โพสต์ยอดนิยม

อวสานของการลงทุนหุ้นต่างประเทศ?/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

บทความต่างๆ ที่ตีพิมพ์ใน ThaiVI คุณสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม เพื่อการลงทุนแบบเน้นคุณค่า

โพสต์ โพสต์
ภาพประจำตัวสมาชิก
Salaryman ติดปีก
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 37
ผู้ติดตาม: 12

Re: EA

โพสต์ที่ 1

โพสต์

https://www.blockdit.com/posts/669387398ce326c19eef7208
ดดกก.png

เมื่อผมเปิดอ่านงบหุ้นพลังงานสะอาดที่กำลังเป็นกระแส
.

จวบจนอาทิตย์ที่แล้ว ผมไม่เคยวิเคราะห์งบการเงินของหุ้นตัวนี้เลย ด้วยลักษณะนิสัยส่วนตัวที่ไม่ชอบซื้อหุ้นที่ PE สูงเกิน 40-50 เท่า จนมีข่าว เลยลองเปิดดูรายละเอียดซะหน่อย ต้องขอบอกว่า ว๊าวววว… !!!
.

มีประเด็นที่น่าสนใจมากมาย (ขอเน้นนะครับว่าน่าสนใจ เป็นมุมมองเพื่อการลงทุน ไม่ได้บอกว่าผิดหรือถูก บทความนี้เขียนไว้เพื่อเป็นกรณีศึกษาเท่านั้น)
.

1. ตัวเลขเข้าตำราหุ้นยอดเยี่ยมเป๊ะ แถมยังทำได้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ไม่แปลกเลยที่จะมีนักลงทุนจำนวนมากเลือกลงทุน แม้ราคาหุ้นจะขึ้นไปสูงมากแล้วก็ตาม

รายได้ ปี 2015 = 9,200 ล้านบาท
รายได้ ปี 2019 = 15,000 ล้านบาท
รายได้ ปี 2023 = 30,000 ล้านบาท

กำไร ปี 2015 = 2,700 ล้านบาท
กำไร ปี 2019 = 6,000 ล้านบาท
กำไร ปี 2023 = 7,600 ล้านบาท
.

2. มีกำไรในงบการเงิน แต่ดันไม่ได้เงินสด

ปี 2022 กำไร 7,600 ล้านบาท เงินสดจากการดำเนินงาน 1,800 ล้านบาท
ปี 2023 กำไร 7,600 ล้านบาท เงินสดจากการดำเนินงาน (ติดลบ) 500 ล้านบาท

เรื่องนี้เป็นจุด “เอ๊ะ” สำคัญ เพราะโดยปกติหุ้นพลังงานสะอาดจะได้เงินสดจากการดำเนินงานมากกว่ากำไร เพราะเป็นธุรกิจที่ลงทุนหนักรอบแรกรอบเดียว หลังจากนั้นกำไรในแต่ละปีจะโดนหักค่าเสื่อมราคาของเงินที่ลงทุนรอบแรก จึงทำให้กำไรในแต่ละปีน้อยกว่าเงินสดที่ได้รับจริงเป็นปกติ แต่ในกรณีนี้ดันกลับข้างกัน แถมเยอะด้วย
.

ส่วนต่างรวมกันสองปี 14,000 ล้านบาท หายไปไหน ?
.

ไปอยู่ในสองบรรทัดครับ เงินค้างรับจากลูกค้า และ สินค้าคงคลัง
.

ปี 2020 เงินค้างรับจากลูกค้า = 3400 ล้านบาท
ปี 2021 เงินค้างรับจากลูกค้า = 5800 ล้านบาท
ปี 2022 เงินค้างรับจากลูกค้า = 8400 ล้านบาท
ปี 2023 เงินค้างรับจากลูกค้า = 12600 ล้านบาท

คำถามคือ ใครค้างครับ ? ทำไมยอดค้างจ่ายเพิ่มขึ้นเกือบหมื่นล้านภายในไม่กี่ปี ? เงินสดจำนวนนี้จริงๆ แล้วมันไปไหน ?
.

ปี 2020 สินค้าคงคลัง = 800 ล้านบาท
ปี 2021 สินค้าคงคลัง = 2000 ล้านบาท
ปี 2022 สินค้าคงคลัง = 6600 ล้านบาท
ปี 2023 สินค้าคงคลัง = 8200 ล้านบาท

คำถามคือ สินค้าคงคลังอะไรที่ซื้อมา 7000 ล้านบาทภายในไม่กี่ปี ? อย่าลืมนะครับ สินค้าคงคลังเพิ่มขึ้น 7000 ล้านบาท นั่นหมายความว่าเงินสดไหลออกจากบริษัทไป 7000 ล้านบาท มันเลยสำคัญมากที่จะต้องเข้าใจว่า บริษัทไปซื้ออะไรมา ?
.

3. ลงทุนหนักมาก ยอดหนี้พุ่งเป็นจรวด
.

ยอดหนี้ส่วนใหญ่ในงบการเงินเป็นของจริงครับ หลอกกันยาก เพราะมักจะเป็นเงินกู้จากธนาคารหรือหุ้นกู้ ซึ่งมีเจ้าหนี้ ตรวจสอบได้ไม่ยาก
.

เงินสดที่ใช้ไปกับการลงทุนในช่วง 2015 - 2023 = 78,000 ล้านบาท
ปี 2015 หนี้สินรวม = 24,000 ล้านบาท
ปี 2023 หนี้สินรวม = 70,000 ล้านบาท (เพิ่ม 46,000 ล้านบาท)
.

คำถามคือ ลงทุนอะไร ? เป็นการลงทุนที่สร้างผลประโยชน์ให้กับบริษัทและผู้ถือหุ้นมั้ย ? เงินลงทุนที่ใส่ลงไปเหมาะสมกับสิ่งที่บริษัทได้คืนมาหรือเปล่า ?
.
.
.

ในฐานะนักลงทุน เราเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้บ้าง ?
.

ข้อแรกเลย อย่าดูแต่รายได้กับกำไรครับ เราต้องไม่ลืมว่า “ใครๆ ก็รู้ว่านักลงทุนส่วนใหญ่ดูแค่รายได้และกำไร เพื่อตัดสินใจในการลงทุน” นักลงทุนควรประเมินเงินสดที่ได้จากการดำเนินงาน และเงินสดจากการลงทุนประกอบด้วย
.

ข้อสอง เราต้องมีต่อม “เอ๊ะ”... ในงบการเงินข้างบนแสดง “จุดเอ๊ะ” มากมาย แต่ที่สำคัญเลยคือ ธุรกิจแต่ละอย่างมีลักษณะที่แตกต่างกันครับ บางธุรกิจอาจจะเป็นปกติที่กำไรแล้วไม่ได้เงินสด เพราะฉะนั้น มันจะวกกลับมาที่กฎเหล็กของการลงทุนครับ “เราต้องรู้จริงในสินทรัพย์ที่เราลงทุน” ไม่อย่างนั้น เราอาจจะไม่เจอ “จุดเอ๊ะ”
.

ข้อสาม ระวังการซื้อหุ้นที่เป็นกระแสร้อนแรงมากๆ ราคาวิ่งไปไกลมาก แถมผู้บริหารยังออกมาให้ข่าวที่น่าสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจที่ผู้บริโภคทั่วไปตรวจสอบได้ยาก
.

เพราะในเกมการเงิน สิ่งที่เหมือนกันเสมอคือ “การปั่นราคาด้วยความเชื่อ” เพราะฉะนั้นเค้าจะไม่ใช้ Story ของธุรกิจทั่วไป เพราะมันตรวจสอบง่ายและไม่น่าตื่นเต้น เช่น ถ้าบริษัทรายงานว่าขายไส้กรอกดีมากๆ จนกำไรโตระเบิด นักลงทุนแค่เดินไปร้านไส้กรอกเค้าก็รู้แล้วครับ ว่าไส้กรอกขายดีจริงมั้ย
.

สุดท้าย นักลงทุนทุกคนพลาดได้เสมอครับ ที่ผมเขียนมาไม่ใช่ว่าผมไม่เคยพลาด เจ็บมาเยอะเหมือนกัน อย่ามั่นใจอะไรจนเกินไปครับ อย่าทุ่มหมดตัวในหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง อย่าไปเชื่ออะไรหมดใจจนมองข้าม “จุดเอ๊ะ” ไป
.

ความเข้าใจในธุรกิจ วิเคราะห์ลึกถึงเงินสด ต่อมเอ๊ะ การกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม และแผนสำรอง จะช่วยให้เรารอดจากอาการ “พอร์ทพัง” ได้ครับ
.
.
.

ใครมีมุมมองอะไร หรือบาดเจ็บอะไรมา แชร์ให้ฟังในคอมเม้นหน่อยนะครับ
.

