กระทู้ถามตอบวิเคราะห์เชิงบัญชี ผสมผสานการเงิน การลงทุน

Post Reply
User avatar
SawScofield
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 172
Joined: Mon Dec 20, 2010 11:26 am

Re: กระทู้ถามตอบวิเคราะห์เชิงบัญชี ผสมผสานการเงิน การลงทุน

Posts by SawScofield » Fri Aug 10, 2012 11:30 am

[quote="sun_cisa2"]ถ้ารู้ว่าซื้อหรือไม่ซื้อเพราะอะไรก็นับว่าดีมากครับ ที่เกริ่นถามเพราะว่าอยากให้คิดอย่างรอบครอบทุกครั้งก่อนการลงทุน เพราะผมเห็นว่ามีหลายคน (นักวิเคราะห์และนักลงทุนหลายคน) ชอบแนะหุ้นที่มีปัญหา ซึ่งหุ้นที่เห็นแนะกันผ่านสื่อ ผ่านโบรกเกอร์รีเสิร์ชต่างๆ ผมจะเข้าไปติดตามแทบทุกตัว ดูและวิเคราะห์งบการเงิน กับอุตสาหกรรมนั้นๆ บางทียังไม่เห็นว่าจะมีอะไรบอกที่โดดเด่นดังกล่าวเลย จึงเขียนบอกให้หยุดคิดวิเคราะห์เท่านั้น ถ้ารู้ว่าเพราะอะไรและตอบคำถามได้ก็ถือว่าโอเคครับ ส่วนถูกผิดก็อีกเรื่อง ต้องเป็นเหตุผลที่ตอบตัวเองได้ อย่าเพียงเชื่อเอาตามที่เขาว่ามา (กาลามสูตร)

บางคนอาจได้ข้อมูลเชิงลึกจากการทำ company visit การสัมภาษณ์ตรงกับผู้บริหาร ผมบอกในฐานะที่เคยทำงานในวงการหุ้นทา ทั้ง primmary market (เอาหุ้นเข้าตลาด investment banker , underwriter) และ secondary market (analyst) เวลาผู้บริหารบอกอะไรมา หารสองหรือมากกว่าเสมอ อาจบอกดูเหมือนดี แต่ระยะยาวไม่ใช่เช่นนั้น สิ่งที่ได้จากการบอกมามีทั้งเรื่องจริงเท็จปะปนกันไป อย่าลืมว่าเดี๋ยวนี่ผู้บริหารเรียนสูงกันทุกคน (เช่น MBA) จึงมีวิธีโน้มน้าวและตอบได้ดูมีเหตุมีผลกัน อย่าลืมนักบัญชีที่เก่งยิ่งทำกลบัญชีเก่ง กว่าจะรู้ก็โดนซะแล้ว บริษัทดีๆหลายแห่งสุดท้ายก็อาจปั้นตัวเลขได้ ผมจึงมักเชื่อแต่สิ่งที่เห็นแล้ว วิเคราะห์แล้วเท่านั้น ผู้บริหารอาจบอกว่าปีหน้าจะดี ถ้าอดีตที่ผ่านมา (และดูงบแล้วว่าไม่น่าแต่ง) ไม่ดี ผมจะยังไม่เชื่อว่าจะดี เว้นแต่มีสัญญาณที่บ่งชี้จริงจากสิ่งแวดล้อมเช่นภาวะเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม (จะใช้ 5 forces วิเคราะห์ก่อนเบื้องต้น) จึงจะนำมาพิจารณาประกอบ ผมเป็นคนที่วิเคราะห์แล้วซื้อยากคนหนึ่ง ไม่เคยหวังว่ารวยจากการเล่นหุ้น ไม่รวยจากหุ้นแต่ก็ไม่เคยเจ็บตัวหนักๆ จากหุ้น หลายคนร่ำรวย หลายคนเจ๊ง หลายรวยๆ เจ๊งๆ แต่ผมเรื่อยๆ สบายใจดี[/quote]

ขอบคุณสำหรับมุมมองอีกเช่นเคยครับ ^^


greenman
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 491
Joined: Sat Oct 11, 2008 7:05 pm

Re: กระทู้ถามตอบวิเคราะห์เชิงบัญชี ผสมผสานการเงิน การลงทุน

Posts by greenman » Mon Aug 13, 2012 2:39 pm

สำหรับแต่ละงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2555 และ 2554 (ไม่ได้ตรวจสอบ)

งบการเงินรวม งบการเงินเฉพาะกิจการ
หมายเหตุ 2555 2554 2555 2554
(พันบาท)
รายได้
รายได้จากการขาย 3 6,095,853 5,810,191 4,677,802 4,193,371
รายได้จากการให้บริการ 5,383 7,196 2,774 6,590
กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ 9,782 - 10,331 -
รายได้อื่น 3 36,039 49,775 71,974 57,367
รวมรายได้ 6,147,057 5,867,162 - 4,762,881 4,257,328


-ขอสอบถามว่าเหตุใดรายได้อื่นในงบการงินรวม จึงตำกว่างบการเงินเฉพาะกิจการมีความหมายว่าอย่างไร ขอบคุณครับ


parporn
Verified User
Posts: 231
Joined: Wed Sep 28, 2011 11:41 am

Re: กระทู้ถามตอบวิเคราะห์เชิงบัญชี ผสมผสานการเงิน การลงทุน

Posts by parporn » Mon Aug 13, 2012 3:07 pm

[quote="greenman"]สำหรับแต่ละงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2555 และ 2554 (ไม่ได้ตรวจสอบ)

งบการเงินรวม งบการเงินเฉพาะกิจการ
หมายเหตุ 2555 2554 2555 2554
(พันบาท)
รายได้
รายได้จากการขาย 3 6,095,853 5,810,191 4,677,802 4,193,371
รายได้จากการให้บริการ 5,383 7,196 2,774 6,590
กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ 9,782 - 10,331 -
รายได้อื่น 3 36,039 49,775 71,974 57,367
รวมรายได้ 6,147,057 5,867,162 - 4,762,881 4,257,328


-ขอสอบถามว่าเหตุใดรายได้อื่นในงบการงินรวม จึงตำกว่างบการเงินเฉพาะกิจการมีความหมายว่าอย่างไร ขอบคุณครับ[/quote]

รายการของงบเดี่ยวที่สูงกว่างบรวมอาจมีผลมาจากการตัดรายการระหว่างกัน กรณีนี้อาจหมายความว่า บ.ใหญ่ได้รับรายได้จาก บ.ย่อยมาก เมื่อตัดรายการระหว่างกันออก รายได้และลูกหนี้ของ บ.ใหญ่ จะถูกตัดกับค่่าใช้จ่ายและเจ้าหนี้ในบริษัทย่อย รายได้ในงบการเงินรวมจึงเท่ากับรายได้ที่ บ.ใหญ่ขายให้บริษัทอื่นที่ไม่ใช่บริษัทย่อย ในขณะที่ในงบเดี่ยวจะรวมรายได้ที่รับจากบริษัทย่อยด้วย รายได้ในงบรวมจึงต่ำกว่าในงบเดี่ยว

พูดแล้วงงไหมเอ่ย

ลองดูตัวอย่าง สมมุติใหญ่รับรายได้จากย่อย 1,000 บาท และรับรายได้จากบริษัทอื่น 500 บาท

ในการทำงบการเงินรวม รายได้และลูกหนี้บริษัทย่อยที่บันทึกในงบการเงินของบริษัทใหญ่ จะถูกตัดรายการระหว่างกันกับค่าใช้จ่่ายและเจ้าหนี้บริษัทใหญ่ที่บันทึกในงบการเงินของบริษัทย่อย ทำให้รายได้ที่แสดงในงบการเงินรวมมีเหลือเพียง 500 บาท ในขณะที่งบเดี่ยวมีรายได้ 1,500 บาท


sun_cisa2
Verified User
Posts: 121
Joined: Mon Mar 26, 2012 10:59 pm

Re: กระทู้ถามตอบวิเคราะห์เชิงบัญชี ผสมผสานการเงิน การลงทุน

Posts by sun_cisa2 » Mon Aug 13, 2012 8:11 pm

เพิ่มเติมในเรื่องวิธีวิเคราะห์แบบนักการเงินจริงๆ ไม่ใช่แบบนักบัญชี

- การวิเคราะห์งบนั้นดูงบรวมเป็นหลัก เอาล่ะบางทีอาจสงสัยบ้างแต่อย่างที่อาจารย์ภาพรบอก งบรวมกับงบเดี่ยวมีการตัดรายการระหว่างกันออก อย่าสนใจงบเดี่ยวมาก ในการวิเคราะห์จริงๆ โดยเฉพาะตามแนวทางวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานจริง ให้ดูงบรวมเป็นหลัก งบเดี่ยวใช้ประกอบแค่บางเรื่องเท่านั้น เช่น เปรียบเทียบเพื่อประเมินแน้วโน้มว่าเงินลงทุนในบริษัทย่อยดีจริงไหม น่าจะด้อยค่าไหม ซื้อมาแพงหรือคุ้มหมป็นต้น เอาไว้ดูเชิงนโยบายเป็นเรื่องๆไปครับ

- หลักการวิเคราะห์การลงทุนนั้น ให้สนใจประเด็นใหญ่มากกว่าประเด็นย่อยหรือเล็กๆ การดูประเด็นใหญ่เล็กนั้น common sise ช่วยกรองได้มากครับ เช่านบริษัท A มีลูกหนี้การค้าสัดส่วน 25% ของสินทรัพย์รวม หากหนี้เสีย 1% ของลูกหนี้รวม จะเกิดค่าใช้จ่าย 0.25% ของสินทรัพย์รวม ถ้าบริษัทมีอัตราส่วน asset turnover เฉลี่ย 1.2 เท่า แสดงว่าค่าใช้จ่ายนี้จะกระทบต่อรายได้ 1.2x.25% = 0.3% ดังน้นถ้าอัตรากำไรสุทธิ (Net margin) = 7.2% จะเหลือกำไร 6.9% กำไรจะลดลง 4.3%

- บริษัทที่มีสัดส่วนใดสูง แสดงว่าผลกระทบต่อมูลค่าจะมีผลโยงไปถึงกำไรสุทธิมาก บริษัทที่มีรายได้อื่นสูงมากๆ เช่น 15% รายได้ส่วนนี้ย่อมกระทบต่อการดำเนินงานสูง ถ้ามีน้อย เช่น 1-2% ของรายได้รวม รายได้ส่วนนี้เพิ่มขึ้น 200% ก็มีผลต่อกำไร 2-4% แต่การที่รายำด้ส่วนนี้จะโตผิดปกติขนาดนี้ต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยบ่งชี้อะไร

-กรใช้ common size เป็นจะช่วยประหยัดเวลาดูงบได้มาก


greenman
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 491
Joined: Sat Oct 11, 2008 7:05 pm

