โพสต์ยอดนิยม

อวสานของการลงทุนหุ้นต่างประเทศ?/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

บทความต่างๆ ที่ตีพิมพ์ใน ThaiVI คุณสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม เพื่อการลงทุนแบบเน้นคุณค่า

โพสต์ โพสต์
Thai VI Article
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1912
ผู้ติดตาม: 329

พังเพราะผู้บริหารเล่นหุ้น/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โพสต์ที่ 1

โพสต์

ช่วงนี้นักลงทุนส่วนบุคคลแทบทุกกลุ่ม รวมถึง VI รายย่อยและรายใหญ่ “ระดับเซียน” ต่างก็ “เจ็บ” กันหนัก บางคนก็แทบจะเป็น “หายนะ” การที่พอร์ต “ขาดทุน 50%” หรือมากกว่านั้น ไม่ใช่เรื่องที่ “ผิดปกติ” อีกต่อไป ทั้ง ๆ ที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้ตกลงมารุนแรงมากในระดับวิกฤติ และก็ไม่ได้ตกลงมาอย่างรวดเร็วเพราะมีเหตุการณ์ร้ายแรงบางอย่างเกิดขึ้น

ว่าที่จริงตลาดหลักทรัพย์ในช่วงเร็ว ๆ นี้ “เงียบเหงามาก” ปริมาณการซื้อ-ขายหุ้นต่อวันลดลงมาเหลือเพียงวันละประมาณ 4-50,000 ล้านบาท โดยเฉลี่ย และดัชนีหุ้นก็ผันผวนน้อย-แต่หนักทางลดลงเรื่อย ๆ แบบช้า ๆ ซึ่งนักวิเคราะห์บางคนบอกว่าเป็น อาการ “ต้มกบ” คือ ดัชนีหุ้นลดลงแบบช้า ๆ จนคนไม่รู้ตัว กว่าจะรู้ก็สายเสียแล้ว

นักลงทุนที่เจ็บหนักมากในรอบนี้ดังที่กล่าวนั้น เป็นเพราะพวกเขาเล่นหุ้นหรือลงทุนในบริษัทขนาดเล็กและกลางที่ก่อนหน้านั้นมีผลงานที่ยอดเยี่ยม ราคาหุ้นขึ้นไปแรงและสูงมากอย่างไม่น่าเชื่ออานิสงค์จากการที่หุ้น “ถูกคอร์เนอร์” เพราะเม็ดเงินของคนที่ซื้อนั้นมีปริมาณมากกว่าปกติมาก และก็มักจะมาจากนักลงทุนรายใหญ่ที่เข้ามาลงทุนในหุ้นที่มีสตอรี่และกำลังมีผลประกอบการที่โดดเด่น แต่สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นปัจจัยชี้ขาดและจำเป็นก็คือ เจ้าของและผู้บริหารของบริษัทเหล่านั้น เข้ามาร่วม “เล่นหุ้น” ของตนเองด้วย

ถึงวันนี้ คอร์เนอร์หุ้นจำนวนมาก น่าจะ “แตก” แล้ว ราคาหุ้นที่เคยขึ้นไปสูงมากเป็นหลาย ๆ เท่าในเวลาอาจจะหลายปี ตกลงมาเรื่อย ๆ บางตัวตกลงมาถึง 7-80% ทั้ง ๆ ที่หุ้นบางตัวไม่ได้มีเหตุการณ์ทางธุรกิจที่เสียหายรุนแรง อาจจะยกเว้นเรื่องหนึ่งก็คือ ผู้บริหารและเจ้าของขายหุ้นหรือถูกบังคับให้ขายหุ้นโดยการ “ฟอร์ซเซล” จำนวนมาก ในขณะที่คนซื้อมีน้อยมาก



บทเรียนสำคัญที่ผมจะพูดถึงในวันนี้ก็คือ หุ้นที่ “เจ๊ง” หรือล่มสลายในช่วงนี้มักจะมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือ เป็นหุ้นที่เจ้าของและผู้บริหาร “เล่นหุ้น” ของตนเอง นั่นก็คือ อาจจะเข้าไปซื้อขายโดยตรง ชักชวนคนเข้าไปเล่นหุ้นของตนโดยการให้ข้อมูลข่าวสารในทางที่ดีเกินความเป็นจริง แต่งและปรับตัวเลขผลประกอบการที่ออกมารายไตรมาศ ทำโครงการและ/หรือซื้อธุรกิจอื่นทั้งในและนอกตลาดหลักทรัพย์เพื่อเพิ่มประมาณการการเติบโตของบริษัท และที่มักจะขาดไม่ได้ก็คือ ดึง “เซียนหุ้นรายใหญ่” เข้ามาซื้อและถือหุ้นของตนในจำนวนมาก เพื่อที่จะยืนยันกับนักลงทุนอื่น ๆ ว่าหุ้นของตนนั้น “ดีจริง” ลองมาดูรายละเอียดทีละเรื่อง

สิ่งที่บอกว่าผู้บริหาร “เล่นหุ้น” ตนเองนั้นก็คือ ผู้บริหารที่เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดอยู่แล้วนั้น ซื้อหุ้นของตนเองเพิ่มขึ้นไปอีก และเงินที่ใช้ซื้อนั้นก็มาจากการกู้โดยเอาหุ้นไปจำนำ หรือวางเป็นหลักประกันในบัญชีซื้อ-ขายหุ้นด้วยมาร์จิน นี่เป็นอะไรที่ไม่ธรรมดา เพราะถ้าคิดว่าบริษัทดีเติบโตเร็วและหุ้นราคาถูก อนาคตความมั่งคั่งของตนเองก็ต้องสูงมากอยู่แล้ว ความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มการลงทุนอีก 5-10% มีน้อยมาก ดังนั้น สิ่งที่อาจจะเป็นจริงมากกว่าก็คือ ผู้บริหารกู้เงินไปดันราคาหรือเข้าไปร่วมคอร์เนอร์หุ้นมากกว่า

การดันราคาหุ้นของผู้บริหารนั้น นอกจากจะเป็นการเพิ่มแรงซื้อให้กับหุ้นโดยตรงแล้ว การที่ผู้บริหารซื้อและต้องเปิดเผยให้กับสาธารณะชนทันที ซึ่งนั่นก็ส่งผลให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจและซื้อตาม ยิ่งซื้อมากและซื้ออย่างต่อเนื่องก็จะยิ่งสร้างความมั่นใจเพิ่ม ทำให้ความต้องการหุ้นในตลาดสูงกว่าปริมาณคนที่อยากจะขาย เมื่อถึงจุดหนึ่ง หุ้นก็ถูกคอร์เนอร์ ราคาหุ้นขึ้นไปสุดโต่งและสูงกว่าพื้นฐานที่ควรจะเป็นมาก ทำให้ผู้บริหารหรือเจ้าของกลายเป็นเศรษฐีหุ้นพันหรือหมื่นหรือแสนล้านบาท และนั่นก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในช่วงเวลาหนึ่ง

แต่เมื่อคอร์เนอร์ “แตก” ก่อนที่ผู้บริหารและเจ้าของจะ “ออกของ” ทัน และถูกฟอร์ซเซล หายนะก็เกิดขึ้น และก็แน่นอน ไม่ใช่แค่เจ้าของ นักลงทุนทุกคนที่เข้าไปร่วมในการเล่นหรือลงทุนในหุ้นต่างก็ถูกกระทบไปทั่วหน้า พอร์ตหุ้นเสียหายหนักอย่างไม่คาดคิด ผลตอบแทนการลงทุนระยะยาวที่เคยดีหรือดีมาก ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หลายคนอาจจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดด้วยซ้ำ



