ชื่นชอบบทความ และชื่นชม ดร. มากครับ
ถ้าไม่ใช่ ดร. ออกมาพูด คงไม่มีใครกล้าออกมาพูดอย่างนี้... ![]()
กรุณารอสักครู่...
คนเรานี่แปลกดีนะ
ที่นี่ก็เดาว่า ดร.หมายถึงคนที่อ้างเป็นเซียนที่อื่น
ที่อื่นก็เดาว่า ดร.หมายถึงเซียนที่นี่
เดากันไป เดากันมา แต่ไม่ยักมีใครเดาว่า ดร.หมายถึงตัวเรา (หรือเพื่อนก๊วนเรา)เอง
ขอบคุณครับอาจารย์
เป็นบทความที่ "โดน"มาก
บทความของอาจารย์แต่ละครั้ง ทำให้รู้ถึงความลึกล้ำ ตกผลึกทางความคิดมากเพียงใด
และอยากบอกว่าอาจารย์ "เหนือชั้น" และ "ของจริง"
กรุณา เขียนต่อไปนานๆ ผมจะติดตามอ่านประจำนะครับ อาจารย์
อ่านบทความตอนวัฒนธรรมเภทนี้แล้วทำให้ผมนึกถึงคำพูดของพระอาจารย์ (ปัจจุบันมรณภาพแล้ว)
ที่เปรียบเปรยไว้ว่า คนสองโลก
ซึ่งผมมองว่าเป็นธรรดาของปุถุชนที่เหยียบเรือสองแคมในการดำเนินชีวิต
อาจจะมีภาพความขัดแย้งในตัวเองที่คนอื่นมองไม่เห็น และภาพที่แสดงออกมาให้คนอื่นมองเห็นได้
ซึ่งตรงนี้อาจจะเป็นทางสายกลางของคนเหยียบเรือสองแคมก็ได้ คือทั้งทางโลกและทางธรรม
ส่วนพระที่ละทางโลกเข้าสู่ทางธรรม ก็จะเป็นทางสายกลางอีกสายหนึ่งที่มุ่งตรงสู่ความหลุดพ้น
ดังนั้นทางสายกลางของแต่ละคนจึงไม่เท่ากัน หาความพอดีในแบบฉบับของตนเอง
แล้วทางนั้นจะเป็นทางสายกลางสำหรับเรา
อืมจริงๆ ก็เริ่มงงว่า สิ่งที่เขาพูดเกี่ยวอะไรกับ สิ่งที่เขาทำด้วย?
เพื่อให้เข้า context
ถ้าเขาเก็งกำไรอัด margin แล้วได้กำไร แล้ว มา share ความรู้ แบบ VI
เราก็แค่พิจารณาเอาเองว่าสิ่งที่เขาพูดมัน make sense ไหม เป็นสาระไหม ก็แค่นั้นหรือเปล่า?
บทความนี้ ผมเข้าใจว่าการที่เราจะดูว่าใครเป็นอย่างไรอย่าดูเพียงคำพูด หรือการกระทำบางอย่าง
ให้ดูสิ่งที่เป็นตัวตนอย่างแท้จริง เช่นเดียวกับหุ้น
ที่บางครั้งเราซื้อเพราะ ประทับใจการพบปะพูดคุยเพียงครั้งสองครั้ง
เราควรตรวจสอบงบการเงิน ว่าแท้จริงแล้วมีการบริหารที่โปร่งใสหรือไม่
ผมว่าเป็นบทความที่มีเจตนาที่ดีครับ ไม่สมควรที่ใครจะไปเคืองในบทความนี้
แต่ผมห่วงเรื่องใจของอาจารย์ที่ไปวิจารณ์ผู้ที่ทำความดี ว่าทำในเชิงเอาหน้า
ทั้งคนที่ทำบุญ และรักษาศีล ฝึกสมาธิ จะทำให้ใจอาจารย์ ปิดรับการทำความดีที่สูงขึ้น
ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย สำหรับคนที่มีพร้อมทุกด้านและเสียสละให้ความรู้มาตลอด
จะไปเพ่งวิจารณ์ในความดีผู้อื่นครับ น่าจะอนุโมทนาดีกว่าจะไปมองว่าผู้ทำมีเจตนาใด
