YUM! Brand and its QSR Peers

Post Reply
User avatar
kotaro
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1489
Joined: Tue Jul 29, 2003 9:54 pm

YUM! Brand and its QSR Peers

Posts by kotaro » Thu Oct 24, 2013 4:29 pm

ขอเปิดกระทู้ไว้ก่อนนะครับ ไม่ทราบมีใครสนใจหุ้นในกลุ่มนี้บ้างครับ

ตอนนี้กำลังนั่งศึกษาตัว Yum อยู่นะครับ คือว่า ตั้งแต่ลงทุนในตปทได้ผมก็รู้สึกว่า
โลกแห่งการลงทุนเปิดกว้างขึั้น เราสามารถจะเป็นเจ้าของบริษัทฯในระดับโลกที่เราได้เห็นสินค้าและบริการ
ของเค้าเป็นประจำๆ ธุรกิจอาหารแบบจานด่วน (QSR) ก็เป็นอันนึงซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นบริษัทฯในระดับโลกครับ

ที่คิดว่า YUM น่าสนใจเพราะ

1. เป็นสินค้าที่เชื่อว่าทุกคนรอบๆตัวเรารู้จัก และเคยใช้บริการมาก่อน ง่ายต่อการศึกษา
ImageImageImageImage

อย่าง KFC กับ Pizza Hut มีในบ้านเรา Taco Bell ไม่มี แต่คิดว่าใครที่อยู่ US คงรู้จักดีครับ

2 นอกเหนือจากตัวธุรกิจ ที่มีสินค้าเป็นที่รู้จักแล้ว ลักษณะอีกอย่างที่ผมคิดวาน่าสนใจกว่าตัว product ซะอีกก็คือ business model ที่เป็น Franchise ครับ ถ้าอ่านใน 10k เค้าจะใช้คำวา "Concepts" แทนตัวธุรกิจเค้า ซึ่งก็ใช่เลย เพราะรูปแบบธุรกิจ Franchise ก็คือ "แนวคิดของการขายความสำเร็จ" บริษัทฯมีรูปแบบธุรกิจที่ประสพความสำเร็จอยู่แล้ว ก็ถ่ายทอดต่อไปให้คนที่ซื้อ franchise หรือที่เรียกว่า "Franchisee" ซึ่งบริษัทฯ ก็จะได้รับผลตอบแทนกลับมาในรูปของ Royalty fee ครับ

ผมลองหลับตานึกถึง ตอนที่กำลังนั่งกินไก่ KFC ที่ตราด ชิ้นละ 37 บาท กำลังกินไปนึกได้ว่า เงินจำนวน 2.22 (=6%x37) บาทนั้นได้ถูกส่งไปให้ YUM ที่อเมริกาแล้ว นี่มันดีกว่า dividend yield ซะอีกครับ เพราะค่า Royalty fee คิดจากตัว revenue เลยครับ

ลองดูงบการเงินในป 2012 Yum มีกำไรทั้งหมด $2294m แต่มาจากค่า franchise ( franchise fee+Royalty fee) $1667m คิดเป็น 72%

3 ดูการเติบโตที่เมืองจีน ที่ YUM เข้าไปขยายอย่างรวดเร็ว ในปี 2012 YUM china มีกำไรอยู่ $1 billion มากกว่ากำไรใน US และในส่วนประเทศต่างๆรวมกันซะอีก(YRI) ซึ่งในปีนี้และปีต่อๆไป YUM ก็ยังขยายด้วยการเปิดสาขาจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง

4. จากผลประกอบการณ์ของ YUM ในช่วงปลายปีที่แล้วที่ได้รับผลกระทบ จากข่าวไข้หวัดนก และ เรื่องไก่ที่ใช้ antibiotic เกินขนาด ในเมืองจีน ทำให้ Yum ที่ขยายในเมืองจีนที่เคยเติบโตอย่างรวดเร็ว ยอดขายหดตัวลงอย่างมากในปีนี้ ทำให้ราคาหุ้นของ Yum ตกมาเหลือราวๆ US$66 แต่ผมคิดว่าเหตุการณ์นี้น่าจะค่อยๆดีขึ้น ตัว SSS ที่หดตัวก็ค่อยๆดีขี้น

“Laughter is timeless. Imagination has no age. And dreams are forever.” ― Walt Disney Company

User avatar
vim
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2615
Joined: Wed Dec 14, 2011 5:10 pm

Re: YUM! Brand and its QSR Peers

Posts by vim » Thu Oct 24, 2013 10:05 pm

ผมสนใจแบบดูอยู่ห่างๆครับ ชอบสินค้าของเจ้านี้หลายอย่างเช่น KFC, Pizza Hut และ Taco Bell เรื่องคุณภาพสินค้านี่เป็นจุดแข็งของบริษัทเลย จัดว่าเป็นสินค้า Fast Food ที่มีความเป็น Junk Food น้อยที่สุดบริษัทหนึ่ง แบรนด์สินค้าก็มีความชัดเจนต่อผู้บริโภคค่อนข้างมาก ทำให้คนรู้สึกได้ว่า KFC = ไก่ทอด, Pizza Hut = พิซซ่า, Taco Bell = ทาโก้ ซึ่งเป็นอะไรที่หลายๆบริษัทไม่มี

จุดอ่อนของบริษัทเท่าที่ผมติดตามมา น่าจะเป็นการบริหารจัดการในต่างประเทศ นอกจากจีนแล้วหลายๆประเทศนั้นน่าพิจารณาความสามารถของผู้บริหารฝ่ายปฎิบัติการ และนโยบายที่ไม่ค่อยเป็นมิตรกับคู่ค้าของตัวเอง

อย่างในไทย บริษัท Pizza Hut เสียคู่ค้าอย่างบริษัทไมเนอร์ไป เพียงเพราะอยากได้กำไรเองคนเดียวเต็มๆ ทำให้ไมเนอร์ต้องมาเปิด Pizza Company มาแข่ง ไปๆมาๆ Pizza Hut เลยกลายเป็นเบอร์สองไป

ส่วนเร็วๆนี้ บริษัทในเครือเดียวกันอย่าง Pepsi ก็เสียเสริมสุขไปเพียงเพราะตกลงกันเรื่องค่าหัวเชื้อไม่ได้ ตอนนี้เป็ปซี่ก็เสียความเป็นเจ้าตลาดในประเทศไทยไปให้กับโค้ก จะสังเกตุได้ว่าการที่ผู้บริหารคิดจะเพิ่มรายได้จากแฟรนไชส์โดยการชาร์จมาร์จินเพิ่มนั้นมันไม่ยั่งยืน และมันเป็นความผิดพลาดแบบเดิมๆที่เกิดขึ้นซ้ำๆ

ในยุโรปกลาง คนที่นี่ชอบกินเนื้อเน้นๆมากกว่ากินแป้งทอดกรอบ ทำให้ KFC สู้กับคู่แข่งท้องถิ่นไม่ได้ และยอดขายน้อยกว่าคู่แข่งอเมริกันที่เน้นขายเบอร์เกอร์ ขนมหวาน และกาแฟ ถ้าลองเข้าไปที่สาขาในประเทศพวกนี้จะเห็นว่ามีแต่คนต่างชาติกินเต็มไปหมด แต่ไม่ค่อยมีคนท้องถิ่น ผมมองอยู่มาหลายปีแต่ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น นอกจากจะปิดสาขาเดิมแล้วไปเปิดในถิ่นที่คนต่างชาติอยู่กันมาก

ในอินเดีย KFC ถูกโจมตีเรื่องการทรมาณไก่ ทั้งๆที่เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง แต่กระแสนี้ถูกสนับสนุนจากกลุ่มต่อต้านชาติตะวันตกในอินเดีย จนทำให้บริษัทต้องถอนทัพออกจากอินเดียไปครั้งหนึ่ง จนเร็วๆนี้พึ่งกลับมาเปิดใหม่อีกครั้งโดยใส่เมนูท้องถิ่นเข้าไปเพิ่ม และคอยสวดมนต์ว่าจะไม่เกิดเรื่องแบบเดิมอีก

ในจีน น่าจะเป็นประเทศสำคัญที่ Yum! ประสบความสำเร็จ บริษัทวางตัวในช่วงแรกได้ดีมาก โดยยอมปรับปรุงเมนูให้กว้างเกินกว่าที่ตะวันตกมี จนปัจจุบันนั้นกว้างกว่าไก่ทอดไปมากแล้ว มีทั้งขนมและเนื้อสัตว์หลายประเภท ส่วนหนึ่งของความสำเร็จนี้อาจเป็นเพราะบริษัทได้ไปเปิดร้านเองโดยไม่พึ่งแฟรนไชส์ ความขัดแย้งกับคู่ค้าเลยมีไม่มาก