หุ้นที่มีโอกาส “เจ๊ง” เรื่องต่อมาก็คือ ผู้บริหารมักจะออกมาพูดเรื่องราวทำนองโอ้อวดความสามารถของบริษัท การเจริญเติบโตของกิจการทั้งของเดิมและธุรกิจใหม่ ๆ ที่จะทำหรือที่มากกว่าก็คือการซื้อหุ้นและ/หรือกิจการบริษัทอื่น พูดง่าย ๆ เป็นเจ้าแห่ง “โปรเจ็ค” โดยที่เหตุผลของการทำแต่ละดีลนั้นฟังดูดีเยี่ยมและจะทำให้ผลประกอบการในอนาคตเติบโตขึ้นไปอีกมาก และก็มักจะช่วยให้ราคาหุ้นของบริษัทวิ่งขึ้นไปตาม แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็จะพบว่า แทบไม่มีกิจกรรมหรือบริษัทไหนที่ดีตามที่เคยคาดไว้เลย นั่นก็อาจจะเพราะว่า ผู้บริหารทำเรื่องทั้งหมดเพื่อที่จะสร้างภาพของการเติบโตให้บริษัทเพื่อที่ราคาหุ้นจะได้วิ่งขึ้น เป็นคล้าย ๆ กับการ “บริหารหุ้น” หรือ “เล่นหุ้น” มากกว่า

ประเด็นต่อมาก็คือ หุ้นที่ตกหนักมากรอบนี้ มักมีการใช้ “วิศวกรรมการเงิน” กันค่อนข้างมาก ตัวอย่างก็เช่น เรื่องของการเพิ่มทุนให้บุคคลอื่นแบบ PP การขายหุ้นบางส่วนที่มีนัยสำคัญจากเจ้าของให้กับหุ้นส่วนทางกลยุทธ์หรือ Strategic Partner หรือนักลงทุนรายใหญ่ การออกตราสารอนุพันธ์เช่นวอแร้นต์ให้ผู้ถือหุ้นจำนวนมาก เป็นต้น บริษัทที่ทำแบบนี้บ่อย ๆ โดยที่ไม่มีเหตุผลที่ดีอย่างชัดเจนนั้น จริง ๆ แล้วอาจจะเป็น “กลยุทธ์การเล่นหุ้น” คือทำเพื่อที่จะเพิ่มมูลค่าของหุ้นให้ตนเอง ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปก็มักจะพบว่าหุ้น “พัง” เพราะคนที่ซื้อหุ้น PP มักจะไม่ใช่หุ้นส่วน แต่เป็นนักเล่นหุ้นที่หวังกำไรอย่างรวดเร็ว เข้าไปลากหุ้นขึ้นและเทขายอย่างรวดเร็วมากกว่า

หุ้นที่ตกหนักมากรอบนี้ จำนวนมากเคยหรืออาจจะยังเป็นหุ้นที่มีคุณภาพดีหรือดีมากมาก่อน เพียงแต่ในช่วงที่หุ้นขึ้นไปนั้นมีราคาเกินพื้นฐานไปมาก อานิสงค์สำคัญมาจากการที่หุ้นถูกคอร์เนอร์ขึ้นไปมาก ค่า PE สูงลิ่ว บางตัวราคาสูงถึง 40-50 เท่าขึ้นไปจาก “กำไรปกติ” ซึ่งค่า PE ระดับนั้นน่าจะเหมาะกับ “บริษัทเทคโนโลยีระดับโลก” มากกว่าบริษัทธรรมดา ๆ ของไทย ที่บังเอิญดีในช่วงเวลาที่เอื้ออำนวยกับอุตสาหกรรม

หุ้น “ดี” ที่ตกหนักมากในช่วงเร็ว ๆ นี้ จึงต้องมี “ยี่ห้อ” หรือมีการ “รับรอง” โดย “เซียนหุ้น” ที่ได้รับการยอมรับในตลาดหุ้น ซึ่งมีผลงานการลงทุนมายาวนาน ดังนั้น จึงพบว่า นอกจากผู้บริหารและเจ้าของหุ้นที่เข้ามาซื้อ-ขายหุ้นลงทุนในบริษัทของตนเองแล้ว บริษัทมักจะมี “เซียนหุ้น” มาเป็น “ผู้ถือหุ้นรายใหญ่” คือถือหุ้นใหญ่เป็น 1 ใน 10 อันดับแรกของบริษัท หรือในช่วงนี้ก็ถือหุ้นอย่างน้อย 0.5% ของหุ้นทั้งหมดของบริษัท



เป็นไปได้ว่า “เซียน” เข้าไปลงทุนตามพื้นฐานและตามหลักการแบบ “VI” จริง ๆ และก็ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือรู้จักเป็นการส่วนตัวกับผู้บริหาร แต่ในหลายกรณีก็ดูเหมือนว่าเซียนก็สนิทสนมกับผู้บริหารและมีกิจกรรมร่วมกันในหลาย ๆ เรื่อง และแน่นอนว่าอาจจะเป็นคนที่ดึงให้เซียนเข้ามา “เล่นหุ้น” ของตนเองด้วย แต่ไม่ว่าจะเป็นกรณีไหน ในที่สุดหุ้นก็ “พัง” ทำให้ทุกคนโดยเฉพาะคนที่เล่นหุ้นหรือลงทุนตามเซียน “เจ็บหนัก” ไปด้วย

การตกลงมาของหุ้นที่เคยเป็น “หุ้นนางฟ้า” ของนักลงทุนส่วนบุคคลทั้งรายใหญ่และรายย่อย ทั้งที่เป็นนักเก็งกำไรและที่เป็น “VI” ในรอบนี้ สำหรับหลาย ๆ คน ถือว่ามีความรุนแรงมากน่าจะเท่า ๆ หรือหนักกว่าการตกในช่วงที่เกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจและการเงินเช่นวิกฤติซับไพร์มในปี 2551 เพราะอัตราของความเสียหายนั้นสูงในระดับ 40-50% ของพอร์ตเหมือนกัน

แต่สิ่งที่เจ็บหนักกว่าช่วงวิกฤติเศรษฐกิจและตลาดหุ้นก็คือ นักลงทุนจำนวนมากคิดว่าตนเองถูก “หลอก” ให้เข้าไปเล่น หรือถูก “โกง” โดยคนที่ “วางแผนไว้ตั้งแต่ต้น” และในกรณีของนักลงทุนแนว “VI” หรือคนที่วิเคราะห์หุ้นแบบพื้นฐานที่ต้องเสียหายอย่างหนักนั้น ความเจ็บปวดของแต่ละคนก็อาจจะไม่เหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อว่าจะเกิดขึ้นกับคนที่อยู่มานานและ “เคย” ประสบความสำเร็จจากการลงทุนสูง น่าจะสูญเสียความมั่นใจกับการลงทุนไปมาก และก็คงจดจำบทเรียนที่สำคัญที่สุดบทหนึ่งที่ว่า

ในระยะสั้น ซึ่งบางทีอาจจะยาวถึง 10 ปีนั้น คุณอาจจะสร้างผลงานการลงทุนได้ยอดเยี่ยมหลายสิบเปอร์เซ็นต์ต่อปีแบบทบต้น เหนือกว่าแม้แต่วอเร็น บัฟเฟตต์ แต่ในระยะยาวเป็น 20 ปีขึ้นไป ผลตอบแทนทบต้นก็จะวิ่งเข้าหา “ข้อจำกัด” ที่ไม่อาจฝืนได้ เช่น “หายนะ” ที่เข้ามาทำลายผลตอบแทนที่เคยยอดเยี่ยมนั้นให้กลับไปสู่ความเป็นจริง ที่ประมาณ 10% ต่อปีแบบทบต้น บวกลบเล็กน้อยถ้าคุณโชคดีอยู่ในตลาดหุ้นที่เติบโตยาวนาน ผลตอบแทนที่ดีเลิศต่อเนื่องยาวนานนั้น มักจะมาพร้อมกับความเสี่ยงที่คุณ “นึกไม่ถึง” และก็จะเกิดขึ้นวันใดวันหนึ่ง

