ROJNA

แหล่งรวบรวมข้อมูลของหุ้นต่างๆ All for one, one for all
(ข้อมูลตั้งแต่ก่อตั้งเว็บ จนถึง 30 กันยายน 2555 ห้องนี้อ่านได้อย่างเดียวไม่สามารถ post ได้)
Post Reply
User avatar
ครรชิต ไพศาล
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 4598
Joined: Tue Feb 04, 2003 7:58 pm

ROJNA

Posts by ครรชิต ไพศาล » Tue Oct 19, 2004 2:18 pm

ROJANA บริษัทสวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน)
http://www.rojana.com

Image

Image

Last edited by ครรชิต ไพศาล on Tue Apr 08, 2008 9:52 am, edited 1 time in total.
ความสุขอื่น ยิ่งกว่าความสงบใจไม่มี นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ
หัดเล่น Facebook กะเขาบ้างแล้วนะครับ ใช้ชื่อ Kanchit Paisan ครับ
Facebook เพจ Eps16year Settrade Set ตลาดหลักทรัพย์ งบดุล ปันผล อัตราส่วนการเงิน กราฟ
Google เพจ kanchitpaisan
Google+ KANCHIT PAISAN

User avatar
ครรชิต ไพศาล
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 4598
Joined: Tue Feb 04, 2003 7:58 pm

Posts by ครรชิต ไพศาล » Tue Oct 19, 2004 8:13 pm

ข้อมูล ที่คุณ คนขายของ โพสไว้

คนขายของ


Joined: 15 Jan 2004
Posts: 45
Location: กรุงเทพ
Posted: Tue Oct 19, 2004 7:43 pm Post subject:

--------------------------------------------------------------------------------

ROJANA เป็นหุ้นที่มีความมั่นคงตัวหนึ่งในความคิดผมครับ (ไม่เกี่ยวกับราคาหุ้นนะครับ)

สำหรับธุรกิจของ ROJANA เนื่องจาก ROJANA อยู่ในหมวด อสังหา ทำให้หลายคนเข้าใจว่า ROJANA มีรายได้หลักจาก การขายที่ดินที่ นิคมแถบอยุธยา และ ระยอง แต่โดยแท้จริงแล้ว รายได้ของโรจนะ พอแยกออก คร่าวๆ ก่อนรวมรายได้จาก ROJANA Property ที่ทำ Condo The Madison ได้ประมาณนี้ครับ

1) ขายไฟฟ้า โดยผ่าน Rojana Power ทำรายได้ ประมาณ 75%
2) ขายที่ นิคม ทำรายได้ให้แค่ 20%
3) ขายนำ ประมาณ 5%

ถ้ารวมรายได้จาก Condo ที่ประมาณว่าจะเริ่มรับรู้ไม่ 04Q4 ก็ 05Q1 ก็จะกลายเป็น

1) Power 65%
2) Condo 16%
3) Industrial estate 16%
4) Water 3%

แล้วยังมีรายได้จาก TICON ที่เข้าไปถือหุ้นอยู่เกือบ 20%

แผนงานในอนาคต มีแผนขยายกำลังผลิตไฟฟ้าอีก ในปี 48 ถ้าจำไม่ผิดคาดว่าน่าจะขยายอีกประมาณ 40 MW ถ้าจำตัวเลขผิดขออภัยด้วยครับ

ขายที่นิคมที่จีน แต่รายได้ในปีหน้าคงไม่สำหลักสำคัญเท่าไหร่

ROJANA มีความสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่ม ญี่ปุ่นและจีน ทำให้ได้ลูกค้ากลุ่มนี้ค่อนข้างมาก และมีโอกาสขยายงานได้อีกในอนาคตโดยกลุ่มของ SUMIKIN BUSSAN ถือโรจนะอยู่ประมาณ 30% ชวยขายที่ให้ ROJANA กับทางญี่ปุ่น

ความเสี่ยงของ ROJANA ก็คือ การออก Warrant 2:1 เมื่อต้นปี ทำให้มี Dilution effect มหาศาลรออยู่ แต่ ROJANA ก็ได้เตรียมตัวในการขยายงานเพื่อรองรับ ไว้ทั้งด้าน power และ Industrial Estate แต่การมี Warrant และ พร้อมกับมีแผนขยายงานอย่างมากในอนาคตทำให้การหา Real Valuation ค่อนข้างลำบากเพราะ Risk กับ Opportunity เป็นของคู่กัน ดังนั้น ราคาไหนเหมาะสม คงต้องดูว่ารับความเสี่ยงได้ขนาดไหน

การย้ายสนามบินไปหนองงูเห่าอาจทำให้คนสนใจ AMATA มากกว่า ROJANA แต่ส่วนตัวผมว่า AMATA กับ ROJANA จับลูกค้าคนละ Market กัน

นิคมที่จีน แข่งขันกันมาก พร้อมทั้งมีเรื่อง การ landing ของเศรษฐกิจจีน คงต้องจับตาดูต่อไปครับ

โดยสรุปโครงสร้างรายได้จาก ROJANA POWER มีพื้นฐานที่แข็งแกร่งความเสี่ยงตำ แต่โรจนะมี นิคม กับ Condo ที่มีลักษณะเป็น Cyclical ขึ้นกับวงจรเศรษฐกิจ เป็นหุ้นดี (ในความคิดผม) แต่ต้องได้ที่ราคาที่มี Margin of Safety พอสมควรเลยทีเดียว เนื่องจาก W และ ความเสี่ยงจาก Cyclical Biz.

ขอให้โชคดีในการลงทุน ผิดถูกไปบ้างในการแสดงความคิดเห็นโปรดให้อภัยครับ
_________________
อดทนไว้ กำไรยั่งยืน

ความสุขอื่น ยิ่งกว่าความสงบใจไม่มี นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ
หัดเล่น Facebook กะเขาบ้างแล้วนะครับ ใช้ชื่อ Kanchit Paisan ครับ
Facebook เพจ Eps16year Settrade Set ตลาดหลักทรัพย์ งบดุล ปันผล อัตราส่วนการเงิน กราฟ
Google เพจ kanchitpaisan
Google+ KANCHIT PAISAN

phobenius
Verified User
Posts: 1976
Joined: Sun Nov 16, 2003 11:40 am

Posts by phobenius » Sun Jan 30, 2005 9:49 am

ดีครับตัวนี้โดยส่วนตัวชอบครับ


phobenius
Verified User
Posts: 1976
Joined: Sun Nov 16, 2003 11:40 am

Posts by phobenius » Tue Feb 01, 2005 9:42 pm

มาอีกทีหลังซื้อไปวันจันทร์ วันนี้ขึ้นเฉย ยังงงๆครับ ยังซื้อไม่พอเลย ลงมาอีกหน่อยเหอะ ความคิดเห็นส่วนตัว สาม ควอรเตอร์ กำไรต่อหุ้นเท่าปีที่แล้ว และคาดควอสี่น่าจะราวๆ 0.24 พีอีคิดว่าประมาณเก้ากว่า รวมแล้ว eps 0.85 โปรเจคเมืองจีนที่ดินซื้อใหม่น่าจะทำกำไรก้าวโดดปีหน้ามั้ง สุรุปผมว่า 10 บาทคงเห็นถ้าหุ้นขาขึ้นนะ


hot
Verified User
Posts: 6853
Joined: Mon Nov 17, 2003 5:40 pm

Posts by hot » Fri Feb 18, 2005 11:53 am

ธรรมดาปันผลใช้หลักกี่% คับในการปันผล
และปันผลปีหนึ่ง1 ครั้ง หรือ2 ครั้งคับ


pk8
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 480
Joined: Thu Jul 01, 2004 9:39 am

