Netflix Inc (NFLX)

Post Reply
pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 614
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Netflix Inc (NFLX)

Posts by pookii » Thu Jan 10, 2019 10:22 am

Netflix Inc (NFLX)


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 614
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: Netflix Inc (NFLX)

Posts by pookii » Thu Jan 10, 2019 10:31 am



pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 614
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: Netflix Inc (NFLX)

Posts by pookii » Thu Jan 10, 2019 2:21 pm

คู่แข่งของ Netflix จริงๆ คือใครกันแน่?

https://youtu.be/UOhS7AWi6Ng


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 614
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: Netflix Inc (NFLX)

Posts by pookii » Tue Jan 15, 2019 10:45 am

คำนี้ดี - ฉบับ Future of Television /Worawisut Pinyoyang

ขออนุญาตหยิบยกชื่อรายการ Podcast ที่ผมชอบฟังที่สุดของพี่บิ๊ก Bick Boonsinsukh พี่ชายที่เคารพ มาใช้หน่อยนะครับ ไม่ได้เจอกันนาน

มีหลายคน ติดในเรื่องคำศัพท์เฉพาะทางที่ใช้ เลยยังไม่เก็ทเต็ม 100% เลยต้องอธิบายเพิ่มเติมกันหน่อย

เริ่มจากคำแรก "OTT"
—————

1. OTT ย่อมาจาก "Over The Top" คือ บริการอะไรก็ตามที่วิ่งอยู่บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
ตัวอย่างของ OTT ที่เรารู้จักกันดี คือ Facebook, Twitter, Instagram, YouTube

Netflix เราจะติดคำว่า VDO Streaming มากกว่า แต่ในอุตสาหกรรมนี้ จะเรียก Netflix ว่า OTT

—————

2. Linear TV คือ ทีวีที่ฉายตามเวลาที่กำหนดไว้ เช่น สองทุ่มต้องมีละคร สี่ทุ่มต้องมีข่าวสามมิติ เป็นต้น

Netflix เป็นตัวอย่างของ Non-linear TV คือ จะดูเรื่องไหนก็ได้ เมื่อไหร่ก็ได้ แล้วแต่เวลาที่เราสะดวก

เราก็เรียก Non-linear TV ว่า On Demand TV ก็ได้ ความหมายเดียวกัน

—————

3. TV Everywhere ตรงตัว คือ ทีวีที่ติดตัวกับเราไปในทุกๆที่ ไม่ว่าจะอยู่บนจอคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน หรือแทบเล็ตนั่นเอง

Terrestrial TV ทีวีภาคพื้นดิน ที่ยิงคลื่นผ่านอากาศ มีตัวรับคลื่น (เสาอากาศตามบ้าน) และตัวส่งคลื่น

—————

4. Cord-cutting เป็นเทรนด์ที่เกิดในต่างประเทศ คือ การตัดหรือยกเลิกเคเบิลทีวีทิ้งไป (เคเบิลบ้านเค้ามักจะมาตามสาย) แล้วดูอย่างอื่นแทน เช่น Cord-cutting เพื่อดู Netflix แทน ทั้งนี้เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายรายเดือน เพราะบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ค่าเคเบิลทีวีรายเดือนโคตรจะแพง

—————

5. ARPU = Average Revenue Per User รายได้ต่อคน ศัพท์เดียวกับวงการมือถือ

—————

6. VOD = Video On Demand วิดีโอที่กดดูเมื่อไหร่ก็ได้ที่ต้องการ
แบ่งเป็น 3 ประเภทคือ

6.1 SVOD = Subscription Video On Demand เป็น VDO แบบสมัครสมาชิก (เหมาจ่ายรายเดือน รายปี)

6.2 TVOD = Transactional Video On Demand เรียกอีกชื่อว่า "Pay Per View"

TVOD มี 2 แบบครับ คือ

6.2.1 EST = Electronic Sell Through จ่ายเงินซื้อและได้เป็นเจ้าของตลอดไป ดูกี่ครั้งก็ได้ เมื่อไหร่ก็ได้

6.2.2 Rental = เป็น TVOD แบบเช่าครับ เหมือนเช่าวิดีโอลุงหนวด จ่ายเงินแล้วยืมมาดูได้กี่ชั่วโมงหรือวัน จากนั้นก็จะกูไม่ได้แล้ว (iTunes เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด มียืม แล้วต้องดูให้จบภาย 24,48 ชั่วโมง)

6.3 AVOD (Advertising Video On Demand)

ดูฟรีแต่มีโฆษณาคั่นครับ เราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว อย่าง YouTube

หลายคนอาจจะไม่รู้นะครับว่า YouTube มีบริการ SVOD แบบ Netflix อยู่ เรียกว่า YouTube Premium หรือชื่อเดิมคือ YouTube Red แต่ไม่ประสบความสำเร็จ และน่าจะกลับไปใช้ Business Model แบบ AVOD แบบเดิม

และถ้าคุณฟัง "คำนี้ดี พอดแคสต์" มาตั้งแต่ Episode แรก มาถึงวันนี้คุณจะได้สะสมศัพท์กว่า 1,200 คำแลสำนวนครับ!!


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 614
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: Netflix Inc (NFLX)

Posts by pookii » Sat Jan 19, 2019 1:27 pm

Netflix โตนอกอเมริกา/ Chalakorn Panyashom

รวมๆแล้วสมาชิกนอกอเมริกายังไม่ถึง10ล้าน แต่มีแนวโน้มจะโต.
ข่าวก่อนหน้าบอกแถบเอเชียจะลดราคา

ส่วนที่อเมริกาขึ้นๆลงๆ แต่ราคาที่อเมริกาปรับขึ้นเรื่อยๆ. ล่าสุดก็ปรับขึ้น

โดยรวมๆจำนวนสมาชิกยังไม่ได้มาก. แต่คนก็พูดกันขนาดว่ามันคือ อนาคตทีวี

ในความเป็นจริง. น่าจะเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงของOTT แบบ pay ในช่วงนี้
Attachments
50270028_10156622277283855_8927223940032495616_n.jpg
50270028_10156622277283855_8927223940032495616_n.jpg (49.19 KiB) Viewed 641 times
50184514_10156622277253855_5537049779051167744_n.jpg
50184514_10156622277253855_5537049779051167744_n.jpg (41.36 KiB) Viewed 641 times


User avatar
vim
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2613
Joined: Wed Dec 14, 2011 5:10 pm

Re: Netflix Inc (NFLX)

Posts by vim » Sun Jan 20, 2019 4:33 am

มองการเข้ามาของผู้เล่นรายใหม่ว่าอย่างไรบ้างครับ?