เพราะ เจตนาของใครก็คือกรรมของเขา แต่ เราไปเพ่งกรรมเขา เจตนาเราก็เป็นอกุศลครับ
ปล.ขออภัยหากทำให้ใครไม่พอใจครับ แต่ผมห่วงอาจารย์จริงๆครับ
ผมก็ลงทุนประสบความสำเร็จส่วนหนึ่งก็มาจากแนวคิดของอาจารย์ท่านนี้ครับ
ผมชอบคุณชิน นับถือในความรู้และหลักคิดของคุณชิน
นับถือในความใจกว้าง ที่เผื่อแผ่ความรู้สู่สาธารณะ
และตอบคำถามอธิบายเรื่องต่างๆ ที่คนถามอย่างตั้งใจ
ซึ่งหลักการณ์ที่คุณชินใช้ และประสพความสำเร็จนั้น
เป็นเคล็ดรับที่สร้างรายได้ให้แก่คุณชินมหาศาล
ต้องใช้ความกล้าหาญและเสียสละอย่างมาก
ที่จะยอมเผยแพร่ความรู้นั้นสูสาธารณะ
ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้ ผมก็รู้สึกต่อ ดร.นิเวศน์ เช่นกัน
แม้ในส่วนตัวแล้วผมเห็นว่าบทความนี้เป็นบทความที่ดี
แต่คุณประโยชน์ที่คุณชินให้ความรู้นั้น มีค่ามหาศาล
มีเพียงทัศนะคติเรื่องความเสี่ยงเท่านั้น ที่นักลงทุนไม่ควรปฏิบัตตาม
แต่ผมเชื่อว่าอีกไม่นานทัศนะคติเรื่องความเสี่ยงของคุณชินก็จะเปลี่ยนไป
โซรอสกับคุณชินนั้นต่างกัน
กำไรของโซรอสนั้นบางครั้งมาจากหายนะของหลายๆประเทศ
แม้โซรอสจะนำเงินมหาศาลมาทำบุญ
ก็เหมือนกับแม่เล้าที่เอาเงินกำไรจากการค้ากามมาสร้างวัด
บุญกุศลที่ได้แค่สลึงนึง
สำหรับคุณชิน ดร.นิเวศน์ วอแรนบัปเฟท คือการลงทุน
รวยขึ้นเพราะหุ้นที่ซื้อไว้มีราคาสูงขึ้น
ถ้าเอาเงินไปทำบุญ บุญที่ได้ก็ได้รับเต็มร้อย
TF มาแน่ๆ
ถ้าตัดเรื่อง Margin ออกไป
ผมคิดว่าการวิเคราะห์บริษัทแบบที่คุณชินได้อธิบาย
นั้นมีประโยชน์มากๆ สำหรับนักลงทุนแนวเน้นคุณค่า
ส่วนเรื่องของการทำความดี ศึกษาธรรมะนั้นเป็นสิ่งดีอย่างสูงสุด
ควรค่าแก่การเกิดมาครั้งหนึ่งๆแล้วครับ
สิ่งนี้ (ธรรมะ) ต่างหากครับที่จะช่วยขัดเกลา
ให้กิเลส ความอยาก นั้นเบาบางลงไปเรื่อยๆ
แม้ว่าคนเราอาจจะแสดงออกว่าเป็นคน 2 บุคลิก
และเหมือนจะขัดๆกัน
แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดจากคุณชินเลย
ก็คือความพอและต้องการให้ผู้อื่นได้เจอกับสิ่งดีๆอย่างที่ตนได้เจอบ้าง
(จำประโยคนึงได้ว่า "เราพอกับใจกับ 30 ล้านแล้ว ถ้าเล่นต่อไปถึง 50 ล้านก็ไม่ต่างกัน")
จริงๆมีอีกหลายคำพูด และหลายการกระทำนะครับ
ประโยคข้างบนแค่เป็นตัวอย่าง
เมื่อคนนึงๆ ได้รับมากพอ และเกินความต้องการของตน
ทั้งยังเริ่มคิดถึงการแบ่งปันเพื่อผู้อื่นให้ได้รับสิ่งที่ดี อย่างทีตนเคยได้
