APRINT

แหล่งรวบรวมข้อมูลของหุ้นต่างๆ All for one, one for all
(ข้อมูลตั้งแต่ก่อตั้งเว็บ จนถึง 30 กันยายน 2555 ห้องนี้อ่านได้อย่างเดียวไม่สามารถ post ได้)
krisdak
Verified User
Posts: 51
Joined: Sun Aug 01, 2010 8:44 am

Re: APRINT

Posts by krisdak » Tue Aug 14, 2012 2:49 pm

กำไรเติบโตอย่างมีนัยยะสำคัญ ปีหน้ามีแนวโน้มว่าจะโตเพิ่มมากกว่านี้อีก
จากบ้านมอดูลาห์ และอาจจะมีการขยายการจัดงานบ้านและสวนแฟร์ไปต่างจังหวัดครับ
แบบนี้เค้าเรียกว่าพื้นฐานเปลี่ยนหรือเปล่าครับ?


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 34045
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: APRINT

Posts by pakapong_u » Sun Aug 19, 2012 7:13 am

เงินกินเปล่า 1% ในธุรกิจหนังสือ...ปลาใหญ่เตรียมโต ปลาเล็กเตรียมตาย

updated: 18 ส.ค. 2555 เวลา 12:53:07 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

รายงานพิเศษ/มติชนสุดสัปดาห์
 
ธุรกิจหนังสือบ้านเราก็เหมือนกับธุรกิจอื่นๆ ที่ระบบทุนนิยมหรือระบบตลาดเข้ามามีอิทธิพลครอบงำหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ

ล่าสุดประเด็นเรื่อง "ค่า DC" ที่ "ซีเอ็ด ยูเคชั่น (ร้านหนังสือซีเอ็ด) และอมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์ (ร้านหนังสือนายอินทร์)" สองยักษ์ใหญ่ในวงการร้านหนังสือบ้านเรา ส่งจดหมายสั้นๆ แต่ข้อความบาดลึกไปยังหลายสำนักพิมพ์และสายส่งเพื่อแจ้งว่า จะขอขึ้นค่าธรรมเนียมศูนย์กระจายสินค้า Distribution Center Fee (DC) อีก 1 % ของราคาปก 

ค่า DC ดังกล่าวถูกเรียกขานว่า เงินกินเปล่า เงินกินดิบ หรือแม้แต่กระทั่งแป๊ะเจี๊ยะ เนื่องจากเป็นการเพิ่มค่าธรรมเนียมใหม่อีก 1 % เข้ามาในระบบการจัดจำหน่าย โดยให้เป็นการเก็บตามมูลค่าราคาค้าปลีก

อธิบายโครงสร้างง่ายๆ ว่า หนังสือที่เราเห็นๆ วางขายอยู่ตามร้านค้าทั่วไปนั้น โดยปกติแล้วหน้าร้านอาศัยกินเปอร์เซ็นต์จากเล่มที่ขายได้ เล่มใดขายไม่ได้ ก็ไม่คิดเงินจากสำนักพิมพ์หรือสายส่ง

สมมติว่าหนังสือมีราคา 100 บาท นอกจากค่า GP ซึ่งร้านหนังสือเรียกเก็บซึ่งอยู่ที่ระหว่าง 25-40% ซึ่งต้นทุนแต่ละหน่วยธุรกิจจะไม่เท่ากัน แต่คิดเฉลี่ยที่ 32% หรือ 32 บาท

ซึ่งนอกจากระบบเดิมยังคงอยู่แล้ว ซีเอ็ดกับนายอินทร์ยังจะขอคิดค่าวางหนังสือทุกเล่มในร้านอีก 1 บาท ไม่ว่าจะขายได้หรือไม่ได้ก็ตาม

ดูตัวเลขตรงนี้อาจจะเฉยๆ แต่อย่าลืมว่าหนังสือมีราคาโดยเฉลี่ยประมาณ 180 บาทต่อเล่ม

โดยสถิติตอนนี้สำนักพิมพ์น้อยใหญ่ร่วมกันผลิตหนังสือ 14,000 ชื่อเรื่องต่อปี ชื่อเรื่องละ 3,000 เล่ม เท่ากับปีหนึ่งๆ มีหนังสือออกใหม่ประมาณ 42 ล้านเล่ม ...

เงินกินเปล่าหรือค่าวางหนังสือ 1% ที่ได้รับไปนั้น จะมหาศาลขนาดไหนและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นทุกปีตามธุรกิจสิ่งพิมพ์ที่ขยาย ตัวอย่างต่อเนื่องด้วย

กระแสความไม่พอใจจึงอื้ออึงไปทั่ว โดยเฉพาะจากสำนักพิมพ์ขนาดกลางและขนาดเล็ก ผู้จัดจำหน่าย รวมถึงร้านหนังสือรายย่อยๆ แนว Stand alone ที่ทำมาหากินในแวดวงนี้ด้วยความสุจริตใจมากกว่าคิดหวังหากำไรจากการอ่าน ของคนไทย เพราะถ้าอยากรวยไปทำงานอย่างอื่นคงรวยกว่าไปนานแล้ว

แต่ที่ทำอยู่ทุกวันนี้ก็เพียงหวังให้หนังสือดีๆ ที่ตัวเองทำได้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาปัญญาของสังคมบ้าง 

การ ตั้งคำถามและออกแถลงการณ์จากผู้คน องค์กร ที่ใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองมานานจนถือว่ามีต้นทุนทางสังคมในแวดวงหนังสือค่อน ข้างสูงและไม่ต้องสงสัยในเรื่องความบริสุทธิ์ใจ รวมถึงคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่มีอุดมการณ์แรงกล้า อาทิ เวียง-วชิระ บัวสนธิ์ แห่งสำนักพิมพ์สามัญชน, แถลงการณ์เชิญลงชื่อคัดค้านจากคนทำหนังสือที่มีตัวตั้งตัวตีอย่าง ไอดา อรุณวงศ์ บรรณาธิการสำนักพิมพ์อ่าน, นิวัติ พุทธประสาท บรรณาธิการสำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม, ปราบดา หยุ่น บรรณาธิการสำนักหนังสือไต้ฝุ่น ธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน, ปิยะวิทย์ เทพอำนวยสกุล บรรณาธิการสำนักพิมพ์สมมติ, เครือข่ายธุรกิจหนังสืออิสระขนาดเล็ก ที่เป็นการรวมตัวกันของคนทำหนังสือในภาคส่วนต่างๆ

หรือแม้กระทั่ง "คนอ่าน" อย่าง page "เครือข่ายคัดค้านร้านซีเอ็ดและนายอินทร์" ขึ้นใน facebook โดยมีแอดมินเป็นเด็กหนุ่มสาวที่กำลังศึกษาในมหาวิทยาลัย รวมถึงนักอ่านทั่วไป ซึ่งถูกแชร์และไลค์ในระยะเวลาอันรวดเร็วมาก รวมถึงต้นน้ำอย่างสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยที่กำลังจับตามองเรื่อง นี้อย่างใกล้ชิด และน่าจะมีท่าทีที่ชัดเจนออกมาในเร็ววันนี้

ส่งผลให้ทั้งซีเอ็ดและนายอินทร์จำเป็นต้องชี้แจงต่อสาธารณะว่าสาเหตุของการ ขอค่า DC นั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร โดยผ่านเวทีกลางคือการเสวนาเรื่อง "โครงสร้างอุตสาหกรรมหนังสือ จากวันนี้สู่อนาคต" ที่คนกลางอย่างสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยจัดขึ้น เพื่อระดมความเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

หลังจากก่อนหน้านี้ทางสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ได้ขอ ให้ยกเลิกจดหมายการแจ้งเรียกเก็บค่า DC ฉบับดังกล่าวไปก่อน 

และตั้งคณะอนุกรรมการร่วมเพื่อพิจารณาเหตุผลและความจำเป็นในการเก็บค่า DC ขึ้นด้วย



ทน ง โชติสรยุทธ์ กรรมการผู้จัดการบริษัทซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าสิ่งที่ซีเอ็ดเผชิญอยู่ตอนนี้คือรายรับจากการขายและกำไรขั้นต้นจาก สินค้าขายลดลง เนื่องจากค่าใช้จ่าย อาทิ ค่าจ้าง ค่าขนส่ง ค่าเช่า ค่าสินค้าสูญหาย 1-3% จากยอดขาย ค่าเสื่อมราคา ค่าถุงและปกพลาสติก ค่าใช้จ่ายจากน้ำรั่ว น้ำท่วม ไฟไหม้ ก่อการร้าย ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแอร์ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ล้วนแต่เพิ่มขึ้นทั้งสิ้น

ซึ่งสาเหตุสำคัญที่ค่าจ้างมีผลกระทบกับร้านหนังสือมากนั้น เป็นเพราะค้าปลีกและ logistic ใช้บุคลากรที่อิงจากค่าแรงขั้นต่ำเป็นส่วนใหญ่

"หลังปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท 7 จังหวัด ค่าใช้จ่ายเพิ่มทันที เดือนละประมาณ 5.1 ล้านบาท ซีเอ็ดขอให้ช่วยค่าใช้จ่าย 1% จากมูลค่าปก ที่ใช้บริการ Logistic (ประมาณ 3 ล้านบาทต่อเดือน) เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายจริงที่เพิ่มขึ้น ยกเว้น สำนักพิมพ์ที่ส่งมูลค่าปกน้อยกว่า 10,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นระบบปกติที่เกิดขึ้นแล้วในธุรกิจหนังสือ ไม่เช่นนั้นร้านหนังสือจะอยู่ไม่ได้ แต่หากสำนักพิมพ์ไม่พร้อมจ่ายก็จะต้องมีการเลือกคุณภาพหนังสือให้มากขึ้น ไม่มีการรับหมดทุกเล่มอย่างแน่นอน" 

ขณะที่ ถนัด ไทยปิ่นณรงค์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมรินทร์ บุ๊คเซ็นเตอร์ จำกัด อธิบายว่า ร้านหนังสือเครืออมรินทร์หลายร้านมีรายได้ติดลบ แต่ก็ต้องขยายสาขาเพื่อรักษามาร์เก็ตแชร์ เพราะทุกวันนี้ลูกค้าเปลี่ยนพฤติกรรมการอ่านหนังสือเป็นออนไลน์ขึ้นทุกปี โดย 1% ที่เก็บจะมีรายได้เพิ่มประมาณ เพียง 2 ล้านบาทเท่านั้น"

หลังคำอธิบายสิ้นสุด สำหรับปลาใหญ่ทั้งสองตัวนั้นสถานการณ์รอบข้างไม่ได้ดีขึ้นเลยแม้แต่นิด

แต่สำหรับปลาตัวเล็กๆ แล้ว ยิ่งทำให้พวกเขาเห็นถึงเงื่อนงำบางอย่างที่ชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม และยิ่งป่าวร้องต่อสาธารณะมากขึ้นว่าสิ่งที่เกิดขึ้น "ยุติธรรม" แล้วหรือ กับการผลักภาระทั้งหมดให้แก่ปลาเล็ก โดยเฉพาะสำนักพิมพ์น้อยๆ ที่หลายๆ แห่งพิมพ์งาน 3,000 เล่ม แล้วอาจขายได้ไม่ถึง 1,500 เล่มด้วยซ้ำ ... นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับวงการหนังสือไทย โดยเฉพาะงานประเภทที่เกี่ยวข้องกับวรรณกรรมแนวจริงจัง สังคม การเมือง ปรัชญา ประวัติศาสตร์ ความรู้ ความคิดด้านต่างๆ 

แล้วถ้าหากจนตรอกเข้าจริงๆ นั่นแปลว่าสำนักพิมพ์จะต้องขึ้นราคาหนังสือ ซึ่งคนที่รับภาระทั้งหมดจริงๆ จึงกลายเป็นผู้บริโภคหรือ "ผู้อ่าน"