Netflix เป็น First Mover ในตลาดนี้ ขณะที่บริษัทคอนเท็นต์ใหญ่ๆยังปรับตัวตามไม่ค่อยทัน ส่วนหนึ่งเพราะกรอบสัญญาลิขสิทธิ์เดิมของบริษัทใหญ่กับช่องทางสื่อแบบเดิมๆนั้นมีระยะเวลาค่อนข้างยาว แต่หลังๆนี้ผู้เล่นสำคัญหลายๆเจ้าเข้ามาทำตลาด Content On-Demand นี้ เช่น Amazon Prime, IMDB, Hulu, Facebook, Youtube, etc. แล้ว ผมสงสัยว่ามันจะแข่งขันกันดุขึ้นเรื่อยๆหรือเปล่า

ในฐานะลูกค้า ผมมองว่าถ้าจุดหนึ่งที่ platform ของแต่ละเจ้าใช้งานได้ดีพอ จุดที่ทำให้ผมซื้อสินค้าคงเป็นที่ content มากกว่า (เช่นผมชอบ Grand Tour และ The Man in The High Castle ของ Amazon Prime เลยไม่สมัคร Netflix แม้จะมีซีรี่ส์ที่น่าสนใจ)

ตัว Netflix ไม่สามารถเป็นเจ้าของเองได้หมด แม้จะเห็นความพยายามสร้าง exclusive content ก็ตาม แต่คู่แข่งก็ทำได้ไม่แย่มาก เช่น Disney, HBO, Amazon Prime ก็พยายามสร้างหรือซื้อคอนเทนต์ออนไลน์ดีๆมาดึงคนดู ซื้อแม้กระทั่งการถ่ายทอดฟุตบอลหรือกีฬาแข่งกับช่องทีวีปกติ

สุดท้ายแล้ว ผมเลยสงสัยว่าโมเดลมันจะกลับไปเป็นเหมือนเคเบิลทีวี+เช่าวีดีโอแบบสมัยก่อนหรือเปล่า คือลูกค้ามักเลือกค่ายจากคอนเทนต์ ทำให้บริษัทต้องลงทุนกับ exclusive content หนักขึ้นเรื่อยๆ

คิดยังไงกันบ้างครับ อยากฟังความเห็นจากหลายๆมุม

Vi IMrovised

pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 614
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: Netflix Inc (NFLX)

Posts by pookii » Sun Jan 20, 2019 2:21 pm

ซีอีโอ Disney บอกสตรีมมิ่งคือการปรับตัวครั้งสำคัญ ถ้าไม่ทำจะกลายเป็น Kodak
By Isriya Paireepairit - 10/01/2019


สิ่งที่น่าจับตาในโลกความบันเทิงปีนี้ ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่า Disney+ บริการสตรีมมิ่งหนังของค่าย Disney ที่ออกตัวว่าจะเป็นผู้ท้าชิงของ Netflix ให้จงได้ โดยกำหนดการเปิดบริการอยู่ในช่วงปลายปี 2019

Bob Iger ซีอีโอของ Disney ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์การเงิน Barron’s ว่าบริการสตรีมมิ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์ของบริษัทเลยด้วยซ้ำ ถ้าโครงการนี้ไม่ประสบความสำเร็จ Disney อาจล้มหายตายจากเหมือนกับ Kodak ก็เป็นได้

ถ้าไม่ปรับตัวจะเป็นเหมือน Kodak
Iger เล่าว่าอุตสาหกรรมอื่นๆ ประสบปัญหาที่มองเห็นเทรนด์เทคโนโลยีใหม่ แต่ไม่ยอมรับตัว ซึ่งกรณีที่คนพูดถึงกันมากที่สุดคือ Kodak ที่ก้าวผ่านยุคกล้องดิจิทัลไม่สำเร็จ กรณีของสตรีมมิ่งก็คล้ายกัน ตอนนี้ทุกคนตระหนักแล้วว่าการดูหนังผ่านสตรีมมิ่งเป็นของจริง ไม่ใช่เทคโนโลยีที่มาวูบเดียวแล้วหายไป แต่มันจะอยู่กับเราไปอย่างถาวร

เขาจึงกระตุ้นเตือนผู้บริหารระดับสูงและบอร์ดว่า เราไม่สามารถปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ที่สตรีมมิ่งมาทำลายธุรกิจของ Disney ได้ นี่ไม่ใช่ภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจที่เรายืนหยัดทนสู้วิกฤตให้ผ่านพ้นแล้วกลับมาทำงานตามปกติ แต่หลังพายุผ่านไปแล้ว เราอยู่แบบเดิมไม่ได้ เราต้องเปลี่ยน

โชคดีว่าบอร์ดรับฟังแผนของ Iger แล้วไม่คัดค้านใดๆ มีแต่สนับสนุนและบอกให้รีบทำ เพราะความเร็วเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

จิ๊กซอชิ้นแรก: ซื้อบริษัทเทคโนโลยีสตรีมมิ่ง
Iger บอกว่าเมื่อบอร์ดอนุมัติแผนงานแล้ว สิ่งแรกที่ Disney ต้องการคือแพลตฟอร์มเทคโนโลยีสำหรับสตรีมมิ่ง ซึ่ง Disney เคยไปลงทุนในบริษัท BamTech ที่พัฒนาเทคโนโลยีสตรีมมิ่งให้การถ่ายทอดสดเบสบอล Major League Baseball จึงรู้ดีว่าเทคโนโลยีตัวนี้ดีแค่ไหน ได้ร่วมทดสอบมันด้วยว่าใช้งานได้จริง เมื่อพร้อมแล้วบอร์ดก็อนุมัติให้ซื้อกิจการทั้งหมดของ BamTech ทันที

รู้จัก Bamtech บริษัทเบื้องหลังแผนการใหญ่ของ Disney ในการรุกตลาดสตรีมมิ่ง

จิ๊กซอชิ้นที่สอง: สร้างหนัง-ซีรีส์สำหรับฉายบนสตรีมมิ่ง
เมื่อแพลตฟอร์มเทคโนโลยีพร้อมแล้ว ขั้นต่อไปคือคอนเทนต์ ซึ่ง Iger บอกว่าสิ่งที่ง่ายคือ Disney มีสตูดิโอสร้างหนังของตัวเองอยู่แล้ว ซึ่งสร้างหนังฟอร์มยักษ์ ลงทุนสูงเพื่อฉายในโรงปีละ 8-10 เรื่องเป็นปกติ ซึ่ง Disney จะยังคงทำแบบเดิมต่อไป จะไม่ถอนหนังจากการฉายในโรงมาฉายบนสตรีมมิ่ง เพราะวิธีการหารายได้แตกต่างกัน ความคุ้มค่าไม่เท่ากันอยู่แล้ว

สิ่งที่ Disney จะทำคือสร้างหนังเรื่องใหม่ขึ้นมาเพื่อฉายผ่านสตรีมมิ่งโดยตรง ออกแบบมาเพื่อสตรีมมิ่งตั้งแต่ต้น เขาบอกว่ามีไอเดียหนังมากมายที่อาจไม่เหมาะกับการฉายในโรงใหญ่ แต่กลับเหมาะสำหรับสตรีมมิ่ง ตัวอย่างหนังที่ Disney จะทำบนสตรีมมิ่งคือ Lady and the Tramp (ทรามวัยกับไอ้ตูบ) เวอร์ชันรีเมค

หนังของ Disney ที่จะฉายบนสตรีมมิ่งย่อมไม่ใช่หนังลงทุนสูงระดับร้อยล้านดอลลาร์ แต่จะเน้นการสร้างเป็นซีรีส์มากกว่า ซึ่งบริษัทก็ประกาศแล้วว่าจะทำซีรีส์ Marvel และ Star Wars มาฉายบน Disney+ รวมถึงซีรีส์แบบเดียวกับบนช่องทีวี Disney Channel ด้วย

Iger บอกว่า Disney ไม่สนใจทำซีรีส์ Star Wars สำหรับฉายทีวี เพราะติดเรื่องต้นทุนการสร้าง แต่เมื่อสตรีมมิ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดของบริษัทในตอนนี้ คอนเทนต์ของบริษัทก็จำเป็นต้องโฟกัสมาที่นี่

