0700 - Tencent Holdings Limited : HKG

แหล่งรวบรวมข้อมูลของหุ้นประเทศ All for one, one for global
(ช่วงทดลองเปิดตัว สมาชิกและทุกท่านสามารถเข้าได้ตลอด)
Post Reply
TOD36129
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 26
Joined: Fri May 29, 2020 9:33 am

0700 - Tencent Holdings Limited : HKG

Posts by TOD36129 » Thu Sep 24, 2020 9:27 am

Tencent uses technology to enrich the lives of Internet users.
Our communications and social platforms Weixin and QQ connect users with each other, with digital content and daily life services in just a few clicks.
Our high performance advertising platform helps brands and marketers reach out to hundreds of millions of consumers in China.
Our financial technology and business services support our partners' business growth and assist their digital upgrade.
We invest heavily in talent and technological innovation, actively participating in the development of the Internet industry.
Tencent was founded in Shenzhen, China, in 1998, and listed on the Main Board of the Stock Exchange of Hong Kong since June 2004.

https://www.tencent.com/

https://www.tencent.co.th/th/



A66038

Re: Tencent - (HKSE 00700)

Posts by A66038 » Sun Sep 27, 2020 11:58 am

ขอบคุณครับ



TOD36129
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 26
Joined: Fri May 29, 2020 9:33 am

Re: Tencent - (HKSE 00700)

Posts by TOD36129 » Mon Oct 05, 2020 5:04 pm

TENCENT ยักษ์ใหญ่แดนมังกร เจ้าของ We Chat และ QQ (Gaming Social Media Network)

Tencent Holdings Limited ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียขนาดใหญ่ที่สุดของจีนและผู้ดำเนินธุรกิจเกมมิ่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดระดับโลก ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 12 พฤศจิกายน 1998 โดย Ma Huateng หรือที่รู้จักกันดีว่า Tony Ma

Tencent เป็นหุ้นจีนที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้น Hang Seng ในฮ่องกง โดยมี Market Cap เป็นอันดับสองในตลาดฮ่องกง รองจาก Alibaba (9988 HK) โดย Tencent ใช้ตัวย่อ (0700 HK) ซึ่งบริษัทมีความยิ่งใหญ่ในจีน และเป็นบริษัทไอทียักษ์ใหญ่ติดอันดับโลกเคียงคู่มากับ Baidu และ Alibaba ที่ถูกขนานนามจากนักลงทุนทั่วโลกว่าเป็นหุ้นกลุ่ม BAT (ที่ประกอบด้วย Baidu, Alibaba และ Tencent นั่นเอง) โดยทั้ง 3 ยักษ์ใหญ่นี้เติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นที่น่าจับตามองของนักลงทุน ไต่ขึ้นสู้บริษัทเทคฯสัญชาติอเมริกันอย่าง Facebook (FB), Amazon (AMZN) และ Google (GOOGL) เป็นต้น

Tencent เป็นเจ้าของแอปพลิเคชั่นยอดฮิต We Chat (อีกชื่อที่คนจีนเรียก Wei Xin) และ QQ (Gaming Social Media Network) ที่โด่งดัง ซึ่งยอดผู้ใช้งานมากกว่าพันล้านคน (ราว 70% ของประชากรจีนทั้งหมด) และในอนาคตมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจากเทรนด์การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่มากขึ้นในปัจจุบัน นอกจากนี้ Wechat ยังมีจุดแข็งเนื่องจากเป็น One Stop Service แอปพลิเคชั่น ที่มีบริการครอบคลุมเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน เช่น การแชท สั่งอาหาร , เล่นเกม, สั่งซื้อสินค้าออนไลน์และเรียกแท็กซี่ เป็นต้น บริษัทไม่ได้เป็นเพียงผู้นำทาง Content บันเทิงในสื่อ Online โด่งดังในจีนเท่านั้น แต่ยังให้บริการแอปพลิเคชั่น e-books ที่ให้บริการหนังสือและเพลง online อีกด้วย

