PTT

แหล่งรวบรวมข้อมูลของหุ้นต่างๆ All for one, one for all
(ข้อมูลตั้งแต่ก่อตั้งเว็บ จนถึง 30 กันยายน 2555 ห้องนี้อ่านได้อย่างเดียวไม่สามารถ post ได้)
User avatar
luckyman
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1832
Joined: Sat Jun 07, 2008 10:36 pm

Posts by luckyman » Tue Dec 23, 2008 1:41 pm

ขอความเห็นหน่อยครับ
ผมมีึความคิดเห็นว่า ก๊าซนั้นส่วนมากจะเอาไปใช้ในโรงไฟฟ้ากัน
และ ตอนนี้ เห็นโรงไฟฟ้าเริ่มรณรงค์การใช้ถ่านหินกันมากขึ้นเนื่องจากว่า เป็นมิตรกับสิ่งเเวดล้อม และ ราคาถูกกว่าก๊าซ
นั่นน่าจะหมายความว่า ดีมานของก๊าซ ไม่น่าจะขยายตัวมากนะครับ

เพื่อนๆ มีความคิดว่าไงกันบ้าง

"stay hungry stay foolish"

User avatar
vichit
Verified User
Posts: 15833
Joined: Sun Jun 17, 2007 5:37 pm

Posts by vichit » Fri Dec 26, 2008 11:04 am

26  ธันวาคม 2008  
PTTย้ำรายได้ปี51โต2ล้านล้าน โบรกยืนกรานผลงานยังแจ๋ว



--------------------------------------------------------------------------------
ทันหุ้น- ประเสริฐ  บุญสัมพันธ์ บิ๊ก PTT ยันรายได้ปีนี้เข้าเป้า 2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ทำได้ 1.5 ล้านล้านบาท สบช่องช่วงราคาน้ำมันรูดปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้เหมาะสม คาดปีหน้าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยที่ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โบรกมองพื้นฐานเชิงบวกแนะ ซื้อ เป้าหมาย 210 บาท
นายประเสริฐ  บุญสัมพันธ์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) PTT เปิดเผยว่า คาดว่ารายได้ปี 2551 จะเติบโตราว 2 ล้านล้านบาท ซึ่งสูงกว่าปีก่อนที่มีรายได้ 1.5 ล้านล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 9.78 หมื่นล้านบาท สาเหตุที่รายได้ปีนี้มีแนวโน้มเติบโตเนื่องจากในช่วงครึ่งปีแรกราคาน้ำมันได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องก่อนจะผันผวนในช่วงครึ่งปีหลัง
สำหรับในปี 2552 เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาเรื่อง Stock Loss ทำให้คาดว่าจะมีกำไรใกล้เคียงปีนี้ แม้ว่าราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงจะทำให้รายได้ต่ำกว่าก็ตาม
อย่างไรก็ตามสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในปี 2552 จะส่งผลกระทบต่อกำไรของธุรกิจน้ำมันทั่วโลกลดลง โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยในปีหน้าจะลดลงไปที่ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากหลายโรงกลั่นหยุดผลิตชั่วคราวหรือปิดฐานการผลิต แต่หลังจากที่ไตรมาส 3/2552 ราคาน้ำมันน่าจะดีดตัวขึ้นมาสะท้อนต้นทุนที่เหมาะสม และจากนั้นในปี 53 ราคาจะปรับเพิ่มเป็น 60-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
สำหรับโครงการที่ต้องชะลอการลงทุนออกไป เช่น โรงแยกก๊าซ 7 เนื่องจากโรงไฟฟ้าไอพีพีคงจะต้องชะลอการลงทุนออกไป ดังนั้น ท่อเอ็นจีวีต่างๆ แต่ทั้งนี้ต้องดูความเหมาะสม
นายประเสริฐกล่าวว่า ในภาวะที่ราคาน้ำมันลดต่ำมาก จนกระทั่งเหลืออยู่ที่ระดับ 30-40 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล น่าจะใช้โอกาสนี้ปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้เหมาะสมโดยกรณีภาษีน้ำมันน่าจะมีการทบทวนปรับขึ้นไปได้ในอัตราเดิม รวมทั้งนโยบายเรื่องราคาก๊าซแอลพีจีและเอ็นจีวี อยู่ที่รัฐบาลว่าจะมีนโยบายอย่างไร
บทวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ นครหลวงไทย จำกัด แนะนำ ซื้อ หุ้น PTT ราคาเหมาะสมที่ 210 บาท แม้ผลประกอบการของ PTT ในปี 2551-2552 มีแนวโน้มจะอ่อนตัวลงจากกลุ่มธุรกิจหลักๆ เช่น PTTEP , กลุ่มโรงกลั่นและกลุ่มปิโตรเคมีที่ลดลง แต่คาดว่ากลุ่มธุรกิจก๊าซจะยังคงเป็นกลุ่มหลักที่มีแนวโน้ม อัตราการเติบโตที่ต่อเนื่องในปี 2551-2552
 ทั้งนี้ปัจจุบัน PTT มีภาระในการชดเชยและช่วยสนับสนุนเอ็นจีวี แอลพีจี และยังคงชะลอการปรับขึ้นค่าผ่านท่อก๊าซในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งหากภาระดังกล่าวได้รับการปรับสูตรราคาหรือแก้ปัญหาคาดจะเป็นผลดีใน          การช่วยสนับสนุนให้กำไรที่ซ่อนอยู่เข้ามาช่วยสนับสนุนผลประกอบการในช่วงขาลงฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าเหมาะสมของ PTT ที่ 210 บาท (ซึ่งสะท้อนการปรับมูลค่าเหมาะสมของ PTTEP เป็น 100 บาทไปแล้ว) คงคำแนะนำ ซื้อ
ความเคลื่อนไหวราคาหุ้น PTT ( 25 ธ.ค.2551 ) ปิดซื้อขายที่ 172 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท มูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 200.83 ล้านบาท

 
http://www.thunhoon.com/home/
--------------------------------------------------------------------------------


Shrink
Verified User
Posts: 56
Joined: Mon Jul 23, 2007 2:26 am

Posts by Shrink » Fri Dec 26, 2008 6:46 pm

เห็นอย่างไรกันบ้างครับ จาก pantip

อีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องพิจารณาคือ การเมืองไทย ว่าตอนนี้มัน bottom รึยัง
ทักษิณและเสื้อแดงที่เคยประกาศว่าจะสู้เต็มที่  จะทำอะไรต่อไปบ้าง

ส่วนเมืองนอก S&P500 ยังมี P/E 10 กว่าเท่า  ไม่สมกับที่เป็นวิกฤติการณ์ที่ใหญ่ที่สุดในรอบ 50 ปี  จะลงไปเหลือ 7 เท่า คือลงอีก 30-40% ก็ไม่แปลก

แต่ไทย downside เราก็เหลืออีกไม่มาก ลงได้อีกไม่เยอะ อาจไม่ลงหนักมาก ดัชนีอาจ flat เหมือนช่วงปี 2001 ก็ได้

แต่หากประกาศผลประกอบการ Q4,Q1 แล้วแย่กว่าที่คิดมาก  หรือราคา commodity ลงแล้วกู่ไม่กลับ จนกำไรที่ได้ เพิ่มไม่ทันกับค่าเสื่อมของการลงทุนที่ตัดจ่ายไป  เราจะเห็นกลุ่ม ปตท ขาดทุนทางบัญชีหนักๆ ถ้าเป็นอย่างนี้เรามี new low ใหม่ตามคนอื่นเค้าแน่ๆ  

เพราะที่หุ้นไทยขึ้นมาแรงๆ จาก 300 มา 900 จุดได้ ครึ่งหนึ่งมันเป็นเพราะกลุ่ม ปตท กำไรดีมาก  จากราคาก๊าซที่เพิ่มขึ้นมาหลายเท่า  แต่ราคาก๊าซปรับกันเป็นไตรมาส บางเจ้าปรับกันปีละ 2 ครั้ง ตอนนี้กำไรของ PTT และ PTTEP ที่ทำสัญญากันล่วงหน้าจึงยังไม่เห็นผล  แต่ถ้าราคาน้ำมันอยู่อย่างนี้ไปอีก 1-2 ไตรมาส จะเกิดการทำสัญญาล่วงหน้าที่ราคาต่ำๆ  ถึงตอนนั้นต่อให้ราคาน้ำมันดีดกลับ แต่กำไรมันก็ไม่ตามแล้ว

น้ำมันบ้านเรามีต้นทุนการขุด สูงกว่าพวกตะวันออกกลางมาก ประกอบกับ 2-3 ปีที่ผ่านมาลงทุนไปมาก ต้องตัดค่าเสื่อมเยอะมาก  สังเกตจากหนี้ของกลุ่มปตท ที่ไม่ได้ลดเลย ทั้งๆที่กำไรเพิ่มทุกปี  เพราะเค้าเก็งว่าน้ำมันจะ120+ เลยลงทุนเพิ่มตลอด เงินจะซื้อหุ้นคืนยังไม่มีเลย ถ้าจะซื้อคืนต้องกู้มาซื้อ ถึงมีเงินเค้าก็ไม่อยากจะซื้อคืน ผลัดผ่อนไปเรื่อย เพราะลึกๆ เค้ารู้ว่ามันมีความเสี่ยงที่คาดการณ์ไม่ได้ จากราคาน้ำมันมากจริงๆ

ผมมองว่า ถ้าน้ำมันอยู่ต่ำกว่า 40 ไปนานๆ เราอาจเห็นการล่มสลายของอาณาจักร ปตท คือหมายความว่า ราคาหลายตัว อาจลงได้อีกมาก เพราะราคาปัจจุบันตรงนี้ สะท้อนน้ำมันที่ราคา 70+ และมองไปถึงการลงทุน เพื่อขายน้ำมันที่ราคา 70+

ที่ผ่านมา เค้าทำแผนลงทุนไป 3-5 ปี  (ลงทุนสร้างมาแล้ว 2-3 ปี) เพื่อจะผลิตและขาย และคิดจุดคุ้มทุนกี่ปีก็ว่าไป บนสมมติฐานที่ราคาน้ำมัน 70+   แต่ถ้าราคาที่ขายได้ มันคือ 30-40  มันจะเป็นอย่างไร

ตอนนี้อาจยังไม่ออกอาการ เพราะสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ทำไว้ในอดีต
แต่สัญญาที่ทำๆกันในวันนี้ ที่ราคาน้ำมัน 35-40 (ราคาก๊าซก็ลดลงตามแต่ช้ากว่า)  จะเห็นผลเต็มๆในไตรมาส 2 กลุ่มปตท จึงอาจไม่ใช่หุ้นบลูชิพ แต่เป็นหุ้นวัฏจักร มีเกิดมีดับต่างหาก

"ปัจจุบันบริษัทมีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 30-32 เหรียญต่อบาร์เรล ทำให้มองว่าการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันดิบในปัจจุบันยังไม่ทำให้บริษัทประสบปัญหาในการดำเนินงาน ยังคงแนะนำ"ซื้อลงทุน"ด้วยมูลค่าที่เหมาะสม 140 บาท ยังเหมาะกับการเป็นหุ้นลงทุนระยะยาว "

อันนี้นักวิเคราะห์เค้าว่าไว้เมื่อ 3 เดือนก่อน ตอนน้ำมัน 60

ต้นทุน 30-32 ที่ว่า คือ operating cost  ไม่รวม fix cost ที่ลงไป
ถ้าราคาน้ำมันต่ำกว่า 40 เหมือนตอนนี้ไปนานๆ อีกกี่ปีถึงจะคืนทุน
ขณะที่ ตะวันออกกลาง มีต้นทุน 9เหรียญต่อบาร์เรลเพราะขุดบนบก และบ่อใหญ่กว่า แรงดันเยอะกว่า  มันเลยทำให้มี supply ออกมา  แม้ราคาจะลงต่ำกว่านี้ สมดุลย์ของราคาจึงอยู่ต่ำกว่านี้ได้ ถ้า demand ลดลงเรื่อยๆ

http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/top ... 57.html#97


User avatar
vichit
Verified User
Posts: 15833
Joined: Sun Jun 17, 2007 5:37 pm

Posts by vichit » Mon Dec 29, 2008 9:49 am

ปตท.อ่วมกำไรทรุดฮวบ

         นายจิตรพงษ์ กว้างสุขสถิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้น
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ใน   ปีนี้คาดว่ากำไรของธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็น
ธุรกิจหลักของ ปตท. จะลดลง 50% เหลือ    เพียง 30,000 ล้านบาท เนื่องจากได้รับผลกระทบ
อย่างหนัก จากราคาน้ำมันที่ปรับลดลงรวดเร็วและรุนแรง จากช่วงกลางปีที่อยู่ในระดับ 140
เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่ปัจจุบันเหลือประมาณ 30  เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาก๊าซ
ธรรมชาติ และราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นต้น ที่ได้จากโรงแยกก๊าซธรรมชาติ ทั้งอีเทน และโพ
รเพนลดลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่รายได้ของ ปตท. ในภาพรวมยังอยู่ในระดับที่ดี
        ธุรกิจก๊าซธรรมชาติเจอผลกระทบ 2 ด้าน โดนอัดเป็นแซนด์วิช ทั้งราคาก๊าซฯ ผลิต ภัณฑ์
ที่ลดลงต่อเนื่อง แล้วยังมาเจอภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนจากช่วงราคาน้ำมันแพงเมื่อเดือน
มิ.ย.-ก.ค. ทำให้กำไรหายไปกว่า 50% และคาดว่าจะต่อเนื่องไปจนถึงปี 52 แต่ธุรกิจก๊าซ
ธรรมชาติยังคงเป็นรายได้และกำไรหลักของ ปตท. อยู่ ขณะที่ธุรกิจปิโตรเคมี และน้ำมัน   แย่ขาด
ทุนจากสต๊อก แต่ผลประกอบการของ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
หรือ ปตท.สผ. ยังดี เพราะไม่ได้   รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน เนื่องจากราคาก๊าซธรรมชาติที่
ผลิตได้อิงกับราคาน้ำมันย้อนหลังในช่วงที่ยังแพงอยู่ แต่ปี 52 ปตท.สผ. อาจได้รับผลกระทบ
เพราะราคาก๊าซธรรมชาติจะสะท้อนราคาน้ำมันที่ลดลง
        นอกจากนี้ ได้ปรับแผนลงทุนในธุรกิจก๊าซธรรมชาติใหม่ โดยเลื่อนโครงการที่สามารถ
ยืดหยุ่นได้ออกไปก่อนเพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์ และปริมาณความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติที่
ปรับลดลง ทั้งในส่วนของภาคการผลิตไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรม และภาคขนส่ง เช่น โครงการโรง
แยกก๊าซธรรมชาติ 7 แผน ท่อส่งก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์ (เอ็นจีวี) 3 เส้น และท่อเส้นที่ 4
เป็นต้น แต่โดยรวมยังอยู่ในแผนการลงทุน 5 ปี สำหรับงบลงทุนรวม 5 ปี (52-56) ของ ปตท. อยู่
ที่ 229,340 ล้านบาท ลดลงจากแผนเดิมเล็กน้อยที่อยู่ที่ 240,000 ล้านบาท



ที่มา เดลินิวส์     วันที่   29/12/08   เวลา   8:59:47


Shrink
Verified User
Posts: 56
Joined: Mon Jul 23, 2007 2:26 am

Posts by Shrink » Wed Dec 31, 2008 9:48 am

PTT เผยกำไรปี 52 จะทรงตัวจากปีนี้ เหตุราคาน้ำมันปัจจุบันต่ำกว่าต้นทุนการผลิต

นายพิชัย ชุณหวชิร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บมจ.ปตท. (PTT) เปิดเผยว่า
ในปี 2552 PTT คาดว่ากำไรจากการดำเนินงานจะอยู่ใกล้เคียงระดับเดียวกับปี 2551 เนื่องจาก
คาดว่าราคาน้ำมันในปี 2552 จะไม่ปรับลดลงมากกว่าในปีนี้แล้ว เพราะว่าราคาปัจจุบันที่ต่ำกว่า
40 เหรียญต่อบาร์เรลถือว่าเป็นราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต ดังนั้นโอกาสที่ราคาน้ำมันจะปรับลด
ลงมาอีกจึงมีน้อยกว่าโอกาสที่จะทรงตัวหรือปรับขึ้นได้อีกเล็กน้อย
ส่วนแนวโน้มไตรมาส 4/51 บริษัทอาจประสบผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน เพราะในไตร
มาสที่ 3 ราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 70 เหรียญต่อบาร์เรล แต่ในไตรมาสที่ 4 ลดลงเหลือต่ำกว่า 40
เหรียญต่อบาร์เรล ทำให้สัดส่วนของกำไรก็ลดลงตามนั้น




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย     วันที่   26/12/08   เวลา   12:51:55

****************************

ต้นทุนการผลิตเค้าเท่าไหร่กันแน่

แล้วที่ว่าขาดทุน หมายถึงงบรวม
หรือหมายถึงเรื่อง stock น้ำมัน

ทำไมถึงใช้คำว่า"อาจขาดทุน"
เพราะเรื่อง stock น้ำมัน  รู้ๆกันอยู่ว่า ขาดทุนแน่ๆอยู่แล้ว


surachaichia
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 600
Joined: Thu Jan 24, 2008 5:51 am

Posts by surachaichia » Sat Jan 03, 2009 10:34 pm

ต้นทุนสูง แต่ราคาขายต่ำ ลงมาก  ก็ขาดทุนอยู่แล้ว แต่ พอคิวต่อไป ราคาต้นทุน ก้จะเริ่มถัวกันไป  เป็นวัฎจักรของ บลูชิพ  แต่น่าสนใจในเชิงผูกขาดในประเทศนี้นะครับ..................... :D


User avatar
vichit
Verified User
Posts: 15833
Joined: Sun Jun 17, 2007 5:37 pm

Posts by vichit » Mon Jan 05, 2009 8:23 am

30 ธันวาคม 2551 11:31  
หุ้นตระกูลปตท.ดิ่ง30-80%



--------------------------------------------------------------------------------
ทันหุ้น-เอ็กซเรย์ราคากลุ่มพลังงานตลอดปี 2551  หุ้นใหญ่เครือปตท.ทรุดหนัก 30-80% ตามด้วยกลุ่มถ่านหิน และโรงไฟฟ้า ด้านผู้บริหารค่าย PTT จิตรพงษ์ กว้างสุขสถิตย์ คาดปีหน้าราคาน้ำมันแตะ 40-50 ดอลล์ ส่วนก๊าซธรรมชาติครึ่งแรกติดลมบนเพราะความผันแปรของราคาน้ำมันย้อนหลัง 6-12 เดือน  ส่วนผู้เชี่ยวชาญ มนูญ ศิริวรรณ คัดหุ้นโรงไฟฟ้า EGCO-RATCH-GLOW ปลอดภัยสุด  พ่วง PTT ธุรกิจครบวงจรกู้ชีพ ด้านเซียนหุ้นเลือก PTTEP-BANPU เหมาะสะสมรอน้ำมันฟื้นครึ่งปีหลัง2552
    ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปรับตัวขึ้น 2.36 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือ 6.7% สู่ระดับ 37.71 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ตัดสินใจลดกำลังผลิตลงตามมติของกลุ่ม OPEC รวมทั้งข่าวที่เครื่องบินรบของอิสราเอลบุกโจมตีปาเลสไตน์ที่เขตฉนวนกาซา ซึ่งเพิ่มความตรึงเครียดในบริเวณตะวันออกกลางอีกครั้ง
    จากการสำรวจราคาหุ้นกลุ่มพลังงานในช่วง 1 ปี(2 ม.ค.-26 ธ.ค.2551) พบว่าราคาหุ้นปรับลดลงมาหนัก โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่อันดับแรก PTTAR ลดลง 80.20% จาก 49.50 บาท ถึงปัจจุบัน 9.80 บาท รองลงมา TOP  ราคาลดลง 72.83% จากราคา 86.50 บาท ถึงปัจจุบัน 23.50 บาท อันดับ 3 หุ้น IRPC  ราคาลดลง 65.98% จากราคา 6.35 บาท ถึงปัจจุบัน 2.16 บาท อันดับ 4 หุ้น LANNA ราคาลดลง 65.19% จากราคา 18.10 บาท ถึงปัจจุบัน 6.30 บาท
    อันดับ 5 หุ้น PTT ราคาลดลง 54.26% จากราคา 376 บาท ถึงปัจจุบัน 172 บาท อันดับ 6 หุ้น BAFS ราคาลดลง 53.12% จากราคา 11.20 บาท ถึงปัจจุบัน 5.25 บาท อันดับ 7 หุ้น BCP ราคาลดลง 44.29% จากราคา 14.00 บาท ถึงปัจจุบัน 7.80 บาท อันดับ 8 หุ้น BANPU ราคาลดลง 43.50% จากราคา 400 บาท ถึงปัจจุบัน 226 บาท
    อันดับ 9 หุ้น PTTEP ราคาลดลง 37.80% จากราคา 164 บาท ถึงปัจจุบัน 102 บาท และอันดับ 10 หุ้น EGCO ราคาลดลง 40.62% จากราคา 112 บาท ถึงปัจจุบัน 66.50 บาท
    นายจิตรพงษ์  กว้างสุขสถิตย์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้น บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) PTT  กล่าวว่า แนวโน้มราคาน้ำมันปี 2552 มีทิศทางปรับลดลงเมื่อเทียบกับราคาเฉลี่ยปี 2551 โดยคาดว่า ราคาน้ำมันดิบปีหน้าจะอยู่ประมาณ 40-50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล  แต่ราคาก๊าซธรรมชาติในครึ่งปีแรก2552จะอยู่ในราคาสูงเพราะราคาผันแปรตามราคาน้ำมันย้อนหลัง 6-12 เดือน แต่หลังจากครึ่งปีหลัง2552 ราคาก๊าซบางแหล่งจะปรับลดลงได้ ซึ่งประเด็นดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าครึ่งปีแรก2552มีการปรับขึ้นอีก แต่จะเป็นอัตราใดขึ้นอยู่กับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือเรคกูเลเตอร์ จะพิจารณาต่อไป
    ด้านนายมนูญ  ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน กล่าวว่า  ทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกปี 2552 คาดว่ามีความผันผวนน้อยลงเมื่อเทียบกับปีนี้ และมีเสถียรภาพที่ดีกว่า  จากความเชื่อว่าแนวโน้มเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ครึ่งปีหลัง  โดยคาดว่าราคาน้ำมันปีหน้าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 30-40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้
    อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาช่วงไตรมาส 1/2552 เป็นช่วงที่เศรษฐกิจปรับตัวถึงจุดต่ำสุด ซึ่งหากไม่มีเหตุการณ์ที่ร้ายแรงเกิดขึ้น เศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวได้ตั้งแต่ไตรมาส 2/2552 และจะเห็นความชัดเจนขึ้นในครึ่งปีหลัง จึงเป็นปัจจัยบวกต่อราคาน้ำมันจากความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น
    ส่วนการปรับลดกำลังผลิตของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มองว่า จะส่งผลบวกต่อราคาน้ำมันไม่มาก เพราะการปรับลดการผลิตของกลุ่มโอเปกยังไม่เห็นผลชัดเจน จึงต้องจับตาดูต่อไปว่าหลังจากกุมภาพันธ์-มีนาคม 2552 ทางกลุ่มโอเปกจะควบคุมให้ประเทศในกลุ่มผลิตได้ตามโควต้าได้หรือไม่  หลังจากการประกาศลดการผลิตมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552
    ปีที่ผ่านมากลุ่มโอเปกได้ประชุมด่วนเพื่อถกปัญหาการปรับลดลงของราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงมาหนัก ทำให้โอเปกต้องลดกำลังผลิตแล้ว 4.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ และราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลงได้นายมนูญ กล่าว
*หุ้นโรงไฟฟ้าปลอดภัย
    นายมนูญ กล่าวต่อว่า สำหรับปี 2552 มองว่าหุ้นกลุ่มพลังงานยังน่าสนใจอยู่บ้าง เพราะปัญหาการขาดทุนสต็อกน้ำมันได้หมดไป เนื่องจากการตั้งสำรองหมดไปแล้วตั้งแต่ปีนี้ ดังนั้นผลการดำเนินงานของบริษัทในกลุ่มพลังงานเริ่มมีการปรับตัวที่ดีขึ้นได้ แต่ไม่ถึงกับจะโดดเด่นมาก
    อย่างไรก็ตาม ในแง่ของการลงทุนแล้วแนะนำว่าหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า EGCO, RATCH และ GLOW จัดเป็นหุ้นปลอดภัยที่สุด จากปัจจัยพื้นฐาน และการเติบโตของรายได้มั่นคง เมื่อเทียบกับธุรกิจอื่นๆ นอกจากนี้หุ้นกลุ่มพลังงานที่มีการลงทุน และธุรกิจที่ครบวงจร เช่น PTT ถือว่าน่าลงทุนอีกตัวหนึ่ง
*สะสมPTTEP-BANPU
    นายกิตติชาญ  ศิริสุขอาชา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์  บริษัทหลักทรัพย์กิมเอ็ง(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  ในปี 2552 คาดว่าทิศทางราคาน้ำมันโดยเฉพาะครึ่งปีหลัง2552จะแกว่งตัวในกรอบ 30-40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพราะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจโลกถดถอยใกล้จุดต่ำสุด
    ส่วนในครึ่งปีหลังคาดว่าราคาน้ำมันจะแกว่งในกรอบ 50-60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพราะเชื่อว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัว  โดยคาดว่าค่าเงินดอลลาร์จะอ่อนค่า ส่งผลให้มีการนำเงินมาลงทุนในกลุ่มคอมมอดิตี้  จึงประเมินว่าหุ้นกลุ่มพลังงานที่จะได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวกลับของกลุ่มพลังงาน และราคาน้ำมัน  ทั้งหุ้น PTTEP โดยให้ราคาเหมาะสม 130 บาท และหุ้น BANPU ให้ราคาเหมาะสม 220 บาท
     
 http://www.thunhoon.com/home/

--------------------------------------------------------------------------------


Shrink
Verified User
Posts: 56
Joined: Mon Jul 23, 2007 2:26 am

Posts by Shrink » Sat Jan 10, 2009 12:00 pm

ปตท.เจ๊งลงทุนน้ำมันล่วงหน้า ฉุดกำไร Q4 ปี 51 ติดลบ  
แฉ! ปตท.ลงทุนพลาด เจ๊งซื้อน้ำมันล่วงหน้าในตลาดโลก ฉุดกำไรปลายปี 51 ทรุด เพราะตัวเลขรับรู้พอดีในเดือนนี้ ราคาหุ้นรูดยกแผง ประเสริฐ ยอมรับผลการดำเนินงาน ไตรมาส 4 ปี 2551 มีโอกาสติดลบ หลังกลุ่มโรงกลั่นขาดทุนหนัก เตรียมลดค่าใช้จ่าย-ชะลอการลงทุน เพื่อรักษารายได้ที่ระดับ 2 ล้านล้านบาท
     
     วันนี้ (09 มกราคม 2552) นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT กล่าวถึงผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาสที่ 4 ปี 2551 มีโอกาสอาจออกมาติดลบ เนื่องจากธุรกิจโรงกลั่นในเครือขาดทุนอย่างหนัก จากผลกระทบความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก แต่ผลดำเนินงานทั้งปี 2551 ยังคงมีกำไร และรายได้จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 2.2 ล้านล้านบาท เพราะมีการบันทึกบัญชีล่วงหน้าไปแล้ว
     
     สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานในปี 2552 คาดว่า รายได้และกำไรมีแนวโน้มลดลงจากปีก่อน ตามราคาน้ำมันที่ประเมิน ว่า น่าจะมีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต่ำกว่าปีก่อนที่อยู่ในระดับ 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยในส่วนรายได้ปี 2552 คาดว่า จะต่ำลงประมาณ 10% จากปี 2551 แต่บริษัทตั้งเป้าหมายที่จะรักษากำไรให้ใกล้เคียงกับปีก่อน ด้วยการลดรายจ่ายและการลงทุน ขณะเดียวกัน ก็จะเพิ่มยอดขายไปพร้อมกัน
     
     ทิศทางในปี 2552 คาดว่า รายได้จะลดลงจากปี 2551 ที่ระดับ 2 ล้านล้านบาท เพราะราคาขายก๊าซและน้ำมันลดลงเกือบทุกตัว แต่มีวอลุ่มใหม่เข้ามาชดเชย และกำไรจะพยายามรักษาให้ใกล้เคียงกับปี 2551 ให้ได้ โดยต้องลดการลงทุนและค่าใช้จ่าย
     
     อย่างไรก็ตาม นายประเสริฐ คาดว่า ธุรกิจในกลุ่ม ปตท.จะกลับฟื้นตัวทั้งธุรกิจโรงกลั่น ขุดเจาะน้ำมัน และธุรกิจน้ำมัน โดยมั่นใจว่าจะกลับมาเห็นรายได้และกำไรที่ดีมากในปี 2554 เหมือนในอดีต เพราะธุรกิจปิโตรเคมี ก็จะผ่านพ้นช่วงขาลง
     
     ส่วนการลงทุนปี 2552 ปตท.จะมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยจะไม่มีการลงทุนที่ใช้เงินจำนวนมาก แต่เป็นการลงทุนโครงการต่อเนื่องเท่านั้น รวมทั้งปรับระบบภายในองค์กร ซึ่งคาดว่า จะใช้เงินลงทุนไม่มาก นอกจากนี้ การลงทุนท่อก๊าซเอ็นจีวี (NGV) ชะลอการลงทุน ขณะที่แผนการขยายสถานีบริการ NGV ก็คงจะมีการทบทวน โดยลดลงเหลือ 350-400 สาขา จากแผนเดิมที่จะขยายมากว่า 400 แห่ง
     