ผ่าอาณาจักร Walt Disney มีธุรกิจอะไรอยู่ในมือบ้าง

จิ๊กซอชิ้นที่สาม: คอนเทนต์ของตัวเองอย่างเดียวไม่พอ จึงต้องซื้อ Fox
แต่ลำพังแค่คอนเทนต์ของ Disney ไม่ว่าจะเป็น Pixar, Marvel, Star Wars ยังไม่เพียงพอต่อการดึงดูดลูกค้า เป็นเหตุว่าทำไม Disney ต้องซื้อกิจการ 21st Century Fox เพื่อเสริมทัพคอนเทนต์เข้ามาเพิ่มเติม

Iger บอกว่าเขาจำเป็นต้องถือครองคอนเทนต์ชิ้นสำคัญๆ ให้มากที่สุด ซึ่ง Fox มีทั้ง Avatar, The Simpsons, ลิขสิทธิ์ในตัวละคร Marvel บางส่วน (X-Men, Fantastic Four, Deadpool) รวมถึงช่อง National Geographic, FX, Searchlight ฯลฯ คอนเทนต์เหล่านี้จะช่วยเสริมพลังให้กับบริการสตรีมมิ่งของ Disney ได้

ก่อนหน้านี้ Disney มีดีลกับ Fox ในการนำลิขสิทธิ์ของ Avatar ไปสร้างเป็นสวนสนุกใน Disney World อยู่แล้ว ซึ่งเป็นการซื้อสิทธิทางธุรกิจตามปกติ (เขาเทียบกับกรณี Universal Studio ซื้อสิทธิ Harry Potter จาก Warner ไปทำสวนสนุกว่าเป็นโมเดลเดียวกัน) แค่ตอนนี้เปลี่ยนจาก Disney World จ่ายเงินค่าลิขสิทธิ์ให้ Fox มาเป็นจ่ายให้ Disney ด้วยกันเองแทน

หลังจากนี้ไปเราจะยังเห็นหนัง Avatar ภาค 2 และ 3 เดินหน้าสร้างตามกำหนด Iger บอกว่าการที่ Avatar เป็นหนังทำเงินสูงสุดตลอดกาลไม่ใช่เรื่องฟลุค และ Disney จะจริงจังกับมัน

เขายอมรับว่าการซื้อ Fox เผชิญปัญหาการประมูลแข่งกับ Comcast ทำให้ราคาสูงขึ้นมาก และ Disney ต้องยอมไม่ซื้อทรัพย์สินบางส่วนของ Fox อย่างที่ตั้งใจในช่วงแรก

Iger ยังเล่าว่าเขาเลื่อนแผนการเกษียณตัวเองออกไป จากเดิมที่จะหมดสัญญากับบริษัทในเดือนมิถุนายน 2019 แต่การซื้อ Fox ทำให้บอร์ดขอให้เขาอยู่ต่ออีก 3 ปีเพื่อให้จัดการเรื่องควบรวมกิจการให้สำเร็จ

รายได้-กำไรไม่สำคัญในช่วงแรก ปรับโครงสร้างบริษัทกระตุ้นพนักงาน
Iger บอกว่าการลงทุนเพื่ออนาคต การสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ย่อมไม่ทำเงินในช่วงแรกเป็นปกติ ปัญหาคือถ้าบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ยังต้องอิงกับโครงสร้างรายได้แบบเดิม และมีระบบจ่ายค่าตอบแทน-โบนัสตามผลประกอบการ ก็จะไม่สามารถทำอะไรใหม่ๆ ได้ง่ายนัก

กรณีของ Disney ยิ่งแล้วใหญ่ หลังจากบริษัทตัดสินใจทำบริการสตรีมมิ่งเองเพื่อต่อสู้กับ Netflix ก็ย่อมไม่ขายลิขสิทธิ์หนังของตัวเองให้กับ Netflix อีก สูญเสียรายได้ส่วนนี้ไป แถม Iger ยังสั่งการให้สตูดิโอหนังในเครือสร้างหนังอีก 5-6 เรื่องเพื่อฉายบนบริการสตรีมมิ่งตัวใหม่ ซึ่งก็ต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มเติมด้วย

เรียกได้ว่า ช่วงแรกๆ ของสตรีมมิ่ง Disney มีแต่เสียเงิน ไม่มีรายได้เข้ามาเลย

สิ่งที่ Iger ทำคือปรับวิธีการลงรายได้ของบริษัทในเครือ Disney ทั้งหมด ให้คล้อยตามแผนการสตรีมมิ่งซึ่งเป็นความสำคัญอันดับหนึ่งในตอนนี้ เขาปรับวิธีการประเมินผลและการจ่ายโบนัสใหม่ ช่วงแรกยังไม่ต้องมีเมตริกเป็นตัวเลขสำหรับวัดผลใดๆ แต่ใช้วิธีตั้งเป้าหมายว่าต้องเปิดตัวบริการให้สำเร็จแทน ส่วนการวัดผลว่ามีจำนวนสมาชิกเท่าไรก็ต้องทำ แต่เป็นเรื่องในระยะถัดไป

https://brandinside.asia/disney-ceo-str ... RTs08IblSY
.........................

เหตุผลหลักๆเลยที่ทำไมบริการ สตรีมมิ่งของ Disney เปิดตัวช้ามาก เพราะดันไปใช้แพลตฟอร์มของ BamTech ที่ทำแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งให้ Major League Football , ESPN, HBO นี่แหละ/ Worawisut Pinyoyang

ซื้อหุ้นมา 1.58 พันล้านดอลลาร์ (75%) แต่แพลตฟอร์มไม่ดีจริง สเกลรองรับคนจำนวนหลักหลายสิบถึงร้อยล้านไม่ได้ ไส้ในก็พัฒนามาไม่ดี

ระบบของ Bamtech ถ่ายทอดฟุตบอลบุนเดสลีกาล่มแล้วล้มอีก จนโดนทาง Eurosport เจ้าของลิขสิทธิ์ฟ้องอยู่

ดิสนีย์ บริษัทที่มีแต่คนมีเดีย ก็ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ด้าน tech เลยมาซื้อหุ้นในราคาสูงลิบ

เป็น case study สำหรับโลกอันนึงเลย

บริษัทมีเดียแม้จะใหญ่โตแค่ไหน มีจุดอ่อนด้านความเข้าใจในเทคโนโลยีและเรื่องเทคนิค ทำให้มองไม่ออกว่าแพลตฟอร์มไหนดีหรือไม่ดียังไง

Disney เลยเสียเวลา เสียเงินมหาศาลและโอกาสไปเป็นปีๆ

บ้านเราก็มีให้เห็นอยู่บ้าง เพราะบริษัทมีเดียสวนใหญ่คิดว่าการทำ OTT มันหมู

พอเอาไปทำจริงๆ ก็ล่ม สเกลไม่ได้ ประสบการณ์การใช้งานห่วย จนไม่มีคนอยากจะใช้

การคิดจะเปลี่ยนแพลตฟอร์มจาก broadcast เป็น OTT มันไม่ง่าย ไม่ได้จ้างบริษัททำซอฟท์แวร์ ทำไอที จะทำให้แล้วจะ work เสมอไป


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 614
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: Netflix Inc (NFLX)

Posts by pookii » Sun Jan 20, 2019 2:24 pm

Suthichai live อนาคต apple และ netflix !

https://www.facebook.com/suthichai.yoon ... 109776209/


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 614
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: Netflix Inc (NFLX)

