก็ไม่อยากdrive?
A34: จะมีเจ้าของยา หรือ เจ้าของเครื่อง เข้าไทย เช่น อัลเธอรา มาเลือกทำร่วมกับเรา


Q35: นักศึกษาอาจไม่ชอบเราเป็นอันดับ1?
A35: เห็นด้วย และ ยอมรับ ตลาด Fragment กลุ่มนี้ อยากได้ลูกค้าเป็นนักศึกษา ทำอย่างไร ให้L เปิดเพิ่ม ทำ campaign กับ Klinique


Q36: โดย design เราแยกทีมออกจากกัน เพราะการตลาดเป็นศิลปะ เลยแยกทีมอย่างชัดเจน ถ้าใครตาม ทั้ง 2 ทีม ทำการตลาดไม่เหมือนกัน L น่าจะทำได้ดีกว่านี้ ตอนนี้มี 40 กว่าคน ที่ทำรวมทุกแบรนด์


Q37: เข้าใจ ว่าใช้แพทย์วน มีวิธีการอย่างไร?
A37: เรา build brand โดย ไม่ยึดติดกับหมอ แต่ก็มี happy กับคุณหมอ ก็ลงวันที่หมอเข้า


Q38: Q4 SG&A เยอะ?
A38: ปีที่แล้ว write off 10 MB มาจากการปิดสาขา


Q39: Labxไปได้ดีกว่าหรือไม่?
A39: Lab X ราคาถูก และ ลูกค้าเยอะกว่า The Klinique


Q40: มีการร่วมมือกับบริษัทยาเพื่อควบคุมต้นทุน?
A40: ไม่ใช่ควบคุมต้นทุน กลยุทธ์แต่ละแบรนด์ มีโจทย์ของตัวเอง ถ้าโตต่อเนื่อง GP, NP ก็ไปด้วยดี


Q41: ฐานลูกค้าของแต่ละแบรนด์เป็นอย่างไร?
A41: แบ่งฐานลูกค้าตามแบรนด์ The Klinique เน้นกลุ่มลูกค้ามีกำลังซื้อสูง เน้นคุณภาพและบริการ ลูกค้าเก่า 70% Labx เน้นกลุ่มลูกค้าใหม่เป็นคนทำงาน แต่เน้นคุ้มค่ากับราคาที่จ่าย ลูกค้าเก่า 50% L Clinic เน้นนักศึกษา เด็กกว่า ชอบลองใหม่ ๆ ทดลองใช้ดู ลูกค้าเก่า 30%


Q42: รายได้ ที่คิดกับคน ต่างประเทศ กับ ไทย ไม่ต่างกัน 


Q43: มีแผนการขยาย อย่างไร?
A43: กลุ่มลูกค้า 10% สำหรับต่างประเทศ เรา conservative ลองกับลูกค้าต่างชาติ ในช่วงที่ต่างชาติหายไปเยอะ ปีหน้าจะเห็นชัดว่าทำอะไรบ้าง


Q44: Technology ทำถอนขนรักแร้ทำได้อยู่แล้ว


Q45: พึ่งซื้อคอร์ส ตค และ พย จะคิดอย่างไร?
A45: ขึ้นกับpackage เช่น อัลเธอรา ใช้ปีละครั้ง


Q46: Wellness เป็นอย่างไรบ้าง?
A46: เราไม่ได้ขยายช่วงนี้


Q47: Thai skincare, cosmetic พวกเราทำได้ดี ไม่พึ่งภาครัฐ เทรนต่างชาติมาแน่
ต่างชาติsearch เรื่องพวกนี้เยอะ เทรนมาแน่


Q48: การแข่งขันไม่น้อยลง แต่แข่งด้วยวิธีเดิมๆไม่ได้ผล ผู้บริโภคเข้าใจมากขึ้น


Q49: ตลาดจะ consolidate ไหม?
A49: ไม่คิดว่า consolidate เพราะ ธุรกิจ High margin หมอก็จะเปิดเองก็ได้ 
แต่อาจมีหลายแบรนด์ Conner group


Q50: เกาหลีถือเป็นคู่แข่งไหม ชักชวนดาราไปทำ?
A50: มองว่าเป็นคู่แข่ง และ คู่คิด เพราะเรามี partner ด้วย หลายเจ้ามองหา partner
วงการศัลยกรรมเกาหลีทำให้ตลาดใหญ่ขึ้น คนยอมรับมากขึ้น


Q51: มีผิดแผนสำหรับคุณบอยไหม รายได้เติบโตจริง แต่สะท้อนไปที่ราคาหุ้น sideway down อะไรที่ผิดแผน หรือ คู่แข่งaggressive ขึ้น?
A51: The Klinique ควรdrive เรื่อง mix product ภายในก็drive ทีมงานให้ได้เป้า มีความสะดุด เรื่องการตั้ง รพ และ จัดหมอมาเข้าเวร ไม่ได้scale ได้เร็ว


Q52: ตลาดให้ expectation ตามที่ผู้บริหารให้มา เรามอง aggressiveไป ใช่ไหม ทำให้ตัวเลขพลาดเป้า?
A52: ที่ทำได้ดี คือ Top line (รายได้) แต่ไม่ดี คือ GP ลงไป เน้น The Klinique (Aesthetic)


Q53: พนักงาน ฝ่ายขาย หมอ มีการเทรน สิ่งนึงคือ มีการซื้อตัว มี incentiveอะไร ทำให้อยู่กับเราต่อเนื่อง?
A53: ปกติ sales ทำยอดขายเดือนนี้ reflect incentive เดือนหน้า ต่อไปจะเป็น L/T มากขึ้น deliver ใน L/T EJIP(โครงการร่วมลงทุนระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง) ยังไม่ถึง  แต่ มี ESOP (การเสนอขายหุ้นให้กรรมการหรือพนักงาน) สำหรับฝั่ง รพ 


Q54: cash conversion ดูdropลง ช่วยขยายความ?
A54: ปกติ เทอมการค้าไม่เปลี่ยน แต่ inventory อาจเพิ่ม 


Q55: character คุณอั้ม อยู่ในทิศทางเหมือนเดิม ค่าใช้จ่ายต่อปีเท่าไหร่?
A55:  contract ทุก 2 ปี รายได้ไม่เปิดเผย Direction ถ้าไม่ใช่คุณอั้ม คนต่อไปคือใคร ซึ่งคุณอั้ม เป็นระดับตัวแม่ เราไม่ได้ปิดกั้น ถ้ามีคนไหนมาแทนได้ก็ Ok เราอาจทำ layer 2,3 ช่วย แต่จะให้คุณอั้มไปอีก 10 ปีก็ไม่ใช่

Q56: สาขาที่หาดใหญ่ เป็นอย่างไรหลังเจอน้ำท่วม?
A56: สาขาที่หาดใหญ่ ไม่เสียหายแต่ลูกค้าเข้าไม่ได้

-----------------------------------------------------------------------------------


ข้อมูลทั้งหมดสรุปจากกิจกรรม Company Visit “KLINIQ” หากมีข้อมูลผิดพลาดประการใด ทาง ThaiVI ต้องขออภัย ณ ที่นี้นะคะ
โควท
ขอแสดงความนับถือ
ทีมงาน Company Visit
A445838

Re: ICHI

โพสต์ที่ 6

โพสต์

phpBB [video]


ICHI เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนจากเงินปันผลอย่างต่อเนื่องและสูง เนื่องจากบริษัทสามารถจ่ายเงินปันผลได้ในระดับ 8-9% ซึ่งเป็นอัตราที่หาได้ยากในตลาดปัจจุบัน อัตราการจ่ายเงินปันผลของบริษัทอยู่ในระดับสูงถึง 80-90% ของกำไร

โครงสร้างธุรกิจและความสามารถในการทำกำไร
ตลาดหลักของบริษัทคือตลาดชาเขียวพร้อมดื่ม ซึ่งจัดว่ายังเป็นตลาดที่มีการเติบโต และความเข้มข้นของการแข่งขันไม่รุนแรงเท่ากับตลาดเครื่องดื่มอื่น ๆ ตลาดนี้มีลักษณะเป็นกึ่งผูกขาด (Quasi-Monopoly) โดยมีผู้เล่นหลักเพียงสองราย ซึ่งไม่ได้แข่งขันกันอย่างดุเดือดจนเกินไป ทำให้บริษัทสามารถรักษาอัตรากำไรที่ดีได้อย่างต่อเนื่อง

ในอดีต 4-5 ปีที่ผ่านมา ตลาดชาเขียวพร้อมดื่มมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี แต่ในปีนี้ (2565) ภาพรวมตลาดติดลบเล็กน้อย เนื่องจากผลกระทบระยะสั้นจากสภาพอากาศที่เย็นกว่าปกติ อย่างไรก็ตาม หากสภาพอากาศกลับมาสู่ภาวะปกติในปีถัดไป ยอดขายก็คาดว่าจะฟื้นตัวกลับมาเติบโตได้ตามปกติ

กลยุทธ์การเติบโตและการกระจายสินค้า
บริษัทได้ขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ไปยังตลาดใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น น้ำด่าง ซึ่งเริ่มมีปริมาณยอดขายเข้ามาช่วยชดเชยผลกระทบจากยอดขายชาเขียวในปีที่ผ่านมา การดำเนินการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการก้าวเข้าสู่ธุรกิจเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพมากขึ้น นอกจากนี้ บริษัทยังมีการออกสินค้าที่เป็น Value for Money โดยปรับปริมาณและราคาให้เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า ซึ่งช่วยให้ยอดขายสามารถกระเตื้องขึ้นได้

สำหรับธุรกิจใหม่ ๆ ที่อยู่ระหว่างการพัฒนา หากสินค้าประสบความสำเร็จก็จะช่วยเสริมการเติบโต แต่หากไม่ประสบความสำเร็จก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของบริษัทมากนัก

ทั้งนี้ บริษัทยังคงเผชิญความท้าทายในการเจาะตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง ซึ่งเป็นตลาดที่มีผู้เล่นหลักที่แข็งแกร่งครองอยู่ และการเข้าสู่ตลาดโชวห่วยในเซ็กเมนต์นี้ต้องอาศัยการลงทุนในระบบขนส่งของตนเอง

ความมั่นคงทางการเงินและนโยบายการลงทุน
จุดเด่นของบริษัทคือการที่ไม่มีแผนการลงทุนที่หนักหน่วง (Capital Expenditure) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนความสามารถในการจ่ายปันผลสูงอย่างต่อเนื่อง การเติบโตของบริษัทไม่ได้ขึ้นอยู่กับการลงทุนหนัก เนื่องจากบริษัทใช้โมเดลธุรกิจที่เมื่อกำลังการผลิตเต็ม ก็สามารถใช้การว่าจ้างผู้ผลิตภายนอกที่มีสัญญาผูกพันกันให้ผลิตสินค้าให้แทนได้ ซึ่งช่วยให้รายได้เติบโตได้โดยไม่ต้องมีการลงทุนมาก

มูลค่าที่เหมาะสม
บริษัทถูกประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 13.90 บาท โดยพิจารณาจาก PE multiple ที่ 13 เท่า การมีอัตราเงินปันผลในระดับ 8-9% ทำให้มีความเสี่ยงด้านราคาขาลง (Downside Risk) ที่จำกัดมาก และเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอในตลาดปัจจุบัน
โควท
Thai VI ComVisit
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 689
ผู้ติดตาม: 691

Re: VIH

โพสต์ที่ 7

โพสต์

LINE_ALBUM_Company Visit With ThaiVI 03.12.2025_251204_13.jpg
Company Visit “VIH” วันที่ 1 ธ.ค. 68
VIH: บริษัท ศรีวิชัยเวชวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน)

คณะผู้บริหารที่ให้ข้อมูลและตอบคำถาม
นพ.มงคล วณิชภักดีเดชา – กรรมการบริษัทและรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
ดร ศักดา ตั้งจิตวัฒนากร – ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน
นพ.กร ตาลทิพย์ - รองประธานกรรมการ
ผศ.นพ. บวรรัฐ วนดุรงค์วรรณ - กรรมการ
ภญ. ดร. ตีรวรรณ วนดุรงค์วรรณ -  รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
นส. ชลันธร ตระกูลวีรศักดิ์ - เลขานุการบริษัท (ผู้ดำเนินรายการ)
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
[เกริ่นนำ] 

1. กำหนดการกิจกรรม (ตลอดบ่าย)
•  13:00 น. – 14:00 น.: Executive Talk – คณะผู้บริหารบรรยายสรุปภาพรวมธุรกิจและผลการดำเนินงาน.
•  14:00 น. – 15:00 น.: Q&A – เปิดโอกาสให้ซักถามข้อสงสัย.
•  15:00 น. – 16:00 น.: Mini Open House (กิจกรรมไฮไลต์) – เยี่ยมชมพื้นที่ปฏิบัติการจริงและนวัตกรรมทางการแพทย์.

2. ไฮไลต์ Mini Open House
นายแพทย์กร ตาลทิพย์ ได้กล่าวแนะนำไฮไลต์ของเส้นทางการเยี่ยมชม:
1.ห้องฉุกเฉิน (Emergency Room): โรงพยาบาลเป็น ศูนย์ Trauma ที่รับส่งต่อในพื้นที่ โดยมีระบบงานฉุกเฉินครบวงจรและเครือข่ายที่สมบูรณ์. ปีนี้ได้นำระบบ TMS (Telemedicine System) หรือระบบการแพทย์ทางไกลมาใช้ด้วย.
2.เครื่อง MRI: เป็นเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งเป็นนวัตกรรมทางรังสีที่ให้ภาพละเอียดชัดเจน.
3.ห้องผ่าตัด: มีจุดเด่นคือการรักษาด้วย รังสีร่วมรักษา (Interventional Radiology). 
หมายเหตุ: การรักษาด้วยรังสีร่วมรักษาดีกว่าการผ่าตัดทั่วไปอย่างไร จะมีการนำเสนอไฮไลต์ก่อนเข้าเยี่ยมชม.