Posts by pk8 » Tue Mar 01, 2005 10:40 pm

ใครๆที่คิดว่าหลังจากที่มีสนามบินสุวรรณภูมิแล้ว นิคมโรจนะที่อยุธยาจะมีความน่าสนใจน้อยลงไปนั้นไม่จริงเสมอไปครับ เนื่องจากกลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ในนิคมโรจนะหรือนิคมอื่นๆก็ตาม มักจะมีการผลิตที่เป็นอุปกรณ์ต่างๆ เช่นถ้าเป็นชิ้นส่วนยานยนต์ต่างๆ ที่ใช้ในรถยนต์ยี่ห้อหนึ่งต้องอยู่ร่วมกันในนิคมเดียวกันเพื่อความสะดวกในการทำงาน

อย่างที่อยุธยากลุ่มฮอนด้ามีฐานการผลิตอยู่ เวลามีการเข้ามาของผู้ผลิตชิ้นส่วนที่ใช้ในฮอนด้าก็มีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องเข้ามาตั้งโรงงานที่โรจนะ แล้วกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในรถยี่ห้อนึงนี่มากกว่าที่เราๆคิดไว้มากเลยทีเดียวครับ

อย่างบริษัทแม่จะเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นแต่เวลามาตั้งบริษัทลูกที่ไทยบางทีก็ไม่ได้ใช้ชื่อของบริษัทยักษ์ใหญ่แต่ใช้ชื่ออื่นแทนก็มีอยู่มาก จะได้สะดวกเวลาผลิตอุปกรณ์ต่างๆในรถต่างยี่ห้อกัน

สำหรับโรจนะการขยายงานคงไม่หยุดเพียงพื้นที่นิคมแค่นี้แน่ครับ อัตราส่วนรายได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าน่าจะมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นครับโดยเฉพาะ Industrial estate
อีกอย่างหนึ่งแนวโน้มการย้ายฐานการผลิตในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และชิ้นส่วนอีเลคโทรนิคเข้ามาในไทยสูงมากเลยครับ ซึ่งที่โรจนะนี่เป็นจุดหมายปลายทางแห่งหนึ่งที่เขาให้ความสนใจเนื่องจากมีตัวอุตสาหกรรมหลักอยู่แล้วในขณะนี้


User avatar
คนขายของ
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 785
Joined: Thu Jan 15, 2004 9:48 am

Posts by คนขายของ » Tue Mar 01, 2005 10:54 pm

กิจการไฟฟ้า น่าจะโตได้อีกครับ น่าจะต้องมีการขยายกำลังผลิตในไม่ช้า เพราะได้ทำการซื้อที่ดินเพิ่มไว้แล้ว ตามที่ได้รายงานให้กับทาง SET โดยผมคาดว่าน่าจะเพิ่มอีกประมาณ 25-30% ของกำลังผลิตเดิม

แถม SCG ก็จะเพิ่มกำลังผลิตด้วยเหมือนกันครับ

แต่ ROJANA ตอนนี้หันมากลั่นเหล้านี่ซิ ที่ผมไม่ค่อยถูกโฉลกเท่าไหร่

อดทนไว้ กำไรยั่งยืน

pk8
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 480
Joined: Thu Jul 01, 2004 9:39 am

Posts by pk8 » Sun May 08, 2005 11:38 am

การขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มจาก 165 MW เป็น 210 MW ในปีนี้เท่ากับ 27%โดยโรจนะพาวเวอร์ซึ่ง rojana ถือหุ้นอยู่ 41%

โรจนะมีรายได้ประจำจากภาคการบริการในอัตราส่วนที่สูงถึง 70%ในปัจจุบันทำให้หากเศรษฐกิจชลอตัวลงรายได้จะยังคงมีเข้ามาอย่างสม่ำเสมอครับ ยิ่งในช่วงนี้มีการขยายพื้นที่ต่างๆเข้ามาอีกซึ่งน่าจะทำให้การขยายตัวของยอดขายต่างๆน่าจะมีมาอย่างต่อเนื่องผู้บริหารคาดไว้ว่าในปี 48 นี้น่าจะทำได้ 450-600 ไร่จากปีที่แล้วขายได้ 381 ไร่

พูดถึงโซนทางตอนเหนือกรุงเทพอย่างอยุธยา ผมว่าเป็นโซนที่เป็นจุดในการกระจายสินค้าได้ดีเยี่ยมของไทยเลยครับ ไม่ว่าจะเลือกที่จะเดินทางส่งสินค้าไปทางภาคใดมีความสะดวกมากดูได้จากถนนที่มีขนาดช่องทางเดินรถขนาดใหญ่ และอีกไม่นานจากแยกบางปะอินถึงอยุธยาจะสร้างเพิ่มเป็น 10 ช่องทางจราจรจากปัจจุบันมีเพียง 4 ช่องจราจร การขยายช่องจราจรจากสายเอเชียเข้าตัวจังหวัด 10 ช่องจราจรเสร็จสมบูรณ์แล้ว ถนนเส้นที่เชื่อมผ่านหน้านิคมซึ่งเชื่อมต่อระหว่างสายเอเชียขึ้นภาคเหนือกับสายที่ไปสระบุรีไปภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพิ่มเป็น 4 ช่องจราจรเสร็จแล้วเช่นกัน หากจะไปตะวันออกก็ง่ายมากแค่เข้ามอเตอร์เวย์หรือหากลงใต้เข้าวงแหวนตะวันตกออกไปราชบุรีได้ก็สะดวก และอีกไม่นานจะมีการสร้างศูนย์ขนส่งทางน้ำที่อำเภอนครหลวงเข้ามาสนับสนุนอีกซึ่งอยู่ใกล้กับนิคมมากครับหากโครงการนี้ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงการขนส่งสินค้าจากอยุธยามาที่ท่าเรือกรุงเทพน่าจะนำความสะดวกเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ผมคิดว่าด้วยเหตุดังกล่าวครับที่โรงงานประกอบรถยนต์ฮอนด้าซึ่งเน้นการประกอบรถเพื่อขายในตลาดภายในประเทศเป็นหลักจึงได้ดำเนินสายการผลิตที่นี่ครับ เพราะที่นี่คือศูนย์กลางที่สามารถเชื่อมต่อไปยังภาคต่างๆของประเทศได้ง่ายและสะดวกกว่านิคมแห่งอื่นนี่เอง

ในอนาคตนี่ในโซนนี้นอกจากโรงงานอุตสาหกรรมแล้วประเภทคลังสินค้าขนาดใหญ่ก็น่าที่จะมีการสร้างขึ้นในพื้นที่ได้เช่นกัน ซึ่งในปัจจุบันอยุธยาก็มีครับแต่เป็นคลังสินค้าที่เป็นประเภทไซโลขนาดใหญ่ด้านการเกษตรที่อำเภอนครหลวงครับ

กลับมาที่โรจนะ คอนโด The Madison ขายหมดแล้วครับสำหรับปี 48 นี้รับรู้รายได้ 30% ประมาณ 600 ล้านบาท การผลิตน้ำในนิคมก็ทำได้เต็มกำลังจากการแก้ปัญหาคอขวดสำเร็จในไตรมาส 1 /48 เรื่องน้ำก็นับว่าสำคัญเช่นกันสำหรับนิคมอุตสาหกรรม ที่นี่ปัญหาขาดแคลนน้ำไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอนครับ

:mrgreen:


hot
Verified User
Posts: 6853
Joined: Mon Nov 17, 2003 5:40 pm

Posts by hot » Thu Aug 18, 2005 1:48 pm

สรุปผลการดำเนินงานของบจ.และรวมของบริษัทย่อยไตรมาสที่1(F45-3)
                       บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน)

                                                         สอบทาน
                                                     (หน่วย : พันบาท)
                                           สิ้นสุดวันที่  31 มีนาคม
                                               ไตรมาสที่ 1
              ปี                            2548             2547