Posts by pookii » Tue Jan 22, 2019 7:09 pm

ความเสี่ยงของ NETFLIX คือตัวเอง / โดย ลงทุนแมน

ถ้าพูดถึงความเสี่ยงของธุรกิจ Netflix
หลายคนน่าจะต้องนึกถึง คู่แข่งในธุรกิจสตรีมมิ่งวิดีโอ
หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่จะเข้ามาแย่งเวลาในชมคอนเทนต์

แต่จริงๆ แล้ว ความเสี่ยงของ Netflix ที่มากสุดในตอนนี้
อาจไม่ใช่ใครที่ไหน
แต่กลายเป็นตัวของ Netflix เอง

เรื่องนี้เป็นอย่างไร ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

Netflix ได้ออกมาพูดถึงผลประกอบการและทิศทางในอนาคตของบริษัท

สำหรับผลประกอบการในไตรมาส 4/2018

รายได้ 132,932 ล้านบาท เติบโตขึ้น 5% จากไตรมาสที่แล้ว
กำไร 4,252 ล้านบาท ลดลงถึง 66% จากไตรมาสที่แล้ว

ส่วนจำนวนสมาชิกผู้ใช้บริการ

ในประเทศสหรัฐอเมริกามีจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก 1.53 ล้านคน มาอยู่ที่ประมาณ 60 ล้านคน
ทั่วโลกยกเว้นสหรัฐอเมริกาจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก 7.31 ล้านคน มาอยู่ที่ประมาณ 86 ล้านคน

เราจะเห็นว่ายอดผู้ใช้บริการ Netflix ก็ยังคงมีการเติบโตขึ้นอยู่
และในส่วนของรายได้เองก็มีการเพิ่มขึ้นไปในทิศทางเดียวกัน

แต่ถ้าเรามาดูในส่วนของกำไรกลับสวนทาง..

แล้วทำไมกำไรของ Netflix ถึงหดตัวลงอย่างมากเมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้ว?

สาเหตุหลักของเรื่องนี้มาจาก ค่าใช้จ่ายในการสร้างคอนเทนต์ของตัวเอง (Netflix Originals)

ทุกวันนี้ Netflix ใช้เงินลงทุนกับคอนเทนต์ของตัวเองไปมากขนาดไหน?

ปี 2017 อยู่ที่ประมาณ 190,000 ล้านบาท
ส่วน HBO คู่แข่งของ Netflix กลับใช้เพียงแค่ 79,000 ล้านบาทต่างกันถึงประมาณ 2 เท่า

ถ้าคิดว่า Netflix ใช้เงินลงทุนในปี 2017 เยอะแล้ว เราอาจจะคิดผิด..

เพราะในปีถัดมา Netflix ได้ประกาศงบลงทุนในการสร้างคอนเทนต์เพิ่มเป็นกว่า 250,000 ล้านบาท

แล้วการลงทุนที่มากขนาดนี้จะกระทบต่อฐานะการเงินของ Netflix หรือไม่?

ถ้าเรามาดูหนี้สินระยะยาวของ Netflix ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

ปี 2016 อยู่ที่ 75,000 ล้านบาท
ปี 2017 อยู่ที่ 107,000 ล้านบาท
ล่าสุดไตรมาส 3/2018 อยู่ที่ 264,000 ล้านบาท

และนอกจากนั้นทางบริษัทยังได้กล่าวว่า
ในส่วนของกระแสเงินสดอิสระ (Free cash flow) เมื่อสิ้นปีที่ผ่านมาคาดว่าจะติดลบสูงถึง 95,000 ล้านบาท

เรื่องนี้จึงทำให้สถานะการเงินของ Netflix มีแนวโน้มที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก
อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทเองก็ได้เริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น

เมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา Netflix ได้ประกาศปรับราคาแพ็กเกจสมาชิกขึ้น 16% เพื่อให้บริษัทสามารถทำกำไรได้สูงขึ้น

แพ็กเกจ ความละเอียด SD จะถูกปรับเพิ่มจาก 8 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 9 ดอลลาร์สหรัฐ

แพ็กเกจ ความละเอียด HD จะถูกปรับเพิ่มจาก 11 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 13 ดอลลาร์สหรัฐ

แพ็กเกจ ความละเอียด UltraHD หรือ 4K จะถูกปรับเพิ่มจาก 14 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 16 ดอลลาร์สหรัฐ

โดยราคาที่ปรับใหม่นี้จะเริ่มทยอยใช้จนครบทั่วโลก
ซึ่งตอนนี้ได้เริ่มใช้ในสหรัฐอเมริกาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทั้งหมดนี้เองก็น่าจะเป็นสัญญาณที่บ่งบอกเราได้ว่า
Netflix กำลังใช้เงินจำนวนมากไปกับการสร้างคอนเทนต์ของตัวเอง

จุดเด่นของ Netflix Originals คือ ส่วนใหญ่แล้วจะจำกัดช่องทางการฉายอยู่เพียงแค่ใน Netflix ที่เดียวเท่านั้น

ถ้าคอนเทนต์ที่สร้างมาประสบความสำเร็จ ผู้ใช้บริการก็อาจมีจำนวนเพิ่มขึ้น และตามมาด้วยกำไรที่เติบโตขึ้น

ในทางกลับกัน ถ้าคอนเทนต์ไม่ประสบความสำเร็จ ผู้ใช้บริการของ Netflix ก็อาจจะไม่เติบโต

สิ่งที่ Netflix ลงทุนไปก็กลายเป็นการสร้างภาระหนี้ให้กับบริษัทแทน

เรื่องนี้จึงกลายเป็นเหมือนกับดาบสองคม
และเป็นความเสี่ยงที่ Netflix เป็นคนสร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง..
----------------------
แล้วรายได้ของ Netflix เมื่อเทียบกับ HBO เป็นอย่างไร https://www.blockdit.com/articles/5bfe0 ... 4e15071ad7

โหลดแอป blockdit ที่ blockdit.com
----------------------

References
-http://fortune.com/…/netflix-original-p ... g-13-billi…/
-https://www.bizjournals.com/…/peak-stre ... urther-fra
-https://venturebeat.com/…/fear-of-a-net ... et-gripped…/
-https://www.cnbc.com/2019/…/16/netflix- ... -2018.html
-http://fortune.com/…/netflix-spending-h ... disney-com…/


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 614
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: Netflix Inc (NFLX)

Posts by pookii » Tue Feb 05, 2019 9:48 am

JPMorgan runs Apple-Netflix merger idea up the flagpole again
Feb. 4, 2019 9:37 AM ET|About: Apple Inc. (AAPL)|By: Clark Schultz, SA News Editor

JPMorgan is out with a note suggesting that Apple (AAPL +1.2%) acquire Netflix (NASDAQ:NFLX).

"We think Netflix is best strategic fit on leading position in engagement level as well as original content, differentiating itself from pure aggregators of content," writes JP analyst Samik Chatterjee.

"We believe there is value to acquiring the most successful player in this space, which is hard to replicate with a smaller player in this market," he adds.

A deal for Netflix would cost Apple about $189B at a 20% premium, but is seen leading to long-term streaming and advertising revenue upside.