     ในปี 2552 มองว่า กลุ่มปิโตรเคมีจะมีกำไร แม้ว่าจะอยู่ในช่วงขาลง ส่วนธุรกิจโรงกลั่น ก็จะมีกำไรหลังจากปี 2551 ขาดทุน ธุรกิจขุดเจาะและสำรวจ ก็คงได้รับผลกระทบบ้างจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลง
     
     นายประเสริฐ ยังกล่าวถึงการจ่ายเงินปันผลในงวดครึ่งหลังปี 2551 คาดว่า คงจะต่ำกว่าครึ่งแรกของปี 2551 ที่จ่ายไปแล้ว อัตราหุ้นละ 6 บาท เนื่องจากการปรับตัวของกำไรที่ลดลง แต่อย่างไรก็ตาม คงจะต้องต้องดูข้อเสนอแนะของกระทรวงการคลังที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ด้วย และเชื่อว่าผู้ถือหุ้นจะเข้าใจสถานการณ์ของบริษัท
     
     ส่วนแผนการซื้อหุ้นคืนบริษัทในเครือ ปตท.นายประเสริฐ กล่าวว่า หากดัชนีปรับตัวลดลง หลุดไปต่ำกว่า 400 จุด ก็จะพิจารณาในการเข้าไปซื้อ แต่ขณะนี้หยุดไว้ก่อนหลังจากที่ได้ทยอยซื้อไปแล้วทั้งซื้อตรงในหุ้น บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC รวมถึงหุ้นบริษัทอื่นในเครือที่ซื้อผ่านกองทุน โดยที่ผ่านมา ปตท.ได้เข้าไปซื้อหุ้นในเครือประมาณ 4 พันล้านบาท จากวงเงินที่เตรียมไว้ 2 หมื่นล้านบาท
     
     **โบรกฯ ไขปริศนา ลงทุนพลาด-เจ๊งน้ำมันล่วงหน้า
     
     โดยเช้าวันนี้ โบรกเกอร์หลายแห่ง ได้ออกบทวิเคราะห์หุ้นกลุ่ม ปตท.โดยคาดการณ์ว่า ปตท.ได้ขาดทุนอย่างหนักจากการลงทุนซื้อน้ำมันล่วงหน้าในตลาดโลก 6 เดือนก่อน ช่วงที่ระดับราคาสูงสุด 147 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อเดือนกรกฎาคม 2551 ซึ่งจะเริ่มมีการรับรู้ในช่วง 1-2 เดือนนี้ เพราะครบกำหนดส่งมอบจริง
     
     ช่วงที่น้ำมันโลกพุ่งขึ้นสูงสุด บริษัทน้ำมันหลางแห่งต่างคาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก อาจพุ่งขึ้นแตะระดับ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้มีการเร่งสั่งซื้อน้ำมันเข้ามาในสตอกเพื่อเก็งกำไรส่วนต่างราคา และฟันส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยน
     
     บทวิเคราะห์หลักทรัพย์ของ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ไซรัส เตือนนักลงทุนว่า ให้ระวัง Flows ขายเข้ามาในหุ้นในกลุ่ม PTT แรงในช่วงบ่ายหลังจากโบรกเกอร์หลายแห่ง ต่างมีการคาดการณ์กันว่า หุ้นกลุ่ม ปตท.จะประกาศขาดทุนรวมทั้งกลุ่ม ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ในไตรมาส 4 ปี 2551
     
     ขณะที่บทวิเคราะห์ บล.ทรินิตี้ ระบุว่า ผลประกอบการของ ปตท.ไตรมาส 4 ปี 2551 คาดว่า จะออกมาไม่ดี และมีโอกาสรายงานกำไรสุทธิทั้งปีเหลือแค่ 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากขาดทุนในบริษัทลูก ได้แก่ TOP ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท PTTAR ประมาณ 1.1-1.2 หมื่นล้านบาท และ IRPC ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท
     
     พร้อมคาดการณ์ว่า แนวโน้มในปีหน้า ยังคงไม่ดีนัก เนื่องจากบริษัท ปตท.สผ.จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ที่เป็นกลจักรสำคัญ อ่อนแรงลงตามราคาน้ำมันโลก ซึ่งมุมมองของ ปตท.คาดการณ์ราคาน้ำมันเฉลี่ยปีหน้าที่เพียง 55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
     
     ทั้งนี้ ราคาหุ้น PTTEP ในปัจจุบันแม้จะลงมามาก แต่ช่วงสั้นดูเหมือนจะยังไม่สะท้อนต่อผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2551 และแนวโน้มของปีหน้า ในเชิงกลยุทธ์มอง PTTEP มีความเสี่ยงทางลงมากกว่าเนื่องจากปีหน้าไม่มีตัวช่วยอื่นจากราคาน้ำมัน ในขณะที่หุ้น ปตท. แม้ไตรมาส 4 ปี 2551 น่าจะออกมาแย่มาก แต่เชื่อว่าในปีหน้า สถานการณ์ของบริษัทลูกน่าจะไม่เกิด stock loss มากเช่นปีนี้
     
     **ราคาหุ้นรูดลงยกแผง นักลงทุนเผ่นกระเจิง
     
     ทั้งนี้ เมื่อเวลา 15.10 น.พบว่า มีการเทขายหุ้นกลุ่ม ปตท.อย่างหนัก โดยราคาหุ้น PTT อยู่ที่ 178 บาท ลดลง 5 บาท เปลี่ยนแปลง -2.73% มูลค่าซื้อขาย 967.62 ล้านบาท PTTEP อยู่ที่ 112.00 บาท ลดลง 3.00 บาท เปลี่ยนแปลง -2.61% มูลค่าซื้อขาย 757.96 ล้านบาท PTTAR อยู่ที่ 10.60 บาท ลดลง 0.40 บาท เปลี่ยนแปลง -3.64% มูลค่าซื้อขาย 205.08 ล้านบาท TOP อยู่ที่ 24.80 บาท ลดลง 0.95 บาท เปลี่ยนแปลง -3.69% มูลค่าซื้อขาย 211.56 ล้านบาท


Jeng
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 14782
Joined: Wed Apr 09, 2003 1:43 am

Posts by Jeng » Mon Jan 12, 2009 6:49 pm

Code: Select all

ปตท.เจ๊งลงทุนน้ำมันล่วงหน้า ฉุดกำไร Q4 ปี 51 ติดลบ   
แฉ! ปตท.ลงทุนพลาด เจ๊งซื้อน้ำมันล่วงหน้าในตลาดโลก ฉุดกำไรปลายปี 51 ทรุด เพราะตัวเลขรับรู้พอดีในเดือนนี้ ราคาหุ้นรูดยกแผง ประเสริฐ ยอมรับผลการดำเนินงาน ไตรมาส 4 ปี 2551 มีโอกาสติดลบ หลังกลุ่มโรงกลั่นขาดทุนหนัก เตรียมลดค่าใช้จ่าย-ชะลอการลงทุน เพื่อรักษารายได้ที่ระดับ 2 ล้านล้านบาท 
      
     วันนี้ (09 มกราคม 2552) นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT กล่าวถึงผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาสที่ 4 ปี 2551 มีโอกาสอาจออกมาติดลบ เนื่องจากธุรกิจโรงกลั่นในเครือขาดทุนอย่างหนัก จากผลกระทบความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก แต่ผลดำเนินงานทั้งปี 2551 ยังคงมีกำไร และรายได้จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 2.2 ล้านล้านบาท เพราะมีการบันทึกบัญชีล่วงหน้าไปแล้ว 
:shock:  ขนาดนั้นเชียวหรือ อืม แล้วจะหลุด low เดิมปะ ที่ 134 นี่


choosak
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1486
Joined: Tue Jun 05, 2007 10:59 pm

Posts by choosak » Mon Jan 12, 2009 8:26 pm

ปตท.รับ Q4 ทรุดหนัก!
ปีนี้พึ่ง สผ.พยุงรายได้

ปตท.หวังพึ่ง PTTEP รักษาระดับรายได้ปีนี้ "ประเสริฐ" มั่นใจประคับประคองไม่ต่ำกว่าปีก่อน รับไตรมาส  4/51  ขาดทุน  หลังราคาน้ำมันโลกทรุดหนัก ลุ้นธุรกิจฟื้นตัวในปี 53 ขณะที่แย้มเบรกแผนลงทุนท่อเอ็นจีวี 3 เส้น

นายประเสริฐ   บุญสัมพันธ์   ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า แนวโน้มการดำเนินธุรกิจในปีนี้ ยอมรับว่ายังลำบาก เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงมากกว่าปีก่อน แต่ ปตท.จะพยายามประคับประคองรายได้ปีนี้ให้ใกล้เคียงกับปี 2551

ทั้งนี้ แม้ว่าภาพรวมธุรกิจในปีนี้ยังไม่ดีนัก โดยเฉพาะกลุ่มโรงกลั่นแต่ก็ไม่มีปัญหาขาดทุนสต็อกน้ำมัน  ขณะที่การสำรวจขุดเจาะน้ำมันของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ยังไปได้ดี เนื่องจากแนวโน้มราคาน้ำมันยังปรับเพิ่มขึ้น ส่วนธุรกิจปิโตรเคมี โดยในส่วนของบริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTCH ก็ยังมีกำไร แต่ก็ไม่มากนัก

อย่างไรก็ดีตนเชื่อว่ารายได้ในปีนี้น่าจะต่ำกว่าปีก่อน เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาราคาน้ำมันในตะวันออกกลางอยู่ระดับสูงที่ 80-90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ปีนี้ราคาปรับลงมาก  ประเมินต้นปีที่ประมาณ  40  เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล  ปลายปีนี้ที่ประมาณ 50-60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล น่าจะทำให้รายได้ปีนี้ลดลงด้วย

"ปีนี้แนวโน้มธุรกิจปิโตรเคมีกำไรลดลง    ส่วนโรงกลั่นกำไรเพิ่มเพราะไม่ขาดทุนจากสต็อกน้ำมันแต่เทียบกันแล้วกำไรน้อยยังกว่าปี 2551 ตนเชื่อว่าจะเริ่มฟื้นตัวในปี 2553 เพราะทุกกลุ่มจะดีหมด รวมทั้งรายได้จะดีขึ้นมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับราคาน้ำมัน และการดำเนินงานของ ปตท.สผ.ด้วย" นายประเสริฐ กล่าว

นอกจากนี้บริษัทต้องบริหารจัดการ  โดยเฉพาะด้านราคามากยิ่งขึ้น รวมทั้งให้ความสำคัญในการซื้อประกันความเสี่ยง ทั้งน้ำมันดิบและการขายผลิตภัณฑ์ เพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงของราคา และหาโอกาสที่ดีให้กับบริษัท

สำหรับแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/2551 ในส่วนปตท.ไม่ขาดทุน แต่คาดว่าภาพรวมทั้งกลุ่มจะติดลบ โดยเฉพาะกลุ่มโรงกลั่นที่รับผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันแต่ตอนนี้เป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้น เพราะตอนนี้ยังไม่ได้ปิดบัญชี ขณะเดียวกันตัวเลข 9 เดือนแรกของปี 2551 เท่ากับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ส่วนการจ่ายเงินปันผลงวดบัญชีครึ่งหลังปี 2551 บริษัทจะต้องพิจารณาถึงผลประกอบการ  และแผนการลงทุน รวมถึงกระแสเงินสดว่าเป็นอย่างไร แต่เบื้องต้นคาดว่าอาจจ่ายน้อยกว่าในงวดครึ่งปีแรก ที่จ่ายไปแล้วในอัตรา 6 บาทต่อหุ้น

สำหรับกรณีที่รัฐบาลในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่  ต้องการให้มีการจ่ายปันผลในระดับที่สูงนั้น บริษัทมีความเข้าใจและจะนำมาพิจารณาประกอบด้วย แต่ต้องยอมรับว่าผลกำไรในปี 2551 ที่ต่ำกว่าปี 2550 ทำให้อัตราการจ่ายเงินปันผลย่อมน้อยกว่า แต่จะไม่ต่ำกว่า 30-40% ของกำไรสุทธิ

นายประเสริฐ กล่าวอีกว่า กรณีที่รัฐพิจารณาไม่ให้ปรับขึ้นราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์ (เอ็นจีวี) แบบไร้กำหนด จากปัจจุบันจำหน่ายอยู่ที่ 8.50 บาทต่อกิโลกรัม ส่งผลให้ปตท.ต้องแบกรับภาระขาดทุน  เนื่องจากซื้อเนื้อก๊าซราคาแพงแต่มาขายถูก ดังนั้นแผนลงทุนท่อเอ็นจีวี 3 เส้น มูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านบาท อาจต้องชะลอออกไปก่อน

อย่างไรก็ตามนอกจาก ปตท.ต้องแบกรับขาดทุนจากการจำหน่ายเอ็นจีวีแล้ว ยังต้องใช้เม็ดเงินลงทุนในการขยายสถานีบริการเพิ่มขึ้นด้วย  ปัจจุบันพบว่าความต้องการเอ็นจีวรปรับลดลงบ้าง  เพราะราคาน้ำมันถูกทำให้ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น ล่าสุดมีรถยนต์ที่ติดตั้งเอ็นจีวีกว่า  1.2 แสนคัน ส่งผลให้ ปตท.มีเวลาในการปรับปรุงระบบให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

"การเร่งขายเอ็นจีวีตอนนี้คงไม่จำเป็นมากนัก เพราะความต้องการใช้ไม่สูงนักหากเร่งลงทุน  ประกอบกับแบกรับขาดทุน ก็ไม่คุ้ม การที่รัฐไม่ให้ราคาขายเอ็นจีวีไปตามต้นทุน เราก็ไม่มีเงินมาลงทุนขยายธุรกิจ"นายประเสริฐกล่าว

สำหรับภาระนำเข้าก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) 8,000 ล้านบาทนั้น ต้องรอดูว่ากระทรวงพลังงานจะชำระหนี้อย่างไร  แต่ในส่วนของ ปตท.ก็เข้าใจว่ากระทรวงฯอาจนำเงินจากกองทุนน้ำมันฯ ไปใช้ทางอื่นก่อน อย่างช่วยชะลอการปรับขึ้นของราคาน้ำมันหลังจากรัฐยกเลิกภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ซึ่งเป็นหนึ่งใน 6 มาตรการ

โดยตนเห็นว่าควรยกเลิกภาษีสรรพสามิตน้ำมันช่วงนี้  เพราะราคาน้ำมันต่ำมากแล้ว ส่วนกรณีที่ปรับขึ้นราคาน้ำมันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก็เพื่อให้เป็นไปตามต้นทุนที่แท้จริง นอกจากนี้ยืนยันว่า ปตท.ไม่ได้รับประโยชน์จากการนำเข้าแอลพีจีเพียงรายเดียวแต่อย่างใดเพราะต้องแบกรับภาระหนี้สิน อีกทั้งยังต้องนำเข้าแทนผู้ค้ารายอื่นด้วย

นายประเสริฐ  กล่าวภายหลังเป็นประธานลงนามสัญญาเงินกู้ระหว่าง  บริษัท พีทีที ฟีนอลจำกัด และธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพธนาคารทหารไทย และธนาคารออมสิน วงเงิน 4,250 ล้านบาท เพื่อใช้ในการก่อสร้าวโครงการบิสฟีนอลเอ โดยเป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการฟีนอล  คาดใช้เงินลงทุนทั้งสิ้น  8,500 ล้านบาท ส่วนที่เหลือมาจากผู้ถือหุ้น อย่าง PTT, PTTCH และ PTTAR

นายวิเทศ  วิสนุวิมล  กรรมการผู้จัดการใหญ่  บริษัท พีทีที ฟีนอล จำกัด กล่าวว่า เตรียมศึกษาลงทุนขยายกำลังการผลิตฟีนอลเพิ่มขึ้นอีก 2.5 แสนตันต่อปี จากปัจจุบันอยู่ที่ 2แสนตันต่อปี เพื่อทดแทนการนำเข้าคาดจะสามารถลงทุนได้ในปี 2553 ใช้เงินไม่เกิน 200 ล้านเหรียญสหรัฐ

"เราต้องศึกษาการขยายฟีนอล ยูนิต 2 อีก 2.5 แสนตันต่อปี คาดว่าจะก่อสร้างได้ต้นปีหน้าเนื่องจากยูนิตที่ 1 บริษัทจะต้องใช้ฟีนอลที่เป็นพื้นฐานของวัตถุดิบไปผลิตบิสฟีนอลเอ 1.3 แสนตัน ทำให้ฟีนอลในประเทศไม่เพียงพอ โดยในประเทศยังมีความต้องการฟีนอลถึง1.8 แสนตันต่อปีขณะที่บริษัทจำเป็นต้องนำฟีนอล 1.3 แสนตัน มาผลิต BPA เพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ของบริษัท ซึ่งมีราคาสูงและมีความผันผวนของราคาน้อยกว่าพลาสติกชนิดอื่นๆ" นายวิเทศกล่าว

-----------------------------------
วันที่ 12 ม.ค. 2552 แสดงข่าวมาแล้ว 18 นาที

http://www.kaohoon.com/pg.newspaper/fir ... ?cid=22630


User avatar
sai
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 4075
Joined: Wed Apr 30, 2008 8:18 pm

Posts by sai » Tue Jan 13, 2009 10:04 am

น่ากลัวกลุ่มโรงกลั่นน่าจะอาการหนักจริงจริงครับ

Small Details Make a Big Difference

User avatar
saleman
Verified User
Posts: 164
Joined: Fri Mar 28, 2008 7:49 pm

Posts by saleman » Tue Jan 13, 2009 3:05 pm

ถังน้ำมันจะระเบิดรึนี้  :lol:

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
L O N G

Jeng
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 14782
Joined: Wed Apr 09, 2003 1:43 am

Posts by Jeng » Tue Jan 13, 2009 5:21 pm

[quote="saleman"]ถังน้ำมันจะระเบิดรึนี้


choosak
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1486
Joined: Tue Jun 05, 2007 10:59 pm

Posts by choosak » Wed Jan 14, 2009 9:15 pm

ปตท.การันตีปีนี้กำไร
ธุรกิจพ้นจุดต่ำสุดแล้ว

"ประเสริฐ" การันตีปีนี้กำไรแน่ เหตุราคาน้ำมันเฉลี่ยปรับสูงขึ้น ภาพรวมโรงกลั่นไม่ขาดทุนสต็อก แถมธุรกิจปิโตรเคมีเริ่มฟื้นตัว มั่นใจปีหน้าฟ้าใสกว่านี้ ปรับกลยุทธ์ลดความเสี่ยงเน้นบริหารเงินสด-จับตาเครดิตลูกค้าเพิ่ม โอดรัฐอย่าบีบจน ปตท.ตาย

นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปตท. จำกัด   (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า การดำเนินงานปีนี้แม้ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงมากเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่เชื่อว่า ปตท.จะไม่ประสบปัญหาขาดทุนแน่นอนเนื่องจากราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น ย่อมทำให้โรงกลั่นไม่มีผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันด้วย

ทั้งนี้ ยอมรับว่าการดำเนินงานปีนี้ยากกว่าปีก่อน แต่บริษัทจะพยายามบริหารจัดการอย่างดีที่สุดไม่ว่าจะเป็นการบริหารเงินสด บริหารหนี้สินต่อทุน รวมทั้งระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อลูกค้ารวมทั้งลดต้นทุนและลงทุนเท่าที่จำเป็น โดยเน้นขยายกิจการระยะยาว และบริหารจัดการความเสี่ยงต่างๆ เพื่อประคับประคองรายได้ให้ใกล้เคียงปีก่อน

อย่างไรก็ดี ยอมรับว่ากำไรของ ปตท. ปีนี้ลดลง เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เนื่องจากได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วจาก 140-150 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ลดลงเหลือประมาณ 30-40 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เมื่อช่วงปลายปี จึงส่งผลกระทบให้กลุ่มโรงกลั่นประสบผลขาดทุนเป็นอย่างหนักในช่วงไตรมาส 4 และส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานโดยรวมของ ปตท.ด้วย แต่ภาพรวมปี 2551 ยอดขายยังสูงที่ 2 ล้านล้านบาท แต่ในแง่กำไรลดลงจากปีก่อน

โดยต้องดูว่าการดำเนินงานของ ปตท. จะแบ่งธุรกิจออกเป็น 4 ประเภท 1.จำหน่ายน้ำมันภายในและต่างประเทศ รวมทั้งกิจการโรงแยกก๊าซ 2.ขุดเจาะสำรวจ ซึ่งผลการดำเนินงานของกลุ่มทั้ง 2 ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี 3.ปิโตรเคมี และ 4.โรงกลั่น โดยกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นได้รับผลกระทบ เนื่องจากมีการเก็บสำรองน้ำมันตามกฎหมายและเพื่อการค้า อีกทั้งได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงมาก

"ปีนี้ฐานราคาน้ำมันไปถึงจุดต่ำสุดแล้ว เชื่อว่าไตรมาส 1-2 นี้ ราคาน่าจะยังอยู่ในระดับต่ำ แต่พอถึงช่วงไตรมาส 3-4 น่าจะปรับเพิ่มขึ้น และจะเพิ่มขึ้นอย่างมากภายในปี 2553-2554 อย่างไรก็ตามยอมรับว่าธุรกิจโรงกลั่นไตรมาส 4/51 ที่ผ่านมา จะขาดทุนทั้งทางบัญชีและขาดทุนจริงด้วย ขณะที่ปิโตรเคมีก็ดีมานด์ลดลง ย่อมส่งผลกระทบต่อรายได้ของ ปตท.ด้วย แต่หากน้ำมันสูงขึ้นก็จะเป็นบวก "นายประเสริฐ กล่าว

ขณะเดียวกัน ตนเชื่อว่าปีนี้เป็นการปรับฐานธุรกิจ เนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกช่วงที่ผ่านมา ทุกฝ่ายก็จะเริ่มปรับตัวมากขึ้น โดยในส่วนธุรกิจการกลั่นและปิโตรเคมีที่เคยได้รับผลกระทบมาก่อนหน้านี้ เชื่อว่าในปี 2552 จะไม่ประสบผลขาดทุน เพราะหากราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น กลุ่มดังกล่าวก็จะได้รับประโยชน์ แต่ในระยะสั้นราคาน้ำมันคงไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นไปถึงระดับ 140-150 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ไม่หวือหวาเหมือนที่ผ่านมา

"การดำเนินงาน โดยเฉพาะกลุ่มโรงกลั่นนั้น หลายฝ่ายก็ได้เห็นแล้วว่าช่วงนี้เราได้รับผลกระทบมากเพียงใด จากในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ยังมีบางกลุ่มเรียกร้องให้โรงกลั่นนำเงินไปช่วยเหลือต่างๆ แต่ตอนนี้เราขาดทุน ดังนั้นจะเห็นว่าธุรกิจมีขึ้นมีลง เราก็ต้องประคับประคองตนเองให้อยู่ได้" นายประเสริฐ กล่าว

สำหรับกรณีการปรับโครงสร้างราคาพลังงานนั้น โดยเฉพาะราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) และก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐ แต่ควรอยู่บนพื้นฐานของการแข่งขันและต้นทุนที่แท้จริง แต่หากรัฐต้องการอุดหนุนบางผลิตภัณฑ์ก็ควรใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามารองรับ

นายประเสริฐ กล่าวว่า สำหรับกรณีที่กระทรวงการคลังต้องการให้ ปตท.เพิ่มอัตจราการจ่ายเงินปันผลนั้น ตนเข้าใจเรื่องดังกล่าวแต่ต้องเข้าใจว่า ปัจจุบัน ปตท. ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจเช่นกัน หากผลการดำเนินงานของบริษัทออกมาไม่ดีจะส่งผลทำให้ภาษีนำส่งรัฐลดลงด้วย รวมทั้งเงินปันผลที่จะส่งให้รัฐก็อาจจะลดลงเช่นกัน โดยสัดส่วนการถือหุ้นของ ปตท. ส่วนใหญ่รัฐเป็นเจ้าของ

อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานปีนี้ เราหวังเพียงแค่ประคับประคองให้เทียบเท่ากับที่แล้ว ดังนั้นเรื่องที่ภาษีที่รัฐเก็บจากผลประกอบการและเงินปันผลก็อาจได้น้อยลง เพราะเศรษฐกิจมีแนวโน้มไม่ดี ขณะที่รายจ่ายรัฐมากขึ้นเพราะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐอาจต้องกู้เงินหรือระดมทุนในประเทศเป็นสิ่งที่ต้องระวัง เพราะจะทำให้เกิดการตรึงตัวของเงินในระบบ หากดึงเงินในประเทศมากเกินไปก็อาจส่งผลกระทบต่อภาคเอกชนตรึงตัวได้

\\\\\\\\\\\\\\\\\
วันที่ 14 ม.ค. 2552 แสดงข่าวมาแล้ว 2 ช.ม. 32 นาที
 
http://www.kaohoon.com/pg.newspaper/fir ... ?cid=22718


choosak
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1486
Joined: Tue Jun 05, 2007 10:59 pm

Posts by choosak » Mon Jan 19, 2009 10:19 pm

ปตท.ลั่นอั้นแค่หมื่นล้าน
พอแล้วภาระ LNG-NGV

"ประเสริฐ" กุมขมับ หลังนายกฯ สั่งเบรกขึ้นราคาแอลพีจี-เอ็นจีวีแบบไร้กำหนด ขู่ไม่เพิ่มวงเงินรับภาระนำเข้าแอลพีจีให้เต็มที่แค่ 1 หมื่นล้านบาท โบ้ยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รับช่วงต่อ บ่นต้นทุนผลิตเอ็นจีวีพุ่งทำให้ปีที่แล้วขาดทุน 4,000-5,000 ล้านบาท ด้าน "วรรณรัตน์" อ้างเตรียมหารือกบง.ชงแก้ไขเผือกร้อนพลังงาน

นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปตท.จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า จากมติของที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พิจารณาไม่ปรับขึ้นราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) และก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) ตนเข้าใจเรื่องดังกล่าว เนื่องจากรัฐคงหวั่นว่าจะขัดกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งไม่ต้องการให้ประชาชนต้องแบกรับภาระเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้รัฐต้องเห็นใจ ปตท.ด้วยเช่นกัน เพราะนอกจากจะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงแล้ว   ที่ผ่านมาปตท.เป็นผู้ค้ารายเดียวที่ต้องแบกรับภาระการนำเข้าแอลพีจีปัจจุบันรับภาระไปแล้วประมาณ 8,000 ล้านบาทจากวงเงินที่คณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) อนุมัติที่ 1 หมื่นล้านบาท หากรัฐต้องการอุดหนุนพลังงานดังกล่าวต่อไป ควรใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามารองรับ

อย่างไรก็ดีปัจจุบันราคาแอลพีจี ในประเทศถูกกว่าในตลาดโลก ขณะเดียวกันก็มีราคาถูกกว่าน้ำมันมาก ทำให้เกิดแรงจูงใจโดยเฉพาะภาคขนส่ง ที่เติบโตถึง 30% ต่อปี ส่วนภาคอุตสาหกรรมเติบโต 20% ต่อปีตนมองว่าเป็นการเติบโตแบบผิดปกติ ส่งให้ไทยจำเป็นต้องนำเข้าแอลพีจีอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงปี 2551 ปตท.นำเข้าแอลพีจีจำนวน 5 แสนตัน

ขณะเดียวกันคาดว่าภายในปีนี้ ไทยยังต้องนำเข้าแอลพีจีอยู่ เนื่องจากยังไม่มีการปรับราคาขายให้เทียบเท่าตลาดโลก ทำให้ปริมาณการผลิตแอลพีจีใประเทศ ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้เบื้องต้นคาดว่าตัวเลขการนำเข้าแอลพีจีปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 5 แสนถึง 1 ล้านตัน

"ตนมองว่าในแง่รัฐ หากไม่มีการปรับราคาขายแอลพีจีภาคขนส่งและอุตสาหกรรม ก็ควรเงินกองทุนน้ำมันเข้ามาชดเชย ซึ่งก็มีมากพอสมควร ส่วนหนี้ที่ ปตท.รับภาระไปก่อนนั้นก็ต้องคุยกันอีกครั้ง เพียงแต่ภาระที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต้องมีหน่วยงานรัฐเข้ามารับผิดชอบ แต่ภาระดังกล่าวจะโตขึ้นเรื่อยๆ เพราะหากไม่ปรับราคา คนก็ใช้แอลพีจีเยอะขึ้น ประมาณการว่าภาระที่กองทุนน้ำมันอาจต้องเข้ามาชดเชย  5,000 ล้านบาทต่อปี อิงพื้นฐานการนำเข้าแอลพีจีที่ 5 แสน ถึง 1 ล้านตันต่อปี" นายประเสริฐ กล่าว

นอกจากนี้กพช.ยังไม่อนุมัติปรับขึ้นราคาจำหน่ายเอ็นจีวี จากปัจจุบันอยู่ที่ 8.50 บาทต่อลิตร เนื่องจากเป็นพลังงานทางเลือก  รวมทั้งไม่ต้องการเพิ่มภาระของประชาชนในช่วงนี้ ตนก็เข้าใจ แต่ต้องย้อนกลับมาดูว่าต้นทุนการผลิตจริงสูงกว่าราคาขาย ขณะที่ปริมาณการใช้ในภาคขนส่งก็เพิ่มขึ้น  ทำให้ปตท.ต้องแบกรับขาดทุนแล้วประมาณ  4,000-5,000 ล้านบาท ช่วงปี 2551 ที่ผ่านมา