Tencent มีรายได้เติบโตต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2016 ถึง 2019 และทาง CFRA Research คาดว่า Tencent จะมีรายได้แตะ 462,000 ล้านหยวนในปี 2020 (+22.5%YoY เทียบรายได้ปี 2019 ที่ 377,289 ล้านหยวน) หนุนจากรายได้ Value-added Services (“VAS”) ที่ประกอบด้วย ธุรกิจเกม, ธุรกิจ Social Media และรายได้จาก Online Advertising อีกด้วย

⛳️Tencent

📌Country: China
📌Founder: Tony Ma
📌Established Date: 1998
📌Exchange: Hang Seng (Hong Kong)
📌Trade Currency: HKD
📌Ticker Code: 700 HK
📌Trade Lots: 100 shares
📌Market Cap: 4,901.6 B (HKD) (As of 30/09/2020)
📌P/E 40.86
📌P/BV 8.00
📌Closed Price: 511.50 HKD (As of 30/09/2020)



TOD36129
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 26
Joined: Fri May 29, 2020 9:33 am

Re: Tencent - (HKSE 00700)

Posts by TOD36129 » Wed Oct 07, 2020 8:00 pm

ตระเวนหาโอกาสลงทุนกับหุ้นจีน (ตอนที่ 1)

ทั้งทางอเมริกาและจีนต่างเป็นมหาอำนาจบนโลกใบนี้ ทั้งสองประเทศต่อสู้ในสงครามการค้ามาในช่วงสองสามปีล่าสุด เนื่องจากต้องการเป็นที่หนึ่งทั้งทางด้านเทคโนโลยีเศรษฐกิจ และการทหาร

ในส่วนของการลงทุนในอีก 10 ถึง 20 ปีข้างหน้า ผมมองว่าทั้งสองประเทศก็ยังคงจะเป็นประเทศชั้นนำของโลกไม่ว่าจีนจะแซงอเมริกาเป็นที่หนึ่งหรืออเมริกาจะยังคงเป็นที่หนึ่งของโลกก็ตาม

การลงทุนของผมจึงล้อตามกับการเติบโตของทั้งสองประเทศ แม้ว่าผมจะลงทุนในอเมริกามาเกือบหกปีแล้วและสัดส่วนก็มากถึง 80% ของพอร์ต

แต่ในช่วงปีนี้ผมก็เริ่มแบ่งเงินทุนบางส่วนมาลงในหุ้นจีนผ่านทางกองทุนรวมเช่นกัน

วันนี้ผมเลยอยากมาตระเวนรีวิวหุ้นจีนที่น่าสนใจให้ทุกคนได้มีโอกาสในการลงทุนเช่นกัน

#Xiaomi

หุ้นตัวแรกคือหุ้นเสี่ยวหมี่ที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาเกือบเท่าตัวในปีนี้ ธุรกิจของบริษัทหลักๆประกอบไปด้วยสามส่วนดังต่อไปนี้

1️⃣ ในส่วนแรกคือธุรกิจมือถือ ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัทที่สร้างรายได้ 54.8% ของรายได้ทั้งหมด ปัจจุบันมีผู้ใช้งานมือถือสูงถึง 343 ล้านคน เติบโตขึ้นถึง 23.3% ถือว่าเป็นผู้ผลิตมือถือใหญ่อันดับที่ 4 ของโลก

มีรุ่นขายดีที่ใช้กับระบบ 5G ได้ เช่น Redmi K30 Pro และ Mi 10 และมีรุ่นเรือธงอย่าง Mi 10 Ultra ที่มีกล้องซูมด้วยเอไอได้ถึง 120 เท่า และชาร์จแบตเตอรี่ได้เร็วขึ้นถึงสามเท่า

ในช่วงไตรมาสที่สองมือถือระดับราคา 300 หยวนขายดีมากในประเทศแถบยุโรป เช่น สเปนและฝรั่งเศส เติบโตสูงถึง 99.2%

2️⃣ ส่วนที่สองคือธุรกิจไอโอที พวกอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ เครื่องดูดฝุ่น นาฬิกาอัจฉริยะเป็นต้น โดยปัจจุบันมีผู้ใช้งานอยู่ทั้งหมด 27 ล้านคนทั่วโลกและมีการเติบโตสูงถึง 38.3%

