โพสต์ยอดนิยม

อวสานของการลงทุนหุ้นต่างประเทศ?/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

บทความต่างๆ ที่ตีพิมพ์ใน ThaiVI คุณสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม เพื่อการลงทุนแบบเน้นคุณค่า

โพสต์ โพสต์
ภาพประจำตัวสมาชิก
Thai VI Officer
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1459
ผู้ติดตาม: 10

Re: MEGA

โพสต์ที่ 1

โพสต์

★ Opportunity day Transcript 30 - by ThaiVI ★
บริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ จำกัด (มหาชน) - MEGA
Date: 8-Dec-23


Transcript 30 : https://bit.ly/3MEvZDV
PDF –MEGA : https://bit.ly/41cT1YN

--------------------------------------
การตอบคำถาม Oppday Q3/2023 บริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ จำกัด (มหาชน) - MEGA

คุณสุจินตนา บุญวรภัทร กล่าวเปิด พร้อมกล่าวแนะนำ คุณวิเวก ดาวัน จากนั้นได้เริ่มกล่าวรายงานผลประกอบการบริษัทในไตรมาสที่ 3 ประจำปี 2566 เป็นลำดับถัดมา

ผู้ให้ข้อมูลจำนวน 2 คน
ระยะเวลาทั้งหมด 29:00 นาที

------------------------------------------

เริ่มการตอบคำถาม

1. แนวโน้มผลประกอบการในช่วงไตรมาส 4 เติบโต YoY?
คุณวิเวก : อันนี้ตอบไปแล้ว ไตรมาส 4 ของปีที่แล้วมันก็เรียกว่ามัน Low อยู่แล้วเพราะว่าไตรมาส 3 มันสูงมาก แต่ว่าไตรมาส 4 ปีที่แล้วมันไม่สูง เราคิดว่าน่าจะสูงกว่าไตรมาส 4 เทียบกับ 22 แต่ว่าเราพูดถึงทั้งปี เรากําลังมองว่ามันก็น่าจะน้อยกว่าหรือลดลง แต่ไม่มาก ลดลงอาจจะไม่มาก


2. บริษัทมีความสนใจในการ Promote Social Media เช่น TikTok, Instagram หรือไม่อย่างไร?
คุณวิเวก : อันนี้เป็นกลยุทธ์ครับ เพราะว่าส่วนใหญ่เรามีสินค้าที่เป็นสินค้ายานะครับ เราไม่มีใบอนุญาตที่จะขายสินค้าใน TikTok, Instagram เพราะว่าเราก็ยังถือว่าสินค้าที่มียอดขายอยู่ก็เป็นสินค้าที่อยู่ภายใต้เภสัชกร ภายใต้คนเราที่จะให้ข้อมูลความรู้ที่ถูกต้อง เราก็เน้นอันนั้นอยู่แล้วครับ เพราะว่าเราขายเพื่อสุขภาพ เราก็บอกว่าทําไหมเราก็ทําครับ Social Media เราก็ทำหลายอย่าง อธิบายให้ความรู้ ทําอยู่หลายๆ วิธีครับ ก็วิธีแต่ละประเทศแล้วแต่กลยุทธ์ทางการตลาดนะครับ เพราะว่าเรามีบางสินค้าเป็นอาหารที่เราทําได้เราก็ทําบ้างนะครับ ลงโฆษณาออนไลน์ เพราะว่าเรามีทีม เรามีออนไลน์ทีมทุกประเทศครับ เรามี Digital Marketing Group แล้วก็ทีมที่เราทํางานในทุกประเทศแยกออกจากแค่ทำ Branding อันนี้มีอยู่แล้วครับ ก็ทําอยู่ครับ ทําอยู่ แต่ไม่ได้ว่าแค่ขายออนไลน์อย่างเดียว ออนไลน์เป็นวิธีการอันนึงที่ให้ความรู้ความเข้าใจ แต่ไม่ได้แค่ขายสินค้าออนไลน์อย่างเดียวนะครับ


3. คู่แข่งของ MEGA ในแอฟริกาคือใคร แล้วก็ใครเป็นเจ้าประหลาดอาหารเสริมในแถบนั้น?
คุณวิเวก : มีเยอะครับ ไม่ได้มีเจ้าเดียว เพราะว่าแถวนั้นจะมีหลายบริษัทมา อย่างอังกฤษก็มี มากจาก South Africa ก็มี เพราะว่าธุรกิจอันนี้ก็ยังมี ไม่ใช่ว่ามันไม่มีนะครับ เพราะว่าประเทศที่พัฒนาเยอะแล้ว มาจากอังกฤษก็มีเยอะ มีหลายบริษัท ไม่ใช่ว่ามีเจ้าเดียวนะครับที่เรียกว่าใหญ่สุด มีเยอะ เราก็ไม่ได้จอง Product Category เราก็ทําตลาด เราไม่ได้ทําแค่อาหารเสริม เพราะว่าเรามี Product เข้าโรงพยาบาล ให้หมอใช้ด้วย เรามีหลาย Product ที่เราคุยกับลูกค้าโดยตรง ดังนั้นวิธีการทําตลาดเราอาจจะไม่ได้ทําเป็นแค่ MEGA We Care 50 Product ลงใน Category อย่างเดียว เราไปในตลาด Category อื่นด้วย เราก็มี Brand ในแอฟริกาอยู่เหมือนกัน


4. ยา New Generic ทําไมถึงคู่แข่งน้อย แล้วก็บริษัทยาอื่นๆ ทําไมถึงทําแบบเราไม่ได้?
คุณวิเวก : คนอื่นก็ทําได้ครับ ทําอยู่ครับ ทุกคนทําอยู่ ในเมืองไทยก็หลายๆ คนนําเข้าเหมือนกัน แต่ทุกคนไม่ได้ทําทุกตัวครับ บางอย่างเราอาจจะทําก่อน บางอย่างเขาก็ทําก่อนครับ บาง Category เราเข้ามาก่อน แล้วก็บางครั้งก็อาจจะโฟกัสในโรคหัวใจมากกว่าโรคเบาหวาน มันก็ต่างคนต่างก็มีไอเดียที่เขา Explore แล้วก็บางคนเล่นหลายๆ Area แต่ว่าทุกคนไม่ได้ผลิตทุกอย่างเองนะครับ MEGA ก็ผลิตบางอย่างเอง นําเข้าบ้าง แล้วก็มีสัญญา Licensing แต่เราอาจจะเลือกสินค้าที่เราเชี่ยวชาญใน Category เรา แล้วก็เราอาจจะมีสินค้าที่อาจจะทํายากหน่อยด้วย เราก็หา Product เข้ามาทําบ้าง ก็เลยมองว่ามันแตกต่างกันบ้าง ไม่ใช่ว่าเราเป็นเจ้าเดียวนะครับที่ทําได้ คนอื่นก็ทําเหมือนกัน แต่คนที่เริ่มก่อน คนที่เข้าไปในตลาดก่อน บ้านเราก็มีหลายบริษัท บริษัทไทย บริษัทต่างชาติที่เป็น Generic ก็มีเยอะนะครับ ไม่น้อยครับ ทุกประเทศมาจากอินเดีย มาจากยุโรป แล้วก็ของในประเทศเองก็มีนะครับ เราก็มีด้วย ก็แล้วแต่ต่างคนต่างก็เล่นใน Product Category ไหนแล้วก็ออก Product อันไหนมาก่อนครับ บางทีเราก็แพ้ เราไม่ได้เป็นเบอร์ 1 นะครับ แต่บางไอเดียเราจะเริ่มก่อน เราอาจจะเบอร์ 1 ก็ได้ เราอาจจะ Launch ก่อนก็ได้ครับ อันนี้มันธรรมชาติของธุรกิจครับ เพราะว่ายาก็มี Category ตั้งแต่หยอดตา ยาฉีด ยามะเร็ง มีอีกหลายๆ Category ครับ หลาย Therapy เราก็เล่นได้หลาย Category เราก็เลือกหาสินค้าใน Category ที่เราเชี่ยวชาญด้วยครับ


5. Worst Case สำหรับธุรกิจเราในเมียนมาร์?
คุณวิเวก : เราไม่ได้มอง Worst Case ครับว่าประเทศรอบๆ เมื่อก่อนถ้าเรามองดูไป 30 ปีตอนที่เราไปพม่า สินค้าเข้าไปผ่านระยอง ระนอง แล้วก็แม่สาย แม่สอด แล้วก็ทําธุรกิจส่งออกนําเข้า ก็ขายเฉพาะในช่วง Area รอบๆ ก็มีปัญหา ตอนนั้นก็มีเหมือนกัน มันก็ Area ที่เราไปไม่ได้ ทําธุรกิจไม่ได้ ธุรกิจที่ปัจจุบันน่าจะอยู่ได้ แต่ Worst Cast อยู่ที่ว่ามันไม่โตครับ ยากที่จะโต เพราะฉะนั้น Big Issue ในพม่ามันอาจจะรายได้น้อยลง เราก็รู้สึกธุรกิจไม่มีอนาคต แก้ปัญหาอะไรไม่ได้ แต่ว่าช่วงที่ตรงกลางเนปิดอว์ มัณฑะเลย์ ยังเป็น Main Area น่าจะ 70-80% ของธุรกิจ ที่เหลือ Area ที่มีอนาคตเราส่งสินค้าไปทั่วประเทศ อาจจะหายไปทําธุรกิจไม่ได้เพราะว่ามัน Trouble Area มีสงคราม มีทะเลาะกัน การส่งของเรายังทำงานในยูเครนก็ยังมีคนใช้ยา ก็ยังมีคนใช้อยู่นะครับ ถามว่ายอดขายเราตกในยูเครนไหม ไม่ตกนะครับ มันยังดีอยู่ เพราะว่าเขาได้เงินเข้ามาจากหลายๆ ประเทศ เราก็ยังทำงานอยู่ใน Area ก็ยังขายได้นะครับ ไม่มีปัญหาอะไร มีสงครามก็ยังขายได้ ยาก็ยังมีโอกาสที่จะอยู่ได้ แต่ถามว่ามันจะ Growth ได้ไหม ยาก โตไหม มันจะยาก มัน Maintain ได้ไหม น่าจะได้ Worst case ก็ Maintain อย่างเดียว สินค้าอื่น ๆ ก็เข้ามาด้วยถ้ามีคนต้องใช้ ใครจะมีสินค้าเข้ามาได้ก็ยังขายได้ Opportunity ก็ยังต้องมีครับ แต่ว่า Growth จะไม่มีครับใน Worst Cast


6. สัดส่วนรายได้ในแบรนด์ของเราในเมียนมาร์นี่มันประมาณกี่เปอร์เซ็นต์?
คุณวิเวก : สัดส่วนแบรนด์เรา มันก็ต้องแยกเป็นยา สัดส่วนของ MEGA เองในพม่าก็น่าจะไม่เกิน 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ครับ 20-30% ของแบรนด์ที่เหลือก็เป็น Distribution อื่น แล้วก็ส่วนใหญ่เป็นยาด้วย ข้อดีว่าเราก็ขายยาด้วย 60% ก็มาจากยาครับ


7. Double in 5 years กําไรโต 15% บน Topline 7% มาจากการปรับ Margin หลังจากปี 2025 จะมีวิธีเพิ่มกําไรจากการเพิ่ม Topline บ้างหรือไม่ กลยุทธ์อย่างไร แล้วก็มีการปรับ Topline มากน้อยแค่ไหน?
คุณวิเวก : เราคิดว่าเราจะต้อง Growth Business เราหลังจาก 2025 ไปนะครับตาม Strategy 2025-2030, 5-6 ปี เรามีหลายๆ ประเทศที่เรามองว่ามี Opportunity มีอนาคตสำหรับยอดขายเติบโต เวียดนาม อินโด เมืองไทย ฟิลิปปินส์ แล้วก็แอฟริกาครับ เพราะว่าดูบุคลากร ดู Product List ดูสินค้าที่เรามีอยู่ ถ้าแบรนด์เราโตในทุก Area ตอนนี้เราดูกําไรจาก 2 ส่วน ถ้าส่วนใหญ่ยอดที่โตมาจากแบรนด์เรานะครับ แบรนด์เรามี Gross Margin อยู่ที่ประมาณ 60 กว่าเปอร์เซ็นต์ แล้วแต่เดือน แล้วแต่ปีนะครับ 62-63 ถ้าแบรนด์โต โอกาสที่ Margin เราดีขึ้นมันก็สูงอยู่แล้วครับ ที่เราบอกว่ามัน Double ตรงนี้เราก็พูดถึงแบรนด์เราเองเพราะว่าตอนนี้มันก็มีพม่าส่วนใหญ่ 70% เพราะฉะนั้นพม่าเราไม่ได้บอกว่าไม่โตแล้ว พม่าจะยาก็โต ลูกค้าเราที่ขายยาก็โตได้ แต่ Major Growth มันก็ต้องมาจากแบรนด์เรา แบรนด์เราโตอย่างเท่าตัวได้ภายใน 5-6 ปีจาก 2026 ไปถึง 2031 ผมคิดว่ามันท้าทาย Bottomline น่าจะ Double ได้ด้วยครับ เราก็มองแบรนด์จากวันนี้ ถ้ายอดขายจากแบรนด์เราโต เข้า 80-100% ของ 2025 เราก็มั่นใจว่า Growth ของ Bottomline มันจะเท่าตัวได้ เพราะว่ารายจ่ายต่างๆ ทีมงานต่างๆ อาจจะไม่ได้เท่าตัวอยู่แล้วเพราะว่ารายจ่ายมัน Fix แล้ว เป็นค่าใช้จ่ายในการลงทุนทำแบรนด์ต่อไป นั่นเป็นทางเดียวที่เราคิดว่าจะมี Growth เข้ามา แล้วก็ Growth เข้ามาจากที่ไหน กำลังประเทศอินโดก็ไม่ได้ลดลงครับ ถ้าเราดูแค่ Projection แต่ละประเทศดูจากคนอื่นไม่ใช่ของเราเอง ถ้าเราอ่านดู Expect ต่อแต่ละคนที่ใช้ยามันน่าจะ Growth เป็น Double อย่างน้อย Double ในแต่ละประเทศพวกนี้ เพราะว่ายอดขายมันยังน้อยอยู่ MEGA ยัง Growth เท่ากับ Market ได้ อาจจะมากกว่า Market อีกนิดหนึ่งก็ได้ถึงที่เราคิดไว้อยู่ แอฟริกาคือ 6-8 ร้อยล้านคนเหมือนกัน ถ้าประเทศมัน Stable มากขึ้น อนาคตดีขึ้น เราจะเริ่มได้น้ำมัน Copper เข้ามาในหลายประเทศ ตอนนี้สหรัฐก็เริ่มหาเงินมาซื้อน้ำมัน รายได้เขาดีขึ้น ประเทศน่าจะเริ่มเจริญ ถ้าเขาบริหารประเทศเขาได้ดี ผมคิดว่าตลาดพวกนี้ค่อนข้างโตขึ้นแล้ว MEGA ก็มีทุกอย่างพร้อม Product ทีม We should also growth at least market rate ไม่ได้บอกว่าเร็วกว่าตลาด แต่ถ้าเราเก่ง เราอาจจะ Grow faster than market ก็น่าจะถึงครับ แต่เราทำให้ดีใน 2-3 Area ที่เรามี เปรู โคลัมเบีย แอฟริกา เอเชีย ถ้าพม่ายังดีขึ้นก็ดีมากเลย มันโชคดี But even after the market, I think this is a reasonable chance. โอกาสยังดีอยู่ครับ We can grow a business and double the bottom line. ภายใน 5-6 ปี But nothing is perfect. แต่เราไม่ได้บอกว่า 5 ปีเป๊ะๆ if we do that strategy เราก็น่าจะ 5-6 ปีเราก็น่าจะได้บวกลบ 20% มันโอกาสสูงครับ


8. BOI ที่จะหมดในปี 69 มีวิธีรับมืออย่างไร?
คุณวิเวก : ก็ไม่มีครับ BOI ก็มี Area ใหม่ๆ Innovation เรามีแผนที่จะลงทุน New Area เราลงทุนในหลายๆ Area ถ้าเรา Extent New Innovation, New Product เราจะขอเพิ่ม จาก 14-16% ก็อาจจะเปลี่ยนเป็น 14-20% หลังจาก 2-3 ปีนะครับ ถ้าลงทุนได้เราก็ขอ BOI เพิ่ม เรามีแผนอยู่แล้วว่าเราจะลงทุนใน Innovative ที่เราทำอยู่ มีเทคโนโลยีที่เราจะมาทำอีกนะครับ


9. ภาพรวมอุตสาหกรรมทิศทางเป็นอย่างไรในช่วง Q4 นี้ กําลังซื้อฟื้นตัวหรือไม่อย่างไร?
คุณวิเวก : อุตสาหกรรมยาจากที่เราอ่านนะครับ แล้วก็ข้อมูลที่เราได้เข้ามาคิดว่ายาก็ยังโอเคนะ ยาที่ขายในโรงพยาบาลก็ยังมี Growth อยู่นะครับ เพราะว่าโควิดผ่านมาก็ตก ปีนี้ก็มี Growth ในหลายๆ Area ของเราก็ไปรักษาโรคต่างๆ แล้วก็มีหลายอย่างที่เราไม่ได้ทํา Electric Surgery ที่พักไว้เราก็ไปทำต่อ ตอนนี้ก็น่าจะยังมี Growth ในทางด้านยา ตอนนี้ทางด้าน Health ตอนนี้สินค้า MEGA ไม่มีอะไรที่จะ Care สำหรับ Beauty เราขายแต่แค่ที่จำเป็น ถ้าเราตัดโควิดออกแล้วเราก็เห็น Growth ในสินค้าอื่นนะครับ เราโฟกัสใน Area ที่เรียกว่า Health สินค้าที่มี Scientific Backup นะครับ


10. คดี 3 คดีที่ปรากฏในงบ ขอทราบความคืบหน้า?
คุณวิเวก : ไม่มีอะไรครับ Legal Issue ส่วนใหญ่ก็น่าจะไปได้ตามปกติ ไม่ได้เป็น Worst Case เราไม่ได้ทําอะไรผิด คดีก็มีเรื่อง Brand Name ที่เราเป็นเจ้าของอยู่ เราก็ต้อง Protect ให้ได้ อันที่ 2 ก็สู้เรื่องทุจริต ก็ยังสู้ต่ออยู่ครับ ก็ไม่มีอะไร ก็ปกติ ไม่น่าจะห่วงอะไรครับ มันไม่ Impact กับ Financial เพราะว่าแค่ MEGA ไปสู้คดี Tax ก็มาเราก็ว่ามันก็ปกติอยู่แล้วครับ เราก็จ่ายภาษีทำทุกอย่างถูกต้องอยู่แล้ว


11. อยากสอบถามเกี่ยวกับมูลค่าของลูกหนี้ที่น้อยกว่า 3 เดือนมียอด 8,000 ล้าน แล้วก็ลูกหนี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ?
คุณสุจินตนา : ก็คือว่า AR ที่เพิ่มขึ้นมันจะเป็นในส่วนของที่เกี่ยวกับการ Convert ค่าเงินในประเทศเมียนมาร์ ทั้งส่วนของลูกหนี้ เพราะปกติแล้วการขายประเทศเมียนมาร์จะเป็นแบบ Consignment Sale นะคะ แล้วก็ทาง Importer เราก็จะ Deal กับเขาเป็น US Dollar แล้วก็ตอนที่เราขายในประเทศเมียนมาร์เราจะเก็บเป็นเงินจ๊าดนะคะ แล้วก็การเก็บเป็นเงินจ๊าดโดยส่วนใหญ่แล้วเราจะเก็บเป็น Cash ก็ Credit Term โดย Average ประมาณแค่ 15 วัน แต่ว่าโดยรวมแล้วก็คือเราเก็บเป็น Cash ไว้แล้ว แต่ว่าการ Convert มันจะต้อง Convert จากจ๊าดเป็น US ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาในการ Convert ค่ะ ตรงที่มันแสดงตัวเลขที่มันเพิ่มขึ้น จริงๆ แล้วเงินมันมีอยู่ในบัญชีวเราแล้วที่ประเทศเมียนมาร์ เพียงแต่ว่ามันรอการ Convert เพราะว่าตามมาตรฐานบัญชีมันต้องมีการ Book ในส่วนของ AR ไว้แล้วก็ทาง AP ถ้าคุณดูทาง Other Payable มันก็จะสูงขึ้นเช่นเดียวกัน ซึ่งตรงนี้เราได้เคลียร์รายการนี้แล้วในช่วงเดือน October ค่ะ ช่วงเดือนตุลาคมนะคะ ซึ่งตรงนี้คือมันเป็น Normal Process ที่จะต้องรอเวลาในการเคลียร์ตัวเงินจ๊าดเป็นเงินดอลลาร์ในการ Convert นะคะ
คุณวิเวก : อันนี้เป็นวิธีการบริหาร Dollar Exchange Rate เพราะว่าตาม Exchange ที่เราต้องซื้อขาย มันเป็นเรื่องปกติ แต่ว่า AR ก็ไม่เพิ่มครับ ไม่ได้มีอะไรที่ผิดปกตินะครับ Innovation Cash ที่เราได้มาประมาณ 103% ของ Net Profit
คุณสุจินตนา : กระแสเงินสดที่ดิฉันรายงานไปบอกว่าประมาณ 102.7% ของ Net Profit คือกระแสเงินสดเราก็ยังแข็งแกร่งนะคะตรงนี้ ก็เรื่อง AR มันไม่ได้เป็นปัญหาอะไร เพียงแต่ว่าในเรื่องเกี่ยวกับการรอ Convert ค่าเงินแค่นั้นเองนะคะ


12. Product ยา New Generic ใน Pipeline ทยอยได้รับอนุญาตแล้วหรือยัง?
คุณวิเวก : มีครับ เข้ามา Launch ไปด้วยครับ เยอะ Launch regularly ครับ ปีนี้ก็ Launch ไปที่บอกไปทั้ง 30 Product ก็ Launch ในเวลา 22-23 ก็ทยอย Launch อยู่ตลอดครับ เยอะ หลายๆ Product ค่อยๆ ทยอย Launch อยู่ ปีหน้าก็มี Launch หลาย Product ด้วย


13. แผนปีหน้า 2024 วางการเติบโตยังไง แล้วก็ประเมินในเรื่องของอุตสาหกรรมในปีหน้าเป็นอย่างไรบ้าง แล้วก็สินค้าใหม่ในปีหน้าจะออกประมาณกี่รายการ รวมถึงงบลงทุนด้วยว่าเราจะใช้เท่าไหร่?
คุณวิเวก : ยังไม่ได้เตรียมไว้สําหรับปี 2024 แต่ว่าที่ผมอธิบายเมื่อกี้ครับ เราวางแผนไว้ว่าประมาณในช่วง Single high digit growth ระหว่าง 5-10% นะครับ แล้วก็ผมพูดถึง Revenue Growth, Bottom Line ก็น่าจะ Growth เหมือนกันนะครับเท่าตัวสำหรับปีหน้า แล้วก็เราพูดถึงแบรนด์เราเอง แล้วก็ Product ที่จะ Launch ตอนนี้ List ผมไม่ได้มีอยู่ในมือ แต่ว่า Launch ก็น้อยๆ 12-15 Product ในปีหน้าเหมือนกัน แต่ว่าอันนี้ก็ไม่ใช่แค่เมืองไทยนะครับ เราก็ Launch ในหลายๆ ประเทศ Product เรา Launch ทุกปีเยอะมาก 33 ประเทศ ถ้าเราเทียบดูทุกประเทศน่าจะประมาณ 70-80 Product ที่เรา Launch ในทุกประเทศ ถ้าดูทุกประเทศ เวียดนาม พม่า อินโด กัมพูชา ฟิลิปปินส์ ตัว Product มันเยอะนะครับ Launch ทุกปีตามที่ทะเบียนออกมาครับ ทะเบียนยาแล้วก็วิตามิน พวก Probiotic สินค้าเรามีทุก Category ที่ตามแผนเราก็ Launch อยู่แล้วทุกปีนะครับ สถานการณ์ยาเราก็ยังมองว่ามันน่าจะดีขึ้นครับ เพราะว่าทุกคนมองว่าปีหน้าน่าจะดีขึ้นกว่า ที่ผ่านมา 2023 เพราะว่า Stocking สินค้าที่อยู่ในตลาด สินค้าที่อยู่ใน Shelf เราเอง สินค้าที่ร้านยาก็มี Stock ไว้อยู่ คนเราซื้อเก็บไว้เพื่อโควิด กว่าจะลดลงแล้วก็เริ่มกลับมาซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น ด้วย Expectation ไม่ว่าจะในสหรัฐหรือว่าทุกที่ Industry ที่ขายพวกอาหารเสริมวิตามินต่างๆ ก็น่าจะดีขึ้นในประเทศด้วย เพราะว่าเขาก็มียอดขายสูงสุดในโลก แต่ของเราก็จะมีฟื้นมาด้วยครับ เพราะว่าที่มัน Low ไปแล้ว Low สุดแล้วใน 2023 ตอนนี้จะเริ่มดีขึ้น อันนี้เป็นการมองของทุกคนที่ Predict ขึ้นมานะครับ เราก็มองด้วยเพราะว่าเราก็เห็นอยู่แล้วว่าสินค้าเราที่ไม่ได้เป็นโควิดมันก็เริ่มโตอยู่แล้วปีนี้ด้วย แล้วก็ปีถัดไปน่าจะมี Growth ด้วย