เป็นเรื่องที่หัวร่อก็ไม่ออก ร้องไห้ก็ไม่ได้ ก่อเกิดสภาวะขันขื่นอย่างรุนแรงท่ามกลางการโหมประชาสัมพันธ์อย่างหนักหน่วง ว่าในปี 2556 นี้ กรุงเทพฯ จะกลายเป็นเมืองหนังสือโลก



ความ คลางแคลงใจขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งในประเด็นที่ว่า หากทุกสิ่งแย่จริง เหตุใดจึงมีการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดซีเอ็ดเองได้ออกมาประกาศว่าได้ขยายสาขารองรับความต้องการของกลุ่ม ลูกค้าผู้อ่านทั่วประเทศเป็นจำนวนมากกว่า 400 สาขาแล้ว โดยเมื่อปี 2554 ได้เพิ่มอีก 50 สาขา รวมถึงได้แจ้งผลประกอบการสำคัญของปี 2554 ต่อตลาดหลักทรัพย์ว่า มีรายได้รวม 5,561.77 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 225.22 ล้านบาท

หรืออมรินทร์ บุ๊คเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นเครือหนึ่งในอมรินทร์ พรินติ้ง แอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) นั้น ได้แจ้งผลประกอบการสำคัญของปี 2554 ต่อตลาดหลักทรัพย์ว่า มีรายได้รวม 1,911.36 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 235.97 ล้านบาท

โดย ระพี อุทกะพันธุ์ ผู้อำนวยการสายงานค้าปลีก บริษัท อมรินทร์ บุ๊คเซ็นเตอร์ จำกัด เคยเปิดเผยว่า ร้านนายอินทร์ปีที่ผ่านมา ยังมียอดขายเติบโต 12-17% มียอดรายได้รวม 1,500 ล้านบาท สำหรับปีนี้ตั้งเป้าเติบโตอีกไม่ต่ำกว่า 15% หรือประมาณ 29-30 สาขา ด้วยงบฯ กว่า 50 ล้านบาท จากปัจจุบันมีจำนวนสาขาทั้งหมด 195 สาขา 

รวมถึงยังมีคำถามด้วยว่าหากอ้างถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายรัฐบาลแล้ว นั้น ภาษีนิติบุคคลที่รัฐบาลลดให้จาก 30% เหลือ 23% ไม่เป็นผลเลยหรือไร

คำตอบจากทั้งสองบริษัทคือไม่เป็นผลและไม่สามารถทดแทนกันได้

จากตัวเลขทั้งหมดชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ตัวเลขกำไรสูงขึ้นแต่อัตราการทำกำไรลดลง 

หากมองในมุมหนึ่งนี่คือสิทธิของทุกบริษัทที่จะทำกำไรในเชิงธุรกิจ เพื่อหารายได้เข้าบริษัทให้มากที่สุด เพราะถ้าไม่มีกำไรเพิ่มขึ้นก็คงไม่รู้จะทำไปทำไมเหมือนกัน

รายงานพิเศษ/มติชนสุดสัปดาห์
 
ธุรกิจหนังสือบ้านเราก็เหมือนกับธุรกิจอื่นๆ ที่ระบบทุนนิยมหรือระบบตลาดเข้ามามีอิทธิพลครอบงำหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ

ล่าสุดประเด็นเรื่อง "ค่า DC" ที่ "ซีเอ็ด ยูเคชั่น (ร้านหนังสือซีเอ็ด) และอมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์ (ร้านหนังสือนายอินทร์)" สองยักษ์ใหญ่ในวงการร้านหนังสือบ้านเรา ส่งจดหมายสั้นๆ แต่ข้อความบาดลึกไปยังหลายสำนักพิมพ์และสายส่งเพื่อแจ้งว่า จะขอขึ้นค่าธรรมเนียมศูนย์กระจายสินค้า Distribution Center Fee (DC) อีก 1 % ของราคาปก 

ค่า DC ดังกล่าวถูกเรียกขานว่า เงินกินเปล่า เงินกินดิบ หรือแม้แต่กระทั่งแป๊ะเจี๊ยะ เนื่องจากเป็นการเพิ่มค่าธรรมเนียมใหม่อีก 1 % เข้ามาในระบบการจัดจำหน่าย โดยให้เป็นการเก็บตามมูลค่าราคาค้าปลีก

อธิบายโครงสร้างง่ายๆ ว่า หนังสือที่เราเห็นๆ วางขายอยู่ตามร้านค้าทั่วไปนั้น โดยปกติแล้วหน้าร้านอาศัยกินเปอร์เซ็นต์จากเล่มที่ขายได้ เล่มใดขายไม่ได้ ก็ไม่คิดเงินจากสำนักพิมพ์หรือสายส่ง

สมมติว่าหนังสือมีราคา 100 บาท นอกจากค่า GP ซึ่งร้านหนังสือเรียกเก็บซึ่งอยู่ที่ระหว่าง 25-40% ซึ่งต้นทุนแต่ละหน่วยธุรกิจจะไม่เท่ากัน แต่คิดเฉลี่ยที่ 32% หรือ 32 บาท

ซึ่งนอกจากระบบเดิมยังคงอยู่แล้ว ซีเอ็ดกับนายอินทร์ยังจะขอคิดค่าวางหนังสือทุกเล่มในร้านอีก 1 บาท ไม่ว่าจะขายได้หรือไม่ได้ก็ตาม

ดูตัวเลขตรงนี้อาจจะเฉยๆ แต่อย่าลืมว่าหนังสือมีราคาโดยเฉลี่ยประมาณ 180 บาทต่อเล่ม

โดยสถิติตอนนี้สำนักพิมพ์น้อยใหญ่ร่วมกันผลิตหนังสือ 14,000 ชื่อเรื่องต่อปี ชื่อเรื่องละ 3,000 เล่ม เท่ากับปีหนึ่งๆ มีหนังสือออกใหม่ประมาณ 42 ล้านเล่ม ...

เงินกินเปล่าหรือค่าวางหนังสือ 1% ที่ได้รับไปนั้น จะมหาศาลขนาดไหนและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นทุกปีตามธุรกิจสิ่งพิมพ์ที่ขยาย ตัวอย่างต่อเนื่องด้วย

กระแสความไม่พอใจจึงอื้ออึงไปทั่ว โดยเฉพาะจากสำนักพิมพ์ขนาดกลางและขนาดเล็ก ผู้จัดจำหน่าย รวมถึงร้านหนังสือรายย่อยๆ แนว Stand alone ที่ทำมาหากินในแวดวงนี้ด้วยความสุจริตใจมากกว่าคิดหวังหากำไรจากการอ่าน ของคนไทย เพราะถ้าอยากรวยไปทำงานอย่างอื่นคงรวยกว่าไปนานแล้ว

แต่ที่ทำอยู่ทุกวันนี้ก็เพียงหวังให้หนังสือดีๆ ที่ตัวเองทำได้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาปัญญาของสังคมบ้าง 



การ ตั้งคำถามและออกแถลงการณ์จากผู้คน องค์กร ที่ใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองมานานจนถือว่ามีต้นทุนทางสังคมในแวดวงหนังสือค่อน ข้างสูงและไม่ต้องสงสัยในเรื่องความบริสุทธิ์ใจ รวมถึงคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่มีอุดมการณ์แรงกล้า อาทิ เวียง-วชิระ บัวสนธิ์ แห่งสำนักพิมพ์สามัญชน, แถลงการณ์เชิญลงชื่อคัดค้านจากคนทำหนังสือที่มีตัวตั้งตัวตีอย่าง ไอดา อรุณวงศ์ บรรณาธิการสำนักพิมพ์อ่าน, นิวัติ พุทธประสาท บรรณาธิการสำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม, ปราบดา หยุ่น บรรณาธิการสำนักหนังสือไต้ฝุ่น ธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน, ปิยะวิทย์ เทพอำนวยสกุล บรรณาธิการสำนักพิมพ์สมมติ, เครือข่ายธุรกิจหนังสืออิสระขนาดเล็ก ที่เป็นการรวมตัวกันของคนทำหนังสือในภาคส่วนต่างๆ

หรือแม้กระทั่ง "คนอ่าน" อย่าง page "เครือข่ายคัดค้านร้านซีเอ็ดและนายอินทร์" ขึ้นใน facebook โดยมีแอดมินเป็นเด็กหนุ่มสาวที่กำลังศึกษาในมหาวิทยาลัย รวมถึงนักอ่านทั่วไป ซึ่งถูกแชร์และไลค์ในระยะเวลาอันรวดเร็วมาก รวมถึงต้นน้ำอย่างสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยที่กำลังจับตามองเรื่อง นี้อย่างใกล้ชิด และน่าจะมีท่าทีที่ชัดเจนออกมาในเร็ววันนี้

ส่งผลให้ทั้งซีเอ็ดและนายอินทร์จำเป็นต้องชี้แจงต่อสาธารณะว่าสาเหตุของการ ขอค่า DC นั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร โดยผ่านเวทีกลางคือการเสวนาเรื่อง "โครงสร้างอุตสาหกรรมหนังสือ จากวันนี้สู่อนาคต" ที่คนกลางอย่างสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยจัดขึ้น เพื่อระดมความเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

หลังจากก่อนหน้านี้ทางสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ได้ขอ ให้ยกเลิกจดหมายการแจ้งเรียกเก็บค่า DC ฉบับดังกล่าวไปก่อน 

และตั้งคณะอนุกรรมการร่วมเพื่อพิจารณาเหตุผลและความจำเป็นในการเก็บค่า DC ขึ้นด้วย



ทน ง โชติสรยุทธ์ กรรมการผู้จัดการบริษัทซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าสิ่งที่ซีเอ็ดเผชิญอยู่ตอนนี้คือรายรับจากการขายและกำไรขั้นต้นจาก สินค้าขายลดลง เนื่องจากค่าใช้จ่าย อาทิ ค่าจ้าง ค่าขนส่ง ค่าเช่า ค่าสินค้าสูญหาย 1-3% จากยอดขาย ค่าเสื่อมราคา ค่าถุงและปกพลาสติก ค่าใช้จ่ายจากน้ำรั่ว น้ำท่วม ไฟไหม้ ก่อการร้าย ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแอร์ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ล้วนแต่เพิ่มขึ้นทั้งสิ้น

ซึ่งสาเหตุสำคัญที่ค่าจ้างมีผลกระทบกับร้านหนังสือมากนั้น เป็นเพราะค้าปลีกและ logistic ใช้บุคลากรที่อิงจากค่าแรงขั้นต่ำเป็นส่วนใหญ่

"หลังปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท 7 จังหวัด ค่าใช้จ่ายเพิ่มทันที เดือนละประมาณ 5.1 ล้านบาท ซีเอ็ดขอให้ช่วยค่าใช้จ่าย 1% จากมูลค่าปก ที่ใช้บริการ Logistic (ประมาณ 3 ล้านบาทต่อเดือน) เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายจริงที่เพิ่มขึ้น ยกเว้น สำนักพิมพ์ที่ส่งมูลค่าปกน้อยกว่า 10,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นระบบปกติที่เกิดขึ้นแล้วในธุรกิจหนังสือ ไม่เช่นนั้นร้านหนังสือจะอยู่ไม่ได้ แต่หากสำนักพิมพ์ไม่พร้อมจ่ายก็จะต้องมีการเลือกคุณภาพหนังสือให้มากขึ้น ไม่มีการรับหมดทุกเล่มอย่างแน่นอน" 

ขณะที่ ถนัด ไทยปิ่นณรงค์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมรินทร์ บุ๊คเซ็นเตอร์ จำกัด อธิบายว่า ร้านหนังสือเครืออมรินทร์หลายร้านมีรายได้ติดลบ แต่ก็ต้องขยายสาขาเพื่อรักษามาร์เก็ตแชร์ เพราะทุกวันนี้ลูกค้าเปลี่ยนพฤติกรรมการอ่านหนังสือเป็นออนไลน์ขึ้นทุกปี โดย 1% ที่เก็บจะมีรายได้เพิ่มประมาณ เพียง 2 ล้านบาทเท่านั้น"

