โพสต์ยอดนิยม

ตลาดหุ้นโลกถูกครอบงำโดยหุ้นยักษ์ 10 ตัว/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า ลงทุนหุ้น VI เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก

โพสต์ โพสต์
ภาพประจำตัวสมาชิก
CPEGOLF
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 11
ผู้ติดตาม: 4

Re: NETBAY

โพสต์ที่ 1

โพสต์

DisplayDocumentFileItemServlet (7).png
📊 สรุปสถิติ Transaction เดือน พ.ย. 2025: ยอดพุ่ง ทะลุ 20 ล้านรายการ

1. เจาะลึกเดือนพฤศจิกายน 2025 (Monthly Analysis)
เดือนนี้ทำยอดรวมได้ถึง 20,042,483 รายการ โดยมีอัตราการเติบโตที่โดดเด่นใน 2 มิติ:
  • 📈 เทียบเดือนก่อนหน้า (MoM): เติบโต +24.63%
    จาก 16.08 ล้าน (ต.ค. 2568) ➡️ พุ่งขึ้นเป็น 20.04 ล้าน (เพิ่มขึ้น +3.96 ล้านรายการ)
  • 📈 เทียบปีก่อนหน้า (YoY): เติบโต +17.69%
    จาก 17.03 ล้าน (พ.ย. 2567) ➡️ พุ่งขึ้นเป็น 20.04 ล้าน (เพิ่มขึ้น +3.01 ล้านรายการ)

2. เทียบรายไตรมาส 4 (ข้อมูลสะสม ต.ค. - พ.ย.)
เมื่อดูภาพรวม 2 เดือนแรกของไตรมาสสุดท้าย ฐานผู้ใช้งานขยายตัวขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
  • ปี 2024 (2 เดือน): 30,181,283 รายการ
  • ปี 2025 (2 เดือน): 36,124,036 รายการ
  • สรุปส่วนต่าง: เพิ่มขึ้น +5,942,753 รายการ (+19.69%)

โควท
idnamename
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 55
ผู้ติดตาม: 13

Re: KAMART

โพสต์ที่ 2

โพสต์

รูปภาพต่อไปจะมีอะไรอีกครับนี่  ทุกวันนี้อะไรที่ใช้ประจำวันใช้ของบริษัทที่ถือหุ้นนี่ล่ะ โฟมล้างหน้า ครีมอาบน้ำ แปรง+ยาสีฟัน สเปรย์สระผมแห้ง ครีมทาหน้า มาส์ก วิตามินละลายน้ำAM PM  กันแดด
Screenshot_20251208_001646_Gallery.jpg
Screenshot_20251208_002531_Samsung Internet.jpg
โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
tapattan
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 701
ผู้ติดตาม: 98

Re: ICHI

โพสต์ที่ 3

โพสต์

SHINESTOCK ☀️ อิชิตัน ร่วมสู้!! ฟื้นฟูหลังน้ำลด
.
หลังส่งทีมลงพื้นที่ล่วงหน้า วันนี้ผมบินตรงจากเชียงใหม่มาหาดใหญ่ เพื่อเห็นสถานการณ์ด้วยตาตัวเอง ประสบการณ์ที่แม่สายสอนผมว่า "หลังน้ำลด งานจริงเพิ่งเริ่ม"

รถแบ็คโฮ รถดัมพ์ และรถฉีดน้ำแรงดันสูงที่ลงพื้นที่ก่อนหน้า พาผมไปดูงานเคลียร์กองภูเขาขยะ–ฟื้นฟูพื้นที่ ที่ชาวบ้านลุยเองไม่ไหว

เราจะทำให้เร็วที่สุด เพื่อให้ทุกคนกลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนเดิมเร็วที่สุด

ผมเห็นขนาดของความเสียหายแล้วเข้าใจทันทีว่าคนหาดใหญ่รู้สึกยังไง แต่หวังว่าสิ่งที่เราทำ จะเป็นกำลังใจให้หาดใหญ่ลุกขึ้นสู้อีกครั้ง

ขอแสดงความเสียใจต่อผู้สูญเสียทุกคนครับ

.
SHINESTOCK ☀️
#SHINESTOCK #SET #หุ้นไทย #ตลาดหลักทรัพย์ #หุ้น #ICHI #อิชิตัน #ฟื้นฟูหาดใหญ่
1765262098905.jpg
1765262103530.jpg
1765262106698.jpg
1765262108757.jpg
1765262115246.jpg
โควท
Thai VI ComVisit
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 688
ผู้ติดตาม: 691

Re: MOSHI

โพสต์ที่ 4

โพสต์

FOR WB.JPG

Company Visit “MOSHI” วันที่ 27 พ.ย. 68
MOSHI: บริษัท โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

คณะผู้บริหารที่ให้ข้อมูลและตอบคำถาม
• คุณสง่า บุญสงเคราะห์ – ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
• คุณศุภรดา โรจน์วัฒนะ  – ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน
• คุณ ปิยะพิพย์ ดิลกศรี – ผู้อำนวยการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์และความยั่งยืนองค์กร
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
[เกริ่นนำ] 

ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 บริษัท โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มี 4 Brand คือ
1.Moshi Moshi 183 สาขา 
Branch กทม 63 สาขา ต่างจังหวัด 111 สาขา, 
Stand Alone กทม 4 สาขา ต่างจังหวัด 5 สาขา 
2.Garlic 3 สาขา ( กทม 1 สาขา, ตจว 2 สาขา)
3.Giant  กทม 1 สาขา
4.OK Station กทม 1 สาขา 

สัดส่วนสาขา ใน กรุงเทพและต่างจังหวัด:
ต่างจังหวัด 65% กทม และปริมณฑล 35%


ผลประกอบการ ใน Q3 68
Operating revenue increased 14.8% to 844.65M baht (+108.88M baht) YoY. 
Excluding the JV contribution, the growth rate at 15.8%, driven by 30 new branch openings bringing total to 
183 branches, diversified product mix across home furnishing, toys, stationery and cosmetics, 6.0% SSSG.

การเติบโตของรายได้มาจาก หลักๆ คือ การขยายสาขา ตกแต่งร้านค้า 
เปิด 7 สาขา รวม จังหวัดลำพูน  เปรียบเทียบปีที่แล้ว ปีนี้พยายามออกสินค้าอย่างต่อเนื่อง 
มี collection ใหม่3แบบต่อไตรมาส
ปี 2568 เป็นปีที่2หลังเข้าตลาด รับรางวัล Forb asia ที่สิงคโปร์
3Q Revenue Breakdown by Channel
ค้าปลีก (Moshi , Garlic ) 86%
Other channel & JV 2%  , wholesales 12%


ภาพรวม 
Q3 68
Operating Revenue from 735 MB to 844 MB, growth 14.8% Y-Y
GP โต 21% จาก 388 to 470 MB
NP โต 26.9% จาก 108 to 137 MB
Operating revenue 9M Y-Y 21.1%
Retail โต, แต่ Wholesales ลดลง
สาขา Platinum ยอดขายลดลง จากการก่อสร้างรถไฟฟ้าหน้าถนนเพชรบุรีตัดใหม่
Renovate Store

GP: จากรูปใน Oppday, Company Visit
เราเน้นส่วนนี้ Q3 68 GP= 55.7% หลักๆ คือเปิดสาขา retail อย่างเดียว
JV จบไปเมื่อ ธ.ค. 67
เราได้รับแรงสนับสนุนค้าปลีก ถ้าลูกค้าซื้อเกิน1000บาท ก็ถือเป็นราคาขายส่ง


Selling expenses:
นอกจากค่าใช้จ่ายปกติ ใน Q3 มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม การสนับสนุน sponsor concert ซึ่งปีที่แล้วจัดตอน Q2 67
9M Selling Expense ปรับตัวลดลง Y-Y from 29.4% to 29.1%ของรายได้ แต่ตัวเลขเพิ่มขึ้น 19.7% เป็น 730MB


Admin expense: 
ภาพรวม 9M  Y-Y เพิ่มจาก 77MB to 88.91 MB  , %ยอดขาย ลดลงจาก 3.7% เหลือ 3.5%
Q3 (Y-Y) เพิ่ม 20.7% เป็น 32.47 MB, %ยอดขาย เพิ่มขึ้นจาก 3.6% เหลือ 3.8%
มาจาก สนับสนุนการอบรมพนักงาน เพื่อสนับสนุนยอดขาย


Financial cost:
เราไม่มีต้นทุนจากการกู้ยืม มีแต่สัญญาเช่า No interest expenses from loans (all finance costs from lease agreements)
ซึ่งเติบโตตามทิศทางการขยายสาขา
9M + 16% Y-Y 63 MB
Q3 +9.6% Y-Y 21.12 MB
ธนาคารแห่งประเทศไทย ปรับลดดอกเบี้ยลง


NPM:
3Q:  from 15.3% ปรับเป็น 16.2% ใน Q3 68
9M: from 15.4% ปรับเป็น 17%
Q4 ตั้งเป้าเปิด 15 สาขา เปิดแล้ว 8 สาขา ที่คลาดเคลื่อน คือ สาขา BigC คลองแห เจอน้ำท่วมช่วงเปิดร้านพอดี

สินค้าโปรโมชั่น ทุกQ : IP  , NON-IP
NON-IP แต่จัดเรียงเหมือน IP น้องๆ ตอบรับเป็นอย่างดี
การจัดกิจกรรมขยายกลุ่มลูกค้ามากขึ้น


Sustainability Highlights: 
:ผลิตภัณฑ์รักษ์โลก
:คงคุณภาพ และ สีสันการdesign ทีมมีวางแผนตลอด

2025 : Steady Growth , Strong Results:
เรามั่นใจ เรื่องการเติบโต รายได้ 15-20% , SSSG 4-5%

---------------------------------------------------------------------------------------------
[ช่วง Q&A]


Q1: กำไรอื่นๆ มีทุกไตรมาส อยากทราบรายละเอียด?
A1: เป็นกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน เป็นส่วนใหญ่ และ ส่วนน้อยเป็นการปรับมูลค่าของตราสารหนี้ระยะสั้น


Q2: น้ำท่วมหาดใหญ่ กระทบงบอย่างไร?
A2: ต้้งแต่น้ำท่วม ตั้งแต่วันเสาร์ (22/11) ทยอยปิดสาขา บางสาขาปิดเร็ว เราปิดประมาณ 3สาขาต่อวัน ภาพรวมไม่ได้กระทบมาก สตูล ยะลา ปัตตานี ก็ปิดบางวัน แต่หาดใหญ่ปิดตลอด
สาขา BigC คลองแห ได้รับความเสียหาย น้ำท่วม ระดับ 60cm ได้รับความเสียหาย
Oct sssg -9% , Nov sssg ตอนนี้บวกอ่อน รายได้ของสาขาที่ปิด ประมาณ 2% ของรายได้ เราสามารถbuild สาขาอื่นๆ เพื่อให้SSSGเป็นไปตามเป้า


Q3: อยากให้ update สาขาที่เปิดนอกห้าง?
A3: ร้านค้าstand alone 
1.ตรงข้ามมหาลัย หรือ โรงเรียน เป็นไปตามเป้าหมายวางไว้
2.ตามชุมชน ขนาด ใหญ่ กลาง เล็ก
สาขาที่ ตราด 4คูหา ใหญ่ อุทัยธานี ค่อนข้างดีกว่าคาด
เมื่อก่อน เปิดใน BigC ในต่างจังหวัด ขนาดร้านจะเล็กตามห้าง
ส่วนสาขาstand alone ที่ใกล้ BigC เช่น อ้อมใหญ่ ใกล้ central ศาลายา ก็ขายไม่ดีมาก 
สรุป stand aloneภาพรวมก็ยังOK
จังหวัดเลย ช่วงปิดเทอม นักลงทุนไปดูเห็นเงียบในช่วงเช้า แต่ยอดขาย บริษัทยังพอใจ


Q4: สาขาstand alone แตกต่างจากModern Trade และ break evenหรือยัง?
A4: 2-3เดือนแรก เป็นช่วงฮันนีมูน Ticket sizeใหญ่ต้องอยู่ในห้าง และ จังหวัดท่องเที่ยว
สาขาที่เปิดเมื่อ4เดือนที่ผ่านมา ถือว่า Breakeven ตั้งแต่ 2 เดือนแรก
 
ที่ตราด เมื่อก่อน ลูกค้าหาซื้อสินค้าไม่ได้ ถ้าตั้งใจซื้อสินค้าก็ไปจันทบุรี พฤติกรรมลูกค้าคล้ายๆ กัน เพียงแต่เราเอาสินค้าไปขายให้ลูกค้า สาขาที่ไปตั้ง ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีร้าน 20บาทเท่าไหร่ เช่น อ.หลังสวน หรือ ตราด มีเรารายเดียว มองว่า stand alone fit กับเรา  เรามีประสบการณ์เปิดตั้งแต่ปีที่แล้ว ที่ตราด เราไม่ไปโลตัส แต่เปิด stand aloneแทน หรือ Moshi ก่อนหน้า ร้านขนาดเล็กอยู่ตรงข้ามโรงเรียน แต่ปรากฏว่า ลูกค้าไป BigC อ้อมใหญ่แทน เพราะ
มีสินค้าให้เลือกมากกว่า
เราเปิดมาเกือบ 200 สาขา ปิดไป 2 สาขา ที่โคราช และ The Market


Q5: ถ้าเราไปเปิด stand alone ชานเมือง เราขยายอย่างไร?
A5: Stand Alone ที่ไปเปิดที่ใกล้มหาวิทยาลัย เช่น ที่จังหวัดมหาสารคาม เครื่องเขียนขายดี อุปกรณ์ไอที เราก็ Survey ว่านักศึกษาต้องการอะไร เพราะห้อง 1 คูหา มีเนื้อที่จำกัด ต้องเลือกสินค้าเข้ามาขาย


Q6: สาขาที่อยู่ใกล้ MR DIY จะมีปัญหาเรื่องยอดขายไหม?
A6: เรามองว่ามีชนกันบ้าง ของใช้ในบ้าน คล้ายกัน จะเปรียบเทียบกัน ถ้าสินค้าคล้ายกัน ก็ขายราคาเท่ากัน หรือ ราคาต่างกัน 1-2 บาท ไม่ห่างกันมาก กระเป๋า เป็นลักษณะแฟชั่น  สาขาใกล้กัน คิดว่าลูกค้ามาซื้อกับเรา ที่ผ่านมาจะเปิดที่มี MR DIY แล้ว 30 สาขา จะกระทบแค่ 3 สาขา กระทบน้อยมาก ในส่วนMR DIY เราไม่ได้มองว่าเป็นคู่แข่ง ปกติไม่ได้เปิดคู่กับคู่แข่ง ยกเว้นในห้าง เขาจัดให้ติดกัน


Q7: MINISO ที่สำนักงานใหญ่มาทำเอง ทัปเปอร์แวร์ ราคาใกล้กัน อยากให้วิเคราะห์?
A7: หลังจาก MINISO เข้ามาเอง มีสินค้า IP มากขึ้น มี Zone ไม่ใหญ่มาก เรามองว่า เขามาทำเอง ปรับเป็น IP มากขึ้น ต่างจากเดิม แต่ของใช้ในบ้าน เรามีมากกว่า ตอนนี้เราเริ่มฉีกห่างจากกัน เขาไปเน้น IP มากกว่า สินค้าที่คล้ายกันเป็นสัดส่วนน้อย


Q8: IP เค้าเยอะกว่า วันนึงจะมาขาย Functional มากขึ้น ทำให้เค้าพยายามpricingสูงกว่าเรา การปูพรม IP มากขึ้น มีคนที่ชอบ premium จะชอบสินค้า MINISO มากกว่า ไม่แน่ใจว่าควรกังวลไหม?
A8: สินค้า Miniso ที่มี Value มากกว่า ประเทศสิงคโปร์ที่เอาไปขาย จะดูมีpremium ก็เลยเอามาขายในไทยด้วย
เราก็ปรับตัว โดยมีสินค้า Valueมากขึ้น IP บางเจ้า จะจดแบบGlobalแล้วมาขายเรา
สินค้าที่เราทำเป็นvolume ถ้าคนอื่นทำเลียนแบบ ราคาก็จะแพง20%


Q9: มีสินค้าที่คู่แข่งทำได้ดีกว่า Moshi?
A9: สินค้า seasonal เช่น คริสมาส ไม่เหมือนปีที่ผ่านมา การจัดงานรื่นเริงปีนี้น้อยลง
ซึ่ง Margin ดี เราทำราคาได้ดีกว่านี้ ถ้าปรับราคา ช่วงนี้ดู ถ้าเขาปรับลง เราก็ปรับตาม
แต่ไม่ใช่สินค้าหลักที่สร้างรายได้ให้เรา

สินค้าคริสมาส KKV เน้นตุ๊กตาตัวใหญ่ แต่เราเน้น variety เข้าถึงกลุ่มเด็กๆ มากกว่า target ลูกค้ายังแตกต่างกัน


Q10: สินค้าใหม่ 1000 sku / เดือน พอเหมาะเทียบกับคู่แข่งเขาออกมากหรือควรน้อยกว่านี้?
A10: การออกสินค้า เป็นกลยุทธ์ โดยใช้ประสบการณ์ในอดีต 
เมื่อก่อน ออก 800 sku / เดือน พฤติกรรมคนไทย ชอบสินค้าใหม่ๆตลอดเวลา 
ถ้าดีมาก สินค้าจึงจะrepeat คู่แข่ง ไม่รวม miniso เจ้าอื่นที่ทำตลาดเกิน1ปี น่าจะออกสินค้าใหม่น้อยกว่าเราเกินครึ่ง เพราะออกแบบตั้งแต่ packaging มา จนถึงตัวสินค้า มีหลายขั้นตอนมาก