ยอดขายในจีนที่ตกลงครั้งนี้ ผู้บริหารบอกกับนักลงทุนว่าเป็นเพราะการตื่นตกใจต่อไข้หวัดนก แต่หลายคนรวมกระทั่งผมนั้นยังไม่เชื่อนัก เพราะฟาสท์ฟูดท้องถิ่นในจีนกลับโตขึ้นได้มาก เป็นไปได้ว่าส่วนแบ่งตลาดของ KFC กำลังจะถูกแย่งไปโดยบริษัทฟาสท์ฟูดจีนโดยที่ผู้บริหารไม่รู้ตัว

ในด้านการลงทุน ในมุมมองของผม ผมคิดว่าควรจับตามองตัวเลขในจีนว่าจะกลับมาโตได้อีกครั้งจริงไหม และประสบการณ์ที่ได้จากจีนนั้นจะเอาไปปรับปรุงกับอินเดีย ไทย ยุโรป และประเทศอื่นๆได้หรือไม่

การผู้บริหารเริ่มพูดในเชิงว่าจะเบนจากจีนและหันไปโฟกัสกับอินเดียที่ตัวเองเคยล้มเหลวครั้งใหญ่มา ผมว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องจับตามองอีกจุดครับ

Vi IMrovised

User avatar
kotaro
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1489
Joined: Tue Jul 29, 2003 9:54 pm

Re: YUM! Brand and its QSR Peers

Posts by kotaro » Fri Oct 25, 2013 5:18 pm

ขอบคุณ คุณ VIM ที่แชร์ครับ
จุดอ่อนของบริษัทเท่าที่ผมติดตามมา น่าจะเป็นการบริหารจัดการในต่างประเทศ นอกจากจีนแล้วหลายๆประเทศนั้นน่าพิจารณาความสามารถของผู้บริหารฝ่ายปฎิบัติการ และนโยบายที่ไม่ค่อยเป็นมิตรกับคู่ค้าของตัวเอง
ถ้าเป็นในต่างประเทศ ข้อมุลจาก annual 2012 มีสาขาในส่วน YRI 14500 สาขา ซึ่งจะเป็นในส่วนของ Franchise เกือบทั้งหมดนะครับ การบริหารจัดการน่าจะเป็นในส่วนของ franchisee รับผิดชอบนะครับ

ส่วนเรื่องกรณี Pizza Hut กับ Minor เท่าที่ติดตามดู จะเป็นในเรื่องที่ ทาง YUM ไม่อยากให้ Minor ไปทำร้านไก่ chicken treat เอง เพราะ YUM (ตอนนั้นยังเป็น Tricon Global) มี KFC อยู่แล้ว และช่วงนั้น Pizza Hut ที่เคยอยู่กับ Pepsi Co ก็ขายให้กับอดีตผู้บริหาร กลายมาเป็น Tricon คุณ Hinecke เลยเจรจาต่อสัญญา Franchise กันไม่ได้ เลยเป็นปัญหาศึกตามที่เป็นข่าว แต่นั้นผมมองว่ายัง fair กว่าหลายธุรกิจ franchise เพราะ YUM สุดท้ายก็ยังเปิดทางให้ Minor สามารถทำ Pizza ใน brand อื่นได้ครับ

ที่บอกว่า fair กว่า case อื่นเพราะเคยมีตัวอย่าง ไอศกรีมดังยี่ห้อนึง ที่พอ Franchisor เดิมขายธุรกิจให้กับคนอื่น Franchisor คนใหม่มาก็หวังกอบโกยเต็มที่ ไม่ทำอะไรมาก ขึ้นราคาวัตถุดิบทีเดียวหลายสิบ % Franchisee ก็เดือดร้อน เป็นเหตุให้ Franchisee ตามแย่ไปตามๆกัน ผมจำชื่อบริษัทฯไม่ได้ที่อยู่ใน Australia ที่เป็น Franchisee ของ ไอศกรีมแบรนด์ดังกล่าวด้วย บริษัทฯนี้ก็ listed ในตลาดด้วยถึงกับย่ำแย่เลย และ central ในบ้านเราตัดสินใจเลิกทำ Franchise กับไอศกรีม brand นี้ด้วยทั้งๆที่ตอนนั้นกมี 40 กว่าสาขาแล้ว

กลับมาเรื่องเมืองจีน ผมเห็นด้วยครับ ว่า YUM จะโตได้หรือไม่ตอนนี้คงฝากไว้ที่เมืองจีน ว่าจะกลับมาได้หรือเปล่าครับ
ส่วนที่อินเดีย ผมว่าคงต้องใช้เวลาอีกนานเลย เพราะจำนวนสาขายังน้อย และสาขาส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่ company owned แบบที่จีนด้วยครับ
Attachments
YRI.jpg
YRI.jpg (101.8 KiB) Viewed 4383 times

“Laughter is timeless. Imagination has no age. And dreams are forever.” ― Walt Disney Company

User avatar
kotaro
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1489
Joined: Tue Jul 29, 2003 9:54 pm

Re: YUM! Brand and its QSR Peers

Posts by kotaro » Fri Oct 25, 2013 5:19 pm

อันนี้ SSSG ที่เมืองจีนครับ
yum.jpg
yum.jpg (93.73 KiB) Viewed 4382 times

“Laughter is timeless. Imagination has no age. And dreams are forever.” ― Walt Disney Company

User avatar
kotaro
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1489
Joined: Tue Jul 29, 2003 9:54 pm

Re: YUM! Brand and its QSR Peers

Posts by kotaro » Tue Nov 26, 2013 8:36 pm

ไม่ได้มา update นานเลย

ตัวเลข SSSG ในเมืองจีน Oct-13 ค่อยๆดีขึ้นนะครับ

KFC -7%
Pizza Hut 10%
Overall -5%

เร็วๆนี้ บริษัทมีประกาศซื้อหุ้นคืนด้วยครับ
http://finance.yahoo.com/news/yum-brand ... 00394.html

“Laughter is timeless. Imagination has no age. And dreams are forever.” ― Walt Disney Company

User avatar
Paul VI
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 10532
Joined: Tue Sep 18, 2007 7:17 pm

Re: YUM! Brand and its QSR Peers

Posts by Paul VI » Wed Nov 27, 2013 9:11 am

เท่าที่จำได้ เคยมี Taco Bell มาขายนานมากพอควรแล้วครับ

จำได้ว่าร่วม 20 ปีกว่าแล้วมั้งครับ หมอ kotaro

แต่คนไทยน่าจะลิ้นไม่ถูกกับ Taco มั้งครับ

ตอนหลังก็หายไปครับ

แต่ขอตาม Yum ด้วยคนนะครับ :D


User avatar
kotaro
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1489
Joined: Tue Jul 29, 2003 9:54 pm

Re: YUM! Brand and its QSR Peers

Posts by kotaro » Wed Nov 27, 2013 8:44 pm

ขอบคุณครับพี่มุข ยินดีครับพี่
20 กว่าปีก่อนเคยมี taco bell ด้วยเหรอครับ

อิอิ นานมาก :D

“Laughter is timeless. Imagination has no age. And dreams are forever.” ― Walt Disney Company

zanac
Verified User
Posts: 84
Joined: Thu Nov 29, 2012 3:27 pm

Re: YUM! Brand and its QSR Peers

Posts by zanac » Wed Nov 27, 2013 9:03 pm

คุณ Kotaro นี่ศึกษา E จนมาต่อยอดเป็น YUM แน่ๆเลย

แซวเล่นนะครับ


User avatar
kotaro
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1489
Joined: Tue Jul 29, 2003 9:54 pm

Re: YUM! Brand and its QSR Peers

Posts by kotaro » Thu Nov 28, 2013 9:38 am

55 ใช่ครับบางส่วนครับคุณ zanac

เดี๋ยวนี้ชอบศึกษาเป็นกลุ่มอุตสาหกรรม รู้สึกง่ายต่อการศึกษานะครับ

“Laughter is timeless. Imagination has no age. And dreams are forever.” ― Walt Disney Company

User avatar
Paul VI
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 10532
Joined: Tue Sep 18, 2007 7:17 pm

Re: YUM! Brand and its QSR Peers

Posts by Paul VI » Thu Nov 28, 2013 11:53 am

kotaro wrote:ขอบคุณครับพี่มุข ยินดีครับพี่
20 กว่าปีก่อนเคยมี taco bell ด้วยเหรอครับ

อิอิ นานมาก :D
จำได้ว่าพี่เคยไปนั่งกินด้วยครับ

แถวๆสยามสแควร์ครับ แต่ความทรงจำ มันจำได้ว่า เคยไปตอนเรียนหมอน่ะ

มันก็น่าจะปี 2532 -2535 ไม่น่าเกินนี้นะครับ

ส่วนตัวพี่ว่า มันก็พอได้นะครับ เป็นแผ่นสามเหลี่ยม ราดน้ำซอสเมกซิกันครับ


User avatar
kotaro
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1489
Joined: Tue Jul 29, 2003 9:54 pm