3. ข้อมูลและทิศทางการดำเนินงาน (Executive Talk)
ภาพรวมกลุ่มโรงพยาบาล
กลุ่ม รพ มี 4แห่ง ได้แก่ 
1.วิชัยเวช หนองแขม
2.วิชัยเวช สมุทรสาคร ห่างจาก วิชัยเวช อ้อมน้อย 24 Km
3.วิชัยเวช แยกไฟฉาย เป็นสาขาแรก เปิดเมื่อปี 2525
4.วิชัยเวช อ้อมน้อย
วิชัยเวชฯ อ้อมน้อยเป็นรอยต่อ 3 จังหวัด
1. แยกพุทธสาคร ก็เป็น จังหวัด สมุทรสาคร 
2. ถนนบรมราชชนนี จังหวัด นครปฐม  
3. หนองแขม กรุงเทพ

โครงการ รพ ใหม่ บริษัท วัฒนาเวชวิวัฒน์ จำกัด เนื้อที่ 19 ไร่ พื้นที่ใช้สอย 36,000 ตรม
จุดเด่น location เมืองขยายเร็ว พื้นที่ รพ มีหมู่บ้านขนาดใหญ่หลายเเห่ง
ล่าสุด โครงการศิริ Luxury , และยังมีหลายโครงการเป็น Luxury 
ศูนย์การค้า ศาลายา , community mall , ,มหาวิทยาลัยมหิดล , ศูนย์การแพทย์กาญจนา
รพ แห่งใหม่ เลื่อนไปเปิด ปี 2570

คลินิกเฉพาะทาง ที่น่าmention : 
1.คลินิกจักษุ ที่สาขาแยกไฟฉาย 
จักษุแพทย์เฉพาะทาง รักษาโรคจอประสาทตา
ซึ่งอาการนี้มักพบในผู้ป่วยเบาหวาน และ ผู้สูงอายุ  หรือ โรคกล้ามเนื้อตา
การลอกต้อกระจก เปิดดำเนินการเต็มปีนี้ เพราะเปิดปลายปี 67
2.คลินิกมะเร็ง ให้ยาบำบัด ที่สาขาอ้อมน้อย, มีการใช้รังสีรักษา ให้ยารักษา เช่น มะเร็งตับ
โรคซับซ้อน เช่น หลอดเลือดสมองตีบ แต่บางคน ได้รับยาละลายลิ่มเลือด แต่ไม่หาย
เลยต้องใส่สายสวน ดึงเอาก้อนลิ่มเลือดที่อุดตันออก ต้องใช้เครื่องมือพิเศษ

การรักษาทั่วไป : อุบัติเหตุ ศูนย์ตรวจสุขภาพเคลื่อนที่

ความพร้อมในการดูแลรักษา:
1.เตียงที่ใช้จริง 428 เตียง
2.แพทย์ 533 คน
3.ฝ่ายการพยาบาล 651คน
4.ฝ่ายบุคลากรสนับสนุน 1,313 คน

Financial Performance on Q3:
1.การดูแลผู้ป่วยประกันสังคม (Capitation)
ตัวเลขออกมาค่อนข้างดี เมื่อก่อน Q3 ถือเป็น high season
อ้อมน้อย กับ สมุทรสาคร ดูแลลูกค้าประกันสังคม
ที่นี่ โควตา 150,000คน รับได้ จริง 110,000 คน
ที่จังหวัด สมุทรสาคร 120,000 คน รับจริงได้ 90,000ปลายๆ
อีก 2 สาขา (หนองแขมและแยกไฟฉาย) เน้นดูแลผู้ป่วยทั่วไปเป็นหลัก.

2.ผลประกอบการ Q3
2.1 Q3 รายได้ เติบโต 12% Y-Y, 9M growth 8.4% แสดงว่า Q3 รายได้เร่งตัว
เกิดจาก คลินิกจักษุ ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โต 100%
ศูนย์เวชศาสตร์การกีฬา ศูนย์สูตินรีเวช คลินิกมะเร็ง โตมากกว่า 20% 
รวมถึง หน่วยแพทย์เคลื่อนที่โตมากกว่า 30%
แต่มีหดตัว 20% คือ 
2.1.1 คลินิก กุมารเวช มาจาก Copayment 
2.1.2 ศูนย์ผิวหนัง เลเซอร์ จะพูดทีหลัง
และ โรคระบาด ปีที่แล้ว เยอะQ3 แต่ปีนี้ กระจายตัวทั้งปี ความรุนแรงไม่ได้หนักมาก

2.2 ปรับปรุง OPD ศูนย์หัวใจ ที่ หนองแขม เดิม ใช้พื้นที่อาคาร2 ช่วงหลังเติบโตเยอะ
ปรับให้หรูหราอยู่ที่อาคาร5 พื้นที่ 200กว่าตรม ตั้งแต่ มิย68

2.3 แผนกผิวหนังและ เวชศาสตร์ความงาม เดิมเราเป็น Outsource ของ iSKY Clinic
1 พย 68 ไม่มี iSKY Clinic แล้ว แต่เปลี่ยนเป็น แผนกผิวหนังและเวชศาสตร์ความงาม มีการปลูกผม
iSKY Clinic ยังมีที่สาขา แยกไฟฉาย 
ห้องตรวจ 1ห้อง และห้อง Treatment 4 ห้อง

2.4 Revenue ปกติ Q3 เติบโตดี 
Revenue โตQ-Q 12% = 825 MB
GP Q3 Y-Y growth 28% 
NP Q3 Y-Y growth 37% , 9M y-y growth 33% สะท้อนว่าการจัดการcostค่อนข้างดี
ทำให้การเติบโตของรายได้ สะท้อนมาที่NP
NP% แต่เดิม มีปัญหาในการทำกำไร
เทียบปี66 ตัดเรื่องcovid ตั้งแต่ปี65ลงไป ทำให้ ปีนี้น่าจะแตะ14%
กำไรต่อหุ้น ปี67ขายหุ้นเพิ่มทุน จาก 570ล้านหุ้น เพิ่ม เป็น 608 ล้านหุ้น แต่กำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น
งวด 9 เดือน ปี 66 0.32 , ปี 67 0.41 บาท
แต่จำนวนหุ้นใหม่ 608 ล้านหุ้น กำไรต่อหุ้น เพิ่มจาก 9 M 67 0.41 baht to 9M 68=  0.53 baht

รายงานผลประกอบการ แยกตามสาขา Q3 68
อ้อมน้อย revenue growth 9.2% , GP เพิ่ม 28% , NP เพิ่ม 47%
หนองแขม revenue growth 15.3% ,GP เพิ่ม 33% , NP เพิ่ม 60%
สมุทรสาคร revenue growth 14.2% , GP เพิ่ม 25.78% , NP เพิ่ม 15.85%
แยกไฟฉาย revenue growth 0.77% , GP ลดลง 8.33% , NP ลดลง57% ,มีการปรับปรุงโครงสร้าง
ภาพรวม revenue growth 12.6% , GP เพิ่ม 27.8% , NP 127MB เพิ่ม 36.99%

ภาพรวม 9M
อ้อมน้อย revenue growth 10% , GP เพิ่ม 37% , NP เพิ่ม 87%
หนองแขม revenue growth 2% ,GP เพิ่ม 9.78% , NP เพิ่ม 14.44% เพราะโรคหัวใจภาครัฐหายQ1,Q2
สมุทรสาคร revenue growth 12.76% , GP เพิ่ม 13.16% , NP เพิ่ม 5.73%
จากตรวจสุขภาพคนไข้ต่างด้าว หลาย รพ เข้าโครงการ ทำให้ NPลดลง
แยกไฟฉาย revenue growth 12.71% , GP growth 4.23% , NP ลดลง 39%,มีการปรับปรุงโครงสร้าง
ภาพรวม revenue growth 8.34% , GP เพิ่ม 19.88% , NP 127MB เพิ่ม 33.02%

รายได้แยกตามผู้ป่วยนอก และ ผู้ป่วยในโรงพยาบาล
Q3 68
ลูกค้าทั่วไป เพิ่ม 11.79% Y-Y
OPD เพิ่ม 7.4%
IPD เพิ่ม 17%:  ลูกค้าทั่วไป เพิ่ม 9.26%, ศูนย์หัวใจวิชัยเวช growth 38.12%
1.รายได้ Non-Capitation สัดส่วน 79%ของรายได้ทั้งหมด 
2.รายได้ Capitation คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 21%

Revenue by Operation:
1. Self-Pay & Insurance growth 8.59% (9M), Q3 growth 1%
2. ตรวจสุขภาพเคลื่อนที่ Q3 growth 31%, 9M growth 31%
3.ประกันสังคม Q3 growth 11.08% , 9M growth11.30%
4.ศูนย์หัวใจ Q3 growth 41% , 9M ลดลง 12.68%

OPD patients and utilization Rate:
ผู้ป่วยนอก 9M growth 6% , Q3 0.64%
ผู้ป่วยใน  66-67 จำนวนวันนอนลดลง 8% , 9M ลดลง 9% ,Q3 ลดลง 12%
นอนน้อย หรือ นอนเยอะ ก็รายได้เท่าเดิม 

Cost per Billing:
OPD case: ปี 66,67 โต 5.56%, 9M growth 14.6%, Q3 growth 14.72%
IPD case: ปี 66,67 โต 3.87%, 9M growth 4.89%, Q3 growth 16.48%

SSO Headcount CAGR 11.40% ตั้งแต่ปี 65- Q3 68 อ.กร ดูแลส่วนนี้ 
Revenue per insurer 
2566-67 ลดลง 3.08% 
2566-67 เพิ่ม 2.14% ไม่รวม ผลกระทบ SSO&DRG , 9M y-y เพิ่ม 9.23%

Expense-to-Revenue Ratio:
Q3 รายได้เพิ่มขึ้นทำให้
เงินเดือน ค่าแรง และ ผลประโยชน์ของพนักงาน  9M = 27.38% 
ค่าเสื่อมและการตัดจำหน่าย 6.15% 
ค่าธรรมเนียมแพทย์ 17.5%
ค่ารักษาพยาบาลส่งต่อ  พยายามทำเอง save cost ลดการส่งต่อ เหลือ 4.74%

Financial status:
ลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่น ลดลงจาก 527 to 600 MB
DE ratio: 0.16 ถ้ารวม รพ ใหม่ ไม่น่าเกิน 0.2 เท่า

Cash flow:
เงินสดต้นงวด 1,041 MB
เงินสดจากการดำเนินงาน 412ลบ 
เงินสดใช้กิจกรรมลงทุน -530 MB
เงินใช้ในกิจกรรมหาเงิน -166 MB
เงินสดปลายงวด 757 MB

กิจกรรม ESG และนวัตกรรม:
•  Environment (สิ่งแวดล้อม): ได้รับรางวัล Climate Action Leader, โครงการจัดการเศรษฐกิจหมุนเวียน (เช่น การทำถุงผ้าจากผ้าผ่าตัดใช้แล้ว).
•  Social (สังคม): ได้รับรางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน, และรางวัลสถานประกอบการต้นแบบดีเด่น (จากสำนักงานประกันสังคม). มีโครงการ 3P Safety (Patient, Personnel, Population) ที่เน้นความปลอดภัยทั้งผู้ป่วย ผู้ให้บริการ และชุมชน.
•  Governance (ธรรมาภิบาล): ได้รับการประเมินคุณภาพการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (AGM) ด้วยคะแนนเต็มร้อยมาหลายปี.
•  นวัตกรรม: ร่วมกับบริษัทผลิตชิป (NVIDIA Partner) ในไต้หวัน นำ AI V5 มาช่วยวิเคราะห์ CT scan ปอด (CT Lung). ได้รับรางวัล World Stroke Organization (WSO) Award จากการดูแลผู้ป่วยโรคสมองตามมาตรฐานสถาบันประสาท.

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
[ช่วง Q&A] 

Q1: ผลกระทบจากโครงการ Co-payment/ Deductible ในประกันสุขภาพ และแนวโน้มการปรับเกณฑ์ RW ของประกันสังคมเป็นอย่างไร?
A1.1: ผลกระทบจาก Co-payment/Deductible ในประกันสุขภาพ
•  โครงการ Co-payment/Deductible เป็นนโยบายที่บริษัทประกันพยายามนำมาใช้เพื่อ ลดการเคลม (Utilization) และควบคุมการใช้บริการที่อาจจะมากเกินความจำเป็นทางการแพทย์ของผู้ป่วยประกันสุขภาพ.
•  แนวคิดคือ หากมีการเข้ามารักษาและเบิกประกัน เกินกว่าเกณฑ์ที่เหมาะสม ใน 1 ปี (เช่น มาใช้บริการหลายครั้ง อาจจะ 2-3 ครั้ง) ผู้ป่วยจะถูกบังคับให้ต้องมีการร่วมจ่าย (Co-payment/Deductible).
•  กลุ่มที่ถูกบังคับให้ร่วมจ่ายจะไม่ใช่คนไข้ปกติ แต่เป็นกลุ่มที่อาจเข้าข่าย Abuse หรือใช้สิทธิ์มากเกินความจำเป็น.
•  ผลกระทบต่อ VIH: ณ ปัจจุบัน (ปี 2568) บริษัทยังไม่พบผลกระทบที่ชัดเจน. ผู้ป่วยทั่วไปที่มาใช้บริการและเบิกประกันยังคงมาใช้บริการได้ตามปกติ และกลุ่มนี้ไม่ได้หายไปไหน. คาดว่าผลกระทบโดยรวม (Impact) ต่อรายได้ของโรงพยาบาลน่าจะมีน้อยมาก.
A1.2: แนวโน้มการปรับเกณฑ์ RW (Relative Weight) ของประกันสังคม
•  RW (เคสยาก) สำหรับค่าใช้จ่ายที่เกิน 2 (มากกว่า 2) เดิมกำหนดไว้ที่ 12,000 บาท แต่เคยโดนปรับลดเหลือ 8,000 บาท ในปี 2567.
•  ปัจจุบัน (ปี 2568): ทางประกันสังคมได้ยืนยันการคงอัตรา RW ไว้ที่ 12,000 บาท จนถึงสิ้นปี.
•  แนวโน้มปี 2569: มีการคาดหวังว่าอัตรา RW จะคงอยู่ที่ 12,000 บาท อย่างน้อยในช่วงครึ่งปีแรก.
•  นอกจากนี้ องค์กรที่ดูแลเรื่องสิทธิการรักษาของภาครัฐ (สปสช.) ได้อนุมัติการปรับเพิ่ม RW ในส่วนที่กำหนดไว้เดิมจาก 8,000 บาท เป็น 10,000 บาท และยืนยันว่า จะไม่มีการตัดลด ในช่วงปลายปี (คงไว้ที่ 10,000 บาทตลอดปี).
•  การบริหารจัดการ: การที่โรงพยาบาลสามารถบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยให้รักษา Margin ไว้ได้จากเกณฑ์ RW ที่ปรับเพิ่มขึ้นนี้.


Q2: แนวโน้มรายได้ไตรมาส 4 (Q4/68) เทียบกับไตรมาส 3 (Q3/68) เป็นอย่างไร และมีการปรับราคาค่าบริการในปีนี้อีกหรือไม่? แนวโน้มรายได้ Q4 เป็นอย่างไร?
A2: โรคทางเดินหายใจมา ปกติ Q3 ATH ดังนั้นคาดว่า Q4 มีลุ้น
บอกได้แค่ภาพรวม ปีนี้ ติดเชื้อทางเดินหายใจ ต่อมาที่ Q4 
การทำงานของ BU กระตุ้นการทำงาน หน่วยแพทย์เคลื่อนที่โดดเด่นในปีนี้
นพ บวรรัฐ เสริมว่า ปัจจัยเชิงบวกที่สนับสนุน Q4 
1. โรคระบาดต่อเนื่อง: โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ (เช่น ไข้หวัดใหญ่) ยังคงระบาดและมีการ admit ต่อเนื่องถึง Q4 ซึ่งผิดจากธรรมชาติปกติที่ Q3 จะพีคสุด.
2. RW ที่สูงขึ้น: Q4 ปีที่แล้วได้รับผลกระทบจากการปรับลด RW เหลือ 8,000 บาท แต่ Q4 ปีนี้อยู่ที่ 12,000 บาท.
3. ศูนย์เฉพาะทางใหม่: ศูนย์หรือคลินิกบางแห่งที่หดตัวใน Q3 กำลังจะเริ่มดำเนินการเต็มที่ใน Q4.
4. ไม่มีการกันสำรอง: Q4 ปีที่แล้วมีการกันสำรองสำหรับคดีความ แต่ปีนี้ไม่มี.