Netflix (NFLX) is up 1.45% in early trading, a somewhat muted reaction to the JPMorgan suggestion since it's been kicked around a few times before.

https://seekingalpha.com/news/3429048-j ... a-flagpole


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 614
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: Netflix Inc (NFLX)

Posts by pookii » Wed Apr 17, 2019 9:49 am

Netflix เผยผลประกอบการไตรมาสแรกปี 2019 ยังคงมีคนดูเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีสมาชิกที่สมัครดูจ่ยเงินเพิ่มขึ้น 9.6 ล้านราย ส่งผลให้ตอนนี้ Netflix มีสมาชิกทั่วโลก 149 ล้านราย มีรายได้เป็น 4.52 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งชนะการคาดการณ์ที่ Wall Street เคยประมาณไว้คือจะมีคนดูเพิ่มขึ้น 8.94 ล้านราย

Netflix ยังบอกด้วยว่า Umbrella Academy ซีรีส์ฮีโร่ช่วยโลกได้รับการตอบรับดี มีคนดูในช่วงเปิดตัว 4 สัปดาห์แรก 45 ล้านครัวเรือน (บัญชี) คิดเป็น 1 ใน 3 ของผู้ใช้งานทั่วโลกของ Netflix เลย หนังเรื่อง Triple Frontier ก็มีการรับชม 52 ล้านครัวเรือน (บัญชี) ในเดือนแรกของการเปิดตัว และหนังเรื่อง The Highwaymen มีการรับชม 40 ล้านครัวเรือน (บัญชี) ในเดือนแรกเช่นกัน

สำหรับสงครามสตรีมมิ่งที่กำลังระอุ เมื่อ Disney+ กำหนดวันเปิดตัวและราคาถูกกว่า Netflix เกือบครึ่ง ด้าน Apple TV+ ที่กำลังเร่งขยายคอนเทนต์ดึงผู้กำกับแม่เหล็กเข้ามาร่วมงานด้วยอย่าง J.J. Abrams, Steven Spielberg และมีความเป็นไปได้ว่า Apple จะซื้อสตูดิโอเพิ่มเพื่อเสริมทัพ ทำให้มีการตั้งข้อสงสัยว่า Netflix จะสู้ต่ออย่างไร และมีกลยุทธ์การเข้าซื้อในอนาคตหรือไม่

Reed Hastings ซีอีโอ Netflix ตอบว่า Netflix ยังมีพื้นที่ว่างให้โตได้อีกมาก และไม่คิดว่า Netflix จะต้องเข้าซื้อกิจการใดเพิ่มเติม เขาบอกว่าสิ่งที่มุ่งเน้นในตอนนี้คือการผลิตเนื้อหาที่ดีที่สุดให้ผู้ชม

https://www.businessinsider.com/netflix ... eps-2019-4

https://www.businessinsider.com/netflix ... ers-2019-4


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 614
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: Netflix Inc (NFLX)

Posts by pookii » Tue Jul 16, 2019 9:47 am

ยุคทองของ Netflix กำลังจะหมดไป (ตอนที่ 1)

FB/WorawisutPage

Netflix กำลังจะเจอสหบาทาของจริง จากพี่เบิ้มอินเตอร์เน็ตและมาเฟียค่ายหนัง ที่เริ่มเอาจริงเอาจังกับธุรกิจสตรีมมิ่ง

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน ขอเอา Media Landscape ของทั้งโลกมาใช้เป็นภาพประกอบ และขอแบ่งเล่าเป็นหลายตอนหน่อย กลัวยาวไป ไม่มีคนอ่านครับ

.................

- หนัง ซีรีส์ ฝรั่งส่วนใหญ่ในโลก ถูกสร้าง จัดจำหน่าย ควบคุมการเผยแพร่ โดยสตูดิโอฮอลลีวูด (วงกลมก้อนสีเขียว)

- แม้ว่าดูเหมือนจะแข่งกัน แต่เบื้องหลังจับมือกัน เพื่อผูกขาด สร้างอำนาจต่อรอง กำหนดราคา กำหนดว่าควรจะขายสิทธิ์ในการเผยแพร่ให้ใคร อำนาจของค่ายหนังยังกับมีมณีอินฟินิตี้กับถุงมือ

- Netflix ที่ก่อร่างสร้างตัวมาได้ในธุรกิจสตรีมมิ่ง เพราะเป็นคนบุกเบิกตลาดสตรีมมิ่ง พวกก้อนสีเขียวยังไม่รู้มูลค่าตลาด เลยคิดค่าสิทธิ์ในการฉายกับ Netflix ในราคาที่ต่ำกว่าปกติที่ควรจะเป็น

- นอกจากได้มาราคาไม่แพงแล้ว ความฉลาดของ Netflix คือ พยายามทำสัญญายาวๆในตอนแรก ทำให้ได้สิทธิ์เรื่องดังๆ มาก เช่น Marvel Avengers , ซีรีส์ Friends, The Office จนถึงทุกวันนี้

- ด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของซีอีโอ Reed Hasting ซึ่งมองเห็นอนาคตของทีวี คิดว่าซักวันหนึ่ง ค่ายหนังก็จะรู้ตัวและขูดรีดค่าสิทธิ์การฉายจาก Netflix ในราคาที่สูงมากๆ

- เลยตัดสินใจทุ่มเงิน เพื่อสร้างคอนเทนต์ของตัวเอง เพราะมองว่าระยะยาว ตัวเองต้องมีของขาย มีหนัง ซีรีส์ดีๆให้ลูกค้าดู ด้วยต้นทุนคอนเทนต์ที่ต่ำลง และลดการพึ่งพาคอนเทนต์จากค่ายหนังอื่นๆ

- พอ Netflix ใหญ่โต มีคนใช้บริการเป็นร้อยล้านคน ก้อนสีเขียวเลยเริ่มมองเห็นโอกาสว่าตัวเองก็มีของดีในมือ ทำได้เหมือนกัน และเริ่มมอง Netflix เป็น threats ที่ทำให้อำนาจต่อรองและอิทธิพลของตัวเองลดลง

- อุปสรรคสำคัญสำหรับก้อนสีเขียวก่อนหน้านี้ คือ แพลตฟอร์มและเทคโนโลยีอ่อนด้อย ล้าหลัง สเกลไม่ได้ เทียบ Netflix ไม่ติดฝุ่น

- แต่ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี พวก Cloud Computing, Content Delivery Networks, Encoding เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันอุปสรรคนี้ได้หายไป มีคนอื่นทำได้แล้ว

- ก็หมายถึงความได้เปรียบที่ Netflix เคยมี ก็หายไปเช่นกัน

- ไอ้ก้อนเขียวๆ เลยจะ transform ตัวเอง ให้เป็นก้อนสีแดง เพื่อให้บริการสตรีมมิ่งเองซะเลย

- ที่เปิดหน้ามาชัดๆแล้ว คือ Disney+ ของค่าย Disney , HBO Go ของ Time Warner และกำลังจะออก HBO Max ให้มันพรีเมี่ยมขึ้นไปอีก ค่ายอื่นกำลังทะยอย ทั้งแบบทำแยกเดี่ยว (Standalone) กับแบบผูกกับคนอื่น (Bundle) เช่น ขายพ่วงกับบริการต่างๆของวงกลมก้อนสีม่วง

- วงกลมทุกก้อนเตรียมรุม Netflix

- รวมถึง Amazon (Prime Video) , Apple TV+, Google (YouTube Premium) และ Facebook Watch

- เริ่มเห็นภาพ สหบาทาแล้วเนอะ

- สเต็ปแรก ก้อนสีเขียวค่อยๆทะยอยดึง content ที่อยู่ใน Netflix ออกจนหมดสัญญาและจะไม่ยอมให้ต่ออีก (ถ้ามีต่อ คือ แพงโคตรๆๆ)