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับคุณนะครับ
#Salarymanติดปีก
ภาพประจำตัวสมาชิก
Wongratt
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 502
ผู้ติดตาม: 10

Re: YGG

โพสต์ที่ 2

โพสต์

ขอเสนอมุมมองอีกด้านหนึ่งครับ

- ผมไม่คิดว่า มันเป็นแผน Exit ของเจ้าของ คือจะบอกว่าที่เค้าทำมาทั้งหมด 20 ปีเพื่อมา exit ที่ 1.2 บาท! ผมคิดว่ามันดูน้อยไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจ้าของยังแทบไม่ได้มีการ Cash out ที่ราคาสูง ๆ เลยด้วยซ้ำ (แบบที่หุ้นตัวก่อน ๆ ที่ชอบขายให้ของทุนราคาแพงๆ)
- และคิดว่า บริษัทก็ไม่น่าจะล้มนะครับ คือบริษัทมี CFO เป็นบวก ต่อให้ตีทรัพย์สินจากสัญญาเป็นศูนย์ไปเลย ก็ยังเป็นบวก (อธิบายด้านล่าง) และก็ไม่ได้มีหนี้หรือหุ้นกู้อะไรมาบีบให้ Default (แบบหุ้น Case studies ตัวอื่นๆ) ถ้าจะขาดสภาพคล่องทำโปรเจ็คจริง ๆ เพราะงานเพิ่มขึ้น ก็ยังขอเพิ่มทุนก็ได้นะ

ค่อย ๆ ไปทีละประเด็นนะครับ
ประเด็น 1: การลาออกของกรรมการตรวจสอบ: ประเด็นนี้ตัดไปก่อน ไม่น่าเกี่ยวกับพื้นฐาน YGG
• กรรมการท่านนั้นเค้าได้รับเลือกเป็น สว
• โดยลาออก 9 กค., และ กกต มีมติรับรองคุณสมบัติ สว วันที่ 10 กค.

ประเด็น 2: บริษัททำกำไร แต่เงินสดติดลบหลายไตรมาส?
• รายการที่เป็น Key คือ ต้นทุนทำหนัง Home Sweet Home Rebirth
• ลงเงินไป 119 ล้านใน 3 ไตรมาสล่าสุด และยังไม่สร้างรายได้ (ยังไม่เริ่มฉาย)
• ถ้าไม่นับรายการนี้ จริง ๆ แล้ว CFO เป็นบวก 6 ไตรมาสใน 8 ไตรมาสล่าสุด (Total CFO +120 M) ถือว่าดำเนินการปกติ
(ติดลบเพียง Q3/2022 และ Q3/2023)

ประเด็น 3: สินทรัพย์ที่เกิดจากสัญญา 300 ล้าน คือการเก็บเงินลูกค้าไม่ได้?
• อาจจะติดเงื่อนไขบางอย่างเลยยังเก็บเงินสดไม่ได้
• Best Case: ถ้าตีว่าเก็บเงินได้หมด จะได้ว่า Total CFO (8 ไตรมาสล่าสุด) = +335 M (สูงมาก)
• Worst Case: ถ้าตีเป็น 0 ทั้งหมด จะได้ว่า Total CFO (8 ไตรมาสล่าสุด) = +120 M (อย่างน้อยไม่ตาย)
• ซึ่งสินทรัพย์นี้น่าจะไม่ได้เกิดจากลูกค้าเจ้าปัญหารายใดรายหนึ่ง เพราะอยู่ในรูปหลายสกุลเงิน (Dollar 40+ ล้านบาท, Yuan 60+ ล้านบาท, ที่เหลือเงินบาท) ดังนั้นอาจจะไม่ใช่ปัญหาที่ลูกค้าใหญ่รายใดรายหนึ่ง แต่อาจจะเป็นธรรมชาติธุรกิจหรือสัญญา ที่ต้องรอการเก็บเงิน

ประเด็นที่ 4: ข่าวว่าบริษัทขาดสภาพคล่องรุนแรง เลื่อนจ่ายเงินเดือนพนักงาน?
• ฟังดูแปลก เพราะที่ผ่านบริษัทยังรันด้วย CFO โดยรวมเป็นบวก (คือจ่ายเงินเดือนพนักงานครบแล้วก็ยัง Positive cash flow) และไม่ได้ถูกบีบด้วยหนี้แบงก์หรือหุ้นกู้ครบกำหนด
• รายจ่าย SG&A เดือนละราว 3 ล้าน, COGS ที่เป็นเงินสดอย่างมากเดือนละ 15 ล้านบาท ก็ถือว่าค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับรายได้ และ cash flow
• เดาว่าแย่ที่สุดที่เป็นไปได้ คือ ขอเลื่อนจ่ายค่าคนที่เกี่ยวกับการผลิตหนัง เพราะลงเงินไปเยอะ 119 ล้านใน 3 ไตรมาส และยังไม่เริ่มทำรายได้
• ดูแล้วไม่ได้มีอะไรมาบีบให้บริษัทล้ม (Case studies หุ้นตัวอื่น ๆ มักจะล้มด้วย Default ต่อเจ้าหนี้ แต่ YGG ไม่มีหนี้) ถ้าขาดเงินทำโปรเจ็คจริง ๆ ก็มี Option ขอเพิ่มทุนนะ

ประเด็นที่ 5: ประเด็นงบดุลดูน่ากลัว เพราะมีแต่ Intangible Asset
• น่าจะเป็นปกติของบริษัท IT Services นะครับ ยังไงก็คงไม่ได้คาดหวังว่าเค้าจะมี ที่ดิน หรือโรงงาน หรือ โรงไฟฟ้า
• แต่ Intangible asset ในงบก็เป็นสิ่งที่สร้าง CFO เป็นกอบเป็นกำให้บริษัทมาตลอด มันก็ควรมีมูลค่าของมัน

ประเด็นที่ 6: กังวลว่าเจ้าของจะทิ้งบริษัทและไปตั้งเองใหม่ เพราะเสียหุ้นไปแล้ว?
• น่าจะไม่ง่าย เพราะพวกลิขสิทธิ์ต่าง ๆ เป็นของ YGG (มันไม่ใช่ธุรกิจ Contractors ที่อยู่ดี ๆ ออกไปตั้งแข่งง่าย ๆ)
• และการที่เจ้าของทิ้งไปตั้งใหม่ น่าจะส่งผลเสียต่อเครดิตของตัวเจ้าของเอง (อาจจะอยู่ในสังคมต่อยาก) การสู้ต่อในนาม CEO YGG แล้วหาโอกาสให้ตัวเองเพิ่มเติมยังมีโอกาสทำอะไรได้มากกว่า จะแจก Warrant, ESOP ให้ตัวเอง เพื่อเพิ่มสัดส่วนในอนาคต ก็ยังทำได้ และคิดว่าคนก็เข้าใจและสนับสนุน
• และเท่าที่ดูภาพของ YGG ปีนี้ ก็กำลังสร้าง recognition ในระดับ international ได้มากขึ้น จะออกไปทำใหม่มาถึงจุดนี้อีกรอบคงไม่ง่าย

ประเด็นที่ 7: กังวลว่าทั้งหมดเป็นแผน Exit ของเจ้าของที่รู้ว่าบริษัทตัวเองกำลังจะแย่?
• ดูเป็นแผนที่ค่อนข้างไม่ค่อยดีนะครับ (ขายบริษัทที่ทำมา 20 ปี ได้ราคา 1.2 บาทเอง) แถมแลกกับภาพลักษณ์ที่อาจอยู่ในสังคมต่อลำบาก ทำมาขนาดนี้จะเอาแค่นี้จริง ๆ เหรอ
• และจริง ๆ แล้ว brand YGG ก็กำลังเป็นขาขึ้น ได้งานใหญ่ระดับต่างชาติมากขึ้น และก็ไม่ได้มีหุ้นกู้ต้องคืน หรือ เจ้าหนี้แบงก์มาบีบให้ default ถ้าบริษัทขาดสภาพคล่องจริง ๆ ก็ขอเพิ่มทุน ทำงานต่อไปได้ แล้วค่อยไป Exit ทีหลังน่าจะได้ดีกว่านี้

โดยรวม ๆ ผมว่าเป็นความผิดพลาดของการไปมาร์จิ้นด้วยหุ้นตัวเองไว้มากเกินไปนั่นแหละ
เป็นเรื่องที่น่าเศร้าสำหรับเจ้าของ แต่การจะกลับมาให้ได้ คิดว่าก็คงต้องทำผ่าน YGG นี่แหละครับ
ทั้งหมดนี้ผมวิเคราะห์ตามที่ศึกษาทั่ว ๆ ไปแบบคนวงนอกครับ อาจจะผิดถูกยังไงเดี๋ยวลองตามดู
ภาพประจำตัวสมาชิก
killyX
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 534
ผู้ติดตาม: 216

Re: YGG

โพสต์ที่ 3

โพสต์

ผมขอแสดงความเห็นส่วนตัวและตั้งข้อสังเกตสัดส่วนของรายได้จำแนกตามภูมิศาสตร์ได้ดังต่อไปนี้