Q11: เริ่มเห็น cosmetic มากขึ้น?
A11: cosmetic เราเอาขายค่อนข้างดี แต่ต่อมา เจ้าของแบรนด์เริ่มเอาไปขายที่อื่นด้วย เราก็ไม่ขาย Beauty อุปกรณ์ เราเอามาเอง ส่วนครีม มี developed เอง และ เอามาขายเอง
สินค้าจีนสัดส่วนเพิ่มจาก 60%  63% 
จำนวน supplier จีน 300 ราย ในไทย 100-200ราย เราไม่สั่งรายเดิมๆ เพื่อให้มีสินค้าหลากหลาย
บางราย minimum order ไม่สูง ก็เป็นโอกาสในการเพิ่ม Sku ด้วย ไม่มีปัญหากับ supplier
เรายินดีจ่ายเร็วกับsupplier เพราะเรามีเงินเพียงพอ เพื่อให้ได้ราคาที่ดี


Q12: มองมุมนึง GPดีจากบาทแข็ง หยวนอ่อน และ ได้ข้อเสนอดีจากที่จีนย้ายจากขายที่USมาขายเรา?
A12: ปัจจัยที่คุมไม่ได้คือค่าเงินบาทแข็งมา6% เราเจรจาได้ในวันนี้ คือ การยืนราคาได้ 
แต่ถ้าต้องเปลี่ยนเมืองใน sourcing ทำให้ราคาไม่ขึ้น การไปติดต่อเมืองอื่น ยัง manage ได้
ถ้าสินค้าแบบเดิม แค่เปลี่ยนลาย เราจะไม่ปรับราคาขึ้น
เราไม่ได้ตั้งราคาจากcost plus  แต่มองว่าสินค้าแต่ละตัวทำราคาได้เท่าไหร่
คุณสง่า บอก สงครามการค้า ทำให้เราได้ต้นทุนที่ดีขึ้น 


Q13: สมาชิก 8.5แสนคน เรามีactivityเพื่อเพิ่มยอดขายอย่างไร?
A13: เรามีactivity ผ่านline ให้สมาชิกกลับมาซื้อ เช่น Earn point, คูปองส่วนลดวันเกิด
ล่าสุด counter ยาวมากที่ พระราม2 จากพนักงานชวนซื้อชิงทอง หรือชวนสมัครสมาชิก เราก็เข้าไปแก้ไข


Q14: MINISO, KKV ถุงสวยกว่า เรามองอย่างไร?
A14: Moshi ถุง Bio รักษ์โลก เราจะพิจารณาเรื่องถุง ว่าจะทำใหม่เพื่อจะขาย หรือซื้อขั้นต่ำเพื่อรับฟรี ตอนนี้หา supplier อยู่


Q15: DC จะตัดค่าเสื่อมอย่างไร?
A15: เดิม capacity เต็มแล้ว ลงทุน 40 กว่าล้านขยายพื้นที่
ส่วนคลังใหม่ จะเสร็จปลาย Q1 ปี 2570 รองรับยอดขาย 6500 ลบ
ค่าเสื่อม เดิมตัด 30 ปี คลังใหม่ค่าก่อสร้าง 220 ลบ การก่อสร้างดีขึ้น จะให้วิศวกรประเมินว่าใช้งานได้กี่ปี ซึ่งปกติใช้ได้มากกว่า 30ปี 


Q16: Ticket size ในใจเท่าไหร่?
A16: ถ้าเป็นไปได้ อยากเพิ่มทั้ง Ticket size, traffic กย เริ่ม ticket size ติดลบ 160 บาท แต่ Traffic ยังเป็นบวก ซึ่งมาจาก ที่เราแยกสินค้าออกมาขาย ทำให้ Ticket size ลดลง
แต่เพิ่มสินค้า high value : กระบอกน้ำร้อนเย็น ชุดนอน 799 บาท สำหรับสาขาขนาดใหญ่


Q17: รับคนละครึ่งไหม หรือ Buy now pay later มีแผนไหม?
A17: เราไม่รับคนละครึ่ง แต่ถ้าเป็น buy now pay later ทำผ่าน Shoppee ได้


Q18: ในส่วนของร้านรูปแบบ stand alone นั้น MR DIY, ร้านทั่วไป ครองตลาดไปแล้ว เครื่องเขียนเราสู้ได้ แต่ตลาดน่าจะไม่ใหญ่ Sector ไหนที่ดึงดูดคนใช้บริการ stand alone?
A18: ที่ขอนแก่น ประชากรแสนคน ก็เป็นเป้าหมายเรา เพราะ ไม่มีร้านอื่นมาตั้ง
มีหลายอำเภอที่จะเปิด เช่นกลุ่ม นศ เวลามี seasonal : valentine เค้าจะมาหาเรา


Q19: ความถี่ในการใช้บริการที่stand alone อะไรเป็นตัวดึงtrafficเข้ามา MR DIY ไปได้ทุกที่ แต่เราจะไปมีข้อจำกัด?
A19: ทำธุรกิจของใช้ในบ้าน เช่น MR DIY แข่งเรื่องราคา แต่สินค้าแฟชั่น มีเราเจ้าเดียว เราdesignเอง ทั้งอำเภอมีเรารายเดียว  ตอนนี้ไปสำรวจ และทำวิจัย หาสาขาในอำเภอได้มากกว่า 50แห่ง
ที่ขอนแก่น เรากำลังที่เปิด stand alone ที่2


Q20: อะไรเป็นจุดที่มั่นใจเปิดstand alone?
A20: เรามีทีมที่ไปsurvey stand alone จุดที่สามารถเปิดและประสบความสำเร็จ
มีcheck list เช่น จำนวนประชากร 


Q21: ห้าง และ Stand alone เปรียบเทียบเป็นอย่างไร?
A21: เปรียบเทียบกันยาก บางจังหวัด เช่น ตราด stand alone ยอดดีพอๆ กับในห้าง คู่แข่งมาจากต่างประเทศ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าซื้อมาขายไป ดังนั้น Moshi มีแค่10%ที่เป็นซื้อมาขายไป ที่เหลือเราไป sourcing มาขาย เป็นสินค้าของเราเอง ราคาของเรา one price policy เรามีทีมสอบเรื่องราคา ถ้าchainใหญ่ แต่บางจังหวัด มีเจ้าใหญ่ เราจะปรับราคาเท่าเค้า ซึ่งเป็นสัดส่วนน้อย เช่น เครื่องเขียน แต่เป็นตัวดึงลูกค้าเข้ามา 10%จะช่วยดึงให้อีก 90%ขายดีด้วย


Q22: จะดูว่า สินค้าใคร copy ใครได้อย่างไร?
A22: การจด Trademark เครื่องหมายการค้า มาตรวจกันว่าจดแจ้งที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาเมื่อไหร่


Q23: การ forecast สินค้าที่ขายดีปีนี้ ปีหน้าเราทำอย่างไร?
A23: ปีนี้ถ้ากระเป๋าดี ปีหน้าจะลดยอดลง แต่ถ้าปีนี้ขายน้อย ก็อาจปรับเพิ่มในปีหน้า


Q24: ปกติเราเริ่มเปิดสาขา ทำไมสาขาที่เปิดจริงไม่ค่อยตรง?
A24: ปี 24 เป้า 20 สาขา แต่ทำจริง 34 สาขา ปีนี้ เป้า 30 สาขา แต่น่าจะเปิดได้ 40 สาขา เรายังต้องมีการปรับปรุงสาขา ปีหน้าก็ยังปรับต่อเนื่อง


Q25: การปันผลในอัตราที่เพิ่มขึ้น จากการถามใน oppday ที่ผ่านมา เป็นอย่างไร?
A25: รับไว้พิจารณา


Q26: Q4 Selling Expense เป็นอย่างไร?
A26: ส่วนใหญ่ Q4 Selling Expenseลดลง ทุกปี แต่เราเปิดสาขาเยอะในQ4 target 15สาขา ทำให้ยอดน่าจะmaintain


Q27: oppday มีแจ้งว่า ลูกค้ากว้างขึ้น และอายุเพิ่มขึ้น เลยอยากเพิ่มสินค้าสูงอายุมากขึ้น? 
A27: เราตั้งใจขยายกลุ่มสินค้าเรามากขึ้น มีน้ำหอม ตอบรับดี มีเสื้อยืด กระเป๋า ข้อมูลมาจากกล้องบางสาขา ส่วนที่ปรับขยาย มาจากdata ผู้ชายประมาณ 30%


Q28: การ์ตูนที่ทำ ออกมาเป็น collection ขาย อยากทราบรายละเอียด?
A28: collection พอหมดช่วงก็มีcollectionใหม่ คนก็ลืมของเก่า Little marine  ยอดขายพอๆกับ ลิขสิทธิ์ เลยบางส่วนมาจาก IP เมืองนอก และ บางส่วนเอามาจากที่เราสร้างเอง ไม่ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์


Q29: การขยายสาขาไป ต่างประเทศ?
A29: เราอยากไป แต่ต้องระมัดระวังมากๆ เห็นโอกาสในบางประเทศ การหา right partner ไม่ใช่เรื่องที่ง่าย เรามีทีมพัฒนาธุรกิจ ทำขนานกันไป การเปิดในSoutheast Asia มีปรับกลยุทธ์ระยะกลาง 3-5ปี มีการศึกษาในประเทศที่จะไป บางประเทศ lifestyle market and FB consumption ขาลง จะต้องใช้เวลามากกว่า1ปีที่จะกลับมา


Q30: เพดานสินค้าจีน ไม่เกินกี่%?
A30: มองที่ 70% ดูคุณภาพสินค้า ต้นทุน ความสัมพันธ์ที่ดีกับsupplier ไทยด้วย เมื่อถึง 70% เรามาพิจารณาอีกที ว่าขยายไปอย่างไรบ้าง อาจมีปรับสัดส่วน


Q31: Miniso shop ดู primiumกว่า เค้าเปิดสาขามากขึ้น  ลูกค้าตามต่างจังหวัดก็มาก จะเป็นทิศทางเปิดในต่างจังหวัดมากขึ้น?
A31: attractive by premium ตุ๊กตา IP ที่attractive ถูกกว่าในตลาดกลุ่ม a เราหาproduct premium แต่ราคาแข่งขันมากกว่าเดิม แผนการขยายสาขา ในต่างจังหวัด 65% , BKK 35% ต่างจังหวัด ปริมาณพื้นที่จะใหญ่กว่าในกรุงเทพฯ ทำให้ลงสินค้ามีความหลากหลาย


Q32: แผนการใช้เงิน นอกจากลง warehouse?
A32: เราจะลงในตราสารหนี้ และพิจารณา payout ratio เราอยากก้าวไปอย่างมั่นคง ไม่ให้พลาด


Q33: คู่แข่งมาเปิดร้านใหม่ จะกระทบกับ SSSG ไหม?
A33: อาจมีกระทบบ้างจากร้านใหม่ พอเวลาผ่านไป SSSG จะไม่กระทบมาก Mega bangna, The Mall Bangkapi เวลาผ่านไป SSSG +อยู่ เราดูตรงข้ามมหาลัย ตัวเลข50สาขาค่อนข้างconservative ชุมพร ไม่ใช่format มหาลัย แต่มีคนจากต่างอำเภอ นักเรียนมาซื้อ เรามองที่กลุ่มเป้าหมาย ถ้าใช่ ก็ไปเปิดสาขา


Q34: ประสบการณ์ สินค้า kawaii (น่ารัก) จะรบกันช่วงนี้ใช่ไหม?
A34: วันแรก ที่moshiเปิดในไทย มีchainใหญ่ 7brands ตอนนี้หลังโควิด เหลือ Miniso รายเดียว


Q35:  ทีมdesign มีต่างชาติไหม?
A35: ใช้คนไทย เราเองเริ่มใช้จาก Freelance จากจีนและฮ่องกง เรากำลังมองจากประเทศอื่นด้วย ดูจากผลงานที่ผ่านมา สินค้าที่ดังปีที่แล้ว อาจไม่ดังในปีหน้า เราต้องmonitorตลอดเวลา


Q36: มีสินค้าหาย เราจัดการอย่างไร?
A36: สินค้าหายไม่เกิน 0.2%ของรายได้


Q37: การปรับสาขา เป็นอย่างไร?
A37: การปรับสาขา อาจเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ โดยเอามาจากสาขาอื่น หรือ renovate สาขา เช่น ตลาดต้นตาล  ส่วนใหญ่ feedback ดี ยอดขายขึ้น 20%

-----------------------------------------------------------------------------------

ข้อมูลทั้งหมดสรุปจากกิจกรรม Company Visit “MOSHI” หากมีข้อมูลผิดพลาดประการใด ทาง ThaiVI ต้องขออภัย ณ ที่นี้นะคะ
โควท
ขอแสดงความนับถือ
ทีมงาน Company Visit
ภาพประจำตัวสมาชิก
SCGLOBAL
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1042
ผู้ติดตาม: 570

Re: SYNEX

โพสต์ที่ 5

โพสต์

IR ตอบประเด็น Ram / HDD ราคาขึ้นกระทบ Synex หรือไม่?
1) เรื่อง iPhone Supply – ทำไมเหมือนของไม่พอขาย?
ประเด็นนี้มาจาก Supply Constraint ของ Apple เองค่ะ ไม่ได้เกี่ยวกับมาร์จิ้นไทยน้อยจนไม่ส่งเข้ามา แม้เงินบาทแข็งจะทำให้ราคาขายปรับลง แต่ต้นทุน Apple ก็ปรับตาม จึงไม่ใช่เหตุผลหลักที่ทำให้สินค้าน้อย
โดยรวมเป็นเรื่องของ Global Allocation ที่ Apple กระจายสินค้าไปตามดีมานด์ทั่วโลก ปีนี้หลายประเทศต้องการสูงกว่าคาด ทำให้ไทยได้สินค้าเข้ามาช้าหรือเบาบางช่วงค่ะ

2) เรื่องราคาหน่วยความจำ DDR4/DDR5 ที่พุ่งขึ้นเร็ว
ปี 2025 ตลาด Component อยู่ในช่วง Upcycle ทำให้หลายสินค้า เช่น Mainboard, VGA, Storage/Memory เกิด shortage จากรอบการผลิตของผู้ผลิต CPU รายใหญ่ ส่งผลให้ราคาตลาดปรับขึ้นต่อเนื่อง
สำหรับซินเน็ค กลุ่ม Storage/Memory ไม่ได้เป็นสัดส่วนรายได้ใหญ่ (ราว 1,200 ลบ.) แต่เรามีจุดแข็งคือเป็น Exclusive partner ของแบรนด์หลัก เช่น WD / SanDisk ทำให้บริหาร supply ได้ดีกว่าตลาด
ราคาขายเพิ่มขึ้นจริง แต่ ต้นทุนก็ขึ้นตาม จึงไม่ได้เป็นประโยชน์ด้านราคาโดยตรง
สิ่งที่บริษัททำคือ Strategic Stock Management เพราะคาดว่า shortage จะยาวถึงช่วง mid–26 และด้วยสถานะ Exclusive ทำให้เราจัดหาสินค้าได้ก่อนรายอื่น
ผลบวกหลักคือ GPM ดีขึ้นเล็กน้อย และ Margin Stability ในช่วงของขาดค่ะ


// เรื่องสินค้าจีน (CXMT)
ตอนนี้ซินเน็ค ยังไม่นำเข้า ค่ะ เพราะโฟกัสแบรนด์ Exclusive ที่มีมาตรฐาน คุณภาพ และระบบประกันที่ตลาดยอมรับ สินค้าจีนบางรุ่นแม้ผลิตได้ แต่ยังอยู่ระหว่างการรับรองความเข้ากันได้กับผู้ผลิตเมนบอร์ด/CPU และราคาตลาดจีนก็ปรับขึ้นตามรอบโลกเช่นกัน จึง ไม่ใช่ทางออกต้นทุนระยะสั้นค่ะ
โควท
"ประสบการณ์คือสิ่งที่คุณจะได้รับ เมื่อถึงวันที่คุณไม่ได้สิ่งที่ต้องการ" - Howard Marks
“I like to say, “Experience is what you got when you didn’t get what you wanted.”
EAKEPON
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 461
ผู้ติดตาม: 62

Re: KAMART

โพสต์ที่ 6

โพสต์

Atipa ขาย เสื้อ และ สินค้าอื่นๆ 

ได้ 8 ล้านชิ้น ใน tiktok  ครับ
1000014683.jpg
1000014682.jpg
1000014680.jpg
โควท
"มันเป็นเช่นนั้นเอง"
ภาพประจำตัวสมาชิก
zhoyun113
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 110
ผู้ติดตาม: 84

Re: KAMART

โพสต์ที่ 7

โพสต์

KARMART จับมือ ATIPA ปั้น “ATP beauty”
 
1.https://www.facebook.com/story.php?stor ... 5p70CAylIk
Creadit ลงทุนเกิรล์ครับ
2. เพิ่มเติมข้อมูลครับ ATIPA จะดังใน TIKTOK ครับ 1 เดือน ยอดจะขายได้ 60-70 ล้านครับ   ยอดขายอยู่อันดับ 6-10 ของ TIKTOK ครับ  
Credit KLOADATA ครับ
595339091_1415288006871002_5909130517170982069_n.jpg
Screenshot 2025-12-09 173500.png
โควท
Thai VI ComVisit
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 688
ผู้ติดตาม: 691