Re: YUM! Brand and its QSR Peers

Posts by kotaro » Thu Aug 06, 2015 8:17 pm

ขอ update ข่าวในห้องนี้ละกันครับ

สงครามยักษ์ฟาสต์ฟู้ด จาก “ป๊อปอายส์” ถึง “เท็กซัสชิคเก้น”

Submitted by Suporn Saetang on Fri, 07/31/2015 - 11:56
สมรภูมิฟาสต์ฟู้ดร้อนฉ่าขึ้นทันควัน เมื่อแบรนด์ไก่ทอดยักษ์ใหญ่ระดับท็อปทรีของโลก “เท็กซัสชิคเก้น (Texas Chicken)” ประกาศจับมือกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บุกตลาดเมืองไทยตามนโยบายบริษัทแม่ที่กำลังรุกขยายแนวรบสู่อาเซียนและเอเชีย โดยเตรียมกลยุทธ์เปิดสงครามแย่งชิงส่วนแบ่ง 2 คู่แข่งเจ้าตลาด “เคเอฟซี” และ “แมคโดนัลด์” มูลค่าเม็ดเงินมากกว่า 30,000 ล้านบาท

ตามแผนเบื้องต้น ปตท. ในฐานะมาสเตอร์แฟรนไชส์ จะนำร่องร้านเท็กซัสชิคเก้น 2 สาขาแรกในศูนย์การค้าใจกลางเมือง ช่วงปลายปี 2558 หลังจากนั้น เดินหน้าผุดร้านไม่ต่ำกว่า 70 สาขา ภายในระยะเวลา 5-10 ปี ในห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตี้มอลล์ และสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ทั่วประเทศ

ขณะเดียวกัน เมื่อแบรนด์ติดตลาด ปตท. จะเปิดขายแฟรนไชส์ “เท็กซัสชิคเก้น” เพื่อปูพรมสาขาใหม่ๆ ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

ทั้งนี้ เท็กซัสชิคเก้น ถือเป็นแบรนด์ไก่ทอดเก่าแก่ โดย George W. Church ซึ่งเป็นคนที่ชอบกินไก่ทอดมาก คิดค้นสูตรและเปิดร้าน Church’s Chicken แห่งแรกเมื่อปี ค.ศ.1952 ที่เมือง San Antonio ในรัฐเทกซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา

George W. Church ขยายธุรกิจ Church’s Chicken จนกลายเป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจฟาสต์ฟู้ด หรือร้านอาหารจานด่วน (Quick Service Restaurants: QSR) ในสหรัฐฯ จนกระทั่งปี ค.ศ.1980 เปิดตัวแบรนด์ เท็กซัสชิคเก้น เพื่อขยายสาขานอกอเมริกา โดยเริ่มร้านเท็กซัสชิคเก้นแห่งแรกที่ประเทศอินโดนีเซีย

ปัจจุบันทั้ง 2 แบรนด์มีสาขามากกว่า 1,650 แห่ง ใน 23 ประเทศ เฉพาะในสหรัฐฯ มีสาขามากกว่า 1,200 แห่ง ส่วนแถบเอเชียและอาเซียนมีสาขาที่อินโดนีเซีย คูเวต มาเลเซีย ซาอุดีอาระเบีย สิงคโปร์ ยูเครน เวเนซุเอลา และเวียดนาม

สำหรับประเทศไทย ตลาดฟาสต์ฟู้ดหรือร้านอาหารจานด่วน (QSR) มีมูลค่ารวมมากกว่า 34,000 ล้านบาท อัตราเติบโตเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 10% ทุกปี โดย “ไก่ทอด” ถือเป็นเซกเมนต์ใหญ่ที่สุด มูลค่าตลาดประมาณ 14,000-17,000 ล้านบาท หรือสัดส่วนมากกว่า 40% จากตลาดรวมคิวเอสอาร์ และมีอัตราเติบโตมากกว่าเซกเมนต์อื่นๆ คือ เติบโต 11-12%

ขณะที่กลุ่มเบอร์เกอร์มีมูลค่าตลาด 5,800-5,900 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 6% พิซซ่าแบบนั่งรับประทานในร้าน มีมูลค่าราว 3,900 ล้านบาท เติบโต 3% และพิซซ่าดีลิเวอรี่ มีมูลค่า 7,400 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 8%

แน่นอนว่า เท็กซัสชิคเก้นต้องเข้ามาช่วงชิงส่วนแบ่งกับ 2 ค่ายยักษ์ใหญ่ โดยเฉพาะเคเอฟซี ซึ่งถือเป็นเจ้าตลาดมีแชร์อยู่ในมือมากกว่า 50% และเข้ามาปักหลักยึดฐานตลาดไทยนานกว่า 30 ปี ล่าสุดมีสาขา 532 แห่ง แบ่งเป็นสาขาที่บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินแตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ลงทุน 330 สาขา และสาขาของบริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองต์ส กรุ๊ป หรือซีอาร์จี อีก 202 สาขา

นอกจากนี้ บริษัทแม่เคเอฟซีส่งตรงนโยบายเร่งขยายสาขา ซึ่งยัมฯ กำลังเจรจาหาพันธมิตรใหม่ นอกเหนือจากซีอาร์จี เพื่อผุดสาขาตามเป้าหมาย 800 แห่งภายในปี 2563

ส่วน “แมคโดนัลด์” แม้รุกตลาดไทยตั้งแต่ปี 2528 หลังเคเอฟซีเพียงปีเดียว แต่ล่าสุดสามารถเปิดสาขารวม 214 แห่ง เนื่องจากขยายสาขาภายใต้บริษัท แมคไทย ไม่มีพันธมิตรเสริมกำลัง

อย่างไรก็ตาม เฮสเตอร์ ชิว ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แมคไทย จำกัด ผู้บริหารร้านแมคโดนัลด์ในประเทศไทย ได้ประกาศโรดแมพ 5 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2558-2563 จะผลักดันแมคไทยให้ก้าวขึ้นสู่อันดับที่ 3 ของแมคโดนัลด์ในเซาท์อีสต์เอเชีย ในแง่จำนวนสาขามากกว่า 400 แห่ง และมียอดขายรวมเพิ่มขึ้นเป็น 10,000 ล้านบาท

เฉพาะในตลาดเซาท์อีสต์เอเชีย ฟิลิปปินส์ มีสาขาแมคโดนัลด์มากสุด 400 กว่าแห่ง มาเลเซีย 300 กว่าแห่ง อินโดนีเซีย 170 กว่าแห่ง สิงคโปร์ 130 กว่าแห่ง และเพิ่งเปิดตลาดในประเทศเวียดนามเมื่อปีที่ผ่านมา

ดังนั้น เกมแจ้งเกิดของ “เท็กซัสชิคเก้น” ไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งสงครามต่อสู้กับ 2 ยักษ์ใหญ่ ไม่รวมแบรนด์ไก่ย่างไก่ทอดของเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) อย่าง “เชสเตอร์กริลล์” รวมถึงแบรนด์อินเตอร์ที่ตบเท้าเข้ามารุกแนวรบในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เช่น “บอนชอน” ไก่ทอดสไตล์เกาหลีของบริษัท มาชิสโสะ แบรนด์ “เคียวโชน” จากบริษัทแม่เกาหลี หรือ “ฮอตสตาร์” ที่กลุ่มบริษัท บาร์บีคิว พลาซ่า ซื้อสิทธิ์แฟรนไชส์จากไต้หวัน

หากเปรียบเทียบเมนูของเท็กซัสชิคเก้น เรียกว่า “ชน” ค่ายเคเอฟซีอย่างจัง เริ่มจากพระเอก “ไก่ทอด” มีรสชาติออริจินัลสไตล์เม็กซิกัน สไปซี่ชิคเก้น สไปซี่วิงส์ ไก่ไม่มีกระดูก นักเก็ต

กลุ่มเบอร์เกอร์ มีคลาสสิกเบอร์เกอร์ สไปซี่เบอร์เกอร์ เม็กซิกันเบอร์เกอร์ และมีเมนู Wrap ที่ใช้แป้งโรตีเนื้อหนาสไตล์เม็กซิกัน

กลุ่มเครื่องเคียง ได้แก่ มันบด เฟรนฟรายส์ สลัดโคลสลอว์ และกลุ่มของหวาน ได้แก่ ไอศกรีมโคน ซันเดย์ แต่มีเพิ่มเติม คือ สตรอเบอรี่ช็อตเค้ก ช็อกโกแลตวอแคนโน่ และโค้กโฟลต