1. รายได้ปี 65-66 จะเห็นว่าสัดส่วนรายได้จากจีนเพิ่มขึ้นจาก 9% เป็น 31% สอดคล้องกับข่าวและบทวิเคราะห์ต่างๆ ระบุไว้ว่าบริษัทมีรายได้จากจีนจนเป็นลูกค้ารายใหญ่ของบริษัท ส่วนรายได้สิงคโปร์ลดลงจาก 4 เป็น 2% แทบไม่มีนัยสำคัญ
YGG rev geo 65-66.png
2. รายได้ Q1/67 จะเห็นว่าสัดส่วนรายได้จากจีนเพิ่มขึ้นจาก 9% เป็น 29 % สัดส่วนรายได้ใกล้เคียงปี 66 ที่มีจีนเป็นลูกค้ารายใหญ่ของบริษัท ส่วนรายได้จากสิงคโปร์เพิ่มจาก 0 เป็น 51% แบบ YOY และ เพิ่มจาก 2% เป็น 51% แบบ QOQ ซึ่งเพิ่มขึ้นจนแซงลูกค้ารายใหญ่อย่างจีนแบบมากขึ้นจนมีนัยสำคัญในไตรมาสเดียว แต่ผมไม่สามารถหาข่าวและบทวิเคราะห์ต่างๆ เกี่ยวกับลูกค้าสิงคโปร์ ถ้านักลงทุนท่านใดมีก็ช่วยแชร์ข่าวและข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าสิงคโปร์ด้วยคับ
YGG rev geo Q1.67.png
3. การลาออกของ CFO และ กรรมการตรวจสอบ ในระยะเวลาห่างกันประมาณ 1 สัปดาห์
resign ygg.png
***ความเห็นส่วนตัวอาจไม่ใช่ YGG***
บริษัทที่มี Biz model แบบ B2B project based ที่รับงานจากลูกค้าใน ตปท. จะมีความยากสำหรับ Auditor ในการตรวจสอบบริษัทใน ตปท. ทำให้ผู้บริหารบางบริษัทจึงใช้วิธีนำหุ้นไปค้ำประกันเพื่อขอวงเงินไปตั้ง Nominee เป็นบริษัทลูกค้าใน ตปท. เพื่อสร้างรายได้ซึ่งอาจเป็นเหตุผลบางบริษัทมี Cash และ CFO เป็นบวกได้
การลงทุนมีความเสียว โปรดใช้วิจารณญาณในการลอก
champ412
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 981
ผู้ติดตาม: 26

Re: YGG

โพสต์ที่ 4

โพสต์

ผมไม่มีหุ้นนะครับ แต่สงสัยทุกครั้งที่มีอะไรแบบนี้ มีอะไรที่ผมเองก็ไม่รู้เยอะแยะนะครับ เลยขอตั้งสมมุติฐานไว้ก่อนในบางกรณี

1. เรื่องฟอรซ์เซลล์ ผมเองก็50/50ว่าจริงไหมหรือเจ้าของอาจจะไม่เห็นค่าบริษัทอยู่แล้วเลยเอาไปวางไว้ ถ้าโดนแบบนี้ก็ช่างมัน คงไม่มานั่งเก็บหุ้นคืน แบบที่คิดหรอกครับ ที่ขายให้ต่ำกว่า5%ก็น่าจะพิสูจน์อะไรได้ ดูกรณี EA แถลงมาเยอะแยะ อ้างนั้นนี้ๆสุดท้ายก็ เอาเงินออกทางอื่น กินเงินรายย่อย

2. ส่วนเรื่องสภาพคล่องของบริษัท ที่ว่าทำไมถึงไม่กู้ธนาคารถ้าขาดสภาพคล่องจริงๆ ผมเคยอยู่ ฝ่ายวิเคราห์มาก่อน ดูงบดุล ผมก็ไม่ปล่อยอะครับ ถ้าไปแกะดูจริง ทรัพย์สิน เกินครึ่ง(70-80%)ของ YGG คือ Intangible ไม่ว่าจะเป็น

สินทรัพย์ที่เกิดจากสัญญา (หมายเหตุประกอบก็ไม่ได้บอกคู่สัยญาคือใคร) 300ล้าน
ภาพยนต์ระหว่างการผลิต 119ล้าน
แม้กระทั่งทรัพย์สินทางการเงินที่วุดด้วยมูลค่ายุติธรรม 50ล้าน ก็ยังมี50% เป็นเงินลงทุนในการร่วมผลิตและจำหน่ายภาพยนต์ (ผู้สอบก็นะ)
เงินลงทุนในบริษัทร่วมค้า 36ล้าน
สินทรัพย์ไม่มีตัวตน 87ล้าน

ธนาคารเห็นแบบนี้ ถ้าจะปล่อยกู้คงต้องมี Parental support หรือไม่ก็ ผบห กู้ร่วมด้วยส่วนตัวครับ เพราะ การจ่ายคืนคือ based on future business model ล้วนๆ ไม่มี collateral

และ ผบห ออกทรงนี้ ผมว่า คงเป็นบริาัทเกมส์แหละครับ จบก็คือจบ กินเหรียญไปแล้ว

ความเห็นส่วนตัวนะครับ และเป็นกำลังใจให้ผู้ถือหุ้นทุกคนนะครับ เจอแบบนี้เป็นใครก็เบื่อครับ
Thai VI Article
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1918
ผู้ติดตาม: 340

ทฤษฎีแมลงสาบในตลาดหุ้น/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โพสต์ที่ 5

โพสต์

พฤติกรรมของนักลงทุนและหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เป็นสิ่งที่นักวิชาการจำนวนมากได้ทำการศึกษามายาวนาน และได้สร้างเป็น “ทฤษฎี” ขึ้นมากมาย หลายทฤษฎีก็ “เปลี่ยนโลกของการลงทุน” ไปอย่าง “สิ้นเชิง” ตัวอย่างที่ชัดเจนก็เช่น ทฤษฎี “ตลาดหุ้นที่มีประสิทธิภาพ” หรือ “Efficient Market Hypothesis” ที่บอกว่าตลาดหุ้นนั้นเก่งมาก มีความสามารถในการกำหนดราคาหุ้นทุกตัวให้เหมาะสมกับมูลค่าที่แท้จริงของมัน ดังนั้น การที่มีนักลงทุน รวมถึง “เซียนหุ้น” มาคุยว่าสามารถเลือกซื้อหุ้นที่มีราคาถูกกว่ามูลค่าพื้นฐานและขายเมื่อราคาสูงเกินไปแล้วนั้น เป็นเรื่องที่ไม่จริง “ในระยะยาว”

แต่ในระยะสั้นก็อาจจะทำได้เพราะ “ฟลุ๊ก” แล้วก็เก็บมาคุยโม้จนคนคิดว่าเป็น “เซียน” แต่ถ้าทำไปเรื่อย ๆ ในที่สุดก็พบว่า เขาไม่ได้กำไรมากกว่าผลตอบแทนปกติของตลาดซึ่งระยะยาวให้ผลตอบแทนทบต้นที่ประมาณ 10% ต่อปี เพราะปีต่อ ๆ มาเขาอาจจะขาดทุนหรือกำไรน้อยกว่าที่เคยทำได้ แต่ถีงตอนนั้นเขาก็จะไม่ออกมาพูดแล้ว คนทั่วไปก็ไม่รู้ว่าเขาเป็น “เซียนเยสเตอร์เดย์” ไปแล้ว ยังติดภาพว่าเป็นเซียนอยู่

แต่นักวิชาการซึ่งเป็นคนที่ “ค้นหาความจริง” ก็จะต้องตามดูว่ามีคนที่เป็น “เซียน” จริง ๆ หรือเปล่าในระยะยาวโดยการตั้ง “ทฤษฎี” แล้วก็ “พิสูจน์” ซึ่งก็พบว่าในตลาดหุ้นสหรัฐนั้น เป็นตลาดที่มีประสิทธิภาพจริง ไม่มีใครเก่งกว่าตลาดได้จริง ๆ (อาจจะยกเว้นกรณีของบัฟเฟตต์) ดังนั้น คำแนะนำก็คือ นักลงทุนไม่ควรเลือกหุ้นเอง แต่ควรลงทุนในกองทุนรวมที่อิงกับดัชนีตลาดซึ่งจะได้ผลตอบแทนสูงที่สุดเพราะไม่ต้องเสียค่าบริหารกองทุนสูงอย่างกองทุนที่มีการเลือกหุ้นลงทุนโดย “เซียน” และนั่นก็ทำให้โลกของการลงทุนในอเมริกาเปลี่ยนไป “อย่างสิ้นเชิง” คนส่วนใหญ่เลือกลงทุนในกองทุนรวมอิงดัชนีแทนการเลือกหุ้นลงทุนด้วยตนเองหรือลงทุนในกองทุน Active Fund