ปีนี้ไข้หวัดใหญ่ยังระบาด และ admit เรื่อยๆ
เราออกวัคซีนพ่นจมูก (สำหรับอายุ 2-49 ปี) เพื่อกระตุ้นตลาด โดยเปิดให้จองล่วงหน้าถึงวันที่ 20 ธันวาคม.เป็นอีกทางเลือก จากการโดนเข็มฉีดยา


Q3: ตัวเลข DRG ของศูนย์หัวใจ ปีที่แล้ว ถูกผลกระทบจากการส่งต่อ?
A3: ปีที่แล้ว DRG, Case ทำ CathLab คุม
ปีนี้ DRG เพิ่มขึ้นแล้ว แต่แคส Cathlab ยังคุมอยู่
Billing สูงขึ้น จากเราดูแลเองเกือบทุกกรณี 


Q4: การปรับราคา มีไหม และส่งผลเท่าไหร่?
A4: 
•  มีการปรับราคาค่าบริการภาพรวมตั้งแต่ ตุลาคม (Q4) ที่ผ่านมา
•  การปรับราคาโดยรวมมีผลกระทบต่อรายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่มากนัก (ประมาณ 1–2%) เนื่องจากรายได้ส่วนใหญ่ถูกจำกัดด้วยอัตราเบิกจ่ายจากหน่วยงานภาครัฐ (เช่น ประกันสังคม, พ.ร.บ., กองทุนเงินทดแทน).เรามีปรับในตอน ตค เรามีคนไข้ ประกันสังคม และ กองทุน จะปรับไม่ได้
แต่คนไข้ทั่วไป น่าจะเพิ่ม1-2%ของรายได้


Q5: เหตุใด Net Profit Margin ของสาขาสมุทรสาครถึงสูงกว่าสาขาอ้อมน้อย (ประมาณ 16%) และสูงกว่าสาขาอื่น ๆ?  แยก ไปรายสาขา NP , GP ดีมากสำหรับสมุทรสาคร?
A5: สมุทรสาครมีรายได้จาก 3 ช่องทาง คือ 
1.คนไข้ทั่วไป GP สูงสุด ปีนี้ มาใช้บริการมากกว่าปกติ ทำให้ภาพรวม NPดีกว่าที่อ้อมน้อย
2.หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ GP กลางๆ
3.ประกันสังคม GP น้อยสุด


Q6: การบริหารจัดการอย่างไรที่ต้นทุนลดลง และยังมี room ลดได้อีกไหม?
A6: ตรวจสุขภาพ เน้น margin มากขึ้น หลังจากคำแนะนำก่อนหน้า ที่คิดmarginไม่สูง
ตอนตรวจสุขภาพ มีขายวัคซีน ดึงลูกค้าที่มีคุณภาพมาเป็นลูกค้ารพ เพิ่ม
CFO คุณศักดา พูดถึงการบริหารต้นทุน ได้แก่
1.คุมต้นทุน cap รักษามากน้อย ก็รายได้เท่าเดิม การใช้เตียงมีประสิทธิภาพมากขึ้น
2. ค่าส่งต่อผู้ป่วย (Referral Cost): ลดลงอย่างชัดเจนจาก 5.75% เหลือ 4.74% เนื่องจากโรงพยาบาลสามารถ รับเคสยาก (Complex Cases) มาทำเองได้มากขึ้น โดยไม่ต้องส่งต่อออกไปนอกกลุ่ม.
3.ค่าแพทย์เฉพาะทาง ต้องมีminimum garuntee พยายามutilize caseให้มากสุด
4. ค่าแรง/เงินเดือน: สามารถบริหารจัดการให้สัดส่วนต่อรายได้ลดลง (จาก 28% เหลือ 27% สำหรับ 9 เดือน).
5.ค่ายา มีการทบทวนราคายาต้นทุนและการต่อรองราคากับซัพพลายเออร์. แม้ว่าสัดส่วนค่ายาจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย (จาก 16% เป็น 17.32%) เนื่องจากรับเคสยากมากขึ้น (ใช้ยาเฉพาะทาง/ยาแพง) แต่ต้นทุนรวมอื่น ๆ ถูกลดลงได้.
6.ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ: มีการทบทวนเรื่องการหมุนสต็อกเวชภัณฑ์ การต่อรองราคากับซัพพลายเออร์อุปกรณ์การแพทย์, และควบคุมการใช้จ่ายทุกหน่วยงาน รวมถึงการลดการใช้กระดาษ.
•การบริหารจัดการต้นทุนผู้ป่วยใน (IPD): พยายามลดต้นทุนการนอนโรงพยาบาล (Minimize Day Time in ICU) โดยการทบทวนเกณฑ์และย้ายผู้ป่วยที่มีอาการคงที่จาก ICU ไปยังวอร์ดสามัญซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่า (ประมาณ 1 ใน 3).
•ศักยภาพในการลดต้นทุนเพิ่มเติม: ยังมีช่องว่างให้ลดได้อีก. โดยเฉพาะการเพิ่มรายได้ให้สูงขึ้นเพื่อลดสัดส่วนของค่าเสื่อมราคาต่อรายได้รวม.

นโยบายหลักของ CEO เน้น 3 เรื่องคือ
1. ลดต้นทุน การadmit สำหรับ cap, พยายามลดวันที่อยู่ในICUไปอยู่ห้องธรรมดา
ลดการใช้กระดาษ
2.เพิ่มรายได้ มีทบทวนรายการยา ที่มีราคาสูง และต่อรองราคากับsupplier เพิ่มรายได้ทุกBU
3.บริการเป็นเลิศ ได้รับคำชมจาก Google เป็น 4ดาว


Q7: โรงพยาบาลใหม่ (บรมราชชนนี) ถูกออกแบบเป็นอาคารไม่สูง ต่างจากโรงพยาบาลทั่วไปที่สร้างหลายชั้น มีข้อดีข้อเสียอย่างไร? รพ.ใหม่ สร้างเป็น 2 ชั้น?
A7: รพ ใหม่ design 3 ชั้น มีresident area ทำสูงมากไม่ได้ 
แนวราบ มีข้อดี สำหรับการเข้าถึง เวลาเกิดเหตุ และ design ให้รู้สึกว่า เข้ากับลูกค้า


Q8: รพ.ใหม่ มี feasible อย่างไร หมอที่มา หรือคนไข้ที่จะมาใช้บริการ เรามั่นใจอย่างไร ในกรณี รพ.รัฐ มีคลินิกพิเศษด้วย?
A8: market survey ก่อน สาย 4, สาย 3 มีหมู่บ้านเปิดเยอะมาก
ขาออก ราคาบ้าน เริ่ม 30-40 ลบ ดังนั้น ลูกค้าสามารถจ่ายได้
หมอ เราไม่คิดว่าเป็นปัญหา เพราะ location ใกล้ ศูนย์การแพทย์ กาญจนา
ถือว่าเป็น supply หมอให้ได้ และ มีหมอที่ปรึกษาอยู่ที่ รพ.ศิริราชเกือบทุกสาขา
และ พยาบาล เป็นส่วนสำคัญ ขาดแคลนกว่าหมอเยอะ
มี 3 ที่มาฝึกงานที่เรา คิดว่า ไม่น่ามีปัญหา รวมบุคลากร สะสม ที่ supply รพ ใหม่ได้
ส่วน คนที่ต้องไปรพ ศิริราช 40 นาที เข้าคลินิกพิเศษ ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของเรา
เส้น ถนนบรมราชชนนี เราเน้น ศูนย์แม่และเด็ก ซึ่งแถวนั้นไม่มีแบบนี้
เราเชี่ยวชาญ กระดูกและข้อ ศูนย์โรคหัวใจ ปีละ 300 ราย เรามีศักยภาพที่ transfer รพ.ใหม่ได้
สุดท้าย feasibility ที่ทำปี 66 ก่อนแจ้งตลาด
NP 200 ตอนนั้น แต่ปีนี้ 9M 320 MB สิ้นปีเท่าไหร่
ด้วยข้อจำกัด รพ เปิดช้า จะเป็นอย่างไร ตอนนี้มีปัญหาเรื่องประชาพิจารณ์
ดังนั้น อยากเคลียร์เรื่องทางเข้า อยากให้ดูดี 
การ delay สามารถ find June product เรื่องชูโรง เปลี่ยนไป
ศูนย์ผู้มีบุตรยาก ตอนนี้ จีน เข้าน้อยลง ทำให้เมื่อก่อน เข้าหาต่างประเทศ
ตอนนี้ มาหันมาเน้นคนไทย ซึ่งผลประกอบการของ บริษัทตลาด กำไรแย่
ดังนั้นสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบได้


Q9: หน่วยตรวจสุขภาพเคลื่อนที่ ปีนี้โตเยอะ อนาคต ลูกค้ามี Room เหลือมากหรือ น้อยอย่างไร?
A9:  เป็นการมองเมื่อหลายปีก่อนของฝ่ายบริหาร ทำให้ รพ เริ่มมาให้บริการเมื่อหลายปีก่อน
อดีต เราเป็นกลุ่มแรก ที่ตรวจสุขภาพ คนต่างด้าว เราเชี่ยวชาญก็เลยหันมาหา กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่มากขึ้น


Q10: สามแยกไฟฉายขยายได้ไหม?
A10: โครงสร้างเดิมเป็นตึกแถว และรอบๆ เป็นบ้านพักอาศัย 
ดังนั้น จะทำเป็นศูนย์ดูแลเฉพาะด้าน 
ตัวเลขขยับช้า เพราะต้องขออนุญาต
ถ้าเป็นศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง ต้องมีความหรูหรา การ renovate ต้องอนุญาตหลายหน่วยงาน
และมีการปิดพื้นที่ เพื่อ renovate ทำให้รายได้ ไม่ค่อยขยับสักเท่าไหร่
ตอนนี้ใกล้เรียบร้อย จะเริ่มเปิดให้บริการ ปีหน้า  น่าสนใจ สำหรับ สามแยกไฟฉาย


Q11: การลงทุนในอนาคต ที่ไม่ใช่ รพ.ใหม่?
A11: หนองแขม กับอ้อมน้อย ซึ่งมีผลประกอบการโดดเด่น และ ทีมงานที่เข้มแข็ง
ที่อ้อมน้อย ออก product ใหม่ๆ ยังมีโอกาสใช้พื้นที่ว่างอยู่ มีช่องว่างให้โตได้ 
อัตราครองเตียง 50% สามารถเปิดศูนย์เฉพาะทาง หรือ เปิดศูนย์ได้อีก เช่น ด้านสมอง
มี อาจารย์มาช่วยในศูนย์นี้แล้ว ถือ เป็น organic growth
ที่หนองแขม มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ ช่วงโควิด เกิน 100% บางทีให้พัก 2 คนต่อห้อง
การเติบโต โดยเพิ่มศูนย์เฉพาะทาง ทำให้ Billing เพิ่มต่อบิลได้
ส่วนการปรับปรุง ถ้าทำชั้นไหน ก็จะมีการร้องเรียนจากfloorอื่น
ตอนนี้มีแผนขยายพื้นที่โดย เช่าเพิ่ม กำลังอยู่ช่วงเจรจา
ถ้าคุยเสร็จสามารถเพิ่ม พื้นที่ซึ่งเป็นสีเหลือง ขยายในแนวตั้งได้ ปลดล็อกการเติบโตของหนองแขมได้
ปีนี้มีกันหลายที่ เช่น อ้อมน้อย กำลังปรับพื้นที่วอร์ด  เป็นพื้นที่ premium เพื่อใช้ในปีหน้า
สาขา หนองแขม และ อ้อมน้อย ห่างกัน 6 กม เดินทางไม่เกิน 10นาที ทำให้การรักษาโรคยาก แบบไร้รอยต่อ
เช่น ใส่สายสวน เพื่อลากเอาลิ่มเลือดออกมา


Q12: กลยุทธ์ในการแจ้งให้ลูกค้า?
A12: อ.กร บอก เราทำกับกลุ่มลูกค้าประกัน เพื่อให้เขารู้ว่า เราทำอะไรได้มาก
อีกส่วน การตลาดไปทำในหมู่บ้านมากขึ้น 
ดร.ศักดา เพิ่ม การสื่อสารonline หรือ การตลาดonline ทำให้คนรู้เยอะ


Q13: เรา leverage data อย่างไร?
A13: เราสามารถเอาข้อมูลพนักงาน มีพัฒนาการทางสุขภาพ เพื่อให้คำแนะนำกับบริษัทได้
เช่น มีปัญหา เรื่อง BMI สูง แนวโน้มไขมันสูงขึ้น ไปแนะนำเรื่องสุขภาพ
โรงงาน ที่เคยเติมข้าวไม่อั้น ก็เปลี่ยนนโยบายใหม่ 
เราสามารถใช้ข้อมูลเป็นประโยชน์กับบริษัท แต่ใช้ไปทางอื่นไม่ได้ 
ดังนั้น leverage ไปใช้ทางอื่นไม่ได้ ไม่สามารถส่งSMS เชิญชวน ทำการตรวจสุขภาพ หรือ ฉีดวัคซีนได้ เราพยายามทำกับกลุ่มลูกค้าทั่วไป


Q14: สาขาหนองแขมให้ช่วยโฆษณา จากนักกีฬาทีมชาติที่เคยรักษาได้ไหม
เห็นหลาย รพ.ที่คนไข้ยินยอม promote ให้?
A14: เคยมองอยู่ อาจเป็นโอกาสนึงที่ซ่อนอยู่


Q15: สามารถโฆษณาแถวๆ พื้นที่โรงงานได้ไหม โดยไม่ต้องใช้ข้อมูลส่วนตัว?
A15: เราทำอยู่แล้ว มีการชวนตรวจเพิ่มจากปกติ ตอนช่วงบริษัท จัดมหกรรมตรวจสุขภาพ


Q16: สมุทรสาคร พื้นที่แข่งขันสูง รพ.เอกชัย เปิดตึกใหม่ เรามองสมุทรสาครอย่างไร?
A16: ถ้าอยู่พื้นที่มา10 ปี รพ.มีการเปลี่ยนแปลงไปเยอะ เมื่อก่อนมีตลาดสดข้างหน้า ไม่ค่อยน่าเข้า
เราทำเป็นพื้นที่จอดรถแทน ตลาดสด มีให้บริการตรวจสุขภาพนอกพื้นที่ มีlabใหญ่ตรวจสุขภาพ
มีการแข่งขันสูง บางแห่งsuccess บางแห่งไม่ 
ทีมงานค่อนข้างเข้มแข็ง เค้าค่อยๆสะสมคนไข้ทำให้มีความเหนียวเเน่น ช่วง2ปี รายได้ทั่วไปเพิ่มขึ้น
SOS รายได้เพิ่มขึ้นด้วย 
เรามีจุดแข็งอยู่พอสมควร  เราสามารถรักษาโรคทั่วไป 
และมีเสริมแพทย์เฉพาะทาง เช่น ผ่าตัดลดขนาดกระเพาะ ก่อน สาขาอ้อมน้อยเสียอีก
ด้วยศักยภาพของทีมยังเติบโตได้อีก
พื้นที่จอดรถ เเผนระยะยาว ขึ้นเป็นอาคารขนาดใหญ่ได้ในอนาคต