     กำไร (ขาดทุน) สุทธิ                    133,594         101,089
     กำไร (ขาดทุน) สุทธิต่อหุ้น (บาท)             0.22            0.17






สรุปผลการดำเนินงานของบจ.และรวมของบริษัทย่อยไตรมาสที่2(F45-3)

Last edited by hot on Thu Aug 18, 2005 2:53 pm, edited 1 time in total.

hot
Verified User
Posts: 6853
Joined: Mon Nov 17, 2003 5:40 pm

Posts by hot » Thu Aug 18, 2005 2:51 pm

ปัจจุบัน บริษัทได้เข้าไปลงทุนในโครงการนิคมอุตสาหกรรมโรจนะฉางโจว ที่มณฑลเจียงซู  ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน  โดยโครงการดังกล่าวตั้งอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมฉางโจว ซึ่งเป็นนิคมอุตสาหกรรมท้องถิ่น ที่มีการพัฒนาด้านระบบสาธารณูปโภคภายในโครงการเรียบร้อยแล้ว บริษัทจะต้องดำเนินการพัฒนาโครงการเพิ่มเติมในด้านการจัดสรรที่ดินและระบบสาธารณูปโภคปลีกย่อย  เช่น ถนนระหว่างซอย  และ เสาไฟฟ้าขนาดเล็ก เป็นต้น เพื่อขายให้กับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของบริษัท  ได้แก่ นักลงทุนจากต่างชาติ  ดังนั้นรายได้ที่บริษัทจะได้รับจากการดำเนินโครงการจะมีเพียง รายได้จากการขายที่ดินเท่านั้น  บริษัทได้รับสิทธิในการดำเนินโครงการคิดเป็นพื้นที่รวมสิ้น 5,500 ไร่ เป็นระยะเวลา 50 ปี  คาดว่าจะใช้เงินลงทุนทั้งโครงการประมาณ 5,000 ล้านบาท

Last edited by hot on Fri Aug 19, 2005 6:48 am, edited 2 times in total.

hot
Verified User
Posts: 6853
Joined: Mon Nov 17, 2003 5:40 pm

Posts by hot » Thu Aug 18, 2005 2:58 pm

ปี 2547 -  บริษัท โรจนะ อินดัสเตรียล แมเนจเม้นท์ จำกัด ได้ก่อสร้างโรงผลิตน้ำที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
   เสร็จและเริ่มประกอบการมีรายได้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2547 เป็นต้นไป
-  บริษัท โรจนะ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ได้เปิดจองห้องชุด พร้อมดำเนินการพัฒนาโครงการ
-  บริษัทฯได้ทำการจัดเตรียมที่ดินเพื่อทำการขยายการพัฒนาเฟสใหม่ เนื้อที่ประมาณ 2,550 ไร่
   ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

Last edited by hot on Fri Aug 19, 2005 6:51 am, edited 2 times in total.

hot
Verified User
Posts: 6853
Joined: Mon Nov 17, 2003 5:40 pm

Posts by hot » Thu Aug 18, 2005 8:01 pm

โรจนะ อินดัสเตรียล แมเนจเม้นท์    ได้เพิ่มทุนจดทะเบียนอีก 100 ล้านบาท    เพื่อใช้ลงทุนในโครงการโรงงาน
           ผลิตและจำหน่ายน้ำใช้อุตสาหกรรมที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และระยอง      ปีละ
          16.122ล้านลูกบาศก์เมตรและ 7.300ล้านลูกบาศก์เมตรตามลำดับ และบริการบำบัดน้ำเสียจากอุตสาหกรรม
       ที่จังหวัดระยอง ปีละ 5.475 ล้านลูกบาศก์เมตร
ปี 2546 -  บริษัทได้ลงทุนในบริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น จำกัด (มหาชน) (ไทคอน)  เป็นเงิน 399 ล้านบาท
       แบ่งเป็น หุ้นสามัญ 16.8 ล้านหุ้น หุ้นละ 20 บาท    และใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญ 4.2  ล้านหน่วย
       ราคาหน่วยละ 15 บาท   โดยซื้อหุ้นจากบริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเกอร์ (สิงคโปร์)  และ   ห้างหุ้นส่วนจำกัด
       เอเชีย แปซิฟิค โกรท ฟันด์ 2 ทำให้บริษัทมีสัดส่วนการถือหุ้นในไทคอน  ร้อยละ 22.07   ของจำนวนหุ้นที่ชำระ
       แล้วทั้งหมด ณ 3 มิถุนายน 2546
       -  บริษัทมีการขยายฐานการลงทุนไปที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ ฉางโจว  ณ มณฑลเจียงซู   ประเทศสาธารณรัฐ
      ประชาชนจีน ซึ่งได้รับอนุมัติเป็นเขตพัฒนานิคมอุตสาหกรรม บนพื้นที่ 5,500 ไร่ เงินลงทุนสำหรับโครงการดัง
      กล่าวทั้งโครงการเป็นเงินประมาณ  5,000  ล้านบาท      บริษัทนับเป็นบริษัทเอกชนรายแรกที่ได้รับสิทธิในการ
      ดำเนินโครงการประเภทพัฒนานิคมอุตสาหกรรมดังกล่าว
- บริษัทได้จัดตั้งบริษัทย่อยขึ้นมาใหม่หนึ่งแห่งได้แก่ บริษัท โรจนะ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด   (โรจนะ พร็อพเพอร์ตี้)
      ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการของบริษัท เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2546   โดยบริษัท โรจนะ พร็อพเพอร์ตี้  จัด
      ตั้งขึ้นมาเพื่อประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทการก่อสร้างอาคารชุดเพื่อเช่าและขาย    การลงทุน
      ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อ  เป็นการขยายการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทและเพื่อให้บริษัทได้รับ


hot
Verified User
Posts: 6853
Joined: Mon Nov 17, 2003 5:40 pm

Posts by hot » Fri Aug 19, 2005 6:52 am

รายละเอียดเกี่ยวกับโครงสร้างรายได้ของบริษัท บริษัทย่อย และ บริษัทร่วมตามงบการเงินรวมสามารถสรุปได้ดังต่อไปนี้
1. รายได้จากการขายที่ดิน  รายได้ค่าบริการ  และรายได้ค่าเช่า  ที่แสดงตามงบการเงินรวมของปี 2545 -  2547 เป็นรายได้ของบริษัท
2. รายได้จากการขายไฟฟ้า เริ่มปรากฏอยู่ในงบการเงินรวมตั้งแต่ปี 2545 เนื่องจากโรจนะเพาเวอร์ ซึ่งประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าและไอน้ำ ได้เปลี่ยนสถานะจากบริษัทร่วมเป็นบริษัทย่อยเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2545  
ทั้งนี้ รายได้จากการขายไฟฟ้าที่แสดงในปี 2545 เป็นรายได้ของโรจนะเพาเวอร์ ตลอดทั้งปี โดยก่อนปี 2545 รายได้จากการขายไฟฟ้าจะแสดงรวมอยู่ในส่วนแบ่งผลกำไรในบริษัทร่วม
3. บริษัทโรจนะ อินดัสเตรียล แมเนจเม้นท์ เป็นบริษัทย่อย ได้ดำเนินธุรกิจจำหน่ายน้ำใช้ในนิคมอุตสาหกรรมและบำบัดน้ำเสียในนิคมอุตสาหกรรม เริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาสแรกของปี 2547 จัดอยู่ในหมวดของรายได้ค่าบริการแต่เป็นการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับบริษัท จึงทำการตัดรายการที่เกี่ยวข้องระหว่างกันออกในงบการเงินรวม
4. บริษัทยังไม่มีรายได้จากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทการก่อสร้างอาคารชุดเพื่อเช่าและขาย  ทั้งนี้เนื่องจาก
โรจนะ พร็อพเพอร์ตี้ ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทและมีวัตถุประสงค์จะดำเนินธุรกิจดังกล่าว ยังไม่มีรายได้จากการดำเนินงาน เนื่องจากบริษัทอยู่ในระหว่างพัฒนาโครงการ ซึ่งคาดว่าจะรับรู้รายได้ภายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2548
5. บริษัทยังไม่มีรายได้จากธุรกิจพัฒนาสวนอุตสาหกรรม  จากประเทศจีน  บริษัทโรจนะ อินดัสเตรียล ปาร์ค (ฉางโจว) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทและมีวัตถุประสงค์ดำเนินธุรกิจดังกล่าว ยังไม่มีรายได้จากการดำเนินงาน เนื่องจากบริษัทอยู่ในระหว่างพัฒนาโครงการ ซึ่งคาดว่าจะรับรู้รายได้ภายในปี 2548
6. ส่วนแบ่งผลกำไรในบริษัทร่วม ที่แสดงตามงบการเงินรวมของปี 2545-2547 เป็นส่วนแบ่งผลกำไรในบริษัทร่วมจะเป็นส่วนแบ่งผลกำไรจาก OEG เพียงบริษัทเดียว  และในปี 2546-2547 นั้น ส่วนแบ่งผลกำไรในบริษัทร่วมจะเป็นส่วนแบ่งผลกำไรจากทั้ง OEG  และ ไทคอน (ไทคอนมีสถานะเป็นบริษัทร่วมของบริษัท เนื่องจากบริษัทลงทุนในบริษัทดังกล่าวในเดือนกรกฎาคม 2546 และเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งผลกำไรจากไทคอนเข้ามาในไตรมาสที่ 3 ของปี 2546)
7. รายได้อื่น  ในปี 2547 บริษัทมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน จำนวน 20.00 ล้านบาท