ZACK A. KOLLIAS Executive Vice President International Operations, Texas Chicken กล่าวว่า เท็กซัสชิคเก้นมีจุดขายที่มั่นใจว่าจะเป็นจุดแข็งสำคัญ คือ บิสกิตและไก่ทอด ซึ่งมีให้เลือกทั้งรสชาติต้นตำรับสไตล์อเมริกาใต้ รสชาติสไปซี่และรสชาติที่จะพัฒนาขึ้นมาใหม่สำหรับลูกค้าคนไทย ที่สำคัญ ขนาดไก่ชิ้นใหญ่ เนื่องจากของคู่แข่งจะแบ่งไก่ 1 ตัวเป็นสินค้า 9 ชิ้น แต่เท็กซัสชิคเก้นจะตัดแบ่งเพียง 8 ชิ้น รวมทั้งซอสหลากหลายรสชาติมากกว่า ได้แก่ ซอสครีมมี่ ซอสบาร์บีคิว ซอสฮันนี่มัสตาร์ดและซอสมายองเนส

แต่ต้องยอมรับว่า เคเอฟซีในฐานะเจ้าตลาดมีจุดแข็ง ทั้งจำนวนสาขาในทุกพื้นที่ประเทศไทย เป็นแบรนด์ที่คนไทยรู้จักและคุ้นเคยรสชาติ ซึ่งถือเป็นโจทย์ข้อใหญ่ของคู่แข่งหน้าใหม่

จะว่าไปแล้ว ในสมรภูมิฟาสต์ฟู้ดไก่ทอดสายพันธุ์อเมริกา มี 3 เบอร์ยักษ์ใหญ่ ได้แก่ เคเอฟซี เท็กซัสชิคเก้น และอีกเจ้า คือ “ป๊อปอายส์ (Popeye’s)” ซึ่งเคยเข้ามาบุกตลาดเมืองไทยเมื่อ 20 ปีก่อน โดยกลุ่มกรีนวัลเล่ย์ทุ่มทุนซื้อสิทธิแฟรนไชส์จากบริษัทเอเอฟซี สหรัฐอเมริกาและหวังจะเข้ามาชิงชัยกับเคเอฟซีในไทย

แบรนด์ไก่ทอดป๊อปอายส์ เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1972 ที่เมืองนิวออร์ลีน รัฐลุยเซียนา ปัจจุบันมีสาขาทั่วโลกมากกว่า 2,000 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐฯ และมีสาขาจำนวนไม่มากในตลาดนอกสหรัฐฯ เช่น ในประเทศเกาหลี แคนาดา ตุรกี

การบุกตลาดเมืองไทยครั้งนั้น กลุ่มกรีนวัลเล่ย์ตั้งบริษัท ป๊อปไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ขึ้นมาบริหารจัดการและวางแผนตามระยะสัญญา 25 ปี ต้องเปิดสาขารวม 70 แห่ง ภายในปี 2563 แต่ดำเนินธุรกิจได้เพียง 2 ปีเศษ เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ “ต้มยำกุ้ง” ลามทั่วโลก

ทั้งผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ กำลังซื้อทรุดหนักแถมเจอคู่แข่งยักษ์ใหญ่ที่คนไทยคุ้นเคย ทั้งเคเอฟซี แมคโดนัลด์ บวกกับเงื่อนไขสัญญาแฟรนไชส์ เรื่องการเปิดร้านสาขาที่กำหนดพื้นที่ขนาดใหญ่ ห้ามเพิ่มเมนูอื่น เช่น พิซซ่า และต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศในภาวะที่เงินบาทกำลังอ่อนค่าอย่างหนักหน่วง ทำให้ต้นทุนพุ่งพรวดขึ้นหลายเท่า

ที่สำคัญ ค่าแฟรนไชส์ต่อสาขาค่อนข้างสูง ซึ่งบริษัท ป๊อปไทยฯ พยายามเจรจาขอลดค่าแฟรนไชส์ฟี 50% แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ส่งผลให้ต้นทุนสะสมก้อนโตและยอดขายจากร้านไก่ทอดป๊อปอายส์ยังลดต่ำลงต่อเนื่อง จากปีแรกๆ เคยทำยอดขายสูงมากกว่าหลักแสนจนถึงหลักล้าน ตกวูบเหลือเพียง 40,000-50,000 บาทต่อวันในบางสาขา

บริษัทป๊อปไทยพยายามปรับตัว ลดขนาดสาขาในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ซึ่งบางแห่งมีพื้นที่มากถึง 700 ตารางเมตร หันไปขยายสาขารูปแบบเดลโก้ คือ ไม่มีที่นั่งรับประทานอาหาร เพื่อเน้นเป็นจุดจำหน่ายระบบดีลิเวอรี่ พยายามเจรจาขยายสาขาในสถานีบริการน้ำมันอย่าง ปตท. ซึ่งเวลานั้นยังใช้ชื่อแบรนด์ “พีทีที” และในปั๊มน้ำมันบางจาก โดยวางแผนปูพรมมากกว่า 50 สาขาภายในระยะเวลา 3 ปี เพื่อลดต้นทุนค่าเช่าพื้นที่ห้างสรรพสินค้า

ทว่า ยุคเมื่อ 20 ปีก่อน ยุทธศาสตร์บุกธุรกิจนอนออยล์ของบริษัทน้ำมันยังไม่เข้มข้นและจริงจัง ทำให้ไก่ทอดป๊อปอายส์ไม่สามารถปูพรมสาขาไล่ทันคู่แข่ง รวมถึงข้อจำกัดเรื่องเงินทุน

ในช่วงระหว่างนั้น บริษัทแม่และป๊อปไทยเร่งหากลยุทธ์การตลาดดึงดูดตามค่ายคู่แข่ง เช่น แจกตัวการ์ตูนป๊อปอายส์ โดยขายควบกับอาหารชุดคุณหนูคิดมีลล์ เปิดบริการจัดงานเบิร์ดเดย์ปาร์ตี้สำหรับเด็ก แต่กระตุ้นยอดขายได้เพียงระดับหนึ่งและยังไม่สามารถแข่งขันกับผู้นำตลาดได้

ที่สุด ช่วงปี 2542 กลุ่มกรีนวัลเลย์หยุดเปิดสาขาอย่างถาวร ทยอยปิดสาขาที่ขาดทุน และตัดสินใจพัฒนาฟาสต์ฟู้ดตัวใหม่ “จัมปิ้น” ภายใต้โนว์ฮาวจากออสเตรเลีย เพื่อนำรูปแบบมาปรับเปลี่ยนร้านป๊อปอายส์ที่เหลืออยู่ ตัดต้นทุนค่าลิขสิทธิ์แฟรนไชส์ ค่ารอยัลตี้ รวมทั้งเพิ่มเมนูอื่นๆ เช่น พิซซ่า บาร์บีคิวและขนมปัง ซึ่งมีกำไรต่อหน่วยสูงกว่าการจำหน่ายเฉพาะเมนูไก่ทอด

เรียกว่า ชื่อ “ป๊อปอายส์” แบรนด์ไก่ทอดยักษ์ใหญ่จากสหรัฐอเมริกา เข้ามาบุกตลาดไทยได้เพียง 4 ปี และทำให้กลุ่มกรีนวัลเล่ย์บาดเจ็บสาหัส

สงครามฟาสต์ฟู้ดยักษ์ใหญ่กำลังเปิดฉากอีกครั้ง จาก “ป๊อปอายส์” ถึงคิว “เท็กซัสชิคเก้น” แต่วัดขุมกำลังของคู่พันธมิตรอย่าง ปตท. ที่มีทั้งเงินทุน เครือข่ายค้าปลีกและที่ดินทั่วประเทศ ศึกไก่ทอดรอบนี้ดุเดือดเลือดพล่านกว่าเมื่อ 20 ปีก่อนแน่

ที่มา :ผู้จัดการ

“Laughter is timeless. Imagination has no age. And dreams are forever.” ― Walt Disney Company

User avatar
kotaro
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1489
Joined: Tue Jul 29, 2003 9:54 pm

Re: YUM! Brand and its QSR Peers

Posts by kotaro » Thu Aug 06, 2015 8:21 pm

ตามข่าว KFC ในไทย จะมีการ refranchise สาขาประมาณ 120-150 ครับ
ไม่รู้ว่าจะใครจะได้ไปนะครับ

ถ้าเป็น CRG ได้ไป ผลประกอบการของ centel คงเพิ่มขึ้นพอควรเลยครับ แต่ตามข่าวบอกว่าจะเป็น partner รายไหม่
เป็น mint ก็ไม่น่าจะใช่อีก เพราะเคยมีเรื่องกันก่อน และ mint ก็มีไก่ทอดด้วย ส่วน CP ก็มี chester แล้ว

:roll:

“Laughter is timeless. Imagination has no age. And dreams are forever.” ― Walt Disney Company

User avatar
kotaro
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1489
Joined: Tue Jul 29, 2003 9:54 pm

Re: YUM! Brand and its QSR Peers

Posts by kotaro » Mon Aug 24, 2015 7:22 pm

ขอ mark ไว้หน่อยครับ

Yum china มีการเปลี่ยน CEO หลังจาก CEO เก่า เกษียณหลังอยู่ในตำแหน่ง 26 ปีครับ CEO ใหม่คือ Micky Pant
เท่าที่ตามอ่านดู พบว่าเป็นคนเก่งทีเดียวครับ น่าจะเป็นภาพบวก กับ Yum

Yum Brands Names New China CEO

Sam Su is stepping down as division’s chief; Micky Pant tapped to take the position
By
Julie Jargon

Updated Aug. 18, 2015 6:13 p.m. ET

Sam Su, the Yum Brands Inc. executive who built the company’s KFC brand into the biggest foreign-restaurant chain in China, is stepping down after 26 years with the company.