14. ความคืบหน้าของโรงงานในอินโดนีเซียแล้วก็แนวโน้มการขยายการลงทุนในเวียดนามเป็นอย่างไร และมีปัจจัยอะไร?
คุณวิเวก : อยากที่บอก เราลงทุน 510 ล้านในอินโด เราคิดว่าเริ่มทำขยายปีหน้า ใช้เวลา 2 ปี ช่วงนี้เราก็ยังขึ้นทะเบียนทําอะไรรออยู่แล้วครับเพื่อผลิตได้ หลังจากเราได้ทะเบียนภายใน 2 ปี ที่นําเข้าได้ก็นำเข้ามาขายอยู่แล้วครับ เราไม่ได้หยุดทํางานเรา แค่ว่าโรงงานใหม่เข้ามาเพื่อรับอนาคต รับยอดที่เราทําต่อได้ สินค้าใหม่ ๆ เราจะทําได้เพราะว่าโรงงานที่เรามีก็ไม่ได้ใหญ่เพื่อรับสินค้าที่เราอยากจะผลิตอีกหลายตัวที่ต้องผลิตในประเทศตามกฎเกณฑ์ของอินโดนะครับ เวียดนามเองไม่ได้คืบหน้า เดี๋ยวรายงานในประชุมไตรมาสถัดไปครับ เพราะว่าตอนนี้ในระหว่างการ Analyze บางอย่างครับ ที่เรายังไม่มีอะไรที่จะรายงานเพิ่ม ปัจจัยที่จะทําก็ต้องทําครับ เวียดนามก็มีกฎเกณฑ์ที่เขาก็อยากจะให้บริษัทที่ผลิตในประเทศเอาไปเสนอขายสินค้ากับรัฐได้ แล้วเราก็มียาหลายตัวที่เราขายอยู่นะครับ ส่วนใหญ่เป็น Universal ของเวียดนามเหมือนกันนะครับ ส่วนใหญ่ไม่ใช่ Privet นะครับ เป็นของรัฐ ส่วนเราก็ต้องมาลงทุนผลิตในเวียดนาม อย่างน้อยต้องผลิตยาที่เวียดนาม อันนี้เป็นความจําเป็น เราก็ต้องลงทุนในเวียดนามด้วย เพราะว่ามันตลาดสําคัญสำหรับ MEGA นะครับ


15. เรามีความสนใจในการลงทุนหรือขยายตลาดไปยังประเทศหรือภูมิภาคอื่น ๆ ใหม่ ๆ นอกจากเวียดนามเพิ่มเติมมากน้อยแค่ไหน?
คุณวิเวก : ไม่มีครับ ผมก็มีแค่นี้ครับ มีเยอะแล้ว อาจจะมีลงลึกในแต่ละประเทศแล้วก็ขยายยอดขายในแต่ละประเทศนะครับอันนี้ก็นี้สําคัญ นอกจากแอฟริกาก็มีบางประเทศเราก็เริ่มเปิด คองโกเราก็พึ่งเปิด แล้วก็จะไปใกล้ๆ ประเทศไม่ได้ใหญ่ เล็กๆ ล้อมรอบ แล้วก็ในลาตินอเมริกา อเมริกาใต้เราก็มี อาจจะประเทศเล็กๆ เราก็มีรอทะเบียนอยู่ครับ ไม่ได้มีผลอะไรมากมาย ไม่มียอดขายอะไรมาก แต่แค่เปิดล้อมรอบประเทศเล็ก บราซิล อาร์เจนตินา เราไม่ได้ไปครับ ก็มีแค่นี้ เราคิดว่า Opportunity เราอยู่ในประเทศที่เรามีอยู่แล้วตอนนี้ครับ


16. อยากสอบถามการเปรียบเทียบบริษัทอื่นในตลาด MEGA, BLC มีความเหมือนแตกต่างกันอย่างไร เป็นคู่แข่งหรือไม่?
คุณวิเวก : ต่างคนต่างก็ทำตลาดครับ ผมไม่ได้ไป Study เขา สินค้าอาจจะมีคนละแบบ แล้วเขาก็ทำตลาดในโรงพยาบาลเหมือนเราด้วย ก็น่าจะมีครับ ก็แข่งกันบางอย่าง บาง Area มันทุกธุรกิจครับแข่งกัน ธุรกิจยาก็มี 180 กว่าบริษัทในไทย ตอนนี้ผมจำไม่ได้ว่าเหลือเท่าไหร่เพราะไม่ได้ Update แล้วนอกจากนี้ก็มีบริษัทนําเข้า บริษัทต่างชาติก็มีเยอะครับ คู่แข่งธุรกิจยามีไม่น้อย มีเยอะ แต่ก็เป็น Business ต่างคนต่างมียอดขาย ไม่ได้มีใครเป็นหมื่น ๆ ล้านนะครับ แล้วเราก็มีช่อง Area ของเราเอง เราก็อยู่ได้ ทุกคนอยู่ได้ ก็ทำตลาดของเขาเอง


17. ค่าเงินที่เราบันทึกอยู่ในงบการเงิน กําไรขาดทุนจากค่าเงินอันนี้เป็นกําไรขาดทุนทางบัญชี?
คุณวิเวก : ครึ่งๆ ครับ แต่ว่าต้องทําตามบัญชี เพราะว่าเวลาค่าเงินเปลี่ยนในประเทศเราก็ต้องลงบัญชี

--------------------------------------------
***Oppday Q3/2023 – MEGA เป็นข้อมูลถาม-ตอบ Q&A โดยหวังว่าจะเป็นความรู้และให้ประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกๆ ท่าน และกรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้ทุกครั้ง หากมีข้อผิดพลาดประการใด ทาง ThaiVI ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้***
ขอแสดงความนับถือ
สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย)
A57630
ผู้ติดตาม: 1

Re: AUCT

โพสต์ที่ 2

โพสต์

- จากข้อมูลข้างบน และที่คุยกับเต๊นท์รถ อาจต้องทำใจไว้ก่อนเลยว่า Q4 อาจไม่ได้กำไรดีมากเพราะเต๊นท์ขายกันไม่ออกเลยไฟแนนซ์ไม่ปล่อยสินเชื่อ อัตราจบประมูลเลยอาจจะต่ำกว่าภาวะปกติ

- สิ่งที่ดีคือที่จอดรถยึดยังเหลือให้จอดอีกมากโดยบ.ไม่ต้องลงทุนเพิ่มเลย และรถก็เข้ามาอย่างต่อเนื่อง

- แต่สุดท้ายเชื่อว่าไฟแนนซ์และเต๊นท์รถต้องดิ้นรนอะไรบางอย่างให้ตัวเองอยู่รอด เพราะยิ่งจอดนานราคายิ่งตกไฟแนนซ์ไม่ได้เงินสักที ส่วนเต๊นท์ใหญ่ๆส่วนใหญ่เป็นเงินกู้ คงต้องยอมขายขาดทุนเพื่อนำเข้ารถต้นทุนใหม่มาหมุน ให้เกิด price equilibrium ให้เร็วที่สุดจะได้เดินหน้ากันต่อไป
chalekon
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 388
ผู้ติดตาม: 0

Re: BBIK

โพสต์ที่ 3

โพสต์

Investment Thesis : BBIK (โพสต์นี้ต้องการแลกเปลี่ยนความรู้มุมมอง BBIK ไม่ได้เชียร์ให้ซื้อหรือขายหุ้นนะครับ :)

1.หุ้นตัวนี้ จะเติบโตเยอะๆ ได้อย่างไร
:อยู่ใน Megatrend Digital/AI transformation, Digital/AI first company (Blue ocean)
:โอกาสโตจากการแย่งชิง Market share จากคู่แข่งทางตรงคือ Accenture (Thailand) ได้อีกมาก เนื่องจากรายได้ BBIK คิดเป็นเพียง 7% ของ Accenture (Thailand) อ้างอิงยอดขายปี 2022 BBIK 567 ล้าน, Accenture 8,271 ล้าน (ref.DBD) และคาดว่า FY2023 BBIK 1,300 ล้าน +130% (ref.ksec)
:CAGR 2017-2022 รายได้โต 73% , กำไรโต 70%
:การเติบโตไปยังต่างประเทศทั้งใน Regional (SEA มีบริษัทย่อยในเวียดนาม, มี footprint ในอินโด สิงคโปร์ และกำลังมี lead ในฟิลิปปินส์ และมาเลย์) ซึ่งสามารถ Extend service เหมือนไทยไปได้เลย และ Bluebik Global เน้นกลยุทธ์ IT Outsourcing ซึ่งมีการจัดตั้งบริษัทที่อินเดียและรับงานในอังกฤษ และกำลังศึกษาตลาด US
:การวาง BU Model เป็น Holding company ในระยะยาว โดยการจัดตั้ง JV กับอุตสาหกรรมชั้นนำต่าง ๆ ที่สามารถ Synergy กับ Core business ของ Bluebik ได้ เช่น ORBIT (กับ OR), Sauceskill (กับ The Standard market size 10,000 ล้าน), EcoX (กับ BE8) และอยู่ระหว่างเจรจาอีกหลายดีลทั้ง Service JV และ Product JV
:โอกาสการ Spin off บ.ลูกเข้าตลาดทั้งในและต่างประเทศ ซึ่ง BU Model ปัจจุบันมีการวางรากฐานไว้ตั้งแต่ต้น (โตแล้วแตก แตกแล้วโต) เช่น การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทย่อยต่าง ๆ รวมถึงการทำ Venture builder ถือหุ้นร่วมกับ Keyman แต่ละบริษัทย่อย/ JV

2.มีอะไรที่เด่นกว่าคู่แข่ง
:Bluebik Positioning ตัวเองเป็น Truly E2E Digital Transformation Consulting ซึ่งเป็นบริษัทไทยเพียงบริษัทเดียว และมี Consulting service ซึ่งเป็นจุดแข็ง plug-in แทบทุก Project
:Service charge BBIK ถูกกว่าคู่แข่งทางตรงคือ Accenture (Thailand) ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำระดับโลก ประมาณ 20-30% เนื่องจากไม่มี Double maginal cost เหมือน Accenture ที่ต้องส่งกลับบริษัทแม่
:ทีมบริหาร CEO CTO CFO และส่วนใหญ่มีประสบการณ์มาจากบริษัท Consult ชั้นนำระดับโลกเช่น BCG PWC Accenture และทีมบอร์ดมีประสบการณ์ในการเป็นผู้บริหารจากหลายธุรกิจชั้นนำในประเทศไทย เช่น พี่โจ้ธนา
:มีความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจและการตัดสินใจมากกว่า Accenture เนื่องจากไม่ต้องรอนโยบายจากบริษัทแม่ เช่น การดีล หรือการทำ JV ต่าง ๆ
:BBIK และบริษัทย่อยได้รับสิทธิ BOI เกือบทุกบริษัทส่วนใหญ่เริ่มใช้สิทธิในปี 2566 และมีสิทธิประโยชน์ภาษี 0% 5-8 ปี สะท้อนถึงจุดแข็งของ CFO และทีม Legal

3.TAM แค่ไหน
:Digital Transformation Market growth USA 20.8% CAGR ปี 2022-2032, ASIA 26.5% CAGR ปี 2021-2029
:Thailand Digital transformation market size โตจาก 20 THBb (2022) เป็น 103 THBb 39% CAGR (ref.World bank) ในไทยเช่น Virtual bank, Bigdata/Cloud/ESG ภาครัฐ
:Thailand Digital transformation consulting Market share 2022 Accenture 50% , BBIK 2.8%
:Asia population pyramid in 2023 GenY กับ GenZ สัดส่วนรวมกันประมาณ 35% ซึ่งมีพฤติกรรม Demand การใช้ Digital สูงมาก
:Generative AI ซึ่ง BBIK มีทีมความเชี่ยวชาญและมี Connection ที่ดีกับ Microsoft

4.เป็นหุ้นแบบใด
: หุ้นเติบโต

5.ใช้วิธีประเมินมูลค่าแบบใด
: PE, PEG, Market cap

6.สมมุติฐานการประเมินมูลค่าเป็นอย่างไร
รายได้:
: ปักธงคาดการณ์รายได้ปี 2025 จากเป้า CEO คาดโต 5 เท่าจากฐานปี 2022 (ref.CV และการให้ข่าว) => 2,835 MB
:ระยะสั้นคาดว่า FY2023 BBIK 1,300 ล้าน +130% yoy (ref.ksec และหลังจบงบ Q3/23) มาได้เกือบครึ่งทางเป้า 2025
:ปี 2024 คาดว่ารายได้โตประมาณ 50% (Organic+inorganic ซึ่งมีลงทุนใน Innoviz อัตโนมัติอีก 30% ยังไม่รวมดีลใหม่ระหว่างทาง) ลดลงจาก CAGR 73% ตามสภาพตลาดที่ไม่เอื้ออำนวย => 1,950 MB
:ปี 2025 คาดว่ารายได้โตประมาณ 45% (Organic+inorganic ซึ่งมีลงทุนใน Innoviz อัตโนมัติอีก 15% ยังไม่รวมดีลใหม่ระหว่างทาง) ลดลงจาก CAGR 73% ตามสภาพตลาดที่ไม่เอื้ออำนวย => 2,827 MB
กำไร:
:ปี 2023 สมมุติฐาน npm 22.95 (ref.Q3 จากการ Synergy ได้ดี และ BOI) ,กำไร 298 MB, EPS 2.7
:ปี 2024 สมมุติฐาน npm 23 (ref.Q3 จากการ Synergy ได้ดี, BOI และ EOS จาก Sizable) ,กำไร 448 MB, EPS 3.9 (based on dilution เพิ่ม 5% กรณีมี PP จากดีล m&a เพื่อโต)
:ปี 2025 สมมุติฐาน npm 23 (ref.Q3 จากการ Synergy ได้ดี, BOI และ EOS จาก Sizable) ,กำไร 650 MB, EPS 5.4 (based on dilution เพิ่ม 5% กรณีมี PP จากดีล m&a เพื่อโต)

7.อัฟไซด์ แค่ไหน ภายในกี่ปี
: ณ ราคาวันนี้ 92 บาท ให้ forward PE FY2023 36x , PEG 0.8x (based on กำไรปี 23 โต 116%)
: ให้กรอบ PE ปี 2024 ที่ 35-45 เท่า และกรอบ PE ปี 2025 ที่ 30-35 เท่า ตามคาดการณ์การเติบโตแต่ละปีและฐานที่ใหญ่ขึ้น
: ให้กรอบ PEG ปี 2024 และ ปี 2025 ประมาณ 1 เท่า
Upside ปี 24 = 50-75% ไม่รวมปันผล , Market cap 15,000-20,000 MB
Upside ปี 25 = 90-105% ไม่รวมปันผล , Market cap 19,500-22,500 MB ใกล้เคียงเป้าผู้บริหารที่ตั้งเป้าหมายตามเกณฑ์เข้า SET100

8.ความเสี่ยงของหุ้นที่จะไม่เป็นไปตามคาด
:เกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยทำให้ Digital Spending ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หรือการซอย budget ทำให้ size การ bid เล็กลงแต่ bid บ่อยขึ้น ทางบริษัทปิดความเสี่ยงด้วยกลยุทธ์เติบโตทั้งในและต่างประเทศเพื่อกระจายความเสี่ยง
:เรื่อง Talent Skill สูงที่กำลังขาดแคลนเช่น กลุ่มงาน AI ซึ่ง ผบห. มีแผนการในการทำ M&A และมีการจัดทำ Bluebik Academy ในการ Upskill & Re-skill และร่วมกับทาง ม. ต่าง ๆ ในประเทศ
:คู่แข่ง Accenture ลงมาทำตลาดแข่ง ซึ่งจากที่ ผบห.ให้ข้อมูล โอกาสเกิดน้อย เนื่องจาก Accenture รับงาน Enterprise เป็นหลัก และ Bid เฉพาะ Size ใหญ่ระดับหลายร้อยล้านหรือพันล้านขึ้นไป
:การประมูล Project ใหญ่ แล้ว Management ผิดพลาด ทำให้ขาดทุนได้ (Cost over run) อย่างไรก็ตาม BBIK มี แผนก PMO ดูแล เรื่อง Project management ให้ลูกค้าโดยตรง ถือเป็นงาน Service ที่ทำให้ลูกค้าอยู่แล้ว
:การเปลี่ยนแปลงนโยบายด้าน JV ของ OR อาจทำให้งาน ORBIT ลดลง อย่างไรก็ตามทาง ผบห. มีการวางแผนงานกับทาง OR ล่วงหน้าอย่างน้อย 1-3 ปี และมีการทำ CRM Salesforce และ Super App ให้กับ OR ทำให้เป็น IT Backbone สำคัญที่ต้องให้ทาง ORBIT ช่วย Manage ให้ทาง OR Scale ธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
:การผูกกับลูกค้าขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม บริษัทมีการกระจายกลุ่มลูกค้าไปยังหลายอุตสาหกรรมและควบคุมสัดส่วนต่อลูกค้าไม่สูงเกินไป และมีการ m&a กับ Innoviz เพื่อเจาะฐานลูกค้าระดับกลางทำให้ upsale cross sale ได้
:การ raise funding ที่ยากขึ้นและต้นทุนการเงินสูงขึ้น อาจทำให้พลาดโอกาสดีลสำคัญ ผู้บริหาร Direction เน้นรักษา EPS Growth จึงไม่รีบ อดทนรอคอยดีลที่ดีและคุ้มค่ากับทุก ๆ Stakeholder
Toro149
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 879
ผู้ติดตาม: 4

Re: AUCT

โพสต์ที่ 4

โพสต์

จากข้อมูล ณ วันนี้ ยังเหลือเวลาอีก 22วัน
ผมเดาว่า q4 รายได้ราว 365ล้าน

ถ้าไม่มีค่าใช้จ่ายพิเศษเยอะๆ กำไร น่าจะ 105ล้าน
eps 0.19 ชนะ q4 ปีที่แล้วได้

ปันผลรอบนี้น่าจะราวๆ 0.39-0.40

ผมประเมินจากข้อมูล Public นะครับ ไม่เคยคุยกับ IR
พึ่งเคยไป CV ครั้งเดียวกับสมาคมเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผบหก็ไม่ได้พูดข้อมูลด้านการเงินอะไร
ข้อมูลเลยอาจจะผิดพลาดได้ ลองตรวจสอบหลายๆทางดูครับ

เดี๋ยวปิดเดือนแล้วผมมาสรุปอีกทีครับ ว่ายังตรงอยู่หรือเปล่า
จอมยุทธอินทรี
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 510
ผู้ติดตาม: 0

Re: COM7

โพสต์ที่ 5

โพสต์

ผนึกกำลัง พุ่งทะยานสู่เบอร์ 1 ✨
2 เมกะดีลเลอร์ AION เตรียมขยายเครือข่ายการขายและศูนย์บริการ รองรับแผนการเติบโตระยะยาวในไทย
.
8 ธันวาคม 2566, กรุงเทพมหานคร - โกลด์ อินทิเกรท และ เอไอโอนิค ออโต ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าไอออน (Aion) อย่างเป็นทางการ ประกาศจับมือเพื่อพัฒนาเครือข่ายการขายและการให้บริการรถยนต์ไฟฟ้าไอออนในประเทศไทยร่วมกัน ตั้งเป้าเพิ่มผู้จำหน่ายและศูนย์บริการหลังการขายเพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าไอออนทั่วประเทศในปี 2567
.
นายหวัง หย่ง เจีย ประธานกรรมการโกลด์ อินทิเกรท กล่าวถึงความร่วมมือดังกล่าวที่ยังอยู่ระหว่างกระบวนการควบรวมกิจการ ว่าทั้งสองบริษัทมีวิสัยทัศน์และเป้าหมายเดียวกันที่จะปรับรูปแบบทางธุรกิจให้สอดคล้องกับแผนการขยายธุรกิจของ GAC Aion ที่เดินหน้าทำตลาดและลงทุนสร้างโรงงานในประเทศไทยอย่างเต็มที่ ซึ่งการควบรวมในครั้งนี้จะทำให้ โกลด์ อินทิเกรท และเอไอโอนิค ออโต ก้าวขึ้นเป็นเมกะดีลเลอร์ที่มีโชว์รูมและศูนย์บริการไอออนมากที่สุดจำนวน 17 แห่ง
.
ในด้านการบริหารงาน บริษัทฯ ได้แต่งตั้งนายบุรินทร์ โอภาสเศรษฐกุล ให้ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) เป็นผู้บริหารกิจการทั้งหมด ขณะที่ นายหวัง หย่ง เจีย เป็นประธานกรรมการ และนายอภิชาติ ลีนุตพงษ์ เป็นที่ปรึกษาและผู้ถือหุ้นบางส่วน โดยโชว์รูมและศูนย์บริการของโกลด์ อินทิเกรท ภายใต้ชื่อ Aion Thai เริ่มดำเนินกิจการแล้วทั้งสิ้น 12 สาขา ขณะที่ศูนย์จัดจำหน่ายของเอไอโอนิค ออโต จำกัด จำนวน 5 สาขาจะยังคงใช้ชื่อภายใต้แบรนด์ Aionic Auto และให้บริการด้านการขายและการบริการหลังการขายครบวงจรตามปกติ
.
ภายหลังการควบรวมกิจการ เครือข่ายการขายและศูนย์บริการภายใต้โกลด์ อินทิเกรท และเอไอโอนิค ออโต จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการทั้งด้านการขายและบริการหลังการขาย เพิ่มความมั่นใจให้ลูกค้าด้วยการยกระดับและให้ความสำคัญในเรื่องคุณภาพมาตรฐานการบริการให้ครบวงจรเต็มรูปแบบ โดยมีทีมงานระดับมืออาชีพที่มีความรู้และความชำนาญ ทั้งช่างเทคนิค รวมถึงเครื่องมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยีทันสมัย ที่สามารถบริการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า เพื่อนำไปสู่ความพึงพอใจสูงสุด และทำให้เจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าไอออนมั่นใจได้ว่าจะได้รับประสบการณ์ที่น่าประทับใจตลอดการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าไอออนของลูกค้าทุกท่าน
.
📄 ข้อมูลเพิ่มเติม
👉🏻 โชว์รูมและศูนย์บริการโกลด์ อินทิเกรท
AION THAI Central Rama2 โทร.095-365-4433
AION THAI The Mall Bangkapi โทร.094-232-4411
AION THAI The Mall Bangkae โทร.095-365-4646
AION THAI Emsphere โทร 095-365-3535
AION THAI Silom Soi 9 โทร 083-066-8577
AION THAI Kanchanapisek โทร 086-303-5757
AION THAI Bravo โทร 095-365-2323
AION THAI Expressway Ramintra โทร 093-236-9229, 02-530-3344
AION THAI Srinakarin Romklao โทร 094-343-4000
AION THAI Charoenkrung โทร. 094-232-9977
AION THAI Minburi โทร. 02-543-8183-4
AION THAI Ubonratchathani โทร. 045-475-550
.
👉🏻 โชว์รูมและศูนย์บริการ เอไอโอนิค ออโต
Aionic Vibhavadi (ซอยวิภาวดีรังสิต 22) โทร. 089-145-4330
Aionic Auto Ratchaphruek (ตรงข้ามเดอะวอล์ค ราชพฤกษ์) โทร. 02-405-8888 กด 2
Aionic Auto Phibunsongkhram(ตรงข้ามโรงแรมริเวอร์ไรน์เพลส) โทร. 082-107-3553
Aionic Auto Mahachai (ใกล้โรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัย) โทร. 083-979-3894
Aionic Auto Salaya (ตรงข้ามเซ็นทรัลศาลายา) โทร. 083-053-5550
.
#Com7 #GacAion #Aion #AionThai
.
ที่มา https://www.facebook.com/permalink.php? ... 0821287952
Add Facebook มาคุยกันเรื่องลงทุนกันได้ครับ:
https://www.facebook.com/profile.php?id=100009287180353
A57553
ผู้ติดตาม: 0

Re: XO

โพสต์ที่ 6

โพสต์

นาทีที่ 7 ทางผู้บริหารมีพูดว่าไตรมาส 4 มีโอกาสเห็นยอดขาย 800 ล้านบาท!!! ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนครับ

https://youtu.be/eBMLbLoghlc?si=RV4vzo4SqJ5lGMEW
A24355
ผู้ติดตาม: 1

Re: ORI

โพสต์ที่ 7

โพสต์

สอบถาม ir มาครับ
เบื้องต้นพบว่ามีอุบัติเหตุแผ่นผนังสำเร็จรูป (precast) หล่นระหว่างการติดตั้ง ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อโครงสร้างของอาคารค่ะ

ทางโครงการจะทำการแก้ไข ปรับปรุง Protection ให้แล้วเสร็จ ภายใน 7 วัน โดยหน่วยงานราชการ เข้าร่วมตรวจสอบการแก้ไขด้วยค่า