ก็นับว่ามีจิตใจที่ดี มีเมตตาเหมาะแก่ธรรมมากแล้วครับ
ผมอาจจะอายุยังน้อย (ทั้งคุณวุฒิและวัยวุฒิ)
แต่ก็พอมองเจตนาของคุณออก
อย่างไรก็อย่าท้อกับสิ่งที่คุณตั้งใจทำอยู่นะครับ
บทความนี้...อ่านแล้วคงจะสะดุ้งกันหลายคนครับ
โดยเฉพาะคนที่นั่งสมาธิ, ปฏิบัติธรรม, สวดมนต์ภาวนา และรักษาศีลอย่างเคร่งครัด
หรือคนที่ไม่ยอมลงทุนในหุ้น CPF เพราะมองว่าเป็นโรงฆ่าสัตว์ ก็อาจต้องพลอยสะดุ้งไปด้วยนิดนึง
แต่ถ้าไม่ได้ "ทุ่มตัวเดียว" และ "อัดมาร์จิ้น"...คงหายใจโล่งท้องอยู่สักหน่อย
ส่วนผมเอง ทุ่มตัวเดียว แต่ไม่อัดมาร์จิ้น(เพราะโบรคไม่ยอมปล่อย เค้าบอกว่าเป็นหุ้นปั่น-เสี่ยงสูง)
แต่ Signature ข้างล่างของผมก็พรรณาถึง "ความพอเพียง"...จึงเกิดอาการสะดุ้งไปด้วยเล็กน้อย ^ ^
คุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย...คงมองการลงทุนในมุมมองนึง
แต่ ทพ.สม สุจีรา...คงมองต่างไปอีกมุมหนึ่ง
ดร.ไพบูลย์ ท่านก็มองมุมของท่าน
และ ดร.นิเวศน์ ก็คงมีมุมมองของตนเองเช่นกัน
...โดยไม่มีใครถูก และไม่มีใครผิด
เหมือนเดิมครับ...
"โลกใบนี้ ไม่มีสิ่งใดถูกหรือผิดร้อยเปอร์เซนต์
ดังนั้นในการเสพสิ่งใดๆก็ตาม จงเลือกและหยิบเฉพาะสิ่งที่ดี และเกิดประโยชน์ต่อเราไปครับ"
ความหวังดี และมุมมองที่แหลมคมของท่านอาจารย์ในบทความนี้ต่างหากครับ...ที่เราควรจดจำและนำไปใช้ประโยชน์
ปล.
ฝากถึงคุณ chinn ครับ
อย่างที่ผมเคยโพสต์ไปแล้วว่า งานเฮฮาฯครั้งนี้ ผมติดประชุม จึงไม่ได้ไปร่วมงานด้วย
แต่ได้มีโอกาสเปิดคลิปเสียงฟัง โดยผมเองได้นั่งฟังไปพร้อมๆกับ "คุณแม่และคุณพ่อของผม"
เพราะท่านก็เป็นนักลงทุนเช่นกัน แถมเก่งและมีประสบการณ์มากๆๆๆๆๆๆกว่าผมอีกด้วย
คุณแม่ผมฝากชมมาว่า...
"คุณลูกอิสานและคุณชินเป็นคนเก่งทั้งคู่ และมีมุมมองที่ดีเกี่ยวกับการลงทุน
และทั้งคู่เป็นตัวอย่างที่ดีในการทำการบ้าน และศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับบริษัทฯที่ตนเองจะเข้าลงทุนอย่างน่าชื่นชม"
และคุณแม่ของผมเองชอบมุมมองของคุณชินที่พูดทำนองว่า...
"ปลายทางสุดท้ายแล้ว เงินกลับไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเรา!!!
และเงินก็ไม่ใช่ความสุขทั้งหมดของเรา แต่มันเป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งเท่านั้นเอง"
ส่วนผมเองสะดุดที่สุดตรงคำว่า...