-----------------------------------------------------------------------------------


ข้อมูลทั้งหมดสรุปจากกิจกรรม Company Visit “VIH” หากมีข้อมูลผิดพลาดประการใด ทาง ThaiVI ต้องขออภัย ณ ที่นี้นะคะ
โควท
ขอแสดงความนับถือ
ทีมงาน Company Visit
ภาพประจำตัวสมาชิก
เหรียญ
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 799
ผู้ติดตาม: 340

Re: TITLE

โพสต์ที่ 8

โพสต์

จาก IR ครับ
📣 News Update 

ส่งท้ายปี 2025 TITLE เปิดตัวโครงการใหม่ The Balcony Naiyang มูลค่า 3,800 ล้านบาท โปรเจกต์ไฮไลต์ติดหาดในยาง เปิดให้จองวันแรก 8/12/25 ได้รับกระแสตอบรับที่ดี ทำยอดขายแล้วกว่า 40% ค่ะ 🥳🥳
โควท
''I didn't come this far to only come this far''
A047338

Re: KAMART

โพสต์ที่ 9

โพสต์

ทำไมคนถึงขายหุ้นเยอะ ทั้งที่ราคา tender offer อยู่ที่ 9.80 ใครมีมุมมองอะไรมั้ยครับ
โควท
A445838

Re: BCH

โพสต์ที่ 10

โพสต์

phpBB [video]


สถานการณ์และกลยุทธ์ของกลุ่มโรงพยาบาลเกษมราช (BCH)

ภาพรวมผลการดำเนินงาน (9 เดือน ปี 2568)
รายได้รวมในช่วง 9 เดือนแรกอยู่ที่ประมาณ 9,000 กว่าล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากการบันทึกรายได้ 26 โรคเรื้อรัง (ประกันสังคม) ถูกนำไปบันทึกในไตรมาส 2 แทนไตรมาส 3 และการระบาดของโรคตามฤดูกาลมาล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม กำไรมีการเติบโตเล็กน้อย 7 ล้านบาท จาก 1,49 ล้านบาท เป็น 1,56-1,57 ล้านบาท

มุมมองไตรมาส 4 และปัจจัยขับเคลื่อนรายได้
คาดว่าไตรมาส 4 จะเติบโตอย่างชัดเจน เนื่องจากโรคระบาดตามฤดูกาล (ไข้หวัดใหญ่, RSV) ซึ่งปกติจะพีคในไตรมาส 3 ได้เลื่อนมาพีคในช่วงปลายเดือนกันยายนและต่อเนื่องถึงเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน

สัดส่วนรายได้และกลยุทธ์ลูกค้าเงินสด
รายได้หลักมาจากลูกค้าเงินสดประมาณ 65% และประกันสังคมประมาณ 35% ในส่วนของลูกค้าเงินสด 65% นั้น เป็นชาวต่างชาติประมาณ 12% กลยุทธ์ในปี 2569 คือการขยายศูนย์เงินสดและออกผลิตภัณฑ์สำหรับลูกค้าเงินสดให้มากที่สุด รวมถึงการเน้นบริการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วย เช่น ศัลยกรรมตกแต่ง เนื่องจากสังคมมีขนาดเล็กลงแต่ผู้คนยอมจ่ายเพื่อความงาม

การเติบโตจากลูกค้าต่างชาติ
  • ตลาดตะวันออกกลาง (GCC):
    • ลูกค้าคูเวตซึ่งเคยเป็นพอร์ตใหญ่กว่า 6% ของรายได้รวม หรือประมาณ 700-720 ล้านบาท มีแนวโน้มจะกลับมา
    • ระบบการอนุญาตการออกใบรับประกันการชำระเงิน (GOP) จะเปลี่ยนไปอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงสาธารณสุขคูเวตโดยตรง ซึ่งคาดว่าจะทำให้ระบบการชำระเงินเร็วขึ้น และไม่ล่าช้าเหมือนในอดีต
    • กลุ่มโรงพยาบาลอยู่ในระหว่างการเจรจากับคูเวตเพื่อเคลียร์หนี้สินคงค้างประมาณ 246 ล้านบาท ในช่วงต้นเดือนธันวาคม หากมีการจ่ายหนี้ โรงพยาบาลจะสามารถกลับรายการสำรองหนี้สูญ 3% ที่ตั้งไว้ให้เป็นรายรับได้
    • บริษัทเสนอการบริการเฉพาะทาง 4 ด้านให้แก่คูเวต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศูนย์แผลเบาหวาน ซึ่งในปีหน้าจะทำที่โรงพยาบาลของกลุ่มแห่งเดียว หากคูเวตกลับมาเต็มระบบและเลือกโรงพยาบาลน้อยลง อาจทำให้รายได้ส่วนนี้สูงกว่า 720 ล้านบาทในอดีต
    • ปริมาณผู้ป่วยซาอุดิอาระเบียเพิ่มขึ้นเกือบ 16% ในไตรมาส 3 โดยส่วนใหญ่มาจากศูนย์แผลเบาหวาน
  • ตลาด CLMV และ Cross-Border:
    • ผู้ป่วยชาวกัมพูชา ซึ่งปกติสร้างรายได้ 1.6% ของยอดรวม หรือประมาณ 200 ล้านบาทต่อปี ลดลง 40% เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ
    • โรงพยาบาลแก้ปัญหานี้โดยการส่งต่อลูกค้าพรีเมียมชาวกัมพูชาไปรับการรักษาที่ เกษมราษฎร์ นครหลวงเวียงจันทน์ ซึ่งช่วยให้พวกเขาสบายใจขึ้นในการเดินทาง โรงพยาบาลแห่งนี้ได้รับมาตรฐาน JCI เป็นแห่งแรกในลาว และมีแผนจะขยายบริการใหม่ เช่น ศูนย์ผ่าตัดเปลี่ยนไตในปีหน้า
    • โรงพยาบาลชายแดน เช่น เกษมราษฎร์แม่สาย มีผู้ป่วยเต็มพื้นที่และกำลังก่อสร้างอาคารใหม่เพื่อรองรับอุปสงค์จากฝั่งเมียนมา คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคม 2569
ประเด็นประกันสังคม
  • คาดว่าค่าหัวประกันสังคมต่อคนต่อปีในปี 2569 จะไม่ถูกปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากสถานการณ์รัฐบาลที่อาจมีการยุบสภาในไม่กี่วัน อย่างไรก็ตาม มีการยืนยันว่าค่าหัวจะไม่ต่ำกว่าปี 2568
  • กลยุทธ์คือการบริหารจัดการบริการประกันสังคมอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และเก็บรายละเอียดในสิ่งที่ได้รับอนุญาตให้เต็มระบบ
  • มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ โดยอนุญาตให้ฉีดได้ 12 เดือน แต่เปลี่ยนจาก 4 สายพันธุ์เป็น 3 สายพันธุ์ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนต่อโดสลดลง
  • ในส่วนของโรงพยาบาลกรุณยเวชที่เปลี่ยนแบรนด์เป็นเกษมราษฎร์แล้วนั้น ธุรกิจดีขึ้นมาก โดยมีผู้ประกันตนเพิ่มขึ้น 9,000 คน และมีรายได้เงินสดเติบโตขึ้น 20% จากการเปิดโรงพยาบาล (Open Hospital) ให้แพทย์ภายนอกเข้ามาใช้ผ่าตัด
โครงการขยายโรงพยาบาลใหม่
กลุ่มมีแผนขยาย 3 โครงการใหญ่ ซึ่งเงินลงทุนมาจากกระแสเงินสดภายใน (Free Cash Flow บวกค่าเสื่อม) ประมาณ 2,400 ล้านบาทต่อปี และมีภาระหนี้สินต่ำมาก (0.08) ทำให้สามารถขยายได้โดยไม่ต้องกู้
  • เกษมราษฎร์ สุวรรณภูมิ:
    • ขนาด 270 เตียง พร้อมศูนย์ผ่าตัดโรคหัวใจ
    • ตั้งอยู่บนถนนเทพารักษ์ ในพื้นที่ที่มีผู้ประกันตนประมาณ 1 ล้านคน คาดว่าจะรองรับได้ถึง 300,000 คน
    • คาดหวังรายได้ลูกค้าเงินสด 50-55%
  • เกษมราษฎร์ ระยอง:
    • ขนาด 270 เตียง
    • ตั้งอยู่ตรงข้ามศาลากลางจังหวัดระยอง บนถนนสุขุมวิท
  • World Medical Center 2 (พัทยา):
    • โรงพยาบาลเงินสดเท่านั้น มุ่งเน้นลูกค้าเงินสดและนักท่องเที่ยว
    • ตั้งอยู่พัทยากลาง ติดสุขุมวิท ขนาด 150-200 เตียง
    • คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในช่วงปลายปี 2569 และใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 2 ปี
    • โครงการทั้งสามอยู่ในพื้นที่ EEC ซึ่งอาจได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการลดภาษีเป็นเวลา 15 ปี
โควท
amakingz
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1
ผู้ติดตาม: 0

Re: NETBAY

โพสต์ที่ 11

โพสต์

CPEGOLF เขียน:
จันทร์ ธ.ค. 08, 2025 2:34 pm
รูปภาพ📊 สรุปสถิติ Transaction เดือน พ.ย. 2025: ยอดพุ่ง ทะลุ 20 ล้านรายการ
1. เจาะลึกเดือนพฤศจิกายน 2025 (Monthly Analysis)เดือนนี้ทำยอดรวมได้ถึง 20,042,483 รายการ โดยมีอัตราการเติบโตที่โดดเด่นใน 2 มิติ:
  • 📈 เทียบเดือนก่อนหน้า (MoM): เติบโต +24.63%จาก 16.08 ล้าน (ต.ค. 2568) ➡️ พุ่งขึ้นเป็น 20.04 ล้าน (เพิ่มขึ้น +3.96 ล้านรายการ)
  • 📈 เทียบปีก่อนหน้า (YoY): เติบโต +17.69%จาก 17.03 ล้าน (พ.ย. 2567) ➡️ พุ่งขึ้นเป็น 20.04 ล้าน (เพิ่มขึ้น +3.01 ล้านรายการ)

2. เทียบรายไตรมาส 4 (ข้อมูลสะสม ต.ค. - พ.ย.)เมื่อดูภาพรวม 2 เดือนแรกของไตรมาสสุดท้าย ฐานผู้ใช้งานขยายตัวขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
  • ปี 2024 (2 เดือน): 30,181,283 รายการ
  • ปี 2025 (2 เดือน): 36,124,036 รายการ
  • สรุปส่วนต่าง: เพิ่มขึ้น +5,942,753 รายการ (+19.69%)

ตัวเลขเดือนนี้คือตัวเลขที่มีการล่มของ NSW ช่วงประมาณ 6-7 วัน ในเดือน Nov ด้วยใช่ไหมครับ ดูไม่ลดลงเลยครับ หรือว่าลดลงแล้ว
โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
เหรียญ
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 799
ผู้ติดตาม: 340

Re: WASH

โพสต์ที่ 12

โพสต์

369.jpg
377.jpg
378.jpg
379.jpg
380.jpg
โควท
''I didn't come this far to only come this far''
A445838

Re: AOT

โพสต์ที่ 13

โพสต์

phpBB [video]


การตัดสินใจล่าสุดของ AOT เกี่ยวกับการปรับสัญญา King Power และการขึ้นค่าธรรมเนียม PSC (Passenger Service Charge) ได้ปลดล็อกความไม่แน่นอนที่ค้างคาอยู่

ประเด็นการปรับสัญญา King Power
สัญญาเดิมกับ King Power นั้นดีสำหรับ AOT แต่ไม่เหมาะกับ King Power เนื่องจากจำนวนผู้โดยสารไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ การปรับสัญญาครั้งใหม่แม้จะทำให้รายได้ส่วนรับประกันขั้นต่ำ (Minimum Guarantee) ที่ AOT จะได้รับลดลง แต่ก็ได้ยุติประเด็นความคลุมเครือลง

ภายใต้สัญญาใหม่ รายได้การันตีขั้นต่ำของสนามบินสุวรรณภูมิอยู่ที่ 232 บาท และสนามบินต่างจังหวัดอยู่ที่ 100 กว่าบาท ซึ่งต่ำกว่าของเดิมที่ 372 บาท ส่วนแบ่งรายได้ (Revenue Sharing) กำหนดที่ 20% และ 35% ขึ้นอยู่กับยอดขาย โดยรวมแล้ว การยุติปัญหาและตัวเลขใหม่นี้ถือเป็นผลบวกต่อ AOT เนื่องจากความไม่แน่นอนในประเด็นนี้สิ้นสุดลง

ประเด็นการขึ้นค่าธรรมเนียม PSC
การปรับเพิ่มค่าธรรมเนียม PSC ถือเป็นข่าวดีที่เกินกว่าที่นักวิเคราะห์หลายรายคาดการณ์ไว้มาก ค่าธรรมเนียม PSC ถูกปรับเพิ่มขึ้นจาก 730 บาท เป็น 1,120 บาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 50% การปรับขึ้นนี้ใช้สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศเท่านั้น โดยเที่ยวบินในประเทศยังคงใช้เรตเดิม

ค่าธรรมเนียม PSC ถือเป็นรายได้โดยตรงและเป็นสัดส่วนรายได้หลักที่สูงที่สุดของ AOT การปรับขึ้นค่า PSC อย่างรุนแรงนี้ถูกมองว่าเป็นการชดเชยกับรายได้ที่ลดลงจากการปรับสัญญา King Power การที่ AOT สามารถขึ้นค่าบริการได้ถึง 50% โดยไม่มีการประท้วงใด ๆ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งจากการผูกขาดกิจการ

การปรับค่าธรรมเนียมใหม่จะมีผลใช้จริงประมาณเดือนมีนาคม และจะเริ่มพีคในช่วงเดือนเมษายนซึ่งเป็นช่วงวันหยุดยาวที่มีผู้โดยสารเดินทางไปต่างประเทศมาก

แนวโน้มผลประกอบการและมูลค่า
แม้รายได้ส่วนสัมปทานจะลดลง แต่ปัจจัยบวกหลักคือจำนวนผู้โดยสารที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการขึ้นค่า PSC ที่เป็นรายได้ตรง จะทำให้ผลกำไรของ AOT ในปีงบประมาณ 2566 (ปีหน้า) เติบโตอย่างก้าวกระโดด อย่างไรก็ตาม กำไรจะเริ่มเห็นภาพชัดเจนขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ AOT หรือไตรมาสที่ 2 ของปีปฏิทินถัดไป การฟื้นตัวเต็มที่ยังขึ้นอยู่กับการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักในปี 2019

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ปรับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 53-55 บาท ซึ่งสอดคล้องกับค่าเฉลี่ยของ Trailing PBV ในอดีตที่ประมาณ 5.5 เท่า (ปัจจุบันอยู่ที่ 5.18 เท่า)