Re: กระทู้ถามตอบวิเคราะห์เชิงบัญชี ผสมผสานการเงิน การลงทุน

Posts by greenman » Mon Aug 13, 2012 9:39 pm

ขอบคุณมากๆครับจริงๆจะพยายามถอดงบเพื่อหา GM ของบริษัทย่อยพอดีมาพบประเด็นที่งบรวมต่ำกว่างบเดี่ยว มีอะไรช่วยชี้แนะด้วยนะครับ


sun_cisa2
Verified User
Posts: 121
Joined: Mon Mar 26, 2012 10:59 pm

Re: กระทู้ถามตอบวิเคราะห์เชิงบัญชี ผสมผสานการเงิน การลงทุน

Posts by sun_cisa2 » Tue Aug 14, 2012 12:52 am

[quote="greenman"]ขอบคุณมากๆครับจริงๆจะพยายามถอดงบเพื่อหา GM ของบริษัทย่อยพอดีมาพบประเด็นที่งบรวมต่ำกว่างบเดี่ยว มีอะไรช่วยชี้แนะด้วยนะครับ[/quote]

ผมไม่ทราบหรอกครับว่าจะถอดงบเพื่อหา GM ของบริษัทย่อยเพื่อวัตถุประสงค์ใด เพื่อการตัดสินใจลงทุนหรือไม่ แต่ขอตอบให้ทั้งสองประเด็น

1 ในด้านการลงทุน เราจะดู GM บ.ย่อย เมื่อหนึ่ง บ.ย่อยมีขนาดเงินลงทุนมาก (สัดส่วนเงินลงทุนในบ.ย่อย ในงบเดี่ยวค่อนข้างมาก) สอง รายได้งบการเงินรวมมาจากบ.ย่อยเป็นส่วนใหญ่ สาม กำไรงบรวม มาจากบริษัทย่อยเป็นส่วนใหญ่ ถ้าเข้าสามเงื่อนไขอันใดอันหนึ่งก็พอจะมีคุณค่าพอที่จะมาแกะตัวเลขของบ.ย่อย

2 การวิเคราะห์นั้นถามว่าหากกำไรของงบการเงินรวมมีกำไรอันเนื่องมาจากงบการเงินบ.ย่อย (บ.ใหญ่ขาดทุน) และ บ.ใหญ่มีสัดส่วนใน บ.ย่อยเกือบทั้งหมด การมุ่งดูที่งบรวมก็น่าจะได้ผลการตัดสินใจที่ดีกว่า การดูงบเดี่ยวของบ.ใดบ.หนึ่ง เพราะโดยมาก การแยก บ.ย่อย ออกจาก บ.ใหญ่ มักจะมีเหตุผลด้านภาษีเสียส่วนมากและ ป้องกันตัวกรณีที่บริษัทใดบริษัทหนึ่งพลาดท่า เจ๊งึ้นมา จะสามารถ spin off ได้ง่าย

3 หากจะแตกตัวเลขงบใหญ่และย่อยเพื่อดูเฉพาะ GM จริงๆ ให้เอารายการขายในงบรวมหักงบเดี่ยวออกในขั้นแรก จะได้รายได้เฉพาะส่วนที่ย่อยขายให้ภายนอก (ไม่มีรายการระหว่างกัน) จากนั้นไปดูหมายเหตุประกอบงบการเงินจะเปิดเผยรายการดังนี้

งบการเงินรวม งบการเงินเฉพาะกิจการ
สำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2554 2553 2554 2553
(ล้านบาท)
บริษัทย่อย
ขายสินค้าหรือการให้บริการ - - 6,673 4,311
ซื้อสินค้าหรือบริการ - - 2,406 1,298

ลักษณะข้างต้นจะเปิดเผยในหมายเหตุภายใต้หัวข้อเงินลงทุนระหว่างกัน หรือรายการระหว่างกัน อาจแตกต่างกันบ้างแต่ต้องเปิดเผย จะเห็นว่ารายการที่บ.ย่อยขายให้ บ.ใหญ่คือ 2554 เท่ากับ 6,673 เอาตรงนี้ไปรวมกับส่วนที่ทำในขั้นแรกก็จะได้รายได้ขายของบ.ย่อย ส่วนต้นทุนขายก็ลักษณะทำแบบเดียวกัน ต้นทุนระหว่างกันอาจจะะยากหน่อยแต่อนุโลมคร่าวๆคือคือที่ย่อยซื้อจากใหญ่ถือว่าที่ซื้อมาเอาไปผลิตทั้งหมด (ความจริงไม่ใช่เพราะต้องเอาไปกระทบกับสินค้าคงเหลือ แต่ผมว่าเดี๋ยวจะงงกันไปใหญ่เลยเอาแบบง่ายๆ) ก็พอไปประยุกต์หา GM ได้บ้างแล้ว

แต่ดีที่สุดคือดูจากงบรวมดีที่สุด เพราะถึงบ.ย่อยจะมีกำไรสูงแต่การขายให้แม่แล้วแม่เอาไปขายต่อ ถ้าแม่ขายขาดทุน ถึงย่อยมีกำไรก็ถูกขาดทุนจากแม่ knock ออก อยู่ดีหรือกลับกันลูกขายต่ำแม่ขายมีกำไรมากก็เหมือนกัน เน้นดูตรงที่งบรวมเลยจะดีกว่าไม่ misslead จากการโยนเล่นตัวเลขระหว่างกัน


sun_cisa2
Verified User
Posts: 121
Joined: Mon Mar 26, 2012 10:59 pm

Re: กระทู้ถามตอบวิเคราะห์เชิงบัญชี ผสมผสานการเงิน การลงทุน

Posts by sun_cisa2 » Tue Aug 14, 2012 10:09 am

เพิ่มแนวคิดอีกวิธีให้ครับ บางครั้งตัวเลขที่เห็นในงบการเงินบางตัว บางครั้งอาจมีรายการซับซ้อนกว่าจะสรุปผลออกมาได้ตัวเลขที่แสดงในงบการเงิน การไปแกะจนได้ข้อมูลเดิมๆ อาจไม่มีสามารถทำได้ แต่เพียงแค่เราสามารถได้ข้อมูลที่ประเมินในการตัดสินใจเชิงเศรษฐกิจ (economic decision making) ตามวัตุประสงค์การนำเสนองบการเงิน

วิธีคิดอีกแบบหนึ่งในการวิเคราะห์ GM คือ
1 หา GM จากงบรวมว่าได้เท่าไร สมมติว่าได้ 28%
2 หา GM จากงบเดี่ยวว่าได้เท่าไร สมมติว่าได้ 30%
3 พิจารณาว่าสัดส่วนยอดขายที่เกิดจากงบเดี่ยวเท่าไร สมมติว่า ได้ x ยอดขายจากงบย่อยที่ขายโดยรวมรายการระหว่างกันเท่าใด (ใช้วิธีหายอดขายดังที่กล่าวใน comment ที่ผ่านมา) สมมติว่าได้ y
4 หาสัดส่วนยอดขาย x/(x+y) = a%, y/(x+y) = b% ; สมมติว่าได้ a = 70% b = 30%
5 GMใหญ่*a + GMย่อย*b = GMรวม ==> 0.3*0.7 +GMย่อย*0.3 = 0.28
6 แก้สการหา GMย่อย ได้ = (0.28-0.21)/0.3 = 0.07/0.3 = 0.2333 = 23.3%

แนวคิดนี้ตัดปัญหาเรื่องการหาต้นทุนออก เพราะการหาต้นทุนระหว่างกันที่ตัดออกยุ่งยากเกินไป แต่ถ้าผมหรือนักบัญชีทำอาจพอได้แต่กระทบหลายบัญชี คือ ซอนอยู่ในรายการสินค้าคงเหลือ กระจายในวัตถุดิบ งานระหว่างทำ และ สินค้าสำเร็จรูป การมาแกะรายการที่เกี่ยวข้องมากมายมีโอกาสผิดพลาดสูง แต่การหาตามขางต้นใกล้เคียงสูงกว่า ง่ายและรวดเร็วกว่า

ถ้บบริษัทย่อยมีมากกว่า 1 บริษัท จะทำอย่างไร? ตัวแปรคงมากมาย หาขายเหมือนเดิม แต่ y ต้องเอาย่อยๆ มารวมกัน แล้วถ้าย่อยมีการซื้อขายระหว่างกันอีกเล่า พันเป็นใยแมงมุม จะเห็นว่ายุ่งยากมาก

นั่นคือบทสรุปที่บอกแต่แรกว่า ให้ดูงบรวมไปเลย การแกะรายละเอียดอาจไม่ได้ประโยชน์เท่าใด เพราะทุกวิธีก็ล้วนแต่คาดๆเอาเท่านั้น หาใช่ของจริงไม่ เหมือนค่าเสื่อมราคา อัตรารายปีที่เราคิดกลับไม่เคยคงที่จริงเลยสักปี บางปี 17% บ้าง 19% บ้าง หรือลงมาเหลือ 15% บ้าง แม้จะเปิดเผยรายละเอียดในกลุ่มของรายการที่ดินและอุปกรณ์ มันก็ไม่คงที่ เพราะในรายละเอียดมีซื้อมีขาย ต่างวันเลลา อายุใช้งานอาจต่างกัน ดังนั้นเรื่องนี่ให้เครดิตผู้สอบบัญชีกับนักบัญชีเขาไป ว่าน่าจะคิดมาถูกตมระบบ ถ้าไม่ถูกและกระทบวบมากผู้สอบบัญขีเขาจะรายงานเอง ไม่รายงานถือว่าถูกแล้ว การหา GM บริษัทย่อยก็เช่นกัน พยายามหาไป แต่สุดท้ายผลการตัดสินใจก็อยู่ที่งบรวมอยู่ดี


sun_cisa2
Verified User
Posts: 121
Joined: Mon Mar 26, 2012 10:59 pm

Re: กระทู้ถามตอบวิเคราะห์เชิงบัญชี ผสมผสานการเงิน การลงทุน

Posts by sun_cisa2 » Tue Aug 14, 2012 10:21 am

วอร์เร็น บัฟเฟตต์ และนักลงทุนที่ประสพความสำเร็จมักกล่าวไว้เสมอว่า ลงทุนในธุรกิจที่เราเข้าใจ ปกติบริษัทใดที่ผมอ่นงบแล้วร็สึกว่า ทำอะไรที่ไม่ธรรมดา ซับซ้อนซ่อนเงื่อน ขนาดเราอ่านบัญชีเป็นยังงงๆ ผมจะไม่สนใจเลย ต่อให้กำไรปีนั้นโตเกิน 100% ถ้าดูแล้วไม่ make sense ไม่สนใจเลย พลาดโอกาสยังไม่เป็นไร เพราะมีโอกาสมากมายในตลาดรออยู่ ไม่อย่างนั้นจะมีคนสำเณ้มาตลอดได้อย่างไร แต่ถ้าพลาดเพราะถูกตัวเลขงบหลอกนี่เจ็บถึงกระดองใจจริงๆ