3️⃣ ส่วนที่สามคือธุรกิจอินเตอร์เน็ต ได้แก่ อีคอมเมิร์ซ โฆษณา เกมส์ แอปพลิเคชันบนแพลตฟอร์ม MI UI รายได้เติบโตได้ 29% YoY โดดเด่นที่สุดในบรรดากลุ่มธุรกิจทั้งหมด

ภาพรวมของบริษัทมีรายได้เติบโตในครึ่งปี 2020 อยู่ที่ 7.9% YoY ทำได้ 103,000 ล้านหยวน แต่กำไรไม่เติบโต โดยทำได้ 5,700 ล้านหยวน

กลยุทธ์ของบริษัทเน้นทำสินค้าที่มีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าแต่มีราคาถูกกว่าคู่แข่งมาก บริษัทยึดหลักการมาร์จิ้น 5% สำหรับฮาร์ดแวร์ที่ขายเพื่อเป็นที่หนึ่งในตลาด

ในส่วนการทำโฆษณาก็ทำด้วยวิธีที่ประหยัดที่สุด โดยการทำผ่านทางออนไลน์หรือหาพันธมิตรที่ขายสินค้าออนไลน์เช่น Flipkart ในอินเดีย และเน้นการบอกปากต่อปาก

ค่า SG&A ของบริษัทของบริษัทจึงต่ำมากเพียง 0.7% ของยอดขายทั้งหมด ในขณะที่ Apple มีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ประมาณ 7%

นอกจากนี้ยังเน้นสร้างแพลตฟอร์มบนระบบปฎิบัติการมือถือของตัวเองเพื่อให้มีช่องทางในการขายพวกแอปพลิเคชัน เกมส์ และการขายโฆษณา

โดยส่วนตัวผมยังมีความเชื่อมั่นว่าธุรกิจยังสามารถเติบโตไปได้ดีทั้งการขายมือถือและอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆที่บริษัททยอยออกมาจำนวนมาก

การที่มี 5G ยิ่งเป็นตัวเร่งให้ธุรกิจไอโอทีมีการใช้งานมากขึ้นในอนาคต

อย่างไรก็ตามในปีนี้ราคาปรับตัวขึ้นมาแล้วหนึ่งเท่าตัวและพีอีก็สูงถึง 39 เท่า นักลงทุนต้องศึกษาราคาที่เหมาะสมเพื่อเข้าลงทุนกันเพิ่มเติม

==========
#Tencent

หุ้นตัวที่สองคือหุ้นเทนเซ็นต์ ธุรกิจของบริษัทหลักๆประกอบไปด้วยสี่ส่วนดังต่อไปนี้

1️⃣ ส่วนที่หนึ่งคือการสื่อสารและโซเชียลมีเดียภายใต้การให้บริการ WeChat ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันเหมือนกับ Facebook ใช้งานได้ทั้งการแชท ส่งข้อความ ทำวีดีโอคอล

ปัจจุบันมีผู้ใช้งานต่อเดือนกว่า 1.2 พันล้านคน

นอกจากนี้ยังมี QQ ที่ให้บริการการส่งของความเหมือนกับ WhatsApp มีผู้ใช้บริการกว่า 786 ล้านคน

2️⃣ ในส่วนที่สองคือดิจิตอลคอนเท้นท์ มีเกมส์ในมือ 140 เกมส์ให้บริการกว่า 100 ประเทศ โดยมีเกมส์ชื่อดังอย่าง Honour of Kings, PUBG MOBILE, League of Legends

มี Tencent Video ที่เหมือน Youtube ให้บริการวีดีโอแชร์ริ่งที่ใหญ่ที่สุดในจีน และมีหนัง รายการดัง กีฬาที่ถูกลิขสิทธิ์อยู่ในแพลตฟอร์มด้วย