ผมพูดมายาว แต่สิ่งที่จะพูดในบทความต่อไปนี้จะเป็นสิ่งที่เรียกว่า “ทฤษฎีหุ้นแบบชาวบ้าน” ที่ไม่เคยหรือไม่มีการพิสูจน์ แต่เป็นเรื่องที่คุยกันในวงการนักเล่นหุ้นหรือนักลงทุนที่เป็น “นักปฏิบัติ” ที่อาจจะไม่ได้สนใจและไม่ได้เชื่อในทฤษฎีตลาดหุ้นที่มีประสิทธิภาพ แต่เป็นความคิดหรือทฤษฎีที่อธิบายเรื่องราวเกี่ยวกับนักลงทุน หุ้นและตลาดหุ้นได้ดี ลองมาดูกัน

เรื่องแรกก็คือ “พฤติกรรมของนักลงทุนรายย่อย” ที่เขาพูดว่ามีความแตกต่างจากนักลงทุนสถาบันและ/หรือที่เป็นรายใหญ่ ถ้าเป็นในตลาดหุ้นอย่างอเมริกาก็จะมีทฤษฎีที่ว่า รายย่อยเป็นนักลงทุนที่ไม่มีเหตุผลหรือข้อมูลในการลงทุนและมักจะเป็น “หมู” ในตลาดที่จะถูก “เชือด” ดังนั้น ถ้าช่วงไหนนักลงทุนรายย่อยเข้ามาซื้อขายหรือเล่นหุ้นในตลาดมากกว่าปกติด้วยความโลภ ก็จงเตรียมไว้ได้เลยว่า เดี๋ยวหุ้นจะร่วง ดัชนีตลาดหุ้นจะตกลงมา

ในตลาดหุ้นไทยเราถึงกับมีคำเรียกนักลงทุนกลุ่มนี้ว่า “เม่า” หรือ “แมลงเม่า” และคาดการณ์ได้เลยว่าในไม่ช้าก็จะขาดทุนหุ้นหนักและ “ตาย” คือหนีออกจากตลาดหุ้น อาการของ “แมลงเม่า” ก็คือ ทุกครั้งที่เห็น “ไฟ” ซึ่งในตลาดหุ้นก็คือ “สตอรี่” ต่าง ๆ ที่ถูกจุดขึ้นมา ไม่ว่าจะมาจากสถานการณ์หรือนักลงทุนรายใหญ่ที่เข้ามาเล่นหรือ “ปั่น” หุ้น แมลงเม่าหรือนักลงทุนรายย่อยก็จะกรูกันเข้ามาเล่น ทำให้หุ้นวิ่งขึ้นร้อนแรงเหมือนไฟ แต่รายย่อยก็ “ไม่กลัว” และกลับเข้ามาเล่นเพิ่ม แต่แล้วก็ถูกไฟ “เผา” นั่นคือหุ้นตกลงมาอย่างหนักจนคนเล่นแทบจะเป็นหายนะ



ทฤษฎีชาวบ้านอีกเรื่องหนึ่งก็คือทฤษฎี “งานเลี้ยงค็อกเทล” ของ ปีเตอร์ ลินช์ อดีตผู้บริหารกองทุนผู้ยิ่งใหญ่ระดับโลก ซึ่งบอกว่า ถ้าคนทั่วไปในงานเลี้ยงแบบค็อกเทลไม่สนใจหุ้นเลย เห็นได้จากการที่เมื่อทักทายกับเขาซึ่งเป็น “เซียนหุ้น” ที่บริหารกองทุนรวมแล้วรีบเปลี่ยนเรื่องหรือหนีจากไป นั่นก็แปลว่าตลาดหุ้นกำลังจะขึ้น

แต่ถ้าช่วงไหนเริ่มมีคนคุยอ้อยอิ่งนานขึ้นเล็กน้อยหลังจากที่รู้ว่าเขาทำงานอะไร นั่นก็แปลว่าตลาดเริ่มปรับตัวขึ้นไปแล้วประมาณ 15% แต่ถ้าในกรณีต่อมาซึ่งตลาดปรับตัวขึ้นไปแล้ว 30% คนก็จะเริ่มมารุมล้อมเขา อาจจะเป็น 10 คน และคนเริ่มถามว่า “หุ้นตัวไหนดี”

ช่วงสุดท้ายก็คือ ถ้าคนเริ่มรุมล้อมเขามาก และบางคนก็เริ่มที่จะแนะนำปีเตอร์ ลินช์ว่าหุ้นตัวไหนดีน่าสนใจ นั่นก็คือเวลาที่คนจำนวนมากสนใจและเข้าไปถือหุ้นเต็มที่เพราะหุ้นบูมจัด ทุกคนพูดกันถึงเรื่องหุ้น นั่นก็คือเวลาที่ตลาดหุ้นขึ้นไปสูงสุดและใกล้จะตกลงมาอย่างแรงแล้ว

ในตลาดหุ้นไทยเองก็จะมีการดัดแปลงว่าถ้านั่งแท้กซี่แล้วคนขับชวนคุยเกี่ยวกับหุ้นและบางทีก็แนะนำหุ้นเด็ดให้เราด้วย หรือบางทีก็เป็นช่างตัดผมหรือช่างเสริมสวยที่ปกติไม่น่าจะสนใจการลงทุนแต่กลับชวนคุยเกี่ยวกับเรื่องหุ้นและอาจจะบอกได้ด้วยว่าหุ้นตัวไหนดี นั่นก็เป็นสัญญาณว่าตลาดหุ้นกำลังพีก และใกล้ที่จะตกลงมาอย่างแรงแล้ว



ทฤษฎีเรื่องต่อมาที่อาจจะไม่ได้เกี่ยวกับนักลงทุนรายย่อยโดยตรงแต่มักจะทำให้นักเล่นหุ้นทั่วไปรวมถึงรายใหญ่บาดเจ็บอย่างหนักก็คือสิ่งที่ผมเรียกว่า “ทฤษฎีแมลงสาบ” ซึ่งพูดสั้น ๆ ก็บอกว่า “ถ้าเราเห็นแมลงสาบตัวหนึ่งอยู่แถวห้องครัว ก็จงเชื่อเถอะว่ามันยังมีแมลงสาบอีกหลายตัวที่ซ่อนอยู่และก็จะโผล่ออกมาเรื่อย ๆ”

ความหมายก็คือ เมื่อเกิดเรื่อง “ฉาวโฉ่” หรือการฉ้อฉล หรือสิ่งที่ไม่ดี ผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรมจรรยา ซึ่งรวมถึงการบริหารงานบริษัท การซื้อขายหุ้น การใช้ข้อมูลเอาเปรียบผู้ถือหุ้นหรือนักลงทุน การสร้างสตอรี่ที่เกินความเป็นจริง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เดิมทีบุคคลภายนอกก็ไม่รู้ แต่แล้ว จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เรื่องเลวร้ายหรือเรื่องที่ไม่ดีก็ปรากฏขึ้น บางเรื่องอาจจะเป็นอุบัติเหตุ แต่หลายเรื่องก็เป็นเพราะสถานการณ์ภายนอกที่ไม่เอื้ออำนวยมาก เช่น หุ้นทั่วไปรวมถึงตลาดหุ้นโลกตกต่ำลงมา นั่นทำให้คนทั่วไปเริ่มเห็นสิ่งไม่ดีที่เกิดขึ้นจากความตั้งใจของผู้บริหาร ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่น่า “ขยะแขยง” เหมือน “แมลงสาบ” ตัวหนึ่งที่โผล่ออกมา

เมื่อเกิดเรื่องขึ้น แทบจะทุกครั้ง ก็จะมีคนมาบอกและยืนยันว่า เรื่องนั้น “จบแล้ว” และไม่มีสิ่งที่เลวร้ายอื่น ๆ อีก พูดง่าย ๆ มีแมลงสาบเพียงตัวเดียวและเรากำจัดมันไปแล้ว แต่ตามทฤษฎีแมลงสาบนั้นบอกว่า จะยังมีแมลงสาบอีกหลายตัวมากที่ซ่อนอยู่ และในที่สุดมันก็จะโผล่ออกมาให้เห็นอยู่เรื่อย ๆ จนกว่าเราจะกำจัดมันได้หมดจริง ๆ