หลังคำอธิบายสิ้นสุด สำหรับปลาใหญ่ทั้งสองตัวนั้นสถานการณ์รอบข้างไม่ได้ดีขึ้นเลยแม้แต่นิด

แต่สำหรับปลาตัวเล็กๆ แล้ว ยิ่งทำให้พวกเขาเห็นถึงเงื่อนงำบางอย่างที่ชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม และยิ่งป่าวร้องต่อสาธารณะมากขึ้นว่าสิ่งที่เกิดขึ้น "ยุติธรรม" แล้วหรือ กับการผลักภาระทั้งหมดให้แก่ปลาเล็ก โดยเฉพาะสำนักพิมพ์น้อยๆ ที่หลายๆ แห่งพิมพ์งาน 3,000 เล่ม แล้วอาจขายได้ไม่ถึง 1,500 เล่มด้วยซ้ำ ... นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับวงการหนังสือไทย โดยเฉพาะงานประเภทที่เกี่ยวข้องกับวรรณกรรมแนวจริงจัง สังคม การเมือง ปรัชญา ประวัติศาสตร์ ความรู้ ความคิดด้านต่างๆ 

แล้วถ้าหากจนตรอกเข้าจริงๆ นั่นแปลว่าสำนักพิมพ์จะต้องขึ้นราคาหนังสือ ซึ่งคนที่รับภาระทั้งหมดจริงๆ จึงกลายเป็นผู้บริโภคหรือ "ผู้อ่าน"

เป็นเรื่องที่หัวร่อก็ไม่ออก ร้องไห้ก็ไม่ได้ ก่อเกิดสภาวะขันขื่นอย่างรุนแรงท่ามกลางการโหมประชาสัมพันธ์อย่างหนักหน่วง ว่าในปี 2556 นี้ กรุงเทพฯ จะกลายเป็นเมืองหนังสือโลก



ความ คลางแคลงใจขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งในประเด็นที่ว่า หากทุกสิ่งแย่จริง เหตุใดจึงมีการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดซีเอ็ดเองได้ออกมาประกาศว่าได้ขยายสาขารองรับความต้องการของกลุ่ม ลูกค้าผู้อ่านทั่วประเทศเป็นจำนวนมากกว่า 400 สาขาแล้ว โดยเมื่อปี 2554 ได้เพิ่มอีก 50 สาขา รวมถึงได้แจ้งผลประกอบการสำคัญของปี 2554 ต่อตลาดหลักทรัพย์ว่า มีรายได้รวม 5,561.77 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 225.22 ล้านบาท

หรืออมรินทร์ บุ๊คเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นเครือหนึ่งในอมรินทร์ พรินติ้ง แอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) นั้น ได้แจ้งผลประกอบการสำคัญของปี 2554 ต่อตลาดหลักทรัพย์ว่า มีรายได้รวม 1,911.36 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 235.97 ล้านบาท

โดย ระพี อุทกะพันธุ์ ผู้อำนวยการสายงานค้าปลีก บริษัท อมรินทร์ บุ๊คเซ็นเตอร์ จำกัด เคยเปิดเผยว่า ร้านนายอินทร์ปีที่ผ่านมา ยังมียอดขายเติบโต 12-17% มียอดรายได้รวม 1,500 ล้านบาท สำหรับปีนี้ตั้งเป้าเติบโตอีกไม่ต่ำกว่า 15% หรือประมาณ 29-30 สาขา ด้วยงบฯ กว่า 50 ล้านบาท จากปัจจุบันมีจำนวนสาขาทั้งหมด 195 สาขา 

รวมถึงยังมีคำถามด้วยว่าหากอ้างถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายรัฐบาลแล้ว นั้น ภาษีนิติบุคคลที่รัฐบาลลดให้จาก 30% เหลือ 23% ไม่เป็นผลเลยหรือไร

คำตอบจากทั้งสองบริษัทคือไม่เป็นผลและไม่สามารถทดแทนกันได้

จากตัวเลขทั้งหมดชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ตัวเลขกำไรสูงขึ้นแต่อัตราการทำกำไรลดลง 

หากมองในมุมหนึ่งนี่คือสิทธิของทุกบริษัทที่จะทำกำไรในเชิงธุรกิจ เพื่อหารายได้เข้าบริษัทให้มากที่สุด เพราะถ้าไม่มีกำไรเพิ่มขึ้นก็คงไม่รู้จะทำไปทำไมเหมือนกัน



แต่ อีกมุมหนึ่ง อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ธุรกิจหนังสือเป็นธุรกิจที่มีลักษณะพิเศษ ไม่สามารถนำไปเทียบเคียงกับธุรกิจประเภทอื่นได้ ที่ว่าดังนี้ไม่ได้แปลว่าหนังสือจะดีวิเศษเหนือกว่าสิ่งอื่นแต่อย่างไร

แต่หมายความว่าการที่จะเดินเข้ามาในธุรกิจนี้จะต้องอยู่บนพื้นฐานหนึ่งคือ ความเสียสละ ไม่เห็นแก่ตัว ไม่โลภมาก จะหวังเงินมากๆ จากธุรกิจหนังสือไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะจริงๆ แล้วธุรกิจหนังสือนั้นควรจะได้รับการสนับสนุนบางส่วนจากรัฐ โดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนาและมีอัตราการอ่านค่อนข้างต่ำอย่างไทย

ในหลายๆ ประเทศมีระบบให้งบประมาณสนับสนุนการพิมพ์หนังสือดี มีกฎหมายห้ามลดราคาหนังสือเพราะมองว่าเป็นการทำลายระบบหนังสือ อาทิ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เวียดนาม ฮังการี เพราะรัฐเข้าใจดีว่าหนังสือไม่ใช่ปัจจัย 4 หรือ 5 6 7 ที่ผู้คนจำเป็นจะต้องหยิบมาใช้ในชีวิตประจำวัน แต่เป็นปัจจัยจำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพ

แต่ในเมื่อบ้านเมืองนี้หวังเรื่องดีๆ ที่เกี่ยวข้องกับหนังสือจากรัฐไม่ได้ ไม่ว่ารัฐบาลใดก็ตาม สิ่งเดียวที่คงหวังได้คือ "ใจ" ของคนทำหนังสือเหมือนกัน

เพราะหากไม่มองเรื่องของใจแล้ว กรณีการลงนามร่วมกันของซีเอ็ดและนายอินทร์ซึ่งเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งคู่นี้ มีหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าไว้น่าจะเข้าข่ายผิด พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2542 มาตรา 27 ที่ว่าด้วยการฮั้วกันของธุรกิจ และในมาตรา 25 ที่ว่าด้วยการใช้อำนาจเหนือตลาด

เป็นความผิดทางอาญา มีโทษจำคุก ส่วนในประเทศไทยมีกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี



การ ปรับระบบ เรียกเก็บค่าธรรมเนียมใหม่ในครั้งนี้ ไม่ได้ส่งผลถึงเชิงธุรกิจที่อาจทำให้สำนักพิมพ์เล็กๆ ที่มีสายป่านสั้น มีความสามารถในการแบกรับต้นทุนต่ำ แต่ก็ยังยืนยันจะทำหนังสือดีมีคุณภาพต้องล้มหายตายจากไปเท่านั้น ทว่ายังส่งผลถึงความหลากหลายทางชีวภาพในร้านหนังสือเป็นสำคัญ

เพราะที่สุดแล้วก็คงไม่มีใครอยากทำหนังสือที่ขายไม่ได้ ทำไปก็รู้ว่าขาดทุน ซึ่งจำนวนยอดพิมพ์ไม่สามารถบ่งบอกได้ถึงคุณภาพของหนังสือ หนังสือที่มียอดพิมพ์สูงๆ ในบ้านเราตอนนี้นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นนวนิยายเบาๆ ฮาวทูทำให้รวย วิธีแก้กรรม หรือสัมผัสต่างๆ ทางจิตวิญญาณ

เรายังต้องการความหลากหลายของหนังสือ ต้องการทางเลือกให้นักอ่าน ในอุตสาหกรรมที่ช่วยสร้างปัญญาให้ผู้คนในสังคม

ก่อนที่เหตุการณ์นี้จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้ทั่วทั้งร้านมีแต่หนังสือแก้กรรมทำแท้งหรือวิธีทำให้รวย


popcolony
Verified User
Posts: 320
Joined: Fri May 16, 2008 8:21 am

Re: APRINT

Posts by popcolony » Sun Aug 19, 2012 3:40 pm

เก็บค่ากินเปล่าเพิ่ม ร้านนายอินทร์ได้ประโยชน์ แต่ Aprint เสียประโยชน์ถ้าราคาหนังสือไม่ได้ขึ้นตาม และaprint ก็ถือหุ้นร้านนายอินทร์ไม่ได้มากเท่าไร สำหรับ aprint แล้วน่าจะเป็นผลเสียรึเปล่าครับ


gongphop
Verified User
Posts: 1009
Joined: Thu Aug 27, 2009 9:18 am

Re: APRINT

Posts by gongphop » Mon Aug 20, 2012 12:11 am

popcolony wrote:เก็บค่ากินเปล่าเพิ่ม ร้านนายอินทร์ได้ประโยชน์ แต่ Aprint เสียประโยชน์ถ้าราคาหนังสือไม่ได้ขึ้นตาม และaprint ก็ถือหุ้นร้านนายอินทร์ไม่ได้มากเท่าไร สำหรับ aprint แล้วน่าจะเป็นผลเสียรึเปล่าครับ
เห็นด้วยครับ


User avatar
tingku
Verified User
Posts: 330
Joined: Tue May 22, 2007 4:25 pm

Re: APRINT

Posts by tingku » Mon Aug 20, 2012 10:27 am

ไม่ว่าจะมองมุมใหน ผมก็เห็นว่า ABOOK ควรจะต้องเป็น บริษัทลูกของ APRINT ไม่ใช่บริษัทร่วมอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่ทางผู้บริหาร APRINT ก็ตอบคำถามในการประชุมผู้ถือหุ้นว่าไม่คิดจะซื้อ ABOOK กลับมาเป็นบริษัทลูก.... ผู้ถือหุ้นส่วนน้อยอย่างเราๆก็คงได้แต่มองครับ

My Goal

"Earning 1.2M Baht a year doing nothing other than ticking my toe, by the age of 40."