ส่วนสุดท้ายคือ Tencent Pictures ที่สร้างรายได้ 55,000 ล้านหยวนจากหนังกว่า 35 เรื่อง และรายการทีวี 25 รายการที่มีคนดูไปแล้วกว่า 82,000 ล้านครั้ง

3️⃣ ส่วนที่สามคือฟินเทค ที่ให้บริการการจ่ายเงินผ่านมือถือ (Mobile Payment Solution) เชื่อมต่อจากบัญชีธนาคารเข้ากับระบบ ก็สามารถชำระเงินในชีวิตประจำวันได้หมด ทั้งการซื้ออาหาร ท่องเที่ยว ดูหนัง ช้อปปิ้ง

ตอนนี้ระบบการจ่ายเงินมีให้บริการกว่า 60 ประเทศ 17 สกุลเงิน

นอกจากนี้ยังมีบริการบริหารความร่ำรวยรายบุคคล (Wealth Management) ที่เรียกว่า LiCaiTong ที่สามารถลงทุนในกองทุน ประกัน บอนด์ หรือการลงทุนในต่างประเทศผ่านทางมือถือได้เลย

ปัจจุบันมีเงินกว่า 900,000 ล้านหยวนที่บริหารอยู่

4️⃣ ส่วนที่สี่คือการลงทุน (Investment Portfolio) เนื่องจากมีกระแสเงินสดเหลือ บริษัทจึงนำเงินไปลงทุนถือหุ้นในบริษัทดังๆ เช่น ถือหุ้น Tesla 5% หุ้น Snap 12% หุ้น Spotify 9% และหุ้น JD.Com อีก 18.1% และลงทุนในหุ้นที่เหลืออีกกว่า 700 บริษัท

และยังมีธุรกิจคลาวด์ให้บริการด้านเอไอ ไอโอที และหุ่นยนต์

รายได้ในไตรมาสที่สองเติบโต 25% ทำได้ 114,883 ล้านหยวน ทำกำไร 37,107 ล้านหยวนเติบโต 37%

ธุรกิจที่เติบโตอย่างเด่นชัดในช่วงโควิดคือธุรกิจเกมส์ที่เติบโตสูงถึง 40% ทำได้ 38,288 ล้านหยวน

เท็นเซ็นต์เป็นบริษัทที่มีอัตรากำไรเบื้องต้นสูงถึง 46.3% และมีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 28.2%

ผมมองว่าธุรกิจยังน่าจะเติบโตไปได้ดีด้วยตัวชูโรงอย่างธุรกิจฟินเทค และธุรกิจเกมส์

ความเสี่ยงหลักๆ ผมว่ามาจากการควบคุมของรัฐบาล เมื่อบริษัทเทคโนโลยีเติบโตจนครอบครองตลาดมากเกินไป ก็อาจจะมีกฎหมายมาควบคุม เหมือนอย่างที่ประเทศอเมริกากำลังเผชิญอยู่

ในส่วนของการแข่งขันในธุรกิจฟินเทคมี Alipay เป็นคู่แข่งหลัก แต่ด้วยแอป Wechat เป็นที่นิยมมากในจีน เลยทำให้ความนิยมของเท็นเซ็นต์ยังมีมากกว่าในส่วนนี้

ปัจจุบันหุ้นเท็นเซ็นต์มีค่าพีอีอยู่ที่ 40.86 เท่า นักลงทุนอาจจะต้องเปรียบเทียบดูกับอัตราการเติบโตในอนาคต ว่าคุ้มค่ากับการลงทุนแค่ไหน

==========

สำหรับคนที่สนใจลงทุนหุ้นเทคจีน กองทุนส่วนบุคคล Global ETF ก็พาคุณไปลงทุนในหุ้นเทคจีนด้วยนะครับ เพราะมีการลงทุนใน Vanguard FTSE Emerging Markets ETF (VWO) ซึ่งประกอบไปด้วยหุ้นทั้งหมดกว่า 2,300 หุ้นในตลาดจีน หรือคิดเป็น Market Cap ก็ประมาณ US$2,800,000 ไม่ว่าจะเป็น Tencent หรือกระทั่ง Alibaba JD.com และ Meituan Dianping ก็อยู่ในกองนี้ทั้งหมด