ทฤษฎีแมลงสาบนั้น แม้ว่าจะไม่มีนักวิชาการมาพิสูจน์เป็นเรื่องราว ผมคิดว่ามีความถูกต้องมาก แค่คิดถึงเหตุการณ์ฉาวโฉ่ใหญ่ ๆ ของบริษัทขนาดยักษ์ในโลกที่ผ่านมาก็น่าจะคาดได้ว่าทฤษฎีนี้เป็นจริงแน่นอน เหตุผลก็คือ ถ้ามีบริษัทไหนที่ใช้ “กลโกง” บางอย่างได้สำเร็จโดยที่คนภายนอกไม่รู้หรือไม่ตระหนัก ผู้บริหารหรือคนภายในบริษัทก็จะเริ่มหากลโกงอื่นเพื่อที่จะเพิ่มผลตอบแทนขึ้นอีก หรือไม่ก็ต้องหากลโกงอื่นเพื่อที่จะมาปิดบังกลโกงเดิมให้อยู่ต่อไปให้นานที่สุด และนั่นก็คือแมลงสาบที่ขยายพันธุ์ขึ้นเป็นฝูงโดยที่คนภายนอกไม่รู้เลย-- จนถึงวันหนึ่งที่แมลงสาบตัวหนึ่งถูกขุดพบหรือเผลอโผล่ขึ้นมา



ทฤษฎีแมลงสาบมักจะเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดหุ้นบูมหรือหุ้นบางกลุ่มบูมขึ้นมา ซึ่งมักจะก่อให้เกิดความโลภของคนที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะบุคคลภายในบริษัทที่จะเห็นโอกาสรวยและรวยมากอย่างง่าย ๆ โดยการสร้างสตอรี่ ปั้นตัวเลข สร้างรายได้และกำไรเทียม ไซฟ่อนเงินจากบริษัท ทำกำไรจากการซื้อ-ขายหุ้น ร่วมมือกับนักลงทุนรายใหญ่ในการทำราคาหุ้น และร่วมมือกับสื่อต่าง ๆ ที่จะสร้างกระแสในด้านที่ดี ๆ ทั้งหลายต่อสังคมและโดยเฉพาะต่อนักลงทุน

เกือบจะแน่นอนว่าสิ่งที่ไม่จริงหรือไม่ยั่งยืนที่ถูกสร้างขึ้นนั้น ในที่สุดมันก็ “ไม่ยั่งยืน” ภายในเวลา 3-4 ปี หรืออย่างสูงก็ไม่น่าจะเกิน 6-7 ปี รอยปริก็มักจะเกิดขึ้น และก็จะค่อย ๆ ลามจนแตกในที่สุด บริษัทพลังงานขนาด “ยักษ์” อย่าง Enron ที่มีกิจการทั่วโลกและมีผลการดำเนินงาน “สุดยอด” ซึ่งทำให้หุ้นขึ้นไปที่ราคาประมาณ 90 เหรียญในช่วงกลางปี 2000 ตกลงมาเหลือเพียง 1 เหรียญในเดือนพฤศจิกายน 2001 เมื่อมีการค้นพบเรื่องราวฉาวโฉ่ที่ถูกซุกซ่อนมายาวนาน

Enron ล้มละลายและกลายเป็นการล้มละลายที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกาในช่วงนั้น เช่นเดียวกับบริษัทผู้สอบบัญชีระดับท็อป 5 ที่ต้องปิดตัวลงเพราะทำงานผิดพลาดอย่างแรง ผู้บริหารสูงสุดของ Enron ติดคุกและบางคนก็ตายก่อนถูกตัดสิน หลังจากนั้น รัฐบาลสหรัฐต้องออกกฎหมายหลายฉบับส่วนหนึ่งเพื่อ “ปฏิรูป” ระบบการรายงานทางการเงินที่จะทำให้เกิดความเที่ยงตรงและโปร่งใส และความรับผิดชอบของผู้ตรวจสอบบัญชี

เขียนถึงจุดนี้ผมเองก็เกิดความรู้สึกว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงเร็วๆ นี้ดูเหมือนว่า “แมลงสาบ” เริ่มโผล่ออกมาเรื่อย ๆ ในหลาย ๆ แห่ง นี่ก็เป็นสัญญาณที่ไม่ค่อยดี และอาจจะเป็นจุดที่ทำให้ตลาดหุ้นเกิดโกลาหล และความหวังที่จะเห็นหุ้นฟื้นตัวในเร็ว ๆ นี้อาจจะลดน้อยลง
EAKEPON
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 313
ผู้ติดตาม: 33

Re: KAMART

โพสต์ที่ 6

โพสต์

แนบไฟล์
Screenshot_20240715_123422_Facebook.jpg

"มันเป็นเช่นนั้นเอง"
A961138

Re: CHAYO

โพสต์ที่ 7

โพสต์

ข่าวที่ดิน เกาะยาวใหญ่ ยังไม่มีข่าวคราว ผู้ประมูลได้ ติดต่อชำระเงิน ถ้าเป็นอาการนี้มีแนวโน้มไม่ซื้อสูง ซึ่งบริษัทฯถึงจะยึดเงินประกัน 40 ล้านได้ แต่ Q4 67 หรือ Q1 68 อาจจะต้องตั้งสำรองเพิ่มอีกระดับ 100 ล้าน จากทรัพย์ชิ้นนี้
เนื่องจากครบ 5 ปี ที่รับรู้รายได้แล้ว
ต้องปรับการรับรู้ใหม่ อาจเป็น 7-8 ปี สำหรับการดำเนินการประมูลใหม่
ส่วน cc โตขึ้นทุก Q ก็จริง แต่มันดูสัดส่วนน้อยมาก หากเทียบกับมูลหนี้ที่มีในพอร์ตมาก
ปีหน้า มีหุ้นกู้ก้อนใหญ่ ต้อง rollover อีก
ช่วงนี้อาจต้องประเมินความเสี่ยงดีๆครับ

*ส่วนดอกเบี้ยค้างรับน่าจะเพิ่มในสัดส่วนสูงไม่หยุด เพราะตอนนี้ที่แปลงใหญ่พระราม 2 ก็เริ่มรับรู้รายได้แล้ว กว่าจะจบดีลคงอีกนาน ตัวอย่างที่ชัดเจนก็ที่เกาะยาวใหญ่นี่แหละครับ
EAKEPON
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 313
ผู้ติดตาม: 33

Re: KAMART

โพสต์ที่ 8

โพสต์

phpBB [video]
"มันเป็นเช่นนั้นเอง"
ภาพประจำตัวสมาชิก
เหรียญ
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 725
ผู้ติดตาม: 248

Re: EASON

โพสต์ที่ 9

โพสต์

เมื่อวานผมลองสำรวจที่เวสเกตทั้งวันจนถึงช่วง2ทุ่ม คิวอยู่ที่309 ก่อนออกช่วง2ทุ่มครึ่งคิวรันมาที่330 จบวันน่าจะมีเกือบๆ360-400คิวแน่ๆ

ที่สังเกตได้อย่างนึงKOI Theชงเร็วมาก ไม่เหมือนร้านชานม ชาชีส ชาผลไม้อื่นๆที่ต้องรอคิวที20-30นาที ทำให้แถวไม่ยาวมาก

ที่เวสเกตพึ่งมีตัวเมนูเฉาก๊วยมาขาย ยังเห็นคนสั่งน้อย อาจต้องเพิ่มเมนูของหวานเข้ามาอีก

1000011821.jpg
''I didn't come this far to only come this far''
ภาพประจำตัวสมาชิก
Bobby_GN
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 176
ผู้ติดตาม: 13

Re: YGG

โพสต์ที่ 10

โพสต์

เรื่องผู้บริหารจะโกงบริษัทตัวเอง โกงเงินรายย่อยนั่นแหละนะ อันนี้ไม่ต้องอธิบายความเยอะ ก็ไม่ยากเกินกว่าใครจะเข้าใจ

ถ้าคุณเป็นคนที่ติดดอยโดนหลอก จะมากจะน้อยผมเข้าใจ+ให้กำลังใจ ผมก็ดูใครมันจะรู้(วะ) งบการเงินแทบจะไม่เห็นความผิดปกติ

ถ้าผมเข้าไปซื้อตอนมันฟลอร์หรือไม่มีของ แน่นอนก็แค่ว่าๆ หรือลุ้นเด้งทำกำไร ตอนนี้มีใครจะเห็นอนาคตชัดๆไปได้

เรื่องแบบนี้ต้องพึ่งระบบ กลต.ต้องทำงานเฉียบขาด คนผิดต้องได้รับโทษจริงจัง ทำให้คนโกงคนอยากจะรวยทางลัดไม่กล้าทำ ไม่กล้าแม้แต่จะคิด

ผมหวังว่าเคส STARK EA จะจบเป็นบรรทัดฐาน ไม่ให้ ผบห.บมจ. มาหากินกับรายย่อยคนไทยกันเอง เพราะตอนนี้ฝรั่งเค้าทิ้งตลาดไป ท่าจะนาน ไม่อยากจะคบ ตลาดที่ขาด CG
ภาพประจำตัวสมาชิก
Peter1011
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 349
ผู้ติดตาม: 126

Re: EA

โพสต์ที่ 11

โพสต์

EA เป็นตัวที่ทำให้ดัชนี TESG เสียความน่าเชื่อถือ ทำให้ต่างชาติเหมารวมว่าคนไทยขี้โกงและลดการลงทุนในไทยอย่างมีนัยยะสำคัญ เช่นเดียวกับตลาดหุ้นจีนที่โดน rerate P/E (จากปัญหา geopolitic) มาก่อนหน้านี้

