หัดรู้เรื่อง งบการเงิน

tiotiotio
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 66
Joined: Tue Apr 24, 2007 10:37 pm

Posts by tiotiotio » Sun Sep 13, 2009 9:11 am

เข้ามาศึกษาด้วยคน ปกติอ่านหนังสือเองไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร พอมีพี่ๆเข้ามา discuss กัน แล้วเห็นภาพชัดเจนขึ้น ขอบคุณมากครับ


sattaya
Verified User
Posts: 1372
Joined: Tue Apr 17, 2007 8:59 am

Posts by sattaya » Sun Sep 13, 2009 4:35 pm

หนี้สิน
    หนี้สินหมุนเวียน ประกอบด้วย
    เงินเบิกเกินบัญชี และเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน ความหมายก็ตรงตัวอยู่แล้ว

    เจ้าหนี้การค้า หมายถึง หนี้การค้าที่ยังไม่ครบกำหนดชำระ รวมถึงตั๋วเงินจ่ายที่บริษัทออกเพื่อชำระหนี้การค้า เช่น ค่าวัตถุดิบ สินค้าหรือบริการ

    เงินกู้ยืมระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระใน 1 ปี คือ เงินกู้ยืมระยะยาวในส่วนที่จะต้องจ่ายคืนในปีหน้า

    หนี้สินหมุนเวียนอื่น ส่วนใหญ่จะเป็นพวก ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย รายได้รับล่วงหน้า

    หนี้สินไม่หมุนเวียน ส่วนมากจะเป็น เงินกู้ยืมระยะยาว คือเงินก็ที่ถึงกำหนดชำระคืนเกิน 1 ปี

ส่วนของผู้ถือหุ้น
    ส่วนของผู้ถือหุ้น แบ่งได้ 3 ส่วน
    1. ทุนเรือนหุ้น
    2. ส่วนเกินหรือส่วนต่ำกว่ามูลค่าหุ้น
    3. กำไรสะสม
        1. ทุนเรือนหุ้น
     ทุนเรือนหุ้น คือ ทุนทั้งหมดที่หุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นนำมาลงทุนในบริษัท ประกอบด้วย
           ทุนจดทะเบียน เป็นทุนทั้งที่ออกจำหน่ายแล้ว   และยังไม่ได้จำหน่าย
              ทุนจดทะเบียน  = จำนวนหุ้น x ราคา Par Value
ทุนส่วนที่ยังไม่ออกจำหน่าย บริษัท อาจกันไว้เพื่อการต่างๆ เช่น ไว้สำหรับจ่ายเป็นโบนัสให้ผู้บริหาร ไว้จ่ายเป็นหุ้นปันผล หรือไว้นำออกขายในอนาคต ในการคำนวณหากำไรต่อหุ้นนั้น เราจะใช้ทุนในส่วนที่ออกจำหน่ายและชำระแล้วในการคำนวณ

        2. ส่วนเกินหรือส่วนต่ำกว่ามูลค่าหุ้น
เมื่อบริษัทขายหุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิ ในราคาที่สูงกว่าราคา Par จะเกิดส่วนเกินมูลค่าหุ้นขึ้น แต่หากขายได้ต่ำกว่าราคา Par จะเกิดส่วนต่ำกว่ามูลค่าหุ้น ส่วนเกิน หรือส่วนต่ำกว่ามูลค่าหุ้นนี้จะเกิดขึ้นเมื่อนำหุ้นออกจำหน่ายในครั้งแรกเท่านั้น

        3. กำไร(ขาดทุน) สะสม
กำไรสะสมจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ กำไรสะสมจัดสรรแล้ว และ กำไรสะสมยังไม่ได้จัดสรร
       กำไรสะสมที่จัดสรรแล้ว ได้แก่ สำรองตามกฎหมาย สำรองเพื่อการขยายกิจการ
            สำรองตามกฎหมาย คือ สำรองที่บริษัทต้องกันไว้ตามกฎหมาย โดยต้องหัก 5% จากกำไรสุทธิก่อนการจ่ายเงินปันผล จนกระทั่งเงินสำรองตามกฎหมายเท่ากับ 10% ของทุนจดทะเบียน เพื่อเป็นหลักประกันในความมั่นคงของบริษัท
       กำไรสะสมที่ยังไม่จัดสรร
          เป็นกำไรสุทธิที่เหลือจากการจัดสรร และเหลือจากการจ่ายเงินปันผลแล้ว สะสมเข้าทุกปี ตัวกำไรสะสมที่ยังไม่จัดสรรนี้เป็นส่วนที่บริษัทสามารถนำมาจ่ายเป็นเงินปันผลพิเศษให้กับผู้ถือหุ้นได้