และไม่ใช่แค่หุ้นเทคจีนเท่านั้น แต่ Global ETF ยังซื้อหุ้นเทคสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฯลฯ ให้คุณด้วยในกองเดียว เรียกว่าลงทุนทั่วโลกเลย

เห็นซื้อหุ้นขนาดนี้ ไม่ต้องใช้เงินเป็นล้านก็ลงทุนได้นะครับ เพราะ Global ETF เริ่มต้นแค่ 100,000 บาทเท่านั้น สนใจข้อมูลเพิ่มเติมดูได้ที่ https://bit.ly/34ztVWW และดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพื่อเปิดบัญชีที่ https://link.jittawealth.co/qPUwRKEBnab

สัปดาห์หน้าผมจะมาเล่าหุ้นจีนให้ฟังอีกสองตัวครับ

ที่มา (ขอบคุณคุณโต page Billionaire VI ครับ) : https://www.facebook.com/86357906373279 ... 013711074/



Indian Cork
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 83
Joined: Sat May 29, 2010 7:45 pm

Re: Tencent - (HKSE 00700)

Posts by Indian Cork » Fri Dec 04, 2020 9:01 am

Reference จาก ข่าวใน Brand Inside 4 ธค 2563

เมกะ เทรนด์ที่จะมีบทบาทในการวางกลยุทธ์ขององค์กรเพื่อก้าวเข้าสู่ระบบดิจิทัล

โลก และวิถีชีวิตของเรากำลังถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี และนวัตกรรมอยู่ตลอดเวลา ธุรกิจจึงต้องมองให้ไกล เพื่อก้าวทันเทรนด์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น และนี่คือ เมกะ เทรนด์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค (ผลสำรวจ IDC InfoBrief ที่เทนเซ็นต์ คลาวด์ได้มอบหมายให้ไอดีซี (IDC) เป็นผู้จัดทำ) ที่จะมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการกำหนดทิศทาง และกลยุทธ์ในการปรับเปลี่ยนองค์กรสู่ระบบดิจิทัลในอนาคต

โดยแบ่งออกได้เป็น 8 เรื่อง คือ

Hyper-personalization – ภายในปี 2564 ร้อยละ 15 ของแอปพลิเคชันที่ผู้บริโภคใช้ใน APEJ จะมีความเฉพาะเจาะจงแต่ละบุคคลสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยการผสานข้อมูลที่หลากหลายและอัลกอริธึมใหม่ๆ แบบ Reinforcement learningIncreased DX Spending – ภายในปี 2565 การลงทุนในด้านการปรับเปลี่ยนเข้าสู่ระบบดิจิทัลขององค์กรใน APEJ จะมีสัดส่วนถึงร้อยละ 55 ของการลงทุนในด้านไอซีทีทั้งหมดDecision at the Edge – ภายในปี 2565 ร้อยละ 80 ของธุรกิจใน APEJ จะประมวลข้อมูลระดับต่างๆ ณ หน่วยประมวลผลในเครือข่าย IoT ที่อยู่ใกล้ต้นทางมากที่สุด (Edge) และจะใช้เม็ดเงินลงทุนกว่า 6.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ IoT EdgeIntelligence Process Automation – ภายในปี 2565 ร้อยละ 75 ของบริษัทใน APEJ จะนำระบบอัตโนมัติอัจฉริยะมาใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีและประมวลผล โดยใช้ซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์เพื่อดึงข้อมูลกาดำเนินงานและประสบการณ์เชิงลึกมาใช้เป็นแนวทางในการสร้างนวัตกรรมCloud Stack Expansion – ภายในปี 2567 ร้อยละ 10 ของ On-premise workloads ใน APEJ จะรองรับด้วยพับลิกคลาวด์สแต็คที่อยู่นอกศูนย์ข้อมูลของผู้ให้บริการคลาวด์ และตั้งอยู่ในศูนย์ข้อมูลและเอดจ์ของลูกค้าOutcome as a service – ภายในปี 2567 ปัญญาประดิษฐ์จะเป็นส่วนสำคัญในทุกๆ ส่วนของธุรกิจใน APEJ โดยค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับระบบปัญญาประดิษฐ์ถึงร้อยละ 20 จะเป็นการใช้จ่ายด้านโซลูชันปัญญาประดิษฐ์ (AI solutions) ทั้งหมด ในฐานะ “Outcome as a service”AI & Blockchain – ภายในปี 2567 บริษัทใน APEJ ร้อยละ 40 จะนำบล็อกเชนมาใช้เพื่อรองรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่มนุษย์สามารถทำความเข้าใจได้ (Explainable AI)Big Bang Data – ภายในปี 2567 จะเกิด Big Bang Data จากความต้องการในการใช้ระบบอัตโนมัติที่ทำงานด้วยปัญญาประดิษฐ์ IoT และ Smart device ต่างๆ จนเพิ่มเกิน 40ZB โดยธุรกิจร้อยละ 20 จะสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลเหล่านี้เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ได้แบบเรียลไทม์