สำหรับผมแล้ว การพยายามหลีกเลี่ยง “หายนะ” เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการลงทุนระยะยาว พยายามคิดหรือศึกษาให้รู้ว่าเราจะ “ตายที่ไหน?” เพื่อที่ว่าเราจะได้ไม่ไปที่นั่น นั่นคือคำคมคลาสสิคของชาลี มังเกอร์ เซียนหุ้นที่มีชีวิตยืนยาวมาก และ “ที่ตาย” ที่สำคัญจุดหนึ่งที่ผมคิดก็คือ การกู้เงินซื้อหุ้นด้วยมาร์จินจำนวนมากที่เราไม่ควรไปเลยไม่ว่าเราจะคิดว่าหุ้นดีแค่ไหน
ภาพประจำตัวสมาชิก
nayshininvest
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 97
ผู้ติดตาม: 20

Re: TKN

โพสต์ที่ 2

โพสต์

tkn ต้องใช้เวลาบ่มเพาะครับ เหมือน sappe กว่าจะผงาดได้ พิสูจน์นานหลายปี ในต่างประเทศ ตอนนี้คนกังวลราคาสาหร่าย
ซึ่งเรื่องเล็กมาก มันกระทบ npm แน่นอนถ้าสูง แต่สิ่งที่น่าติดตาม จะทำอย่างไรให้คนทั่วโลก ชอบกินสาหร่ายหรือสินค้าในเครือ
อันนี้เรื่องที่มีผลกรทบในการโตระยะยาวด้วยเรื่องนี้สำคัญที่สุด
Can do
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 577
ผู้ติดตาม: 29

Re: XO

โพสต์ที่ 3

โพสต์

วิธีเลือกขายของให้ถูกที่ แบบ XO
ขอ Market Share 1% จากตลาดใหญ่ ดีกว่าขอ 50% จากตลาดเล็ก | BrandCase
-XO คือ บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทขายซอส-เครื่องปรุงไทย ที่เน้นส่งออกไปขายต่างประเทศ
โดยปีที่ผ่านมา XO มีรายได้ 2,500 ล้านบาท และ 99% ของยอดขายเป็นรายได้จากต่างประเทศ

คุณจิตติพร จันทรัช ผู้บริหารของ XO (บนจอใหญ่ในรูปประกอบบทความนี้) ได้แชร์วิธีเลือกตลาดสำหรับเข้าไปเริ่มทำธุรกิจ ในงาน mai FORUM 2024 ซึ่งมีวิธีคิดที่น่าสนใจมาก และน่าจะปรับใช้ได้กับหลายธุรกิจ

-คุณจิตติพร เล่าแบ็กกราวน์ว่าเริ่มทำบริษัทมาตั้งแต่ปี 2542 หรือเมื่อ 24 ปีที่แล้ว
โดยตอนนั้นที่ตัดสินใจจะทำธุรกิจซอสไทย เครื่องปรุงรสไทย ก็เริ่มดูตลาดว่าควรเข้าไปแข่งในพื้นที่ตรงไหนดี

-ตอนนั้นมองรอบตัว คิดว่าตลาดซอสปรุงรส เครื่องปรุงในไทย มีแบรนด์ที่คนชอบอยู่ในใจอยู่แล้ว เช่น คนใช้ซีอิ๊วแบรนด์ไหน ซอสพริกแบรนด์ไหน เครื่องแกงแบรนด์ไหน ก็ใช้แบรนด์เดิมซ้ำ ๆ

เลยคิดว่าตลาดนี้เข้าไปสู้ไม่ได้ ถ้าจะทำเข้าไปแข่งก็จะไปในตลาดใหม่ที่ยังไม่ค่อยมีใครทำ ซึ่งก็นึกถึงตลาดส่งออก แต่ตลาดส่งออก ก็มีคนไทยทำเยอะเหมือนกัน

-แต่ประเด็นคือ คนไทยหรือบริษัทไทยที่ส่งออกซอสปรุงรส เครื่องปรุงไทยไปขายต่างประเทศ (เมื่อ 25 ปีที่แล้ว) เป็นลักษณะของการส่งไปขายใน Traditional Trade

คือในต่างประเทศจะมีร้านค้าปลีกแบบ Asia Shop เป็นคล้าย ๆ Traditional Trade โชห่วยในไทย เน้นขายคนเอเชียในประเทศนั้น
และไม่ได้ขายเข้า Modern Trade หรือซูเปอร์มาร์เก็ต ที่เข้าถึงคนยุโรปทั่วไปแบบเต็มตัว

-ประเด็นคือตลาดนี้ XO สนใจ เพราะคนยุโรปยังไม่มีแบรนด์ในใจที่ชัดเจน ว่าซอสปรุงรสอาหารไทยหรืออาหารเอเชีย ต้องแบรนด์นี้หรือแบรนด์ไหน

-คุณจิตติพร ยกตัวอย่างเคส เยอรมนี ที่ XO เข้าไปเริ่มธุรกิจเมื่อ 24 ปีที่แล้ว
ตอนนั้นมีประชากรประมาณ 70,000,000 คน ซึ่งมีคนเอเชียประมาณ 1,000,000 กว่าคน

ถ้า XO คิดว่าจะขาย Traditional Trade เจาะตลาดคนเอเชีย ก็จะได้เจาะตลาดที่มีลูกค้าแค่ 1,000,000 คน ถ้าขอส่วนแบ่งตลาด 50% ก็จะได้ลูกค้า 500,000 คน

-แต่ถ้าลงทุนทำโรงงานทำระบบการผลิตให้ได้มาตรฐานสูงไปเลย แล้วส่งเข้า Modern Trade ก็จะเปลี่ยนเป็นได้เจาะตลาดที่เข้าถึงคน 70,000,000 ล้านคน
ซึ่งขอแค่ 1% ก็ได้ลูกค้า 700,000 คน

ก็เลยเกิดเป็นแนวคิดว่า ขอส่วนแบ่งตลาดแค่ 1% จากตลาดใหญ่ที่ไม่ชัวร์ ดีกว่าขอ 50% จากตลาดเล็กที่ชัวร์กว่า (คือตลาดคนเอเชียในเยอรมนี ตามเคสที่ยกตัวอย่างไป)

-ทีนี้พอธุรกิจของ XO เริ่มไปได้ดีในเยอรมนี ก็เริ่มมีประเทศข้าง ๆ เข้ามาสนใจ เช่น โปแลนด์มาดูตลาดในเยอรมนี เหมือนที่อะไรฮิต ๆ ในไทย นักธุรกิจลาวก็มาดู
สุดท้ายก็จะเป็นโอกาสให้ธุรกิจเรา ขยายไปรอบ ๆ ไข่แดงต่อได้ โตต่อไปเรื่อย ๆ

ทีนี้จาก 1% ในตอนแรกที่ขอ มันก็จะขยายไปได้ไกลกว่านั้นมาก..