ในส่วนเนื้อข่าวที่มีการออกมาไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ได้มีการประสานเพื่อให้แก้ไขเนื้อข่าวแล้วค่ะ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Thai VI Officer
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1459
ผู้ติดตาม: 10

Re: EKH

โพสต์ที่ 8

โพสต์

★ Opportunity day Transcript 30 - by ThaiVI ★
บริษัท เอกชัยการแพทย์ จำกัด (มหาชน) - EKH
Date: 21-NOV-23


Transcript 30 : https://bit.ly/3MEvZDV
PDF –EKH : https://bit.ly/3R7Oimo

--------------------------------------
การตอบคำถาม Oppday Q3/2023 บริษัท เอกชัยการแพทย์ จำกัด (มหาชน) - EKH


คุณสุทธิพงศ์ ตั้งสัจจะพจน์ กล่าวเปิดพร้อมกล่าวแนะนำ นพ.อำนาจ เอื้ออารีมิตร จากนั้นคุณสุทธิพงศ์ ได้เริ่มกล่าวชี้แจงรายงานผลประกอบการบริษัทในไตรมาสที่ 3 ประจำปี 2566 เป็นลำดับถัดมา

ผู้ให้ข้อมูลจำนวน 2 คน
ระยะเวลาทั้งหมด 21:29 นาที

------------------------------------------

เริ่มการตอบคำถาม

1. โรงพยาบาลคูนมีกำไรหรือยัง เท่าไหร่ รายได้เท่าไหร่?
คุณสุทธิพงศ์ : โรงพยาบาลคูนก็มีกำไร เราเปิด 9 เดือน 9 จริงๆ เปิดไปได้ 4 เดือน เราก็มีกำไรสุทธิแล้ว รายได้ตอนนี้อยู่เฉลี่ยประมาณ เดือนหนึ่งประมาณ 6 ล้าน แล้วก็กำไรสัก 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ จริงๆ ต้องเรียนว่าเรายังรับคนไข้ได้ไม่เต็มศักยภาพของคูน เรามีอยู่ประมาณ 30 เตียง ตอนนี้เรารับคนไข้อยู่ประมาณ 20 เตียง เพราะว่าผู้อำนวยการโรงพยาบาลคูนยัง Concern เรื่อง Quality ของการให้บริการอยู่ ก็ขอทดลองก่อน แต่ว่าปีหน้าเราเชื่อว่าเราน่าจะเปิดได้เต็มศักยภาพ แล้วก็จะรับคนไข้ได้มากขึ้น แล้วเราก็เชื่อว่ารายได้และกำไรของคูนในปี 24 จะดีกว่าปี 23 ซึ่งรายได้ทั้งหมดที่ได้มาก็ Rely กับ Forecast ที่เราทำเอาไว้ก่อนจะเปิด อาจจะดีกว่าด้วยนิดหนึ่ง


2. งบลงทุนที่เยอะในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า บริษัทวางแผนจะนำเงินจากไหนมาใช้ในการลงทุน?
คุณสุทธิพงศ์ : ต้องเรียนว่าตอนนี้เรายังมีเงินสดอยู่ในมือประมาณสัก 6-7 ร้อยล้าน ก็เพียงพอกับ Project ที่เรามีอยู่ ณ ปัจจุบัน แล้วก็เรายังมี EKH-W1 ซึ่ง ท่านผู้ถือหน่วยก็ยังไม่ได้ Exercise เข้ามาครบ ถ้า Exercise เข้ามาครบ เราก็น่าจะได้เงินอีกก้อนหนึ่ง ซึ่งน่าจะพอสำหรับ Project ปัจจุบัน แต่ว่าถ้าเกิดว่ามี Project อื่นๆ เข้ามา ก็ยังมีวิธีการหาเงินอยู่ เพราะว่าอย่างที่เรียนว่าเราก็ยังไม่มีเงินกู้ เรายังกู้ได้อยู่


3. รายได้ IVF ปีนี้พลาดเป้าหรือไม่ ถ้าพลาด จากสาเหตุใด หลักๆ ลูกค้าจะเป็นชาวจีนหรือไม่?
นพ.อำนาจ : ใช่ รายได้ IVF ปีนี้ก็เท่าที่เราตั้งเป้าไว้ตอนแรกเมื่อตอนต้นปี เราคาดว่าเราจะได้ประมาณปีละ 300 เคส ซึ่งมาถึงตอนนี้ 9 เดือนที่ผ่านมาก็ได้ประมาณสัก 200 ปีนี้สิ้นปีคิดว่าอาจจะไม่ถึง 300 นะ แต่ก็ไม่ถึงก็คงขาดไปไม่มาก ก็เป็นเพราะว่าเราคาดการณ์เรื่องของการเดินทางของคนจีนที่จะเข้ามาในเมืองไทยพลาดไป เราคิดว่าเขาปล่อยฟรี แต่จริงๆ แล้วการเดินทางที่ออกจากประเทศจีนยังมีข้อจำกัดอยู่เยอะ เพราะฉะนั้นคนที่จะเดินทางก็ยังไม่ค่อยสะดวกนักเมื่อเทียบกับปี 62 เมื่อเทียบกับก่อนโควิด เพราะฉะนั้นก็อาจจะติดขัดนิดหน่อย แต่ในแง่ของความต้องการที่จะมีบุตร ผมเชื่อว่าปริมาณไม่ได้ลดลง เพียงแต่การเดินทางอาจจะไม่ค่อยสะดวกเท่านั้นเอง ปีหน้าถ้าทุกอย่างกลับไปสู่ภาวะปกติ ทางการจีนไม่ได้ห้ามอะไรมากมาย หรือวีซ่าออกไม่ยากนัก ผมว่าก็น่าจะไม่มีปัญหา


4. IVF เราจะมีโอกาสทำร่วมกับโรงพยาบาลอื่น เช่น WPH หรือไม่ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพ?
นพ.อำนาจ : คือ IVF เราก็ไม่ได้ปิดกั้น ที่ไหนที่มีศักยภาพ เราก็ยินดี ถ้าคิดว่าเราพอจะช่วยอะไรได้บ้าง เพราะเรามีทีมงาน มีทีมนักวิทยาศาสตร์ มีทีมแพทย์ ซึ่งก็ไม่ขาดแคลนเลย พอ Capacity ของเรา ไม่ว่าจะเป็นที่โรงพยาบาลเอกชัยหรือว่าที่ IVF ที่พระราม 9 เราสามารถทำได้เดือนละ 100 อย่างต่ำเลย สบายๆ ฉะนั้น 2 ที่ ได้เดือนละ 200 แน่ๆ เลย เพียงแต่ว่าตอนนี้ก็อยู่ที่การเดินทาง แล้วก็ที่โรงพยาบาลเอกชัยก็ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนไทย ซึ่งคนไข้คงไม่ถึง เพราะฉะนั้น Capacity เหลือเฟือ ถ้าสมมติต้องขยายไปที่อื่น เช่น ตามต่างจังหวัดตามหัวเมือง ก็อยู่ที่ทีมงานแล้วก็พาร์ทเนอร์ว่าแค่ไหน คงต้องคุยกัน เราไม่ได้จำกัดอะไร


5. ตัวโรงพยาบาลคูน ปัจจุบันได้ BOI เหมือนกับ Project โรงพยาบาลจิตเวชหรือไม่?
คุณสุทธิพงศ์ : ตัวคูน ตอนเราเริ่ม Project เมื่อปี 2563 ตอนนั้น BOI ยังไม่ได้มีการให้สนับสนุนเรื่องโรงพยาบาลผู้สูงอายุ ก็เลยไม่ได้ Apply แต่ว่าคูนอ่าวนางกับจิตเวช ได้ทั้ง 2 Projects


6. ปัจจัยใดที่จะช่วยผลักดันการเติบโตของ EKI-IVF บ้าง และ EKI-IVF มีจุดเด่นอะไรบ้าง หากเทียบกับผู้ให้บริการ IVF รายอื่นๆ เช่น VFC กับ SAFE?
นพ.อำนาจ : ก็โดยปกติแล้ว เราเชื่อว่าเราก็เป็นศูนย์ที่คนจีนพอ Search เข้ามา เราก็อยู่ในอันดับต้นๆ ที่เขารู้จัก ทีนี้ศักยภาพของเราก็คือตอนนี้เราก็พัฒนาตัวเราเราเองอยู่ตลอด ไม่ได้นิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเอเจนซี่ที่มาติดต่อเราเพิ่มขึ้น หรือเครื่องไม้เครื่องมืออะไรต่างๆ เรายังจะลงเครื่องมือที่ทันสมัยกว่านั้น แล้วก็ครบวงจรมากขึ้น ที่กำลังจะลงเร็วๆ นี้นะ ที่ EKI ซึ่งคาดว่าไม่น่าจะพลาดเป้าอะไร ส่วนการเปิดศูนย์ IVF ต่างๆ ที่กล่าวมาแต่ละศูนย์ก็มีจุดเด่นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นคุณหมอ ไม่ว่าจะเป็น Location ต่างๆ ผมเชื่อว่าไม่ได้มีปัญหาอะไร คนไทยตอนนี้ก็เริ่มมีความสนใจในการใช้เทคโนโลยีในการช่วยเจริญพันธุ์มากขึ้น โดยใช้ IVF เนื่องจากตอนนี้มีลูกกันน้อย เพราะฉะนั้นแต่ละคนที่อยากมีลูก เขาก็จะระวัง แล้วก็เตรียมมีการวางแผน ไม่ว่าจะเป็นการเก็บไข่หรือฝากไข่ไว้ก่อน หรือการที่จะตรวจความสมบูรณ์ของเด็ก ก่อนที่จะได้คลอดลูก ก็คือเทคโนโลยีของ IVF จะช่วยได้หมด ผมเชื่อว่าไม่น่ามีปัญหา เท่าที่ทราบจากทางกระทรวงตอนนี้ ศูนย์ IVF ที่ทำเรื่องเด็กหลอดแก้ว ทั้งหมดในประเทศไทยมีอยู่ 110 ศูนย์ ซึ่งผมเชื่อว่าอย่างไรมันก็ไม่พอ ถึงแม้ตอนนี้การคลอดจะน้อย แต่ว่าคนที่ต้องการมีบุตร ส่วนใหญ่เขาก็เน้นเรื่องคุณภาพของลูกของตัวเอง เพราะฉะนั้นก็ Search หาข้อมูลกันพอสมควร เทคโนโลยีนี่ช่วยได้แน่


7. โรงพยาบาลคูนมีรายได้ต่อเดือนเท่าไหร่ และประมาณการรายได้ในอนาคตอย่างไร?
คุณสุทธิพงศ์ : ตอนนี้อยู่ประมาณ 6,000,000 บาท ปีหนึ่งก็ประมาณ 70 ล้าน ถ้าในระดับนี้นะ แต่เราเชื่อว่าปีหน้าน่าจะต้องโตจากจำนวนห้องที่เราจะรับมากขึ้น
นพ.อำนาจ : จริงๆ ตอนนี้คูนมันมี Waiting List อยู่แล้ว มีคนไข้กลุ่มหนึ่งที่อยู่ในประเภทระยะท้าย ที่ต้องการมาที่เรา เพียงแต่ว่าการดูแลของเรา เราไม่ได้ดูแลแบบ Nursing Home เราดูแลเหมือน ICU เลย กึ่งๆ ICU เพราะฉะนั้นบุคลากรที่คูน แต่ละท่าน พยาบาลต้องมีการส่งไปอบรม ต้องผ่านการอบรม ICU หรือภาวะวิกฤติทุกๆ ราย ทุกคน เราก็เลยรับอาจจะไม่ได้เต็มที่นัก ตอนนี้เรามี 33 ห้อง แต่เรารับได้ตอนนี้ 20 ห้องหรือ 22 ห้อง เต็มที่ แต่ถ้าจะมาฝากเป็นแบบ Nursing Home อันนี้เรารับเพิ่มได้ แต่ตอนนี้ถ้าเราได้บุคลากรเพิ่มอีกสัก 1-2 คน เราก็สามารถรับได้เพิ่มอีก 2-4 เตียง ตอนนี้ก็ขอให้เราฝึกบุคลากรให้ได้เพิ่มขึ้นก่อน


8. ขอทราบกลยุทธ์และเหตุผลที่ทำให้ผู้บริหารเชื่อมั่นว่ารายได้จาก IVF ของบริษัทจะกลับมาเท่ากับปี 2019?
นพ.อำนาจ : จริงๆ กลยุทธ์ ตั้งแต่เราเริ่มต้นในการทำ IVF ที่พระราม 9 แล้ว เราเชื่อว่าตอนนั้นความต้องการของคนจีน โดยเฉพาะคนจีนเน้นๆ เลย มีสูงมาก ซึ่งผมเชื่อว่ารัฐบาลจีนก็ยังสนับสนุนอยู่ ผมว่าทั่วโลกแล้วตอนนี้ อยากให้มีเด็กเกิดมากขึ้น แม้แต่ในประเทศไทยนะตอนนี้ ทั่วโลกตอนนี้อัตราการเกิดน้อยมาก เพราะฉะนั้นเราเชื่อว่าการทำ IVF เป็นส่วนช่วยให้เด็กที่เกิดมามีคุณภาพที่ดีขึ้น แล้วก็ช่วยให้คนที่มีลูกยากตัดสินใจได้ง่ายขึ้นในการที่จะมาทำ IVF เพราะฉะนั้นผมไม่ค่อยห่วง กลยุทธ์ต่างๆ ก็ยังคงเหมือนเดิม ถ้าเป็นที่พระราม 9 ลูกค้าเราส่วนใหญ่เป็นคนจีน ซึ่งเรามีเอเจนซี่เพิ่มขึ้นอยู่แล้ว


9. ศูนย์ IVF ของเรามีการพึ่งพาเอเจนซี่ที่พาลูกค้าชาวจีนเข้ามาอยู่กี่ราย เรามีอำนาจการต่อรองกับเอเจนซี่เหล่านี้มาก-น้อยแค่ไหน และปกติเราจะจ่ายค่า Commission ให้กับเอเจนซี่เหล่านี้ประมาณกี่เปอร์เซ็นต์?
นพ.อำนาจ : เอเจนซี่ที่เริ่มต้นกับเราตั้งแต่เริ่มเปิดก็ยังอยู่กับเราตลอด เนื่องจากมีความสัมพันธ์กันในแง่ธุรกิจอย่างอื่นด้วย แล้วก็มีมาถือหุ้นเราด้วย เพราะฉะนั้นเอเจนซี่กลุ่มตั้งต้นเลยก็ไม่ได้ไปไหน ขณะเดียวกันก็มีเอเจนซี่ใหม่ๆ ที่เริ่มรู้จักเรา ก็เข้ามาติดต่อกับเราเพิ่มขึ้น อันนี้ผมเชื่อว่าก็คงช่วยได้เยอะในการที่จะเพิ่มผู้ป่วยได้ Commission ต่างๆ มันอยู่ที่เคส แล้วแต่ตกลงกันกับเอเจนซี่ว่าเอเจนซี่ระดับไหน หลักๆ เอเจนซี่จะเป็นคน Control เรื่อง Commission เอง เรามีเพดานของ Commission อยู่แล้ว ก็ให้เขาไปคุยกันว่าเท่าไหร่ อย่างไร ลดหลั่นกันไป


10. อยากทราบ Patient Mix ของรายได้ของ IVF?
คุณสุทธิพงศ์ : คนจีนประมาณ 90 อาจจะเริ่มลดลงมา 80 กว่าเปอร์เซ็นต์ เพราะว่าตอนนี้เรามีคนไทยเข้ามา แล้วก็เรามีกลุ่มลูกค้าใหม่จากฮ่องกงเข้ามา อินเดียเข้ามา เวียดนามเข้ามา ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ทางตัวคลินิกเองก็พยายามหาลูกค้าจากหลายๆ ประเทศเข้ามา เพราะเราก็รู้ว่าการที่เรา Rely on ลูกค้าประเทศเดียว ก็คือความเสี่ยง ถ้าเกิดว่ามีปัญหากัน แล้วเดินทางเข้ามาไม่ได้ ก็เราพยายามจะ Mix ให้สัดส่วนคนจีนน้อยลง ลดการพึ่งพาคนจีนชาติเดียว เพราะว่าอินเดียก็เป็นตลาดใหม่ซึ่งเรายัง Explore อยู่ ก็กำลัง Working อยู่
นพ.อำนาจ : กลุ่มลูกค้าชาวไทยก็เหมือนกัน ตอนนี้เราเริ่มมีโปรโมชั่นของคนไทยแล้ว แล้วก็ตอนนี้เพิ่มขึ้นชัดเจนตั้งแต่หลังโควิดมา เรามีกลุ่มลูกค้าคนไทยเพิ่มขึ้น เมื่อก่อนนั้นเราไม่ได้ทำการตลาดกับคนไทยเลย ตอนนี้คนไทยมาเยอะขึ้น มาตรวจเหตุผลของการไม่มีลูกบ้าง มาฝากไข่บ้าง


11. ขอทราบจำนวนเคส IVF ทั้งหมดในงวด 9 เดือนของปี 66 และสัดส่วนลูกค้าไทยและต่างประเทศ?
คุณสุทธิพงศ์ : 200 นิดๆ 9 เดือน
นพ.อำนาจ : 200 200 นิดๆ แล้วก็สัดส่วนก็ยังคงเป็นต่างชาติ คนจีนส่วนใหญ่ 90%


12. สัญญาณลูกค้า IVF ไตรมาส 4 และต้นปีหน้าเป็นอย่างไร ปีมังกรจะมีผลต่อการตัดสินใจของลูกค้ามาก-น้อยแค่ไหน?
นพ.อำนาจ : คือตอนนี้ลูกค้า IVF ก็มีติดต่อมาเรื่อยๆ มีมาปรึกษาอยู่ตลอดเวลา คือระดับความสนใจของคนที่ติดต่อไม่ได้ลดลง ผมเชื่อว่ามันอยู่ที่การเดินทาง เห็นฟังๆ มา มันยังไม่ค่อยสะดวกนักในการที่เขาจะเดินทางเข้ามา ปีมังกรก็ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการมีลูก จริงๆ ถ้าอยากจะมีลูก ต้องตั้งครรภ์ตั้งแต่ก่อนเมษายน ในไตรมาส 1 ให้รีบมีบุตรได้ ซึ่งจริงๆ ตอนนี้มีคิวที่ติดต่อมาแล้วก็อยากเกิดปีมังกรค่อนข้างเยอะ ก็คิดว่าในไตรมาส 1 น่าจะมีลูกค้ากลุ่มนี้มากขึ้น


13. อัตราครองเตียงในไตรมาส 3 และเดือนตุลาคมเป็นเท่าไหร่?
นพ.อำนาจ : อัตราครองเตียงใน Q3 ที่ผ่านมา อย่างที่คุณสุทธิพงศ์เขารายงานไป ก็ถือว่าเป็น High จริงๆ เป็นไตรมาสที่เราเหนื่อยมากในการบริหารเตียง มีคนไข้รอเตียงอยู่ตลอด มี Queuing รอเตียงทุกวัน เต็มไตรมาสเลย แต่พอเริ่มตุลาคม พฤศจิกายนก็เริ่มดรอปลง ตุลาคมนี่เนื่องจากเด็กปิดเทอม คนไข้ก็จะลดลงบ้าง แต่ขณะลดลง ครองเตียงก็เกิน 80% อยู่แล้ว เดือนพฤศจิกายนก็อยู่ในช่วงนี้แหละ 80 ถึง 80 กว่าเปอร์เซ็นต์


14. แนวโน้ม Q4?
นพ.อำนาจ : Q4 ก็เป็นช่วงที่เริ่มดรอปลง เป็นช่วงที่เริ่มมีเทศกาล คนเขาอยากไปเที่ยว ก็จะไม่ค่อยอยากจะป่วยกัน ป่วยก็ทนเอา ก็ส่วนใหญ่ทุกๆ ปี ก็พอเดือนธันวาคมก็จะเป็นเดือนที่คนไข้น้อยลง แต่เชื่อว่าอย่างไรปีนี้ก็ดีกว่าปีที่แล้วแน่ จากการที่ครึ่งหนึ่งของไตรมาส 4 เดือนครึ่งที่ผ่านมา เราก็ดูตัวเลขก็มากกว่าปีที่แล้วอยู่แล้ว


15. อยากทราบความคืบหน้าของเอเจนซี่ IVF รายใหม่?
นพ.อำนาจ : คือรายใหม่มีทั้งเอเจนซี่รายย่อยแล้วก็เอเจนซี่รายใหญ่ ซึ่ง Contact กับกลุ่มลูกค้า Hi-end ซึ่งเขาก็มาติดต่อเราอยู่หลายครั้ง แล้วก็สรุปแล้ว เขาก็มาช่วยเราหาลูกค้าอยู่ที่พระราม 9 EKI-IVF เขามาตั้งเป็นเหมือนกับออฟฟิศเล็กๆ ของเขาเลย เชื่อว่าลูกค้าน่าจะมากขึ้น


16. คาดว่าโรงพยาบาลจิตเวชจะทำกำไรภายในกี่ปี?
นพ.อำนาจ : คือจริงๆ เทรนด์ของโรงพยาบาลที่จะดูแลเรื่องสุขภาพจิต ตอนนี้ผมว่าดูจาก 4 ปีที่ผ่านมา ผู้ป่วยสุขภาพจิตของเรา ที่รายงาน เพิ่มขึ้นเท่าตัว จริงๆ เรามองมานานแล้ว แล้วก็เมื่อเราได้ทีมจิตแพทย์ซึ่งคิดว่าตอนนี้มาถือหุ้นกับเราหลายท่าน เทรนด์ต่อไปในการที่จะดูแลเรื่องจิตเวช ผมว่าแต่ละคนไม่ค่อยอายที่จะไปปรึกษาหมอจิตเวชแล้ว เพราะฉะนั้นการที่มีโรคซึมเศร้าแล้วปล่อยไว้เฉยๆ แล้วไม่ไปปรึกษาใคร ผมว่าเกิดปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะในวัยทำงาน เพราะฉะนั้นการที่เกิดโรงพยาบาลอันนี้ขึ้นมา ผมเชื่อว่าจะรองรับกลุ่มลูกค้าได้มากพอสมควร อีกกลุ่มหนึ่งที่เราคิดว่ามีปัญหากับสังคมมาก ก็คือเรื่องของการใช้ยาเสพติดซึ่งไม่มีการบำบัด คอยหลบๆ ซ่อนๆ อยู่ เราเชื่อว่าเราก็จะทำ แล้วก็ช่วยเรื่องปัญหาเรื่องของยาเสพติดได้พอสมควร เรามีทีมแพทย์ที่ผ่านโรงพยาบาลประเภทนี้มาครบเลยกำไรภายในกี่ปี
คุณสุทธิพงศ์ : ประมาณปีที่ 2 ของธุรกิจ Bottom Line ต้องเป็นบวกแล้ว แล้วก็เปิดช่วงไหน เราอยากจะเปิดปลายปี 68 จะพยายามเร่งให้เสร็จ แล้วก็รับรู้ค่าเสื่อมเท่าไหร่ อาคาร จริงๆ เราตั้งงบลงทุนไว้ประมาณ 300 กว่าล้าน แล้วก็สัญญาเช่าที่ดิน 30 ปี ก็ถ้าตีง่ายๆ ก็ค่าเสื่อมก็เดือนละล้าน ประมาณนะ แต่ว่าทั้งนี้ทั้งนั้นก็อยู่ที่ก่อสร้างกับ Equipment แต่ว่าก็ประมาณเดือนละล้านได้อยู่


17. ปีหน้ารายได้ EKH จะโตจากอะไร?
คุณสุทธิพงศ์ : ก็จริงๆ เราเชื่อว่าโตหมด EKH ตัวโรงพยาบาลเอกชัยก็โต แล้วก็ IVF ก็คิดว่าน่าจะต้องโตประมาณสัก 20% เราอยากกลับไป Base ที่ปี 62 ส่วนคูนยังเหมือนเด็กซึ่งยังโตได้อีกเยอะ ทั้งจำนวนคนไข้แล้วก็ Billing ที่จะเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นก็เชื่อว่าโตหมดทั้ง 3 ตัว แต่ว่า Impact ของคูนกับ IVF ด้วยความที่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ต่องบรวม มันอาจจะยังไม่เยอะ แต่ก็เชื่อว่าก็โตทั้ง 3 อย่าง


18. อาคาร C?
นพ.อำนาจ : อาคาร C ก็จริงๆ ตอนนี้ ใน 1 ปีจะมี 4-5 เดือนที่เราค่อนข้างวิกฤตในการที่ห้องเต็ม เตียงเต็ม ตอนนี้เราก็พยายามหาพื้นที่ที่ว่าง ที่เราจะเป็นที่ให้คนไข้นอน ได้พักได้ชั่วคราวเพื่อจะรอห้อง ก็คิดว่าอีกปีเดียว ปีกว่าๆ ผมเชื่อว่าเราเร่งอาคาร C อยู่ ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนของ EIA ซึ่งคิดว่าน่าจะไม่มีปัญหาอะไร เราน่าจะก่อสร้างได้หลังเมษายน ประมาณนั้น