User avatar
ROGER
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 604
Joined: Sun Dec 12, 2004 3:04 pm

Posts by ROGER » Fri Aug 19, 2005 5:35 pm

ไม่ทราบคุณ hot ทราบความคืบหน้า บริษัทด้านสุรา ของ โรจนะหรือป่าว ว่า ดำเนินการไปถึงไหนแล้ว มีสุราออกมาขายหรือยัง


hot
Verified User
Posts: 6853
Joined: Mon Nov 17, 2003 5:40 pm

Posts by hot » Fri Aug 19, 2005 5:58 pm

ฮิ ไม่มีข้อมูลที่เวปเขาเลยคับเลยจนด้วยเกล้า  แต่การรุกสิ่งที่เขาไม่เคยทำมาก่อน
น่าจะมีเหตุผลพอที่เราผุ้ถือหุ้นมีสิทธิจะถามในที่ประชุมนี่คับถ้าอยากรู้


benedict
Verified User
Posts: 96
Joined: Sat Jun 21, 2003 11:43 am

Posts by benedict » Tue Aug 23, 2005 11:28 pm



User avatar
คนขายของ
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 785
Joined: Thu Jan 15, 2004 9:48 am

Posts by คนขายของ » Wed Aug 24, 2005 12:46 am

ชอบจริงๆครับ วิเคราะห์แบบนี้

อดทนไว้ กำไรยั่งยืน

hot
Verified User
Posts: 6853
Joined: Mon Nov 17, 2003 5:40 pm

Posts by hot » Wed Aug 24, 2005 6:20 am

เข้าทางแฮะราคาแถวนี้


Mr. Big
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1913
Joined: Mon Dec 15, 2003 9:00 am

Posts by Mr. Big » Wed Aug 24, 2005 9:04 am

รับปันผลอ้วนแน่ครับ


hot
Verified User
Posts: 6853
Joined: Mon Nov 17, 2003 5:40 pm

Posts by hot » Wed Aug 24, 2005 8:18 pm

การถือหุ้น รายย่อย43.45%
ในขณะที่อมตะ


User avatar
คนขายของ
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 785
Joined: Thu Jan 15, 2004 9:48 am

Posts by คนขายของ » Wed Aug 24, 2005 11:29 pm

เมฆที่บังโรจนะ

1) Warrant ประมาณ 270 ล้าน เกือบ 50% ของหุ้นสามัญ
2) หนี้มากเกือบ 2 เท่าของทุน
3) ทำกิจการที่คนนึกว่าทำแต่นิคม
4) บริษัทไม่ค่อยเป็นข่าว หาข้อมูลยาก
5) ผู้บริหารเก็บตัว
6) ส่วนมากชอบ TICON แต่ลืมว่าใครถือหุ้นใหญ่ใน TICON

Last edited by คนขายของ on Mon Aug 29, 2005 10:03 pm, edited 1 time in total.
อดทนไว้ กำไรยั่งยืน

hot
Verified User
Posts: 6853
Joined: Mon Nov 17, 2003 5:40 pm

Posts by hot » Thu Aug 25, 2005 8:17 am

ที่แปลกก็คือ กองทุน ไม่ถือหุ้นrojana แปลกดี


benedict
Verified User
Posts: 96
Joined: Sat Jun 21, 2003 11:43 am

Posts by benedict » Thu Aug 25, 2005 1:41 pm

ขออนุญาตเจ้าของบ้านร่วมแจมด้วยคนครับ

น่าสนใจมากเลยครับ กับประเด็นที่เปิดมา ทั้งของ โรจนะ และ อมตะ

ผมขออนุญาตเสนอมุมมองส่วนตัวของผมไว้ดังนี้ อาจมีทั้งถูกและผิด

 1. อมตะ เป็นนิคมอุตสาหกรรมที่ร่วมมือกับ การนิคมอุตสาหกรรม ในการ
     บริหารการจัดการ ส่วน โรจนะนั้น เป็นนิคมอุตสาหกรรมเอกชน
     ดังนั้น ในประเด็นสัดส่วนการถือครองหุ้นรายย่อย
     ทั้งของอมตะ และโรจนะไม่ น่าที่จะมีนัยสำคัญ ในทางตรงกลับกัน หาก
     สัดส่วนการถือครองหุ้นของหุ้นรายใหญ่ของอมตะมีเท่ากับหรือมากกว่า
     เมื่อเปรียบเทียบกับ โรจนะแล้ว จะดูน่ากลัวกว่านะครับ

 2. โรจนะมีนโยบายแตกสายธุรกิจไปยังธุรกิจต่างๆ ทั้งที่เอื้ออำนวยต่อ
      นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ และทั้งเป็นธุรกิจใหม่ ในขณะที่ อมตะมีการ
      ขยายสายธุรกิจในลักษณะเอื้ออำนวยต่อธุรกิจหลักของตนเองคือการ
      นิคมอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นธุรกิจที่ผู้บริหารมีความถนัดและเชี่ยวชาญ
      ประกอบกับ วิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่พยายามทำให้ประเทศไทยเป็น
      ศูนย์กลางการลงทุนโดยตรงระหว่างประเทศ จึงทำให้เห็นว่าระหว่าง
      นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ และอมตะนั้น ใช้ความสันทัดความเชี่ยวชาญ
     ของผู้บริหารคนละอย่างกัน

 3. เมื่อเปรียบเทียบงบการเงินจะเห็นว่าความได้เปรียบในเรื่องสัดส่วนหนี้สิน
     ต่อทุน ระหว่างทั้งสองนิคมอุตสาหกรรมนี้ แตกต่างกัน และเห็นได้ชัดขึ้น
     ในการเพิ่มทุนของโรจนะที่ใช้วิธีการเพิ่มทุนโดยการออกใบสำคัญแสดง
     สิทธิ์ (warrant) ในขณะที่อมตะ ยังไม่มีนโยบายการเพิ่มทุนแต่ยังใด
อยากให้บ้านอมตะ มีคนเข้าไปคุยอย่างนี้บ้างจังครับ ดูเงียบเหงาเกินไปเข้าไปโพสต์บ้านตนเองทีไร ดูมันเต็มไปด้วยข่าวน่ะ  รบกวนมีอะไรช่วยแบ่งปันด้วยครับ