อีกทั้งปีนี้คาดว่า  ปตท.ต้องแบกรับภาระดังกล่าวเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากมีการขยายตัวมากขึ้น ประกอบกับเม็ดเงินขยายการลงทุนเพิ่มขึ้นด้วยอย่างไรก็ตามตนเชื่อว่ารัฐคงไม่ต้องการปรับขึ้นราคาพลังงานช่วงนี้แต่จะหาช่วงจังหวะที่เหมาะสมในการปรับให้สะท้อนต้อนจริงต่อไป

ด้านน.พ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ที่ประชุม กพช. มีมติให้ชะลอการปรับขึ้นราคาแอลพีจี ในภาคขนส่งและอุตสาหกรรมออกไปอย่างไม่มีกำหนดโดยให้คงราคาจำหน่ายเดิมไว้ที่ 18.13 บาทต่อกิโลกรัมต่อไปก่อน รวมทั้งให้ชะลอการปรับขึ้นราคาเอ็นจีวี ออกไปโดยไม่มีกำหนดเช่นกัน

ทั้งนี้เนื่องจากนายกฯ  ไม่ต้องการให้ประชาชนเดือดร้อนจากการปรับขึ้นราคาแอลพีจีและเอ็นจีวี ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว ส่วนการชำระหนี้คืนให้กับปตท. ที่ต้องแบกรับภาระส่วนต่างราคาแอลพีจีที่ต้องนำเข้ามาแพงราคาตลาดโลกและมาจำหน่ายในประเทศราคาถูกนั้น  กพช. มีมติให้นำเงินกองทุนน้ำมันมาช่วยคืนให้ ปตท.โดยกำหนดให้จ่ายคืนต่อเมื่อกองทุนน้ำมันมีความพร้อม

"ตั้งแต่มีการนำเข้าแอลพีจีเป็นครั้งแรกในเดือนเม.ย. 2551 จนถึงปัจจุบันกองทุนน้ำมันเป็นหนี้ปตท. แล้วประมาณ 8,000 ล้านบาท โดยสถานะกองทุนน้ำมันปัจจุบันมีเงินเหลืออยู่กว่า 1 หมื่นล้านบาทและคาดว่าปีนี้ปตท.อาจต้องนำเข้าแอลพีจีอีกเดือนละ 3.3 หมื่นตันต่อเดือน ส่วนจะชำระหนี้ปตท.อย่างไรนั้น ต้องรอที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) พิจารณาเร็วๆนี้" รมว.พลังงาน กล่าว

นอกจากนี้  ที่ประชุมมีมติเห็นชอบการลดผลกระทบต่อประชาชน จากการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน หลังสิ้นสุดนโยบาย 6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤติเพื่อคนไทยทุกคน โดยเห็นชอบในหลักการให้ใช้กองทุนน้ำมันเพื่อบรรเทา ผลกระทบจากราคาน้ำมัน ที่จะสูงขึ้นจากการปรับเพิ่มภาษีสรรพสามิต วันที่ 1 ก.พ.นี้ โดยจะทยอยปรับราคาขายปลีกเพิ่มขึ้นประมาณ 1 บาทต่อลิตร  คาดว่าจะมีการปรับประมาณ 3-4  ครั้ง ช่วงเวลา 2 เดือน ซึ่งมอบหมายให้กบง.พิจารณาช่วงเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้ใช้เงินกองทุนน้ำมันคาดว่าประมาณ 3,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตามที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) พ.ศ. 2551-2564 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2 โดยมีการปรับปรุงค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าลดลงตามสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศตามการประมาณการณ์ค่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศในปี 2552 ของสภาพัฒน์ฯ จากเดิม 4.5% เป็น 2% ทำให้กำลังการผลิตสำรองปรับลงมาอยู่ที่ระดับ 15% เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ทั้งนี้เพื่อให้มีการจัดทำแผนกำลังการผลิตไฟฟ้าสอดคล้องกับการประมาณการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป จึงมีการพิจารณาเลื่อนโครงการของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ  IPP  ออกไป  รวมทั้งยังได้พิจารณาทบทวนการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อลดความเสียงและเพิ่มความมั่นคงของระบบการผลิตไฟฟ้าของประเทศ


วันที่ 19 ม.ค. 2552 แสดงข่าวมาแล้ว 2 ช.ม. 11 นาที


choosak
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1486
Joined: Tue Jun 05, 2007 10:59 pm

Posts by choosak » Mon Jan 19, 2009 10:19 pm

ปตท.สวนหมัดรัฐหยุดหนุนเอ็นจีวี  
วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2552

ปตท.รื้อแผนหนุนเอ็นจีวี หลังรัฐประกาศเบรกขึ้นราคา คาดปีนี้ขาดทุนยับ 5,000-6,000 ล้านบาท

นายจิตรพงษ์ กว้างสุขสถิตย์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. เปิดเผยว่า จะทบทวนแผนส่งเสริมการใช้ก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายชัดเจนชะลอปรับขึ้นราคาในปีนี้ ประกอบกับเศรษฐกิจซบเซา ส่งผลให้ปริมาณการใช้ก๊าซเพื่อผลิตไฟฟ้าลดลงด้วย  

ทั้งนี้ จะเลื่อนแผนลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเอ็นจีวีออกไปก่อน ทั้งจำนวนปั๊ม หรือระบบโครงข่ายท่อก๊าซ โดยปีที่ผ่านมาปตท. มีภาระแบกรับต้นทุนราคาเอ็นจีวีอยู่ที่ 4,000-5,000 ล้านบาท

คาดว่าปีนี้จะต้องเพิ่มอีก 5,000-6,000 ล้านบาท เนื่องจากปัจจุบันตรึงราคาเอ็นจีวีอยู่ที่ 8.50 บาท/กก. แต่ราคาที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงจะต้องอยู่ที่ 12.50 บาท/กก. หรือต้องเพิ่มอีก 4 บาท/กก.

ปี 2552 คงชะลอแผนลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเอ็นจีวีออกไปแน่นอน เพราะมีปัจจัยลบหลายเรื่องที่เป็นแรงผลักดัน ทั้งเศรษฐกิจชะลอตัว การใช้ไฟลดลง ส่งผลให้การใช้ก๊าซเพื่อผลิตไฟฟ้าก็ต่ำลงไปด้วย นายจิตรพงษ์ กล่าว

สำหรับภาพรวมปริมาณการใช้ก๊าซลดลงไป 10% เหลือใช้อยู่ วันละ 3,000 ล้านลูกบาศก์ฟุต (ลบ.ฟุต)/วัน เนื่องจากอยู่ในช่วงฤดูหนาว คาดการณ์ปีนี้อาจจะขยายตัวบ้างแค่เล็กน้อย คือปริมาณการใช้อยู่ที่ 3,500 ล้านลบ.ฟุต/วัน

นอกจากนี้ ตั้งแต่ราคาน้ำมันปรับลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ความสนใจติดตั้งเครื่องยนต์เอ็นจีวีลดลงไปมาก โดยเฉพาะรถส่วนบุคคล แทบไม่มียอดติดตั้งเลย ส่วนใหญ่ที่ยังสนใจจะเป็นรถแท็กซี่ และรถขนส่งสาธารณะขนาดใหญ่ หรือรถโดยสาร

ดังนั้น ในเรื่องแผนขยายปั๊มเอ็นจีวี หรือการกำหนดเป้าหมายรถยนต์เอ็นจีวีคงต้องชะลอออกไปจากแผนเดิมที่ตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนปั๊มเอ็นจีวี 380-400 แห่ง มีรถเอ็นจีวี 1.7 แสนคัน

นายจิตรพงษ์ กล่าวถึงกรณีรัฐบาลนำเรื่องปรับราคาเอ็นจีวีไปผูกติดกับราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ด้วยว่า ไม่ค่อยเห็นด้วยนัก ซึ่งใน การประชุมคณะกรรมการนโยบาย พลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้ชี้แจงเหตุผลของการปรับขึ้นราคาเอ็นจีวีไปแล้ว เนื่องจากถ้าเทียบกับแอลพีจีในประเด็นของค่าความร้อนแล้ว ก็ยังถูกกว่าประมาณ 40% แต่เมื่อเป็นนโยบายของรัฐบาลก็ต้องปฏิบัติตาม

http://www.posttoday.com/news.php?id=28492


User avatar
vichit
Verified User
Posts: 15833
Joined: Sun Jun 17, 2007 5:37 pm

Posts by vichit » Tue Jan 20, 2009 9:29 am

ปตท.ลั่นอั้นแค่หมื่นล้าน

พอแล้วภาระLNG-NGV

"ประเสริฐ"กุมขมับ หลังนายกฯ สั่งเบรกขึ้นราคาแอลพีจี-เอ็นจีวีแบบไร้กำหนด ขู่ไม่เพิ่มวงเงินรับภาระนำเข้าแอลพีจีให้เต็มที่แค่ 1 หมื่นล้านบาท โบ้ยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รับช่วงต่อ บ่นต้นทุนผลิตเอ็นจีวีพุ่งทำให้ปีที่แล้วขาดทุน 4,000-5,000 ล้านบาท ด้าน"วรรณรัตน์"อ้างเตรียมหารือกบง.ชงแก้ไขเผือกร้อนพลังงาน

นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปตท.จำกัด (มหาชน)หรือ PTT เปิดเผยว่า จากมติของที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พิจารณาไม่ปรับขึ้นราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว(แอลพีจี)และก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) ตนเข้าใจเรื่องดังกล่าว เนื่องจากรัฐคงหวั่นว่าจะขัดกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งไม่ต้องการให้ประชาชนต้องแบกรับภาระเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้รัฐต้องเห็นใจ ปตท.ด้วยเช่นกัน เพราะนอกจากจะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงแล้ว   ที่ผ่านมาปตท.เป็นผู้ค้ารายเดียวที่ต้องแบกรับภาระการนำเข้าแอลพีจีปัจจุบันรับภาระไปแล้วประมาณ 8,000 ล้านบาทจากวงเงินที่คณะกรรมการบริษัท(บอร์ด)อนุมัติที่ 1 หมื่นล้านบาท หากรัฐต้องการอุดหนุนพลังงานดังกล่าวต่อไป ควรใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามารองรับ

อย่างไรก็ดีปัจจุบันราคาแอลพีจี ในประเทศถูกกว่าในตลาดโลก ขณะเดียวกันก็มีราคาถูกกว่าน้ำมันมาก ทำให้เกิดแรงจูงใจโดยเฉพาะภาคขนส่ง ที่เติบโตถึง 30% ต่อปี ส่วนภาคอุตสาหกรรมเติบโต 20% ต่อปีตนมองว่าเป็นการเติบโตแบบผิดปกติ ส่งให้ไทยจำเป็นต้องนำเข้าแอลพีจีอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงปี 2551 ปตท.นำเข้าแอลพีจีจำนวน 5 แสนตัน

ขณะเดียวกันคาดว่าภายในปีนี้ ไทยยังต้องนำเข้าแอลพีจีอยู่ เนื่องจากยังไม่มีการปรับราคาขายให้เทียบเท่าตลาดโลก ทำให้ปริมาณการผลิตแอลพีจีใประเทศ ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้เบื้องต้นคาดว่าตัวเลขการนำเข้าแอลพีจีปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 5 แสนถึง 1 ล้านตัน

"ตนมองว่าในแง่รัฐ หากไม่มีการปรับราคาขายแอลพีจีภาคขนส่งและอุตสาหกรรม ก็ควรเงินกองทุนน้ำมันเข้ามาชดเชย ซึ่งก็มีมากพอสมควร ส่วนหนี้ที่ ปตท.รับภาระไปก่อนนั้นก็ต้องคุยกันอีกครั้ง เพียงแต่ภาระที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต้องมีหน่วยงานรัฐเข้ามารับผิดชอบ แต่ภาระดังกล่าวจะโตขึ้นเรื่อยๆ เพราะหากไม่ปรับราคา คนก็ใช้แอลพีจีเยอะขึ้น ประมาณการว่าภาระที่กองทุนน้ำมันอาจต้องเข้ามาชดเชย  5,000 ล้านบาทต่อปี อิงพื้นฐานการนำเข้าแอลพีจีที่ 5 แสน ถึง 1 ล้านตันต่อปี"นายประเสริฐ กล่าว

นอกจากนี้กพช.ยังไม่อนุมัติปรับขึ้นราคาจำหน่ายเอ็นจีวี จากปัจจุบันอยู่ที่ 8.50 บาทต่อลิตร   เนื่องจากเป็นพลังงานทางเลือก  รวมทั้งไม่ต้องการเพิ่มภาระของประชาชนในช่วงนี้ ตนก็เข้าใจ แต่ต้องย้อนกลับมาดูว่าต้นทุนการผลิตจริงสูงกว่าราคาขาย ขณะที่ปริมาณการใช้ในภาคขนส่งก็เพิ่มขึ้น  ทำให้ปตท.ต้องแบกรับขาดทุนแล้วประมาณ  4,000-5,000 ล้านบาท ช่วงปี 2551 ที่ผ่านมา

อีกทั้งปีนี้คาดว่า  ปตท.ต้องแบกรับภาระดังกล่าวเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากมีการขยายตัวมากขึ้น ประกอบกับเม็ดเงินขยายการลงทุนเพิ่มขึ้นด้วยอย่างไรก็ตามตนเชื่อว่ารัฐคงไม่ต้องการปรับขึ้นราคาพลังงานช่วงนี้แต่จะหาช่วงจังหวะที่เหมาะสมในการปรับให้สะท้อนต้อนจริงต่อไป

ด้านน.พ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ที่ประชุม กพช. มีมติให้ชะลอการปรับขึ้นราคาแอลพีจี ในภาคขนส่งและอุตสาหกรรมออกไปอย่างไม่มีกำหนดโดยให้คงราคาจำหน่ายเดิมไว้ที่ 18.13 บาทต่อกิโลกรัมต่อไปก่อน รวมทั้งให้ชะลอการปรับขึ้นราคาเอ็นจีวี ออกไปโดยไม่มีกำหนดเช่นกัน

ทั้งนี้เนื่องจากนายกฯ      ไม่ต้องการให้ประชาชนเดือดร้อนจากการปรับขึ้นราคาแอลพีจีและเอ็นจีวี ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว ส่วนการชำระหนี้คืนให้กับปตท. ที่ต้องแบกรับภาระส่วนต่างราคาแอลพีจีที่ต้องนำเข้ามาแพงราคาตลาดโลกและมาจำหน่ายในประเทศราคาถูกนั้น  กพช. มีมติให้นำเงินกองทุนน้ำมันมาช่วยคืนให้ ปตท.โดยกำหนดให้จ่ายคืนต่อเมื่อกองทุนน้ำมันมีความพร้อม

"ตั้งแต่มีการนำเข้าแอลพีจีเป็นครั้งแรกในเดือนเม.ย.2551 จนถึงปัจจุบันกองทุนน้ำมันเป็นหนี้ปตท. แล้วประมาณ 8,000 ล้านบาท โดยสถานะกองทุนน้ำมันปัจจุบันมีเงินเหลืออยู่กว่า 1 หมื่นล้านบาทและคาดว่าปีนี้ปตท.อาจต้องนำเข้าแอลพีจีอีกเดือนละ 3.3 หมื่นตันต่อเดือน ส่วนจะชำระหนี้ปตท.อย่างไรนั้น ต้องรอที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) พิจารณาเร็วๆนี้"รมว.พลังงาน กล่าว

นอกจากนี้  ที่ประชุมมีมติเห็นชอบการลดผลกระทบต่อประชาชน จากการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน หลังสิ้นสุดนโยบาย 6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤติเพื่อคนไทยทุกคน โดยเห็นชอบในหลักการให้ใช้กองทุนน้ำมันเพื่อบรรเทา ผลกระทบจากราคาน้ำมัน ที่จะสูงขึ้นจากการปรับเพิ่มภาษีสรรพสามิต วันที่ 1 ก.พ.นี้ โดยจะทยอยปรับราคาขายปลีกเพิ่มขึ้นประมาณ

1  บาทต่อลิตร  คาดว่าจะมีการปรับประมาณ  3-4  ครั้ง ช่วงเวลา 2 เดือน ซึ่งมอบหมายให้กบง.พิจารณาช่วงเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้ใช้เงินกองทุนน้ำมันคาดว่าประมาณ 3,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตามที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย(PDP) พ.ศ. 2551-2564 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2 โดยมีการปรับปรุงค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าลดลงตามสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศตามการประมาณการณ์ค่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศในปี 2552 ของสภาพัฒน์ฯ จากเดิม 4.5% เป็น 2% ทำให้กำลังการผลิตสำรองปรับลงมาอยู่ที่ระดับ 15% เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ทั้งนี้เพื่อให้มีการจัดทำแผนกำลังการผลิตไฟฟ้าสอดคล้องกับการประมาณการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป จึงมีการพิจารณาเลื่อนโครงการของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ   IPP  ออกไป  รวมทั้งยังได้พิจารณาทบทวนการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อลดความเสียงและเพิ่มความมั่นคงของระบบการผลิตไฟฟ้าของประเทศ


วันที่ 19 ม.ค. 2552 แสดงข่าวมาแล้ว 13ช.ม. 55นาที
 





PTT Price %Change High Low P/E BV
0.00 0.00 % 0.00 0.00 4.54 1.10

http://www.kaohoon.com/pg.newspaper/fir ... ?cid=22889


User avatar
vichit
Verified User
Posts: 15833
Joined: Sun Jun 17, 2007 5:37 pm

Posts by vichit » Tue Jan 20, 2009 9:50 am

ปตท.เร่งรีไฟแนนซ์ ระดมทุน6.5หมื่นล.



ปตท.เร่งรีไฟแนนซ์ ระดมทุน6.5หมื่นล.

ปตท.เร่งจัดหาแหล่งเงินทุนรีไฟน์แนนซ์หนี้ที่จะครบกำหนด 6.5 หมื่นล้านบาท จากที่ก่อนหน้านี้ไฟเขียวทุ่มเม็ดเงินลงทุนแผนพลังงาน 5 ปี(52-56) กว่า 2.2 แสนล้านบาท พร้อมเบรกเจ้าของหุ้น-รับจำนำหุ้นเอง เว้นแต่ซื้อหุ้นคืน

นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท

ปตท.  จำกัด  (มหาชน)  หรือ PTT เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท(บอร์ด) ครั้งที่ 1/2552 ได้พิจารณาแผนการลงทุน 5 ปี (2552-2556) ภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์พลังงานทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงประมาณการสถานการณ์ทางการเงิน ประมาณการกระแสเงินสดระยะยาวและอัตราส่วนทางการเงินแล้ว

ทั้งนี้   ได้มีมติอนุมัติการจัดหาเงินทุนจากแหล่งภายนอกเพิ่มเติมเพื่อใช้ในการลงทุน หรือเป็นเงินทุนหมุนเวียนทั่วไป หรือเพื่อทดแทนเงินกู้เดิมที่ครบกำหนดชำระ (Refinance) เป็นวงเงินรวมประมาณ 6.5 หมื่นล้านบาท ในระยะเวลา 5 ปี พร้อมทั้งอนุมัติให้ ปตท. นำเรื่องแผนการจัดหาเงินกู้   5  ปีดังกล่าวเสนอขอความเห็นชอบจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2552

โดยก่อนหน้านี้ ปตท.ได้รายงานต่อ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) ว่า คณะกรรมการ ปตท.ในการประชุมครั้งที่ 12/2551 วันที่ 22 ธ.ค.2551 มีมติเห็นชอบแผนการลงทุน 5 ปี (2552-2556) ของ ปตท.วงเงินรวม 229,340 ล้านบาท

นอกจากนี้ บอร์ด มีมติอนุมัติการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของ ปตท.โดยเห็นสมควรเสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี  2552 เพื่อพิจารณาอนุมัติการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของ ปตท. โดยห้ามมิให้บริษัทเป็นเจ้าของหุ้น หรือรับจำนำหุ้นของบริษัทเอง เว้นแต่ในกรณี 1.บริษัทอาจซื้อหุ้นคืนจากผู้ถือหุ้นที่ออกเสียงไม่เห็นด้วยกับมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้นซึ่งแก้ไขข้อบังคับของบริษัทเกี่ยวกับสิทธิในการออกเสียงลงคะแนน และสิทธิในการรับเงินปันผล ซึ่งผู้ถือหุ้นเห็นว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม

และ2.บริษัทอาจซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงิน  เมื่อบริษัทมีกำไรสะสมและสภาพคล่องส่วนเกิน และการซื้อหุ้นคืนนั้นไม่เป็นเหตุให้บริษัทประสบปัญหาทางการเงิน การซื้อหุ้นของบริษัทคืนต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น  เว้นแต่ในกรณีที่บริษัทซื้อหุ้นคืนในจำนวนไม่เกินกว่า 10% ของทุนชำระแล้ว ให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการบริษัท

อย่างไรก็ดี หุ้นที่บริษัทถืออยู่อันเนื่องมาจากการซื้อหุ้นคืนนั้น จะไม่นับเป็นองค์ประชุมในการประชุมผู้ถือหุ้นรวมทั้งไม่มีสิทธิในการออกเสียงลงคะแนนและสิทธิในการรับเงินปันผล โดยการซื้อหุ้นของบริษัทคืน  การจำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืน  และการตัดหุ้นที่ซื้อคืน ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด  และกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น

ทั้งนี้   เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารการเงินและเป็นเครื่องมือในการปรับโครงสร้างทางการเงินของบริษัท จึงเห็นสมควรให้แก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของบริษัท โดยในกรณีที่บริษัทซื้อคืนในจำนวนไม่เกินกว่า 10% ของทุนชำระแล้วให้เป็นอำนาจคณะกรรมการบริษัท

นอกจากนี้ กรณีที่บริษัทหรือบริษัทย่อยตกลงเข้าทำรายการที่เกี่ยวโยงกัน หรือรายการเกี่ยวกับการได้มาหรือจําหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์ของบริษัทหรือบริษัทย่อยตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดไว้ตามประกาศของคณะกรรมการกำกับตลาดทุน (แล้วแต่กรณี) ให้บริษัทปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามที่ประกาศดังกล่าวกำหนดไว้ เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

นายมารุต  มฤคทัต กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP กล่าวว่า การดำเนินงานไตรมาส 4/2551 อาจจะได้รับผลกระทบจากการตัดจำหน่ายหลุมสำรวจ  Janaka-2 ซึ่งอยู่ในแปลง M3 ประเมินค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 930 ล้านบาท เทียบกับการตัดจำหน่ายหลุมสำรวจ Janaka-1 ในแปลง M7 ประมาณ 975 ล้านบาท

ขณะที่บริษัทได้จัดตั้งบริษัทย่อย Andaman Transportation Limited เพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ในประเทศสหภาพพม่า และเป็นการสร้างโอกาสในการเติบโตของบริษัทในอนาคต

\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\
วันที่ 20 ม.ค. 2552 แสดงข่าวมาแล้ว -1วัน 12ช.ม. 55นาที
 





PTT Price %Change High Low P/E BV
0.00 0.00 % 0.00 0.00 4.54 1.10

http://www.kaohoon.com/pg.newspaper/fir ... ?cid=22961


User avatar
vichit
Verified User
Posts: 15833
Joined: Sun Jun 17, 2007 5:37 pm

Posts by vichit » Fri Jan 30, 2009 10:52 am

30  มกราคม 2009  
PTTวอนรัฐไขก๊อกราคาLPG หุ้นโรงกลั่นไม่หวั่นภาษีน้ำมัน



--------------------------------------------------------------------------------
ทันหุ้น- PTT คาดรัฐขึ้นภาษีสรรพสามิตรหนุนผู้บริโภคหันใช้ LPG- NGV เพิ่ม หลังราคาน้ำมันขยับอีก 5-6 บาทต่อลิตร ผู้บริหารประเสริฐ บุญสัมพันธ์ วอนรัฐไขก๊อกราคา LPG ด่วน เพราะมีเงินสดพยุงเพียง 1 หมื่นล้านบาทเท่านั้น โบรกมองมาตรการรัฐกระทบจิตวิทยา ส่วนผลงานยังราบรื่น เชื่ออุตสาหกรรมโรงกลั่นไตรมาส 1/2552 ฟื้น หลังผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว เชียร์ ซื้อ TOP ให้ราคาเป้าหมาย 33 บาท แนะ ถือ PTTAR ราคาเป้าหมาย 10.6 บาท และ BCP-DR1 แนะถือราคาเป้าหมาย 13 บาท
    รัฐบาลเตรียมปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซินเป็น 5 บาทต่อลิตรจากเดิมที่ 3.685 บาทต่อลิตร และดีเซลเป็น 3.305 บาทต่อลิตร จากเดิมที่ 2.305 บาทต่อลิตร และอัตราภายใต้ 6 มาตรการ 6 เดือน ที่ 0.005 บาทต่อ ลิตร มีผลตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์นี้
    นายประเสริฐ  บุญสัมพันธ์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) PTT กล่าวว่า การปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน อาจส่งผลให้ผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาใช้ LPG และก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์ (NGV) มากขึ้น เพราะเชื่อว่าราคาน้ำมันที่รวมอัตราภาษีใหม่ จะเพิ่มขึ้นอีกราว 5-6 บาทต่อลิตร
    อย่างไรก็ตามปัจจุบันบริษัทมีวงเงินที่จะช่วยรับภาระดังกล่าวไม่เกิน 1 หมื่นล้านบาทซึ่งหากจะต้องใช้เงินเพื่อรับภาระเกินกว่านี้ ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดของบริษัทและจะต้องนำเรื่องดังกล่าวเสนอขออนุมัติการใช้เงินจากผู้ถือหุ้นด้วย
     ปีนี้ปตท. คงต้องเอาตัวให้รอดโดยพยายามรักษากระแสเงินสดของบริษัท และการลงทุนก็คงจะต้องมีความระมัดระวังค่อนข้างมาก รวมถึงการลดภาระต้นทุนต่างๆที่เกิดขึ้น"นายประเสริฐกล่าว
     ส่วนการตรึงราคา LPG ของภาครัฐไว้ที่ 18.13 บาทต่อกิโลกรัมตั้งแต่ต้นปี2551 ท่ามกลางราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอย่างมาก จนทำให้มีภาคอุตสาหกรรมและขนส่งหันมาใช้ LPG เพิ่มขึ้นจนไทยต้องกลายเป็นผู้นำเข้า LPG ตั้งแต่เมษายน 2551 ในราคาตลาดโลกที่สูงกว่าราคาจำหน่ายในประเทศ โดยมีปตท.เป็นผู้รับภาระส่วนต่างนำเข้าไปก่อน หลังจากนั้นกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะจ่ายชดเชยภายหลัง
    สำหรับปี 2551 ไทยนำเข้า LPG รวม 4.5 แสนตัน และปตท.รับภาระส่วนต่างราว 8-9 พันล้านบาท และขณะนี้ปตท.ยังคงไม่ได้รับเงินคืนจากการภาระการชดเชยดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันเงินกองทุนน้ำมันมีอยู่ราว 1.1 หมื่นล้านบาท และปีนี้คาดว่าปตท.อาจจะต้องนำเข้า LPG อีกราว 5 แสนตัน-1 ล้านตัน
    อย่างไรก็ตามทางออกที่เหมาะสมในการแก้ปัญหาดังกล่าว รัฐบาลควรปรับขึ้นราคา LPG ให้ใกล้เคียงกับราคาแท้จริง เพื่อลดภาระของกองทุนฯ และปตท.
    นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาติ จำกัด กล่าวว่า  การกลับมาเก็บภาษีสรรพสานมิตรน้ำมันทั้ง ก๊าซโซฮอลล์ (E10,E20) และไบโอดีเซล (B5) และน้ำมันดีเซล หลังจากสิ้นสุด 6 มาตรการ 6 เดือน สิ้นสุดในวันที่ 31 มกราคม 2552 นี้ อาจจะส่งผลกระทบในแง่ของจิตวิทยาด้านการลงทุน แต่ในแง่ของผลงานแล้วมองว่าไม่กระทบต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน โรงกลั่น และปิโตรเคมี
    ดังนั้นมองว่าอุตสาหกรรมโรงกลั่นจะเห็นการฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งเร็วที่สุดในช่วงไตรมาส 1/2552 เนื่องจากการขาดทุนจากมูลค่าสินค้าคงคลังอย่างหนักในช่วงไตรมาส 4/2551 น่าจะไม่เกิดขึ้นอีก และการเพิ่มขึ้นของ
GRM ในปัจจุบัน มีสาเหตุจากปิดการซ่อมบำรุงของโรงกลั่นอย่างไม่คาดคิด ซึ่งน่าจะเป็นปัจจัยบวกระยะสั้น
    ขณะที่แนวโน้มระยะกลางยังคงไม่มีเสถียรภาพ แต่ยังมีมุมมองเชิงบวกมากขึ้น โดย TOP แนะนำ ซื้อ ให้ ราคาเป้าหมายที่ 33 บาท จากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่ง และซื้อขายที่ระดับต่ำกว่า replacement cost ประมาณ 60%
    ส่วนหุ้น PTTAR แนะนำ  ถือ ให้ราคาเป้าหมาย 10.6 บาท เพราะคาดว่ากำไรฟื้นตัวแข็งแกร่ง และ BCP-DR1 แนะนำ ถือ ให้ราคาเป้าหมาย 13 บาท น่าจะมีปัจจัยพื้นฐานที่ดีขึ้น และคาดว่ากำไรในช่วงไตรมาส 1/2552 จะแข็งแกร่งอย่างมาก เนื่องจากโปรแกรม PQI เริ่มขึ้น และมีกำไรจากการทำ Hedging

 http://www.thunhoon.com/home/

--------------------------------------------------------------------------------


User avatar
tum_H
Verified User
Posts: 1857
Joined: Sun Jun 03, 2007 11:19 am

Posts by tum_H » Fri Jan 30, 2009 10:32 pm

PTT:ปตท.ชี้ช่วงนี้อาจเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำมัน,คาดก.พ.-มี.ค.นำเข้าเบนซินเพิ่ม
      กรุงเทพฯ--30 ม.ค.--รอยเตอร์