"แม้ใครมองว่าเสี่ยง แต่ผมได้ผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบ และประเมินความเสี่ยงมาอย่างเต็มที่แล้ว"
เป็นตรรกะที่ผมชอบครับ
ด้วยความเคารพทุกๆท่านขอรับ
pak (^_^)
เห็นด้วยครับ บางทีฟังแต่สื่อว่า ไม่ดีงั้นงี้ จนทำให้เราตาบอดเชื่อตามไปด้วย บางคนก็อ้างว่าดีเหนือมนุษย์ โฆษณาทุกวัน แต่แท้จริงแล้วมีแต่คำโฆษณา สังคมดีขึ้นไหม ประชาชนส่วนใหญ่ดีขึ้นไหม คล้ายคล้ายกับการมองจอร์น โซโรส ว่าทำลายประเทศเค้าโจมตีทำให้คนลำบาก แต่หากโซโรส ไม่ทำใช่ว่า นักค้าเงินคนอื่นจะไม่ทำ เพราะเค้ามองว่ายังไงก็ไปไม่รอด
คนเราแต่ละคนไม่เหมือนกันเลยนะครับ แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง...
จริงแท้อยู่ที่การเรียนรู้ถูกผิดด้วยตัวของเราเองทั้งหมดทั้งสิ้น อะไรที่มันใช่สำหรับเรามันก็น่าจะใช่ อะไรที่มันไม่ใช่ก็คงไม่ใช่ อะไรที่มันใช่สำหรับคนอื่น มันอาจจะใช่หรือไม่ใช่สำหรับเราก็ได้
เราควรคิด พินิจพิเคราะห์ รู้สึก เราตกผลึกกับมันด้วยใจของเราเอง..มองหาหัวใจของเราให้เจอก็น่าจะเป็นสุขแล้ว
ขอบคุณบทความของอาจารย์ และทุกข้อความแสดงความคิดเห็นครับผม^^
A masterpiece, indeed.
"สิ่งที่เราได้เห็นได้ยินได้ฟังจากปากของคนอาจจะไม่ใช่ของจริง เขาอาจจะบอกในสิ่งที่ทำให้เขาดูดีแต่ไม่ใช่สิ่งที่เขาทำจริง กลยุทธ์และเท็คนิกที่เขาใช้ลงทุนที่ออกมาจากปากของเขาอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เขาปฏิบัติจริง ๆ"
ประโยคนี้เตือนสติได้ดีมากๆ ![]()
ลึกๆแล้วถ้าใครเป็น idol เรา เราก็จะมี bias ที่จะเชื่อหรือทำตามสิ่งที่เค้าพูด แล้วถ้าเห็นเค้าถือหรือบอกว่าถือตัวไหน เรามักมีแนวโน้มที่จะหาเหตุผลดีๆมาสนับสนุน เป็นการหาเหตุผลมาสนับสนุนสิ่งที่เราตัดสินใจไปแล้วโดยมีอคติ ไม่ใช่เป็นการตัดสินใจโดยใช้เหตุผล เหมือนกับการเห็นสาวสวยๆหุ่นดีๆ ที่ทำให้เราเข้าสู่"โหมดโง่"โดยไม่รู้ตัว ทำให้เราซื้อตาม ทั้งๆที่เราไม่เคยสนใจหุ้นเหล่านี้เลย ![]()
ไม่ไ้ด้รู้จักอาจารย์ เป็นการส่วนตัว รู้จักแต่ทางตัวหนังสือที่ท่านเขียน
และ ฟังท่านจากรายการ และ งานสัมมนาการลงทุนต่างๆ ไม่เคยไป
เจอตัวท่านเป็นๆ แต่ ที่ผมรู้สึกได้ คือ ท่านเป็นคนน่ารัก คิดอะไรก็พูดอย่างนั้น
ไม่มีพิษมีภัย หรือ หวังร้าย หรือ ต้องการทำให้ใครเสียหาย สิ่งที่ท่านบอก
ล้วนแต่เต็มไปด้วยความหวังดี ต่อนักลงทุน โดยเฉพาะ นักลงทุนรุ่นใหม่ๆ
ผมไม่ห่วงอาจารย์เลยครับ แต่อาจารย์เป็นห่วงพวกเราเสมอ ผมรู้สึกดีจริงๆ
ที่อาจารย์ยังคงเขียนอะไรแบบนี้ ให้เราอ่านกันอย่างสม่ำเสมอ
แม้นร่างกายเอง เราก็อาจมิอาจเห็น อวัยวะหลายๆอย่างของเราเอง
ต้องให้คนอื่นมอง หรือใช้ตัวช่วยอย่างส่องกระจกเอา อย่าง หลังหู หรือ ท้ายทอย
หากมีคนผ่านมา แล้วเห็นว่าเรามีอะไรผิดสังเกตุไป หรือแปลกไปจากปกติ
เค้าทำได้ 2 ทางคือ เค้าทักเรา กับ เค้าปล่อยผ่าน ...