Credit: BrandCase

ที่มา: https://m.facebook.com/story.php?story_ ... 2176903654

คลิปสัมภาษณ์เต็ม คุณคิดเริ่มพูดนาทีที่ 2:13:00
https://www.facebook.com/share/v/PCzBdG ... tid=wILeQC
"A lot of times the question is harder than the answer. If you can properly phrase the question, then the answer is the easy part." Elon Musk
Bungkom
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 27
ผู้ติดตาม: 7

Re: SELIC

โพสต์ที่ 4

โพสต์

สรุปที่ได้ยืนคุย-ฟัง-สอบถามที่บูทงาน mai forum วันที่ 22/6/24

- ในปีนี้ตั้งเป้ารายได้ในส่วนของ เทวกรรม โตมาก ให้เป้ากับทีมเซลล์ aggressive มาก แต่ปีถัดไปจะไม่ได้ aggressive เท่าปีนี้
- ถาม ผหบ.ว่า ทำไมถึงตั้งเป้าไว้โตมาก ผบห.บอกว่า ส่วนเดิมของเทวกรรม มีดีที่ตัวสินค้า แต่การตลาดยังไม่ได้ดีเท่าที่ควร ผบห.เลยมองว่าการเข้ามาเสริมของการตลาดที่มีประสิทธิภาพ จะทำให้ยอดขายโตขึ้นอีกมาก
- การให้เป้าที่สูงกับเซลล์มาพร้อมกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มในการขายของเซลล์ขึ้นมาด้วยเพื่อให้เกิดแรงจูงใจ
- ในงานจะเห็นการเปลี่ยน แพคเกจ ของผลิตภัณฑ์ neo bun จากของเดิม ที่ดูโบราณมาเป็น สมัยใหม่
- neobun จะมีรูปแบบของ แผ่นแปะขึ้นทะเบียนยา(ขายเฉพาะที่มีเภสัช) กับแบบ เจลซึ่งเป็นยาสามัญ(จะขายได้ง่ายกว่า)
- ตอนนี้ focus Neobun เนื่องจากตลาดใหญ่กว่า น้ำมันมวย
-ตลาดพลาสเตอร์ปิดแผลไม่ค่อยโต
-มีการคิดการตลาดของฝาก ชาวต่างชาติอยู่
-จะมีการ เปิดตัวผลิตภัณฑ์
1. ยาดม หลวงสิทธิ์ (เดิมเป็นรูปแบบพินเสนน้ำ) ซึ่งจะทำแพคเกจเหมือนกับ หงส์ไทย
2. แผ่นแปะลดไข้ neobun
-ยานวดน้ำมันมวยรูปแบบครีมหลอด ลองเอามาใช้คือดี เย็นเร็วดี ที่บูทมีบริการนวดให้ด้วย
- พวกน้ำมันมวยผลิตภัณฑ์ที่ขายดีสุด คือตัว น้ำมันมวย original
-น้ำมันมวยใน ตปท. มีการขายทั้งแบบ distributor และ IP ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนค่อยเป็นค่อยไป (ฟังไม่ค่อยชัดมาตอนท้ายๆที่ ผบห.พูด หากมีท่านใดมีรายละเอียด สามารถพิม เพิ่มเติมได้เลยนะครับ)

- ธุรกิจกาว hot melt มี Margin สูงกว่าพวก อุตสาหกรรมกาวเดิมเป็นอย่างมาก ลักษณะงานคือขาย สินค้ากาวพร้อมติดตั้งเครื่องจักร พร้อมผูกสัญญาการซื้อผลิตภัณฑ์ โดยมีการตกลงราคาตามต้นทุนที่ขึ้นลงไว้ได้บางส่วน พร้อมการ service เครื่องจักร คนที่ทำเรื่องกาว hot melt ในไทยมีไม่กี่เจ้า คู่แข่งจะเป็น บริษัทข้ามชาติ ลูกค้าหลักๆเช่น มาม่า (มาม่าคัพ) กาวแปะหลอดนมบนกล่อง ซีพีกาวติดกล่อง
- ธุรกิจ สติ๊กเกอร์(PMC) คือ ต้องสต้อกสติ้กเกอร์ ในแต่ละแบบ โดยจะมีการคุยกับลูกค้าเอาไว้ ขออธิบายให้เห็นภาพเช่น บริษัท ก. ต้องการจะออกแคมเปญการตลาดของผลิตภัณฑ์ A ไปว่าจ้าง บริษัทสาลี่ เพื่อให้ทำแพคเกจของผลิตภัณฑ์ในแบบดังกล่าว บริษัทสาลี่ ก็จะมาซื้อสินค้าตามสเปคที่ต้องการจาก PMC

บุ๊ค
Green
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 2908
ผู้ติดตาม: 273

Re: MEB

โพสต์ที่ 5

โพสต์

การเลือกซื้อหนังสือ 1 เล่มนั้น แตกต่างกับการ เลือกซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคอื่นๆ ค่อนข้างมาก ที่อาจจะดูกันที่คุณภาพและราคาของสินค้านั้นๆ เป็นหลัก

แต่การเลือกซื้อหนังสือใหม่นั้น เหมือนกันการต้องเสี่ยงลองของใหม่ที่เราไม่เคยซื้อ อยู่เสมอ เราจะไม่สามารถรู้ได้จริงๆ ว่าเราซื้อมาแล้วจะชอบหรือไม่ จนกว่าจะได้อ่านจริงๆ ดังนั้นเรามักจะฟัง เสียงของคนที่อ่านมาแล้ว ไม่ว่าจะมีคนมารีวิว เพื่อนแนะนำมา ตลอดจน หนังสือเล่มนั้นติด อันดับยอดนิยมจากที่ต่างๆ เป็นหนังสือที่ใครๆ ก็อ่านกัน ซึ่ง อิทธิพลจากสังคมเหล่านี้ จะส่งผลต่อการตัดสินใจในการเลือกซื้อของเรามาก

หรืออีกกรณี หากเรามีนักเขียนที่เราชอบ สไตล์การเขียนของเขาอยู่แล้ว เราเคยอ่าน ผลงานก่อนๆ ของเค้าแล้วประทับใจ เมื่อเค้ามีผลงานออกมาใหม่ เราก็จะตื่นเต้นที่จะได้ตามอ่าน กรณีแบบนี้ เราซื้อได้ทันที โดยไม่ต้องคิดมากนัก นักเขียนที่ดังๆ ก็จะมีฐานแฟนคลับจำนวนหนึ่ง ที่คอยตามอ่าน ทำให้เค้ามีรายได้เลี้ยงชีพ เป็นนักเขียนมืออาชีพได้

หากเราวิเคราะห์ใน Concpet ของ Platform ReadAwrite จะเห็นได้ว่า ReadAwrite ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อให้ นักเขียน เอานิยายออกมาวางขายให้นักอ่านเลือกซื้อ แบบ market place platform ทั่วไป ไม่ได้ทำให้นิยายเป็น commodity product ที่ตัดสินใจกันที่ spec และ ราคา การเลือกหาหนังสืออ่าน ไม่น่าจะเป็นแบบนั้น

แต่เป็น Platform ที่ออกแบบมาโดยการคำนึงถึง ความเข้าใจในการเลือกซื้อหนังสือของผู้บริโภค เป็นอย่างดี

เช่น หากเราวิเคราะห์ใน กลไกต่างๆ ใน Platform นี้จะเห็นได้ว่า บริษัทใช้ระบบ Ranking ในการนำเสนอ นิยายให้กับนักอ่าน

โดยในหน้าแรกของ App ที่เข้ามา จะเห็นได้ว่า นิยายที่อยู่ในหน้าแรกนี้ จะเป็น นิยายที่ได้ติด Top Chart อันดับบนๆ ใน chart "ใหม่มาแรง" นี้ด้วยกันทั้งสิ้น และ หากนักอ่าน หานิยายในหน้า ถัดไป เข้าไปในทีละหมวดหมู่ คุณก็จะได้เจอ กับ นิยายที่ติดอันดับ chart ต่างๆ เช่น chart "ใหม่มาแรง" หรือ chart "ยอดฮิต" หรือ Chart "ขายดี" ของแต่ละหมวดนิยาย เหล่านี้เป็นต้น
RAW Platform.jpg