สติมา ปัญญาเกิด

User avatar
Diablo
Verified User
Posts: 822
Joined: Mon Apr 28, 2008 7:54 pm

Posts by Diablo » Sun Sep 13, 2009 5:13 pm

ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณพี่ที่สละเวลามาพิมพ์ให้อ่านครับ  :D

Image

ซากคน
Verified User
Posts: 1400
Joined: Fri Oct 10, 2008 11:20 pm

Posts by ซากคน » Sun Sep 13, 2009 10:31 pm

ขอบคุณในความกรุณาของพี่ทุกคนครับ

    วิทยาทาน เป็นมหากุศลในสายตาของผม โดยเฉพาะความรู้ที่ไม่ค่อย
เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา  ยิ่งให้ ยิ่งรวย  ครับผม  :bow:


NTL
Verified User
Posts: 175
Joined: Sat Oct 13, 2007 4:01 pm

Posts by NTL » Sun Sep 13, 2009 10:52 pm

ขอบคุณนะครับเขียนดีมากเลยครับ

ตามมานั่งอ่านครับถ้ามีข้อสงสัยเพิ่มเติมขอแจมด้วยคนนะครับ:D

เงินต้นอยู่ครบ ผลตอบแทนทบต้น

miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 17999
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Posts by miracle » Mon Sep 14, 2009 1:16 am

หนี้สิ้นขาดราคานี้ไปล่ะครับ
เงินกู้ยืมระยะยาว คือ เงินกู้ยืมที่มีระยะเวลาในการจ่ายคืน เกินกว่า 1 ปี

อันอื่นนี้ก็ถือว่าครบใช่ได้ครับ

:)

:)

User avatar
kakathi
Verified User
Posts: 186
Joined: Sun Nov 30, 2008 6:24 pm

Posts by kakathi » Mon Sep 14, 2009 1:27 am

เข้ามาแอบศึกษาด้วยคนครับ เป็นประโยชน์มากสำหรับผู้ที่เริ่มต้น ศึกษาเรื่องงบการเงิน  .....เรื่องความรู้ ยิ่งให้  ยิ่งได้ครับ...ขอบคุณครับ


User avatar
dome@perth
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 4736
Joined: Fri Oct 05, 2007 1:43 am

Posts by dome@perth » Mon Sep 14, 2009 8:02 am

[quote="sattaya"]หนี้สิน

"ไม่มีสุตรสำเร็จ ไม่มีทางลัด ไม่ใช่แค่โชค
หนทางจะได้มาซึ่ง ความมั่งคั่งอย่างถาวร
มันมาจาก ความขยัน ไขว่คว้า หาความรู้
เชื่อและตั้งมั้นในหลักการลงทุนที่ถูกต้อง
"

User avatar
dome@perth
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 4736
Joined: Fri Oct 05, 2007 1:43 am

Posts by dome@perth » Mon Sep 14, 2009 8:13 am

[quote="sattaya"]หนี้สิน

"ไม่มีสุตรสำเร็จ ไม่มีทางลัด ไม่ใช่แค่โชค
หนทางจะได้มาซึ่ง ความมั่งคั่งอย่างถาวร
มันมาจาก ความขยัน ไขว่คว้า หาความรู้
เชื่อและตั้งมั้นในหลักการลงทุนที่ถูกต้อง
"