sun_cisa2
Verified User
Posts: 121
Joined: Mon Mar 26, 2012 10:59 pm

Re: กระทู้ถามตอบวิเคราะห์เชิงบัญชี ผสมผสานการเงิน การลงทุน

Posts by sun_cisa2 » Tue Aug 14, 2012 12:57 pm

P/E เท่าไรถึงดี รู้ได้อย่างไรว่าแพงหรือถูก
P/E 25 เท่าใช่ว่าแพงเสมอ หรือ P/E 5 เท่าใช่ว่าถูกเสมอ แล้วจะดูอย่างไร หุ้นที่ทีอัตราการเติบโตสูง P/E ปัจจุบันจะสูง พราะการเติบโตกำไรในปีหน้า จะทำให้ P/E ที่ราคาปัจจุบัน ลดลงต่ำ
ตามทฤษฎี Gordon Model  P = D/(k-g) ถ้า D คือเงินปันผลจ่ายต่อหุ้น k คือผลตอบแทนที่คาดหวัง (ตาม CAPM) และ g คืออัตราการเติบโตของกำไร (เงินปันผล) และให้บริษัทมีอัราการจ่ายปันผลที่คงที่คือ b
D = E*b กำไรต่อหุ้นคูณอัตราการจ่ายปันผล เช่นกำไรต่อหุ้น 10 บาท จ่ายปันผลหุ้นละ 6 บาท อัราจ่ายปันผบ b = 60%
จาก P = D/(k-g)  P = E*b / (k-g)
P/E = b / (k-g) ……(1)
ให้ g = ROE*(1-b) ROE คือผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น = กำไรสุทธิ / ส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย;
g นี้เรียกว่า Sustainable growth หรือบางตำรา (เก่า) เรียก Organic growth
1-b = อัตรากำไรที่บริษัทเก็บไว้ดำเนินงานไม่จ่ายคืนผู้ถือหุ้น (ไว้จะพูดถึงทีหลัง) ถ้าจ่ายหมดแสดงว่าหากกิจการต้องการเงินทุนก็ต้องกู้ยืมหรือเพิ่มทุน
ดังนั้น P/E = b/(k-ROE*(1-b)) .........(2) ในทางทฤฎี
เบื้องต้นจึงสรุปได้ว่า P/E หุนแต่ละตัวจึงขึ้นกับ
1.อัตราการจ่ายปันผล b
2.ความสามารถในการทำกำไรคือ ผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น ROE
3.อัตราผลตอบแทนที่คาดหวัง (CAPM) stock return ตาม CAPM ไม่ใช่ที่เราหวังเอาเอง บางคนจะเอา 10 เด้ง เอา 50% อันนี้เป็น abnormal market return
ตย.การคำนวณ หุ้นบริษัท ABC จ่ายเงินปันผลเฉี่ย 50%ที่ผ่านมา (ราว 5 ปี) มี ROE= 20% และอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังราว (average stock return) = 18%
หุ้น ABC ควรมีระดับ P/E ประมาณ = 0.5 / (0.18-0.20*(1-0.5)) = 0.5/(0.18-0.10) = 0.5/0.08 = 6.25 เท่า
ROE*(1-b) = g  10% อันนี้เป็น growth ที่เกิดจากการนำกำไรสะสมมาลงทุนกลับในบรษัท สมมติใหม่ว่า g เป็นอัตราการเติบโตโดยไม่ได้อิงกับ ROE และ b ข้างบนข้อสองจาก ความสามารถในการทำกำไรเป็น g แทน


sun_cisa2
Verified User
Posts: 121
Joined: Mon Mar 26, 2012 10:59 pm

Re: กระทู้ถามตอบวิเคราะห์เชิงบัญชี ผสมผสานการเงิน การลงทุน

Posts by sun_cisa2 » Tue Aug 14, 2012 12:59 pm

(ต่อ)P/E เท่าไรถึงดี รู้ได้อย่างไรว่าแพงหรือถูก

หุ้นบริษัท ABC จ่ายเงินปันผลเฉี่ย 50%ที่ผ่านมา มี g = 10% มี average stock return = 18%
หุ้น ABC ควรจะมีระดับ P/E ประมาณ = 0.5 / (0.18-0.10) = 0.5/(0.08) = 50/8 = 6.25 เท่า
ถ้า g เป็น 15% หุ้น ABCจะมีระดับ P/E ประมาณ = 0.5 / (0.18-0.15) = 0.5/(0.03) = 50/3 = 16.67 เท่า
จะสังเกตเห็นว่า ยิ่ง g มากขึ้น P/E จะยิ่งมากขึ้น นั่นคือที่มาของหุ้นที่คาดว่ามีอัตราการเติบโตสูงจะซื้อขายที่ P/E ที่สูง
คราวนี้ถ้า g > k จะเกิดอะไรขึ้น P/E ติดลบหรือ? ไม่ใช่ หากเมื่อใดที่ g > k จะเกิดปรากฏการณ์ทางทฤษฎีได้คือ การเพิ่มทุนจะเกิดขึ้นได้และการเพิ่มทุนเพราะกรณีเช่นนี้เป็น win-win บริษษัทก็ได้ ผู้ถือหุ้นก็ได้
ถ้าสังเกตให้ดีในตลาดหุ้นหลายบริษัทเพิ่มทุนแล้วหุ้นตก ผู้ถือหุ้นไม่มั่งคั่งเพิ่มขึ้นแม้จะซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่ต้นทุนต่ำ at par แล้วก็ตาม เป็นเพราะเพิ่มทุนในจังหวะที่ g ไม่ได้มากกว่า k โดยแท้จริง หุ้นที่มีความเสี่ยง (โครงสร้างทางธุรกิจ) มาก ราคาหุ้นผันผวนมาก (standard deviation สูง) k ย่อมมากตามด้วย (high risk high return) –เรื่องที่ผมให้ความเห้นในหัวข้อดันโด มีที่มาและเกี่ยวพันกัน นี่คือเรื่องที่ต้องเข้าใจ- เมื่อ k ตามการคาดหวังของตลาด (ไม่ใช่ของคุณคิดหวัง) สูง หุ้นนั้นย่อมคาดหวังต้องมี g สูงโดย P/E จะไม่สูงขึ้น การเพิ่มทุนจึงทำให้แนวดน้มราคาหุ้นตกลง การจ่ายหุ้นปันผล การซื้อคืน เอาหุ้นซื้อคืนขายกลับในตลาดก็อยู่ในหลักการนี้
การพิจารณาโดยประยุกต์หลักการนี้คือ หุ้นปัจจุบันมี P/E แพงไหม ถ้าเราถือว่ากำไรทั้งก้อนคือเงินที่ผู้ลงทุนจะได้รับ
1/PE = k-g เช่นหุ้น A มี P/E = 15  1/PE = 1/15 = 6.7% = k-g ถ้า average stock return = 16% แสดงว่า ณ ระดับราคาปัจจุบัน หาก P/E เหมาะสมไม่แพง บริษัท A ต้องมี g = 9.3% ถ้ามองย้อนถอยไปอีก g = ROE*(1-b) บริษัทนี้จ่ายปันผลxประมาณ 50% ของกำไรสุทธิ บรษัทนี้ควรมี ROE มากกว่า 18.6% จึงจะถือว่าดี จะจบแค่ g หรือไปถึง ROE ก็แล้วแต่ว่า style ลงทุน prudent หรือ conservative แค่ไหน

จบตอน


greenman
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 491
Joined: Sat Oct 11, 2008 7:05 pm

Re: กระทู้ถามตอบวิเคราะห์เชิงบัญชี ผสมผสานการเงิน การลงทุน

Posts by greenman » Tue Aug 14, 2012 9:31 pm

ไม่รู้จะขอบพระคุณอาจารย์อย่างไร ขอบคุณมากมายจริงๆ ขอคุยต่อจริงๆที่แกะงบตัวนี้ต้องการตอบคำถามตัวเองดังนี้
1. บริษัทดังกล่าวมีบริษัทย่อยที่อยู่ในธุรกิจที่แข่งขันรุนแรงจึงต้องการตอบโจทย์ให้ได้ว่า
1.1 บริษัทย่อยดังกล่าว Gross margin ตำกว่า yoy มากไหม
1.2 หากบริษัทย่อยจัดการ stock คงเหลือได้ GP ของบริษัทจะเป็นอย่างไรหรือบริษัทเองก็เสียความสามารถในการแข่งขันด้วย
ขอบคุณอาจารย์ที่มอบวิทยาทานให้ครับ


sun_cisa2
Verified User
Posts: 121
Joined: Mon Mar 26, 2012 10:59 pm

Re: กระทู้ถามตอบวิเคราะห์เชิงบัญชี ผสมผสานการเงิน การลงทุน

Posts by sun_cisa2 » Wed Aug 15, 2012 12:56 am

[quote="greenman"]ไม่รู้จะขอบพระคุณอาจารย์อย่างไร ขอบคุณมากมายจริงๆ ขอคุยต่อจริงๆที่แกะงบตัวนี้ต้องการตอบคำถามตัวเองดังนี้
1. บริษัทดังกล่าวมีบริษัทย่อยที่อยู่ในธุรกิจที่แข่งขันรุนแรงจึงต้องการตอบโจทย์ให้ได้ว่า
1.1 บริษัทย่อยดังกล่าว Gross margin ตำกว่า yoy มากไหม
1.2 หากบริษัทย่อยจัดการ stock คงเหลือได้ GP ของบริษัทจะเป็นอย่างไรหรือบริษัทเองก็เสียความสามารถในการแข่งขันด้วย
ขอบคุณอาจารย์ที่มอบวิทยาทานให้ครับ[/quote]

