โชคดีที่เกิดเป็นคนไทย/วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ

บทความต่างๆที่ตีพิมพ์ใน ThaiVI คุณสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
Post Reply
Thai VI Article
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1478
Joined: Wed Jul 11, 2012 10:42 pm

โชคดีที่เกิดเป็นคนไทย/วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ

Posts by Thai VI Article » Tue Jul 21, 2020 6:49 pm

หลายท่านคงเคยสงสัยว่า ทำไมราคาสินค้าหรือบริการของบางประเทศสูงเหลือเกิน เวลาเราไปเที่ยว จะซื้อน้ำ หรือกาแฟสักแก้ว ก็รู้สึกว่าราคาสูง แต่เวลาเราไปในอีกบางประเทศ ข้าวของราคาถูกมาก มีเงินไม่กี่สิบบาท จ่ายกับข้าวมาทำอาหารได้มื้อหนึ่งแล้ว

ความแตกต่างของค่าครองชีพที่เราพบเห็นนี้ ไม่ได้เป็นความแตกต่างของค่าครองชีพล้วนๆ แต่เป็นผลของอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศด้วย ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบด้วยอัตราแลกเปลี่ยนตามท้องตลาดแล้ว บางประเทศก็มี ”ราคา”ของสินค้า “สูง” กว่าความเป็นจริง ในขณะที่บางประเทศก็มีราคาของสินค้าที่ “ต่ำ” กว่าความเป็นจริงที่อำนาจเงินของเขาซื้อหาได้

ธนาคารโลก หรือ World Bank ได้จัดทำขนาดของเศรษฐกิจโลก โดยนำประเด็นเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนคิดตามอำนาจซื้อ หรือ Purchasing Power Parity มาคำนวณหาขนาดเศรษฐกิจที่แท้จริงของแต่ละประเทศ เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบระหว่างกันได้ โดยไม่มีผลของอัตราแลกเปลี่ยนมากวนใจ (สนใจอ่านเพิ่มเติมจาก Purchasing Power Parities and the Size of World Economies)

ท่านคงสามารถเดาได้ว่า ค่าครองชีพของไทย เมื่อคิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทในตลาด ถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยค่ะ พูดง่ายๆคือ อำนาจซื้อของเราเยอะกว่าที่เห็นนั่นเอง

ในปี พ.ศ.2560 ซึ่งเป็นปีล่าสุดที่มีข้อมูล จีดีพี คิดตามอำนาจซื้อ ประเทศไทยมีรายได้ประชาชาติ คิดตามอำนาจซื้อ รวมเท่ากับ 1.203 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือ ประมาณ 40.83 ล้านล้านบาท และมีรายได้ต่อหัวคิดตามอำนาจซื้อ ประมาณ 17,781 เหรียญ หรือประมาณ 603,487 บาทต่อปี

เมื่อเปรียบเทียบในกลุ่ม 176 ประเทศหรือเขตเศรษฐกิจในโลก ที่มีข้อมูลอยู่ในการวิจัย ประเทศไทยจะมีรายได้ต่อหัวอยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก ที่ 16,596 เหรียญ หรือประมาณ 563,268 บาท ต่อปี (เส้นประสีเขียวแนวตั้ง) (ใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ ขณะนั้น เท่ากับ 33.94 บาทต่อเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ)

เรียกได้ว่า เรามีฐานะปานกลางเมื่อเทียบกับประชากรของโลกทั้งหมดค่ะ

ในขณะที่หากคำนวนรายได้ประชาชาติตามอัตราแลกเปลี่ยนของตลาด ในปี 2560 เท่ากับ 455,300 ล้านเหรียญ หรือ 15.45 ล้านล้านบาท และรายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากร เท่ากับ 6,729 เหรียญ หรือประมาณ 228,382 บาทต่อปี ทำให้เราดูเหมือนจนไปหน่อยนะคะ เพราะการคำนวณของธนาคารโลกทำให้เราเห็นว่า คนไทยมีอำนาจซื้อ 2.6 เท่าของอำนาจซื้อที่กำหนดจากค่าของเงินตามอัตราแลกเปลี่ยนในตลาด

สำหรับค่าครองชีพนั้น ถ้าคิดค่าครองชีพเฉลี่ยของโลกอยู่ที่ 100 (เส้นประสีแดงแนวขวาง) ของไทยจะอยู่ที่ 57 ในขณะที่ประเทศที่มีอัตราค่าครองชีพต่ำที่สุด คือ ประเทศอียิปต์ มีอัตราดัชนีค่าครองชีพที่ 27 รองลงมาเป็น ยูเครน มีดัชนีค่าครองชีพที่ 33 และซูดาน กับคาร์จีสถาน มีดัชนีค่าครองชีพที่ 34 และมีอีกเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่มีดัชนีค่าครองชีพต่ำกว่าเรา อาทิ เมียนมาร์ 40 เซียร่าลีโอน 46 เบลารุส 47 อินเดียและปากีสถาน 48 มาร์ดากาสการ์ 49 สปป.ลาว 50 แปลว่า เรามีค่าครองชีพที่ต่ำกว่าประเทศส่วนใหญ่ในโลก