User avatar
todsapon
Verified User
Posts: 1137
Joined: Sun Apr 04, 2010 9:50 pm

Re: APRINT

Posts by todsapon » Tue Aug 21, 2012 10:51 pm

tingku wrote:ไม่ว่าจะมองมุมใหน ผมก็เห็นว่า ABOOK ควรจะต้องเป็น บริษัทลูกของ APRINT ไม่ใช่บริษัทร่วมอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่ทางผู้บริหาร APRINT ก็ตอบคำถามในการประชุมผู้ถือหุ้นว่าไม่คิดจะซื้อ ABOOK กลับมาเป็นบริษัทลูก.... ผู้ถือหุ้นส่วนน้อยอย่างเราๆก็คงได้แต่มองครับ
คือคุณต้องเข้าใจหน่อยครับ ในตอนนั้นคนที่ซื้อ ซ์้อเพื่อช่วยให้ Aprint พ้นวิกฤตปี 40 พอเขาทำดีขึ้นมาจนมีกำไรแล้วไปซื้อคืนไม่ดูหน้าเกลียดไปหน่อยเหรอครับ

ผลตอบแทน 15% ต่อปีก็พอ
กำไรเมื่อซื้อ มิใช่กำไรเมื่อขาย
การได้ทำอะไรที่ตนเองชอบและมีปัจจัยสี่พร้อมเพียงคือสุดยอดแห่งความสุข
ขอยืมเงินหน่อยครับ

โจโฉ
Verified User
Posts: 31
Joined: Wed Jul 25, 2012 2:17 pm

Re: APRINT

Posts by โจโฉ » Wed Aug 22, 2012 2:55 pm

APRINT หุ้นปันผลดีที่น่าจับตาในปี 2555

มนุษย์มีความสามารถในการยอมรับ “ความเสี่ยง” ที่แตกต่างกันไป หากทว่า ในศตวรรษที่ 21 ทางเลือกและข้อมูลข่าวสารในการลงทุนเป็นสิ่งที่แพร่สะพัดไปทั่ว ดังนั้น ผู้คนแห่งยุคสมัยนี้จึงมีความกระหายที่จะได้รับผลตอบแทนสำหรับเงินออมที่มากกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร แม้ว่าในใจยังหวาดกลัวอยู่มิวายก็ตาม

“หุ้นปันผล” จึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการลงทุนสำหรับมนุษย์ที่เกลียดชังความเสี่ยงอย่างเข้ากระดูกดำ

1. ผลกำไรของบริษัทมีความสม่ำเสมอ อาจมีบางปีที่ลดต่ำลงบ้าง แต่ก็สามารถเพิ่มกลับขึ้นมาในเวลาไม่นานนัก เพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าไม่ใช่ธุรกิจที่กำลังอยู่ในช่วงขาลง (Sunset)

หลักเกณฑ์สำคัญในการเลือกหุ้นปันผล ไม่ควรเริ่มต้นที่อัตราเงินปันผลต่อปี เนื่องจากอาจมีหุ้นบางตัวที่จ่ายปันผลดีมาโดยตลอด หากทว่าธุรกิจกำลังอยู่ในช่วงขาลง ซึ่งในที่สุดเมื่อกำไรลดลง ก็ย่อมทำให้เงินปันผลลดลงตามไปด้วย ยังไม่นับว่าราคาหุ้นที่มีแนวโน้มจะปรับตัวลงตามผลกำไร จึงทำให้ผู้ถือหุ้นตัวนี้ต้องขาดทุนเงินต้นไปอีกด้วย

นอกจาก APRINT จะมีการเปิดตัวนิตยสารและสำนักพิมพ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถเข้าถึงความต้องการของผู้บริโภคที่มีความหลากหลายแล้ว ยังมีการขยายไปสู่ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจจัดอบรมสัมมนา ธุรกิจรับจัดงานอีเวนท์ และธุรกิจโทรทัศน์ เพื่อทำให้ Content ที่ผลิตออกมาอย่างต่อเนื่องของบริษัท สามารถนำไปใช้สร้างผลกำไรได้อย่างหลากหลายยิ่ง

2. ปันผลควรจ่ายสม่ำเสมอ ทั้งในช่วงเศรษฐกิจขาขึ้นและขาลง โดยมีผลตอบแทนมากกว่า 5 เปอร์เซนต์ต่อปี

หุ้นบางตัวอาจจ่ายปันผลสูงมากในช่วงที่เศรษฐกิจเติบโต เนื่องจากผลกำไรของบริษัทมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับภาวะเศรษฐกิจ หากทว่าเมื่อยามเศรษฐกิจขาลง หุ้นตัวนี้ก็จะจ่ายปันผลให้ต่ำอย่างน่าใจหาย เนื่องจากผลกำไรที่ลดลง

APRINT ยังมีรายชื่อเป็นหุ้นที่จ่ายปันผลเงินสด 15 ปีติดต่อกันในระหว่างปี 2539-2553 ซึ่งน่าแปลกใจว่ามีทั้งหมดเพียง 48 บริษัทเท่านั้น

ความได้เปรียบของ APRINT ในปี 2555 ก็คือ หุ้นปันผลหลายตัวได้มีราคาสูงขึ้นมากแล้ว จึงอาจทำให้เงินปันผลเมื่อเทียบกับราคาหุ้นมีอัตราที่ลดลง ในขณะที่ APRINT ยังคงอยู่ที่ 6-7 เปอร์เซนต์ต่อปี

ยังมีหุ้นอีกหลายตัวที่จ่ายปันผลมากกว่า APRINT ในปีนี้ หากทว่าก็อาจเป็นหุ้นดีในอุตสาหกรรมที่มีความผันผวน ทำให้ไม่เหมาะสำหรับนักลงทุนหุ้นปันผลที่ไม่ชอบความเสี่ยงมากมายนัก

3. หากราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น ก็อาจเป็นโอกาสในการขายเพื่อทำกำไร หากราคาปรับตัวลดลง ก็อาจเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ ทั้งนี้ต้องตรวจสอบให้มั่นใจก่อนว่าการเปลี่ยนแปลงของราคาไม่ได้มาจากพื้นฐานของกิจการที่เปลี่ยนไป

“หุ้นปันผล” อาจมีการเคลื่อนไหวของราคาที่เชื่องช้า จนกระทั่งทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่นิยมเข้าไปลงทุนในหุ้นประเภทนี้ หากทว่า สำหรับคนที่ไม่ชอบความเสี่ยงซึ่งนิยมลงทุนในหุ้นปันผล ก็อาจทดลองแสวงหากำไรจากส่วนต่างราคาได้บ้าง โดยเฉพาะเมื่อระดับราคามีความเคลื่อนไหวที่สูงกว่าช่วงเวลาปรกติ เพื่อจะได้กลับมาซื้อในช่วงราคาที่ต่ำกว่า ซึ่งทำให้ได้รับกำไรอย่างอิ่มเอมใจ

APRINT ในช่วงหลายปีนี้ ก็มีราคาเคลื่อนไหวระหว่าง 11-14 บาท ซึ่งมีช่องว่างให้ทำกำไรได้ระดับหนึ่ง หากทว่า สิ่งที่พึงระวังก็คือ หากขายแล้วซื้อคืนไม่ทัน ก็อาจทำให้พลาดปันผลประจำปีนี้ไปเลย

ที่แย่ยิ่งกว่าก็คือ ราคาที่เชื่องช้ามาหลายปี ก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะต้องเป็นเช่นนี้ หากว่าธุรกิจ “ต่อยอด” ที่ APRINT ได้เริ่มต้นไว้ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เริ่มส่งผลต่อกำไรให้มีความเติบโตที่สูงกว่าเคยเป็นมา การขายหุ้นทิ้งเพียงเพื่อต้องการส่วนต่างราคาเล็กน้อย ก็อาจเป็นการขาดทุนกำไรที่เจ็บปวดยิ่งในอนาคตได้

ศตวรรษที่ 21 เป็นยุคสมัยที่เต็มไปด้วยโอกาสของผู้มีความรู้ความสามารถ ดังนั้น จึงไม่ควรปล่อยให้เงินออมต้องจมปลักอยู่ในธนาคารเท่านั้น หากยังสามารถเปิดหูเปิดตาเพื่อค้นหาการลงทุนที่สอดคล้องกับลักษณะนิสัย ความกล้า และความกลัวของเรา

ในปี 2555 เมื่อตลาดปรับตัวขึ้นมาถึงประมาณ 1200 จุด การเฟ้นหาหุ้นปันผลสักตัวจึงไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อหุ้นที่เคยปันผลดีหลายตัว ได้มีราคาสูงขึ้นมามากแล้ว โดยบางตัวสูงขึ้นมาถึง 5 เท่า จึงทำให้อัตราเงินปันผลเมื่อเทียบกับราคาหุ้นไม่น่าสนใจอีกต่อไป

การที่ราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้นเช่นนี้ ย่อมเป็นเรื่องที่ดีของนักลงทุนหุ้นปันผลที่เคยซื้อหุ้นเหล่านี้ไว้ในหลายปีก่อน เพราะนอกจากได้กำไรจากผลตอบแทนเงินปันผลแล้ว ยังได้กำไรจากส่วนต่างราคาหุ้นอีกด้วย (Capital Gain) เพียงแต่ว่าเมื่อหุ้นขึ้นมาถึงระดับนี้แล้ว นักลงทุนจะต้องตัดสินใจว่าจะขายหุ้นทิ้งดีหรือไม่ เพราะแม้ผลตอบแทนเงินปันผลต่อหุ้นที่ตัวเองถือไว้จะยังคงสูงเหมือนเดิม หากทว่าผลตอบแทนเมื่อเทียบกับราคาปัจจุบันอาจไม่น่าดึงดูดใจนัก นักลงทุนที่ชอบหุ้นปันผลจึงอาจสามารถขายหุ้นตัวนี้ทิ้ง แล้วนำเงินที่เพิ่มขึ้นจากส่วนต่างราคา ซึ่งอาจจะสูงถึง 5 เท่า เพื่อเข้ามาลงทุนในหุ้นปันผลตัวอื่น ที่ราคายังไม่สูงขึ้นไป

ยิ่งกว่านั้น นักลงทุนหุ้นปันผลบางคน อาจรู้สึกติดใจกับราคาหุ้นที่เพิ่มสูงขึ้น จนกระทั่งเปลี่ยนนิสัยการลงทุนมาสู่หุ้นเติบโต (Growth Stock) ก็ยังคงต้องตัดสินใจอยู่ดีว่าจะขายหุ้นที่ได้โตมาหลายเท่านี้ทิ้งไป เพื่อไปเลือกซื้อหุ้นตัวใหม่ที่มีโอกาสเติบโตสูงกว่านี้ดีหรือไม่

การเลือกเฟ้นหุ้นปันผล จึงไม่ใช่ภารกิจที่ง่ายดายเลย จะต้องมีความละเอียดและใส่ใจไม่แพ้การลงทุนประเภทอื่น

APRINT นับเป็นหุ้นปันผลตัวหนึ่งที่น่าสนใจ แม้จะมีกำไรเติบโตไม่หวือหวา ในบางปีอาจมีผลกำไรที่ลดลงบ้าง แต่ก็ยังสามารถรักษาแนวโน้มการเติบโตระยะยาวของผลกำไรไว้ได้ ซึ่งสะท้อนว่าธุรกิจยังไม่ใช่ขาลง แม้ว่าคนไทยส่วนใหญ่จะไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือ หากทว่า APRINT ก็ได้พิสูจน์ตนเองมาอย่างยาวนานว่าสามารถทำกำไรในอุตสาหกรรมนี้ได้

เป็นบทความเป็น APRINT ได้ดีมากเลยครับ ...


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 34045
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: APRINT

Posts by pakapong_u » Fri Aug 24, 2012 5:01 am

| อ่านข่าวบนมือถือ |      


วันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ซีเอ็ด- อัมรินทร์ ยุติการเรียกเก็บค่าบริการศูนย์กระจายสินค้า (DC Fee)
วันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2555 เวลา 16:11:05 น.