      บมจ.ปตท.(PTT)คาดในเดือนก.พ.และมี.ค.ต้องนำเข้าน้ำมันเบนซิน
อีก 40 ล้านลิตร เพิ่มจากม.ค.ที่นำเข้าแล้ว 10 ล้านลิตร หลังความต้องการใช้
น้ำมันสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งเป็นผลจากราคาน้ำมันลดลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่
โรงกลั่นน้ำมันบางแห่งของไทย ไม่สามารถเปิดการกลั่นได้ตามแผน
      นายวิทยา หวังจิตรารักษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ การตลาดค้าปลีก
PTT กล่าวว่า ในช่วงนี้สถานีบริการน้ำมันอาจเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำมัน เพราะขณะ
นี้การผลิตน้ำมันของโรงกลั่นน้ำมันในไทยประสบปัญหา เช่น โรงกลั่นน้ำมันสตาร์ปิโตร
เลียมรีไฟนิ่ง ไม่สามารถเปิดกลั่นได้ตามแผน หลังปิดซ่อมครั้งใหญ่เมื่อเดือนพ.ย.-ธ.ค.
      ส่วนโรงกลั่นไทยออยล์ ก็มีบางส่วนเดินเครื่องไม่เต็มที่ ขณะที่ไทยมีความ
ต้องการใช้น้ำมันสูงขึ้นเกินคาดการณ์ไว้ ซึ่งเป็นผลมาจากราคาน้ำมันลดลงอย่างรวดเร็ว
ส่งผลทำให้ผู้ใช้น้ำมันหันมาใช้รถยนต์เพิ่มขึ้น
และผู้ใช้ก๊าซก็หันกลับมาใช้เบนซินเพิ่มขึ้น
      นอกจากนี้ ในเดือน ธ.ค.51 และม.ค.52 มีการเดินทางท่องเที่ยวกันมาก
ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันเกินคาดการณ์ ดังนั้นปตท.ต้องนำเข้าน้ำมันเบนซินเข้ามา
จำหน่าย ซึ่งล่าสุดความต้องการใช้น้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นจาก 19 ล้านลิตรต่อวัน เป็น
21 ล้านลิตรต่อวัน
      ส่วนความต้องการใช้ดีเซล เพิ่มขึ้นจาก 47 ล้านลิตรต่อวัน เป็นกว่า 50
ล้านลิตรต่อวัน

      ทั้งนี้ ปัญหาขาดแคลนน้ำมันที่อาจจะเกิดขึ้น ไม่ใช่มาจากการเก็งกำไร เพื่อ
หวังราคาที่เพิ่มขึ้นจากภาษีที่เพิ่มขึ้น แต่มาจากน้ำมันในประเทศไม่เพียงพอ
      "วันที่กระทรวงพลังงาน ตรวจสต็อกน้ำมันทั่วประเทศ ไม่แน่ใจว่าจะมีน้ำมันคงค้าง
ให้ตรวจหรือไม่ เพราะคาดว่าประชานจะแห่มาเติมจำนวนมาก ซึ่งการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้น
เป็นสิ่งที่เหนือการคาดการณ์ เพราะที่ผ่านมาทั้งโรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมันรวมทั้งภาครัฐ
เข้าใจว่า การใช้น้ำมันจะชะลอตัวลง แต่ความจริงกลับสูงเกินคาด" นายวิทยา กล่าว
      เขา กล่าวว่า นอกจากปตท.จะนำเข้าน้ำมันเบนซินแล้ว ในส่วนน้ำมันดีเซล
ก็คาดว่าในเดือนก.พ.นี้จะต้องเริ่มนำเข้าเช่นกัน โดยยอดขายน้ำมันภาพรวมขณะนี้ สูงเกิน
คาดการณ์ โดยกลุ่มเบนซินยอดขายเพิ่มขึ้นถึง 4 ล้านลิตรต่อวัน มาที่ราวมากกว่า 10 ล้าน
ลิตรต่อวัน จากเดิม 7 ล้านลิตรต่อวัน
      ขณะที่ดีเซลนั้น เพิ่มประมาณ 5 ล้านลิตรต่อวัน มาที่ประมาณ 20 ล้านลิตรต่อวัน
จากเดิม 14-15 ล้านลิตรต่อวัน
      เขากล่าวด้วยว่า ในช่วง 2 วันนี้ คาดว่าประชาชนจะไปเติมน้ำมันกันมาก เพื่อ
รองรับการปรับขึ้นราคา 1.55 บาทต่อลิตร ซึ่งจะมีผลวันที่ 1 ก.พ.นี้ เนื่องจากปรับขึ้น
ภาษีน้ำมันของรัฐบาล

ชาตินี้เป็นที่สุดแล้ว บัดนี้ไม่มีความเกิดอีก

User avatar
tum_H
Verified User
Posts: 1857
Joined: Sun Jun 03, 2007 11:19 am

Posts by tum_H » Mon Feb 09, 2009 8:28 pm

กลยุทธ์เพื่ออยู่รอดของปตท.

รายงานโดย :เจียรนัย อุตะมะ: วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ราคาหุ้นบริษัท ปตท. (PTT) กลุ่มพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และมีราคาหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) สูงสุดในตลาดหุ้นไทย ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง

และล่าสุดวันศุกร์ที่ผ่านมาอยู่ที่ 165 บาท เพราะความตื่นตระหนกว่าบริษัทจะประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 4 ปี 2551 ออกมาผลขาดทุนสุทธิตามที่ ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTT ให้ข้อมูลไว้กับนักวิเคราะห์

ประเสริฐ ยอมรับว่า ผลงานในไตรมาส 4 ปี 2551 จะออกขาดทุน ส่วนตัวเลขต้องรอดู เพราะโรงกลั่นขาดทุนสต๊อกน้ำมัน จากราคาน้ำมันลดลงอย่างรวดเร็วจาก 140 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ลงมาอยู่ที่ 30-40 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จึงทำให้โรงกลั่นขาดทุนหนัก


ประเสริฐ บุญสัมพันธ์
อย่างไรก็ตาม ผลการขาดทุนน่าจะเกิดขึ้นเฉพาะไตรมาส 4 ปี 2551 เท่านั้น ส่วนปีนี้น่าจะดีขึ้น เพราะเริ่มจากฐานน้ำมันที่ต่ำ ซึ่งคาดว่าจะมีกำไรใกล้เคียงกับปี 2551 แต่จะแย่กว่าปี 2550

ปัจจุบันโรงกลั่นในกลุ่มปตท. เช่น บริษัท ไทยออยล์ (TOP) มีสต๊อกน้ำมันประมาณ 8-10 ล้านลิตร ขณะที่บริษัท ปตท. อะโรเมติกส์และการกลั่น (PTTAR) ก็อยู่ในระดับเดียวกัน

ส่วนปี 2553 ก็เชื่อว่าทุกอย่างน่าจะดีขึ้น ซึ่งก็สอดคล้องกับการคาดการณ์ที่ว่า ไตรมาสแรกและไตรมาส 2 ปี 2552 ราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับต่ำอยู่ และน่าจะดีขึ้นในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4

กลยุทธ์เพื่อให้รอดพ้นจากสถานการณ์ที่น่ากลัวนี้คือ ยอมรับความจริงแล้วเข้มงวดกับตัวเอง

ถึงตอนนี้ก็อยากให้ทุกคนได้เห็นว่า การทำธุรกิจมีขึ้นและมีลง ซึ่งก่อนหน้ามีการพูดกันว่า ธุรกิจโรงกลั่นมีกำไรมาก แต่ถึงตอนนี้ธุรกิจโรงกลั่นขาดทุน ซึ่งก็อยากจะถามว่าใครจะช่วยบ้าง คำตอบคือ ธุรกิจต้องช่วยเหลือตัวเอง และต้องประคองตัวไปให้รอดพ้น        

ประเสริฐ กล่าวว่า ปีนี้จึงอยู่ที่ว่าทำอย่างไรให้บริษัทอยู่รอดเดินไปข้างหน้าให้ได้ เมื่อกลัวสิ่งที่จะเกิดในปีนี้จึงต้องเข้มงวดกับการบริหารเงินสด บริหารต้นทุน และเงินทุนหมุนเวียน มีการแก้ไขจุดอ่อน ปรับโครงสร้างทำระบบที่หละหลวมให้ดีขึ้น พัฒนาพนักงาน เราต้องมีเงินระยะยาวเตรียมไว้ขยายไปยังต่างประเทศ

เทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง บริษัท ปตท. (PTT) กล่าวว่า เพื่อให้อัตราการเติบโตของปตท. ในอนาคตโตได้ 2 หลัก จึงต้องวางกลยุทธ์ในการทำธุรกิจให้เหมาะสม ซึ่งที่ผ่านมาปตท. เติบโตจากกำลังซื้อภายในประเทศ ซึ่งหลังจากนี้จะต้องหาจังหวะในการเติบโตจากต่างประเทศมากขึ้น

ยอมรับว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นเป็นโอกาสซื้อหรือลงทุนในกิจการพลังงานต่างประเทศได้ หลังจากราคาสินทรัพย์ต่างๆ ลงมามาก และคาดว่าปีนี้จะเห็นการลงทุนในกิจการพลังงานได้อย่างแน่นอน เทวินทร์ กล่าว

สำหรับแนวโน้มผลประกอบการในปี 2552 ประเสริฐ ยังคาดว่าจะใกล้เคียงกับปี 2551 และไม่น่าจะมีการขาดทุนจากสต๊อกอีก เพราะราคาน้ำมันเฉลี่ยน่าจะทรงตัว

คาดว่าราคาน้ำมันในปีนี้ไม่น่าจะต่ำกว่านี้อีกแล้ว คืออยู่ที่กว่า 30 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ถ้าต่ำกว่านี้ปิดหลุมดีกว่า คาดว่าราคาน้ำมันจะวิ่งระหว่างนี้ โดยมอร์แกน สแตนเลย์ คาดว่าปีนี้น้ำมันจะอยู่ที่ 35 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล สำนักวิจัยบางแห่งคาด 30 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ปี 2553 มอร์แกน สแตนเลย์ คาดว่าราคาน้ำมันจะฟื้นตัวมาอยู่ที่กว่า 50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และปี 2554 อยู่ที่ 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ประเสริฐ กล่าว

PTT เชื่อว่าราคาน้ำมันที่ลดลงต่อเนื่องน่าจะทำให้ตลาดคาดอยู่แล้วว่า PTT จะขาดทุน จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจ และน่าจะยังมีผลในอีก 2 ไตรมาสข้างหน้า ก่อนที่ราคาน้ำมันจะเริ่มมีเสถียรภาพ

สถาบันวิจัยนครหลวงไทย ประมาณการว่า PTT จะขาดทุนประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท ในไตรมาส 4 ปี 2551 แต่เป็นการขาดทุนครั้งเดียวจากสต๊อกน้ำมันและการปิดโรงงานของบริษัท ปตท. เคมิคอล (PTTCH) และกำไรที่ลดลงของโรงแยกก๊าซของบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ส่งผลให้กำไรสุทธิปี 2551 จะลดลง 40% จากปี 2550 และลดประมาณการกำไรปี 2552 ลงจากเดิม 19% แต่จะเห็นการฟื้นตัวในปี 2552 ประมาณ 7% จากปี 2551 จากธุรกิจโรงกลั่นที่ฟื้นตัว เพราะขาดทุนสต๊อกน้ำมันลดลง

ทั้งนี้ สถาบันวิจัยนครหลวงไทยได้ประเมินสภาพคล่องของบริษัท ยังเพียงพอที่จะจ่ายปันผลที่อัตราผลตอบแทนปันผล 6% และคงคำแนะนำซื้อในจังหวะราคาอ่อนตัว

ผลการประเมินของบรรดานักวิเคราะห์ที่ยังคงแนะให้ลงทุนหุ้นนี้เมื่อราคาอ่อนตัว และการออกมาให้ข้อมูลของปตท. ว่า แม้ไตรมาส 4 ปี 2551 ขาดทุน แต่ทั้งปียังคงมีกำไร และมีกลยุทธ์ที่จะดำเนินธุรกิจให้ไปต่อได้...

กลุ่มพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ

การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2521 ตามพระราชบัญญัติการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2521 เพื่อดําเนินธุรกิจหลักด้านปิโตรเลียมและธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับปิโตรเลียม

คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2544 เห็นชอบแผนการจัดตั้งบริษัทเพื่อรองรับการแปรรูปการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย

ปี 2536 ที่ปตท. ได้นำบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ.) บริษัทแรกในเครือปตท. เข้าระดมหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพราะต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก ขณะนั้นบริษัทแม่ก็ให้เงินสนับสนุนในจำนวนจำกัด จำเป็นต้องหาวิธีระดมทุนแบบอื่นๆ เพิ่มเติม การเข้ากระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ของปตท.สผ. จึงเป็นทางหนึ่งในการระดมทุน

ในวันที่ 25 ก.ย. 2544 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเรื่องการแปลงทุนเป็นทุนเรือนหุ้นของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย โดยให้จัดตั้งบริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) โดยให้ภาครัฐคงสัดส่วนการถือหุ้นในปตท. ในสัดส่วนไม่น้อยกว่า 51% ให้ปตท. คงสถานะเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติ และได้รับสิทธิพิเศษตามสถานะดังกล่าว รวมทั้งให้รมว.อุตสาหกรรม กํากับดูแลในด้านนโยบายของปตท. จนกว่าพระราชบัญญัติบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติจะมีผลใช้บังคับ

จนปัจจุบันเมื่อมีการปรับโครงสร้างหน่วยงานรัฐ ปตท.จึงมาอยู่ภายใต้การกํากับดูแลของกระทรวงพลังงาน บริษัท ปตท. แปลงสภาพเป็นบริษัทมหาชนจํากัดภายใต้พระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 โดยได้จัดตั้งบริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2544 ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 2 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจํานวน 2,000 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท โดยมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นแต่เพียงผู้เดียว

ทั้งนี้ นับแต่วันจดทะเบียนจัดตั้งดังกล่าว ปตท.ได้รับโอนกิจการ สิทธิ หนี้ ความรับผิด สินทรัพย์ และพนักงานทั้งหมดจากการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เพื่อให้ปตท. สามารถดําเนินงานได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ และอาศัยอํานาจตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 ได้มีการตราพระราชกฤษฎีกา ให้คงอํานาจ สิทธิ และประโยชน์ของปตท. ตามที่การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยมีอยู่ตามพระราชบัญญัติการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2521 ทั้งนี้โดยกําหนดให้อํานาจ สิทธิ และประโยชน์ดังกล่าว สิ้นสุดลงเมื่อปตท. สิ้นสภาพการเป็นรัฐวิสาหกิจ ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีงบประมาณ

วันที่ 26 ต.ค. 2547 บริษัท ไทยออยล์ บริษัทย่อยของปตท. เข้าจดทะเบียนเพื่อทำการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์เป็นวันแรก ราคาเปิดที่ 42 บาทต่อหุ้น สูงกว่าราคาจอง (32 บาทต่อหุ้น) ประมาณ 31%

ปัจจุบันมีกำลังการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมประมาณ 2.75 แสนบาร์เรลต่อวัน คิดเป็นประมาณ 25% ของกำลังการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมทั้งหมดในประเทศ นอกจากนี้บริษัทยังประกอบธุรกิจอื่นผ่านการถือหุ้นในบริษัทต่างๆ ซึ่งประกอบด้วย ธุรกิจผลิตไฟฟ้า ธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน ธุรกิจการผลิตพาราไซลีน และธุรกิจขนส่งน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี

ปี 2548-7 ธ.ค. มีการจดทะเบียนควบรวมบริษัทย่อยของปตท. ระหว่างบริษัท ปิโตรเคมีแห่งชาติ (NPC) กับบริษัท ไทยโอเลฟินส์ (OTC) จัดตั้งเป็นบริษัท ปตท. เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTCH

13 ธ.ค. บริษัท ปตท. เคมิคอล จำกัด (มหาชน) เริ่มทำการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นวันแรก

ในปี 2548 ปตท.เข้าถือหุ้นเพิ่มในบริษัท บางจากปิโตรเลียม (BCP) จาก 8% เป็น 25%

ปี 2549 บริษัท ปตท. เข้าไปถือหุ้นใหญ่ในบริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย (ทีพีไอ) และเปลี่ยนชื่อใหม่บริษัท ไออาร์พีซี จํากัด (มหาชน) หรือ IRPC

ทั้งนี้ ทีพีไอจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเมื่อปี 2521 โดยกลุ่ม เลี่ยวไพรัตน์ จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนเมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2537 และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 17 มี.ค 2538 บริษัทเริ่มผลิตเม็ดพลาสติกเพื่อจําหน่ายในปี 2525 และได้ขยายสายการผลิตผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกชนิดต่างๆ เพิ่มขึ้น รวมทั้งขยายโรงงานและสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานสําหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีครบวงจร ต่อมาบริษัทประสบภาวะวิกฤตทางการเงิน หลังจากการลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อปี 2540

บริษัท ไออาร์พีซี เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการเมื่อปี 2543 และประสบความสําเร็จในการฟื้นฟูกิจการเมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2549

ปัจจุบันบริษัทและบริษัทในเครือไออาร์พีซี เป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมปิโตรเคมีครบวงจรแห่งแรกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีโรงงานอยู่ที่ จ.ระยอง ซึ่งเป็นเขตประกอบการอุตสาหกรรมภายใต้การจัดการของบริษัท พร้อมสาธารณูปโภคที่สนับสนุนการดําเนินอุตสาหกรรมปิโตรเคมีครบวงจร

บริษัท ปตท. อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด (มหาชน) (PTTAR) ก่อตั้งขึ้นโดยมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท อะโรเมติกส์ (ประเทศไทย) หรือ ATC และบริษัท โรงกลั่นน้ำมันระยอง หรือ RRC ที่มีขึ้นเมื่อวันที่ 13 ก.ย. 2550 ให้ควบกิจการของทั้งสองบริษัทเข้าด้วยกัน เพื่อให้ PTTAR เป็นโรงกลั่นน้ำมันและผลิตสารอะโรเมติกส์ครบวงจรรายใหญ่ที่สุดของประเทศ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ยกระดับอุตสาหกรรม และเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมีของไทย

PTTAR ได้เริ่มจดทะเบียนบริษัทและดำเนินการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2550 การควบรวมบริษัทส่งผลให้ PTTAR เป็นโรงกลั่นน้ำมันสำเร็จรูปและเป็นผู้ผลิตสารอะโรเมติกส์ รวมถึงผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องที่ครบวงจรอันดับ 1 ในประเทศไทย โดยจะมีกำลังการกลั่นรวมสูงถึง 2.8 แสนบาร์เรลต่อวัน และกำลังการผลิตสารอะโรเมติกส์ 2.228 ล้านตันต่อปี ภายในเดือนส.ค. ปี 2551

PTTAR ดำเนินกิจการโรงกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมีสายอะโรเมติกส์อย่างครบวงจร โดยมีการแบ่งเป็นธุรกิจการกลั่นน้ำมันและจัดหาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูป และธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์

ณ วันที่ 12 ก.ย. 2549 ปตท.มีทุนจดทะเบียน 28,572,457,250 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญ 2,857,245,725 ล้านหุ้น โดยเป็นทุนชําระแล้ว 28,046,004,250 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญ 2,804,600,425 หุ้น

ชาตินี้เป็นที่สุดแล้ว บัดนี้ไม่มีความเกิดอีก

User avatar
vichit
Verified User
Posts: 15833
Joined: Sun Jun 17, 2007 5:37 pm

Posts by vichit » Thu Feb 12, 2009 8:53 am

บล.กิมเอ็ง : PTT แนะนำซื้อลงทุน ปรับราคาเป้าหมายลงเป็น 199 บาท

ปรับราคาเป้าหมายลงเป็น 199 บาท คงแนะนำ ซื้อลงทุน
           แม้ว่าเราจะปรับราคาที่เหมาะสมตามวิธี sum-of-the-part ของบริษัทลดลงจาก 222
บาทเหลือ 199 บาท จากการปรับประมาณการผลกำไรของบริษัทลดลงและปรับราคาที่เหมาะสม
ของ PTTEP, TOP, PTTAR, BCP, IRPC และ PTTCH ลดลงในช่วงที่ผ่านมา แต่เรายังคง
คำแนะนำ ซื้อลงทุน จากราคาหุ้นปัจจุบันนับว่ายังถูกมากซื้อขายอยู่ที่ PER 7.4 เท่า, อัตราเงินปัน
ผลตอบแทน 4.9% และมี upside อยู่ 22% จากราคาที่เหมาะสมใหม่ของเรา เราเชื่อว่าจังหวะ
ในการซื้อลงทุนในหุ้นของบริษัทที่เหมาะที่สุดอยู่ในช่วงที่บริษัทประกาศงบไตรมาส 4/51 ออกมา
มีผลขาดทุนรายไตรมาสเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปีตั้งแต่เข้าซื้อขายในตลาดฯ มาเมื่อปลายปี
2544 โดยคาดว่าราคาหุ้นจะค่อยๆ ฟื้นตัวตามราคาน้ำมันที่คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นไปอยู่ในระดับ
50-60 เหรียญ/บาร์เรล ในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ บวกกับการฟื้นตัวของธุรกิจโรงกลั่นและปิโต
รเคมีที่คาดว่าจะไม่มีผลขาดทุนจำนวนมากจาก สต๊อกน้ำมันและสต๊อกสินค้าสูงเช่นในไตรมาส
4/51

ไตรมาส 4/51 ขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันเป็นหลัก
              เราคาดว่าบริษัทจะประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 4/51 ออกมามีขาดทุนสุทธิ
18,337 ล้านบาท คิดเป็นขาดทุนต่อหุ้น 6.51 บาท เทียบกับไตรมาส 4/50 ที่มีกำไรสุทธิ
24,483 ล้านบาท หรือ 8.75 บาท/หุ้น ผลขาดทุนในไตรมาสนี้หลักๆ มาจากส่วนแบ่งผลขาดทุน
ตามวิธีส่วนได้เสียจำนวน 19,851 ล้านบาท (จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่มีส่วนแบ่งกำไร
8,937 ล้านบาท) ซึ่งส่วนใหญ่มาจากผลขาดทุนของธุรกิจโรงกลั่นที่มีการบันทึกผลขาดทุนจาก
สต๊อกน้ำมันจำนวนมาก (ตามการลดลงของราคาน้ำมัน) และธุรกิจปิโตรเคมีที่มีผลขาดทุนจาก
สต๊อกสินค้าเช่นเดียวกัน (ตามการลดลงของราคาสินค้าปิโตรเคมีจำพวก HDPE, MEG) ในส่วน
ของธุรกิจน้ำมันก็มีผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันประมาณ 7 พันล้านบาท จากการที่บริษัทมีการเก็บ
สต๊อกน้ำมันไว้ 20 วัน (3.8 พันล้านลิตร) หรือประมาณ 5% ตามมาตรา 7 ของผู้ค้าน้ำมัน แม้ว่า
ผลกำไรของธุรกิจก๊าซและ PTTEP ยังคงสามารถทำกำไรได้แม้จะชะลอตัวลงไปบ้างก็ตาม แต่ก็
ไม่อาจจะชดเชยผลลบจากการขาดทุนหนักของธุรกิจโรงกลั่นได้ ทำให้โดยรวมแล้วบริษัทจึง
ประกาศผลการดำเนินงานออกมาขาดทุนในไตรมาสนี้

ปรับลดประมาณการปี 2552 ลง 21% เหลือกำไร 62,308 ล้านบาท
              จากผลประกอบการไตรมาส 4/51 ที่คาดว่าจะมีผลขาดทุนมากกว่าที่เราเคยประเมิน
ไว้ ทำให้เราปรับลดประมาณการผลกำไรในปี 2551 ลดลง 30% เป็น 55,557 ล้านบาท คิดเป็น
กำไรต่อหุ้น 19.72 บาท ลดลง 43% yoy ในขณะที่เราก็ปรับประมาณการผลกำไรในปี 2552 ลด
ลง 21% เป็น 62,308 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 22.12 บาท เติบโต 12% yoy เพื่อสะท้อน
ความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติที่คาดว่าจะไม่มีการเติบโตในปีนี้ (จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต
6-7%) และการปรับลดประมาณการผลกำไรของ PTTEP ลง





ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย     วันที่   12/02/09   เวลา   8:40:32


User avatar
tum_H
Verified User
Posts: 1857
Joined: Sun Jun 03, 2007 11:19 am

Posts by tum_H » Sat Feb 14, 2009 11:02 am

วงการ เล็งหั่นเป้างบ52 หุ้นพลังงานยกแผง

         วงการเล็งหั่นเป้างบปี52 หุ้นกลุ่มพลังงานยกแผง หากเครือปตท.ประกาศผลงานออกมาผิดหวังหลังได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันต่อเนื่องช่วงปลายปี 2551 ขณะเดียวกันยังประสานเสียงมองงบQ4/51 ฟื้นตัวยาก ตาม TOP หลังเจ๊งสต็อกน้ำมัน แถมภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ฉุดความต้องการใช้วูบตาม ค่ายกิมเอ็งประเมินปีนี้ราคาน้ำมันดิบเหวี่ยงตัวไม่แรง ซื้อขายในกรอบ50-60 เหรียญ/บาร์เรล ด้านบล.แอ๊ดคินซันมองต่างมุมคาดกลุ่มพลังงานปีนี้ฟื้นตัวดีกว่าปีก่อน หลังอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมีผ่านจุดต่ำสุดของราคาน้ำมันและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

           จะเห็นได้ว่าในปีที่ผ่านมาราคาน้ำมันเกิดแรงเหวี่ยงมากเป็นประวัติการณ์ โดยราคาน้ำมันดิบต้นปีอยู่ที่ 99.6 เหรียญ/บาร์เรลและปรับขึ้นไปสูงสุดที่ 147 เหรียญ/บาร์เรล หรือเพิ่มขึ้น48% ในต้นเดือนกรกฎาคม จากปัจจัยเรื่องความต้องการน้ำมันที่สูงโดยเฉพาะจากประเทศจีนที่เป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา, ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า, การเก็งกำไร, ปัจจัยทางภูมิศาสตร์และกำลังการผลิตที่ค่อนข้างตึงตัว ก่อนที่จะปรับลดลงมาต่ำสุดที่ประมาณ 30 เหรียญ/บาร์เรล หรือลดลง-80% ในเดือนธันวาคม จากความต้องการน้ำมันที่ลดลงอย่างมากจากผลของราคาที่พุ่งสูงขึ้นและภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงมาก, ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นและการเก็งกำไรที่ลดลงอย่างมาก