19. อยากให้เราแจ้ง Core Profit ของไม่รวมคลินิก?
คุณสุทธิพงศ์ : เดี๋ยวใน Oppday ครั้งต่อไป จริงๆ เราก็อยากจะ Present เป็น Core Profit มากกว่า แต่ว่าเราก็ต้องรายงานรายได้ตามตัวหน้างบเหมือนกัน เดี๋ยวก็จะแยกให้ท่านนักลงทุนทราบแล้วกัน อย่างชัดเจนในการ Present ครั้งต่อไป


20. การได้รับมาตรฐาน AACI มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเท่าไหร่ บันทึกในไตรมาสไหน?
คุณสุทธิพงศ์ : บันทึกไปเรียบร้อยแล้ว ค่าใช้จ่าย เกิดขึ้นในไตรมาส 3 จริงๆ ทำมาตลอดตั้งแต่ต้นปี มันก็จ่ายเป็นงวดๆ ไป แต่ว่าไม่เยอะ ไม่ถึง 1 ล้านบาท บันทึกไปเรียบร้อยแล้ว


21. อยากให้อธิบายเรื่องโรงพยาบาลจิตเวชเพราะลงทุนเยอะ คาดหวังอย่างไร ทำไมถึงเปิดโรงพยาบาลด้านนี้ เห็นโอกาสอย่างไร?
นพ.อำนาจ : ก็อย่างที่เรียนให้ทราบ ผู้ป่วยจิตเวช ถ้าเราไปศึกษาจริงๆ มีกลุ่มคนที่ป่วยทางนี้มาก เพิ่มขึ้นแบบชัดเจน เพิ่มขึ้นชัดเจน อาจจะเป็นเพราะเมื่อก่อนไม่มีใครกล้ารายงาน ไม่มีใครกล้าที่จะไปปรึกษาว่าเขาเป็นโรคทางซึมเศร้าหรือโรคทางจิตเวช เพราะฉะนั้นก็คิดว่าเรามองถึงโอกาสในการที่จะช่วยดูแลอันนี้ภาครัฐไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางทางนี้ สมเด็จเจ้าพระยา โรงพยาบาลกัลยาณ์ราชนครินทร์อะไรพวกนี้ ที่พวกนี้เต็มหมด เราเห็นแล้วว่าภาครัฐรองรับคนไข้กลุ่มนี้น้อย ไม่สามารถรองรับได้เต็มที่ แล้วก็ถ้าเราปล่อยให้คนไข้กลุ่มนี้ปิดตัวอยู่เรื่อยๆ ผมว่าเราก็จะเจอข่าวต่างๆ กระโดดตึกบ้าง ฆ่าตัวตายบ้าง พวกโรคซึมเศร้า ซึ่งจริงๆ แก้ได้นะ แก้ได้ พอดีเรามีทีมแพทย์ซึ่งคิดว่าครบเลย ไม่ว่าจะเป็นทางจิตเวช การใช้จิตบำบัด หรือการใช้ยาต่างๆ มาช่วยเป็นที่ปรึกษา แล้วก็มาช่วยดูแลบริหารให้ได้เลย ไม่ว่าจากโรงเรียนแพทย์ก็มี เพราะฉะนั้นเรามองว่าอย่างน้อยที่สุด ผมไม่ได้มองเรื่องว่าต้องได้กำไรมากแค่ไหน ผมไม่ทราบ รู้แต่ว่าคนไข้กลุ่มนี้มีมาก แล้วก็คนยุคนี้ไม่อายที่จะเดินเข้าไปปรึกษาจิตแพทย์แล้ว เพราะฉะนั้นผมมองเป็นโอกาสที่เราจะทำอันนี้เพื่อรองรับคนไข้กลุ่มนี้ได้


22. Breakeven Payback Period?
คุณสุทธิพงศ์ : ปีที่ 2 ต้องกำไรแล้ว แล้วก็ Payback ของเราก็ที่ทำไว้ประมาณ 7 ปีกว่าๆ เพราะเราได้ BOI ประมาณ 5 ปี


23. Occupancy คูน ไตรมาส 3?
คุณสุทธิพงศ์ : ก็อย่างที่บอกเรามี 30 กว่าห้อง คนไข้นอนอยู่ประมาณสัก 20 เตียง แต่ว่าอย่างที่บอกคือด้วย Capacity ของเรา มันมีอยู่เท่านี้ แต่ว่า Demand ยังมีอยู่ ปีหน้าเราจะเพิ่ม Capacity ให้เพิ่มมากขึ้น อาจจะเพิ่มไปถึงประมาณสัก 70 กว่าเปอร์เซ็นต์


24. น่าจะได้อีก 1 คำถาม ประเด็นขาดแคลนพยาบาล?
คุณสุทธิพงศ์ : ตอนนี้เรากำลังหาอยู่ น่าจะได้พยาบาลมาช่วยที่คูนเพิ่มขึ้น


25. โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านจิตเวช?
คุณสุทธิพงศ์ : ตัวจิตเวชเดี๋ยวอย่างไรจะมีแถลงข่าววันพรุ่งนี้ แล้วก็พวกตัวเลขต่างๆ จะแจ้งตามเข้าไป


26. เป้าหมาย 2023?
คุณสุทธิพงศ์ : เป้าหมาย 2023 จริงๆ เราก็ Achieve จริงๆ เราก็ตั้งเป้ากำไร Core Business โตประมาณ 10% ก็คิดว่าน่าจะได้


27. เมืองไทยให้ Free Visa สำหรับคนจีนแล้ว ทำไมยังมีข้อจำกัดอยู่?
คุณสุทธิพงศ์ : จริงๆ ก็การเดินทางมาไทยไม่ได้ง่ายเหมือนก่อนปี 62 ทางคนจีน
นพ.อำนาจ : ทางจีนยังไม่ปล่อยเต็มที่
คุณสุทธิพงศ์ : ใช่ครับ เอกสารต่างๆ สำหรับต้นทางทางจีนที่จะออกมา ยังไม่ง่ายเหมือนเดิม


28. คูนเปิด 30 ห้องได้ครบภายในปี 67 ไหม?
นพ.อำนาจ : ก็ถ้าเราได้บุคลากรครบ ก็เปิดได้ ตอนนี้เรา 60 กว่าเปอร์เซ็นต์ที่ครองเตียงอยู่ ก็น่าจะ 70% ขึ้น ปีหน้าแน่ๆ อย่างไรก็ได้อยู่แล้ว ตอนนี้บุคลากรกำลังจะเพิ่มมาอีกแล้ว
คุณสุทธิพงศ์ : ขอบคุณนะครับสำหรับคำถามทั้งหมดในวันนี้
นพ.อำนาจ : มีอย่างอื่นไหม หมดเวลาใช่ไหมครับ โอเค ขอบคุณมากครับ

--------------------------------------------
***Oppday Q3/2023 – EKH เป็นข้อมูลถาม-ตอบ Q&A โดยหวังว่าจะเป็นความรู้และให้ประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกๆ ท่าน และกรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้ทุกครั้ง หากมีข้อผิดพลาดประการใด ทาง ThaiVI ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้***
ขอแสดงความนับถือ
สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย)
ภาพประจำตัวสมาชิก
SCGLOBAL
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 488
ผู้ติดตาม: 3

Re: PRI

โพสต์ที่ 9

โพสต์

ประกาศล่าสุดมีการร่วมทุนตั้งบริษัทกับ FORVIZ ซึ่งเป็นบริษัท UX Design & Digital Solution
.
+ ซึ่งเท่าที่เข้าไปดู ผลงาน Forviz มีโปรเจคหลักอยู่ใน Field ของธุรกิจอสังหาอยู่เดิมแล้ว ซึ่งทำหน้าที่พัฒนา App แนะนำข้อมูลโครงการให้ DEV ใช้นำเสนอข้อมูลโครงการ เรียกว่า "Digital Sales Kit" และยังมีงานรับทำ Website ของโครงการต่างๆ ให้ DEV ที่เห็นตัวอย่างก็มี โครงการหลายโครงการของ Raimon Land และกลุ่ม Gaysorn
.
+ นอกจากงานด้านอสังหา Forviz ยังมีงาน ออกแบบ UX/UI ของ Website และ Application ให้ CarFinn ที่ทำสินเชื่อรถยนต์ด้วย ถ้าดูสรุปดังนี้ เหมือนว่า Forviz จะมีความเชี่ยวชาญด้านการ ออกแบบและวางระบบ ให้งานด้าน Website และ Mobile apps ซึ่งไม่ได้เจาะจงว่าเป็น ธุรกิจใด ธุรกิจหนึ่ง
.
+ ความคาดหวังการการ ตั้งบริษัทร่วมของ PRI และ Forviz น่าจะเป็นการ Synergy กันของ ทั้ง 2 กลุ่ม คือ PRI มีหน้าที่ Manage โครงการของลูกค้ากลุ่ม Condo และ Hotel น่าจะได้ ทีมงานของ Forviz เข้ามาเสริมในส่วนงาน Apps Design และรองรับงานของโครงการใหม่ๆ ในกลุ่ม Origin และ One Origin(Hotel) ที่ต้องการ "Digital Sales Kit" และ Website สำหรับ โครงการใหม่ๆ ที่จะออกมา และ ยังรับงานของ Developer เจ้าอื่นได้อีก ซึ่งมองแล้ว เข้ามาแก้ Pain Point ที่แต่เดิม กลุ่ม Origin จะต้องใช้ Outsource ในการออกแบบหรือปรับปรุง Apps และ Sale kits ก็สามารถ เทงานทั้งหมดมาที่ PRI+Forviz รับได้โดยตรง ซึ่งประเมิน แล้ว ไม่น่าใช้ BU ที่เป็น Recurring Income เป็น ก็เป็น Bu ใหม่ของ PRI ที่ใช้เงินลงทุนต่ำ แต่สามารถ รับงานที่ไม่เคยทำได้ทั้งหมด โดยอาศัย ศักยภาพร่วมกัน ของ PRI ที่มีกลุ่มลูกค้าในมือ และ Forviz ที่มีทีมงาน ออกแบบ วิศวะกร ด้าน Digital และ UI/UX ในมือ
.
https://weblink.set.or.th/dat/news/2023 ... 40364T.pdf
Capture.JPG
.
x1.JPG
.
03.JPG
.
05.JPG
.
06.JPG
.
07.JPG
"ประสบการณ์คือสิ่งที่คุณจะได้รับ เมื่อถึงวันที่คุณไม่ได้สิ่งที่ต้องการ" - Howard Marks
“I like to say, “Experience is what you got when you didn’t get what you wanted.”
Joi
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 3023
ผู้ติดตาม: 1

Re: STPI

โพสต์ที่ 10

โพสต์

KBR wins EPC contract for Pluto LNG project

September 25, 2023, by Aida Čučuk

U.S. engineering company KBR has been awarded an engineering, procurement and construction (EPC) management contract by Woodside Energy, as operator for and on behalf of the Pluto Joint Venture.

Under the contract, KBR will undertake modifications to train 1 of Woodside’s Pluto LNG facility, located near Karratha, Western Australia.

According to KBR, the modifications will enable the processing of up to three million tons per annum (mtpa) of Scarborough gas through train 1.

Jay Ibrahim, President, Sustainable Technology Solutions, commented: “KBR is pleased to support Woodside in the modification of the Pluto train 1 LNG facility to enable processing of Scarborough gas, and in turn provide opportunity to extend the life of the plant.”

“KBR is committed to helping its clients navigate the energy transition, which includes gas as a key part of the energy mix. We are also excited to focus on engaging local and Indigenous businesses to support the project and proud to be creating jobs and opportunities within Western Australia.”

To note, the Scarborough project is expected to include the installation of a floating production unit with eight wells drilled in the initial phase and thirteen wells drilled over the life of the Scarborough field.

The gas is set to be transported for processing at Pluto LNG through a new trunkline of approximately 430 km in length, with reports saying that approximately five mtpa of Scarborough gas will be processed through Pluto train 2, with up to three mtpa processed through the existing Pluto train 1. The first LNG cargo is targeted for 2026.


ว่างๆมานั่งอ่านข่าว LNG มาเจอข่าว Woodside กำลังจะ Modify Pluto 1 ให้เพิ่มกำลังการผลิตขึ้นมาประมาณเท่าตัว ในขณะที่ Train 2 ก็กำลังสร้างอยู่ตอนนี้ (Train 2 STPI ไม่ได้งาน)

การที่ woodside modify เพิ่มกำลังการผลิต Train 1 STPI ก็อาจมีความหวังเหมือนกัน เพราะ Pluto 1 STPI เป็นคนทำ Module ดังนั้นน่าจะเชื่อมต่อระบบงานเก่าได้ดี นอกจากนี้คู่แข่งที่สิงคโปร์และอินโดก็กำลังทำ Pluto 2 อยู่ ถ้ามองแบบเข้าข้าง STPI ก็น่าจะทำให้มีความหวังที่จะได้รับงาน Module เข้ามาใหม่ได้

ระยะหลังๆผมเพิ่งมาอ่านๆ STPI ค่อนข้างไปเน้าโรงไฟฟ้า เพื่อจะได้มีรายได้แบบประจำมากขึ้น นอกเหนือจากรายได้ประจำจากให้เช่า Ware house

อีกอย่างคือตอนนี้ราคา STPI ต่ำกว่า BV ในขณะที่มีที่ดินในเขา EEC ใกล้อู่ตะเภาประมาณ 900 ไร่ ที่แทบไม่มีต้นทุนเพราะตอนซื้อ 1,100 ไร่ โดนเวรคืนทำมอร์เตอร์เวย์ ได้ค่าเวรคืน 200 ไร่มาเท่ากับต้นทุนที่ซื้อมาทั้งแปลงนานแล้ว ซึ่งราคาประเมินที่ดินติดถนนใหญ่ 2-3 ด้านตรงนี้ในปัจจุบันราคาสูงขึ้นมากๆ น่าจะทำให้ BV น่าจะสูงขึ้นจากปัจจุบันไปอีกอาจจะเป็นเท่าตัวได้

ผมก็ลุ้นอยากให้ STPI ได้งานใหญ่ใหม่เข้ามา อย่างน้อยก็ช่วยเศรษฐกิจของประเทศ และรักษาช่างเชื่อมเก่งๆให้ยังอยู่ในไทย ก่อนที่เกาหลีจะดึงไปหมดประเทศไทย
"การหลอกคนร้อยคนให้เชื่อ นั้นง่ายกว่าการสอนคนหนึ่งคน ให้เข้าใจ"
อัศวินดันโด
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 238
ผู้ติดตาม: 3

Re: WAVE

โพสต์ที่ 11

โพสต์

WAVE EDUCATION (ธุรกิจ สอนภาษา Wall Street English)

- เป็นเบอร์หนึ่งในตลาดโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษในไทย ครองมาร์เก็ตแชร์ 35%

- WAVE ได้สิทธิ์ในการขยาย ใน 3 ประเทศ คือ ไทย ลาว กัมพูชา ทั้งแบบเปิดเอง และ Sub Francise 2 ราย

- มีแผนขยายครบ 21 สาขา ภายในปี 2568

- ปัจจุบันเปิดแล้ว 15 สาขา ล่าสุดเพิ่งเปิดที่ ศรีราชา กับ เวียงจันทน์ ในไตรมาส 3/66

- ช่วงโควิดทำให้คู่แข่งปิดตัวไปเยอะ

- งบลงทุนสาขาละ 6 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าตกแต่ง 4-5 ล้านบาทขึ้นกับ Size , ที่เหลือเป็นสำหรับค่าเช่า 1 ล้านบาท

- ผู้บริหารบอกคืนทุนประมาณ 2 ปี คิดคร่าวๆ ช่วงปีแรกๆ คงจะกำไรประมาณสาขาละ 3 ล้านบาทต่อปี

- รายได้หลักที่ผ่านมา (Q1/66 - Q3/66) ของปีนี้ส่วนใหญ่ของบริษัทมาจาก ธุรกิจ Wall Street English


WAVE BCG (ธุรกิจ คาร์บอนเครดิต ครบวงจร)

- จะเริ่มรับรู้รายได้ ไตรมาส 4/66 เป็นไตรมาสแรก ประมาณ 200 ล้านบาท

- ถ้ารวมกับ Wall Street English ที่คาดว่าปีนี้จะได้ 450 ล้านบาท เป้ารายได้ทั้งปี 2566 น่าจะอยู่แถวๆ 600 - 700 ล้านบาท

- เป็น One stop service ในการให้บริการที่ปรึกษา ทำ Carbon Neutral ตั้งแต่คำนวณว่าปล่อยคาร์บอนเท่าไร ทำอย่างไรจึงจะลดได้ จะชดเชยคาร์บอนส่วนเกินได้อย่างไรโดยใช้เทคโนโลยีจาก Partner

- ปัจจุบัน ถือครอง RECS อยู่ 385 ล้านบาท ประมาณ 3 ล้านกว่า Mwh ที่ราคาเฉลี่ย 3-4 USD / Mwh (100-150 บาท)

- มีจ่ายเงินมัดจำ RECS ไปแล้ว 330 ล้านบาท (ในงบดุลช่องทรัพย์สินตรงค่าใช้จ่ายล่วงหน้าสำหรับคาร์บอนเครดิต) และมีภาระผูกพันเป็นสัญญาที่จะต้องจ่ายอีก ประมาณ 600 ล้านบาท(ในหมายเหตุประกอบงบ ข้อที่ 18.5) รวมมูลค่า 930 ล้านบาท หรือคิดคร่าวๆ ประมาณ 6-7 ล้าน Mwh (คิดจาก ราคาเฉลี่ย 3-4 USD/Mwh) เท่ากับว่าถ้าจ่ายครบ บริษัทจะถือครอง RECS ที่ 9 -10 ล้าน RECS มากที่สุดในประเทศไทย หรือเป็นเบอร์ต้นๆ ใน SEA

- บริษัทขายหุ้น WAVE BCG ให้ Brook 26% เท่ากับว่า ถืออยู่ 74% และจะมีสิทธิ์ใน RECS ทั้งหมด 74% จากที่มีอยู่ คือ 7 ล้าน RECS กว่า ๆ

- Brook นั้นเก่งในเรื่องการเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจ และการระดมเงิน จัดหาเงิน จะมาเติมเต็มและอำนวยความสะดวก ให้ลูกค้าได้มากขึ้น เช่น การจัดหา Green financing

- บริษัท ได้เงินจากการขาย WAVE BCG 26% และ การใช้สิทธิ์ WAVE-W2 รวมกัน ประมาณ 160 ล้านบาท

- เตรียมจะขาย RECS เหล่านี้ให้กับลูกค้าที่ต้องการคาร์บอนเครดิต เช่น สิงคโปร์ที่มีความต้องการ RECS สูงมาก ราคาตลาดในสิงคโปร์ซื้อขายกันที่ 50-80 USD/Mwh (1500 - 2500 บาท) แต่คงจะไม่ได้ขายเท่าราคาตลาดที่สิงคโปร์ แต่ราคามากกว่าตลาดในไทย

- ยุโรป ซื้อขายกันที่เกิน 3000 บาท แล้ว เพราะยุโรปเป็นภาคบังคับ

- ราคา Carbon credit ของประเทศไทยในปี 2030 มีการประมาณจาก แมคคินซีย์ว่าจะอยู่ที่ 100 USD/ตัน (3500 บาท) ดังนั้นราคาของต่างประเทศ ก็น่าจะสูงขึ้นไปอีก

- ในไทยตอนนี้ยังเป็นภาคสมัครใจ แต่ก็เหมือนถูกบังคับทางอ้อมเพราะ ค้าขายกันในระดับโลก ก็เหมือนถูกบังคับให้ทำ แต่ต่อไป ถ้า CBAM CCA มีผลบังคับใช้ รวมทั้ง พรบ ของไทยที่จะมีผลบังคับใช้ปี 2567 ต่อไปไทยก็จะเป็นภาคบังคับเช่นกัน ราคาคาร์บอนเครดิต ก็น่าจะวิ่งเข้าไปราคากลางของมาตรฐานโลกได้มากขึ้น

- Business Model ปัจจุบันเป็น Consult ด้านนี้ รวมถึงเป็นบริษัท Trading และ Broker Carbon credit และกำลังมีโปรเจคสร้าง Carbon credit ของตัวเอง

- ถ้าเปรียบเทียบกับ Bitcoin ตอนนี้คือ บริษัททำธุรกิจคล้าย Brook คือ ซื้อเหรียญมาสะสมไว้ (นั่นก็คือ ซื้อ RECS มาสะสม) รวมถึงเป็นที่ปรึกษาให้ด้วย

- ถ้าเปรียบเทียบกับสร้างเหมืองเอง แบบ JTS จะเป็น DITTO คือปลูกป่าสร้าง Carbon Credit เอง (ป่าดูดกลับคาร์บอนทำให้ได้ คาร์บอนเครดิต) แต่ DITTO ใช้เวลา 3 ปี ถึงจะเริ่มได้คาร์บอนเครดิต (ปลูกป่าใช้เวลานาน 7-9 ปี แต่ DITTO เป็นป่าชายเลน เลยใช้เวลา 3 ปี)

- WAVE ก็ทำโปรเจคสร้างแหล่งคาร์บอนเครดิต (ทำเหมือง) ของตัวเองเหมือนกัน โดยการปลูกป่า แต่อันนี้นาน 7-9 ปี ตัวที่เร็วกว่าคือ ปลูกทุเรียน มะม่วง มันสำปะหลัง SilverOaks ปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง อันนี้จะได้คาร์บอนเครดิตเร็วกว่าปลูกป่า ล่าสุดเจรจาที่ดินเกษตรราวๆ 6000 ไร่เพื่อมาทำตรงนี้

- คาร์บอนเครดิตที่ได้จากการทำเกษตร ปลูกป่า คิดหน่วยเป็นตัน จากปริมาณคาร์บอนที่ดูดกลับได้ ราคาซื้อขายจะแพงกว่า RECS เพราะตัวนี้ช่วยได้ทั้ง Emission Scoop 1 2 3 แต่ RECS ได้แค่ Scoop 2

- Carbon credit คิดหน่วยเป็นตัน(จากจำนวนที่ดูดกลับ หรือ ลดได้) , RECS คิดหน่วยเป็น Mwh จากปริมาณไฟฟ้าที่ใช้ทดแทน

- ปัจจุบันสามารถซื้อขาย คาร์บอนเครดิตผ่าน Exchange Platform ได้แล้วคือ FTIX (คล้ายกับ Crypto แต่มี Asset หนุนหลังเช่น โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ที่ดินเพาะปลูก โปรเจคลดคาร์บอน ฯลฯ)
- คาดว่าตลาดนี้ ปี 2030 จะโต 10 เท่า และ 2050 จะโต 100 เท่า

- ถ้าไม่ช่วยกัน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไม่เกิน 6 ปี โลกจะเข้าสู่ Point of no return คือกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้อีกแล้ว นโยบายนี้จึงเป็น Global policy บริษัทที่ไม่ทำตรงนี้ จะทำธุรกิจยากขึ้น เช่นถูกตัดออกจาก Supply chain , ขอกู้ยากขึ้น ธนาคารปล่อยสินเชื่อยาก , ส่งออกก็เสียภาษี Carbon

เท่านี้ก่อนครับ ได้ข้อมูลอะไรจะมาพิมพ์เสริมให้อีก

ข้อมูลนี้ เป็นการฟังบทสัมภาษณ์ผู้บริหาร แล้วมาประมาณการเป็นตัวเลขคร่าวๆครับถ้าส่วนไหนที่ผิด หรือ คลาดเคลื่อนต้องขออภัยด้วยนะครับ
Sense of Valuation
คนที่เก่งที่สุดคือคนที่เรียนรู้จากทุกคนที่เหนือกว่าและด้อยกว่าตน
emperors.t
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 2
ผู้ติดตาม: 0

Re: CHAYO

โพสต์ที่ 12

โพสต์

จากที่ผมดูงบกระแสเงินสด ผมพบว่า ดอกเบี้ยที่จ่ายโตเร็วกว่าเงินที่เก็บได้ ถ้ามองความสามารถในการชำระหนี้บริษัทคงยังไม่มีปัญหาอะไรกับดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย แต่การกระทำเช่นนี้คือการใช้ financial leverage เพื่อเร่งการเติบโตผมจึงมีความกังวลว่าบริษัทจะสะดุดกับการเติบโตในระยะยาว ผมจึงอยากจะสอบถามว่ามีปัจจัยไหนบ้างที่จะลดความเสี่ยงดังกล่าว หรือว่ามันเป็นปกติของธุรกิจผมแค่กังวลไปเอง

ขอบคุณครับ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Thai VI Officer
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1459
ผู้ติดตาม: 10

Re: HUMAN

โพสต์ที่ 13

โพสต์

★ Opportunity day Transcript 30 - by ThaiVI ★
บริษัท ฮิวแมนิก้า จำกัด (มหาชน) - HUMAN
Date: 6-Dec-23