sattaya
Verified User
Posts: 1372
Joined: Tue Apr 17, 2007 8:59 am

Posts by sattaya » Mon Sep 14, 2009 10:41 am

[quote="dome@perth"][quote="sattaya"]หนี้สิน

สติมา ปัญญาเกิด

sattaya
Verified User
Posts: 1372
Joined: Tue Apr 17, 2007 8:59 am

Posts by sattaya » Mon Sep 14, 2009 10:56 am

ก่อนที่จะพูดเรื่องงบกระแสเงินสดผมมีคำถามเรื่องงบดุลให้ลองคิดกันเล่นๆ

รายการต่อไปนี้พวกท่านคิดว่า มีมากดี หรือน้อยดี

เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด

ลูกหนี้การค้า

สินค้าคงเหลือ

เจ้าหนี้การค้า

เงินกู้ยืมระยะสั้น

เงินกู้ยืมระยะยาว

สติมา ปัญญาเกิด

saichon
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1214
Joined: Thu Feb 01, 2007 1:20 pm

Posts by saichon » Mon Sep 14, 2009 11:08 am

ก่อนที่จะพูดเรื่องงบกระแสเงินสดผมมีคำถามเรื่องงบดุลให้ลองคิดกันเล่นๆ

รายการต่อไปนี้พวกท่านคิดว่า มีมากดี หรือน้อยดี

เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด

ลูกหนี้การค้า

สินค้าคงเหลือ

เจ้าหนี้การค้า

เงินกู้ยืมระยะสั้น

เงินกู้ยืมระยะยาว

เข้ามาหัดตอบครับ ผิดถูกโปรดชี้แนะด้วยน๊ะครับ

เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด
มีมากดีครับ

ลูกหนี้การค้า
มีน้อยดีครับ

สินค้าคงเหลือ
มีน้อยดีครับ

เจ้าหนี้การค้า
มีน้อยดีครับ

เงินกู้ยืมระยะสั้น
มีน้อยดีครับ

เงินกู้ยืมระยะยาว
มีน้อยดีครับ


winkung
Verified User
Posts: 1036
Joined: Thu Sep 11, 2008 10:57 pm

Posts by winkung » Mon Sep 14, 2009 11:24 am

sattaya wrote:ก่อนที่จะพูดเรื่องงบกระแสเงินสดผมมีคำถามเรื่องงบดุลให้ลองคิดกันเล่นๆ

รายการต่อไปนี้พวกท่านคิดว่า มีมากดี หรือน้อยดี

เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด --> มีในระดับนึงถือว่าดี เอาไว้กันกรณีใช้หนี้ลูกค้าไม่ทัน  แต่มีมากเกินไปถือว่าไม่ดี ควรนำเงินบางส่วนไปลงทุนให้เงินต้นงอกเงย เช่น ฝากแบงค์ หรือซื้อพันธบัตร , ตราสารหนี้เป็นต้น

ลูกหนี้การค้า  --> มีมากดีครับ แต่เราต้องดูเรื่อง "ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ด้วย"

สินค้าคงเหลือ --> มีมากไม่ดีครับ โดยเฉพาะถ้าเป็น stock ที่ตกรุ่น ซึ่งโอกาสที่จะเปลี่ยนเป็น "รายได้" ค่อนข้างยากครับ

เจ้าหนี้การค้า --> ไม่ดีแน่นอนครับ เดี๋ยวเจ้าหนี้ตามมาฆ่าทวงหนี้ ซวยเลย อิอิ

เงินกู้ยืมระยะสั้น -->ไม่ดี แต่ก็ไม่ถึงกับไม่ดีมากเท่าไหร่

เงินกู้ยืมระยะยาว --> ไม่ดีอย่างยิ่งครับ และต้องดูในหมายเหตุงบการเงินด้วยว่า ไปกู้เงินมาจากที่ไหน เพราะต้องคำนึงถึงดอกเบี้ย และอัตราแลกเปลี่ยนทางค่าเงินด้วย
ผิด ถูก อย่างไร รบกวนชี้แนะด้วยนะครับ  :D


ซากคน
Verified User
Posts: 1400
Joined: Fri Oct 10, 2008 11:20 pm

Posts by ซากคน » Mon Sep 14, 2009 12:04 pm

sattaya wrote:ก่อนที่จะพูดเรื่องงบกระแสเงินสดผมมีคำถามเรื่องงบดุลให้ลองคิดกันเล่นๆ