การใช้ระบบ Ranking ติดอันดับ นี้เอง ทำให้นักอ่านเลือกหาอ่านนิยายได้ง่าย เหมือนได้คำแนะนำมาแล้ว ว่าเรื่องไหนบ้างที่น่าสนใจ เป็นที่นิยมอยู่ในสังคม อ่านไปคุยกับคนอื่นรู้เรื่อง และมีให้คอมเมนต์พูดคุย ทั้งขณะที่อ่านอยู่ หรือ อ่านจบในแต่ละตอนด้วย

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

การออกแบบ platform ในลักษณะที่ให้ นักอ่าน ที่กำลังค้นหานิยายอ่าน จะมองเห็นได้เฉพาะนิยาย ที่ติดอันดับเป็นหลักนี้ ส่งผลต่อพฤติกรรมของ นักเขียนใน platform เป็นอย่างมาก

เพราะถ้าหากต้องการให้ นักอ่านมองเห็นนิยาย ของตน นักเขียนจำเป็นที่จะต้อง ทำให้นิยายขึ้นติด chart ต่างๆ เหล่านี้ให้ได้ (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Chart "ใหม่มาแรง" ที่จะทำให้มี visibility ดีที่สุด เพราะจะได้อยู่ในหน้าแรกของ platform)

โดย Platform ก็จะเป็นผู้กำหนด criteria ว่าจะการจะติดอันดับในแต่ละ chart นี้เป็นอย่างไร เพื่อให้เกิดการแข่งขันกันในกลุ่มนักเขียน ที่ต้องการติด chart ยกตัวอย่างเช่น

1. จะติดอันดับ "ใหม่มาแรง"ได้ นิยายต้องเป็นเรื่องใหม่ ที่มี engagement จากนักอ่าน ต่างๆ เยอะ เป็นต้น และ นิยายแต่ละเรื่องจะถูกกำหนดให้ อยู่ใน list ของ chart นี้ได้เพียง 15 วันแรก

ส่งผลทำให้นักเขียนต้องเร่ง โปรโมท ตามช่องทางใน social media อื่นๆ ให้ดึงคนเข้ามาอ่านนิยายของตนใน readawrite (บริษัทเองก็ไม่ต้องเสียค่าโปรโมท platform เอง แต่นักเขียนจะเป็นคนช่วยหานักอ่านให้เข้ามา) และ ต้องรีบทำให้มากๆ ก่อนที่หมดเวลา 15 วันแรกที่นิยายเรื่องนั้นจะมี visibility อยู่ใน chart นี้ได้ ถ้านิยายอยู่ใน อันดับต้นๆ visibility จะเยอะมาก จนนิยายเป็น mass สามารถทำรายได้ได้ และ สร้างฐานผู้อ่าน ผู้ติดตามได้เพิ่มขึ้น


2. และต่อไปหลังจากที่หลุด chart "ใหม่มาแรง" เพราะเก่ากว่า 15 วันไปแล้ว ถ้าอยากมี visibility ต่อไปต้องพยายามดันให้ติด chart อื่นๆ เช่น จะติดอันดับ "ขายดี" ได้ นักเขียนจำเป็นจะออกเป็น E-book ขายใน MEB ไปด้วย

ส่งผลให้นักเขียน เขียนนิยายให้จบ หรือ เขียนแบบมี stock เอาไว้หลายๆ ตอนก่อนที่จะเอามาลง publish ส่งเสริมให้ นักเขียนไป monetize เป็น E-book ใน MEB ที่เป็นตลาดที่ มีกำลังซื้อ ให้ ReadAwrite เป็นต้นน้ำส่งนิยายไปให้ MEB platform

3. หรือการกำหนดระยะเวลาที่นิยายแต่ละเรื่องจะสามารถอยู่ chart ต่างๆ ได้ก็จะเป็นการ กระตุ้นให้นักเขียนออกนิยายใหม่ๆ มาสม่ำเสมอ ไม่หวังแต่นิยายเก่าๆ เพียงอย่างเดียว

บริษัทสามารถปรับจูน criteria เหล่านี้ เพื่อเป็นการกำหนด พฤติกรรม User ให้เป็นไปใน ทิศทางที่บริษัทต้องการให้เป็นได้ (พวก criteria ต่างๆ เหล่านี้บริษัทไม่ได้เปิดเผย นะครับ และ เข้าใจว่าก็มีการปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามสถานการณ์ อันนี้ลอง ตามกลุ่ม นักเขียนนิยาย ต่างๆ ใน Facebook Group ดูครับ มีสอบถาม พูดคุย เรื่องทำไงให้ติด chart กันตลอดครับ)

.........................................................................................................................................................................................................

ทั้งนี้ทั้งนั้น การที่จะทำให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนใน Platform นี้ นักเขียนจำเป็นที่จะต้องสร้างฐานนักอ่านที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ เป็นผู้"ติดตาม" ให้มากๆ โดย platform ได้ออกแบบ ให้มีระบบแจ้งเตือน ให้ผู้ติดตามรู้ เมื่อนักเขียนทำการอัพเดท นิยายใหม่ๆ ขึ้นมา

ซึ่งหากใครมีผู้ติดตามเยอะ มีฐานลูกค้าที่รอคอยผลงานเยอะ พอเขียนนิยายเรื่องใหม่ๆ ก็จะมี engagement เยอะ ไม่ต้องวิ่งไปหาลูกค้าใหม่จากที่อื่นๆ และก็จะมีความได้เปรียบที่จะไป ติดอันดับใน chart "ใหม่มาแรง" และ คนที่ชอบก็จะตามไป support นิยายที่เป็น e-book ใน meb ติด chart ขายดี ต่อไป เมื่อนิยาย เป็นที่นิยม เป็น mass ก็จะมีนักอ่านอื่นๆ ให้ความสนใจ ได้ผู้ติดตามเพิ่มขึ้น วนต่อเนื่องกันไป จนกลายเป็นวงจรแห่งความสำเร็จไปในที่สุด

....................................................................................................................................................................................................................

นอกจากนี้ นักอ่านที่เข้ามาใน platform ไม่ได้มี visibility มองเห็นเฉพาะนิยายที่ติดอันดับเพียงอย่างเดียว เท่านั้น แต่ นักอ่าน จะสามารถมองเห็นมี visibility ต่องานเขียนของ นักเขียนที่เขา "ติดตาม" อยู่ด้วย ซึ่งระบบจะขึ้น list ให้เห็นในหน้า Reading และมีแจ้งเตือนทุกครั้งที่มีการ update เลย

เป็นการตอบโจทย์ นักอ่านที่เลือกอ่านตาม นักเขียนที่เขาชื่นชอบ และเป็นการตอบโจทย์ให้ นักเขียนมีฐานนักอ่านที่เป็นฐานลูกค้าของตนเอง

ดังนั้น นักเขียนต่อให้เขียน นิยายออกมาแล้วไม่ติด top chart ไม่ได้เป็น mass แต่ถ้าหาก เค้ามี follower อยู่จำนวนหนึ่ง นิยายของเค้าก็จะมี visibility ในกลุ่มที่เป็น follower ของเค้าอยู่เสมอ โดยกลุ่ม follower เหล่านี้ จะเป็นกำลังสำคัญในการ support นักเขียนต่อไป

หากลองไปดู นักเขียนที่มี นิยายที่ขายดี ใน MEB เอง มีสร้างฐานนักอ่านมาจาก ReadAwrite กันทั้งนั้น นักเขียนเหล่านี้ ต่างก็มีฐาน Follower ที่ค่อนข้างมีจำนวนพอสมควร (หลักพัน ถึงหลักหมื่น follower) และออกหนังสือมาต่อเนื่อง (เฉลี่ยคนละราวๆ 20 เล่ม)

ซึ่งในธุรกิจหนังสือนิยาย E-book นั้น ถ้าเขียนได้ซัก 2 เดือนต่อเล่ม และ ถ้ามี follower ช่วยซื้อหนังสือได้ครั้ง 1,000 เล่ม แค่นี้ ก็น่าจะทำเป็นอาชีพได้สบายๆ ได้
.........................................................................................................................................................................