Transcript 30 : https://bit.ly/3MEvZDV
PDF –HUMAN : https://bit.ly/3RDr7Cd

--------------------------------------
การตอบคำถาม Oppday Q3/2023 บริษัท ฮิวแมนิก้า จำกัด (มหาชน) - HUMAN

คุณสุนทร เด่นธรรม กล่าวเปิด จากนั้นได้เริ่มกล่าวรายงานผลประกอบการบริษัทในไตรมาสที่ 3 ประจำปี 2566 เป็นลำดับถัดมา

ผู้ให้ข้อมูลจำนวน 1 คน
ระยะเวลาทั้งหมด 12:47 นาที

------------------------------------------

เริ่มการตอบคำถาม

1. มีบริษัทเทคเริ่มหันมาพัฒนา HR software มากขึ้น บริษัทมีความเห็นต่อประเด็นดังกล่าวอย่างไร?
คุณสุนทร : ผมคิดว่าการแข่งขันเป็นเรื่องปกติ และ HR ในโลกนี้ก็มีมานานกว่าก่อนที่ HUMAN จะตั้งอีก แต่ว่าผมอยากจะตั้งข้อสังเกตอย่างนี้นะครับว่า ERP ในโลกนี้ก็มีเยอะ ทำไม ERP เราถึงไม่ทำ เพราะเราเชื่อว่า ERP มี localization น้อย เราคิดว่าเราเลือกพาร์ตเนอร์ ERP ที่แข็งแกร่งมาทำ localize เฉพาะส่วนที่เป็นของไทย เช่น เรื่องภาษี VAT เรื่องของพวกความต่างระหว่างกฎหมายประมวลรัษฎากรกับมาตรฐานบัญชีพวกนี้ เราทำ localization ให้กับ ERP และเราก็ให้เซอร์วิสเรื่องของ implementation ดังนั้นเป็นเหตุผลทำไมเราไม่ทำ ERP แต่ HR เป็นคนละเรื่อง HR localization เยอะมาก ดังนั้นถ้าเราสังเกต HR ระดับโลกเขาไม่ทำเลยเรื่องของ payroll, time leave, benefits เพราะว่าเขารู้ว่าเขาทำไม่ไหว ทำได้ไม่ดี เขาเลยเน้นส่วนที่เป็น generic เหมือนๆ กัน บริษัทเทคที่มาทำ HR มันไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปได้ยาก เป็นไปไม่ได้ เพราะว่าบริษัทเทคมี capability ที่จะทำ dev อยู่แล้ว คำถามคือบริษัทเทคโนโลยีรู้เรื่อง HR process ดีแค่ไหน อันนั้นคือสิ่งซึ่งผมคิดว่าเราก็เฝ้าติดตาม และไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยที่มีสตาร์ทอัพมาทำ HR ทั่วโลก บริษัทที่ทำ HR ใหม่ๆ แต่ว่าจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องติดตามกันนะครับ


2. GPM ของ Workplaze สูงกว่า Humatrix และ Sunfish ประมาณกี่เปอร์เซ็นต์?
คุณสุนทร : อันนี้คงยังพูดยากนะครับ เพราะว่าเพิ่งเริ่ม เพียงแต่ว่าโดยหลักการมันควรจะสูงกว่าอย่างเป็นสาระสำคัญ เพราะว่าเราใช้ประสบการณ์จาก Humatrix กับ Sunfish ในการพัฒนา Workplaze เพราะฉะนั้น hosting fee ต้นทุนของการพัฒนาน่าจะต่ำกว่า สิ่งซึ่งเรามั่นใจก็คือไม่ใช่แค่ GP ไปถึง net profit margin เราตั้งเป้ามาหลายปีแล้วว่าเราต้องการ achieve 30% ปีนี้เราหวังว่าเราจะสามารถ achieve และปีหน้าถัดๆ ไปก็น่าจะดีขึ้นนะครับ


3. ตอนนี้รายได้จาก Workplaze มีสัดส่วนประมาณเท่าไหร่?
คุณสุนทร : Workplaze ต้องเรียนว่าเพิ่งเริ่ม เพราะฉะนั้นยังมีสัดส่วนน้อย เพราะว่าเราไม่ได้เอา Workplaze
ไป replace Humatrix หรือ Sunfish ทันที เพราะโครงการเหล่านั้นลูกค้าใช้ดีอยู่แล้ว เราก็ไม่อยากจะไปเป็นภาระให้ลูกค้าเข้ามา replace แต่ว่าลูกค้าจะเปลี่ยนเมื่อไหร่ เราก็ยินดีที่จะ offer เป็น special guest และอย่างไรก็ตาม เราเพิ่งเริ่มทำตลาด workplaze ปีนี้ ปัจจุบันที่อินโดนีเซีย Workplaze ขายไปแล้วเกือบร้อยโปรเจกต์ใหม่ในปีนี้ ที่เมืองไทยประมาณร่วมสิบโปรเจกต์ แต่เมืองไทยจะเป็นโปรเจกต์ที่ใหญ่มาก การบินไทยเป็นหนึ่งในนั้น เพราะฉะนั้น GP ของ Workplaze รายได้ของ Workplaze จะค่อยๆ สูงขึ้น และจะไปทดแทนหรือก้าวข้าม Humatrix แน่นอน เพราะว่าเราหยุดขาย Humatrix ถ้าไม่ใช่กรณีที่เร่งด่วนมากๆ เพราะว่า Workplaze ยังต้องทำ localization สำหรับประเทศไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย มากขึ้นอีกนิดหนึ่ง อย่างน้อยให้เท่ากับตัว Humatrix นะครับ


4. แผนการตลาดเพื่อหาลูกค้าเพิ่ม?
คุณสุนทร : อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าเราเพิ่งที่จะลงทุนในส่วนของทีมมาร์เก็ตติ้ง และเราจะเพิ่ม Salesforce เรื่องของทีมเซลล์ โดยเฉพาะใน HUMAN ซึ่งมีทีมเซลล์น้อยมาก ลูกค้าเราเติบโตมาตลอดด้วยการที่ปากต่อปากของลูกค้าปัจจุบัน แต่เราคงจะทำธุรกิจเติบโตไปแบบเดิมไม่ได้ เราต้องมีทีมเซลล์ที่เข้าไปหาลูกค้าใหม่ๆ บ้าง


5. ปี 2024 จะมีค่าใช้จ่าย one-time หรือไม่?
คุณสุนทร : ก็ไม่คิดว่าจะมีอะไรที่เป็นสาระสำคัญมากเท่าที่เกิดขึ้นในปี 2022 จากกรณี impairment ของ investment ที่ CSA นะครับ


6. การรักษาลูกค้าเก่า-ลูกค้าใหม่ มีลูกค้ารายใหญ่ใหม่ๆ หรือไม่?
คุณสุนทร : ผมได้เรียนไปแล้วนะครับเมื่อกี้นี้เกี่ยวกับลูกค้าใหม่ที่มีในปี 2023


7. ปีหน้าคาดว่าจะมีการลงทุนอีกหรือไม่ รายได้ กำไร จะเป็นอย่างไร?
คุณสุนทร : การลงทุนเราจะเน้นที่การลงทุนที่ตัวโปรดักต์ และจะเน้นที่ core business M&A มีคุยอยู่ แต่ไม่มีรายไหนใหญ่มากๆ ก็อย่างที่ผมเรียนนะครับ เราไม่ปฏิเสธ M&A แต่เราไม่ตั้งหน้าตั้งตาที่จะทำ M&A ครับ


8. ถ้ามองไปข้างหน้าอีก 2 – 3 ปี บริษัทจะมีรายได้ประมาณเท่าไหร่ โดยอาศัยปัจจัยอะไรบ้าง?
คุณสุนทร : ผมคิดว่าใน 2 – 3 ปี ใน OKR เราฝันว่าเราจะดับเบิลรายได้ของเราในเวลาสามปี สิ่งซึ่งจะทำได้ก็คือ การที่ Workplaze เป็นเรือธงที่จะทำให้เราสามารถไปสู่เซกเมนต์ซึ่งในอดีตไม่ใช่ทาร์เก็ตของเราเลย คือ enterprise segment บริษัทที่เป็น commemorate บริษัทที่เป็น enterprise segment ในเอเชียทุกบริษัท ในอดีตใช้แต่ซอฟต์แวร์ยุโรปหรืออเมริกาในเรื่องของ HR กับ ERP เพราะฉะนั้นเซกเมนต์นี้เป็น blue ocean สำหรับ HUMAN เราจะเข้าไปเซกเมนต์นี้ได้ก็ต้องมี world-class product ต้องมี world-class service เราเริ่มเห็น world-class company มาใช้บริการ HUMAN มากขึ้นใน region นี้ และบริษัทที่ใช้ซอฟต์แวร์ระดับโลกอื่นๆ เริ่มจะต้องหา replacement เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนไปเยอะมากแล้ว ไทม์มิ่งมันกำลังพอดี ขณะที่ซอฟต์แวร์ที่องค์กร enterprise ใน region ใช้อยู่ เช่น พวก people source หรือ SAP ตัวเก่า มันเริ่มหมดอายุขัย เพราฉะนั้นทางเลือกขององค์กรเหล่านั้นก็คือไปกับตัวใหม่ของ SAP ไปกับตัวใหม่ของ Oracle ไปกับตัวใหม่ของ Workday หรือไปกับ HUMAN เรามีความได้เปรียบเพราะเรา end to end Workday หรือ Oracle ไม่มี payroll ไม่มี time attendance ที่ซับซ้อน ที่ flexible เท่าเรา ไม่มี benefit module ที่ดีเท่าเรา อันนี้คือสิ่งซึ่งเรามั่นใจ เพราะฉะนั้น ปัจจัยนี้ต้องทำให้ได้ แล้วจะทำให้เราเติบโตได้ อันนี้คือสิ่งที่เราตั้งไว้เป็นเป้าหมายของเรานะครับ


9. ตอนนี้มีทีมพัฒนาโปรแกรมกี่คน?
คุณสุนทร : ประมาณร่วมเกือบ 200 คน ใน 2 ประเทศ มี 4 โลเคชัน


10. มีพนักงานในประเทศกี่คน และต่างประเทศกี่คน?
คุณสุนทร : ในไทยมีประมาณ 600 กว่าคน ในต่างประเทศประมาณ 400 กว่าคน


11. ช่วยอธิบายประโยคที่อยู่ในสไลด์ที่บอกว่า “delay technology upgrades of legacy SAP and Peoplesoft solutions”?
คุณสุนทร : อ๋อ อันนี้ก็คือเรื่องที่ผมได้กล่าวไปว่าเป็นเรื่องที่ตัวซอฟต์แวร์ที่องค์กรใหญ่ๆ เขาใช้อยู่เริ่มจะต้องมีการ replace เพราะฉะนั้นพวกโอกาสเหล่านี้ที่เราคิดว่าจะเป็นโอกาสของ HUMAN


12. ปี 2024 วางแผนโตเท่าไหร่ จากอะไรบ้าง?
คุณสุนทร : ปี 2022 เป็นปีที่เรา flat มาก 2020 – 2021 มันมาจากโควิด-19 2022 โควิด-19 เริ่มฟื้น แต่เราก็โต จริงๆ สามปีที่ผ่านมาที่ว่ามันโดนจากโควิด-19 และจากสถานการณ์โลก เราก็ยังโตอยู่แต่ค่อนข้าง flat แต่ปีที่แล้วเราโตขึ้นด้วยธุรกิจ แต่ก็ไปโดน one off ในปีนี้ 2023 เราก็คิดว่ามันก็โตขึ้น แต่ว่าก็ไม่ได้เป็นปีที่เรามองว่าจะเป็นปีที่ก้าวกระโดด เพราะว่า Workplaze ก็เป็นของที่ใหม่ ยังไม่ 100% ยังต้องทำอยู่ แต่เราก็มองเห็นว่าลูกค้า adopt ลูกค้าชอบ และอยากไปกับ Workplaze เยอะมาก และเราก็มี wins ที่ได้เรียนไปแล้วในตอนต้นว่ามีการที่เราได้โปรเจกต์ใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้นอยู่หลายโปรเจกต์ ทั้งในไทยและในต่างประเทศ ปีหน้าเป้าหมายของเรา เราคิดว่าจะดีกว่าปี 2023 จริงๆ เรามี internal target โอเค ของเราหนึ่งในทาร์เก็ตคือ growth มันอยู่เป็นซับเซ็ตของสิ่งที่เรา objective แรกของ HUMAN คือเราต้องการสร้าง world-class product & service มันสอดคล้องกับ vision statement ของเรา และภายใต้ objective นี้ key result หนึ่งคือการชนะเมื่อต้องไปเปรียบเทียบกับซอฟต์แวร์ระดับโลก เราไม่ได้มองแค่ตัวเลขที่เป็นเงิน เรามองไปถึง win rate ด้วย อัตราการชนะ ถ้าชนกันสิบเจ้า เราชนะกี่เจ้า นี่คือสิ่งที่เราวัดเป็น key result ด้วย โดยกลับมาที่คำถามว่าจะโตกี่เปอร์เซ็นต์ ผมคิดว่าก็น่าจะไม่ต่ำกว่า 15 นะครับ อันนี้เป็นสิ่งซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นความคาดหวังได้ แต่ internal objective ของเรา growth หรือเรตของเราสูงกว่านั้น ผมเพียงแต่ไม่อยากสร้างจะความคาดหวังที่มากเกินไปสำหรับเพื่อนๆ นักลงทุนนะครับ น่าจะหมดแล้วนะครับ ก็ถ้าไม่มีคำถามเพิ่มเติม ผมอาจจะขออนุญาตจบการพรีเซนต์ในวันนี้ และขอบคุณมากที่ติดตาม HUMAN และถ้ามีคำถามเพิ่มเติม สอบถามตรงมาที่บริษัทได้นะครับ อะไรที่ผมตอบไม่ได้ ผมจะหาคำตอบให้อีกครั้งหนึ่ง ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ

--------------------------------------------
***Oppday Q3/2023 –HUMAN เป็นข้อมูลถาม-ตอบ Q&A โดยหวังว่าจะเป็นความรู้และให้ประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกๆ ท่าน และกรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้ทุกครั้ง หากมีข้อผิดพลาดประการใด ทาง ThaiVI ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้***
ขอแสดงความนับถือ
สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย)
A65187
ผู้ติดตาม: 0

Re: PRI

โพสต์ที่ 14

โพสต์

จากเพจ All About Living #ธุรกิจRenovateตึกมาแรง! เตรียมส่ง #LPP เข้าตลาดหุ้น mai เมษา 67 นี้ - วันก่อนเจ๊ได้มีโอกาสไปทานข้าวกับคุณสุรวุฒิ สุขเจริญสิน CEO ของ LPP Property Management มาค่ะ มีข้อมูลดีๆมาเม้าส์เพียบ
.
(เผื่อใครไม่รู้ว่า LPP คือใคร : LPP คือบริษัทลูกของ #LPN ที่บริหารจัดการโครงการอสังหาฯ หรือที่เราเรียกว่า "นิติบุคคล" นางคืออันดับ 1 ของประเทศในเชิงปริมาณเลยค่ะ เฉพาะคอนโดที่นางบริหารก็น่าจะมีมากกว่า 250 โครงการแล้ว แถมมีประสบการณ์มากว่า 31 ปีแล้วด้วย - ที่เรามักชื่นชมว่าคอนโด LPN จุดขายคือนิติฯดี ก็คือบริษัท LPP นี่แหละค่ะ)
.
ตอนนี้สัดส่วนการทำธุรกิจของ LPP คือ
- LPP 60% งาน Property Management (นิติบุคคล) โดยมีโครงการที่ไม่ใช่ของ LPN อยู่ถึง 40% ค่ะ
- LSS 20% งานจัดหา รปภ. และแม่บ้าน
- LPS 20% งานวิศวกรรม งาน Renovate อาคาร (งานท่อ งานระบบ ทาสี) และติดตั้ง Solar Roof และ EV Charger รวมการปรับปรุงให้เป็น Smart Building
.
CEO ยังบอกว่า ตอนนี้งาน Renovate อาคารโตแรงมาก เพราะตลาด Condo ที่บูมเมื่อ 10-20 ปีก่อน เริ่มถึงเวลาต้อง maintenance งานระบบทาสีใหม่กันแล้ว แต่มีบริษัทที่รับ Renovate อาคารน้อย (ส่วนมากจะเป็นรับเหมาสร้างตึกใหม่) เลยคาดว่าปีหน้าสัดส่วนของ LSS + LPS จะโตขึ้นมาเป็น 50% เลยด้วย
.
ล่าสุด LPP ก็เพิ่งเข้าได้สัมประทานเข้าไป Renovate และบริหารจัดการหอพัก U-Center 1 และ 2, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวม 468 ห้อง และเข้าไปติดตั้ง Solar Roof + EV Charger ให้กับคอนโด LPN พระราม9 ซึ่งคาดว่าจะคืนทุนในเวลาเพียง 6 ปี
.
ยังมีงานติดตั้ง EV Charger ให้กับโครงการ ฟรี แถมนิติได้ค่าเช่าที่ด้วย เพราะมี Partner ที่ต้องเช่าที่ติดตั้งจุดบริการโดยจะมีสัญญา 6 ปี สิ้นปีนี้จะติดตั้งแล้วประมาณ 20 โครงการ และปี 67 ตั้งเป้าจะติดตั้งทั้งหมด 100 โครงการ
.
จุดเด่นของ LPP คือ
- ไม่มีหนี้ที่เป็นสถาบันการเงินที่ต้องจ่ายดอกเบี้ย
- Economy of Scale ทำให้สามารถทำราคาได้ดีกว่าคู่แข่ง
- มีบริการที่ครบวงจรที่สุด
.
ข่าวดีสำหรับนักลงทุนรายเล็ก และเจ้าของ Apartment เก่า!
- LPS เค้ายังรับเป็น Project Management คุมงานก่อสร้างให้ด้วย ใครมีที่ดินเปล่าอยากพัฒนาโครงการ ก็สามารถเข้ามา Consult กับทาง LPS ได้
- ใครมี Apartment ขนาด 100 ห้องขึ้นไป อยากปรับปรุงแต่ไม่อยากลงทุนเยอะ สามารถเข้าไปคุยเพื่อ Joint Venture กับทาง LPP ได้
- ใครที่ Apartment ยังไม่เป็นแอร์ Inverter ทำให้กินไฟมาก ก็มี Service ในการทำให้ประหยัดไฟ ตกเครื่องละ 3,000 กว่าบาท
- หรือใครอยากลงทุนในหุ้น ก็รอเจอ LPP ได้ประมาณเมษา ปีหน้าจ๊ะ 555

LPN Connect
Panida_N
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 154
ผู้ติดตาม: 2

Re: CBG

โพสต์ที่ 15

โพสต์

CBG.JPG
บทวิเคราะห์จาก KKP เมื่อเดือนก่อน ประเด็นนี้โบรกอื่นไม่ได้พูดถึง เข้าใจว่าอาจจะเพราะนักวิเคราะห์ของ KKP มี cover ตัว ไทยเบฟในต่างประเทศด้วยเลยทราบเรื่องนี้ แต่เหมือนว่าผู้บริหารก็ยังไม่ได้ใช้วิธี recycle ในตอนนี้นะ

อีกเรื่องคือเมื่อวานได้ฟัง https://www.youtube.com/watch?v=BD-WFGAhxSM เพิ่งทราบว่ากัมพูชา สถานการณ์เศรษฐกิจก็ไม่ดีเท่าไหร่
ไปเช็คยอดส่งออกเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์จากไทยไปกัมพูชา 3 ไตรมาสที่ผ่านมาก็ลดลง yoy หมดเลย ตุลาก็ยังลดลง
ภาพประจำตัวสมาชิก
Thai VI Officer
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1459
ผู้ติดตาม: 10

Re: AURA

โพสต์ที่ 16

โพสต์

★ Opportunity day Transcript 30 - by ThaiVI ★
บริษัท ออโรร่า ดีไซน์ จำกัด (มหาชน) - AURA
Date: 29-NOV-23


Transcript 30 : https://bit.ly/3MEvZDV
PDF –AURA : https://bit.ly/4aakoH5

--------------------------------------
การตอบคำถาม Oppday Q3/2023 บริษัท ออโรร่า ดีไซน์ จำกัด (มหาชน) - AURA


คุณสุภสิทธิ์ รักกสิกร กล่าวเปิดพร้อมกล่าวแนะนำคุณอนิพัทย์ ศรีรุ่งธรรม และคุณยศรัณย์ วัณณะพันธุ์ จากนั้นคุณอนิพัทย์ ได้เริ่มกล่าวชี้แจงรายงานผลประกอบการบริษัทในไตรมาสที่ 3 ประจำปี 2566 เป็นลำดับถัดมา


ผู้ให้ข้อมูลจำนวน 3 คน
ระยะเวลาทั้งหมด 15:25 นาที

------------------------------------------

เริ่มการตอบคำถาม

1. ยอดขายและกำไรขั้นต้นของ Diamond & Design Gold ลดลง YoY ใน Q3 2023 ทั้งๆ ที่มีสาขามากขึ้น ไม่แน่ใจว่าเกิดจากสาเหตุใด และมีแนวโน้มฟื้นตัวใน Q4 2023 หรือไม่?
คุณสุภสิทธิ : คือก่อนจะตอบคำถามนี้ อยากให้เห็นภาพ เราจะพยายามอธิบายให้เห็นว่าในอุตสาหกรรมค้าปลีกทองและเครื่องประดับ มันจะมี High Season อยู่ 2 รอบ ก็คือ Q1 และ Q4 Low Season ก็คือ Q2 และ Q3 Q3 จะ Low Season มากกว่า Q2 เพราะจะมีเรื่องของหน้าฝน ประกอบกับ Q3 ปีนี้โดนเด้งที่ 3 ก็คือเรื่องของราคาทองที่สูงขึ้น ก็ต้องบอกว่าเราคาดการณ์อยู่แล้วว่า Low Season มันจะมา ตอนที่เราอยู่ Q1 Q2 เราคาดการณ์ว่า Q3 Low Season จะมา แต่เราไม่สามารถคาดการณ์ว่าราคาทองที่มันสูงขึ้น มันจะมา เมื่อมันมา สิ่งที่เกิดขึ้น เราเห็นแล้วว่ากำลังซื้อ Traffic ของพื้นที่ที่เราไปเช่าร้าน เปิดร้าน Traffic ของการเข้าร้านมัน Low สิ่งที่บริษัททำก็คือว่าบริษัทมีอยู่ 2 วิธีก็คือกระตุ้นการขายให้ยอดขายมันกระเตื้องขึ้น หรือบริษัทมองแล้วว่าการกระตุ้นการขาย เมื่อดู Balance แล้ว มันอาจจะไม่สามารถที่จะเพิ่มยอดได้ขนาดนั้น ทำให้ Efficient ของการใส่เม็ดเงินลงไปไม่คุ้มค่า การไปลดกำไรก็อาจจะไม่สามารถกระตุ้นได้ กลายเป็นว่าไป Dilute ตัว Percentage ของ GP Margin รอบที่ผ่านมาบริษัทก็ตัดสินใจว่าเราจะไม่ไปกระตุ้นให้มันผิดปกติโดยการใส่ค่าใช้จ่ายการตลาดมากขึ้น ไปลดแลกแจกแถมมากขึ้น สิ่งที่สะท้อนกลับก็จะเห็นว่ายอด Q3 ใน High Margin Product ไม่ได้สูง ไม่ได้สูงตาม Low Season และอาจจะต่ำกว่า Q3 ปีก่อน Year on Year เพราะว่าราคาภาพรวมของทองมันสูงขึ้น นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่กลับมาจากที่บริษัทตัดสินใจ คือจะเห็นว่าเรายังคง Gross Profit ของภาพรวมได้ดีขึ้น ดีขึ้นเยอะด้วย ดีขึ้นเท่า YoY คือดีขึ้นถึง 15% ผมว่าอันนี้น่าจะสำคัญกว่าการไปทำยอดขายข้างบนได้ Achieve ปรากฏว่าค่าใช้จ่ายทางการตลาดก็สูง ไปลดราคาเลข GP ก็หายไป