***บล.กิมเอ็ง คาดปีนี้ราคาน้ำมันเหวี่ยงตัวไม่แรง
         ทางฝ่ายประเมินว่าราคาน้ำมันดิบที่ลดลงมาอยู่ในระดับ 30 เหรียญ/บาร์เรลได้สะท้อนปัจจัยลบต่างๆ ไปมากแล้ว และเชื่อว่าราคาน้ำมันดิบจะไม่ลดลงไปต่ำกว่า 30 เหรียญ/บาร์เรล เนื่องจากต้นทุนในการผลิตน้ำมันของกลุ่มโอเปกอยู่ที่ประมาณ 30-40 เหรียญ/บาร์เรล โดยประเมินราคาน้ำมันดิบในปีนี้จะซื้อขายอยู่ในช่วงประมาณ 50-60 เหรียญ/บาร์เรล ในกลุ่มนี้ จึงแนะนำ ซื้อเก็งกำไร PTTEP โดยพิจารณาการฟื้นตัวของราคาน้ำมัน ให้ราคาที่เหมาะสมไว้ที่ 130 บาท โดยคาดว่าบริษัทจะมีกำไรปี 2551 ที่ 46,237 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 14.07 บาท ส่วนผลกำไรในปี 2552 คาดว่าจะอ่อนตัวลง 14% เป็น 39,850 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 12.13 บาท จากการที่ราคาจำหน่ายปิโตรเลียมเฉลี่ยในปีนี้ที่คาดว่าจะลดลงตามระดับราคาน้ำมัน
         สำหรับ PTT ยังคงแนะนำ ซื้อลงทุน โดยมีราคาเป้าหมาย 222 บาท ซึ่งแม้ว่าธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีจะมีส่วนแบ่งผลกำไรที่ลดลงในปี 2552 แต่ธุรกิจก๊าซยังคงสามารถเติบโตได้ ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยพยุงผลกำไรของบริษัทไม่ให้ตกต่ำลงไปมากนัก จากที่ราคาหุ้นได้ปรับลดลงมา 53% ในปี 2551 ตามราคาน้ำมันและภาวะตลาดที่ปรับตัวลดลงมากในปีที่ผ่านมา ทำให้มองว่าราคาหุ้นของ PTT จะเริ่มมีการฟื้นตัวได้ในช่วงแคบๆ ในครึ่งปีแรก ดังนั้นจึงประเมินผลการดำเนินงานของบริษัทในปี 2552 ว่าจะมีกำไรสุทธิ 78,528 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 27.87 บาท ลดลง 1% จากปี 2551 ที่คาดว่าจะมีกำไรสุทธิ 78,969 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 28.03 บาท แนะนำ ซื้อลงทุน
ขณะที่กลุ่มโรงกลั่นเชื่อว่าในปี 2552 โรงกลั่นจะไม่ประสบผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันมากเหมือนเช่นปี 2551 เนื่องจากระดับราคาน้ำมันลดลงมาต่ำมากแล้ว กลับกันในบางไตรมาสคาดว่าจะได้เห็นโรงกลั่นมีกำไรจากสต๊อกน้ำมันด้วย ตามการฟื้นตัวของราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตามแม้จะไม่มีผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน แต่ผลประกอบการปกติของโรงกลั่นก็ไม่น่าจะดีนักในปี 2552 เนื่องจากค่าการกลั่นปกติที่จะลดลงจาก 6-7 เหรียญ/ บาร์เรล เหลือเพียง 4-5 เหรียญ/บาร์เรล ตามความต้องการใช้น้ำมันที่ชะลอตัวลงและกำลังการผลิตใหม่ที่จะเข้ามาในภูมิภาคมากกว่าความต้องการกว่า 1 ล้านบาร์เรล/วัน ดังนั้นเรายังไม่ แนะนำให้ลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้จนกว่าจะเห็นสัญญาณการฟื้นตัวหลังประกาศงบปี 2551 ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งตามปกติแล้วจะเป็นช่วงที่ค่าการกลั่นตกต่ำที่สุดของปีด้วย
         ดังนั้นทางฝ่ายจึงประเมินว่าในส่วนของ PTTAR ซึ่งเป็นผู้ประกอบการโรงกลั่นน่าจะมีกำไรปีนี้ฟื้นตัวดีขึ้นกว่าปีก่อน เนื่องจากคาดว่าจะไม่มีผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันมากเหมือนเช่นครึ่งปีหลังของปีก่อน โดยประเมินว่าบริษัทจะประกาศผลขาดทุนจำนวน 3,529 ล้านบาท หรือ 1.19 บาท/หุ้น ในปี 2551 แย่ลงจากปีก่อนหน้าที่มีกำไรสุทธิ 18,018 ล้านบาท หรือ 6.08 บาท แต่คาดว่าผลกำไรของบริษัทจะฟื้นตัวในปี 2552 เป็นกำไรสุทธิ 4,630 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 1.56 บาท จากผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันที่ลดลง
ทางด้าน BANPU เป็นบริษัทที่เราคาดว่าผลกำไรในปีนี้จะยังทรงตัวได้แม้ว่าราคาถ่านหินเฉลี่ยในตลาดโลกจะปรับลดลง เนื่องจากบริษัทได้ทำสัญญาจำหน่ายถ่านหินล่วงหน้าไว้แล้ว 50% ของปริมาณการจำหน่ายในปีหน้าที่ตั้งเป้าจำหน่ายไว้ทั้งปีที่ 20 ล้านตัน ที่ราคาประมาณ 80 เหรียญ/ตัน โดยถ่านหินส่วนใหญ่ที่ทำสัญญาจำหน่ายล่วงหน้าเป็นถ่านหินที่มีค่าความร้อนไม่สูงนัก ทำให้ถ่านหินส่วนที่ยังไม่ได้กำหนดราคาไว้ส่วนที่เหลือที่เป็นถ่านหินค่าความร้อนสูงจากเหมือง Trubaindo และ Indominco จะยังจำหน่ายได้ในราคาที่ดีอยู่ แม้ว่าราคาถ่านหิน BJI จะลดลงมามากก็ตาม โดยเราคาดว่าราคาจำหน่ายถ่านหินโดยเฉลี่ยในปี 2552 ของบริษัทจะอยู่ที่ 74 เหรียญ/ตัน เพิ่มขึ้นจาก 72 เหรียญ/ตันในปี 2551
อีกทั้งเรามองว่าราคาถ่านหินในปี 2552 จะกลับมาซื้อขายในรูปแบบเดิมอีกครั้ง คือ ราคาจะค่อยๆ ปรับขึ้นในไตรมาส 1 และขึ้นไปสูงสุดในไตรมาส 2 ก่อนที่จะเริ่มชะลอตัวลงในไตรมาส 3 และอ่อนตัวลงในไตรมาส 4 ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากการฟื้นตัวของความต้องการและแนวโน้มของราคาถ่านหินในอดีต จึงเชื่อว่าราคาถ่านหินจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งในไตรมาส 2/52 ดังนั้นจึงแนะนำ ซื้อลงทุน โดยมองระดับราคาเข้าซื้อที่ 180-200 บาท
         อย่างไรก็ตามทางฝ่ายได้ปรับลดประมาณการผลกำไรของ TOP และ PTTAR ในปี 2551 ลง 83% และ 198% เหลือ 2,307 ล้านบาท (กำไรต่อหุ้น 1.13 บาท) และขาดทุน 3,529 ล้านบาท (ขาดทุนต่อหุ้น 1.19 บาท) ตามลำดับ และปรับลดผลกำไรในปี 2552 ลง 25% และ 12% เป็น 9,242 ล้านบาท (กำไรต่อหุ้น 4.53 บาท) และกำไร 4,630 ล้านบาท (กำไรต่อหุ้น 1.56 บาท) ตามลำดับ จากการปรับลดประมาณการผลกำไรทำให้ราคาที่เหมาะสมอ้างอิง PER เป้าหมายที่ 6 เท่า ของ TOP และ PTTAR ลดลงเป็น 27 บาทและ 9.40 บาท ตามลำดับจากการปรับประมาณการผลกำไรในทุกธุรกิจของ PTT ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม, น้ำมันและก๊าซ, โรงกลั่นและปิโตรเคมี ทำให้เราได้มีการปรับประมาณการผลกำไรของ PTT ในปี 2551 ลง 14% เป็น 78,969 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 28.03 บาทและ ปรับประมาณการผลกำไรในปี 2552 ลง 14% เป็น 78,528 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 27.87 บาท ซึ่งจากการปรับประมาณการผลกำไรของ PTT ลงและราคาที่เหมาะสมของบริษัทในเครือลง ทำให้ราคาที่เหมาะสมของ PTT ตามวิธี sum-of-the-part ลดลงจาก 290 บาท เป็น 222 บาท

***บล.นครหลวงไทย คาด1H/52 กลุ่มพลังงาน-ปิโตรฯ ยังอ่อนตัว
         สถาบันวิจัยนครหลวงไทย ประเมินอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมีจะยังคงมีแนวโน้มที่อ่อนตัวต่อเนื่องในช่วง1H/52 โดยประเมินแรงกดดันของการอ่อนตัวลงของอุปสงค์จะยังคงทำให้ราคาน้ำมันดิบดูไบเคลื่อนไหวอ่อนตัวในกรอบเพียง 30-50 เหรียญ/บาร์เรลในช่วง 1H/52 ขณะที่ ช่วง 2H/52 คาดจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวจากผลของการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศของต่างๆ
         ทั้งนี้ช่วง1H/52 คาดจะเห็นผลการดำเนินงานอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนชัดเจนในกลุ่มน้ำมัน โรงกลั่น และปิโตรเคมี ซึ่งมีผลประกอบการสูงสุดในช่วง 1H/51 ขณะที่การเติบโตโดดเด่นคาดจะอยู่ในกลุ่มถ่านหินซึ่ง Earning Cycle ในช่วง 1H/51 ยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำก่อนปรับขึ้นใน 2H/51 สำหรับกลุ่มไฟฟ้าในช่วง 1H/52 คาดยังคงทรงตัวสูง ส่วน BAFS คาดภาพอุตสาหกรรมการบินที่ยังอ่อนตัวจะส่งผลกระทบให้อ่อนตัว yoy ต่อเนื่องใน 1H/52
สำหรับประเด็นการลงทุนเพื่อรับเงินปันผลดูจะไม่น่าสนใจนักสำหรับหุ้นในกลุ่มพลังงานใน1H/52 โดยหากพิจารณาจากระดับเงินปันผลที่จูงใจในระดับ 6% ขึ้นไป สำหรับการจ่ายงวด 2H/51 มีเพียง ESSO ที่คาดจะให้ผลตอบแทนได้ในระดับดังกล่าว ประเด็นเงินปันผลของกลุ่มพลังงานเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ กังวลว่าหุ้นในกลุ่มหลายบริษัทอาจมีการเกิด Disappoint นักลงทุนจากการปรับเปลี่ยนไปของ Payout Ratio ซึ่งเดิมส่วนใหญ่อยู่ในระดับสูงกว่านโยบายการจ่ายเงินปันผลขั้นต่ำของบริษัท ซึ่งหากกลับมาอิงนโยบายการจ่ายเงินปันผลขั้นต่ำ ดังนั้นจึงประเมินอัตราการจ่ายเงินปันผลในปี 2552 ในกลุ่มอาจปรับตัวลงมาอยู่ในระดับเพียง 5.4% จากคาดการณ์เดิมที่ 7.0% ทั้งนี้ กลุ่มน้ำมัน โรงกลั่นและปิโตรเคมีมีแนวโน้มปรับเปลี่ยนนโยบายปันผลมากที่สุด ขณะที่ กลุ่มไฟฟ้ามีแนวโน้มปรับเปลี่ยนนโยบายปันผลน้อยที่สุด
         วงไตรมาส1/52 คาดทิศทางราคาน้ำมันและแนวโน้มผลประกอบการหุ้นในกลุ่มพลังงานที่อ่อนตัวลงแรงจะเป็นแรงกดดันสำคัญต่อหุ้นในกลุ่ม เลือกลงทุนในหุ้นพลังงานที่เป็น Defensive อย่างกลุ่มไฟฟ้า และถ่านหินอย่าง BANPU ที่คาดผลประกอบการจะ Outperform เติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนได้ในครึ่งแรกปี52 ขณะที่ช่วงไตรมาส2/52 คาดจะเป็นช่วงที่เห็นจุดต่ำสุดของราคาน้ำมัน ซึ่งอยู่ในช่วง Low Season และเป็นช่วงเศรษฐกิจสะท้อนผลประกอบการที่แย่ที่สุด แนะนำลงทุนในหุ้นถ่านหินที่ยังคงมีผลประกอบการแข็งแกร่งอย่าง BANPU และเริ่มเพิ่มน้ำหนักลงทุนในหุ้นน้ำมัน PTTEP ,PTT ที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวใน 2H/52 และเริ่มปรับลดการลงทุนในกลุ่มไฟฟ้าซึ่งราคาค่อนข้างเต็มมูลค่าและในเชิงการเติบโตช่วง 3-4 ปีข้างหน้าไม่ค่อยน่าสนใจ
          สำหรับช่วง Q3/52 ทางฝ่ายยังคงให้น้ำหนักลงทุนมากขึ้นกับกลุ่มน้ำมันโดยเฉพาะ PTT ที่คาดผลประกอบการจะกลับมาฟื้นตัวเด่นชัดใน Q3/52-Q4/52 และช่วง Q4/52 ทางฝ่ายคาดจะเป็นไตรมาสที่ระบบเศรษฐกิจกลับมาขับเคลื่อนได้ดีขึ้น ทั้งนี้ ยังคงปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มน้ำมัน และกลุ่มที่คาดจะเริ่มกลับมา Turnaround จากภาพอุตสาหกรรมที่ดีขึ้นใน Q4/52 เช่น BAFS สำหรับโรงกลั่นและปิโตรเคมียังคงไม่เพิ่มน้ำหนักการลงทุนจากรอบวัฏจักรที่ยังคงอยู่ในขาลงจากปัจจัยอุปทาน
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2H/52 จะเริ่มเห็นการทรงตัวที่ดีขึ้นและเริ่มฟื้นตัวจากผลของการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศของต่างๆ SCRI อิงสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยในปี 2552 ที่ 64 เหรียญ/บาร์เรล โดยคาดการณ์กรอบราคาน้ำมันฟื้นตัวในช่วง 70-90 เหรียญ/บาร์เรล ใน 2H/52
         แนวโน้มการอ่อนตัวของราคาน้ำมัน ผลประกอบการ และเงินปันผลในระดับต่ำคาดจะไม่สนับสนุนให้กลุ่มน้ำมันมีความน่าสนใจในช่วง Q1/52 ดังนั้น แนะนำลดพอร์ตการลงทุนในช่วง Q1/52 โดยไปเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในช่วงปลาย Q2/52 ซึ่งหุ้นอื่นในกลุ่มพลังงาน เช่น BAFS คาดจะมีผลประกอบการที่อ่อนตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนต่อเนื่อง เช่นกันใน 9M/52 จนกว่าจะเห็นการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมจาก High Season ใน Q4/52

***บิ๊ก TOP มั่นใจ Q1/52 พลิกเป็นกำไร ส่วนทั้งปีกำไรเช่นกัน
         นายวิโรจน์ มาวิจักขณ์ กรรมการอำนวยการ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP กล่าวว่า ผลประกอบการในไตรมาส 1 ปี 2552 ตลอดจนผลประกอบ
การทั้งปี 2552 จะพลิกกลับมากำไร เนื่องจากบริษัทจะไม่ได้รับผลกระทบจากการขาดทุนสต็อคน้ำมันมากนัก ดังเช่นช่วงครึ่งหลังปี 2551 ที่ผ่านมา โดยไตรมาส 4 ปี 2551
บริษัทขาดทุนจากสต็อคน้ำมันถึง 1.2 หมื่นล้านบาท เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง โดยปรับลงจากระดับ 96 เหรียญ/บาร์เรล ในไตร
มาส 3 มาอยู่ที่ 41 เหรียญ/บาร์เรลในไตรมาส 4
         แต่หากพิจารณาราคาน้ำมันที่เปิดขึ้นมาในระดับต่ำเพียง 40 เหรียญ/บาร์เรล ในต้นปี 2552 น่าจะทำให้บริษัทไม่มีผลขาดทุนจากสต็อคน้ำมันมากนัก เนื่องจากราคาเริ่ม
ในระดับต่ำและมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น และจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในหลายประเทศทั่วโลกน่าจะกระตุ้นความต้องการใช้น้ำมัน อีกทั้งโอเปคน่าจะลดกำลังการ
ผลิตลง ราคาน้ำมันจึงจะฟื้นตัวดีขึ้นกว่าในช่วงปลายปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตามบริษัทฯ และบริษัทในเครือมีรายได้จากการขายในปี 2551จำนวน 399,125 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 138,074 ล้านบาทจากปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากราคาน้ำมันเฉลี่ยที่สูงขึ้น และการขยายกำลังการผลิตของบริษัทฯ และ TPX ทำให้ปริมาณวัตถุดิบที่ป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิตของกลุ่ม (Integrated Intake) เพิ่มขึ้นเป็น 287 พันบาร์เรลต่อวันในปี 2551 เทียบกับปีก่อนที่ 231 พันบาร์เรลต่อวัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 24 จากปีก่อน

***กูรูมองงบQ1/52 ดูดีกว่าQ4/51
         นักวิเคราะห์หลักทรัพย์บริษัทหลักทรัพย์ ไซรัส จำกัด(มหาชน) กล่าวว่าแนวโน้มผลการดำเนินงานของบริษัทในกลุ่มพลังงาน ไตรมาสที่ 1/2552 น่าจะออกมาดีกว่าไตรมาส 4/2551 เพราะราคาน้ำมันในไตรมาสที่ 1/2552 ไม่ได้ผันผวนมากเช่นในช่วงปี 2551 จึงทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องการขาดทุนจากการสต็อกน้ำมัน จึงทำหุ้นบริษัทด้านโรงกลั่นมีแนวโน้มผลการดำเนินงานก้าวกระโดดเมื่อเทียบจากไตรมาสที่ 4/2551 เพราะในช่วงนั้นผลการดำเนินงานติดลบแต่เมื่อกลับสู่ภาวะปกติจึงเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด
"บริษัทที่มีธุรกกิจค้าปลีกน้ำมัน เช่น PTT ก็จะได้รับผลบวก จากบริษัทโรงกลั่นเพราะไตรมาส 4/2551 PTT ขาดทุนเพราะรับรู้ผลการดำเนินงานของบริษัทโรงกลั่น
ในไตรมาส 1/2552 ก็น่าจะเป็นบวกแต่ทิศทางการดำเนินงานของทั้งปียังไม่สามารถคาดการณ์ได้เพราะราคาน้ำมันอาจจะยังมีความผันผวนได้อีก" นักวิเคราะห์ กล่าว

***โบรกฯ ทำใจงบQ4/51หุ้นพลังงานฟื้นตัวยาก
           ด้านนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กิมเอ็ง เปิดเผยว่า คาดการณ์ผลการดำเนินงานธุรกิจโรงกลั่นในไตรมาส 4/2551 จะออกมาขาดทุนหนักในทิศทางเดียวกันกับ TOP
เพราะเป็นผลจากการขาดทุนสต๊อกน้ำมันจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงเร็วและแรง โดยคาดว่า PTTAR จะประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 4/51 ออกมามีผลขาดทุนสุทธิ 8,795 ล้านบาทขาดทุนเพิ่มขึ้นจากกว่าไตรมาส 3/2551ที่มีผลขาดทุนสุทธิ 3,376 ล้านบาท เพราะขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันที่สูงขึ้นกว่าไตรมาส 3/2551 ซึ่งเป็นผลมาจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงมาจาก 99 เหรียญ/บาร์เรลในไตรมาส 3/51 ลงมาที่ 40 เหรียญ/บาร์เรลในไตรมาส 4/2551 ทำให้สต๊อกน้ำมันที่บริษัทมีการผลิต 10.5 ล้านบาร์เรล มีผลขาดทุนประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท
          สำหรับค่าการกลั่นของบริษัทในไตรมาสดังกล่าวที่อยู่ที่ 4 เหรียญ/บาร์เรล ต่ำกว่าค่าการกลั่นของ TOP ที่อยู่ที่ประมาณ 6 เหรียญ/บาร์เรล เนื่องจากโรงกลั่นของบริษัทมีปิดซ่อม Hydrocracking ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง อีกทั้งธุรกิจสายอะโรเมติกส์ในไตรมาส 4/2551 คาดว่าจะมีผลขาดทุนประมาณ 800 ล้านบาท จากspread ของพาราไซลีนและเบนซีนยังอยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ตามคาดว่าผลประกอบการไตรมาส1/2552 น่าจะฟื้นตัวกลับมาเป็นกำไรเพราะไม่น่าจะมีผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันเช่นในปี 2551 แนะนำซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว ราคาเป้าหมาย 9.40 บาท
       ส่วนนักวิเคราะห์จาก บล.ยูไนเต็ด ระบุว่า คาดการณ์ว่าบมจ.บางจาก ปิโตรเลียม (BCP) จะประกาศผลขาดทุนในไตรมาส 4/51 ประมาณ 3,200 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้นจาก ไตรมาส 3/2551 ที่ขาดทุน 252 ล้านบาท สาเหตุหลักยังคงมาจากผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันและการบันทึกมูลค่าสินค้าคงเหลือลดลงของธุรกิจโรงกลั่น เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับลดลงแรงใน 4Q51 แต่จากผลบวกของโครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันและBCP มีธุรกิจการตลาดรองรับเป็นของตนเอง
         นอกจากนี้ บริษัทมีการทำสัญญา Hedging ส่วนต่างราคาน้ำมันแล้วประมาณ 40% ของปริมาณขายในปี 2552 และทำสัญญาซื้อขายน้ำมันเตาล่วงหน้าที่ผลิตได้ในปี 2552 ไปแล้วประมาณ 70% น่าจะเป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้ผลการดำเนินงานฟื้นตัวดีขึ้นชัดเจน แนะนำซื้อ ราคาเหมาะสม 12 บาท

***ค่ายกรุงศรีฯ ระบุหากงบกลุ่มPTT ย่ำแย่กว่าคาด จำเป็นต้องหั่นเป้ารายได้ลง
         ด้านนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า คงจะประเมินภาพรวมของผลการดำเนินงานในผู้ประกอบการกลุ่มพลังงานงวดปี 2551 หรือ งวดไตรมาส 4/2551 ค่อนข้างลำบาก เนื่องจากมีบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มพลังงานหลายบริษัทที่ยังไม่ได้ประกาศผลการดำเนินงาน อาทิ บมจ.ปตท. หรือ PTT และบมจ.บริษัท บ้านปู หรือ BANPU ซึ่งยังคงมีความเป็นไปได้ที่บริษัทในเครือของPTT จะประกาศออกมาย่ำแย่กว่าที่หลายๆ ฝ่ายคาดการณ์เอาไว้ และยังต้องรอผลการดำเนินงานของ บมจ.ปตท.อะโรเมติกส์ และการกลั่น หรือ PTTAR และบมจ.ไออาร์พีซี หรือ IRPC ที่ยังไม่ได้ประกาศผลในงวดไตรมาส4/2551 ที่จะสะท้อนผลงานทั้งปีก่อนว่าเป็นอย่างไร ซึ่งหากออกมาย่ำแย่กว่าที่หลายฝ่ายคาดการไว้ก็จะทำให้ผลงานของปตท. ออกมาต่ำกว่าที่หลายฝ่ายคาด และจะมีผลกับการปรับประมาณการณ์หรือความจำเป็นในการทบทวนเป้าหมายผลการดำเนินงานในส่วนของกำไรและรายได้ในปี 2552 นี้
          "ถ้าจะให้ประเมินผลงานทั้งปีหน้าคงลำบาก เพราะตอนนี้ยังมีหลายบริษัท ที่ยังไม่ได้ประกาสผลการดำเนินงาน เพราะมันจะสืบเนื่องไปยังการคำนวนผลงานในปีหน้าด้วย ส่วนของ TOP ที่วันนี้ประกาศออกมาก็เป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาด " นักวิเคราะห์ กล่าว
แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของผลการดำเนินงานในปี 2552 นี้ ถ้าหากจะประเมินโดยภาพรวมจะพบว่าแม้ผู้ประกอบการในธุรกิจพลังงาน จะไม่ได้รับปัจจัยลบจากการขาดทุนจากสต็อกน้ำมันเหมือนกับปีก่อน แต่ยังมีปัจจัยลบจากราคาเฉลี่ยน้ำมันที่ถือว่าต่ำกว่าปีก่อนค่อนข้างมาก โดยราคาเฉลี่ยปี 2552 อยู่ที่ประมาณ 50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ลดลงจากปี 2551 ที่ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
          ส่วนในแง่ของราคาหุ้นกลุ่มพลังงานส่วนใหญ่ ตอบรับกับประเด็นข่าวร้ายไปมากพอสมควรแล้ว จึงไม่น่าจะปรับตัวลดลงไปมากกว่านี้ และในทางกลับกันใแนวโน้มของการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นก็อาจจะไม่ได้หวือหวามากนัก เพราะในระหว่างทางก็ไม่ได้มีปัจจัยบวกเข้ามาสนับสนุน
ทั้งนี้แนะนำการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานเท่ากับตลาด


***บล.แอ๊ดคินซันมองต่างมุมคาดพลังงานปีนี้ฟื้นตัว
          นายมงคล พ่วงเภตรา รองผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.แอ๊ดคินซัน กล่าวว่าทิศทางผลประกอบการหุ้นกลุ่มพลังงานในปี 2552 น่าจะฟื้นตัวดีขึ้นจากปี 2551 ที่เผชิญแรงกดดันจากผลกระทบหลักของราคาน้ำมันที่ผันผวนอย่างหนัก และภาวะความต้องการหดตัวจากแรงกดดันเศรษฐกิจโลกถดถอยรุนแรงทำให้ราคาผลิตภัณฑ์พลังงานทุกประเภทดิ่งลง และจากราคาน้ำมันที่ผันผวนทำให้เกิดภาวะขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันสูงเป็นประวัติการณ์
         อย่างไรก็ตามมองว่าภาพอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมีได้ผ่านจุดต่ำสุดของราคาน้ำมันและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ผลประกอบการจึงน่าจะดีขึ้นจากปีที่ผ่านมาเพราะอย่างน้อยจะไม่มีผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันเนื่องจากราคาน้ำมันในปี 2551 เปิดขึ้นมาในระดับต่ำเพียง 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ในภาพธุรกิจโดยรวมแล้วมองว่ายังไม่น่าสนใจเพราะยังมีแรงกดดันของการอ่อนตัวลงของอุปสงค์จะยังคงทำให้ราคาน้ำมันดิบเคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 40-60 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล
         หากจะประเมินว่ากลุ่มธุรกิจพลังงานที่จะแข็งแกร่งขึ้นชัดเจนน่าจะเป็นกลุ่มโรงกลั่น ที่ระยะสั้นอัตราค่าการกลั่นกลับมารีบาวด์ และจะไม่มีผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันดังเช่นในช่วงปีที่ผ่านมา เพราะหากไม่มีแรงกดดันจากผลขาดทุนสต๊อกน้ำมัน ผลการดำเนินงานปกติของโรงกลั่นในไตรมาส 4/2551 จะมีกำไรที่ค่อนข้างสูง สำหรับหุ้นเด่นมองว่าเป็น TOP เพราะศักยภาพในธุรกิจที่สูง โดยถือเป็นหนึ่งในบริษัทโรงกลั่นที่มีต้นทุนต่ำที่สุดในภูมิภาค บริษัทฯจึงดำเนินงานอย่างเต็มกำลังการผลิต ขณะที่โรงกลั่นอื่นบางแห่งอาจต้องปรับลดกำลังการผลิต นอกจากนี้บริษัทยังกระจายความเสี่ยงไปสู่ธุรกิจต่อเนื่องปิโตรเคมีขั้นต้น (สาย Aromatics) น้ำมันหล่อลื่น ผลิตไฟฟ้าและขนส่งทางเรือทำให้ความเสี่ยงในธุรกิจลดลง แนะนำซื้อ

ชาตินี้เป็นที่สุดแล้ว บัดนี้ไม่มีความเกิดอีก

choosak
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1486
Joined: Tue Jun 05, 2007 10:59 pm

Posts by choosak » Wed Feb 18, 2009 9:51 pm

PTT มั่นใจแก้ปัญหาขาดทุนสต๊อกน้ำมันได้ พร้อมชู PTTEP เป็นตัวหลักสร้างรายได้ในปีนี้
Posted on Wednesday, February 18, 2009

นายพิชัย ชุณหวชิร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บมจ. ปตท. (PTT) กล่าวผ่านรายการ Stock in Focus ว่า เชื่อว่าภาพรวมธุรกิจน้ำมันของ PTT ในปี 2552 จะดีกว่าไตรมาส 4/51 ที่ขาดทุนจากสต็อกน้ำมันและปิโตรเคมีอย่างหนัก เพราะมองว่าราคาน้ำมันในปีนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและอาจมีค่าเฉลี่ยทั้งปีที่ 55 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่ง PTT ก็ได้บริหารจัดการสต็อกน้ำมันเพื่อรับผลดีจากราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นแล้ว

ทั้งนี้ PTT มีแผนรุกธุรกิจต้นน้ำมากขึ้นผ่านทางบมจ. ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) โดยกำหนดเป็นแผนลงทุนขนาดใหญ่ เนื่องจาก PTTEP ไม่มีภาระหนี้ นอกจากนี้ยังมั่นใจว่า ยังมีความต้องการใช้น้ำมันในตลาดโลกแม้จะชะลอตัวลงไปบ้าง ส่วนธุรกิจอื่น ๆ อย่างโรงกลั่นและปิโตรเคมี ที่ความต้องการผลิตภัณฑ์จากทั้งในและต่างประเทศหดตัวอย่างหนัก ก็อาจชะลอการขยายกำลังการผลิตออกไป แต่ยังคงต้องลงทุนในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าให้มากขึ้น และจะปรับแผนการผลิตในทุกไตรมาสเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ

ส่วน PTT ซึ่งเป็นบริษัทแม่ ก็อาจชะลอแผนการลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตออกไปก่อน แต่ก็ยังคงแผนเปิดบริการสถานีก๊าซธรรมชาติ (NGV) เพิ่มอีก 400 แห่งในปีนี้ พร้อมหวังว่ารัฐบาลจะปรับราคา NGV และ ก๊าซหุงต้ม (LPG) ให้เป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้น เพราะการปรับราคาให้สะท้อนความเป็นจริงและใช้โครงสร้างทางภาษีมาบริหารจัดการจะส่งผลดีต่อผู้ผลิตได้

นายพิชัยกล่าวว่า ที่ผ่านมา PTT มีโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่ง คือ มีหนี้น้อย และฐานเงินทุนขนาดใหญ่ แต่จากสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน ทำให้บริษัทต้องเตรียมสำรองเงินทุนเอาไว้เพื่อดำรงสภาพคล่อง ซึ่งอาจมีการเข้าไปกู้เพิ่มเติมหากหนี้เดิมครบกำหนดชำระ เพื่อนำเงินไปลงทุน ซึ่งจะทำให้ขยายตัวได้มากขึ้น