- หลายค่ายที่ต่อสัญญาไปก่อนหน้านี้ คือ โก่งราคาฟัน Netflix แบบไม่ยั้ง ผลคือ ต้นทุนแพงขึ้น จนต้องขึ้นราคากับคนดู ซึ่งก็มีการปรับราคาขึ้นมาตลอด

- สเต็ปที่ 2 ก้อนสีเขียวที่มีทีมงาน คนสร้าง กำกับ เขียนบท เก่งๆในมือเพียบ ก็เอาคอนเทนต์ดังๆที่ตัวเองมี มาชูเป็นจุดขายซะ

- เช่น Disney ก็ดึง Marvel Franchise มาทำเป็นซีรีส์เรื่อง Loki และอื่นๆอีกมากมาย (X Men, Starwars เป็นต้น) ให้บริการแบบสตรีมมิ่งโดยเฉพาะบน Disney+

- ค่ายอื่น ก็ทำตามแบบเดียวกัน

----
จบตอนที่ 1 (กลัวยาวไป) ...รอติดตาม ตอนที่ 2

ตัวอย่างตอนต่อๆไป เช่น

- Netflix Original จริงๆแล้วคืออะไรกันแน่
- ค่ายหนังต่างๆดีลกับ Netflix ยังไง
- การเงิน ตัวเลข และการเติบโต
- Future of Television 2019
- อื่นๆ
Attachments
netflex.jpg
netflex.jpg (97.54 KiB) Viewed 284 times


pookii
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 614
Joined: Thu Apr 04, 2013 9:53 am

Re: Netflix Inc (NFLX)

Posts by pookii » Tue Jul 23, 2019 10:19 am

ยุคทองของ Netflix กำลังจะหมดไป ตอนที่ 2
Netflix ชนกลับค่ายหนังด้วยอาวุธเด็ด “Netflix Originals”


------------------------------------

- ความเดิมตอนที่แล้ว สรุปสั้นๆได้ว่า ค่ายหนังตาสว่าง อยากทำสตรีมมิ่งเอง เลยทะยอยถอนตัวจาก Netflix และเตรียมเปิดให้บริการสตรีมมิ่งของตัวเองมาแข่งกับ Netflix

- ตอนนี้เขียนยาวกว่าเดิม 3 เท่า เพราะอยากให้คนอ่านเข้าใจธุรกิจนี้ครับ ฝึกความอดทนอ่านในตัว

- กดแชร์ 1 ครั้ง ช่วยเผยแพร่ความรู้ได้ดีมากๆเลยครับ

- ตอนต่อไป กดติดตาม/ไลค์ ที่เพจรอได้เลยครับ
https://www.facebook.com/worawisut.page


---------------------------------
กำเนิด “Netflix Originals”
---------------------------------

- ย้อนกลับไป ปี 2011

- ปีนั้น Netflix ขยายบริการออกนอกสหรัฐ โดยบุกตลาดอเมริกากลาง ใต้ และแถบแคริเบียน รวม 43 ประเทศ จนมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ค่ายหนังรัก Netflix มาก เพราะตลาดสตรีมมิ่งช่วยสร้างรายได้ช่องทางใหม่ที่เป็นกอบเป็นกำ

- ปี 2010 ที่ Netflix จ่ายให้ค่า License ตัวคอนเทนต์ ให้ทุกค่ายประมาณ 180 ล้านดอลลาร์ ต่อปี และพุ่งสูงขึ้นเป็น 1,980 ล้านดอลลาร์ ต่อปี ในปี 2012

- Reed Hasting ซีอีโอ มองเห็นแนวโน้มว่าจะโดนฟันค่า License หนักขึ้นเรื่อยๆ เพราะแค่ 2 ปี ค่า License เพิ่มเป็น 10 เท่า แต่ยอดคนใช้ไม่ได้เพิ่ม 10 เท่าตาม

- จึงตัดสินใจให้ Netflix เริ่มผลิตคอนเทนต์เป็นของตัวเอง เพื่อสร้างความแตกต่าง ลดต้นทุนในการซื้อคอนเทนต์จากพวกค่ายต่างๆ และเพื่อสร้างแบรนด์ Netflix ให้คนรู้จักผ่านคอนเทนต์ของตัวเอง จะได้แข่งขันกับคนอื่นได้ในระยะยาว

- ข้อดีในการมีคอนเทนต์เป็นของตัวเอง คือ ต้นทุนต่ำกว่า (ไม่ต้องมีนายหน้า distributor) , เอาคอนเทนต์มาทำเงินในรูปแบบอื่นได้หลายแบบ (ขายสิทธิ์ต่อหรือทำของเล่น ของที่ระลึกต่างๆ) และควบคุมสิทธิ์ในการเผยแพร่ได้เอง (ฉายทีเดียวทั้งโลก หรือ ฉายที่เดียวแบบ Exclusive)

- เท่ากับว่า Netflix กำลังจะทำธุรกิจแข่งกับค่ายหนังซะเอง และธุรกิจนี้อาจเติบโตจนไปแข่งกับค่ายหนังใหญ่ๆได้ในอนาคต

- ซีอีโอจึงมอบบทบาทสำคัญให้ Ted Sarandos (Chief Content Officer) เพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า “Netflix Originals”

- ทำความเข้าใจกันก่อน คำว่า “Netflix Originals” มี 3 รูปแบบ คือ

1. แบบที่สร้างเองเลย (Self-produced) เป็นเจ้าของเอง เช่น Stranger Things

2. แบบที่ จ้างคนอื่นสร้างให้แล้วจ่ายค่า License เพื่อสตรีม เช่น House of Cards, Riverdale, Orange is the new Black, Daredevil

3. Netflix ซื้อสิทธิ์ในการฉายที่แรกแบบ exclusive (เรียกว่า “Exclusive First Run Shows”) อาจจะที่แรกของโลกหรือที่แรกนอกประเทศผู้สร้าง เช่น Memories of the Alhambra, Dynasty, Star-trek Discovery
-----

- หน้าจอที่ขึ้นก่อนฉายว่า “Netflix Originals” หรือ “Netflix Original Series” จะอยู่ใน 3 แบบนี้

- จากบริษัทเทคโนโลยี ให้มาสร้างคอนเทนต์เอง ก็ไม่ง่ายครับ ไม่มีประสบการณ์ ไม่มีคนและทีมงาน วิธีการเร็วสุด ไปจ้าง Studios/Production house ที่ทำพวกนี้ป้อนค่ายหนังต่างๆอยู่แล้ว

- ในปี 2011 Ted Sarandos ริเริ่มภารกิจนี้ ด้วยซีรีส์เรื่อง House of Cards และ Orange is the New Black

- Netflix ใช้วิธีการจ้างผลิต 2 แบบ คือ จ้างผู้สร้างอิสระกับจ้างค่ายหนังทำ เพื่อดูว่าทางเลือกไหน ดีกว่า ใช้งบประมาณขนาดไหน และเป็นการศึกษาวิธีการทำงานของคนสร้างคอนเทนต์เองว่าเป็นยังไง เพื่อสร้างทีมของตัวเองขึ้นมา

- ซีรีส์เรื่อง House of Cards จ้าง Production house อิสระ ไม่สังกัดค่ายใด ชื่อ Media Rights Capital หรือ “MRC” เป็นผู้สร้าง