User avatar
ROGER
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 604
Joined: Sun Dec 12, 2004 3:04 pm

Posts by ROGER » Fri Aug 26, 2005 12:11 am

เรื่องพื้นฐานก็คุยกันไปครับ แต่เรื่องการดูแลหุ้นนี่ ทางโรจนะนี้คนดูเขาไม่ทอดทิ้งนะ ลองติดตามสักเดือนแล้วจะเห็น


User avatar
yoyo
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 4833
Joined: Sun Feb 16, 2003 12:17 pm

Posts by yoyo » Tue Sep 13, 2005 10:28 pm

จับตา "สวนอุตสาหกรรมโรจนะ" (ROJANA) ภายใต้นโยบาย "Multiple Source" สร้างรายได้จากหลากหลายธุรกิจ และให้เกิดการสนับสนุนระหว่างกัน


เกมธุรกิจของ บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) ในวันนี้ คล้ายการแตกหน่อธุรกิจใหม่ๆ เพื่อที่จะเติบโตต่อไปอย่างยั่งยืน

"ที่มาของรายได้ของโรจนะจะต่างจากคนอื่น โดยเราต้องการมีรายได้มาจากหลากหลายทาง (Multiple Source) แต่รายได้หลักยังคงมาจากการขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม" จิระพงษ์ วินิชบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ กล่าว ก่อนจะอธิบายต่อไปว่า รายได้ต่อเนื่องจากธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมจะมาจากรายได้หลังการขาย เช่น ค่าน้ำ, ค่าไฟฟ้า และค่าสาธารณูปโภคต่างๆ

ปัจจุบันบริษัทดำเนินธุรกิจขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมจังหวัดอยุธยา และระยอง ธุรกิจขายไฟฟ้า ธุรกิจสาธารณูปโภคและบริการ และเงินลงทุนในบริษัทย่อย

เหตุนี้เองจึงทำให้ในแต่ละปี สัดส่วนรายได้ของโรจนะจะไม่เหมือนกัน

โดยคาดว่าในปีนี้บริษัทจะมี "รายได้หลัก" มาจากการขายที่ดิน แต่ "กำไร" ถึงเกือบ 1 ใน 4 หรือราว 22.7% จะมาจากการลงทุนใน บริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น (TICON) ซึ่งปัจจุบันโรจนะ ถือหุ้นอยู่ 105.47 ล้านหุ้น หรือ 21.65%

แต่สำหรับปี 2549 จิระพงษ์ กล่าวว่า โครงสร้างรายได้ของบริษัทจะมาจากการขายคอนโดมิเนียมมากขึ้น

"รายได้ของเราจะสลับสับเปลี่ยนกันไป เพราะมีรายได้หลายทาง จะทำให้เรามีตัวช่วยตลอดเวลา และไม่เกิดความเสี่ยง อย่างรายได้ปีที่ผ่านมา มาจากธุรกิจสาธารณูปโภค ค่าน้ำ ค่าไฟ คิดเป็นกำไร 0.30-0.40 บาทต่อหุ้นเลยทีเดียว และช่วง 18 ปีที่ทำธุรกิจมาเราไม่เคยขาดทุน เราจึงเชื่อว่าจะสู้กับคู่แข่งได้ "

จิระพงษ์ กล่าวว่า สำหรับธุรกิจขายไฟฟ้า ซึ่งดำเนินการโดย บริษัท โรจนะเพาเวอร์ นั้น มีแผนขยายการผลิตเพิ่มในทุกๆ 2 ปี รองรับจำนวนโรงงานที่มากขึ้น โดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมที่จ.อยุธยา จะมีพื้นที่โรงงานเพิ่มอีก 200 ไร่ แต่ลูกค้าหลักยังคงเป็นกฟผ. ถึง 90 เมกะวัตต์ จากกำลังการผลิต 145 เมกะวัตต์ ขณะนี้อยู่ระหว่างการขยายกำลังการผลิตเป็น 210 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จราวไตรมาส 3-4 ปี 2549

ขณะที่ธุรกิจจัดหาน้ำจากแหล่งธรรมชาติให้กับโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม ดำเนินธุรกิจโดย บริษัท โรจนะอินดัสเตรียล แมเนจเม้นท์ เป็นธุรกิจที่เพิ่งดำเนินกิจการเมื่อปี 2547 จากเดิมที่ใช้น้ำบาดาล ปัจจุบันมีกำลังการผลิต 6 หมื่นลูกบาศก์เมตรต่อวัน ใช้จริงอยู่ 4 หมื่นลูกบาศก์เมตรต่อวัน ทำให้มีรายได้เข้าสู่บริษัทอีกทางหนึ่ง

ส่วนธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เป็นอีกธุริจหนึ่งที่โรจนะ เพิ่งเข้ามาทำเมื่อปี 2546 โดยมีโครงการก่อสร้างอาคารชุดเพื่อเช่า และขาย THE MADISON อยู่ปากซอยถนนสุขุมวิท 41 อาคารสูง 36 ชั้น พื้นที่ขายทั้งหมด 148 ยูนิต มีขนาดตั้งแต่ 115- 222 ตารางเมตร

มูลค่าโครงการประมาณ 1,960 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้างจะแล้วเสร็จประมาณปี 2550 แต่สามารถขายได้หมดเรียบร้อยแล้ว และจะเริ่มรับรู้รายได้ประมาณ 10% ตั้งแต่ไตรมาส 4/2548 และจะรับรู้รายได้เต็มที่ในปี 2549

"อนาคตเราจะทำแนวนี้ต่อไปเพื่อต้องการกระจายรายได้หลายทาง แต่ปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างการสำรวจตลาด และความต้องการของลูกค้า โดยจะพิจารณาทำเล และการตลาดเป็นหลัก ซึ่งอาจจะไม่ได้ออกโครงการใหม่ในช่วง 3-6 เดือนนี้แน่"

สำหรับการเข้าลงทุนใน บริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น (TICON) ก็เป็นอีกเป้าหมายหนึ่งที่บริษัทต้องการกระจายรายได้ เพื่อช่วยสร้างรายได้เข้าบริษัทอีกทางหนึ่ง

จากการตรวจสอบพบว่า โรจนะซื้อหุ้น "ไทคอน" มาที่ต้นทุนประมาณหุ้นละ 4 บาท แต่ปัจจุบันราคาหุ้นขึ้นไปสูงกว่าหุ้นละ 11 บาท มีกำไรซ่อนอยู่กว่า 700 ล้านบาท

ครึ่งปี 2548 ไทคอน ประกาศจ่ายเงินปันผลหุ้นละ 0.60 บาท โรจนะได้รับผลตอบแทนจากเงินปันผลกว่า 63 ล้านบาท

"เรามองว่าธุรกิจของไทคอนยังไปได้ดี และเกื้อหนุนกัน ที่ผ่านมาหากมีลูกค้าขนาดใหญ่ ไทคอนก็จะส่งให้เรา หากเรามีลูกค้าขนาดเล็ก ก็จะส่งไปให้ไทคอน ผมมองเป็นการ Synergy ระหว่างกันมากกว่า และมองไปถึงการลงทุนในรุ่นหลานอย่างการจัดตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์ TFUND ซึ่งหากบริษัทเติบโต ก็จะทำให้เราได้ประโยชน์ และจะได้รับแบ่งกำไรจากปันผลเข้าสู่บริษัทอีก"

สำหรับ ไทคอน ล่าสุดมีแผนจะขายสินทรัพย์ให้กับกองทุนอสังหาริมทรัพย์ไทคอน (TFUND) อีก 2,000 ล้านบาท คาดว่าจะได้ผลสรุปไตรมาสแรกปี 2549