1.1 ใช้วิธีตามที่บอกไว้น่าจะช่วยตอบคำถามได้ และเพิ่มเติมในการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ (ความจริงสามารถเอาตัวเลขเชิงปริมาณมาดูปนะกอบได้เหมือนกัน แต่ในขณะนี้ยังไม่ต้องกล่าวถึง) คือวิเคราะห์อุตสาหกรรมที่บริษัมย่อยนั้นประกอบธุรกิจอยู่ด้วย 5 forces ของ Michale E. Porterคือ
1 Rival competition การแข่งขันภายในอุตสาหกรรม ง่ายๆ คือดูว่าอุตสาหกรรมที่ บ.ย่อยอยู่ เป็นอุตสาหกรรมแบบใด ผูกขาด แข่งขันน้อยราย แข่งขันมากราย หรือแข่งขันเสรี รูปแบบการแข่งขันทำให้เราวิเคราะห์การคงระดับ GM ว่าจะทำได้ยากง่ายเพียง
2 Entry/Exit การเข้า/ออก อุตสาหกรรม ยากง่ายเพียงใด มี 4 แบบ เข้ายากออกยาก เข้ายากออกง่าย เข้าง่ายออกยาก เข้าง่ายออกง่าย ทั้ง 4 รูปแบบทำให้มองเห็นโยงไปข้อแรกได้ว่าโอกาสมีคู่แข่งเพิ่มได้ง่ายไหมถ้าเข้าง่ายการมี GM สูง จะมีรายใหม่ๆ เกิดง่าย การออกง่ายก็ทำใหเผ้ประกอบการที่จะตัดสินใจเข้าไม่ยุ่งยากนัก เพราะไม่ดีก็ถอนตัวได้ง่าย การออกยากนี่ก็ทำให้คิดหนักเหมือนกันแม้จะเข้าง่าย
3 Buyer การต่อรองกับผู้ซื้อ ถ้าผู้ซื้อมีอิทธิพลมากกว่า ราคาจะถูกกำหนดโดยผู้บริโภค แสดงว่าแนวโน้มราคาต่ำลงมากกว่าขึ้น ผู้ผลิตขึ้นราคาได้ยาก ถ้ากลับกันผู้ผลิตสามารถผลักภาระที่เกิดขึ้นไปยังผู้บริโภคได้ เช่น ค่าแรงขึ้นเป็น 300 ผู้ขายก็ขึ้นราคาได้เต็นที่เพื่อรักษา GM แต่ถ้าไม่มีอำนาจต่อรองมาก ผู้ผลิตก็รับไปเอง อย่างนี้ GM dH]f]'
4 Supplier การต่อรองกับผู้เป็นปัจจัยการผลิต ค่าแรง คนงาน แหล่งวัตถุดิบ knowhow ทีต้องพึ่งพิง ลิขสิทธิที่ต้องใช้เพื่อดำเนินธุรกิจ เป็นต้น บางอุตสาหกรรมขาดแคลนแรงงานบางประเภทจึงจ้างแพงต้นทุนสูง (fixed cost) วัตถุดิบหายากมีข้อจำกัดการเข้าถึง หรือบางอุตสาหกรรมแรงงานหาง่าย เทคโนโลยีหามาง่าย วัตถุดิบหาง่ายราคาไม่แพง เป็นต้น
5 Substitute สินค้าทดแทนหรือใช้แทนกันไก้ มีหรือไม่ หาง่ายหรือไม่ เช่นในอดีตกล้องใช้ฟิล์มก็ถูกทดแทนด้วยกล้องดิจิตอล เป็นต้น

การใช้แนวทาง 5 forces แม้บางคนว่าตายแล้วแต่ผมยังถือว่า classic ในงานวิเคราะห์ แต่ถ้าเป็นเรื่องารยริหารเดี๋ยวนี้พูดกันเรื่อง Blue Ocean Strategy นั่นไม่ใช่เรื่องของนักวิเคราะห์ครับ 5 forces อาจล้าสมัยในเรื่องกลยุทธ์การบริหาร แต่ยังขลังอยู่ในงานด้านการวิเคราะห์ กการวิเคราะห์ด้วย 5 frces นี้จะช่วยตอบคำถาม 1.2 ได้ดีกว่าการสนใจว่าจะจัดการ stock คงเหลืออย่างไร


sun_cisa2
Verified User
Posts: 121
Joined: Mon Mar 26, 2012 10:59 pm

Re: กระทู้ถามตอบวิเคราะห์เชิงบัญชี ผสมผสานการเงิน การลงทุน

Posts by sun_cisa2 » Wed Aug 15, 2012 4:37 pm

ขอเพิ่มเติมต่อจากเรื่องการดู P/E

ข้อควรระวังในการใช้ P/E มี่เผยแพร่ในสื่อต่างๆ แม้แต่ของตลาดเองก็ตามคือ EPS ที่นำมาใช้คำนวณป็น EPS ที่ใช้หุ้นถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักไม่ใช่ EPS ที่เป็น Fully Diluted EPS หรือเรียกว่า กำไรต่อหุ้นปรับลด หลายคนสงสัยว่าต่างกันอย่างไรและมีผลต่อการพิจารณาราคาหุ้นอย่างไร

EPS หรือกำไรต่อหุ้นหรือเรียกให้ตรงตามมาตรฐานการบัญขี คือกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน เป็นการคำนวณหาโดยการนำกำไรสุทธิ (ที่เป็นของบริษัทใหญ่) หารด้วยจำนวณหุ้นสามัญถัวเฉลี่ย (ที่เป็นของบริษัทใหญ่)

ผมเคยเจอบางบริษัทบางงวดบัญชีนำกำไรสุทธิในงบรวมมาเป็นตัวตั้ง แต่งวดอื่นถูกต้อง ก็ระวังกันหน่อยบ้างถ้าบางงวดกำไรงบเที่แบ่งให้ส่วนที่กิจการไม่มีอำนาจควบคุมมีมากกว่าปกติ โดยเฉพาะสัดส่วน (ดูได้จากรายการต่อลงไปอีกของบกำไรขาดทุน จะแสดง กำไรสุทธิของงวด ที่ประกอบไปด้วยกำไรที่เป็นของบริษัทใหญ่ และกำไรที่เป็นส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุม (เดิมเรียกว่าส่วนได้เสียของผูถือหุ้นส่วนน้อย) EPS ต้องคำนวณโดยใช้ กำไรหรือขาดทุนที่เป็นของผู้ถือหุ้นสามัญของบริษัทใหญ่

คราวนี้มาดูว่า ทำไมควรใช้ กำไรต่อหุ้นปรับลดพิจารณา

ในทางบัญชีแสดงเพียงให้เห็นถึงวัตถุประสงค์เพื่อวัดมูลค่าของส่วนได้เสียของหุ้นสามัญแต่ละหุ้นของบริษัทใหญ่จากผลการดำเนินงานของกิจการในรอบระยะเวลาที่รายงานว่ากำไรที่เกิดแล้วในงวดนั้นๆ ควรเป็นของผู้ที่ถือหุ้นอย่างยุติธรรมเท่าใดโดยคิดตามระยะเวลาที่ผู้ถือหุ้นเข้ามาลงทุน เช่น ABC มีกำไร 1,000 บาท โดย A ถือหุ้นมาตั้งแต่ต้นปี 800 หุ้น ส่วน B เข้ามาถือหุ้นเพิ่มทุนีหลังระหว่างปีนั้น 400 หุ้นเมื่อตอนกลางปี กำไร 1,000 บาทนี้ เงินจาก A ทำมาหากินมา 1 ปีเต็ม ส่วนเงิน B เอามาใช้หากินแค่ครึ่งปี ถ้าถือว่าตลอดปีทำมาหากินสม่ำเสมอ 500 บาทแรก A ควรได้เต็มๆ ส่วน 500 บาทหลังถึงจะเอามาแบ่งระหว่า A กับ B ตามสัดส่วนที่ลงทุน 2:1 A ได้ไป 500x2/3 = 333.33 ส่วน B ได้ไป 500/3 = 166.67

รวมทั้งปี A ได้ส่วนแบ่งกำไรไป =500+333.33 = 833.33 A ถ้าเทียบแล้วลงทุน 1ปี ได้ผลตอบแทนต่อหุ้น = 0.3125+0.2083 =0.5208
รวมทั้งปี B ได้ส่วนแบ่งกำไรไป = 166.67 0.2083

แต่ในทางบัญชีจะแสดง EPS ขั้นพื้นฐานที่ 1000/(800x12/12 + 400x6/12) = 1.00 ดูแล้วเหมือนกับว่าได้คนละ 1 บาท ความจริงไม่ใช่เลย แค่บอกว่าถ้ามาคิดผลตอบแทนตามระยะเวลาลงทุนแล้ว โดยเปรียบเทียบให้หุ้นทั้งหมดเทียบเท่ากันได้บนฐานเวลาที่ปรับสัดส่วนให้เท่ากัน จะเหมือนว่าได้คนละ 1 บาท

คราวนี้ถ้าจากการเพิ่มทุนแล้ว ปีหน้ามีกำไร เป็น 1,050 หรือเพิ่ม 5% EPS ปีที่สอง = 1.05 บาท ราคาหุ้นจะขึ้นหรือลง?

ถ้าใครดูกราฟอาจจะงงตอนเพิ่มทุน ราคาหุ้นในกระดานจะปรับตัวลงด้วย diluted ratio หรือบางครั้งในวงการหุ้นเรียกว่าเกิด dilution effect นั่นเอง สมมติว่าราคาหุ้นก่อนเพิ่มทุนอยู่ที่ 1 บาท เมื่อประกาศเพิ่มทุนที่หุ้นละ 1 บาทที่ราคาตลาด dilution deffect ดูเหมือนจะไม่เกิด (หาต้นทุนหุ้นใหม่หลังเพิ่มทุน= (ราคาเดิมxจำนวนหุ้นเดิม+ราคาหุ้นเพิ่มทุนxจำนวนหุ้นเพิ่มทุน)/(xจำนวนหุ้นเดิม+จำนวนหุ้นเพิ่มทุน)

dilution effect = ต้นทุนหุ้นใหม่หลังเพิ่มทุน /ราคาเดิมก่อนเพิ่มทุน

ถ้า พิจารณาด้วย P/E แล้วเอาค่าปีที่แล้ว (คิดว่าเป็น 10 เท่าเหมาะสมแล้ว) เลยเอา 10 คูณ EPS ราคาปีนี้จึงคิดว่า เป็น 10.5
แต่หากใช้ diluted EPS P/E ปีที่แล้วคือ 10/(1000/1200)= 10/0.833= 12 เท่า
หากเราซื้อหุ้นนี้ไว้เมื่อีที่แล้ว ถือว่าซื้อราคางแม้หุ้นขึ้นมาก็จริงแต่ผลตอบแทนการลงทุนจะได้น้อยกว่าที่คาดหวัง คือ 10% หุ้นอาจจัราคาตกลงในเวลาถัดมาเพราะนักลงทุนสถาบันอาจจะปรับพอร์ตโดย switch ออกไปถือหุ้นอื่นแทน ปรากฎการณ์นี้ปัจจุบันก็มีให้เห็นอยู่ เช่นหุ้นในกลุ่มค้าปลีก พอจ่ายหุ้นปันผลปั๊บราคากลับดิ่งตลอดทั้งทีก่อนหน้าก็ดูดี ความจริงก็มีปัจัยอื่นด้วย แต่เรื่องนี้ก็เป็นเหตุผลทางทฤษฎีประกอบด้วยเช่นกัน

จากตัวอย่างเดิม EPS ใหม่ = 10.5 เช่นเดิม แต่ P/E ใหม่จะไม่ใช่ 10 แล้ว ถ้า k = 20% g ที่คาด = 10%
1/PE เดิมที่ตลาดคาดหวัง = 1/10 = 10% = k%-g% = 20%-10% = 10%
แต่เนื่องจาก g เหลือเพียง 5% ถ้าตลาดปรับ g คาดหวังเหลือเพียง 5%
P/E ที่เหมาะสมใหม่เป็น ==> 20% - 5% = 15% = 1/PE => P/E ใหม่ = 6.67
ราคาที่ควรเป็นใหม่ตาม P/E ใหม่ = 1.05x6.67 = 7 บาท ราคาจึงลงทั้งที่ EPS โตขึ้น????