Re: KLINIQ

โพสต์ที่ 8

โพสต์

DSC00181.jpg

Company Visit “KLINIQ” วันที่ 1 ธ.ค. 68
KLINIQ: บริษัท เดอะคลีนิกค์ คลินิกเวชกรรม จำกัด (มหาชน)

คณะผู้บริหารที่ให้ข้อมูลและตอบคำถาม
• คุณวีระศักดิ์ สินทรัพย์ไพบูลย์ – กรรมการผู้จัดการ
• คุณอธิคม วงศ์ส่องจ้า – ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านบัญชีและการเงิน 
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
[เกริ่นนำ] 

งบไตรมาส 3/2568
รายได้ 877 ล้านบาท +17% YoY  รายได้รายไตรมาสยังคงทำจุดสูงสุดใหม่ จาก SSSG +8.10 % YoY และ รายได้จากสาขาใหม่ 10 สาขา ซึ่งเพิ่มมาจาก LabX , Surgery ที่มี margin ต่ำกว่า The Klinique

ยอดขายแบ่งตามแบรนด์ และ เปรียบเทียบ Q-Q
The_Kliniqueue รายได้ 490 ล้านบาท -0.39% QoQ 
LabX รายได้  222 ล้านบาท +14.21% QoQ
Surgery รายได้ 137 ล้านบาท -7.05% QoQ
รายได้ที่ลดลงจากหมอ Magnet 1 ท่านที่ลาคลอดเต็มไตรมาสในไตรมาส 3/2568 ปัจจุบันกลับมาทำงานแล้ว
L_Clinic รายได้ 29.23 ล้านบาท +113.98% QoQ

ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น เป็น 444 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22%
กำไรขั้นต้น 433 ล้านบาท คิดเป็น อัตรากำไรขั้นต้น 49.35% 
ลดลงจาก 50.79% QoQ แต่เพิ่มขึ้น 22% Y-Y

ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร:
สําหรับไตรมาส 3 ปี 2568 เท่ากับ 330.05 ล้านบาท 
เพิ่มขึ้น 12.2% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน เนื่องจากรายได้จากการขายและบริการ
 ปรับตัวเพิ่มขึ้นในอัตราที่ตํ่ากว่าการเพิ่มขึ้นของรายได้เนื่องจากการ
ควบคุมค่าใช้จ่ายการตลาดและค่าใช้จ่ายในการขาย

ค่าคอมที่ให้กับ Labx น้อยกว่า Klinique
สาขาที่เปิด Labx net margin สูงกว่า Klinique
Klinique เปิดมา 16 ปี แต่ LabX เปิดมา3ปี 
ทำให้ช่วงเปิด LABX ใหม่ๆ net margin dropลง (เจอค่าเสื่อม และ รายได้ช่วงแรกน้อย)
พอรายได้เพิ่มมากขึ้น ทั้งgroupตอนนี้รายได้เพิ่มขึ้น

เราออกแบรนด์ใหม่ L เปิดปีที่แล้ว แต่ค่อยๆscaleในปีนี้
ช่วงที่จะเห็น GP , NP เพิ่มขึ้นทั้งกลุ่มน่าจะปลายปีหน้า


GPM driver:
1.Price : ราคาแต่ละหัตถการไม่เท่ากัน
2.Fixed Cost : ค่าเช่า ค่าเสื่อม
3.Variable cost :  หลัก เครื่องมือแพทย์
แปรตาม product mix เวลา GP ลดลง 
Actual selling price ราคาตามหัตถการ 
Perceive price ราคาที่สื่อสารกับผู้บริโภค  คนที่ใช้ประจำ ถ้าราคาต่างกัน 50%ก็ไม่ไหว
ราคาที่จบจริงจะต่างไป 
ธุรกิจความงามมี100รายการ มีpromotionแล้วแต่กำหนด และให้ทำเพิ่มในส่วนราคาปกติ
ลูกค้าซื้อitem a ถูก แต่ ซื้อitem B, C ราคาปกติ ทำอย่างไรให้ลูกค้าอยู่กับเราได้นาน
4.Product Mix
พยายามให้ลูกค้าเก่าใช้บริการ 5 หัตถการ ให้ลูกค้าพยายามใช้จ่ายเพิ่มขึั้น
กลุ่ม ฉีด Biostimulator ซึ่ง margin ต่ำ ต้นทุนขึ้นกับราคายา  มี negative impact กระทบ margin เราต้องบริหารจัดการ
Variable cost : ยา ราคาไม่ค่อยขึ้นเลย

ยอดขายจากโต 30% เหลือ 10%ปลาย ทำให้ SG&A/Sales จะลดลงเรื่อยๆ
ปีนี้ เรายังคงเป้าเดิม ยอดขาย 3,500 ล้านบาท การเติบโต 17-18% NP น่าจะจบใกล้ๆ 11% 
ทำไมกระโดดใน Q4 เพราะเรามี fix cost ระดับนึง ถ้ารายได้เพิ่มขึ้นถึงระดับนึง กำไรลงที่ Bottom line หมด

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
[ช่วง Q&A]
 

Q1: รายได้ ตค, พย All Time High (ATH) ไหม เดือน ธค เป็นอย่างไร?
A1: ตัวเลขยอดขาย ตค ATH แต่รายได้ยอดใช้ จะรอปิดบัญชี คาดว่า ธค จะ ATH


Q2: ยอดขาย 3500 ลบ แสดง Q4 ATH Q3 GP 50% ดังนั้น Q4 ตัวเลขน่าจะโตมาก?
A2: Q4 น่าจะรายได้ 1000 ลบ รายได้ เพิ่มเยอะ มีFix cost ดังนั้น GP เพิ่มมากกว่า 50%, 
SG&A ต่ำกว่า Q3 ทำให้ทั้งปี จบที่ 11%


Q3: สาขาชิดลม เห็น Klinique รายได้ไม่เติบโต เลย convert สาขาเพราะอะไร?
A3: เครื่องมือแพทย์ราคาค่อนข้างสูง ก็เลยย้ายเครื่องไปสาขาอื่นเพื่อutilize และปิดสาขาที่ไม่ทำกำไร ก่อนปิด จะconvert to Labx ก่อน


Q4: Labx วางเป้าอย่างไร?
A4: การเติบโต ปีนี้ 60% ปีหน้า 40-50% ก็ยังเห็น 2-3ปี ถ้ายัง work ก็ยังเปิด Labx เพิ่ม
ขนาดตลาดของ LabX จะใหญ่กว่า Klinique แน่นอน โดยรายได้(spending)ต่อคนน้อยกว่า แต่ จำนวนคนมาใช้บริการมากกว่า The Klinique ขายของแพง แต่ลูกค้ายอมจ่าย จำนวนสาขาระยะยาว จะน้อยกว่า LABX ,  Spending ต่อปี  Klinique > 3เท่าของ LABX LabX เน้นหาลูกค้าให้เยอะที่สุด ส่วน Klinique เน้นลูกค้ามาใช้บริการให้เยอะสุด


Q5: strategy The Klinique มีแผนชัดเจน หรือ มีtime line?
A5: อยู่ใน Road map กำลังทดสอบอยู่ ถ้าเป็นลูกค้า จะเห็นบางโปรแกรม เช่น  หัตถการที่ไม่เหมือนที่อื่น หาซื้อที่อื่นไม่ได้ และ Exclusive program generate รายได้ในอนาคต ความต่างก็คือ ลูกค้าไม่สามารถcompareราคาได้ เพราะ บางโปรแกรมไม่เหมือนกัน


Q6: ดูจากแผนการขยายสาขาในปีหน้าไม่เยอะ ทำไมไม่ซื้อหุ้นคืน เพราะเห็นในงบมีเงินสดเหลือเยอะ?
A6: อยู่ในการพิจารณาครับ


Q7: ปีหน้าขยายไม่เยอะ จะเปิดกี่สาขา brand ไหนบ้าง?
A7: ปกติ 10 สาขาต่อปี เป็นไปได้ ว่า ขึ้นกับ Landlord offer มา Labx เปิดใหม่เยอะกว่า


Q8: อัลเธอร่า ยิงปีละครั้ง จะทำให้เพิ่มยอดได้ไหม?
A8: ส่วนตัวคิดว่า ยากที่ยิงมากขึ้น เนื่องจาก nature ไม่อยากให้ relationship กับลูกค้า โอกาสทำครั้งนึงแล้วได้นาน


Q9: กังนัมคลีนิค ราคาเป็นอย่างไร เทียบเท่ากับ แบรนด์ไหน?
A9: กลุ่ม Aesthetic skin นั้น variety ค่อนข้างกว้าง  เปรียบเทียบเฉพาะขน กังนัม manage ด้วยขน ซึ่งเปรียบเทียบกับ Labx ได้ แต่ LabX จะไปstrong เรื่องอื่นมากกว่า กำจัดขน ดังนั้นเวลาเปรียบเทียบ brand ชน brand  จะดูหัตถการ และ แบรนด์มากกว่า แต่ละคู่แข่ง มี strength ไม่เหมือนกัน 


Q10: L อาจไม่ใช้ ขน เป็นตัวดึงคนเข้ามา แต่เป็นหน้าที่พนักงานขาย ที่ต้องเสนอสินค้าหลากหลายให้ลูกค้า


Q11: สอบถาม capital allocation : แผน ซื้อหุ้นคืน?
A11: ปัจจุบัน กำลังขยายการเติบโตผ่านเปิดสาขา ถือว่าดี การที่เราอาจขยายสาขาเยอะ เลยถามการใช้เงินทุน A: priority ขยายสาขาก่อน แต่B: ซื้อหุ้นคืน กำลังรอพิจารณา หลังดูcash flowไม่กระทบoperation


Q12.ทำไมขยายแค่ 10 สาขาต่อปี?
A12: เรามีแผนซื้อเครื่องมือใหม่ๆ ลงสาขาเดิม หลายสาขาลงเครื่องมือไม่เต็ม เลยต้องเผื่อเงินไว้


Q13: การขยายสาขา Labx มีแผนไปต่างจังหวัดมากกว่า 2 สาขาที่เปิดไปแล้วไหม?
L รายได้ Wrap up น้อยกว่า เราจะขยายLไปทางทิศไหน?
A13: L เป็นแบรนด์ที่3 เห็นใครperformที่ดี ทำไมL ไม่scaleสักที เพราะเราอยากทดสอบให้มั่นใจก่อน Result marketing campaign ยังไม่fully 


Q14: Labx จะคืนทุนจากเรื่องอะไร?
A14: brand คนรู้จักมากขึ้น เวลาเปิดใหม่คนเดินเข้ามากขึ้นภาพใหญ่ไม่ลดลง แต่มีสวิงในเดือน


Q15: การแข่งขันค่อนข้างสูง เรามีวิธีรับมืออย่างไร?
A15: การแข่งขัน ไม่รู้สึกว่าสูง เพราะสูงมาตั้งแต่นาน ลูกค้า ได้ใบโบรชัวร์หลายเจ้า
ส่วนตัวไม่เห็นว่ามากขึ้น


Q16:  ค่าเช่าเท่ากัน ทั้งสองแบรนด์ แต่ Labx ขนาดพื้นที่เล็กกว่า


Q17: การดูแลลูกค้าเก่า %revenue ควรจะน้อยกว่า ลูกค้าใหม่ 
แต่แบรนด์ที่เกิดใหม่ ค่าใช้จ่ายจะสูงกว่า


Q18: เราบริหาร3แบรนด์ รวมกันเพื่อตีคู่แข่ง


Q19: โจทย์ เราไม่ได้ห้ามลูกค้าย้ายสาขาหรือแบรนด์
เมื่อก่อน ทำKlinique แต่ยังไม่มี Labx บางที เขาอาจจะเหมาะกับLabxมากกว่า


Q20:  cost of good sold : Fixed cost 
ภาพรวมไม่ใช่ good indicator ต้องแบ่งสาขาตามคลัสเตอร์ที่ดู
สิ่งที่ทำ คือ แปรเป็นเป้าขายของแต่ละเดือน


Q21: มีแผนขยาย The Klinique หรือ เพิ่มยอดขายอย่างไร?
A21: เข้าใจลูกค้า ทำให้เราmonitor แบรนด์ 


Q22: การแตกแบรนด์ ในอีก 5 ปี มีกี่แบรนด์?
A22: เราไม่ได้ตั้งว่ามีกี่แบรนด์ กลุ่มลูกค้าใหม่ ต้องดูที่ตลาด ถ้ามีopportunity ไม่เสียลูกค้าอาจมีแบรนด์มาจับ


Q23: ช่วงเศรษฐกิจไม่ดี จะมีผลต่อการมาใช้บริการไหม?
A23: ส่วนแรก เศรษฐกิจ จะมีผลต่อการจับจ่ายไหม ส่วนใหญ่ปัญหามาจาก internal
Execute ไม่ได้ง่าย เช่น ให้ ค่าคอมเยอะ  แต่การขายจริง ขึ้นกับฝ่ายขายถนัดอะไร
หรืออยากขายที่เป็น ค่าคอมเยอะ


Q24:  มี sales ออกไหม?
A24:  sales จะเอาสบายก็ไม่แฟร์กับบริษัท sales บางคนที่ออกไปแล้ว ก็มีบางคนอยากกลับมา


Q25: นโยบายที่เปลี่ยนเพิ่ม คาดหวัง outcome อย่างไร?
A25: Cash sales ตค new high เฉพาะ The Klinique 


Q26: รบกวนถาม The Klinique ในระดับ position : การมีฝ่ายขายดึงคนเข้าร้าน?
A26: ทำให้ประสบการณ์ของลูกค้าไม่ดี เราเริ่มใช้ตอนเปิดธุรกิจใหม่ ซึ่ง sales จะเข้าไปคุยกับลูกค้า ชวนซื้อโปรโมชั่น อันที่ดี คือ ใช้งบการตลาด ดีสุด เราไม่มีงบ เลย ใช้ sales มาช่วยการตลาด เราเริ่มconvert สาขาเป็น PR model Long term : พยายาม convert to PR Model


Q27: retention Kliniqueue , labx , L เป็นอย่างไร?
A27: Klinique 70%
L 30% 
LabX 50%
Retention เป็นรายหัวนับ ไม่ใช่รายได้
กลุ่มฉีด แต่ละแบรนด์ ไม่ได้แยก แต่นับเป็นครึ่งๆ


Q28: express สีฟ้า คล้ายกับแบรนด์ไหนของเรา?
A28: L


Q29: ตอนนี้ พัฒนาการของเครื่อง เป็นอย่างไร แนวโน้มจะแข่งกับ US ไหม?
A29: หมอเติ้ลมีความกังวลว่า การวิจัยถ้าไม่นานพอ ดังนั้นไม่อยาก take risk แต่ไม่ได้ปิดกั้น ไปสัมมนาติดตามอยู่


Q30: slide หมายถึง labx , Klinique ใช่ไหม?
A30: ใช่ครับ LabX Q ละ  500 ลบ , Klinique Q ละ 200 ลบ แต่ฐานรายได้เท่ากัน


Q31: ตัวงบกิจกรรม ฝั่งศัลยกรรม GP 42% แต่อุตสาหกรรม GP 50% ++ สามารถปิด Gap ได้ไหม เราทำได้ต่ำกว่าคู่แข่งเยอะ?
A31: Klinique จับลูกค้ากลุ่มบน ความสำคัญของหมอมากกว่าskin
ศัลยกรรม เน้นหมอเป็นหลัก เราใช้แพทย์เฉพาะทางเท่านั้น
แพทย์ผ่านเคสมาเยอะ มีผลต่องบการเงิน ค่ารักษาไม่ควรต่อรอง
ในระยะกลาง ยาว จมูก หน้าอก รายได้เพิ่มขึ้นมาค่อนข้างดี
อจ แพทย์ จะคุยเรื่องปรับราคาเพิ่มขึ้น เพราะ คิวแพทย์เพิ่มขึ้น
เรามีหมอแถว2ที่ยังเป็นแพทย์เฉพาะทางแต่ประสบการณ์อาจไม่เท่ากับ อจ แพทย์ ซึ่งถือเป็นรายได้หลัก
ศัลยกรรมหน้าอก margin ต่ำ ทำให้ โตส่วนนี้ได้ และ ในระยะยาวจะโตด้วย หัตถการที่เป็นmass, ต้นทุนต่ำกว่ามากขึ้น จะทำให้ NP เพิ่มขึ้น


Q32: ปกติเราจะdrive profit โดยหาลูกค้าใหม่ หรือ ลูกค้าเดิมใช้มากขึ้น เลือกอันไหน เพราะอะไร
Criteria แบบไหน?
A: การดูแลกลุ่มลูกค้าเก่า 
1.ก็ทำอย่างไรให้มาบ่อย 
2.ใช้บริการต่อปีให้มากขึ้น 
น้ำหนัก จะเปลี่ยนด้วยตนเอง รูปแบบตามบริษัท
1.Klinique จะเน้นลูกค้าเก่า ซึ่งไม่เหมือนกับดูแลลูกค้าเก่าLabx
2.Labx จะทำอย่างไร ให้convert ลูกค้าใหม่เป็นลูกค้าเก่า


Q33: ธุรกิจ Aesthetic เป็นกระแสนิยม differentiation ต่ำ จะกลายเป็นcommodity
ตลาดโดยรวมจะโต แต่ราคาลดลงไหม?
A33: เทียบกับเกาหลี ถ้าผู้เล่นไม่ทำอะไร ก็จะเหมือนเกาหลี แข่งที่ราคา margin หายหมด ดังนั้น เราทำหลายแบรนด์ และ The Klinique Low cost model :คู่แข่งจะเลือกอันนี้ เราในฐานะผู้นำจะเอาแบรนด์ไหนไปแข่ง เราต้องทำสองทาง คือ low cost แต่ไม่ใช่ low margin