Mr. Su, 63 years old, is retiring as chief executive of Yum’s China division but will remain on the Yum board and will serve as an adviser to his successor, Micky Pant, through February 2016, Yum said Tuesday.

Under Mr. Su’s leadership, KFC opened more than 4,800 outlets in China, and the country now accounts for about half of Yum’s annual sales. There were just four KFCs in China when Mr. Su joined Yum as a regional marketing director in 1989.

Mr. Su, who became president of Yum’s China business in 1997, expanded KFC by appealing to China’s burgeoning middle class with relatively inexpensive American-style chicken, along with traditional Chinese menu items. In recent years, however, the company has grappled with weaker sales in China amid consumer concerns over food scandals and intensified competition.

Born in Taiwan and educated in the U.S., Mr. Su was known for providing rigorous training for Yum’s KFC and Pizza Hut restaurant managers. His promotion to Yum vice chairman in 2008 made him the Louisville, Ky.-based company’s No. 2 leader—an unusual status for a regional chief in a major multinational company.

Image

Sam Su, shown here in December 2013, is retiring as chief executive of Yum Brands’ China division. ENLARGE
Sam Su, shown here in December 2013, is retiring as chief executive of Yum Brands’ China division. Photo: Andrew Spear for The Wall Street Journal
.
“Sam Su is a restaurant industry pioneer in China, having established KFC and Pizza Hut as global powerhouses in the world’s fastest-growing economy,” Greg Creed, Yum’s chief executive, said Tuesday.

Yum’s rapid growth in China has slowed amid a number of recent challenges, ranging from an avian-flu outbreak to media reports of KFC suppliers using growth hormones and antibiotics to help chickens grow faster. Last year, one of Yum’s suppliers in China was accused of selling expired meat to the chain, along with McDonald’s and Burger King. Yum cut ties with the supplier, where six employees were arrested. Rival fast-food brands also have grabbed more market share in the country.

The problems have weighed on Yum’s earnings and caused many analysts to ask whether it should spin off its China business. Yum has worked to reverse the sales declines caused by the food-quality issues at KFC by revamping its marketing and adding new menu items such as premium coffee, herbal tea and seafood. The company has also opened Atto Primo, a high-end Italian restaurant, in Shanghai.

In the latest quarter, ended June 13, Yum’s China business improved but sales were still down 4%. Yum said in July that it expected a strong second half in China. The company said on Tuesday that same-store sales “have turned significantly positive, demonstrating continued recovery in the business.”

Mr. Pant, 60, is also a Yum veteran, most recently serving as chief executive of Yum’s KFC division.

Joey Wat, who was president of KFC China, will be chief executive of KFC China. Roger Eaton, who was Yum’s chief operations officer, will become CEO of the KFC division outside of China and India.

Yum also said Peter Kao has been promoted from senior vice president and brand general manager of Pizza Hut China to CEO of that business.

Yum also owns the Taco Bell chain. In after-hours trading, shares rose 2.1% to $86.

—Josh Beckerman contributed to this article.

Write to Julie Jargon at julie.jargon@wsj.com

“Laughter is timeless. Imagination has no age. And dreams are forever.” ― Walt Disney Company

6 Dimensions
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 641
Joined: Mon Sep 17, 2012 11:31 am

Re: YUM! Brand and its QSR Peers

Posts by 6 Dimensions » Thu Oct 08, 2015 1:07 pm

วันเดียวลง 18% โหดจริงๆ ครับ

KFC parent plunges 18% after key China metric miss
Katie Little | @KatieLittle
Tuesday, 6 Oct 2015 | 4:15 PM ET
CNBC.com
http://www.cnbc.com/2015/10/06/yum-bran ... llion.html

Risk Management = Risk Measurement + Risk Controlling+ Risk Taking

--------------------

User avatar
kotaro
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1489
Joined: Tue Jul 29, 2003 9:54 pm

Re: YUM! Brand and its QSR Peers

Posts by kotaro » Thu Oct 08, 2015 4:11 pm

กลับมาแถวๆ 60$ อีกครั้งแล้ว :cry:

เนื่องจาก Yum มีรายได้และกำไรส่วนใหญ่ในจีน

แค่ จีน ไอ นิดหน่อย Yum ก็เป็นหวัดเลยครับ

อีกตัวที่โดน ก็ NUS ครับ ลบไป 25% กว่าๆ

เริ่มๆอยากให้ Yum refranchise สาขาที่เมืองจีนทั้งหมด

คิดว่าราคาหุ้นจะดีกว่านี้คับ เพราะไม่ต้อง กระทบกับข่าวพวก supplier และ macro

“Laughter is timeless. Imagination has no age. And dreams are forever.” ― Walt Disney Company

6 Dimensions
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 641
Joined: Mon Sep 17, 2012 11:31 am

Re: YUM! Brand and its QSR Peers

Posts by 6 Dimensions » Thu Oct 08, 2015 6:46 pm

ในจีนมีผลขนาดนั้นเลยเหรอครับคุณ Kotaro ผมเห็นในข่าวข้างบนบอกว่า Eps ปรับเป้าเหลือ 1$ จากเดิม 1.07$ ไม่คิดว่าจะมีผลขนาดนั้น หรือมองว่าอนาคตต่อจากนี้ไปจะไม่ง่ายครับ?

อย่างไรก็ดีเอาหน้ารวมข่าวและ researh ของ yum มาฝากเพื่อนๆ ที่สนใจครับ
http://marketrealist.com/quote-page/yum/

Risk Management = Risk Measurement + Risk Controlling+ Risk Taking

--------------------

User avatar
kotaro
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1489
Joined: Tue Jul 29, 2003 9:54 pm

Re: YUM! Brand and its QSR Peers

Posts by kotaro » Thu Oct 08, 2015 9:22 pm

จีนเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของ Yum ครับ

และก็ตั้งเป้าไว้มากครับ ปีนี้ยังคง aggressive อยู่ ตั้งเป้าขยายสาขา 700 สาขาต่อปี

จริงๆ ผบห เคยให้ guide ไว้ว่า SSSG ใน Q3 จะเป็น low single digit

แต่ consensus ให้ไว้ถึง 10%

พองบออกมาต่ำกว่าที่คาดไว้ ราคาก็เป็นอย่างที่เห็นครับ

และสะท้อนให้เห็นว่า การฟื้นตัวของประเทศจีนคงช้ากว่าที่คาดไว้ครับ

“Laughter is timeless. Imagination has no age. And dreams are forever.” ― Walt Disney Company

User avatar
kotaro
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1489
Joined: Tue Jul 29, 2003 9:54 pm

Re: YUM! Brand and its QSR Peers

Posts by kotaro » Tue Oct 27, 2015 2:14 pm

ประกาศ spin off Yum China แล้ว

http://www.yum.com/company/inthenews/pr ... 102015.asp

“Laughter is timeless. Imagination has no age. And dreams are forever.” ― Walt Disney Company

6 Dimensions
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 641
Joined: Mon Sep 17, 2012 11:31 am

Re: YUM! Brand and its QSR Peers

Posts by 6 Dimensions » Wed Nov 18, 2015 9:32 am

คุณ kotaro พอช่วยแชร์มุมมองเกี่ยวกับการ spin off เป็นวิทยาทานได้ไหมครับ

Risk Management = Risk Measurement + Risk Controlling+ Risk Taking

--------------------

User avatar
kotaro
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1489
Joined: Tue Jul 29, 2003 9:54 pm

Re: YUM! Brand and its QSR Peers

Posts by kotaro » Wed Nov 18, 2015 2:44 pm

ถ้าถูกผิด ขออภัยนะครับ

เค้าประกาศว่า จะ spin-off ตัว yum china ออกมา เป็น 2 บริษัท แยกกันชัดเจนครับ
Yum china ก็จะเป็น franchisee ต้องจ่ายค่า Royalty fee ให้กับ Yum brand
Yum china ที่ spin ออกมา จะเป็นบริษัทที่ไม่มีหนี้ และสามารถเทรดในตลาดด้วยครับ

กระบวนการน่าจะเสร็จในสิ้นปีหน้า ซึ่งเหลือเวลาอีก 1 ปี ค่อนข้างนาน ราคาหุ้นเลยยังไม่ตอบรับเท่าไหร่(ความเห็นส่วนตัว)
รายละเอียด เรื่อง ค่า Royalty fee เป็นกี่ % , และจะเทรดในตลาดไหน ยังไม่ชัดเจน คงต้องรอฟัง วันที่ 10 ธค อีกที