วันนี้ (23 สิงหาคม ) นายวรพันธ์ โลกิตสถาพร  นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย  ได้ออกหนังสือ ที่ ส.พ.จ.ท. 0235/55  เรื่อง ขอแจ้งมติอนุกรรมการ ลงวันที่ 23 สิงหาคม 2555  ถึงผู้เกี่ยวข้อง
 
หนังสือมีใจความระบุว่า ตามที่สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการร่วมพิจารณาเหตุผลและความจำเป็นในการเก็บค่า DC ตลอดจนแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมหนังสือ ดังมีรายละเอียดทราบแล้วนั้น
 
สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ใคร่ขอแจ้งมติคณะอนุกรรมการ ลงวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ.2555 เพื่อทราบดังนี้
1.บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด(มหาชน) และบริษัทอัมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์ จำกัด  ขอยุติการเรียกเก็บค่าบริการศูนย์กระจายสินค้า (DC Fee)
2.บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด(มหาชน) และบริษัท อัมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์ จำกัด  จะพัฒนาปรับปรุงกระบวนการทำงานเพื่อแก้ปัญหานานาประการต่อไป
3.จัดตั้งคณะทำงานศึกษามาตรฐานกระบวนการธุรกิจหนังสือ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมในระยะยาว ทั้งนี้ กำหนดการศึกษาให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2555 โดยมี ดร.วิทยา สุหฤทธิดำรงค์ เป็นประธานคณะทำงาน
 
พร้อมกันนี้ คณะอนุกรรมการชุดนี้ได้บรรลุวัตถุประสงค์ในการปฏิบัติหน้าที่ ตามที่ได้รับมอบหมายจากสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯแล้ว จึงหมดหน้าที่ลง


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 34045
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: APRINT

Posts by pakapong_u » Mon Aug 27, 2012 4:37 am

คอลัมน์: STOP!!1% "ซีเอ็ด-นายอินทร์" ฉากสุดท้ายที่จบแต่ยังไม่จบ
Source - เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (Th)