ขึ้นอยู่กับ เจตนา ความคุ้นเคย ความห่วงใย และความใส่ใจ
ถึงแม้น เค้าอาจะไม่รู้จักเราทั้งหมด แต่ผมจะยินดีที่มีคนทักนะครับ ![]()
โค้ด: เลือกทั้งหมด
ถึงแม้น เค้าอาจะไม่รู้จักเราทั้งหมด แต่ผมจะยินดีที่มีคนทักนะครับ แต่มองเห็นเจตนาผมใช่มั้ยครับJeng เขียน:หน้าคุณผมมองไม่เห็นอะครับโค้ด: เลือกทั้งหมด
ถึงแม้น เค้าอาจะไม่รู้จักเราทั้งหมด แต่ผมจะยินดีที่มีคนทักนะครับ
ปล ขอบคุณที่ทักครับพี่
บทความของอาจารย์ช่วงหลังนี้รู้สึกร้อนแรงมาก...ตั้งแต่ งาน(ไม่)ทำเงิน มาละมีหลายท่านแสดงความคิดเห็นต่างๆนานาเยอะมากผิดปกติ...รวมถึงบทความนี้....ร้อนตัวกันเยอะจริงๆ....แล้วพวกเรา็ก็ควรเก็บไปคิด..อ่านเงียบๆเองที่บ้าน พิจารณากันเองตามวิจารณญาณของแต่ละคนนะครับ...ไม่ต้องพาดพิงถึงบุคคลท่านอื่น..รึกล่าวอ้างถึงใคร...จะทำให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องด้วยเสียๆหายๆเปล่าๆ เกิดการขัดแย้งถกเถียงกันอีก...
ไม่ต้องเอามาวิพากษ์..วิจารณ์ หาพวกพ้องว่าคิดแบบนี้ถูก คิดแบบนี้ไม่ถูก..เถียงกันคอเป็นเอ็นเปล่าประโยชน์ครับ
ผมไม่ได้รู้จักกับใครที่อาจจะถูกพาดพิงจากบทความนี้นะครับ แต่ผมอ่านแล้วผมรู้สึกว่าใครก็ตามที่ไม่ได้ทำแบบบทความนี้ก็ไม่เห็นต้องร้อนตัวเลยครับ เพราะ key ของบทความนี้มันอยู่ที่คำ ๆ เดียวครับ คือ "การสร้างภาพ"
เพราะถ้าคุณทำอย่างไรคุณพูดอย่างนั้น ไม่ว่าจะซื้อหุ้น 1-2 ตัว อัดเงินมาร์จิ้น อันนี้มันไม่ถือว่าเป็นการสร้างภาพ
แต่ถ้าเมื่อไหร่คุณมี "เจตนาแอบแฝง" หรือ "ทำอีกอย่างแต่นำเสนออีกอย่าง" หรือ "นำเสนอแบบไม่หมด" อันนี้้ยังไงมันก็ไม่พ้นการสร้างภาพครับ
ผมนับถืออ.ครับ ที่กล้าเขียนบทความนี้ครับ เพราะถ้าเป็น "ตาสีตาสา" มาเขียนบทความนี้ คงไม่วาย "โดน" ครับ
เยี่ยมมากครับ อาจารย์
หรือว่าท่านอ.อาจจะต้องการให้นักลงทุนวีไอเป็นสุภาพบุรุษนักลงทุนที่พูดแบบไหนทำแบบนั้นก็ได้คับ ![]()
ขอบคุณครับท่านอาจารย์ สำหรับบทความดีๆๆ
รอบนี้ขอโนคอมเม้นท์ครับ