รายการต่อไปนี้พวกท่านคิดว่า มีมากดี หรือน้อยดี

เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด

ลูกหนี้การค้า
มีมากไม่ดีแน่ เก็บเงินไม่ได้  ถึงแม้ว่ายอดขายจะสูง กำไรสุทธิในงบกำไรขาดทุนดูเยอะ  แต่กำไรที่เป็นกระแสเงินสดจริงๆจะตกต่ำ
สินค้าคงเหลือ
มีมากไม่ดี  เงินทุนหมุนเวียนจม  ทำให้ขาดสภาพคล่องในการดำเนินงาน

เจ้าหนี้การค้า
ไม่ดี สำหรับธุรกิจทั่วๆไป แต่มีข้อยกเว้นสำหรับธุรกิจค้าปลีก ยิ่งมีมากยิ่งดี ซึ่งแสดงถึงอำนาจต่อรองเหนือกว่าผู้ผลิตที่จะขอ ยืดเวลาชำระเงิน ทำให้ตัวเองมีเงินหมุนใช้ในธุรกิจเยอะ และยาวนานกว่าธุรกิจทั่วไป  

เงินกู้ยืมระยะสั้น
มีมากไม่ดี  เพราะเป็นหนี้สินที่ต้องจ่ายคืนทั้งเงินต้น+ดอกเบี้ยจ่าย

เงินกู้ยืมระยะยาว
มีมากไม่ดี  เพราะเป็นหนี้สินที่ก้อนค่อนข้างใหญ่ และต้องจ่ายคืนทั้งเงินต้น+ดอกเบี้ยจ่าย


sattaya
Verified User
Posts: 1372
Joined: Tue Apr 17, 2007 8:59 am

Posts by sattaya » Mon Sep 14, 2009 3:54 pm

มีนิทานมาให้อ่านเล่นครับ

ดีหรือไม่ดี . . . . ยากที่จะบอก
นานมาแล้ว มีพระราชาองค์หนึ่ง พระราชาองค์นี้ มีคนสนิทคนหนึ่งที่พระองค์สนิทมาก และมักจะพาไปไหนมาไหนด้วยเสมอในทุก ๆ ที่  แล้ววันหนึ่ง พระราชาก็ถูกสุนัขกัดนิ้ว แผลฉกรรจ์มาก พระราชาจึงถามคนสนิทว่า นี่เป็นลางไม่ดีของพระองค์หรือเปล่า  คนสนิทกลับตอบว่า ดี หรือไม่ดี ยากที่จะบอก และในที่สุด พระราชาก็ถูกตัดนิ้ว และพระราชาก็ถามคนสนิทอีกว่า นี่เป็นลางไม่ดีของพระองค์หรือเปล่า  คนสนิทกลับตอบว่า ดี หรือไม่ดี ยากที่จะบอก  พระราชาโกรธมาก เลยจับคนสนิทขังไว้ในคุก
วันหนึ่ง พระราชาก็ได้เสด็จออกป่าล่าสัตว์ พระองค์ทรงตื่นเต้นมาก ทรงม้าวิ่งตามกวางเข้าไปในป่าลึก เข้าไปเรื่อย ๆ   เมื่อมารู้ตัวอีกทีก็พบว่าพระองค์ได้หลงทางเสียแล้ว  แต่ก่อนที่อะไรจะเลวร้ายไปกว่านั้น  พระองค์ก็ได้พบกับชนเผ่าพื้นเมืองในป่าแห่งนั้น  คนป่าพวกนั้น ต้องการจับพระราชาไปบูชายัญ แต่พวกเขาก็พบว่าพระราชานิ้วขาด จึงปล่อยพระราชาไป เพราะเห็นว่าพระราชาไม่ใช่มนุษย์ที่สมบูรณ์ มีอวัยวะไม่ครบ ๓๒ และไม่เหมาะที่จะนำไปบูชายัญ   พระราชาสามารถกลับมาที่พระราชวังได้อีก  จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้พระองค์เข้าใจคำพูดของคนสนิทที่บอกว่า ดี หรือไม่ดี ยากที่จะบอก  เพราะถ้าพระองค์มีนิ้วครบสมบูรณ์  พระองค์ก็ต้องถูกฆ่าโดยคนป่าพวกนั้นไปแล้ว  พระราชาจึงสั่งปล่อยตัวคนสนิท และขอโทษเขา  แต่พระราชากลับประหลาดใจเมื่อคนสนิทกลับไม่โกรธพระองค์เลย  ในทางตรงข้าม เขากลับบอกว่า มันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรเลยที่พระองค์ทรงขังข้าไว้ เพราะว่าถ้าพระองค์ไม่ขังข้าไว้ ข้าก็จะต้องตามพระองค์ไปในป่า และในเมื่อพระองค์ไม่เหมาะจะถูกบูชายัญ ข้าคงจะถูกนำไปบูชายัญแทนเป็นแน่