ผมพนันได้เลยว่ามันไม่จบแค่นี้ และในดัชนี TESG มีหุ้นอยู่อีกไม่น้อย (บอกไม่ได้เดี๋ยวโดนฟ้อง - ลองไปหากันดูนะครับ) ที่มีการทุจริตอยู่แต่ยังไม่ได้โดนสอยเหมือน EA

เราต้องป้องกันตัวเอง ตั้งการ์ดให้สูง เพื่อที่จะลดโอกาสที่จะเจอหุ้นในเชิงนี้ ไม่ใช่มารอให้เกิดขึ้นแล้วก็โทษคนอื่นอีกว่าทำไมไม่ตรวจเจอหุ้นแบบนี้
Was der Onkel Charlie sagt, das soll man immer tun!
ampare
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 2152
ผู้ติดตาม: 251

Re: PM

โพสต์ที่ 12

โพสต์

วันนี้แวะไปลองมีวนา สาทรมาครับ
ราคาอาหารไม่แรง แต่ปัญหาน่าจะที่จอดรถ ร้านอยู่ห่างจากรฟฟ ต้องใช้รถ เดินมาไม่ได้แน่ๆ แต่ร้านไม่มีที่จอดซักที่ ต้องไปขอจอดร้านข้างๆ ซึ่งใช้ใบเสร็จมีวนาจอดได้ 1 ชม หลังจากนั้นชมละ 40 บาท ส่วนใหญ่ลูกค้าที่มาน่าจะคนระแวกนั้นจริงๆ ไม่ได้นั่งนาน (ทั้งที่ร้านทำมาแบบน่านั่ง)สาขานี้จำนวนลูกค้าคงไม่เพิ่มง่ายๆเลย ค่อนข้างแปลกใจกับการเลือกที้ตั้งสาขาแบบนี้
IMG_6340.jpeg
IMG_6343.jpeg
Time is the friend of the wonderful company, the enemy of the mediocre.
ภาพประจำตัวสมาชิก
SCGLOBAL
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 789
ผู้ติดตาม: 412

Re: NEO

โพสต์ที่ 13

โพสต์

สังเกตที่ 10X หามองผ่านๆ อาจจะไม่มีอะไรแต่เป็นการแสดงความสามารถในการขอ อนุญาต โฆษณาที่ค่อนข้างเก่งของ NEO

ปกติแม้จะขอ 2X 3X ก็ยากจนจะไม่ผ่านแล้ว NEO สามารถ ขออนุญาตจนเอาไปติดบนฉลากว่า ขาวขึ้น 10X หรือ 10X+ Brightening อาจจะด้วยความฉลาด หรือจะมาจากคุณภาพสินค้าที่สูงจริงไม่อาจพิสูจน์ทราบได้ แต่กรณีนี้ก็เก่งใช้ได้เลย

.
IMG_8498.jpeg
"ประสบการณ์คือสิ่งที่คุณจะได้รับ เมื่อถึงวันที่คุณไม่ได้สิ่งที่ต้องการ" - Howard Marks
“I like to say, “Experience is what you got when you didn’t get what you wanted.”
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ouicomza
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 97
ผู้ติดตาม: 19

Re: EA

โพสต์ที่ 14

โพสต์

ลงทุนแมน : 13-7-67
จาก STARK สู่ EA ทุจริต โกงเงิน 3,000 ล้าน ทั้งที่ได้เรตติง AA /โดย ลงทุนแมน
เรื่องนี้น่าจะเป็นข่าวใหญ่ที่สุด แรงที่สุด ในวงการตลาดหลักทรัพย์ ตั้งแต่ต้นปีนี้
เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องตอกย้ำว่า บริษัทใหญ่ในประเทศไทย มีเรื่องทุจริตเกิดขึ้นได้เสมอ
ถึงแม้ว่าบริษัทใหญ่นี้มูลค่าเป็นหลัก 100,000 ล้านบาท
ถึงแม้ว่าบริษัทใหญ่นี้เคยติดอันดับมูลค่าสูงสุด 10 อันดับแรกของประเทศ
ถึงแม้ว่าบริษัทใหญ่นี้จะได้ถูกประทับตราให้มี Corporate Governance ดีเด่น
ถึงแม้ว่าบริษัทนี้จะได้รับคัดเลือกให้อยู่ใน List ESG เรตติง AA
ถึงแม้ว่ากองทุนรวม ThaiESG หลายกองจะลงทุนในบริษัทนี้ เพราะเห็นว่าบริษัทนี้ได้เรตติงดี
ถึงแม้ว่ามีคนไทยจำนวนมากที่ลงทุนในบริษัทนี้ทั้งทางตรง และทางอ้อมผ่านกองทุนรวม รวมไปถึงให้ยืมเงินผ่านหุ้นกู้..
เรื่องนี้ทำให้ได้รู้ว่า
ต่อให้ใหญ่ ต่อให้ได้การรับรองแค่ไหน
เราจะเชื่อใครไม่ได้เลย
บริษัทที่กำลังแหกตราประทับทุกดวง ที่เรากำลังพูดถึงนี้
มีชื่อว่า EA..
เรื่องใหญ่สุดของวงการตลาดทุนในรอบปีนี้เกิดขึ้นตอนเย็นเมื่อวาน มันมีเหตุการณ์อย่างไร ?
ถ้าพร้อมแล้ว ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
เย็นวันศุกร์ที่ 12 ก.ค. สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ออกประกาศ 1 ฉบับ กล่าวโทษ 3 คนที่เกี่ยวข้องกับบริษัทนี้
1. นายสมโภชน์ อาหุนัย
2. นายอมร ทรัพย์ทวีกุล
3. นายพรเลิศ เตชะรัตโนภาส
2 คนแรกเป็นผู้บริหารของบริษัท EA ซึ่งทำธุรกิจโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ แบตเตอรี่ EV มีบริษัทย่อยทำธุรกิจรถเมล์ไฟฟ้า
โดยในประกาศ ก.ล.ต. พิจารณาหลักฐานแล้ว กล่าวโทษว่า ในช่วงปี 2556 –2558 บุคคลทั้ง 3 รายได้ร่วมกันกระทำการทุจริต
วิธีกระทำการทุจริต
- จัดซื้ออุปกรณ์จากต่างประเทศ
- จัดซื้อโปรแกรมซอฟต์แวร์เพื่อใช้ในโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์
ซึ่งวิธีที่ผู้ทุจริตส่วนใหญ่จะใช้กัน นั่นก็คือการจัดซื้อ โดยมีเงินทอนไปให้หลังบ้าน
โดยทำการทุจริตผ่าน
- บริษัทย่อยของ EA 2 บริษัท คือ บริษัท อีเอ โซล่า นครสวรรค์ จำกัด และบริษัท อีเอ โซล่า ลำปาง จำกัด
ขนาดของการทุจริต 3 คนนี้ได้รับผลประโยชน์ รวม 3,465.64 ล้านบาท
สรุปสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป
- กรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI รวมถึง ปปง. จะพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
- คดีนี้เข้าข่ายเป็นความผิดทางอาญา ซึ่งโทษอาจถึงจำคุก
- การกล่าวโทษของ ก.ล.ต. นี้จะทำให้ นายสมโภชน์ และ นายอมร เข้าข่ายมีลักษณะขาดความน่าไว้วางใจในการเป็นผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน 2 คนนี้จึงจำเป็นต้องออกจากตำแหน่งผู้บริหาร EA
สิ่งที่ต้องจับตา
- เงิน 3,000 ล้านอยู่ที่ไหน ซึ่งน่าจะอยู่นอกประเทศไทย ซึ่ง DSI และ ก.ล.ต. อาจต้องทำงานอย่างเร่งด่วนในการติดตามเงินดังกล่าวที่ทุจริตจากบริษัทไป
- ระหว่างนี้ นายสมโภชน์ และ นายอมร หลุดจากการเป็นผู้บริหาร ของ EA
แล้วโครงการต่าง ๆ ทั้งรถเมล์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ EV จะสะดุดไปหรือไม่ ใครมารับช่วงต่อแทน
- และสิ่งสำคัญที่สุดราคาหุ้นของ EA ในตลาดหลักทรัพย์จะเป็นอย่างไร
EA อยู่ในระหว่างการออกหุ้นกู้ และการเพิ่มทุนในบริษัทย่อย ที่ต้องการใช้เงินทุนมากมาย
เจ้าหนี้ EA จะเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้หรือไม่
ตลาดหุ้นกู้ทั้งระบบอาจจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ EA ไปด้วย จากการขาดความเชื่อมั่น
สิ่งที่เหนือไปกว่าทั้งหมดที่กล่าวมา น่าจะเป็นคำถามที่ทุกคนสงสัย คือ
- ก่อนหน้านี้ หุ้น NEX ที่เป็นบริษัทย่อยของ EA ราคาดิ่ง มีข่าวผู้บริหารโดน Forced Sell
- ก่อนหน้านี้ หุ้น EA ราคาดิ่ง มีข่าวผู้บริหารโดน Forced Sell
- มาวันนี้ ก.ล.ต. ประกาศกล่าวโทษผู้บริหาร EA เรื่องทุจริต 3,000 ล้าน
ทำไมทุกเหตุการณ์เกิดขึ้นต่อกันเป็นฉาก ๆ ราวกับสคริปต์ในภาพยนตร์ ?
หรือการดิ่งลงของราคาหุ้น มันมีเหตุผลที่ถูกกำหนดไว้ก่อนแล้ว และการประกาศของ ก.ล.ต. เป็นแค่คำเฉลยของผู้เขียนบท ในฉากสุดท้าย..
อิทธิบาท ๔ "ฉันทะ" "วิริยะ" "จิตตะ" "วิมังสา" ทางแห่งความสำเร็จของการปฏิบัติ
icanwait
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 289
ผู้ติดตาม: 60