Q34: อัลเธอรา ไพรม์ ก็ไม่อยากdrive?
A34: จะมีเจ้าของยา หรือ เจ้าของเครื่อง เข้าไทย เช่น อัลเธอรา มาเลือกทำร่วมกับเรา


Q35: นักศึกษาอาจไม่ชอบเราเป็นอันดับ1?
A35: เห็นด้วย และ ยอมรับ ตลาด Fragment กลุ่มนี้ อยากได้ลูกค้าเป็นนักศึกษา ทำอย่างไร ให้L เปิดเพิ่ม ทำ campaign กับ Klinique


Q36: โดย design เราแยกทีมออกจากกัน เพราะการตลาดเป็นศิลปะ เลยแยกทีมอย่างชัดเจน ถ้าใครตาม ทั้ง 2 ทีม ทำการตลาดไม่เหมือนกัน L น่าจะทำได้ดีกว่านี้ ตอนนี้มี 40 กว่าคน ที่ทำรวมทุกแบรนด์


Q37: เข้าใจ ว่าใช้แพทย์วน มีวิธีการอย่างไร?
A37: เรา build brand โดย ไม่ยึดติดกับหมอ แต่ก็มี happy กับคุณหมอ ก็ลงวันที่หมอเข้า


Q38: Q4 SG&A เยอะ?
A38: ปีที่แล้ว write off 10 MB มาจากการปิดสาขา


Q39: Labxไปได้ดีกว่าหรือไม่?
A39: Lab X ราคาถูก และ ลูกค้าเยอะกว่า The Klinique


Q40: มีการร่วมมือกับบริษัทยาเพื่อควบคุมต้นทุน?
A40: ไม่ใช่ควบคุมต้นทุน กลยุทธ์แต่ละแบรนด์ มีโจทย์ของตัวเอง ถ้าโตต่อเนื่อง GP, NP ก็ไปด้วยดี


Q41: ฐานลูกค้าของแต่ละแบรนด์เป็นอย่างไร?
A41: แบ่งฐานลูกค้าตามแบรนด์ The Klinique เน้นกลุ่มลูกค้ามีกำลังซื้อสูง เน้นคุณภาพและบริการ ลูกค้าเก่า 70% Labx เน้นกลุ่มลูกค้าใหม่เป็นคนทำงาน แต่เน้นคุ้มค่ากับราคาที่จ่าย ลูกค้าเก่า 50% L Clinic เน้นนักศึกษา เด็กกว่า ชอบลองใหม่ ๆ ทดลองใช้ดู ลูกค้าเก่า 30%


Q42: รายได้ ที่คิดกับคน ต่างประเทศ กับ ไทย ไม่ต่างกัน 


Q43: มีแผนการขยาย อย่างไร?
A43: กลุ่มลูกค้า 10% สำหรับต่างประเทศ เรา conservative ลองกับลูกค้าต่างชาติ ในช่วงที่ต่างชาติหายไปเยอะ ปีหน้าจะเห็นชัดว่าทำอะไรบ้าง


Q44: Technology ทำถอนขนรักแร้ทำได้อยู่แล้ว


Q45: พึ่งซื้อคอร์ส ตค และ พย จะคิดอย่างไร?
A45: ขึ้นกับpackage เช่น อัลเธอรา ใช้ปีละครั้ง


Q46: Wellness เป็นอย่างไรบ้าง?
A46: เราไม่ได้ขยายช่วงนี้


Q47: Thai skincare, cosmetic พวกเราทำได้ดี ไม่พึ่งภาครัฐ เทรนต่างชาติมาแน่
ต่างชาติsearch เรื่องพวกนี้เยอะ เทรนมาแน่


Q48: การแข่งขันไม่น้อยลง แต่แข่งด้วยวิธีเดิมๆไม่ได้ผล ผู้บริโภคเข้าใจมากขึ้น


Q49: ตลาดจะ consolidate ไหม?
A49: ไม่คิดว่า consolidate เพราะ ธุรกิจ High margin หมอก็จะเปิดเองก็ได้ 
แต่อาจมีหลายแบรนด์ Conner group


Q50: เกาหลีถือเป็นคู่แข่งไหม ชักชวนดาราไปทำ?
A50: มองว่าเป็นคู่แข่ง และ คู่คิด เพราะเรามี partner ด้วย หลายเจ้ามองหา partner
วงการศัลยกรรมเกาหลีทำให้ตลาดใหญ่ขึ้น คนยอมรับมากขึ้น


Q51: มีผิดแผนสำหรับคุณบอยไหม รายได้เติบโตจริง แต่สะท้อนไปที่ราคาหุ้น sideway down อะไรที่ผิดแผน หรือ คู่แข่งaggressive ขึ้น?
A51: The Klinique ควรdrive เรื่อง mix product ภายในก็drive ทีมงานให้ได้เป้า มีความสะดุด เรื่องการตั้ง รพ และ จัดหมอมาเข้าเวร ไม่ได้scale ได้เร็ว


Q52: ตลาดให้ expectation ตามที่ผู้บริหารให้มา เรามอง aggressiveไป ใช่ไหม ทำให้ตัวเลขพลาดเป้า?
A52: ที่ทำได้ดี คือ Top line (รายได้) แต่ไม่ดี คือ GP ลงไป เน้น The Klinique (Aesthetic)


Q53: พนักงาน ฝ่ายขาย หมอ มีการเทรน สิ่งนึงคือ มีการซื้อตัว มี incentiveอะไร ทำให้อยู่กับเราต่อเนื่อง?
A53: ปกติ sales ทำยอดขายเดือนนี้ reflect incentive เดือนหน้า ต่อไปจะเป็น L/T มากขึ้น deliver ใน L/T EJIP(โครงการร่วมลงทุนระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง) ยังไม่ถึง  แต่ มี ESOP (การเสนอขายหุ้นให้กรรมการหรือพนักงาน) สำหรับฝั่ง รพ 


Q54: cash conversion ดูdropลง ช่วยขยายความ?
A54: ปกติ เทอมการค้าไม่เปลี่ยน แต่ inventory อาจเพิ่ม 


Q55: character คุณอั้ม อยู่ในทิศทางเหมือนเดิม ค่าใช้จ่ายต่อปีเท่าไหร่?
A55:  contract ทุก 2 ปี รายได้ไม่เปิดเผย Direction ถ้าไม่ใช่คุณอั้ม คนต่อไปคือใคร ซึ่งคุณอั้ม เป็นระดับตัวแม่ เราไม่ได้ปิดกั้น ถ้ามีคนไหนมาแทนได้ก็ Ok เราอาจทำ layer 2,3 ช่วย แต่จะให้คุณอั้มไปอีก 10 ปีก็ไม่ใช่

Q56: สาขาที่หาดใหญ่ เป็นอย่างไรหลังเจอน้ำท่วม?
A56: สาขาที่หาดใหญ่ ไม่เสียหายแต่ลูกค้าเข้าไม่ได้

-----------------------------------------------------------------------------------


ข้อมูลทั้งหมดสรุปจากกิจกรรม Company Visit “KLINIQ” หากมีข้อมูลผิดพลาดประการใด ทาง ThaiVI ต้องขออภัย ณ ที่นี้นะคะ
โควท
ขอแสดงความนับถือ
ทีมงาน Company Visit
A445838

Re: MEGA

โพสต์ที่ 9

โพสต์

phpBB [video]


บริษัท MEGA มีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการฟื้นตัวที่ชัดเจนของธุรกิจจัดจำหน่ายในพม่า (Maxxcare) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีการปรับประมาณการกำไรปกติสำหรับปี 2025-2027 ขึ้นเล็กน้อยที่ระดับ 1-3% เพื่อสะท้อนรายได้ที่คาดว่าจะฟื้นตัวของ Maxxcare

เป้าหมายการเติบโตระยะยาว
ผู้บริหารยังคงตั้งเป้าหมายระยะยาวที่แข็งแกร่ง โดยตั้งเป้าที่จะเพิ่มรายได้และกำไรให้เติบโตเป็นสองเท่าภายในปี 2030 หรือในอีกประมาณ 5 ปีข้างหน้า

สำหรับแบรนด์หลัก Mega We Care (Meg VC) มีเป้าหมายการเติบโตของแบรนด์ในปี 2026 อยู่ที่ 8-12% การเติบโตนี้จะมาจากการพัฒนายาและนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่สู่ตลาด ควบคู่ไปกับการสร้างความแข็งแกร่งของแบรนด์

การฟื้นตัวของธุรกิจในพม่า
สัญญาณการฟื้นตัวของยอดขายในพม่ามีความชัดเจนขึ้น เนื่องจากการได้รับอนุมัติใบอนุญาตนำเข้ายาจากรัฐบาลเพิ่มขึ้น โดยที่ความต้องการภายในประเทศยังคงอยู่ในระดับสูง ปัญหาใบอนุญาตนำเข้าที่เคยเป็นอุปสรรคสำคัญในช่วงที่ผ่านมาได้เริ่มคลี่คลายลง ซึ่งธุรกิจจัดจำหน่ายในพม่าคิดเป็นสัดส่วนรายได้ประมาณ 30% ของรายได้รวมทั้งหมดในอดีต ปัญหาดังกล่าวเคยเป็นปัจจัยหลักที่กดดันผลการดำเนินงานโดยรวม

การที่บริษัทสามารถขอใบอนุญาตนำเข้ายาได้เพิ่มขึ้นนั้น เป็นผลมาจากการเจรจากับเครือข่ายพันธมิตรในพื้นที่และรัฐบาลพม่า คาดว่าการฟื้นตัวของธุรกิจ Maxxcare จะเห็นผลอย่างมีนัยสำคัญต่อเนื่องไปตลอดปีหน้า นับจากช่วงครึ่งหลังของปีนี้เป็นต้นไป ทั้งนี้ การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในพม่าช่วงปลายเดือนธันวาคม อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หากทิศทางของรัฐบาลมีความชัดเจนขึ้น อาจส่งผลให้การได้รับใบอนุญาตนำเข้าเพิ่มขึ้นตามมา

แนวโน้มไตรมาส 4 และนโยบายปันผล
สำหรับแนวโน้มในไตรมาสที่ 4 คาดว่าจะเห็นการเติบโตของกำไรเมื่อเทียบกับทั้งไตรมาสก่อนหน้าและเทียบกับปีก่อนหน้า โดยได้แรงหนุนจากความต้องการที่แข็งแกร่งของแบรนด์หลัก Mega VCare และการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของ Maxxcare ในพม่า

แม้จะมีการปรับประมาณการกำไรขึ้นเล็กน้อย แต่มีการปรับลดอัตรากำไรขั้นต้นลงตามสัดส่วนที่รายได้จากธุรกิจจัดจำหน่าย (Maxxcare) ซึ่งมีอัตรากำไรที่ต่ำกว่า มีสัดส่วนสูงขึ้น

ในส่วนของนโยบายการจ่ายเงินปันผล ผู้บริหารคาดว่าจะสามารถรักษาระดับการจ่ายเงินสดปันผลให้อยู่ที่ประมาณ 60% ของกำไร

การขยายโรงงานใหม่
บริษัทมีความคืบหน้าในการขยายกำลังการผลิต โดยโรงงานใหม่ในเวียดนามและพม่าได้รับการอนุมัติการก่อสร้างเรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ 1 ปีครึ่ง และต้องใช้เวลาอีกประมาณ 1 ถึง 1 ปีครึ่งในการขอใบอนุญาตผลิต ก่อนที่จะสามารถเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในช่วงปี 2029
โควท
A047338

Re: KAMART

โพสต์ที่ 10

โพสต์

ทำไมคนถึงขายหุ้นเยอะ ทั้งที่ราคา tender offer อยู่ที่ 9.80 ใครมีมุมมองอะไรมั้ยครับ
โควท
A445838

Re: CPALL

โพสต์ที่ 11

โพสต์

phpBB [video]


CPALL เคยเป็นที่รู้จักในฐานะหุ้นเติบโตที่มีการขยายสาขาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง แม้ว่าในปัจจุบันกำไรต่อหุ้น (Trailing EPS) ซึ่งรวมกำไรสี่ไตรมาสย้อนหลังจะยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ความเร็วในการเติบโตนั้นน้อยลงกว่าในอดีต การที่บริษัทเติบโตช้าลงทำให้ตลาดและนักลงทุนเริ่มให้ค่าพรีเมียม (Premium) ในการประเมินมูลค่าหุ้นลดลง

ในด้านผลประกอบการ กำไรสุทธิของไตรมาสที่ 3 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้ายังคงมีการเติบโตที่ร้อยละ 17.63

เมื่อพิจารณาในแง่ของมูลค่า อัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ในปัจจุบันอยู่ที่ 13.62 เท่า ซึ่งตีความได้ว่าใช้เวลาประมาณ 13 ปีในการคืนทุน ขณะที่อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) อยู่ที่ประมาณ 2.89 เท่า หุ้นตัวนี้ถือเป็นหุ้นที่แข็งแกร่งและปลอดภัย

เนื่องจากการเติบโตเริ่มชะลอตัวลง CP จึงเริ่มมีบทบาทที่ชัดเจนขึ้นในฐานะหุ้นที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผล โดยมีอัตราเงินปันผลอยู่ที่ร้อยละ 3.16 ซึ่งสูงกว่าการฝากเงินในธนาคารอย่างแน่นอน

แรงกดดันที่ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องมาจากการขายของนักลงทุนต่างชาติผ่านระบบ NVDR การขายเริ่มขึ้นอย่างชัดเจนและต่อเนื่องนับตั้งแต่ช่วงที่ NVDR สะสมถึงจุดสูงสุดในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์
สำหรับความท้าทายในอนาคต การขยายสาขาเป็นเรื่องที่ทำได้ยากขึ้น เนื่องจากร้านเซเว่นอีเลฟเว่นมีความหนาแน่นสูงอยู่แล้ว ทำให้การหาพื้นที่ใหม่ ๆ เพื่อการเติบโตทำได้ลำบาก นอกจากนี้ บริษัทยังเผชิญกับการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากคู่แข่งรายอื่น ๆ เช่น CJ ความท้าทายอีกประการหนึ่งคือการควบคุมต้นทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าใช้จ่ายด้านแรงงาน ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการปรับขึ้นของค่าแรง อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยี เช่น หุ่นยนต์ (Robot) เข้ามาช่วยในบางส่วน อาจช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้ในระยะสั้น
โควท
A445838

Re: MAJOR

โพสต์ที่ 12

โพสต์

phpBB [video]


การเข้าซื้อกิจการ Warner Brother โดย Netflix เมื่อวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา ถือเป็นการทำธุรกรรมครั้งสำคัญระหว่างผู้ประกอบการแพลตฟอร์มโลกใหม่ (Netflix) กับผู้ผลิตภาพยนตร์ดั้งเดิม (Warner) ด้วยมูลค่ากว่า 80,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นการเข้าซื้อในอัตราส่วน EV ต่อ EBITDA ประมาณ 26 เท่า

Warner มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรม โดยมีสัดส่วนในการผลิตภาพยนตร์ประมาณ 15% ของตลาดภาพยนตร์ทั้งหมด และเป็นเจ้าของแฟรนไชส์ที่มีชื่อเสียงอย่าง Harry Potter, Lord of the Ring และจักรวาล DC ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ก่อให้เกิดความกังวลอย่างมากในกลุ่มธุรกิจโรงภาพยนตร์ทั่วโลก เนื่องจากความไม่แน่นอนของกลยุทธ์การเผยแพร่ภาพยนตร์ในอนาคต

การวิเคราะห์ผลกระทบต่อธุรกิจโรงภาพยนตร์
เราแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็นสองกรณีหลักสำหรับกลยุทธ์การจัดจำหน่ายเนื้อหาของ Warner ภายใต้การบริหารของ Netflix:
  • กรณีที่ 1: ให้ความสำคัญกับโรงภาพยนตร์ Netflix อาจยังคงใช้ช่องทางโรงภาพยนตร์เพื่อสร้างกระแสและมูลค่าให้กับภาพยนตร์ ก่อนที่จะนำเข้าสู่ระบบสตรีมมิง ซึ่งหากเป็นกรณีนี้ ธุรกรรมดังกล่าวจะส่งผลดีต่อธุรกิจโรงภาพยนตร์เป็นอย่างมาก
  • กรณีที่ 2: เน้นสตรีมมิงโดยทันที Netflix ตัดสินใจยกเลิกช่องทางโรงภาพยนตร์ทั้งหมด และนำภาพยนตร์ทั้งหมดของ Warner เข้าสู่ช่องทางสตรีมมิงโดยตรง ซึ่งจะส่งผลกระทบในเชิงลบต่อผู้ประกอบการโรงภาพยนตร์
ผลกระทบเชิงปริมาณต่อบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ (MAJOR)
ในกรณีที่แย่ที่สุด คือการตัดจำนวนภาพยนตร์ของ Warner ทั้งหมดออกไป (ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 15% ของภาพยนตร์ฮอลลีวูดทั้งหมดต่อปี) ผลกระทบต่อกำไรของ MAJOR จะอยู่ที่ประมาณ 4-5% และผลกระทบต่อราคาเป้าหมายจะจำกัดอยู่ที่ประมาณ 3% ซึ่งชี้ให้เห็นว่าผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นนั้นค่อนข้างจำกัด หากมีการถอดภาพยนตร์ของ Warner ออกตั้งแต่ในช่วงปี 2027