Sunday, August 26, 2012 09:42
23515 XTHAI XGEN XLIFE DAS V%NETNEWS P%WKT

ปริญญา ชาวสมุน : รายงาน

คล้ายว่ากรณีซีเอ็ด-นายอินทร์จะเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมศูนย์กระจายสินค้า หรือ DC อีก 1 เปอร์เซ็นต์จากราคาปกนั้น มีอันจะกลายเป็นเรื่องยาวเหมือนนิยายหลายตอนจบของวงการหนังสือไทยไปเสียแล้ว
เพราะตั้งแต่เริ่มต้นมีจดหมายแจ้งความจำนงค์ขอเรียกเก็บเงินดังกล่าวไปยังสำนักพิมพ์และสายส่งต่างๆ แล้ว กระแสคัดค้านต่อต้านก็โหมขึ้นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในโลกอินเทอร์เน็ตที่เสรีภาพเปี่ยมล้น ใครใคร่พิมพ์ พิมพ์ ใครใคร่ด่า ด่า ในสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊คของคนในวงการหนังสือจึงคราคร่ำด้วยสารพัดลิงก์ สารพัดความ- คิดเห็น และสารพัดกลุ่มคนต่อต้าน
จากวันนั้น...วันที่จดหมายของสองยักษ์ใหญ่ร่อนถึงมือสำนักพิมพ์และสายส่ง ถึงวันนี้ก็เดือนกว่าแล้ว ทีท่าของ ซีเอ็ด ยูเคชั่น(ร้านหนังสือซีเอ็ด)และอมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์นายอินทร์) มีทีท่าเช่นไร และกลุ่มคัดค้านต่อสู้ ไปถึงไหนแล้ว สถานการณ์อันขัดแย้งใกล้ถึงบทสรุปหรือยัง หรือนี่แค่ม่านมายาที่ใครบางคนสร้างขึ้น
-1-
ทราบกันดีว่าปัญหาขอเรียกเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวเป็นประเด็นใหญ่โตของวงการหนังสือบ้านเรา เพราะนี่ไม่ใช่แค่การได้ประโยชน์ หรือ เสียประโยชน์ของคู่ค้ากันเท่านั้น ยังมี 'ผู้เคราะห์ร้าย' อีกมากที่ต้อง 'ซวย' และอาจเป็นไฟลามทุ่งได้ เพราะมีคนตั้งข้อสังเกตว่านี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของ การรวบหัวรวบหางแถมยังกินกลางตลอดตัวจนสำนักพิมพ์เล็กต้องพากันล้มตายหมดสิ้น หนังสือแพงทั้งที่ราคาปัจจุบันก็ไม่ได้เชื้อเชิญให้คนสนใจ อ่านกันอยู่แล้ว คราวนี้คำว่า 'ครอบงำตลาด' คงไม่หนี ไปไหนไกล ดังนั้นเรื่องร้อนๆ เช่นนี้ จึงร่อนไปถึงหู คณะอนุกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและการสื่อสารมวลชน ให้ประชุมหารือกันถึงสองนัดสื่อสารมวลชน ให้ประชุมหารือกันถึงสองนัด นัดแรกคล้ายว่าทางออกของปัญหานี้จะถูกปิดตายลง เพราะทั้งซีเอ็ดและนายอินทร์ไม่เข้าร่วมประชุม เมื่อองค์ประชุมไม่ครบและหาข้อสรุป ไม่ได้จึงเป็นที่มาของการประชุมนัดที่สอง เมื่อ วันที่ 21 สิงหาคม 2555 คราวนี้ซีเอ็ดได้ส่งทั้ง ศรีนวล ก้อนศิลา ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านการตลาด และสินค้า และ วิโรจน์ ลักขณาอดิศรผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคลและพัฒนาองค์กร เข้าชี้แจง เปิดฉากด้วยคำอธิบายถึงเหตุแห่งกรณี 1 เปอร์เซ็นต์เจ้าปัญหานี้ที่ วิโรจน์ อ้างว่าเพราะ ซีเอ็ดต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายมากมายเป็น เวลานับสิบปี ทั้งค่าน้ำมัน และค่าแรง โดยเฉพาะ ค่าแรงที่รัฐบาลมีนโยบายให้ปรับค่าแรงขั้นต่ำ จากวันละ 215 บาทเป็น 300 บาท คิดเป็น 39.5 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ซึ่งพนักงานระดับปฏิบัติการที่อยู่ในข่ายได้รับค่าแรงจำนวนนี้เขาระบุว่า มีมากถึง 3,000 คน
ด้าน ศรีนวล เสริมว่าต้นทุนที่สะสมมาตลอด ทางซีเอ็ดไม่เคยเรียกร้องหรือขอความช่วยเหลือใดๆ ยอมแบกรับเองทั้งหมด ดังนั้นที่มีคนกล่าวเรียกเงินค่าธรรมเนียมศูนย์กระจายสินค้าของ ซีเอ็ดว่าเป็น 'เงินกินเปล่า' จึงไม่ใช่แน่นอน ซึ่งวิโรจน์ก็แสดงออกชัดเจนว่าไม่พอใจกับ คำดังกล่าวเขายืนยันว่าไม่ใช่เงินกินเปล่า เพราะ เกิดจากการทำงานทั้งสิ้น
"การใช้คำว่าแป๊ะเจี๊ยะ เงินกินดิบ หรือ เงินกินเปล่า คือเราไม่ทำงานอะไรเลย แต่จริงๆ เราทำงาน แค่เอากองหนังสือขึ้นพาเหรดมาที่ ศูนย์กระจายสินค้า เราจะทำหน้าที่คัดแยก และ จัดส่ง ค่าแรงขึ้น ค่าน้ำมันขึ้นสะสม ทุกอย่างมาจากภาวะต้นทุน ขอยืนยันว่าเราทำงานครับ"
สำหรับสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จัดจำหน่าย- หนังสือแห่งประเทศไทยซึ่งถือเป็นโซ่ข้อกลางระหว่างคู่กรณีปัญหานี้ วรพันธ์ โลกิตสถาพรนายกสมาคมฯ ตั้งข้อสังเกตทันทีว่า หนึ่ง-นี่ใช่หน้าที่ของผู้ให้บริการหรือเปล่า สอง-เชื่อว่าตั้งแต่ซีเอ็ดทำการค้าและให้บริการมาตลอด ไม่มีอะไรฟรีอย่างแน่นอน
และชนวนปัญหานี้ประการสำคัญคือจุดเริ่มต้นอย่างผิดๆ โดยทั้งซีเอ็ด และอมรินทร์กระทำการราวกับ 'ฮั้ว' เพื่อช่วยกัน'ฮุบ'วรพันธ์ กล่าวว่า "กรณีนี้มันเกิดจากกระบวนการเริ่มต้นที่ไม่ถูก ที่ทางผู้บริหารทั้งสองเครือข่ายได้ลงนามเจรจาร่วมกันจะขอเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่ม โดยทางธรรมเนียมการค้าจะต้องหารือ พูดคุยกันเพื่อแก้ไขสัญญา หนึ่ง-เริ่มต้น ไม่ถูกต้อง สอง-ค่า DC หรือ GP มันซับซ้อน กันอยู่"
นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ อธิบายด้วยว่าธุรกิจหนังสือเป็นธุรกิจฝากขาย ค่า GP จะเสียก็ต่อเมื่อขายได้ แต่ DC ขายได้หรือไม่ได้ทาง ซีเอ็ดและนายอินทร์จะเก็บก่อน จึงไม่แปลกที่จะถูกเรียกว่าเงินกินเปล่า
แม้จะเห็นทั้งค่า GP และค่า DC ปรากฏขึ้น ทว่า อันที่จริง ค่า DC คือตัวปัญหาของแท้ เพราะในระบบหนังสือ ค่า DC ไม่จัดอยู่ในต้นทุน แต่อย่างใด
เรืองเดช จันทรคีรี บรรณาธิการสโมสรหนังสือรหัสคดีอธิบายเรื่องนี้ไว้ในเฟซบุ๊คของเขาเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2555 อย่างชัดเจนว่า "ผมได้ตั้งข้อสงสัยไว้แล้วว่า ค่าธรรมเนียม DC (Distribution Center แปลว่า ศูนย์กระจายสินค้า) ไม่อยู่ในโครงสร้างต้นทุนหนังสือ
วันนี้ (21 สิงหาคม 2555) ในการประชุมคณะอนุกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและการ-สื่อสารมวลชน ที่รัฐสภา วันเพ็ญ ศิริยุทธ์วัฒนาตัวแทนจากกรมสรรพากร กล่าวว่า ปกติหนังสือ ไม่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ในเรื่องค่า DC ไม่ได้ เกี่ยวกับการขาย แต่เป็นการให้บริการ
การให้บริการต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 เปอร์เซ็นต์ และเสียภาษี ณ ที่จ่ายอีก 3 เปอร์เซ็นต์ เพราะถือเป็นการจ้างทำของ
ชัดเจนครับ ค่า DC ไม่อยู่ในโครงสร้างต้นทุนหนังสือ เพราะไม่เกี่ยวกับการขาย แต่เป็นการให้บริการ" (www.facebook.com/mr.ruangdej)
-2-
แม้ทีท่าของซีเอ็ดจะยังแข็งกร้าว และ ยืนกรานจะเดินหน้าเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมศูนย์กระจายสินค้าให้ได้ ทว่า ตอนนี้ซีเอ็ดคล้ายยืนเพียงลำพัง - หลังชนฝา
เพราะการประชุมคณะอนุกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและการสื่อสารมวลชนทั้งสองนัด นายอินทร์ไม่เข้าร่วมและไม่ส่งตัวแทนประชุม แต่อย่างใด มีเพียงจดหมายจาก ทองนาค เพ็งชนะผู้จัดการฝ่ายจัดซื้ออาวุโส แจ้งเหตุที่ไม่ร่วมประชุม และยกเลิกการเรียกเก็บค่า DC ชั่วคราว
ในจดหมายความว่า "ตามที่บริษัท อมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์ จำกัด ในนาม ร้านหนังสือ นายอินทร์ ได้ออกจดหมาย "การดำเนินการ เรียกเก็บค่าธรรมเนียมศูนย์กระจายสินค้า" ฉบับ ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 ซึ่งต่อมานายกสมาคม- ผู้จัดพิมพ์และผู้จัดจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ได้เป็นโซ่ข้อกลางในการเชิญตัวแทนจาก สำนักพิมพ์ ผู้จัดจำหน่าย ร้านค้า และบริษัท อมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์ จำกัด เพื่อหาทางออกร่วมกันเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2555 โดยเบื้องต้นคณะอนุกรรมการร่วมที่ ทางสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ แต่งตั้งขึ้นมีมติใน ที่ประชุม "ให้ยกเลิกจดหมายฉบับดังกล่าว" ไปก่อน เพื่อเปิดโอกาสให้คณะกรรมการร่วม สมาชิกสมาคมฯ และสมาชิกชมรมส่งเสริมฯ ได้ทราบถึงเหตุผลและความจำเป็นในการขอเรียกเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าว รวมถึงการกำหนดกรอบร่วมกันในการหาข้อยุติเพื่อเป็นประโยชน์ต่อโครงสร้างอุตสาหกรรมหนังสือต่อไป ดังนั้นเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ชัดเจน ต่อเพื่อนๆ พี่ๆ สำนักพิมพ์ ผู้จัดจำหน่าย ผมจึงได้ออกจดหมายฉบับนี้ขึ้นมา เพื่อยืนยันถึงการยกเลิกจดหมายการดำเนินการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมศูนย์กระจายสินค้า ดังกล่าว" ตามด้วยจดหมายแถลงการณ์คัดค้าน จาก เครือข่ายศิลปวรรณกรรมและองค์กรพัฒนาภาคใต้ ที่ฝาก พินิจ นิลรัตน์ กรรมการ- สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยแสดงในที่ประชุมเพื่อยื่นคัดค้านการกระทำของทั้งสองบริษัท ความว่า
"...สืบเนื่องจากการประกาศของบริษัท ซีเอ็ด ยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ บริษัท อมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์ จำกัด ที่ยืนยันจะออกมาตรการเก็บค่ากินเปล่า 1 เปอร์เซ็นต์ จากหนังสือทุกปกที่ผ่านการวางจำหน่ายในเครือของตน ซึ่งจะมีผลให้ราคาหนังสือขึ้นไป โดยอัตโนมัติอย่างไม่มีเหตุผล ทั้งยังจะส่งผลให้บรรดาสำนักพิมพ์เล็กๆ ที่ทำหนังสือ นอกกระแสตลาดต้องค่อยๆ สูญพันธุ์ไปในระยะอันใกล้ พวกเราเห็นว่ามาตรการดังกล่าว ไม่เพียงเป็นการมัดมือชกในทางธุรกิจที่ โหดร้าย แต่ยังเป็นการทำลายความหลากหลายของ 'โลกหนังสือ' ในประเทศที่วัฒนธรรม การอ่านอ่อนแอนี้ให้เข้าสู่ทางตันยิ่งขึ้น
เพื่อเป็นการแสดงออกถึง 'การไม่- เห็นด้วย' ในมาตรการดังกล่าว กลุ่มเครือข่ายศิลปวรรณกรรมและองค์กรพัฒนาภาคใต้ จึงเห็นพ้องกันว่า จะงดใช้บริการจากร้านหนังสือในเครือดังกล่าวนับแต่บัดนี้ พร้อมกับจะร่วมรณรงค์ให้สาธารณชนเห็นเจตนาที่ไม่เหมาะควรดังกล่าว และเข้าร่วมในการตอบโต้โดยวิธีการเดียวกัน..." สังเกตได้ว่าประเด็นที่ทั้งสองบริษัท ถูกกล่าวหาจากสังคม หนึ่งในนั้นคือ ครอบงำตลาด ปิดกั้นหนังสือจากสำนักพิมพ์อื่น กระทั่งหนังสือนอกกระแสลดลงจนสูญพันธุ์ แต่ศรีนวลไม่คิดเช่นนั้นทั้งยังอธิบายด้วยว่า ซีเอ็ดให้โอกาสหนังสือจากทุกสำนักพิมพ์ ทั้งเล็กและใหญ่ ทว่าสุดท้ายหนังสือที่ขาย ไม่ได้ก็หมดสิทธิ์มีชีวิตรอดก็เท่านั้น
"เรารับเข้ามาขายทั้งหมด เมื่อลองแล้วมันไม่เวิร์คกับตลาด เราก็เก็บคืนในช่วงเวลาหนึ่ง ในร้านเล็ก 3 เดือน ถ้าขายไม่ได้เลยเราจำเป็นต้องเก็บคืนแล้ว แต่ร้านใหญ่ หนังสือจะอยู่นานกว่านั้น หนังสือออกใหม่ประมาณ 42 ชื่อเรื่องต่อวัน ถ้าเราไม่เก็บคืนจะเกิดอะไรขึ้น และ ที่เราเก็บคืนคือถ้ายอดขายเป็นศูนย์เล่มเท่านั้นจึงเก็บคืน ถ้ายังพอขายได้เราขายไปก่อน และ ถ้าบางสาขาขายไม่ได้เราเรียกเก็บคืนทั้งระบบไหม ไม่ และเราจะเอาสต็อกที่เก็บคืนไปยัง สาขาที่ขายได้ นี่คือที่เราเปิดโอกาสให้ แต่ถ้าไม่สำเร็จ เราก็ยอมรับว่า เราบังคับผู้อ่านไม่ได้ ต้องเรียกเก็บคืน ดังนั้น ถ้าสำนักพิมพ์ช่วยกัน ผู้จัดจำหน่ายช่วยกันพาหนังสือคุณภาพออกสู่ตลาด ประเมินว่าหนังสือใดที่ผู้บริโภคต้องการ ประสิทธิภาพการขายก็จะเกิดขึ้น" นั่นเท่ากับว่าซีเอ็ดยังไม่พ้นข้อกล่าวหา ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หนังสือนอกกระแสอยู่ดี เพราะจุดมุ่งหมายหลักยังเป็นการรักษาไว้ซึ่งหนังสือที่ขายได้ ขายดี หนีไม่พ้นเงินๆ ทองๆ
วิโรจน์จึงออกโรงเสริมว่าซีเอ็ดไม่ครอบงำตลาดเพราะรายได้ของบริษัทยักษ์ใหญ่มีเพียงน้อยนิด คิดเป็นเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าตลาดทั้งหมด
"ปี 2553 มูลค่าตลาดทั้งหมด 21,400 ล้านบาท ยอดขายหนังสือของซีเอ็ดมี 3,900 ล้านบาท เอาไปหารหาเปอร์เซ็นต์อยู่ราวๆ 18.22 เปอร์เซ็นต์ การบริโภคหนังสือผ่านช่องทางอื่นๆ เช่น ทางอินเทอร์เน็ต ซื้อตรงจากสำนักพิมพ์มันมากกว่าผ่านร้านหนังสือด้วยซ้ำไป ดังนั้นสิ่งที่เข้าใจคลาดเคลื่อน เรามีช่องทางแค่ 18.22 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น"
หากตัวเลขดังกล่าวเป็นจริง อาจขัดแย้ง กับจำนวนร้านหนังสือกว่า 400 สาขา (ซึ่งมีมากกว่าร้านหนังสืออิสระรวมกันทั้งประเทศไทย) มิหนำซ้ำยังคิดค่า GP มากกว่าร้านอิสระเกือบเท่าตัว
"เพดานส่วนลด GP ร้านอื่นได้ 25 เปอร์เซ็นต์ แต่สองร้านนี้ได้เกิน 25 เปอร์เซ็นต์ไปจนถึง 40 เปอร์เซ็นต์ นั่นคือความได้เปรียบอยู่แล้ว" สิริพร เจียรวัฒนกุล ผู้จัดการ- ฝ่ายขายพิเศษ บริษัท งานดี ในเครือมติชน กล่าว อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าผลกระทบอย่างหนึ่งคือราคาหนังสือจะเพิ่มขึ้น วชิระ บัวสนธ์ บรรณาธิการสำนักพิมพ์สามัญชน ให้ข้อมูลว่าราคาจะไม่ขึ้นเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ แต่จะขึ้น 3.5- 4 เปอร์เซ็นต์ เพราะอะไรก็ตามที่เป็นต้นทุนทำหนังสือจะถูกคูณด้วย 3.5-4 เสมอ ซึ่งตรงนี้วิโรจน์ได้บอกว่าสบายใจที่รู้ว่าต้นทุนจะคูณ 3.5-4 เท่าเสมอ เพราะเท่ากับยืนยันความเชื่อของเขาว่าผู้กำหนดราคาหนังสือคือ สำนักพิมพ์...
ทว่าระบบหนังสือเดิมไม่มี DC เข้ามาเป็นต้นทุน ดังที่บรรณาธิการรหัสคดีบอกไปแล้ว แล้วใครกันหนอที่กำหนดราคาหนังสือ...ทั้งทางตรงและทางอ้อม
-3-
แม้นายอินทร์จะถอยหลังไปตั้งหลักในที่ที่ปลอดภัยของตนแล้ว แต่ซีเอ็ดยังคงเดินหน้าต่อไม่ยั้ง แม้สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ จะหารือและเสนอทางออกให้แล้ว ทว่า เสียงเตือนฤๅจะสู้เสียงหัวใจซึ่งเต้นโครมครามพร้อมรบทุกเมื่อเชื่อวันได้
วรพันธ์ แสดงความคิดเห็นว่าภาคประชาชนไม่เห็นด้วยต่อการกระทำของทั้งสองบริษัทแน่นอน เพราะนี่เป็นการผลักภาระค่าใช้จ่ายให้ผู้อื่นจัดการ จะดีไหมหากเปลี่ยนเป็นบริหารกระเป๋าตัวเอง
"น่าจะหันไปทบทวนการบริหารค่าใช้จ่ายของตัวเองดีไหม เช่น เคยให้ส่วนลดพิเศษ ก็ต้องลดลง หรือบริหารประสิทธิภาพอุตสาหกรรม ทำตลาดให้ใหญ่ขึ้น ต้นทุนเพิ่มขึ้นเลี่ยงไม่ได้ แต่คุณจะทำอย่างไรให้รายได้เพิ่มขึ้น แต่การเพิ่มรายได้โดยให้คนอื่นต้องจ่ายมันก็ น่าคิดเหมือนกัน" ซึ่งก็คล้ายคลึงกับ วชิระ ได้เสนอทางออกให้ว่าควรปรับส่วนลดสมาชิกหน้าร้านลงสักนิดสักหน่อยแต่จะเป็นผลดีมหาศาล
"ผมไม่เคยรังเกียจทั้งซีเอ็ดและนายอินทร์ ถึงแม้จะ ไม่นับถือวิธีคิดบ้าๆ บอๆ นี้ ประเด็นที่ผมจะเสนอแนะง่ายๆ ผมคิดว่าอาจมีทางออกได้เงินเพิ่มโดยไม่ต้องเก็บค่านู่นค่านี่ คือค่อยๆ ปรับส่วนลดที่ให้ลูกค้าหน้าร้าน จาก 10 เปอร์เซ็นต์เหลือ 9 เปอร์เซ็นต์ 5 เปอร์เซ็นต์เหลือ 4 เปอร์เซ็นต์ได้ไหม"
ฝ่ายซีเอ็ดก็โต้ว่าไม่เคยใช้กลยุทธ์สงครามราคา ผู้ที่ต้องทบทวนกรณีลดราคาหนังสือน่าจะเป็นสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ มากกว่า
"เรายืนยันว่าไม่เคยทำ Price War เลย ถึงทำก็น้อยมาก จริงๆ ผมอยากฝากถึงสมาคมฯ เพราะที่ลดกันหนักๆ จริงๆ ที่ไหนครับ ผมว่าเราเริ่มต้นที่งานมหกรรมหนังสือดีกว่าไหม" วิโรจน์กล่าว
ถูกตอกกลับแรงอย่างนี้มีหรือนายกวรพันธ์จะอยู่นิ่ง ที่สำคัญคำอธิบายของเขาก็ชัดเจนทั้งยังย้อนไปตอบอะไรบางอย่างได้อีกด้วย
"ในงานสัปดาห์หนังสือฯ ทำไมลดได้เพราะเราไม่ต้องจ่ายค่า GP ไง เราขายให้นักอ่านโดยตรง นั่นคือการที่เราคืนให้สังคม"
ถึงตรงนี้ นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ แสดงทัศนะว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้เตือนให้คนในธุรกิจหนังสือตื่นตัวได้แล้วว่า กำลังเกิดบางสิ่งบางอย่างที่ผิดปกติไปจากเดิม ของเดิมอาจไม่เหมาะสมแล้ว คล้ายคนที่อยู่เฉยๆ ก็มีผื่นคันขึ้นตามตัว ต้องตรวจหาสาเหตุ นี่อาจถึงเวลาที่ต้องปรับปรุง 'ห่วงโซ่อุปทาน' กันเสียใหม่ มิเช่นนั้นอาจลุกลาม
ด้าน เวียง-วชิระ กล่าวว่า "ตัวเลขของพนักงานประมาณ 3,000 คน เมื่อเทียบกับประชากร 60 กว่าล้านต้องคิดว่าอะไรสำคัญกว่ากัน ความเดือดร้อนจากนโยบาย ผมคิดว่าไม่ต้องใช้เหตุผลหรอกครับ แค่ใช้หัวใจเล็กๆ น้อยๆ ก็สัมผัสได้ว่ามันคืออะไร
อธิบายให้ชัดขึ้นกว่านั้น สิ่งที่ซีเอ็ดยืนกรานเรื่อง 1 เปอร์เซ็นต์ ผมคิดว่าท้ายที่สุดแล้ว ไม่ได้มีอะไรนอกจากเรื่องผลประโยชน์ขององค์กรเป็นที่ตั้งโดยไม่เกรงอกเกรงใจผู้คนพลเมืองในประเทศนี้แต่ประการใดครับ"
ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2555 สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ และตัวแทนจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้ประชุมหาข้อยุติประเด็นปัญหานี้ มีมติให้ทั้งซีเอ็ดและนายอินทร์ยุติการเรียกเก็บเงินค่าศูนย์กระจายสินค้า แล้วให้กลับไปทบทวนแก้ไขระบบการเงินของตัวเอง นอกจากนี้ยังมีมติที่น่าสนใจอีกประการอันสะท้อนว่ายังมีปัญหาอีกมากที่ต้องจัดการต่อไป เพราะสมาคมฯ มีคำสั่งรื้อทั้งระบบหวังแก้ปัญหาของวงการหนังสือเบ็ดเสร็จภายใน 3 เดือนให้จงได้
คล้ายกรณี 1 เปอร์เซ็นต์จะจบลง แต่เชื่อเถิดว่ามันยังไม่จบบริบูรณ์ มิหนำซ้ำ อาจเป็นแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ของเรื่องราวทั้งหมดก็เป็นได้
เอาล่ะ เสพรสแห่งมายาให้สุขสม แล้วพบกันอีกครั้งสำหรับ 'ฝุ่นใต้พรม', 'คลื่นใต้น้ำ' หรืออะไรก็ตามที่ 1 เปอร์เซ็นต์จะนำไปสู่...โปรดติดตามอีกครั้งหนึ่ง--จบ--

ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 34045
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: APRINT

Posts by pakapong_u » Mon Sep 03, 2012 5:34 am

คอลัมน์: บันทึกท้ายบรรทัด: ค่าดีซี 1% จากต้นจนอวสาน (มั้ย...?)
Source - โพสต์ ทูเดย์ (Th)

Monday, September 03, 2012 04:41
37584 XTHAI XGEN DAS V%PAPERL P%PTD

อินทรชัย พาณิชกุล
ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาคงไม่มีประเด็นใดร้อนแรงและสั่นสะเทือนวงการหนังสือเท่าเรื่องการขอขึ้นค่าธรรมเนียมศูนย์กระจายสินค้า Distribution Center Fee (DC) 1% ของราคาหนังสือในเครือบริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น และบริษัทอมรินทร์ พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง
จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อวันที่5 ก.ค. เมื่อร้านขายหนังสือยักษ์ใหญ่ที่สุดในประเทศสองรายนั่นคือ ซีเอ็ด และนายอินทร์ ได้ร่อนจดหมายถึงสำนักพิมพ์และบริษัทจัดจำหน่ายหนังสือต่างๆเรียกเก็บค่าธรรมเนียมศูนย์กระจายสินค้าในอัตรา 1% ของมูลค่าหนังสือที่ส่งไปยังศูนย์กระจายสินค้าของบริษัททั้งสอง โดยอ้างว่าเพื่อชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้นจากนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ300 บาทของรัฐบาล
ส่งผลให้เกิดกระแสคัดค้านต่อต้านอย่างหนักหน่วงจากบรรดานักเขียน สำนักพิมพ์ รวมถึงผู้อ่านจำนวนมาก แพร่สะพัดในโซเชียลเน็ตเวิร์ก ร้อยทั้งร้อยไม่เห็นด้วย บ้างว่าเป็นการกินเปล่า ผูกขาดทางการตลาด เข้าทำนองปลาใหญ่กินปลาเล็ก จนอาจทำให้สำนักพิมพ์ตัวเล็กตัวน้อยล้มครืนกันเป็นแถว
เหตุผลการขอเก็บ 1% ถนัด ไทยปิ่นณรงค์กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์เผยว่า ร้านหนังสือเครืออมรินทร์หลายร้านมีรายได้ติดลบ
"เราพยายามหาทุกวิถีทางเพื่อลดต้นทุนตั้งแต่เดือน เม.ย. ทั้งปรับบุคลากรและปรับวิธีการทำงาน รวมทั้งปัญหาจากค่าเช่าพื้นที่ซึ่งราคาเพิ่มมากขึ้นทุกปี นอกเหนือจากการคัดเลือกหนังสือให้วางในกลุ่มร้านค้าที่ตรงกับเป้าหมายของหนังสือมากที่สุด ซึ่งทำอยู่แล้วตามปกตินั้น จึงต้องขอความช่วยเหลือบางส่วนจากสำนักพิมพ์ และจะพยายามให้ส่งผลกระทบน้อยที่สุด โดย1% ที่เก็บจะมีรายได้เพิ่มประมาณเพียง 2 ล้านบาทเท่านั้น"
ขณะที่ ทนง โชติสรยุทธ์กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น อ้างว่าสถานการณ์ร้านหนังสือในปัจจุบันถือว่าอยู่ในระดับวิกฤต
"หลังปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท 7 จังหวัด ค่าใช้จ่ายเพิ่มทันที เดือนละประมาณ5.1 ล้านบาท ซีเอ็ดขอให้ช่วยค่าใช้จ่าย 1% จากมูลค่าปก ที่ใช้บริการ Logistic (ประมาณ 3 ล้านบาทต่อเดือน) เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายจริงที่เพิ่มขึ้น ยกเว้นสำนักพิมพ์ที่ส่งมูลค่าปกน้อยกว่า 1 หมื่นบาทต่อเดือนซึ่งเป็นระบบปกติที่เกิดขึ้นแล้วในธุรกิจหนังสือ ไม่เช่นนั้นร้านหนังสือจะอยู่ไม่ได้ในธุรกิจหนังสือ เราควรจะต้องช่วยกัน แต่หากสำนักพิมพ์ไม่พร้อมจ่าย ก็จะต้องมีการเลือกคุณภาพหนังสือให้มากขึ้น ไม่มีการรับหมดทุกเล่มอย่างแน่นอน ส่วนที่มองว่าการเพิ่มค่าดีซีจะเป็นการผลักภาระให้ผู้บริโภค ก็เชื่อว่าผู้บริโภคพร้อมจะปรับตัว"
ยิ่งเรื่องดำเนินไปเท่าไหร่บรรยากาศก็ยิ่งเข้มข้นขึ้นเท่านั้น ท่ามกลางการคัดค้านอย่างสุดฤทธิ์ของฝ่ายเครือข่ายสำนักพิมพ์อิสระขนาดเล็ก กับร้านหนังสือยักษ์ใหญ่ทั้งสอง ทางสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยจึงได้อาสาเป็นคนกลาง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการร่วมพิจารณาเหตุผลและความจำเป็นในการเก็บค่าดีซี ตลอดจนแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมหนังสือ ขณะเดียวกัน ทางคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมืองและการสื่อสารมวลชนก็เรียกผู้เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงเรื่องนี้ที่รัฐสภา
จากการประชุมเมื่อวันที่23 ส.ค.ที่ผ่านมา ผลสรุปออกมาดังนี้ หนึ่ง ยุติการเรียกเก็บค่าดีซี 1% สอง ทางบริษัทซีเอ็ด ยูเคชั่น และบริษัท อมรินทร์ พริ้นติ้งแอนด์ พับลิชชิ่ง จะพัฒนาปรับปรุงกระบวนการทำงานเพื่อแก้ปัญหาต่างๆต่อไป และสามให้มีการจัดตั้งคณะทำงานศึกษามาตรฐานกระบวนการธุรกิจหนังสือ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมในระยะยาวโดยกำหนดให้แล้วเสร็จภายในเดือน พ.ย.นี้ ดูเหมือนว่าจะจบลงด้วยดี แต่ผู้สันทัดกรณีหลายสำนักยังคงให้แนะนำให้จับตามองอย่างไม่กะพริบ
รวี สิริอิสสระนันท์หรือ วาด รวีนักเขียนและคนทำหนังสืออิสระ ให้ความเห็นว่า ความเป็นธุรกิจร้านหนังสือ ส่วนหนึ่งของมันอยู่ในธุรกิจหนังสือ แต่อีกส่วนมันคือธุรกิจการค้าปลีก
"ธุรกิจการค้าปลีกในเมืองไทยผูกติดอยู่กับห้างและซูเปอร์สโตร์เป็นหลัก สังเกตว่าร้านหนังสือที่เป็น Stand Alone มีน้อย ร้านหนังสือแฟรนไชส์อย่างซีเอ็ดหรือนายอินทร์ก็จะขยายสาขาไปตามบิ๊กซี โลตัส หรือห้างสรรพสินค้าเพราะนี่เป็นทางไปของธุรกิจค้าปลีก เป็นเรื่องของการสร้างตลาดในความหมายทางกายภาพคือทำให้เกิดสถานที่ที่มีคนมาเดิน ลำพังร้านหนังสืออย่างเดียวไปตั้งอยู่โดดๆ ไม่สามารถทำได้ หรือแม้แต่ทำในลักษณะของ Street Bookshop คือมีร้านหนังสือเรียงๆ กันหลายๆร้านอยู่ใกล้ๆ กันก็ไม่เกิดในเมืองไทย
"ขอให้สังเกตว่าประเด็นเรื่องค่าดีซีรวมไปถึงค่าโน่นค่านี่ เป็นส่วนหนึ่งของสมรภูมิค้าปลีกในปัจจุบัน ซึ่งถูกครองโดยระบบโมเดิร์นเทรดคือเป็นยุทธวิธีเชือดเฉือนกันในตลาดค้าปลีกที่แข่งราคา และหันมาเรียกเก็บค่าธรรมเนียมยิบย่อยโน่นนี่
ผมอยากให้ดูสงครามโมเดิร์นเทรดในสมรภูมิค้าปลีกเป็นตัวอย่าง แล้วถามคนในวงการหนังสือ รวมทั้งอมรินทร์ และซีเอ็ดว่า อยากให้มีบรรยากาศแบบนั้นจริงๆ หรือ ถามจริงๆจากใจของพวกท่านว่าอยากให้วงการหนังสือแข่งขันกันเอาเป็นเอาตายขนาดนั้นจริงหรือ"
รวี บอกว่า ประเด็นเรียกเก็บค่าดีซีของซีเอ็ดและอมรินทร์ในครั้งนี้สะท้อนปัญหาระบบคลังสินค้า ระบบโลจิสติกส์ของวงการหนังสือ และสะท้อนไปถึงปัญหาของระบบจัดจำหน่ายที่ไม่มีบรรทัดฐานและมีผลประโยชน์ทับซ้อน
"ถ้าซีเอ็ด อมรินทร์ ลองถอยออกมาจากสมรภูมิค้าปลีก ถอยให้กับผู้จัดจำหน่ายสักครึ่งทาง ในตอนนี้ที่ยังไม่สายเกินไป ร่วมกับคนในวงการหาทางวางระบบจัดจำหน่ายที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย โอกาสที่จะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของวงการหนังสือและพัฒนาไปอย่างสร้างสรรค์ด้วยกันยังพอมี หรือมิเช่นนั้นมันก็จะเดินไปสู่สภาพเดียวกันกับตลาดค้าปลีกที่เต็มไปด้วยการแข่งขันแก่งแย่งกันไม่สิ้นสุด"
คำกล่าวทิ้งท้ายที่ฝากผ่านไปยังผู้เกี่ยวข้องเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในวงการหนังสือครั้งใหญ่ร่วมกัน n--จบ--