สติมา ปัญญาเกิด

miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 17999
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Posts by miracle » Mon Sep 14, 2009 4:02 pm

[quote="sattaya"][quote="dome@perth"][quote="sattaya"]หนี้สิน

:)

sattaya
Verified User
Posts: 1372
Joined: Tue Apr 17, 2007 8:59 am

Posts by sattaya » Mon Sep 14, 2009 4:37 pm

[quote="miracle"][quote="sattaya"][quote="dome@perth"][quote="sattaya"]หนี้สิน

สติมา ปัญญาเกิด

minions
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 13
Joined: Tue Feb 12, 2008 4:42 pm

Posts by minions » Mon Sep 14, 2009 5:08 pm

ขอบคุณ พี่ๆ ที่สละเวลามาให้ความรู้ครับ  :bow:

มือใหม่อย่างผมได้ประโยชน์เต็มๆ
เดี๋ยวจะได้ออกไปหาปลามั่ง


miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 17999
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Posts by miracle » Mon Sep 14, 2009 5:55 pm

[quote="sattaya"][quote="miracle"][quote="sattaya"][quote="dome@perth"][quote="sattaya"]หนี้สิน

:)

sattaya
Verified User
Posts: 1372
Joined: Tue Apr 17, 2007 8:59 am

Posts by sattaya » Mon Sep 14, 2009 9:15 pm

ที่ท่านๆตอบไม่ใช่ไม่ถูกครับ แต่ระวังอย่าติดทฤษฎีมากเกินไป

การอ่านงบการเงิน มันอยู่ที่การตีความ เหตุการณ์เดียวกันเกิดขึ้นกับบริษัทคนละอุตสาหกรรม คนละบริษัท ความหมายอาจเป็นคนละเรื่องกันเลยก็เป็นได้ครับ เพราะฉะนั้น อย่ายึดติดกับตำตอบที่ได้ครับ

รายการต่อไปนี้พวกท่านคิดว่า มีมากดี หรือน้อยดี
ผมจะยกตัวอย่างดูครับ

เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด
เงินสดนี่หลายท่านบอกว่ามากดี แต่บางท่านกลับบอกว่ามีเยอะแล้วทำไมไม่เอาไปทำประโยชน์ให้มันงอกเงย หรือ ทำไมไม่ปันผลคืนให้ผู้ถือหุ้น

ลูกหนี้การค้า
รายการนี้ที่เห็นในงบดุลน้อยๆ ที่จริงอาจไม่น้อยนะครับ ต้องไปดูในหมายเหตุประกอบว่าถูกหักด้วย "ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ" ไว้เยอะไหม

สินค้าคงเหลือ
สินค้าคงเหลือนี่เป็นตัวนึงที่ยากที่จะบอก แต่แนวโน้มก็ยังเป็นว่ามีน้อยน่าจะดีกว่ามีมาก

เมื่อต้นปีที่แล้ว ราคาเหล็กเหมือนติดปีก บริษัทเหล็กที่มีสินค้าคงเหลือมากก็ได้กำไรจากสินค้าคงเหลืออื้อซ่า ถึงแม้หลายท่านบอกว่ามันเป็นกำไรแบบฉาบฉวย ถ้าถามเรื่องนี้ก็ต้องบอกว่า สินค้าคงเหลือ มาก ดี

จนกระทั่งช่วงปลายปีราคาเหล็กดิ่งเหว บริษัทที่เก็บสินค้าคงเหลือไว้เยอะกลับขาดทุนย่อยยับ ถ้าเป็นกรณีนี้ สินค้าคงเหลือ มาก ไม่ดี แล้ว