- ได้ผู้กำกับ David Fincher ที่มีผลงานจากเรื่อง Fight Club, The Social Network และ Gone Girl มาทำงานนี้

- ดารานำ ได้ Kevin Spacey กับ Robin Wright (นางเอก Forest Gump) มาเล่นคู่กัน

- ส่วนซีรีส์เรื่อง Orange is the new Black ก็ไปจ้างค่ายหนังยักษ์ใหญ่ Lionsgate สร้าง (ชื่อบริษัท Lionsgate Television ที่ถนัดการทำซีรีส์)

- นับเป็นการเปิดตัว Netflix Originals แบบสวยหรู เพราะทั้ง 2 เรื่องฮือฮาสุดๆ ตอนเปิดตัว และได้รับรางวัล Emmy, Golden Globe เป็นว่าเล่นหลังออกฉาย

- Ted Sarandos และ Reed Hasting มั่นใจว่า Netflix มาถูกทางแล้ว

--------------------------------------------------
distributor ผู้ทรงอิทธิพลของธุรกิจคอนเทนต์
--------------------------------------------------

- หลังจากประสบความสำเร็จจากการทำ Netflix Originals พอสมควร Netflix ก็เริ่มขยับขยายไปยังส่วนอื่นของ Supply Chain เป็น step ต่อไป

- ในโลกคอนเทนต์ แบบคร่าวๆ คือ มีผู้สร้าง (Production) เจ้าของสิทธิ์ (Copyright owner) และผู้จัดจำหน่ายหรือเผยแพร่ (Distributor)

- ทั้ง 3 อาจจะเป็นกลุ่มเดียวกันหรือคนละกลุ่มเลยก็ได้ แล้วแต่สัญญาที่ทำกันไว้ เป็นเรื่องๆไป แต่ละฝ่ายล้วนมีผลประโยชน์และส่วนได้ส่วนเสียกับความสำเร็จของคอนเทนต์

- ผู้สร้าง ผู้กำกับ นักเขียน นักแสดง เจ้าของสิทธิ์ ผู้จัดจำหน่าย ล้วนได้ส่วนแบ่งจากรายได้ที่ขายคอนเทนต์นั้นๆ

- ตัวอย่างเช่น Robert Downey Jr. ได้ส่วนแบ่งจากกำไรของหนัง Iron Man, The Avengers และ Captain America ประมาณ 2.5%

- หนังหรือซีรีส์ 1 เรื่อง ขายยังไงให้ได้เงินเยอะสุด คือหน้าที่ของ distributor

- distributor เป็นผู้เล่นที่สำคัญมากในตลาดคอนเทนต์ เพราะเป็นคนดูแลช่องทางการเผยแพร่ ช่องทางการขาย การทำการตลาดของคอนเทนต์ทั้งหมด อำนาจ อิทธิพลในธุรกิจนี้จึงเยอะสุดๆ

- ก็เป็นบริษัทของค่ายหนังน่ะแหล่ะ ที่เป็น distributor เองผ่านบริษัทลูก

- ช่องทางจำหน่ายที่ distributor ดูแล คือ โรงหนัง (การเปิดตัว โปสเตอร์ โฆษณา ระยะเวลาการฉายในแต่ละประเทศ แต่ละโรง) การขายต่างประเทศ (เอาไปขายประเทศต่างๆ ทำ subtitle,พากย์, เซนเซอร์) Home Entertainment (ขายพวกแผ่นต่างๆ Blu-ray, DVD)

- และช่องทางสุดท้าย คือ Digital Distribution (ขายเป็นไฟล์ดิจิตัล ให้พวกสตรีมมิ่งต่างๆ อย่าง Netflix, Amazon, YouTube นี่แหละ)

- Netflix ยังไม่มีประสบการณ์ตรง ไม่มีทีมงาน จึงให้สิทธิ์ค่ายหนังเป็น distributor ไปก่อน เพราะพวกนี้มีช่องทาง มี networks และฐานลูกค้าเดิมมากมาย

- ค่ายหนังก็เลยบอก Netflix ว่า ยูทำบนสตรีมมิ่งสำหรับตลาดอเมริกาไปนะ เดี๋ยวนอกอเมริกา ไอขายช่องทางอื่นให้ยูเอง แต่ขอ exclusive นะ ...Netflix ไม่มีทางเลือกอื่น ก็ต้องยอมไปก่อน

- House of Cards จึงมี distributor คือ Sony Home Entertainment
Orange is the new Black มี distributor คือ Lionsgate

- Netflix เลยไม่สามารถฉาย House of Cards บนสตรีมมิ่งของตัวเองได้นอกตลาดอเมริกาในวันที่เปิดให้บริการทั่วโลก เมื่อปี 2016

- พอจบซีรีส์อย่าง House of Cards แล้ว Netflix ก็เริ่มทำหนัง Netflix Originals ทันที

- หนังเรื่องแรกในโครงการนี้ คือ “Crouching Tiger, Hidden Dragon: The Green Legend” โดยเปิดตัวบนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งพร้อมกับออกฉายโรง IMAX ทั่วโลก

- เหล็กกำลังร้อนจึงต้องรีบตี Netflix เดินหน้าเซ็นสัญญากับ Adam Sandler แบบ exclusive เพื่อสร้างหนัง 4 เรื่อง ด้วยงบถึง 250 ล้านดอลลาร์เพื่อสตรีมบน Netflix และสามารถฉายในโรงได้ เพราะครั้งนี้ Netflix ขอสิทธิ์เป็น distributor เองเลย

- ถึงตอนนี้บรรดา production house อิสระทั้งหลาย ต่างวิ่งเข้าหา Netflix เพื่อนำเสนอโปรเจคต์และขอทุนมาทำหนังมากมาย

--------------------------------------------------
จากผู้ให้บริการสตรีมมิ่งสู่การเป็น distributor เต็มตัว
--------------------------------------------------

- ปี 2016 ซีอีโอ Reed Hasting ประกาศบนเวทีงาน CES ว่า Netflix จะเปิดให้บริการทั่วโลก กว่า 190 ประเทศ

- แผน Global expansion ที่ต้องทำ คือ การขยายแพลตฟอร์มรองรับ การหาคอนเทนต์ท้องถิ่นมาเพิ่มเพื่อบุกแต่ละประเทศ และการใช้ประโยชน์จากคอนเทนต์ตัวเองให้เต็มที่

- พอเปิดตัวปั๊บ ปรากฏว่า House of Cards มีฉายแค่ในอเมริกากับบางประเทศเท่านั้นจ้า ตอนนั้นก็สมัคร account ไทย แต่หมดสิทธิ์ดู

- เพราะ Netflix ได้สิทธิ์แค่สตรีมในสหรัฐและแคนาดา แต่ช่องทางขายอื่นขึ้นอยู่กับ Sony ที่จะขายเป็น DVD หรือขายให้เคเบิลทีวีประเทศไหนก็ได้

- อีก 1 ปีต่อมา Netflix สามารถสตรีม House of Cards ทั้งโลกได้แล้ว เพราะได้สิทธิ์ทั้งหมดคืนจาก Sony

- ตอนนี้ Netflix กลายเป็น distributor แทนค่ายหนัง ทั้งบน Internet และช่องทางอื่น

- ประเทศไหนที่ไม่มี Netflix ให้บริการสตรีมมิ่ง Netflix ก็จะผลิตเป็น Blu-ray, DVD วางขาย โดยมีการทำงานกับพาร์ทเนอร์ในแต่ละประเทศทั่วโลก