ปัจจุบัน PTTEP มีโครงการลงทุน 35 แห่งใน 14 ประเทศ ซึ่งมีทั้งการลงทุนเองและร่วมลงทุนกับพันธมิตรธุรกิจ โดยเริ่มดำเนินงานผลิตน้ำมัน และมีการเซ็นสัญญาซื้อขายไปแล้วบางส่วน และเนื่องจากธุรกิจต้นน้ำของ PTTEP ถือเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ที่ดีที่สุดให้กับ PTT และมีอัตรากำไรสูง ทำให้ PTT จะพยายามลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องและช่วยสนับสนุนให้ธุรกิจนี้ขยายตัวดีขึ้นด้วย

นายพิชัยกล่าวว่า ปัจจุบันราคาหุ้น PTT และ มูลค่าทางบัญชี (Book Value) ค่อนข้างใกล้เคียงกัน ในขณะที่ P/E Ratio ยังต่ำกว่าธุรกิจประเภทเดียวกันในต่างประเทศ ซึ่งถือว่าราคาหุ้นในขณะนี้อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ แต่การลงทุนในหุ้นก็จะขึ้นอยู่กับมุมมองของนักลงทุนที่มีต่อธุรกิจในอนาคตด้วย ส่วนการจ่ายปันผลก็จะดูทิศทางกระแสเงินสดในมือและผลประกอบการจนวินาทีสุดท้าย โดยยืนยันว่าจะดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นในระยะยาว และจะรักษาความมั่นคงของบริษัทให้เข้มแข็งที่สุด


มุมมองของสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ :

บริษัทสมาชิกสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์คาดการณ์ว่า PTT จะมีกำไรสุทธิในปีนี้เฉลี่ยที่ 6.47 หมื่นล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้นเฉลี่ยที่ 22 บาท มีมูลค่าที่เหมาะสมตามปัจจัยพื้นฐานเฉลี่ยที่ 218.61 บาท และคาดว่าจะมีอัตราผลตอบแทนจากการจ่ายปันผลเฉลี่ยที่ 5.67%

บริษัทสมาชิกสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์คาดการณ์ว่า กำไรสุทธิในไตรมาส 1/52 ของ PTT จะกลับมาอยู่ในระดับปกติหลังขาดทุนมากเป็นประวัติการณ์ในไตรมาส 4/51 จากธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี แต่เนื่องจากการลดลงของราคาน้ำน่าจะอยู่ในช่วงที่จำกัด ทำให้การขาดทุนจากสต็อกน้ำมันและปิโตรเคมีปรับลดลง และน่าจะทำให้ผลประกอบการของ PTT มีแนวโน้มฟื้นตัวได้หลังจากนี้

สำหรับยอดขายก๊าซธรรมชาติยังมีแนวโน้มดี แม้ว่าความต้องการจากผู้ผลิตไฟฟ้ามีแนวโน้มชะลอตัวลงจากภาวะเศรษฐกิจ และยังคาดว่า PTT อาจจ่ายปันผลได้สูงกว่าปี 2551 แม้ว่าผลประกอบการปี 2551 ชะลอตัวลงทั้งกลุ่ม เพราะบริษัทมีหนี้สินต่อทุนต่ำ และมีเงินสดในมือมากถึง 6.5 หมื่นล้านบาท

http://www.moneychannel.co.th/Menu6/Sto ... fault.aspx


User avatar
tum_H
Verified User
Posts: 1857
Joined: Sun Jun 03, 2007 11:19 am

Posts by tum_H » Fri Feb 20, 2009 6:23 pm

ไตรมาส4/51 ขาดทุน 2.2 หมื่นล้าน
พอสมควรเลยนะเนี่ย

แต่ก็ยังดีที่ยังรีดปันผลจากลูกๆได้
:lol:

ชาตินี้เป็นที่สุดแล้ว บัดนี้ไม่มีความเกิดอีก

User avatar
tum_H
Verified User
Posts: 1857
Joined: Sun Jun 03, 2007 11:19 am

Posts by tum_H » Fri Feb 20, 2009 6:47 pm

ปตท.ปี51กำไร5.17หมื่นล.ลดลง47.14%

ปตท.แจงผลดำเนินการไตรมาส 4 ปีที่แล้ว เจ๊ง 2.2 หมื่นล้าน รวมทั้งปียังมีกำไร 5.17 หมื่นล้าน ลดลง 47.14%จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 9.78 หมื่นล้าน

บมจ.ปตท.จำกัด(มหาชน)แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)ว่าผลการดำเนินงานงวด 1 ปี สิ้นสุด 31 ธ.ค. 2551 รวมบริษัทย่อย สอบทานแล้ว มีกำไรสุทธิ 51,704.80 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 18.33 บาท หรือลดลง 47.14%ลดลงจากปี 2550 ที่มีกำไรสุทธิ 97,803.59 ล้านบาท  กำไรต่อหุ้น 34.82 บาท

ผลดำเนินการขาดทุน เนื่องจากในไตรมาส 4 ปี 2551 บริษัทขาดทุนสุทธิ 22,190 ล้านบาท เทียบกับไตรมาส 4 ปี 2550 ที่มีกำไร 24,457 ล้านบาท

ชาตินี้เป็นที่สุดแล้ว บัดนี้ไม่มีความเกิดอีก

User avatar
tum_H
Verified User
Posts: 1857
Joined: Sun Jun 03, 2007 11:19 am

Posts by tum_H » Fri Feb 20, 2009 7:33 pm

หลักทรัพย์ PTT

 หัวข้อข่าว สรุปผลการดำเนินงานของบจ.และรวมของบริษัทย่อยประจำปี(F45-3)  
 วันที่/เวลา 20 ก.พ. 2552 19:30:13  

                  สรุปผลการดำเนินงานของบจ.และรวมของบริษัทย่อยประจำปี(F45-3)
                         บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

                                              ตรวจสอบ
                                            (หน่วย : พันบาท)
                                           สิ้นสุดวันที่  31 ธันวาคม
งบการเงินรวม
                                              งวด 1 ปี
              ปี                            2551            2550

     กำไร (ขาดทุน) สุทธิ                    51,704,800     97,803,594
     กำไร (ขาดทุน) สุทธิต่อหุ้น (บาท)          18.33     34.82


 งบการเงินเฉพาะกิจการ
                                              งวด 1 ปี
              ปี                            2551            2550

     กำไร (ขาดทุน) สุทธิ                    59,993,709     63,226,200
     กำไร (ขาดทุน) สุทธิต่อหุ้น (บาท)          21.27     22.51

 ประเภทของความเห็นของผู้สอบบัญชีในงบการเงิน :
     ไม่มีเงื่อนไขและมีข้อสังเกต

ชาตินี้เป็นที่สุดแล้ว บัดนี้ไม่มีความเกิดอีก

User avatar
vichit
Verified User
Posts: 15833
Joined: Sun Jun 17, 2007 5:37 pm

Posts by vichit » Fri Feb 20, 2009 8:51 pm

สรุปผลการดำเนินงานของบจ.และรวมของบริษัทย่อยประจำปี(F45-3)20/02/2552 19:30

     PTT : สรุปผลการดำเนินงานของบจ.และรวมของบริษัทย่อยประจำปี(F45-3)
                สรุปผลการดำเนินงานของบจ.และรวมของบริษัทย่อยประจำปี(F45-3)
                         บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

                                              ตรวจสอบ
                                            (หน่วย : พันบาท)
                                           สิ้นสุดวันที่  31 ธันวาคม
งบการเงินรวม
                                              งวด 1 ปี
              ปี                            2551            2550

     กำไร (ขาดทุน) สุทธิ                    51,704,800     97,803,594
     กำไร (ขาดทุน) สุทธิต่อหุ้น (บาท)          18.33     34.82


 งบการเงินเฉพาะกิจการ
                                              งวด 1 ปี
              ปี                            2551            2550

     กำไร (ขาดทุน) สุทธิ                    59,993,709     63,226,200
     กำไร (ขาดทุน) สุทธิต่อหุ้น (บาท)          21.27     22.51

 ประเภทของความเห็นของผู้สอบบัญชีในงบการเงิน :
     ไม่มีเงื่อนไขและมีข้อสังเกต


 หมายเหตุ : 1. โปรดดูรายละเอียดงบการเงิน รายงานของผู้สอบบัญชี และหมายเหตุ
               ประกอบงบการเงินจากระบบบริการข้อมูลตลาดหลักทรัพย์

       ข้าพเจ้าขอรับรองว่าข้อมูลที่รายงานข้างต้นนี้ถูกต้องทุกประการ พร้อมกันนี้บริษัทได้
       จัดส่งงบการเงินฉบับเต็มผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของตลาดหลักทรัพย์และส่งต้น
       ฉบับให้กับสำนักงาน ก.ล.ต.เรียบร้อยแล้ว

                              ลงลายมือชื่อ _______________________
                                        ( นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ )
                              ตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่
                                    ผู้มีอำนาจรายงานสารสนเทศ






ที่มา ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย     วันที่   20/02/09   เวลา   19:31:51


User avatar
vichit
Verified User
Posts: 15833
Joined: Sun Jun 17, 2007 5:37 pm

Posts by vichit » Fri Feb 20, 2009 8:52 pm

คำอธิบายและวิเคราะห์งบการเงินปี 255120/02/2552 20:08

     PTT : คำอธิบายและวิเคราะห์งบการเงินปี 2551
คำอธิบายและการวิเคราะห์งบการเงินสำหรับผลการดำเนินงานประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2551 และปี 2551
เปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2550
1. ผลการดำเนินงานของ ปตท. และบริษัทย่อย
        ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2551 ชะลอลงจากปีก่อนเนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่
ขยายตัวในอัตราที่ลดลงจึงทำให้อุปสงค์จากประเทศคู่ค้าลดลง ส่งผลให้ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและภาคการส่งออกหด
ตัวในไตรมาสสุดท้าย (ไตรมาสที่ 4 ปี 2551 (4Q/2551)) หลังจากที่มีการขยายตัวในเกณฑ์ดีตลอดช่วงสามไตรมาสแรก
อีกทั้งสถานการณ์ความไม่สงบภายในประเทศโดยเฉพาะเหตุการณ์ปิดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง ในเดือน
พฤศจิกายน 2551 ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวอย่างมาก นอกจากนี้การบริโภคและการลงทุ นภาคเอกชน
ภายในประเทศมีการชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของอัตราเงินเฟ้อมีการปรับตัวลดลงตามราคาน้ำมัน ส่งผลให้
เศรษฐกิจไทยในปี 2551 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3 ลดลงจากปี 2550 ที่ขยายตัวร้อยละ 4.9
         สำหรับราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศไทยได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีความผกผันอย่าง
มากในช่วงปีที่ผ่านมา โดยที่ราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลกได้ปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่
140.8 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลและปรับลดลงมาอย่างรวดเร็วใน 4Q/2551 อันเนื่องมาจากปัญหา Sub-prime ของ
สหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ลุกลามเป็นวิกฤตการณ์ทางการเงินและเศรษฐกิจไปทั่วโลก และได้ส่งผลต่อเนื่องถึงการหดตัวของ
อุปสงค์น้ำมันทั่วโลกอย่างรวดเร็ว รวมทั้งการลดปริมาณสำรองคงเหลือ (inventory) ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับลดลง
อย่างรวดเร็ว โดยระดับราคาน้ำมันดิบดูไบได้ลดลงมาปิดที่ 36.4 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ณ สิ้นปี 2551 อย่างไรก็
ตาม ราคาน้ำมันดิบดูไบโดยเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 93.4 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลซึ่งยังคงสูงกว่าปีที่ผ่านมาร้อยละ 37 ใน
ขณะเดียวกันราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี มีความผันผวนเช่นเดียวกับราคาน้ำมันดิบ โดยภาพรวมราคาของผลิตภัณฑ์
เฉลี่ยสูงขึ้นจากปีก่อน
        ในส่วนของความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูป (ไม่รวม Liquefied Petroleum Gas (LPG) ภายในประเทศปี
2551 มีปริมาณรวม 89.3 ล้านลิตรต่อวัน (562 พันบาร์เรลต่อวัน) ลดลงจากปีก่อนร้อยละ 7 เป็นผลมาจากการที่ราคา
น้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นในช่วงครึ่งปีแรก จึงทำให้การใช้ Natural Gas for Vehicle (NGV) และ LPG เพิ่มขึ้น
อย่างรวดเร็วเนื่องจากยังมีการควบคุมราคาขายปลีกภายในประเทศอยู่ โดยการใช้ NGV ในภาคขนส่งเพิ่มขึ้นสูงที่สุด
ถึงร้อยละ 229 จาก 23.5 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันในปี 2550 เป็น 77.3 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันในปี 2551 ในขณะที่การ
ใช้ LPG เป็นเชื้อเพลิงในปี 2551 มีปริมาณ 3,557 พันตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 16 จากปีที่ผ่านมา สำหรับการใช้น้ำมันเตา
ลดลงจากปีก่อนถึงร้อยละ 23 จาก 11.6 ล้านลิตรต่อวันในปี 2550 เป็น 8.9 ล้านลิตรต่อวันในปี 2551 ในขณะที่ความ
ต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติ อยู่ในระดับ 3,443 ล้านลู กบาศก์ฟุตต่อวัน เพิ่ม ขึ้น ร้อยละ 5 จากปีที่ ผ่านมา ส่วนการใช้
ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีภายในประเทศปี 2551 คาดว่าจะลดลงจากปีก่อนเนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสสุดท้าย
ได้ส่งผลให้ความต้องการปิโตรเคมีปรับลดลงอย่างมาก
           ปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น ส่งผลให้ ใน 4Q/2551 ปตท. และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายจำนวน
337,086 ล้านบาท ลดลงจาก 4Q/2550 จำนวน 111,624 ล้านบาท หรือคิดเป็น 24.9% มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี
ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย รวมทั้งก่อนค่าใช้จ่ายอื่นและรายได้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน (EBITDA)
จำนวน 22,083 ล้านบาท ลดลงจาก 4Q/2550 จำนวน 11,542 ล้านบาท หรือคิดเป็น 34.3% ในขณะที่ 4Q/2551 ปตท.
และบริษัทย่อยมีส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสียจำนวน 23,889 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้น 32,827
ล้านบาท จาก 4Q/2550 ที่มีส่วนแบ่งกำไรฯ จำนวน 8,938 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากบริษัทในเครือกลุ่มธุรกิจการ
กลั่นมีค่าการกลั่นลดลง และมีผลขาดทุนจากสินค้าคงเหลือ (Stock Loss) ค่อนข้างสูงอันเนื่องมาจากราคาน้ำมันดิบ
และน้ำมันสำเร็จรูปที่ปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว              รวมถึงธุรกิจปิโตรเคมีสายอะโรเมติกส์และโอเลฟินส์ที่มีส่วนต่างราคา


                                                      1

ผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบ (Product-to-feed margin) ที่ลดลง กอปรกับ บมจ. ปตท.เคมิคอลมีปริมาณการผลิตลดลงจาก
การหยุดผลิตเชิงพาณิชย์ (Commercial shutdown) ของโรงโอเลฟินส์ I1, I4-1 และโรง HDPE และการหยุดเพื่อขยาย
กำลังการผลิต (De-bottlenecking shutdown) ของโรงโอเลฟินส์ I4-2 และโรง MEG ของ บริษัท ทีโอซีไกลคอล จำกัด
และมีผลขาดทุนจากการตีราคาสินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ใน 4Q/2551 ปตท. และบริษัทย่อยมีขาดทุนจากอัตรา
แลกเปลี่ยน จำนวน 3,234 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้นจาก 4Q/2550 ที่มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน จำนวน 1,585 ล้าน
บาท ส่งผลให้ใน 4Q/2551 ปตท.และบริษัทย่อยมีขาดทุนสุทธิจำนวน 22,189 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้นจาก 4Q/2550
จำนวน 46,673 ล้านบาท หรือคิดเป็น 190.6%
           สำหรับงวดปี 2551 ปตท.และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายจำนวน 2,000,816 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.7%
มี EBITDA จำนวน 156,133 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.0% มีส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสียจำนวน 6,251
ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้น 120.1% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากผลประกอบการของบริษัทในเครือกลุ่มธุรกิจการกลั่นที่มี
ค่าการกลั่นลดลงและมี Stock Loss ที่ค่อนข้างสูง รวมถึงมีผลขาดทุนจากการตีมูลค่าสินค้าคงเหลือเนื่องจากราคา
ตลาดของน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับธุรกิจปิโตรเคมีสายโอเลฟินส์มีผลประกอบการ
ลดลงเนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบ ค่าใช้จ่ายในการผลิตและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น มี Commercial
shutdown และ De-bottlenecking shutdown ดังกล่าวข้างต้น รวมถึงมีผลขาดทุนจากการตีมูลค่าสินค้าคงเหลือในไตร
มาส 3 และไตรมาส 4 นอกจากนี้ ในงวดปี 2551 ปตท.และบริษัทย่อยมีขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน จำนวน 1,982
ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน จำนวน 5,392 ล้านบาท ส่งผลให้ปี 2551 ปตท.และ
บริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 51,705 ล้านบาท ลดลง 46,099 ล้านบาท หรือลดลง 47.1%
            ทั้งนี้ ผลประกอบการ 4Q/2551 เทียบกับ 4Q/2550 และปี 2551 เทียบกับ ปี 2550 สรุปได้ ดังนี้
                                                                                                         หน่วย : ล้านบาท
                     4Q/2551       4Q/2550      เพิ่ม(ลด)                     ปี 2551        ปี 2550       เพิ่ม(ลด)
ยอดขาย                  337,086       448,710     (111,624)      (24.9%)     2,000,816     1,508,129       492,687            32.7%
: น้ำมัน 1/            283,106       380,070       (96,964)     (25.5%)      1,701,674     1,226,718      474,956             38.7%
: ก๊าซ ฯ 2/             77,899        69,508          8,391      12.1%        312,822       267,408        45,414            17.0%
: ปตท.สผ.              43,854        35,427          8,427      23.8%        136,752        94,059        42,693            45.4%
: ปิโตรเคมี 3/            6,907        14,554       (7,647)     (52.5%)         36,255        70,749      (34,494)          (48.8%)
: อื่นๆ 4/                      -             -             -           -             -              -             -               -
: รายการระหว่างกัน     (74,680)      (50,849)        23,831       46.9%      (186,687)     (150,805)        35,882            23.8%
EBITDA                    22,
1ff8
083        33,625      (11,542)     (34.3)%       156,133        145,971        10,162            7.0%
: น้ำมัน 1/             (1,929)         1,084       (3,013)    (278.0%)           5,040         8,181      (3,141)          (38.4%)
: ก๊าซ ฯ 2/              5,608        12,028       (6,420)     (53.4%)         54,437        53,232          1,205            2.3%
: ปตท.สผ.              19,189        17,884          1,305        7.3%        97,760        66,849        30,911            46.2%
: ปิโตรเคมี 3/             (148)        3,405       (3,553)    (104.3%)             695       19,751      (19,056)          (96.5%)
: อื่นๆ 4/                 (843)         (832)           (11)     (1.3%)        (2,081)       (2,044)           (37)         (1.8%)
: รายการระหว่างกัน           206            56           150     267.9%             282             2           280      15,039.8%




                                                           2

                       4Q/2551         4Q/2550        เพิ่ม(ลด)                         ปี 2551            ปี 2550         เพิ่ม(ลด)
EBIT                        13,355         25,567        (12,212)     (47.8%)           123,963             117,132            6,831             5.8%
          1/
: น้ำมัน                  (2,561)             343         (2,904)   (846.6%)               2,586              5,692        (3,106)           (54.6%)
           2/
: ก๊าซ ฯ                    3,881         10,628         (6,747)    (63.5%)             48,309             48,225                84             0.2%
: ปตท.สผ.                12,946          13,150            (204)     (1.6%)            74,643             50,490          24,153             47.8%
: ปิโตรเคมี 3/               (186)          3,121         (3,307)   (106.0%)                 548            16,979        (16,431)           (96.8%)
        4/
: อื่นๆ                      (931)          (916)             (15)     (1.6%)            (2,406)            (2,389)             (17)          (0.7%)
: รายการระหว่างกัน             206          (759)              965    127.1%                 283            (1,865)           2,148          115.2%
กำไรสุทธิ                   (22,189)         24,484        (46,673)    (190.6%)             51,705             97,804        (46,099)           (47.1%)
กำไรสุทธิต่อหุ้น
      (บาท/หุ้น) 5/             (7.86)            8.69           (16.55)    (190.4%)             18.33               34.82      (16.49)        (47.4%)
 หมายเหตุ : 1/ รวมธุรกิจจัดจำหน่าย (Oil Marketing) ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ (International Trading) บริษัท ปตท.ค้าสากล จำกัด
 (PTTT) บริษัท ปตท.(กัมพูชา) จำกัด (PTTCL) บริษัท รีเทล บิซิเนส อัลไลแอนซ์ จำกัด (RBA) Subic Bay Energy Co., Ltd. (SBECL) และ
 รวมบริษัท ปตท. ธุรกิจค้าปลีก จำกัด (PTTRB) และบริษัท ปตท. กรีนเอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (PTTGE) ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2550 และ
 9 พฤศจิกายน 2550 ตามลำดับ
                 2/ รวมบริษัท ทรานส์ ไทย-มาเลเซีย (ไทย) จำกัด (TTM (T)) บริษัท ทรานส์ ไทย-มาเลเซีย (มาเลเซีย) จำกัด (TTM (M))
 และบริษัท ผลิตไฟฟ้าและน้ำเย็น จำกัด (DCAP) ตามสัดส่วนการถือหุ้น และรวมบริษัท ปตท.จำหน่ายก๊าซธรรมชาติ จำกัด (PTTNGD)
 บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด (PTT LNG) ในขณะที่รวมบริษัท พีทีที ยูทิลิตี้ จำกัด (PTTUT) ถึงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2550 และรวมบริษัท
 ผลิตไฟฟ้าและพลังงานร่วม (CHPP) และบริษัท พีทีที อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (PTT INTER) ตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2550 และ
 1 ตุลาคม 2550 ตามลำดับ
                 3/ รวมบริษัท พีทีที โพลีเมอร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (PTTPM) บริษัท พีทีที โพลิเมอร์ โลจิสติกส์ จำกัด (PTTPL) และรวมบริษัท
 พีทีที อาซาฮี เคมิคอล จำกัด (PTTAC) และบริษัท เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอส์ จำกัด (HMC) ตามสัดส่วนการถือหุ้น ในขณะที่รวมบริษัท ปตท.
 เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTCH) และบริษัท พีทีที ฟีนอล จำกัด (PPCL) ถึงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2550
                 4/ รวมงบการเงินบริษัท เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ จำกัด (EnCo) และบริษัท บิซิเนส เซอร๋วิสเซส อัลไลแอนซ์ จำกัด (BSA)
 ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2551 ในขณะที่รวมบริษัท พีทีที ไอซีที โซลูชั่นส์ จำกัด (PTTICT) ถึงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2550
                 5/ เป็นกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน คำนวณโดยการหารกำไรสุทธิที่เป็นของผู้ถือหุ้นสามัญด้วยจำนวนหุ้นสามัญถัวเฉลี่ยถ่วง
 น้ำหนักที่ถือโดยบุคคลภายนอกในระหว่างงวด

           กลุ่มธุรกิจน้ำมัน

           รายได้จากการขายใน 4Q/2551 ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนจำนวน 96,964 ล้านบาทหรือคิดเป็น
25.5% เป็นผลมาจากราคาขายน้ำมันเฉลี่ยใน 4Q/2551 ที่ลดลงกว่าไตรมาสเดียวกันของปีก่อนตามราคาน้ำมันใน
ตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงมาก (ราคาเฉลี่ยของน้ำมันดูไบลดลงจาก 83.0 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ใน 4Q/2550 มาอยู่ที่
54.0 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ใน 4Q/2551) แม้ว่าปริมาณขายในไตรมาสนี้จะเพิ่มขึ้น 851 ล้านลิตร หรือคิดเป็น
5.1% จาก 16,766 ล้านลิตร หรือเทียบเท่า 1,146,323 บาร์เรลต่อวันใน 4Q/2550 เป็น 17,617 ล้านลิตร หรือเทียบเท่า
1,204,480 บาร์เรลต่อวันใน 4Q/2551 ทั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นของปริมาณขายน้ำมันดิบ และ ผลิตภัณฑ์น้ำมัน
สำเร็จรูป ในส่วนของการค้าระหว่างประเทศ

          EBITDA ในไตรมาสนี้ลดลง 3,013 ล้านบาทจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักจากการลดลงของ
กำไรขั้นต้นต่อหน่วยจากการขายน้ำมันในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์เบนซินและดีเซล อันเป็นผลมาจาก
ขาดทุนจากสินค้าคงเหลือ (Stock Loss) เป็นจำนวนเงินที่ค่อนข้างสูง




                                                                   3

       EBIT ในไตรมาสนี้ลดลง 2,904 ล้านบาท เนื่องจากในไตรมาสนี้เกิด Negative EBIT 2,561 ล้านบาท ส่วน
ใหญ่เป็นผลมาจาก EBITDA ที่ลดลงดังกล่าวข้างต้น และค่าเสื่อมราคาที่เพิ่มขึ้น

         สำหรับปี 2551 รายได้จากการขายของธุรกิจน้ำมันเพิ่มขึ้น 474,956 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 38.7% เป็นผลมา
จากราคาขายน้ำมันเฉลี่ยในปี 2551 ที่สูงกว่าราคาขายน้ำมันเฉลี่ยในปี 2550 ตามราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัว
สูงขึ้น (ราคาเฉลี่ยของน้ำมันดูไบ อยู่ที่ประมาณ 68.3 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2550 และ 93.4 เหรียญสหรัฐฯ
ต่อบาร์เรลในปี 2551) แม้ว่าตั้งแต่กลาง 3Q/2551 เป็นต้นมา ราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วก็ตาม (ราคา
เฉลี่ยของน้ำมันดูไบลดลงจาก 113.7 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ใน 3Q/2551 มาอยู่ที่ 54.0 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล
ใน 4Q/2551) โดยปริมาณขายก็เพิ่มขึ้น 8,787 ล้านลิตร หรือเพิ่มขึ้น 13.4% จาก 65,401 ล้านลิตร หรือเทียบเท่า
1,127,044 บาร์เรลต่อวัน ในปี 2550 เป็น 74,518 ล้านลิตร หรือเทียบเท่า 1,283,236 บาร์เรลต่อวันในปี 2551 โดย
เป็นการเพิ่มขึ้นทั้งในส่วนของตลาดน้ำมันในประเทศและการค้าระหว่างประเทศ

       EBITDA ลดลง 3,141 ล้านบาทจาก 8,181 ล้านบาทในปี 2550 เหลือ 5,040 ล้านบาทในปี 2551 หรือลดลง
38.4% ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการลดลงของกำไรขั้นต้นต่อหน่วยของการขายน้ำมันในประเทศ โดยส่วนใหญ่เป็นผลมา
จากในปี 2551 มีขาดทุนจากสินค้าคงเหลือ (Stock loss) จำนวนประมาณ 7,000 ล้านบาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม
ผลิตภัณฑ์ดีเซลมีขาดทุนต่อหน่วย 0.06 บาท/ลิตร

      EBIT ปี 2551 ลดลงจากปี 2550 จำนวน 3,106 ล้านบาท หรือคิดเป็น 54.6% สาเหตุมาจากการลดลงของ
EBITDA ดังกล่าวข้างต้น และค่าเสื่อมราคาที่เพิ่มขึ้น

            กลุ่มธุรกิจสำรวจ ผลิตและก๊าซธรรมชาติ

            - กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติ

      รายได้จากการขายใน 4Q/2551 เพิ่มขึ้นจาก 4Q/2550 จำนวน 8,391 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 12.1% สาเหตุ
หลักมาจากราคาขายก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยที่ปรับตัวสูงขึ้นตามสูตรราคาอ้างอิงน้ำมันเตาและค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลง

      - ปริมาณการจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ (รวมก๊าซโซลีนธรรมชาติที่ได้จากหน่วยควบคุมจุดกลั่นตัวของก๊าซ
ธรรมชาติ) เฉลี่ยลดลงจำนวน 68 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน (mmcfd) จาก 3,284 mmcfd ใน 4Q/2550 เป็น 3,216
mmcfd ใน 4Q/2551 (ที่ค่าความร้อน 1,000 บีทียูต่อ 1 ลูกบาศก์ฟุต) หรือลดลง 2.1 % จากความต้องการใช้ก๊าซฯ ที่
ลดลงในส่วนของลูกค้าทุกกลุ่มยกเว้น กฟผ. (EGAT) และกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม

        - ปริมาณการขายผลิตภัณฑ์รวมของโรงแยกก๊าซฯ ลดลงจาก 1,106,965 ตันใน 4Q/2550 เหลือ 865,120 ตัน
ใน 4Q/2551 (ไม่รวมการขาย LPG ที่ ปตท.ซื้อมาจากผู้ผลิตปิโตรเคมีประมาณ 77,879 ตัน ใน 4Q/2550 และ 38,895
ตัน ใน 4Q/2551 เพื่อนำมาขายต่อ) หรือลดลง 21.8% โดยเป็นการลดลงในทุกผลิตภัณฑ์ เนื่องจากความต้องการใช้
ผลิตภัณฑ์ก๊าซลดลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยทั่วโลก ประกอบกับธุรกิจปิโตรเคมีอยู่ในช่วงขาลง ทำให้บริษัท ปตท.
เคมิคอล จำกัด (มหาชน) PTTCH ซึ่งเป็นลูกค้าหลักที่ซื้อผลิตภัณฑ์ก๊าซหยุดโรงงานในเชิงพาณิชย์ (Commercial
Shutdown) เพื่อระบายสินค้าคงเหลือ และหยุดโรงงานเพื่อขยายกำลังการผลิต (De-bottle neck) ทั้งนี้ความสามารถใน
การใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) เฉลี่ย ของโรงแยกก๊าซฯ ลดลงจากระดับ 105.38% ใน 4Q/2550 มาที่ระดับ