Stock lover
Verified User
Posts: 448
Joined: Tue Nov 16, 2010 7:24 am

Re: กระทู้ถามตอบวิเคราะห์เชิงบัญชี ผสมผสานการเงิน การลงทุน

Posts by Stock lover » Sun Aug 19, 2012 8:00 pm

อาจารย์ครับ ไม่ทราบว่าเรามีวิธี ศึกษาอุตสาหกรรมยังไง ว่าจะเติบโต ในอีก หลายปีข้างหน้า หรือ อุตสาหกรรมตกดิน และ อุตสาหกรรมอยู่ช่วงไหนของวัฏจักร และศึกษาว่าบริษัทมี ข้อได้เปรียบเหนือคู่แข่ง หรือ barrier to entry ของแต่ละบริษัทได้ยังไงครับ เพราะในหนังสือ ที่อาจารย์แนะนำ เขาบอกว่า replacement cost ใช้กับอุตหกรรมที่วัฏจักร หรือ ไม่มีข้อได้เปรียบเหนือคู่แข่ง แต่เป็นอุสหากรรม เติบโต มีdemand เพิ่มขึ้นในระยะยาว ส่วนที่อุตสหกรรมที่มีข้อได้เปรียบเหนือคู่แข่งชัดเจน ก็EPV DCF


sun_cisa2
Verified User
Posts: 121
Joined: Mon Mar 26, 2012 10:59 pm

Re: กระทู้ถามตอบวิเคราะห์เชิงบัญชี ผสมผสานการเงิน การลงทุน

Posts by sun_cisa2 » Mon Aug 20, 2012 3:30 pm

[quote="cyber-shot"]อาจารย์ครับ ไม่ทราบว่าเรามีวิธี ศึกษาอุตสาหกรรมยังไง ว่าจะเติบโต ในอีก หลายปีข้างหน้า หรือ อุตสาหกรรมตกดิน และ อุตสาหกรรมอยู่ช่วงไหนของวัฏจักร และศึกษาว่าบริษัทมี ข้อได้เปรียบเหนือคู่แข่ง หรือ barrier to entry ของแต่ละบริษัทได้ยังไงครับ เพราะในหนังสือ ที่อาจารย์แนะนำ เขาบอกว่า replacement cost ใช้กับอุตหกรรมที่วัฏจักร หรือ ไม่มีข้อได้เปรียบเหนือคู่แข่ง แต่เป็นอุสหากรรม เติบโต มีdemand เพิ่มขึ้นในระยะยาว ส่วนที่อุตสหกรรมที่มีข้อได้เปรียบเหนือคู่แข่งชัดเจน ก็EPV DCF[/quote]

ในการศึกษาอุตสาหกรรมว่าจะเป็นอย่างไรนั้น ต้องบอกไว้ก่อนว่าเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย แม้แต่คนที่อยู่ในอุตสาหกรรมก็ยังไม่มีใครที่รู้ได้ถูกต้องจริงๆ แต่ถ้าเมื่อไรคาดการณ์ (หรือจะเรียกว่าเดาก็ได้ถ้าจะมองกันตรงๆ) ถูกก็ประสบความสำเร็จ ฉะนั้นเมื่อมองไปอนาคตต้องเผื่อใจไว้ตลอด สิ่งที่จะทำให้เราลดความไม่แน่นอนลงได้บ้าง (ตามที่เชื่อว่ามีเหตุผลเพียงพอ) คือข้อมูลที่นำมาประกอบการตัดสินใจ

ในหนังสือที่แนะนำ investing value : from Graham to Buffett นั้นอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ (ซึ่งเป็นไปตามตามหลักทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์) จะไม่ควรมีบริษัทใดที่มี margin เหนือกว่าปกติมากๆได้ในโลกการค้าเสรี เพราะถ้าคุณได้กำไรคนะดียวมากๆในขรธหนึ่ง ก็จะมีคนใหม่กระโดดเข้ามาทันทีและเสนอขายราคาที่ต่ำกว่าเพื่อแย่ง market share เพราะด้วยต้นทุนการลงทุนที่เหมือนกันของมูลค่าสินทรัพย์ที่ลงทุนในงบดุล (ปรับปรุงเป็น replacement or reproductive cost) เขาสามารถได้ผลตอบแทนทีน่าพอใจ หากราคานั้นยังมีmargin มากกว่าทีคุ้มอยู่ก็จะมีคนเข้ามเรื่อยๆ และขายราคาแข่งขันจนสุดท้ายตลาดขายลงไปกว่านี้ก็จะไม่คุมการลงทุนตลาดก็จะนิ่ง นั่นคือเข้าสู่จุดสมดุล นั่นคือเหตุผลที่ตลาดที่ไม่มีข้อได้เปรียบเหนือคู่แข่งทำไมจึงหา replacement cost ได้จากการพิจารณาการปรับมูลค่าเล็กน้อยจากงบการเงิน ดังที่ผมได้บอกมาตลอด (ในหลายๆที่) ว่า ในทุกตำรามีหลักพื้นฐานทั้งการเงิน เศรษฐศาสตร์ บัญชี การบริหารซ่อนอยู่ทั้งหมด ทุกๆนัก VI ไม่มีใครออกนอกหลักการที่เป็นจริงในโลก capitalism ได้สักราย ที่เราคิดว่า เขามีวิธีที่พิเศษเพราะเรามักไม่ได้รู้หลักการที่แท้จริงต่างหาก

ที่นี้การจะเข้าใจอุตสาหกรรมมีอยู่สองสามเรื่องที่ต้องรับรู้ไว้
1 การคาดการณ์เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ คือ มีหลักการในตัวขณะเดียวกันก็ต้องมีประสบการณ์ด้วย
2 ทุกอุตสาหกรรมหากจะเข้าใจควรต้องมีความรู้และประสบการณ์ในอุตสาหกรรมนั้น ซึ่งมาได้สองทางคือ ทำงานในอุตสาหกรรมนั้นหรือไปสัมผัสกับตลาดหรือสินค้าของบริษัทและอุตสาหกรรมนั้น ดังเช่นที่ วอร์เร็น บัฟฟเฟต, ฟิชเชอร์ หรือ ปีเตอร์ลินท์ หรืออีกหลายๆคนทำ คือเดินเข้าไปร้านค้า ห้าง หรือซื้อสินค้ามาใช้ สอบถามโดยตรงกับคู่ค้า เป็นต้น จะได้รู้ว่าเป็นอย่างไร
3 ใช้ข้อมูลมหภาคยาวๆ หรือบริษัทยาวๆและของ คู่แข่งสำคัญ (รายใหญ่-leader) ในช่วงเวลาเดียวกัน ได้ข้อมูลมากว่า 10 ปียิ่งดี ข้อมูลเหล่านี้ ทั้งมหภาคและจุลภาค นำมาวิเคราะห์เพื่อดูแนวโน้ม บางครั้งข้อมูลมหภาคอาจจะสัมพันธ์กับข้อมูลทางประชากรศาสตร์ในบางอุตสาหกรรมก็ได้ ซึ่งตรงนี้จะต้องใช้อะไรแค่ไหนขึ้นกับข้อ 2 ว่าเราเข้าในมันมากไหมบางเรื่องอาจำฃไม่จำเป็น บางเรื่องอาจจำเป็นวำหรับอุตสาหกรรมต่างกัน

เรื่องวัฏจักรอุตสาหกรรม หรือวงจรอุตสาหกรรม มีวิธีการมากมายหลายวิธี แต่เชื่อไหม งบการเงินก็พอช่วยได้ทางหนึ่ง ในหนังสือ The Analysis and Use of Financial Statements; Gerald I. White, Ashwinpual C. Sondhi, Dov Fried ไบอกว่ารายการแต่ละรายการในงบการเงินควรมีลัษณะอย่างไรในแต่ละช่วงวงจรธุรกิจ เรื่องนี้นักบัญชีโดยมากไม่รู้เท่าใด


sun_cisa2
Verified User
Posts: 121
Joined: Mon Mar 26, 2012 10:59 pm

Re: กระทู้ถามตอบวิเคราะห์เชิงบัญชี ผสมผสานการเงิน การลงทุน

Posts by sun_cisa2 » Mon Aug 20, 2012 3:45 pm

ตัวอย่างเบื้องต้นในการใช้ข้อมูลธุรกิจ่พื่อวิเคราะห์วงจร (ความจริงมีอีกมากหลายมิติแต่เอามาให้ดูพอสังเขป)
การวิเคราะห์แนวโน้มกับวงจรธุรกิจ-วงจรธุรกิจกับการบริหารเชิงกลยุทธ์
วงจร หรือ วัฏจักรธุรกิจ
ช่วงของวัฏจักร ลักษณะธุรกิจ สภาพของการตลาด
1. Start or - การลงทุนสูง - สินค้าอยู่ในช่วงบุกตลาด
Development - ยอดขายเติบโตสูงมาก Margin ต่ำ - ค่าใช้จ่ายการตลาดสูง
เริ่มต้นหรือพัฒนา - กระแสเงินสดติดลบ ไม่มีการจ่ายเงินปันผล - กลยุทธการตลาดเชิงรุก
2. Growth or Star - ยอดขายเติบโตสูง ต้นทุนต่อหน่วยลดลง - ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น
เติบโตหรือดาวเด่น - Margin เพิ่มสูงขึ้น - ตลาดขยายตัวเร็ว แข่งขันสูง
- CAPEX > Depreciation - ผู้แข่งขันเข้ามากขึ้น
3. Mature - อัตราการเติบโตเริ่มคงที่ - ผู้แข่งขันมาก
เติบโตเต็มที่ - ยอดขายอยู่ในระดับสูง - ตลาดเริ่มขยายตัวช้า
- อัตราเงินปันผลสูง - เกิดการแข่งขันด้านราคา
4. Saturation or - กระแสเงินสดสูง และ อัตราเงินปันผลสูง - ส่วนแบ่งการตลาดคงที่
Cash Cow - Margin เริ่มลดลง - การแข่งขันด้านราคาสูง
อิ่มตัวหรือวัวนม - CAPEX = Depreciation - ตลาดอิ่มตัว
5. Decline/Sunset - ยอดขายลดลง - สินค้าเริ่มหมดความนิยม
or Dog - Margin ลดลงต่อเนื่อง - ลูกค้าหันไปใช้ผลิตภัณฑ์อื่น
ลดลง ถดถอย - กำไรลดลง / ขาดทุน ต้นทุนการผลิตสูง