2. ปัจจัยที่ราคาทองที่สูงขึ้น ค่าเงินบาทแข็งค่า ส่งผลต่อการดำเนินงานของบริษัทอย่างไรบ้าง?
คุณสุภสิทธิ : บริษัทเจอแบบนี้มาตลอด มาตั้งแต่ 20,000 ต้นๆ จน 2 กลางๆ เราก็รู้สึกเครียด 2 ปลายๆ ก็เครียด ต้นปีเรายังไม่รู้เลยมันจะพ้น 3 ยังอยู่ 2 ปลายๆ ตอนนี้มา 3 อยู่ 3 เข้าไปแล้ว ผมคิดว่าเรื่องพวกนี้มันเป็นรอบของมัน วันนี้ลูกค้าอาจจะรู้สึกว่าสภาวะแบบนี้ทองสูงไม่ควรจะซื้อ แต่พอถึงจุดๆ หนึ่งที่ราคาทองอยู่ตรงนี้ นิ่งไปนิ่งมา เราอาจจะเขยิบไป 34,000 อาจจะนะ 34,000 แล้วกลับมาอีก วันนั้นลูกค้าจะเข้ามาซื้อแล้ว แล้วก็จะรอรอบใหม่ของมัน แต่ถ้าวันนี้ทองมันนิ่งๆ ลูกค้าจะรู้สึกว่ามันจะทำอย่างไร ซึ่งจริงๆ แล้ว ถ้าแบบนี้ สิ่งที่ Aura ทำในการบริหารจัดการ เราก็จะมีแพทเทิร์นที่ผ่านมา ทำให้ทุกครั้งที่ราคาทองสูงขึ้น เราไม่ได้กลับมาด้วยยอดขายตกลง เราก็ยังขายได้มากขึ้น ราคาทองสูงขึ้น ไม่ได้ทำให้ Gross Profit เราหายไป ผมย้ำอีกครั้งนะ ธุรกิจหลักของ Aura GP เกิดจาก อันแรกก็คือค่ากำเหน็จ ไม่ได้เกิดจากสูง-ต่ำของราคาทองขึ้น-ลง GP อันที่สองเกิดจากตัวกลุ่ม High Margin Product และกลุ่มขายฝาก ทองมา เงินไป สัดส่วนพวกนี้คือสิ่งที่ฝ่ายบริหารและฝ่ายกลยุทธ์พยายามจะทำเพื่อให้แต่ละไตรมาสสามารถส่งได้ สิ่งที่เรากำลังจะทำก็คือเราไม่ได้ตะบี้ตะบันลงกิจกรรมทางการตลาด เปิดสาขา ลดแลกแจกแถม เราจะดู Balance นี้ให้มันเหมาะสม สุดท้ายสิ่งที่เราบอกว่าไม่อยากให้ดูที่รายได้เป็นหลัก เพราะอย่างที่ผมเรียน ถ้าดูรายได้เป็นหลัก เราอาจจะไปเจอ GP มันต่ำลง เพราะเราไปลดแลกแจกแถมมหาศาลเลย ทั้งๆ ที่กำลังซื้อ มันไม่สามารถกระเตื้องได้ขนาดนั้น นี่คือสิ่งที่เราจะรับมือกับราคาทองที่สูงขึ้น
คุณอนิพัทย์ : เสริมเรื่องราคาทองอีกนิดหนึ่งว่าจริงๆ ที่บอกว่าราคาทองสูง แล้วเงินบาทแข็งค่า ถ้าดูดีๆ มันจะเป็นตัวที่ทำให้ราคาทองบาท มันค่อนข้าง Stable ขึ้น ราคาทองสูงมันขึ้น ตัวเงินบาทแข็งค่า เวลาคูณ Cross มันจะได้เป็นบาทที่ต่ำลง ทำให้ตัวเราสามารถบริหารต้นทุนแล้วก็บริหารความเสี่ยงได้แม่นยำ แล้วก็มั่นคงมากขึ้น


3. บริษัทตั้งเป้าสัดส่วน Selling Expense ต่อยอดขายทั้งปีประมาณกี่เปอร์เซ็นต์?
คุณสุภสิทธิ : เฉพาะ Selling Expenseจะมี 2 ตัว Selling Expense กับ Admin Expense Selling Expense เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4 เปอร์เซ็นต์กว่าไล่ไปจนถึง 5% ถ้าลองไปดู Oppday ย้อนหลัง แต่ละ Q ก็จะไม่เท่ากัน บางช่วงที่เป็นช่วง Low Season Expense พวกนี้เราอาจจะใช้เยอะหน่อย หรือช่วง Low Season ก็จะเห็นว่ายอดขายมันตก พอนับเป็นเปอร์เซ็นต์ของ Selling มันก็เลยกลายเป็น จริงๆ Amount ของ Selling Expense ไม่ได้หนีกัน แต่พอยอดขายตกมันก็เลยดูสัดส่วนสูงขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าจะตอบจริงๆ แล้ว ดูกลางๆ Selling Expense อยู่ประมาณ 4.5 - 5% ประมาณนี้


4. ทำไมการรับซื้อถึงไม่ Reflect Revenue?
คุณสุภสิทธิ : การรับซื้อไม่ได้ Reflect Revenue จะต้องดู 2 ภาพ ถ้าเรารับซื้อเข้ามาน้อยกว่าที่เราขายไป ตัวนี้ก็จะไม่ได้ Reflect ถ้ารับซื้อเข้ามามากกว่าที่เราขายไปในวัน ส่วนต่างตรงนี้เราก็จะขายคืนกลับไป ก็จะ Reflect Revenue


5. ยอดขายฝากทองใน Q4 2023 จะลดลงจาก Q3 2023 ไหม?
คุณสุภสิทธิ : ก็ถ้าเราดูแนวโน้มของภาพของปีที่ผ่านมาและ 2-3 ปี จริงๆ แล้วแนวโน้ม Q4 มันจะไปวัดกันตอนเดือน 12 ถ้าผมจำไม่ผิด เดือน 12 ที่จะมีการไถ่ถอน ก็ต้องบอกว่ามีการไถ่ถอนจริงๆ เพราะอะไร พฤติกรรมของผู้บริโภค เดือนนั้นเป็นเดือนกลับบ้าน เดือนนั้นเป็นเดือนที่จะต้องเข้าสังคม เดือนนั้นเป็นเดือนที่จะต้องมีหน้าตา จะต้องมีทองห้อยคอ จะต้องกลับบ้าน ก็จะมีการไถ่ถอน เพราะฉะนั้นถ้าดู AR ก็คือยอดในการปล่อยสินเชื่อ ดู AR ลดลงในเดือน 12 และจะกลับมาก็คือหลังจากปีใหม่กลับมา แต่ถ้าดูดอกเบี้ยบริษัทไม่ได้หายไปไหน ดอกเบี้ยที่เป็นรายได้รับรู้ยังมีอยู่ ดีด้วยนะ เขามา Transaction กับเรามากขึ้น อย่างเช่นอาจจะหายไปนานๆ กลางปี แต่พอเดือน 12 กลับมา เราก็รับรู้รายได้เร็วขึ้น เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวล ถ้าไปดูแพทเทิร์นจะเห็นว่าเป็นปกติ แต่ AR เดือน 12 ไม่ได้หมายถึงหายไปแล้วยอดซื้อตกลง แบรนด์มันไม่ดีแล้ว ไม่ใช่นะ มันเป็นพฤติกรรมผู้บริโภค เดี๋ยว Q1 Q2 เขากลับมาหาเราเหมือนเดิม


6. บริษัทมีการเตรียมตัวในการเปิดสาขาปีหน้าไปบ้างแล้วหรือยัง หาคนและทำเลไว้พร้อมสักกี่เปอร์เซ็นต์แล้ว?
คุณอนิพัทย์ : ก็ตัวสาขา ตอนนี้ก็มีการคุยทั้งตัวทองมาเงินไปเองก็ดี ทั้งตัว Aurora เองก็ดี ก็มีการมอนิเตอร์กับห้างแล้ว แล้วเดี๋ยวบังเอิญปีนี้มันยังไม่จบบอร์ด แต่ว่ามีการมอนิเตอร์แล้วก็เตรียมแผนใน Q1 ที่จะเปิดอยู่พอสมควรแล้ว
คุณสุภสิทธิ : มีการศึกษาพื้นที่แล้วก็ Concept ใหม่ๆ ไว้ แต่ในแง่งบประมาณคงต้องขอเข้าคณะกรรมการบริษัทเพื่ออนุมัติอีกครั้ง
คุณอนิพัทย์ : ก็ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้คิดว่ามีปัญหาต่อการเปิดสาขา คิดว่าน่าจะทำได้ค่อนข้างดี แล้วก็น่าจะ Meet เป้าที่เคยให้ไว้ตอนเข้า IPO ด้วย
คุณสุภสิทธิ : ก็เป็นภาพปกติที่เราเปิดอย่างนี้ทุกปีๆ อยู่แล้ว ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นช่วงโควิด เราก็มีชะลอบ้าง แต่มันก็ไม่หายไป ก็ยังเปิดอยู่


7. เพราะอะไร Same Store Sales Growth จึงไม่สามารถใช้มอนิเตอร์ Performance ของ Aurora ได้?
คุณสุภสิทธิ : อันนี้มีคำถามเข้ามา อันนี้บ่อยมาก อยากจะบอกว่าอย่าดู Performance ของตัวรายได้ ถ้าจะวัด Performance ของตัวรายได้ Same Store Sales Growth พวกเราก็จะ บางพาร์ท พวกเราก็จะเล่าว่า Same Store Sales Growth ช่วงนี้ขึ้นนะ ช่วงนี้ลง อย่างที่เรียนว่าถ้าดู มันมีปัจจัยหลายๆ เรื่อง เราไม่ได้ขายสินค้าที่ราคาขายค่อนข้างจะคงที่หรือค่อยๆ ขึ้นไป ปีหนึ่งปรับราคาทีหนึ่ง สินค้าเราบางรอบราคาขึ้น บางรอบราคาลง แต่ละรอบที่ราคาขึ้น กำลังซื้อในขาขายก็อาจจะลดลง แต่ขณะที่ขาเรารับซื้อเข้าก็จะดีขึ้น ถ้าเป็นอย่างนั้นนะ ต่อมาหลายๆ ครั้ง พอดู Same Store Sales Growth ในแต่ละช่วงเวลา เช่นไปดูช่วง Q1 Q4 แล้วไปดูช่วง Q2 Q3 มันก็จะมีช่วงแพทเทิร์นของ Peak of Peak กลับหลายๆ ครั้งอย่างที่ผมเรียน บางครั้งประกาศตัวเลขออกมา อย่าง Q นี้ รายได้ลดลง Year on Year Q3 ปีนี้เทียบกับ Q3 ปีก่อน แต่ GP ดีขึ้น บางครั้ง Year on Year Q เดียวกัน ขายได้มากขึ้นแต่ GP เปอร์เซ็นต์ลดลง ก็อย่างที่บอกว่ามันไม่ใช่กำลังซื้ออย่างเดียว มันอยู่ที่บริษัทกำลังกระตุ้นกิจกรรมทางการตลาดให้สอดคล้องกับสภาวะและการแข่งขันขนาดไหน แต่สิ่งที่บริษัทถือเป็น Commit ก็คือว่าการเติบโตทางด้านกำไรขั้นต้น กำไรสุทธิก็จะต้องดีขึ้นทุกปีและทุกปี


8. จริงๆ ตอนนี้เหลือเวลาน้อย ตอบเรื่อง Book Stock Loss หน่อยดีไหมว่าราคาทองขาขึ้น-ขาลง เรา Book อย่างไรบ้าง?
คุณยศรัณย์ : ผมไม่รู้ว่า Stock Loss ของเขาหมายถึงอะไรบ้าง ผมขออนุญาตเป็น Stock Loss ของทองที่มีไว้ขายหน้าร้านกับ Stock ทองที่รับขายฝากจากลูกค้าก่อน จะขอแบ่งเป็น 2 ส่วน ถ้าเป็น Stock ทองที่เราเตรียมไว้ขายหน้าร้าน ซึ่งเป็นทองรูปพรรณ อันนี้เรามีการทดสอบราคาทุกงวดอยู่แล้วว่าราคาต้นทุน เพราะเวลาเรา Book สินค้าคงเหลือด้วยราคาต้นทุนอยู่แล้ว เทียบกับราคาตลาด ณ สิ้นงวดว่ามีการขาดทุนหรือกำไรเท่าไหร่บ้าง ปรากฏว่าทุกไตรมาสที่เราทำกันมา ปรากฏว่าผลขาดทุน มีไหม มันมีเกิดขึ้นบ้าง แต่เล็กน้อย อย่างเช่นว่าเราซื้อทองวันที่ 30 ตุลาคมอย่างนี้ 30 กันยายนอย่างนี้ ที่ 33,000 บาท วันที่ 1 ทองลงมา 50 บาท เราอาจจะมีการเกิดผลขาดทุนเกิดขึ้นแค่ 50 บาทจากทอง ซึ่งภาพรวมของทองเรามีประมาณ 7 พันล้าน ผลขาดทุนที่เกิดขึ้นมีประมาณไม่ถึง 50,000 บาท อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมันเป็นมูลค่าที่ไม่มีนัยยะสำคัญต่องบการเงิน ส่วนของ Stock ของขายฝาก เราต้องมีการเช็กอีกว่าของขายฝากที่เรารับเป็นหลักประกันทั้งหมดแล้ว เทียบกับราคา Market เทียบกับมวลหนี้แล้วเกิดว่าเป็นกำไรหรือขาดทุนขึ้นเท่าไหร่ เพื่อมาดูว่าเราควรตั้ง Impairment ของลูกหนี้ขายฝากหรือเปล่าด้วย ปรากฏว่าเรามีการพิสูจน์แล้วว่าเรามีส่วน แยกเป็น 2 ส่วนคือกำไรที่เกิดจากหลักประกันกับขาดทุนจากหลักประกัน ปรากฏว่าส่วนที่เป็นกำไร ส่วนต่างที่เป็นกำไร ที่เป็น Initiative ก็ประมาณ 12% ของมูลค่าต่างๆ แต่ส่วนขาดทุนมีไหม มี อยู่ที่ประมาณศูนย์จุดกว่าๆ เปอร์เซ็นต์เอง ซึ่งค่อนข้างจะน้อยมาก ซึ่งไม่มีนัยยะสำคัญ จึงทำให้ไม่มีการตั้ง Impairment เกิดขึ้น
คุณอนิพัทย์ : หรือพูดในอีกนัยหนึ่งก็สามารถบอกได้อย่างนี้ได้ไหมว่า NPL ของเรา ส่วนใหญ่แล้วเป็นบวก ก็เลยไม่ค่อยมีปัญหาเรื่อง NPL Non-performing Loan ก็คือต่อให้ลูกค้าปล่อยหลุดมา ก็เป็นบวก ทรัพย์สินที่มีอยู่ที่บริษัทเก็บไว้ ตอนนี้ก็ประมาณ 2,700 ล้าน เมื่อเทียบกับราคาตลาดแล้ว
คุณยศรัณย์ : ก็ยังเป็นบวก ก็ยังมากกว่า 10% ซึ่งจะบอกว่าถ้าหลุดแล้ว เรายังไม่รับรู้กำไรส่วนต่างนี้นะ ต้องบอกว่าจากสินค้าที่หลุดแล้ว เรายังรับรู้สินค้าทุกชิ้นเป็นสินค้าของบริษัทหรือเป็น Raw Material เมื่อนำ Raw Material ตัวนี้ไปแปลงสภาพไปเป็นสินค้า FG ตัวใหม่ เอาไปหลอม ไปเปลี่ยนเป็นสินค้าตัวใหม่กลับมา แล้วค่อยไปขาย ถึงรับรู้เป็นรายได้และกำไรที่เกิดขึ้น
คุณอนิพัทย์ : ก็คือต้องขายขึ้นจริงแล้วถึงจะรับรู้ ก็เบื้องต้นก็ประมาณนี้ Process
คุณยศรัณย์ : มันแปลง่ายๆ ว่าเราไม่มีการรับรู้ Unrealized ที่เป็นกำไรของสินค้าในงบการเงินของเรา


9. กรุณาอธิบายวิธีการรับรู้กำไรกรณี AURA รับซื้อทองจากลูกค้า?
คุณยศรัณย์ : ก็คืออย่างที่ตอบไปเมื่อกี้คือเรารับซื้อทองมาเสร็จ เรารับรู้เป็นสินค้าของบริษัท เราไม่ได้รับรู้เป็นรายได้
คุณอนิพัทย์ : ก็จะต้องเอาไป Barterก็คือไปแลกเป็นสินค้าใหม่ พอได้สินค้าใหม่มา เอาไปขาย ขายแล้งถึงจะเริ่มรับรู้ส่วนต่าง Margin ของขาที่เอาไป Barter แล้วถึงจะได้เงิน
คุณสุภสิทธิ : เวลาเราเอาไปแลกก็เป็นน้ำหนักชนน้ำหนักนะ ราคาต้นทุนที่เรารับซื้อมันจะวิ่งตาม แต่พอขายไป เรารับมาถูก ส่วนต่างก็จะเยอะตรงนั้น


10. ตอนนี้ต้นทุนทางการเงินของทองมาเงินไปเป็นเท่าไหร่ เพราะอะไร?
คุณอนิพัทย์ : จริงๆ ต้องบอกว่าของทั้งบริษัทแล้วกัน เพราะว่ามันจะยังเป็นก้อนเดียวกันอยู่
คุณยศรัณย์ : ประมาณ 4 - 5%
คุณอนิพัทย์ : ก็มีเหตุผลเพราะว่าดอกเบี้ยมันค่อยๆ เพิ่มขึ้นมานิดหน่อย
คุณยศรัณย์ : ใช่ จากปีก่อนคืออยู่ที่ประมาณ 3 - 4% ปีนี้ก็อยู่ที่เฉลี่ยประมาณ 4 - 5%


11. ส่วน AURA มีการจัดการต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างไร?
คุณยศรัณย์ : เราก็มีการจัดการเพิ่มรายการหนึ่งคือหาแหล่งเงินทุนเพิ่ม อย่างเช่น แบงก์ต่างชาติ ที่มีอัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่า แล้วก็มามองว่าจะมีแหล่งไหนที่สามารถให้สินเชื่อที่ถูกกว่าเดิมได้ไหม แล้วยังมีการต่อรองของสถาบันการเงินเดิมอยู่แล้ว ที่เรากู้ยืมอยู่ว่าสามารถลดดอกเบี้ยลงได้อีกไหม ซึ่งตอนนี้ ต้องบอกว่ามีการต่อรอง และอยู่ในการพิจารณาอยู่ว่าจะมีการลดดอกเบี้ยทั้งวงเงินใหม่และวงเงินเดิมที่เราใช้อยู่ด้วยเหมือนกัน
คุณสุภสิทธิ : หลักๆ คำถามก็น่าจะประมาณนี้นะครับ ยังไม่มีคำถามเข้ามาใหม่ ก็วันนี้ก็ขอขอบคุณในนามของบริษัท ออโรร่า ดีไซน์ ก็ยังหวังว่ายังได้รับความสนใจจากนักลงทุนว่าเราเป็นหุ้นตัวหนึ่งที่เราตั้งใจจริงๆ แล้วเราก็เน้นเรื่องการเติบโตของบริษัทในเชิงของตัวคุณภาพมากกว่าเชิงปริมาณ ก็ถือโอกาสลา แล้วเราพบกันใหม่ตอนงบปี ขอบคุณนะครับ
คุณอนิพัทย์ : ใช่ครับ ขอบคุณครับ
คุณยศรัณย์ : สวัสดีครับ

--------------------------------------------
***Oppday Q3/2023 – AURA เป็นข้อมูลถาม-ตอบ Q&A โดยหวังว่าจะเป็นความรู้และให้ประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกๆ ท่าน และกรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้ทุกครั้ง หากมีข้อผิดพลาดประการใด ทาง ThaiVI ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้***
ขอแสดงความนับถือ
สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย)
A38850
ผู้ติดตาม: 1

Re: MASTER

โพสต์ที่ 17

โพสต์

phpBB [video]
ภาพประจำตัวสมาชิก
Thai VI Officer
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1459
ผู้ติดตาม: 10

Re: MC

โพสต์ที่ 18

โพสต์

★ Opportunity day Transcript 30 - by ThaiVI ★
บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)- MC
Date: 6-Dec-23


Transcript 30 : https://bit.ly/3MEvZDV
PDF –MC : https://bit.ly/3uZ77ki

--------------------------------------
การตอบคำถาม Oppday Q1/2024 บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)- MC

คุณปิยะ โอฬารริกสุภัค กล่าวเปิด พร้อมกล่าวแนะนำ คุณเจมส์ริชาร์ด อมตวิวัฒน์ กล่าวเปิด จากนั้นได้เริ่มกล่าวรายงานผลประกอบการบริษัทในไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2567 เป็นลำดับถัดมา

ผู้ให้ข้อมูลจำนวน 2 คน
ระยะเวลาทั้งหมด 22:35 นาที

------------------------------------------

เริ่มการตอบคำถาม

1. ภาพรวมอุตสาหกรรมในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคมเป็นยังไง?
คุณเจมส์ริชาร์ด : ผมคิดว่าก็โอเคนะครับ มันเป็น Six season สำหรับรีเทลหลายๆ industry รวมถึงเราด้วย เพราะฉะนั้น แนวโน้มยอดขายของเดือนตุลาคมถึงธันวาคมจะเป็น quarter ที่สูงที่สุดของเรา ซึ่งก็ผ่านมาสองเดือนก็เป็นที่น่าพอใจนะครับ
คุณปิยะ : ได้ double digit ตามที่ได้วางไว้ครับ


2. กำไรขั้นต้น?
คุณปิยะ : ทั้งปีเราวางไว้ 64.5 ซึ่งไตรมาส 1 เราอาจจะขึ้นเป็น 66 ผมคิดว่ายังไงเราก็ยังสามารถรักษาระดับนี้ 64.5
คุณเจมส์ริชาร์ด : คืออันนี้เป็นหนึ่ง key strategy ที่สำคัญที่สุดสำหรับเรานะครับ คือเรื่อง productivity เรื่องการ protect margin เพราะว่าการ protect margin สามารถทำให้เรา generate cash ที่จะไปลงทุนซัพพอร์ตแบรนด์ และบิลด์แบรนด์ได้ อันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะฉะนั้น ในการโปรโมต ในการเลือกว่าจะมี discount หรือจะมี activity ยังไง เราค่อนข้างจูจี้ และจะดูพวก feasibility ค่อนข้างที่จะละเอียด เพื่อที่จะ maintain และ protect เพราะว่าผมถือว่านี่เป็น fundamental ที่สำคัญที่สุดสำหรับแบรนด์เรา ส่วน SG&A ในช่วงตุลาคมถึงธันวาคมจะตกลง เปอร์เซ็นต์จะลงมาค่อนข้างเยอะ เพราะว่ายอดขายของ quarter นี้สูง แต่ว่า fix cost เราก็ basically ไม่ได้ขยับมาก ก็คิดว่า SG&A น่าจะลงนะครับ


3. การออกคอลเลกชันใหม่ถี่ขึ้นทำให้ต้นทุนสูงมากไหม?
คุณเจมส์ริชาร์ด : ไม่นะครับ ไม่ได้สูงขึ้น ก็เท่าๆ เดิมการที่ทำ ทุกอย่างเราก็ cost-conscious ค่อนข้างเยอะ และเราก็เพิ่งมี supplier day ไปเมื่อสักสองเดือนที่แล้ว เดี๋ยวนี้เราทรีตซัพพลายเออร์เป็นพาร์ตเนอร์ ก็ทำ joint business plan กัน วางแผนล่วงหน้า และมี collaboration ที่ค่อนข้างสำคัญนะครับ


4. ปันผลเกินร้อย?
คุณเจมส์ริชาร์ด : อันนี้ต้องไปคุยกับบอร์ดนะครับ แต่ว่าเราปันผลมากที่สุด


5. คอลเลกชัน Dragon, Biker และ Journey เป็นยังไง?
คุณเจมส์ริชาร์ด : ผลตอบรับของ Dragon อาจจะเร็วไปนะครับ เพราะเราเพิ่งออกมาได้ประมาณเดือนหนึ่ง แต่ว่า so far ก็ได้ฟีดแบ็กมาค่อนข้างดี จริงๆ ไม่ได้พูดถึงคอลเลกชันใดนะ ฟีดแบ็กของดีไซน์ของ Mc ตั้งแต่เรามีการอัปเกรด capability มีการอัพเกรดดีไซเนอร์ ก็ได้รับผลตอบแทนที่ค่อนข้างดี จะเห็นได้ว่ามิกซ์ของเราก็เปลี่ยนไป ว่าจะเป็นเดนิม แอ็กเซสเซอรี ฮู้ดดี้ เสื้อยืด ก็เปลี่ยนไปค่อนข้างเยอะ และดีไซน์ที่เราออกมาก็มี complication มากขึ้น ก็ทำให้ตอบโจทย์ความต้องการนะครับ


6. อยากให้คุณเจมส์ริชาร์ดอยู่กับบริษัทไปนานๆ?
คุณเจมส์ริชาร์ด : ก็อายุเยอะแล้วนะครับ ก็คงอยู่ไปเรื่อยๆ แต่ว่าสิ่งที่สำคัญมันไม่ใช่ about me มันอยู่ที่องค์กร อยู่ที่ capability ขององค์กร ผมเป็นคล้ายๆ น้ำมันเครื่องที่ช่วย move direction ให้นะครับ


7. มีแผนเอาดาราหญิงมา?
คุณเจมส์ริชาร์ด : ก็มีนะครับ อันนี้คงจะรอดูกันไป คือผมค่อนข้างจู้จี้เรื่อง selection criteria คือ personality ของคนที่เราจะใช้ที่จะมาเป็น brand ambassador ของแบรนด์ต้องเข้ากับ DNA ของ Mc ก็เลือกดีๆ เพราะมันเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างสูง เพราะว่าเลือกผิดขึ้นมาก็จะไม่ค่อยดี ก็จะใช้เวลาหน่อย opportunity เราจริงๆ มีเยอะมาก เราก็ต้องเลือกเอานะครับ