                                                     4

101.03% ใน 4Q/2551 โดยใน 4Q/25
1ff8
51 โรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 3 shutdown 25 วัน โรงแยกก๊าซฯหน่วยที่ 4 ลด
Feed Gas เนื่องจากโรงไฟฟ้าขนอม shutdown และโรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 5 ลด Feed gas เนื่องจากการซ่อมบำรุง
ของอุปกรณ์บางส่วน
              รายละเอียดปริมาณการขายผลิตภัณฑ์ของโรงแยกก๊าซฯ แต่ละชนิดเป็น ดังนี้
                                                           เปลี่ยนแปลง                                                 เปลี่ยนแปลง
     หน่วย : ตัน              4Q/2551       4Q/2550                                ปี 2551         ปี 2550
                                                          ตัน          %                                             ตัน              %
LPG                             526,874     642,569     (115,695)     (18.0%)      2,383,649     2,252,953         130,696            5.8%

ก๊าซอีเทน                         180,906     282,145     (101,239)     (35.9%)       968,335        928,917          39,418            4.2%

ก๊าซโพรเพน                        40,246       47,912      (7,666)     (16.0%)       179,909        241,296         (61,387)         (25.4%)

ก๊าซโซลีนธรรมชาติ                  117,094     134,339      (17,245)     (12.8%)       534,020        520,937          13,083            2.5%

รวม                             865,120    1,106,965    (241,845)     (21.8%)      4,065,913     3,944,103         121,810            3.1%

          ราคาผลิตภั ณฑ์อ้า งอิงเฉลี่ยในไตรมาสนี้ลดลงจากไตรมาสเดี ยวกันของปีก่อน ทั้งในส่วนของราคา LPG
(Contract Price - CP) เฉลี่ย ราคาเฉลี่ยเอทธิลีน (Ethylene) ในตลาดจรของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (South East
Asia-Spot) ราคาเฉลี่ยโพรพิลีน (Propylene), ราคา High Density Polyethylene (HDPE), ราคา Polypropylene
(PP) ในตลาดจรของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (South East Asia-Spot) และแนฟทา (Naphtha) ในตลาดจรของประเทศ
สิงคโปร์ (MOP S)
              รายละเอียดราคาผลิตภัณฑ์อ้างอิงที่ใช้ประกอบการคำนวณราคาขายผลิตภัณฑ์ของโรงแยกก๊าซฯ แต่ละชนิด
เป็น ดังนี้
                                                            เปลี่ยนแปลง                                         เปลี่ยนแปลง
                                                         เหรียญ           %                                เหรียญ              %
หน่วย : เหรียญสหรัฐฯ/ตัน             4Q/2551      4Q/2550                             ปี 2551       ปี 2550
                                                         สหรัฐฯ/ ตัน                                           สหรัฐฯ/ ตัน
                                                                                                       
LPG 1/                              543          756       (213)      (28.2%)        777          608        169           27. 8%

Ethylene 2/                         770        1,156       (386)      (33.4%)      1,193        1,180         13            1.1%
Propylene 2/                        893        1,164       (271)      (23.3%)      1,320        1,154        166           14.4%
HDPE 2/                             910        1,462       (552)      (37.8%)      1,476        1,352        124            9.2%

Polypropylene 2/                    829        1,394       (565)      (40.5%)      1,471        1,331        140           10.5%

Naphtha 3/                          312          735       (423)      (57.6%)        740          625        115           18.3%

หมายเหตุ         1/ เป็นราคา Contract Price (CP) ทั้งนี้ ตั้งแต่ 4Q/2550 ภาครัฐได้ประกาศนโยบายปรับราคา LPG เพื่อให้ราคาใน
                   ประเทศสะท้อนถึงราคาในตลาดโลกมากยิ่งขึ้น รวมทั้งลดภาระการชดเชยราคา LPG ของกองทุนน้ำมัน จึงได้กำหนด
                   หลักเกณฑ์ราคา LPG ณ โรงกลั่นที่กำหนดจากสัดส่วนของต้นทุนการผลิตจากโรงแยกก๊าซฯ กับราคาส่งออก โดยใน
                   1Q/2551 ได้กำหนดสัดส่วนต้นทุนการผลิตจากโรงแยกก๊าซฯ ร้อยละ 95 และราคาส่งออกร้อยละ 5
                2/ ราคาตลาดจรของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (South East Asia - Spot)
                3/ ราคาตลาดจรของประเทศสิงคโปร์ (MOP S)


                                                                5

       EBITDA ของธุรกิจก๊าซฯ ในไตรมาสนี้ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 6,420 ล้านบาทหรือลดลง 53.4%
สาเหตุหลักเนื่องจากราคาขายผลิตภัณฑ์และปริมาณการจำหน่ายก๊าซฯ และผลิตภัณฑ์โรงแยกก๊าซฯ ลดลง ตามภาวะ
เศรษฐกิจที่ถดถอยทั่วโลกส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าและความต้องการผลิตภัณฑ์จากโรงแยกก๊าซฯ ลดลง

      EBIT ในไตรมาสนี้ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 6,747 ล้านบาทหรือลดลง 63.5 % เนื่องจากการ
ลดลงของ EBITDA ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น

          รายได้จากการขายของธุรกิจก๊าซฯ สำหรับปี 2551 เพิ่มขึ้น 45,414 ล้านบาทเมื่อเทียบกับปี 2550 หรือ
เพิ่มขึ้น 17.0% เนื่องมาจาก

       - ปริมาณการจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ (รวมก๊าซโซลีนธรรมชาติที่ได้จากหน่วยควบคุมจุดกลั่นตัวของก๊าซ
ธรรมชาติ) เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจำนวน 171 mmcfd จาก 3,272 mmcfd เป็น 3,443 mmcfd (ที่ค่าความร้อน 1,000 บีทียูต่อ 1
ลูกบาศก์ฟุต) หรือเพิ่มขึ้น 5.2% โดยเป็นการขายที่เพิ่มขึ้นในลูกค้าทุกกลุ่ม ยกเว้น กฟผ. (EGAT) และกลุ่มผู้ผลิต
ไฟฟ้าขนาดเล็ก (Small Power Plant: SPP) ทั้งนี้เป็นผลมาจากความสามารถในการจัดส่งก๊าซเพิ่มขึ้นจากระบบท่อส่ง
ก๊าซธรรมชาติเส้นที่ 3 ในทะเลช่วงอาทิตย์-PTT Riser Platform (PRP) แล้วเสร็จตั้งแต่เดือนเมษายน 2551

          - ปริมาณการขายผลิตภัณฑ์รวมของโรงแยกก๊าซฯ เพิ่มขึ้นจาก 3,944,103 ตันในปี 2550 เป็น 4,065,913 ตัน
ในปี 2551 หรือเพิ่มขึ้น 3.1 % (รายละเอียดตามตารางข้างต้น) ตามความสามารถในการจัดหาวัตถุดิบและความ
ต้องการใช้ผลิตภัณฑ์โรงแยกก๊าซฯ ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะความต้องการ LPG ในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นอันเนื่องมาจากการ
นำ LPG ไปใช้ในภาคขนส่ง (Transportation) ทั้งนี้ ความสามารถในการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) เฉลี่ย
เพิ่มขึ้นจากระดับ 101.18% ในปี 2550 มาที่ระดับ 103.64% ในปี 2551 แม้ว่าจะมีการลด Feed Gas ในช่วงที่แหล่ง
เยตากุน/ยาดานา Shutdown ประกอบกับโรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 2 Shutdown เป็นเวลา 20 วันในไตรมาสที่ 1 ปี 2551
(1Q/2551), โรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 4 Minor Shutdown เป็นเวลา 13 วันใน 3Q/2551 และโรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 3
shutdown, โรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 4 และหน่วยที่ 5 ลด Feed gas ใน 4Q/2551

         ราคา LPG (Contract Price - CP) เฉลี่ยในปี 2551 เพิ่มขึ้น 169 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน จากราคาเฉลี่ย 608
เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน ในปี 2550 เป็น 777 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน ในปี 2551 รวมทั้งราคาเฉลี่ยเอทธิลีน (Ethylene),
โพรพิลีน (Propylene), High Density Polyethylene (HDPE), Polypropylene (PP) ในตลาดจรของเอเชียตะวันออก
เฉียงใต้ (South East Asia-Spot) และแนฟทา (Naphtha) ในตลาดจรของประเทศสิงคโปร์ (MOP S) ที่เพิ่มสูงขึ้นจากปี
2550 เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันและสถานการณ์ด้านอุปสงค์/อุปทานของธุรกิจ

      EBITDA ปี 2551 ของธุรกิจก๊าซฯ เพิ่มขึ้น 1,205 ล้านบาทจากปี 2550 หรือเพิ่มขึ้น 2.3% เนื่องจากราคา
ขายและปริมาณการขายก๊าซฯ และผลิตภัณฑ์ของโรงแยกก๊าซฯ ที่เพิ่มขึ้น

          EBIT ปี 2551 เพิ่มขึ้น 84 ล้านบาท จากปี 2550 หรือเพิ่มขึ้น 0.2% เนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นของ EBITDA
ในขณะที่ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น เนื่องจากปลายปี 2550 มีทรัพย์สินที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ ได้แก่ระบบ
ท่อเส้นที่ 3 ทั้งบนบกและในทะเล อุปกรณ์เพื่อวัดปริมาณก๊าซฯ และตรวจสอบแนวท่อ (SCADA) เป็นต้น



                                                       6

       กลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม : บมจ. ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือ (ปตท.สผ.)

        ใน 4Q/2551 ปตท.สผ. ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ ปตท. มีรายได้จากการขายสุทธิ 43,854 ล้านบาท เพิ่มขึ้น
8,427 ล้านบาทหรือคิดเป็น 23.8% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากปริมาณการขายใน
4Q/2551 ที่เพิ่มขึ้น 19.6% จาก 184,867 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวันใน 4Q/2550 เป็น 221,095 บาร์เรล
เทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวันใน 4Q/2551 โดยปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากการขายก๊าซฯ และคอนเดนเสทของ
โครงการอาทิตย์ รวมทั้งการขายก๊าซฯ และน้ำมันดิบของโครงการเวียดนาม 9-2 และจี 4/43 ซึ่งเริ่มผลิตในปีนี้ ในขณะ
ที่ปริมาณการขายก๊าซฯ ของโครงการบงกช ไพลินและยาดานา และปริมาณขายก๊าซและน้ำมันดิบของโครงการบี 8/32
และ 9เอ ลดลงเล็กน้อย อย่างไรก็ตามราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยที่เป็นเงินเหรียญสหรัฐฯ ลดลง 11.6% จาก 46.28
เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบใน 4Q/2550 เป็น 40.89 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบใน
4Q/2551 ตามราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง

          EBITDA ในไตรมาสนี้คิดเป็น 19,189 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 1,305 ล้านบาทหรือ
เพิ่มขึ้น 7.3% อันเป็นผลมาจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวข้างต้น แม้ว่าในงวดนี้จะมีค่าใช้จ่ายในการสำรวจ จำนวน
3,590 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,186 ล้านบาท จากการตัดจำหน่ายหลุมแห้งจากโครงการในประเทศพม่า และโครงการเม
รางิน-1 รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการศึกษาทางธรณีวิทยาและธรณีฟิสิ
1ff8
กส์ที่เพิ่มขึ้น

       EBIT ในไตรมาสนี้คิดเป็น 12,946 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 204 ล้านบาท หรือลดลง
1.6% โดยค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น 1,508 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากโครงการอาทิตย์
เวียดนาม 9-2 และจี4/43 รวมทั้งการเพิ่มขึ้นตามสินทรัพย์พร้อมใช้งานที่เพิ่มขึ้นของโครงการไพลิน

       สำหรับปี 2551 ปตท.สผ. มีรายได้จากการขายสุทธิ 136,752 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42,693 ล้านบาทหรือคิดเป็น
45.4% จากปีก่อน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยที่เป็นเงินเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 24.9% จาก
39.78 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบในปี 2550 เป็น 49.69 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ
ในปี 2551 ตามราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม อัตราแลกเปลี่ยนในการขายเฉลี่ยลดลง 4.4%
จาก 34.77 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2550 เป็น 33.25 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2551 ตามค่าเงินบาทที่แข็งค่า
ขึ้น นอกจากนี้ ปริมาณการขายเพิ่มขึ้น 22.0% จาก 179,767 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวันในปี 2550 เป็น
219,314 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวันในปี 2551 โดยปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากการขายก๊าซฯ และคอน
เดนเสทของโครงการอาทิตย์และการขายก๊าซฯ และน้ำมันดิบของโครงการจี 4/43 และเวียดนาม 9-2 ซึ่งเริ่มผลิตเชิง
พาณิชย์ในปีนี้ และปริมาณขายก๊าซฯ และคอนเดนเสทที่เพิ่มขึ้นของโครงการโอมาน 44 แม้ว่าปริมาณขายก๊าซฯ ของ
โครงการยาดานา เยตากุน และการขายน้ำมันดิบและก๊าซฯ ของโครงการบี 8/32 และ 9เอ ลดลง

        EBITDA ในปี 2551 คิดเป็น 97,760 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 30,911 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 46.2% อัน
เป็นผลมาจากราคาขายและปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวข้างต้น แม้ว่าในงวดนี้จะมีค่าใช้จ่ายในการสำรวจ จำนวน
8,273 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 4,730 ล้านบาท จากการตัดจำหน่ายหลุมแห้งของโครงการเวียดนาม 16-1 อัลจีเรีย 433เอ และ
416บี และโครงการในประเทศพม่า และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาทางธรณีวิทยาและธรณีฟิสิกส์ของโครงการเอ 4, 5
และ 6/48 แอล 21, 28, 29/48 และโครงการในประเทศพม่า มีการตัดจำหน่ายโครงการบี 13/38 รวมทั้งค่าภาคหลวง
และค่าตอบแทนสำหรับปิโตรเลียมเพิ่มขึ้น 4,799 ล้านบาทตามรายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้น



                                                      7

        EBIT ในปี 2551 คิดเป็น 74,643 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 24,153 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 47.8% โดยค่า
เสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น 6,758 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากโครงการอาทิตย์ โครงการจี 4/43 และ
โครงการเวียดนาม 9-2 รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ที่พร้อมใช้งานของโครงการไพลิน บี8/32 และ 9เอ และบงกช

       กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมี ประกอบด้วย PTTPM, PTTAC, HMC และ PTTPL

       ใน 4Q/2551 มีรายได้ขายจากบริษัทย่อยในกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมี จำนวน 6,907 ล้านบาท ลดลงจาก 4Q/2550
จำนวน 7,647 ล้านบาทหรือลดลง 52.5% ในขณะที่งวดปี 2551 มีรายได้ขายจำนวน 36,255 ล้านบาท ลดลง 34,494
ล้านบาทหรือลดลง 48.8% สาเหตุหลักเนื่องจากการเปลี่ยนสถานะของ PTTCH และ PPCL จากบริษัทย่อยเป็นบริษัท
ร่วมของ ปตท. ตั้งแต่ 4Q/2550

       EBITDA ของบริษัทย่อยในกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีลดลง 3,553 ล้านบาทจาก 3,405 ล้านบาทใน 4Q/2550 เป็น
Negative EBITDA 148 ล้านบาทใน 4Q/2551 หรือลดลง 104.3% และ EBIT ลดลง 3,307 ล้านบาทจาก 3,121 ล้าน
บาทใน 4Q/2550 เป็น negative EBIT จำนวน 186 ล้านบาทใน 4Q/2551 หรือลดลง 106.0% สำหรับงวดปี 2551
EBITDA ลดลง 19,056 ล้านบาทหรือลดลง 96.5% และ EBIT ลดลง 16,431 ล้านบาทหรือลดลง 96.8% โดยมีเหตุผล
หลักจากการเปลี่ยนสถานะของ PTTCH และ PPCL ดังกล่าวข้างต้น

       กำไรสุทธิ : กำไรสุทธิ 4Q/2551 ลดลงจาก 4Q/2550 จำนวน 46,673 ล้านบาทหรือลดลง 190.6% และ
       กำไรสุทธิ ปี 2551 ลดลงจากปี 2550 จำนวน 46,099 ล้านบาทหรือลดลง 47.1%

       ใน 4Q/2551 ปตท.และบริษัทย่อยมีขาดทุนสุทธิ 22,189 ล้านบาท หรือคิดเป็นขาดทุน 7.86 บาทต่อหุ้น
ขาดทุนเพิ่มขึ้นจาก 4Q/2550 จำนวน 46,673 ล้านบาท หรือคิดเป็น 190.6% ทั้งนี้ นอกจากผลประกอบการของแต่ละ
หน่วยธุรกิจตามที่ได้กล่าวข้างต้นแล้ว ยังรวมถึง
       : ใน 4Q/2550 ปตท.มีกำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนจำนวน 7,752 ล้านบาท ในขณะที่ 4Q/2551 ไม่มี
รายการดังกล่าว
         : ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสียลดลง 32,827 ล้านบาทหรือคิดเป็น 367.3% โดย 4Q/2551 มี
ส่วนแบ่งขาดทุนฯ จำนวน 23,889 ล้านบาท ในขณะที่ 4Q/2550 มีส่วนแบ่งกำไรฯ จำนวน 8,938 ล้านบาท โดยมี
สาเหตุหลักมาจาก
            - ผลประกอบการของบริษัทร่วมในกลุ่มธุรกิจการกลั่นมีผลขาดทุน อันเนื่องมาจากค่าการกลั่นที่ปรับตัว
ลดลง โดยค่าการกลั่นของโรงกลั่นแบบ Complex (ไม่รวมผลจากสินค้าคงเหลือ) ของกลุ่ม ปตท. ลดลงจาก 6.22
เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลใน 4Q/2550 เป็น 5.88 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ใน 4Q/2551 รวมทั้งมีผลขาดทุนจาก
สินค้าคงเหลือเนื่องจากราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปที่ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วจากปัญหา Sub Prime Mortgage
ซึ่งส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก นอกจากนี้ ในงวด 4Q/2551 บริษัท ปตท. อะโรเมติกส์และการกลั่น
จำกัด (มหาชน) (PTTAR) ได้เดินเครื่องโหมดโรงกลั่นธรรมดา (Simple Refinery) เป็นเวลา 50 วัน จากการหยุดซ่อม
บำรุงฉุกเฉินหน่วยเพิ่มมูลค่าน้ำมันเตาให้เป็นน้ำมันดีเซลโดยใช้ไฮโดรเจน (Hydrocracking Unit : HCU) เพื่อซ่อมแซม
การรั่วซึมในหน่วยถ่ายเทความร้อน รวมทั้ง บริษัท สตาร์ปิโตรเลี่ยมรีไฟน์นิ่ง จำกัด (SPRC) ได้หยุดซ่อมบำรุงหน่วย
กลั่นตามกำหนดเวลา เป็นเวลา 49 วัน นอกจากนี้ ใน 4Q/2551 หน่วย Tatoray ของธุรกิจผลิตพาราไซลีน (TPX) ของ
บมจ.ไทยออยล์ (TOP) หยุดเดินเครื่องตลอดทั้งไตรมาสเนื่องจากราคาผลิตภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลงอย่างมากตามทิศทาง


                                                      8

ของราคาน้ำมันและอุปสงค์จากธุรกิจโพลีเอสเตอร์ที่ลดลง เนื่องจากปัญหาสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทั่วโลก ทำให้กำลัง
ซื้อของผู้บริโภคลดลง
            - ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมในกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีลดลง ส่วนใหญ่เนื่องมาจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์
และวัตถุดิบ (Product-to-Feed margin) ที่ปรับตัวลดลง รวมทั้งใน 4Q/2551 ปริมาณการผลิตลดลงจากการหยุดผลิต
เชิงพาณิชย์ (Commercial Shutdown) ของหน่วยผลิต Oleflex ของโรงโอเลฟินส์ I1 เป็นเวลา 55 วัน, โรงโอเลฟินส์
I4-1 เป็นเวลา 26 วัน โรง HDPE (โรงโอเลฟินส์ I-1) เป็นเวลา 10 วันเพื่อระบายสินค้าคงเหลือ นอกจากนี้ยังมีการหยุด
เพื่อขยายกำลังการผลิต (De-bottlenecking Shutdown) ของโรงโอเลฟินส์ I4-2 และโรง MEG ของ TOCGC เป็นเวลา
68 และ 43 วันตามลำดับ
        : ใน 4Q/2551 มีขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 3,234 ล้านบาท ในขณะที่ใน 4Q/2550 มีกำไรจากอัตรา
แลกเปลี่ยน 1,585 ล้านบาท
        : ภาระภาษีเงินได้ใน 4Q/2551 ลดลง 10,357 ล้านบาท หรือลดลง 69.8% จากกำไรจากการดำเนินงานที่
ลดลง
           สำหรับรายละเอียดส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสียเป็นดังนี้
หน่วย : ล้านบาท                      4Q/2551            4Q/2550             เปลี่ยนแปลง                %
บริษัทร่วมกลุ่มธุรกิจการกลั่น                 (21,178)           6,232 *             (27,410)           (439.8%)
บริษัทร่วมกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมี                 (2,144)           2,645                (4,789)           (181.1%)
บริษัทร่วมกลุ่มธุรกิจน้ำมัน                         77              17                       60           358.8%
บริษัทร่วมกลุ่มธุรกิจก๊าซ                         113                 -                    113              n.m.
บริษัทร่วมกลุ่มธุรกิจอื่น                        (757)              44                   (801)        (1,820.5%)
รวม                                  (23,889)           8,938               (32,827)           (367.3%)
* ปรับปรุงโดยนำส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนของ บมจ.อะโรเมติกส์ (ประเทศไทย) ใน 4Q/2550 ไปรวมในกลุ่มธุรกิจ
การกลั่น

        สำหรับในปี 2551 ปตท.และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 51,705 ล้านบาท หรือคิดเป็น 18.33 บาทต่อหุ้น ลดลง
จากปี 2550 จำนวน 46,099 ล้านบาท หรือลดลง 47.1% ทั้งนี้ นอกจากผลประกอบการของแต่ละหน่วยธุรกิจตามที่ได้
กล่าวข้างต้นแล้ว ยังรวมถึง
        :ในปี 2550 มีกำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุน 8,428 ล้านบาท ในขณะที่ปี 2551 มีขาดทุนจากการจำหน่าย
เงินลงทุน 1 ล้านบาท
         : ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสียลดลง 37,331 ล้านบาทหรือคิดเป็น 120.1% จากกำไรฯ
31,080 ล้านบาทในปี 2550 เป็นขาดทุน 6,251 ล้านบาทในปี 2551 โดยมีสาเหตุหลักมาจาก
            - ผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มธุรกิจการกลั่นที่ลดต่ำลง โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2551 ราคาน้ำมันดิบ
ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการเข้ามาเก็งกำไรในตลาดน้ำมันของกลุ่ม Hedge Fund เพื่อหาผลตอบแทนที่สูงกว่า
การลงทุนในตลาดอื่นๆ ในขณะที่ครึ่งหลังของปี ราคาน้ำมันดิบได้ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่
ชะลอตัวลงจากปัญหา Sub Prime Mortgage ส่งผลให้ค่าการกลั่นของโรงกลั่นแบบ Complex (ไม่รวมผลจากสต็อก
น้ำมัน) ของกลุ่ม ปตท. ลดลงจาก 6.61 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2550 เป็น 5.77 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในปี
2551 รวมทั้งทำให้มีผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันและผลกระทบจากสต็อกน้ำมันสิ้นงวดปรับเป็นมูลค่าตลาด ประกอบกับ
ธุรกิจปิโตรเคมีสายอะโรเมติกส์มี Product to Feed margin ลดลงมาก จากราคาผลิตภัณฑ์เฉลี่ยที่ปรับตัวสูงขึ้น
เล็กน้อยเมื่อเทียบกับการปรับตัวสูงขึ้นของราคาเฉลี่ยวัตถุดิบ ซึ่งเป็น
1ff8
ผลมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ส่งผลให้ความต้องการ

                                                      9

ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปในอุตสาหกรรมอะโรเมติกส์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ในปี 2551 TOP ได้หยุดเดินเครื่อง
หน่วยพาราไซลีนของโรงงาน TPX เพื่อซ่อมบำรุงใหญ่และขยายกำลังการผลิต (ภายหลังการขยายกำลังการผลิต TPX
สามารถเพิ่มกำลังการผลิตสารอะโรเมติกส์จาก 420,000 ตันต่อปี เป็น 900,000 ตันต่อปี) หยุดเดินเครื่องหน่วยกลั่น
น้ำมันดิบที่ 1 (CDU-1) ใน 3Q/2551 และหน่วย Tatoray ใน 4Q/2551 จากราคาผลิตภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลงอย่างมาก
ตามทิศทางของราคาน้ำมันและอุปสงค์จากธุรกิจโพลีเอสเตอร์ที่ลดลง สำหรับโรงกลั่นของ PTTAR มี Mini Shutdown
เพื่อซ่อมบำรุงและเปลี่ยนสารเร่งปฏิกิริยาเคมี (Catalyst) เป็นเวลา 32 วัน และปิดซ่อมบำรุงหน่วย HCU ฉุกเฉิน
ดังกล่าวแล้วข้างต้น เป็นเวลาทั้งสิ้น 29 วัน และเดินเครื่องโหมดโรงกลั่นธรรมดา 50 วัน รวมทั้ง SPRC หยุดซ่อมบำรุง
หน่วยกลั่นตามกำหนดเวลา เป็นเวลา 49 วัน
             - ส่วนแบ่งกำไรของบริษัทร่วมในกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีลดลง สาเหตุหลักมาจาก Product-to-Feed margin ที่
ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบ ค่าใช้จ่ายในการผลิต และ
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร นอกจากนี้ ยังมีผลขาดทุนจากการตีมูลค่าสินค้าคงเหลือ เนื่องจากราคาตลาดของ
วัตถุดิบและสินค้าคงเหลือปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และการหยุดโรงงาน โดยใน 1Q/2551 มีการหยุดซ่อมบำรุง
เครื่องจักรหน่วย Oleflex ของโรงโอเลฟินส์ I-1 เป็นเวลา 42 วัน, โรงโอเลฟินส์ I4-1 12 วัน โรง HDPE (โรงโอเลฟินส์
I-1) 10 วัน สำหรับใน 3Q/2551 BPE (บริษัทย่อยของ PTTCH) หยุดเพื่อบำรุงรักษาเป็นเวลา 30 วัน และใน 4Q/2551
มีการหยุดผลิตเชิงพาณิชย์ และเพื่อการขยายกำลังการผลิตดังที่ได้กล่าวข้างต้น

           สำหรับรายละเอียดส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสียเป็นดังนี้
หน่วย : ล้านบาท                           ปี 2551            ปี 2550             เปลี่ยนแปลง         %
บริษัทร่วมกลุ่มธุรกิจการกลั่น                  (11,695)            28,006 *           (39,701)     (141.8%)
บริษัทร่วมกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมี                     5,661              2,651              3,010       113.5%
บริษัทร่วมกลุ่มธุรกิจน้ำมัน                           363                55                   308    560.0%
บริษัทร่วมกลุ่มธุรกิจก๊าซ                              -                  -                    -
บริษัทร่วมกลุ่มธุรกิจอื่น                           (580)               368                 (948)  (257.6%)
รวม                                     (6,251)            31,080            (37,331)     (120.1%)
* ปรับปรุงโดยนำส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนของ บมจ.อะโรเมติกส์ (ประเทศไทย) ในปี 2550 ไปรวมในกลุ่มธุรกิจการกลั่น

        : กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนลดลงจำนวน 7,375 ล้านบาท หรือคิดเป็น 136.8% จากกำไรฯ 5,392 ล้านบาทใน
ปี 2550 เป็นขาดทุน 1,982 ล้านบาทในปี 2551 จากการอ่อนค่าลงของเงินบาท
       : ภาษีเงินได้เพิ่มขึ้นจาก 42,224 ล้านบาทในปี 2550 เป็น 43,348 ล้านบาทในปี 2551 เนื่องจากกำไรจาก
กานดำเนินงานของ ปตท. และบริษัทย่อยในปี 2551 ที่เพิ่มขึ้น

2. การวิเคราะห์ฐานะการเงินของ ปตท.และบริษัทย่อย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2551 เปรียบเทียบกับ ณ วันที่
  31 ธันวาคม 2550

      ฐานะการเงินของ ปตท.และบริษัทย่อย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2551 เปรียบเทียบกับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม
2550 แสดงได้ดังนี้