เรายังคงมีมุมมองที่เป็นลบต่อ MAJOR ในระยะสั้น เนื่องจากความไม่แน่นอนในกลยุทธ์ของ Netflix ภายหลังการเข้าซื้อ อย่างไรก็ตาม มีความเชื่อมั่นว่าสตูดิโอส่วนใหญ่ที่เหลืออยู่ เช่น Disney, Fox, MGM และ Paramount ยังคงต้องการรักษาความแข็งแกร่งของช่องทางโรงภาพยนตร์ไว้ต่อไป

หากราคาหุ้น MAJOR ปรับตัวลดลงมากกว่าผลกระทบสูงสุดที่ 3% ที่เราประเมินไว้ ในทางกลับกัน อาจถือเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ เนื่องจากปัจจุบันหุ้น MAJOR ซื้อขายอยู่ที่ระดับ Price to Earning (PE) ประมาณ 8 เท่า และ Price to Book (P/B) ที่ 0.88 เท่าสำหรับปี 2025
นอกจากนี้ ยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาด้านกฎหมายของสหรัฐอเมริกา (Justice Department) เกี่ยวกับการต่อต้านการผูกขาด ซึ่งอาจส่งผลต่อการอนุมัติการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน
โควท
luckyman
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 2315
ผู้ติดตาม: 32

Re: BDMS

โพสต์ที่ 13

โพสต์

โควท
A445838

Re: AOT

โพสต์ที่ 14

โพสต์

phpBB [video]


การตัดสินใจล่าสุดของ AOT เกี่ยวกับการปรับสัญญา King Power และการขึ้นค่าธรรมเนียม PSC (Passenger Service Charge) ได้ปลดล็อกความไม่แน่นอนที่ค้างคาอยู่

ประเด็นการปรับสัญญา King Power
สัญญาเดิมกับ King Power นั้นดีสำหรับ AOT แต่ไม่เหมาะกับ King Power เนื่องจากจำนวนผู้โดยสารไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ การปรับสัญญาครั้งใหม่แม้จะทำให้รายได้ส่วนรับประกันขั้นต่ำ (Minimum Guarantee) ที่ AOT จะได้รับลดลง แต่ก็ได้ยุติประเด็นความคลุมเครือลง

ภายใต้สัญญาใหม่ รายได้การันตีขั้นต่ำของสนามบินสุวรรณภูมิอยู่ที่ 232 บาท และสนามบินต่างจังหวัดอยู่ที่ 100 กว่าบาท ซึ่งต่ำกว่าของเดิมที่ 372 บาท ส่วนแบ่งรายได้ (Revenue Sharing) กำหนดที่ 20% และ 35% ขึ้นอยู่กับยอดขาย โดยรวมแล้ว การยุติปัญหาและตัวเลขใหม่นี้ถือเป็นผลบวกต่อ AOT เนื่องจากความไม่แน่นอนในประเด็นนี้สิ้นสุดลง

ประเด็นการขึ้นค่าธรรมเนียม PSC
การปรับเพิ่มค่าธรรมเนียม PSC ถือเป็นข่าวดีที่เกินกว่าที่นักวิเคราะห์หลายรายคาดการณ์ไว้มาก ค่าธรรมเนียม PSC ถูกปรับเพิ่มขึ้นจาก 730 บาท เป็น 1,120 บาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 50% การปรับขึ้นนี้ใช้สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศเท่านั้น โดยเที่ยวบินในประเทศยังคงใช้เรตเดิม

ค่าธรรมเนียม PSC ถือเป็นรายได้โดยตรงและเป็นสัดส่วนรายได้หลักที่สูงที่สุดของ AOT การปรับขึ้นค่า PSC อย่างรุนแรงนี้ถูกมองว่าเป็นการชดเชยกับรายได้ที่ลดลงจากการปรับสัญญา King Power การที่ AOT สามารถขึ้นค่าบริการได้ถึง 50% โดยไม่มีการประท้วงใด ๆ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งจากการผูกขาดกิจการ

การปรับค่าธรรมเนียมใหม่จะมีผลใช้จริงประมาณเดือนมีนาคม และจะเริ่มพีคในช่วงเดือนเมษายนซึ่งเป็นช่วงวันหยุดยาวที่มีผู้โดยสารเดินทางไปต่างประเทศมาก

แนวโน้มผลประกอบการและมูลค่า
แม้รายได้ส่วนสัมปทานจะลดลง แต่ปัจจัยบวกหลักคือจำนวนผู้โดยสารที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการขึ้นค่า PSC ที่เป็นรายได้ตรง จะทำให้ผลกำไรของ AOT ในปีงบประมาณ 2566 (ปีหน้า) เติบโตอย่างก้าวกระโดด อย่างไรก็ตาม กำไรจะเริ่มเห็นภาพชัดเจนขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ AOT หรือไตรมาสที่ 2 ของปีปฏิทินถัดไป การฟื้นตัวเต็มที่ยังขึ้นอยู่กับการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักในปี 2019

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ปรับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 53-55 บาท ซึ่งสอดคล้องกับค่าเฉลี่ยของ Trailing PBV ในอดีตที่ประมาณ 5.5 เท่า (ปัจจุบันอยู่ที่ 5.18 เท่า)

ในฐานะนักลงทุนที่เน้นคุณค่า การที่ราคาหุ้นได้ปรับตัวขึ้นมารับข่าวดีจนถึงระดับราคาที่ถือว่ายุติธรรม (Fair Value) แล้ว ทำให้ไม่เหลือส่วนเผื่อความปลอดภัย (Margin of Safety) สำหรับการเข้าซื้อเพื่อลงทุนระยะยาวในราคาปัจจุบัน หากราคาจะขึ้นต่อจากนี้จะเป็นหน้าที่ของกระแสเงินทุน (Fund Flow) มากกว่าปัจจัยพื้นฐาน หากต้องการสะสมเพื่อลงทุนระยะยาว ควรพิจารณาเมื่อราคาปรับตัวลดลงมาต่ำกว่าราคาเป้าหมาย เช่น แถวระดับ 50 บาท เพื่อให้ได้รับส่วนลดที่คุ้มค่า AOT ยังคงเป็นธุรกิจที่ดีในระยะยาวและมีข้อได้เปรียบจากการผูกขาด
โควท
AlphaBkk
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 97
ผู้ติดตาม: 24

Re: QH

โพสต์ที่ 15

โพสต์

จุดแข็งของ qh ที่ชัดเจนคือ cost of funds ที่ต่ำกว่าผู้เล่นอื่นในอุตสาหกรรม ค่อนข้างมาก แถมมี passive incomeจากปันผล ปีล่ะ 1000ล้าน+ ทำให้เค้าอยู่ในจุดที่สบายกว่าคนอื่นมาก โมเดลธุรกิจก็เน้น outsourced ไม่ต้องแบกค่าoverhead อะไรมากมาย

ตอนเศรษฐกิจดี จุดแข็งพวกนี้ไม่ค่อยชัด เมื่อ10กว่าปีที่แล้วแค่เป็นบริษัทในตลาด ก็ออกตั๋วbe ได้3%แล้ว ตัดมาที่ปัจจุบัน ขนาดเป็นลูกเจ้าสัวใหญ่ยังต้องออกหุ้นกู้ที่7% รายกลางๆในตลาดส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 5% ขึ้น พวกรายเล็กที่อยู่นอกตลาดไม่ต้องพูดถึง

ผมเป็นผบหqh ลึกๆคงไม่ได้อยากให้ตลาดอสังหาและหุ้นกู้ฟื้นตัวเร็ว เพราะbest case scenarioอาจเป็น อสังหาซึมยาวอีกสัก3ปี  ทำให้มีคู่แข่งล้มเยอะๆหรืออยู่ในจุดที่ไม่สามารถทำโปรเจคใหม่ได้
โควท
A445838

Re: AOT

โพสต์ที่ 16

โพสต์

phpBB [video]


การวิเคราะห์เชิงพื้นฐานสำหรับ AOT และอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
บริษัท AOT มีลักษณะทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง โดยมีความสามารถในการแข่งขันสูงและมีอำนาจในการผูกขาดตลาดในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ยังเป็นหุ้นที่มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float) ค่อนข้างน้อย

การที่ราคาหุ้น AOT วิ่งเกินกว่าเป้าหมายที่นักวิเคราะห์กำหนดไว้ก่อนหน้านี้ไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การเทขายทันที เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานยังคงแข็งแกร่งและอยู่ในแนวโน้มการเติบโต

ศักยภาพในการปรับราคาเป้าหมาย
นักวิเคราะห์หลายรายยังไม่ได้ทำการปรับราคาเป้าหมายขึ้น แม้ว่าเป้าหมายปัจจุบันจะเต็มมูลค่าที่ยุติธรรม (Fair Value) แล้วก็ตาม สาเหตุที่ราคาเป้าหมายยังสามารถขยับขึ้นได้อีกขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของสมมติฐานหลักสองส่วน:
  • ตัวแปรด้านราคา (P): ค่าสัมปทาน (PSC) ของ AOT ที่เพิ่งมีการปรับเพิ่มขึ้นมาสูงกว่าที่คาดการณ์ การปรับนี้รับรู้ในงบประมาณปีหน้าเพียง 6 เดือนเท่านั้น และ PSC ของไทยยังถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ซึ่งแสดงว่ายังมีโอกาสในการปรับเพิ่มอีก หากมีการลงทุนใหม่ ๆ เพิ่มเติม
  • ปริมาณนักท่องเที่ยว (Q): ปัจจุบันนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่อาจใช้สมมติฐานจำนวนนักท่องเที่ยวสำหรับปีหน้าอยู่ที่ประมาณ 32-33 ล้านคน ซึ่งเป็นฐานที่ค่อนข้างต่ำ หากรัฐบาลสามารถกระตุ้นให้จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นได้ถึง 34 ล้านคน หรือกลับไปสู่ระดับ 36 ล้านคนในอนาคต ตัวเลขที่สูงกว่าคาดนี้จะเป็นตัวผลักดันให้ราคาเป้าหมายสามารถปรับตัวสูงขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ
แม้ว่าจะมีปัจจัยกดดันระยะสั้น เช่น จำนวนนักท่องเที่ยวจากจีนที่ยังไม่กลับมาเต็มที่ และนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่หายไป แต่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยยังคงเป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ลักษณะเด่นของไทยคือมีความสามารถในการดึงดูดนักท่องเที่ยวซ้ำสูงกว่าประเทศอื่น ซึ่งช่วยให้การท่องเที่ยวฟื้นตัวเป็นวัฏจักร

สถานะการลงทุนสำหรับ AOT
ในฐานะนักลงทุนที่เน้นมูลค่า หุ้น AOT ในปัจจุบันถือว่ามีราคาไม่ถูกนัก การเข้าซื้อเพื่อการลงทุนระยะยาวในช่วงที่ราคาวิ่งขึ้นมาแรงอาจทำให้เกิดความอึดอัด อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลงทุนที่เชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตของปริมาณ (Q) และรายได้ Duty Free (ซึ่งผันแปรตาม Q) ก็อาจมีการปรับเพิ่มราคาเป้าหมายในอนาคต

กลยุทธ์สำหรับ Value Investor ในภาวะตลาดเปราะบาง
ตลาดในขณะนี้มีความเปราะบางเนื่องจากพึ่งพาหุ้นขนาดใหญ่อย่าง AOT และ Delta หากนักลงทุนถือหุ้นที่แข็งแกร่งด้านปัจจัยพื้นฐานอยู่แล้ว จะได้รับผลกระทบจำกัดกว่า
  • คุณสมบัติของหุ้นที่ทนทาน: หุ้นที่มีอัตราส่วนราคาต่อกำไร (PE) ต่ำกว่า 15 เท่า (เช่น 12-15 เท่า) และให้ผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) สูงกว่า 5%
  • แรงดึงดูดของเงินปันผล: ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นสวรรค์ของเงินปันผล หุ้นที่ราคามีการปรับตัวลงจนทำให้ Dividend Yield กลับไปสู่ระดับ 5% จะมีแรงซื้อเข้ามาสะสม เพราะเป็นระดับที่ดึงดูดเม็ดเงินในตลาด
ดังนั้น นักลงทุนที่ถือหุ้นที่มี PE สูงและปันผลต่ำ (2-3%) ควรระมัดระวัง เพราะหากตลาดเกิดแรงขายรุนแรง ราคาหุ้นอาจไหลลงจนกระทั่งปันผลกลับไปที่ระดับ 5% ซึ่งเป็นระดับที่ราคาจะหยุดลงได้
โควท
นายสีทอง
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 50
ผู้ติดตาม: 4

Re: NER

โพสต์ที่ 17

โพสต์

เผยแพร่วันที่8 ธันวาคม 2568
NER ขายพุ่งรับออเดอร์ใหม่ ลุยอัพกำลังผลิต-ยีลด์สูง

หุ้นวิชั่น-NER เล็งเป้าปริมาณการขายปี2568  ที่470,000 ตัน และคาดบันทึกค่าเคลมประกันเพิ่มอีก  180-200 ล้านบาท ในไตรมาส4/2568 รวมถึงแนวโน้มปี2569 คาดปริมาณการขายจะขยับขึ้นเป็น 500,000 ตัน (+6%) จากลูกค้าใหม่ในอินเดียและการผลิตให้ กยท.เพิ่มขึ้น นอกจากนี้คาดว่าจะสร้างโรงงานใหม่แล้วเสร็จและสามารถผลิตได้ในไตรมาส4/2569  หนุนการเติบโตในระยะกลาง และเป็นหุ้นปันผลสูง 8-9%ต่อปี

...

ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยมอง “Positive” ต่อข้อมูลที่ได้รับจากการประชุมนักวิเคราะห์ จาก Momentum ยังแข็งแรง โดยมีมุมมองบวกต่อ NER จาก 
1. ออเดอร์ใหม่อินเดียหนุนปริมาณขายและกระจายความเสี่ยงจากตลาดจีน  
2. ราคายางทรงตัวจากภาครัฐดูดซับ supply ช่วยหนุน margin กลับมาดีขึ้น 
3. ยังคงคาดกำไรไตรมาส4/2568โต y-y และ q-q จากยอดขายฟื้นและค่าเคลมประกัน

ปล. วันขาย -W2 หนักหน่วง รูปภาพ ใครขายน๊าาา

ref: https://www.hoonvision.com/hoonset/ner- ... เดอร์ใหม่/
โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
iamakik
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 114
ผู้ติดตาม: 44

Re: LVMH - LVMH Moët Hennessy : FRA

โพสต์ที่ 18

โพสต์

phpBB [video]
โควท
รูปภาพ
A445838

Re: ICHI

โพสต์ที่ 19

โพสต์

phpBB [video]


ICHI เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนจากเงินปันผลอย่างต่อเนื่องและสูง เนื่องจากบริษัทสามารถจ่ายเงินปันผลได้ในระดับ 8-9% ซึ่งเป็นอัตราที่หาได้ยากในตลาดปัจจุบัน อัตราการจ่ายเงินปันผลของบริษัทอยู่ในระดับสูงถึง 80-90% ของกำไร

โครงสร้างธุรกิจและความสามารถในการทำกำไร
ตลาดหลักของบริษัทคือตลาดชาเขียวพร้อมดื่ม ซึ่งจัดว่ายังเป็นตลาดที่มีการเติบโต และความเข้มข้นของการแข่งขันไม่รุนแรงเท่ากับตลาดเครื่องดื่มอื่น ๆ ตลาดนี้มีลักษณะเป็นกึ่งผูกขาด (Quasi-Monopoly) โดยมีผู้เล่นหลักเพียงสองราย ซึ่งไม่ได้แข่งขันกันอย่างดุเดือดจนเกินไป ทำให้บริษัทสามารถรักษาอัตรากำไรที่ดีได้อย่างต่อเนื่อง

ในอดีต 4-5 ปีที่ผ่านมา ตลาดชาเขียวพร้อมดื่มมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี แต่ในปีนี้ (2565) ภาพรวมตลาดติดลบเล็กน้อย เนื่องจากผลกระทบระยะสั้นจากสภาพอากาศที่เย็นกว่าปกติ อย่างไรก็ตาม หากสภาพอากาศกลับมาสู่ภาวะปกติในปีถัดไป ยอดขายก็คาดว่าจะฟื้นตัวกลับมาเติบโตได้ตามปกติ

กลยุทธ์การเติบโตและการกระจายสินค้า
บริษัทได้ขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ไปยังตลาดใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น น้ำด่าง ซึ่งเริ่มมีปริมาณยอดขายเข้ามาช่วยชดเชยผลกระทบจากยอดขายชาเขียวในปีที่ผ่านมา การดำเนินการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการก้าวเข้าสู่ธุรกิจเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพมากขึ้น นอกจากนี้ บริษัทยังมีการออกสินค้าที่เป็น Value for Money โดยปรับปริมาณและราคาให้เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า ซึ่งช่วยให้ยอดขายสามารถกระเตื้องขึ้นได้

สำหรับธุรกิจใหม่ ๆ ที่อยู่ระหว่างการพัฒนา หากสินค้าประสบความสำเร็จก็จะช่วยเสริมการเติบโต แต่หากไม่ประสบความสำเร็จก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของบริษัทมากนัก

ทั้งนี้ บริษัทยังคงเผชิญความท้าทายในการเจาะตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง ซึ่งเป็นตลาดที่มีผู้เล่นหลักที่แข็งแกร่งครองอยู่ และการเข้าสู่ตลาดโชวห่วยในเซ็กเมนต์นี้ต้องอาศัยการลงทุนในระบบขนส่งของตนเอง

ความมั่นคงทางการเงินและนโยบายการลงทุน
จุดเด่นของบริษัทคือการที่ไม่มีแผนการลงทุนที่หนักหน่วง (Capital Expenditure) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนความสามารถในการจ่ายปันผลสูงอย่างต่อเนื่อง การเติบโตของบริษัทไม่ได้ขึ้นอยู่กับการลงทุนหนัก เนื่องจากบริษัทใช้โมเดลธุรกิจที่เมื่อกำลังการผลิตเต็ม ก็สามารถใช้การว่าจ้างผู้ผลิตภายนอกที่มีสัญญาผูกพันกันให้ผลิตสินค้าให้แทนได้ ซึ่งช่วยให้รายได้เติบโตได้โดยไม่ต้องมีการลงทุนมาก

มูลค่าที่เหมาะสม
บริษัทถูกประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 13.90 บาท โดยพิจารณาจาก PE multiple ที่ 13 เท่า การมีอัตราเงินปันผลในระดับ 8-9% ทำให้มีความเสี่ยงด้านราคาขาลง (Downside Risk) ที่จำกัดมาก และเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอในตลาดปัจจุบัน
โควท
A445838

Re: TFG

โพสต์ที่ 20

โพสต์

phpBB [video]


ไทยฟู้ดกรุ๊ป (TFG) มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและมีกลยุทธ์ที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนธุรกิจ โดยมุ่งเน้นที่การกระจายความเสี่ยงและสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน

สรุปผลการดำเนินงานและการเติบโตในปี 2568
ปี 2568 ถือเป็นปีที่ดีสำหรับบริษัท ในเชิงรายได้มีการเติบโตประมาณ 14-15% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 10% ขณะที่ผลประกอบการด้านกำไรสุทธิ (Net Profit) ได้ทำลายสถิติสูงสุดเดิมเรียบร้อยแล้ว และคาดว่าจะต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 4

กลยุทธ์และปัจจัยขับเคลื่อนหลัก (Growth Engines) สำหรับปี 2569
บริษัทตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ในปี 2569 ไว้ที่ 10% โดยมีกลไกขับเคลื่อนหลัก 3 ส่วน ที่สร้างการเติบโตต่อเนื่องมาหลายปี:
  • ธุรกิจค้าปลีก (Retail): เป็นแหล่งรายได้ที่มีสัดส่วนสูงสุดของกลุ่ม คิดเป็นสัดส่วนใกล้ 40% ของรายได้รวม บริษัทตั้งเป้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง จากประมาณ 615 สาขา ณ สิ้นปี 2568 เป็น 850 สาขา ณ สิ้นปี 2569 โดยมีศักยภาพในการขยายได้ถึง 1,000 สาขาขึ้นไปในระยะถัดไป รายได้จากธุรกิจค้าปลีกคาดว่าจะสูงถึง 40,000 ล้านบาทในปีหน้า
    • แนวคิดค้าปลีก: ร้านค้าปลีกภายใต้แบรนด์ Thai Food Fresh Market เป็นร้านสะดวกซื้อที่เน้นวัตถุดิบทำอาหาร (Fresh Market Place) โดยไม่จำกัดเฉพาะสินค้าของ TFG เท่านั้น แต่รวมถึงสินค้าอื่น ๆ ด้วย นำเสนอสินค้าคุณภาพในราคาที่เข้าถึงง่ายในมาตรฐานเดียวกับการส่งออก
    • ข้อได้เปรียบของการทำค้าปลีกเอง: การเข้าสู่ธุรกิจปลายน้ำ (Downstream) ทำให้บริษัทเปลี่ยนจากการเป็น "Production Driven" เป็น "Market Driven" ซึ่งขนาดตลาดค้าปลีกใหญ่กว่ากำลังการผลิตในปัจจุบัน ทำให้สามารถขยายกำลังการผลิตต้นน้ำให้สอดคล้องกับตลาดที่รองรับอยู่แล้ว นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มราคาขาย (Margin) ได้ดีขึ้น ลดความผันผวนของราคาเนื้อสัตว์ที่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ และทำให้บริษัทเข้าถึงข้อมูลตลาด (Market Information) โดยตรงจากผู้บริโภค 300,000-400,000 คนต่อวัน
  • ธุรกิจส่งออกเนื้อไก่: ธุรกิจนี้มีอัตรากำไรค่อนข้างสูงและสร้างมูลค่าให้กับบริษัท บริษัทส่งออกไปยัง 3 ตลาดหลัก ได้แก่ สหภาพยุโรป (EU/UK) ญี่ปุ่น และจีน เป้าหมายการส่งออกในปี 2569 คือใกล้ 100,000 ตันต่อปี จากประมาณ 80,000 ตันในปี 2568
    • ความได้เปรียบในการแข่งขัน: คุณภาพของไก่ไทยได้รับการยอมรับในระดับสากล และบริษัทได้รับอานิสงส์จากการที่ประเทศคู่ค้ายังคงกระจายความเสี่ยงด้านการสั่งซื้อจากผู้ผลิตไทย เนื่องจากคู่แข่งอย่างบราซิลยังคงเผชิญปัญหาด้านคุณภาพและความเสี่ยงด้านโรคระบาด
  • ธุรกิจในต่างประเทศ (Overseas Business) โดยเฉพาะที่เวียดนาม: ปัจจุบัน TFG เป็นผู้ผลิตสุกรรายใหญ่อันดับ 3 ของเวียดนาม ธุรกิจมีการเติบโตสูงมากในช่วง 5 ปีหลัง (เติบโตกว่า 20-30 เท่า)
    • โอกาสการเติบโตที่เวียดนาม: เวียดนามมีปัจจัยมหภาคที่น่าสนใจ (GDP, Demographics) และอุตสาหกรรมปศุสัตว์ยังคงกระจัดกระจาย (Fragmented) โดยผู้ประกอบการรายย่อยและรายกลางมีสัดส่วน 70-80% ทำให้บริษัทที่มีการจัดการที่ดีกว่าและมีประสบการณ์ในตลาดโลกสามารถเติบโตได้สูง
    • แผนการขยายธุรกิจที่เวียดนามปี 2569: รายได้ที่เวียดนามคาดว่าจะเติบโตขึ้น 20% โดยจะขยายธุรกิจจากสุกรไปสู่ธุรกิจใหม่ ได้แก่ ธุรกิจอาหารสัตว์ (โรงงานจะสร้างเสร็จและเริ่มมีรายได้) และธุรกิจไก่ (เริ่มมีรายได้ในปีหน้า) ในระยะ 3 ปีข้างหน้า คาดว่ารายได้จากเวียดนามจะเติบโตเป็น 20,000 ล้านบาท จากปัจจุบันประมาณ 10,000 ล้านบาท
ต้นทุนและแนวโน้มปี 2569
บริษัทได้ล็อกอัพราคาสินค้าวัตถุดิบไปแล้วประมาณ 60-70% สำหรับปี 2569 ซึ่งภาพรวมราคาต้นทุนเหล่านี้คาดว่าจะลดลงจากปี 2568 ประมาณ 3-5% ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบด้านต้นทุน

งบประมาณการลงทุน (CapEx)
การลงทุนหลักในปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 2,500 – 3,000 ล้านบาท โดยประมาณ 80% ของงบประมาณนี้ถูกจัดสรรให้กับการขยายร้านค้าปลีก (กว่า 200 สาขา) ส่วนที่เหลือเป็นการขยายธุรกิจต้นน้ำเพื่อรองรับการเป็นซัพพลายให้กับร้านค้าปลีกของบริษัทเอง แหล่งเงินทุนมาจากกำไรสะสม เงินกู้จากพันธบัตร และสถาบันการเงิน

การบริหารความเสี่ยงและโครงสร้างธุรกิจ
บริษัทบริหารความเสี่ยงโดยการกระจายธุรกิจในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการกระจายไปในหลายธุรกิจ (ค้าปลีก, ส่งออก, เวียดนาม) และการกระจายความเสี่ยงด้านภูมิศาสตร์ (ไทยและเวียดนาม)
  • ความเสี่ยงภายใน: ความเสี่ยงหลักที่บริษัทให้ความสำคัญคือการบริหารจัดการกระบวนการภายใน เนื่องจากการขยายสาขาค้าปลีกที่รวดเร็วมาก
  • การบริหารค่าเงิน: ใช้กลยุทธ์การป้องกันความเสี่ยงตามธรรมชาติ (Natural Hedge) โดยการพยายามปรับให้รายรับและรายจ่ายที่เป็นสกุลเงิน USD (จากการส่งออกและนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์) มีความสมดุลกัน เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
การใช้เทคโนโลยี
บริษัทมีการใช้ระบบอัตโนมัติ (Automation) และ AI เพื่อลดการพึ่งพาแรงงานไร้ทักษะ (Low Skill Labor) ในกระบวนการผลิตเกือบ 100% อย่างไรก็ตาม ในส่วนที่ต้องการความละเอียดอ่อนและความประณีตสูง (เช่น การส่งออกไก่ไปญี่ปุ่น) บริษัทจะยังคงเลือกใช้แรงงานคนเพื่อรักษาคุณภาพและมาตรฐานให้เป็นไปตามความต้องการเฉพาะของตลาดนั้น ๆ

วิสัยทัศน์ระยะยาว
TFG ถือเป็นบริษัทที่อยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเติบโต โดยมีพลังงานสูงและมีโอกาสในการขยายตัวอีกมาก การขยายธุรกิจค้าปลีกและการเติบโตในตลาดเวียดนามที่กำลังขยายตัวอย่างมาก เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงรันเวย์การเติบโตที่ยาวไกลในอนาคต
โควท
amakingz
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1
ผู้ติดตาม: 0

Re: NETBAY

โพสต์ที่ 21

โพสต์

CPEGOLF เขียน:
จันทร์ ธ.ค. 08, 2025 2:34 pm
รูปภาพ📊 สรุปสถิติ Transaction เดือน พ.ย. 2025: ยอดพุ่ง ทะลุ 20 ล้านรายการ
1. เจาะลึกเดือนพฤศจิกายน 2025 (Monthly Analysis)เดือนนี้ทำยอดรวมได้ถึง 20,042,483 รายการ โดยมีอัตราการเติบโตที่โดดเด่นใน 2 มิติ:
  • 📈 เทียบเดือนก่อนหน้า (MoM): เติบโต +24.63%จาก 16.08 ล้าน (ต.ค. 2568) ➡️ พุ่งขึ้นเป็น 20.04 ล้าน (เพิ่มขึ้น +3.96 ล้านรายการ)
  • 📈 เทียบปีก่อนหน้า (YoY): เติบโต +17.69%จาก 17.03 ล้าน (พ.ย. 2567) ➡️ พุ่งขึ้นเป็น 20.04 ล้าน (เพิ่มขึ้น +3.01 ล้านรายการ)

2. เทียบรายไตรมาส 4 (ข้อมูลสะสม ต.ค. - พ.ย.)เมื่อดูภาพรวม 2 เดือนแรกของไตรมาสสุดท้าย ฐานผู้ใช้งานขยายตัวขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
  • ปี 2024 (2 เดือน): 30,181,283 รายการ
  • ปี 2025 (2 เดือน): 36,124,036 รายการ
  • สรุปส่วนต่าง: เพิ่มขึ้น +5,942,753 รายการ (+19.69%)

ตัวเลขเดือนนี้คือตัวเลขที่มีการล่มของ NSW ช่วงประมาณ 6-7 วัน ในเดือน Nov ด้วยใช่ไหมครับ ดูไม่ลดลงเลยครับ หรือว่าลดลงแล้ว
โควท
AlphaBkk
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 97
ผู้ติดตาม: 24

Re: QH

โพสต์ที่ 22

โพสต์

Notelio เขียน:
อังคาร พ.ย. 04, 2025 9:08 pm
หลังๆ การบริหารงาน ในกลุ่มก็ดู งงๆ ถ้ามองในมุม LH ที่เป็น แม่ใหญ่ เรื่องซื้อหุ้นคืนนี่วางแผนดีๆ มันควรจะให้ Hmpro ที่เป็นเครื่องจักรผลิตเงินของกลุ่ม เป็นคนปันผลออกมาเยอะๆ แทนการซื้อหุ้นคืนเพราะ pe และ pbv hmpro สูงสุดในกลุ่ม การซื้อหุ้นคืนแล้วถ้าต้อง write off มันไปดึง value ของ บ.แม่ลงไปด้วย คนที่ควรจะเป็นหัวหอกซื้อหุ้นคืนมากสุดในกลุ่มก็คือ QH  เพราะราคาต่ำกว่า BV เกินครึ่งนึง เวลา write off  BV ก็สูงขึ้น ไปเพิ่มมูลค่าให้กับ LH ได้อีกต่อนึงด้วย แต่นี่ดันทำตรงข้ามหมดเลย
ผมก็ลองพยายามคิดดูว่าทำไมเค้าถึงเลือกทำแบบนี้
คำตอบที่ผมได้คือ เค้าอาจดูจาก net debt/CFO
Hmrpo ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาสามารถใช้กระเเสเงินกดจากดำเนินงานคืนหนี้หมดได้ภายในแค่ปีกว่าๆ ส่วน qh ต่อให้รวมcfจากปันผล ก็ยังต้องใช้ 3-4ปี 
กลุ่มนี้วิธีคิดหลักเค้า เน้น longetivity มากกว่า maximizes profit ระยะสั้น
คำตอบที่ผมได้(ซึ่งอาจจะผิดก็ได้) ผมยิ่งสบายใจ กลุ่มนี้จากออดีตเค้าไม่กลัวการใช้debt แต่จังหวะนี้ผบหเค้าเลือกสภาพคล่องเป็นpriority หลัก มองมุมนี้มันก็ make sense
โควท
gemsset
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 23
ผู้ติดตาม: 2

Re: HMPRO

โพสต์ที่ 23

โพสต์

phpBB [video]
โควท
JJ_Jays
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 100
ผู้ติดตาม: 35

Re: SINGER

โพสต์ที่ 24

โพสต์

ตอนนี้เหมือนว่า SGC ก็จะออกหุ้นกู้เองแล้ว แล้วก็เอาเงินนั้นมาจ่ายคืน Singer
ผมสงสัยว่า Singer จะเอาเงินไปทำอะไรครับตั้ง 6 พันล้าน 

ธุรกิจหลัก Singer ก็ไม่ค่อยดี คงไม่น่าจะลงทุนเพิ่ม หนี้ก็ไม่มี
หรือจะเอามาลดทุนดันราคาหุ้น (จ่ายปันผลไม่ได้เพราะมีขาดทุนสะสม) เพื่อที่คุณอดิศักดิ์จะได้ไม่มีปัญหากับสัญญาที่ให้กับ Rabbit ที่จะจบในปี 2570 เพราะว่าดูจากรูปด้านล่างจะคืนเยอะในปี 2570 ถ้าใช่ก็คือโอกาสเพราะหุ้นตอนนี้ Market Cap 4,000 ล้าน หนี้ไม่มี

รูปข้างล่างมาจาก Oppday เงินสดที่จะอยู่ใน Singer หลังจาก SGC นำหนี้มาคืน
Singer.png
โควท
Thai VI ComVisit
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 688
ผู้ติดตาม: 691

💚เปิดภาพบรรยากาศ "หลักสูตรอบรมฯ รุ่นที่ 24"💚

โพสต์ที่ 25

โพสต์

Pic (1).jpg

ไทยวีไอเปิดภาพบรรยากาศหลักสูตรอบรมการลงทุนแบบเน้นคุณค่า รุ่นที่ 24 ที่จัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา รุ่นนี้บอกเลยว่าเข้มข้นมาก ที่เหล่าอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิมากมายหลายท่านมาถ่ายทอดทั้งแนวคิด วิธีคิดเชิงคุณค่า ไปจนถึงมุมวิเคราะห์เชิงลึกที่ใช้ได้จริงในการศึกษาหุ้น ตลอด 6 วันเต็ม เพื่อให้นักเรียนทุกท่านได้นำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดในการศึกษาหุ้นและเริ่มลงทุนได้อย่างมั่นใจ

หลังจากได้เก็บความรู้แน่นๆ แล้ว ก็ถึงเวลานำไปลงมือทำ  นักเรียนทุกกลุ่มร่วมกันเบรนสตรอมคัดเลือกหุ้นมาวิเคราะห์แบบเจาะลึก พร้อมนำเสนอในวันสุดท้ายต่อหน้าเหล่า Commentator ตัวจริงในวงการลงทุน ที่มาช่วยเสริมมุมมองเชิงลึก ทั้งเทคนิค วิธีคิด และจุดสังเกตที่นักลงทุนควรรู้

และนี่คือทีมที่ทำผลงานได้โดดเด่นที่สุดในรุ่นนี้ค่ะ

👑 รางวัลชนะเลิศ
กลุ่ม 2 — วิเคราะห์หุ้น "COM7"

⭐ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1
กลุ่ม 4 — วิเคราะห์หุ้น "ITC"

⭐ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2
กลุ่ม 5 — วิเคราะห์หุ้น "SAPPE"

ขอแสดงความยินดีกับทั้ง 3 กลุ่มนะคะ ทำการบ้านกันมาดีมากจริง ๆ 👏

และต้องขอบพระคุณอาจารย์ Mentor และ Commentator ทุกท่านที่สละเวลา มอบทั้งความรู้ ประสบการณ์ และแนวทางวิเคราะห์หุ้นแบบลึกและใช้ได้จริงให้นักเรียน ได้ประโยชน์เต็ม ๆ กันทั้งรุ่นเลยค่ะ