ชาง ฟู ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) จํากัด เล่าให้ฟังว่า “จากเมกะ เทรนด์ดังกล่าว จะเห็นได้ว่าภายในปี 2565 องค์กรส่วนใหญ่จะมีการลงทุนในด้านการปรับเปลี่ยนเข้าสู่ระบบดิจิทัลขององค์กรถึงร้อยละ 55 ของการลงทุนในด้านไอซีทีทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าองค์กรต่างๆ มีความต้องการในการเร่งปรับตัวเข้าสู่ระบบดิจิทัลเพื่อให้ก้าวทันกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และเพิ่มขีดความสามารถทางธุรกิจให้กับตัวเอง

อย่างไรก็ตาม รูปแบบการทำ Digital transformation ของแต่ละองค์กรอาจจะแตกต่างกันออกไปด้วยข้อจำกัดที่แตกต่างกันในแต่ละธุรกิจ อีกทั้งความต้องการ และเป้าหมายที่วางไว้ของแต่ละองค์กร ดังนั้นสิ่งแรกที่องค์กรควรพิจารณา คือ การเลือกใช้ผู้ให้บริการคลาวด์ที่มีความเชี่ยวชาญ และครบวงจร ที่จะเป็นผู้ให้คำปรึกษา และวางแผนให้กับองค์กร เพื่อนำเสนอโซลูชันที่เหมาะสมในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืน”

ธุรกิจที่แตกต่าง โซลูชันก็ต้องแตกต่างกัน

แน่นอนว่าแต่ละธุรกิจจะมีความต้องการ และเป้าหมายด้านการปรับเปลี่ยนสู่ระบบดิจิทัลที่ไม่เหมือนกัน เทนเซ็นต์ คลาวด์ มอบบริการโซลูชัน และผลิตภัณฑ์คลาวด์อัจฉริยะเพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างในทุกธุรกิจ เห็นได้จาก Used case ที่ยกมาให้ดูเป็นตัวอย่างนี้