ผมว่า นลท ที่ถือหุ้น Yum คงชอบข่าว spin-off เพราะว่า ใน 2-3 ปีนี้ Yum โดนข่าวเมืองจีนเยอะมาก ทั้งปัญหา supplier, avian flu ราคาข้นจาก 60$ ไปสูงสุดที่ 90$กว่าๆ และหล่นมา 60$ อีกรอบ

การ spin-off แบบนี้ เค้าว่า เปิดโอกาสให้นักลงทุนได้เลือก ว่าจะลงตัวไหน ระหว่าง Yum brand ที่ มั่นคงแต่โตช้า กับ Yum china ที่สวิง แต่อยู่ในตลาดที่โตสูง

ตอนแรก ผมคิดว่า Model จะเป็นแบบ การทำ refranchise โดยขาย ธุรกิจทิ้ง แล้ว เก็บค่า royalty fee แต่ดูๆไป model ที่ฝ่ายบริหารเลือกใช้แบบ spin-off ให้ yum china เป็ฯ debt-free น่าจะเหมาะกว่า เพราะ yum china ก็บริหารร้านอาหารส่วนใหญ่ในจีนอยู่แล้ว และ ผบห ก็คิดว่า ตลาดก็น่าจะโต (ดูจาก sssg ของ mcd)

ปกติ ค่า Royalty fee ทาง Yum ได้รับน่าจะอยู่ประมาณ 5-6% ซึ่งค่า Royalty fee คิดจาก ตัวรายได้เลยครับ แต่หลังจาก spin off ไปแล้ว Yum china จะเปรียบเสมือนหนึ่งเป็น Master Franchisee มีร้านอาหารอยู่ 8000 กว่าร้าน ค่า Royalty fee ที่จะจ่ายคงไม่ถึง 5-6% บางบทวิเคราะห์บอกว่า น่าจะแถวๆ 3% ครับ

Yum Brand จะได้รับ 3% จาก Revenue ของ Yum china ตอนนี้รายได้ของ Yum china อยู่ที่ 8$bn Yum brand ก็จะได้รับเงิน 240$m ตรงนี้ลงไป bottom line เกือบหมดเลยครับ ค่าใช้จ่ายของ franchise ประมาณ 10% เอง (ซึ่งสัดส่วน คิดคร่าวๆเป็นประมาณ 10% ของ Royalty fee ที่ได้รับอยู่ตอนนี้)

ดูตัวเลขย้อนหลัง ค่า Royalty fee ที่ Yum brand ได้รับ เติบโตต่อปี ประมาณ 4% ครับ ถ้า top line ของ yum china เติบโตทุกปี ปีละ 10% , Yum brand กำไรก็น่าจะโตได้ = (0.9*4%)+(.1*10%) = 4.6% ซึ่ง Royalty fee จาก Yum china จะเพิ่มสัดส่วนขึ้นเรื่อยๆ ตามเป้าที่กะว่าจะเปิดให้ถึง 20,000 สาขาในจีน ลองตีรายได้สัก 20$bn = Royalty fee = 600$m (คำนวณที่3%)

Growth ของ Yum brand ก็น่าจะโตหลังปี 2016 ก็น่าจะโตอย่างมากที่ high single digit ครับ เข้าแนวที่ว่า ถ้าจะลงทุนตัวนี้ คือเน้นมั่นคง โตช้าๆ แต่แน่นอน ถ้าชอบแนว Growth ก็ไปลงุทน Yum china ครับ

“Laughter is timeless. Imagination has no age. And dreams are forever.” ― Walt Disney Company

6 Dimensions
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 641
Joined: Mon Sep 17, 2012 11:31 am

Re: YUM! Brand and its QSR Peers

Posts by 6 Dimensions » Wed Nov 18, 2015 10:37 pm

ขอบคุณ คุณ kotaro ที่ช่วยแชร์ข้อมูลและมุมมองดีดีครับ
ข้างล่างนี้เป็นบทวิเคราะห์จาก morningstar , เอามาฝากเพื่อนๆ ครับ

by R.J. Hottovy : Strategist

------------------------------------------------------------------------------
Bulls Say
• We're encouraged by management's plans to increase franchisee ownership to 95% of its system (outside China and India). Franchising/refranchising efforts (and franchise fee increases) should be accretive to longer-term cash flow.
• Despite recent pressures, KFC China average unit volume of $1.4 million still exceeds most chains in the region. We see a significant operating leverage opportunity as these units return to peak productivity metrics.
• Wage rates hikes, increased urbanization, and young populations are all conducive to increased emerging-market restaurant spending.
------------------------------------------------------------------------------
Bears Say
• We continue to believe Yum is in the early stages of a compelling consumption story in China (aided by government-mandated wage rate increases), but concerns about a slowing economy or negative publicity over food quality scares can influence the stock.
• China equity market volatility or macroeconomic headwinds could impede franchisees' access to capital or make a spin-off of Yum China more challenging.
• The global quick-service restaurant category is fiercely competitive, marked by nonexistent switching costs, regular price wars, and evolving consumer tastes/preferences.
------------------------------------------------------------------------------


Analyst Note 10/20/2015
Confirming speculation following Keith Meister's recent board appointment, Yum Brands announced Oct. 20 that intends to separate into two independent, publicly traded companies: Yum China and Yum Brands. Yum China, led by recently appointed Yum China CEO Micky Pant, will become a franchisee of Yum Brands--thus allowing Yum Brands investors to reap some benefit from China's growth--and have exclusive rights to Yum's three core brands (KFC, Pizza Hut, and Taco Bell). Yum Brands will continue to be led by CEO Greg Creed and comprise operations outside China as it moves toward a target of 95% franchise ownership by 2017. The company also announced it was "returning substantial capital to shareholders" by taking on additional leverage and moving to a non-investment-grade credit rating with a balance sheet more consistent with other heavily franchised restaurant companies. The transaction is expected to be completed by the end of 2016, with additional details provided at an investor event Dec. 10.

As we've previously stated, we have a favorable view of the separation, as Yum China is a mostly company-owned ecosystem with a self-contained supply chain, distribution, site selection, and advertising infrastructure versus the largely franchised business model in other parts of the world. We believe a separation will create minimal operating disruptions without sacrificing meaningful scale--keeping our wide moat rating intact--while allowing the company to take advantage of a more conducive franchising environment in China. Additionally, we believe a separation will allow investors to better tailor their level of exposure to China and Yum's other emerging markets. We will wait for details regarding leverage and China franchise unit growth plans before finalizing changes to our longer-term cash flow and cost of capital assumptions, but we view the shares as undervalued relative to our $92 fair value estimate (which assumes a stand-alone valuation of $42 for Yum China).


Investment Thesis 10/07/2015
Although rivalry among quick-service restaurants is on the rise worldwide, we believe Yum Brands offers one of the more compelling global growth stories in our consumer coverage universe. Our optimism stems from a wide economic moat derived from strong brand intangible assets in KFC, Pizza Hut, and Taco Bell as well as a scalable franchise business model. With Greg Creed having assumed the reins from longtime CEO David Novak, Yum's playbook remains the same: Combine unit growth and same-store sales layers to drive systemwide sales, increase operating leverage, and bolster returns on capital. This approach has served Yum well in the past and should help it withstand new sources of competition and adapt to consumer restaurant preferences.

Although Yum China's recovery has been slower than expected because of a softening macro picture, an evolving competitive set, and executional missteps, we still remain optimistic about Yum China's longer-term opportunities given a fragmented restaurant industry, a growing China middle class, ongoing urbanization trends, and the market becoming conducive to franchising. We still believe Yum possesses powerful brand intangible assets in the region, a factor in our wide moat rating. Pairing this with an established distribution infrastructure and local site development teams, we find longer-term division goals of 20% restaurant margins and 15% annual operating income growth reachable through high-single-digit unit and system sales growth and moderate G&A expense leverage.

With roughly 40% of Yum's operating income coming from China, the stock is tied to market perceptions of macro and consumer trends in the region. However, we view Yum as more than a China story and encourage investors to evaluate its other divisions. With KFC, Pizza Hut, and Taco Bell consolidated by brand in every region except China and India, we have started to see improved comp growth with margin expansion via centralized brand support and best practice sharing across regions. Coupled with a goal of 95% system franchisee ownership by 2017 (excluding China and India), we view a longer-term goal of companywide 10% operating income growth as achievable.