อยาก copy เป็นภาพมาลงจะชัดเจนกว่า ถ้ว space เบี้ยวไปมาก็เดาๆ เอาหน่อยละกัน


sun_cisa2
Verified User
Posts: 121
Joined: Mon Mar 26, 2012 10:59 pm

Re: กระทู้ถามตอบวิเคราะห์เชิงบัญชี ผสมผสานการเงิน การลงทุน

Posts by sun_cisa2 » Mon Aug 20, 2012 3:46 pm

ว่าแล้ว่าต้องเพี้ยนๆ อีกเช่นเคย


sun_cisa2
Verified User
Posts: 121
Joined: Mon Mar 26, 2012 10:59 pm

Re: กระทู้ถามตอบวิเคราะห์เชิงบัญชี ผสมผสานการเงิน การลงทุน

Posts by sun_cisa2 » Mon Aug 20, 2012 3:48 pm

บางข้อมูลจะเห็นว่าดูได้จากงบการเงิน


sun_cisa2
Verified User
Posts: 121
Joined: Mon Mar 26, 2012 10:59 pm

Re: กระทู้ถามตอบวิเคราะห์เชิงบัญชี ผสมผสานการเงิน การลงทุน

Posts by sun_cisa2 » Wed Aug 22, 2012 9:42 am

[quote="cyber-shot"]อาจารย์ครับ ไม่ทราบว่าเรามีวิธี ศึกษาอุตสาหกรรมยังไง ว่าจะเติบโต ในอีก หลายปีข้างหน้า หรือ อุตสาหกรรมตกดิน และ อุตสาหกรรมอยู่ช่วงไหนของวัฏจักร และศึกษาว่าบริษัทมี ข้อได้เปรียบเหนือคู่แข่ง หรือ barrier to entry ของแต่ละบริษัทได้ยังไงครับ เพราะในหนังสือ ที่อาจารย์แนะนำ เขาบอกว่า replacement cost ใช้กับอุตหกรรมที่วัฏจักร หรือ ไม่มีข้อได้เปรียบเหนือคู่แข่ง แต่เป็นอุสหากรรม เติบโต มีdemand เพิ่มขึ้นในระยะยาว ส่วนที่อุตสหกรรมที่มีข้อได้เปรียบเหนือคู่แข่งชัดเจน ก็EPV DCF[/quote

ตอบเพิ่มเติม ข้อได้เปรียบเหนือคู่แข่ง หรือ barrier to entry ของแต่ละบริษัท ต้องเข้าใจก่อนว่าการวิเคราะห์ 5 forces เน้มมองภาพกว้างเข้ามาหาบริษัท ไม่ใช่การมองจากข้างในสู่ด้านนอก 5 forces เป็นแนวมางดารวิเคราห์อุตสาหกรรม industrial analysis ดังนั้นถ้าจะวิเคราะห์เพื่อหาข้อได้เปรียบเหนือคู่แข่ง หรือ barrier to entry ของแต่ละบริษัท คงตอบได้ยากหรือไม่ตรงประเด็นเพระง่ายๆ ว่าสมมติ บง.เงินทุน A จะเข้าส่ธุรกิจธนาคาร ได้เปรียบเหนือคู่แข่ง บง. อื่นหรือไม่ ขึ้นกับปัจจัยภายนอก เช่น ธปท. มีนโยบายให้ใบอนุญาตตั้งธนาคารมากน้อยเพียงใด A มีความต้องการมากน้อยแค่ไหน เช่น บง.ธนชาตจะตั้งธนาคา บง.จะตั้งธนาคาร บง.ทิสโก้จะตั้งธนาคาร บง.ภัทรจะตั้งธนาคาร บง.สินอุตสาหกรรมจะตั้งธนาคาร ธนาคารตปท.จะตั้งธนาคาร (ไม่ใช่สาขาธนาคารต่างประเทศ) ทุกที่เข้าสู่อุตสาหกรรมธนาคารได้เท่าๆกัน ปัญหาที่ยากมีอยู่ไม่กี่เรื่องคือ ขนาดเงินทุนที่จะใช้ และข้อกำหนดจาก ธปท. บางบง. ไม่มีปัญหาเรื่องเงินทุนแต่ติดที่กฎระเบียบของ ธปท. บางประเทศตั้งง่ายมาก ยื่นขอปุ๊บไม่เกินเดือนได้ใบอนุญาตแล้ว ดังนั้นการวิเคราะห์ barrier to entry/exit จึงใช้ดูว่าอุตสาหกรรมที่บริษัททำอยู่จะเกิดคู่แข่งใหม่ๆง่ายหรือไม่ ถ้าเข้าง่าย แสดงว่าอุตสาหกรรมที่ทำอยู่มีการแข่งขันสูง การเกิด extra margin ย่อมยากหลักๆ จะดูอยู่ 6 ด้านคือ
1. ขนาดเศรษฐกิจ/อุตสาหกรรมหรือตลาด -Economy of scale: ขนาดเล็กเข้าง่ายแต่อาจไม่น่าจูงใจเท่าขนาดตลาดที่ใหญ่
2. สินค้าบริการมีความหลากหลายมากน้อยเพียงใด -Product Differentiation: อุตสาหกรรมที่มีความหลากหลายมากจะได้เปรียบกว่าอุตสาหกรรมที่มีลักษณะสินค้า/บริการ ที่จำกัด
3. ทุนที่ต้องใช้ -Capital Requirements: อันนี้แหละที่อาจใช้ APV มาช่วยดูได้ (Asset reproduction value) ถ้าน้อยแสดงว่าหากใครจะมาแข่งขันทะแบบเดียวกัน ขนาดยอดขายเท่ากันใช้เงินมากหรือน้อย
4. ความเสียบเปรียบจากขนาด -Cost disadvantage independent of size ขนาดของธุรกิจอาจมีผลต่อต้นทุน ที่เราจะรู้จักในอีกด้านคือ ecomomy of scale
5. การเข้าถึงช่องทางการจำหน่ายหรือกระจายสินค้า -Access to distribution channel เช่นธุรกิจค้าก๊าซน้ำมันต้องอาศัย บริษัทขนส่งท่อก๊าซน้ำมันที่มีจำกัด หรือโรงผลิตไฟฟ้า ต้องอาศัยสายไฟฟ้า ซึ่งอาจมีผู้ให้บริการจำกัด ถ้าจะทำเองต้อลงทุนเพิ่มอีกธุรกิจ ซึ่งอาจไม่คุ้มเพราะมีคนใช้รายเดียวคือบริษัท
6. นโยบายรัฐหรือหน่วยงานกำกับดูแล -Government policy
นี่คือหลักใหย๋ๆที่ต้องศึกษาหาข้อมูลในการวิเคราะห์ barrier to entry การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน บางเรื่องกไม่ใช่เอาตัวเลขมาหารกันแล้วตอบค่ากันเป๊ะเหมือนงบการเงินครบ จึงบอกมาตลอดว่า การวิเคราะห์คือ ศาสตร์และศิลป์


Stock lover
Verified User
Posts: 448
Joined: Tue Nov 16, 2010 7:24 am

Re: กระทู้ถามตอบวิเคราะห์เชิงบัญชี ผสมผสานการเงิน การลงทุน

Posts by Stock lover » Wed Aug 22, 2012 10:21 pm

ยากจังอาจารย์ ยังงี้ผมทำ five force model ให้ได้ก่อนละกันครับ หนังสือvalue investment from Gaham to Buffet and beyond อ่านใหม่ยังอยู่บนที่สี่อยู่เลยครับ^^ ไว้อ่านมาเยอะๆ จะมาคุยกับอาจารย์ใหม่นะครับ


sun_cisa2
Verified User
Posts: 121
Joined: Mon Mar 26, 2012 10:59 pm

Re: กระทู้ถามตอบวิเคราะห์เชิงบัญชี ผสมผสานการเงิน การลงทุน

Posts by sun_cisa2 » Thu Aug 23, 2012 10:30 am

Econom of scale และ Cost disadvantage independent of size ทั้งสองเรื่องคล้ายแต่ต่างกันที่ ขนาดของธุรกิจทำให้ได้เปรียบในเรื่องการประหยัดต่อขนาด (economy of scale) ในเรื่องต้นทุนการผลิต กล่าวง่ายๆ คือต้นทุนการผลิตมีอยู่ 2 กลุ่มคือ ต้นทุนผันแปร และต้นทุนคงที่ ต้นทุนผันแปรโดยปกติจะคงที่ต่อหน่วยเสมอและเพิ่มตามปริมาณการผลิตโดยตรง ในธุรกิจที่แข่งขันเสรี ถ้าคู่แข่งจะผลิตสินค้าเดียวกันเข้ามาแข่งในอุตสาหกรรม ต้มทุนคงที่ไม่น่าจะแตกต่างเพราะผลิตเหมือนกันในตลาดเดียวกัน แต่ขนาดที่ใหญ่กว่า ผลิตในหน่วยปริมาณที่มากกว่า ต้นทุนผลิตสำหรับค่าใช้จ่ายคงที่จะลดลง นั่นคือ ต้นทุนคงที่จะไม่เปลี่ยนแปลง (รวม) แต่ต้นทุนต่อหน่วยจะลดลงเมื่อหน่วยผลิตมากขึ้น ดังั้นต้นทุนต่อหน่วยรวมจะต่ำลง ทำให้สามารถกำหนดราคาขายที่ต่ำลงได้โดยยังคง margin เท่าเดิม

ส่วน Cost disadvantage independent of size เป็นต้นทุนซึ่งไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ ธุรกิจเดิมที่อยู่ในอุตสาหกรรมจะมีความได้เปรียบเนื่องจากต้นทุนซึ่งคู่แข่งขันที่จะเข้ามาใหม่ไม่สามารถลอกเลียนแบบหรือทดแทนได้โดยง่าย ซึ่งการได้เปรียบในลักษณะนี้ไม่จำเป็นต้องเกิดจากการมีต้นทุนต่ำจากการประหยัดต่อขนาดในการผลิต (economy of scale) เท่านั้น แต่การได้เปรียบเหล่านี้อาจจะเกิดขึ้นมาจากประสบการณ์ของการอยู่ในอุตสาหกรรมมานาน ความลับทางการค้า ได้เปรียบในด้านการควบคุมแหล่งวัตถุดิบหรือแรงงานหรือช่องทางในการจัดหาเงินที่มีต้นทุนที่ต่ำ เทคโนโลยีที่ได้รับการปกป้องทางลิขสิทธิ์และทำเลที่ตั้งที่ดี หรือการได้รับการสนับสนุนการภาครัฐ คู่แข่งที่จะเข้ามาแม้ดูเหมือนง่ายแต่อาจเสียเปรียบในเรื่องต้นทุนการจัดหาปัจัยการผลิตได้ กลับกันถ้าคู่แข่งมีสิ่งที่กล่าวมามากกว่าคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมก็จะกลายเป็นคนได้เปรียบ


sun_cisa2
Verified User
Posts: 121
Joined: Mon Mar 26, 2012 10:59 pm

Re: กระทู้ถามตอบวิเคราะห์เชิงบัญชี ผสมผสานการเงิน การลงทุน

Posts by sun_cisa2 » Thu Aug 23, 2012 11:47 am

การวิเคราะห์แนวโน้มกำไรอุตสาหกรรมและการเติบโต ในบางครั้งอาจใช้ข้อมูลทางการเงิน (งบการเงิน) ช่วยได้ แต่ควรจะใช้
1 งบการเงินควรใช้งบของบริษัทขนาดใหญ่หรือเป็นผู้นำอุตสาหรรม ถ้าไม่แน่ใจว่าใครเป็นผู้นำก็ใช้บริษัทชั้นนำใหญ่ๆสัก 2-3บริษัท ส่วนบริษัทที่เราวิเคราะห์อาจอยู่หรือไม่อยู่ก็ได้ และควรใช้ข้อมูลไม่น้อยกว่า 5 ปี (งบมาเรียงเป็น time series) และใช้เฉพาะยอดขาย ต้นทุนขาย และกำไรขั้นต้นก็พอไม่ต้องเอาทุกรายการ เพราะเรากำลังวิเครราะห์แนวโน้มอัตรากำไรเท่านั้น
2 ข้อมูลมหภาคที่เกี่ยวข้องใล้เคียงหรือค่อนข้างตรงที่สุดในช่วงเวลาเท่าๆกัน เช่น
ปริมาณการจำหน่ายสินค้าอุตสาหกรรมในประเทศสินค้าก่อสร้างข้อมุลมหภาคหาได้จาดหล้ายแหล่ง เช่น ธปท สศอ สำนักงานสถิติแห่งชาติ เป็นต้น
Construction
M Bh YoY Growth
2001 154,645
2002 165,691 7.1%
2003 174,365 5.2%
2004 194,744 11.7%
2005 214,163 10.0%
2006 234,304 9.4%
2007 249,589 6.5%
2008 258,688 3.6%
2009p 245,819 -5.0%
2010p1 269,376 9.6%
2011p1 270,027 0.2%
2012-Hp 145,239
ในอุตสาหกรรมก่อสร้างก็อาจนำเอา SCC มาพิจารณา sales growth, GM ก็จะได้ภาพของอุตสาหกรรมระดับหนึ่ง เป็นต้น