การผลิต (Manufacturing): Tencent Cloud ร่วมงานกับ Foxconn Industrial Internet Co., Ltd. ในการพัฒนาระบบการผลิตอัจฉริยะ (Smart Manufacturing) ตั้งแต่ปี 2561 โดย Foxconn นำกลยุทธ์ “Smart manufacturing + Industrial Internet” ที่มีเทคโนโลยีเซนเซอร์ (Sensor technology) ระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ (Smart logistics) และระบบ Automated industrial control มาปรับใช้ ซึ่งสายการผลิตเกือบทั้งหมดนั้นสามารถทำงานได้โดยอัตโนมัติแล้ว จากความร่วมมือนี้ ช่วยให้ Foxconn สามารถลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้มากขึ้นการเงิน (Finance): WeBank ธนาคารดิจิทัลชั้นนำจากประเทศจีน นำเทคโนโลยีด้าน Fintech มาปรับใช้ในธุรกิจประกอบด้วย 1) AI 2) Blockchain 3) Cloud computing 4) Big Data ตัวอย่างเทคโนโลยีของ Tencent Cloud ที่ WeBank ใช้บริการ เช่น ใช้ chatbot ในการตอบคำถามกว่า 68% ของลูกค้า และใช้เทคโนโลยีการจดจำใบหน้าในกระบวนการ e-KYC ในการยืนยันตัวตนกว่า 640 ล้านครั้ง ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ของเทนเซ็นต์ช่วยลดต้นทุนด้านไอทีได้ ซึ่งต่างจากธนาคารอื่นๆ ที่มีค่าใช้จ่ายด้านนี้สูงมากการศึกษา (Education): การศึกษาทางไกล กลายเป็น New normal ของระบบการศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เทคโนโลยีจึงมีบทบาทสำคัญในการอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพของการศึกษาในยุค New normal เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โรงเรียนในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีนได้เปิดทำการเรียนการสอนอีกครั้งโดยได้ใช้ Tencent Cloud ในการจัดการติดตั้งระบบห้องเรียนออนไลน์ในเวลาเพียง 7 วัน ซึ่งแพลตฟอร์มรองรับถึง 81% ของผู้ใช้งานทั้งหมด (ประมาณ 730,000 คน) นอกจากนี้โซลูชันจาก Tencent Cloud ยังมอบบริการ Live video broadcast ที่มีความเสถียร และคุณภาพสูง โดยโซลูชันจาก Tencent Cloud สำหรับระบบการศึกษา ยังรวมไปถึงอุปกรณ์ช่วยการสอนที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่สามารถประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อช่วยให้ผู้สอนสามารถวิเคราะห์ผลการเรียนของนักเรียนแต่ละคน เพื่อออกแบบการเรียนการสอนเฉพาะบุคคลซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ให้นักเรียนได้ดียิ่งขึ้น

ความพร้อมของเทนเซ็นต์ คลาวด์กับการเป็นผู้สนับสนุนให้ทุกธุรกิจก้าวสู่ระบบดิจิทัล

เทนเซ็นต์ คลาวด์ โดยเทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการระบบปฏิบัติการคลาวด์ระดับเวิลด์คลาสที่มีประสิทธิภาพ เสถียรภาพ และยืดหยุ่น สามารถปรับได้ตามความต้องการในการใช้งาน พร้อมทั้งมีโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการในทุกๆ อุตสาหกรรม และมากไปกว่านั้น เทนเซ็นต์ คลาวด์ยังมีทีมสนับสนุนในประเทศไทยที่สามารถให้บริการ และคำปรึกษา พร้อมตอบสนองความต้องการของลูกค้าคนไทย รวมถึงมีศูนย์จัดเก็บข้อมูลตั้งอยู่ในประเทศ ทำให้ลูกค้าสามารถมั่นใจได้ว่าการถ่ายโอนข้อมูลจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว และปลอดภัย

ที่สำคัญการใช้บริการคลาวด์ของเทนเซ็นต์ คลาวด์ยังทำให้องค์กร และธุรกิจสามารถก้าวขึ้นสู่ระดับสากลอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเป็นโซลูชันคลาวด์แบบไฮบริดที่พร้อมใช้งานได้ทั่วโลก น่าเชื่อถือ ปลอดภัย และมีโซลูชันอัจฉริยะที่ตอบโจทย์ความต้องการในทุกธุรกิจ พร้อมที่จะขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง และยั่งยืน

ผู้ที่ต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ และบริการของ Tencent Cloud สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.tencent.co.th



User avatar
mr.bullish
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 132
Joined: Wed Aug 16, 2017 8:30 am

Re: 0700 - Tencent Holdings Limited : HKG

Posts by mr.bullish » Wed Dec 30, 2020 7:36 am

เปรียบเทียบ บริษัทที่ TENCENT / ALIBABA / ANT ลงทุนอยู่ครับ



ฝากติดตาม เพจลงทุนหุ้นจีน หุ้นต่างประเทศเพิ่มเติม ที่เพจ ขงเบ้ง ลงทุน ครับ

https://www.facebook.com/kongminginvest


Post Reply