สรุป

จะเห็นได้ว่า Platform ได้ออกแบบมา ให้นิยายสามารถมี visibility ได้เฉพาะเรื่องที่ ฮิต เป็นที่นิยมในขณะนั้นๆ และ เรื่องที่มีคนติดตาม อยู่ เพียงแค่นั้น ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ฮิต และ ไม่มีคนติดตาม มันจะจมหายไปในมหาสมุทรนิยาย กว่า แสนๆ เรื่อง

การเขียนนิยายออกมาให้ดีให้มีคุณภาพนั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่ไม่ใช่คำตอบของความสำเร็จทั้งหมด นอกจากจะสร้างงานเขียนดีๆออกมาได้แล้ว ต้องทำให้ นิยายเป็นที่ยอมรับในสังคม และ สร้างฐานนักอ่านเป็นของตัวเอง ให้ได้ จึงจะประสบความสำเร็จ

ลักษณะ ReadAwrite นั้นถูกออกแบบเพื่อสนับสนุนให้นักเขียน สร้างฐานแฟนคลับนักอ่านของตนเองขึ้นมา เราเรียก Platform แบบนี้ว่า Audience Builder Platform (สามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยว concept platform นี้จาก อาจารย์ Jeff Towson, https://jefftowson.com) โดยสนับสนุน ให้นักเขียนสร้าง community สร้างความสัมพันธ์ กับนักอ่าน ขึ้นมา ยิ่งทำได้ดี จะยิ่งสามารถ ประสบความสำเร็จใน platform และ สร้างรายได้ให้กับตนเองได้ต่อเนื่อง

ในปัจจุบัน น่าจะมี น้องๆ ที่อยู่ในวัยเรียน หรือ เรียนจบใหม่ๆ จำนวนมากที่เขียนนิยายในการหารายได้ หลายคนทำจนเป็นอาชีพ มีรายได้ต่อเนื่อง ถ้าใครมีเวลา ลอง search "รายได้ นักเขียนนิยาย" "รายได้ ReadAwrite" ใน Tiktok ดูกันเล่นๆ ครับ
“Market prices are always wrong in the sense that they present a biased view of the future.”, Soros.

Blog about the investment playbook https://www.blockdit.com/alphainvesting
Bungkom
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 27
ผู้ติดตาม: 7

Re: HL

โพสต์ที่ 6

โพสต์

สรุปจากสิ่งที่ได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่บูท HL ในงาน mai forum 22/6/24
- บริษัท ทำร้ายขายยา เป็นหลักและมี house brand อาหารเสริมของตัวเอง ซึ่งใช้นวตกรรม ที่รับการวิจัยร่วมกับ สวทช. ขายที่ร้านตัวเอง
- มีทำผลิตภัณฑ์ดับกลิ่นของสัตว์เลี้ยง ดับกลิ่นได้ดีจริง แต่คู่แข่งเพียบ
- มีสาขาเยอะ เก่งในเรื่องของการ manage สต้อกยาต่างๆ
- ลูกค้าหลักๆคือ คนที่ต้องกินยาต่อเนื่อง แล้วซื้อจาจากใบสั่งแพทย์ซึ่งราคาจะถูกกว่า ยาใน โรงพยาบาล

บุ๊ค
ภาพประจำตัวสมาชิก
killyX
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 533
ผู้ติดตาม: 211

Re: SUN

โพสต์ที่ 7

โพสต์

โครงสร้างรายได้ของ SUN ใน Q1/67 มีรายได้ในไทยเป็น 27% ส่วนรายได้ส่งออก 73% แล้วมีสัดส่วนรายได้ตามสินค้าดังนี้

1. ข้าวโพดหวานกระป๋องส่งออกเป็นรายได้ 47% เนื่องจากปีแล้วยอดส่งออกสูงผิดปกติ pent up demand ในกลุ่มลูกค้าหลักอย่าง Japan, Korea, Taiwan ดีขึ้นใน พ.ค. แบบ % MoM เริ่มเห็นการ restock สินค้าหมวดนี้มีลูกค้าส่วนมากบริโภคในครัวเรือน
corn may24 MoM.png
2. ข้าวโพดหวานแช่แข็ง ( frozen ) 18% ซึ่ง SUN ซึ่งส่วนมากส่งออกไป Japan, Taiwan ก็เติบโตใน เม.ย.และ พ.ค.67 สินค้าหมวดนี้มีลูกค้าส่วนมากในกลุ่ม HoReCa
frozen corn may24.png
3. ข้าวโพดหวานแบบถุงสูญญากาศ ( pouch ) 11% ซึ่งส่วนมากส่งออกไป Korea ซึ่งขายดีจนติด Top 1 และ 2 ใน Coupang is the first marketplace and largest online retailer in South Korea
kc coupang korea.png
https://www.coupang.com/np/search?q=%EA ... nel=relate

4. RTE 17% เป็นรายได้ในไทยที่มีลูกค้ารายใหญ่คือ 7-11 ซึ่งในอนาคตจะมีรายได้ส่งออกจาก RTE ที่มี shelf life 1 ปี

ดังนั้นการใช้ตารางส่งออก ควรดู Biz model & Revenue structure ของธุรกิจให้ดีก่อน ต่อให้บริษัทอยู่อุตสาหกรรมเดียวกันก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน และควรมีข้อมูลอื่นประกอบอย่าง Market survey ในตลาดลูกค้าหลัก,ยอดซื้อและรีวิวของลูกค้าใน online ไม่งั้นมีโอกาสจะ mislead แบบหุ้นส่งออกเครื่องดิ่มบางตัวที่ไม่ใช่ผู้นำอันดับต้นๆ ในอุตสาหกรรมนั้นแล้วคิดไปเองว่าบริษัทดีเพราะภาพรวมยอดส่งออกเติบโต แต่ความจริงแล้วยอดส่งออกนั้นรวมผู้ส่งออกทั้งอุตสาหกรรม แล้วยอดส่งออกส่วนมากที่เติบโตอาจไปกระจุกรวมในผู้ส่งออกอันดับต้นๆ ของอุตสาหกรรมนั้น

จาก Market survey ในโพสก่อนๆ ช่วงต้นเดือน มิ.ย. ในญี่ปุ่น พบว่า ข้าวโพดหวานกระป๋องที่ขายดีมากเป็น Private brand (PB) อย่าง Top Value (AEON) , JONETZ (Don Quijote's) ซึ่งผลิตในไทยแล้วถ้าสินค้าเหลือน้อยใน shelf ไม่ช้าเร็วก็มีการ restock เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนจาก Brand Loyalty ไปเป็น Price & Quality ตามภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและสังคมผู้สูงอายุทำให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อลดลง อ้างอิงบางส่วนในบทความดังนี้