ข้อมูลนี้บอกอะไรแก่เรา

บอกว่าเราโชคดีเพียงใดที่ได้เกิดเป็นคนไทยค่ะ (เขียนแล้วน้ำตาจิไหล) เราไม่ได้รวยเงินทอง แต่เราก็มีกิน และก็สุขสบาย เรารวยอาหารและทรัพยากร ราคาข้าวของเราไม่แพง คนทั่วไปสามารถหาซื้อได้ เท่านี้ก็ถือเป็นสิ่งประเสริฐมากๆแล้วค่ะ

ประเทศกลุ่มที่อยู่ลำบาก คือกลุ่มที่รายได้ต่ำ ค่าครองชีพสูง หรือกลุ่มที่อยู่ในช่องซ้ายมือด้านบน โชคดีที่มีเพียงไม่กีประเทศ คือ บาร์เบโดส์ ดัชนีค่าครองชีพอยู่ที่ 165 ในขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อหัวอยู่ที่ 14,941 เหรียญต่อปี ท่านอาจจะลองนึกสภาพรายได้น้อยกว่าที่ท่านมีอยู่ในปัจจุบันนิดหน่อย แต่ของทุกอย่างราคาเป็น 3 เท่า ของปัจจุบัน ว่าจะอยู่ยากเพียงใด รองลงไปคือ เซนต์ลูเซีย ดัชนีค่าครองชีพอที่ 111 รายได้ต่อหัวอยู่ที่ 12,735 เรียญต่อปี และเบลิซ ดัชนีค่าครองชีพอยู่ที่ 103 คือค่าครองชีพแพงกว่าบ้านเราเกือบเท่าตัว ในขณะที่รายได้ต่อหัวเพียง 7,210 เหรียญต่อปี หรือเพียง 40% ของรายได้เฉลี่ยของเรา

กลุ่มประเทศที่อยู่ในช่องขวามือบน ก็เป็นกลุ่มประเทศที่ประชากรอยู่ยาก เพราะค่าครองชีพสูง แต่เผอิญมีรายได้สูง เลยพอจะเอาตัวรอดได้ อย่างไรก็ดี ประเทศกลุ่มเหล่านี้ หากมีการกระจายรายได้ไม่ดี คือคนรวยก็รวยมาก คนจนก็จนจริงๆ แถมอัตราค่าครองชีพยังสูงอีก คนไร้บ้านก็จะมีจำนวนมาก ถ้ารัฐสวัสดิการไม่ดี รัฐบาลเก็บภาษีในอัตราที่ไม่สูง มีโอกาสเกิดความไม่สงบ เหมือนที่เราเห็นในบางประเทศมาแล้ว

เมื่อทราบว่าเราโชคดีแล้ว เราต้องทำตนให้ดีด้วยค่ะ เชื่อว่าถ้าเราร่วมแรงร่วมใจกันทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด โดยสุจริต มีความสามมัคคี ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ช่วยส่งกำลังใจและคอยช่วยเหลือกัน ขอยกคำพูดของ คุณ อินาโมริ คาซึโอะ อดีตประธานของเจแปนแอร์ไลน์ส ที่ปลุกระดมคนญี่ปุ่นให้หันมาสู้ หลังจากที่เห็นคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ เริ่มรักสบายและไฟนักสู้หายไป

ท่านปลุกให้คนญี่ปุ่น “ไม่ยอมแพ้ มีจิตวิญญาณของนักสู้ที่ลุกโชน” ให้เหมือนที่รุ่นพ่อแม่มีในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ญี่ปุ่นต้องกอบกู้ประเทศขึ้นมา จนรุ่งเรือง กลายเป็นผู้ผลิตสินค้าคุณภาพดีแนวหน้าของโลก ท่านบอกว่า ตัวผู้บริหารเองต้องมีความปรารถนาแรงกล้า ต้องมีใจนักสู้ อยากเอาชนะก่อน แล้วจึงจะนำกิจการไปสู่ความสำเร็จได้

จะลุกขึ้นมาสู้ต้องมีไฟ และยิ่งเป็นผู้นำองค์กร ผู้นำหน่วยงาน ยิ่งต้องมีไฟ ต้องคอยจุดไฟในตัวเอง เพื่อจะส่งพลังไปถึงผู้อื่น เพื่อให้เขาจุดไฟในตัวของเขาให้ลุกโชน แล้วสู้เพื่อครอบครัว และเมื่อเราอยู่ดีกินดีแล้ว สามารถเผื่อแผ่ไปยังสังคมและประเทศชาติของเราด้วยค่ะ

เมื่อโชคดีแล้ว ถ้าใจสู้ และมุ่งสู่ความเป็นเลิศ ก็จะยิ่งมีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้น สู้สู้ค่ะ


Post Reply