เห็นไหมครับ นี่ขนาดบริษัทเหล็กเหมือนกัน เวลาต่างกัน ผลยังต่างกัน

เจ้าหนี้การค้า
เจ้าหนี้การค้านั้น ในทางทฤษฎี บอกไว้ว่า มีมากดีครับ เพราะเราได้นำเงินในส่วนนี้ไปหมุนเวียนใช้อย่างอื่นได้ก่อน

แต่อย่างที่บางท่านบอกครับ หนี้การค้า มากอาจแสดงให้เห็นว่าบริษัทกำลังประสบปัญหาสภาพคล่องอยู่ก็เป็นได้

เงินกู้ยืมระยะสั้น
เงินกู้ยืมระยะยาว

เงินกู้นี่มีเยอะไม่ดีแน่ แต่ลองคิดดูครับว่า เงินกู้ระยะสั้นมาก กับ เงินกู้ระยะยาวมาก อันไหนน่ากลัวกว่ากัน

สติมา ปัญญาเกิด

winkung
Verified User
Posts: 1036
Joined: Thu Sep 11, 2008 10:57 pm

Posts by winkung » Mon Sep 14, 2009 9:19 pm

sattaya wrote:สินค้าคงเหลือ
สินค้าคงเหลือนี่เป็นตัวนึงที่ยากที่จะบอก แต่แนวโน้มก็ยังเป็นว่ามีน้อยน่าจะดีกว่ามีมาก

เมื่อต้นปีที่แล้ว ราคาเหล็กเหมือนติดปีก บริษัทเหล็กที่มีสินค้าคงเหลือมากก็ได้กำไรจากสินค้าคงเหลืออื้อซ่า ถึงแม้หลายท่านบอกว่ามันเป็นกำไรแบบฉาบฉวย ถ้าถามเรื่องนี้ก็ต้องบอกว่า สินค้าคงเหลือ มาก ดี

จนกระทั่งช่วงปลายปีราคาเหล็กดิ่งเหว บริษัทที่เก็บสินค้าคงเหลือไว้เยอะกลับขาดทุนย่อยยับ ถ้าเป็นกรณีนี้ สินค้าคงเหลือ มาก ไม่ดี แล้ว

เห็นไหมครับ นี่ขนาดบริษัทเหล็กเหมือนกัน เวลาต่างกัน ผลยังต่างกัน
ขอบคุณมากครับ อธิบายได้เห็นภาพชัดเจนเลยทีเดียว  :D


Mr. Boo
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 1841
Joined: Sat Oct 01, 2005 9:36 pm

Posts by Mr. Boo » Mon Sep 14, 2009 9:34 pm

[quote="sattaya"]มีนิทานมาให้อ่านเล่นครับ

ดีหรือไม่ดี . . . . ยากที่จะบอก
นานมาแล้ว มีพระราชาองค์หนึ่ง พระราชาองค์นี้ มีคนสนิทคนหนึ่งที่พระองค์สนิทมาก และมักจะพาไปไหนมาไหนด้วยเสมอในทุก ๆ ที่

Rabbit VS. Turtle

ซากคน
Verified User
Posts: 1400
Joined: Fri Oct 10, 2008 11:20 pm

Posts by ซากคน » Mon Sep 14, 2009 10:14 pm

sattaya wrote:
เงินกู้นี่มีเยอะไม่ดีแน่ แต่ลองคิดดูครับว่า เงินกู้ระยะสั้นมาก กับ เงินกู้ระยะยาวมาก อันไหนน่ากลัวกว่ากัน
การมีเงินกู้ระยะสั้นมาก  ผมคิดว่า บริษัทมีความเสี่ยงสูงที่จะไม่สามารถหาเงิน(เก็บเงินจากลูกค้า+กู้เงินจากที่อื่นมาช่วย) มาชำระหนี้ได้ทันกับทางธนาคาร  ซึ่งหากธนาคารพิจารณาแล้วว่า ไม่สามารถชำระหนี้ได้  บริษัทก็จะ
ถูกยึดทรัพย์สิน และล้มละลายไปในที่สุด  