Re: EASON

โพสต์ที่ 15

โพสต์

ยอดขาย จักรยานยนต์ เวียดนาม Q2 ฟื้นตัวกลับมาโตได้ 2.4% ครับ

ตัวเลขจาก Vietnam Association of Motorcycle ที่รวม 5 ยี่ห้อใหญ่ในตลาด Honda, Piaggio, Suzuki, SYM, และ Yamaha

นอกจากนี้ยังมี emission mandate ปีหน้า บังคับตรวจควันจากไอเสียจักรยานยนต์ อาจจะได้เห็นคนเปลี่ยนเป็นรถใหม่มากขึ้นครับ

vna-motorcycle.jpg
ที่มา: https://e.vnexpress.net/news/business/c ... 69815.html
Napat_D_VI
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 13
ผู้ติดตาม: 2

Re: SNNP

โพสต์ที่ 16

โพสต์

กรรมการสองท่านลาออก
1000032743.jpg
นายวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ ์กุล ลาออก
นายวิเชียร ชัยสถาพร ลาออก

พี่ๆพอทราบเหตุผลไหมครับ
ภาพประจำตัวสมาชิก
SCGLOBAL
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 789
ผู้ติดตาม: 412

Re: NEO

โพสต์ที่ 17

โพสต์

เปิดตัว พรีเซ็นเตอร์ใหม่ TROS PRO

จากเดิม “แบงค์ ธิติ" เป็น คุณ มาริโอ้ เมาเลอร์
.
phpBB [video]
"ประสบการณ์คือสิ่งที่คุณจะได้รับ เมื่อถึงวันที่คุณไม่ได้สิ่งที่ต้องการ" - Howard Marks
“I like to say, “Experience is what you got when you didn’t get what you wanted.”
PK-TYW
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 2776
ผู้ติดตาม: 232

Re: EA

โพสต์ที่ 18

โพสต์

หุ้นกู้ชุดใหม่คงออกยาก ตอนนี้วัดใจBankจะต่อลมหายใจให้ea หรือdefaultไปเลย เพราะเงินสดปีนี้ไม่พอคืนBank+หุ้นกู้แน่ๆ
IMG_2102.jpeg
ภาพประจำตัวสมาชิก
Daphne_Daddy
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 52
ผู้ติดตาม: 32

Re: CHAO

โพสต์ที่ 19

โพสต์

WHOLSOME - USA1.jpg
WHOLSOME - USA2.jpg
WHOLSOME - USA3.jpg
จำนวนตู้สินค้าที่ส่งไป USA ของ WHOLSOME ย้อนไป 21 ไตรมาส ครับ ล่าสุดเป็น CRISPY TRAIL MIX CRACKER 128G
ภาพประจำตัวสมาชิก
เหรียญ
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 725
ผู้ติดตาม: 248

Re: KCG

โพสต์ที่ 20

โพสต์

บวค.ให้GPM Q2ระดับ31.X% น่าจะมีมิติ้งนวค.กันแล้ว
เป็นบริษัทที่อนุรักษ์นิยมมากก่อนหน้านี้บอก30%มาตลอด

ถ้าQ2/67toplineลด5.6%QoQ
ถือว่าดีกว่าปีก่อนที่พอเข้าช่วงlowseaonลดQoQไป9%

มีSG&A to Saleที่บวมกว่าที่คิดนอกจากโปรโมชั่นแล้ว คงมีเรื่องย้ายคลังสินค้าที่มีonetimeอยู่อีกส่วนนึง

ถ้าเอากำไรของนวค.มาบวกonetimeต่างๆแล้ว
fwpeน่าจะอยู่ราวๆ12-13เท่า

toplineที่โตน้อยมากจากลดSKUไป30%ของสินค้าทั้งหมด ต้องมาดูSKUใหม่ๆจะทำได้ดีระดับไหน

ภาพQ3/67คงมองGPMน่าจะต่ำกว่า31%
เพราะน้ำมันเนยเริ่มใช้ต้นทุนที่สูงขึ้น

แต่จะชดเชยด้วยSG&Aที่ลดลงจากการประหยัดcostด้วยlogistsic บวกกับQ3/66มีSG&Aที่สูง กำไรบริษัทก็น่าจะโตYoY QoQได้

เป็นคหสต.ถ้าคาดผิดก็คือผิดและผมผิดประจำ :mrgreen:
1000011829.jpg
1000011830.jpg
''I didn't come this far to only come this far''
narongthb
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 3154
ผู้ติดตาม: 190

Re: EA

โพสต์ที่ 21

โพสต์

phpBB [video]
icanwait
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 289
ผู้ติดตาม: 60

Re: EASON

โพสต์ที่ 22

โพสต์

วิดีโอสำรวจความเห็นวัยรุ่น ชอบกินชานมร้านไหน Koi The เยอะสุดเลยครับ ทั้งในคลิปและคอมเม้นต์

https://www.instagram.com/reel/C9UXD-VS ... J1NWNxcTBi

ป.ล. สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีโอกาสไปสังเกต Koi The สาขา CentralWorld อยู่สักพัก เห็นว่าลูกค้าเยอะกว่าร้านคู่แข่ง เช่น Kamu ชัดเจน แถมยังดูมีสัดส่วนชาวต่างชาติ (จีน+ตะวันออกกลาง) แต่ก็ใช้จำนวนพนักงานเยอะกว่า (คงแล้วแต่สาขาด้วย) ซึ่งอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ SG&A สูงกว่าเพื่อน
Investor1668
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 13
ผู้ติดตาม: 6

Re: AUCT

โพสต์ที่ 23

โพสต์

รถถูกยึด ทะลักลานประมูล
phpBB [video]
au
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 316
ผู้ติดตาม: 38

Re: YGG

โพสต์ที่ 24

โพสต์

A784138 เขียน:
เสาร์ ก.ค. 13, 2024 10:59 pm
คงเอาวงเงินไว้เทรดหุ้นนะครับ ดูเค้าชอบเล่นหุ้นมากนะครับ ตอน TBN เข้าipo ก็ไปรับ biglot จากกลุ่ม bts มา https://www.kaohoon.com/news/611615สำหรับคนที่รอฟื้น ก็มีสิทธิ์เป็นไปได้อยู่ครับ แต่ถ้านึกถึงว่า คุณ Ceo เค้าโดน forced ไปหมดละ คนเสียเงินไปเยอะๆ คงต้องใช้เวลาทำใจกว่าจะพร้อมกลับมาตั้งใจทำงานใหม่อีกครั้งนะครับ

คือเขา เอาหุ้น ygg ไปวางมาร์จิ้น เพื่อเอาเงินไปเทรดหุ้น บลา บลา บลา

แล้ว เจ๊ง , จนโดน forced sell จนหมด

โห สุดยอด

อีกคำถาม

แล้ววันที่โดน forced sell

หุ้นส่วนเค้าที่สร้างบริษัทมาด้วยกัน
ที่เป็นเพื่อนสนิทอีกคน ไม่มาช่วยรับซื้อ หุ้นที่โดน forced sell 250 ล้านหุ้น
(หรืออาจจะ ช่วยซื้อแค่ 100 ล้านหุ้น)

เพื่อ รักษาสัดส่วน การเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ในบริษัท ygg ครับ
"อดทนเวลาที่ฝนพรำ อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่าง เมื่อวันเวลาที่ฝนจาง ฟ้า นั้นคงสว่าง และทำให้เราได้เข้าใจ.....ว่ามันคุ้มค่าแค่ไหนที่เฝ้ารอ..."
ลูกอิสาน
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 6493
ผู้ติดตาม: 935

รับจองมีตติ้งวีไอภาคใต้ ไตรมาส 2/2567 (ครบรอบ 15 ปี ครั้งที่ 60)

โพสต์ที่ 25

โพสต์

รับประมาณ 46 ท่านครับ และมีโควต้ามาครั้งแรกและอาวุโส (55ปี)
งานจัดวันที่ 18 ส.ค. 67 โรงแรมนิวซีซั่น หาดใหญ่
เวลา 10.00-16.00 น.
ค่าใช้จ่าย ท่านละ 500 บาท.