Economic Moat 10/07/2015
Nonexistent switching costs, intense industry competition, and low barriers to entry make it difficult for restaurant operators to establish an economic moat. However, we've assigned Yum Brands a wide moat after reassessing the intangible assets inherent in its brand portfolio, cohesive franchise network, influence over suppliers, and scale advantages. With ample advertising resources, a consistent customer experience, and a menu tailored for geographic preferences, Yum possesses some of the most universally recognized brands in the quick-service restaurant category and is among the few chains to be successfully replicated across the globe. Suppliers are eager to partner with Yum and its strong unit growth potential, thus ensuring access to favorable purchasing terms. Coupling this with strong knowledge of global commodity markets, we believe the firm is well equipped to manage food cost volatility.

Although its China division has faced its share of challenges in recent years, we remain confident that Yum has built a wide-moat business in the region through its portfolio of strong brand intangible assets; more than 1,300 development personnel across the region; a proprietary real estate database for almost 1,000 Chinese cities; a deep management pipeline with more than 8,000 recruits; and a wholly owned supply chain and distribution system. We appreciate the market's exasperation with Yum China as it struggles to adjust to softening macro picture in the region but also a consumer more focused on value and an evolving competitive set (including the impact on Pizza Hut casual dining due to heavy discounting from online ordering aggregators) following a three-year span of top-line volatility stemming from two high-profile supplier-related incidents. While these pressures add to near-term uncertainty, we remain optimistic about Yum China's longer-term opportunities, given a fragmented restaurant industry, a growing Chinese middle class, ongoing urbanization trends, and the market becoming conducive to franchising. Investors must reset expectations for Yum China over the next 12-18 months--we view low-single-digit comp growth as realistic over the next few quarters, with high-single-digit growth and low-double-digit declines for KFC and Pizza Hut, respectively--but ultimately we believe the division can endure as it pairs a more value-oriented core menu with other higher-margin opportunities like beverages and add-on items. We share management's views that heavy discounting from online aggregators will not be sustainable long term and believe increased consumer adoption of online ordering could offer a positive catalyst for KFC and Pizza Hut's own China digital and delivery strategies. We still believe Yum can approach 20% restaurant margins in the country toward the later years of our explicit forecast period through improved cost discipline, daypart expansion, increased emphasis on healthier/better-for-you products, and an acceleration in lower-tier market openings. We're also encouraged by management's commitment to increased franchising in China, including plans to have 10% of China system franchised by 2017 (up from 6% at the end of 2013). We believe this move will help to drive consolidated segment operating margins to the high teens over the next several years.

We believe China macro concerns could lead to greater activist calls for a spin-off of Yum China in the months to come. We've long thought that Yum was much more than a China growth story and believe that a separation would allow investors to tailor their level of exposure to China and Yum's other emerging markets. Additionally, the company's recent corporate restructuring--where operations outside China and India were consolidated at the KFC, Pizza Hut, and Taco Bell brand level--has helped to sharpen the focus of the different brand management teams (KFC outside China in particular) and made these segments less dependent on Yum China. Based on the reorganization and the fact that Yum China is a mostly self-contained supply chain, distribution, site selection, and advertising ecosystem, we believe a separation would create only minimal disruption from an operating perspective without sacrificing meaningful scale. Still, there would still be some drawbacks to a Yum China spin-off, including significant transaction and listing fees and reduced opportunities for brand best practice sharing (though stand-alone publicly traded regional restaurant companies like Arcos Dorados and Domino's Pizza Enterprises suggest that brand synergies can still exist across multiple entities).

We're also seeing evidence that the global consolidation of the KFC, Pizza Hut, and Taco Bell brands is driving intangible asset and cost advantage benefits. Among the initiatives management has acted upon to accelerate same-store sales growth, improve operating leverage and drive returns on invested capital across these brands are greater emphasis on product customization capabilities; improved restaurant utilization and daypart expansion; increased use of digital ordering and marketing efforts; and making the brands more relevant to a younger/millennial audience. Taco Bell remains one of the top innovators in the QSR space today--evidenced by strong mid-single-digit same-store sales growth at a time when many rivals are mired in low-growth or declining trends--and we remain optimistic that learnings from this brand's daypart expansion, mobile engagement, marketing, and product launches can have positive influence across the system. We also find the new agreement with KFC U.S. franchisees--which gives Yum greater marketing control in return for investing $185 million in restaurant equipment and remodeling ($100 million in 2015)--positive, as it strengthens its franchise network and should make restaurants more adaptive to evolving consumer restaurant preferences, both central to our wide moat rating. The company's aggressive Pizza Hut menu overhaul in the U.S. at the start of 2015 hasn't translated into same-stores sales outperformance, but we think there is an opportunity to apply some of the other brands' best practices with respect to value, customer experience, and technology to drive operational improvement. Additionally, we still see systemwide opportunities with respect to new restaurant formats (including more asset-light delivery formats, which require less capital to build than a traditional location but can also generate superior returns on invested capital). As these efforts gain traction, we forecast average unit volume improvement, same-store sales growth, and margin expansion across Yum's underperforming regions, supporting our wide moat for the entire system.

We like management's balanced approach to restaurant ownership, using a company-owned model in several higher-growth markets and accelerating franchising/refranchising in more developed markets. We believe using a company-owned model in its faster-growth regions will allow Yum to leverage its strong financial position and site selection tools, accelerate unit growth, and elevate brand awareness across its more nascent markets. With these efforts as a backdrop, we believe management's "ongoing" brand operating profit growth targets--10% from KFC, 8% from Pizza Hut, and 6% from Taco Bell--are realistic and generally aligned with our longer-term segment assumptions.

We expect return on invested capital to remain in the mid- to high teens during the next several years, which compares favorably with our 8.7% cost of capital assumption and supports our view that Yum Brands possesses an economic moat.

Valuation 10/07/2015
We are trimming our fair value estimate to $92 per share from $100 to adjust for a more muted near-term outlook for Yum China, including expectations of low-single-digit comp growth over the next few quarters. Our fair value estimate implies fiscal 2016 price/earnings of 24 times, enterprise value/EBITDA of 14 times, and a free cash flow yield of around 3%, roughly in line with industry averages. With Yum China's recovery progressing at a slower-than-expected pace due to macro, competitive, and self-inflicted marketing headwinds, we've adopted a more conservative outlook for this segment over the near term. Consistent with management's updated guidance in the third quarter, we now expect high-single-digit unit growth, low-single-digit same-store sales declines, restaurant margins of just under 16% (implying 100 basis points of improvement), and low teens operating income growth for Yum China in 2015. In Yum's other regions (formerly the U.S. and YRI segments), we anticipate low-single-digit comp growth and low-single-digit unit growth to be largely offset by foreign currency headwinds, bringing our 2015 revenue outlook to a 4% decline for KFC, 2% growth for Pizza Hut, and 6% growth for Taco Bell. Over the next 10 years, we assume Yum will grow to almost 60,200 restaurants (including nearly 13,500 units in China) and deliver global comps in the low-single-digit range, bringing our average 10-year revenue growth forecast to 6%. In 2015, we expect consolidated restaurant margins to improve by approximately 120 basis points to 15.7% and operating margins to expand by 280 basis points to 14.5%. We view management's adjusted EPS outlook for 2015 calling for low-single-digit growth as realistic based on the slower-than-expected recovery and competitive pressures in China. We expect longer-term contribution from additional franchise locations, new sales layers, and increased scale in emerging markets, which should help to drive consolidated operating margins to just over 20% by 2024. Breaking down our valuation with a sum-of-the-parts approach, we value Yum China at roughly $42 per share, KFC at $21, Taco Bell at $19, Pizza Hut at $10, and India at $1 under our current base-case assumptions.

Risk 10/07/2015
Rivalry among quick-service and fast-casual restaurants is on the rise across the globe, with chains increasingly competing with one another on price and product differentiation across multiple dayparts. We generally view the quick-service restaurant industry in U.S. and many other developed markets as mature, suggesting players will increasingly compete with each other for share.

In addition to increased competition, Yum and its franchisees must contend with an uneven global consumer spending environment, aggressive and often irrational industry promotional activity, wage inflation, and volatile commodity costs, each of which could diminish profitability. Moreover, global credit market volatility could impede franchisees from adding new restaurants, performing renovations, or purchasing equipment.

With 35%-40% of total operating profits coming from its China segment the past three years, Yum is more sensitive to fluctuations in the region than its peers, including currency movements, mandated labor cost increases, the sustainability of GDP growth, and negative publicity tied to food quality concerns. Additionally, we believe the company will face increasing competition from McDonald's and other Western quick-service restaurant rivals as they expand in China and other emerging markets.

Management 10/07/2015
Former CEO David Novak transitioned to the role of executive chairman on Jan. 1, 2015, with former Taco Bell CEO Greg Creed taking the reins as Yum's CEO. In conjunction with the CEO succession, Novak formed the office of the chairman, which will include Creed and vice chairman and former Yum China CEO Sam Su, to collaborate on the longer-term strategic vision for the company.