การมีเงินกู้ระยะยาวมาก ผมคิดว่า บริษัทจะมีภาระที่ต้องจ่ายดอกเบี้ย+เงินต้นในปริมาณที่สูงกว่า เนื่องจากมีระยะเวลาชำระที่ยาวกว่า  แต่ก็ยังมีเวลาที่จะหาเงินมาชำระอยุ่    

ผมเข้าใจแบบนี้ครับผม  รบกวนผู้รู้แก้ไข  ยกตัวอย่างเพิ่มเติมครับ   :o


sattaya
Verified User
Posts: 1372
Joined: Tue Apr 17, 2007 8:59 am

Posts by sattaya » Mon Sep 14, 2009 10:52 pm

[quote="Mr. Boo"][quote="sattaya"]มีนิทานมาให้อ่านเล่นครับ

ดีหรือไม่ดี . . . . ยากที่จะบอก
นานมาแล้ว มีพระราชาองค์หนึ่ง พระราชาองค์นี้ มีคนสนิทคนหนึ่งที่พระองค์สนิทมาก และมักจะพาไปไหนมาไหนด้วยเสมอในทุก ๆ ที่

สติมา ปัญญาเกิด

kewin
Verified User
Posts: 69
Joined: Mon Sep 14, 2009 11:08 pm

Posts by kewin » Mon Sep 14, 2009 11:28 pm

ขอถามผู้เชี่ยวชาญอย่างคุณ sattaya คุณ miracle คุณ krisy คุณ chatchai หน่อยครับ

1.ในกรณีของ cpf ที่ถือ cpall เอาไว้ 24% แบบนี้สมมุติว่า cpall มีกำไร
1000 ล้าน ในงบกำไรขาดทุนของ cpf ที่เป็นงบกำไรขาดทุนรวมก็จะ
มีกำไรส่วนนี้ 240 ล้านถูกไหมครับ

2.ต่อเนื่องจากข้อ 1 ส่วนของงบการเงินรวมของ cpf มีคำว่า ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมแยกออกมาแล้วต่างหาก แบบนี้กำไรในส่วนของ cpall
ที่ cpf ถืออยู่ก็จะสะท้อนในส่วนนี้ถูกไหมครับ

3.ถ้า cpf ถือ cpall ไม่ถึง 25 % แปลว่าไม่ต้องรวมงบกัน หมายถึงว่าไม่ต้องรวมสินทรัพย์ในงบกำไรขาดทุนแต่ว่านับกำไรตาม % ที่ถือเอาไว้ กันถูกไหมครับ

4.ในส่วนผู้ถือหุ้นของ cpf มีคำว่า หุ้นทุนซื้อคืน (2,349,525)
แบบนี้แสดงว่าจำนวนที่ซื้อหุ้นคืนมีมากกว่าทุนที่ออกชำระแล้ว 2349 ล้านหุ้น
ถูกไหมครับ
ขอบคุณมากครับ


Jimmy
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 772
Joined: Wed Jul 18, 2007 7:09 am

Posts by Jimmy » Tue Sep 15, 2009 12:00 am

winkung wrote: สินค้าคงเหลือ --> มีมากไม่ดีครับ โดยเฉพาะถ้าเป็น stock ที่ตกรุ่น ซึ่งโอกาสที่จะเปลี่ยนเป็น "รายได้" ค่อนข้างยากครับ
ผมว่าถ้าสินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น แล้วยอดขายเพิ่มขึ้นด้วยก็ดีนะครับ

ร็อคกี้ บัลโบว : ชีวิตไม่สำคัญว่าจะต่อยได้หนักแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าเรารับการโดนต่อยได้แค่ไหน (ชีวิตจุดสำคัญอยู่ที่การทนทุกข์ มากกว่าการประสบสุข)

User avatar
dome@perth
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 4736
Joined: Fri Oct 05, 2007 1:43 am

Posts by dome@perth » Tue Sep 15, 2009 9:25 am

Jimmy wrote: ผมว่าถ้าสินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น แล้วยอดขายเพิ่มขึ้นด้วยก็ดีนะครับ
ขึ้นอยู่กับ การแตกราย ผลิตภัณฑ์ ผลิตหลากหลายขึ้น
หรือ ได้รับเป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ หลายแบรนด์เพิ่มขึ้นด้วย