การวิเคราะห์หุ้นเพื่อลงทุนนั้นไม่ใช่แค่เพียงอ่านงบได้เท่านั้น แต่การมองและอ่านได้และเชื่อมโยงข้อมูลงบกับสภาพเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมได้ยิ่งมีประโยชน์มาก รู้ด้านเดียวเช่นวิเคราะห์เศรษฐกิจได้ วิเคราะห์อุตสาหกรรมได้ มาตกม้าตายเพราะซื้อหุ้นที่แต่งตัวเลขหรือมีงบน่าสงสัย เช่น ตปท เอนรอน เจพีมอร์แกน หรือดูงบแตกฉานแต่มองทิศทางเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไม่ออกก็แย่เช่นกัน นักลงทุน นักวิเคราะห์จึงควรมีความรู้รอบด้านและหลักการดี จึงมีเกราะคุ้มกันที่ดี


sun_cisa2
Verified User
Posts: 121
Joined: Mon Mar 26, 2012 10:59 pm

Re: กระทู้ถามตอบวิเคราะห์เชิงบัญชี ผสมผสานการเงิน การลงทุน

Posts by sun_cisa2 » Thu Aug 23, 2012 12:48 pm

วิเคราห์สั้นๆ จากข้อมูลข้างต้นอุตสาหกรรมก่อสร้าง ในระยะเวลา 10 ปีมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยทั่วไป (arithematic mean) 5.8% หรือ geomatric mean เติบโตคิดแบบทบต้น 5.7% ใกล้เคียงกัน ปกติในมุมผมนั้นถ้าสองค่าใกล้เคียงกัน บอกได้ว่าอุตสาหกรรมนี้ได้มาถึงระดับ saturation or maturity stage ในระยะยาวใช้ 10% เป็นอัตราการเติบโตอุตสาหกรรมได้ดีระดับหนึ่ง และเมื่อหา standard deviation ของ growth ได้ 5.1% มีวงจรขึ้นลงราว 5-6 ปี (0-10%)

ดังนั้นหากใครลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ก็จับจังหวะให้ดีถือยาวสัก 4-5 ปี ได้ผลตอบแทนที่ดีพอควร ลองกลับไปศึกษาราคาหุ้น scc ดูได้ครับ บางช่วงหุ้นนี้ให้ผลตอบแทนมากกว่า 100% ในระยะเวลาเพียง 2 ปี โดบมีความเสี่ยงจากความผันผวนในการคาดการณ์การเติบโตเพียง 5% เมื่อเทียบกับบางอุตสาหกรรม ควมผันผวนจากการประมาณการณ์ (ผิดจากที่คาด) อาจมากกว่า 30% ทีเดียว

และด้วยการเติบโตระยะยาวที่อิ่มตัวในระดับ 5% ตามแนวโน้ม GDP เป็นเหตุให้ scc ขยายการลงทุนไปหลาย sector เช่นกระดาษ ปิโตเคมี การวิเคราะห์อุตสาหกรรมอื่นๆเชิงปริมาณก็ทำลักษณะคล้ายกัน แต่ตัว GM อาจต้องดูบริษัทในกลุ่ม ปตท.แทน
เอาแนวโน้มนั้นมาวิเคราะห์กับโครงสร้างรายได้ของ scc ก็จะเห็นภาพแนวโน้มกำไรของ scc ได้ดีขึ้น

ด้วยแนวคิดนี้นำไปใช้ได้กับหลายบริษัท เห็นไดทั้งแนวโน้มอุตสาหกรรม และวิเคราะฆงบบรษัท ก็ยิ่งเห็นได้ชัดว่าหุ้นตัวนั้นแกร่ง มีความได้เปรียบทางธุรกิจหรอไม่ เพราะบางบริษัท อุตสาหกรรมดี แต่ตัวบริษัทไม่แกร่ง (งบการเงิน) บ่งชี้ว่าบริษัทจะไม่สามารถใช้โอกาสจากอุตสาหกรรมได้ในระยะยาว ถือยาวอาจไม่ดี ถ้าอุตสาหกรรมไม่ดีแนวโน้มย่อมลำบากเว้นแต่บรษัทต้องมีกลยุทธที่ชัดเจนที่จะหารายได้จากอุตสาหกรรมใหม่เป็นต้น


CHAI_YO
Verified User
Posts: 47
Joined: Tue Aug 28, 2012 11:53 am

Re: กระทู้ถามตอบวิเคราะห์เชิงบัญชี ผสมผสานการเงิน การลงทุน

Posts by CHAI_YO » Tue Aug 28, 2012 8:01 pm

[quote="sun_cisa2"]วอร์เร็น บัฟเฟตต์ และนักลงทุนที่ประสพความสำเร็จมักกล่าวไว้เสมอว่า ลงทุนในธุรกิจที่เราเข้าใจ ปกติบริษัทใดที่ผมอ่นงบแล้วร็สึกว่า ทำอะไรที่ไม่ธรรมดา ซับซ้อนซ่อนเงื่อน ขนาดเราอ่านบัญชีเป็นยังงงๆ ผมจะไม่สนใจเลย ต่อให้กำไรปีนั้นโตเกิน 100% ถ้าดูแล้วไม่ make sense ไม่สนใจเลย พลาดโอกาสยังไม่เป็นไร เพราะมีโอกาสมากมายในตลาดรออยู่ ไม่อย่างนั้นจะมีคนสำเณ้มาตลอดได้อย่างไร แต่ถ้าพลาดเพราะถูกตัวเลขงบหลอกนี่เจ็บถึงกระดองใจจริงๆ[/quote]

เห็นด้วยอย่างแรงครับอาจารย์ "ลงทุนในธุรกิจที่เราเข้าใจ"
ขอบคุณสำหรับการตอบคำถามของท่านอื่นๆครับ
เข้ามาอ่านเก็บเกี่ยวความรู้ แล้วเอาความรู้ไปเก็บเกี่ยวกิจการที่เราเข้าใจครับ


mcthanyawat17
Verified User
Posts: 4
Joined: Thu Jul 01, 2010 10:10 pm

Re: กระทู้ถามตอบวิเคราะห์เชิงบัญชี ผสมผสานการเงิน การลงทุน

Posts by mcthanyawat17 » Thu Aug 30, 2012 6:04 pm

ในกรณีที่ บริษัทเพิ่มทุน จะทำให้ ทุนจดทะเบียนชำระแล้ว เพิ่มขึ้นใช่มั้ยคับในงบดุล แล้วส่วนเกิน (ต่ำกว่า) มูลค่าหุ้น จะเพิ่มขึ้นหรือลดลงคับ
และถ้าต่อมา บริษัทมีการนำเงินที่เพิ่มทุนไปลงทุน ส่วนไหนของงบดุลจะต้องหายไปคับ


parporn
Verified User
Posts: 231
Joined: Wed Sep 28, 2011 11:41 am

Re: กระทู้ถามตอบวิเคราะห์เชิงบัญชี ผสมผสานการเงิน การลงทุน

Posts by parporn » Fri Aug 31, 2012 7:36 am

[quote="mcthanyawat17"]ในกรณีที่ บริษัทเพิ่มทุน จะทำให้ ทุนจดทะเบียนชำระแล้ว เพิ่มขึ้นใช่มั้ยคับในงบดุล แล้วส่วนเกิน (ต่ำกว่า) มูลค่าหุ้น จะเพิ่มขึ้นหรือลดลงคับ
และถ้าต่อมา บริษัทมีการนำเงินที่เพิ่มทุนไปลงทุน ส่วนไหนของงบดุลจะต้องหายไปคับ[/quote]

การเพิ่มทุนด้วยเงินสด
1. เงินสดจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากบริษัทรับเงินสดมา เกิดได้ 2 กรณีคือ รับเงินสดมาเกินจากราคาพาร์ หรือรับเงินสดต่ำกว่าราคาพาร์
2. ทุนเรือนหุ้นเพิ่มขึ้นเท่่ากับราคาพาร์
3. ส่วนเกินทุนเพิ่มขึ้น หากรับเงินมาสูงกว่าราคาพาร์ หรือส่วนต่ำกว่าทุน (รายการหักจากทุนเรือนหุ้น) เพิ่มขึ้นถ้ารับเงินต่ำกว่าราคาพาร์

ต่อมาถ้่าบริษัทนำเงินำปลงทุน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เงินสดลดลง และเงินลงทุนเพิ่มขึ้นค่ะ


sun_cisa2
Verified User
Posts: 121
Joined: Mon Mar 26, 2012 10:59 pm

Re: กระทู้ถามตอบวิเคราะห์เชิงบัญชี ผสมผสานการเงิน การลงทุน

Posts by sun_cisa2 » Fri Aug 31, 2012 1:36 pm

[quote="mcthanyawat17"]ในกรณีที่ บริษัทเพิ่มทุน จะทำให้ ทุนจดทะเบียนชำระแล้ว เพิ่มขึ้นใช่มั้ยคับในงบดุล แล้วส่วนเกิน (ต่ำกว่า) มูลค่าหุ้น จะเพิ่มขึ้นหรือลดลงคับ
และถ้าต่อมา บริษัทมีการนำเงินที่เพิ่มทุนไปลงทุน ส่วนไหนของงบดุลจะต้องหายไปคับ[/quote]