We view Creed as a wise choice to succeed Novak. Under Creed's leadership, Taco Bell has been one of the bright spots in the otherwise lackluster U.S. quick-service restaurant category the past few years, highlighted by strong product innovation (namely Doritos Locos Tacos and the Cantina Bell platform). Creed has helped to position Taco Bell as a potentially global brand, with management targeting $14 billion in system sales by 2022, driven by new unit development, daypart expansion, and other store productivity measures. We believe many of the initiatives Creed deployed at Taco Bell can serve as a blueprint for productivity improvements across the system.

On the whole, we take a positive view of Yum's corporate governance, backed by a seasoned management team with a record of balancing growth and profitability. Senior executives and board members collectively own approximately 2% of the fully diluted outstanding shares, which is sufficient to align their interests with those of other shareholders, in our view. The firm has adopted several shareholder-friendly stewardship practices during the past several years, including the elimination of director classes and poison pills and the adoption of majority voting standards. Our Standard stewardship rating is based largely on inconsistent performance across the company's different operating regions, although we'd consider moving our rating to Exemplary if fundamentals continue to stabilize because of recent segment reorganization plans and management changes.

Overview

Profile:

With nearly 41,900 units across 135 countries as of September, Yum operates one of the largest global quick-service restaurant systems. It generates revenue through company-owned restaurants, franchise fees, and licensing arrangements. Concepts include KFC (19,600 locations), Pizza Hut (15,700), and Taco Bell (6,300). Yum generated $44 billion in system sales in 2014 (19% China, 38% KFC, 23% Pizza Hut, 19% Taco Bell) and $2.2 billion in operating profit before corporate expenses (33% China, 32% KFC, 14% Pizza Hut, 22% Taco Bell).

Risk Management = Risk Measurement + Risk Controlling+ Risk Taking

--------------------

User avatar
kotaro
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1489
Joined: Tue Jul 29, 2003 9:54 pm

Re: YUM! Brand and its QSR Peers

Posts by kotaro » Tue Sep 06, 2016 9:23 am

เคเอฟซีเปิดตัวพันธมิตรใหม่ ตั้งเป้าดัน 800 สาขาทั่วไทย

ยัมฯ จับมือแฟรนไชส์ใหม่ “RDCL” กรุยทางขยายสาขาเคเอฟซีทั่วประเทศ ประเดิมพลิกโฉมสาขาในกรุงเทพฯ ปริมณทล และภาคใต้ 130 แห่ง มั่นใจเพิ่มศักยภาพ ดันสาขาเพิ่ม 800 แห่งตามเป้า

นางแววคนีย์ อัสโสรัตน์กุล ผู้จัดการทั่วไป เคเอฟซี บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้บริหารร้านอาหารบริการด่วน “เคเอฟซี” เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัวแฟรนไชซีรายใหม่ ได้แก่ บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นต์ จำกัด (Restaurant Development Company Limited – RDCL) บริษัทจดทะเบียนไทยเต็มรูปแบบ มีสำนักงานตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นการร่วมทุนของผู้ลงทุนทั้งไทยและอาเชียน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะผู้บริหาร นำโดยกองทุนอาเซียนอินดัสเตรียลโกรธ์ฟันด์ หรือเอไอจีเอฟ ซึ่งสนับสนุนโดยบริษัท มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่นฯ และธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งญี่ปุ่น โดยเรสเทอรองตส์ จะเข้ามาร่วมบริหารและปรับปรุงร้านเคเอฟซีจำนวน 130 แห่งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภาคใต้ใหม่ทั้งหมด พร้อมกับมีแผนขยายสาขาเพิ่มอีก 100 แห่ง เพื่อสร้างการเติบโตให้กับเคเอฟซี ซึ่งจะส่งผลให้มีสาขาครบ 800 แห่งในปี 2563 ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

สำหรับกลยุทธ์การทำตลาดนับจากนี้บริษัทจะเน้นการนำเสนอนวัตกรรมผ่านผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับลูกค้า เช่น การดีไซน์โมเดลร้านแบบใหม่ การเพิ่มบริการด้านอินเตอร์เน็ต ไวไฟ และเครื่องดื่มรีฟีล เป็นต้น นอกจากนี้ยังขยายพันธมิตรทางธุรกิจคือ RDCL จากเดิมที่เป็นของยัม และบริษัทเซ็นทรัล เรสตอรองส์กรุ๊ป จำกัด ในกลุ่มเซ็นทรัล

“การเข้ามาของ RDCL จะทำหน้าที่ดูแลสาขาเคเอฟซีจำนวน 130 แห่ง แบ่งเป็นสาขาในกรุงเทพฯและปริมณฑล 50% และภาคใต้ 50% พร้อมกับขยายสาขาในทั้ง 2 พื้นที่อีก 100 แห่งใช้เงินลงทุนเฉลี่ย 15-30 ล้านบาทต่อสาขา โดยการผนึกเป็นพันธมิตรกันในครั้งนี้ เชื่อว่าจะสามารถนำจุดแข็งของทั้งสองฝ่าย มาสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจได้เป็นอย่างดี เพราะ RDCL ถือเป็นองค์กรที่มีความสามารถและผู้บริหารมีทักษะ มีประสบการณ์ในธุรกิจอาหารบริการด่วนทั้งที่ออสเตรเลียและไทยมากว่า 13 ปี โดยที่ผ่านมามีผู้สนใจเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับเคเอฟซีกว่า 100 บริษัท ก่อนที่ยัม จะใช้เวลาในการศึกษาและพิจารณากว่า 18 เดือนและเลือก RDCL มาเป็นพันธมิตรในครั้งนี้”

Credit: ฐานเศรษฐกิจ - 3 September 2559

“Laughter is timeless. Imagination has no age. And dreams are forever.” ― Walt Disney Company

User avatar
kotaro
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1489
Joined: Tue Jul 29, 2003 9:54 pm

Re: YUM! Brand and its QSR Peers

Posts by kotaro » Tue Sep 06, 2016 9:24 am

"แจ็ค หม่า" ดอดซื้อกิจการ KFC

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 2 ก.ย.59 ยัม แบรนด์ส (Yum Brands) บริษัทแม่ของเคเอฟซี และพิซซ่าฮัท ได้ทำสัญญาขายกิจการสาขาในประเทศจีนให้แก่บริษัทไพรมาเวลา แคปปิทัล และบริษัทแอนท์จินหรง ซึ่งเป็นบริษัทประกอบธุรกิจการเงินการลงทุนภายใต้อาณาจักรอาลีบาบาของ "แจ็ค หม่า" ด้วยมูลค่า 460 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ หรือมูลค่าราว 15,000 ล้านบาท ทำให้บริษัททั้งสองกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทยัม แบรนด์สประเทศจีน ด้วยหุ้นจำนวน 4 เปอร์เซ็นต์และ 6 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ

ทั้งนี้ แม้ว่า “บริษัทยัม แบรนด์สประเทศจีน” จะไม่ได้มีความสัมพันธ์กับ “ยัม แบรนด์ส” ในฐานะบริษัทในเครืออีกต่อไป แต่ก็ยังต้องจ่ายรายได้จำนวน 3 เปอร์เซ็นต์ให้แก่ยัม แบรนด์สเป็นค่าลิขสิทธิ์ในทุกๆปี

อย่างไรก็ตามชาวเน็ตต่างให้ความสนใจกับการซื้อกิจการดังกล่าวเป็นอย่างมาก เนื่องจากเจ้าพ่ออาลีบาบาเคยให้สัมภาษณ์ว่า ในสมัยตอนเขายังหนุ่ม เขาเคยเข้าสัมภาษณ์สมัครงานกับร้านไก่ทอด “เคเอฟซี” พร้อมกับผู้สมัครทั้งหมด 24 ราย ซึ่งผู้สมัครจำนวน 23 รายต่างผ่านการสัมภาษณ์และได้เข้าร่วมทำงานกับเคเอฟซี มีแต่เขาเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ถูกปฎิเสธ เมื่อเขากลับมาซื้อกิจการเคเอฟซีในครั้งนี้ ทำให้ชาวเน็ตต่างแซวว่าเป็นการล้างแค้นที่เคยปฎิเสธไม่รับเขาเข้าทำงานในครั้งนั้น

Credit : ข่าวหุ้น 2016-09-05

“Laughter is timeless. Imagination has no age. And dreams are forever.” ― Walt Disney Company

User avatar
kotaro
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1489
Joined: Tue Jul 29, 2003 9:54 pm

Re: YUM! Brand and its QSR Peers

Posts by kotaro » Tue Jan 10, 2017 12:00 pm

McDonald’s Sells Control of China Business to Citic, Carlyle

https://www.bloomberg.com/news/articles ... ic-carlyle

โมเดล Franchise ยังคงดีกว่าที่จะไปทำเองครับ

Royalty fee MCD ยังได้ 6% มากกว่า ที่ Yum ได้จาก Yum China 3%

“Laughter is timeless. Imagination has no age. And dreams are forever.” ― Walt Disney Company

Post Reply