การขายสินทรัพย์ให้กับกองทุนเพิ่ม จะทำให้ไทคอน มีรายได้จากการบริหาร ได้รับเงินปันผลจากกองทุน และทำให้มีแหล่งเงินทุนในการซื้อที่ดิน และสร้างโรงงานเพิ่มเติมได้ โดย ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2548 ไทคอนมีโรงงานที่ให้เช่าแล้ว 129 โรง มีโรงงานที่เซ็นสัญญาเช่าแล้วแต่ยังสร้างไม่เสร็จ 18 โรง มีโรงงานที่ว่างอยู่ 14 โรง และมีโรงงานที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 66 โรง

นอกจากนั้น ไทคอน ยังจัดตั้งบริษัทย่อยคือ ไทคอน โลจิสติกส์ พาร์ค มีพื้นที่ 405 ไร่ ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ จะพัฒนาเป็นศูนย์ขนส่ง และคลังสินค้าขนาด 250,000 ตารางเมตร เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าที่เคยเช่าพื้นที่โรงงานของบริษัทเป็นศูนย์กระจายสินค้า

สำหรับแนวโน้มผลประกอบการของไทคอน ผู้บริหาร คาดว่าในปีนี้บริษัทจะมีรายได้ประมาณ 2,500-3,000 ล้านบาท

ทางด้านการขายพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมของโรจนะ จิระพงษ์ มองว่า ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมจะยังเติบโตต่อเนื่องในระยะ 2-3 ปีข้างหน้านี้

"เรามองว่าบริษัทผลิตรถยนต์มีแนวโน้มขยายการลงทุนเพิ่มขึ้น กรณีฮอนด้าที่มาตั้งฐานการผลิตในไทย เริ่มมีการย้ายฐานการผลิตจอพลาสมาทีวี และกล้องดิจิทัล เข้ามาผลิตในไทย จะผลักดันให้นิคมอุตสาหกรรมยังเติบโตได้ต่อเนื่อง"

ทั้งนี้โรจนะมีที่ดินรอการขายอยู่ทั้งหมด 1,816 ไร่ แบ่งเป็นที่ดินในจ.อยุธยา 1,335 ไร่ และจ.ระยองอีก 481 ไร่ สามารถรองรับการขายได้ถึง 3-4 ปี นอกจากนั้น ยังมีที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะฉางโจว ประเทศจีนอีก 550 ไร่ ซึ่งยังไม่ได้เปิดการขาย โดยคาดว่าปีหน้าจะเริ่มมีรายได้เข้าสู่บริษัท

จิระพงษ์ ตั้งเป้ายอดขายที่ดินของโรจนะในปีนี้ไว้ว่า จะขายได้มากกว่า 550 ไร่ หลังจากครึ่งปีแรกขายที่ดินไปแล้ว 470 ไร่ นอกจากนี้ยังมีรายได้เงินปันผลจากไทคอนเข้ามาอีก เพราะฉะนั้นในปีนี้จึงคาดว่าจะมีรายได้เติบโตราว 15-20% ส่วนปี 2549 คาดว่ารายได้รวมจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 15%

โดยเป็นรายได้จากการขายที่ดิน ซึ่งคาดว่าขยายตัว 15% และรายได้จากยอดขายคอนโดมิเนียม สุขุมวิท 41 ที่ขายไปแล้วมูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท รวมทั้งยอดขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม ฉางโจว ในประเทศจีนอีกประมาณ 100 ไร่

สำหรับแผนการลงทุนในปีนี้ และปี 2549 โรจนะ มีงบลงทุนจำนวน 3,600 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนขยายโรงไฟฟ้า 1,600 ล้านบาท และ 2,000 ล้านบาท ใช้พัฒนาที่ดินในเฟสที่ 7 และซื้อที่ดินเพิ่มเติม โดยแหล่งเงินจะมาจากเงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงินภายในประเทศ

การลงทุนที่มีค่าที่สุด คือการลงทุนในความรู้
http://www.yoyoway.com

User avatar
คัดท้าย
Verified User
Posts: 2917
Joined: Sat Nov 08, 2003 7:26 pm

Posts by คัดท้าย » Wed Nov 02, 2005 12:44 am

มอง Q3/48 ไว้อย่างไรมั่งครับ  ... มีคนบอกว่า Q3/48 จะกำไรลดลงจาก Q2 พอควร จริงหรือเปล่านะ


แล้ว เท่าที่อ่านบทความคุณ YoYo เค้าพูดถึง Ticon เยอะเหลือเกิน ถ้าอย่างนี้ ขาย Rojana ไปซื้อ Ticon จะดีกว่าหรือไม่

คิดยังไงกันมั่งครับ ?

The crowd, the world, and sometimes even the grave, step aside for the man who knows where he's going, but pushes the aimless drifter aside. -- Ancient Roman Saying

KEL_NOY
Verified User
Posts: 124
Joined: Wed Sep 07, 2005 12:56 am

Posts by KEL_NOY » Wed Nov 02, 2005 1:33 pm

น่าจะได้ปันผลระหว่างกาลจาก Ticon มาช่วยให้ผลประกอบการโดยรวมไม่กระทบมากนะครับ


007s
Verified User
Posts: 36
Joined: Sun Feb 22, 2004 3:48 pm

Posts by 007s » Tue Nov 15, 2005 9:08 am

สรุปผลการดำเนินงานของบจ.และรวมของบริษัทย่อยไตรมาสที่3(F45-3)
                          บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน)

                                                         สอบทาน
                                สิ้นสุดวันที่  30 กันยายน      (หน่วย : พันบาท)
                                     ไตรมาสที่ 3              งวด 9 เดือน
             ปี                    2548        2547        2548        2547

  กำไร (ขาดทุน) สุทธิ              168,998      142,651     545,536     385,658
  กำไร (ขาดทุน) สุทธิต่อหุ้น (บาท)    0.27         0.24        0.88        0.64

 ประเภทรายงานของผู้สอบบัญชีในงบการเงิน
      ไม่มีเงื่อนไขและไม่มีข้อสังเกต


 หมายเหตุ : 1. โปรดดูรายละเอียดงบการเงิน รายงานของผู้สอบบัญชี และหมายเหตุ
               ประกอบงบการเงินจากระบบบริการข้อมูลตลาดหลักทรัพย์

 "ข้าพเจ้าขอรับรองว่าข้อมูลที่รายงานข้างต้นนี้ถูกต้องทุกประการ พร้อมกันนี้บริษัทได้จัดส่งงบ
  การเงินฉบับเต็มผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของตลาดหลักทรัพย์และส่งต้นฉบับให้กับสำนักงาน
  ก.ล.ต.เรียบร้อยแล้ว"

                              ลงลายมือชื่อ _______________________
                                         ( นายดิเรก  วินิชบุตร )
                              ตำแหน่ง      ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
                                        ผู้มีอำนาจรายงานสารสนเทศ


User avatar
bigshow
Verified User
Posts: 730
Joined: Mon Mar 29, 2004 2:09 am

Posts by bigshow » Wed Jan 11, 2006 4:11 am

"ทริสเรทติ้ง" จัดอันดับเครดิตองค์กร "สวนอุตสาหกรรมโรจนะ" ที่ "BBB+/Stable" สะท้อนผลงานที่เป็นที่ยอมรับของบริษัทในธุรกิจพัฒนานิคมอุตสาหกรรม ตลอดจนรายได้ที่สม่ำเสมอและแน่นอนจากการขายไฟฟ้าและสาธารณูปโภค รวมทั้งการสนับสนุนจากผู้ร่วมทุนชาวญี่ปุ่น