- Netflix เริ่มซื้อสิทธิ์ในการจำหน่าย (distribution rights) ของหนังเรื่อง “Beasts of No Nation” ซึ่งเป็นหนังคุณภาพที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ด้วย เพื่อคุมช่องทางการขายให้ได้ทุกช่องทางด้วยตัวเอง

------------------------------------------------
ชนกับค่ายหนังไม่พอ ยังชนกับโรงหนังทั่วอเมริกาอีก
------------------------------------------------

- ปกติแล้ว ช่วงเวลาขายแต่ละช่องทาง (เรียกว่า “window”) จะมีกำหนดรูปแบบไว้ตายตัว เช่น หนังจะต้องเข้าฉายในโรงก่อน 60-90 วัน (เรียกว่า Theatrical Release) ถ้าหนังดังก็อยู่ครบเวลา หนังไม่ดังอาจจะอยู่แค่ 1-2 อาทิตย์แล้วลาโรง

- โรงหนัง คือ ช่องทางที่สำคัญที่สุดสำหรับค่ายหนัง เพราะช่วยโปรโมทหนัง ดึงคน ทำแคมเปญต่างๆ ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนตรงนี้ได้ เพราะโรงหนังซึ่งมีลูกค้าอยู่ในมือมหาศาล ก็จะไม่ยอมเช่นกัน

- หลังจากฉายในโรงอีกราวๆ 60-90 วัน ก็จะปล่อยมาเป็น DVD, Blu-ray และ สตรีมมิ่งที่ขายรายเรื่อง (เช่น บน iTunes, Amazon) ไม่รวม Netflix ที่ขายแบบเป็นสมาชิก

- แต่ที่ Netflix ทำกับเรื่อง “Beasts of No Nation” คือ การเอาหนังมาสตรีมฉายพร้อมโรงหนัง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนในโลก และผิดกฏที่ค่ายหนังทุกค่าย ทำกับโรงหนังไว้

- ทำให้โรงหนังเครือใหญ่ๆในอเมริกา อย่าง AMC, Regal, Cinemark และ Carmike โกรธ Netflix มาก ถึงกับแบน ไม่ฉายหนังเรื่องนี้ เพราะมองว่าการให้คนดู สามารถดูหนังเรื่องเดียวกันนี้ได้ที่บ้าน ในขณะที่หนังกำลังฉายที่โรง เป็นการกระทำที่เป็น threats ต่อธุรกิจโรงหนัง

- Netflix ยังไม่ยอมแพ้ครับ เอาหนังอีกเรื่องที่ไปเป็น distributor ชื่อ “Okja” แสดงโดย Tilda Swinton (คนที่รับบทเป็น Ancient One ใน Dr.Strange) มาเปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนต์เมืองคานส์

- สมาคมโรงภาพยนต์ในฝรั่งเศล รวมถึงประธานคณะกรรมการตัดสินคานส์ ถึงกับออกมาบอกว่า หนังที่มาร่วมงานที่คานส์ ต้องเป็นหนังที่ถูกสร้างมาฉายในโรง

- และมีการออกกฏใหม่ว่า หนังที่มาประกวดหรือมาเปิดตัวที่คานส์ ต้องถูกฉายในโรงก่อนเท่านั้น

- Ted Sarandos ผู้บริหารของ Netflix โต้กลับด้วยการดึงคอนเทนต์ทั้งหมดของ Netflix ออกจากการร่วมงานที่เมืองคานส์ และให้สัมภาษณ์อย่างดุเดือดว่า

Netflix is the future, Cannes is "stuck in the history of cinema"

- แต่ในที่สุด ความพยายามของ Netflix ก็เริ่มเห็นผล เมื่อหนังเรื่อง Mudbound ที่ Netflix ได้สิทธิ์เป็น distributor ได้ออกฉายรอบปฐมทัศน์ คู่กับการฉายในโรงหนัง เป็นเวลา 1 อาทิตย์

- ทีมงานจากหนังเรื่องนี้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 3 รางวัล แม้ว่าจะไม่ได้เลยซักรางวัลเดียว แต่ก็ทำให้คนในวงการยอมรับ Netflix มากขึ้นในฐานะคนสร้างหนัง

- งานออสการ์ปี 2019 ที่ผ่านมา หนังอีกเรื่องที่ Netflix เป็น distributor ชื่อ “Roma” ได้รับรางวัลชนะถึง 4 รางวัล แถมยังได้เข้าชิงรางวัลภาพยนต์ยอดเยี่ยม แต่รางวัลนี้ตกเป็นของเรื่อง “Green Book”

- แต่กลับมีเรื่องดราม่าเกิดขึ้น เมื่อ สตีเฟ่น สปีลเบิร์ก ผู้กำกับชื่อดังของโลก ได้ออกมาบอกว่า Netflix ไม่สมควรได้เข้าชิงรางวัลอะไรเลยในออสการ์ เพราะมันเป็นรางวัลสำหรับคนทำหนังฉายโรง ส่วน Netflix ควรจะไปประกวดรางวัล Emmy เหมือนพวกคอนเทนต์ทีวีอื่นๆ

- เท่านั้นไม่พอ สปีลเบิร์ก ยังออกมาเรียกร้องให้ออสการ์ออกมาแบน Netflix อีกด้วย

- หลายคนในวงการหนังก็ทะยอยออกมาแสดงความไม่พอใจ Netflix ที่จะเข้ามาทำลายวัฒนธรรมของการดูหนังในโรง และมองว่า Netflix เป็นเพียง Home Entertainment เท่านั้น

- สถานการณ์ตอนนี้ บรรดาคนดังมีชื่อเสียงในฮอลลีวูดและค่ายหนังต่างๆ ดูไม่พอใจ Netflix เท่าไหร่ ทั้งการเป็นคนผลิตคอนเทนต์

- การให้ความสำคัญด้วยการฉายสตรีมมิ่งก่อนหรือพร้อมกับโรง ทำเอา window เดิมของ distributor ปั่นป่วนไปหมด รวมถึงกระทบกระเทือนต่อธุรกิจโรงหนังอีกด้วย

- คู่แข่งและศัตรูของ Netflix จึงมีเยอะแยะไปหมด ตามสไตล์ของ Disruptor ที่จะมาล้มล้างอะไรแบบเดิมๆ

- ค่ายหนังยังไม่ยอมโดน disrupt ง่ายๆ มีการบีบ กดดัน ล๊อบบี้ Netflix อยู่ตลอด และยังเห็นโอกาสจากสิ่งที่ Netflix ทำ เพื่อไปเพิ่มรายได้จากช่องทางสตรีมมิ่ง

- นำไปสู่การสร้างแพลตฟอร์มตัวเอง การขายสิทธิ์ digital distribution ให้กับแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งใหม่ๆประเทศอื่นๆให้ไปแข่งกับ Netflix

- ทั้งหมดนี้อาจนำไปสู่การ transform ตัวเองไปเป็นดิจิตัลเต็มรูปแบบในอนาคต

---------------------------------------
- ตอนต่อไป กดติดตาม/ไลค์ ที่เพจรอได้เลยครับ
https://www.facebook.com/worawisut.page


- เขียนยาว เพราะอยากให้คนอ่านเข้าใจธุรกิจนี้ครับ
กดแชร์ 1 ครั้ง ช่วยเผยแพร่ความรู้ได้ดีมากๆเลยครับ


Post Reply