8. สินค้าประเภทไหนที่ได้ gross margin ที่สูงที่สุด?
คุณเจมส์ริชาร์ด : จริงๆ ก็เกือบจะเท่ากันหมดนะครับ ไม่มีอะไรต่ำกว่า 65 ประมาณนั้น ทุกอย่างดี นั่นก็เป็นอีกข้อดีหนึ่งสำหรับ Mc นะครับ


9. เรามีโอกาสแตกแบรนด์ทำสินค้าสไตล์อื่นบ้างไหม?
คุณเจมส์ริชาร์ด : จริงๆ ผมยัง believe in single brand อยู่ ในอดีต ในประวัติ เราเคยมีออกแบรนด์อื่นมาแล้ว แต่ว่าทุกคนต้องเข้าใจว่าถึงแม้เราจะมีจุดขายเยอะ แต่ว่าสเปซของเราไม่ได้ใหญ่มาก เพราะฉะนั้นก็ต้องเลือก เพราะฉะนั้นถ้าจะออกแบรนด์ จะแตกแบรนด์ หรือจะทำอะไร มันต้อง involve และเปลี่ยน total system ของเรา ก็ต้องใช้เวลานิดหนึ่ง แต่ก่อนไม่ได้แปลว่าไม่ได้ดูนะครับ แต่ว่าเรามี opportunity ที่อยู่ในมือที่ต้องทำให้ดี และพวกนี้จะมาฟันพวกนี้ได้นะครับ


10. โรงงานเราใช้ utilization อยู่ที่เท่าไหร่?
คุณเจมส์ริชาร์ด : Utilization ก็ประมาณ 60 – 70% normal มันจะมี up and down ตามพีก โรงงานของเราผลิตเดนิม ผลิตเสื้อยืด และตอนนี้ก็กำลังขยายไปผลิตสแล็กและ shorts ขาสั้น เพื่อที่จะไดรฟ์ utilization ขึ้นไป


11. สาขาที่เปิดใหม่ pay back?
คุณปิยะ : ไม่เกินสองปีครับ
คุณเจมส์ริชาร์ด : ไม่เกินสองปี เร็วสุดก็อาจจะไม่ถึงปีนะครับ


12. อายุเฉลี่ยดีไซเนอร์?
คุณเจมส์ริชาร์ด : ดีไซเนอร์เราเป็นสุภาพสตรีนะครับ ผมบอกอายุก็คงไม่ดีเท่าไหร่ แต่ว่าเอาเป็นว่าส่วนใหญ่นี้ก็ Gen Z Gen X ไม่ได้อายุเยอะ


13. ปีหน้าเปิดทุกเดือนไหม?
คุณเจมส์ริชาร์ด : ก็เปิดอย่างต่อเนื่องนะครับ อาจจะมีหลุดเดือนบ้าง แต่ว่า intention ของผมคือจะเปิดอย่างต่อเนื่องและมี เราไม่ได้เป็นฟาสต์แฟชั่น เราไม่ได้ออกสินค้าใหม่ทุกอาทิตย์ ทุกสองอาทิตย์ เราเป็นรีเทล แต่ว่าสเปซระหว่างการออกคอลเลกชันสามารถลดได้ สิ่งหนึ่งที่ผมพยายามลดตอนนี้คือเรื่องตั้งแต่ดีไซน์ถึง in-market อันนี้ก็ต้องใช้เวลาให้น้อยลงนะครับ



14. ปีนี้หนาวน้อยกว่าทุกปีไหม ยอดขายเสื้อกันหนาวชะลอไหม?
คุณปิยะ : เท่าที่ดูก็ยังมาเรื่อยๆ นะครับ
คุณเจมส์ริชาร์ด : วิธีที่จะดูก็ต้องดูมิกซ์ อย่างช่วงที่เย็นไปสองสามวันก็จะเห็นได้ว่า winter item อย่างพวก overcoat, hoodie และ outerwear ก็ขยับขึ้นมา แต่ถึงแม้ว่ามันจะไม่ร้อนมาก ผมก็คิดว่ายอดขายเราก็ยังคงไปได้ดีนะครับ


15. สาขาในปั๊ม ปตท.จะยั่งยืนไหม เพราะ EV ทำให้คนเข้าปั๊มน้อยลง ในอนาคตมองความเสี่ยงในจุดนี้ไหม?
คุณปิยะ : ผมว่า EV กลับด้านกัน เพราะ EV คนจะชาร์จไฟก็ต้องอยู่ในปั๊มนานขึ้น
คุณเจมส์ริชาร์ด : คือผมว่าทางปั๊มเองเขาก็ต้องมีกลยุทธ์ที่จะ attract และพา customer เข้ามา ไม่ว่าเดี๋ยวนี้คนไม่ได้เข้าปั๊มเพื่อที่จะแค่เติมน้ำมัน หลายๆ ปั๊มก็จะเป็นคล้ายๆ lifestyle destination แล้ว มีทั้งร้านกาแฟ มีสะดวกซื้อ มีอาหารการกิน และมีอย่างของเราแฟชั่นเข้าไป มันก็จะเป็นคีย์ที่จะสามารถดึง customer เข้ามา ผมคิดว่าเขาเองก็ยังไม่ได้นิ่งอยู่ ก็จะมีอะไรใหม่ๆ ออกมา


16. แผนงานปี 2567 – 2568 เติบโตยอดขายไว้ที่ระดับที่เท่าไหร่?
คุณเจมส์ริชาร์ด : ยังไงผมก็ต้อง double-digit growth แต่สิ่งที่ผมอยากจะทำคือผมอยากจะให้ bottom line โตเร็วกว่า top line ซึ่งอันนี้จะทำได้ก็ต้องควบคุม margin ควบคุมการ cost และใช้ SG&A ให้ฉลาด เพื่อที่จะ drive bottom-line growth ได้


17. งบลงทุนในปีนี้วางไว้เท่าไหร่ ใช้รองรับอะไรบ้าง?
คุณปิยะ : ก็เตรียมไว้ประมาณร้อยล้าน 50 ล้านเราก็ลงทุนเป็นเรื่องของระบบหลังบ้าน และอีก 50 ล้านเป็นเรื่องของการขยายช่องทาง รวมถึงพวกที่เรารีโนเวต พับลิกต่างๆ ในเรื่องของจุดขาย
คุณเจมส์ริชาร์ด : และจะมีงบอื่นอีกสอง อย่าลืมนะเราเพิ่งเปิด warehouse ไปเมื่อกลางปี อันนั้นก็ลงทุนไป 400 กว่าล้าน และมีงบอีกก้อนหนึ่ง ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ได้เป็น CapEX แต่ว่าเป็นเรื่องการ develop people การเทรน people ตอนนี้เราก็พยายามที่จะทำหลักสูตรเพื่อจะพัฒนาสกิล selling skill ของพนักงานทีมขาย ซึ่งผมคิดว่าเป็นปัจจัย เป็น front line ที่เจอลูกค้าเรา เพราะฉะนั้นเราก็ใช้ effort อันนี้ ค่อนข้างเยอะ และผมคิดว่าเราจะเห็นผลที่ดีอย่างต่อเนื่องออกมาในไม่ช้านี้ครับ


18. การขยายสาขาในปีนี้เปิดเพิ่มอีกกี่แห่ง เป็นสาขาประเภทใดบ้าง?
คุณปิยะ : ส่วนใหญ่ก็คงยังเป็น Mc outlet ครับ
คุณเจมส์ริชาร์ด : จริงๆ ถ้ามาดู total จุดขายเรา เรามีประมาณ 500 จุดขายเราเยอะแล้ว ถ้ามี opportunity ผมก็ continue ที่จะเปิด แต่ว่าสิ่งที่ผมโฟกัสตอนนี้คือเรื่อง productivity ของแต่ละสาขาที่เปิด อย่างผมจะดูว่ายอดขาย per square meter per month เท่าไหร่ สามารถ improve ได้ไหม หรือว่าต่ำไป จะมีทั้ง opportunity ที่จะเปิดใหม่ และร้านไหนไม่ perform ผมก็จะปิด เพราะฉะนั้นต้องบาลานซ์ เพราะว่าผมต้องการ maintain productivity และไม่ใช่แค่ maintain แต่ improve ด้วยครับ


19. ปีนี้มีโอกาสทำการขยายไป?
คุณเจมส์ริชาร์ด : คือตอนนี้ ถ้าดูเศรษฐกิจ overall มันก็อาจจะไม่ค่อยน่ากล้า push เท่าไหร่ แต่ผมคิดว่ามันมี opportunity ทางด้านออนไลน์ ทางด้านอีคอมเมิร์ซที่จะขยายไป ตอนนี้ก็กำลังเวิร์กกันอยู่กับ potential partner ของเรา รวมถึง M&A ด้วย ที่ถามผมทุกครั้งเลย ผมก็หาอยู่ แต่ว่าผมไม่ได้รีบร้อน ถ้าจะทำก็ทำให้ถูก และต้องทำกับพาร์ตเนอร์ที่ดี ที่สามารถมี sustainable profitable growth long term ได้ ไม่ใช่ปุบปับเข้าไป ก็ต้องใช้เวลานิดหนึ่ง แต่ผมคิดว่าเรายังมี opportunity with in business friend ที่สามารถโตได้นะครับ


20. รายได้เดือนนี้?
คุณปิยะ : ตอนนี้ 40% ในไตรมาส 1


21. ปรับราคาสินค้าขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์?
คุณปิยะ : ปีนี้ไม่ได้ปรับ
คุณเจมส์ริชาร์ด : ไม่ได้ปรับ แต่ผมจะใช้ตัวการ manage discount เป็นการกระตุ้นว่า โอเค เราต้องขึ้น เรามีพารามิเตอร์ว่า discount max เท่าไหร่ min เท่าไหร่ average เท่าไหร่ เราก็จะ operate อยู่ในเรนจ์นี้
คุณปิยะ : ส่วนตัวเลขเรื่องเติบโตยอดขายนี่เราแชร์ไปแล้ว ก็ October ก็ดับเบิล November นี่เกินเป้ามาอีก 20% TikTok ตอนนี้ก็ประมาณเกือบ 60% ของออนไลน์
คุณเจมส์ริชาร์ด :ถ้า total ของ business ก็ประมาณ 6%


22. ยอดขายตลาดออนไลน์เท่าไหร่ เห็น Sabina ขายออนไลน์มาก?
คุณปิยะ : Margin ดีกว่าหน้าร้าน ก็คือถ้า total เอง ในแง่ของ performance ยังไงออนไลน์ต้องดีกว่าอยู่แล้ว เพราะเรื่องของ cost อะไรต่างๆ มันถูกกว่า
คุณเจมส์ริชาร์ด : ใช่ แต่ว่าสิ่งที่ออนไลน์ต้องมีคือต้องมี marketing spend ที่จะมา substitute แทน occupation cost หรือค่าเช่า เพราะฉะนั้นถัวๆ ออกมาก็ไม่ได้ห่างกันเยอะ ของออนไลน์อาจจะดีกว่านิดหนึ่ง แต่ว่าไม่ได้ต่างกันเยอะ แต่ว่าถ้าเรายิ่งโตออนไลน์ได้ มันก็ benefit กับเรานะครับ


23. จะมีการปรับวิสัยทัศน์ขององค์กรเพิ่มขึ้น สินค้า เทคโนโลยี และเครื่องแบบเครื่องแต่งกาย?
คุณเจมส์ริชาร์ด : คือเราเป็น premium mass brand และผมกล้าพูดว่าเราไม่ได้เป็น innovator แต่ว่าเราจะเป็น fast adopter ถ้ามีเทรนด์ ถ้ามีอะไร เราก็มีทีมที่คอยเช็กอยู่ตลอดเวลา ถ้ามันเมกเซนส์เราก็จะทำ แต่ถามว่าเราจะเป็นลีดเดอร์ใน innovation เรื่อง variable tech คงจะไม่ใช่ สิ่งที่สำคัญคือเราต้องรู้ว่าเราเก่งอะไร เราทำอะไร และสิ่งที่เราจะไม่ทำคืออะไร


24. ทำตลาดที่เป็นคอนเทนต์ reels คอนเทนต์แปลกๆ?
คุณปิยะ : อันนี้ผมว่าออนไลน์เราก็ทำกันอยู่แล้วนะครับ และค่อนข้างดี


25. KOL หรือไม่ อย่างไร ไมโครอินฟลูเอนเซอร์ร่วมกันออกแบบทำคอลเลกชันแล้วแบ่งรายได้กัน?
คุณเจมส์ริชาร์ด : ก็มีนะครับ แต่ว่าสเกลอาจจะไม่ได้ใหญ่มาก เราใช้อินฟลูเอนเซอร์เยอะ อินฟลูเอนเซอร์เราจะอยู่ที่ 3 digit เป็นร้อยเลยที่เราใช้ ทั้ง male ทั้ง female และ cross-gender แต่ว่าจะไปถึงว่าเอาเข้ามาร่วมดีไซน์อาจจะยังไม่มี แต่เราจะมีสิ่งที่เราใช้คือ collaboration อย่างที่เราเพิ่งทำของขายหัวเราะ เพิ่งผ่านไปเมื่อไม่นานนี้ เราก็จะหา artist หรือหาบริษัทที่วิสัยทัศน์ ดีเอ็นเอเข้ากับ Mc ได้ เราก็จะทำ อย่างขายหัวเราะที่ทำออกมาก็ถือว่าได้รับผลตอบรับที่ดีมากเลยนะครับ


26. หากต้องการให้ Mc หลุดภาพจาก Mc จริงๆ?
คุณเจมส์ริชาร์ด : คือดีเอ็นเอเราคือเดนิม แต่ว่าโปรดักต์ที่เราขายมันไม่ใช่เอ็กซ์คลูซีฟนะ อย่างที่เราให้ดู vision ของเราเราว่าเราต้องการเป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์ ถ้าเป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์โดยปริยาย เราก็ต้องมีโปรดักต์เยอะ มีชอยซ์เยอะให้ consumer ถ้ามองไปในอนาคต เดี๋ยวปีหน้าเราก็จะ enter category อื่นๆ แต่ว่า core ของเราคือเดนิม แต่ผมถือว่าเดนิมดี เพราะว่าเดนิมใส่ได้กับทุกอย่าง จะแตะ จะ formal จะ informal เดี๋ยวนี้ไลฟ์สไตล์คนมี work from home มี casual ไปทำงานนี่ก็จะออกสไตล์ casual ใส่ยีนส์ ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นแค่ weekend คือใส่ได้ตลอดเวลา


27. เติบโตหลังจากนี้?
คุณเจมส์ริชาร์ด : คือถ้ามาดู strategy ของเรา long term ก็คงไม่ได้เปลี่ยนอะไรมากอย่างเรื่อง product development การเอาโปรดักต์ที่ delight customer เป็นสิ่งที่สำคัญ ซัพพอร์ตด้วย quality ที่ดี เราจะเป็นแบรนด์ที่ราคาจับต้องได้ แต่ว่า quality ของเรา second to none อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดมันก็จะเป็นเรื่องโปรดักต์ เรื่องที่สองเป็นการบิลด์แบรนด์ อันนี้เราก็ทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น crm.com ของเราการใช้ TikTok หรือว่าการใช้พรีเซนเตอร์ ambassador ที่สำคัญ เรื่องที่สามคือเรื่องของการควบคุม productivity เรื่อง margin อันนี้จะเป็นสามหลักๆ และซัพพอร์ตด้วย organization capability, building talent สำหรับ future นี่เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วย drive ตัวของ Mc ได้อย่างต่อเนื่องครับ


28. เรื่องเสื้อกีฬา?
คุณเจมส์ริชาร์ด : ก็ดูอยู่ครับ ตอนนี้อย่างที่ผมบอก ผมต้องเลือกว่าจะทำอะไรบ้าง เพราะว่าเรามี opportunity เยอะ


29. คุณเจมส์ริชาร์ดแพลนจะอยู่กับ Mc อีกกี่ปี?
คุณเจมส์ริชาร์ด : ถ้าเขาแฮปปี้ ผมก็อยู่ไปเรื่อยๆ ครับ ส่วนอื่นๆ ที่ให้เป็น suggest ขึ้นมาเดี๋ยวผมกลับไปอ่านแล้วจะรับฟีดแบ็กไปนะครับ


30. คุณเจมส์ริชาร์ดใช้เกณฑ์อะไรในการปรับ?
คุณเจมส์ริชาร์ด : ก็คือผมบอก มาทำงานก็ต้องมีความสุข ต้องสนุก เราก็ฟีลว่าเราแอด value เราสามารถบิลด์ organization สิ่งที่สำคัญสำหรับตัวผมเองก็คือ legacy ง่ายๆ คือเวลาตัวผมออกไปแล้ว องค์กรต้องอยู่ในสภาพที่ดีกว่าตอนที่ผมเข้ามา และผมก็มั่นใจว่าเรากำลังบิลด์ไปทางนั้นนะครับ


31. One-time ไตรมาสนี้?
คุณปิยะ : น่าจะยังไม่มี


32. รายได้ของบริษัท seasonal หรือเปล่า?
คุณเจมส์ริชาร์ด : ก็ seasonal ก็คือ Q2 นี่แหละครับ เป็นประมาณ 35% ของ total นะครับ


33. นิวคอลเลกชัน contribute รายได้เท่าไหร่?
คุณเจมส์ริชาร์ด : ผมคิดว่าประมาณ maybe 20% ประมาณ เพราะว่าเรามีเบสิกที่เราขายดีนะครับ


34. รายได้ระหว่าง denim/non-denim เป็นสัดส่วนเท่าไหร่?
คุณเจมส์ริชาร์ด : เดนิม 40 นะครับ


35. อยากเสนอให้บริษัทมีระบบคนแจ้ง?
คุณเจมส์ริชาร์ด : ครับ เดี๋ยวจะรับเรื่องไว้นะครับ เดี๋ยวไปคุยกับทีม


36. Grab n go ไหม ใน Mc outlet?
คุณเจมส์ริชาร์ด : ก็มีนะครับ ก็จะเป็นพวก Mc basic t-shirt พวก underwear อะไรอย่างนี้ก็มี


37. หน้าหนาวมาช้ามีผลไหม?
คุณเจมส์ริชาร์ด : ไม่มี so far นะครับ
คุณปิยะ : โตสองหลักอยู่ครับ
คุณเจมส์ริชาร์ด : ผมก็ปวดหัวอยู่นะ ทำไมหุ้นมันไม่ขึ้น เพราะว่ามันต้อง based on performance, performance เราได้ก็ต้องคอยดู มันเป็นแฟกเตอร์อื่นๆ ที่เราไม่สามารถควบคุมได้


38. Outlet criteria?
คุณเจมส์ริชาร์ด : Outlet ก็อาจจะสโลว์ลงนิดหนึ่งในการเปิด เพราะว่ามันก็ใกล้ๆ จุดอิ่มตัวแล้ว เพราะส่วนมากที่เราเปิดเราจะเน้นไปที่ top 100 ของ ปตท. ซึ่งตอนนี้ก็ขยับไปเป็น top 200 แต่ก็ใช้เวลา เพราะว่าเรามี criteria ที่ค่อนข้าง strict ในการที่จะเลือกที่จะเปิด


39. ปีหน้าเป็นปีมังกร สายมู?
คุณเจมส์ริชาร์ด : โอเค รับฟังนะครับ


40. ทีมดีไซน์?
คุณเจมส์ริชาร์ด : คือเราก็มีการพัฒนา การรีครูตทีมดีไซเนอร์เข้ามาใหม่ ไม่ได้แปลว่าทีมเก่าออกหมด แต่ว่า bring fresh blood เพราะผมคิดว่าการทำดีไซน์ ถ้าอยู่นิ่งๆ เดี๋ยวมันจะ spelled จะออกมามีแต่ Mc โลโก้ใหญ่ๆ ตอนนี้เราก็เอาดีไซเนอร์เข้ามา ซึ่งมีประสบการณ์ค่อนข้างเยอะเรื่องการดีไซน์ ทำงานกับบริษัท multi-international มา ก็สามารถ improve quality ของดีไซน์ และเราก็ทำ process ให้กระชับขึ้น รวมถึง design to cost คือเอา cost เป็นตัวตั้ง และดีไซน์ และเวิร์กกับทีม MER เรื่องซัพพลายเออร์ต่างๆ นานา ค่อนข้างเยอะครับ


41. ไม่มีหนี้กับธนาคาร?
คุณปิยะ : ไม่มีเงินกู้เลยครับ


42. ยอดขายเดือนตุลาคม?
คุณปิยะ : 10% ครับ
คุณเจมส์ริชาร์ด : ตุลาคม 10% พฤศจิกายน 22%


43. Sales per square meter?
คุณปิยะ : มันแล้วแต่ช่องทาง
คุณเจมส์ริชาร์ด : แล้วแต่ช่องทาง แต่ว่าผมก็จับเฉลี่ยอยู่ ถ้าไปดูอย่างพวก depart อะไรนี่ก็ per square meter ก็จะเป็นหมื่น ถ้าเป็น stand-alone shop ก็จะอยู่ที่ประมาณ 6 – 7 พัน average ออกมาแล้วก็พยายามขยับให้ถึงใกล้ๆ หมื่นนะครับ


44. แหล่งเงินทุนร้อยล้าน?
คุณปิยะ : เงินสดเราพออยู่แล้วครับ มีอยู่ 1,600


45. รายจ่าย one-time?
คุณปิยะ : One-time เราคงบอกไม่ได้ แล้วแต่ละไตรมาส แต่ไตรมาส 2 คิดว่าไม่น่ามี


46. มีโอกาสไปต่างประเทศ ปตท. ไหม?
คุณเจมส์ริชาร์ด : คุยอยู่ครับ อันนี้คุยอยู่ แต่ว่ามันก็เซนซิทีฟ มันละเอียด เราต้องคิดให้ดีๆ ค่อยๆ วางแผน ก็คงไปใกล้ๆ เพื่อนบ้านเรานี่ครับ กำลังคุยกันอยู่


47. Same store sales growth ยังมี room for improvement?
คุณเจมส์ริชาร์ด : มีครับ เราก็ test and learn ไปเรื่อยๆ มีการปรับเปลี่ยนฟอร์แมตดู และตอนนี้ก็จะใช้ data analytics เข้ามาดูที่ร้าน ดู heat ว่า costumer เข้า เข้าบ่อยแค่ไหน เข้าแล้วใช้เวลาเคาน์เตอร์ไหนมากที่สุด ก็เอา science เข้ามาช่วยเป็นตัวเบสที่จะช่วยจัดวางร้านค้านะครับ


48. ในรอบบัญชี 2567 บริษัทจะเปิด 10 สาขาใหม่ใช่ไหม?
คุณเจมส์ริชาร์ด : รอบบัญชี 2567 เราเปิดไปแล้ว เกินแล้วครับ หมดแล้ว มีคำถามอื่นไหมครับ วันนี้พูดเยอะ สนุก
คุณปิยะ : น่าจะครบถ้วนแล้วครับคุณเจมส์ริชาร์ด
คุณเจมส์ริชาร์ด : โอเค งั้นเราเจอกันใหม่ quarter หน้านะครับ หวังว่าจะมีข่าวดีมาบอกหลังจาก December เสร็จ
คุณปิยะ : ได้ครับ สวัสดีครับ
คุณเจมส์ริชาร์ด : ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ

--------------------------------------------
***Oppday Q1/2024 –MC เป็นข้อมูลถาม-ตอบ Q&A โดยหวังว่าจะเป็นความรู้และให้ประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกๆ ท่าน และกรุณาตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้ทุกครั้ง หากมีข้อผิดพลาดประการใด ทาง ThaiVI ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้***
ขอแสดงความนับถือ
สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย)
A34328
ผู้ติดตาม: 0

Re: PRI

โพสต์ที่ 19

โพสต์

https://m.facebook.com/story.php?story_ ... =549813257

กระทบ PRI ไหมนะครับ? หรือกระทบแค่ ori ถ้าผิด
Panida_N
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 154
ผู้ติดตาม: 2

Re: MENA

โพสต์ที่ 20

โพสต์

DIESEL price.JPG
EXREFIN คือราคาหน้าโรงกลั่นนะครับ Retail ราคาหน้าปั้มน้ำมัน แล้วก็ น้ำมันดิบผมใช้ตลาดสหรัฐเอา ไม่ได้อิงดูไบหรือ Brent ฝั่งแกนซ้ายคือราคา บาท/ลิตร แกนขวาคือ $/Barrel

พอดีผมอัพเดทไว้แค่ตอนสิ้นเดือน พย ถ้าอิงราคาน้ำมันดิบตอนนี้ก็แถวๆ 70 ก็เป็นโซนราคา diesel หน้าปั้ม 30 บาทโดยรัฐไม่ต้องอุดหนุนแล้ว แต่ค่าการกลั่นมันสูงกว่าเดิมพอควร เพราะฉะนั้นต้องให้น้ำมันดิบต่ำกว่า 70$ อีก