รายงานข่าวแจ้งว่า บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด จัดอันดับเครดิตองค์กรให้แก่ บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) หรือ ROJANA ที่ระดับ "BBB+" ด้วยแนวโน้ม "Stable" หรือ "คงที่" โดยอันดับเครดิตสะท้อนผลงานที่เป็นที่ยอมรับของบริษัทในธุรกิจพัฒนานิคมอุตสาหกรรม ตลอดจนรายได้ที่สม่ำเสมอและแน่นอนจากการขายไฟฟ้าและสาธารณูปโภค รวมทั้งการสนับสนุนจากผู้ร่วมทุนชาวญี่ปุ่น นอกจากนี้ อันดับเครดิตยังสะท้อนถึงความผันผวนของธุรกิจพัฒนานิคมอุตสาหกรรม รวมทั้งการที่บริษัทขยายสู่ธุรกิจคอนโดมิเนียม และแผนการลงทุนจำนวนมากในช่วง 2 ปีข้างหน้าด้วย ในขณะที่แนวโน้มอันดับเครดิต "Stable" หรือ "คงที่" สะท้อนความคาดหมายว่าบริษัทจะสามารถรักษาสถานภาพที่แข็งแกร่งในธุรกิจพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเอาไว้ได้ และคาดว่าธุรกิจโรงไฟฟ้าของบริษัทจะสามารถสร้างรายได้ที่แน่นอน ซึ่งจะช่วยลดความผันผวนของรายได้จากการขายที่ดิน นอกจากนี้ โครงการคอนโดมิเนียมก็คาดว่าจะสามารถก่อสร้างแล้วเสร็จโดยที่ต้นทุนไม่บานปลาย แม้ว่าสัดส่วนโครงสร้างหนี้ของบริษัทจะเพิ่มขึ้นในช่วง 2 ปีข้างหน้าจากแผนการลงทุน แต่ก็คาดว่าบริษัทจะสามารถรักษาสัดส่วนเงินกู้ต่อโครงสร้างเงินทุนเอาไว้ให้ต่ำกว่า 60% ได้ในระยะปานกลาง


ทริสเรทติ้งรายงานว่า บริษัทสวนอุตสาหกรรมโรจนะเป็นหนึ่งในผู้นำในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทนิคมอุตสาหกรรมของประเทศไทย ซึ่งก่อตั้งในปี 2531 โดยตระกูลวินิชบุตรและบริษัทย่อยของกลุ่มซูมิโตโม (Sumitomo Group) ปัจจุบันกลุ่มผู้ถือหุ้นที่ใหญ่ที่สุด 2 รายแรกของบริษัท ซึ่งถือหุ้นรวมกันเกือบ 50% คือ กลุ่มตระกูลวินิชบุตร และ Sumikin Bussan Corporation ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของกลุ่มซูมิโตโม ปัจจุบันบริษัทเป็นเจ้าของและบริหารสวนอุตสาหกรรมโรจนะ 2 แห่งที่จังหวัดอยุธยาและระยอง และกำลังพัฒนาอีก 1 โครงการในมณฑลฉางโจว ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน พื้นที่ขายในสวนอุตสาหกรรมโรจนะรวม 1,500 ไร่ถือว่ามากพอที่จะรองรับการพัฒนาในอนาคตเมื่อพิจารณาจากอัตราการขายที่ดินเฉลี่ยปีละ 280 ไร่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทยังถือหุ้น 41% ใน บริษัท โรจนะ พาวเวอร์ จำกัด ซึ่งก่อตั้งในปี 2539 ในฐานะผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนภายใต้โครงการผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) โดยมีสัญญาขายไฟ 90 เมกะวัตต์ให้แก่ บริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน) และส่วนที่เหลือขายให้แก่ลูกค้าในสวนอุตสาหกรรม


ปัจจุบันโรงไฟฟ้าอยู่ระหว่างการขยายกำลังการผลิตอีก 43 เมกะวัตต์ ทำให้ภายในปลายปี 2549 จะมีกำลังการผลิตรวมเป็น 208 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ บริษัทยังมีระบบบริหารจัดการน้ำของตนเองเพื่อจัดหาน้ำให้แก่ลูกค้าในสวนอุตสาหกรรมทั้ง 2 แห่งด้วย อีกทั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2547 บริษัทยังได้เปิดขายโครงการคอนโดมิเนียมภายใต้ชื่อ "เดอะ เมดิสัน" (The Madison) ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้า โดยบริษัทสามารถขายห้องชุดได้ 91% จากจำนวนห้องชุดทั้งหมด 151 ห้อง ณ สิ้นเดือนกันยายน 2548 ทั้งนี้ คาดว่าการก่อสร้างโครงการดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสแรกของปี 2550


ทริสเรทติ้งกล่าวถึงผลการดำเนินงานในช่วงปี 2545-2547 ของบริษัทสวนอุตสาหกรรมโรจนะว่า บริษัทมีรายได้จากการขายที่ดินในสวนอุตสาหกรรมคิดเป็น 20% ของรายได้รวม ในขณะที่รายได้หลัก 80% มาจากการขายไฟฟ้าและสาธารณูปโภค ส่งผลให้บริษัทมีกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอและแน่นอน ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของรายได้จากการขายที่ดินในสวนอุตสาหกรรม ความสามารถในการแข่งขันของบริษัทมาจากผลงานที่เป็นที่ยอมรับในธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม ตลอดจนอนาคตที่สดใสของสวนอุตสาหกรรมของบริษัทที่จังหวัดอยุธยา และการจัดหาไฟฟ้าและสาธารณูปโภคที่พอเพียง สำหรับผลประกอบการในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2548 นั้น บริษัทสามารถขายที่ดินได้ 502 ไร่ เป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นประมาณ 43% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ส่วนรายได้จากการขายไฟฟ้ามีมูลค่า 2,291 ล้านบาทและมีกำไรสุทธิรวม 546 ล้านบาท

เป็นคนเลว ในสายตาคนอื่น ดีกว่าโกหกตัวเอง ให้เทิดทูนบูชา ติดกับมายาคติ ที่กะลาครอบ

User avatar
bigshow
Verified User
Posts: 730
Joined: Mon Mar 29, 2004 2:09 am

Posts by bigshow » Sun Jan 15, 2006 12:41 am

AMATA" แพง "ROJANA" น่าลงทุนกว่า

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ถูกมอง "เชิงลบ" มาตลอด นับตั้งแต่ต้นปี 2549 ถึงปัจจุบัน ราคาหุ้นกลุ่มนี้ปรับตัวขึ้นมาแล้วกว่า 10% ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ เชื่อมั่นว่า หุ้นอสังหาฯจะกลับมาเป็น "ดาวเด่น" ในปีนี้


โฟกัสอยู่ที่หุ้นนิคมอุตสาหกรรม ที่มีแนวโน้มทำกำไรเพิ่มจากการขายที่ดิน และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น "หุ้น ROJANA" เป็นที่ชื่นชอบของนักวิเคราะห์อย่างมาก รวมถึง "หุ้น TICON" ขณะที่หุ้นเด่นอย่าง "AMATA" ไม่แนะนำให้ "ซื้อ" ในขณะนี้ เนื่องจากราคาหุ้นได้ปรับตัวสูงขึ้นมากเกินไปแล้ว

"เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม" ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า แนวโน้มการลงทุนโดยตรงในนิคมอุตสาหกรรมมีเงินไหลเข้าจากต่างประเทศสูงขึ้นต่อเนื่อง ในรอบ 10 เดือนปี 2548 มีเม็ดเงินเข้ามาลงทุนแล้ว 7.7พันล้านเหรียญ หรือเพิ่มขึ้น 47% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเข้ามาลงทุนจากนักลงทุนประเทศญี่ปุ่น และไต้หวัน กลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่เข้ามาซื้อที่ดินในนิคม คือ กลุ่มยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์