ในฐานะนักลงทุนที่เน้นคุณค่า การที่ราคาหุ้นได้ปรับตัวขึ้นมารับข่าวดีจนถึงระดับราคาที่ถือว่ายุติธรรม (Fair Value) แล้ว ทำให้ไม่เหลือส่วนเผื่อความปลอดภัย (Margin of Safety) สำหรับการเข้าซื้อเพื่อลงทุนระยะยาวในราคาปัจจุบัน หากราคาจะขึ้นต่อจากนี้จะเป็นหน้าที่ของกระแสเงินทุน (Fund Flow) มากกว่าปัจจัยพื้นฐาน หากต้องการสะสมเพื่อลงทุนระยะยาว ควรพิจารณาเมื่อราคาปรับตัวลดลงมาต่ำกว่าราคาเป้าหมาย เช่น แถวระดับ 50 บาท เพื่อให้ได้รับส่วนลดที่คุ้มค่า AOT ยังคงเป็นธุรกิจที่ดีในระยะยาวและมีข้อได้เปรียบจากการผูกขาด
โควท
AlphaBkk
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 97
ผู้ติดตาม: 24

Re: QH

โพสต์ที่ 14

โพสต์

จุดแข็งของ qh ที่ชัดเจนคือ cost of funds ที่ต่ำกว่าผู้เล่นอื่นในอุตสาหกรรม ค่อนข้างมาก แถมมี passive incomeจากปันผล ปีล่ะ 1000ล้าน+ ทำให้เค้าอยู่ในจุดที่สบายกว่าคนอื่นมาก โมเดลธุรกิจก็เน้น outsourced ไม่ต้องแบกค่าoverhead อะไรมากมาย

ตอนเศรษฐกิจดี จุดแข็งพวกนี้ไม่ค่อยชัด เมื่อ10กว่าปีที่แล้วแค่เป็นบริษัทในตลาด ก็ออกตั๋วbe ได้3%แล้ว ตัดมาที่ปัจจุบัน ขนาดเป็นลูกเจ้าสัวใหญ่ยังต้องออกหุ้นกู้ที่7% รายกลางๆในตลาดส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 5% ขึ้น พวกรายเล็กที่อยู่นอกตลาดไม่ต้องพูดถึง

ผมเป็นผบหqh ลึกๆคงไม่ได้อยากให้ตลาดอสังหาและหุ้นกู้ฟื้นตัวเร็ว เพราะbest case scenarioอาจเป็น อสังหาซึมยาวอีกสัก3ปี  ทำให้มีคู่แข่งล้มเยอะๆหรืออยู่ในจุดที่ไม่สามารถทำโปรเจคใหม่ได้
โควท
gemsset
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 23
ผู้ติดตาม: 2

Re: HMPRO

โพสต์ที่ 15

โพสต์

phpBB [video]
โควท
konigseez
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 43
ผู้ติดตาม: 16

Re: NER

โพสต์ที่ 16

โพสต์

สอบถาม IR มา ณ วันนี้ การดำเนินงาน การซื้อขาย การผลิตยังปกติ โรงงาน 3 ดำเนินการสร้างต่อไม่ได้มีการชะลอ
โควท
batmank
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 365
ผู้ติดตาม: 28

Re: RCL

โพสต์ที่ 17

โพสต์

rcl.jpg
rcl 1.PNG
โควท
THEERA.TTT
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 150
ผู้ติดตาม: 10

Re: NER

โพสต์ที่ 18

โพสต์

คุณชูวิทย์ ขาย  NER-W2 ราคาเลยรูดเลย
---------------------------
สรุปแบบ 59 ประจำวันที่ 9 ธันวาคม 2568
19. บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) (NER)    (1) นาย ชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ตำแหน่ง กรรมการ (กรรมการบริษัท / CEO)        -รายงานการจำหน่ายใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น        ชื่อผู้ทำรายการ นาย ชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์        วิธีทำรายการ จำหน่าย  เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568        ทำรายการผ่านตลาดหลักทรัพย์ (Auto Matching) (บริษัท หลักทรัพย์เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน))        จำนวนหลักทรัพย์ที่ขาย 30,000,000 หน่วย  ราคาเฉลี่ย  0.07 บาท        จำนวนหลักทรัพย์ภายหลังการขาย 44,189,300 หน่วย        -รายงานการจำหน่ายใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น        ชื่อผู้ทำรายการ นาย ชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์        วิธีทำรายการ จำหน่าย  เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568        ทำรายการผ่านตลาดหลักทรัพย์ (Auto Matching) (บริษัท หลักทรัพย์เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน))        จำนวนหลักทรัพย์ที่ขาย 20,000,000 หน่วย  ราคาเฉลี่ย  0.07 บาท        จำนวนหลักทรัพย์ภายหลังการขาย 24,189,300 หน่วย        -รายงานการจำหน่ายใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น        ชื่อผู้ทำรายการ นาย ชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์        วิธีทำรายการ จำหน่าย  เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568        ทำรายการผ่านตลาดหลักทรัพย์ (Auto Matching) (บริษัท หลักทรัพย์เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน))        จำนวนหลักทรัพย์ที่ขาย 20,000,000 หน่วย  ราคาเฉลี่ย  0.06 บาท        จำนวนหลักทรัพย์ภายหลังการขาย 4,189,300 หน่วย
โควท
Joi
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 3161
ผู้ติดตาม: 66

Re: STPI

โพสต์ที่ 19

โพสต์

IMG_7687.jpeg
IMG_7688.jpeg

BOI โครงการ Data Center ที่เพิ่งประกาศวันนี้ มีของ STPI ด้วย บริษัทลูกชื่อ เอสที คลีน พลาเน็ต ดังนั้นน่าจะใกล้ความเป็นจริงมากๆแล้ว รอดูความชัดเจนและรูปแบบของโครงการ Data center ที่ STPI จะทำว่าเป็นอย่างไร แต่ข่าวดีมากๆครับหลังจากรอมานานมาก
โควท
"การหลอกคนร้อยคนให้เชื่อ นั้นง่ายกว่าการสอนคนหนึ่งคน ให้เข้าใจ"
A445838

Re: RBRK - Rubrik, Inc. : US

โพสต์ที่ 20

โพสต์

phpBB [video]


Rubrik ผลประกอบการดีกว่าที่คาดการณ์ไว้และมีการปรับเพิ่มเป้าหมาย (Beat and Raise Guidance) ซึ่งยืนยันสมมติฐานว่า Rubrik กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบสำรองข้อมูลแบบดั้งเดิม (Legacy Backup)
  • ความเป็นผู้นำ: Rubrik ยังคงเป็นผู้นำในด้าน Cyber Recovery ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่บริษัทขนาดใหญ่ใช้ในการตัดสินใจเลือกผู้ให้บริการ
  • ประสิทธิภาพทางการเงิน: อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงการบริหารจัดการต้นทุนที่ดี รายได้ประจำปี (ARR) ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ต้องยอมรับว่าเปอร์เซ็นต์การเติบโตของรายได้โดยรวมจะลดลงในอนาคต เพราะฐานรายได้ที่ใหญ่ขึ้น
  • ความท้าทาย (Headwind): คาดว่าการเติบโตของรายได้จะชะลอตัวลงในปีงบประมาณ 2027 เนื่องจากผลประโยชน์ชั่วคราวจากการย้ายระบบสู่คลาวด์ (Cloud Transformation) ที่เคยเป็นปัจจัยหนุนก่อนหน้านี้จะหมดไป อย่างไรก็ตาม Rubrik ยังคงให้แนวทางว่า ARR จะยังคงรักษาการเติบโตตามเป้า
  • มุมมองระยะยาว: สิ่งที่สำคัญกว่าอัตราการเติบโตที่สูงในปัจจุบัน (40-60%) คือการที่บริษัทสามารถคงที่อัตราการเติบโตในระยะยาวได้ที่ระดับใด (เช่น 20% หรือ 30%)
  • นวัตกรรม: ผลิตภัณฑ์ Agent Cloud ที่อนุญาตให้ย้อนเวลา AI agent ได้ ถือเป็นจุดขายที่น่าสนใจและอาจทำให้ Rubrik ได้เปรียบคู่แข่ง
  • การร่วมมือ: มีการขยายความร่วมมือกับ CrowdStrike ในด้าน Identity Security ซึ่งสะท้อนถึงคุณภาพของเทคโนโลยี Identity ของ Rubrik
  • อัตราการรักษารายได้จากลูกค้าเดิม (Net Retention Rate): ยังคงสูงกว่า 120%
  • ปัจจัยขับเคลื่อน: การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ และความต้องการขององค์กรในการป้องกันและฟื้นตัวจาก Cyber Attack อย่างรวดเร็ว (ด้วยความสามารถในการ "ย้อนเวลา" ของ Rubrik) คือปัจจัยขับเคลื่อนหลักของการเติบโต
โควท
A445838

Re: SIRI

โพสต์ที่ 21

โพสต์

phpBB [video]


ผลประกอบการและประสิทธิภาพการดำเนินงาน
ผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 แสดงให้เห็นถึงการหดตัวของรายได้รวมลง 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัญหาหลักคือต้นทุนที่ยังคงสูงและไม่สามารถกดลงได้มากนัก โดยลดลงเพียง 13% แม้บริษัทจะมีการลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลง 27% แต่ในภาพรวมส่งผลให้กำไรสุทธิลดลงถึง 24% เหลือ 3,029 ล้านบาท

อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ อาทิ ผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA) และผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ปรับตัวลดลงอย่างชัดเจน ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงานที่ลดลง อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ลดลงมาอยู่ที่ 12.06% ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ

ฐานะทางการเงินและมูลค่าในตลาด
ในด้านบวก ฐานะทางการเงินมีความปลอดภัยขึ้นเล็กน้อย โดยอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ลดลงเหลือ 1.92 เท่า

อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้น ณ ปัจจุบันสะท้อนมุมมองที่ระมัดระวังของตลาด โดยมีค่า PBV (ราคาต่อมูลค่าทางบัญชี) ลดลงมาอยู่ที่ 0.46 เท่า ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าตลาดขาดความเชื่อมั่นต่อศักยภาพในการเติบโตที่ดีและน่าสนใจของบริษัท แม้กระนั้น การที่บริษัทจ่ายเงินปันผลในอัตราสูงกว่า 10% ก็มีส่วนช่วยประคองราคาหุ้นไม่ให้ปรับตัวลงต่ำกว่านี้มากเกินไป

ปัจจัยขับเคลื่อนและอุปสรรคต่อการเติบโต
  • โครงสร้างการเงินของลูกค้า (ความเสี่ยง): บริษัทกำลังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างคือ อัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (กู้ไม่ผ่าน) ที่สูงมาก เนื่องจากภาวะหนี้ครัวเรือนในประเทศที่อยู่ในระดับสูง แม้จะมีตัวเลขยอดจองที่ดี แต่ลูกค้าจำนวนมากไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ ทำให้บริษัทต้องนำอสังหาริมทรัพย์เหล่านั้นกลับมาขายใหม่ และต้องเสนอโปรโมชั่นเพิ่มเติม ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตรากำไรให้ลดลง
  • โครงการในภูเก็ต (ปัจจัยบวก): ในขณะที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ ชะลอตัว โครงการในภูเก็ตถือเป็นตัวช่วยสำคัญและยังคงแข็งแกร่งอย่างมาก เนื่องจากลูกค้าหลักในพื้นที่นี้เป็นกลุ่มชาวต่างชาติที่มักซื้อด้วยเงินสด การซื้อด้วยเงินสดนี้จึงช่วยลดปัญหาเรื่องการกู้ไม่ผ่านลงได้ทั้งหมด ทำให้ยอดขายในภูเก็ตยังคงเติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่อง
  • ความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล (Sentiment ลบ): บริษัทมีข่าวเชิงลบที่เชื่อมโยงกับกลุ่มทุนสีเทาและสแกมเมอร์ข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าบริษัทจะออกมาปฏิเสธแล้ว แต่ในมุมมองของนักลงทุน ข่าวดังกล่าวถือเป็นปัจจัยเชิงลบที่อาจทำให้นักลงทุนบางส่วนชะลอการตัดสินใจเพื่อรอความชัดเจน
มุมมองของนักลงทุนเชิงคุณค่า
จากการพิจารณา บริษัทจัดเป็นหุ้นเกรดกลางที่เสนอผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลสูง อัตราเงินปันผลที่สูงกว่า 10% ร่วมกับราคาที่ซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีประมาณครึ่งหนึ่ง ทำให้หุ้นนี้มีความน่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนที่มุ่งเน้นการรับเงินปันผล

อย่างไรก็ดี นักลงทุนต้องประเมินความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เนื่องจากความเสี่ยงด้านการเติบโตที่ชะลอตัว ประกอบกับปัจจัยเชิงลบด้านธรรมาภิบาลที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ผลตอบแทนสูงนี้อาจกลายเป็น "กับดักหุ้นปันผล" ที่ทำให้นักลงทุนติดหุ้นไปเป็นเวลานาน การตัดสินใจลงทุนจึงจำเป็นต้องชั่งน้ำหนักระหว่างผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ได้รับกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอย่างระมัดระวัง
โควท
A445838

Re: JAS

โพสต์ที่ 22

โพสต์

phpBB [video]