ภาพบรรยากาศทั้งหมดพร้อมแล้ว…ไปชมกันได้เลยค่า 

📌ติดตาม ThaiVI กับหลักสูตรอบรมฯ รุ่นที่ 25 ไว้ให้ดีกับการปรับพัฒนาหลักสูตร ให้เข้มข้นขึ้นอย่างแน่นอน ที่ www.ThaiVI.org


Pic (2).jpg
Pic (3).jpg
Pic (4).jpg
Pic (5).jpg
โควท
ขอแสดงความนับถือ
ทีมงาน Company Visit
A256537

Re: JMART

โพสต์ที่ 26

โพสต์

ปีนี้ การรับรู้ขาดทุน J จาก Fair Value เป็นหนึ่งสาเหตุที่ฉุดกำไร Jmart มาตั้งแต่ต้นปี และ ผบห กำลังพยายามแก้ไขกันอยู่ พี่ ๆ เพื่อน ๆ มีมุมมองว่า J จะกลับมามีกำไรรายไตรมาสน์เมื่อไหร่ เพราะอะไรครับ
โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
Choice37
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 2318
ผู้ติดตาม: 162

Re: NFLX - Netflix Inc : US

โพสต์ที่ 27

โพสต์

อภิมหาดีลเปลี่ยนโลก Entertainment  / FB Worawisut Pinyoyang

วันนี้ Netflix ประกาศดีลเข้าซื้อ "ธุรกิจสตูดิโอและสตรีมมิ่ง" ของ Warner Bros. Discovery (WBD) มูลค่าราว 72,000 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น Enterprise Value รวมภาระหนี้ประมาณ 82,700 ล้านดอลลาร์
ใหญ่กว่าดีล Disney ซื้อ 21st Century Fox ในปี 2019 และกลายเป็นหนึ่งในดีลสื่อบันเทิงใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
ดีลนี้ยังต้องผ่านการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านการแข่งขันทางการค้าในสหรัฐและยุโรป ซึ่งเริ่มมีเสียงท้วงติงเรื่องอำนาจตลาดแล้ว
แต่ต่อให้ดีลต้องถูกปรับเงื่อนไข ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า "จุดสมดุลใหม่ของอุตสาหกรรมมีเดีย" ได้ถูกเขียนร่างไว้แล้วจากดีลนี้  
......
1) ดีลนี้ Netflix ซื้อ "อะไร" จาก WBD กันแน่  
โครงสร้างดีลครั้งนี้ไม่ได้เป็นการซื้อ WBD ทั้งบริษัท แต่เป็นการ "ผ่าบริษัทออกเป็นสองฝั่ง" ก่อน แล้วจึงขายเฉพาะก้อนที่ Netflix ต้องการ  
ฝั่งที่ถูก spin-off ออกไป ธุรกิจเครือข่ายทีวีและข่าว เช่น CNN, TNT, TBS, Discovery Channel และช่องเคเบิลอื่นๆ จะถูกแยกไปอยู่ในบริษัทใหม่ที่โฟกัส global networks และโฆษณาแบบดั้งเดิม  
ฝั่งที่ Netflix ซื้อไป ชุดทรัพย์สินฝั่ง "สตูดิโอและสตรีมมิ่ง" ได้แก่  - Warner Bros. Pictures / New Line Cinema  - HBO และแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง Max  - DC Entertainment  - ตลอดจนคลังซีรีส์ และภาพยนตร์จาก Warner Bros. / HBO อีกมหาศาล  สิ่งที่ Netflix ได้จริง ไม่ได้มีแค่แคตตาล็อกคอนเทนต์ แต่คือ "เครื่องจักรผลิต IP" ระดับท็อปของฮอลลีวูด ทั้งในฝั่งภาพยนตร์ ซีรีส์ และ premium drama ที่สร้างฐานแฟนเหนียวแน่นทั่วโลก  
......
2) ทำไม WBD ยอมขาย และทำไม Netflix ต้อง "ซื้อ" มากกว่า "เช่า"  
ถ้ามองในมุมโครงสร้างทุนและกลยุทธ์ ดีลนี้เป็นจุดตัดสินใจสำคัญของทั้งสองฝ่าย  ฝั่ง WBD: Deleverage และ Focus  - หลังควบรวมกัน WBD แบกภาระหนี้สูงในขณะที่ต้องลงทุนหนักในสตรีมมิ่งแข่งกับ Netflix และ Disney  - ธุรกิจเครือข่ายทีวีและข่าวยังสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ แต่การขยายสตรีมมิ่งระดับโลกต้องใช้เงินและความเสี่ยงสูงมาก  - การ spin-off networks และขายสตูดิโอ+สตรีมมิ่งให้ Netflix ทำให้ WBD สามารถลดหนี้ ปรับโครงสร้างงบดุล และกลับไปโฟกัส asset ที่ให้ cashflow เสถียรโดยไม่ต้องสู้สงครามสตรีมมิ่งแบบเผาเงินต่อ  
ฝั่ง Netflix: จาก "เช่า IP" สู่ "ถือ IP เองในงบดุล"  - ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา Netflix จ่ายค่าลิขสิทธิ์แพงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่คู่แข่งอย่าง Disney, WBD, Paramount ก็เริ่มดึงคอนเทนต์กลับไปทำสตรีมมิ่งเอง  - การซื้อสตูดิโอและคลัง IP คราวนี้จึงเป็นการเปลี่ยนสมการ จากการเช่า content rights มาเป็นเจ้าของ IP ระยะยาวเอง  - นอกจากลดความเสี่ยงเรื่องถูกดึงคอนเทนต์คืน ยังทำให้ Netflix มี "เหรียญต่อรอง" เพิ่ม ทั้งกับผู้สร้างคอนเทนต์ คนทำโฆษณา และพาร์ทเนอร์ด้าน distribution  
......
3) Netflix หลังดีล: จากแพลตฟอร์มเดียว กลายเป็น "สตูดิโอ + แพลตฟอร์ม" เต็มรูปแบบ  
เมื่อ Netflix เอาสตูดิโอ Warner Bros. และ HBO/Max เข้ามาอยู่ใน ecosystem ตัวเอง
ภาพใหม่ที่เกิดขึ้นคือ  - คลัง IP ระดับโลกในมือเดียว  - Harry Potter  - DC Universe  - Game of Thrones  - Lord of the Rings  - Looney Tunes
รวมกับ Netflix Originals ที่ปั้นมาเองตลอดสิบกว่าปี กลายเป็น super-catalogue ที่ผสม "mass originals + prestige drama" ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว  
- โครงสร้างต้นทุนและอำนาจต่อรองใหม่  - Netflix สามารถวางแผน content slate ร่วมกันทั้งฝั่ง Netflix Originals และ HBO Originals ลดการลงทุนซ้ำซ้อนใน genre เดียวกัน  - ในดีลกับ talent, guilds และสตูดิโออิสระ Netflix จะถือแต้มต่อมากขึ้น เพราะถือทั้งเงินลงทุน แพลตฟอร์มกระจาย และแบรนด์คอนเทนต์ในมือ  
ในมุมธุรกิจ streaming นี่คือการ evolve จาก "หนึ่งแอปที่ต้องเช่า content" กลายเป็น "หนึ่งซูเปอร์แพลตฟอร์มที่มีสตูดิโอ flagship อยู่ในบ้านตัวเอง"  
......
4) Disney, Amazon, Apple: แต่ละขั้วต้องขยับหมากยังไง  
Disney: Ecosystem คนละสูตร แต่เจอแรงกดดันใหม่  - Disney+, Hulu, ESPN+ เคยขาดทุนหนักจากการแข่งราคาและทุ่มทำคอนเทนต์ ก่อนทยอยกลับมากำไรได้ในช่วง 2024-2025 หลังขึ้นราคาและคุมต้นทุน  
จุดแข็งของ Disney คือ IP และประสบการณ์จริง  - ธุรกิจสวนสนุก รีสอร์ต และ Cruise  - Merchandising และของสะสม  - การเอา IP ไปต่อยอดในโลกจริง
จุดที่ต้องคิดใหม่คือ เมื่อ Netflix มีทั้ง "app" และ "studio" ระดับ Warner Bros. อยู่ในมือ
Disney จะบาลานซ์ระหว่างการลงทุนคอนเทนต์, ราคา subscription และการใช้ parks/consumer products ช่วย cross-subsidize อย่างไร?
Amazon และ Apple: Tech ecosystem ที่พร้อม scale  - Amazon มี Prime Video ผูกกับ Prime membership และมีคลัง MGM ในมือ  - Apple TV+ แม้จะเล็กกว่า แต่ใช้กลยุทธ์ prestige content ผูกกับ ecosystem ฮาร์ดแวร์และบริการ  
ดีล Netflix-WBD ทำให้ทั้งสองรายนี้ต้องคิดว่า จะเพิ่มสัดส่วน "own IP" กับ "acquisition/M&A" แค่ไหน เพื่อไม่ให้กลายเป็นแพลตฟอร์มที่พึ่ง content จากคู่แข่งมากเกินไป  
......
5) Value Chain ใหม่: ใครได้ ใครเสีย  
เมื่อ Netflix กลายเป็นเจ้าของสตูดิโอใหญ่ + แพลตฟอร์มระดับโลกพร้อมกัน ผลกระทบตามแนว value chain จะเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน  
ผู้สร้างคอนเทนต์และ talent  - โอกาส: หนึ่งบ้านที่มีทั้งเงินและ reach ขนาดใหญ่ขึ้น ผลักดันงานให้ไป global ได้เร็ว  - ความเสี่ยง: อำนาจต่อรองของแพลตฟอร์มใหญ่ขึ้น ทำให้ดีลด้านค่าตอบแทนและสิทธิในอนาคตอาจต้องเจรจายากขึ้น โดยเฉพาะหลังบทเรียนจากการประท้วงของ guilds ในฮอลลีวูด  
Telco / Pay TV / Device makers  - สำหรับดีล bundle กับ operator ฝั่ง Netflix ที่ถือ HBO/Max อยู่ใน ecosystem จะกลายเป็น "แพ็กที่ต้องมี" มากกว่าเดิม  - ฝั่ง telco อาจต้องยอมแชร์ส่วนแบ่งรายได้หรือ data ให้แพลตฟอร์มมากขึ้น เพื่อแลกกับสิทธิ์ในการเอาแพ็กเหล่านี้มาชูเป็นจุดขาย  
ผู้ลงโฆษณา  - Ad-supported tier ของ Netflix ซึ่งเดิมเติบโตเร็วอยู่แล้ว จะยิ่งน่าสนใจขึ้นเมื่อมี inventory จาก premium HBO/Warner content เข้ามาเสริม (มีข้อมูลว่า จำนวนผู้สมัครแพคเกจ Netflix with Ads สูงเกือบ 100 ล้านราย โดยมีสัดส่วนสมาชิกใหม่ถึง 40% ที่สมัครแพคเกจนี้) - แบรนด์จะมอง Netflix ไม่ใช่แค่ "อีกหนึ่ง Connected TV platform" แต่เป็นที่ที่ซื้อ reach + premium environment ได้ในดีลเดียว  ซึ่งเหนือกว่า YouTube ที่คอนเทนต์เกือบทั้งหมด เป็น User generated
......
6) ภาพอนาคต 3-5 ปี: ก้าวเข้าสู่สงครามซูเปอร์แพลตฟอร์ม  
ถ้ามองไปข้างหน้า 3-5 ปี ดีลนี้อาจทำให้โลกสตรีมมิ่งเข้าใกล้โครงสร้างแบบ "ไม่กี่ขั้วใหญ่" มากขึ้น โดยมีแกนหลักประมาณ:  - Netflix + Warner Bros. / HBO  - Disney (รวม Hulu / ESPN+)  - Amazon Prime Video  - Apple TV+  สงครามราคาอาจไม่ดุเดือดเท่าช่วงแรกที่ทุกเจ้าทุ่มลดราคาแย่ง subscriber อีกต่อไป
แต่สิ่งที่จะเดือดขึ้นคือ:  - สงครามแย่ง IP และ talent ระดับท็อป  - สงคราม M&A และการจับมือกันของผู้เล่นที่อยู่ "กลางตาราง"  - สงครามด้านข้อมูลและอำนาจต่อรองกับทั้งผู้สร้างคอนเทนต์และผู้ลงโฆษณา  
......
7) สรุปเชิงกลยุทธ์  
ดีลนี้ไม่ใช่แค่ Netflix ซื้อสตูดิโออีกแห่ง แต่คือการเปลี่ยนจาก "สงครามสตรีมมิ่ง" ไปเป็น "สงครามของซูเปอร์แพลตฟอร์ม" ที่ถือครบทั้ง IP, สตูดิโอ และช่องทาง distribution ในมือเดียว  
สำหรับผู้เล่นที่ยังอยู่ในเกม ไม่ว่าจะเป็นสตูดิโออิสระ แพลตฟอร์มท้องถิ่น หรือแม้แต่ Telco/Pay TV รายใหญ่ สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ถามว่า "จะสู้ Netflix ยังไง"
แต่ต้องตอบให้ได้ว่า  - จะยืนตรงไหนใน value chain ใหม่  - จะสร้างอำนาจต่อรองอะไรขึ้นมาบ้าง  - และจะเลือก "อยู่ข้างไหน หรือรวมตัวกับใคร" ในสงครามซูเปอร์แพลตฟอร์มรอบใหม่นี้