"เราแนะนำให้เลือกลงทุนในหุ้นนิคมช่วงครึ่งแรกปีนี้ เนื่องจากมีแนวโน้มการทำกำไรจากการขายที่ดินที่สูงมากถึง 40% ขณะที่หุ้นสร้างบ้านขายทำกำไรได้ต่ำกว่า หรือราว 20-30% เท่านั้น ทำให้เห็นว่าประสิทธิภาพการทำกำไรของหุ้นนิคมสูงกว่า ขณะที่การทำธุรกิจยุ่งยากน้อยกว่าอีกด้วย"

ในแง่รายได้ของหุ้นกลุ่มนิคม ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากการขายสาธารณูปโภค เช่น น้ำ ไฟฟ้า เพิ่มขึ้น โดยในช่วงครึ่งแรกปี 2548 กลุ่มนิคมมีกำไรสุทธิต่อยอดขาย (Net Profit Margin) สูงมากถึง 29% มากกว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ

หุ้นที่ฝ่ายวิจัยบล.เอเซีย พลัส แนะนำ คือ "ROJANA" หรือ บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ เป็นหุ้นเด่นที่น่าลงทุนในช่วงครึ่งแรกปีนี้

"เราชอบหุ้น ROJANA มากที่สุด เพราะเชื่อว่าประสิทธิภาพการทำกำไรจะสูงขึ้น จากยอดขายที่ดินที่คาดว่าทั้งปี 2548 จะทำได้ 600 ไร่ จากปี 2547 ที่มียอดขาย 400 ไร่ และปีนี้คาดว่าจะมียอดขายที่ดินเติบโตขึ้น 10%"

สำหรับจุดเด่นของ ROJANA เพราะมีสต็อกที่ดินใหญ่ที่สุดในโซนทางเหนือของกรุงเทพฯถึง 4,000 ไร่ จากการซื้อที่ดินเพิ่มในช่วงไตรมาส 4/2548 ที่จ.อยุธยาจำนวน 1,500 ไร่ รวมกับที่ซื้อที่ดินเมื่อช่วงต้นปีที่แล้วอีก 2,500 ไร่

นอกจากนี้ยังมีรายได้จากการทำโครงการคอนโดมิเนียม "The Madison" ซึ่งจะบันทึกรายได้ส่วนใหญ่ในปี 2549 ขณะนี้ได้ขายหมดแล้ว นอกจากนี้จะมีรายได้จากการขายไฟฟ้าส่วนที่เพิ่มขึ้นจาก 165 เมกะวัตต์ เพิ่มเป็น 210 เมกะวัตต์ จึงทำให้โอกาสที่ ROJANA จะทำกำไรได้สูงขึ้นในปีนี้

"หุ้น ROJANA ยังมีอัพไซด์จากราคาเป้าหมายอีกพอควร เราให้ราคา Fair Value ที่ P/E 10 เท่า มูลค่าหุ้นสิ้นปี 2549 ที่ 11.52 บาท ปัจจุบันราคาล่าสุดอยู่ที่ 9.85 บาท(11 ม.ค.2549)"

สำหรับหุ้นนิคมตัวอื่น แนะนำหุ้น "TICON" หรือ บริษัทไทคอน อินดัสเทรียล เนื่องจากเป็นบริษัทที่มีการเติบโตของกำไรโดดเด่น จากการขายโรงงานให้กับกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์

เช่นเดียวกับหุ้น "AMATA" ซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตสูงเช่นเดียวกัน แต่ปัจจุบันราคาหุ้นได้ปรับตัวสูงขึ้นมากแล้ว จึงแนะนำให้ขายหุ้นออกไปก่อน

ส่วนสัฐฐาณที่ผู้บริหาร AMATA ขายหุ้นออกมาตลอด ระหว่างราคา 12-15.40 บาท ฝ่ายวิจัยบล.ไทยพาณิชย์ มองเป็นสัญญาณลบต่อการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในระยะสั้น เพราะไม่มีปัจจัยที่จะกระตุ้นให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้นี้

"เราแนะนํานักลงทุนให้ขายทํากําไรหุ้น AMATA เนื่องจากราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาแล้ว 20% ในช่วง 2 เดือน เราจึงปรับคําแนะนําสําหรับ AMATA จาก ซื้อ เป็น ถือ" ราคาเหมาะสมอยู่ที่ 15.60 บาท ที่ค่า P/E เป้าหมาย 12 เท่าในปีนี้"

ส่วนมุมมองในหุ้นอสังหาริมทรัพย์ประเภทสร้างบ้านขาย "ยุพเรศ ลิขิตแสนสุข" รองผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ไทยพาณิชย์ มองว่า หุ้นกลุ่มนี้จะดีกว่าปีที่แล้ว เพราะปริมาณบ้านใหม่มีแนวโน้มลดลงในรอบ 11เดือนที่ผ่านมาประมาณ 20% จะทำให้มาร์จินของบริษัทสูงขึ้น ขณะที่ยังมั่นใจว่าความต้องการซื้อบ้านจะยังมีอยู่

ด้าน "เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม" ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.เอเซีย พลัสเห็นตรงกันว่า หุ้นกลุ่มอสังหาฯจะกลับมาเป็นดาวรุ่งในปีนี้ เนื่องจากโครงสร้างหนี้สินต่อทุนปัจจุบันเหลือเพียง 0.7 เท่า บวกกับกำไรค่อนข้างเติบโตต่อเนื่อง และหลายๆ บริษัทก็มียอดจองซื้อที่รอการบันทึกในมือเป็นจำนวนมาก เช่น ศุภาลัย และ แอล.พี.เอ็น. ที่มียอดจองแล้วประมาณ 6 พันล้านบาท

"แม้ Net Profit Margin ของบริษัทบ้านในปี 2548 ไม่เติบโตเท่าปี 2547 และปี 2547เติบโตเพียง 18% เทียบกับปี 2546 ที่โต 23% เพราะการแข่งขันที่รุนแรง แม้ต้นทุนค่าก่อสร้างจะสูงขึ้น แต่ผู้ประกอบการไม่ได้มีการปรับราคาขึ้น ทำให้การเติบโตของกำไรอ่อนตัวลง โดยมีมาร์จินเหลือเพียง 14-15% เท่านั้น

แต่ในปีนี้จะกลับมาดีขึ้น เพราะบริษัทต่างๆจะปรับราคาขึ้นจากปริมาณบ้านที่ลดลงราว 20% ผู้ประกอบการรายย่อยได้หายไปจากตลาด ทำให้การแข่งขันอยู่ในระบบมากขึ้น"

สำหรับแนวทางการเลือกหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ นั้น เทิดศักดิ์ แนะนำว่า แม้ผลกระทบจากการปรับดอกเบี้ยขึ้นจะไม่รุนแรง แต่ในแง่ความรู้สึกจะมีความเสี่ยงบ้าง ถ้าหากเล่นหุ้นที่มีผลประกอบการไม่โดดเด่นและจ่ายปันผลไม่ดี จะเล่นยาก ดังนั้น หากจะเลือกหุ้นบ้าน ควรเลือกดังนี้...

หนึ่ง...มีหลักประกันในอนาคต หมายถึงมียอดขายอยู่ในมือรอการบันทึกรายได้มากพอควร แม้ว่าดอกเบี้ยจะปรับขึ้น ก็ยังมียอดขายรอการบันทึกอยู่ในมือจำนวนมาก

สอง..ควรเลือกหุ้นที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง ตั้งแต่ 6-10% รวมถึงต้องเป็นหุ้นที่มีโครงสร้างการเงินแข็งแกร่ง มีหนี้สินไม่มาก

เป็นคนเลว ในสายตาคนอื่น ดีกว่าโกหกตัวเอง ให้เทิดทูนบูชา ติดกับมายาคติ ที่กะลาครอบ

Post Reply