ภาพรวมการทำธุรกรรม
บริษัท แจส อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) ได้อนุมัติ 4 มติหลักเกี่ยวกับการลงทุนในลิขสิทธิ์ฟุตบอล English Premier League (EPL) ในประเทศเวียดนาม โดยมีโครงสร้างดังนี้
  • การจัดตั้งบริษัทลูก: จัดตั้ง Jasmin International ฮ่องกง (แจส ฮ่องกง) เพื่อเป็นผู้ดำเนินการ
  • การเข้าซื้อลิขสิทธิ์: แจส ฮ่องกง เข้าซื้อสิทธิ์ถ่ายทอดแบบ Exclusive ของ EPL สำหรับประเทศเวียดนาม จากเจ้าของลิขสิทธิ์ในอังกฤษ เป็นระยะเวลา 5 ฤดูกาลครึ่ง โดยเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026
    • เม็ดเงินที่ต้องใช้ตลอดระยะเวลาสัญญา 5 ปีครึ่ง อยู่ที่ 110 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3,500 ล้านบาท
  • การขายสิทธิ์ต่อ (Back-to-back deal): แจส ฮ่องกง ได้อนุญาตให้ขายสิทธิ์การถ่ายทอดต่อให้กับ FPT Telecom ซึ่งเป็นบริษัทร่วมของ FPT Corporation (หนึ่งในบริษัทขนาดใหญ่ในตลาดเวียดนาม ที่มี Market Cap ประมาณ 200,000 ล้านบาท)
    • มูลค่าสัญญาที่ได้รับจาก FPT Telecom อยู่ที่ 143 ล้านเหรียญสหรัฐ ตลอด 5 ฤดูกาลครึ่ง
  • การจัดการระบบ: เสนอให้บริษัท Mono Streaming (บริษัทลูกของ Mono Next) เป็นผู้บริหารจัดการเรื่องการส่งผ่านคอนเทนต์และระบบหลังบ้าน โดยมีค่าใช้จ่าย 15 ล้านเหรียญสหรัฐ ตลอดช่วง 5 ปีครึ่ง
มุมมองด้านการเงินและศักยภาพการทำกำไร
เมื่อพิจารณาสามตัวเลขหลักของธุรกรรมนี้ พบว่ามีกระแสเงินสดสุทธิที่เป็นบวก:
  • เงินออกรวม: 110 ล้านเหรียญ (ค่าลิขสิทธิ์ EPL) + 15 ล้านเหรียญ (ค่าบริหารจัดการ Mono Streaming) = 125 ล้านเหรียญสหรัฐ
  • เงินเข้ารวม: 143 ล้านเหรียญ (จาก FPT Telecom)
  • กำไรขั้นต่ำสุทธิ (ตลอด 5 ปีครึ่ง): ประมาณ 18 ล้านเหรียญสหรัฐ
ศักยภาพตลาดเวียดนาม:
  • ต้นทุนที่ถูกกว่า: ต้นทุนการเข้าซื้อลิขสิทธิ์ในเวียดนามถูกกว่าตลาดไทยถึง 4 เท่า
  • ขนาดตลาดที่ใหญ่กว่า: ตลาดเวียดนามมีขนาดใหญ่กว่าตลาดไทย 1.4 เท่า โดยมีประชากรประมาณ 110 ล้านคน และมีความนิยมในกีฬาฟุตบอลสูง
โครงสร้างรายได้ส่วนเพิ่ม (Upside Potential)
รายได้ 143 ล้านเหรียญจาก FPT Telecom เป็นมูลค่าขั้นต่ำของสัญญา โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับการแบ่งรายได้ส่วนเพิ่ม:
  • FPT Telecom มีการจ่ายค่าธรรมเนียมขั้นต่ำอยู่ที่ 26 ล้านเหรียญต่อฤดูกาล
  • หากฐานลูกค้าเกินระดับที่ตกลงกัน (นักวิเคราะห์คาดว่าประมาณ 900,000 ราย) และทำให้รายได้เกิน 26 ล้านเหรียญต่อปี
  • แจสจะมีสิทธิ์ได้รับส่วนแบ่งรายได้ 35% ของรายได้ส่วนเกินนั้นต่อปี
  • FPT Telecom ตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันจำนวนผู้สมัครใช้บริการ (Subscriber) ให้ถึง 1.5 ล้านราย ซึ่งหากทำได้จริง รายได้ที่แจสจะรับรู้ก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยที่ต้นทุนคงที่ไม่ได้เพิ่มขึ้น
ความเสี่ยงและความท้าทาย
  • การละเมิดลิขสิทธิ์ (Content Piracy): ตลาดเวียดนามเป็นตลาดที่จัดการได้ยากในเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์คอนเทนต์ ผู้ถือสิทธิ์รายเก่า (Canal Plus) ซึ่งเป็น Pay TV รายใหญ่ของฝรั่งเศส ได้ตัดสินใจทิ้งลิขสิทธิ์และออกจากตลาดไป เนื่องจากไม่สามารถควบคุมปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ได้ โดยจำนวนผู้สมัครใช้บริการเคยลดลงจากช่วงสูงสุด 800,000–900,000 ราย เหลือเพียงประมาณ 300,000 รายก่อนที่จะออกไป
  • ความไม่ชัดเจนของสัญญาเงินเข้า: ข้อมูลที่แจ้งต่อตลาดเกี่ยวกับรายละเอียดของสัญญาที่ทำกับ FPT Telecom ค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับความมุ่งมั่น (Commitment) และเงื่อนไขการออก (Exit Clause) ที่ FPT Telecom มีต่อการจ่ายเงิน 143 ล้านเหรียญ ซึ่งทำให้การวิเคราะห์ภาพรวมโครงสร้างการเงินยังไม่สมบูรณ์
  • ความสามารถในการแข่งขัน: ค่าบริการในเวียดนามต่ำกว่าไทยมาก (แพ็กเกจปกติของเวียดนามประมาณ 120 บาทต่อเดือน เทียบกับไทยที่ถูกสุดประมาณ 199 บาท)
จุดคุ้มทุน (Break-Even)
  • ต้นทุนคอนเทนต์รวมต่อปี (ไทยและเวียดนาม) อยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านบาท (ไทย 3,200 ล้านบาท, เวียดนาม 700 ล้านบาท)
  • บริษัทจำเป็นต้องมีลูกค้าสมัครใช้บริการรวมกันประมาณ 3 ล้านราย เพื่อให้ธุรกิจสามารถถึงจุดคุ้มทุนในระดับกำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit)
  • ปัจจุบัน จำนวนลูกค้าในไทยอยู่ที่ประมาณ 1.3 ล้านราย ในขณะที่ FPT Telecom ตั้งเป้าหมายลูกค้าในเวียดนามไว้ที่ 1.5 ล้านราย ภายใน 1 ปี
นักลงทุนควรมองว่าการลงทุนในแจสนี้ยังคงมีความเสี่ยงสูง และราคาหุ้นในระยะต่อไปจะถูกขับเคลื่อนด้วยความสามารถของแจสและ FPT Telecom ในการจัดการจำนวนผู้สมัครใช้บริการและการควบคุมการละเมิดลิขสิทธิ์เป็นหลัก

ในเชิงกลยุทธ์ การที่แจสใช้ FPT Telecom ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในตลาดเวียดนามมาเป็นผู้ดำเนินการถือเป็นแนวทางที่เหมาะสม เนื่องจากแจสไม่ได้มีประสบการณ์โดยตรงในตลาดนั้น อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของดีลนี้ขึ้นอยู่กับว่าพันธมิตรนี้จะสามารถจัดการกับความท้าทายด้านการละเมิดลิขสิทธิ์และการสร้างฐานลูกค้าได้มากน้อยเพียงใด

โดยรวมแล้ว การเข้าทำธุรกรรมนี้แสดงถึงผลตอบแทนขั้นต่ำที่เป็นบวก แต่ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะความสามารถในการผลักดันจำนวนผู้สมัครใช้บริการให้สูงกว่า 900,000 ราย เพื่อสร้างรายได้ส่วนเพิ่มให้กับแจส
โควท
A445838

Re: GFC

โพสต์ที่ 23

โพสต์

phpBB [video]


ประเทศไทยถือเป็นเป้าหมายสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการมีบุตร โดยเฉพาะชาวต่างชาติ เนื่องจากแพทย์ไทยมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์สูง ธุรกิจนี้ไม่ได้พึ่งพาเพียงแค่กำลังซื้อในประเทศเท่านั้น แต่ยังพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามารับบริการ โดยเฉพาะจากประเทศที่มีกฎระเบียบจำกัด เช่น จีน ที่ไม่สามารถเลือกเพศบุตรได้ การเติบโตของกลุ่มลูกค้าในปัจจุบันมาจากปัจจัยทางสังคม เช่น การแต่งงานที่อายุมากขึ้นและความเครียด ซึ่งทำให้การมีบุตรตามธรรมชาติทำได้ยากขึ้น


ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนควรพิจารณาในธุรกิจนี้คือ อัตราความสำเร็จ ของการรักษา และ ชื่อเสียงของทีมแพทย์

การวิเคราะห์บริษัท GFC
บริษัท GFC มีรูปแบบธุรกิจที่คล้ายกัน แต่มีโครงสร้างสินทรัพย์ที่แตกต่าง โดย GFC ลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์) สูงกว่ามาก (485 ล้านบาท) แสดงถึงการเป็นเจ้าของสินทรัพย์หลักในการดำเนินงาน

สถานะทางการเงินและการดำเนินงาน:
  • โครงสร้างทางการเงิน: เช่นเดียวกับ IVF GFC ก็เป็นบริษัทที่ไม่มีหนี้สินที่มีดอกเบี้ย
  • ปัญหาหลัก: แม้ว่ารายได้รวมจะลดลงไม่มากนัก แต่กำไรลดลงอย่างชัดเจน สาเหตุหลักมาจาก ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น อย่างมาก (เพิ่มขึ้นถึง 45% ในไตรมาสล่าสุดเมื่อเทียบกับปีก่อน)
  • สาเหตุของต้นทุนที่สูงขึ้น: การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายมาจากการ เปิดสาขาใหม่ (เช่น พระราม 9) ซึ่งมีต้นทุนคงที่สูง เช่น ค่าเสื่อมราคาของอาคารและอุปกรณ์, ค่าสาธารณูปโภค, และค่าพนักงานที่เพิ่มขึ้น แต่รายได้จากสาขาใหม่ยังไม่ถึงจุดคุ้มทุน
  • จุดแข็ง: บริษัทยังคงมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวก และอยู่ในช่วงสิ้นสุดการลงทุน (กิจกรรมลงทุนติดลบลดลง)
โอกาสในการเทิร์นอะราวด์ของ GFC:
โอกาสในการเติบโตของ GFC ขึ้นอยู่กับการที่สาขาที่เปิดใหม่ (พระราม 9) สามารถสร้างรายได้ได้ถึง จุดคุ้มทุน เมื่อใดที่จุดคุ้มทุนมาถึง กำไรของบริษัทจะกระโดดขึ้นอย่างรุนแรง เนื่องจากต้นทุนส่วนใหญ่เป็นต้นทุนคงที่ที่จ่ายไปแล้ว
  • สิ่งที่ต้องติดตาม: 1) รายได้รวมต้องเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาสถัดไป 2) อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ต้องเพิ่มขึ้นจากระดับปัจจุบัน หากกำไรกลับไปสู่ระดับเดิม (ประมาณ 77 ล้านบาท) ค่า P/E ล่วงหน้าจะอยู่ที่ประมาณ 8 เท่า ซึ่งถือว่าน่าสนใจ
ข้อสรุปสำหรับนักลงทุน
ธุรกิจรักษาผู้มีบุตรยากเป็นธุรกิจที่มีงบการเงินไม่ซับซ้อน ทำให้ง่ายต่อการติดตามและทำความเข้าใจ ถึงแม้ว่าบริษัททั้งสองแห่งจะมีสถานการณ์ที่แตกต่างกันในด้านโครงสร้างสินทรัพย์ (เช่า vs. ซื้อ) แต่ทั้งคู่กำลังประสบปัญหาเดียวกันคือ รายได้ที่ไม่สามารถครอบคลุมต้นทุนคงที่ที่สูง ในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว

นักลงทุนควรใช้โอกาสที่ราคาหุ้นปรับตัวลงเพื่อพิจารณา แต่ต้องติดตามการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นที่การฟื้นตัวของรายได้ และความคืบหน้าของแผนการขยายหรือการลงทุนใหม่ที่ผู้บริหารได้ส่งสัญญาณไว้แล้ว หากมีสัญญาณการฟื้นตัวของรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้น จะบ่งชี้ว่าแผนของผู้บริหารกำลังสัมฤทธิ์ผล และเป็นเวลาที่เหมาะสมในการเข้าลงทุน.
โควท
A168537

Re: SAMART

โพสต์ที่ 24

โพสต์

SAV นี่น่ากังวลมากน้อยเเค่ไหนหรอครับ
ไม่ใช่เเค่ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา 
เเต่หลากหลายประเทศก็เริ่มเตือนเเละให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปกัมพูชา
โควท
Thai VI Article
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 2059
ผู้ติดตาม: 470

การจัดการภัยพิบัติต้องเป็นวาระแห่งชาติ/วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ

โพสต์ที่ 25

โพสต์

ปัญหาโลกเดือดจะคงมีอยู่ต่อไป และภัยธรรมชาติก็รุนแรงขึ้นทุกปี จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์และนักภูมิศาสตร์พบว่า พื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบมากจะมี 5 เขตคือ 1. บริเวณขั้วโลกเหนือ (Arctic) จะกระทบเป็นสองเท่าของบริเวณอื่น เพราะน้ำแข็งละลายเร็ว ระดับน้ำจะสูงขึ้น  2. ประเทศหมู่เกาะที่มีระดับพื้นที่ต่ำ เช่น มัลดีฟส์ สาธารณรัฐคิรีบาส (Republic of Kiribati) ซึ่งเป็นหมู่เกาะปะการัง 33 เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก  3. ภูมิภาคในทวีปอัฟริกาซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา (Sub-Saharan Africa)  เช่น สาธารณรัฐชาด สาธารณรัฐซูดาน รัฐเอริเทรีย สาธารณรัฐมาลี และ สหพันธ์สาธารณรัฐโซมาเลีย  4. ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่อยู่ติดชายฝั่งทะเล ที่มีสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ จะได้รับผลกระทบจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น น้ำท่วม และอากาศที่แปรปรวน  5. ประเทศแถบทะเลแคริเบียนและอเมริกากลาง จะเกิดเฮอริเคน สภาพภูมิอากาศสุดขั้ว และระดับน้ำทะเลสูงขึ้น  6. เมืองทางตะวันออกของสหรัฐอเมริกา และรอบๆอ่าวเม็กซิโก  

ความเปราะบางนี้ นอกจากจะเกิดขึ้นเพราะระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ภูมิอากาศเปลี่ยน และปริมาณฝนซึ่งเปลี่ยนแปลงไป มากบ้างน้อยบ้าง ทำให้เกิดทั้งความแห้งแล้ง และน้ำท่วม แล้ว ยังเกิดจากการที่มีโครงสร้างพื้นฐานที่ยังพัฒนาน้อย ความยากจน ความไม่มั่นคงทางการเมือง และมีความสามารถในการจัดการกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศมีน้อย ทั้งยังเป็นประเทศที่มีการพึ่งพาการเกษตรและทรัพยากรธรรมชาติสูง จึงได้รับผลกระทบเต็มที่ 

แม้หลายๆคนจะมองว่า ยังดีที่เวลาเกิดภัยพิบัติขึ้น คนไทยมีจิตเมตตา ไม่ว่าจะเกิดภัยอะไร เราก็จะรุมกันช่วยเหลือ เป็นที่น่าประทับใจในน้ำใจและความช่วยเหลือที่เรามีให้กันและกัน  

แม้เราจะหลีกเลี่ยงภัยพิบัติตามธรรมชาติไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่อาจมองข้ามไปได้คือ ประเทศไทยไม่มีการจัดการภัยพิบัติที่เป็นระบบ หากมีการจัดการให้ดีกว่านี้ ผลของภัยพิบัติต่างๆจะลดลงมากทีเดียว  

เพื่อนของดิฉันที่ไปอยู่ฟินแลนด์มานาน เคยวิจารณ์ตั้งแต่สมัยเกิดสึนามิเมื่อปี 2004 ว่า เมื่อเปรียบเทียบการจัดการภัยพิบัติของไทยกับฟินแลนด์ จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน ของไทยเราภาคเอกชนและองค์กรสาธารณกุศลเป็นตัวหลัก เรามีสภากาชาดไทย มีมูลนิธิต่างๆซึ่งน่าดีใจว่า มีจำนวนเพิ่มขึ้นมามากในช่วง 21 ปีที่ผ่านมา คอยดูแลช่วยเหลือด้านต่างๆ แต่เราไม่มีภาครัฐที่จัดโครงสร้างพื้นฐานให้ แม้ว่าเราจะริเริ่มระบบส่งข้อมูลเตือนภัยแล้ว แต่อย่างอื่นของเรายังดูไม่เป็นเรื่องเป็นราวเท่าใดนัก  

การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นที่ผ่านมา ผู้บริหารท้องถิ่น ยังคงเน้นการสร้างถนนดังเช่น 50 ปีก่อน จึงทำให้เราได้ถนนกับเสาไฟฟ้าสวยๆเพิ่มขึ้นมากมาย และไม่มีแผนแม่บทที่จะดูว่า เรายังขาดอะไร และงบประมาณบางอย่าง ควรได้รับการจัดสรรมาจากท้องถิ่นหรือไม่ 