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์


User avatar
todsapon
Verified User
Posts: 1137
Joined: Sun Apr 04, 2010 9:50 pm

Re: APRINT

Posts by todsapon » Thu Sep 13, 2012 11:59 pm

มีใครรู้เงินปันผลต่อหุ้นของ aprint ตั้งแต่ปี 40 เป็นต้นมาบ้างครับ และขอรายละเอียดการแตกพาร์ด้วยครับ

ผลตอบแทน 15% ต่อปีก็พอ
กำไรเมื่อซื้อ มิใช่กำไรเมื่อขาย
การได้ทำอะไรที่ตนเองชอบและมีปัจจัยสี่พร้อมเพียงคือสุดยอดแห่งความสุข
ขอยืมเงินหน่อยครับ

phemstap
Verified User
Posts: 1273
Joined: Fri Jan 28, 2005 8:16 pm

Re: APRINT

Posts by phemstap » Sat Sep 15, 2012 11:38 am

todsapon wrote:มีใครรู้เงินปันผลต่อหุ้นของ aprint ตั้งแต่ปี 40 เป็นต้นมาบ้างครับ และขอรายละเอียดการแตกพาร์ด้วยครับ
EPS DPS %Pay
1994 0.32 0.12 38%
1995 0.22 0.14 64%
1996 0.41 0.20 49%
1997 0.35 0.15 43%
1998 0.31 0.20 65%
1999 0.38 0.23 61%
2000 0.46 0.28 61%
2001 0.60 0.36 60%
2002 1.02 0.50 49%
2003 1.03 0.59 57%
2004 1.09 0.60 55%
2005 1.17 0.75 64%
2006 1.35 0.75 56%
2007 1.13 0.80 71%
2008 1.38 0.80 58%
2009 1.11 0.80 72%
2010 1.23 0.80 65%
2011 1.18 0.90 76%


phemstap
Verified User
Posts: 1273
Joined: Fri Jan 28, 2005 8:16 pm

Re: APRINT

Posts by phemstap » Sat Sep 15, 2012 11:40 am

todsapon wrote:มีใครรู้เงินปันผลต่อหุ้นของ aprint ตั้งแต่ปี 40 เป็นต้นมาบ้างครับ และขอรายละเอียดการแตกพาร์ด้วยครับ
Year EPS DPS %Pay
1994 0.32 0.12 38%
1995 0.22 0.14 64%
1996 0.41 0.20 49%
1997 0.35 0.15 43%
1998 0.31 0.20 65%
1999 0.38 0.23 61%
2000 0.46 0.28 61%
2001 0.60 0.36 60%
2002 1.02 0.50 49%
2003 1.03 0.59 57%
2004 1.09 0.60 55%
2005 1.17 0.75 64%
2006 1.35 0.75 56%
2007 1.13 0.80 71%
2008 1.38 0.80 58%
2009 1.11 0.80 72%
2010 1.23 0.80 65%
2011 1.18 0.90 76%


nut776
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 3321
Joined: Thu Feb 05, 2004 9:46 pm

Re: APRINT

Posts by nut776 » Sat Sep 15, 2012 1:04 pm

omg สุดยอดคับสำหรับข้อมูล
จากปี 1994 มีโอกาสปีหน้าdps 10เด้ง

show me money.

waz
Verified User
Posts: 751
Joined: Sun Aug 21, 2005 9:32 pm

Re: APRINT

Posts by waz » Sun Sep 23, 2012 9:48 pm

สนใจในส่วนบ้านโมดูล ครับ
ไม่ทราบทางบริษัทวาง มาร์จิ้นไว้กี่เปอร์เซนต์


User avatar
todsapon
Verified User
Posts: 1137
Joined: Sun Apr 04, 2010 9:50 pm

Re: APRINT

Posts by todsapon » Mon Sep 24, 2012 9:40 pm

waz wrote:สนใจในส่วนบ้านโมดูล ครับ
ไม่ทราบทางบริษัทวาง มาร์จิ้นไว้กี่เปอร์เซนต์
ผมว่าไม่น่าจะขายได้เยอะมากนักนะครับ อย่างไรเสียรายได้หลักก็น่าจะมาจากสื่อสิ่งพิมพ์เหมือนเดิม

ผลตอบแทน 15% ต่อปีก็พอ
กำไรเมื่อซื้อ มิใช่กำไรเมื่อขาย
การได้ทำอะไรที่ตนเองชอบและมีปัจจัยสี่พร้อมเพียงคือสุดยอดแห่งความสุข
ขอยืมเงินหน่อยครับ

BERSERK
Verified User
Posts: 142
Joined: Tue Jan 12, 2010 9:34 am

Re: APRINT

Posts by BERSERK » Tue Sep 25, 2012 9:26 am

วันที่/เวลา 25 ก.ย. 2555 09:23:40
หัวข้อข่าว การลงทุนจัดตั้งบริษัทใหม่ (เพิ่มรายการTemplate)
หลักทรัพย์ APRINT
แหล่งข่าว APRINT
รายละเอียดแบบเต็ม

รายการได้มาและจำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์

24 กันยายน 2555
ที่ อพ.1046 /55

เรื่อง การลงทุนจัดตั้งบริษัทใหม่
เรียน กรรมการและผู้จัดการ
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ด้วยที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) ครั้งที่ 4/2555
เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2555 ได้มีมติดังนี้ :

อนุมัติให้บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) ลงทุนตั้งบริษัทใหม่
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบธุรกิจทีวีดาวเทียม โดยมีรายละเอียดของบริษัทที่จัดตั้งใหม่ดังนี้ :
ชื่อบริษัท : บริษัท อมรินทร์ เทเลวิชั่น จำกัด
ประเภทของนิติบุคคล : บริษัทจำกัด
ที่อยู่บริษัท : รายละเอียดเพิ่มเติมจะแจ้งให้ทราบต่อไป
วัตถุประสงค์ : เพื่อประกอบธุรกิจทีวีดาวเทียม
โครงสร้างการถือหุ้น : 99.99%
ทุนจดทะเบียน : 10,000,000 บาท


จึงเรียนมาเพื่อทราบ

ขอแสดงความนับถือ




(นางเมตตา อุทกะพันธุ์)
ประธานกรรมการ
บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)
______________________________________________________________________


สารสนเทศฉบับนี้จัดทำและเผยแพร่โดยบริษัทจดทะเบียนและบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการเผยแพร่ข้อมูลหรือเอกสารใดๆของบริษัทจดทะเบียนและบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์
ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเท่านั้น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไม่มีความรับผิดชอบใดๆ
ในความถูกต้องและครบถ้วนของเนื้อหา ตัวเลข รายงานหรือข้อคิดเห็นใดๆ ที่ปรากฎในสารสนเทศฉบับนี้
และไม่มีความรับผิดในความสูญเสียหรือเสียหายใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นไม่ว่าในกรณีใด ในกรณีที่ท่านมีข้อสงสัย
หรือต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม โปรดติดต่อบริษัทจดทะเบียนและบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ซึ่งได้จัดทำ
และเผยแพร่สารสนเทศฉบับนี้


อันนี้ น่า สนกว่า คับ

Time like a river.You cannot touch the same water twice...

User avatar
tingku
Verified User
Posts: 330
Joined: Tue May 22, 2007 4:25 pm

Re: APRINT

Posts by tingku » Tue Sep 25, 2012 10:39 am

โอ้ว....

My Goal

"Earning 1.2M Baht a year doing nothing other than ticking my toe, by the age of 40."

phemstap
Verified User
Posts: 1273
Joined: Fri Jan 28, 2005 8:16 pm

Re: APRINT

Posts by phemstap » Tue Sep 25, 2012 7:51 pm

tingku wrote:โอ้ว....
ไอ้หยา...มันเป็นได้ขนาดนี้เยยเหลอ...ไอ้เจ้า TV ดาวเทียม เนอะ :shock:


PTEE
Verified User
Posts: 259
Joined: Fri May 01, 2009 1:10 pm

Re: APRINT

Posts by PTEE » Thu Sep 27, 2012 8:14 pm

TV ดาวเทียมผมมองว่า APrint ทำได้ ทั้งสุขภาพ บ้านและสวน เป็นแนวที่ถนัด (ไม่รู้ว่าทำด้านนี้หรือป่าวนะ)

ผนวกกับสปอนเซอร์ ที่สนับสนุน Aprint ก็คงไม่ใช่ปัญหา มีเยอะมาก ๆ

แต่รายได้ต้องดูกันยาว ๆ ว่าจะคุ้มกับค่าใช้จ่ายและมีกำไรเป็ฯกอบเป็นกำหรือไม่

สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเป็นของเรา เหลือแต่กุศลผลบุญทั้งดีและไม่ดีเท่านั้น ที่จะติดตัวเราไป

prajuvb
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 457
Joined: Tue Nov 23, 2010 3:15 pm

Re: APRINT

Posts by prajuvb » Thu Sep 27, 2012 9:28 pm

ผมว่าaprintควรทำแบบmatiครับ
คือไปร่วมกับคนอื่นที่เค้ามีช่องดาวเทียมอยู่แล้ว
เช่นWorkหรือช่อง8ของrs
อาจเป็นแบบรับจ้างผลิตหรือซื้อเวลามาบริหารเอง
เพราะไม่ต้องหาcontentมาcover24ชม.
(Workใช้ของเก่ามาผสมของใหม่และrerun3รอบต่อวัน)
เพราะContentของAprintไม่เยอะพอครับ
จะผลิตเองหมดคงไม่ไหว
แค่นี้workก็ลงทุนไป100ล้านแล้ว
โชคดีที่มีกำไรตั้งแต่ปีแรก
ถ้าเป็นaprintคงเหนื่อยกว่าเพราะไม่มีcontentเก่าเท่าไหร่


phemstap
Verified User
Posts: 1273
Joined: Fri Jan 28, 2005 8:16 pm

Re: APRINT

Posts by phemstap » Sat Sep 29, 2012 6:52 pm

prajuvb wrote:ผมว่าaprintควรทำแบบmatiครับ
คือไปร่วมกับคนอื่นที่เค้ามีช่องดาวเทียมอยู่แล้ว
เช่นWorkหรือช่อง8ของrs
อาจเป็นแบบรับจ้างผลิตหรือซื้อเวลามาบริหารเอง
เพราะไม่ต้องหาcontentมาcover24ชม.
(Workใช้ของเก่ามาผสมของใหม่และrerun3รอบต่อวัน)
เพราะContentของAprintไม่เยอะพอครับ
จะผลิตเองหมดคงไม่ไหว
แค่นี้workก็ลงทุนไป100ล้านแล้ว
โชคดีที่มีกำไรตั้งแต่ปีแรก
ถ้าเป็นaprintคงเหนื่อยกว่าเพราะไม่มีcontentเก่าเท่าไหร่
การทำแบบ Mati นั้น ก็มีข้อเสียนะครับ พูกติดกับ WorkPoint ตอนนี้
กล่อง DTV กับ GMMZ กับ IPM ก็ดูไม่ได้ เพราะ WorkPoint โดน True
สั่งห้ามออกมาเป็นเดือนกว่าแล้ว :cry:

ที่บ้านเป็น DTV กันหมด ได้ดู Mati ตอนแรกๆ ชอบม๊ากมาก พอตอนนี้
ช่อง 55 DTV กลายเป็นขายของทั้งวัน Direct to Home และช่อง 53 ที่
เป็นหนังก็หายไปอีก

ผมว่าทำช่องตัวเองดีกว่า มองระยะยาวๆหน่อย คุ้มทุนได้ไม่ยาก ผมให้ 5 ปี
ผมรอได้... :B


Post Reply