ทำความรู้จักกับ “Private Brand”และโอกาสของสินค้าไทยในตลาดญี่ปุ่น

ปัจจุบันสินค้า PB ได้พัฒนาและเปลี่ยนภาพพจน์และการรับรู้ของผู้บริโภคญี่ปุ่นที่เคยมองว่าสินค้า PB เป็นสินค้าราคาต่ำที่คุณภาพด้อยกว่าสินค้าปกติหรือสินค้า National Brand (NB) หรือ Manufacturer Brand มาเป็นสินค้าที่ราคาต่ำแต่มีคุณภาพที่รับได้หรือคุณภาพสูง ดังนั้น การผลิตสินค้า PB จึงต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพเป็นอันดับแรก และในขณะเดียวกันต้องมีราคาที่แข่งขันได้ด้วย
https://www.ditp.go.th/post/161068
การลงทุนมีความเสียว โปรดใช้วิจารณญาณในการลอก
ลองขวย
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 8
ผู้ติดตาม: 3

Re: YGG

โพสต์ที่ 8

โพสต์

1000023723.jpg
ผมขออนุญาตแชร์ข้อมูลด้านตัวเลขการซื้อและขายหุ้น คุณธนัช ตั้งแต่เข้าตลาดมาครับ เผื่อข้อมูลเป็นประโยชน์ครับ

ผมแนบรายการซื้อขาย หุ้น ของคุณ ธนัช ตั้งแต่เข้าตลาดมา ซื้อหุ้นเพิ่มก่อนแตกพาร์นะครับ ใช้เงินไป ประมาณ 34 ล้านบาท ขายหุ้น และใบสำคัญแสดงสิทธิ์ไปแล้วทั้งหมด เป็นเงินประมาณ 290 ล้านบาท หักลบกันแล้วคุณธนัชยังมีเงินสดไปลงทุนที่อื่นสบายๆ อีก 260 ล้าน

ราคาที่คุณธนัชซื้อเข้าคือ 1 -2 บาทกว่า ถ้าเป็นราคาวันนี้ รวมไปถึงได้หุ้นปันผลฟรีเข้ามาอีก ทุนคุณธนัชคงต่ำมากๆครับ เงินสดคุณธนัชก็มีเยอะ

ตั้งข้อสังเกตุ 19/6/67 ที่ปิดฟลอร์ วันนี้ YGGติดลิส Program trading ครับ ผมมองว่ามันคือMoney Game ของคนบางกลุ่ม อาจจะมีการเล็งเห็นจำนวน Margin ที่ใช้ของคุณธนัช และผู้ถือหุ้นรายใหญ่ท่านอื่น +งบไม่ค่อยดี รวมกับกระแสความกลัวตลาด เลยทิ่มเลือกมาเลย (มีโอกาศชนะสูง) คนโดนฟอร์ซเซล อาจจะมีหรือไม่มีก็ได้ครับ แต่ถ้ามี ก็อาจจะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ท่านอื่น
EAKEPON
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 297
ผู้ติดตาม: 28

Re: KAMART

โพสต์ที่ 9

โพสต์

แนบไฟล์
FB_IMG_1719047943939.jpg
Screenshot_20240622_162217_Facebook.jpg

"มันเป็นเช่นนั้นเอง"
ภาพประจำตัวสมาชิก
trillionaire
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1214
ผู้ติดตาม: 83

Re: APCO

โพสต์ที่ 10

โพสต์

ผมว่า ลองย้อนดูในอดีต ในสิ่งที่ผู้บริหารให้สัมภาษณ์ กับ สิ่งที่ทำได้จริง
ผู้บริหาร ส่วนใหญ่ เค้าต้องมองบริษัทและแผนงานที่เค้าวางไว้ ดีอยู่แล้วครับ
หน้าที่นักลงทุน คือ ต้องหาข้อมูลรอบด้าน เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด
ประเมินความเป็นไปได้ โดยดูจาก ข้อมูลตลาด ข้อมูลคู่แข่ง ประสบการณ์การใช้ผลิตภัณฑ์
ยิ่งสินค้าส่งออก เราไม่มีโอกาสไปเห็นว่า ตลาดดีจริงหรือไม่
ผมเชื่อว่า ถ้าสินค้าดีจริง ไม่ต้องหวังตลาด ตปท หรอกครับ
ขายในประเทศ ก็ผลิตไม่ทันละครับ

ถ้าออกสื่อจะโตเท่านู้นเท่านี้ ต่อมา มีเหตุ ทำให้ไม่ถึงเป้า
เป็นแบบนี้ บ่อยๆ จะมีผลต่อความน่าเชื่อถือ ของ ผู้บริหารเอง
A469338

Re: APCO

โพสต์ที่ 11

โพสต์

ผมคิดว่า ไม่เกี่ยวกับ การเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย และแยกเรื่องยอดขาย หรือผู้ซื้อออกไปก่อน

แต่เรากำลังมองในมุมพื้นฐานของผลิตภัณฑ์ว่า ควรอ้างอิงแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ
หากเราไม่เข้าใจก็สามารถขอความเห็นผู้เชี่ยวชาญ ในสายการแพทย์ อย่างคุณหมอ หรือ เภสัชกรที่รู้จักก็ได้ครับ
ไม่ใช่ บริษัทให้ข้อมูลอะไรมา ก็เชื่อตามไปหมด โดยเฉพาะข้อมูลที่มีผลต่อ สุขภาพและชีวิตของคนไข้

ผมคิดว่า ถ้าผลวิจัยยังไม่เป็นที่ยอมรับ ก็ควรรอให้ได้รับการยืนยันจากสถาบันที่ได้มาตรฐานก่อน
หรือมีงานวิจัยเพิ่มเติมสนับสนุนมากกว่านี้ แต่เท่าที่เห็นการลงข่าวในบางสื่อ ว่า เป็นวารสารชั้นนำของสหรัฐอเมริกา
มองว่า ผู้เขียนข่าวน่าจะขาดความเข้าใจในมาตรฐานวารสาร จริงๆ

ถ้างานวิจัยงานเดียว ได้ตีพิมพ์ ในวารสารที่ยังไม่เป็นที่ยอมรับ แล้วนำไปโปรโมทใหญ่โต
แม้ไม่ได้มีผลต่อความปลอดภัย แต่ผลการรักษาระยะยาว ในกลุ่มคนไข้ที่จำนวนมากขึ้น
ก็ยังเป็นความรับผิดชอบของเราต่อคนไข้ที่เชื่อถือข้อมูลที่ให้ไป ที่คาดหวังประสิทธิผลของยา

ไม่ต้องห่วงนะครับ ไม่ว่าจะใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองนานแค่ไหน
หากผลิตภัณฑ์ดีจริงๆ ก็จะเป็นความสำเร็จที่ยั่งยืนให้เราได้ ในที่สุดครับ
ภาพประจำตัวสมาชิก
sai
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 4098
ผู้ติดตาม: 320

Re: MASTER

โพสต์ที่ 12

โพสต์

ผมลองให้ chagpt วิเคราะห์ ดีลนี้ครับ ว่ามองยังไงบ้าง
การวิเคราะห์สถานการณ์ที่คุณหมอเบส (ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ V Square) กลับมาซื้อหุ้นของบริษัท มาสเตอร์ สไตล์ (MASTER) จำนวนรวม 711 ล้านหุ้น บวกกับ 454.836 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 59.25 บาท ด้วยเงินส่วนตัว และหุ้นทั้งหมดถูกล็อคห้ามขายออกมาเป็นเวลา 5 ปี สามารถทำได้โดยใช้หลายมิติ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 5 มิติหลักๆ ดังนี้:

### 1. การวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวในตลาดหุ้น
- **จำนวนหุ้นที่ซื้อ**: รวม 1,165.836 ล้านหุ้น เป็นปริมาณการซื้อขายที่มีนัยสำคัญ ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาหุ้นของ MASTER มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ ขึ้นอยู่กับความต้องการและอุปทานในตลาด
- **ราคา**: การซื้อหุ้นในราคาหุ้นละ 59.25 บาท บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นของคุณหมอเบสในศักยภาพและอนาคตของบริษัท
- **ผลกระทบจากการล็อคหุ้น**: การล็อคหุ้นห้ามขายออกมาเป็นเวลา 5 ปี ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนว่าคุณหมอเบสมีความตั้งใจในการลงทุนระยะยาวและเชื่อมั่นในอนาคตของบริษัท

### 2. ความสัมพันธ์ระหว่าง V Square และ MASTER
- **ความเชื่อมโยงในธุรกิจ**: V Square และ MASTER มีความเชื่อมโยงในธุรกิจด้านความงามและสุขภาพ การลงทุนของคุณหมอเบสใน MASTER อาจมีเป้าหมายในการเสริมสร้างความสัมพันธ์และการร่วมมือกันในธุรกิจ
- **การเพิ่มอำนาจในการตัดสินใจ**: การเข้าซื้อหุ้นในปริมาณมาก ทำให้คุณหมอเบสมีอำนาจในการตัดสินใจและมีผลกระทบต่อทิศทางของบริษัทมากขึ้น

### 3. การวิเคราะห์ผลกระทบทางการเงิน
- **กระแสเงินสดและหนี้สิน**: การใช้เงินส่วนตัวในการซื้อหุ้นจำนวนมากอาจแสดงถึงความสามารถในการจัดการทางการเงินของคุณหมอเบส และลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้เงินทุนจากธุรกิจหลัก
- **ผลตอบแทนจากการลงทุน**: หากราคาหุ้นของ MASTER มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการลงทุนใน V Square การซื้อหุ้นในราคาปัจจุบันอาจทำให้คุณหมอเบสได้รับผลตอบแทนที่ดี

### 4. ความคิดเห็นและการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์
- **ความคิดเห็นของนักวิเคราะห์**: ควรตรวจสอบความคิดเห็นจากนักวิเคราะห์ตลาดหุ้นและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมว่าพวกเขามองเห็นแนวโน้มอย่างไรในอนาคต
- **การคาดการณ์**: นักวิเคราะห์อาจมีการคาดการณ์ว่าการร่วมมือกันของ V Square และ MASTER จะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งและโอกาสในการเติบโตของทั้งสองบริษัท

### 5. การวิเคราะห์ความเสี่ยงและโอกาส
- **ความเสี่ยง**: ควรพิจารณาความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการลงทุนในหุ้นปริมาณมาก เช่น ความผันผวนของราคาหุ้น, ความเสี่ยงทางการเงิน, และความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน
- **โอกาส**: การลงทุนนี้อาจเป็นโอกาสในการขยายธุรกิจและเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนรายอื่นๆ

การล็อคหุ้นไม่ให้ขายเป็นเวลา 5 ปี เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของคุณหมอเบสในความมั่นคงและอนาคตของ MASTER ทำให้การลงทุนนี้น่าสนใจมากยิ่งขึ้นสำหรับนักลงทุนรายอื่นที่กำลังมองหาความมั่นคงในระยะยาว.
Small Details Make a Big Difference
A085638

Re: MASTER

โพสต์ที่ 13

โพสต์

ช่วงนี้คลินิกความงามยอดตกทั่วประเทศนะครับ พอดีทำงานaesthetic
ยอดตก ในกลุ่มก็คุยกันว่าลคไม่ค่อยใช้จ่าย
sssjjjj
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 555
ผู้ติดตาม: 66

Re: NRF

โพสต์ที่ 14

โพสต์

เท่าที่ดู มีลูกหนี้อื่น ค้าง 400 ล้านบาท มาหลายไตรมาสละครับ ถ้าไล่ไป โผล่มาตั้งแต่ Q3-2565 จากการสอบถาม IR ซึ่งเค้าก็ถาม ฝ่ายบัญชีให้ คือ เป็นการขายเงินลงทุนประมาณ 260 ล้านบาท ซึ่ง Q3-65 มีการขายเงินลงทุน อันนึง น่าจะคืออันนี้หรือเปล่าไม่แน่ใจ ตรงนี้ดูเองละ ไม่ได้ถามฝ่าย IR

จริงๆ เป็นบริษัทที่มี รายการพิเศษหลายอย่างนะ Q1 ที่บอก กำไร new high แต่ไปดู ก็มี กำไรจาก FX กับ ปรับ มูลค่าเงินลงทุน ประมาณ 50 ล้านได้เลย แล้วการนำเสนอใน oppday ไม่ค่อยได้พูดเรื่องพวกนี้เท่าไหร่นัก มีแต่แผนธุรกิจซึ่งมีเยอะมาก ก็แถบจะหมดเวลา oppday ละ
EAKEPON
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 297
ผู้ติดตาม: 28

Re: KAMART

โพสต์ที่ 15

โพสต์

แนบไฟล์
Screenshot_20240622_194500_Chrome.jpg

"มันเป็นเช่นนั้นเอง"
Ztriker
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 13
ผู้ติดตาม: 2

Re: M

โพสต์ที่ 16

โพสต์

ขอแชร์ประสบการณ์จากต่างจังหวัดบ้างครับ

ห้างสุนีย์ อุบล ช่วงเที่ยง วันอาทิตย์
มีทั้ง MK และยาโยอิ

MK คนประมาณ 60%
ยาโยอิ คนประมาณ 75-80% จากปกติที่ใช้ประจำน่าจะ 40-50%

ผมเลือกกินยาโยอิ เพราะลูกชอบทานกุ้งเทมปุระของที่นี่ แปลกใจเหมือนกันทานร้านอื่นก็ไม่ชอบเท่าร้านนี้ มีข้อสังเกตคือ
ทางร้านมีการปรับเมนูอาหารใหม่ทั้งหมด ราคาเพิ่มขึ้นประมาณ 15-20% จากเดิม รูปอาหารดูน่าทานมากขึ้นครับ
ภาพประจำตัวสมาชิก
trillionaire
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1214
ผู้ติดตาม: 83

Re: PRINC

โพสต์ที่ 17

โพสต์

สำหรับผมที่เป็น FC PRINC มาตลอดตั้งแต่ ปี63หลังCovid
เฝ้ารอให้เค้าไปถึงเป้า20 รพ ซึ่งเวลานี้ ใกล้ถึงเป้านั้นแล้ว
ผมมองPRINC คือ เชนรพ.ที่จะมาเป็น BDMS 2
แต่สร้างตัวมาจากเมืองรอง ไม่ได้โตจากการควบรวมกิจการ

ผมชื่นชมความเก่งของเจ้าของ ในดีลซื้อหุ้นBHส่วนตัว
และบางงานที่BHทำร่วมกันกับPRINC
ผมติดต่อเลขาที่เป็นIRอยู่เรื่อยๆ เธออยู่ที่นี่มานาน
การลาออกทำให้ค่อนข้างแปลกใจ

แต่พอข่าวนี้ออก เรียกได้ว่า ช็อคความรู้สึก ในฐานะFC
แม้เรื่องราวจะเกิดนานแล้ว แต่มันทำลายภาพจำดีๆที่มีมาตลอด
และทำให้มุมมองต่อหุ้นเปลี่ยนไป

ผมว่า ถ้าทำใจกับเรื่องนี้ได้
การปรับโครงสร้าง ให้ผู้บริหารมืออาชีพเข้ามา
สร้างความเปลี่ยนแปลงและขยายงานได้อย่างรวดเร็ว
หากหุ้นราคาลงเพราะเหตุการณ์นี้ ก็มองเป็นโอกาส
โพสต์โพสต์