ทำให้ สต๊อกมากขึ้น เพื่อรองรับ การขยายตัว ปรับเปลียน โมเดลธุรกิจ

ถ้าอย่างนี้ดีครับ  เราต้องเข้าใจธุรกิจ จริงๆครับ

"ไม่มีสุตรสำเร็จ ไม่มีทางลัด ไม่ใช่แค่โชค
หนทางจะได้มาซึ่ง ความมั่งคั่งอย่างถาวร
มันมาจาก ความขยัน ไขว่คว้า หาความรู้
เชื่อและตั้งมั้นในหลักการลงทุนที่ถูกต้อง
"

User avatar
ปล้องนาง
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 439
Joined: Tue Sep 01, 2009 12:18 pm

Posts by ปล้องนาง » Tue Sep 15, 2009 11:36 am

ขอสอบถามหน่อยครับเกี่ยวกับทุนจดทะเบียนครับ

การกำหนดทุนจดทะเบียนของเเต่ละบริษัท เช่น มีทุนจดทะเบียน 300
, 500, หรือ 1000 ล้านบาท นั้น ใช้อะไรเป็นตัวกำหนดว่าต้องจดทุนทะเบียนเท่านั้นเท่านี้ครับ
เเละการเพิ่มทุนจดทะเบียน เพิ่มเพื่อเหตุผลอะไรครับ

ขอบคุณคัรบ


Tungkung
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 187
Joined: Mon Feb 02, 2009 3:08 pm

Posts by Tungkung » Tue Sep 15, 2009 11:36 am

"เงินกู้นี่มีเยอะไม่ดีแน่ แต่ลองคิดดูครับว่า เงินกู้ระยะสั้นมาก กับ เงินกู้ระยะยาวมาก อันไหนน่ากลัวกว่ากัน"

เงินกู้ระยะสั้นถ้าสูงเกินไป   อาจแสดงถึงการที่บริษัทไม่มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานมากพอที่จะมาใช้ได้ จึงกู้เงินมาเพิ่มสภาพคล่อง
ส่วนเงินกู้ระยะยาว  เราอาจจะต้องดูว่าบริษัทกู้เงินมลงทุนทำอะไร  ถ้าเป็นการลงทุนระยะยาวที่น่าจะสร้างผลตอบแทนกับบริษัทได้ดีในอนาคต    ก็อาจจะน่ากล้วน้อยหน่อย
..................กรุณชี้แนะด้วยครับ :bow:


sattaya
Verified User
Posts: 1372
Joined: Tue Apr 17, 2007 8:59 am

Posts by sattaya » Tue Sep 15, 2009 12:34 pm

ปล้องนาง wrote:ขอสอบถามหน่อยครับเกี่ยวกับทุนจดทะเบียนครับ

การกำหนดทุนจดทะเบียนของเเต่ละบริษัท เช่น มีทุนจดทะเบียน 300
, 500, หรือ 1000 ล้านบาท นั้น ใช้อะไรเป็นตัวกำหนดว่าต้องจดทุนทะเบียนเท่านั้นเท่านี้ครับ
เเละการเพิ่มทุนจดทะเบียน เพิ่มเพื่อเหตุผลอะไรครับ

ขอบคุณคัรบ
เรื่องของตัวกำหนดทุนจดทะเบียน คงเป็นขนาดของบริษัทครับ ว่าบริษัทนั้นๆ ต้องการเงินทุนมากน้อยเพียงใด ถ้าบริษัทขนาดใหญ่ที่มีโครงการลงทุนเป็นหมื่นล้าน มีทุนแค่ ไม่กี่ร้อยล้านคงไม่พอ

การเพิ่มทุนจดทะเบียน โดยมากเพื่อการขยายการลงทุนครับ เช่น สร้างโรงงานเพิ่ม หรือบริษัทมีโครงการใหม่ๆ เงินที่จะลงทุนในโครงการใหม่ หามาได้จาก 3 แหล่ง จากการสะสมของกำไรเดิม เงินกู้ หรือหาผู้ร่วมทุนเพิ่ม ถ้าเงินจาก 2 แหล่งแรกไม่พอก็คงต้องหาคนร่วมทุนเพิ่มครับ

สติมา ปัญญาเกิด

Post Reply