                                                     10

                                                                                               หน่วย : ล้านบาท
                           รายการ                                             งบการเงินรวม
สินทรัพย์                                                  31 ธ.ค.2551    31 ธ.ค.2550       เพิ่ม (ลด)           %
สินทรัพย์หมุนเวียน                                                243,196         314,818          (71,622)      (22.7%)
เงินลงทุนในบริษัทย่อย กิจการที่ควบคุมร่วมกันและบริษัท
ร่วม และเงินลงทุนระยะยาว                                       187,071         193,122            (6,051)       (3.1%)
ที่ดินอาคารและอุปกรณ์ - สุทธิ                                      375,755         315,143            60,612        19.2%
สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน                                              79,183          68,441            10,742        15.7%
รวมสินทรัพย์
                                                           885,205         891,524            (6,319)       (0.7%)
หนี้สิน
หนี้สินหมุนเวียน                                                 169,271         235,160           (63,725)      (26.1%)
เงินกู้ยืม (รวมเงินกู้ยืมที่ถึงกำหนดชำระภายใน 1 ปี)                     239,138         220,999             18,139         8.2%
หนี้สินไม่หมุนเวียน                                                46,260          36,713              9,547        26.0%
รวมหนี้สิน
                                                           454,669         492,872           (38,203)       (7.7%)
ส่วนของผู้ถือหุ้น
ส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทฯ                                            383,579         361,497            22,082          6.1%
ส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย                                            46,957          37,155             9,802         26.4%
รวมส่วนของผู้ถือหุ้น
                                                           430,536         398,652            31,884             8.0%
รวมหนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น
                                                           885,205         891,524            (6,319)       (0.7%)

        สินทรัพย์
        ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2551 สินทรัพย์มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 885,205 ล้านบาท ลดลงจากสิ้นปี 2550 จำนวน
6,319 ล้านบาท หรือลดลง 0.7% โดยสินทรัพย์หมุนเวียนลดลงจำนวน 71,622 ล้านบาท หรือลดลง 22.7% ซึ่งสาเหตุ
หลักเกิดจากลูกหนี้การค้าและตั๋วเงินรับลดลง 95,779 ล้านบาท ในขณะที่เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น
15,860 ล้านบาท และเงินชดเชยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงค้างรับ (สินทรัพย์หมุนเวียนอื่น) เพิ่มขึ้น 7,107 ล้านบาท จาก
เงินชดเชยที่ ปตท.จะได้รับจากรัฐบาลเนื่องจากส่วนต่างราคา LPG นำเข้ากับราคาขายภายในประเทศที่ถูกควบคุม

         เงินลงทุนในบริษัทย่อย กิจการที่ควบคุมร่วมกันและบริษัทร่วม และเงินลงทุนระยะยาวลดลง 6,051 ล้านบาท
หรือ ลดลง 3.1% เนื่องมาจากการรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วมจำนวน 6,251 ล้านบาท ปรับลดด้วยเงินปันผลรับ
ของบริษัทร่วมจำนวน 17,356 ล้านบาท นอกจากนี้ รับรู้ค่าความนิยมติดลบจำนวน 5,802 ล้านบาท จากการรับรู้ยอด
คงเหลือของค่าความนิยมติดลบที่คงเหลืออยู่ ณ 31 ธันวาคม 2550 จำนวน 5,345 ล้านบาท ตามมาตรฐานการบัญชี
ฉบับที่ 43 (ปรับปรุง 2550) เรื่องการรวมธุรกิจ รวมถึงในปี 2551 รับรู้ค่าความนิยมเพิ่มขึ้นจำนวน 457 ล้านบาทจาก
การเข้าซื้อหุ้นของ IRPC จากบุคคลภายนอกผ่านตลาดหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นเป็นเงินจำนวน 5,489 ล้านบาท ส่งผลให้
สัดส่วนการถือหุ้นใน IRPC เพิ่มขึ้นจาก 31.50% เป็น 36.77% และการชำระค่าหุ้นเพิ่มทุนของ PPCL จำนวนรวม
1,476 ล้านบาท รวมทั้งมีการลงทุนในกองทุนเปิดดัชนีธุรกิจพลังงานและธุรกิจปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ (FAM EPIF)
จำนวน 5,050 ล้านบาท


                                                         11

         ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ เพิ่มขึ้น 60,612 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 19.2% ส่วนใหญ่ผลมาจากการรับโอนที่ดิน
มาบตาพุดเพื่อก่อสร้างอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และงานระหว่างก่อสร้างเพิ่มขึ้นจากโครงการก่อสร้างโรงแยกก๊าซฯ
หน่วยที่ 6 โครงการท่อส่งก๊าซฯ อาทิตย์เหนือ โครงการก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ และโครงการก่อสร้างโรงแยก
ก๊าซอีเทน รวมทั้งมีสินทรัพย์เพื่อการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเพิ่มขึ้น 24,321 ล้านบาท ซึ่งเป็นการลงทุนในโครงการ
พื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย โครงการอาทิตย์ ไพลิน บงกช บี8/32 และ 9เอ

          สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเพิ่มขึ้น 10,742 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 15.7% เนื่องจากเงินจ่ายล่วงหน้าค่าก๊าซฯ
เพิ่มขึ้น 11,354 ล้านบาท โดยในปี 2551 ปตท.ได้จ่ายเงินค่าซื้อก๊าซฯ ล่วงหน้าจากแหล่ง Malaysia-Thailand Joint
Development Area (JDA) Block A-18 ในประเทศมาเลเซียจำนวน 13,716 ล้านบาท สำหรับก๊าซฯ ที่ยังไม่สามารถรับ
มอบได้ในปี 2550-2551 ในขณะเดียวกันมีการ Make Up ก๊าซแหล่งยาดานา และเยตากุน จำนวน 2,362 ล้านบาท

        หนี้สิน
        หนี้สินรวม 454,669 ล้านบาท ลดลงจากสิ้นปี 2550 เป็นจำนวน 38,203 ล้านบาท หรือลดลง 7.7% โดยเป็น
การลดลงของหนี้สินหมุนเวียน 63,725 ล้านบาท หรือลดลง 26.1% เนื่องจากเจ้าหนี้การค้าลดลง 73,571 ล้านบาท จาก
การชำระหนี้ค่าน้ำมันดิบที่ซื้อจากต่างประเทศที่ครบกำหนด ในขณะที่เงินกู้ยืมระยะสั้นอื่นเพิ่มขึ้น 3,192 ล้านบาท
สาเหตุหลักเกิดจาก PTTEP จัดทำ  โครงการกู้เงินระยะสั้น ของ ปตท.สผ.  ซึ่งออกและเสนอขายตั๋วแลกเงินระยะสั้น
แบบหมุนเวียนเป็นประจำทุกเดือนให้กับนักลงทุนทั่วไปและนักลงทุนสถาบันการเงิน และการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ยืมระยะ
สั้นจากสถาบันการเงิน 1,267 ล้านบาท โดยเป็นการกู้เงินเพื่อเป็นทุนหมุนเวียน

         เงินกู้ยืมเพิ่มขึ้น 18,139 ล้านบ
1ff8
าท หรือเพิ่มขึ้น 8.2% โดยสามารถแยกตามกำหนดระยะเวลาชำระคืนได้ดังนี้
                                                                                             หน่วย : ล้านบาท
     กำหนดชำระคืน              ปตท.       ปตท. สผ.       DCAP          TTM(T)     TTM(M)        HMC            รวม
 (นับจากวันที่ 31 ธ.ค.51)
ภายใน 1 ปี (31 ธ.ค. 52)        9,864.16            -         73.50       613.94      29.75             -      10,581.35
เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี          15,411.35     9,500.00         77.00       613.94      29.75             -      25,632.04
เกิน 2 ปี แต่ไม่เกิน 5 ปี          78,075.53     3,500.00        231.00     2,368.06     178.50        885.92      85,239.01
        เกิน 5 ปี             102,949.45     5,500.00        329.00     4,999.24     332.50      3,051.46     117,161.65
          รวม               206,300.49    18,500.00        710.50     8,595.18     570.50      3,937.38     238,614.05

       เงินกู้ยืม (รวมเงินกู้ หุ้นกู้และพันธบัตรทั้งที่ครบกำหนดชำระภายใน 1 ปีและเกิน 1 ปีขึ้นไป) ณ วันที่
31 ธันวาคม 2551 ประกอบด้วยเงินกู้ยืมสกุลเงินบาทและสกุลเงินต่างประเทศ ดังนี้
                                                                                                   หน่วย : ล้านบาท
    เงินกู้ยืมระยะยาว             ปตท.       ปตท. สผ.       DCAP          TTM(T)      TTM(M)         HMC            รวม
       สกุลเงินบาท            138,770.97    18,500.00        710.50            -            -      1,139.68     159,121.15
   สกุลเงินต่างประเทศ           67,529.52            -             -     8,595.18       570.50      2,797.70      79,492.90
           รวม              206,300.49    18,500.00        710.50     8,595.18        570.50     3,937.38     238,614.05
สัดส่วนเงินกู้ระยะยาวสกุล            32.73%        0.00%         0.00%      100.00%       100.00%       71.05%         34.51%
ต่างประเทศต่อยอดเงินกู้
  ระยะยาวทั้งหมด (%)




                                                      12

       ทั้งนี้ เงินกู้ยืม ณ 31 ธันวาคม 2551 ในงบการเงินเฉพาะบริษัทจำนวน 36,896 ล้านบาทค้ำประกันโดย
กระทรวงการคลัง

       หนี้สินไม่หมุนเวียน เพิ่มขึ้น 9,547 ล้านบาท สาเหตุหลักเกิดจากการเพิ่มขึ้นของประมาณหนี้สินการรื้อถอน
อุปกรณ์การผลิตและหนี้สินภาษีเงินได้รอตัดบัญชี

           ส่วนของผู้ถือหุ้น
          ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2551 ส่วนของผู้ถือหุ้นมีจำนวนรวม 430,536 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2550 จำนวน
31,884 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 8.0% เนื่องจาก
          : กำไรสะสมที่ยังไม่จัดสรรเพิ่มขึ้น 21,765 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากผลประกอบการของ ปตท.และบริษัท
ย่อยที่มีกำไรสุทธิจำนวน 51,705 ล้านบาท และเป็นผลสะสมจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายบัญชีตามมาตรฐานการบัญชี
ฉบับที่ 43 (ปรับปรุง 2550) เรื่อง การรวมธุรกิจ จำนวน 5,345 ล้านบาท ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชี
เริ่มต้นในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2551 เป็นต้นไป โดยในส่วนของค่าความนิยมติดลบกำหนดให้ ปตท. ซึ่งเป็นผู้ซื้อ
ธุรกิจต้องประเมินการระบุและการวัดมูลค่าสินทรัพย์ หนี้สิน และหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นที่ระบุได้ของผู้ถูกซื้อ รวมทั้ง
ประเมินต้นทุนการรวมธุรกิจใหม่ หากส่วนได้เสียของผู้ซื้อในมูลค่ายุติธรรมสุทธิของรายการดังกล่าวสูงกว่าราคาทุน ณ
วันที่ซื้อ และให้รับรู้ส่วนเกินที่คงเหลือหลังการประเมินใหม่ดังกล่าวเป็นรายได้ในงบกำไรขาดทุนทันที ทั้งนี้ ปตท. ได้
ถือปฏิบัติสำหรับค่าความนิยมติดลบที่เกิดจากการรวมธุรกิจ ซึ่งมีข้อตกลงตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2551 เป็นต้นไป ส่วน
ค่าความนิยมติดลบที่รับรู้ก่อนหน้านี้ ปตท. ใช้วิธีปรับปรุงกำไรสะสมต้นงวด (1 มกราคม 2551) และลดลงจากการ
จ่ายเงินปันผล 35,250 ล้านบาท
          : ปตท.มีการเพิ่มทุนจากการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิของกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหาร พนักงาน
ปตท. และพนักงานบริษัทในเครือ ปตท.ที่มาปฏิบัติงานประจำในตำแหน่งงานของ ปตท. เพื่อซื้อหุ้นสามัญที่ออกใหม่
(ESOP Scheme) ซึ่งส่งผลให้ทุนที่ออกและชำระแล้วเพิ่มขึ้น 66.685 ล้านบาท (6,668,500 หุ้น) และมีส่วนเกินมูลค่า
หุ้นสามัญเพิ่มขึ้น 1,177.72 ล้านบาท ทำให้ ณ 31 ธันวาคม 2551 มีใบสำคัญแสดงสิทธิที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิจำนวน 33.19
ล้านหน่วย ประกอบด้วยใบสำคัญแสดงสิทธิรุ่นที่ 1 ที่ออกและเสนอขายเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2548 จำนวน 16.54 ล้าน
หน่วย (กำหนดการใช้สิทธิครั้งสุดท้าย 31 สิงหาคม 2553) และใบสำคัญแสดงสิทธิรุ่นที่ 2 ที่ออกและเสนอขายเมื่อวันที่
29 กันยายน 2549 จำนวน 16.65 ล้านหน่วย (กำหนดการใช้สิทธิครั้งสุดท้าย 28 กันยายน 2554)
          : การเพิ่มขึ้นของส่วนเกินทุนจากการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทย่อยและบริษัทร่วมจำนวน 11
ล้านบาท รวมทั้งผลต่างจากการแปลงค่างบการเงินเพิ่มขึ้นจำนวน 96 ล้านบาท ในขณะที่กำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นใน
หลักทรัพย์เผื่อขายลดลงจำนวน 274 ล้านบาท

        ส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อยเพิ่มขึ้น 9,802 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 26.4% ซึ่งส่วนใหญ่จากผลประกอบการ
ประจำปี 2551

         สภาพคล่อง
             สภาพคล่องของ ปตท.และบริษัทย่อยสำหรับงวด 12 เดือนสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2551 มีกระแสเงินสด
สุทธิเพิ่มขึ้นจำนวน 15,861 ล้านบาท โดย ปตท.และบริษัทย่อย มีเงินสดต้นงวดที่ยกมาจากปีที่แล้วจำนวน 74,958
ล้านบาท ทำให้เงินสดสุทธิปลายงวดเท่ากับ 90,819 ล้านบาท ทั้งนี้ รายละเอียดกระแสเงินสดแต่ละกิจกรรม มีดังนี้




                                                      13

                           


User avatar
vichit
Verified User
Posts: 15833
Joined: Sun Jun 17, 2007 5:37 pm

Posts by vichit » Fri Feb 20, 2009 8:54 pm

แจ้งวันและระเบียบวาระการประชุมAGMปี 2552 และวันจ่ายเงินปันผล20/02/2552 19:55

     PTT : แจ้งวันและระเบียบวาระการประชุมAGMปี 2552 และวันจ่ายเงินปันผล
                                                                                                -1-




ที่ 500/02/94
                                                                     20 กุมภาพันธ์ 2552

เรื่อง การกำหนดวันประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2552 ระเบียบวาระการประชุม และการจ่ายเงิน
      ปันผลสำหรับผลประกอบการปี 2551

เรียน กรรมการและผู้จัดการ
     ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

             คณะกรรมการ ปตท. ในการประชุมครั้งที่ 2/2552 เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2552 มีมติเห็นชอบ
ในเรื่องต่างๆ ดังนี้
             1. กำหนดวันประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2552 ในวันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2552 เวลา 09.30 น.
                ณ ห้องเพลนารี 1-3 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เลขที่ 60 ถนนรัชดาภิเษกตัดใหม่
               เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร
             2. กำหนดให้ วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม 2552 เป็นวันให้สิทธิผู้ถือหุ้นมีสิทธิเข้าร่วมประชุมสามัญ
                ผู้ถือหุ้นประจำปี 2552 และมีสิทธิในการรับเงินปันผล (Record Date) (ซึ่งสิทธิในการรับเงิน
                ปันผลดังกล่าวยังไม่มีความแน่นอนเนื่องจากต้องรอการอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นก่อน)
                และให้รวบรวมรายชื่อตามมาตรา 225 ของ พรบ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535
                โดยวิธีปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้นในวันอังคารที่ 10 มีนาคม 2552
             3. กำหนดระเบียบวาระการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2552 จำนวน 10 วาระ ดังต่อไปนี้
ระเบียบวาระที่ 1          พิจารณารับรองรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2551 เมื่อวันที่ 11
                      เมษายน 2551
ความเห็นของคณะกรรมการ: เห็นสมควรรับรองรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2551 เมื่อวันที่ 11
                      เมษายน 2551
ระเบียบวาระที่ 2          พิจารณารับรองรายงานผลการดำเนินงานในรอบปี 2551 และพิจารณาอนุมัติ
                      งบการเงินประจำปีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2551
ความเห็นของคณะกรรมการ: เห็นสมควรรับรองรายงานผลการดำเนินงานในรอบปี 2551 และพิจารณาอนุมัติ
                      งบการเงินประจำปีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2551




T: ptt-ir publish elcid ptt 2009 2009-02-20 Dividend Payment 2551 Dividend Payment 2008 Thai

                                                                                              -2-


ระเบียบวาระที่ 3          พิจารณาอนุมัติจัดสรรเงินกำไรสุทธิประจำปี 2551 และการจ่ายเงินปันผล
ความเห็นของคณะกรรมการ: เห็นสมควรอนุมัติการจัดสรรเงินกำไรสุทธิประจำปี 2551 และการจ่ายเงินปันผล
                      สำหรับผลประกอบการ ประจำปี 2551 ในอัตราหุ้นละ 8.00 บาท ซึ่งแบ่งเป็นการ
                      จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับผลประกอบการงวด 6 เดือนแรกของปี 2551
                      ในอัตรา 6.00 บาทต่อหุ้นจากกำไรสะสมของ ปตท. คิดเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 16,943
                      ล้านบาท ซึ่งเสียภาษีในอัตราร้อยละ 30, 25 และ 0 จำนวน 2.63, 0.95 และ 2.42 บาท
                      ต่อหุ้นตามลำดับ (ปตท.จ่ายเงินปันผลดังกล่าวเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2551) และเงิน
                      ปันผลสำหรับงวด 6 เดือนหลังของปี 2551 ในอัตรา 2.00 บาทต่อหุ้นโดยเงินปันผล                       ดังกล่าวจ่ายจากกำไรสะสมของ ปตท. คิดเป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น 5,660 ล้านบาท
                      ซึ่งเสียภาษีในอัตราร้อยละ 30, 25 และ 0 จำนวน 0.95, 0.27 และ 0.78 บาทต่อหุ้น
                      ตามลำดับ โดยกำหนดจ่ายในวันที่ 30 เมษายน 2552

ระเบียบวาระที่ 4          พิจารณาแต่งตั้งผู้สอบบัญชีและกำหนดค่าตอบแทนผู้สอบบัญชี ประจำปี 2552
ความเห็นของคณะกรรมการ: เห็นสมควรอนุมัติแต่งตั้ง สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เป็นผู้สอบบัญชีของ
                      ปตท. ประจำปี 2552 และกำหนดค่าตอบแทนผู้สอบบัญชี เป็นเงิน 3,145,000 บาท
                      (ไม่รวมค่าใช้จ่ายเดินทางไปราชการ ค่าปฏิบัติงานนอกเวลา และค่าใช้จ่ายอื่นที่
                      เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ ภายในวงเงินไม่เกิน 2,000,000 บาท) ตามข้อเสนอ
                      ของคณะกรรมการตรวจสอบที่ได้พิจารณากลั่นกรองอย่างเหมาะสมแล้ว

ระเบียบวาระที่ 5          พิจารณากำหนดค่าตอบแทนคณะกรรมการ ปตท. ประจำปี 2552
ความเห็นของคณะกรรมการ: เห็นสมควรอนุมัติการกำหนดค่าตอบแทนกรรมการ ประจำปี 2552 เท่ากับปี 2551
                      ตามที่คณะกรรมการกำหนดค่าตอบแทนเสนอ ดังนี้
                    - ค่าเบี้ยรายเดือนและเบี้ยประชุมคณะกรรมการทุกคณะ (เท่ากับปี 2551)
                      1. เบี้ยประชุมคณะกรรมการ ปตท. ประกอบด้วย
                          เบี้ยกรรมการรายเดือน เดือนละ 30,000.- บาท
                          เบี้ยประชุม ครั้งละ 20,000.- บาท (เฉพาะกรรมการฯ ที่เข้าประชุม)
                      2. เบี้ยประชุมคณะกรรมการเฉพาะเรื่อง ซึ่งคณะกรรมการ ปตท. แต่งตั้ง
                         ประกอบด้วย
                          (1) คณะกรรมการตรวจสอบ
                              เบี้ยกรรมการรายเดือน เดือนละ 15,000.- บาท
                              เบี้ยประชุม ครั้งละ 15,000.- บาท (เฉพาะกรรมการฯ ที่เข้าประชุม)




T: ptt-ir publish elcid ptt 2009 2009-02-20 Dividend Payment 2551 Dividend Payment 2008 Thai

                                                                                                -3-

                          (2) คณะกรรมการสรรหา
                              เบี้ยประชุม ครั้งละ 24,000.- บาท (เฉพาะกรรมการฯ ที่เข้าประชุม)
                          (3) คณะกรรมการกำหนดค่าตอบแทน
                              เบี้ยประชุม ครั้งละ 24,000.- บาท (เฉพาะกรรมการฯ ที่เข้าประชุม)
                          (4) คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดี
                              เบี้ยประชุม ครั้งละ 24,000.- บาท (เฉพาะกรรมการฯ ที่เข้าประชุม)
                       ทั้งนี้ ประธานกรรมการ ปตท. และประธานคณะกรรมการเฉพาะเรื่อง จะได้รับเบี้ย
                       ประชุมสูงกว่ากรรมการฯ ในอัตราร้อยละ 25 และสำหรับเลขานุการคณะกรรมการ
                       ตรวจสอบ ให้ได้รับเบี้ยประชุมรายเดือน เดือนละ 7,500.- บาท ตามแนวทางที่ปฏิบัติ
                       ในปัจจุบัน
                     -  เงินโบนัสคณะกรรมการ ปตท. (เท่ากับปี 2551)
                        เห็นควรกำหนดค่าตอบแทนกรรมการที่เป็นเงินโบนัส เป็นอัตรา เท่ากับ 0.05%
                        ของกำไรสุทธิ แต่จำกัดวงเงินสูงสุดไม่เกิน 2,000,000.- บาท/คน/ปี เท่ากับ
                        อัตราเดิมที่กำหนดในปี 2551
                        อนึ่ง การคำนวณจ่ายเงินโบนัสจะคำนวณตามระยะเวลาที่กรรมการดำรงตำแหน่ง
                        และประธานกรรมการ ปตท. จะได้รับสูงกว่ากรรมการฯ ในอัตราร้อยละ 25 ตาม
                        แนวทางที่ปฏิบัติในปัจจุบัน

ระเบียบวาระที่ 6          พิจารณาเลือกตั้งกรรมการแทนกรรมการที่ออกจากตำแหน่งตามวาระ
                      ซึ่งในปี 2551 มีกรรมการครบวาระ จำนวน 5 ท่าน ได้แก่ (1) นายณอคุณ สิทธิพงศ์
                      (2) นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ (3) พลเอก สมทัต อัตตะนันทน์ (4) ม.ล.ปาณสาร
                      หัสดินทร และ (5) นายโอฬาร ไชยประ
1377
วัติ (ซึ่งลาออกก่อนครบวาระเมื่อวันที่
                      22 กันยายน 2551)
ความเห็นของคณะกรรมการ: เห็นควรอนุมัติแต่งตั้งบุคคลดังต่อไปนี้เป็นกรรมการ ปตท. แทนกรรมการที่
                      ครบวาระ จำนวน 5 ท่าน ได้แก่ (1) นายณอคุณ สิทธิพงศ์ (2) นายประเสริฐ
                      บุญสัมพันธ์ (3) นายวัชรกิติ วัชโรทัย (4) นายสุรพล นิติไกรพจน์ และ
                      (5) นายสุรชัย ภู่ประเสริฐ เนื่องจากกรรมการสรรหาได้พิจารณาคุณสมบัติ
                      แล้วว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อ
                      การดำเนินงานของ ปตท. โดยกรรมการหมายเลข (3) (4) และ (5) จะเป็นกรรมการ
                      อิสระด้วย เนื่องจากมีคุณสมบัติสอดคล้องกับนิยามกรรมการอิสระของตลาด
                      หลักทรัพย์ฯ และของ ปตท. ทั้งนี้ กรรมการที่มีส่วนได้เสียในเรื่องนี้ไม่ได้ออกเสียง
                      ลงคะแนน



T: ptt-ir publish elcid ptt 2009 2009-02-20 Dividend Payment 2551 Dividend Payment 2008 Thai

                                                                                              -4-




ระเบียบวาระที่ 7          พิจารณาอนุมัติการแก้ไขข้อบังคับของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
                      เพื่อให้ข้อบังคับของ ปตท.สอดคล้องกับบทบัญญัติทางกฎหมาย กฎระเบียบ
                      ประกาศ และหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเพื่อให้เกิดความคล่องตัว
                      ในการดำเนินงานของ ปตท.
ความเห็นของคณะกรรมการ: เห็นสมควรอนุมัติการแก้ไขข้อบังคับของ ปตท. ดังนี้
                      1. แก้ไขชื่อตำแหน่ง  กรรมการผู้จัดการใหญ่  เป็น  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
                           และกรรมการผู้จัดการใหญ่
                      2. แก้ไขข้อกำหนดเกี่ยวกับการซื้อหุ้นคืนของ ปตท. ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบ
                           จากผู้ถือหุ้น ยกเว้นการซื้อหุ้นดังกล่าวมีจำนวนไม่เกินกว่าร้อยละ 10 ของ
                           ทุนชำระแล้วให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการ ปตท. ตามประกาศคณะกรรมการ
                           ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยฯ
                      3. เพิ่มเติมให้คณะกรรมการ ปตท. มีอำนาจกำหนดรายชื่อกรรมการผู้มีอำนาจ
                           ลงนามผูกพันบริษัทได้ นอกเหนือจากของเดิม ที่กรรมการผู้มีอำนาจ 2 คน
                           ใดๆ สามารถลงนามและประทับตราเป็นการผูกพันบริษัทได้
                      4. แก้ไขข้อบังคับของบริษัทให้สอดคล้องกับประกาศคณะกรรมการกำกับ
                           ตลาดทุนที่ ทจ. 21/2551 เรื่อง หลักเกณฑ์ในการทำรายการที่เกี่ยวโยงกัน

ระเบียบวาระที่ 8          พิจารณาอนุมัติการแผนการจัดหาเงินกู้ 5 ปี (2552-2556)
ความเห็นของคณะกรรมการ: เห็นสมควรอนุมัติแผนการจัดหาเงินกู้ 5 ปี โดยการจัดหาเงินทุนจากแหล่ง
                      ภายนอกเพื่อใช้ในการลงทุนและ/หรือ เป็นเงินทุนหมุนเวียนทั่วไป และ/หรือ
                      เพื่อ Refinance เงินกู้ เพิ่มเติมเป็นวงเงินรวมประมาณ 65,000 ล้านบาท ในระยะ
                      เวลา 5 ปี (ปี 2552 - 2556)

ระเบียบวาระที่ 9          เพื่อทราบรายงานการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุดเกี่ยวกับการดำเนินการ
                      ตามคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับ ปตท.
ความเห็นของคณะกรรมการ: เพื่อทราบรายงานความคืบหน้าการดำเนินการตามคำพิพากษาศาลปกครอง
                      สูงสุดที่ 35/2550 ในเรื่องการแบ่งแยกทรัพย์สินของการปิโตรเลียมฯ

ระเบียบวาระที่ 10                                                 พิจารณาเรื่องอื่น ๆ (ถ้ามี)




T: ptt-ir publish elcid ptt 2009 2009-02-20 Dividend Payment 2551 Dividend Payment 2008 Thai

                                                                                                       -5-



             นอกจากนี้ คณะกรรมการ ในการประชุมครั้งที่ 11/2551 เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2551 ได้มีมติ
เห็นชอบหลักเกณฑ์การให้ผู้ถือหุ้นส่วนน้อยเสนอระเบียบวาระการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นและชื่อกรรมการ
ล่วงหน้าตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีเกี่ยวกับการดูแลสิทธิของผู้ถือหุ้น สำหรับการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น
ประจำปี 2552 อย่างไรก็ดี ไม่ปรากฏผู้ถือหุ้นเสนอระเบียบวาระการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น และชื่อบุคคล
เพื่อสมัครเป็นกรรมการแต่อย่างใด
            อนึ่ง ปตท. จะเปิดเผยรายละเอียดของการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2552 การจ่ายเงิน
ปันผลประจำปี 2551 และระเบียบวาระการประชุมดังกล่าวให้ทราบล่วงหน้าก่อนการประชุมบนเว็บไซท์
http://www.pttplc.com ทั้งนี้ กรณีมีข้อสอบถาม กรุณาติดต่อสอบถามทางเว็บไซท์ หรือหากไม่สะดวกสามารถ
ติดต่อสำนักกรรมการผู้จัดการใหญ่และเลขานุการบริษัท ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ที่ 0-2537-3860 โทรสารหมายเลข
0-2537-3887 หรือฝ่ายตลาดทุนและนักลงทุนสัมพันธ์ ได้ที่โทรศัพท์หมายเลข 0-2537-2792-3 โทรสารหมายเลข
0-2537-2791

                          จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ

                             ขอแสดงความนับถือ



                          (นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์)
                  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่




สำนักกรรมการผู้จัดการใหญ่และเลขานุการบริษัท
โทรศัพท์ 0 2537 3860
โทรสาร 0 2537 3887, 0 2537 3933




T: ptt-ir publish elcid ptt 2009 2009-02-20 Dividend Payment 2551 Dividend Payment 2008 Thai






ที่มา ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย     วันที่   20/02/09   เวลา   19:56:49


Post Reply