ทุนจดทะออกและเรียกชำระแล้วจะเพิ่มขึ้น ส่วนเกินมูลค่าหุ้นอาจจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนแปลงก็ได้ ขึ้นอยู่ว่าบริษัทเพิ่มทุนที่ราคาพาร์หรือไม่ ถ้าเพิ่มทุนที่ราคาพาร์ (เช่นหุ้นมีราคาพาร์ 1 บาท เพิ่มทุนใหม่ที่ราคา 1.6 บาท ส่วนเกินจะเพิ่มขึน 0.6 บาทต่อหุ้นที่เพิ่มขึ้น) การเพิ่มทุนทำให้เงินสดเพิ่มและทุนเพิ่ม
ส่วนหลังจากเพิ่มทุนถ้านำเงินที่เพิ่มไปลงทุน ถ้าไปซื้อหุ้นบริษัทอื่น เงินลงทุนกะเพิ่มขึ้น เงินสดก็ลดไปในจำนวนเดียวกัน กรณีทีเอาไปซื้อที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง โรงงาน เครื่องจักร รายการในหมวดที่ดิน อคารและอุปกรณ์ก็จเพิ่มและเงินสดก็จะลดในจำนวนที่เท่กับเงินที่เอาไปลงทุน แต่ถ้าเพิ่มทุนนำไปจ่ายหนี้ หนี้ก็จะลด เงินสดก็จะลด

ถ้านักลงทุนใช้หลักสมการบัญชี ไม่ว่าจะเกิดรายการอะไร ตรงไหนเพิ่มตรงไหนลด จะเข้าใจง่ายขึ้น
สินทรัพย์ = หนี้สิน + ทุน
ส/ทหมุนเวียน + ส/ทไม่หมุนเวียน = น/สหมุนเวียน + น/สไม่หมุนเวียน+ทุนที่ออก+ส่วนเกินทุน+กำไรสะสม
กำไรสะสม = กำไรสะสมต้นงวด + กำไรขาดทุนสุทธิของงวด + กำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่นของงวด
กำไรสะสม = กำไรสะสมต้นงวด+(รายได้-ต้นทุนขาย-คชจขายและบริหาร-ต้นทุนการเงิน-ภาษี)+กำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่นของงวด
จะเห็นว่าที่จริงก้คือการขยายรายละเอียดแยกออกไปเท่านั้น จากสมการเดิมคือ สินทรัพย์ = หนี้สิน + ทุน

สิ่งที่สำคัญคือต้องรู้ว่ารายการที่พูดถึงเป็นรายการในกลุ่มใด ความจริงแค่กระทบชิ่งกันไปมาในสมการบัญชี


firewalker
Verified User
Posts: 547
Joined: Mon Aug 25, 2008 12:46 am

Re: กระทู้ถามตอบวิเคราะห์เชิงบัญชี ผสมผสานการเงิน การลงทุน

Posts by firewalker » Sat Sep 01, 2012 1:59 pm

สวัสดีครับอาจารย์สรรพงศ์ อยากรบกวนสอบถามอาจารย์หน่อยครับ เกี่ยวกับงบกำไรขาดทุน

ระหว่าง งบการเงินรวม VS งบกำไรเฉพาะกิจการ

1. งบการเงินรวมดีกำไรเยอะมาก แต่งบกำไรเฉพาะกิจการไม่เคยดีเลย หรือติดลบ (ลูกดีแต่แม่ฉุด)

2. งบการเงินรวมแย่ตลอด(ไม่ดีหรือติดลบ) แต่งบกำไรเฉพาะกิจการดีมากตลอด (แม่ดี แต่ลูกฉุด)

ถ้าเจองบแบบนี้ แบบไหนน่าสนใจ หรือควรให้ความสำคัญมากกว่าครับ
และถ้าบริษัทย่อยทำธุรกิจที่แตกต่างบริษัทแม่ ยังควรให้สำคัญเช่นเดียวกับคำถามแรกรึปล่าวครับ

ขอบคุณครับ


sun_cisa2
Verified User
Posts: 121
Joined: Mon Mar 26, 2012 10:59 pm

Re: กระทู้ถามตอบวิเคราะห์เชิงบัญชี ผสมผสานการเงิน การลงทุน

Posts by sun_cisa2 » Sun Sep 02, 2012 3:23 am

[quote="firewalker"]สวัสดีครับอาจารย์สรรพงศ์ อยากรบกวนสอบถามอาจารย์หน่อยครับ เกี่ยวกับงบกำไรขาดทุน

ระหว่าง งบการเงินรวม VS งบกำไรเฉพาะกิจการ

1. งบการเงินรวมดีกำไรเยอะมาก แต่งบกำไรเฉพาะกิจการไม่เคยดีเลย หรือติดลบ (ลูกดีแต่แม่ฉุด)

2. งบการเงินรวมแย่ตลอด(ไม่ดีหรือติดลบ) แต่งบกำไรเฉพาะกิจการดีมากตลอด (แม่ดี แต่ลูกฉุด)

ถ้าเจองบแบบนี้ แบบไหนน่าสนใจ หรือควรให้ความสำคัญมากกว่าครับ
และถ้าบริษัทย่อยทำธุรกิจที่แตกต่างบริษัทแม่ ยังควรให้สำคัญเช่นเดียวกับคำถามแรกรึปล่าวครับ

ขอบคุณครับ[/quote]

สมมติว่ามีแค่สองกิจการข้างต้นให้เลือก และเราเป็นนักลงทุน ในกิจการทั้งสองแบบนี้จะให้ภาพต่างกันสองแบบคือ
1 ราคาหุ้น แบบที่ 1 ราคาหุ้นจะดูดีกว่า เพราะ กำไรต่อหุ้นมากกว่า แม้แม่จะกำไรน้อยแต่ลูกมีกำไรในแง่ตลาดจะมีค่าพีอีดีกว่า ถ้าถือเเน้นราคาหุ้น แบบที่ 1 น่าลุ้นกว่าเยอะครับ
2 ในมุมเงินปันผล ตามกฎหมายเงินปันผลกิจการที่มีกำไรจึงจะจ่ายปันผลได้ งบการเงินรวมเป็นการรวมหน่วยงานในทางบัญชี ไม่ใช่นิติบุคคล ถ้าแม่กำไรน้อยหรือขาดทุน ก็จ่ายปันผลได้น้อย กำไรลูกเยอะแต่จ่ายปันผลน้อยแม่ก็จ่ายจากกำไรลูกไม่ได้ถ้าแม่ไม่ยกมือให้ลูกจ่ายแม่ แต่เก็บกำไรที่ลูกไว้เฉยๆ ในแง่งบรวม กำไรงบรวมทางบัญชีเอามารวมกันแต่อาจมีปันผลต่ำก็ได้ ในมุมกลับกันถ้าแม่กำไรมากแต่ลูกแย่ แม่ก็ยังจ่ายปันผลได้

ดังนั้นถ้าเล่นหุ้นแบบลุ้นราคาแล้วแบบแรกดีกว่าครับ ถ้าแบบสองราคาไม่ค่อยวิ่งแต่ลุ้นปันผล (ซึ่งอาจจ่ายไม่มากก็ได้)

ในอีกมุมหนึ่งซึ่งมีมากที่ชอบทำกัน ถ้าในแบบแรก แม่ไม่ดี แต่ลูกดี มักจะเป็นช่องทางที่เจ้าของผ่องถ่าย (ไซฟ่อนเงิน) จากแม่ไปลูก รอวันตีจากแม่ เช่นแม่ทำตัวให้ใกล้เจ๊งแล้วขายลูกออกราคาถูกๆ เพื่ออ้างว่าเอาเงินมาใช้หนี้ กลุ่มเจ้าของจะซื้อราคาต่ำกว่าความจริงไป เรียกว่าได้ของถูกมีกำไรสะสมไว้แล้ว พอขายเสร็จค่อยมาจ่ายทีหลัง ตอนนี้ก็ไม่มีใครรู้ โดยปรกติถ้าบริษัทดีๆนั้นเมื่อลูกกำไรดีมาก และแม่ดูไม่ดี แม่ในฐานะที่ถือหุ้น>50% จะยกมือให้ลูกจ่ายปันผลให้แม่ งบเดี่ยวแม่จะมีกำไรดีขึ้นจากกรายได้เงินปันผล เมื่อทำงบรวมส่วนนี้จะเป็นรายการระหว่างกันตัดออกไป แต่ถ้าลูกมีกำไรแล้วไม่ยอมจ่ายปันผลอันนี้ผมมองว่าแปลก งบแม่ก็ไม่ดี ทำไมไม่โอนกำไรลูกมาให้แม่เพื่อจะได้จ่ายปันผลให้คนซื้อหุ้นแม่ ยิ่งเป็นติดๆกันหลายปี ตอบได้เลยว่า กำลังไซฟ่อนเงินแบบถูกกฎหมายอยู่ แค่รอวันดีดตัวออกงามๆเท่านั้น

ส่วนกรณีที่แม่ดีแต่ลูกไม่ดี ผมมักมองว่าบริหารเงินไม่เก่งมากกว่า ลูกไม่ดีไปซื้อมาถือไว้ทำไม พูดอีกด้านหนึ่งก็คือแม่มี non-performing asset (NPA) แม้จะมีลุ้นปันผล แต่ราคาหุ้นไม่ work ผลตอบแทนโดยรวมในการลงทุนอาจไม่คุ้มกับความเสี่ยง

พอจะได้มุมมองบ้างนะครับ ความจริงเทคนิคแปลกๆ ที่เจ้าของหุ้นชอบเอามาหลอกนักลงทุนก็มีอีกมาก ปรากฎการณ์ที่บอกมีจริงที่เกิดแล้วทั้งนั้น


sun_cisa2
Verified User
Posts: 121
Joined: Mon Mar 26, 2012 10:59 pm

Re: กระทู้ถามตอบวิเคราะห์เชิงบัญชี ผสมผสานการเงิน การลงทุน

Posts by sun_cisa2 » Sun Sep 02, 2012 3:53 am

ในการวิเคราะห์ตามหลักสากล จะวิเคราะห์งบการเงินรวมเป็นหลัก ถ้าอัตราส่วนการเงินงบการรวมใดดีก็เลือกหุ้นนั้นมาก่อน กรณีที่ถามว่าถ้าลูกทำธุรกิจอุตสาหกรรมแตกต่างจากแม่มาก ตรงนี้เราต้องมาวิเคราะห์ธุรกิจว่าเหมาะหรือจำเป็น หรือ คาดเดาว่าเขาคิดอะไร make sense ไหม

ในทฤษฎี corporate strategy กิจการต้องกำหนดว่าจะเลือกใช้ growth strategy, productivity or stability strategy หรือ retrenchment
เอาเฉพาะ Growth strategy มี 2 แบบ คือ Concentrate - แบบ Horizon or Vertical และ Divercification - แบบ Concentric or Conglomerate
ถ้าลงทุนในลูกทีทำอุตสาหกรรมแตกต่างเลย ก็ต้องมองว่าบริษัทเลือกที่จะโตแบบ Divercification คงต้องตั้งคำถามว่า อุตสาหกรรมที่แม่ทำนั้นมี Value chain สั้นหรือแม่ได้ทำครบตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ (Upstream to Downstream) หมดแล้วหรือ มีความไดเเปรียบในอุตสาหกรรมหลักแล้วหรือ ถ้าไม่กำลังจะทิ้งธุรกิจแม่เข้าสู่ธุรกิจลูกหรือไม่......คำถามมีอีกมากเลยครับ ในแง่การลงทุนสไตล์ Graham & Buffett ถือว่าไม่ค่อยดีนักครับ จะไม่ลงทุน


Post Reply