ขอยกตัวอย่างของประเทศที่ได้รับการยอมรับว่ามีระบบการจัดการภัยพิบัติชั้นนำที่เอไอรวบรวมให้ดังนี้ 

ประเทศญี่ปุ่น เป็นระบบกระจายแต่เชื่อมโยงแผน โดยศูนย์เตือนภัยหลักคือ หน่วยงานกลางของรัฐบาล และสำนักงานอุตุนิยมวิทยา จะร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น โดยท้องถิ่นจะมีแผนชุมชนและมีการฝึกซ้อมภาคบังคับ และมีระบบแจ้งเตือนเร็ว ใช้สื่อหลายช่องทางในการเข้าถึงประชาชน การทำงานแบบนี้มีข้อดีคือเข้มข้น ได้ผลดี อพยพทันการณ์ แต่มีต้นทุนดำเนินการสูง และต้องมีวินัยสังคมและการลงทุนต่อเนื่อง 

ประเทศเนเธอร์แลนด์ เน้นการบริหารเชิงพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐาน เป็นการบริหารแบบบูรณาการระหว่างการวางผังเมือง การจัดการน้ำ และนโยบายภูมิศาสตร์ โมเดลนี้เป็นแผนระยะยาว เพราะรู้ว่าเกิดขึ้นแน่ๆอยู่แล้ว จึงต้องลงทุน และคุ้มค่าที่จะลงทุนด้วย แต่ต้องใช้เวลาในการทำให้บรรลุแผน 

ประเทศคิวบา มีรัฐเป็นศูนย์กลาง ระบบจะเน้น “การปกป้องชีวิต”ผ่านการเตรียมชุมชน อพยพเป็นระบบ ให้การศึกษาและสื่อสารระดับรากหญ้า เนื่องจากทรัพยากรจำกัด จึงเน้นว่า หากเกิดพายุขึ้น ก็ขอให้คนตายน้อยที่สุด  

ประเทศนิวซีแลนด์ เป็นระบบกระจายอำนาจระดับภูมิภาค ร่วมกับทุนสนับสนุนจากชุมชน เน้นการเยียวยาและฟื้นฟูที่ยืดหยุ่น 

ประเทศสหรัฐอเมริกา FEMA เป็นหน่วยงานระดับชาติภายใต้กรอบ Stafford Act มีโปรแกรมเงินช่วยเหลือและความร่วมมือกับภาคเอกชน  

เงินงบประมาณที่จะนำมาใช้ในการจัดการภัยพิบัติส่วนใหญ่มาจากงบประมาณภาครัฐเป็นแกนหลัก และมีกองทุนฉุกเฉินสำหรับฟื้นฟู 

ในส่วนของภาคเอกชน จะดูเรื่องการประกันภัยต่อ (re-insurance) ดูเรื่องเทคโนโลยีในการเตือนภัยล่วงหน้า  (early warning) ดูเรื่องการประกันความเสี่ยง และสัญญาที่จะสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทาน การอำนวยความสะดวกในการฟื้นฟู ฯลฯ 

ข้อแนะนำสำหรับประเทศไทย คือทำแบบผสมผสานค่ะ  

ระยะสั้น (2 ปีแรก) : หลายอย่างมีอยู่แล้ว แต่ขาดการเชื่อมโยงกัน ควรมีแผนภาพรวมที่ชัดเจน และปรับปรุงให้สอดคล้องกันและใช้งานได้ เสริมระบบเตือนภัยให้เข้มข้นและเข้าถึงได้ทุกกลุ่ม (มือถือ สื่อท้องถิ่น ลำโพงชุมชน) ทำข้อความหลายภาษาและให้เหมาะสมกับชุมชน ให้มีการฝึกซ้อมระดับชุมชนเป็นประจำ และตั้งกองทุนเตรียมพร้อมสำหรับเหตุฉุกเฉิน ตั้งสำรองงบประมาณ 

ระยะกลาง (2-5 ปี) พัฒนาเครื่องมือการเงินความเสี่ยง เช่น ตราสารหนี้ภัยพิบัติ CAT Bond (Catastrophe Bond) ซึ่งคือตราสารหนี้ที่อัตราผลตอบแทนอิงกับมูลค่าความเสียหายของภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น ถ้าหากเกิดภัยพิบัติ ผู้ออกก็สามารถหักเงินต้น เรื่องที่ควรทำเชิงนโยบายคือ ปรับกฎเกณฑ์อาคารและผังเมืองที่เชื่อมกับความเสี่ยง สำหรับพื้นที่น้ำท่วม โคลนถล่ม โดยคำนึงถึงความเสี่ยงระยะยาว และสร้างกรอบความร่วมมือภาครัฐและเอกชนในการจัดการคลังวัสดุ โลจิสติกส์และระบบข้อมูล โดยทำสัญญาเช่าหรือสำรองคลังสิ่งของฉุกเฉินกับเอกชน และมีการเชื่อมโยงข้อมูลของบริษัทโทรคมนาคมและโลจิสติกส์กับระบบเตือนด้วย 

ระยะยาว (5 ปีขึ้นไป) ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเชิงปรับตัว เช่น ผนังกั้นน้ำ การออกแบบเมืองให้เก็บ-ระบายน้ำ และสร้างวัฒนธรรมความต้านทางของสังคมผ่านการศึกษาในโรงเรียน การมีส่วนร่วมของชุมชนและการฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ 

ภาคเอกชนพร้อมให้ความร่วมมือและให้การสนับสนุนอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะเอาจริงเอาจังขนาดไหน ขอให้คิดตกผลึกไวๆนะคะ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
โควท
A445838

Re: NTSC

โพสต์ที่ 26

โพสต์

phpBB [video]


บริษัท Nutrition SC (NTSC) ดำเนินธุรกิจเป็นผู้นำเข้า ผลิต และจัดจำหน่ายวัตถุดิบ สารปรุงแต่ง และวัตถุเจือปนในอาหารคนและอาหารสัตว์ โดยให้บริการแบบ One Stop Service และมีสินค้ากว่า 2,000 รายการ บริษัทมีชื่อเสียงในอุตสาหกรรมมานานกว่า 40 ปี และมีประสบการณ์ทั้งในตลาดอาหารคนและอาหารสัตว์ ซึ่งนับเป็นความแข็งแกร่งและมีสภาพคล่องทางการเงินที่ดี รวมถึงมีการให้ความสำคัญกับคุณภาพ (Quality Assurance) เพื่อการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ความท้าทายและการบริหารความเสี่ยง
บริษัทเผชิญกับปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน การแข่งขันด้านราคาและต้นทุนวัตถุดิบในตลาดส่งออกและอาเซียน การเพิ่มขึ้นของต้นทุนพลังงาน และผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวนต่อต้นทุนวัตถุดิบ ภาวะสงครามที่ต่อเนื่องยังส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบผันผวนสูงขึ้นด้วย เพื่อจัดการกับความเสี่ยงเหล่านี้ NTSC ใช้วิธีการกระจายความเสี่ยง โดยไม่พึ่งพิงส่วนใดส่วนหนึ่งหรือประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป และมีการวิเคราะห์ความเสี่ยงในทุกด้านอย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมความเสี่ยงและต้นทุนทางการเงิน

กลยุทธ์สำคัญที่บริษัทนำมาใช้คือการบริหารจัดการ ควบคุมความเสี่ยง ควบคู่ไปกับการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ โดยเน้นการผลิตสินค้าสำเร็จรูปให้กับลูกค้าที่มีการทำสัญญาต่อเนื่อง และใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบของ NTSC เอง นอกจากนี้ยังเริ่มมีการส่งออกสินค้าในกลุ่มโปรตีนจากพืช (Plant-Based Protein) ให้กับลูกค้ารายเฉพาะมากขึ้น

ผลการดำเนินงานทางการเงิน
สำหรับงวด 9 เดือน บริษัทมีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 10.4% จากการบริหารจัดการต้นทุนการขายและต้นทุนทางการเงิน ทำให้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 25.3% และอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 24.1% ซึ่งเพิ่มขึ้น 2.9% จากปีก่อน

ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารโดยรวมที่เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่มาจากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย งานสัมมนาที่เป็นวาระปีเว้นปี รวมถึงค่าตอบแทนที่เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนรายได้ และการไปดูงานต่างประเทศตามแผนธุรกิจ แม้จะมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น แต่บริษัทสามารถควบคุมการบริหารรายจ่ายให้อยู่ในแผนได้

บริษัทมีกำไรสุทธิ ณ วันที่ 30 กันยายน เพิ่มขึ้น 50.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 10.1% ซึ่งเพิ่มขึ้น 2.7%

ฐานะทางการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 กันยายน บริษัทมีอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ คือ ROA ที่ 7% และ ROE ที่ 8.4% ขณะที่ Current Ratio อยู่ที่ 7.8 เท่า ซึ่งบ่งชี้ว่าบริษัทมีสภาพคล่องที่ดี และอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) อยู่ที่ 0.2 เท่า ซึ่งลดลง 0.1 เท่า

ในด้านกระแสเงินสด บริษัทมีกระแสเงินสดสุทธิจากการดำเนินงานที่ดี โดยกระแสเงินสดที่มีอยู่มีความเพียงพอสำหรับแผนการลงทุนในโครงการทั้งในปัจจุบันและอนาคต บริษัทมีการบริหารสภาพคล่องและเงินทุนหมุนเวียนอย่างเหมาะสม ทำให้มั่นใจได้ว่าไม่มีผลกระทบต่อแผนธุรกิจที่วางไว้

ความผันผวนทางรายได้ในอดีต
รายได้รวมของ NTSC มีความผันผวน โดยเคยลดลง 9% ในปี 2566 สาเหตุหลักมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรม รวมถึงปัญหาที่ผู้ผลิตไม่สามารถจัดส่งสินค้าได้ตามสัญญา ซึ่งทำให้ต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มสูงขึ้นและกระทบต่อคำสั่งซื้อของลูกค้า กำไรสุทธิในอดีตก็มีความผันผวนเช่นกัน โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น

แผนงานในอนาคต
แผนงานในอนาคตของบริษัทมุ่งเน้นความมั่นคงและยั่งยืนทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยจะเน้นเพิ่มฐานลูกค้าใหม่และสินค้าใหม่ผ่านการออกงานแสดงสินค้า และจะให้ความสำคัญกับการรับจ้างผลิต (OEM) มากยิ่งขึ้น รวมถึงการเน้นการกระจายสินค้าไทยสู่ตลาดโลกมากขึ้น
โควท
A445838

Re: TMAN

โพสต์ที่ 27

โพสต์

phpBB [video]



บริษัท ที.แมน ฟาร์มาซูติคอล จำกัด (มหาชน) (TMAN) ซึ่งดำเนินธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายเวชภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ มีความมุ่งมั่นที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่องในสายธุรกิจนี้ โดยตั้งเป้าการเติบโตไม่ต่ำกว่า 10-15%

ผลการดำเนินงานและการเปลี่ยนผ่านโมเดลธุรกิจ
ผลประกอบการในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่ดี โดยรายได้รวมเติบโต 23% เมื่อเทียบปีต่อปี (Year-on-Year) ขณะที่กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 7.5% และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 8.1% การเติบโตนี้เป็นผลมาจากการดำเนินงานที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ที่วางไว้

บริษัทได้มีการปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญเพื่อกระจายความเสี่ยง จากเดิมที่พึ่งพารายได้จากแบรนด์ของบริษัทเอง (House Brand) เกือบ 100% ปัจจุบันได้สร้างกลไกการเติบโตใหม่สองส่วนคือ โมเดลการรับจ้างผลิต (OEM/ODM) และโมเดลการจัดจำหน่าย (Distributor)
  • สัดส่วนรายได้ปัจจุบัน (โดยประมาณ): House Brand (69%), Distributor (28%), OEM (3%)
  • การเติบโตของโมเดลใหม่: โมเดล OEM และ Distributor มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) อยู่ที่ประมาณ 50% ซึ่งคาดว่าจะเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญต่อไป
ความร่วมมือครั้งสำคัญล่าสุดคือการเป็นตัวแทนจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงของบริษัท เบอร์แทม ซึ่งเป็นเจ้าของยาหอมเปปเปอร์มินต์ ฟิลด์ และยาหม่องน้ำเซียงเพียวอิ๊ว ความร่วมมือนี้ช่วยเสริมความแข็งแกร่งของช่องทางการจัดจำหน่ายของบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่องทาง OTC (ร้านขายยา), Traditional Trade และร้านค้านักท่องเที่ยว สัญญาการจัดจำหน่ายเบื้องต้นกำหนดไว้ที่ 2 ปีครึ่ง และจะมีการต่อสัญญาทุก 3 ปี

การขยายตลาดต่างประเทศและกลยุทธ์ Top of Mind
บริษัทกำลังผลักดันผลิตภัณฑ์หลักอย่าง Propoliz Spray (สเปรย์แก้เจ็บคอ) ซึ่งเป็นผู้นำตลาดในประเทศ ให้กลายเป็นแบรนด์ระดับภูมิภาคและระดับโลก (Regional/Global Brand) ปัจจุบันได้ขยายตลาดไปแล้ว 6-7 ประเทศ เช่น มาเลเซีย จีน และฮ่องกง ที่มีผลตอบรับดีอย่างต่อเนื่อง และมีแผนขยายเพิ่มเติมไปยังอีกประมาณ 6 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน และโอมาน ซึ่งหลายประเทศได้ดำเนินการจดทะเบียนผลิตภัณฑ์เรียบร้อยแล้วและเตรียมเปิดตัวในปีหน้า

กลยุทธ์สำคัญในการบุกตลาดต่างประเทศคือการปรับตัวตามบริบทของแต่ละประเทศ ตัวอย่างเช่น:
  • เกาหลีใต้: ตลาดมีมูลค่าสูง และผู้บริโภคใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้อย่างต่อเนื่อง แต่ข้อกำหนดด้านกฎระเบียบของ KFDA (องค์การอาหารและยาของเกาหลี) มีมาตรฐานสูงมาก บริษัทต้องใช้เวลากว่าหนึ่งปีในการพัฒนาให้ผ่านเกณฑ์ แต่เล็งเห็นโอกาสในการแข่งขันด้านรสชาติที่เหนือกว่าคู่แข่งในท้องถิ่น
  • เวียดนาม: บริบทตลาดเน้นราคาที่เข้าถึงง่ายและคุ้มค่า (Value for Money) ทำให้ต้องมีการปรับขนาดบรรจุภัณฑ์ (Packaging size) และกลยุทธ์ราคาให้สามารถแข่งขันได้
เป้าหมายสูงสุดของการขยายตลาดคือการทำให้ผลิตภัณฑ์กลายเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคนึกถึงเป็นอันดับแรก (Top of Mind Brand) ในหมวดหมู่สินค้าสเปรย์แก้เจ็บคอในประเทศนั้นๆ