แต่ยังไงก็ตามต่อให้ต่ำกว่า 70$ แล้ว รัฐบาลน่าจะยังต้องเอาเงินไปคืนกองทุนน้ำมันซักพักเลย เพราะอุดหนุนไว้นานมาก ยกเว้นแต่อยากจะเร่งเพิ่มคะแนนนิยมก็ไม่แน่ อาจจะลดได้ รวมๆแล้วราคาหน้าโรงกลั่นควรจะต้องกลับไปแถวๆ 21-23 บาทนู้นเลย ถึงจะพอสำหรับบวก เงินเข้ากองทุนน้ำมัน ค่าการตลาด ภาษีท้องถิ่น จิปาถะให้ไม่เกิน 30 บาท
Jilaugh
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 36
ผู้ติดตาม: 1

Re: COM7

โพสต์ที่ 21

โพสต์

ยิ่งมีผู้เล่นรายใหม่ๆมาก ราคาเบี้ยประกันจะค่อยๆปรับถูกลง
IMG_5894.jpeg
narongthb
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 2972
ผู้ติดตาม: 4

Re: KKP

โพสต์ที่ 22

โพสต์

ยินดีด้วย บวค คงไม่ส่วนทำให้หุ้นไทยแย่ลงเนาะ รับโบนัสเยอะเยอะไปเลยรูปภาพ
แนบไฟล์
1702167457722.jpg

ampare
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 2043
ผู้ติดตาม: 1

Re: NSL

โพสต์ที่ 23

โพสต์

IMG_3650.jpeg
ปีนี้มีของมาเข้า festive season ครับ
Time is the friend of the wonderful company, the enemy of the mediocre.
DonaldduckVI
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 540
ผู้ติดตาม: 0

Re: SELIC

โพสต์ที่ 24

โพสต์

คุณทีปกร ชินูปการพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท หลุยส์ผลิตภัณฑ์กาวเทป | PERSPECTIVE [10 ธ.ค. 66]
https://www.youtube.com/watch?v=5Gp6V5nP7OU
phpBB [video]

CREDIT REFERENCE: BLACK DOT YOUTUBE.
AreeAnna
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 13
ผู้ติดตาม: 0

Re: MEGA

โพสต์ที่ 25

โพสต์

ธุรกิจที่พม่านี่มีการจัดการความเสี่ยงเรื่องค่าเงินยังไงครับ ผมเกรงว่าเงินพม่าจะอ่อนค่าแรง
shaneseanshawn
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 4
ผู้ติดตาม: 1

Re: KLINIQ

โพสต์ที่ 26

โพสต์

Kliniq ส่วนตัวผมมองว่า ผบห.มาถูกทางนะครับ ที่ตั้งใจปั้น organic growth เป็นหลัก จุดเเข็งของบริษัทในธุรกิจ aesthetics คือ standard/branding ที่เเข็ง อยู่ในธุรกิจที่ถ้ามองผิวเผินจะดูมีคู่เเข่งเยอะ เเต่เหมือนตลาดก็มี consolidation ไหลมาที่ผู้เล่น top3-5 พอสมควร การเป็นตัวเลือกลำดับเเรกๆของห้างต่างๆ ในระยะยาวน่าจะเป็น barrier ทำให้ brand ยิ่งเเข็งขึ้นไปอีก การต่อยอดใช้ branding ที่เเข็งมาขยาย new services อย่างศูนย์ surgeryที่สยาม ก็พิสูจน์ได้ระดับนึงเเล้วว่ามาถูกทาง

ส่วน m&a ผบห.น่าจะใช้สำหรับขยายในธุรกิจใหม่ๆที่ตัวเองยังไม่ถนัดมากกว่า (เท่าที่ฟังโทนใน opp day น่าจะเป็นฝั่ง wellness อื่นๆ)

มองไปปีหน้า ส่วนตัวผมมองว่าเป็นปีที่สดใสนะครับ surgery center ที่ผ่านมาเหมือนเป็น hidden growth driver ที่บัง growth ของกำไรมาซักพักเเล้ว Q4นี้ถึงปีหน้าbreakevenเมื่อไหร่น่าจะเป็น new s-curve ให้bottom lineได้
ที่ต้องลุ้นหน่อยอาจจะเป็น ramp-up period ของสาขาใหม่ๆที่จะเปิดเยอะต้นปีหน้าครับ

คหสต.นะครับ ผิดถูกอย่างไรขออภัยด้วยครับ
ภาพประจำตัวสมาชิก
ดำ
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 4425
ผู้ติดตาม: 2

Re: SECURE

โพสต์ที่ 27

โพสต์

คำสาปจากกระสือ (Krasue): Group-IB ตรวจพบ Linux Remote Access Trojan ชนิดใหม่ มุ่งโจมตีธุรกิจในประเทศไทย
https://www.techtalkthai.com/curse-from ... oGRG_S_WhQ
Vee_kit
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 11
ผู้ติดตาม: 0

Re: FSMART

โพสต์ที่ 28

โพสต์

Capture.PNG
ดูจากแนวโน้มรายได้จากตู้บุญเติมแล้ว ค่อนข้างน่าเป็นห่วง ลดลงอย่างต่อเนื่อง คงต้องรอดูว่ารายได้จากตู้เต่าบินกับ กิ้งก่าจะมาช่วยได้มากน้อยแค่ไหน
NaughtyMacgie
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 547
ผู้ติดตาม: 1

Re: WAVE

โพสต์ที่ 29

โพสต์

อัศวินดันโด เขียน:
เสาร์ ธ.ค. 09, 2023 11:27 am
WAVE EDUCATION (ธุรกิจ สอนภาษา Wall Street English)

- เป็นเบอร์หนึ่งในตลาดโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษในไทย ครองมาร์เก็ตแชร์ 35%

- WAVE ได้สิทธิ์ในการขยาย ใน 3 ประเทศ คือ ไทย ลาว กัมพูชา ทั้งแบบเปิดเอง และ Sub Francise 2 ราย

- มีแผนขยายครบ 21 สาขา ภายในปี 2568

- ปัจจุบันเปิดแล้ว 15 สาขา ล่าสุดเพิ่งเปิดที่ ศรีราชา กับ เวียงจันทน์ ในไตรมาส 3/66

- ช่วงโควิดทำให้คู่แข่งปิดตัวไปเยอะ

- งบลงทุนสาขาละ 6 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าตกแต่ง 4-5 ล้านบาทขึ้นกับ Size , ที่เหลือเป็นสำหรับค่าเช่า 1 ล้านบาท

- ผู้บริหารบอกคืนทุนประมาณ 2 ปี คิดคร่าวๆ ช่วงปีแรกๆ คงจะกำไรประมาณสาขาละ 3 ล้านบาทต่อปี

- รายได้หลักที่ผ่านมา (Q1/66 - Q3/66) ของปีนี้ส่วนใหญ่ของบริษัทมาจาก ธุรกิจ Wall Street English


WAVE BCG (ธุรกิจ คาร์บอนเครดิต ครบวงจร)

- จะเริ่มรับรู้รายได้ ไตรมาส 4/66 เป็นไตรมาสแรก ประมาณ 200 ล้านบาท

- ถ้ารวมกับ Wall Street English ที่คาดว่าปีนี้จะได้ 450 ล้านบาท เป้ารายได้ทั้งปี 2566 น่าจะอยู่แถวๆ 600 - 700 ล้านบาท

- เป็น One stop service ในการให้บริการที่ปรึกษา ทำ Carbon Neutral ตั้งแต่คำนวณว่าปล่อยคาร์บอนเท่าไร ทำอย่างไรจึงจะลดได้ จะชดเชยคาร์บอนส่วนเกินได้อย่างไรโดยใช้เทคโนโลยีจาก Partner

- ปัจจุบัน ถือครอง RECS อยู่ 385 ล้านบาท ประมาณ 3 ล้านกว่า Mwh ที่ราคาเฉลี่ย 3-4 USD / Mwh (100-150 บาท)

- มีจ่ายเงินมัดจำ RECS ไปแล้ว 330 ล้านบาท (ในงบดุลช่องทรัพย์สินตรงค่าใช้จ่ายล่วงหน้าสำหรับคาร์บอนเครดิต) และมีภาระผูกพันเป็นสัญญาที่จะต้องจ่ายอีก ประมาณ 600 ล้านบาท(ในหมายเหตุประกอบงบ ข้อที่ 18.5) รวมมูลค่า 930 ล้านบาท หรือคิดคร่าวๆ ประมาณ 6-7 ล้าน Mwh (คิดจาก ราคาเฉลี่ย 3-4 USD/Mwh) เท่ากับว่าถ้าจ่ายครบ บริษัทจะถือครอง RECS ที่ 9 -10 ล้าน RECS มากที่สุดในประเทศไทย หรือเป็นเบอร์ต้นๆ ใน SEA

- บริษัทขายหุ้น WAVE BCG ให้ Brook 26% เท่ากับว่า ถืออยู่ 74% และจะมีสิทธิ์ใน RECS ทั้งหมด 74% จากที่มีอยู่ คือ 7 ล้าน RECS กว่า ๆ

- Brook นั้นเก่งในเรื่องการเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจ และการระดมเงิน จัดหาเงิน จะมาเติมเต็มและอำนวยความสะดวก ให้ลูกค้าได้มากขึ้น เช่น การจัดหา Green financing

- บริษัท ได้เงินจากการขาย WAVE BCG 26% และ การใช้สิทธิ์ WAVE-W2 รวมกัน ประมาณ 160 ล้านบาท

- เตรียมจะขาย RECS เหล่านี้ให้กับลูกค้าที่ต้องการคาร์บอนเครดิต เช่น สิงคโปร์ที่มีความต้องการ RECS สูงมาก ราคาตลาดในสิงคโปร์ซื้อขายกันที่ 50-80 USD/Mwh (1500 - 2500 บาท) แต่คงจะไม่ได้ขายเท่าราคาตลาดที่สิงคโปร์ แต่ราคามากกว่าตลาดในไทย

- ยุโรป ซื้อขายกันที่เกิน 3000 บาท แล้ว เพราะยุโรปเป็นภาคบังคับ

- ราคา Carbon credit ของประเทศไทยในปี 2030 มีการประมาณจาก แมคคินซีย์ว่าจะอยู่ที่ 100 USD/ตัน (3500 บาท) ดังนั้นราคาของต่างประเทศ ก็น่าจะสูงขึ้นไปอีก

- ในไทยตอนนี้ยังเป็นภาคสมัครใจ แต่ก็เหมือนถูกบังคับทางอ้อมเพราะ ค้าขายกันในระดับโลก ก็เหมือนถูกบังคับให้ทำ แต่ต่อไป ถ้า CBAM CCA มีผลบังคับใช้ รวมทั้ง พรบ ของไทยที่จะมีผลบังคับใช้ปี 2567 ต่อไปไทยก็จะเป็นภาคบังคับเช่นกัน ราคาคาร์บอนเครดิต ก็น่าจะวิ่งเข้าไปราคากลางของมาตรฐานโลกได้มากขึ้น

- Business Model ปัจจุบันเป็น Consult ด้านนี้ รวมถึงเป็นบริษัท Trading และ Broker Carbon credit และกำลังมีโปรเจคสร้าง Carbon credit ของตัวเอง

- ถ้าเปรียบเทียบกับ Bitcoin ตอนนี้คือ บริษัททำธุรกิจคล้าย Brook คือ ซื้อเหรียญมาสะสมไว้ (นั่นก็คือ ซื้อ RECS มาสะสม) รวมถึงเป็นที่ปรึกษาให้ด้วย

- ถ้าเปรียบเทียบกับสร้างเหมืองเอง แบบ JTS จะเป็น DITTO คือปลูกป่าสร้าง Carbon Credit เอง (ป่าดูดกลับคาร์บอนทำให้ได้ คาร์บอนเครดิต) แต่ DITTO ใช้เวลา 3 ปี ถึงจะเริ่มได้คาร์บอนเครดิต (ปลูกป่าใช้เวลานาน 7-9 ปี แต่ DITTO เป็นป่าชายเลน เลยใช้เวลา 3 ปี)

- WAVE ก็ทำโปรเจคสร้างแหล่งคาร์บอนเครดิต (ทำเหมือง) ของตัวเองเหมือนกัน โดยการปลูกป่า แต่อันนี้นาน 7-9 ปี ตัวที่เร็วกว่าคือ ปลูกทุเรียน มะม่วง มันสำปะหลัง SilverOaks ปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง อันนี้จะได้คาร์บอนเครดิตเร็วกว่าปลูกป่า ล่าสุดเจรจาที่ดินเกษตรราวๆ 6000 ไร่เพื่อมาทำตรงนี้

- คาร์บอนเครดิตที่ได้จากการทำเกษตร ปลูกป่า คิดหน่วยเป็นตัน จากปริมาณคาร์บอนที่ดูดกลับได้ ราคาซื้อขายจะแพงกว่า RECS เพราะตัวนี้ช่วยได้ทั้ง Emission Scoop 1 2 3 แต่ RECS ได้แค่ Scoop 2

- Carbon credit คิดหน่วยเป็นตัน(จากจำนวนที่ดูดกลับ หรือ ลดได้) , RECS คิดหน่วยเป็น Mwh จากปริมาณไฟฟ้าที่ใช้ทดแทน

- ปัจจุบันสามารถซื้อขาย คาร์บอนเครดิตผ่าน Exchange Platform ได้แล้วคือ FTIX (คล้ายกับ Crypto แต่มี Asset หนุนหลังเช่น โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ที่ดินเพาะปลูก โปรเจคลดคาร์บอน ฯลฯ)
- คาดว่าตลาดนี้ ปี 2030 จะโต 10 เท่า และ 2050 จะโต 100 เท่า

- ถ้าไม่ช่วยกัน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไม่เกิน 6 ปี โลกจะเข้าสู่ Point of no return คือกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้อีกแล้ว นโยบายนี้จึงเป็น Global policy บริษัทที่ไม่ทำตรงนี้ จะทำธุรกิจยากขึ้น เช่นถูกตัดออกจาก Supply chain , ขอกู้ยากขึ้น ธนาคารปล่อยสินเชื่อยาก , ส่งออกก็เสียภาษี Carbon

เท่านี้ก่อนครับ ได้ข้อมูลอะไรจะมาพิมพ์เสริมให้อีก

ข้อมูลนี้ เป็นการฟังบทสัมภาษณ์ผู้บริหาร แล้วมาประมาณการเป็นตัวเลขคร่าวๆครับถ้าส่วนไหนที่ผิด หรือ คลาดเคลื่อนต้องขออภัยด้วยนะครับ


Token.jpg


เสริมจากกระทู้ด้านบนในส่วนของการออก TOKEN ปีหน้าครับ จากข่าวนี้ครับ 16 ตค. 2566

WAVE BCG และ Climate Offset Accelerator ร่วม Token X ศึกษาความเป็นไปได้ออก RECs โทเคน
บมจ.เวฟ บีซีจี (WAVE BCG) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ บมจ.เวฟ เอกซ์โพเนนเชียล (WAVE) และ บริษัท ไคลเมท ออฟเซ็ท แอ็คเซลเลอเรเทอร์ จำกัด หรือ Climate Offset Accelerator ผู้ออกโทเคนดิจิทัล ร่วมกับ บริษัท โทเคน เอกซ์ จำกัด หรือ Token X ผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล (ICO Portal) ซึ่งอยู่ภายใต้ กลุ่มธุรกิจทางการเงินเอสซีบี เอกซ์ (SCBX) ในการศึกษาการออกและเสนอขายโทเคนดิจิทัลที่มีใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน (Renewable Enegy Certificates: RECs) เป็นสินทรัพย์อ้างอิง โดยนำเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) มาใช้ในการส่งเสริมการพัฒนาและสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียน โดยเบื้องต้นทุกฝ่ายศึกษาความเป็นไปได้ในการออกและเสนอขายโทเคนดิจิทัลทั้งในรูปแบบโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน (Investment Tokens) และโทเคนดิจิทัลเพื่อการใช้ประโยชน์ (Utility Tokens)

จากแรงกดดันจากนานาชาติ ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเตรียมรับมือกับกลไกการลดก๊าซเรือนกระจก นายเจมส์ แอนดริว มอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร WAVE BCG กล่าวว่า เนื่องจากความจำเป็นเร่งด่วนในการสร้างเสถียรภาพด้านการลดก๊าซเรือนกระจกที่ประเทศไทยจะต้องดำเนินการภายใต้ความตกลงปารีส (Paris Agreement) ในการบรรลุเป้าหมายควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5-2 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับระดับก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม และจากการประชุม Climate Ambition Summit 2023 ที่ผ่านมาประเทศไทยได้ให้คำมั่นในการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยตั้งเป้าหมายการเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี พ.ศ. 2593 ตลอดจนเพิ่มเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contributions: NDC) ที่เพิ่มขึ้นจาก 20% เป็น 40% ภายในปี พ.ศ. 2573

นอกจากนี้ยังมีกลไกด้านการลดก๊าซเรือนกระจกจากต่างประเทศ เช่น สหภาพยุโรปบังคับใช้กลไกการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยประมาณ 14,700 ล้านบาท และสหรัฐอเมริกาอยู่ระหว่างการเสนอ Clean Competition Act หรือ CCA ที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยในอนาคต เป็นต้น รวมถึงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศสิงคโปร์มีการบังคับใช้ภาษีคาร์บอน โดยมีอัตราภาษีเริ่มต้น 5 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อตันคาร์บอน ในปี พ.ศ. 2566 จะเพิ่มขึ้นเป็น 25 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อตันคาร์บอน ในปี พ.ศ. 2567-2568 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 45 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อตันคาร์บอน ในปี พ.ศ.2569-2570

อีกทั้งมีแรงกดดันจากบริษัทต่างชาติที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทาน และกองทุนที่ระดมเงินทุนจากผู้ลงทุน (Private Equity Fund) จะไม่สามารถลงทุนในบริษัทที่มีคะแนน ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environment, Social, Governance: ESG) ต่ำ ซึ่งจากแรงกดดันดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการแข่งขันและเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างประเมินค่าไม่ได้ จึงต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อรักษาความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ ความได้เปรียบภายใต้ข้อกำหนดด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกดังกล่าว และยังคงความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก รวมถึงป้องกันการกีดกันทางการค้าภายใต้กลไกรักษ์โลก

นางสาวจิตตินันท์ ชาติสีหราช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Token X ในกลุ่ม บมจ.เอสซีบี เอกซ์ (SCB) กล่าวเสริมว่า Token X เล็งเห็นถึงบทบาทสำคัญของโทเคนดิจิทัล ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน Asset Class ที่จะเข้ามามีบทบาทในโลกยุคใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และมีความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศมากขึ้นเรื่อยๆ จึงมุ่งมั่นที่จะเป็นคำตอบของภาคธุรกิจและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่ต้องการนำโทเคนดิจิทัลและเทคโนโลยีบล็อกเชนประสานเข้ากับธุรกิจ สินทรัพย์ และโครงการของผู้ประกอบการ เพื่อผลักดันในเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่จะส่งผลต่อคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ของทุกคนอย่างยั่งยืน

ประเทศไทยติด Top 10 ของโลก เสี่ยงเจอปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หนึ่งในความท้าทายคือ ประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มเปราะบางที่มีความเสี่ยงในการได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นอันดับ 9 ตามการรายงานของ German Watch รวมไปถึงการประเมินของ Climate Action Tracker ได้ประเมินว่า หากประเทศไทยยังดำเนินมาตรการตามแบบปัจจุบันต่อไป (Critically Insufficient) จะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ อีกทั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยใน ปี พ.ศ. 2562 ปล่อยกว่า 372 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เป็นอันดับ 20 ของโลก โดยภาคพลังงานมีสัดส่วนการปล่อยมากถึง 70% ของมวลรวมทั้งหมดของประเทศ ในขณะที่สัดส่วนการผลิตพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศมีเพียง 13% ของพลังงานไฟฟ้ามวลรวมทั้งหมด

จากการดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นจำนวนมาก เช่น การพัฒนาโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการซื้อขายคาร์บอนเครดิต เป็นต้น แต่ยังคงไม่เพียงพอและมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประกาศ Green Taxonomy หรือ มาตรฐานกลางที่ใช้อ้างอิงในการจำแนกและจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของไทย เพื่อให้สถาบันทางการเงินใช้เป็นจุดยึดโยงเพื่อประเมินสถานะของตนเองและลูกค้า ในการออกผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่สอดคล้องกับ NDC ของประเทศไทย หากผู้ประกอบการรายใดมีแนวโน้มในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงจากกิจกรรมขององค์กร จะมีโอกาสน้อยในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนทางการเงินต่ำได้อีกในอนาคต

นอกจากนี้ประเทศไทยเริ่มปรับใช้แนวทางเป็นภาคบังคับมากขึ้นแทนที่ภาคสมัครใจในปัจจุบัน เพื่อให้บรรลุความมุ่งมั่นพันธกรณีด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านการร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยจะกำหนดเกณฑ์สำหรับอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือใช้พลังงานสูง หากมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินเกณฑ์ จะมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่การได้รับบทลงโทษ อีกทั้ง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ยังกำหนดให้บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ต้องเปิดเผยข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ Carbon Footprint ในรายงานฉบับเดียว (One Report) เพื่อยกระดับการเปิดเผยข้อมูล ESG และขณะนี้กำลังพัฒนาฐานข้อมูลเพื่อเปิดเผย Carbon Footprint ขององค์กรในประเทศไทย

หน่วยงานไทยงัดมาตรการสู้ปัญหาโลกเดือดอย่างเป็นรูปธรรม อีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยประเทศไทยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็คือ “ใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate: REC)” ซึ่งเป็นเครื่องมือที่จะสนับสนุนการเพิ่มขึ้นและการขยายของโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเครื่องมือนี้มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และระบุแหล่งที่มาชัดเจนว่าพลังงานหมุนเวียนนี้มาจากโรงไฟฟ้าประเภทใด รวมไปถึงการใช้อ้างสิทธิ์ใน Emission Scope 2 ซึ่งเป็นหนึ่งในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงานไฟฟ้าขององค์กร โดยมาตรฐานการขึ้นทะเบียน RECs ภายในประเทศไทย เป็นมาตรฐาน International Renewable Energy Certificate: I-REC ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากล กว่า 48 ประเทศทั่วโลก และเป็นที่นิยมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยประเทศไทยมีปริมาณการขึ้นทะเบียนมากถึง 16 ล้าน RECs ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 จนถึง ปี พ.ศ. 2566

นอกจากนี้การซื้อขายใบรับรองพลังงานหมุนเวียนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศสิงค์โปร์ ซึ่งบริษัทชั้นนำอย่าง Starhub Singtel และ Grab ได้สนับสนุนการซื้อขายใบรับรองพลังงานหมุนเวียนโดยมีประเทศไทยและเวียดนามเป็นคู่ค้าหลัก

โทเคนดิจิทัลที่มี RECs เป็นสินทรัพย์อ้างอิงนั้น คาดว่าจะมีกลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้ลงทุนรายใหญ่และภาคธุรกิจขนาดใหญ่ ที่มีพันธกิจในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยวัตถุประสงค์ในการพัฒนาโทเคนดิจิทัลที่มี RECs เป็นสินทรัพย์อ้างอิงครั้งนี้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระดับโลก ให้บรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศภายในปี พ.ศ. 2593

ในโครงการนี้มีผู้เกี่ยวข้อง 3 ฝ่าย ได้แก่ Token X ผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล (ICO Portal) ที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานก.ล.ต. และ ผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยี Blockchain Solution โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างภาคธุรกิจให้ขับเคลื่อนความก้าวหน้า ผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชน เพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับธุรกิจไทยผ่านการระดมทุนที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ Token X มีความเชี่ยวชาญด้านโทเคนดิจิทัล พร้อมทีมงานมืออาชีพ์ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า นำพาไปสู่การใช้งานจริงอย่างมีคุณภาพ

WAVE BCG ผู้ให้บริการด้าน Climate Solutions ครบวงจร มีความเชี่ยวชาญด้านตลาดคาร์บอนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งการให้คำปรึกษาสำหรับผู้ซื้อและผู้ขาย การเป็นผู้พัฒนา การศึกษาและจัดหาคาร์บอนเครดิต รวมถึงการซื้อขายใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน และ Climate Offset Accelerator ผู้มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการบริหารจัดการ RECs ในฐานะผู้ออกโทเคนดิจิทัลที่มี RECs เป็นสินทรัพย์อ้างอิง

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 ต.ค. 66)
https://www.infoquest.co.th/2023/344299
ภาพประจำตัวสมาชิก
Tanukicho
Verified User
โพสต์: 216
ผู้ติดตาม: 0

Re: พี่ๆนักลงทุนอ่านข้อมูลจากแหล่งไหนบ้างครับ

โพสต์ที่ 30

โพสต์

https://tradingeconomics.com/
https://www.theblock.co/

ส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจข่าวเท่าไหร่ครับ ดูข้อมูลตัวเลขเป็นหลัก
“ กำไรเมื่อซื้อ ไม่ใช่เมื่อขาย ”
Cr.Richdad
โพสต์โพสต์