ลงชื่อได้เลย อีกประมาณ 4-5 วัน จะสุ่มรายชื่อคนที่ได้สิทธ์ร่วมงาน กรณีที่มีคนจองมากกว่าที่นั่งครับ
การลงทุนคืออาหารอร่อยที่สุดเมื่อเย็นดีแล้ว
Boon9242
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1
ผู้ติดตาม: 0

Re: MAGURO

โพสต์ที่ 26

โพสต์

เมื่อวานได้มีโอกาสได้ทานร้าน Maguro เป็นครั้งแรก ที่ Mega Bangna (13/7/2567)
.
ปกติจะมาห้างนี้บ่อยที่สุด พบว่า เวลาเดินผ่าน Maguro จะมีลูกค้านั่งรอคิวเยอะมากตลอด แต่ครั้งนี้เห็นว่าไม่ต้องรอคิว จึงลองเข้าไปใช้บริการดู
ระหว่างทางได้เดินผ่าน SSamthing Together มีลูกค้ารอคิวเป็นจำนวนมาก (น่าจะประมาณ 10 กว่าคิวได้)
.
คหสต. : อาหารรสชาติใช้ได้ ปริมาณพอดี แต่คิดว่าไม่ค่อยแตกต่างจากร้านคู่แข่งเท่าไร แต่สิ่งที่เห็นแล้วรู้สึกขัดใจคือเรื่องจำนวนของพนักงาน จากที่ลองนับคร่าวๆ น่าจะประมาณ 20 คน ซึ่งจากที่ดูแล้วถ้าช่วงที่คนไม่เต็มร้าน น่าจะยืนว่างกันพอสมควร เพราะช่วงที่ผมเข้าไปก็มีลูกค้าประมาณ 70-80% แต่ก็ยังเห็นว่ายืนคุย ยืนว่างกันมากเลย
Ratthanin
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 45
ผู้ติดตาม: 18

Re: BBIK

โพสต์ที่ 27

โพสต์

phpBB [video]
Seth Sawatdiruk
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 43
ผู้ติดตาม: 4

Re: LPF

โพสต์ที่ 28

โพสต์

lpf.jpg
lpf1.jpg
lpf2.jpg
lpf3.jpg
lpf4.jpg
พอดีวันนี้บังเอิญได้เดินทางผ่านจังหวัดกระบี่ ก็เลยลองแวะเข้าไปดูสักหน่อยครับ วันนี้วันเสาร์คนเดินเยอะพอสมควรเลยครับ ลานจอดรถแทบจะเต็มเลยก็ได้ ส่วนพื้นที่ใช้เช่า เท่าที่เดินดูก็เต็มทุกที่น่ะครับ พวกโซนเป็นร้านใหญ่ๆ ไม่มีที่ว่างเลย แบรนด์ใหญ่ๆที่คุ้นเคยก็เห็นหลากหลาย ตั้งแต่ร้านอาหาร ไปจนแฟชั่น (Wacoal / Bata) ร้านทอง เครื่องประดับ (Jubilee) มือถือ (it city/banana /studio7) พวกร้านค้าเล็กๆ ก็เรียกได้ว่าเต็มจริงๆครับ อาจจะมี ว่างๆแค่ ล๊อตเดียว หรือ สองล๊อต
ที่คิดว่าห้างโลตัสกระบี่คนยังเดินเยอะ และ ร้านเช่าเต็มพื้นที่ น่าจะเพราะ ในจังหวัด ยังมีห้างใหญ่ๆ แค่โลตัส กับ บิ๊กซี และห้าง Local อีก1เจ้า เองด้วยครับ
ohm150
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 2188
ผู้ติดตาม: 294

Re: TPCH

โพสต์ที่ 29

โพสต์

A229537 เขียน:
อาทิตย์ มิ.ย. 23, 2024 8:07 pm
ความเสี่ยงของหุ้นตัวนี้หลักๆผมคิดว่า โรงไฟฟ้าที่เปิดมาช่วงแรกๆอายุสัญญาน่าจะลดลงเรื่อยๆ แล้วก็ทยอยหมดลงตามๆกันไป โรงไฟฟ้าใหม่ที่คิดว่าจะสร้างการเติบโตให้กับบริษัทในอนาคต พอมาหักลบกับโรงไฟฟ้าเก่าๆที่จะทยอยหมดสัญญา ทำให้สุดท้ายแล้วบริษัทอาจจะไม่ได้เติบโตมากก็ได้ครับ แต่ถ้าใครมีข้อมูลแบบไม่คิดกำไรจากโรงไฟฟ้าเก่าๆ ก็ลองประเมินกันดูได้ครับ ผมว่าการคิดแบบนี้น่าจะ conservative กว่า บางทีเรามองแง่ดีจนอาจจะลืมนึกถึงความเสี่ยงที่โรงไฟฟ้าเก่าๆจะทยอยหมดสัญญา เหมือนแต่ก่อนที่หลายๆบริษัททำ solar farm แล้ว adder ทยอยหมด จากนั้นกำไรก็ดรอปเยอะเลย ต้องหากำไรจากโรงไฟฟ้าใหม่ๆมาชดเชยครับ

PTG ผลิตไฟได้ประมาณปีละ 150 ล.หน่วย ต่อปี
Adder 1.3 บาท หมดในปี 3 ปี
TPCH ถือ หุ้น 95% = 150*1.3*0.95 = 180 ล. รายได้ที่จะหายไปลง Bottom line
แปลว่าในอีกสามปีกำไรจะลดลงเกือบครึ่ง หากไม่มีโครงการใดมาเติม
รบกวนชี้แนะครับ หากเข้าใจผิดต้องขออภัยด้วย.......

ไม่แน่ใจโรงอื่นมี Adder, tax incentive หมดด้วยหรือเปล่า่ในอนาคตอันใกล้
iamrakz
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 13
ผู้ติดตาม: 7

Re: BBIK

โพสต์ที่ 30

โพสต์

KSS Strategist Comment: Digital Wallet Update สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล หรือ DGA ประกาศผู้ชนะการเสนอราคาในโครงการพัฒนา Digital Platform เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน (Government Super App) มี BBIK เป็นผู้ชนะโครงการ ส่วนที่พัฒนาลงทะเบียนร้านค้า คือ เด็พธเฟิร์สท
Key Ideas:
• แม้โครงการดังกล่าวมีขนาดไม่ใหญ่ Digital Platform เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน (Government Super App) ฝั่ง BBIK มูลค่า 27.3 ล้านบาท (vs คาดการณ์รายได้ปี 2024F ที่ 1.6 พันล้านบาท +22%y-y) ส่วนส่วนที่พัฒนาลงทะเบียนร้านค้า ฝั่งเด็พธเฟิร์สท 4.69 ล้านบาท แต่เรามองจิตวิทยาบวกโดยเฉพาะ BBIK ที่เริ่มได้งานภาครัฐฯ ขณะที่คาดมีโอกาสได้งานอื่นที่เชื่อมโยงเพิ่มเติมทั้งรัฐฯและเอกชน และน่าจะถือเป็น Upside ทางพื้นฐานและ Target Price ที่เรากำหนด 46 บาท
• นอกจากนี้ สัญญาณดังกล่าวยังน่าจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงภาวะขาดแคลนงานของกลุ่มที่กำลังคลายตัว อิงยอดเบิกจ่ายงบลงทุนรัฐฯ ล่าสุด 12 ก.ค. อยู่ที่ 39.1% ของวงเงิน (vs 30 เม.ย. ที่งบประมาณมีผลเบิกจ่ายได้ 14.6%)
Strategy: เชิงกลยุทธ์ เรามองภาพรวมดังกล่าวเป็นสัญญาณการผ่านจุดต่ำสุดต่อทิศทางอุตสาหกรรม Digital Tech Consult ราคาหุ้นหลักในกลุ่ม BE8 และ BBIK อยู่ในฐานที่เรามองน่าสนใจต่อการกลับเข้าลงทุนระยะกลาง-ยาว ทั้งนี้ ทางพื้นฐาน เรากำหนดมูลค่าพื้นฐาน BE8 (TP@21) BBIK (TP@46) ทั้งนี้ ระยะสั้นวางกรอบลงทุนทางเทคนิค ดังนี้
BBIK วางแนวรับ (32/31) แนวต้าน (34.25/36.75) Stop Loss 30.75
BE8 วางแนวรับ (17.6/17.1) แนวต้าน (18.9/19.7) Stop Loss 17
#KSS #Research
โพสต์โพสต์