ถอดรหัสดีล Netflix - Warner ผ่าน The Streaming Power Stack 4 ชั้นด้านเศรษฐศาสตร์  


ข่าวการเข้าซื้อกิจการ Warner Bros. Discovery ของ Netflix มูลค่าราว 7 หมื่นล้านดอลลาร์ (ซึ่งอยู่ระหว่างรอการพิจารณาทางกฎหมาย) ไม่ใช่เพียงการควบรวมกิจการสื่อที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง  
แต่มันคือกรณีศึกษาที่ชัดเจนที่สุดของการเปลี่ยนผ่านยุคสมัย  จากยุค Growth Game (แข่งขันที่จำนวนสมาชิก)  สู่ยุค Yield Game (แข่งขันที่ประสิทธิภาพทำกำไร)  
หากมองผ่านเลนส์เศรษฐศาสตร์องค์กร เราสามารถถอดรหัสการเปลี่ยนแปลงนี้ผ่านกรอบ Streaming Power Stack หรือโครงสร้างอำนาจ 4 ชั้น ซึ่งประกอบด้วย:  - Unit Economics: ฐานรากทางการเงิน  - Revenue Engines: เครื่องจักรรายได้  - Asset Control: การถือครองโครงสร้าง  - The Twin Risks: ความเสี่ยงคู่ขนาน  
นี่คือรายละเอียดของแต่ละชั้น ที่กำลังกำหนดกติกาใหม่ของอุตสาหกรรม:  
.....  
Layer 1: Unit Economics (จากยอดซับ สู่กำไรบรรทัดสุดท้าย)  
รากฐานของดีลนี้สะท้อนความจริงที่ว่า Cash Flow is King  
ในปี 2024 ขณะที่ Netflix ตั้งเป้า Operating Margin ไว้ที่ระดับ 26--28% พร้อมกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) ที่แข็งแกร่ง  
ทางฝั่ง Warner Bros. Discovery กลับต้องแบกรับหนี้สินระยะยาว (Gross Debt) อยู่ที่ระดับประมาณ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งจำกัดความคล่องตัว  
ในเชิงกลยุทธ์ ดีลนี้จึงไม่ใช่การรวมตัวเพื่อสู้  แต่เป็นการที่ผู้เล่นที่มี Unit Economics แข็งแกร่งที่สุด เข้าไปดูดซับ (Absorb) ผู้เล่นที่มี IP ล้ำค่าแต่โครงสร้างการเงินเปราะบาง  
.....  
Layer 2: Revenue Engines (เครื่องจักรรายได้ 3 ขา)  
เมื่อตลาดสตรีมมิ่งในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วเริ่มอิ่มตัว โจทย์ใหญ่คือการเพิ่ม LTV (Lifetime Value) ต่อผู้ใช้งานหนึ่งคน ผ่าน 3 กลไกที่กำลังกลายเป็น Industry Standard ของผู้เล่นยักษ์ใหญ่ทุกราย (ไม่ว่าจะเป็น Disney, Amazon หรือ Telco):  
1. Pricing Power:   การรวบรวม IP แม่เหล็ก (Harry Potter, DC, Netflix Originals) ไว้ที่เดียว สร้าง Economic Moat ที่ทำให้การปรับขึ้นราคาทำได้โดยอัตราการยกเลิก (Churn Rate) ต่ำลง  
2. Ad-Tier Evolution:   โมเดลนี้ไม่ใช่แค่ทางเลือกเสริม แต่คือแหล่งรายได้หลักใหม่ ดังที่เห็นจาก Disney+ และ Hulu ทำสำเร็จมาก่อน โดย Netflix ระบุว่า ในตลาดที่มีแพ็กเกจโฆษณา สมาชิกใหม่ราว 40% เลือกสมัครแพ็กเกจนี้  
3.Utility Bundling:   การมัดรวมบริการเข้ากับ Telco หรือ Ecosystem ในบ้าน เพื่อเปลี่ยนสถานะจากสินค้าฟุ่มเฟือย ให้กลายเป็นสาธารณูปโภคที่ตัดจ่ายรายเดือนได้ยากขึ้น  
.....  
Layer 3: Asset Control (ถือครองต้นน้ำถึงปลายน้ำ)  
หัวใจสำคัญในชั้นนี้คือการเปลี่ยนจากสงครามคอนเทนต์ (Content War)  มาเป็นการคุมห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain Control)  
ปรากฏการณ์นี้คล้ายคลึงกับตอนที่ Disney ซื้อ Fox หรือ Amazon ซื้อ MGM คือการผนวกคลังคอนเทนต์และสตูดิโอผลิต เข้ากับระบบจัดจำหน่ายของตัวเอง เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มอำนาจต่อรอง  
เห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับ Spotify ที่เป็นเพียงแพลตฟอร์มแต่ไม่เคยถือครองลิขสิทธิ์เพลง (Music Labels)  ทำให้ถูกเจ้าของค่ายเพลงบีบส่วนแบ่งรายได้ตลอดเวลา จน Gross Margin ติดอยู่เพียงราว 25%  
ในขณะที่ Netflix ซึ่งเป็นเจ้าของคอนเทนต์เองสามารถทำได้สูงกว่า 40%+  
นี่คือข้อพิสูจน์ว่า Asset Control = Strategic Moat  ที่แยกผู้เล่นที่เป็นเจ้าของบ้าน ออกจากคนที่เป็นแค่ผู้เช่า อย่างชัดเจน  
.....  
Layer 4: The Twin Risks (ความเสี่ยงคู่ขนาน)  
แม้ Power Stack 3 ชั้นแรกจะดูแข็งแกร่ง แต่โมเดลนี้ต้องเผชิญกับแรงเสียดทาน 2 ด้าน:  
1. Regulatory Risk  การควบรวมระดับนี้หนีไม่พ้นการถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นจาก FTC (สหรัฐฯ) และ EU ในประเด็นการผูกขาด  
ตัวอย่างเช่น กรณี Disney ซื้อ Fox ในอดีต ที่ต้องยอมขายเครือข่ายกีฬาท้องถิ่น (Regional Sports Networks: RSNs) ของ Fox จำนวน 21-22 ช่องออกไป  เพื่อแลกกับการผ่านด่านกฎหมาย (Divestiture)  
Netflix อาจต้องเผชิญเงื่อนไขที่คล้ายกันในดีลนี้  
2. Behavioral Risk  เมื่อราคาสูงขึ้นและตัวเลือกน้อยลง ความเสี่ยงที่ผู้บริโภคจะหันกลับไปหา ทางเลือกสีเทา (Piracy) ย่อมสูงขึ้น  นี่คือแรงเหวี่ยงกลับทางสังคมที่โมเดลการเงินมักคำนวณไม่ได้  
.....  
คำถามที่ทุกคนซึ่งคิดเรื่องธุรกิจควรถามตัวเอง  
ดีล Netflix - Warner เป็นเพียงภาพสะท้อนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่กำลังเกิดขึ้นในทุกธุรกิจ  
แทนที่จะมองเป็นเพียงข่าวบันเทิงที่อ่านแล้วผ่านตาไป  ลองใช้กรอบ Power Stack นี้ตั้ง 3 คำถามกับกลยุทธ์ขององค์กรเราเอง:  
1. Growth vs Yield:   วันนี้โมเดลของเรายังเผาเงินเพื่อไล่ล่า User หรือเปลี่ยนมาโฟกัสที่ Net Margin และ Cash Flow แล้ว?  
2. Revenue Stack:   เรายังขายแค่สินค้าเดี่ยว หรือเริ่มสร้างรายได้หลายทาง (Hybrid Model) เพื่อเพิ่ม LTV ให้ลูกค้าเดิม?  
3. Structural Asset:   เราถือครอง Asset ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรม หรือเป็นเพียงผู้เล่นกลางทางที่รอวันโดนบีบ Margin แบบ Spotify?  
คำตอบของคำถามเหล่านี้  อาจสำคัญกว่าตัวเลข 7 หมื่นล้านดอลลาร์ในข่าวเสียอีก
โควท
A445838

Re: MRDIYT

โพสต์ที่ 28

โพสต์

phpBB [video]


เราแนะนำให้พิจารณาการลงทุนในหุ้น MR DIY โดยเริ่มต้นด้วยการประเมินที่ระดับ Outperform

มุมมองการเติบโตและปัจจัยขับเคลื่อนหลัก
แนวโน้มการเติบโตของกำไรในระยะกลาง (3 ปีข้างหน้า) ถือว่าโดดเด่น คาดการณ์อัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) ในช่วงปี 2568-2570 อยู่ที่ 25.2% โดยมีรายได้ที่เติบโตเฉลี่ยประมาณ 20% ต่อปี

ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตมาจากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจมีแผนขยายสาขาประมาณ 210 สาขาในช่วงสามปีข้างหน้า ซึ่งสอดคล้องกับศักยภาพในอดีตที่สามารถทำได้ประมาณ 200 สาขาต่อปี การเติบโตของยอดขายจากสาขาเดิม (SSSG) คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2%

ในช่วงระยะสั้น บริษัทได้รับประโยชน์จากปัจจัยตามฤดูกาล เนื่องจากไตรมาส 4 เป็นช่วง High Season ของธุรกิจ และผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกที่ผ่านมาแสดงให้เห็นตัวเลขที่น่าประทับใจ โดยกำไรเติบโต 57.3% ซึ่งมาจากการเติบโตของรายได้ 25% และการปรับปรุงของอัตรากำไร (Margin) ขึ้น 2.6%

ความได้เปรียบทางธุรกิจและอัตรากำไร
MR DIY มีรูปแบบธุรกิจที่ใช้โมเดล Asset Light โดยเน้นการเช่าพื้นที่สาขาเป็นหลัก ทำให้ใช้เงินลงทุนต่อสาขา (CapEx) ไม่สูง เฉลี่ยไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อสาขา ด้วยขนาดร้านเฉลี่ยประมาณ 600 ตารางเมตร ทำให้บริษัทสามารถขยายสาขาได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง รวมถึงสามารถเจาะพื้นที่ที่ยังไม่ได้เป็นเมืองหลักได้ เพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาดจากร้านค้าปลีกดั้งเดิม

อัตรากำไรอยู่ในระดับที่ดีและสูงกว่าค่าเฉลี่ยของคู่แข่ง โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 50-52% ความสามารถในการรักษาระดับอัตรากำไรที่ดีนี้มาจากหลายปัจจัย:
  • สินค้า White Label: สินค้าส่วนใหญ่เป็นสินค้านำเข้า ซึ่งให้ผลตอบแทนของอัตรากำไรที่ค่อนข้างดี
  • อำนาจการต่อรองจากการซื้อรวมศูนย์ในระดับภูมิภาค: แม้ว่าจำนวนสาขาในไทยจะอยู่ที่ประมาณ 1,000 กว่าสาขา แต่เมื่อรวมกับสาขาในกลุ่มภูมิภาคเอเชีย (มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์) จะมีสาขารวมกันประมาณ 5,000 สาขา ซึ่งทำให้มีอำนาจต่อรองในการสั่งซื้อสินค้ารวมกัน (Volume) มากกว่าผู้ประกอบการไทยที่ซื้อในปริมาณภายในประเทศถึง 5 เท่า ความสามารถในการซื้อในปริมาณมหาศาลนี้ทำให้บริษัทได้ราคาต้นทุนที่ค่อนข้างถูกและสามารถกำหนดราคาขายที่แข่งขันได้ดีกว่าคู่แข่งถึง 15-36%
ฐานะทางการเงินและการลงทุนในอนาคต
ภายหลังการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ บริษัทได้นำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปชำระคืนเงินกู้และเป็นเงินทุนหมุนเวียน นอกจากนี้ ยังมีแผนสนับสนุนการขยายตัวในอนาคตผ่านการลงทุนใน Automate Warehouse (DC) ซึ่งเป็นศูนย์กระจายสินค้าแบบอัตโนมัติ งบประมาณลงทุนประมาณ 4,000 ล้านบาท และสามารถรองรับการขยายได้ถึง 3,000 สาขา แม้ว่าจะใช้เวลาสร้างประมาณ 3 ปีและเริ่มใช้งานในปี 2570 แต่จะช่วยสร้าง Economies of Scale และปรับปรุงต้นทุนต่อหน่วยในส่วนของ Logistics ได้ดียิ่งขึ้นในระยะยาว

มูลค่าที่เหมาะสม
เราประเมินราคาเป้าหมายที่ 10.1 บาทต่อหุ้น ซึ่งมาจากการประเมินด้วยวิธี DCF หากเทียบกับประมาณการกำไรในปี 2569 จะคิดเป็น P/E ประมาณ 19.9 เท่า มูลค่านี้ถือว่ามี Premium ประมาณ 30% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มค้าปลีกตกแต่งบ้านและไลฟ์สไตล์ในประเทศ แต่ยังคงมี Discount ประมาณ 10% เมื่อเทียบกับกลุ่มค้าปลีกในภูมิภาคที่จดทะเบียนอยู่
เราเชื่อว่าบริษัทสมควรได้รับ Premium เมื่อเทียบกับตลาดในประเทศ เนื่องจากมีแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่ม อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับ MR DIY ที่เทรดในต่างประเทศ (มาเลเซียและอินโดนีเซีย) ซึ่ง P/E อยู่ในช่วง 21-22 เท่า การที่ P/E ในไทยยังต่ำกว่าเล็กน้อยอาจเป็นผลมาจากอัตราการทำกำไรที่ยังมีความแตกต่างกัน ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการใช้สัดส่วนสินค้าที่จัดหาจากในประเทศมากกว่า แต่เชื่อว่ามีโอกาสในการปรับปรุงในอนาคตเพื่อปิด Gap ในด้านอัตรากำไรได้ เนื่องจากขนาดกิจการยังมี room ในการเติบโตอีกมาก
โควท
A445838

Re: COCOCO

โพสต์ที่ 29

โพสต์

phpBB [video]


การเป็นผู้นำตลาดและการขยายเชิงกลยุทธ์
บริษัทฯ เป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าวรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย และเป็นโรงงานแปรรูปมะพร้าวที่อาจจะใหญ่ที่สุดในประเทศ โดยมีจุดแข็งจากการลงทุนในระบบคุณภาพมาตรฐานสูง เช่น GMP, HACCP, และ BRC มาเกือบ 20 ปี ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ารายใหญ่ระดับโลกในการผลิตแบบ OEM ให้กับแบรนด์ดังหลายรายในตลาดโลก

สถานการณ์ตลาดมะพร้าว:
  • ตลาดอเมริกา: ตลาดน้ำมะพร้าวในสหรัฐอเมริกามีการบริโภคมานานกว่า 20 ปี และยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง น้ำมะพร้าวกลายเป็นเครื่องดื่มประจำชั้นวาง (ประจำเชลฟ์) ไม่ใช่สินค้าแฟชั่น และสามารถทดแทนน้ำผลไม้รสหวานอื่น ๆ ได้ ตลาดนี้ยังคงมีโอกาสเติบโตสูง เนื่องจากยอดขายของบริษัทในอเมริกา (ประมาณ 2,000 กว่าล้านบาท) ยังห่างไกลจากยอดขายของผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดถึง 30,000 ล้านบาท
  • ตลาดจีน: ตลาดจีนเพิ่งเริ่มบริโภคน้ำมะพร้าวใสมาประมาณ 3 ปี และกำลังอยู่ในช่วงที่ความต้องการสูงที่สุด แต่ประสบปัญหาเรื่องสินค้าปลอมจำนวนมาก คาดว่าตลาดจะเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติและมีการคัดกรองแบรนด์ที่น่าเชื่อถือได้ในปีถัดไป ซึ่งจะเป็นผลดีต่อบริษัทฯ ที่เน้นสินค้าพรีเมียมและคุณภาพสูง
กลยุทธ์การลงทุนในฟิลิปปินส์:
การที่ประเทศไทยมีพื้นที่เพาะปลูกมะพร้าวเพียง 2 ล้านไร่ ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการของโรงงาน ทำให้บริษัทต้องพิจารณาการขยายฐานการผลิตไปยังต่างประเทศ
  • เหตุผลหลัก: การควบคุมต้นทุนวัตถุดิบและสร้างความมั่นคงในซัพพลายเชน เนื่องจากฟิลิปปินส์มีปริมาณผลผลิตมะพร้าวสูงมาก (มากกว่าไทย 20 เท่า) และมีต้นทุนมะพร้าวที่ถูกกว่าไทยเกินครึ่ง
  • สภาพภูมิอากาศ: ฟิลิปปินส์ไม่มีปัญหาเอลนีโญหรือลานีญาที่รุนแรง มีฝนตกเกือบตลอดปี ซึ่งมะพร้าวชอบมาก ทำให้ราคาวัตถุดิบมีความสม่ำเสมอ
  • ข้อได้เปรียบทางภาษี: การผลิตกะทิที่ฟิลิปปินส์ได้รับสิทธิพิเศษ GSP ทำให้การส่งออกไปยุโรปและอเมริกามีอัตราภาษี 0% ขณะที่โรงงานในไทยต้องเสียภาษี 12.8% สำหรับยุโรป
  • การลงทุนและการคืนทุน: บริษัทลงทุนก่อสร้างโรงงานประมาณ 600-700 ล้านบาท โดยตั้งเป้าจุดคุ้มทุนไว้ที่ประมาณ 1.5 ปี
  • การแบ่งธุรกิจ: โรงงานที่ฟิลิปปินส์จะเน้นผลิตกะทิเพื่อการส่งออกเป็นหลัก (คาดว่าจะโยกปริมาณการผลิตกะทิ 80% ไปที่ฟิลิปปินส์) ส่วนประเทศไทยจะเน้นการผลิตน้ำมะพร้าว (เครื่องดื่ม) และผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวน้ำหอมเป็นหลัก
การกระจายธุรกิจและโอกาสใหม่
บริษัทฯ ได้ขยายธุรกิจเพื่อเพิ่มแหล่งรายได้ใหม่ และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาผลิตภัณฑ์มะพร้าวเพียงอย่างเดียว

1. ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food - OEM):
  • ธุรกิจนี้เติบโตสูงมาก และคาดการณ์ว่าบริษัทฯ จะขึ้นเป็นผู้ผลิต OEM อาหารสัตว์เลี้ยงอันดับ 2 ของโลกในไทย
  • สาเหตุการเติบโตมาจากแนวโน้มโลกที่ผู้คนเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้น ประกอบกับค่าแรงที่สูงในสหรัฐฯ และการเปลี่ยนแหล่งผลิตเนื่องจากปัญหาด้านภาษี (เช่น แคนาดา) ทำให้ไทยเป็นฐานการผลิตที่เหมาะสมที่สุด
  • ปัจจุบันกำลังการผลิตไม่ทันต่อความต้องการ และอยู่ระหว่างการขยายกำลังการผลิตและซื้อเครื่องจักรเพิ่มเติม
2. ธุรกิจ Food Street และไอศกรีม (Frozen Food):
  • เป็นธุรกิจใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นในปีนี้ โดยการผลิตไอศกรีม (มะพร้าว, มะม่วง, ทุเรียน) และขนมไทยแช่แข็ง (ข้าวเหนียวมะม่วง, ขนมครก, ขนมบ้าบิ่น) เพื่อส่งออก โดยเน้นตลาดอเมริกา (West Coast)
  • สินค้าเหล่านี้มีอายุการเก็บรักษาประมาณ 1 ปี และส่วนใหญ่เป็นการผลิตภายใต้แบรนด์ของบริษัทเอง เช่น ไทโคโค และ ศาลา
  • ธุรกิจนี้ถูกมองว่าเป็นการซื้อโอกาสในอนาคต เช่นเดียวกับธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง
เป้าหมายและหลักการบริหาร
บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายยอดขายรวมทั้ง 3 ธุรกิจ (ผลิตภัณฑ์มะพร้าว, อาหารสัตว์, Food Street) ในระยะถัดไปให้อยู่ใกล้ 10,000 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้จะมาจากธุรกิจมะพร้าวประมาณ 85% และอาหารสัตว์เลี้ยงประมาณ 15%

เป้าหมายระยะยาว (3 ปี):
  • กะทิ: 3,000–4,000 ล้านบาท
  • น้ำมะพร้าว: 5,000–6,000 ล้านบาท
  • อาหารสัตว์: 3,000 ล้านบาท
หลักการบริหาร:
จากประสบการณ์ในอดีตที่เคยผิดพลาดจากการทำธุรกิจที่ใหญ่เกินตัวและเกิดภาวะขาดทุน สิ่งที่ผู้บริหารยึดถือในการดำเนินงานปัจจุบันคือหลักการ "ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง" โดยเน้นการวัดผลทุกโครงการอย่างถี่ถ้วน ไม่ลงทุนเกินตัว และให้ความสำคัญกับความยั่งยืนของธุรกิจ การเติบโตของลูกค้าและผู้บริโภคเป็นสำคัญ รวมทั้งไม่ไปแข่งเพื่อทำลายคู่แข่ง แต่เน้นการพัฒนาตัวเองให้ดีที่สุด
นอกจากนี้ ผู้บริหารมีความเชื่อมั่นในการควบคุมการดำเนินงานที่ฟิลิปปินส์ เนื่องจากมีการเตรียมผู้จัดการคนไทยไว้ดูแลกว่า 10 คน แม้ว่าโรงงานจะใช้แรงงานจำนวนมากถึง 300-400 คนก็ตาม
โควท
โพสต์โพสต์