เมกะเทรนด์และทิศทางธุรกิจในอนาคต
บริษัทได้ปรับวิสัยทัศน์จากธุรกิจยาแผนปัจจุบันไปสู่การเป็นธุรกิจ Health Care และ Longevity เพื่อตอบรับกับเทรนด์ระยะยาวที่สำคัญ:
  • สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society): ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว ทำให้ความต้องการด้านการดูแลสุขภาพ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และการจัดการงบประมาณสาธารณสุขเป็นความท้าทาย ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับบริษัทยาภายในประเทศที่สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่คุ้มค่า
  • ความตระหนักด้านสุขภาพ: ผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพเชิงรุกมากขึ้นหลังช่วงโควิด มีการบริโภควิตามิน อาหารเสริม และสมุนไพรเพื่อการป้องกันมากขึ้น
  • เทรนด์ Wellness และสมุนไพร: คนรุ่นใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและต้องการหลีกเลี่ยงสารเคมี จึงหันมาใช้ผลิตภัณฑ์จากสารสกัดสมุนไพรมากขึ้น
การปรับแผนธุรกิจนี้ครอบคลุมการผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เวชสำอาง เครื่องมือแพทย์ เพื่อให้ครอบคลุมความต้องการด้านสุขภาพและอายุยืนยาว

จุดแข็งของบริษัทและข้อได้เปรียบในการแข่งขัน
ธุรกิจเภสัชกรรมมีความมั่นคงสูงและมีอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดที่สูง (High Entry Barrier) เนื่องจากต้องอาศัยการลงทุนสูง ประสบการณ์ และความสัมพันธ์ในวงการ บริษัทมีข้อได้เปรียบหลัก 4 ประการที่สร้างความมั่นใจในระยะยาวแก่นักลงทุน:
  • มาตรฐานโรงงานระดับสูง: มีการลงทุนโรงงานยาตามมาตรฐาน PIC/S GMP ซึ่งเทียบเท่ามาตรฐานระดับสากล (ยุโรป สิงคโปร์ เกาหลี) รวมถึงการลงทุนในโรงงาน Health Care (Heaven Herb) ที่สูงกว่ามาตรฐานเพื่อรองรับตลาดต่างประเทศและลูกค้า OEM ระดับสูง
  • ความแข็งแกร่งด้านการตลาด: แบรนด์หลักของบริษัท เช่น Propoliz, Ayara, Vitas C และ Myda B ล้วนเป็นแบรนด์ชั้นนำและติดตลาดในหมวดหมู่ของตนเอง
  • ทีมขายภายในที่แข็งแกร่ง: มีทีมขายของบริษัทเองที่พัฒนาขึ้นมากว่า 50 ปี มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับลูกค้ากว่าหมื่นรายทั่วประเทศ ซึ่งช่วยในการบริหารจัดการต้นทุนและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคู่ค้า
  • นวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven R&D): การมีทีมขายที่ใกล้ชิดตลาดทำให้ได้รับข้อมูลที่มีค่าจากคู่ค้าและลูกค้าเกี่ยวกับ Pain Point และความต้องการที่ยังไม่มีในตลาด ข้อมูลนี้ถูกใช้เป็นสารตั้งต้นในการพัฒนานวัตกรรมด้าน Health Care ให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค
ความเสี่ยงที่นักลงทุนควรพิจารณา
  • ความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ใหม่: แม้ว่าจะมีกระบวนการคัดกรองผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เข้มงวดโดยคณะกรรมการผลิตภัณฑ์ (Product Committee) แต่ยังมีความเสี่ยงที่ผลิตภัณฑ์ใหม่บางตัวอาจไม่ประสบความสำเร็จตามที่คาดการณ์ไว้
  • การพึ่งพารายได้จาก House Brand: บริษัทได้ดำเนินการลดความเสี่ยงนี้อย่างต่อเนื่อง โดยการสร้างโมเดล OEM/ODM และ Distributor เข้ามารองรับ เพื่อลดสัดส่วนการพึ่งพารายได้หลักจากแบรนด์ของบริษัทเอง.
คุณค่าต่อตลาดทุนและความน่าเชื่อถือ
การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ยกระดับความน่าเชื่อถือของบริษัทอย่างมาก ทำให้การสรรหาบุคลากรระดับสูงง่ายขึ้น และเพิ่มโอกาสในการร่วมมือกับพันธมิตรรายใหญ่ (Collaboration/Partnership) ทั้งในประเทศ (เช่น Innobic ในการทำโปรไบโอติก) และต่างประเทศ การมีสถานะเป็นบริษัทมหาชนจำกัดยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเปิดประตูสู่การบุกตลาดโลก ทำให้พันธมิตรต่างชาติมีความเชื่อมั่นในการร่วมงานมากขึ้น.
โควท
A445838

Re: TFG

โพสต์ที่ 28

โพสต์

phpBB [video]


ไทยฟู้ดกรุ๊ป (TFG) มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและมีกลยุทธ์ที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนธุรกิจ โดยมุ่งเน้นที่การกระจายความเสี่ยงและสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน

สรุปผลการดำเนินงานและการเติบโตในปี 2568
ปี 2568 ถือเป็นปีที่ดีสำหรับบริษัท ในเชิงรายได้มีการเติบโตประมาณ 14-15% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 10% ขณะที่ผลประกอบการด้านกำไรสุทธิ (Net Profit) ได้ทำลายสถิติสูงสุดเดิมเรียบร้อยแล้ว และคาดว่าจะต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 4

กลยุทธ์และปัจจัยขับเคลื่อนหลัก (Growth Engines) สำหรับปี 2569
บริษัทตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ในปี 2569 ไว้ที่ 10% โดยมีกลไกขับเคลื่อนหลัก 3 ส่วน ที่สร้างการเติบโตต่อเนื่องมาหลายปี:
  • ธุรกิจค้าปลีก (Retail): เป็นแหล่งรายได้ที่มีสัดส่วนสูงสุดของกลุ่ม คิดเป็นสัดส่วนใกล้ 40% ของรายได้รวม บริษัทตั้งเป้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง จากประมาณ 615 สาขา ณ สิ้นปี 2568 เป็น 850 สาขา ณ สิ้นปี 2569 โดยมีศักยภาพในการขยายได้ถึง 1,000 สาขาขึ้นไปในระยะถัดไป รายได้จากธุรกิจค้าปลีกคาดว่าจะสูงถึง 40,000 ล้านบาทในปีหน้า
    • แนวคิดค้าปลีก: ร้านค้าปลีกภายใต้แบรนด์ Thai Food Fresh Market เป็นร้านสะดวกซื้อที่เน้นวัตถุดิบทำอาหาร (Fresh Market Place) โดยไม่จำกัดเฉพาะสินค้าของ TFG เท่านั้น แต่รวมถึงสินค้าอื่น ๆ ด้วย นำเสนอสินค้าคุณภาพในราคาที่เข้าถึงง่ายในมาตรฐานเดียวกับการส่งออก
    • ข้อได้เปรียบของการทำค้าปลีกเอง: การเข้าสู่ธุรกิจปลายน้ำ (Downstream) ทำให้บริษัทเปลี่ยนจากการเป็น "Production Driven" เป็น "Market Driven" ซึ่งขนาดตลาดค้าปลีกใหญ่กว่ากำลังการผลิตในปัจจุบัน ทำให้สามารถขยายกำลังการผลิตต้นน้ำให้สอดคล้องกับตลาดที่รองรับอยู่แล้ว นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มราคาขาย (Margin) ได้ดีขึ้น ลดความผันผวนของราคาเนื้อสัตว์ที่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ และทำให้บริษัทเข้าถึงข้อมูลตลาด (Market Information) โดยตรงจากผู้บริโภค 300,000-400,000 คนต่อวัน
  • ธุรกิจส่งออกเนื้อไก่: ธุรกิจนี้มีอัตรากำไรค่อนข้างสูงและสร้างมูลค่าให้กับบริษัท บริษัทส่งออกไปยัง 3 ตลาดหลัก ได้แก่ สหภาพยุโรป (EU/UK) ญี่ปุ่น และจีน เป้าหมายการส่งออกในปี 2569 คือใกล้ 100,000 ตันต่อปี จากประมาณ 80,000 ตันในปี 2568
    • ความได้เปรียบในการแข่งขัน: คุณภาพของไก่ไทยได้รับการยอมรับในระดับสากล และบริษัทได้รับอานิสงส์จากการที่ประเทศคู่ค้ายังคงกระจายความเสี่ยงด้านการสั่งซื้อจากผู้ผลิตไทย เนื่องจากคู่แข่งอย่างบราซิลยังคงเผชิญปัญหาด้านคุณภาพและความเสี่ยงด้านโรคระบาด
  • ธุรกิจในต่างประเทศ (Overseas Business) โดยเฉพาะที่เวียดนาม: ปัจจุบัน TFG เป็นผู้ผลิตสุกรรายใหญ่อันดับ 3 ของเวียดนาม ธุรกิจมีการเติบโตสูงมากในช่วง 5 ปีหลัง (เติบโตกว่า 20-30 เท่า)
    • โอกาสการเติบโตที่เวียดนาม: เวียดนามมีปัจจัยมหภาคที่น่าสนใจ (GDP, Demographics) และอุตสาหกรรมปศุสัตว์ยังคงกระจัดกระจาย (Fragmented) โดยผู้ประกอบการรายย่อยและรายกลางมีสัดส่วน 70-80% ทำให้บริษัทที่มีการจัดการที่ดีกว่าและมีประสบการณ์ในตลาดโลกสามารถเติบโตได้สูง
    • แผนการขยายธุรกิจที่เวียดนามปี 2569: รายได้ที่เวียดนามคาดว่าจะเติบโตขึ้น 20% โดยจะขยายธุรกิจจากสุกรไปสู่ธุรกิจใหม่ ได้แก่ ธุรกิจอาหารสัตว์ (โรงงานจะสร้างเสร็จและเริ่มมีรายได้) และธุรกิจไก่ (เริ่มมีรายได้ในปีหน้า) ในระยะ 3 ปีข้างหน้า คาดว่ารายได้จากเวียดนามจะเติบโตเป็น 20,000 ล้านบาท จากปัจจุบันประมาณ 10,000 ล้านบาท
ต้นทุนและแนวโน้มปี 2569
บริษัทได้ล็อกอัพราคาสินค้าวัตถุดิบไปแล้วประมาณ 60-70% สำหรับปี 2569 ซึ่งภาพรวมราคาต้นทุนเหล่านี้คาดว่าจะลดลงจากปี 2568 ประมาณ 3-5% ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบด้านต้นทุน

งบประมาณการลงทุน (CapEx)
การลงทุนหลักในปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 2,500 – 3,000 ล้านบาท โดยประมาณ 80% ของงบประมาณนี้ถูกจัดสรรให้กับการขยายร้านค้าปลีก (กว่า 200 สาขา) ส่วนที่เหลือเป็นการขยายธุรกิจต้นน้ำเพื่อรองรับการเป็นซัพพลายให้กับร้านค้าปลีกของบริษัทเอง แหล่งเงินทุนมาจากกำไรสะสม เงินกู้จากพันธบัตร และสถาบันการเงิน

การบริหารความเสี่ยงและโครงสร้างธุรกิจ
บริษัทบริหารความเสี่ยงโดยการกระจายธุรกิจในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการกระจายไปในหลายธุรกิจ (ค้าปลีก, ส่งออก, เวียดนาม) และการกระจายความเสี่ยงด้านภูมิศาสตร์ (ไทยและเวียดนาม)
  • ความเสี่ยงภายใน: ความเสี่ยงหลักที่บริษัทให้ความสำคัญคือการบริหารจัดการกระบวนการภายใน เนื่องจากการขยายสาขาค้าปลีกที่รวดเร็วมาก
  • การบริหารค่าเงิน: ใช้กลยุทธ์การป้องกันความเสี่ยงตามธรรมชาติ (Natural Hedge) โดยการพยายามปรับให้รายรับและรายจ่ายที่เป็นสกุลเงิน USD (จากการส่งออกและนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์) มีความสมดุลกัน เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
การใช้เทคโนโลยี
บริษัทมีการใช้ระบบอัตโนมัติ (Automation) และ AI เพื่อลดการพึ่งพาแรงงานไร้ทักษะ (Low Skill Labor) ในกระบวนการผลิตเกือบ 100% อย่างไรก็ตาม ในส่วนที่ต้องการความละเอียดอ่อนและความประณีตสูง (เช่น การส่งออกไก่ไปญี่ปุ่น) บริษัทจะยังคงเลือกใช้แรงงานคนเพื่อรักษาคุณภาพและมาตรฐานให้เป็นไปตามความต้องการเฉพาะของตลาดนั้น ๆ

วิสัยทัศน์ระยะยาว
TFG ถือเป็นบริษัทที่อยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเติบโต โดยมีพลังงานสูงและมีโอกาสในการขยายตัวอีกมาก การขยายธุรกิจค้าปลีกและการเติบโตในตลาดเวียดนามที่กำลังขยายตัวอย่างมาก เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงรันเวย์การเติบโตที่ยาวไกลในอนาคต
โควท
micromax
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 8
ผู้ติดตาม: 0

Re: NER

โพสต์ที่ 29

โพสต์

มีโอกาสที่จรวด bm21 จากเขมร จะยิงมาตกที่โรงงานหรือไม่
ทาง ner มีการป้องกันความเสี่ยงนี้ หรือไม่
โควท
AlphaBkk
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 97
ผู้ติดตาม: 24

Re: QH

โพสต์ที่ 30

โพสต์

Notelio เขียน:
อังคาร พ.ย. 04, 2025 9:08 pm
หลังๆ การบริหารงาน ในกลุ่มก็ดู งงๆ ถ้ามองในมุม LH ที่เป็น แม่ใหญ่ เรื่องซื้อหุ้นคืนนี่วางแผนดีๆ มันควรจะให้ Hmpro ที่เป็นเครื่องจักรผลิตเงินของกลุ่ม เป็นคนปันผลออกมาเยอะๆ แทนการซื้อหุ้นคืนเพราะ pe และ pbv hmpro สูงสุดในกลุ่ม การซื้อหุ้นคืนแล้วถ้าต้อง write off มันไปดึง value ของ บ.แม่ลงไปด้วย คนที่ควรจะเป็นหัวหอกซื้อหุ้นคืนมากสุดในกลุ่มก็คือ QH  เพราะราคาต่ำกว่า BV เกินครึ่งนึง เวลา write off  BV ก็สูงขึ้น ไปเพิ่มมูลค่าให้กับ LH ได้อีกต่อนึงด้วย แต่นี่ดันทำตรงข้ามหมดเลย
ผมก็ลองพยายามคิดดูว่าทำไมเค้าถึงเลือกทำแบบนี้
คำตอบที่ผมได้คือ เค้าอาจดูจาก net debt/CFO
Hmrpo ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาสามารถใช้กระเเสเงินกดจากดำเนินงานคืนหนี้หมดได้ภายในแค่ปีกว่าๆ ส่วน qh ต่อให้รวมcfจากปันผล ก็ยังต้องใช้ 3-4ปี 
กลุ่มนี้วิธีคิดหลักเค้า เน้น longetivity มากกว่า maximizes profit ระยะสั้น
คำตอบที่ผมได้(ซึ่งอาจจะผิดก็ได้) ผมยิ่งสบายใจ กลุ่มนี้จากออดีตเค้าไม่กลัวการใช้debt แต่จังหวะนี้ผบหเค้าเลือกสภาพคล่องเป็นpriority หลัก มองมุมนี้มันก็ make sense
โควท
โพสต์โพสต์